stepmother ep331-340

ตอนที่ 331: เปิดความคิด


ตอนที่ฉินเหยากลับบ้านมากินข้าวตอนเที่ยงก็พบว่าที่บ้านนอกจากเอ้อร์หลางแล้ว ทุกคนล้วนมีท่าทางเหนื่อยจนแทบจะล้มพับ


นางเอ่ยถามอย่างสงสัย “พวกเจ้าพากันไปไถนามาหรือ”


อาวั่งส่ายหน้า นี่เป็นงานของเขา ใครก็อย่าได้คิดจะมายุ่ง!


เขาชอบไถนา การได้มองดูผืนดินแข็งๆ ถูกคันไถเหล็กไถพรวนขึ้นมาในพริบตานั้น มันช่างเยียวยาจิตใจยิ่งนัก!


ฉีเซียนกวนและต้าหลางที่ถูกเหล่าอาจารย์ผู้ฝึกวรยุทธ์ใช้เป็นเครื่องมือประลองฝีมือกันอย่างลับๆ สบตากันอย่างเห็น.อกเห็นใจ อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อคำพูดมาถึงปากกลับไร้เรี่ยวแรงจึงเอนกายพิงพนักพิงเก้าอี้พร้อมถอนหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน


พอเห็นทั้งสองคนก็รู้ได้ทันทีว่าฝึกหนักเกินไป ฉินเหยาจึงตบไหล่ทั้งสองคนเบาๆเพื่อปลอบใจ “สู้ๆ เดี๋ยวก็ชินไปเอง”


นางเงยหน้าขึ้น มองไปยังหลิวจี้ที่ฟุบอยู่บนลูกคิดในห้องโถง “เจ้าไม่ได้ฝึกวรยุทธ์ แล้วเหตุใดถึงมีสภาพเช่นนี้ด้วยเล่า”


หลิวจี้ฝืนทำใจดีสู้เสือเงยหน้าขึ้นมองนางแวบหนึ่ง ไม่กล้าไม่ตอบจึงกล่าวตามความจริง “ท่านอาจารย์ให้ข้าคำนวณงบประมาณกองทัพ จากสิบคนเป็นร้อยคน ตอนนี้ยังต้องคำนวณหนึ่งพันคน หนึ่งหมื่นคน หนึ่งแสนคนอีก!”


“ข้าคำนวณครั้งหนึ่ง ท่านอาจารย์ก็ว่าผิด คำนวณอีกครั้งก็ว่าผิดอีก คำนวณต่อไป ก็ยังผิดๆๆ…”


เสียงคำว่าผิดลากยาวไม่สิ้นสุด ดังพอที่จะก้องกังวานไปทั่วห้องได้สามรอบ ฉินเหยาจึงตวาดขึ้นมาทันที “เช่นนั้นก็หุบปากเสีย!”


“เอาลูกคิดมาให้ข้า” ฉินเหยายื่นมือออกไป หลิวจี้ดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบประคองลูกคิดส่งให้ด้วยสองมือ เพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถาม “เจ้าจะเอาลูกคิดไปทำอะไรหรือ”


ฉินเหยายิ้มเล็กน้อย “ไม่เกี่ยวกับเจ้า”


นางหยิบลูกคิดแล้วเดินจากไป


เมื่อออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยเสียงโอดครวญ มองดูทิวเขาไกลๆที่ค่อยๆย้อมเป็นสีทองก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที


เมื่อเช้านางได้รับจดหมายที่ไป๋ซั่นฝากคนมาส่งให้พร้อมกับเงิน


เป็นเงินค่ากล่องเครื่องเขียนห้าสิบกล่องที่เขาเอาไปคราวก่อน ทั้งหมดห้าร้อยเหวิน กล่องละสิบเหวิน


ดูท่าเขาคงจะขายสินค้าในราคาสิบห้าเหวิน แต่เขาเองก็คงไม่ได้กำไรอะไรมากนัก


แต่ว่าเดิมกล่องเครื่องเขียนนั้นก็ทำมาจากเศษวัสดุของหีบหนังสือ ต้นทุนจึงต่ำมาก การขายเอากำไรน้อยแต่เน้นปริมาณก็ถือเป็นหนทางหนึ่ง


ผ่านไปนานถึงเพียงนี้ ไป๋ซั่นเพิ่งจะขายกล่องเครื่องเขียนห้าสิบกล่องนั้นออกไปได้ แสดงให้เห็นว่าตลาดไม่ได้ให้ความสนใจกับสินค้าชิ้นนี้เลย


แต่ว่า!


ในจดหมายที่ไป๋ซั่นฝากคนมาส่ง ได้เสนอทิศทางการขายที่นางคาดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิงนั่นก็คือ กล่องของขวัญบรรจุภัณฑ์


กล่องเครื่องเขียนไม่ได้ถูกขายออกไปในฐานะกล่องเครื่องเขียน ไป๋ซั่นเดินทางไปเยือนหลายอำเภอในจังหวัดจื่อจิง แต่ก็ยังหาลู่ทางขายกล่องเครื่องเขียนไม่ได้


จนกระทั่งวันหนึ่งโดยบังเอิญ ขณะที่เขานั่งดื่มชากับหุ้นส่วนการค้าที่โรงเตี๊ยมก็เห็นร้านตำราที่อยู่เยื้องๆกันกำลังบรรยายสรรพคุณพู่กันขนแกะราคาย่อมเยาที่มาจากต่างถิ่น


พู่กันนั้นไม่ได้ใส่ถุงผ้าเพราะสินค้าราคาย่อมเยาเช่นนี้ไม่คู่ควรกับถุงผ้าต้นทุนสูง ดังนั้นจึงถูกบรรจุไว้ในกล่องไม้เรียบๆกล่องหนึ่ง


กล่องไม้นั้นดูเรียบง่ายอย่างแท้จริง คาดว่าน่าจะใช้เศษวัสดุที่แย่ที่สุด แต่พู่กันที่บรรจุในกล่องเช่นนี้มีราคาที่ย่อมเยามากจึงเป็นที่นิยมในหมู่บัณฑิตทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรเสียก็ดูหรูหรากว่าพู่กันที่ไม่มีบรรจุภัณฑ์ใดๆ


ในตอนนั้นเอง ไป๋ซั่นก็เกิดความคิดแวบขึ้นมาในหัว รีบให้คนรับใช้หยิบกล่องเครื่องเขียนของบ้านฉินเหยาออกมาให้เขาดู


เพื่อที่จะขายสินค้าที่ค้างคลังนี้ เขาจึงพกมันติดตัวไปทุกที่ คิดในใจว่าเผื่อจะเจอคนที่ยอมเหมาซื้อไปทั้งหมดก็จะสามารถรักษามิตรภาพระหว่างเขากับฉินเหยาไว้ได้


หากสถานการณ์เป็นไปด้วยดี เขาก็จะสามารถใช้สิ่งนี้เป็นไพ่ตายในการต่อรองราคาสินค้าอื่นได้ ตัวเองจะได้กำไรมากขึ้นอีกหน่อย


คนรับใช้ยื่นกล่องเครื่องเขียนให้ หุ้นส่วนการค้าที่มาด้วยกันก็ถามเขาทันที “เถ้าแก่ไป๋ซื้อพู่กันใหม่อะไรมาหรือ”


ที่แท้ก็เข้าใจผิดว่ากล่องเครื่องเขียนของเขาเป็นพู่กันที่ขายอยู่ในร้านตำราฝั่งตรงข้ามนั่นเอง คิดว่านี่คือบรรจุภัณฑ์


ไป๋ซั่นดีใจขึ้นมาทันที หนทางนี้ดีจริงๆ


หากเขาบอกหุ้นส่วนว่าเป็นกล่องเครื่องเขียน อีกฝ่ายย่อมไม่สนใจเป็นแน่ แต่หากเขาบอกว่านี่เป็นกล่องสำหรับใส่พู่กัน ทุกคนก็จะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น


เขาจึงยิ้มพลางเปิดกล่องเครื่องเขียนออกทันที ข้างในมีจานฝนหมึกและแท่งหมึกวางอยู่พอดี ยังมีช่องลับเล็กๆที่สอดกระดาษเปล่าสองสามแผ่นและตราประทับส่วนตัวของเขาไว้


กล่องเครื่องเขียนของฉินเหนียงจื่อนี้ ใช้งานได้ดีก็จริง เพียงแต่ไม่มีใครตั้งใจซื้อกล่องแบบนี้มาใช้โดยเฉพาะ


แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางให้เขาโอ้อวดกับหุ้นส่วนว่าเขาตั้งใจซื้อพู่กันมาหนึ่งด้ามก็เพื่อกล่องที่แถมมานี้โดยเฉพาะ การกระทำที่เรียกว่า ‘ซื้อหีบคืนไข่มุก’ ก็คือนิยามของเขาในตอนนี้


เมื่อเปิดความคิดได้ ช่องทางการขายก็เปิดออก เขาจึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาทันที ฝากกองคาราวานส่งต่อไปให้ฉินเหยา บอกให้นางรีบเตรียมสินค้า กลางเดือนเก้าเขาจะมารับ ยิ่งมีจำนวนมากเท่าไรก็ยิ่งดี


เพราะไป๋ซั่นได้เจรจากับโรงงานผลิตพู่กันที่ใหญ่ที่สุดในท้องถิ่นสองแห่งเรียบร้อยแล้ว ใบสั่งซื้อก็อยู่ในมือแล้ว ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดก็แต่กล่องเครื่องเขียนเท่านั้น


โอ้ ไม่สิ ตอนนี้ควรจะเรียกว่ากล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียน


ฉินเหยามาถึงคลังสินค้า หลิวฉีที่เฝ้าคลังสินค้าอยู่ก็ขานจำนวนไปพลาง ฉินเหยาก็คำนวณไปพลางจนได้ตัวเลขที่แน่นอนของสินค้าคงคลังในปัจจุบัน


“ตอนนี้มีทั้งหมดหกร้อยยี่สิบห้ากล่อง ขายให้ไป๋ซั่นกล่องละแปดเหวิน สินค้ารอบนี้จะได้รับเงินทั้งหมด…” ฉินเหยายิ้มอย่างประหลาดใจ “ช่างบังเอิญนัก พอดีเป๊ะ ห้าตำลึงถ้วน”


หลิวฉียิ้มอย่างยินดี รีบหยิบดินสอถ่านที่ทำจากถ่านไม้มาจดตัวเลขไว้แล้วถามฉินเหยา “จะนำออกจากคลังทั้งหมดเลยหรือไม่”


เสมียนเฉียนวั่งเองก็อยู่ข้างๆด้วย เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงมองไปที่ฉินเหยา หากจะนำสินค้าออกจากคลัง ฝ่ายของเขาก็จะต้องออกใบเบิกสินค้า เพื่อความสะดวกในการสรุปยอดตอนสิ้นเดือน


เสมียนเฉียนตัดสินใจที่จะอยู่ที่โรงงานเครื่องเขียนต่อไปชั่วคราว เหล่าผู้อพยพจากเมืองหวงเชวี่ยเองก็จะเดินทางกลับบ้านในช่วงต้นเดือนสิบ ถึงตอนนั้นค่อยฝากพวกเขานำเงินและจดหมายกลับไปให้ที่บ้าน


ค่าจ้างที่ผู้จัดการใหญ่ฉินให้ที่นี่มากกว่าที่เขาเคยได้รับที่เมืองหวงเชวี่ยถึงสามส่วน เสมียนเฉียนตั้งใจจะทำงานต่ออีกสักพักเพื่อเก็บเงินออมสักก้อน


ส่วนเรื่องที่ไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวคงต้องเอาไว้ทีหลัง ขอเพียงแค่ครอบครัวได้ฉลองปีใหม่อย่างมีความสุข ปีหน้าลมฝนราบรื่นปราศจากภัยพิบัติ เขาก็ไม่กล้าเรียกร้องอะไรอีกแล้ว


ฉินเหยาพยักหน้าพลางส่งสัญญาณให้เสมียนเฉียนออกใบเบิกสินค้า จากนั้นก็ให้หลิวฉีไปจัดเตรียมสินค้าชุดนี้ออกมา


“อีกสองวันคนของเถ้าแก่ไป๋จะนำรถมาขนสินค้า ส่วนคำสั่งซื้อหีบหนังสือหนึ่งหมื่นใบชุดแรกที่โรงงานของเราต้องส่งให้ห้างการค้าฟู่หลงก็เสร็จเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่”


หลิวฉีพยักหน้า “ทำเสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้ว สินค้าที่ยังไม่ได้ส่งออกไป ข้าได้นำคนไปตรวจนับด้วยตนเองแล้ว คุณภาพไม่มีปัญหาจึงได้นำเข้าคลัง”


ยังมีสินค้ามีตำหนิเหลืออยู่บ้าง ประมาณร้อยกว่าชิ้น จึงถามฉินเหยาว่าจะจัดการอย่างไร


เรื่องนี้จัดการยากอยู่เหมือนกัน ในข้อตกลงที่ลงนามกับห้างการค้าฟู่หลงระบุไว้ว่า ภายในระยะเวลาของสัญญา โรงงานไม่สามารถขายหีบหนังสือเองโดยพลการได้


ฉินเหยากล่าวว่า “ชิ้นที่มีตำหนิไม่มาก ลองดูว่าคนงานภายในของเราต้องการหรือไม่ ขายให้ในราคาต้นทุน ส่วนชิ้นที่มีตำหนิมาก ให้นำกลับไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตใหม่อีกครั้ง”


หลิวฉีรับคำ ไม่ได้คิดอะไรมาก ฉินเหยาให้ทำอย่างไรเขาก็ทำอย่างนั้น


แต่เสมียนเฉียนกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย รอจนกระทั่งเหลือเพียงเขากับฉินเหยาสองคนจึงเอ่ยหยั่งเชิง


“ผู้จัดการใหญ่ฉิน การขายสินค้ามีตำหนิให้พวกคนงาน เกรงว่าอาจจะสร้างปัญหาตามมาได้”


ฉินเหยาหยุดฝีเท้าแล้วถามเขาว่ามีปัญหาอะไร เสมียนเฉียนกล่าวว่า “เรื่องที่สามารถทำกำไรได้ มักจะล่อลวงผู้ที่ละโมบในผลประโยชน์ หากมีคนงานได้หีบหนังสือไปในราคาถูกแล้วลักลอบนำไปขายต่อในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด เกรงว่าจะสร้างความเดือดร้อนมาให้โรงงานได้”


“แล้วก็…” เสมียนเฉียนเหลือบมองฉินเหยาอย่างลังเล เมื่อเห็นว่านางมีสีหน้าเป็นปกติจึงกล่าวต่อไปว่า “เกรงว่าอาจจะทำให้สินค้ามีตำหนิเพิ่มมากขึ้นด้วย”


ตอนที่ 332: การออกแบบเพื่อการเข้าถึงอย่างไร้อุปสรรค


“แน่นอนว่า เรื่องของฝ่ายผลิตย่อมมีผู้ดูแลคนอื่นรับผิดชอบ พวกผู้ดูแลจัดการอย่างเข้มงวด คิดว่าคงจะใส่ใจ ไม่น่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”


ผู้ดูแลในโรงงานทั้งหมดล้วนเป็นคนจากหมู่บ้านตระกูลหลิว คนสำคัญหลายคนยังเป็นญาติของผู้จัดการใหญ่ทั้งสอง เสมียนเฉียนไม่ต้องการล่วงเกินผู้ใดจึงรีบพูดแก้ “ข้าน้อยเพียงคาดเดาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเท่านั้น นับว่าแม่นยำไม่ได้หรอกขอรับ”


เขาบอกให้ฉินเหยาไม่ต้องใส่ใจแล้วหาเหตุผลปลีกตัวไป


ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางใส่ใจเรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆแล้ว ครุ่นคิดอยู่กับที่ครู่หนึ่งแล้วถึงตัดสินใจเรียกช่างไม้หลิวออกมาหารือ


ช่างไม้หลิวครุ่นคิดแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “เช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด รีบไปบอกหลิวฉีให้เขาทุบทิ้งให้หมด! ต่อให้ต้องเอาไปผ่าเป็นฟืนทำเชื้อเพลิงก็ขายสินค้ามีตำหนิออกไปในราคาถูกไม่ได้”


ด้วยกลัวว่าฉินเหยาจะไม่รู้ว่าคนเราเมื่อยากจนจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ช่างไม้หลิวจึงร้อนใจจนคิดจะไปหาหลิวฉีด้วยตนเอง


ฉินเหยารีบรั้งเขาไว้อย่างจนใจ “ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไป หลิวฉียังบรรจุกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนอยู่กระมัง ยังไม่ไปจัดการเรื่องหีบหนังสือมีตำหนิเหล่านั้นเร็วถึงเพียงนั้นหรอก อีกสักครู่ข้าจะไปจับตาดูด้วยตนเอง ท่านมานี่ก่อน ข้ามีของอย่างหนึ่งจะให้ท่านดู”


เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของฉินเหยาก็รู้ว่านางจัดการเรื่องราวได้อย่างรอบคอบ ช่างไม้หลิวจึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก


เมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นคำเตือนของเฉียนวั่ง ช่างไม้หลิวจึงกล่าวอย่างยินดีว่า “เสมียนเฉียนผู้นี้ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว ก่อนหน้านี้ข้ายังกลัวว่าเขาเป็นคนต่างถิ่น ทั้งยังเคยเป็นเถ้าแก่ในโรงเตี๊ยมมาก่อน จะดูถูกวัดเล็กๆของพวกเรา เข้ากับสถานที่เล็กๆของพวกเราไม่ได้เสียอีก”


ฉินเหยาพอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเสมียนเฉียนจึงระมัดระวังเช่นนี้เมื่อเสนอแนะ ดูท่าว่าคนที่คิดเช่นเดียวกับช่างไม้หลิว ในโรงงานคงมิใช่มีเพียงคนสองคน


“พวกท่านอย่าได้มีท่าทีต่อต้านคนนอกเช่นนั้น เขาเป็นผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง สมควรได้รับการเคารพ” ฉินเหยาจงใจใช้ท่าทีหยอกล้อเพื่อเตือนสติ


ช่างไม้หลิวร้อง “เฮ้อ” ออกมาคราหนึ่ง กล่าวอย่างอึดอัดเล็กน้อย “ผู้ใดกันที่ต่อต้านคนนอก ทุกคนล้วนยุ่งจนหัวหมุน ตอนนี้ในที่สุดคำสั่งซื้อชุดแรกก็ทำเสร็จแล้ว สองสามวันนี้เตรียมให้ทุกคนผลัดกันหยุดพักสองวัน”


หัวข้อสนทนากลับมาที่เรื่องกิจการในโรงงานอีกครั้ง พูดคุยกันครู่หนึ่ง ฉินเหยาก็ตบหน้าผากตนเอง “ข้าลืมไปอีกแล้ว พวกเราหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน อย่าเพิ่งพูดเรื่องในโรงงานเลย ข้ามีของอย่างหนึ่งให้ท่านดู”


ช่างไม้หลิวเดินตามฉินเหยามาที่หน้าโต๊ะอย่างสงสัย “ดูอะไรรึ เจ้าคิดลูกเล่นใหม่อะไรขึ้นมาอีกแล้ว?”


