ตอนที่ 321: กว้างขวางมาก อาศัยอยู่ได้
ผู้ใหญ่บ้านทั้งสามคน พอเห็นผู้คุ้มกันเหล่านั้นก็หยุดฝีเท้าแต่ไกล
หลิวต้าฝูอยากจะลองเอ่ยปาก ทว่าผู้คุ้มกันทั้งสี่ที่เฝ้าอยู่พลันขยับมือวางลงบนด้ามดาบทำให้หลิวต้าฝูตกใจจนต้องถอยกลับไปอยู่ข้างผู้อาวุโสทั้งสอง ในใจร้องลั่น ทวารบาลพวกนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว!
โชคดีที่หลิวจี้สังเกตเห็นได้ทันท่วงทีจึงรีบวิ่งออกมาอธิบายว่าอาจารย์ไม่ชอบพบคนนอก ให้พวกเขากลับไปก่อนจึงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้
หากคำพูดไล่แขกนี้เป็นหลิวจี้ที่พูด หลิวต้าฝูคงต้องหัวเราะเยาะเขาอย่างน้อยหนึ่งประโยค
แต่พอได้ฟังว่าแท้จริงแล้วเป็นผู้สูงศักดิ์ที่ไม่ชอบพบคนนอก พวกเขาจึงถอยกลับไปทันที
ก่อนจะจากไป หลิวต้าฝูยังนึกถึงคำเรียกที่หลิวจี้ใช้เรียกผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นขึ้นมาได้จึงเบิกตากว้าง มองหลิวจี้ขึ้นๆลงๆอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ซานเอ๋อร์ ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์ของผู้สูงศักดิ์แล้วหรือ”
หลิวจี้กอดอกเชิดคางขึ้น “ข้าผู้ไม่เอาไหน เพิ่งจะคารวะท่านอาจารย์ไปเมื่อครู่และได้พบกับศิษย์พี่ตัวน้อยแล้ว”
เพราะคำพูดประโยคนี้ หลิวต้าฝูถึงกับรู้สึกว่าสีหน้าที่น่าหมั่นไส้ของเขากลับดูหล่อเหลาองอาจขึ้นมาในทันตา รีบกล่าวแสดงความยินดีสองสามคำ บอกว่าวันหน้าจะให้หลิวลี่มาขอคำชี้แนะจากเขา
เมื่อเห็นหลิวจี้แสดงสีหน้าลำพองใจและค่อนข้างรำคาญ เขาจึงได้หันหลังเดินจากไปจริงๆ
หลิวต้าฝูนั้นเรียกได้ว่าเดินไปสามก้าวต้องหันกลับมามองหนึ่งครั้ง ในแววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ในใจคิดว่าชะตาชีวิตของคนเราเหตุใดจึงแตกต่างกันได้ถึงเพียงนี้
ในลานบ้านมีเสียงเรียกของกงเหลียงเหลียวดังขึ้นมา “หลิวซานเอ๋อร์!”
ชายชราแม้ดูอายุมากแล้ว ทั้งยังขาขาดทั้งสองข้าง แต่หูกลับยังดีเยี่ยม พอได้ยินหลิวต้าฝูเรียกซานเอ๋อร์ก็เรียกชื่อศิษย์คนใหม่ตามทันที
หลิวจี้ขานรับ “ขอรับ!” แล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปในลานบ้าน
สารถีและผู้คุ้มกันส่วนใหญ่ยืนอยู่นอกประตู เหลือเพียงสือโถวกับสาวใช้สองคน และเด็กรับใช้ข้างกายสองคนคอยปรนนิบัติอยู่เบื้องหน้าฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียว คนก็ไม่นับว่าเยอะ แต่เมื่อรวมพวกต้าหลางสี่พี่น้องเข้าไปด้วย ลานบ้านที่เดิมทีก็ไม่ใหญ่อยู่แล้ว กลับดูคับแคบขึ้นมาทันตา
โชคดีที่ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศปลอดโปร่งแจ่มใสจึงไม่นับว่าเป็นการละเลยจนเกินไป
กงเหลียงเหลียวรู้ดีว่าในชนบทคงไม่มีเงื่อนไขที่ดีอะไรนัก ทัศนคติจึงนับว่าไม่เลว ข้างกายมีโต๊ะเตี้ย บนโต๊ะมีขนมไหว้พระจันทร์หนึ่งจานกับชาร้อนหนึ่งกา เขายกชาขึ้นจิบสองอึกเพื่อกดกลิ่นสุราลง
เด็กรับใช้ข้างกายและสาวใช้คุกเข่าอยู่ข้างกายเขาคนละฝั่งพร้อมรอรับคำสั่งทุกเมื่อ
หลิวจี้รีบวิ่งเข้ามา เห็นชายชรานั่งสบายๆ ไม่มีเรื่องอันใดก็ยิ้มอย่างจนใจ “ท่านอาจารย์เรียกซานเอ๋อร์มีเรื่องอันใดหรือขอรับ”
เพราะกลัวว่าชายชราอาจจะต้องการปลดทุกข์แต่ไม่สะดวกพูด เขาจึงคุกเข่าลงกระซิบถามข้างหูอีกฝ่ายเบาๆ
ก็มีแต่หลิวจี้นี่แหละ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นมาถามเรื่องเช่นนี้ด้วยท่าทีแบบนี้ รับรองว่าไม่มีทางได้อยู่ดีแน่
เมื่อครู่ระหว่างทางดื่มสุราไปมากเกินไปก็รู้สึกปวดขึ้นมาจริงๆ กงเหลียงเหลียวจึงเอ่ยปากรับคำแล้วมองไปรอบๆลานบ้านนี้ดูไม่เหมือนจะมีที่ให้ปลดทุกข์ได้สะดวกเลย
ในตอนนี้ ฉีเซียนกวนที่ให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องนำทางสำรวจบ้านของฉินเหยาทั่วทั้งหมดแล้วก็กลับมา
พอเด็กหนุ่มเห็นพื้นที่หน้าบ้านและหลังบ้านก็รู้ได้ทันทีว่าบ้านของฉินเหยาไม่มีพื้นที่พอจะต้อนรับพวกเขาได้เลยจึงเหลือบมองหลิวจี้อย่างโกรธกริ้ว…ไม่ได้เตรียมการเอาไว้แท้ๆ แต่ยังกล้ามาเชิญคนอีก!
แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว ตอนนี้จะมาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องเหล่านี้ก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะเพิ่มความรำคาญใจเปล่าๆ
ในขณะนี้ เมื่อสังเกตเห็นความต้องการของท่านอาจารย์ ฉีเซียนกวนจึงสั่งให้สือโถวไปนำของบนหลังม้าลงมาทันที ให้ไปสร้างกระโจมในสวนหลังบ้านเพื่อใช้เป็นห้องน้ำชั่วคราวให้ท่านอาจารย์ก่อน
อีกทั้งยังให้คนเตรียมเครื่องใช้สำหรับล้างหน้าแปรงฟันของอาจารย์ไว้พร้อมสรรพแล้วจึงสั่งให้คนไปที่ห้องครัวเพื่อแจ้งกับคนรับใช้ที่ชื่ออาวั่ง จะได้ดูแลรสชาติอาหารให้ถูกปากท่านอาจารย์ยิ่งขึ้น
หลิวจี้มองดูเด็กน้อยอย่างฉีเซียนกวนที่จัดการเรื่องต่างๆราวกับผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้วเลิกคิ้วขึ้น ในที่สุดก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่างเด็กอัจฉริยะกับเด็กธรรมดาขึ้นมาบ้างแล้ว
สือโถวและผู้คุ้มกันคนอื่นๆเองก็มีความเป็นมืออาชีพมาก เจ้านายสั่งเพียงคำเดียว พวกเขาก็สามารถจัดการส่วนที่เหลือที่เจ้านายยังไม่ได้สั่งการจนครบถ้วนสมบูรณ์ได้
ในไม่ช้า หีบไม้แต่ละใบก็ถูกผู้คุ้มกันยกลงมาจากหลังม้า ในสวนหลังบ้านเองก็สร้างกระโจมขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดวางของใช้ที่จำเป็นสำหรับการเข้าส้วมเรียบร้อย สาวใช้ยังโปรยตะไคร้หอมเพื่อกลบกลิ่นไว้อีกด้วย
ทางด้านกงเหลียงเหลียวนั้นย่อมมีคนหามเขาไปยังสวนหลังบ้านเพื่อจัดการธุระเอง
พวกต้าหลางสี่พี่น้องยืนอยู่ใต้ระเบียง มองดูบ้านของตนที่เปลี่ยนไปจนไม่เหมือนบ้านของตนอย่างตกตะลึง ในใจพลันสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยลางสังหรณ์ไม่ดี
“ท่านแม่ยังไม่กลับมาอีกหรือ” ต้าหลางมองไปยังอาวั่งที่ยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปราวสองเมตรแล้วถามเสียงเบา
ปลายหูของอาวั่งขยับเล็กน้อย มองไปยังห้องครัวสุดที่รักที่ถูกสาวใช้สองคนยึดครองด้วยใบหน้าไร้อารมณ์แล้วตอบว่า “ใกล้แล้วล่ะขอรับ”
สี่พี่น้องรีบสูดหายใจเข้าลึกๆอย่างประหม่า ตอนนี้พวกเขาเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าหากท่านแม่กลับมาบ้านแล้วเห็นหีบไม้เต็มลานบ้านจะทนไม่ไหวจับท่านพ่อที่เอาแต่ประจบสอพลอมหาบัณฑิตออกไปซ้อมอย่างหนักหนึ่งยก
แม้แต่ซื่อเหนียงยังรู้ว่าเรื่องแรกที่ต้องทำเมื่อพาแขกเข้าประตูมาก็คือต้องบอกการจัดการของเจ้าบ้านให้แขกทราบ
หลิวจี้ตามกงเหลียงเหลียวกลับมาจากการเข้าส้วม ตอนที่เดินผ่านหน้าสี่พี่น้องไปก็เหลือบมองสีหน้าของพวกเขา รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่
เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลิวจี้ครุ่นคิดในใจ พวกเจ้าคิดว่าข้าลืมพูดหรือ ข้าไม่กล้าพูดต่างหาก!
บ้านเก่าบ้านเก่า ฟังดูก็รู้แล้วว่าเก่าแค่ไหน ตอนนี้ฉินเหยายังไม่กลับมา เขาจึงไม่กล้าพาคนไปส่งเดช
ตอนนี้ฟ้ายังสว่างอยู่ หากฉีเซียนกวนไม่พอใจขึ้นมาก็ยังมีเวลาพอที่จะวิ่งกลับเข้าเมืองไปได้
หากคนไปแล้วก็ไม่แน่ว่าจะกลับมาอีก
ฉีเซียนกวนเดินสำรวจหลังเขาของบ้านฉินเหยาอีกรอบหนึ่ง เขาไม่ได้บอบบางอย่างที่ทุกคนคิด เมื่อกลับมารองเท้าก็เปื้อนโคลนเต็มไปหมด เขาส่ายหน้าให้กงเหลียงเหลียวแล้วพูดว่า
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ดูแล้ว บ้านของหลิวจี้เล็กเกินไป ถ้าอย่างไรพวกเรารอทานมื้อค่ำเสร็จแล้วกลับเข้าไปในเมือง ไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนดีหรือไม่ขอรับ”
หัวใจของหลิวจี้พลันกระตุก ดูท่าคงต้องแจ้งการจัดการของเจ้าบ้านให้ทราบก่อน
เขารีบกล่าวขอโทษไปว่า “ทำให้ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ต้องลำบากแล้ว แต่เรื่องที่พักนั้น ภรรยาของข้าได้จัดการไว้แล้ว ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ไม่ต้องเป็นกังวล”
แล้วมองไปยังฉีเซียนกวนที่ราวกับมีพลังงานเหลือล้นอีกครั้ง “เดินทางมาตลอดทางทั้งเหนื่อยทั้งลำบาก ศิษย์พี่นั่งลงพักสักครู่ก่อนเถิด อีกสักครู่หลังจากทานมื้อค่ำแล้ว ข้าจะนำผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่ไปยังบ้านพักรับรองเพื่อพักผ่อน”
“ยังมีบ้านพักรับรองอีกหรือ” ฉีเซียนกวนจ้องหลิวจี้ด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย ไม่ได้สังเกตเลยว่าหลิวจี้พูดว่าจะนำผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่ไปยังบ้านพักรับรอง คิดไปเองว่าอีกฝ่ายได้จัดการหาบ้านในชนบทหลังหนึ่งให้ตนและท่านอาจารย์เข้าพัก
บ้านเรือนในหมู่บ้านเล็กๆบนภูเขาแห่งนี้ เขากวาดตามองดูคร่าวๆแล้ว ลานบ้านเล็กๆในชนบทหลังนี้ นับได้ว่าเป็นบ้านที่สะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบที่สุดในหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว
ระหว่างทางที่มาเมื่อครู่ ผ่านบ้านชาวนาหลายหลัง หน้าประตูเต็มไปด้วยดินโคลนสีเหลืองและสิ่งสกปรกต่างๆนานา ทำให้เขารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่พาท่านอาจารย์มาหาหลิวจี้
โชคดีอย่างยิ่งที่บ้านของหลิวจี้นี้ดีกว่าที่เขาคิดไว้มาก อย่างน้อยก็สะอาดสะอ้าน ในลานบ้านก็จัดเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หน้าบ้านหลังบ้านยังมีดอกไม้สดสองสามช่อปักไว้อย่างมีรสนิยม
แต่เมื่อเทียบกับไร่เหล่านั้นในแถบชานเมืองหลวง….ช่างเถอะ ไม่เทียบแล้ว มีบ้านพักรับรองพอให้อยู่ได้ก็พอแล้ว!
หลิวจี้พยักหน้าอย่างจริงจัง ตอบอย่างมั่นใจว่า “ศิษย์พี่วางใจเถิด มีบ้านพักรับรอง กว้างขวางมาก พอให้อาศัยอยู่ได้”
ฉีเซียนกวนเห็นสีหน้าของเขาไร้พิรุธใดจึงพยักหน้าเบาๆ “เช่นนั้นก็รอให้ทานมื้อค่ำเสร็จแล้วค่อยว่ากัน”
หลิวจี้ยิ้มพลางกวักมือเรียกฝาแฝดชายหญิง ให้พวกเขาออกไปเรียกมารดากลับมาทานข้าว
ซื่อเหนียงเข้าใจความหมาย นี่คือการให้พวกเขาไปสืบความคืบหน้าของการปรับปรุงก่อนจึงพยักหน้ารับ วิ่งปรู๊ดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ตอนที่ 322: เขาไม่คู่ควรหรือ
“ท่านแม่!”
บนหลังคา ฉินเหยาหันกลับไปก็เห็นซานหลางและซื่อเหนียงวิ่งมาจนเหงื่อท่วมหัว พวกเขาเงยหน้ายืนเรียกนางอยู่ในลานบ้านเก่า
ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “เจ้าสองคนมาที่นี่ได้อย่างไร”
ซานหลาง “ท่านพ่อเรียกให้ท่านกลับไปกินข้าวขอรับ!”
ซื่อเหนียงกล่าว “ท่านพ่อให้พวกเรามาดูว่าบ้านพักรับรองเป็นอย่างไรบ้างแล้วเจ้าค่ะ”
ซานหลางมองน้องสาวอย่างประหลาดใจ ท่านพ่อพูดประโยคนี้เมื่อใดกัน?
ซื่อเหนียงเชิดคางขึ้นอย่างได้ใจ นางรู้ได้เอง!
ในลานบ้านล้วนเป็นชาวบ้านที่มาช่วยงาน คนมากพลังย่อมมีมากตาม หญ้ารกถูกกำจัดไปจนหมดแล้ว ทั้งยังใช้ค้อนไม้ทุบพื้นดินหนึ่งรอบจนเรียบและแน่นอีกด้วย
ห้องแต่ละห้องก็ถูกทำความสะอาดแล้ว ตอนนี้ข้างในนอกจากไม่มีเครื่องเรือนก็ดูเหมือนที่ที่พอจะให้คนพักอาศัยอยู่ได้ในที่สุด
หลังคาก็ได้รับความช่วยเหลือจากพวกชาวบ้าน โดยใช้หญ้าคาคลุมไปได้เจ็ดถึงแปดส่วนแล้ว อย่างน้อยตอนกลางคืนลมพัดก็ไม่ต้องกังวลว่าหลังคาจะถูกพัดปลิวไป
หากเร่งมือหน่อย อีกครู่ก็น่าจะมุงหลังคาทั้งหมดได้เสร็จก่อนฟ้ามืด
สิ่งที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวคือกำแพงลานบ้านที่พังทลายลงมา สิ่งนี้ไม่มีทางหาวัสดุในพื้นที่ได้จึงปล่อยว่างไว้ก่อน
การทำตามอารมณ์นั้น…ก็เป็นลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งเช่นกันนั่นแหละ
ฉินเหยาส่งต่องานในมือให้หลิวจ้งและหลิวเหล่าฮั่นที่ตามมาช่วยทีหลัง นางไม่ได้เดินลงบันได แต่กระโดดลงมาจากหลังคาโดยตรง
นางชิวยื่นน้ำให้นางหนึ่งถ้วย ฉินเหยารับมาดื่มรวดเดียวจนหมดแล้วเช็ดเหงื่ออย่างลวกๆ จากนั้นก็พาแฝดชายหญิงไปยังพื้นที่ปลอดภัยนอกลานบ้านเพื่อสอบถามสถานการณ์ที่บ้าน
ซื่อเหนียงตอบไปตามความจริง ซานหลางก็กล่าวเสริม ในไม่ช้าฉินเหยาก็เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของที่บ้านแล้ว เมื่อรู้ว่าหลิวจี้สามารถเรียกท่านอาจารย์และศิษย์พี่ได้สำเร็จ มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
จริงสิ กงเหลียงเหลียวยังต้องการคนหามไปส่ง อีกสักครู่นางจะไปยืมรถเข็นจากบ้านหลิวต้าฝู
ช่วงเวลาต่อจากนี้ ชายชราคงต้องอาศัยอยู่ที่บ้านของนาง ข้างกายเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้คุ้มกันมากมายคอยหามไปมาตลอดเวลา ใช้รถเข็นน่าจะสะดวกกว่า
“ท่านแม่ ท่านเสร็จงานแล้วหรือยังเจ้าคะ” ซื่อเหนียงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
ซานหลางเห็นหยาดเหงื่อข้างแก้มของท่านแม่ก็ยื่นมือน้อยๆออกไปช่วยเช็ดให้อย่างแผ่วเบาพลางใช้แขนเสื้อพัดให้นาง เกรงว่านางจะร้อน
ฉินเหยาหันกลับไปมองเรือนที่เริ่มดูเป็นรูปเป็นร่างแล้วพลางส่ายหน้า “ยังต้องทำอีกสักพัก เจ้าสองคนรอข้าสักครู่ ข้าขอสั่งงานเล็กน้อยแล้วพวกเราค่อยกลับบ้านกัน”
แฝดชายหญิงรับคำอย่างว่าง่าย ยืนรออยู่บนที่ว่าง
ฉินเหยากลับเข้าไปในลานบ้านแล้วเรียกทุกคนมารวมกัน
ห้องหับทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่วางแผ่นไม้สองสามแผ่นทำเป็นเตียง อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันไหว้พระจันทร์ ฉินเหยาจึงเกรงใจที่จะรั้งคนไว้ช่วยงานต่อ นางกล่าวขอบคุณพวกชาวบ้านที่มาช่วยแล้วให้พวกเขากลับบ้านไปก่อน
ในไม่ช้า ในลานบ้านก็เหลือเพียงคนจากเรือนเก่า
คนกันเองไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันถึงขนาดนั้น ฉินเหยากล่าวว่าอีกสักครู่ตนจะให้อาวั่งนำอาหารมาส่ง ให้สองพ่อลูกหลิวเหล่าฮั่นกับหลิวจ้ง และสองสะใภ้ช่วยเก็บกวาดงานที่เหลือให้เรียบร้อย
สองสามีภรรยาหลิวจ้งตบอกรับปาก บอกให้ฉินเหยาวางใจ ให้นางไปดูแลแขกผู้สูงศักดิ์ก่อน ทางนี้มอบให้พวกเขาจัดการเอง
ฉินเหยาได้ยินจากปากของแฝดชายหญิงแล้วว่าคณะของฉีเซียนกวนนำสัมภาระมาอย่างครบครัน ทั้งของใช้ส่วนตัวและผ้าห่มล้วนมีจึงกำชับนางชิวว่าอีกสักครู่ให้ไปซื้อผ้าห่มจากชาวบ้านในหมู่บ้านมาสองสามผืนเพื่อปูที่นอนให้พวกผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่ ส่วนอย่างอื่นไม่ต้องเตรียม
“จริงสิ อ่างล้างหน้ากับถังน้ำและตุ่มน้ำก็วางไว้อย่างละใบด้วย อย่าลืมตักน้ำเตรียมไว้ล่วงหน้าด้วย”
ฉินเหยาสั่งงานไปพลาง คนจากเรือนเก่าก็จดจำไปพลาง เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ฉินเหยาก็ไปจุดไฟที่เตาของบ้านหลังนี้ ทำความสะอาดปล่องควันแล้วจึงจากไป
“เดี๋ยวก่อน!” ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง!