“ก็นับว่าใช่” ฉินเหยานำแบบที่นางหาเวลาว่างวาดตอนอยู่ที่บ้านออกมา ช่างไม้หลิวโน้มตัวเข้าไปดูอย่างตื่นเต้นแล้วส่ายหน้าอย่างตรงไปตรงมา “ดูไม่เข้าใจ!”


“ขีดๆนี่คืออันใดรึ ยังจะทำม้าไม้โยกให้เด็กๆเล่นอีกหรือ” ช่างไม้หลิวชี้ไปที่สิ่งที่ตนมองเห็นบนแบบร่าง พลางเอ่ยถามอย่างสงสัย


ฉินเหยาบอกให้เขาตั้งใจดูให้ดีๆ “ช่างฝีมือชั้นครูอย่างท่านจะดูแบบร่างของข้าไม่เข้าใจได้อย่างไร มีแต่ตัวเลขกับภาพ ตัวอักษรก็ล้วนเป็นตัวที่เคยสอนในชั้นเรียนสอนหนังสือทั้งสิ้น”


ช่างไม้หลิวเองก็กล่าวอย่างจริงใจเช่นกัน “ข้าก็แค่กลัวเจ้าจะมอบหมายงานให้ข้าอีกน่ะสิ กว่าจะได้พักสักครู่ ข้ายังไม่อยากขยับตัวหรอกนะ”


ฉินเหยาส่งยิ้มให้เขา “ในชั้นเรียนสอนหนังสือรอบถัดไป จะเก็บที่ไว้ให้บ้านท่านด้วย ลำบากท่านแล้ว”


ช่างไม้หลิวถามด้วยความประหลาดใจระคนยินดี “เตรียมจะเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือรอบที่สองแล้วหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้า “รออีกสักหน่อย รอให้สินค้าชุดแรกชำระเงินเรียบร้อยก่อน ข้าจะวางแผนใหม่อีกครั้ง”


ครานี้ช่างไม้หลิวดีใจแล้ว แต่ก่อนก็ไม่รู้สึกว่าล้ำค่าปานใด แต่พอชั้นเรียนสอนหนังสือนี้หยุดไป ทุกคนก็ล้วนตั้งตารอให้เปิดอีกครั้ง


คราวนี้เขาจึงหยิบแบบร่างขึ้นมาดูอย่างตั้งใจ พบว่าเป็นอ่างอาบน้ำ โถส้วม โต๊ะเก้าอี้ เตียงที่มีราวจับ และยังมีรถเข็นไม้อีกหนึ่งคัน


ไม่เหมือนกับที่เคยทำให้พวกพี่น้องหลิวลี่ไม่กี่คนก่อนหน้านี้ ล้อไม้มีขนาดใหญ่มาก เล็กกว่าล้อของรถม้าเพียงนิดเดียวเท่านั้น อีกทั้งยังมีล้อสองชั้นตรงด้านในและด้านนอก ต้องร่วมมือกับช่างตีเหล็กทำชิ้นส่วนประกอบบางอย่างจึงจะผลิตออกมาได้


ล้อสองชั้น วงใหญ่วงหนึ่ง วงเล็กวงหนึ่ง วงเล็กใช้ชิ้นส่วนโลหะเชื่อมติดกับวงใหญ่ ไม่ติดพื้น เพียงเพื่อให้ผู้ใช้งานรถเข็นสามารถใช้มือหมุนวงล้อไม้ให้เคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง


ส่วนของใช้ในชีวิตประจำวันที่เพิ่มราวจับเข้าไปก็เพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ไม่ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใด


ที่บ้านของฉินเหยามีผู้สูงศักดิ์มาเยือนสองท่าน ทุกคนล้วนรู้ดี


ประกอบกับก่อนหน้านี้ที่หลิวจี้และกงเหลียงเหลียวสร้างเรื่องน่าหวาดเสียว ‘เร็วแรงทะลุนรก’ ขึ้นมา ตอนนี้ทุกคนจึงรู้แล้วว่าผู้สูงศักดิ์ท่านนี้พิการที่ขาทั้งสองข้าง


ช่างไม้หลิวพอมองดูก็เดาได้ทันทีว่าทำมาเพื่อให้ผู้ใดใช้จึงมองฉินเหยาอย่างคาดไม่ถึงแวบหนึ่ง “ของเหล่านี้เตรียมไว้ให้แขกของเจ้าทั้งหมดเลยหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้าพร้อมกันนั้นก็ส่งข้อมูลรูปร่างโดยละเอียดของกงเหลียงเหลียวให้ไปด้วย


ความสูงน้ำหนักของกงเหลียงเหลียว สภาพความพิการและอุปนิสัยในการใช้ชีวิต นางคอยสังเกตและบันทึกไว้ตลอดหลายวันนี้ ทุกอย่างจึงล้วนแม่นยำที่สุด


การออกแบบเพื่อการเข้าถึงอย่างไร้อุปสรรค


“ทางด้านบ้านเก่านั้นใกล้จะปรับปรุงเสร็จแล้ว ข้าอยากจะเพิ่มการออกแบบเพื่อการเข้าถึงอย่างไร้อุปสรรคทั่วทั้งลานบ้านเข้าไปด้วย”


ทว่าเรื่องนี้ในตอนนี้มีเพียงนางและฉีเซียนกวนเท่านั้นที่รู้ เพราะนางกับกงเหลียงเหลียวใช้เวลาอยู่ร่วมกันไม่นาน ข้อมูลเพิ่มเติมจึงต้องให้ฉีเซียนกวนเป็นผู้เสริมให้


ฉินเหยาหวังว่าช่างไม้หลิวจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปก่อน เพื่อเก็บความรู้สึกน่าค้นหาไว้ให้เจ้าของบ้านอีกคนที่กำลังจะย้ายเข้ามา


ช่างไม้หลิวรับปากอย่างรวดเร็ว เขาสนใจการออกแบบเพื่อการเข้าถึงอย่างไร้อุปสรรคนี้เป็นอย่างมาก ถือแบบร่างออกจากประตูไปเลือกวัสดุทันที


เดินออกไปได้หลายก้าวแล้วก็หันกลับมากล่าวว่า “เจ้าใส่ใจผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ยิ่งนัก ถึงเวลานั้นเมื่อข้าทำเสร็จ เขาจะต้องพอใจอย่างแน่นอน!”


ฉินเหยาแย้มยิ้มเล็กน้อย จะนับว่าใส่ใจก็ไม่ใช่ เพียงแต่ผู้อื่นให้เกียรตินาง นางย่อมให้เกียรติผู้อื่นตอบเท่านั้น


เพื่อควบคุมดูแลการจัดการสินค้าที่มีตำหนิ ฉินเหยารอจนกระทั่งคนงานเลิกงานทั้งหมดแล้วจึงจากไป


ผู้คนกลับไปหมดแล้ว ช่างไม้หลิวยังคงขัดไม้อยู่ที่ลานว่างด้านหลังโรงงาน ฉินเหยาเห็นว่าฟ้ายังสว่างอยู่จึงกลับบ้านจูงม้า ตรงไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอเพื่อหาช่างตีเหล็กใหญ่ ให้เขาช่วยตีชิ้นส่วนประกอบบางอย่างให้


“ขอด่วนนะ” ฉินเหยาวางเงินค่าเร่งงานเพิ่มให้หนึ่งร้อยเหวิน สีหน้าบึ้งตึงของช่างตีเหล็กจึงเปลี่ยนจากมืดครึ้มเป็นมีเมฆบางส่วนโดยพลัน


แต่ปากก็ยังอดบ่นไม่ได้สองสามคำ “เฮ้อ ของจุกจิกพวกนี้อีกแล้ว อย่าเห็นว่าเล็กนะ แต่มันเสียเวลากว่าที่ข้าตีหม้อเหล็กใบหนึ่งเสียอีก”


ฉินเหยาคุ้นชินกับนิสัยของช่างตีเหล็กที่หากไม่ได้บ่นสองสามคำก็จะไม่สบายใจ นางกำชับให้เขาทำอย่างประณีตแล้วหันหลังจูงม้าเตรียมจะกลับบ้าน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงล้อรถเคลื่อนที่ดังมาจากด้านหลัง


ฉินเหยาหันกลับไปมองอย่างประหลาดใจระคนยินดี สองพี่น้องหลิวไป่หลิวเฝยนำขบวนรถม้ากลับมาแล้ว เป็นการกลับมาด้วยรถเปล่า ความเร็วจึงสูงมาก ไม่นานก็ปรากฏตัวที่หัวมุมถนน


เมื่อเห็นเส้นทางกลับเข้าหมู่บ้านที่ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหล่าสารถีก็รู้สึกประหลาดใจระคนยินดีในทันที


มีคนที่บ้านอยู่ในหมู่บ้านเซี่ยเหอ กล่าวลาเพื่อนร่วมทางชั่วคราวแล้วก็วิ่งไปในอีกเส้นทางหนึ่ง หลิวเฝยรีบตะโกนกำชับ “พรุ่งนี้หยุดหนึ่งวัน มะรืนนี้อย่าลืมมาบรรทุกสินค้าตั้งเช้าตรู่ด้วย”


เหลือเพียงหีบหนังสือพลังเซียนหนึ่งพันใบสุดท้ายแล้ว รอส่งเที่ยวนี้เสร็จ พวกเขาจะต้องพักผ่อนให้เต็มที่สักยก


แต่หากต้องเลือกระหว่างการทำนากับการขนส่งสินค้า หลิวเฝยก็ยังคงเลือกอย่างหลังด้วยความแน่วแน่


“พี่ใหญ่ ไร่นาที่บ้านคงต้องจ้างคนงานชั่วคราวมาช่วยไถนาสักสองสามคนแล้วกระมัง” หลิวเฝยขับรถม้าไปตามถนนใหญ่ที่ตัดใหม่เพื่อกลับเข้าหมู่บ้าน โดยไม่ทันสังเกตเห็นฉินเหยาที่ยืนจูงม้าอยู่ริมถนนเลยแม้แต่น้อย


จนกระทั่งหลิวไป่ตะโกนขึ้นมาว่า “น้องสะใภ้สาม!”


หลิวเฝยจึงหันขวับไปมองอย่างรวดเร็ว เอ่ยด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง “พี่สะใภ้สาม ช่างบังเอิญยิ่งนัก! ท่านตั้งใจมารับพวกเรากลับเข้าหมู่บ้านโดยเฉพาะเลยหรือ”


ฉินเหยาเอ่ยล้อเล่นว่า “ใช่แล้ว พอคิดว่าพวกเจ้าใกล้จะกลับมาแล้ว ข้าก็รีบมาทันทีที่เลิกงานเลย”


หลิวไป่ไม่เชื่อจึงยิ้มบางๆ ส่วนหลิวเฝยกลับเชื่อสนิทใจ


ตอนที่ 333: เขาจะทำให้ข้าร้องไห้จนตาย


หลิวเฝยรู้สึกอบอุ่นใจอย่างยิ่ง รีบเปิดห่อสัมภาระบนรถม้าแล้วนำชาดราคาถูกสองสามกล่องที่ตนซื้อกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลให้นางเลือกก่อนหนึ่งกล่อง


“ฮี่ๆ~” เด็กหนุ่มเกาศีรษะอย่างเขินอาย เกรงว่าฉินเหยาจะเข้าใจผิดจึงอธิบายว่า


“ครานี้ที่ไปเมืองหลวงของมณฑล พอดีเจอกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ โรงผลิตชาดจึงนำของเก่าเก็บจำนวนหนึ่งออกมาขายราคาถูก ข้าเลยคิดว่าท่านแม่ของข้าชั่วชีวิตนี้ยังไม่เคยใช้ชาดมาก่อนจึงให้พี่สาวที่โรงผลิตชาดช่วยเลือกให้หนึ่งกล่องเพื่อแสดงความกตัญญูต่อนาง…”


จากนั้นเมื่อซื้อมาหนึ่งกล่องก็นึกขึ้นได้ว่าที่บ้านยังมีพี่สะใภ้อีกสามคน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นในครอบครัว เขาจึงกลับไปอีกครั้ง กัดฟันซื้อมาอีกสามกล่อง คิดว่าถึงตอนนั้นพวกพี่สะใภ้ที่บ้านต่างก็มีส่วนแบ่ง จะได้ไม่มีใครมาคอยจับจ้องของของท่านแม่ของเขาอีก


ล้วนแยกบ้านกันไปแล้ว ฉินเหยาคาดไม่ถึงว่าจะมีส่วนของตนด้วย อีกทั้งเครื่องสำอางของที่นี่นางก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน จึงเอ่ยขอบคุณ แสดงออกว่าตนดีใจมากและเลือกมาหนึ่งกล่องด้วยความสงสัยใคร่รู้


มันเป็นกล่องไม้สีดำรูปวงรี ขนาดใหญ่กว่าที่นางจินตนาการไว้ ไม่สามารถใช้มือข้างเดียวหยิบขึ้นมาได้


ยังไม่ทันเปิดออกก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมา เมื่อเปิดกล่องออก ด้านในเป็นกระดาษน้ำมันรองอยู่หนึ่งชั้น ถัดมาจึงเป็นชาดเนื้อขี้ผึ้งสีชมพูก้อนใหญ่


หลิวเฝยกล่าวว่า “พี่สาวที่โรงผลิตชาดบอกว่าสีนี้ทำให้ดูอ่อนเยาว์ ทาได้ทั้งแก้มและปาก อ้อ ยังสามารถใช้แต้มจุดคนงามที่หว่างคิ้ว วาดเป็นดอกไม้ประดับหน้าผากได้ด้วย”


“จริงสิ ยังบอกอีกว่าก่อนจะทาสิ่งนี้ให้ลงแป้งตะกั่วสีขาวบนใบหน้าก่อนหนึ่งชั้น น่าเสียดายที่แป้งนั้นแพงเกินไป ข้าก็เลยซื้อมาแค่สิ่งนี้ก่อน”


อีกอย่าง สิ่งนี้มีสีสัน ยังใช้ได้หลายจุด คุ้มค่ากว่าแป้งตะกั่วที่ใช้ได้แค่ทาหน้า


ฉินเหยาปิดฝากล่องอย่างระมัดระวัง กล่าวพลางยิ้ม “ดีมาก ผู้เริ่มใช้ใหม่ควรใช้สีเป็นบริเวณกว้างให้น้อยเข้าไว้ พี่สาวผู้นั้นแนะนำเจ้าได้ดีทีเดียว ไม่ได้หลอกเจ้า”


“อีกอย่าง ข้าดูจากปริมาณนี้แล้ว คงใช้ได้จนข้าลงโลงเลยล่ะ” ฉินเหยาหัวเราะฮ่าๆ หลิวเฝยก็ไม่รู้ว่านี่เป็นคำชมหรือคำถากถาง อย่างไรก็ตาม หัวเราะตามไปด้วยก็พอแล้ว


ฉินเหยาขี่ม้าตามอยู่ข้างขบวนรถม้า ประโยชน์ของการซ่อมถนนให้กว้างขึ้นปรากฏให้เห็นแล้วในตอนนี้ การเดินทางขนานกันไปก็ไม่กีดขวางซึ่งกันและกัน


หลิวไป่กล่าว “พวกเราส่งอีกเที่ยวเดียวก็จะเสร็จสิ้นคำสั่งซื้อในคราวนี้แล้ว ตอนขากลับข้าได้ถามผู้ที่รับผิดชอบของห้างการค้าฟู่หลงแล้ว เถ้าแก่บอกว่าต้องให้น้องสะใภ้ไปจัดการเรื่องเงินส่วนที่เหลือด้วยตนเอง ไม่ยอมมอบเงินส่วนที่เหลือให้พวกเรา”


ฉินเหยาคาดการณ์ไว้อยู่แล้วจึงรับคำ “ในวันมะรืนนี้พวกท่านออกเดินทางตามปกติ ข้าจะไปช้ากว่าพวกท่านสองวัน ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยไปพบกันที่เมืองหลวงของมณฑล”


นางต้องอยู่ที่โรงงานเพื่อรอให้คำสั่งซื้อกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนของไป๋ซั่นจัดการเสร็จสิ้นเสียก่อนจึงจะไปได้


“จริงสิ เมื่อครู่มีข่าวดี กล่องเครื่องเขียนมีช่องทางจำหน่ายแล้วก็คือเถ้าแก่ไป๋ ไป๋ซั่นที่เคยร่วมมือกับเราก่อนหน้านี้ ต่อไปกล่องเครื่องเขียนจะเปลี่ยนชื่อเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียน พวกเจ้าจดจำไว้ด้วย”