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้แฝดชายหญิงหยุดอยู่กับที่ก่อน อย่าเพิ่งไปไหน เดี๋ยวนางกลับมา
นางวิ่งไปจนถึงบ้านของพ่อค้าหาบเร่หลิว กว้านซื้อของจำพวกเทียนไข น้ำมันตะเกียง น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊วและน้ำส้มสายชู ถ้วยชามหม้อไหของบ้านเขามาจนเกลี้ยง
ของมีมากเกินไป ฉินเหยาคนเดียวถือไม่หมดจึงขอยืมแผ่นประตูหนึ่งบานมาจากพ่อค้าหาบเร่หลิว นำสินค้าทั้งหมดกองไว้บนแผ่นประตู จากนั้นก็ยกขึ้นอย่างสบายๆ แล้วรีบกลับบ้านเก่าไปอย่างรวดเร็วราวกับเหาะ
หลังจากจัดแจงอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็เสร็จสิ้น จูงมือฝาแฝดชายหญิงที่รออยู่ริมทางจนเหน็บชาไปยังบ้านของหลิวต้าฝูเพื่อขอยืมรถเข็น
ปากว่าขอยืม ทว่าแท้จริงแล้วคือการมอบให้ หลิวต้าฝูพอได้ยินว่าจะนำไปให้ผู้สูงศักดิ์ใช้ก็รีบเข็นรถเข็นทั้งสามคันในบ้านออกมาให้ฉินเหยาเอาไปทั้งหมด
“ใช้ไม่เยอะถึงเพียงนี้หรอก” ฉินเหยาเหนื่อยจนอยากจะหัวเราะทว่าหัวเราะไม่ออก เลือกคันที่มีความสูงพอเหมาะ ส่วนที่เหลือก็คืนให้แก่หลิวต้าฝูไป
“ขึ้นมาบนรถเข็นสิ” ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ฝาแฝดชายหญิงขึ้นไปนั่งบนรถเข็น
เจ้าตัวน้อยทั้งสองสบตากันอย่างประหลาดใจ ในใจรู้สึกอยากขึ้นไปนั่งอย่างยิ่ง ทว่าสุดท้ายกลับโบกไม้โบกมือ ไม่ยอมขึ้นไปนั่ง
“ท่านแม่ พวกเราจะช่วยท่านเข็น ท่านพักสักครู่เถิด” ซื่อเหนียงเบิกดวงตากลมโตดำขลับ มองฉินเหยาอย่างรู้ความ ช่างเป็นภาพที่ชวนให้หัวใจคนมองอ่อนยวบ
ต่อให้ฉินเหยาจะเหนื่อยล้าเพียงใดก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มสดใสออกมา นางลูบศีรษะพวกเขา บอกให้พวกเขาตามมาและระวังตัวเองด้วย สามแม่ลูกจึงช่วยกันเข็นรถเข็นกลับไปถึงบ้าน
กลิ่นหอมของอาหารลอยมาจากในลานบ้าน อาวั่งเพิ่งจะตักกับข้าวอย่างสุดท้ายเสร็จ สามแม่ลูกก็กลับมาได้จังหวะพอดี
เพราะคนมีจำนวนมากจึงแบ่งออกเป็นสามโต๊ะ
ในห้องโถงหนึ่งโต๊ะ ในลานบ้านสองโต๊ะ
ฉินเหยายกรถเข็นเข้ามาในลานบ้าน หลิวจี้และคนอื่นๆที่ย้ายเข้าไปในห้องโถงแล้วพลันหันมามองเป็นตาเดียว
“น้าเหยา!” ต้าหลางวิ่งเข้ามาอย่างยินดี ช่วยยกเอารถเข็นไม้หนักอึ้งเข้ามาในห้องโถง
ฉินเหยาวางรถเข็นลง มือหนึ่งเท้าสะเอว มือหนึ่งพัดโบกขับไล่ความร้อน ก่อนจะพินิจแขกทั้งสองในห้องหนึ่งรอบแล้วจึงเดินไปเบื้องหน้ากงเหลียงเหลียว ย่อกายคารวะเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์และคุณชายน้อยเดินทางมาไกล คงจะลำบากแล้ว” ฉินเหยากล่าวอย่างเกรงใจ คารวะเสร็จก็ยืดกายขึ้นเอง
กงเหลียงเหลียวทำหน้าเคร่งขรึม ดวงตาจับจ้องถ้วยชาหยาบในมือ ไม่แม้แต่จะชายตามองนางสักนิด ตอบรับเสียงหนึ่งอย่างฝืนใจ นับว่าเป็นการตอบรับแล้ว
ฉินเหยาซึ่งรู้ถึงภูมิหลังและนิสัยของอีกฝ่ายอยู่แล้วจึงเตรียมใจไว้ก่อน นางไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ขอเพียงแค่เขายอมอยู่ที่นี่ก็พอ
คนในหมู่บ้านยังต้องอาศัยชื่อเสียงของเขาเพื่อเป็นใบเบิกทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวอยู่นะ
ได้รับผลประโยชน์จากผู้อื่นแล้ว ได้รับของดีจากผู้อื่นแล้ว หากยังต้องการให้เขามีท่าทีที่ดีต่อเจ้าอีกก็ออกจะดูไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงและโลภมากเกินไปหน่อย
เมื่อเห็นท่าทางเฉยเมยของฉินเหยา ทั้งนางยังส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรและอบอุ่นมาให้ตน กงเหลียงเหลียวก็แอบจิบชา ในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
ซานเอ๋อร์ไม่ได้บอกหรือว่าภรรยาของเขานั้นทั้งแข็งกร้าวทั้งเผด็จการอย่างยิ่ง?
เขายังคิดที่จะช่วยสั่งสอนนางเสียหน่อย อย่างไรเสียซานเอ๋อร์ตอนนี้ก็เป็นศิษย์ของตนแล้ว ตนย่อมต้องปกป้องเป็นธรรมดา
แต่ว่า ปฏิกิริยานี้นับว่าใจกว้างอย่างยิ่ง!
หลิวจี้แอบขยิบตาให้อาจารย์ของตน สตรีผู้นี้ความคิดลึกล้ำยิ่งนัก ยังไม่เผยธาตุแท้ออกมาหรอก ท่านอาจารย์โปรดรอดูไปเถิด
วันข้างหน้าท่านต้องเจอดีแน่ หลิวจี้คิดในใจอย่างยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่น ในที่สุดก็มีคนมาร่วมรับเคราะห์กับเขาแล้ว
ปฏิกิริยาของฉีเซียนกวนนั้นตรงกันข้ามกับกงเหลียงเหลียวโดยสิ้นเชิง พอเห็นฉินเหยาก็เผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมาทันที ลุกขึ้นเดินมาอยู่เบื้องหน้าฉินเหยาและเอ่ยขอบคุณนางอีกครั้งหนึ่ง
เขาหันกายไปสั่งผู้คุ้มกันในลานบ้าน “สือโถว นำของขวัญขอบคุณที่ข้าเตรียมไว้ให้ฉินเหนียงจื่อเข้ามา!”
“ยังมีของขวัญขอบคุณอีกหรือ” หลิวจี้มองไปยังฉีเซียนกวนอย่างประหลาดใจ “ศิษย์พี่ตัวน้อย เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่นำออกมาเล่า” หรือจะเป็นเพราะเขาไม่คู่ควร?
ฉีเซียนกวนตวัดตามองเขาแวบหนึ่ง คู่ควรหรือไม่ เจ้าหลิวซานเอ๋อร์ ในใจของเจ้ายังไม่ชัดเจนอีกหรือ
ตอนที่ 323: สร้างวังแก้วผลึกก็ยังได้
สือโถวประคองของขวัญขอบคุณเข้ามา
ผ้าไหมเนื้อดีทอลายสีชมพูสดหนึ่งพับ ผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าครามหนึ่งพับ ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดสีขาวสองพับ ชุดพู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก และกระดาษห้าชุด ลำไยพุทราจีนและของแห้งอื่นๆหนึ่งถาด อีกทั้งยังมีสร้อยข้อมือเงินฝังหยกเขียวหนึ่งคู่และเตาอังมือทองแดงลายกุหลาบหอมอีกสองอัน
ของแต่ละอย่างถูกนำมาให้ฉินเหยาดูทีละชิ้น จากนั้นจึงวางไว้บนโต๊ะว่างด้านข้าง
ผ้าไหมเนื้อดีสองพับแรกก็ทำให้ฉินเหยาตกใจแล้ว
พอเห็นสร้อยข้อมือเงินฝังหยกเขียวคู่นั้นอีกก็รู้สึกว่าของขวัญขอบคุณของฉีเซียนกวนช่างจริงใจเกินไปแล้ว หรืออาจจะหนักเกินไปหน่อย
ไม่ใช่ว่านางไม่รู้จักของ แต่เมื่อมองดูท่าทางสงบนิ่งดุจเมฆลอยของฉีเซียนกวนและสีหน้าคุ้นชินของบ่าวไพร่และผู้คุ้มกันรอบกายก็อดนึกถึงคำกล่าวที่ว่า ‘ยุคโบราณเพียงแค่ของเล็กน้อยที่ลอดออกมาจากซอกนิ้วของคนรวยก็เพียงพอให้ชาวบ้านธรรมดาได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายแล้ว’
แต่ความคิดเหล่านี้ก็เพียงแวบผ่านไปชั่วครู่ ฉินเหยากลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว นางรับของขวัญขอบคุณชิ้นนี้ไว้อย่างเปิดเผยแล้วให้อาวั่งช่วยนำไปส่งที่ห้องของนาง จากนั้นก็เตรียมตัวกินข้าว
ท้องฟ้ามืดลงแล้ว ในห้องและนอกห้องจึงต่างจุดตะเกียงสว่างไสวไปทั่วทั้งลานบ้าน
ฉินเหยารอให้อาวั่งออกมาจากห้องของตนก็กำชับให้เขานำอาหารไปส่งให้ทุกคนที่เรือนเก่าแล้วถือโอกาสบอกความคืบหน้าในการปรับปรุงเรือนให้นางทราบด้วย นางจะได้กะเวลานำคนไปได้ถูก
อาศัยบารมีของสองชนชั้นสูงอย่างฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียว ครอบครัวทั้งหกคนของฉินเหยาจึงได้กินอาหารเย็นที่มีสาวใช้และบ่าวไพร่คอยปรนณิบัติเป็นครั้งแรก
แม้ว่าพวกเขาจะเพียงแค่ยื่นมือเข้าช่วย โดยหลักแล้วยังคงรับใช้ฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียว แต่ความรู้สึกที่ว่าพอเจ้าคิดจะคีบอาหารก็มีคนช่วยยกจานอาหารที่เจ้าอยากคีบนั้นมาตรงหน้านั้น ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก
เมื่อครู่ฉินเหยาไม่ทันได้สังเกตสาวใช้สองคนที่ติดตามมา ตอนนี้เมื่อแอบสังเกตเงียบๆ จึงพบว่าทักษะในการสังเกตสีหน้าและแววตานั้น ทั้งสองคนฝึกฝนมาจนช่ำชองแล้ว
ดูราวกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย แต่ดวงตาทั้งคู่กลับเฉียบคมยิ่งนัก ทุกการเคลื่อนไหวของทุกคนบนโต๊ะ พวกนางล้วนสังเกตเห็นและตอบสนองได้ทันท่วงที
ฉินเหยาเกิดความสงสัยขึ้นมาชั่วขณะ อดไม่ได้ที่จะถามฉีเซียนกวนว่า “คุณชายน้อยฉี สาวใช้สองคนนี้ของท่านได้ค่าจ้างเดือนละเท่าใดรึ”
ฉีเซียนกวนชะงักไป นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนถามคำถามนี้กับเขา
หันไปถามสาวใช้ “เจ้าได้เบี้ยหวัดเดือนละเท่าใด”
สาวใช้ยิ้มบางๆ ตอบว่า “เรียนฮูหยิน ด้วยความเมตตาของนายท่าน บ่าวผู้นี้ได้เบี้ยหวัดสามตำลึงถ้วนเจ้าค่ะ นอกจากนี้ยังมีเสื้อผ้าตามฤดูกาลอีกสี่ฤดู ฤดูละหนึ่งชุดเจ้าค่ะ”
ยังมีสวัสดิการแฝงอีกบางอย่างที่สาวใช้ไม่ได้พูดล้วนเป็นของที่นายท่านมอบให้ยามที่อารมณ์ดี ของเพียงชิ้นเดียวก็อาจมีค่าเท่ากับเบี้ยหวัดทั้งเดือนแล้ว
แต่ทั้งหมดนี้มีเพียงสาวใช้ขั้นหนึ่งที่ปรนิบัติใกล้ชิดนายท่านอย่างนางเท่านั้นที่จะได้รับ ส่วนสาวใช้คนอื่นๆ ยังห่างไกลนัก
หลิวจี้ฟังจนสองตาเป็นประกาย หากเป็นไปได้ เขาก็อยากจะเป็นสาวใช้เช่นนี้บ้าง!
ฉินเหยาพยักหน้า แสดงออกว่ารับรู้แล้ว ยิ้มให้ฉีเซียนกวนและให้เขากินต่อ กินเยอะๆ
ฝีมือทำอาหารของอาวั่งไม่เลวเลยทีเดียว แม้จะเป็นเพียงอาหารธรรมดา.ธรรมดา แต่สำหรับฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวที่กินของดีของราคาแพงมามากแล้วกลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจไม่หยอก ชวนให้เจริญอาหารมาก
หากไม่กลัวว่าอาหารจะไม่ย่อย กงเหลียงเหลียวคงกินข้าวได้ถึงสามชาม
เมื่อท้องอิ่ม วางชามและตะเกียบลงก็ไม่ลืมกำชับหลิวจี้ให้บอกคนรับใช้ที่ชื่ออาวั่งให้เตรียมอาหารเช้าให้เขาในวันพรุ่งนี้ด้วย ผู้เฒ่าเช่นเขาอยากจะลองชิมอาหารรสเลิศที่คนในชนบทกินกัน
หลิวจี้รับปากอย่างรวดเร็ว “เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศิษย์เองขอรับ!”
แล้วก็คุยโวอีกว่า “ที่ชนบทของเราแห่งนี้ อย่างอื่นอาจจะหาไม่ได้ แต่ผักผลไม้สดๆ เป็ดไก่ที่เลี้ยงเอง มีให้เลือกสรร”
หลังอาหารเย็น ฉินเหยาหั่นแตงโมที่เก็บอยู่ในบ้านสามลูกแล้วนำออกมาแบ่งให้ทุกคนกิน
เหล่าผู้คุ้มกันยังไม่กล้ารับ รอจนฉีเซียนกวนพยักหน้าอนุญาตจึงรับไป กินไม่กี่คำก็กลับไปยืนนิ่งๆต่อ ดูทุ่มเทกับงานจนน่าอึดอัดใจ
อาวั่งกลับมาแล้ว เขาสบตากับฉินเหยาคราหนึ่ง ทางบ้านพักรับรองจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว สามารถพาคนไปได้แล้ว
ฉินเหยาพยักหน้า เดินเข้ามาในห้อง พูดกับฉีเซียนกวนว่า “ทางบ้านพักรับรองเตรียมพร้อมแล้ว ข้าเห็นว่าพวกผู้คุ้มกันก็เหนื่อยกันมามาก ให้พวกเขาไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”
กลัวว่าฉีเซียนกวนจะไม่วางใจจึงเสริมว่า “ที่ชนบทของเราไม่มีอันตรายใดๆ เหลือผู้คุ้มกันไว้คนหนึ่งกับคนที่คอยรับใช้ท่านอาจารย์อีกคนหนึ่งก็เพียงพอแล้ว”
“เรื่องอื่นๆล้วนสั่งหลิวจี้ได้เลย”
หลิวจี้ยิ้มเผล่ให้ท่านอาจารย์ของตน บอกว่าหากเขามีเรื่องอันใดก็เรียกตนได้ตามสบาย เขาไม่กลัวลำบากไม่กลัวเหนื่อย งานอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น
ข้อนี้กงเหลียงเหลียวไม่เคยสงสัย เขาให้เด็กรับใช้ข้างกายอยู่ต่อ ส่วนสาวใช้สองคนให้ตามผู้คุ้มกันไปที่บ้านพักรับรอง
ฉีเซียนกวนในตอนนี้ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าบ้านพักรับรองนั้นเตรียมไว้ให้ผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่ เขามองไปยังฉินเหยาอย่างสงสัย “แล้วข้าพักที่ใดรึ”
บ้านของหลิวจี้เล็กเพียงเท่านี้ พักไม่ได้แน่!