ทุกคนในขบวนรถม้าพยักหน้ารับคำ จดจำไว้แล้ว


ระหว่างการเดินทาง ทั้งสองฝ่ายก็พูดคุยถึงสถานการณ์ของแต่ละฝ่ายจนเสร็จสิ้น กลับไปจะได้ไม่ต้องเสียเวลารายงานอีก ในวันพรุ่งนี้หลิวไป่ก็จะได้พักผ่อนทั้งวัน


ฉินเหยายังบอกสองพี่น้องถึงเรื่องที่บ้านของตนมีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือน


อย่างไรเสียก็เคยเดินทางไกล ไปถึงเมืองหลวงของมณฑลมาแล้ว วิสัยทัศน์ของหลิวไป่และหลิวเฝยจึงกว้างไกลขึ้น เมื่อทราบว่าหลิวจี้ได้กราบเข้าเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตก็ให้ตกตะลึงอย่างยิ่ง


“ข้าได้ยินคนทางเมืองหลวงของมณฑลพูดกันว่า หากมีมหาบัณฑิตและขุนนางในราชสำนักหลายท่านร่วมกันเสนอชื่อ ไม่จำเป็นต้องสอบเคอจวี่ก็สามารถเข้ารับราชการได้” หลิวไป่มองไปที่ฉินเหยา “นี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า “เป็นเรื่องจริง”


ไม่รอให้สองพี่น้องแสดงสีหน้าดีใจสุดขีดก็รีบกล่าว “แต่! เงื่อนไขคือผู้ที่ถูกเสนอชื่อต้องมีความสามารถที่แท้จริง อีกทั้งระหว่างมหาบัณฑิตกับมหาบัณฑิตก็แตกต่างกันด้วย”


นางไม่ปฏิเสธว่ากงเหลียงเหลียวยังคงมีอิทธิพลในราชสำนักอยู่บ้าง


แต่ตอนนี้กงเหลียงเหลียวมาเยือนตระกูลฉีในฐานะแขก ดูเหมือนว่าตระกูลฉีจะใช้ความพยายามอย่างมากในการเชิญเขามา แต่แท้จริงแล้วคือเขากำลังอาศัยอำนาจของตระกูลฉีเพื่อแสวงหาความสงบสุขในบั้นปลายชีวิตต่างหาก


การจะค้นพบข้อนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงดูจากเบื้องหน้าของกงเหลียงเหลียวที่ไม่มีคนของตนเองเลยแม้แต่คนเดียวก็สามารถมองเห็นข้อเท็จจริงเบื้องหลังนี้ได้


ตอนนี้เขาเหลือเพียงตำแหน่งมหาบัณฑิตและความสามารถติดตัวเท่านั้น การเป็นอาจารย์ สั่งสอนและอบรมผู้คนนั้นปลอดภัยที่สุดและเหมาะสมที่สุด


เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่อาวั่งไปสืบมาอย่างลับๆ แล้วมาเล่าให้นางฟังเสริมในภายหลัง


เมื่อนึกถึงอาวั่ง ฉินเหยาก็ดีใจจนแทบจะร้องไห้ เขาช่าง! อยากจะอยู่เพื่อทำนาจริงๆ!


ฉินเหยากลับไม่ได้บอกข้อมูลเหล่านี้ให้แก่สองพี่น้องหลิวไป่ฟัง นางเพียงแต่บอกว่ากงเหลียงเหลียวได้วางมือแล้ว ในราชสำนักไม่มีอิทธิพลใดๆอีก ไม่สามารถเสนอชื่อให้หลิวจี้เข้ารับราชการโดยตรงได้


แต่ถึงกระนั้น การที่สามารถกราบเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตเพื่อเรียนรู้ความสามารถที่แท้จริงได้ก็ยังคงทำให้สองพี่น้องหลิวไป่รู้สึกอิจฉาและทอดถอนใจอยู่นาน


“ตอนนี้ข้าเชื่อในโชคชะตาแล้ว” หลิวเฝยแหงนมองท้องฟ้าอย่างเศร้าสร้อย ไม่รู้ว่าในอนาคตตนจะมีวาสนาดีเหมือนพี่สามของเขาหรือไม่


“เจ้าอยากไปเรียนหนังสือหรือไม่” ฉินเหยาถามขึ้นอย่างกะทันหัน


หลิวเฝยชี้มาที่ตนเอง ไม่แน่ใจว่าพี่สะใภ้สามกำลังพูดกับตนอยู่หรือไม่ เมื่อเห็นนางพยักหน้าก็ยิ้มอย่างกระดากอาย “ข้าอายุสิบหกแล้ว ยังจะไปเรียนหนังสือได้อีกหรือ”


ฉินเหยายิ้มเงียบๆไม่ตอบคำ


หลิวเฝยพลันนึกถึงพี่สามของเขาในทันที อายุยี่สิบกว่าแล้ว ยังคงเข้าเรียนในสำนักศึกษาพร้อมกับเด็กน้อยวัยสิบขวบ


ส่วนเขาเพิ่งจะสิบหก ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้


“สำนักศึกษาในอำเภอจะรับข้างั้นรึ” หลิวเฝยยอมรับว่าเขาหวั่นไหวแล้ว


อีกอย่างเขาก็ไม่ได้อยากจะสอบเอาตำแหน่งราชการ เขาเพียงแค่ไม่อยากเป็นคนตาบอดที่ไม่รู้หนังสือ สามารถคำนวณและเขียนสัญญาได้…เพียงแค่คิด หลิวเฝยก็รู้สึกตื่นเต้น เขาค้นพบว่าหากตนได้เรียนหนังสือก็จะสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย มีทางเลือกในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหลายทาง


ฉินเหยาเลิกคิ้ว “แน่นอนว่ารับ ไม่เชื่อเจ้าดูหลิวจี้สิ” ก็จะรู้ว่ามาตรฐานการรับคนเข้าเรียนในอำเภอนั้นไม่สูงนัก


“แต่ว่าการไปสำนักศึกษาต้องใช้เงินมากเลยกระมัง” หลิวเฝยลังเลขึ้นมาอีกครั้ง


ฉินเหยารู้สึกขบขัน ชี้ไปที่ชาดที่เขาซื้อมา “ของพวกนี้ เจ้ามิใช่ว่าก็ใช้ค่าจ้างที่ตนเองหามาได้ซื้อมาหรอกหรือ”


หลิวไป่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว โบกแส้ในมือใส่หลิวเฝยที่อยู่ข้างหลังอย่างตื่นเต้น “ทำงานปีนี้เสร็จ เจ้าก็เอาค่าจ้างพวกนี้ไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาในอำเภอซะ!”


โชคดีที่ยังไม่ได้แต่งงาน หลิวไป่คิดในใจด้วยความอิจฉาและยินดี


หากจะคิดให้กล้าหาญขึ้นอีกสักหน่อย รอให้เจ้าสี่เรียนหนังสือสักสองปีแล้วค่อยไปสู่ขอ ถึงตอนนั้นสถานการณ์ย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แถมยังจะคู่ควรกับสตรีที่เขาหมายปองอีกด้วย


ทว่ามีฉินเหยาอยู่ด้วย บทสนทนาเช่นนี้หลิวไป่ย่อมไม่กล้าพูด ได้แต่ขยิบตาบอกใบ้หลิวเฝยไม่หยุด


น่าเสียดายที่อีกฝ่ายกำลังก้มหน้าครุ่นคิดจึงมองไม่เห็น


ฉินเหยาเห็นว่าหลิวเฝยเก็บไปคิดแล้วจึงเร่งความเร็วขึ้น นำหน้าขบวนรถม้ากลับไปถึงหมู่บ้านก่อน


เมื่อผ่านหน้าเรือนเก่าก็ตะโกนเข้าไปเสียงดัง “ซานหลางซื่อเหนียง กลับบ้านได้แล้ว!”


ครู่ต่อมา ฝาแฝดก็วิ่งออกมาพร้อมโบกมือลาจินฮวา


พอจินฮวาเห็นว่าพวกเขาจะไปแล้วก็ยิ้มกว้างทันที โยนกระดานทรายที่ใช้เขียนอักษรในมือทิ้งแล้ววิ่งไปเล่นต่อ


ซื่อเหนียงเห็นเข้าพอดี นางยื่นมือข้างหนึ่งให้ท่านแม่เพื่อขึ้นไปนั่งบนหลังม้า อีกข้างก็ยกขึ้นทำเสียงฮึดฮัด สั่งเสียราวกับเป็นอาจารย์ผู้เฒ่า “พรุ่งนี้บ่ายข้าจะมาอีก พี่จินฮวาท่านอย่าขี้เกียจเล่า จำไว้ว่าต้องฝึกตัวอักษรที่เรียนในวันนี้ให้ดี พรุ่งนี้ข้าจะมาตรวจ!”


เสียงโอดครวญดังแว่วมาจากในลานเรือนเก่า “รู้แล้วน่า~อาจารย์ผู้เฒ่าหลิวผิงหลิงของข้า!”


ซื่อเหนียงทำปากยู่หันไปมองฉินเหยา “ท่านแม่ดูนางสิ! ท่าทีในการเรียนไม่เอาจริงเอาจังเสียเลย ปีหน้าจะสอบเข้าสำนักศึกษาตระกูลติงได้อย่างไร”


“เอาล่ะเอาล่ะ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป อย่าใจร้อน” ฉินเหยาลูบหลังเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ แล้วกำชับซานหลางที่อยู่ด้านหลังให้นั่งให้มั่นคง นางตะโกนเข้าไปในเรือนเก่าว่า “พวกพี่ใหญ่กับเจ้าสี่กลับมาแล้วนะ!”


จากนั้นควบม้ากลับบ้าน ไปกินข้าวกัน!


ตอนที่ 334: คำสั่งซื้อใหญ่รอบใหม่


ยามเที่ยงของวันที่หลิวไป่และหลิวเฝยนำหีบหนังสือหนึ่งพันใบสุดท้ายออกเดินทาง ไป๋ซั่นก็ขับรถม้ามายังโรงงานเครื่องเขียนด้วยตนเองเพื่อมารับกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนที่เขาต้องการ


“เหตุใดจึงมีเพียงหกร้อยยี่สิบห้ากล่องเล่า”


เมื่อเห็นสินค้า สีหน้าของไป๋ซั่นก็พลันมืดครึ้มลง “ข้าบอกในจดหมายแล้วว่ายิ่งมากยิ่งดี เหตุใดเจ้าถึงเตรียมให้ข้าน้อยนิดเท่านี้”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ชี้ไปยังปริมาณที่สามารถบรรทุกจนเต็มรถม้าสองคันแล้วย้อนถาม “เท่านี้ท่านยังคิดว่าน้อยอีกหรือ”


ก่อนหน้านี้นางให้เขาห้าสิบกล่อง เขายังว่ามากไปด้วยซ้ำ


“โธ่เอ๊ย!” ไป๋ซั่นอยากร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา “ข้าผิดเอง ข้าผิดเอง เป็นความผิดของข้าที่มิได้บอกกล่าวเจ้าให้ชัดเจน ความหมายของข้าคือ กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนนี้ พวกเราสามารถสั่งซื้อปริมาณมากในระยะยาวได้แล้ว”


ฉินเหยาย่อมรู้ความหมายของเขา ทว่าไป๋ซั่นยังมิได้มาด้วยตนเอง เพียงอาศัยคำสี่คำว่า ‘ยิ่งมากยิ่งดี’ ในจดหมายฉบับหนึ่ง นางย่อมไม่กล้าเปิดสายการผลิตใหม่เพื่อเขาผู้เดียว


จิ้งจอกสองตัวสบตากันแวบหนึ่ง ไป๋ซั่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ “ขอสนทนาเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่”


ฉินเหยารีบส่งสัญญาณให้หลิวฉีชำระเงินค่าสินค้างวดนี้พลางผายมือให้ไป๋ซั่นเป็นเชิงเชื้อเชิญ “พวกเราเข้าไปคุยรายละเอียดด้านในเถิด”


ไป๋ซั่นสั่งการผู้ติดตามของตนว่า “ชำระเงินให้เขาเสีย” แล้วเดินตามฉินเหยาเข้าไปในห้องเล็กสำหรับใช้ทำงานของนาง


ภายในห้องนั้นเรียบง่าย มีโต๊ะยาวสองตัว ตัวหนึ่งเป็นของช่างไม้หลิว บนโต๊ะเต็มไปด้วยเครื่องมือช่างไม้ บนพื้นมีแต่เศษขี้เลื่อย


ส่วนอีกตัวหนึ่งเป็นระเบียบเรียบร้อย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของฉินเหยา


ไป๋ซั่นส่งเสียงจิ๊จ๊ะสองคราขณะเดินผ่านหน้าโต๊ะที่รกรุงรังของช่างไม้หลิวแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งของฉินเหยา


ฉินเหยาเอ่ยถามเขาว่าดื่มชาหรือไม่ ไป๋ซั่นพยักหน้า ฉินเหยาจึงถือป้านชาที่ว่างเปล่า บอกให้เขารอสักครู่แล้วไปตักน้ำร้อนชงชาที่โรงอาหารใหญ่ด้วยตนเอง


“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านช่วยต้มน้ำให้ข้ากาหนึ่ง” ฉินเหยาส่งป้านชาไปให้อย่างเป็นธรรมชาติ


อาหารกลางวันกินกันเสร็จแล้ว นางเหอและนางชิวกำลังเก็บกวาดเตาไฟโดยมีฮวาเอ๋อร์เป็นผู้ช่วยตัวน้อย อีกสักครู่ก็เตรียมจะเลิกงานแล้ว


นับว่าโชคดีที่ฉินเหยามาได้ทันเวลา มิเช่นนั้นนางคงต้องก่อเตาใหม่อีกครั้ง ดูท่าว่าเมื่อถึงฤดูหนาว นางคงต้องเตรียมเตาถ่านไว้ในห้องเล็กของตนสักใบ เพื่อต้มน้ำร้อนและให้ความอบอุ่นอยู่เสมอ


นางเหอเดินเข้ามาอย่างเขินอายพลางรับป้านชาไป ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ จากนั้นร่างก็พลันแข็งค้างไป “พี่สะใภ้ใหญ่?”


“…อืม” นางเหอขานรับอย่างลังเล เมื่อเห็นฉินเหยามีสีหน้าตกตะลึงก็ยิ้มอย่างอายๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่แดงก่ำและ ‘ริมฝีปากสีแดงเพลิง’ “ชาดที่เจ้าสี่นำมาให้ เจ้าลองดูสิว่าข้าทาแล้วดูดีหรือไม่”


ฉินเหยาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พยายามควบคุมสีหน้าตกตะลึงของตน มองไปยังนางชิวที่หันหลังให้แสร้งทำเป็นยุ่งวุ่นวายอย่างลังเล “ท่านลองถามพี่สะใภ้รองดูสิว่าดูดีหรือไม่”


เมื่อถูกเรียกชื่ออย่างกะทันหัน นางชิวก็ร้อง “หา” พลางหันหน้ากลับมาอย่างงุนงง นางเหอจึงเอ่ยถามอย่างคาดหวัง “ดูดีหรือไม่”


“ดูดีสิ” นางชิวยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าเพื่อเป็นการยืนยัน เมื่อเช้าตอนออกจากบ้านนางก็ตอบคำถามนี้ไปแล้ว ไม่สิ ควรจะกล่าวว่าวันนี้นางตอบคำถามนี้แก่พี่สะใภ้ใหญ่ไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว


เพราะคนงานทุกคนที่พบเห็นพี่สะใภ้ใหญ่ในวันนี้ล้วนแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา


ฉินเหยาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา ทว่ายังคงอดกลั้นไว้ได้ เอ่ยกับนางเหอว่า


“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าเห็นคนในเมืองนิยมทาปากแบบลูกอิงเถาเล็กๆ ครั้งหน้าท่านลองทาดูสิ แน่นอนว่าข้ามิได้หมายความว่าที่ท่านทาอยู่นี้ไม่งดงามนะ”


นางเหอพลันเข้าใจในทันที นางตบฝาป้านชาในมืออย่างแรง มองค้อนไปยังนางชิวและฮวาเอ๋อร์อย่างขุ่นเคืองเล็กน้อย


“ข้าว่าแล้วเชียว พวกเจ้าไม่มีใครพูดความจริงเลยสักคน เมื่อเช้าตอนข้าออกจากบ้านก็รู้สึกไม่ชอบมาพากลแล้ว คนในเมืองเขาไม่ทาปากแบบนี้กัน!”