ฉีเซียนกวนกล่าว “ท่านอาจารย์อยู่ที่นี่ ข้าไปบ้านพักรับรองก็แล้วกัน”
ฉินเหยาก็ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ เพียงกล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเราไปดูกันก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“ได้” ฉีเซียนกวนลุกขึ้นอย่างคาดหวัง
ในขณะนี้ เขายังคงเชื่อมั่นในคำพูดของหลิวจี้ที่ว่า ‘ใหญ่มาก พออยู่’ เต็มสิบส่วน
แต่ว่า ใครสามารถอธิบายให้เขาฟังได้บ้างว่าบ้านโทรมๆที่มีแสงเทียนส่องสว่างอย่างน่าขนลุกอยู่กลางป่าทะมึนหลังนั้น สามารถเรียกว่าบ้านได้ด้วยหรือ
ฉินเหยายิ้มพลางอธิบาย “ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว รอถึงตอนกลางวันทิวทัศน์ที่นี่จะงดงามยิ่งนัก”
ฉีเซียนกวนจำต้องเชื่อไปก่อน ภายใต้การคุ้มกันของเหล่าผู้คุ้มกัน เขาก้าวข้ามประตูที่โยกเยกคลอนแคลนนั้นเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ในลานบ้านว่างเปล่าจนได้ยินเสียงสะท้อน เพียงเสียงเล็กน้อยก็ถูกขยายให้ดังขึ้นได้ เป็นระดับที่สามารถทำให้ตนเองตกใจตายได้เลยทีเดียว
มองดูห้องไม่กี่ห้องที่จุดเทียนไว้เพียงเล่มเดียว แสงสว่างเพียงน้อยนิดนี้ไม่สู้ไม่จุดเสียดีกว่า เปลวเทียนสั่นไหวซัดส่ายไปมาทาบทับเงาบนผนังที่แตกร้าวหม่นมัว เงารอยแตกเหล่านั้นก็ดูราวกับกรงเล็บปีศาจขึ้นมาฉับพลัน
ขาของฉีเซียนกวนที่กำลังจะก้าวเข้าไป หดกลับไปอย่างเงียบๆ
จากนั้นก็หันกลับไปจ้องหลิวจี้ที่ตามมาด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง เขาถามอย่างเย็นชาว่า “นี่คือบ้านพักรับรองที่ใหญ่และพออยู่ของศิษย์น้องรึ”
หลิวจี้คิดในใจว่านั่นเป็นเพราะเจ้ายังไม่เคยเห็นเรือนหลังนี้ในฉบับดั้งเดิม ตอนนี้เป็นฉบับปรับปรุงขั้นสูงแล้ว ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
หลิวจี้ยกนิ้วโป้งให้ฉินเหยา เป็นการชื่นชมประสิทธิภาพในการทำงานของนางอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นว่าหลิวจี้ไม่ตอบตน ฉีเซียนกวนก็โกรธขึ้นมาจริงๆ ทันใดนั้นก็วิ่งพรวดออกไป จะไปฟ้องกงเหลียงเหลียวว่าหลิวจี้หลอกลวง!
“เฮ้ย!” หลิวจี้รีบวิ่งขึ้นไปรั้งศิษย์พี่ตัวน้อยไว้ “ศิษย์พี่อย่าเพิ่งใจร้อน พวกเรามองสิ่งต่างๆ ต้องมองให้หลายด้าน จะตัดสินมันจากที่เห็นตรงหน้านี้เพียงด้านเดียวได้อย่างไร”
“มาๆๆ!” หลิวจี้โอบไหล่ศิษย์พี่ตัวน้อยไว้ ให้เขาหันหน้าไปทางเรือนหลังนี้ แล้วเริ่มใช้สุดยอดวิชาหลอกลวง “ศิษย์พี่ท่านดูสิ เรือนหลังนี้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส โครงสร้างเป็นเลิศ หากตกแต่งตามรสนิยมของศิษย์พี่ตามใจชอบ มิใช่ว่าจะเป็นสถานบำเพ็ญที่วิเศษสุดยอดหรอกหรือ”
ฉีเซียนกวนที่โกรธจัดถึงกับชะงักไป “ตกแต่งตามใจข้ารึ”
“ใช่แล้ว!” หลิวจี้จูงเขาก้าวข้ามประตูใหญ่ที่โยกเยกนั่นเข้าไปอีกครั้ง “ก็เริ่มปรับปรุงจากประตูบานนี้เลย ศิษย์พี่ชอบประตูแบบไหนรึ?”
ฉีเซียนกวนกล่าว “ในเมื่อเป็นชนบท ก็ต้องเน้นการผสมผสานระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เช่นนั้นประตูไม้รั้วไม้ย่อมดีที่สุด”
“ยอดเยี่ยม!” หลิวจี้ยกนิ้วโป้งให้ “ความคิดของศิษย์พี่ช่างยอดเยี่ยม หลิวจี้นับถือ มาๆๆ พวกเรามาดูที่ลานบ้านกันต่อ ในตอนนี้ไม่มีอะไรเลย แต่ก็เพราะไม่มีอะไรเลย จึงสามารถให้ศิษย์พี่เพิ่มของที่ชื่นชอบได้ตามใจ มิใช่ว่ายอดเยี่ยมอีกแล้วหรือ”
ฉีเซียนกวนถามอย่างไม่ค่อยเชื่อ “เช่นนั้นข้าขุดสระบัวขาวที่นี่ได้หรือไม่”
หลิวจี้กล่าว “ศิษย์พี่ขอรับ~ กล้าๆหน่อยสิ ท่านอยากจะขุดบ้านทั้งหลังให้เป็นสระน้ำแล้วสร้างวังแก้วผลึกใต้น้ำก็ยังได้เลย!”
“เพราะว่าบ้านหลังนี้ คือของขวัญพบหน้าเล็กๆน้อยๆ ที่หมู่บ้านตระกูลหลิวของเราทุกคนมอบให้ท่านกับท่านอาจารย์ ท่านกับท่านอาจารย์อยากจะปรับปรุงอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ประกอบกับทิวทัศน์ในหุบเขานี้ รับรองว่าท่านกับท่านอาจารย์เมื่อได้มาอยู่แล้วจะไม่อยากจากไปอีก….”
เมื่อเห็นประกายในดวงตาของศิษย์พี่ตัวน้อยพร่างพราวระยิบระยับ หลิวจี้ก็รีบหันขวับไปมองฉินเหยา เมื่อได้รับรอยยิ้มเห็นชอบจากอีกฝ่าย หางของเขาก็แทบจะชี้ขึ้นฟ้า เอ่ยถ้อยล่อลวงต่อไปด้วยความฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิม
ตอนที่ 324: ไม่ลำบาก แต่ชะตาขมขื่น
ภายใต้จินตนาการอันสวยงามเกี่ยวกับอนาคตของบ้านหลังนี้จากหลิวจี้ ฉีเซียนกวนที่เมื่อครู่ยังรู้สึกว่าบ้านเก่าหลังนี้เป็นบ้านผีสิงกลับมองประตูที่โยกเยกคลอนแคลน กำแพงลายด่างพร้อย อีกทั้งเรือนและลานบ้านที่โล่งเตียนแล้วรู้สึกว่าน่ามองขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ทันใดนั้นก็สำรวจทั่วทั้งในและนอกเรือนอย่างตื่นเต้นหนึ่งรอบ จดจำแผนผังเอาไว้แล้วจะกลับไปออกแบบเรือนบ้านสวนที่เป็นของตนกับท่านอาจารย์โดยเฉพาะ
เหล่าผู้คุ้มกันและสาวใช้ล้วนพักอยู่ที่นี่ มีเพียงสือโถวที่ตามกลับไป เขาไม่ยอมห่างจากฉีเซียนกวนแม้เพียงครึ่งก้าว
ฉินเหยาอยู่จัดการเหล่าผู้คุ้มกันและสาวใช้ให้เรียบร้อย ถึงได้กลับบ้านมาตามลำพัง อาศัยแสงจันทร์สีขาวนวลที่งดงามอ่อนโยนเป็นพิเศษในค่ำคืนนี้ในการนำทาง
กงเหลียงเหลียวพักค้างที่ห้องของหลิวจี้ เด็กรับใช้ข้างกายกำลังปูที่นอน หลิวจี้ก็คอยรับใช้ข้างกาย บนพื้นปูเสื่อไว้ม้วนหนึ่งแล้วปูทับด้วยผ้าปูนอนอีกผืนก็ใช้ได้แล้ว
ซานหลางกับซื่อเหนียงสละเตียงของตนให้แก่ฉีเซียนกวนและสือโถวสองนายบ่าว ต้าหลางและเอ้อร์หลางนั้นอิจฉาจนแทบร้องไห้ เพราะว่าเจ้าตัวเล็กสองคนได้ไปนอนห้องเดียวกับฉินเหยา
ซื่อเหนียงรีบขนเอาผ้าห่มและหมอนใบเล็กของตนไปยังห้องของฉินเหยาอย่างมีความสุขตั้งแต่เนิ่นๆ ยังไม่ลืมที่จะนำโคมไฟดอกไม้ของนางไปด้วย เมื่อจุดโคมในยามค่ำคืนแล้วจะได้รู้สึกปลอดภัย
การจัดเตรียมเช่นนี้ สำหรับมหาบัณฑิตอย่างกงเหลียงเหลียวแล้วออกจะลำบากไปบ้าง แต่ชายชรากลับไม่ได้กล่าวอะไร เพียงยอมรับด้วยความยินดี
อาจเพราะเพิ่งมาถึงจึงรู้สึกว่าเช่นนี้ก็น่าสนใจดีกระมัง
เรือนของบ้านฉินเหยาสะอาดสะอ้าน แม้เครื่องเรือนจะไม่อาจกล่าวได้ว่างดงามวิจิตร แต่ก็เป็นของที่ทำขึ้นใหม่ เรือนทั้งหลังสอดคล้องกับภาพเรือนสวนในจินตนาการของฉีเซียนกวนไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อเห็นเตียงสองชั้นในห้องเด็กก็ยังรู้สึกแปลกใหม่ไปพักใหญ่ สุดท้ายเขาก็เลือกเตียงชั้นบน ให้สือโถวไปนอนเตียงชั้นล่าง
ฉีเซียนกวนมีต้าหลางและเอ้อร์หลางอยู่เป็นเพื่อน ทางด้านกงเหลียงเหลียวก็มีหลิวจี้คอยดูแล ฉินเหยาที่วุ่นวายมาทั้งวันในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกได้เสียที
ก่อนนอน อาวั่งต้มน้ำร้อนไว้หลายหม้อ ทุกคนล้างหน้าล้างตาอย่างง่ายๆกันหนึ่งรอบ
สภาพความเป็นอยู่ของชนบทก็เป็นเช่นนี้ เจ้าบ้านได้เตรียมการที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาสามารถทำได้แล้ว แขกทุกท่านก็มีมารยาทอย่างยิ่ง มิได้มีคำบ่นว่าอันใด
ฉีเซียนกวนที่เช็ดผมจนแห้งแล้วมาถึงห้องของหลิวจี้ กงเหลียงเหลียวก็นอนอยู่บนเตียงของหลิวจี้แล้ว
หน้าต่างตรงหัวเตียงเปิดอยู่ สามารถมองเห็นดวงจันทร์ที่ทั้งใหญ่ทั้งกลมบนท้องฟ้าได้ ชายชราอารมณ์ดีอย่างยิ่ง กระทั่งอยากจะแต่งกลอนสักหนึ่งบท
เห็นฉีเซียนกวนเข้ามา เขาจึงใช้สายตาสอบถามว่า มีธุระอันใด?
คืนนี้เพราะเป็นสถานการณ์พิเศษจึงได้แจ้งกับฉีเซียนกวนไว้ก่อนแล้วว่าไม่ต้องมาทดสอบบทเรียน
เมื่อครู่ฉีเซียนกวนเพิ่งกลับมาก็วุ่นอยู่กับการเตรียมเตียงนอน พอเลือกเตียงเสร็จก็ไปวุ่นกับการล้างหน้าล้างตา เรื่องการดัดแปลงบ้านเก่านั้นยังไม่ทันได้ปรึกษากับอาจารย์ เวลานี้จึงมาเพื่อขอคำชี้แนะเป็นพิเศษ
ก่อนหน้าที่ฉีเซียนกวนจะเข้าประตูมา หลิวจี้ก็ได้เป่าหูอาจารย์ไว้ล่วงหน้าแล้ว พอฉีเซียนกวนเอ่ยขึ้นมา กงเหลียงเหลียวจึงกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว บ้านร้างเปลี่ยนเป็นบ้านใหม่ ช่างน่าสนใจโดยแท้ ข้าเองก็มีความคิดอยู่บ้าง”
ฉีเซียนกวนจึงรีบให้สือโถวไปนำพู่กันและหมึกมา กงเหลียงเหลียวเสนอแนะการออกแบบหลายอย่าง ฉีเซียนกวนจดลงไปทีละอย่างและกล่าวถึงความคิดของตนเองอีกไม่น้อยอย่างตื่นเต้นพลางสอบถามถึงความเห็นของท่านอาจารย์ไปด้วย
กงเหลียงเหลียวโบกมือ “พวกเจ้าจัดการกันตามที่เห็นสมควรเถิด เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ไม่จำเป็นต้องมาถามข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
“เดี๋ยวก่อน!” หลิวจี้รีบถามต่อ “พวกเจ้าหรือ”
กงเหลียงเหลียวเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วก็มองไปยังฉีเซียนกวน พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าสองคนลำบากแล้ว”
ไม่ใช่สิ! หลิวจี้ร้องโหยหวนในใจ บิดาไม่อยากทำงาน!
แต่เมื่อเห็นฉีเซียนกวนลุกขึ้นรับคำสั่งอย่างนอบน้อม หลิวจี้ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ลุกขึ้นประสานหมัดกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เกรงใจเกินไปแล้ว จี้ไม่ลำบากเลยขอรับ”
เขาแค่ชะตาขมขื่น!
ด้านนอกเรือนมีเสียงนกฮูกร้องดังมา ราตรีดึกสงัดแล้ว เมื่อเห็นกงเหลียงเหลียวเริ่มหาว ฉีเซียนกวนก็โค้งกายขอลา
หลิวจี้ส่งเขาถึงหน้าประตูห้องข้างๆ พลางกำชับอย่างเกรงใจว่า “ศิษย์พี่ หากตอนกลางคืนอยากไปห้องน้ำ ในห้องมีกระโถนอยู่ ต่อไปพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่ต้องเกรงใจเกินไป บ้านของศิษย์น้องก็คือบ้านของศิษย์พี่ ต้องการอะไรศิษย์พี่เชิญตามสบายได้เลยนะ”
ฉีเซียนกวนถลึงตาใส่เขาอย่างกระอักกระอ่วน “ไม่มีความเป็นผู้ดี!”
หลิวจี้เบิกตากว้าง เขาอุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดี เหตุใดยังมาด่าคนเล่า? เขายังไม่ได้พูดถึงเรื่องอุจจาระปัสสาวะเสียหน่อย
แม้ว่าจะไม่ชอบหน้าคนผู้นี้ ฉีเซียนกวนก็ยังคงรักษากิริยาไว้อย่างครบถ้วน อดทนไม่ด่าคำหยาบออกมาแล้วโบกมือเป็นสัญญาณให้หลิวจี้รีบไสหัวไปเสีย
หลิวจี้เห็นเด็กน้อยทำหน้าเคร่งขรึมดูแล้วน่ารักนักก็อดใจไม่ไหวยื่นนิ้วออกไปจิ้มแก้มขาวอมชมพูที่พองขึ้นเล็กน้อยอย่างรวดเร็ว จากนั้นหันหลังวิ่งเข้าห้องแล้วปิดประตูอย่างว่องไว
กงเหลียงเหลียวที่หลับตาไปแล้วลืมตาขึ้นข้างหนึ่งเหลือบมองเขา “ไปยั่วโมโหศิษย์พี่ของเจ้าอีกแล้วหรือ”
หลิวจี้ส่ายหน้าปฏิเสธ ทิ้งตัวลงนอนบนที่ว่างข้างเด็กรับใช้แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้า “ราตรีสวัสดิ์ขอรับท่านอาจารย์!” แล้วก็หลับไปในทันใด
นอกห้อง ฉีเซียนกวนลูบใบหน้าของตนอย่างไม่อยากเชื่อ กัดฟันคำรามเสียงต่ำ “เจ้าคนหยาบเถื่อน!”
พอได้ระบายอารมณ์ออกไปเล็กน้อย เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นสือโถวยกมือขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน เขาจึงเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยว่า “เขาก็จิ้มหน้าเจ้าด้วยหรือ”
สือโถวส่ายหน้า มองมือของตนอย่างตกตะลึงแล้วก็มองไปยังหน้าต่างที่มืดสนิทของห้องข้างๆที่ดับไฟไปแล้ว กล่าวว่า “เขาว่องไวยิ่งนัก เมื่อครู่ข้าน้อยคิดจะขวางไม่ให้เขาเข้าใกล้คุณชายน้อย ไม่นึกว่ากลับถูกเขาชิงลงมือก่อน”
ฉีเซียนกวนได้ยินดังนั้นก็ตกใจเช่นกัน “เจ้าบอกว่าชาวบ้านผู้นั้นรวดเร็วกว่าเจ้าอีกงั้นรึ”
สือโถวพยักหน้าอย่างลังเล ไม่รู้ว่าเป็นเพราะช่วงนี้ตนเองเกียจคร้านในการฝึกวรยุทธ์หรือว่าเป็นเพราะหลิวจี้ซ่อนความสามารถไว้ไม่เปิดเผยออกมากันแน่
สองนายบ่าวกำลังเอ่ยคาดเดากันเสียงเบา ในลานบ้านพลันปรากฏเงาร่างสีดำขึ้นร่างหนึ่ง ทำเอาสองนายบ่าวตกใจจนสะดุ้ง
สือโถวรีบดันคุณชายน้อยไปไว้ด้านหลัง มือวางลงบนด้ามกระบี่ที่เอว ทันทีที่กำลังจะชักกระบี่ออกมา คุณชายน้อยที่อยู่ด้านหลังก็ร้องเรียกอย่างสงสัยว่า “อาวั่ง?”
อาวั่งจุดโคมไฟในมือให้สว่างขึ้น พยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันหลังถือโคมไฟเดินไปยังสวนหลังบ้าน
เขาจะเป็นคนสุดท้ายที่เข้านอนเสมอ ก่อนนอนจะต้องตรวจสอบประตูหน้าต่างและไฟในเตาให้เรียบร้อย ปกติเวลานี้ไม่มีคนนอกอยู่ อย่างไรเสียตนเองก็มองเห็นจึงเคยชินกับการไม่จุดโคมไฟ ลืมไปชั่วขณะว่าวันนี้ยังมีแขกอยู่จึงเกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้น
เมื่อมองร่างของอาวั่งที่หายลับไปแล้ว สือโถวจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เช็ดเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นบนหน้าผากพลางบ่นอย่างหัวเสีย “กลางค่ำกลางคืนไม่จุดไฟ จะทำให้คนตกใจตายหรืออย่างไร”
ในใจบ่นพึมพำ คนบ้านหลิวจี้ผู้นี้แต่ละคนช่างแปลกประหลาดจริงๆ
ในพื้นที่ชนบทเช่นนี้ การมีฉินเหนียงจื่อขึ้นมาคนหนึ่งก็ยากยิ่งแล้ว ไม่นึกว่าจะยังมีอาวั่งที่เวลาเดินไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจอีกคน ผีหลอกกลางวันแสกๆเสียจริง!
สองนายบ่าวมองหน้ากัน แต่ข้อมูลที่พวกเขาตรวจสอบมาล้วนพิสูจน์แล้วว่าครอบครัวของหลิวจี้นี้ไม่มีความผิดปกติใดๆทั้งสิ้น
คนก็ล้วนเป็นเกิดและเติบโตขึ้นที่นี่ บรรพบุรุษนับย้อนขึ้นไปสิบแปดชั่วโคตรก็ล้วนอยู่ที่นี่
“ช่างเถิด นอนกันเถอะ” ฉีเซียนกวนก้าวเข้าไปในห้อง เขาค่อนข้างตั้งตารอที่จะได้นอนเตียงชั้นบน
ต้าหลางและเอ้อร์หลางหลับสนิทไปนานแล้ว ในห้องจุดตะเกียงทิ้งไว้ให้ฉีเซียนกวน
สือโถวปิดประตูห้อง มองคุณชายน้อยขึ้นเตียงไปแล้วก็เป่าเทียนดับไฟ ส่วนตนเองก็นอนลงบนเตียงชั้นล่าง
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย เตียงแบบนี้สำหรับผู้คุ้มกันที่ต้องคอยคุ้มครองเจ้านายอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาเช่นพวกเขาแล้ว ใช้งานได้ดีเลยทีเดียว
เงยหน้าขึ้นก็มองเห็นเจ้านายได้ ทุกการเคลื่อนไหวบนเตียงชั้นบนก็สามารถรับรู้ได้ หากประสบกับอันตรายก็สามารถเข้าขัดขวางได้ในทันที ทั้งตนเองยังสามารถนอนพักผ่อนได้อีก ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
สือโถวครุ่นคิดในใจเงียบๆว่า หรือจะรอตอนที่ปรับปรุงบ้านเก่าหลังนั้นแล้วให้คุณชายน้อยสร้างเตียงสองชั้นแบบนี้ขึ้นมาสักหลังดี
ตอนที่ 325: เป็นทั้งดอกไม้เป็นทั้งผัก
ยามที่ทุกคนหลับใหล ฉินเหยานั่งลงบนเตียง จัดผ้าห่มให้เด็กน้อยทั้งสองที่นอนอยู่ด้านใน สวมรองเท้าแตะที่ทำขึ้นเองเดินมาที่โต๊ะ
ของขวัญขอบคุณที่ฉีเซียนกวนส่งมาในวันนี้ล้วนอยู่ที่นี่
พระจันทร์ในวันไหว้พระจันทร์นั้นช่างสว่างไสวจริงๆ ผ้าไหมเนื้อดีสองพับสะท้อนแสงจันทร์ยิ่งขับให้ดูมันวาวและนุ่มนวลขึ้น ลายดอกบนผืนผ้าก็ส่องประกายระยิบระยับ
ฉินเหยาลองใช้มือลูบดู สัมผัสได้ถึงความเนียนนุ่มราวกับปุยเมฆ น่าเสียดายนัก ผ้าเนื้อดีเช่นนี้นำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าก็ไม่กล้าสวมใส่ออกไปข้างนอก ดังนั้นเก็บไว้ก่อนจะดีกว่า รอให้นางได้เป็นเจ้าของที่ดินที่ไม่ต้องทำงานแล้ว ค่อยนำออกมาตัดเป็นชุดอยู่บ้านสบายๆสักสองสามชุด
ผ้าฝ้ายสองพับนี้ใช้ประโยชน์ได้ดี รอให้อุณหภูมิลดลง คนในบ้านก็จะได้เสื้อผ้าใหม่คนละชุด
เตาอุ่นมือทองแดงสองอันนั้นมาได้ถูกเวลาพอดี อีกเดือนกว่าๆ พอเข้าสู่ฤดูหนาวก็จะได้ใช้แล้ว
ของนางอันหนึ่ง เอาไว้ถือไปทำงานที่โรงงาน ขนาดเล็กกะทัดรัด พอดีมือ
ส่วนอีกอันหนึ่งที่เหลือ ฉินเหยายังคิดไม่ออกว่าจะให้ใครใช้ ในบ้านมีเด็กสี่คน จะให้ทั้งหมดก็ไม่พอ จะให้เพียงคนเดียวก็ไม่ยุติธรรม เก็บไว้ก่อนแล้วกัน
ของที่ทำจากทองแดงเช่นนี้ แค่วัตถุดิบก็ล้ำค่ามากแล้ว วันหน้าจะใช้มอบเป็นของขวัญก็ไม่เลว
พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึกและกระดาษมีห้าชุด แม้ฉินเหยาจะไม่รู้วิธีดูว่าจานฝนหมึก แท่งหมึก และพู่กันเหล่านี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ของดีเมื่อได้สัมผัสก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างจริงๆ นางใช้นิ้วลูบแท่งหมึกนั้น มันเนียนลื่นหาใดเปรียบ แตกต่างจากแท่งหมึกที่ซื้อมาจากตลาดที่ให้ความรู้สึกหยาบกร้านโดยสิ้นเชิง
ยังไม่นับลวดลายแกะสลักบนแท่นฝนหมึก ที่แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าผ่านการแกะสลักอย่างประณีตโดยช่างฝีมือ
พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก และกระดาษทั้งห้าชุดนี้มีลวดลายแกะสลักแตกต่างกันไป มีทั้งลายเถาองุ่นและภาพสอนใจอย่าง ‘นอนบนน้ำแข็งขอปลาหลี’
ฉินเหยาเก็บชุดลายเถาองุ่นไว้ ที่เหลืออีกสี่ชุดก็พอดีสำหรับเด็กทั้งสี่คน คนละหนึ่งชุด
เมื่อนึกถึงอดีต นางเองก็เคยเป็นเด็กสาวที่ไล่ตามกระแสนิยมและแฟชั่น มีทั้งเสื้อผ้าสวยๆ และเครื่องประดับ.งดงามอยู่ไม่น้อย
แต่เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง การแสวงหาความงดงามเหล่านี้กลับกลายเป็นภาระที่ขัดขวางการเอาชีวิตรอด
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่ผมยาวสลวยสีดำขลับของนางกลายเป็นผมสั้นที่ไม่ต้องดูแล เสื้อผ้าและรองเท้าบนร่างกายล้วนยึดหลักการใช้งานเป็นสำคัญ ด้านนอกสวมชุดป้องกันที่ส่งกลิ่นพลาสติกคละคลุ้งอยู่เสมอ
บางครั้งเมื่อส่องกระจก ฉินเหยาเองก็แทบจะจำไม่ได้ว่าคนในกระจกคือใครกันแน่
ก้มมองสร้อยข้อมือเงินฝังหยกเขียวคู่นั้น มันงดงามอย่างยิ่ง งดงามเสียจนนางเผลอตัวอยากจะแกะเอาเนื้อเงินบนนั้นออกมาหลอมเป็นเงินเพื่อความอยู่รอด
แต่ตอนนี้ไม่มีวันสิ้นโลกแล้วไม่ใช่หรือ
ฉินเหยาสวมกำไลทั้งสองข้างบนข้อมือ ขนาดใหญ่ไปหน่อย เมื่อขยับมือ กำไลเงินบนแขนจึงแกว่งไปมา
มันช่างงดงามเหลือเกิน แสงจันทร์ส่องผ่านหยกสีเขียว สามารถมองเห็นลวดลายคล้ายปุยฝ้ายด้านใน แต่ละเม็ดมีลวดลายแตกต่างกันไป ฉินเหยาจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งอย่างเพลิดเพลิน
แต่หลังจากชื่นชมจนพอใจแล้ว นางก็ยังคงถอดกำไลทั้งสองออกและเก็บเข้ากล่องอย่างระมัดระวัง นางคิดว่า คราวหน้าที่ไปทำธุระที่เมืองหลวงของมณฑล จะสวมมันไปด้วย!
….....
หมู่บ้านตระกูลหลิวมีความคึกคักใหม่ให้ได้ชมอีกแล้ว
ผู้สูงศักดิ์จากในเมืองจะมาสร้างบ้านในหมู่บ้านของพวกเขา เถ้าแก่ร้านขายกระเบื้องดินเผาของหมู่บ้านเซี่ยเหอได้รับคำสั่งซื้อครั้งใหญ่อีกครั้ง อิฐเขียวและกระเบื้องสีครามถูกขนส่งเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลหลิวทีละคันรถ
ตอนนี้ถนนทางเข้าหมู่บ้านได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว เป็นถนนใหญ่ที่แข็งแรงและเรียบตรง ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาล้วนรู้สึกภาคภูมิใจและยินดี
ถนนเพียงสายเดียวนี้ได้ย่นระยะทางระหว่างหมู่บ้านตระกูลหลิวกับหมู่บ้านโดยรอบ บรรดาสตรีที่แต่งออกไปแล้วต่างพากันกลับมาบ้านเดิมและต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าระยะทางนั้นใช้เวลาน้อยกว่าเมื่อก่อนมากจริงๆ
แน่นอนว่า พวกนางมาเพื่อส่งมอบสายสะพายให้แก่โรงงานเครื่องเขียนด้วย
อวิ๋นเหนียงเป็นผู้ดูแลเรื่องการจ้างงานทำสายสะพาย บรรดาภรรยาหัวหน้าของแต่ละหมู่บ้านจะนำสินค้าที่ช่างปักผ้าทำเสร็จแล้วมาส่งที่อวิ๋นเหนียง หลังจากชำระเงินกัน ณ ที่นั้นแล้วก็จะจ่ายเงินมัดจำห้าร้อยเหวินและรับงานกลับไปอีกสองถึงสามร้อยชิ้น เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะนำกลับมาส่งในครั้งถัดไป
เมื่อพวกนางไม่ทำแล้ว โรงงานก็จะคืนเงินมัดจำให้
ในช่วงแรก เงินมัดจำนี้ต้องการเพียงสามร้อยเหวิน ต่อมาการแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้น เพื่อให้ได้งานมากขึ้น บรรดาหญิงสาวจากแต่ละหมู่บ้านจึงดันราคาเงินมัดจำขึ้นไปถึงห้าร้อยเหวิน
เพราะอย่างไรค่าแรงที่ได้รับนั้นก็มากกว่าเงินมัดจำก้อนนี้มากมายนัก
สตรีที่ได้รับงานนั้นแม้อยู่บ้านก็สามารถใช้ฝีมือของตนเองหาเงินได้ เมื่อมีเงินก็มีความมั่นใจจึงพูดจาเสียงดังฟังชัด
ตอนนี้คนที่มาจากข้างนอก เมื่อผ่านหมู่บ้านแถบเมืองจินสือก็จะพบว่าเหล่าสตรีในหมู่บ้านนี้ แต่ละคนล้วน ‘ร้ายกาจ’ ขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
นี่อย่างไร สือโถวซึ่งได้รับคำสั่งให้มาเก็บดอกไม้ป่าเพื่อประดับบ้านใหม่ของเจ้านายตนเองก็ได้พบกับพี่สะใภ้โจวและคนอื่นๆที่เพิ่งเลิกงานจากโรงงานกลับมาพอดี
ต้นหอมที่บ้านตนปลูกเอง พี่สะใภ้โจวจดจำได้ในทันที
นางตะโกนลั่นขึ้นทันใด “พ่อหนุ่มตรงนั้นน่ะ เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”
สือโถวที่กำลังเข็นรถเข็นซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้และต้นหญ้าที่มีดินติดอยู่ไม่ทันรู้สึกตัว ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าต่อ เมื่อพบว่าทางข้างหน้าถูกกลุ่มหญิงสาวขวางเอาไว้ ถึงได้รู้ตัวว่า ‘พ่อหนุ่มตรงนั้น’ ที่อีกฝ่ายตะโกนเรียกก็คือเขานั่นเอง
เรื่องเหมือนจะใหญ่โตเสียแล้ว ภรรยาของช่างไม้หลิวร้อง “อ๊ะ” ออกมาเสียงหนึ่งแล้วชี้ไปที่กองดอกทานตะวันบนรถแล้วถามด้วยความโกรธเจือตกตะลึงว่า “เจ้าเก็บดอกทานตะวันจากที่ไหนมา ยังถอนมาทั้งรากอีก? โอ้สวรรค์…”
ในใจของสือโถวพลันสั่นสะท้าน เขาชี้ไปยังเนินเขานอกหมู่บ้านอย่างร้อนตัว “ข้าเก็บมาจากภูเขาลูกนั้น ข้าเห็นว่ามีอยู่เป็นทุ่งใหญ่ ไม่มีใครดูแลก็เลยเก็บกลับมาบางส่วน”
เพิ่งจะพูดจบ ภรรยาของช่างไม้หลิวก็ร้องโหยหวนขึ้นมาเสียงหนึ่ง “จะบ้าตาย!”
“ภูเขาอันใดจะสามารถมีดอกทานตะวันผืนใหญ่ปานนี้ได้ด้วยตนเอง นั่นเป็นข้าที่ลำบากตรากตรำปลูกขึ้นมา เจ้าไปถามคนในหมู่บ้านดูเถิด มีผู้ใดบ้างไม่รู้!”
พอได้ยินเสียงโอดครวญของภรรยาบ้านช่างไม้หลิว เหล่าสตรีก็พากันเบียดเสียดไปที่หน้ารถเพื่อดูดอกไม้บนนั้น เสียงคำรามด้วยความโมโหดังขึ้นติดๆกันในทันที
สือโถวลอบคิดในใจว่าแย่แล้ว ผู้ใดจะไปรู้ว่าผักเหล่านี้จะเติบโตมาเหมือนดอกไม้กันเล่า
เมื่อเห็นว่าตนกำลังจะจมน้ำลายของสตรีเหล่านี้จนตายแล้ว หางตาของสือโถวพลันเหลือบไปเห็นฉินเหยาที่กำลังดีดลูกคิดเดินผ่านมาจึงรีบร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง “ฉินเหนียงจื่อ ช่วยข้าด้วย!”
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองมาแล้วยิ้ม “เจ้าเด็กน้อยนี่ช่างกล้ายิ่งนัก กล้าแตะต้องผักที่เหล่าสตรีลำบากตรากตรำปลูกเชียวรึ”
สือโถวมีความทุกข์แต่พูดไม่ได้จริงๆ ได้แต่ขอให้ฉินเหยาเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยโดยเร็ว
เมื่อครู่เขาบอกว่าจะชดใช้เงินให้ สตรีเหล่านี้ก็ยังไม่พอใจ
พี่สะใภ้โจวคิดในใจ ผักแค่นี้ชดใช้เป็นเงินก็ไม่ถึงสองเหวิน แต่ต้นหอมนี้นางลงมือปลูกอย่างยากลำบากด้วยตนเองทีละต้น จะเหมือนกันได้อย่างไร
ฉินเหยารีบก้าวไปข้างหน้า กล่าวขอโทษพวกนางแทนแขกของตน ทั้งยังให้พวกนางไปใช้โรงโม่น้ำของตนโดยไม่ต้องจ่ายเงินได้หนึ่งครั้ง เหล่าสตรีจึงยอมปล่อยสือโถวไป
ก่อนจากไป ยังใจดีสอนเขาว่าดอกไม้ใบหญ้าที่สวยงามเหล่านี้คือผักอะไรบ้าง
ที่ออกดอกสีขาวเป็นช่อนั้นคือต้นหอม ที่ออกดอกสีเหลืองบานใหญ่คือดอกทานตะวัน ที่ออกดอกสีม่วงเป็นพวงนั้นคือกุยช่าย เป็นต้น
สือโถวพยักหน้าอย่างตกตะลึง แสดงออกว่าได้เรียนรู้แล้ว
เขาลากรถที่เต็มไปด้วย ‘ดอกไม้ใบหญ้า’ มาถึงบ้านเก่าที่กำลังต่อเติม เมื่อพบฉีเซียนกวนก็รีบอวดเจ้านายน้อยของตนทันที
“คุณชายโปรดดู พวงดอกไม้สีม่วงนี้มีชื่อว่ากุยช่าย ก็คือกุยช่ายที่ผู้คนมักพูดกันว่าตัดแล้วก็งอกใหม่ได้อีก ในกล่องกุยช่ายก็ใช้มันนี่แหละขอรับ…”
ฉีเซียนกวนมองไปยังฉินเหยาที่ตามมาด้วยความประหลาดใจ “ฮูหยิน เป็นเช่นนี้จริงๆหรือ”
ฉินเหยาเด็ดดอกทานตะวันดอกหนึ่งขึ้นมา หนีบลูกคิดไว้ใต้รักแร้ ขณะแทะเมล็ดอ่อนก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่แล้ว ตอนนี้ที่ข้ากำลังกินอยู่นี่ก็คือเมล็ดทานตะวัน”
ฉีเซียนกวนอุทาน “ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก…”
อีกสักพักเขาจะเด็ดดอกหนึ่งกลับไปให้ท่านอาจารย์ด้วย!
ตอนที่ 326: ความเร็วและตื่นเต้น
“ท่านอาจารย์!”
ฉีเซียนกวนถือดอกทานตะวันสองดอก ก้าวเข้ามาในลานบ้านอย่างตื่นเต้น เตรียมจะแบ่งปันกับท่านอาจารย์ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น ในลานบ้านกลับไม่มีทั้งท่านอาจารย์และหลิวจี้
มีเพียงเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงที่กลับจากโรงเรียนแล้วและกำลังทบทวนบทเรียนล่วงหน้าอยู่ที่บ้าน
สีหน้าตื่นเต้นของฉีเซียนกวนพลันจางลง เขามองไปรอบๆก็ยังไม่เห็นเงาของท่านอาจารย์ ในใจจึงเต็มไปด้วยความสงสัย หรือว่าท่านจะไปเข้าห้องสุขา?