นางชิวและฮวาเอ๋อร์พลันถอนหายใจอย่างโล่งอก ตบหน้าอกตัวเองเบาๆ ทำให้คนตกใจไปเปล่าๆ พวกนางยังนึกว่านางเหอจะจับได้ว่าพวกนางโกหกว่าอีกฝ่ายแต่งหน้าแล้วดูดีเสียอีก


นางเหอหันกลับมา ส่งชาร้อนให้ฉินเหยาพลางยิ้มกล่าว “เดี๋ยวข้าจะกลับไปลองแต่งหน้าแบบผลอิงเถาที่เจ้าว่าดู”


ฉินเหยาพยักหน้า “ต้องดูดีแน่”


นางเหอปิดปากหัวเราะ ไม่รู้เพราะเหตุใด หลังจากใช้ชาดแล้ว นางรู้สึกว่าทั้งร่างของตนพลันดูอ่อนหวานมีเสน่ห์ขึ้นมาจนไม่กล้าหัวเราะเสียงดัง


มือใหม่ย่อมเป็นเช่นนี้ ล้วนเข้าใจได้ ต้องให้กำลังใจมากๆหน่อย ฉินเหยาคิดในใจ


กลับมาถึงห้องเล็ก รินชาร้อนให้ไป๋ซั่นถ้วยหนึ่งแล้วนั่งลงรอให้เขาเอ่ยปากพูดธุระ


ทั้งสองคนเป็นคนคุ้นเคยกันมานาน ไป๋ซั่นกระแอมให้คอโล่งก็ไม่พูดจาไร้สาระอีก หยิบสัญญาออกมาสองฉบับให้ฉินเหยาดู


เป็นสัญญาที่เขาลงนามไว้กับทางโรงงานผลิตพู่กัน เขาเพียงดึงตรงกลางออกมาสองแผ่นให้ฉินเหยาดูยอดสั่งซื้อด้านบน


“จังหวัดจื่อจิงของพวกเรานี้ดีนัก สามารถหาขนแกะชั้นดีได้จึงมีโรงงานผลิตพู่กันใหญ่โตเช่นนี้ ถึงสามารถได้รับคำสั่งซื้อมากมายถึงเพียงนี้” ไป๋ซั่นกล่าวอย่างมีความสุข


ฉินเหยามองดู ‘กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนหนึ่งแสนกล่อง’ และ ‘กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนห้าหมื่นกล่อง’ บนสัญญาทั้งสองฉบับก็อดที่จะยกมุมปากขึ้นมิได้


“ข้าก็ไม่ปิดบังท่านแล้ว ตัวเลขนี้ สามารถทำให้ข้าเปิดสายการผลิตใหม่ในโรงงานได้สองสาย เพียงพอให้พวกเราทำได้ถึงสองปี”


กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนกล่องละแปดเหวิน หนึ่งแสนห้าหมื่นกล่องก็คือคำสั่งซื้อมูลค่าถึงหนึ่งพันสองร้อยตำลึงเงิน


ทางด้านพ่อค้าไม้ ยิ่งสั่งซื้อไม้ในปริมาณมากราคาก็ยิ่งถูกลง เมื่อมีปริมาณการสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนอยู่แล้ว ต้นทุนค่าไม้เฉพาะสำหรับกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนสามารถกดลงได้ถึงสองส่วน


กลับเป็นค่าจ้างคนงานที่กินส่วนแบ่งถึงสามส่วน เมื่อหักค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดและภาษีอื่นๆแล้ว นางกับช่างไม้หลิวยังสามารถได้กำไรเกือบสี่ส่วน


เปิดสายการผลิตใหม่สองสาย ค่าจ้างคนงานสองปีล้วนมั่นคงแล้ว!


กล่าวได้เพียงว่าข่าวที่ไป๋ซั่นนำมาในวันนี้ ช่างถูกจังหวะถูกเวลาเสียจริง


นางกำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อรับเงินส่วนที่เหลือกับห้างการค้าฟู่หลง กระแสเงินสดจึงไม่ขาดมือ


อีกทั้งหากทางห้างการค้ายังมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาอีก นางก็สามารถนำใบสั่งซื้อไปหาเถ้าแก่ฟางที่เป็นพ่อค้าไม้เพื่อลดราคาค่าไม้ลงได้อีกเล็กน้อย


ฉินเหยาคืนสัญญาให้ไป๋ซั่นพร้อมเอ่ยถามว่าเขาสามารถให้เงินมัดจำแก่นางได้กี่ส่วน


“หนึ่งส่วน หลังจากยอดเกินกว่าเงินมัดจำหนึ่งส่วนแล้ว รับสินค้าครั้งใดข้าจะชำระเงินสดครั้งนั้น” ไป๋ซั่นเองก็เป็นเฒ่าเจ้าเล่ห์เช่นกัน เรื่องเงินมัดจำนี้ แน่นอนว่ายิ่งน้อยยิ่งดี


หากไม่มีเลยก็จะยิ่งดีเยี่ยม!


“ท่านฝันหวานไปแล้ว!” ฉินเหยาปฏิเสธทันควันแล้วกำหนดราคาใหม่ “เห็นแก่ที่ท่านช่วยเปิดช่องทางจำหน่าย สองส่วนครึ่ง ลดไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว”


ไป๋ซั่นจุปากทันที “เจ้าพูดถึงขนาดนี้แล้วก็ควรจะรู้ถึงคุณความดีของข้าบ้าง หากไม่มีข้า เจ้าจะไปได้คำสั่งซื้อใหญ่โตเช่นนี้มาจากที่ใด อีกอย่างเจ้าก็มีโรงงานอยู่แล้ว ห้างการค้าฟู่หลงนั่นไม่ได้มาจึงไม่รู้ถึงลูกไม้ของพวกเจ้า”


“แต่ข้าไม่เหมือนกัน จำนวนหีบหนังสือที่เจ้าผลิตในแต่ละเดือนข้ารู้ดีอยู่แก่ใจ เวลาทำงานและคนงานที่เหลือ เจ้าต้องให้พวกเขาทำกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนเป็นแน่ ดังนั้นอย่ามาพูดเรื่องสายการผลิตใหม่กับข้า พวกเราต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าว หนึ่งส่วนครึ่ง!”


ฉินเหยากุมหน้าผาก เจอคนตาแหลมคมเช่นนี้ ช่างน่าปวดหัวเสียจริง


นางยอมจำนน “ข้าให้ราคาจริงเลย สองส่วน ต่ำกว่าสองส่วนข้าทำไม่ได้!”


ไป๋ซั่นหัวเราะ นี่ก็เป็นขีดจำกัดของเขาเช่นกัน สองสหายเก่าพูดคุยกันเหมือนเปิดไพ่เล่น แต่สุดท้ายก็ยังต้องต่อรองกันอยู่ดี


ฉินเหยากล่าว “วันนี้พวกเราก็ลงนามในใบสั่งซื้อกันเลย ข้าได้รับเงินแล้ว มะรืนนี้ก็จะไปเอาวัตถุดิบที่เมืองหลวงของมณฑลแล้วจะรีบเริ่มการผลิตให้ท่านทันที”


“ไม่ได้” ไป๋ซั่นทำท่าได้คืบจะเอาศอกอีกแล้ว “พรุ่งนี้ก็เริ่มผลิตเลย ข้าไม่ได้ยินเสียงการทำงานในโรงงานของพวกเจ้าเลย คนงานก็เหลืออยู่ไม่กี่คน นี่ทำงานของคำสั่งซื้อก่อนหน้าเสร็จล่วงหน้าแล้วพากันหยุดพักผ่อนรึ”


ฉินเหยากัดฟัน “ข้าเสียใจจริงๆ ที่นำท่านเข้ามาในโรงงาน!”


ผู้จัดจำหน่ายล้วนเป็นนายท่านใหญ่ ฉินเหยาถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วส่งคนไปตามหลิวจี้ที่บ้าน ให้เขามาช่วยร่างสัญญาให้


มีคนเขียนแทนอยู่แล้ว ไม่ใช้ก็เสียเปล่า


ตอนที่ 335: โฉมงามเหยา


เมื่อเขียนสัญญาเสร็จสิ้น หลิวจี้ก็บรรจงเป่าหมึกบนนั้นจนแห้งสนิทแล้วยื่นสัญญาไปเบื้องหน้าฉินเหยาด้วยสองมือ ยิ้มร่าแล้วกล่าวว่า “เมียจ๋า โปรดตรวจดูด้วย”


ฉินเหยารับมาอ่านดูรอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาจึงส่งให้ไป๋ซั่นอีกครั้ง เมื่อตรวจสอบยืนยันอีกรอบว่าถูกต้องแล้ว ทั้งสองคนก็ลงนามประทับลายนิ้วมือบนแผ่นกระดาษ


ขั้นตอนการรับรองโดยทางการนั้น ในพื้นที่ชนบทไม่ได้เคร่งครัดกันจึงมิได้ทำ


ถึงทำไปก็มิได้มีประโยชน์อันใดนัก ข้อกฎหมายยังไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังมีชนชั้นอภิสิทธิ์ กฎเกณฑ์ที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรกลับมีอำนาจผูกพันน้อยกว่าธรรมเนียมปฏิบัติที่ยอมรับกันทั่วไป


ไป๋ซั่นเตรียมตัวมาพร้อมอยู่แล้ว เขาวางเงินมัดจำสองส่วนจำนวนสองร้อยสี่สิบตำลึงลงทันที หยิบสัญญาขึ้นมาแล้วนำกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนกว่าหกร้อยกล่องจากไปอย่างพึงพอใจ


หลิวจี้อดกลั้นไว้นานแล้ว ในที่สุดก็มีโอกาสกล่าวขึ้นประโยคหนึ่ง “ครานี้เป็นคำสั่งซื้อใหญ่อีกแล้ว เมียจ๋า โรงงานเครื่องเขียนของเจ้ากิจการดีขึ้นเรื่อยๆเลยนะ…”


ฉินเหยายกมือขึ้นขัดจังหวะ กอดอกถามตรงๆว่า “เจ้าคิดจะทำอันใด พูดมาตรงๆ!”


“ฮิฮิ~” หลิวจี้เองก็มิได้คิดจะทำอันใด เขาเพียงแค่อยากจะเตือนฉินเหยาไม่ให้ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้ “เมียจ๋า ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่าจะสร้างห้องหนังสือให้ข้า ที่หน้าประตูยังต้องปลูกดอกเหมย กล้วยไม้ ไผ่ และเบญจมาศด้วย เจ้ายังมิได้ลืมใช่หรือไม่”


ฉินเหยาเบ้ปาก “มิได้ลืม” …เสียเมื่อไหร่!


ฉินเหยาหยิบสัญญาขึ้นมาเพื่อไปปรึกษาหารือกับช่างไม้หลิวเรื่องการเพิ่มสายการผลิตใหม่ ทว่ากลับพบว่าหลิวจี้ตามมาด้วย ฉินเหยาจึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้ารู้แล้วน่า จะสร้างห้องหนังสือให้เจ้า รอข้าจัดการธุระช่วงนี้เสร็จสิ้น กลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลแล้วจะจัดการให้”


“แต่ว่า!” น้ำเสียงพลันเปลี่ยนไป ฉินเหยาเอ่ยเตือน “เจ้าก็ต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นเช่นกันว่าเจ้าคู่ควรกับห้องหนังสือใหม่ มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง!”


กล่าวจบก็โบกมือไล่ ส่งสัญญาณให้หลิวจี้หลีกไป อย่ามาขัดขวางความเร็วในการหาเงินของนาง


หลิวจี้มองตามฉินเหยาที่เดินจากไปจนลับตา ด้วยความโมโหจึงชกอากาศไปสองหมัด เท้าสะเอวแล้วเลียนเสียงพูดของฉินเหยาอย่างประชดประชัน “‘เจ้าก็ต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเจ้าคู่ควรกับห้องหนังสือใหม่~’ มีเงินนี่มันยิ่งใหญ่จริงๆนะ~”


ดูถูกใครกัน!


เขาจะพิสูจน์ให้นางดูเดี๋ยวนี้ ว่าเขาไม่เพียงคู่ควรกับห้องหนังสือหนึ่งห้อง ต่อให้เป็นสิบห้องร้อยห้องก็ยังได้!


ยามเย็น ฉินเหยาจัดการธุระในโรงงานเสร็จสิ้นแล้วจึงกลับมาถึงบ้าน เมื่อก้าวเข้าประตูก็สังเกตเห็นว่าบรรยากาศในบ้านค่อนข้างแปลกประหลาด


เด็กๆที่เคยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกลับเงียบกริบ ทุกคนล้วนตั้งหน้าตั้งตาคัดอักษรทำการบ้านอยู่ในห้องอย่างเรียบร้อย


ฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวนั่งอยู่คนละมุมในห้องโถง ผู้น้อยอ่านตำรา ผู้สูงวัยกว่าเล่นหมากล้อมกับตนเอง


อาวั่งกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ในห้องครัว เด็กรับใช้ข้างกายและสาวใช้กำลังช่วยเป็นลูกมือให้เขา


เดิมทีควรจะครึกครื้นอย่างยิ่ง ทว่ากลับเงียบสงัด ทุกคนอาศัยเพียงท่าทางและสายตาในการสื่อสาร


ฉินเหยากวาดตามองไปรอบๆ กำลังคิดจะถามถึงเจ้าหลิวสามคนไร้ประโยชน์นั่น


ทันทีที่กำลังจะเอ่ยปากก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์สีขาว มือประคองช่อดอกฉูจวี๋ ป่าเล็กๆ เดินออกมาจากสวนหลังบ้าน


ผมดำขลับปล่อยสยาย ยาวเลยบั้นเอว ทิ้งตัวลงมาเบื้องล่าง ปลิวไสวไปตามลม ดูสง่างามและหล่อเหลายิ่งนัก


บุรุษรูปงามถือดอกไม้สด ค่อยๆเยื้องย่างเข้ามา นัยน์ตาดอกท้อเปี่ยมรักจับจ้องมองมาที่นางไม่วางตา เดินพลางขับขาน


“มีโฉมงามหยาดเยิ้ม นามว่าเหยา…”


“ลำคอขาวผ่องดุจตัวอ่อนของแมลง ฟันเรียงงามขาวดังเมล็ดแตง หน้าผากงามดุจจั๊กจั่น คิ้วโก่งเรียวดังหนวดผีเสื้อ รอยยิ้มแฉล้มน่ามอง ดวงตาพริ้มพรายชวนฝัน เมื่อได้เห็นแล้วยากจะลืมเลือน…”


มอบดอกไม้สดให้แล้ว หลิวจี้ยืนไพล่มือไว้ด้านหลัง ยิ้มละไมและกล่าวว่า “วันนี้ท่านอาจารย์กับศิษย์พี่ลงมือแต่งทำนองเพลง ‘โฉมงาม-เหยา’ นี้ให้ข้าด้วยตนเอง เมียจ๋าคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง ท่วงทำนองไพเราะวิเศษ ชวนให้ดื่มด่ำมิรู้ลืมเลยใช่หรือไม่”


ฉินเหยารับดอกไม้สดมา ยิ้มแฝงนัยลึกซึ้ง เพื่อห้องหนังสือห้องเดียว ช่างทุ่มเทเสียจริง


ทุกคนในห้องครัว ห้องเด็กและห้องโถงต่างพร้อมใจกันเงี่ยหูฟัง


หลิวจี้ยกมือขึ้นปัดเส้นผมซุกซนที่ถูกลมพัดมาปรกดวงตาเบาๆ ยิ้มแย้มดุจดอกไม้แรกแย้ม


ฉินเหยาก้มลงมองดอกฉูจวี๋ป่าในมือแล้วเงยหน้ามองบุรุษตรงหน้าที่ทั่วทั้งร่างอบอวลไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจ โยนดอกไม้ใส่อ้อมอกเขา หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “นำไปปักแจกันแล้วเอาไปไว้ในห้องข้า”


หลิวจี้รีบขานรับ “ได้!” ทันที เมื่อนางยิ้มให้เขาก็มีกำลังใจขึ้นมาพลางกล่าวอย่างปรีดาว่า “เมียจ๋า หากเจ้าชอบฟัง ต่อไปข้าจะแต่งกลอนขับร้องให้เจ้าฟังทุกวัน”


กล่าวจบก็วิ่งไปหาแจกันอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ปักดอกไม้เสร็จเรียบร้อยก็อุ้มเข้าไปไว้ในห้องของนาง วางไว้ในตำแหน่งที่เด่นที่สุดในห้อง จากนั้นถึงโผล่หน้าออกมาทางหน้าต่าง ส่งยิ้มสดใสให้นาง


ฉินเหยาเลิกคิ้วมองสำรวจเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ส่งเสียง “จุ๊ๆ” สองครา นางยิ้มพลางพับแขนเสื้อขึ้น หันไปตักน้ำที่ข้างโอ่งน้ำเพื่อล้างมือเตรียมกินอาหารเย็น


มิน่าเล่าขุนนางภักดีแต่โบราณจึงมักถูกขุนนางคดโกงใส่ร้าย ส่วนผู้มีอำนาจก็มักจะมองไม่เห็นความเลวร้ายของเหล่าขุนนางคดโกงเหล่านั้น


เขาจะเป็นคนชั่วไปได้อย่างไร


เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนที่ตั้งอกตั้งใจแต่งโคลงกลอนประพันธ์เพลงเพื่อเอาใจข้าให้มีความสุขต่างหากเล่า!


อาวั่งถือกับข้าวเดินออกมาจากห้องครัว ผ่านฉินเหยาที่อยู่ข้างโอ่งน้ำ เมื่อเห็นมุมปากของนางยกสูงขึ้นมุมปากก็พลันกระตุกเล็กน้อย เขาส่ายหน้าพลางสูดหายใจเข้าลึก ตะโกนลั่น “กินข้าวได้แล้ว!”


ทุกคนที่กำลังชมละครอยู่พลันกลับเข้าประจำที่ หากไม่กระตือรือร้นเรื่องกินอาหาร ความคิดก็คงมีปัญหา บัดนี้เรื่องสนุกก็ได้ชมแล้ว ถึงเวลากินข้าวแล้วล่ะ


บนโต๊ะอาหาร หลิวจี้ขมีขมันคีบกับข้าวให้ฉินเหยา ความสามารถในการสังเกตสีหน้าแววตาของเหล่าสาวใช้ในจวนตระกูลฉี เขาไปเรียนรู้มาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ นอกจากจะเอาใจฉินเหยาแล้ว ยังไม่ลืมที่จะเอาอกเอาใจประจบประแจงท่านอาจารย์ของตนอีกด้วย


เขาเพียงคนเดียวกลับสามารถสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง บรรยากาศจึงกลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง


หลังอาหารเย็น ฉินเหยากลับเข้าห้องไปหยิบเงินออกมา พอเงยหน้าขึ้นไปที่ระเบียงทางเดิน หลิวจี้ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้านางในทันที


“เมียจ๋ามีสิ่งใดจะสั่งหรือ” หลิวจี้เช็ดเม็ดเหงื่อบนหน้าผากที่ผุดขึ้นมาเพราะกวาดพื้นเช็ดโต๊ะ พลางกล่าวอย่างยินดี “ข้ายินดีรับใช้เมียจ๋าเป็นอย่างยิ่ง!”