ฉินเหยาตามเข้ามาติดๆ วางลูกคิดไว้ในห้องโถง เหลือบมองห้องครัวแวบหนึ่ง อาวั่งกำลังเตรียมอาหารเย็น สาวใช้สองคนของตระกูลฉีกำลังชี้แนะอยู่ข้างๆ ว่าจะทำอย่างไรจึงจะถูกปากนายของพวกนาง
ยังดีที่อาวั่งอารมณ์ดีจึงทำตามที่บอกทุกอย่าง อยากทำอะไรก็ทำไป อย่างไรเสียก็ไม่ใช่เขาที่เป็นคนกิน
“คนเล่า” ฉินเหยาเดินมาที่หน้าต่างห้องเด็กเอ่ยถามเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงเสียงเบา
เอ้อร์หลางกำลังจมอยู่กับการทบทวนบทเรียน ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ซื่อเหนียงยื่นมือชี้ไปทางบ่อน้ำของหมู่บ้าน “ท่านพ่อเข็นท่านอาจารย์ออกไปเดินเล่นแล้วเจ้าค่ะ บอกว่าตอนบ่ายนอนนานเกินไป ออกไปสูดอากาศให้สดชื่นเสียหน่อย เพิ่งไปได้ไม่นานเจ้าค่ะ”
ส่วนต้าหลางกับซานหลางก็จูงวัวไปกินหญ้าที่เชิงเขาพร้อมกับจินเป่าแล้ว
ฉีเซียนกวนวางดอกทานตะวันสองดอกลงอย่างผิดหวัง รู้สึกเหมือนความสนใจถูกแย่งชิงไป ในใจพลันว่างเปล่า ยิ่งนึกโมโหหลิวจี้มากขึ้นไปอีก
ท่านอาจารย์จัดแจงให้พวกเขาสองคนปรับปรุงบ้านเก่าด้วยกันแท้ๆ แต่ผลคือหลิวจี้เอาแต่ประจบประแจงเอาใจท่านอาจารย์ ตลอดทั้งวันก็ไม่เห็นเขาโผล่หน้าไปที่บ้านเก่าเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ฉีเซียนกวนหันไปพูดกับฉินเหยาว่า “ฮูหยิน ข้าจะไปรับท่านอาจารย์กลับมาเอง”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ตัดสินใจตามไปด้วยเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
พอออกจากประตู เปลือกตาของฉินเหยาก็กระตุกติดต่อกันหลายครั้ง เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา นางรีบเดินไปทางบ่อน้ำของหมู่บ้านพร้อมกับฉีเซียนกวน แต่กลับไม่เห็นเงาของหลิวจี้และกงเหลียงเหลียว
ฉินเหยากวาดตามองไปรอบๆ แล้วเรียกสองพี่น้องต้าหนิวเสี่ยวหนิวไว้ “เห็นหรือไม่ว่าอาสามของพวกเจ้าไปที่ใด”
ต้าหนิวและเสี่ยวหนิวพอเห็นฉินเหยาก็กลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าตอบ ในขณะที่กำลังถามอยู่นั้นเอง หูของฉินเหยาพลันกระดิก นางรีบหันไปมองทางแยกที่เป็นเนินลาดทางด้านซ้ายอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ฉีเซียนกวนกำลังสงสัยอยู่นั้นก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะอันคุ้นเคยและร่าเริงของหลิวจี้ดังแว่วมาในหูจึงรีบวิ่งไปยังทางแยก พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นร่างที่คุ้นเคยของท่านอาจารย์นั่งอยู่บนรถเข็น
หลิวจี้จับรถเข็น กำลังเข็นรถวิ่งลงมาจากเนินด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
ฉีเซียนกวนเห็นแล้วใจหายวาบ ร้องตะโกนอย่างร้อนรนทันที “ท่านอาจารย์!”
กงเหลียงเหลียวผู้กำลังสัมผัสกับความเร็วและความตื่นเต้นเร้าใจได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็นฉีเซียนกวนรอยยิ้มก็ยิ่งสดใสขึ้น เขาตะโกนว่า “หลีกไป หลีกไป อย่าขวาง…”
คำว่า “ทาง” ยังไม่ทันได้พูดออกมา คนที่จับราวจับอยู่ด้านหลังพลันเห็นสายตาเย็นเยียบดุจคมมีดของฉินเหยาเข้าพอดี หัวใจสั่นสะท้าน เท้าสะดุดกะทันหัน จากนั้นก็กรีดร้องเสียงหลง ล้มคะมำไปข้างหน้า สองมือผลักไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย!
ในชั่วพริบตา สายลมที่พัดผ่านใบหน้าพลันรุนแรงขึ้น รอยยิ้มของกงเหลียงเหลียวแข็งค้างอยู่บนใบหน้า สีเลือดบนใบหน้าจางหายไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีขาวซีด
ฉีเซียนกวนสูดหายใจเข้าลึกทันที ได้แต่เบิกตาโพลงมองดูรถเข็นพาท่านอาจารย์พุ่งลงเนินมาราวกับเหาะด้วยความเร็วสูงยิ่ง โดยทิศทางพุ่งตรงมาที่เขา
หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาก็คงจะประสบอุบัติเหตุเป็นแน่
ในช่วงเวลาสำคัญ สือโถวรีบคว้าตัวนายน้อยของตนออกไป
แต่เมื่อเขาย้ายฉีเซียนกวนไปยังที่ปลอดภัยแล้ว ครั้นจะกลับไปคว้าตัวกงเหลียงเหลียวที่กำลังพุ่งมาก็สายไปเสียแล้ว
หลิวจี้ตะโกนลั่น “เมียจ๋า!” จากนั้นก็รีบปิดตาทั้งสองข้าง ไม่กล้ามองอุบัติเหตุอันน่าสยดสยองที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ฉินเหยาก็ก้าวเท้าเหยียบลงบนที่เท้าแขนด้านซ้ายของรถเข็นอย่างแม่นยำ รถเข็นที่กำลังพุ่งมาพลันหยุดนิ่งอยู่กับที่
กงเหลียงเหลียวยังไม่ทันได้โล่งใจก็รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกแรงเฉื่อยขุมหนึ่งส่งขึ้นฟ้าไปแล้ว
ในชั่วขณะนั้น ในหัวของเขามีภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจฉายวาบผ่านไปมาราวกับโคมม้าวิ่ง
วัยเยาว์เนื่องจากความเฉลียวฉลาดเกินคนจึงถูกบิดามารดาส่งไปเป็นศิษย์ในสำนักของมหาบัณฑิต วัยหนุ่มใช้คารมเอาชนะเหล่าผู้กล้าจนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า เมื่อถึงวัยสวมกวานก็ได้เป็นราชครูของรัชทายาทราชวงศ์ก่อน วัยฉกรรจ์ได้เลือกนายเหนือหัวผู้ปราดเปรื่องคนใหม่ ติดตามฝ่าบาทองค์ปัจจุบันทำศึกสี่ทิศ…
“ท่านอาจารย์? ท่านอาจารย์!”
เสียงเรียกสองครั้งที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ดึงสติที่ล่องลอยไปของกงเหลียงเหลียวให้กลับมา เบื้องหน้ามีมือข้างหนึ่งโบกไปมาจนทำให้เขาตาลายไปหมด
ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ท่านอาจารย์ ท่านไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ”
เห็นได้ชัดว่ากงเหลียงเหลียวยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้เท่าใดนัก เขาจำได้ชัดเจนว่าตนเองเหาะขึ้นไปบนฟ้าแล้ว แต่ยามนี้พอก้มลงมองกลับพบว่าตนนั่งอยู่บนรถเข็นไม้อย่างมั่นคง
“ท่านอาจารย์ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่!” หลิวจี้วิ่งกระโผลกกระเผลกลงมาจากเนินอย่างร้อนรน ลูบคลำร่างกงเหลียงเหลียวขึ้นๆลงๆ เมื่อเห็นว่าไม่ได้รับบาดเจ็บหรือถูกกระแทกก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่ง.อก รีบคุกเข่าลงยอมรับผิด “ทำให้ท่านอาจารย์ต้องตกใจแล้ว ท่านลงโทษข้าเถิด!”
กงเหลียงเหลียวสูดหายใจเข้าลึกสองครั้ง ในตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าตนน่าจะได้รับการช่วยเหลือจากฉินเหยาที่ยืนอยู่เบื้องหน้าจึงมองนางแวบหนึ่งด้วยความขอบคุณ
เขาก้มหน้าลง สายตาพลันเฉียบคมขึ้น เงื้อมือตบศีรษะหลิวจี้ไปหนึ่งที “ลงโทษให้เจ้าคัดตำราร้อยจบ!”
หลิวจี้กุมศีรษะพลันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็รู้ว่าเป็นเพราะตนพลาดพลั้งจนเกือบจะส่งท่านอาจารย์ไปสู่สุขคติแล้วจึงได้แต่ถอนใจแล้วยอมรับโทษ
โชคยังดีที่ชายชรายังยอมลงโทษเขา แทนที่จะทำหน้าเย็นชาแล้วหันหลังเดินจากไป
ฉีเซียนกวนส่งสัญญาณให้สือโถวเข็นรถพลางแค่นเสียงใส่หลิวจี้อย่างไม่สบอารมณ์แล้วเข็นท่านอาจารย์จากไป
เดินไปได้สิบกว่าก้าวก็ไม่พบว่ามีเสียงฝีเท้าตามมาข้างหลัง ฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวจึงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง
เห็นเพียงหลิวจี้ถูกฉินเหยาลากเข้าไปหลังบ้านของชาวบ้านด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ไม่นานสองสามีภรรยาก็เดินออกมาอีกครั้ง ฉินเหยามีสีหน้าบึ้งตึง ส่วนอาการขากะเผลกของหลิวจี้ก็กลายเป็นการเดินโซซัดโซเซ เขาเดินตามหลังนางมาอย่างยากลำบาก มือปิดปากเอาไว้ ในดวงตามีน้ำตารื้นคลอหน่วย เตรียมจะไหลแต่ก็ยังไม่ไหลออกมา ภายในแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัว
ภาพเช่นนี้ทำให้พวกกงเหลียงเหลียวทั้งสามคนมองจนคางแทบจะร่วงลงกับพื้น
ฉีเซียนกวนไม่โกรธหลิวจี้เท่าเดิมแล้ว กลับกัน เขากลับรู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายขึ้นมานิดหน่อย
กงเหลียงเหลียวขมวดคิ้วจนแทบจะสามารถหนีบแมลงวันตายได้ เมื่อเห็นฉินเหยาก้าวยาวๆเข้ามา เดิมทีคิดจะซักไซ้ว่านางทำอะไรกับศิษย์ของตนกันแน่
แต่พอสองตาประสานเข้ากับสายตาอันเย็นเยียบของฉินเหยา ปากที่อ้าออกก็หุบฉับลงตามสัญชาตญาณ เสียง “เอื๊อก” ดังขึ้น เขากลืนน้ำลายลงคออย่างแรง
สองศิษย์อาจารย์กับสือโถวอีกหนึ่งคนมองส่งนางเดินจากไปไกลด้วยสีหน้าซับซ้อน ผ่านสะพาน เดินขึ้นเนินไป จนกระทั่งเข้าประตูบ้านไปแล้ว พวกเขาถึงได้สูดหายใจเข้าแรงๆ ทำให้ลมหายใจที่เผลอกลั้นไว้โดยไม่รู้ตัวตั้งแต่เมื่อครู่กลับมาเป็นปกติ
หันกลับไปมองหลิวจี้ที่น้ำตาคลอเบ้า กงเหลียงเหลียวทำท่าอยากจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา “เจ้า…เจ้า เฮ้อ~”
เดิมทีอยากจะสั่งสอนศิษย์ว่าต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีของสามีกลับคืนมา แต่อนิจจา…อนิจจา!
“ช่างเถอะ คัดตำราห้าสิบจบก็พอ ไปกันเถอะ”
ทุกบ้านต่างมีกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมา ถึงเวลาอาหารแล้ว วันนี้ได้ลิ้มรสความเร็วและความตื่นเต้นเร้าใจจนพอใจแล้ว กงเหลียงเหลียวจึงตัดสินใจว่าตอนเย็นจะกินข้าวเพิ่มอีกครึ่งชามเพื่อปลอบขวัญ!
หลิวจี้หลั่งน้ำตาแห่งความซาบซึ้งออกมา “ฮือๆๆ ยังคงเป็นท่านอาจารย์ที่รักข้าที่สุด”
กงเหลียงเหลียวฝืนกลั้นความรังเกียจ ส่งสัญญาณให้ฉีเซียนกวนยื่นผ้าเช็ดหน้าไปให้ “เช็ดหน้าเสียเถิด เป็นชายชาตรี เหตุใดจึงทำท่าทางเยี่ยงสตรีตัวเล็กๆเช่นนี้!”
หลิวจี้น้ำมูกน้ำตาไหลอาบหน้า รีบเช็ดหน้าให้สะอาดแล้วคืนผ้าเช็ดหน้าให้ฉีเซียนกวน “ขอบคุณศิษย์พี่”
ฉีเซียนกวนกัดฟัน “ไม่! ต้อง! เกรง! ใจ!”
เขาหันหลังแล้วโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ 327: ข้าไว้หน้าเจ้าหรือไม่
ยามค่ำ ทุกคนกินอาหารเย็นมื้อใหญ่ด้วยกัน ทั้งยังได้ลิ้มลองเมล็ดทานตะวันที่ฉีเซียนกวนนำกลับมา บรรยากาศนับว่ากลมเกลียวกันดี
กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนคิดว่าเรื่องของสองสามีภรรยาคู่นี้จะจบลงเพียงเท่านี้
ไม่คิดว่ากลางดึกยามที่ยังงัวเงียพลันได้ยินเสียงคนดังมาจากสวนหลังบ้าน
“หลิวจี้ ข้าไว้หน้าเจ้าหรือไม่”
“ข้าให้เกียรติเจ้าหรือไม่”
“เงินข้าได้ให้เจ้าหรือไม่”
หลิวจี้ส่ายหน้าก่อน จากนั้นก็พยักหน้าอย่างแรง “ให้ ให้หมดเลย เมียจ๋าโปรดระงับโทสะ…”
ฟืนส่งเสียง “เปรี๊ยะ” ดังลั่น หลิวจี้ตัวสั่นสะท้าน ค่อยๆถอยหลังไปอย่างเงียบเชียบ ออกห่างจากสตรีอันตรายที่ยังคงผ่าฟืนอยู่ในห้องเก็บฟืนกลางดึก
มือของฉินเหยาไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว นางเลือกฟืนท่อนหนึ่งขึ้นมา ผ่าฟืนไปพลางกล่าวว่า “ในเมื่อข้าให้เจ้าหมดแล้วทุกอย่าง เช่นนั้นเจ้าก็โปรดอย่าได้ไม่รู้จักดีชั่ว”
ยากเย็นแสนเข็ญกว่าจะได้กราบเป็นศิษย์ในนามของมหาบัณฑิต ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่มีชื่อนี้ติดตัวก็สามารถเดินบนเส้นทางได้ราบรื่นกว่าผู้อื่นแล้ว
“เรื่องอันตรายเช่นวันนี้ หากพวกข้าไม่ได้อยู่ที่นั่นพอดี เจ้าลองเดาดูว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร”
ฉินเหยาโยนขวานทิ้ง ผ่าฟืนจนเหนื่อยแล้ว โทสะก็คลายลงไปมากแล้ว นางจึงเท้าสะเอวแล้วหันกลับมามองหลิวจี้อย่างไม่พอใจ
หลิวจี้คิดในใจ หากไม่ใช่เป็นเพราะวันนี้พวกเจ้าปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ข้าก็คงไม่ตกใจจนสะดุดล้มลงไปหรอก
ทว่าประโยครับผิดที่เอ่ยกลับไม่ได้น้อยลงเลยแม้เพียงประโยคเดียว “เมียจ๋า ข้าขอสาบานต่อสวรรค์ คราหน้าหากพาอาจารย์ออกไปข้างนอก จะไม่มีวันเข้าไปใกล้อันตรายเด็ดขาด!”
ฉินเหยาแค่นเสียงทีหนึ่ง อาศัยเพียงลมปาก ใครบ้างจะทำไม่ได้?
“ดี เช่นนั้นเจ้าก็จงสาบานตนต่อสวรรค์ หากผิดคำสาบานนี้ ชั่วชีวิตนี้จะไม่มีวันได้รับชื่อเสียงเกียรติยศ ต้องขอทานไปชั่วชีวิต ตายอย่างน่าอนาถอยู่ข้างถนน” ฉินเหยามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มีจันทร์เสี้ยวแขวนอยู่แล้วเอ่ยแนะนำอย่างเป็นมิตร
หลิวจี้กลืนน้ำลายอึกใหญ่ คำสาบานช่างร้ายกาจยิ่งนัก ทุกประโยคล้วนทิ่มแทงจุดเจ็บปวดของเขาทั้งสิ้น!
เหลือบมองขวานที่คมกริบเล่มนั้น ผู้รู้สถานการณ์คือยอดคน เขาจึงรีบยกมือขึ้นสาบานทันที ทวนคำพูดของนางอีกครั้ง
“กลับไปคัดตำราของเจ้าเถอะ” ฉินเหยาจากไปอย่างพึงพอใจ
พอนางจากไป หลิวจี้ก็เริ่มสาบานใหม่ ณ ที่นั้นทันที “สวรรค์เบื้องบน ข้ายินยอมใช้อายุขัยห้าปี ไม่สิ! สิบปีเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนในการถอนคำสาบานเมื่อครู่นี้ ขอให้ข้ามีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด มีชื่อบนป้ายประกาศในเร็ววัน มีเกียรติยศและความมั่งคั่งไปชั่วชีวิต เสพสุขไม่รู้จบ…”
พล่ามบลาๆ กล่าวเงื่อนไขเพิ่มเติมไปหนึ่งเค่อเต็มๆ ก็ไม่รู้ว่าอายุขัยสิบปีของเขานั้นจะคุ้มค่ากับสิ่งเหล่านี้หรือไม่
คืนนั้น แสงเทียนในห้องโถงมิได้ดับลงเลย หลิวจี้คัดตำราทั้งคืน จนกระทั่งฟ้าสาง เมื่อทุกคนตื่นนอนแล้วจึงคัดลอกบทลงโทษห้าสิบจบที่กงเหลียงเหลียวสั่งเสร็จสิ้น
เขาเองก็หลักแหลมนัก ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกว่าต้องคัดตำราเล่มใด เขาจึงเลือกคัดบทกวีเล่มบางที่มีตัวอักษรเพียงสองร้อยกว่าตัว
เขียนอย่างคล่องแคล่วจนหมดกระดาษไปห้าสิบแผ่น ปลายพู่กันบานจนหมดสภาพ
ฉินเหยาหาวหวอดขณะเดินผ่านหน้าห้องโถง เมื่อเหลือบมองเข้าไปข้างในก็เห็นคนผู้หนึ่งตวัดพู่กันเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นฟุบหน้าลงกับโต๊ะ หลับใหลไปพร้อมกับเสียงกรนที่ดังสนั่น
แม้แต่เสียงจอแจในลานบ้านก็ไม่สามารถรบกวนเขาได้แม้แต่น้อย
“จิ๊ๆ~” ฉินเหยาเก็บกระดาษที่ปลิวออกมานอกประตูขึ้นมา รู้สึกปวดใจกับความสิ้นเปลือง
หันศีรษะไปก็เหลือบไปเห็นสือโถวและเด็กรับใช้ข้างกายกำลังเข็นกงเหลียงเหลียวออกมาจากในห้อง ฉินเหยาพยักหน้าให้เบาๆ พลางเอ่ยทักทายท่านอาจารย์ว่าสวัสดีแล้วอดไม่ได้ที่จะเสนอแนะว่า
“การลงโทษให้คัดตำรานี้ช่างสิ้นเปลืองกระดาษยิ่งนัก คราหน้าท่านอาจารย์มิสู้ลองเปลี่ยนบทลงโทษใหม่ไหมเจ้าคะ”
กงเหลียงเหลียวกวาดตามองกระดาษหลายสิบแผ่นที่เต็มไปด้วยตัวอักษรบนพื้นห้องโถง ลายมือนั้นดูน่าเกลียดอย่างแท้จริง ก็ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจเล็กน้อยจึงค่อยถามฉินเหยาว่ามีคำแนะนำเกี่ยวกับบทลงโทษที่ดีหรือไม่
“ข้าคิดว่าการท่องจำตำราก็ไม่เลวนะเจ้าคะ” ฉินเหยาหัวเราะแล้วกล่าว หากคำนวณจากความถี่ในการถูกลงโทษของหลิวจี้แล้ว น่าจะประหยัดค่าพู่กันและหมึกไปได้มากโข
กงเหลียงเหลียวเลิกคิ้ว ไม่แสดงความคิดเห็น ให้สือโถวเข็นตนเข้าไปในห้องโถงแล้วตะโกนเสียงดังอย่างล้อเลียน ทำให้หลิวจี้ที่หลับไปแล้วตกใจจนสะดุ้ง ลุกพรวดขึ้นมาทันที
“วันนี้อากาศไม่ดี จงอยู่ในห้องฝึกคัดอักษรเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดของกงเหลียงเหลียว หลิวจี้ก็ขานรับโดยสัญชาตญาณ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่ง ฟุบหน้าลงไปอีกครั้ง เปลือกตาหนักอึ้งลงอย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาเบ้ปากยิ้ม ไม่รู้ว่ากงเหลียงเหลียวจะมองการแสร้งหลับอันสมจริงของหลิวจี้ออกหรือไม่
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด กงเหลียงเหลียวคว้าหูของซานเอ๋อร์ของเขาไว้ หลิวจี้ก็ตื่นเต็มตาทันที ไม่อาจตื่นตัวไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
สั่งให้เด็กรับใช้ข้างกายไปนำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกของตนมา วันนี้เขาจะทำในสิ่งที่อาจารย์พึงกระทำ
ฉีเซียนกวนเองก็ไม่มีข้อยกเว้น หลังจากล้างหน้าล้างตาจนสะอาดแล้วก็เข้าประจำที่
แม้ว่าบ้านของฉินเหยาจะเรียบง่าย แต่โต๊ะทุกตัวล้วนทำขึ้นมามีขนาดใหญ่ เมื่อย้ายโต๊ะจากห้องเด็กมาก็เพียงพอสำหรับอาจารย์และศิษย์ทั้งสามคนใช้ร่วมกัน
อาหารเช้าเป็นสาวใช้ของตระกูลฉีที่ทำ อาวั่งส่งเด็กๆไปสำนักศึกษากลับมาก็สายแล้วจึงดูแลเรื่องอาหารการกินของคนจำนวนมากไม่ไหว
เหล่าผู้คุ้มกันทำอาหารกินกันเองที่บ้านเก่า มีเพียงสาวใช้และเด็กรับใช้ข้างกายที่ยังคงอยู่ที่บ้านของฉินเหยาเพื่อกินอาหารร่วมกัน
เมื่อกินเสร็จแล้ว พวกนางก็เก็บถ้วยชามและห้องครัวกันเอง จากนั้นนำเสื้อผ้าของเจ้านายไปซักที่ริมแม่น้ำ
ฉินเหยาแอบอิจฉาในใจ ความรู้สึกที่สามารถพากลุ่มแม่บ้านทั้งกลุ่มไปด้วยทุกที่นั้นช่างดีเกินไปแล้ว
เหล่าผู้คุ้มกันของตระกูลฉีผลัดกันเข้าเวร ส่วนที่เหลือก็คอยควบคุมงานอยู่ที่บ้านเก่า
ถนนในหมู่บ้านซ่อมเสร็จแล้ว ฮวาเอ๋อร์และเหล่าผู้อพยพก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ พอดีกับที่บ้านเก่าเริ่มก่อสร้าง ฉินเหยาจึงพาพวกเขาไปด้วย
แม้ว่าหัวหน้าคนงานจะเป็นใบ้ทำให้พูดไม่ได้ แต่เขาก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี ความคิดต่างๆที่ฉีเซียนกวนเสนอขึ้นมา เขาก็พยายามช่วยทำให้เป็นจริงให้ได้มากที่สุด ไม่เคยพูดว่าสิ่งนี้ทำไม่ได้หรืออะไรทำนองนั้นเลย
ในตอนนี้ เหล่าผู้คุ้มกันของตระกูลฉีพึงพอใจเป็นอย่างมากกับกลุ่มก่อสร้างที่ประกอบด้วยเหล่าผู้อพยพกลุ่มนี้
จะว่าไปแล้ว บ้านของฉินเหยาเองก็จำเป็นต้องขยับขยายเช่นกัน
น่าเสียดายที่มัวแต่ยุ่งอยู่ตลอดจนไม่มีเวลาเตรียมการ
น่าเสียดายที่หากจะเริ่มปรับปรุงก็ต้องปรับปรุงกันครั้งใหญ่ ทั้งครอบครัวยังต้องอาศัยอยู่ในบ้าน การก่อสร้างและชีวิตประจำวันที่ดำเนินไปพร้อมกันจะยุ่งยากมาก ด้วยเหตุนี้แผนการนี้จึงยังคงอยู่ในขั้นวางแผน
ตอนนี้เมื่อเห็นบ้านเก่าเริ่มปรับปรุง ช่างไม้หลิวก็เกิดความคิดขึ้นมาทันใด ในเมื่อการก่อสร้างที่บ้านเก่าหลังเดิมนั้นยุ่งยาก ไยไม่หาที่ดินผืนใหม่แล้วสร้างขึ้นมาใหม่เสียเลยเล่า
แต่ทว่าต้นทุนในการสร้างใหม่ย่อมต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าช่างไม้หลิวจะหวั่นไหว แต่ก็ยังคงตั้งใจว่าจะรอดูก่อนว่าการปรับปรุงบ้านเก่าของทางฉีเซียนกวนจะออกมาเป็นเช่นไรแล้วค่อยว่ากันอีกที
นั่นคือคุณชายสูงศักดิ์ รสนิยมย่อมไม่ใช่สิ่งที่ชาวนาอย่างพวกเขาที่แม้แต่อำเภอก็ยังไม่ค่อยได้ไปจะเปรียบเทียบได้
ประกอบกับตัวช่างไม้หลิวเองก็มีความชื่นชอบในสุนทรียศาสตร์ทางสถาปัตยกรรมอยู่บ้าง เขาหวังว่าบ้านใหม่ของเขาจะแตกต่างกับบ้านเก่าที่เคยอยู่แบบพอถูไถไปได้อย่างสิ้นเชิง
ครั้งนี้ เขาอยากจะสร้างบ้านหนึ่งหลังที่เป็นของตัวเอง อิงตามความคิดและความชอบของเขาเอง
ระหว่างพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยตอนกินอาหารกลางวันที่โรงอาหาร ฉินเหยาก็รู้สึกราวกับว่ามีแสงสว่างวาบขึ้นมาตรงหน้า
“ช่างไม้หลิว ความคิดของท่านนี่ดีมาก” ฉินเหยาให้กำลังใจ “เดิมทีข้ากับผู้ใหญ่บ้านก็มีความคิดที่จะปรับปรุงบ้านเก่าเหล่านั้นอยู่แล้ว แต่การปรับปรุงใหม่นั้นต้องใช้เงินทุนจริงๆ คนทั่วไปจ่ายไม่ไหว แต่หากชาวบ้านในหมู่บ้านของเราอยากจะสร้างบ้านใหม่ด้วยตัวเอง เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยมไปเลย”
บ้านเก่าเหล่านั้นฉินเหยาเคยไปดูมาหมดแล้ว แม้จะผุพังทรุดโทรมและอยู่ห่างจากใจกลางหมู่บ้านไปบ้าง แต่ก็เพราะเหตุนี้ โครงสร้างจึงมีขนาดใหญ่มาก วิสัยทัศน์ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านก็กว้างขวางมาก หากต่อท่อน้ำพุบนภูเขาลงมาอีก การใช้น้ำก็จะสะดวกขึ้นด้วย
แต่การจะทำเช่นนี้ ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ ในหมู่บ้านตระกูลหลิวยังมีคนไม่กี่คนที่มีกำลังทรัพย์ถึงขนาดนี้
แต่ช่างไม้หลิวนั้นไม่เหมือนกัน เขาร่ำรวยจะตายไป!
ตอนที่ 328: ไม่หวั่นไหว
ภายใต้การยุยงของฉินเหยา ช่างไม้หลิวผู้ซึ่งเดิมทีก็หวั่นไหวอยู่แล้วพลันรู้สึกทานทนไม่ไหว
เขาจึงเอ่ยถามฉินเหยาว่าพอมีเวลาว่างหรือไม่ คนทั้งสองจะไปยังบ้านเก่ารกร้างเหล่านั้นเพื่อดูเสียหน่อย
“ตอนนี้ข้าก็ว่างอยู่พอดี” ฉินเหยากล่าวพลางซดน้ำแกงในชามสองอึกจนหมดสิ้น วางชามเปล่าลงแล้วลุกขึ้นกวักมือเรียกช่างไม้หลิว “ไปกันเถิด ข้าจะพาท่านไปดูบ้านร้างหลังหนึ่งที่อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านด้านทิศตะวันออกก่อน!”
ฉินเหยานำทางไปพลางกล่าว “ที่แห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง ทิวทัศน์เป็นเลิศ หันหน้าเข้าหาหมู่บ้านตระกูลหลิวและโรงงานเครื่องเขียนของเราพอดี อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับโรงงานและไร่ทานตะวันของท่านด้วย”
หัวใจของช่างไม้หลิวเต้นรัวเร็วขึ้น แม้จะยังไม่ทันได้เห็นสถานที่ แต่เขาก็รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่า อ้อ ที่นี่ก็คือบ้านดินสองแถวที่อยู่ด้านล่างไร่ทานตะวันของเขานี่เอง
เจ้าของบ้านเดิมแข็งตายอยู่ในบ้านเมื่อฤดูหนาวเมื่อสองปีก่อน ไม่มีบุตรธิดา ไม่มีญาติมิตร บ้านหลังนี้จึงถูกตระกูลริบคืนไปตามธรรมเนียม
เนื่องจากสถานที่นี้อยู่ไกลจากบ่อน้ำของหมู่บ้านเกินไป บริเวณใกล้เคียงมีเพียงตาน้ำบนภูเขาที่ไหลรินบางๆแห่งเดียว การใช้น้ำในชีวิตประจำวันจึงไม่สะดวกอย่างยิ่ง
หลังคาก็ถูกหิมะในฤดูหนาวทับจนพังทลายลงมา ไม่ได้รับการซ่อมแซมอีก ปล่อยทิ้งร้างไว้สองปี บัดนี้จึงกลายเป็นบ้านของสัตว์เล็กสัตว์น้อยนานาชนิดในภูเขาไปแล้ว
นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด ที่สำคัญที่สุดคือหนทางที่ขึ้นมานั้นเดินลำบาก ไม่มีสะพาน จะต้องเหยียบย่ำผ่านหาดหินจึงจะมาถึงได้
ปกติพวกเขาเดินมาทำไร่ไถนาก็ยังพอไหวอยู่ แต่ทุกครั้งเมื่อถึงยามเก็บเกี่ยว บนร่างกายจะแบกของหนักเอาไว้และถ้าต้องเดินผ่านหาดหินอีก ก็ยิ่งต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น มิฉะนั้นหากลื่นล้มเพียงครั้งเดียวก็อาจตกลงไปในแม่น้ำได้
ช่างไม้หลิวส่ายหน้า ไม่หวั่นไหวแล้ว หัวใจของเขาตายไปแล้ว
เห็นฉินเหยายังจะขึ้นไปอีก เขาก็รีบเรียกนางไว้ “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าลงมาเถิด ไม่ต้องขึ้นไปดูแล้ว ไร่ทานตะวันของข้าอยู่ที่นี่ เดินไปมาไม่รู้กี่รอบแล้ว ที่แห่งนี้ข้าคุ้นเคยกว่าเจ้าเสียอีก ไม่ใช่ที่ที่คนจะอาศัยอยู่ได้เลย”
ฉินเหยาไม่รู้สึกประหลาดใจกับปฏิกิริยาของช่างไม้หลิวเลยแม้แต่น้อย ยังคงยิ้มแย้มพลางกวักมือเรียก “ท่านขึ้นมาก่อน ขึ้นมาดู แล้วฟังข้าอธิบายให้ท่านฟังดีๆ”
“ยังมีอะไรต้องอธิบายอีก?” ทิวทัศน์บนยอดเนินนั้นเขาเคยเห็นมาแล้ว ทุกครั้งที่ต้องพรวนดิน ก็ได้แต่เกลียดชังที่เนินนั้นสูงเกินไป ทำให้เขาเหนื่อยแทบตาย
แต่ฉินเหยายืนกรานอย่างหนักแน่น ช่างไม้หลิวจึงจนปัญญา ทำได้เพียงเดินข้ามหาดหินอย่างระมัดระวังแล้วเดินต่อไปอีกสามสิบกว่าเมตร มาถึงลานเรียบบนที่ตั้งของบ้านร้างหลังนั้น
“ท่านดู” ฉินเหยาชี้ไปยังแม่น้ำเบื้องหน้าและโรงงานเครื่องเขียนอันคึกคักที่อยู่ฝั่งตรงข้าม “ในหมู่บ้านมิใช่ว่ามีแผนจะร่วมกันสร้างโรงโม่น้ำขึ้นมาหลังหนึ่งหรือ ตำแหน่งก็เตรียมจะกำหนดไว้ที่หน้าหาดหินผืนนี้?
เบื้องหน้าหาดหินยังมีเขื่อนธรรมชาติสูงแห่งหนึ่ง กระแสน้ำไหลจากบนลงล่างเข้าสู่หาดหินผืนใหญ่นี้แล้วจึงเปลี่ยนจากน้ำลึกเป็นน้ำตื้น”
ช่างไม้หลิวย่อมรู้ดีว่า ความต่างระดับของที่นี่เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่สุดสำหรับกังหันน้ำ เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใช่ เตรียมจะสร้างที่นี่”
รอให้โรงงานเครื่องเขียนจัดการกับคำสั่งซื้อหีบหนังสือหนึ่งหมื่นใบนี้เสร็จสิ้น เมื่อมีเวลาเหลือเฟือแล้ว เหล่าคนงานก็จะเริ่มสร้างโรงโม่น้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน
ฉินเหยากล่าวว่า “เมื่อมีโรงโม่น้ำหลังนี้แล้ว ตำแหน่งที่เรายืนอยู่ตอนนี้ก็คือบ้านที่อยู่ใกล้โรงโม่น้ำที่สุดในหมู่บ้าน”
ในตอนแรก ชาวบ้านคิดจะติดตั้งกังหันน้ำไว้ในสระน้ำข้างบ่อน้ำของหมู่บ้าน เพราะอยู่ใกล้ ทุกคนสะดวกสบาย
แต่หลังจากที่ฉินเหยาได้ทำการวัดผลจริงแล้ว ร่องน้ำทางฝั่งนี้ค่อนข้างราบเรียบ แรงขับเคลื่อนไม่เพียงพอ เมื่อคำนึงถึงแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของทั้งหมู่บ้านในอนาคต ในที่สุดจึงตัดสินใจย้ายโรงโม่น้ำออกมายังทางเข้าหมู่บ้านด้านนอกนี้
และแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้ก็เป็นสิ่งที่ฉินเหยาเสนอขึ้นมา
ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าหมู่บ้านของตนจะยังมีความเป็นไปได้ที่จะขยับขยายเพิ่มขึ้นอีก
แต่เมื่อมองดูโรงงานเครื่องเขียนซึ่งปัจจุบันมีคนงานถึงหนึ่งร้อยคนแล้ว การขยับขยายก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
ฉินเหยาคำนึงถึงปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรหมู่บ้านในอนาคต ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายก่อนหน้านี้ทำให้ประชากรลดลงฮวบฮาบ แต่บัดนี้ใต้หล้าสงบสุขแล้ว ทารกแรกเกิดในหมู่บ้านปีนี้มีจำนวนมากกว่าปีก่อนหน้าถึงร้อยละยี่สิบ และหากยังพัฒนาเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตจำนวนประชากรย่อมต้องมีช่วงเวลาที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นแน่
เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยก็จะเพิ่มขึ้น บัดนี้ยังไม่มีการเก็งกำไรที่ดินและบ้าน การสร้างบ้านด้วยมือของตนเองจึงไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนมากนัก
ขอเพียงผู้ใหญ่ในบ้านมิใช่คนขี้เหนียวจนเกินไปก็จะเหลือบ้านไว้ให้บุตรธิดาที่เพิ่งแต่งงานออกเรือนหนึ่งหลัง ดังนั้นการสร้างบ้านเพิ่มจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ทว่ายามนี้บ้านของเหล่าชาวบ้านล้วนรวมตัวกันอยู่ที่แห่งเดียว ในภายหน้าย่อมไม่มีหนทางที่จะขยับขยายออกไปได้อีก
เช่นเดียวกับบ้านของช่างไม้หลิว บ้านที่อาศัยอยู่ตอนนี้ต่อให้สร้างขึ้นใหม่ก็ยังไม่เพียงพอให้อยู่อาศัย เพราะที่ดินมีอยู่เพียงเท่านั้น ทว่าบุตรหลานที่ต้องการบ้านส่วนตัวในบ้านกลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ
“ท่านดูที่ราบผืนนี้ในตอนนี้สิ ใหญ่กว่าผืนที่บ้านของท่านอาศัยอยู่ในตอนนี้มากนัก” ฉินเหยาเอ่ยเสนอ “ถนนหนทางไม่ดีก็ซ่อมแซมเสีย การสร้างสะพานไม้สักแห่งสำหรับท่านแล้วย่อมไม่ใช่เรื่องยาก”
“ที่สำคัญคือในภายภาคหน้า ณ ที่แห่งนี้จะมีโรงโม่น้ำ ทั้งยังอยู่ใกล้กับโรงงานของพวกเรา บริเวณก็กว้างขวางเพียงพอ เพราะเป็นบ้านร้าง ซื้อมาจึงใช้เงินไม่มากเท่าใดนัก ถูกยิ่งนัก!”