ฉินเหยาพลันรู้สึกว่าวันนี้เขาดูน่ามองกว่าปกติมากนักจึงไม่พูดอ้อมค้อม ยื่นเงินสามตำลึงที่หยิบมาให้เขา


“ดูท่าเจ้าก็รู้แล้วว่าคงรอไม่ไหว มะรืนนี้ข้าต้องไปเมืองหลวงของมณฑล อาจใช้เวลาสามถึงห้าวันจึงจะกลับ เจ้าก็เอาเงินไปหาคนมาสร้างห้องหนังสือของเจ้าเองเถิด”


อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็มิได้ไปสำนักศึกษาในอำเภอแล้ว อีกทั้งยังมีกงเหลียงเหลียวคอยสั่งสอนอยู่ที่บ้าน เวลาว่างย่อมมีมากกว่าแต่ก่อน อยู่ว่างๆก็เสียเปล่า..


อีกทั้งยังเคยมีส่วนร่วมในการปรับปรุงบ้านเก่าทางนั้น สั่งสมประสบการณ์มาบ้างแล้ว เหมาะที่จะเป็นผู้คุมงานพอดี


หลิวจี้พอเห็นเงินตาสองข้างก็ลุกวาว ตบอกรับประกันว่า “เมียจ๋าวางใจเถิด ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย!”


ในใจโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง ‘ในที่สุดข้าก็จะมีห้องใหม่เป็นของตัวเองแล้วโว้ย!’


การที่เขาใช้รูปลักษณ์ประจบเอาใจเช่นนี้ทำให้กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนขมวดคิ้วมุ่น โกรธเคืองในความไม่เอาไหนของเขา


แต่พอคิดถึงคราวก่อนที่หลิวจี้ถูกทุบตีจนเกือบจะสิ้นลมหายใจก็ได้แต่ไว้อาลัยให้เขาในใจ


เมื่อทราบว่าฉินเหยาจะต้องจากบ้านไปหลายวัน พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็รู้สึกเศร้าใจอยู่บ้าง


ฉินเหยาปลอบโยนว่า “นี่มิใช่ว่ายังมีท่านพ่อของพวกเจ้าอยู่หรือ เมื่อข้าไม่อยู่ หากมีเรื่องอันใดพวกเจ้าก็ไปหาเขาได้”


เมื่อก่อนตอนที่หลิวจี้ยังมิได้ไปสำนักศึกษา เวลาที่นางไม่อยู่บ้าน เขาก็จัดการธุระในบ้านได้เรียบร้อยเป็นอย่างดี


เกี่ยวกับเรื่องการเป็นพ่อบ้าน ฉินเหยายังคงเชื่อมั่นในตัวหลิวจี้อยู่


อีกทั้งยังมีอาวั่งคอยดูแลอยู่ ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดเกิดขึ้น


“รีบไปนอนกันเถิด พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้า ข้าเองก็ต้องเตรียมตัวเช่นกัน” ฉินเหยาเอ่ยเร่งพลางยิ้ม


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางพยักหน้าราวกับว่านางจะจากไปในวันพรุ่งนี้ เดินไปสามก้าวก็ต้องหันกลับมามองหนึ่งครั้งแล้วจึงกลับเข้าห้องไป


ส่วนฝาแฝดกลับดีใจ พวกเขาสามารถนอนห้องเดียวกับฉินเหยาได้จึงเดินเข้าห้องไปจุดตะเกียงอย่างว่าง่าย รอท่านแม่ของตนเข้ามา


ในบ้านยังมีแขกอยู่ ฉินเหยาจึงตั้งใจไปบอกกล่าวกับกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนว่าตนเองจะต้องจากไปหลายวัน ทั้งสองฝ่ายแสดงความเข้าใจ บอกให้นางไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขา


จากนั้นก็ให้เงินอาวั่งเพิ่มไว้อีกเล็กน้อยเพื่อสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ฉินเหยาถึงได้กลับเข้าห้องไปนอน


ตอนที่ 336: ลงมือก่อน รายงานทีหลัง


วันรุ่งขึ้น


ฉินเหยาไปถึงโรงงานตั้งแต่เช้าตรู่ อาศัยช่วงที่เหล่าคนงานยังมิได้เริ่มงาน เขียนแผนการก่อสร้างสายการผลิตใหม่ฉบับย่อขึ้นมาฉบับหนึ่ง


รอจนกระทั่งเหล่าหัวหน้างานจัดการมอบหมายงานการผลิตของวันนี้เรียบร้อยแล้วจึงเรียกทุกคนมาประชุมสั้นๆ ที่ห้องเล็กเพื่อหารือเรื่องการผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียน


ครั้งแรกยังไม่คุ้นเคย ครั้งที่สองย่อมชำนาญขึ้น ด้วยมีประสบการณ์จากการก่อตั้งโรงงานใหม่มาก่อนหน้านี้ เหล่าหัวหน้างานเช่นช่างไม้หลิว อวิ๋นเหนียง หลิวฉี และหลิวจ้งต่างก็คุ้นเคยกับรูปแบบและจังหวะการทำงานของฉินเหยาแล้ว การประชุมดำเนินไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็สามารถมอบหมายงานของแต่ละคนเสร็จเรียบร้อย


เมื่อจัดการทุกอย่างที่สามารถจัดการได้ลงตัวแล้ว ในที่สุดฉินเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก ยามเที่ยงมิได้กินอาหารที่โรงอาหารพร้อมกับทุกคน แต่กลับบ้านไปให้อาวั่งทำอาหารพิเศษให้กิน


หลังกินอาหารกลางวันและพักผ่อนสักครู่ก็ลุกขึ้นเริ่มจัดเตรียมสัมภาระ


ชุดเสื้อผ้าหนึ่งชุดสำหรับเปลี่ยนซัก ธนูและลูกธนู หนังยางดีดและอาวุธอื่นๆที่ต้องพกติดตัว อีกไม่กี่วันข้างหน้าฝนน่าจะตก หมวกงอบและเสื้อกันฝนฟางก็ต้องนำไปด้วยเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน สุดท้ายก็เพิ่มผ้าห่มผืนบางเข้าไปอีกผืน เผื่อโชคร้ายต้องค้างแรมกลางแจ้งก็ยังพอได้ห่ม


จริงสิ ยังมีเงินที่สำคัญที่สุด สิ่งนี้ต้องพกไปให้เพียงพอ


สิ่งของที่ต้องนำไปทั้งหมดวางอยู่บนโต๊ะ ฉินเหยาหาผ้ากันน้ำผืนหนึ่งมาโดยเฉพาะ ห่อของเหล่านี้ให้เรียบร้อยแล้วยัดใส่ถุงตาข่ายที่สานจากเชือกป่าน ถึงเวลาค่อยแขวนไว้บนหลังม้าก็ใช้ได้


ทางฉินเหยาเพิ่งจะจัดของเสร็จ ทางด้านหลิวจี้สามศิษย์อาจารย์ก็ขับรถม้ากลับมาจากหมู่บ้านเซี่ยเหอพอดี


เช้าตรู่ของวันนี้ กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนถูกหลิวจี้หลอกล่อให้ออกจากบ้าน ตามเขาไปสั่งอิฐและกระเบื้องที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ ถือโอกาสท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงแถวนั้นไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งบ่ายคล้อยป่านนี้จึงเพิ่งกลับมา


สามศิษย์อาจารย์ดูมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง เมื่อลงจากรถม้า หลิวจี้ก็แบกกงเหลียงเหลียว ฉีเซียนกวนถือผ้าห่มของท่านอาจารย์ ส่วนสือโถวแบกรถเข็น ทั้งสี่คนยังคงพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นถึงโรงโม่น้ำที่เพิ่งเห็นในหมู่บ้านเซี่ยเหอว่าให้ความรู้สึกเหมือนวิชากลไกของตระกูลโม่


ทันใดนั้นเองก็เหลือบไปเห็นฉินเหยานั่งอยู่ที่ประตูห้องโถง กำลังกินถั่วลิสงทอดและดื่มชารสอ่อน ท่าทางสบายอารมณ์ยิ่งนัก ศิษย์อาจารย์ไม่กี่คนต่างมีท่าทีประหลาดใจ


เพราะปกติแล้วฉินเหยามักจะยุ่งอยู่เสมอตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนแทบไม่เห็นเงา พอเห็นนางในเวลากลางวันเช่นนี้จึงรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง


กลุ่มศิษย์อาจารย์ที่เมื่อครู่ยังพูดคุยหัวเราะกันอยู่พลันเงียบลงทันทีอย่างไม่มีสาเหตุ คนที่จะเข้าห้องก็เข้าห้อง คนที่จะไปห้องน้ำก็ไปห้องน้ำ เหลือเพียงหลิวจี้ที่ยังคงยืนอยู่ในลานบ้าน


“เมียจ๋า เจ้าจัดของเสร็จหมดแล้วหรือ” เมื่อเหลือบเห็นว่าเสื้อกันฝนฟางชุดหนึ่งหายไปจากผนังห้องโถง หลิวจี้ก็แสร้งหาเรื่องชวนคุยเพื่อหยั่งเชิงถาม


ฉินเหยาพยักหน้าตอบรับคำหนึ่ง ถามฉีเซียนกวนที่กำลังจะเดินผ่านข้างกายนางไปว่า “กินถั่วลิสงหรือไม่”


“ขอบคุณฮูหยิน ไม่ล่ะขอรับ” ฉีเซียนกวนปฏิเสธอย่างสุภาพ จำใจฝืนทนเดินกลับไปยังห้องเด็ก ตั้งใจจะงีบหลับในช่วงบ่าย


ในใจก็ลอบภาวนาให้บ้านพักรับรองทางนั้นสร้างเสร็จโดยเร็ว เช่นนี้จะได้รู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นบ้าง


พูดไปก็น่าแปลก แม้ฉินเหยาจะยิ้มอยู่ เขาก็ยังรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นครอบงำอยู่เหนือศีรษะ เดิมทีคิดว่าเป็นเพียงเขาคนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้ แต่เมื่อลองถามสือโถวและคนอื่นๆก็ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน


กงเหลียงเหลียวนั้นภายนอกดูสุขุม แต่ความจริงแล้วก็ไม่ชอบอยู่ร่วมพื้นที่เดียวกับฉินเหยาสองต่อสองเช่นกัน เขาจะรู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา แปลกประหลาดนัก


สุดท้ายศิษย์อาจารย์ทั้งสองก็ได้คำตอบว่า ทั้งหมดเป็นเพราะหลิวจี้! ทำให้พวกเขาทั้งสองต้องตกอยู่ภายใต้เงาของฉินเหยาไปพร้อมกับอีกฝ่ายด้วย!


ใช่แล้ว เป็นเช่นนี้เอง! หากหลิวจี้เข้มแข็งกว่านี้สักหน่อย พวกเขาก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หรอก!


ฉินเหยายักไหล่ ถามหลิวจี้ว่าตั้งใจจะสร้างห้องขนาดใหญ่เพียงใด ซื้ออิฐและกระเบื้องมาจำนวนเท่าใด


เมื่อคืนหลิวจี้อดนอนอยู่ในห้องโถงทั้งคืนก็เพื่อออกแบบห้องหนังสือใหม่ของตนเอง เมื่อฉินเหยาเอ่ยถามขึ้นมาตอนนี้ เขาก็หยิบแบบร่างออกมาอวดให้นางดูอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง


ขนาดที่เขากำหนดนั้นพอเหมาะพอเจาะอย่างยิ่ง ขนาดห้องพอๆกับห้องของฉินเหยา แต่ก็กว้างขวางกว่าเดิมมากนัก


ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ข้างยุ้งฉางในสวนหลังบ้าน หน้าต่างทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกล้วนเปิดออก ทิศเหนืออยู่ติดกับยุ้งฉาง ส่วนทิศใต้ติดกับห้องของฉินเหยา


เพื่อความสะดวกในการเข้าออก เขาตั้งใจจะทุบห้องเล็กเดิมของตนให้ทะลุถึงกัน ทำทางเดินเชื่อมก็จะสามารถเดินตรงไปยังเรือนส่วนหน้าได้


แต่หากทำเช่นนี้ พื้นที่ใช้สอยในสวนหลังบ้านก็จะลดลงไปครึ่งหนึ่งทันที


ไม่ต้องรอให้ฉินเหยาขมวดคิ้ว หลิวจี้ที่รู้ว่านางและต้าหลางยังต้องใช้สวนหลังบ้านเพื่อฝึกวรยุทธ์ก็รีบกล่าวเสริมขึ้น


“ข้าตั้งใจจะปรับพื้นที่รกร้างด้านนอกประตูหลังบ้านของเราทั้งหมดให้ราบเรียบ และจะล้อมรั้วแปลงผักของบ้านเราด้วย เช่นนี้ก็จะดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เมียจ๋า เจ้ากับต้าหลางก็จะมีสถานที่ฝึกวรยุทธ์ที่กว้างขวางขึ้นให้ได้ใช้ออกกำลังกายกัน”


อีกทั้งต่อไปหากมีแขกมา รถม้าก็จะมีที่จอด ไม่ต้องไปจอดเบียดเสียดกันที่ลานกว้างหน้าประตูใหญ่อีกต่อไป


เมื่อเห็นฉินเหยาค่อนข้างพอใจ หลิวจี้ก็ยื่นนิ้วออกมา ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ถูกันไปมา “เพียงแต่ค่าใช้จ่ายนี้ อาจจะต้องเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย… ไม่มากหรอก ขออีกสักสองตำลึงก็พอแล้ว!”


ฉินเหยายกมือขึ้นตบเข้าที่ฝ่ามือที่ยื่นมานั้นอย่างแรง “หลิวจี้ เจ้ายังเรียนรู้วิธีลงมือก่อนแล้วค่อยรายงานทีหลังมาด้วยหรือ!”


นางขู่เสียงต่ำ “คิดว่าในบ้านมีแขกอยู่ ข้าก็จะไม่กล้าลงมืออัดเจ้าหรืออย่างไร”


หลิวจี้กุมฝ่ามือที่แดงก่ำและบวมเป่งขึ้นมาทันที เขาสูดปากเบาๆด้วยความเจ็บปวดแล้วรีบส่ายหน้ากล่าวประจบเอาใจ


“มิใช่.มิใช่ เมียจ๋า เจ้าเข้าใจข้าผิดไปแล้ว ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อครอบครัวของเรานะ เดิมทีคนก็มากสถานที่ก็คับแคบ การจะลงมือก่อสร้างแต่ละครั้งย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุใดจึงไม่ทำให้เสร็จสิ้นไปพร้อมกันเสียเลย จะได้ไม่ต้องให้เมียจ๋าต้องกังวลใจอีกในภายหน้า”


พูดพลางก็มองเห็นแววตาเย็นชาของฉินเหยาอ่อนลงบ้างจึงทำหน้าจริงจังกล่าวต่อไปว่า “ข้าเห็นเมียจ๋าต้องตรากตรำทำงานหนักอยู่ข้างนอก ตากแดดตากลม ส่วนข้าผู้เป็นบุรุษอกสามศอกกลับนั่งอ่านตำรากินอิ่มนอนอุ่นอยู่ในบ้าน รู้สึกละอายใจยิ่งนัก…”


“เมียจ๋า ต่อไปหากมีเรื่องอันใดในบ้าน เจ้ามอบหมายให้ข้าได้เลย เช่นงานวิ่งเต้นในโรงงานเหล่านั้น หากพอจะใช้ข้าได้ เจ้าเพียงสั่งมาคำเดียว ข้าก็ไม่ขออะไรมาก ขอเพียงสินน้ำใจเล็กน้อยเหมือนกับคนอื่นๆ ก็พอ”


กล่าวจบก็กะพริบตาปริบๆ มองด้วยใบหน้าที่จริงใจ ตลอดการสนทนามิได้เอ่ยคำว่าเงินออกมาสักคำ แต่ทุกประโยคล้วนเป็นการขอเงิน


หากมิใช่เพราะรู้จักนิสัยของเขาดี ฉินเหยาคงหลงเชื่อไปแล้วจริงๆ ว่าเขาเปลี่ยนเป็นคนขยันหมั่นเพียรขึ้นมาแล้ว


ทว่านางก็มิได้เปิดโปงออกมา พูดออกมาก็เสียบรรยากาศเปล่า หลิวจี้คนหน้าด้านไร้ยางอายผู้นี้ย่อมไม่รู้จักคำว่ากระอักกระอ่วนใจอยู่แล้ว


ฉินเหยานึกถึงเรื่องที่ตนรับปากช่างไม้หลิวว่าจะเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือขึ้นอีกครั้ง ดวงตาก็กลอกไปมา มองไปยังดวงตาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังของหลิวจี้แล้วลองเอ่ยถามหยั่งเชิง


“เจ้าทั้งต้องปรับปรุงบ้านเก่า ทั้งต้องสร้างห้องหนังสือที่บ้าน วันธรรมดายังต้องดูแลท่านอาจารย์อ่านตำราเรียนหนังสืออีก จะยังมีเวลาว่างไปวิ่งเต้นทำงานที่โรงงานของข้าอีกหรือ”


“มีสิ!” หลิวจี้ขานรับอย่างตื่นเต้น


พอได้ยินฉินเหยาพูดถึงเรื่องชั้นเรียนสอนหนังสืออีกก็ยิ่งมีความมั่นใจ กล่าวว่า “บ้านเก่าใกล้จะเสร็จแล้ว ให้ศิษย์พี่ดูแลคนเดียวก็พอ เรื่องสร้างห้องหนังสือที่บ้านก็ยังไม่เร่งรีบ ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มเตรียมวัตถุดิบ อย่างไรก็ต้องรอให้บ้านเก่าสร้างเสร็จ ให้ศิษย์พี่ย้ายเข้าไปอยู่ก่อนแล้วจึงค่อยเริ่มงาน”


“ส่วนเวลาที่เหลือ ข้าจะตื่นเช้าขึ้นหนึ่งชั่วยามเพื่อท่องตำรา เวลากลางวันก็ดูแลท่านอาจารย์ พอโรงงานเลิกงานตอนเย็นก็ไปที่ชั้นเรียนสอนหนังสือ สอนจบแล้วก็ยังกลับมากินอาหารเย็นที่บ้านได้ทันเวลา ไม่มีสิ่งใดติดขัดเลย”


ฉินเหยาคิดในใจว่าหากเจ้าขยันเช่นนี้ตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องถูกตีแล้ว นางพยักหน้า “เช่นนั้นก็ได้ ทำตามกฎเดิม โรงงานจะจัดหาสถานที่และตำราเรียนให้ เจ้าเป็นผู้สอน เก็บค่าเล่าเรียนเอง ราคาให้ยึดตามเดิม ห้าเหวินต่อหนึ่งภาคเรียน หนึ่งภาคเรียนเรียนครึ่งเดือน”


หลิวจี้เกือบจะอดกลั้นไม่ไหวแล้วหลุดหัวเราะออกมา เขาพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามือที่บวมแดงนั้นไม่เจ็บปวดอีกต่อไป ประสานหมัดคารวะอย่างหนักแน่น “น้อมรับบัญชา!”