“อีกทั้งยังเป็นบ้านเดี่ยวที่แยกเป็นสัดส่วน สะใภ้ของท่านก็ไม่ต้องไปแย่งชิงที่ดินแปลงผักหย่อมนั้นกับสะใภ้ข้างบ้านอีกต่อไป” ฉินเหยาเอ่ยอย่างหยอกล้อ
ช่างไม้หลิวโบกมือปฏิเสธ “เจ้าพูดจาหว่านล้อมสารพัด นั่นก็เป็นเพียงคำพูดของเจ้า อีกอย่างบ้านของข้าไม่ชอบความเงียบสงบ ชอบแต่ความครึกครื้น”
ฉินเหยาถาม “เช่นนั้นหากสร้างโรงน้ำชาเพิ่มขึ้นมาอีกสักหลังเล่า สามารถขายน้ำชา ขายเมล็ดแตงเพื่อเพิ่มช่องทางทำมาหากินให้แก่ครอบครัวได้ด้วยนะ?”
“ของท่านนี่จะนับเป็นร้านแรกที่ตั้งในหมู่บ้านเลย” ฉินเหยาเน้นย้ำ
ช่างไม้หลิวไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย โบกมือปฏิเสธติดต่อกันสามครั้ง “เจ้าพูดจาเหลวไหล! เป็นไปไม่ได้! ไม่มีผู้ใดถ่อมาดื่มชาถึงชนบทของพวกเราหรอก!”
“ได้” ฉินเหยายิ้มอย่างเชื่อมั่น “เช่นนั้นท่านก็รอเสียใจไปเถิด เหล่าคนงานจะเข้างานกันแล้ว ข้ากลับล่ะ”
นางหันกาย วิ่งเหยาะๆไปยังโรงงานเครื่องเขียน ตลอดทางใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ
ช่างไม้หลิวร้อง ‘เฮ้อ’ ออกมาคราหนึ่ง ไม่รอเขาเลย ร่างกายนี้อย่างไรก็เทียบกับเรี่ยวแรงของคนหนุ่มสาวไม่ได้แล้วจริงๆ ช่างไม้หลิวเดินอย่างเชื่องช้า ยามข้ามแม่น้ำก็ระมัดระวังเป็นพิเศษ น้ำในแม่น้ำสูงเพียงแค่เลยหลังเท้ามาเท่านั้น ทว่าก็ยังหวงแหนชีวิตยิ่งนัก
แต่เมื่อกลับถึงบ้านหลังเลิกงานในยามบ่าย ในหัวของช่างไม้หลิวก็มักจะปรากฏเรื่องโรงน้ำชาที่ฉินเหยาเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
แต่เรื่องนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ชาวบ้านคนใดจะมีเงินเหลือพอมานั่งดื่มชา
หากฉินเหยาอยู่ด้วยก็คงจะบอกแก่เขาแล้วว่า พวกเราใจกล้าขึ้นอีกหน่อยได้หรือไม่ ทำให้คนข้างนอกตั้งใจมาดื่มชาของพวกเราที่นี่เสีย
“ท่านอาจารย์ มีเทียบเชิญของท่านขอรับ!”
ผู้คุ้มกันที่เพิ่งกลับมาจากการซื้อของในเมืองก้าวฉับๆเข้าไปในบ้านของฉินเหยา ก็พบกงเหลียงเหลียวที่กำลังกวดขันศิษย์คัดตัวอักษรอยู่ภายในห้องโถง ก่อนจะยื่นเทียบเชิญลายบุปผาสีทองอันงดงามใบหนึ่งให้อย่างนอบน้อม
กงเหลียงเหลียวใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ เตือนให้หลิวจี้ตั้งใจคัดอักษร อย่ามัวแต่มองซ้ายแลขวา
จากนั้นจึงพยักหน้าให้ผู้คุ้มกัน ส่งสัญญาณให้เขาวางเทียบเชิญลง ไม่แม้แต่จะชายตามอง
หลิวจี้อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ เทียบเชิญของท่าน ท่านไม่ดูหน่อยหรือ”
กงเหลียงเหลียวขมวดคิ้วพลางปรายตามองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
แต่เมื่อคิดว่านี่คือศิษย์ที่ตนยอมรับ อีกทั้งยังเป็นเพียงชาวบ้าน ไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมและมารยาทของผู้คนก็เป็นเรื่องปกติ
เขาจึงพยักพเยิดไปยังฉีเซียนกวนผู้กำลังตั้งใจฝึกคัดตัวอักษรอย่างไม่สบอารมณ์นัก “เจ้ามาอธิบายให้เขาฟังซิ”
ฉีเซียนกวนวางพู่กันลง หลิวจี้มองเขาอย่างใคร่รู้ นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นยามจดจ่อกลับดูเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกลึกล้ำเป็นพิเศษทำเอาฉีเซียนกวนรู้สึกขนลุกชูชันขึ้นมาวูบหนึ่ง
“เจ้าอย่ามองข้า” ฉีเซียนกวนบอกให้เขามองไปทางอื่น จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ยามนี้พวกเรามาเป็นแขกอยู่ที่บ้านของเจ้า แต่เดิมก็เป็นแขกอยู่แล้ว หากเป็นผู้ที่รู้ความ ย่อมไม่ยื่นเทียบเชิญมาในยามนี้”
“ใจร้อนถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่ผู้ที่ตั้งใจจะมาคารวะท่านอาจารย์อย่างจริงใจเป็นแน่ เป็นเพียงพวกที่ต้องการสร้างชื่อเสียงจอมปลอม คิดจะอาศัยชื่อเสียงของท่านอาจารย์มาประดับบารมีให้ตนเองเท่านั้น”
มุมปากของหลิวจี้กระตุกเล็กน้อย รู้สึกเหมือนโดนด่าไปด้วย!
ตอนที่ 329: เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม
“ยังมีอีก” ฉีเซียนกวนไม่รู้ว่าในใจของหลิวจี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขากล่าวต่อไปอย่างดูแคลนว่า
“ในเมื่อเขารู้อยู่แล้วว่าท่านอาจารย์อยู่ที่ใด เพียงใส่ใจอีกเล็กน้อยก็สามารถสืบได้ว่าพวกเรายังพักอยู่ที่บ้านของเจ้าชั่วคราว หากตั้งใจจะมาเยี่ยมคารวะจริงๆ ก็ควรรอให้พวกเราสร้างบ้านพักรับรองเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยส่งเทียบเชิญมา”
หลิวจี้พยักหน้า เขาเข้าใจแล้ว!
“ความหมายของศิษย์พี่คือ คนที่ส่งเทียบเชิญมานั้นมีเจตนาร้ายต่อท่านอาจารย์ มีจุดประสงค์ไม่บริสุทธิ์ คนเช่นนี้พวกเราไม่ต้องพบเจอใช่หรือไม่”
ฉีเซียนกวนสูดปากเสียงหนึ่ง จะว่าเขาพูดถูกก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
จะว่าเขาพูดผิดก็ดูเหมือนว่าจะเป็นความหมายนี้จริงๆ
หนุ่มน้อยถึงกับพูดไม่ออก ถูกถามจนอับจนคำพูดไปชั่วขณะ
กงเหลียงเหลียวเบือนหน้าไปด้านข้าง ซ่อนมุมปากที่โค้งขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ไว้ จริงดังคาด อยู่ด้วยกันสามคนน่าสนใจกว่าจริงๆ
“กินข้าวได้แล้ว!”
เสียงของฉินเหยาดังมาจากในลานบ้าน สามศิษย์อาจารย์ที่ยึดครองห้องโถงมาทั้งวันรีบหยุดมือ หลิวจี้เรียกสือโถวมา ทั้งสองคนช่วยกันย้ายโต๊ะกลับไปยังห้องเด็กเช่นเดิม
พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ฝึกเขียนอักษรอยู่บนโต๊ะเตี้ยมาพักหนึ่งแล้วพากันย้ายโต๊ะอย่างยินดีในทันที
“ออกมาทานอาหารก่อนแล้วค่อยกลับไปฝึกต่อ” ฉินเหยายกโต๊ะอาหารมาที่หน้าต่างพลางเอ่ยกำชับ เอ่ยจบก็ยกโต๊ะอาหารกลับไปวางยังที่ที่ควรอยู่
เมื่อวานเป็นสาวใช้ที่เตรียมอาหารให้ หลังจากถูกกงเหลียงเหลียวรังเกียจเป็นอย่างมาก วันนี้จึงเปลี่ยนให้อาวั่งเป็นคนลงมือทำอาหารเอง
แม้จะอยู่ในชนบทที่วัตถุดิบขาดแคลน แต่นั่นก็ไม่ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการใช้ชีวิตของศิษย์อาจารย์กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนเลยแม้แต่น้อย
ผู้คุ้มกันจะเข้าเมืองไปจัดซื้อของครั้งใหญ่ทุกๆสองวัน ทั้งขนมหวาน ผลไม้เชื่อมและขนมพื้นเมืองอื่นๆล้วนมีพร้อมทุกสิ่ง
พวกเขายังซื้อปลานาสดๆมาถังหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ประมาณสามนิ้วมือ หลังอาวั่งจัดการทำความสะอาดเรียบร้อยก็ทอดในน้ำมันร้อนๆจนเหลืองทอง จากนั้นปลาทั้งเจ็ดถึงแปดตัวก็ถูกเทลงในน้ำเดือดร้อนๆที่ต้มเตรียมไว้แล้ว โรยต้นหอม ขิง กระเทียมดับคาว ปิดฝาหม้อตุ๋นจนได้น้ำแกงปลาสีทองขาวขุ่นหม้อใหญ่
เมื่อเปิดฝาหม้อออก ผู้คนในลานบ้านก็อดกลืนน้ำลายพร้อมกันไม่ได้
นำผักกาดดองทะเลชามใหญ่มาจากไหผักกาดดองของนางจางมา เมื่อล้างน้ำเปล่าหนึ่งครั้งเพื่อขจัดฟองขาวๆที่เกิดจากการหมักแล้วก็หั่นเป็นเส้นใส่ลงในหม้อ สุดท้ายก็ไม่ต้องใส่เครื่องปรุงใดๆอีก เพียงแค่โรยเกลือในปริมาณที่เหมาะสมก็เพียงพอแล้ว
ฉินเหยายกหม้อมาวางบนโต๊ะทั้งหม้อ บนโต๊ะมีแท่นรองที่ก่อขึ้นจากอิฐสามก้อน หม้อจึงตั้งได้อย่างมั่นคง
น่าเสียดายที่ในหมู่บ้านไม่มีใครทำเต้าหู้ หากนำเต้าหู้ใส่ลงไปด้วยคงอร่อยจนตายเป็นแน่
มีแกงปลาใส่ผักกาดดองเป็นอาหารจานหลัก เพิ่มเติมด้วยต้นหอมผัดไข่ หมูสับผัดเผ็ด และแกงจืดบวบใส่เนื้อหมู ปริมาณอาหารมากและรสชาติเข้มข้น ไม่จำเป็นต้องจัดจานอย่างสวยงาม ทว่าภาชนะดินเผาสีดินเหล่านี้กลับยิ่งทำให้ดูเป็นธรรมชาติและดั้งเดิมยิ่งขึ้น
กงเหลียงเหลียวสูดดมกลิ่นอาหารเบาๆ ภาพชาวนาที่ยืนอยู่ริมนา ถือข้องไม้ไผ่และกำลังค้อมกายจับปลาอันเป็นภาพของความอุดมสมบูรณ์พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า
หลิวจี้ตักน้ำแกงปลาให้อาจารย์ชามหนึ่งแล้วยื่นส่งให้ด้วยสองมือ “ท่านอาจารย์ลองชิมปลานาสดๆนี้ดูขอรับ ไม่มีกลิ่นคาวเลย เนื้อปลานุ่มและอวบอิ่ม แต่ก้างค่อนข้างเยอะ ท่านโปรดระวังด้วยขอรับ”
สาวใช้จะช่วยรับไป แต่กงเหลียงเหลียวโบกมือปฏิเสธแล้วรับไปถือไว้เอง
ในสถานการณ์เช่นนี้ น้ำแกงเช่นนี้ ย่อมต้องเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม การถือชามดื่มด้วยมือตัวเองจึงจะได้รสชาติที่แท้จริง
ก้นชามดินเผาหนาจึงไม่รู้สึกร้อนมือ น้ำแกงปลาร้อนๆที่อยู่ในอุ้งมือให้ความรู้สึกอุ่นสบาย
กงเหลียงเหลียวเป่าเบาๆ ให้น้ำแกงที่ขอบชามเย็นลงเล็กน้อย ไม่ใช้ช้อน แต่ยกชามขึ้นดื่มโดยตรง
น้ำแกงปลาคำแรกที่เข้าปากไปนั้นเข้มข้นกลมกล่อมยิ่งนัก น้ำแกงละลายไปทั่วปากอย่างรวดเร็ว เมื่อกลืนลงคอไปก็อดไม่ได้ที่จะตักมาดื่มอีกคำเพื่อลิ้มรสอย่างละเอียด
“สด หวาน หอม!”
แม้จะเป็นเพียงสามคำสั้นๆ แต่เมื่อออกมาจากปากของมหาบัณฑิตแล้ว นั่นคือคำชมสูงสุดสำหรับน้ำแกงถ้วยนี้
ต่อให้เคยกินของอร่อยเลิศรสจากภูเขาและทะเลมามากมายเพียงใด สำหรับกงเหลียงเหลียวแล้วก็ไม่อาจเทียบได้กับรสชาติสดใหม่หอมกรุ่นของน้ำแกงปลาผักกาดดองในวันนี้เลย
เมื่อเห็นว่าทุกคนยังรออยู่ไม่ขยับตะเกียบ กงเหลียงเหลียวก็รีบยกมือขึ้น “พวกเจ้าก็รีบชิมเถิด แขกควรตามใจเจ้าบ้าน ไฉนจึงให้เจ้าบ้านรอแขกได้เล่า อย่าพิถีพิถันเกินไปเลย พวกเราเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม พวกเจ้าชาวบ้านแท้ๆ กินอย่างไร ใช้อย่างไร พวกเราก็จะกินอย่างนั้น ใช้อย่างนั้น นั่นแหละจึงจะน่าสนุก ฮ่าฮ่าฮ่า!”
น้ำแกงปลานั้นอร่อยเหลือเกินจนอดไม่ได้ที่จะดื่มไปอีกคำใหญ่
ฉินเหยาแย้มยิ้มบางๆ พยักหน้าให้ฉีเซียนกวนแล้วจึงลงมือทานอาหาร
เมื่อนางลงมือ เด็กๆที่บ้านจึงเริ่มลงมือบ้าง ทั้งที่น้ำลายไหลมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่เพราะมารดาเลี้ยงได้สอนกฎบนโต๊ะอาหารไว้ว่าต้องมีลำดับอาวุโส ให้ผู้ใหญ่เริ่มกินก่อน ผู้น้อยจึงจะเริ่มได้ พวกเขาจึงอดทนรอมาจนถึงตอนนี้
ฉีเซียนกวนดื่มน้ำแกงปลาอร่อยๆไปพลาง คิดในใจว่า ที่ตนเองสามารถอาศัยอยู่ในชนบทนี้ได้วันแล้ววันเล่าอาจเป็นเพราะผู้คนที่นี่ดีมากกระมัง
แม้สือโถวจะเข้าใจผิดว่าผักที่บรรดาท่านป้าปลูกไว้เป็นดอกไม้จึงถอนขึ้นมาทั้งราก แต่หลังจากถูกบรรดาป้าๆดุว่าแล้วก็ยังสอนพวกเขาให้รู้วิธีปลูกผักสวยงามเหล่านี้ในลานบ้านพักรับรองอีกด้วย
ชาวบ้านเองก็มีมารยาทดี ไม่เคยมารบกวน มีเพียงเด็กๆในหมู่บ้านที่อยากรู้อยากเห็นจึงแอบมาดูหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยทำเรื่องน่ารังเกียจใดๆ
ใช่แล้ว หลานสาวบ้านฉินเหนียงจื่อผู้นั้นยังนำผลไม้ป่าที่เก็บมาจากบนภูเขามาให้เขาชามหนึ่ง สีทองแดง ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ มีปลายแหลมทั้งสองข้าง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน รสชาติดีทีเดียว
ชื่อที่ตั้งก็ตลกดี เรียกว่าอะไรนะ หัวไก่ป่า
เพราะฝีมือการทำอาหารของอาวั่งนั้นยอดเยี่ยมเกินไปจึงไม่มีใครอยากเสียเวลาพูดคุย ทุกคนทานอาหารมื้อนี้เงียบๆ ใบหน้าของแต่ละคนต่างเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา
สือโถว สาวใช้และเด็กรับใช้ข้างกายที่นั่งทานอาหารอยู่บนโต๊ะเล็กนอกลานก็ลุกขึ้นอย่างพอใจและช่วยกันเก็บถ้วยชาม
น้ำแกงปลานาใส่ผักกาดดองทั้งหม้อถูกกินจนเหลือเพียงก้างปลาเกลี้ยงเกลาหนึ่งเส้น อาหารเสริมอีกสามอย่างก็ถูกกินจนเกลี้ยง เหลือเพียงจานเปล่า
ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า แสงยามเย็นทอประกายสีม่วงอมเทาที่หาดูได้ยาก ชาวนาที่รู้จักสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้าก็สามารถทำนายสภาพอากาศในวันพรุ่งนี้ได้ว่าจะมีเมฆมากหรือว่าแจ่มใส
“พรุ่งนี้มีเมฆมาก อุณหภูมิอาจจะลดลง” ฉินเหยาเตือนแขกผู้สูงศักดิ์ทั้งสองให้อย่าลืมห่มผ้าในตอนกลางคืน ระวังอย่าให้เป็นหวัด
ในเมื่อกงเหลียงเหลียวบอกว่าเขาจะตามใจเจ้าบ้าน นางก็จะไม่เกรงใจพวกเขาแล้ว นางจึงบอกให้อาวั่งต้มน้ำร้อนให้มากขึ้นและแจ้งทุกคนในบ้านว่า
“ถือโอกาสที่วันนี้อากาศยังดีอยู่ คืนนี้ทุกคนอาบน้ำสระผมเถอะ จะได้นอนหลับสบายๆ”
ฉีเซียนกวนชะงักไป “วันไหว้พระจันทร์ไม่ใช่เพิ่งจะอาบน้ำไปหรือ พวกท่านไม่ได้อาบน้ำทุกๆสิบวันหรอกหรือ”
หลิวจี้ถามกลับอย่างตกใจ “ศิษย์พี่อาบน้ำสิบวันครั้งหรือ”
“นี่ไม่ใช่เรื่องปกติรึ” ฉีเซียนกวนรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
หลิวจี้หัวเราะเสียงดัง บอกฉีเซียนกวนว่าเขาอาบน้ำทุกๆสองสามวัน ถ้าเป็นฤดูร้อนก็จะอาบวันละครั้ง เพื่อไม่ให้ถูกเมียร้ายเตะออกจากบ้านด้วยความรังเกียจ
แน่นอนว่าประโยคหลังนี้เขาไม่กล้าพูดต่อหน้าฉินเหยา มิฉะนั้นผลลัพธ์คงน่าอนาถนัก
ฉีเซียนกวนไม่มีอะไรจะพูด เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เขาจึงยอมรับการอาบน้ำแบบตักราดนี้
ฉินเหยาเตรียมสบู่หอมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซื่อเหนียงเองก็ยื่นดอกไม้ป่าสีส้มสองดอกที่เพิ่งวิ่งไปเก็บมาจากสวนหลังบ้านให้ “ท่านแม่! ท่านแม่!” นางส่งสัญญาณบอกให้ฉินเหยาวางลงแล้วทำเหมือนเช่นครั้งก่อน ให้อารมณ์ ‘ความรู้สึกของพิธีการอันประณีต’
คำนี้ฉินเหยาเพิ่งจะเอ่ยถึงเพียงครั้งเดียว เด็กหญิงตัวน้อยก็จดจำและยึดถือเป็นแบบอย่างแล้ว
ฉินเหยาเป็นกังวลจริงๆ ว่าในฤดูหนาวที่ไม่มีดอกไม้สด เมื่อการจัดวางสบู่ไม่สามารถทำได้อย่างประณีตสมบูรณ์แบบ เด็กหญิงตัวน้อยจะร้องไห้โฮให้นางดูหรือไม่
“ได้สิ” ฉินเหยาพูดติดตลก “ให้พวกเรามอบความประณีตเล็กๆน้อยๆ ที่น่าตกตะลึงให้แก่คนเมืองอย่างพวกเขาแล้วกัน”
ฉินเหยาหยิกแก้มอวบอ้วนของลูกสาวพลางตามใจนาง วางสบู่และเทียนที่จัดวางอย่างประณีตไว้ในห้องอาบน้ำ
เมื่อจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อย สองแม่ลูกก็จูงมือกันเดินออกไป เด็กหญิงตัวน้อยกลับไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือในห้อง ฝึกเขียนอักษรไปก็แอบสังเกตปฏิกิริยาของแขกไปด้วย
ได้ยินฉีเซียนกวนชมว่า “เซียงอี๋นี้จัดวางได้งดงามจริงๆ” รองเท้าปักลายที่ห้อยลงมาจากใต้เก้าอี้ก็แกว่งไปมาอย่างร่าเริง
ตอนที่ 330: ทะนุถนอมถึงเพียงนั้น
วันต่อมาท้องฟ้าก็มืดครึ้มอย่างที่คิดจริงๆ
ยามเช้า ฉินเหยาได้ยินเสียงจามติดต่อกันหลายครั้งจากหลิวจี้ที่ถูกกงเหลียงเหลียวไล่ออกจากห้องไปอ่านตำรา
วันนี้เป็นวันที่สำนักศึกษาหยุด เด็กทั้งสี่จึงไม่ต้องไปเรียน
ต้าหลางติดตามอาวั่งไปฝึกวรยุทธ์ เอ้อร์หลางกลัวจะรบกวนฉีเซียนกวนที่อยู่ห้องเดียวกันจึงเตรียมตัวแอบออกไปทบทวนตำรา แต่ฉีเซียนกวนก็เรียกเขาไว้
ดังนั้น ทั้งสองจึงนั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะหนังสือใหญ่ในห้อง คนหนึ่งอ่านในใจ อีกคนพลิกดูตำรา
รูปแบบการสอนของอาจารย์เช่นกงเหลียงเหลียวนั้นแตกต่างจากเหล่าอาจารย์ในโรงเรียนมาก อาจารย์จะชี้ทางให้แล้วให้ศิษย์ฝึกฝนด้วยตนเอง โดยขึ้นอยู่กับความสำนึกและระดับความเข้าใจของศิษย์เป็นหลัก
พร้อมกันนั้นก็ยังเป็นสารานุกรมตอบคำถาม ศิษย์จะศึกษาด้วยตนเองก่อน หากพบจุดที่ไม่เข้าใจจึงค่อยมาถามเขา
ทว่าสำหรับศิษย์อย่างหลิวจี้ กงเหลียงเหลียวจำต้องใส่ใจอยู่บ้าง เพราะพื้นฐานเขานั้นย่ำแย่เกินไป และเขาเองก็ไม่ต้องการให้หลิวจี้ทำลายชื่อเสียงอาจารย์ของตนเองเพราะความรู้ไม่เพียงพอด้วย
ดังนั้นจึงต้องเริ่มฝึกจากพลังชีวิต จิต และวิญญาณเสียก่อน หลังจากนั้นจึงจะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
ศาสตร์ทั้งหกของบัณฑิต ได้แก่ จารีต ดนตรี ยิงธนู ขับขี่ อักษร และคณิตศาสตร์ กงเหลียงเหลียวเชี่ยวชาญอักษร ขับขี่ ยิงธนู และคณิตศาสตร์สี่แขนงนี้มากที่สุด เขาเห็นว่าศิษย์ของตนถึงจะไม่เชี่ยวชาญครบทั้งหกแขนง แต่ก็ควรจะเข้าใจในสี่แขนงที่ตนถนัดที่สุดจึงจะสามารถกล่าวกับคนนอกได้ว่า “ข้าคือลูกศิษย์ในสังกัดของมหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียว”
ช่วงเวลาว่างๆผ่านไปหลายวัน พออากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนก็หมดความปรารถนาที่จะออกจากบ้าน ไหนๆก็ว่างอยู่แล้วจึงใช้วัสดุที่มีอยู่ ยืมลูกคิดของฉินเหยามาอันหนึ่ง หลังจากกินอาหารเช้าแล้วก็ตั้งใจจะทดสอบระดับความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของหลิวจี้
อันที่จริงในมุมมองของกงเหลียงเหลียว คณิตศาสตร์คือความสามารถที่ร้ายกาจที่สุดในบรรดาศาสตร์ทั้งหก
คณิตศาสตร์อาจเป็นเลขคณิต หรืออาจเป็นศาสตร์แห่งการคำนวณ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ต้องการจะประยุกต์ใช้อย่างไร
ศาสตร์แห่งการคำนวณที่ล้ำลึกที่สุดสามารถคำนวณได้ถึงโชคชะตาของแคว้นๆหนึ่ง ผู้คนทั้งหมดในใต้หล้ามีจำนวนเท่าใด แต่ละคนมีที่ดินเท่าใด ที่ดินแต่ละหมู่สามารถผลิตข้าวสารได้เท่าใด
ข้าวสารเหล่านี้จะถูกจัดสรรไปยังงบประมาณกองทัพ เงินเดือนขุนนางและการวางแผนชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างไร ล้วนเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ที่เก่งกาจที่สุดก็คือเจ้าเหนือหัวผู้ที่อยู่เหนือคนนับหมื่น
หากเจ้าเหนือหัวยังไม่สามารถคำนวณได้อย่างชัดเจนว่าใต้หล้าของตนมีผู้คนและที่ดินเท่าใด แคว้นนั้นก็คงอยู่ไม่ไกลจากการล่มสลายแล้ว
“การรบที่ต้องใช้คนสิบคน เจ้าลองคำนวณดูว่าต้องใช้เงินเท่าใด” กงเหลียงเหลียวนั่งอยู่บนรถเข็น กินเมล็ดแตงโมที่เด็กรับใช้ข้างกายเตรียมไว้ให้ในจานไปพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มจางๆไปพลาง
หลิวจี้หยิบลูกคิดขึ้นมา ดีดนับอย่างรวดเร็วจนได้ตัวเลขออกมา “การรบที่มีคนสิบคนนั้นมิอาจนับว่าเป็นการรบได้ ควรจะเป็นหน่วยลาดตระเวนชายแดนที่เผชิญหน้ากับสายลับของศัตรูระหว่างการลาดตระเวนแล้วขี่ม้าไล่ตามไป ไม่ถึงกับต้องใช้ค่าใช้จ่ายหนึ่งวันเต็ม ข้าคำนวณให้พวกเขาครึ่งวันก็แล้วกัน”
“ทัพใหญ่ประจำการอยู่ที่ชายแดน เดิมทีก็ทำไร่ไถนากินเองอยู่แล้ว ม้าก็ไม่ได้มีให้ใช้เฉพาะ ทหารม้าสวมเกราะเบา เกราะเบานั้นทหารเกณฑ์ก็เป็นผู้จัดหามาเอง ดังนั้นค่าใช้จ่ายในครึ่งวันจึงน้อยนิดแทบไม่มี ใช้เงินเป็นศูนย์”
ฉีเซียนกวนที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ได้ยินวาจาเหล่านี้ก็เกือบจะสำลักน้ำชาตาย พึมพำเสียงต่ำว่า “เหลวไหลสิ้นดี”
กงเหลียงเหลียวแย้มยิ้ม “ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง”
ฉีเซียนกวนถึงกับพูดไม่ออก เขารู้ว่าหลิวจี้ไม่มีพื้นฐานใดๆ ท่านอาจารย์จึงเมตตาต่อเขาเป็นพิเศษ แต่ไม่คาดคิดว่าจะตามใจถึงเพียงนี้!
กงเหลียงเหลียวเหลือบสายตาไป “ข้าเห็นต้าหลางของบ้านหลิวจี้กำลังฝึกวรยุทธ์เพื่อเสริมสร้างร่างกายอยู่ที่สวนหลังบ้าน เจ้าก็ไปฝึกเสียบ้าง”
ฉีเซียนกวนชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อรู้ตัวว่าอาจารย์กำลังพูดกับตนก็ถอนหายใจอย่างจนใจ วางถ้วยชาลง รับคำแล้วเดินออกไป
เขาร่ำเรียนวิชากระบี่ มีระดับฝีมือแค่พอถูไถ สือโถวซึ่งเป็นอาจารย์สอนพิเศษบอกว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ด้านการฝึกวรยุทธ์ หากต้องการฝึกฝนถึงขั้นเชี่ยวชาญกระบี่อย่างแท้จริง มีเพียงต้องลงแรงฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้น
ความยากลำบากนี้ เห็นได้ชัดว่าฉีเซียนกวนทนไม่ได้ คนทั่วไปก็ทนความลำบากของการฝึกวรยุทธ์ไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ไม่มีพรสวรรค์
แน่นอนว่ากงเหลียงเหลียวรู้สถานการณ์ของเขาดี ที่เรียกให้เขาไปฝึกกระบี่ก็เพียงหาเรื่องให้เขาทำ ถือโอกาสฝึกฝนพลังชีวิต จิต และวิญญาณไปในตัว
เด็กหนุ่มวัยรุ่น อายุยังน้อย วันๆเอาแต่นั่งอ่านตำราเขียนอักษรย่อมไม่ได้ ร่างกายต่างหากคือต้นทุน
ก้มหน้าลงมองขาของตนเอง กงเหลียงเหลียวถอนใจอย่างเศร้าสร้อย ตะโกนสั่งไปยังนอกลานบ้าน “ฝึกหนึ่งชั่วยามนะ!”
สือโถวประสานหมัดรับคำ หันไปโค้งคำนับต่อนายน้อยที่กำลังยิ้มขื่นให้ตนอย่างลึกซึ้ง “คุณชาย ขออภัยด้วย!”
นายบ่าวคู่นี้ก็เริ่มฝึกฝนตรงนั้นทันที โชคดีที่ลานฝึกวรยุทธ์ในสวนหลังบ้านของฉินหยามีพื้นที่กว้างขวางพอจึงไม่ส่งผลกระทบต่ออาวั่งและต้าหลาง
เพียงแต่ ‘อาจารย์’ ของทั้งสองฝ่ายสอนไปสอนมากลับอดไม่ได้ที่จะถูกลูกศิษย์ของอีกฝ่ายดึงดูดความสนใจ
ฉีเซียนกวนฝึกกระบี่มาแล้วสองปี กระบวนท่ายังไม่ค่อยคล่องแคล่ว พื้นฐานอ่อนแออย่างแท้จริง พอแกว่งกระบี่เล่มเล็กที่ถนัดมือได้หนึ่งเค่อก็เริ่มอู้เสียแล้ว
อาวั่งมองดูแล้วก็แค่นเสียงออกมาเสียงหนึ่ง
ทว่าเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่เข้มงวดกับ ‘ศิษย์’ ของตนเองมากขึ้น “เพลงมวยพื้นฐานหนึ่งซ้ำอีกรอบ”
เพลงมวยแต่ละชุด อาวั่งล้วนตั้งหมายเลขให้ ไม่ได้มีชื่อวรยุทธ์เท่ระเบิดอะไร
หนึ่งคือเพื่อปกปิดที่มาของกระบวนท่าเหล่านี้ สองคือเป็นเพราะในอดีตอาจารย์ในค่ายนักฆ่าเดนตายของพวกเขาก็สอนเช่นนี้
ต้าหลางไม่ใส่ใจ ขอแค่จำง่ายก็พอแล้ว
ประเด็นสำคัญในตอนนี้คือ เขาฝึกซ้อมในส่วนที่ควรจะทำเสร็จสิ้นแล้ว สามารถพักได้ครึ่งเค่อ
ผลคือคำพูดอันแผ่วเบาของอาวั่งที่ว่า “ซ้ำอีกรอบ” ทำให้ต้าหลางอยากจะแหงนหน้าขึ้นแล้วตะโกนใส่ท้องฟ้าว่า ให้ข้าตายเสียเถอะ!
ก่อนหน้านี้ตอนฝึกวรยุทธ์กับน้าเหยาเขาก็รู้สึกว่าลำบากมากแล้ว ตอนนี้พอมาอยู่กับอาวั่งจึงได้รู้ว่า แต่ก่อนนั้นไม่อาจเทียบได้เลย!
ตอนอยู่กับน้าเหยา ทุกวันก็แค่วิ่งแล้วก็ฝึกพละกำลังและความอดทน ถึงจะน่าเบื่อแต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสกับความเจ็บปวดที่แท้จริง
ทว่าอาวั่งไม่เหมือนกัน เพลงมวยสอนเพียงรอบเดียวก็ให้เขาจดจำเอาเอง ทุกครั้งที่จำไม่ได้แล้วขอให้สอนซ้ำ เขาก็จะได้รับบทลงโทษอย่าง ‘ฟาดด้วยท่อนไม้ยี่สิบครั้ง’
ท่อนฟืนยาวหนึ่งเมตร หนาเท่าแขนของบุรุษวัยฉกรรจ์ เป็นท่อนไม้เนื้อแน่นที่สุดที่อาวั่งอุตส่าห์เข้าป่าไปหามา มีน้ำหนักขนาดที่ว่าโยนลงแม่น้ำแล้วจะจมลงทันที ถูกฟาดยี่สิบครั้ง แขนก็แทบจะพิการไปแล้วครึ่งหนึ่ง
จนถึงตอนนี้ต้าหลางยังจำความขมขื่นของบทลงโทษที่ได้ลิ้มลองในวันแรกได้ดี ไหนจะสภาพน่าสังเวชที่พอตกเย็นก็แอบไปนั่งยองๆอยู่หน้าประตูโรงงานเครื่องเขียนเพื่อขอเปลี่ยนอาจารย์กับฉินเหยาอีก
แน่นอนว่าที่น่าสังเวชกว่านั้นคือ น้าเหยาบอกเขาว่า ‘จะยืนหยัดต่อหรือจะยอมแพ้ เจ้าเลือกเอาเอง’
ต้าหลางถอนหายใจ “เฮ้อ~” ออกมาอย่างอัดอั้นตันใจ ฝึกก็ฝึกไปแล้ว ต่อให้ต้องคลานไปก็ต้องไปให้ถึงที่สุด!
หลังจากยื่นเรื่องขออาวั่งว่าตนขอดื่มน้ำสักอึกก่อนแล้วค่อยฝึกเพิ่มได้หรือไม่และได้รับการปฏิเสธอย่างเลือดเย็น ต้าหลางก็ถอดเสื้อที่เปียกชุ่มออก เปลือยท่อนบนแล้วร่ายรำเพลงมวยพื้นฐานหนึ่งอีกครั้งด้วยความรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต
สือโถวสูดปากร้อง “ซี๊ด” ราวกับเข้าใจความรู้สึกนั้น
เขารู้ว่าอาวั่งไม่ใช่คนรับใช้ธรรมดา.ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าภายใต้ใบหน้าที่ดูซื่อๆทึ่มๆนั้น จะมีหัวใจที่โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
มองดูต้าหลางที่เหงื่อท่วมหัว ใบหน้าซีดขาว แต่ยังคงร่ายรำเพลงมวยได้องอาจน่าเกรงขาม ไม่กล้าให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย
แล้วหันกลับมามองฉีเซียนกวนที่อยู่ตรงหน้าตน แม้แต่กระบี่ก็ยังยกขึ้นไม่ถึงไหล่ เห็นได้ชัดว่ากำลังทำไปอย่างขอไปที แต่สีหน้ากลับยังคงสดใส
ทันใดนั้นสือโถวก็คิดเรื่องหนึ่งออก…วิชากระบี่ของคุณชายย่ำแย่ถึงเพียงนี้ บางที อาจจะ น่าจะเป็นเพราะใจของเขาไม่เหี้ยมพอ
พอได้ยินเสียง “เหอะ” ที่เปล่งออกมาอย่างแฝงความหมายของอาวั่ง สือโถวก็เอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชาย หากท่านยังไม่สามารถยกกระบี่ให้เสมอไหล่ได้ วันนี้พวกเรามาฝึกเพิ่มอีกหนึ่งชั่วยามเถิด”
ฉีเซียนกวนที่รู้สึกว่าเวลาแต่ละวินาทียาวนานราวกับเป็นปีเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตา เจ้าไม่อยากได้เบี้ยหวัดรายเดือนของเดือนนี้แล้วใช่หรือไม่?!
จบตอน
Comments
Post a Comment