ตอนที่ 337: เงินงวดสุดท้ายถึงมือ


ท้องฟ้าโปรยปรายด้วยสายฝนบางเบา ยามเช้าตรู่ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง ฉินเหยาก็สวมเสื้อกันฝนฟาง สวมหมวกงอบ ขี่ม้าออกจากหมู่บ้านไป


หลิวจี้ยืนทำทีประจบประแจงอยู่ที่ลานกว้างหน้าประตูบ้าน มองส่งนางจากไปไกล จนกระทั่งร่างของนางลับหายไปจากสายตาก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเข้าบ้าน


พอคิดว่าฉินเหยาไม่อยู่บ้านหลายวัน ตอนนี้ตนเองใหญ่ที่สุดในบ้านแล้ว หลิวจี้ก็ยกมือปิดปากแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่


ยิ่งลองหยิบเงินสองตำลึงที่นางให้เพิ่มไว้ก่อนไปขึ้นมาดู ดวงตาก็ยิ่งโค้งเป็นรอยยิ้ม


ฉีเซียนกวนนั่งจุดเทียนอ่านตำราอยู่ในห้องโถง เมื่อเห็นท่าทางใจแคบไม่เป็นผู้ใหญ่ของคนบางคนในลานบ้านก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ เมื่อภูเขาไร้พยัคฆ์ วานรก็ตั้งตนเป็นเจ้า


วันฝนตก ท้องฟ้ามืดครึ้มตลอดทั้งวัน ฉินเหยาควบม้าเร็วรุดหน้าไป ยามเที่ยงก็เดินทางถึงโรงเตี๊ยมของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเกา


พักผ่อนเล็กน้อยแล้วร่วมกินข้าวกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเกาหนึ่งมื้อ ซื้อเสบียงแห้งเพิ่มอีกเล็กน้อย ฉินเหยาก็ออกเดินทางอีกครั้ง วิ่งมาตลอดบ่าย ยามพลบค่ำถึงถึงศาลเจ้าที่เคยพบกับทุกคนก่อนหน้านี้


ฉินเหยาไม่คาดคิดเลยว่าม้าแก่ใต้ร่างจะแข็งแรงถึงเพียงนี้ ยามค่ำคืนที่ต้องค้างแรมในศาลเจ้าตามลำพัง ยามที่เข้าป่าล่าสัตว์เพื่อหาอาหารเพิ่มให้ตนเองก็ยังเกี่ยวหญ้าสดมัดใหญ่กลับมาให้เหล่าหวงด้วย


หนึ่งคนหนึ่งม้าล้อมวงอยู่ข้างกองไฟอันแสนอบอุ่น ตัวหนึ่งกินหญ้า อีกคนแทะเนื้อ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยยิ่งนัก


ค่ำคืนนั้นฝนไม่ตก ฉินเหยาจึงเอนกายพิงอยู่ระหว่างท้องม้าและซากกำแพง ห่มผ้าผืนบางหลับไปหนึ่งคืน


ตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นก็ปวดเมื่อยเอวและหลังไปหมด นางงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าตนเองที่เคยนอนในกองซากปรักหักพังได้ บัดนี้พอห่างจากเตียงกลับไม่คุ้นเคยเสียแล้ว


ครู่ต่อมาก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง หยิบธนูขึ้นมา จูงเหล่าหวง ก้าวเท้าออกจากศาลเจ้าอย่างแคล่วคล่องว่องไว ตัดสินใจว่าขากลับจะไม่รีบร้อนนัก จะเข้าเมืองไปพักแรมที่โรงเตี๊ยม


จากที่นี่ไปยังเมืองหลวงของมณฑล หากควบม้าเร็วก็ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน ฉินเหยาจึงชะลอความเร็วลง ตอนผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งก็แวะซื้ออาหารง่ายๆ จากบ้านชาวนาเพื่อเติมเต็มท้อง ปล่อยม้ากินหญ้าข้างทางจนอิ่มหนำ เมื่อใกล้เที่ยงจึงค่อยเร่งความเร็วเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑล


เพิ่งจะถึงใต้ประตูเมือง ลูกจ้างของห้างการค้าฟู่หลงก็รีบเข้ามาต้อนรับราวกับรู้ว่านางจะมาถึงในเวลานี้จึงตั้งใจมารอรับที่นี่โดยเฉพาะ


“ผู้จัดการใหญ่ฉิน รองผู้ดูแลของพวกข้าน้อยพร้อมกับหัวหน้าขบวนรถม้าทั้งสองรอท่านอยู่ที่อาคารรับรองแขกผู้มีเกียรติแล้วขอรับ ผู้ดูแลสั่งให้ข้าน้อยมารอรับท่านที่นี่เพื่อนำทางท่านไป” ลูกจ้างกล่าวอย่างสุภาพ


ฉินเหยากล่าวขอบคุณคำหนึ่ง นางจูงม้าและตรวจสอบเอกสารจนผ่านทางเข้าเมืองไปได้อย่างราบรื่นแล้วจึงตามลูกจ้างผู้นี้ไปยังอาคารรับรองแขกผู้มีเกียรติ


ลูกจ้างมิได้นำนางไปยังห้องส่วนตัว แต่ให้ลูกจ้างของโรงเตี๊ยมนำนางไปยังห้องพักแขกเพื่อชำระล้างร่างกายก่อน ส่วนตนเองก็ไปแจ้งข่าว


ท่าทีเช่นนี้ ฉินเหยาก็พอจะคาดเดาได้ในใจแล้วว่าคำสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนงวดที่สองใกล้จะมาแล้ว


นางล้างหน้าเช็ดเหงื่อในห้องพักแขก เปลี่ยนไปสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนที่สะอาดสะอ้านแล้วปล่อยผมที่ยุ่งเหยิงลงจากนั้นก็มวยขึ้นใหม่ สวมกำไลเงินฝังหยกสีเขียวคู่ที่ตระกูลฉีมอบให้


ในห้องพักแขกไม่มีกระจก ฉินเหยาจึงส่องอ่างล้างหน้าพลางแต้มชาดบางๆลงบนริมฝีปาก เม้มปากเล็กน้อย พอแต่งกายเรียบร้อยแล้วจึงเปิดประตูออกไป


เมื่อมาถึงห้องโถงใหญ่ ลูกจ้างคนเดิมก็รีบวิ่งลงมาจากหัวบันไดชั้นสองทันที “ผู้จัดการใหญ่ฉิน เชิญชั้นบนขอรับ”


ฉินเหยาพยักหน้า ตามเขาไปยังห้องส่วนตัวชั้นสอง หลิวไป่ซึ่งอยู่ในห้องได้ยินเสียงฝีเท้าก็รีบเปิดประตูออกมาต้อนรับ


เมื่อพบกันทั้งสองก็พยักหน้าพลางแลกเปลี่ยนสายตากันแวบหนึ่ง เมื่อเห็นหลิวไป่ยิ้มแย้มแจ่มใส ฉินเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก


เดินเข้ามาในห้อง เจี่ยงเหวินลุกขึ้นประสานหมัดคารวะ ฉินเหยาก็คารวะตอบและกล่าวคำทักทายตามมารยาทสองสามประโยคก่อนจะนั่งลง


“หลิวเฝยเล่า” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย เมื่อครู่ลูกจ้างที่นำทางมาบอกว่าทั้งสองคนอยู่ในห้องส่วนตัว แต่ขณะนี้กลับมีเพียงหลิวไป่คนเดียว


หลิวไป่อธิบายว่า “คนของขบวนรถม้าให้ไปตรวจนับจำนวนสักหน่อย ข้าจึงส่งเขาไปจัดการ”


ฉินเหยาพยักหน้าแล้วยิ้มถามเจี่ยงเหวินว่า “หีบหนังสือสองงวดก่อนขายเป็นอย่างไรบ้าง”


เจี่ยงเหวินยิ้มบางๆ กล่าวว่า “ก็พอใช้ได้ พอใช้ได้ แบ่งๆกันไปตามสาขาต่างๆก็ขายหมดแล้ว”


ช่างเป็นคำว่า ‘ก็’ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนฝืนใจยิ่งนัก


ฉินเหยากล่าว “เช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าหิวแล้ว พวกเรากินข้าวก่อนดีหรือไม่ ข้าดูแล้วกับข้าวเหมือนจะเย็นหมดแล้ว”


เจี่ยงเหวินยกมือขึ้นทำท่าเชิญตามสบาย ฉินเหยาจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป หยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มกินอาหาร


นางหิวจริงๆ ระหว่างทางกินอาหารอย่างง่ายๆ ไม่ได้ใส่ใจว่าจะอิ่มหรือไม่ บัดนี้อาหารร้อนๆอยู่ตรงหน้าแล้ว ย่อมต้องตอบแทนกระเพาะของตนเองให้ดีหน่อย


หลิวไป่ยิ้มให้เจี่ยงเหวินอย่างเกรงใจ “ผู้ดูแลเจี่ยง เชิญ!”


เจี่ยงเหวินกล่าวว่าไม่หิว แต่ก็ยังร่วมวงกินด้วยเล็กน้อย เขาคีบกับข้าวสองสามคำพอเป็นพิธีก็วางตะเกียบลงแล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง


“ผู้จัดการใหญ่ฉินตั้งใจจะกลับวันใดหรือ”


ฉินเหยากำลังกินข้าวจึงไม่ได้เงยหน้าขึ้น “ชำระเงินงวดสุดท้ายเรียบร้อย ลงนามในใบสั่งซื้อใหม่แล้วก็จะไป”


เจี่ยงเหวินพลันหัวเราะออกมาอย่างจนใจ หัวเราะอยู่ครู่ใหญ่จึงขานรับว่า “ดี”


รออีกครู่ใหญ่ จนกระทั่งฉินเหยาใกล้จะกินอิ่มแล้วเขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ผู้จัดการใหญ่ฉินได้พาเสมียนมาด้วยหรือไม่ การตรวจสอบบัญชีนี้มิใช่ว่าจะเสร็จสิ้นได้ในเวลาอันสั้น เกรงว่าจะต้องเสียเวลาอยู่หลายวัน”


ฉินเหยาคิดในใจ ท่านพูดออกมาตรงๆเลยได้หรือไม่!


นางวางตะเกียบลงดัง “เพียะ” หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากให้สะอาด ดื่มชาอีกสองอึกเพื่อล้างปาก ท่ามกลางสายตาระแวดระวังของเจี่ยงเหวิน นางก็เอ่ยขึ้นว่า


“เงินงวดสุดท้ายสองพันตำลึง ไม่จำเป็นต้องตรวจนับแล้ว หีบหนังสือที่เกินมาถือว่าข้ามอบให้แก่ห้างการค้าของท่าน”


“ใบสั่งซื้อใหม่ท่านต้องการสั่งจำนวนเท่าใด บอกจำนวนมาได้เลย พรุ่งนี้ข้าจะให้คนเขียนเอกสารสัญญาฉบับใหม่ให้เรียบร้อย ชำระเงินมัดจำล่วงหน้าสามส่วน หลังจากส่งสินค้าหมดแล้วค่อยชำระเงินงวดสุดท้าย เช่นนี้ชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่ดีหรือ” ฉินเหยายิ้มถาม


“…ย่อมเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว” เจี่ยงเหวินจนคำพูด


เงินงวดสุดท้ายไม่อาจยืดเยื้อต่อไปได้แม้แต่วันเดียว เงินมัดจำใหม่ก็ไม่อาจขาดไปได้แม้แต่เหวินเดียว


หลิวไป่ก้มหน้ายิ้มเล็กน้อย เรื่องทวงหนี้ยังคงต้องให้น้องสะใภ้สามของเขามาด้วยตนเอง


ทว่าครั้งนี้สถานการณ์ของห้างการค้าฟู่หลงดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีนัก วันรุ่งขึ้นเมื่อเจี่ยงเหวินมาชำระเงิน สีหน้าของเขาจึงมืดครึ้มอยู่ตลอดเวลา


อย่างไรก็ตาม เงินงวดสุดท้ายจำนวนสองพันตำลึง ฉินเหยาก็ยังคงได้รับถึงมือ


จากนั้นเจี่ยงเหวินก็ยื่นเอกสารสัญญาฉบับใหม่มาให้ บนนั้นเป็นคำสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนจำนวนสองพันใบ ยอดรวมแปดร้อยตำลึงเงิน ระบุให้ชำระเงินมัดจำล่วงหน้าสามส่วน เป็นเงินสองร้อยสี่สิบตำลึง


กำหนดส่งสินค้าคือปลายเดือนสิบ


เจี่ยงเหวินยื่นหีบใบเล็กมาให้ ภายในบรรจุเงินมัดจำสองร้อยสี่สิบตำลึงนั้น


คำสั่งซื้อนี้มีจำนวนน้อยกว่าที่ฉินเหยาคาดการณ์ไว้มาก ดูท่าว่าห้างการค้าฟู่หลงคงประสบปัญหาเข้าให้แล้ว


เมื่อไม่มีวัตถุดิบของหีบหนังสือพลังเซียนเป็นตัวหลักในการสั่งซื้อจำนวนมาก การสั่งวัตถุดิบก็จะน้อยลง ต้นทุนย่อมเพิ่มขึ้น ต้นทุนของกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนก็จะพลอยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เกรงว่าถึงจะขายมากแต่ได้กำไรน้อย กำไรคงไม่ถึงหลายสิบตำลึงแล้ว


แต่ฉินเหยาก็ยังคงรับเงินทั้งหมดไว้ก่อน ตอนนี้นางยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปกังวลถึงความยากลำบากของห้างการค้าใหญ่ ตัวนางเองก็ยังมีความลำบากของตนเองอยู่ คนงานในโรงงานมากมายขนาดนั้นกำลังรอรับค่าจ้าง สายการผลิตใหม่ก็ยังต้องดำเนินการสร้างต่อไป สามารถได้รับเงินงวดสุดท้ายกลับมาทั้งหมดในคราวเดียวก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว


คำสั่งซื้อใหม่แม้จะน้อยลง แต่ก็ยังพอจะทำกำไรได้บ้าง


ไม่ได้พูดอะไรมากนัก ฉินเหยาลงนามในใบสั่งซื้อใหม่ เลี้ยงอาหารเจี่ยงเหวินหนึ่งมื้อ ทั้งสองคนตกลงรายละเอียดกันเรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายกันไป


พอปิดประตู หลิวไป่และหลิวเฝยจ้องมองตั๋วเงินในมือของฉินเหยาแล้วยิ้มขึ้นมาอย่างอดไม่ได้


“พี่สะใภ้สาม พอกลับไปแล้วทุกคนจะได้รับรางวัลใช่หรือไม่” หลิวเฝยเอ่ยถามอย่างคาดหวัง


ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า “อืม ได้สิ!”


รอจนส่งสองพี่น้องที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินเหยาก็พลันหายวับไปในทันที


ทางด้านหีบหนังสือพลังเซียนนี้ ไม่รู้ว่าจะยังสามารถดำเนินการค้าต่อไปได้ในระยะยาวหรือไม่


ทว่าตอนนี้คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ จัดการเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยก่อนค่อยว่ากัน พรุ่งนี้ต้องไปหาเถ้าแก่ฟางเพื่อซื้อวัตถุดิบ คงต้องสิ้นเปลืองเซลล์สมองของนางอีกไม่น้อย


ตอนที่ 338: ซื้อ ซื้อ ซื้อ!


หลับสบายตลอดคืน ฉินเหยาตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า นางลงจากเตียงจัดแจงเสื้อผ้าแล้วเรียกหลิวเฝยให้ออกไปหาเถ้าแก่ฟางซึ่งเป็นผู้ค้าไม้ด้วยกัน


เมื่อมีการค้ามาถึง เถ้าแก่ฟางย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทว่าราคาของไม้นั้น กลับเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งส่วนเต็มๆ


“ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ท่านต้องการจำนวนน้อย นี่เป็นราคาที่ต่ำที่สุดแล้ว ที่นายท่านของพวกเรายอมให้ราคานี้แก่ท่านก็เพราะบ้านท่านมารับไม้ไปเอง หากไม่เชื่อ ท่านลองไปสอบถามทั่วทั้งเมืองดู ไม่มีที่ใดถูกเท่านี้อีกแล้ว”


เถ้าแก่ฟางแสดงสีหน้าจริงใจ ฉินเหยารู้ดีอยู่แก่ใจจึงไม่พูดจาไร้สาระ “เช่นนั้นก็ลงนามในใบสั่งซื้อเถิด”


“ยังคงเป็นตามกฎเดิมสินะ” เถ้าแก่ฟางเอ่ยถามพลางยิ้ม


ฉินเหยาพยักหน้า เงินมัดจำสามส่วน หลังจากเกินยอดเงินมัดจำแล้ว สินค้ามาถึงก็ชำระเงินทันที


สัญญาเขียนขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเนื้อหาไม่ซับซ้อน เป็นเพียงหลักฐานการชำระเงินสำหรับการซื้อขายคำสั่งซื้อ เทียบเท่ากับใบเสร็จรับเงินในยุคหลัง ใช้สำหรับรับสินค้า


คลังสินค้าอยู่นอกเมือง ฉินเหยายังต้องการไปดูด้วยตนเอง เถ้าแก่ฟางเองก็เห็นด้วยจึงจัดให้ลูกจ้างคนหนึ่งที่กำลังจะไปคลังสินค้าพอดีนำทางนางไป


คณะเดินทางนั่งเกวียนวัวมาถึงคลังสินค้านอกเมือง ฉินเหยาและหลิวเฝยตรวจสอบคุณภาพของไม้เรียบร้อย หลังตรวจว่าตรงตามข้อกำหนด ตอนที่กลับเข้าเมืองก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว


หลิวไป่ได้จัดเตรียมให้เหล่าสารถีทานอาหารอยู่ที่ห้องโถงของโรงเตี๊ยมแล้ว ทุกคนที่ออกมาขนส่งสินค้าอาหารการกินล้วนมีมาตรฐาน วันละสามสิบเหวินต่อคน ตราบใดที่ไม่ใช้จ่ายเกินก็พอ


นอกจากจะต้องขับรถแล้ว ยังต้องอดนอนเฝ้ายาม รวมถึงขนสินค้าขึ้นลง คอยระวังโจรผู้ร้ายและโจรป่า ต้องได้กินอาหารดีๆ จึงจะมีเรี่ยวแรงและกำลังวังชาในการทำงานมากมายถึงเพียงนี้


อีกทั้งเงินส่วนนี้ก็มิได้จ่ายให้ถึงมือแต่ละคนโดยตรง เหล่าสารถีจึงไม่คิดจะประหยัดเงินให้เถ้าแก่ ทุกคนล้วนสั่งอาหารเต็มจำนวนตามที่กำหนดไว้ กินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ


เดิมทีคนในครอบครัวยังกังวลว่าการเดินทางขับรถระยะไกลอยู่ข้างนอกจะทำให้พวกเขาผอมลง ไม่คาดคิดว่าพอมาอยู่ที่โรงงานเครื่องเขียนได้สามเดือน พวกเขาไม่เพียงไม่ผอมลง กลับอ้วนท้วนกันถ้วนหน้า


สำหรับหัวหน้างานเช่นหลิวไป่และหลิวเฝยก็มีมาตรฐานอาหารการกินและที่พักตามความเหมาะสมเช่นกัน เรื่องเหล่านี้ล้วนเขียนไว้ชัดเจนติดอยู่ที่เสานอกคอกม้าในโรงงาน ทุกคนสามารถมองเห็นและรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าหากได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปอีกระดับจะได้รับการปฏิบัติเช่นใด ทำให้มีกำลังใจที่จะตั้งใจทำงานเพื่อการเลื่อนตำแหน่ง


ทว่าฉินเหยาผู้เป็นเถ้าแก่นี้มิได้อยู่ในมาตรฐานนั้น เพราะนางจ่ายเงินกินเอง!


ในเมืองไม่มีกฎห้ามออกนอกเคหสถานยามวิกาล โคมไฟสว่างไสวเพิ่งถูกจุดขึ้น หลังอาหารเย็นเป็นช่วงเวลาที่บนท้องถนนคึกคักที่สุด


พรุ่งนี้ก็จะต้องบรรทุกวัตถุดิบเดินทางกลับแล้ว บัดนี้ธุระทุกอย่างก็จัดการเสร็จสิ้น พอดีมีเวลาว่าง ฉินเหยาจึงเอ่ยถามหลิวเฝยอย่างกระตือรือร้น “ออกไปเดินเล่นข้างนอกกันหรือไม่”


ดวงตาของหลิวเฝยพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที “เอาสิขอรับ! เอาสิขอรับ!”


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขาไปถามหลิวไป่ว่าจะไปด้วยหรือไม่ หลิวเฝยรีบวิ่งไปยังห้องพักแขกที่สวนหลังบ้านเพื่อตามหลิวไป่ สองพี่น้องพากันมาที่ห้องโถงใหญ่รวมกลุ่มกับฉินเหยาด้วยความตื่นเต้น ทั้งสามคนจึงออกไปเดินเที่ยวตลาดกลางคืนด้วยกัน


เมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ หลิวไป่และหลิวเฝยย่อมคุ้นเคยมากกว่าเพราะเคยมาพักที่นี่หลายครั้ง หลิวเฝยรู้หมดว่าร้านผ้าแห่งใดในเมืองราคาเป็นกันเอง ร้านใดมักจะมีของแปลกๆชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากทั่วทุกสารทิศมาขายอยู่เสมอ


หลังให้เขาเป็นผู้นำทาง ทั้งสามคนก็มาถึงร้านขายผ้า ตั้งใจจะซื้อผ้าสักเล็กน้อยกลับไปตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้คนในบ้าน


อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาว เจ้าของร้านนำเอาผืนหนังที่เก็บสะสมไว้จากปีที่แล้วออกมาทั้งหมด มีทั้งหนังกระต่าย หนังแกะ หนังเก้ง หนังกวาง หลากหลายชนิด สินค้ามีครบครัน


ยังมีเสื้อคลุมขนสัตว์ รองเท้าหนัง กางเกงบุฝ้ายและเสื้อบุฝ้ายที่ตัดเย็บสำเร็จรูปแล้วอีกไม่น้อย อีกทั้งยังมีชุดกระโปรงสำหรับเด็กหญิงที่สวยงามประณีตทำจากหนังกระต่ายสีขาวนวลกุ๊นขอบ


ขนบธรรมเนียมของผู้คนในเมืองหลวงของมณฑลเปิดกว้างกว่าในอำเภอ ลูกค้าสตรีในร้านมีจำนวนเกินกว่าครึ่ง บุรุษเช่นหลิวไป่และหลิวเฝยเมื่อปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางพวกนางจึงดูไม่เข้าพวก


ทั้งสองคนรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างต่างคนต่างเลือกผ้าฝ้ายลายดอกเล็กๆ ที่ลดราคาครึ่งพับแล้วถอยออกไปรอนอกร้าน เหลือเพียงฉินเหยาที่ยังคงลังเลอยู่ในร้านว่าจะประหยัดเงินซื้อเพียงผืนหนังกลับไปทำเองที่บ้าน หรือจะซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปเลยเพื่อประหยัดเวลา


ชุดเสื้อตัวบนกับกระโปรงเข้าชุดสีชมพูกุ๊นขอบด้วยขนกระต่ายสีขาวนั้นช่างสวยงามนัก เมื่อลองวัดขนาดดู แม้ขนาดจะใหญ่ไปสักหน่อย แต่หากกลับไปแก้ไขขนาดแขนเสื้อและเอวกระโปรงเองก็ยังสามารถใส่ได้อีกตั้งสองปี


“ซื้อ!” ฉินเหยาคิดว่า หากตนซื้อผ้ากลับไป นางชิวก็คงไม่สามารถตัดเย็บชุดกระโปรงสีชมพูตัวเล็กน่ารักชุดนี้ออกมาได้เหมือนกัน ซื้อสำเร็จรูปไปเลยดีกว่า


ฉินเหยาเรียกลูกจ้างหญิงที่กำลังยุ่งอยู่มาอย่างกระตือรือร้น บอกว่าตนต้องการชุดนี้


ลูกจ้างหญิงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มอย่างขออภัยพลางอธิบายว่า “ฮูหยินเจ้าคะ นี่เป็นชุดตัวอย่างเจ้าค่ะ ไม่ได้มีไว้ขาย หากท่านชอบชุดกระโปรงชุดนี้สามารถสั่งตัดได้ อีกครึ่งเดือนก็ได้ของแล้วเจ้าค่ะ”


สั่งตัดหรือ


ยังต้องรออีกครึ่งเดือน?


ฉินเหยารอไม่ได้แม้แต่น้อย นางกล่าวอย่างเด็ดขาดว่า “ข้าเพิ่มเงินให้”


“นี่…” ลูกจ้างลังเลเล็กน้อย ฉินเหยาพลันถอนหายใจเบาๆ “พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของบุตรสาวข้า ข้าคิดว่าหากนางได้เห็นชุดกระโปรงชุดนี้ คงจะดีใจมากเป็นแน่”


“บุตรสาวของข้าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก…” ฉินเหยาถอนหายใจแผ่วเบา “สองสามวันนี้อากาศเย็นลง หมอบอกว่าอาการป่วยยิ่งทรุดหนัก เกรงว่า…”


หันหลังไปยกมือขึ้นขยี้ตา เมื่อหันกลับมาก็ส่งยิ้มให้อย่างเข้มแข็งแต่ดูน่าสงสาร


หัวใจของลูกจ้างหญิงพลันบีบรัด นางช่างสมควรตายนัก!


“ฮูหยินรอสักครู่นะเจ้าคะ ข้าจะห่อชุดกระโปรงให้ท่านเดี๋ยวนี้ ท่านไปชำระเงินที่ด้านหน้าเถิดเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของลูกจ้างหญิงอ่อนโยนลงมาก ดวงตาเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ช่างเป็นมารดาที่รักบุตรสาวและช่างน่าสงสารอะไรเช่นนี้


เมื่อมาถึงหน้าโต๊ะคิดเงิน อาจเป็นเพราะได้ยินคำบอกเล่าจากลูกจ้างหญิง เถ้าแก่เนี้ยจึงพยักหน้าให้กำลังใจฉินเหยาอย่างหนักแน่นพลางยื่นชุดกระโปรงที่ห่อด้วยผ้ากันน้ำให้นาง


“ราคาเท่าใดหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มน้อยๆของมารดาผู้เปี่ยมเมตตา


เถ้าแก่เนี้ยกล่าว “ให้เจ้าในราคาต้นทุนสองตำลึง เสื้อผ้าชุดนี้ใช้หนังกระต่ายทั้งผืนบุไว้ด้านใน สวมใส่แล้วอบอุ่นยิ่งนัก บุตรสาวเจ้าจะต้องหายดีเป็นแน่”


ฉินเหยายังคงรักษารอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้า แต่ในใจกลับสูดลมหายใจเข้าลึก แพงเหลือเกิน!


ทว่าความเร็วในการควักเงินจ่ายนั้นยังคงรวดเร็ว ปีหน้ายังสามารถใส่ได้อีกปี คิดเช่นนี้แล้วก็รู้สึกว่าพอรับได้


จ่ายเงินแล้ว รับเสื้อผ้ามา ตอนเดินออกจากร้าน รอยยิ้มของมารดาเปี่ยมเมตตาบนใบหน้ายังเก็บกลับไปไม่ทันทำเอาสองพี่น้องหลิวไป่ตกใจแทบแย่ นึกว่านางถูกทำคุณไสยใส่ จู่ๆก็มีท่าทางใจดีมีเมตตาชวนให้คนไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง


โชคดีที่ในไม่ช้าฉินเหยาก็กลับมาเป็นฉินเหยาคนเดิมที่พวกเขารู้จัก สองพี่น้องลอบตบอกถอนหายใจอย่างโล่งอก


เสื้อผ้าของบุตรสาวได้มาแล้ว ส่วนของคนอื่นๆก็ไปซื้อผ้าจากร้านอื่นที่ราคาเป็นกันเองสักสองพับ ถึงเวลาค่อยตัดเย็บเองก็พอ


ทว่าเพื่อไม่ให้เป็นการลำเอียง ฉินเหยาจึงซื้อรองเท้าหนังสำเร็จรูปให้ต้าหลางและเด็กชายอีกสองคนคนละหนึ่งคู่ ขนาดก็ยังไม่ค่อยพอดีนัก แต่ของสำเร็จรูปก็มีเพียงขนาดนี้ ทำได้เพียงนำกลับไปแก้ไขเองที่บ้าน


นอกจากนี้ยังซื้อชุดเสื้อผ้าฤดูหนาวให้อาวั่งอีกหนึ่งชุด ครบเครื่องตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งหมวก รองเท้า ถุงเท้าและเสื้อผ้า


เพราะเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ขนาดย่อมมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง นางจางแม่สามีลูกสะใภ้ตอนนี้แค่เสื้อผ้ารองเท้าของตนเองก็ยังทำไม่ทันแล้ว ดังนั้นฉินเหยาจึงตั้งใจว่าพอกลับไปจะให้อาวั่งหัดแก้ไขเอง


หลิวไป่เห็นฉินเหยาอุ้มของมาเต็มอ้อมแขน แต่กลับไม่มีชิ้นใดเป็นของหลิวจี้เลย เขาจึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี


“น้องสะใภ้ เจ้าไม่เตรียมให้เจ้าสามสักชุดหรือ”


“เขาหรือ” ฉินเหยาส่ายหน้า “ของปีที่แล้วยังใส่ได้อยู่” ว่าแล้วก็ถือโอกาสซื้อขนมหวานอีกสองสามห่อ


หลิวไป่ “…” เป็นเขาเองที่ปากมากไป


ทั้งสามคนกลับมาพร้อมกับของเต็มไม้เต็มมือ ต่างคนต่างกลับห้องของตน พอหัวถึงหมอนก็หลับไปจนฟ้าสว่าง


คณะเดินทางกินอาหารเช้าที่โรงเตี๊ยม เตรียมเสบียงแห้งสำหรับเดินทางให้พร้อมแล้วจูงรถม้าออกจากเมือง เมื่อบรรทุกไม้เสร็จเรียบร้อย ยามเที่ยงก็ออกเดินทางกลับ


ตอนที่ 339: นายท่านดูเหมือนจะป่วยหนักอยู่ไม่น้อย


ณ หมู่บ้านตระกูลหลิว


หลังจากกินอาหารเย็นแล้ว พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็พากันมาที่ประตูใหญ่ พวกเขาจ้องมองไปยังทางเข้าหมู่บ้านด้วยความหวังว่าจะได้เห็นร่างของท่านแม่


ซานหลางนั่งยองๆอยู่บนพื้น ในมือถือก้อนหินขีดเส้นลงไปบนพื้นเส้นหนึ่ง “ท่านแม่ออกจากบ้านไปสี่วันแล้ว”


ซื่อเหนียงและพี่ใหญ่พี่รองสบตากัน คิดถึงนาง!


หลิวจี้ประคองกงเหลียงเหลียวเข้าห้องไปพักผ่อนแล้วจึงออกมาหาเจ้าลูกลิงทั้งสี่ เห็นเจ้าลูกลิงทั้งสี่หันขวับกลับมามองเขาพร้อมกันแล้วพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ออกจากบ้านไปสี่วันแล้ว”


หลิวจี้ใจลอยไปครู่หนึ่ง เพิ่งจะสี่วันเองหรือ


เหตุใดเขากลับรู้สึกว่าสตรีใจร้ายนั่นจากบ้านไปครึ่งเดือนแล้วเล่า


วันแรกที่สตรีใจร้ายจากไป เขาดีใจจนเนื้อเต้น


วันที่สองที่สตรีใจร้ายจากไป บางครั้งก็รู้สึกใจลอยบ้าง


วันที่สามที่สตรีใจร้ายจากไป คิดถึงนาง


วันที่สี่ที่สตรีใจร้ายจากไป ให้ตายสิ ยังคงคิดถึงนาง!


“แค่กๆ!” หลิวจี้ตกใจกับความคิดของตนเอง รีบแสร้งไอสองสามครั้งเพื่อเรียกสติตนเอง ก่อนจะกวักมือเรียกเจ้าลูกลิงทั้งสี่ให้เข้าบ้าน


ทว่าเมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาของพวกเขาแต่ละคนก็เอ่ยปลอบโยนไปประโยคหนึ่ง “บางทีพรุ่งนี้อาจจะกลับมาแล้ว”


สี่พี่น้องมองบิดาบังเกิดเกล้าของตนอย่างจนใจ เอ้อร์หลางหักนิ้วนับ


“ไปเมืองหลวงของมณฑลต้องใช้เวลาเดินทางสองวัน ระหว่างทางเจรจาธุระอย่างน้อยก็อีกสองวัน ขากลับก็ต้องใช้อีกสองวัน หากท่านแม่เดินทางกลับมาก่อนตามลำพัง อย่างเร็วที่สุดก็ต้องเป็นมะรืนนี้ ท่านพ่อ ท่านเรียนวิชาคำนวณมาอย่างไรกัน เรื่องแค่นี้ก็ยังคำนวณไม่กระจ่างอีกหรือ”


ซานหลางพูดซ้ำ “เรื่องแค่นี้ก็ยังคำนวณไม่กระจ่างอีกหรือ”


ซื่อเหนียงทำหน้าตาไร้เดียงสา “ไม่กระจ่างหรือเจ้าคะ”


หลิวจี้สูดหายใจเข้าลึก มองดูลูกอกตัญญูสองสามคนนี้ พยายามสะกดกลั้นความโกรธที่พุ่งขึ้นไปถึงกระหม่อม กัดฟันคำรามเสียงต่ำ


“พวกเจ้าแต่ละคนคิดจะแข็งข้อต่อข้าใช่หรือไม่! พวกเจ้าทุกคนไสหัวกลับห้องไปนอนเดี๋ยวนี้เลย!”


ต้าหลางถอนหายใจอย่างจนใจ “ท่านพ่อ อย่าพูดคำหยาบสิ นี่มิใช่วิสัยของบัณฑิต”


หลิวจี้เงื้อมือทำท่าจะตี สี่พี่น้องจึงรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว


ในลานบ้านพลันเงียบสงัดลงทันที หลิวจี้มองฟ้ามองดิน มองดูมือที่ตนเองยกค้างไว้แล้วลดมือลงอย่างจนใจ เหลือบมองไปยังห้องที่ว่างเปล่าห้องนั้น ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าพอวันนี้มิได้ถูกด่ามิได้ถูกตี ชีวิตก็เหมือนขาดสิ่งใดไป


อาวั่งปรากฏตัวขึ้นราวกับภูตผี “นายท่าน น้ำร้อนเตรียมเสร็จแล้วขอรับ”


เมื่อเห็นอาวั่ง หลิวจี้ก็รู้สึกเหมือนได้พบดาวช่วยชีวิต เขาคว้ามือของอาวั่งไว้ทันที “มา เจ้าตบหน้าข้าทีหนึ่ง ตบแรงๆเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”


พูดพลางก็จับมืออาวั่งเพื่อที่จะฟาดลงบนใบหน้าของตน


เอ๊ะ? ไม่ขยับ!


อาวั่งดึงมือออกด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกพลางถอยหลังไปสองก้าวใหญ่ มองสำรวจนายท่านใหญ่ที่เสนอตัวให้ถูกตบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเคลือบแคลงสงสัย เอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “นายท่าน จะให้อาวั่งไปเชิญหมอมาตรวจดูท่านหรือไม่ขอรับ”


หลิวจี้มองมือของอาวั่งที่ถูกดึงกลับไป ในใจพลันรู้สึกว่างเปล่า สุดท้ายก็ตบหน้าตนเองไปหนึ่งฉาด แปลกจริง ไม่รู้สึกพึงพอใจเลยแม้แต่น้อย ในใจกลับยิ่งรู้สึกว่างเปล่ามากขึ้นไปอีก


อาวั่งผู้เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับตกตะลึงอย่างยิ่ง!


ฮูหยินกลับมาเมื่อไหร่ เขาจะต้องบอกกับนางว่า นายท่านดูเหมือนจะป่วยหนักอยู่ไม่น้อย


“ฮัดชิ้ว!”


ฉินเหยาผู้แยกตัวออกจากขบวนรถม้าเพื่อเดินทางล่วงหน้ามาก่อน ยังคงเดินทางอยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน ทันใดนั้นก็ถูกลมเย็นด้านหลังพัดเข้าจนจามออกมา


ขยี้จมูกเล็กน้อยก็ไม่เป็นอะไรแล้ว


“คงไม่ใช่ว่าหลิวจี้ไปก่อเรื่องให้มารดาผู้นี้อีกแล้วกระมัง” ฉินเหยาพึมพำอย่างสงสัย


สิ่งที่ตอบนางมีเพียงเสียงพ่นลมจากจมูกประท้วงด้วยความเหนื่อยล้าของเจ้าม้าใต้ร่าง


ฉินเหยาเงยหน้าขึ้น เมืองเล็กอยู่เบื้องหน้าแล้ว มีแสงไฟส่องสว่างออกมาประปราย นางจึงรีบตบเหล่าหวงใต้ร่าง “อดทนหน่อย อดทนหน่อย ถึงโรงเตี๊ยมแล้วจะหาของอร่อยๆให้เจ้ากิน”


เจ้าม้าราวกับเข้าใจภาษาของมนุษย์ มันวิ่งต่อไปอีกครั้ง พานางมาถึงโรงเตี๊ยมเก่าๆในเมืองแล้วก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนอีกแม้แต่ครึ่งก้าว


ฉินเหยาพลิกตัวลงจากหลังม้าอย่างขบขัน เข้าโรงเตี๊ยมไปเปิดห้องพักแขกห้องหนึ่ง นางพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมนี้หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ยามเที่ยงก็มาถึงเมืองจินสือ


เมื่อผ่านทางแยกจวนตระกูลติง ฉินเหยาพลันนึกถึงที่ดินชั้นดีผืนนั้นที่ผู้ใหญ่บ้านเคยบอกนางไว้เมื่อคราวก่อนขึ้นมา


แม้รู้ว่ามีโอกาสสูงที่ที่ผืนนี้จะขายออกไปแล้ว แต่ก็เหมือนมีอะไรดลใจให้นางหันหัวม้ากลับไป นางอยากจะไปดูอีกสักครั้ง


ข้าวฟ่างและข้าวเปลือกที่เคยปลูกไว้ในทุ่งนาถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว ในท้องทุ่งเหลือเพียงตอซังโล่งเตียน


นาผืนข้างๆ ถูกเจ้าของไถพรวน เตรียมจะหว่านเมล็ดข้าวสาลีแล้ว แต่นาชั้นดีเจ็ดสิบหมู่ผืนนี้กลับยังมิได้ไถพรวนเลย


ฉินเหยารู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เหตุใดจึงดูเหมือนไม่มีผู้ใดดูแลอย่างนั้น


เมื่อมองดูอย่างละเอียดก็พบว่ากลางทุ่งนามีไม้ไผ่ปักอยู่ บนไม้ไผ่มีธงกระดาษสีขาวแขวนอยู่ บนธงมีอักขระยันต์สีแดงๆเหลืองๆเขียนไว้


ฉินเหยามิเคยเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อนจึงมองไม่ออกว่าเป็นพิธีกรรมอันใด นางมองดูผืนดินอันอุดมสมบูรณ์นี้อีกครั้งด้วยความอิจฉาแล้วจึงควบม้าเดินทางกลับหมู่บ้าน


การไปเมืองหลวงของมณฑลในครั้งนี้ ได้รับเงินงวดสุดท้ายของหีบหนังสือพลังเซียนซึ่งเป็นคำสั่งซื้อก่อนหน้าจำนวนสองพันตำลึง


เงินจำนวนนี้ หลังจากหักรางวัลที่จะให้แก่เหล่าคนงานและหัวหน้างานรวมถึงภาษีการค้าแล้ว ยังคงเหลืออีกหนึ่งพันห้าร้อยตำลึง


นางกับช่างไม้หลิวแบ่งกันคนละครึ่ง แต่ละคนจะได้รับเงินเจ็ดร้อยห้าสิบตำลึง


แต่เนื่องจากใบสั่งซื้อกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนและหีบหนังสือใหม่ยังต้องการเงินทุนในการผลิต นางกับช่างไม้หลิวจึงต้องกันเงินไว้คนละสองร้อยห้าสิบตำลึง รวมเป็นห้าร้อยตำลึงในบัญชีของโรงงานเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน


ดังนั้นเงินที่มาถึงมือนางในท้ายที่สุด ส่วนที่สามารถนำมาใช้จ่ายได้จึงเหลือเพียงห้าร้อยตำลึงเท่านั้น


ครั้งนี้ซื้อของที่เมืองหลวงของมณฑลไปไม่น้อย ใช้เงินไปสิบตำลึง หักลบกับห้าตำลึงที่หลิวจี้ใช้สร้างห้องหนังสือและค่าอาหารการกินของแขกอีกเล็กน้อย เงินเก็บเดิมในบ้านจึงเหลืออยู่สามร้อยแปดสิบตำลึงถ้วน


บัดนี้บวกกับเงินที่เพิ่งเข้าบัญชีใหม่อีกห้าร้อยตำลึงก็รวมเป็นเงินแปดร้อยแปดสิบตำลึง!


พอคำนวณบัญชีในใจเสร็จสิ้น ฉินเหยาก็ยิ้มออกมา


เมื่อหันกลับไปมองทุ่งนาอันอุดมสมบูรณ์ทีละหมู่ทีละหมู่นั้นอีกครั้งก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย


นางพลันเกิดความคิดแปลกๆขึ้นมาจึงหยุดม้า หันหัวม้าเข้าไปในจวนตระกูลหวัง


“หวังหม่าอู่! เจ้าอยู่บ้านหรือไม่”


ฉินเหยาหยุดอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านของหวังหม่าอู่แล้วตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดัง


พลังเสียงนั้นทะลุทะลวงอย่างยิ่งทำให้หวังหม่าอู่ที่กำลังงีบหลับอยู่บนเตียงนุ่มๆ ถึงกับตกใจกระเด้งตัวลุกขึ้นทันที ร่างอ้วนพีสั่นกระเพื่อมไปมา เกือบจะสั่นสะเทือนจนเขาหมดสติไปแล้ว


ไม่ง่ายเลยกว่าจะตั้งสติได้ เขามองไปยังบ่าวหญิงที่คุกเข่ารับใช้อยู่ข้างๆอย่างสงสัย “พวกเจ้าได้ยินเสียงของฉินเหนียงจื่อหรือไม่”


บ่าวหญิงพยักหน้าอย่างหวาดๆ “เรียนนายท่าน เหมือนว่าจะได้ยินเจ้าค่ะ”


“เหมือนจะ? อะไรคือเหมือนจะ!” หัวใจของหวังหม่าอู่พลันเต้นระรัว ถามอย่างโกรธเคือง “ตกลงได้ยินหรือไม่ได้ยินกันแน่”


บ่าวหญิงรีบตอบ “ได้ยินเจ้าค่ะ!”


หวังหม่าอู่เงี่ยหูฟัง ไม่มีเสียงอันใดเลย ขณะที่กำลังจะด่าพวกนางว่าพูดจาเหลวไหล เสียงตะโกนอันแสนคุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง


“หวังหม่าอู่! หากเจ้ายังไม่ส่งเสียงอีก ข้าจะเข้าไปเองแล้วนะ!”


ฉินเหยาทุบห่วงประตูเสียงดังปังๆ


ด้านหลังประตู เหล่าบ่าวชายซึ่งเป็นนักเลงในลานบ้านพลันตื่นตัวราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ ในมือถือไม้พลองจับจ้องไปยังประตูใหญ่ที่ดูแล้วหนาหนัก แต่ความจริงแล้วมิอาจทนรับการโจมตีของฉินเหยาได้แม้เพียงครั้งก็พากันขนหัวลุก ไม่รู้ว่าดาวมฤตยูตนนี้เหตุใดจึงบุกมาถึงหน้าประตูกะทันหันเช่นนี้


“มาแล้ว มาแล้ว! ฉินเหนียงจื่อ โปรดละเว้นประตูบ้านของข้าด้วยเถิด!”


ร่างอ้วนพีของหวังหม่าอู่วิ่งกระเพื่อมเข้ามา เขาเช็ดเหงื่อพลางขานรับ อาศัยบ่าวรับใช้ประคองวิ่งไปยังประตูใหญ่อย่างรวดเร็วราวกับเหาะ


ประตูใหญ่เปิดออกเสียงเอี๊ยดอ๊าด ทว่าเปิดออกอย่างระมัดระวังเพียงหนึ่งในสามส่วน พอให้เห็นใบหน้ายิ้มแย้มประจบประแจงของหวังหม่าอู่ “ฉินเหนียงจื่อมาถึงที่นี่ด้วยเหตุอันใดหรือ”


อมิตาภพุทธ พระอนันตคุณสัมมาสัมพุทธเจ้า ขออย่าให้มาหาเรื่องข้าเลย!


ตอนที่ 340: ธงสะกดภูตผี


ฉินเหยาย่อมมิได้มาหาเรื่อง นางมาเพื่อสอบถามข่าวคราวต่างหาก


หวังหม่าอู่นั้นมีอิทธิพลกว้างขวาง ข่าวคราวย่อมต้องฉับไวแน่นอน


เมื่อเห็นท่าทางระแวดระวังของหวังหม่าอู่และคนอื่นๆ ฉินเหยาก็มิได้ก้าวเข้าประตูไป เพียงยืนอยู่ด้านนอกแล้วเอ่ยถาม “บนที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ของติงซิ่วไฉแห่งจวนตระกูลติง เหตุใดจึงมีธงสีขาวปักอยู่เล่า”


“เป็นธรรมเนียมประเพณีอันใดหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย


หวังหม่าอู่ชะงักไปครู่หนึ่ง นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ทว่าก็ดูออกว่าฉินเหยามิได้มาหาเรื่อง เขาจึงหันไปมองเหล่าสมุนด้านหลัง ถามว่าพวกเขารู้หรือไม่ว่าฉินเหยากำลังพูดถึงเรื่องอันใด


นักเลงคนหนึ่งตอบเสียงเบา “นั่นคือธงสะกดภูตผีขอรับ”


หวังหม่าอู่รีบกล่าวทวนให้ฉินเหยาฟังทันที “คือธงสะกดภูตผี”


เมื่อเห็นฉินเหยาสนใจเรื่องนี้ หวังหม่าอู่ก็เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “ฉินเหนียงจื่อ ท่านไม่ทราบหรือว่าเมื่อหนึ่งเดือนครึ่งก่อนหน้านี้ ในที่นาของบ้านติงซิ่วไฉเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น”


ฉินเหยาส่ายหน้า นางไม่ทราบจริงๆ “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”


หวังหม่าอู่ส่งสัญญาณให้คนรับใช้เปิดประตู เชื้อเชิญฉินเหยาเข้าไปพูดคุยด้านใน


ฉินเหยาผูกม้าไว้กับต้นไม้ใหญ่ด้านนอก ขอให้คนของหวังหม่าอู่ช่วยดูแลให้หน่อย บนหลังม้าของนางยังมีของมีค่าอยู่ด้วย


เหล่านักเลงรีบขานรับ ไม่กล้าแม้แต่จะมองว่าบนหลังม้าของนางมีสิ่งใดวางอยู่ เกรงว่าหากนางเห็นจะมาหาเรื่องตน


ฉินเหยาคิดว่าพวกเขาเองก็คงไม่กล้าแตะต้องของของนาง หีบไม้เล็กๆที่ใส่เงินจึงมิได้นำเข้ามาด้วย พกเพียงตั๋วเงินจำนวนมากติดตัวเท่านั้น


เมื่อมาถึงห้องโถงด้านหน้า หวังหม่าอู่ส่งสัญญาณให้สาวใช้ยกน้ำชามาให้ฉินเหยา พลางเอ่ยถามหยั่งเชิง “ฉินเหนียงจื่อหมายตาที่ดินผืนนั้นของบ้านติงซิ่วไฉหรือ”


นางมาอย่างกะทันหัน ทั้งยังถามถึงติงซิ่วไฉผู้ไม่เกี่ยวข้อง คนหลักแหลมเช่นหวังหม่าอู่ ไม่ต้องคิดก็ย่อมเดาได้


ฉินเหยาพยักหน้า “ข้ารู้มาสักพักแล้วว่าที่ดินผืนนี้กำลังประกาศขาย ตอนนั้นเงินในกระเป๋าไม่พอซื้อจึงได้แต่รู้สึกเสียดาย รู้ดีว่าที่ดินดีเช่นนี้ย่อมต้องขายออกไปได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็มิได้สนใจอีก แต่พอวันนี้ผ่านจวนตระกูลติง บังเอิญเห็นธงสะกดภูตผีผืนนั้นเข้า เห็นที่ดินถูกปล่อยทิ้งร้างไม่มีผู้ใดดูแลจึงคิดว่าเจ้าข่าวคราวว่องไวเลยแวะมาสอบถามดู”


หวังหม่าอู่ได้ยินคำพูดของนางก็รีบจุปากทันที กล่าวด้วยเสียงเบาอย่างเกรงกลัว “พูดตามตรง ที่ดินผืนนั้นข้าเองก็หมายตาไว้เช่นกัน แต่ติงซิ่วไฉผู้นั้นเรียกราคาสูงเกินไป เปิดปากมาก็แปดร้อยตำลึงแล้ว”


พูดถึงตรงนี้ หวังหม่าอู่ก็ส่งสายตาให้ฉินเหยาสื่อว่า ‘ท่านคงเข้าใจ’ “ติงซิ่วไฉผู้นั้นดื้อรั้นยิ่งนัก ข้าเห็นเขาไม่ยอมลดราคาลงบ้างจึงใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยคิดจะถ่วงเวลาเขาไว้สักหน่อย ไม่คิดว่าจะเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นจริง มีคนร้ายไปฆ่าคนแล้วทิ้งศพไว้ในที่ดินของเขา จุ๊ๆๆ คราวนี้กลายเป็นอัปมงคลไปจริงๆแล้ว! ใครจะไปอยากได้อีกเล่า!”


ฉินเหยาเลิกคิ้ว หวังหม่าอู่ทำท่ารังเกียจ แต่สำหรับคนเช่นพวกเขาแล้ว มือของเขาเองก็ใช่จะสะอาด ที่ดินที่มีคดีฆาตกรรมนั้นไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใดเลย


พูดไปพูดมา น่าจะเป็นเพราะราคาของทางฝั่งติงซิ่วไฉยังไม่ถึงระดับราคาที่เขาคาดหวังไว้เสียมากกว่า


เมื่อเห็นฉินเหยาดื่มชาเงียบๆไม่พูดจา หวังหม่าอู่เกรงว่านางจะคิดมากไปจึงรีบโบกมือกล่าวอีกว่า “มิใช่ข้าส่งคนไปสร้างสถานการณ์นะ คดีฆาตกรรมนี้เป็นอุบัติเหตุจริงๆ”


“แน่นอน ข้ารู้ว่าฉินเหนียงจื่อย่อมไม่กลัวภูตผีปีศาจเหล่านี้ ในเมื่อท่านต้องการ เช่นนั้นข้าก็จะตัดใจมอบให้แก่ท่าน!” หวังหม่าอู่หัวเราะฮ่าๆ พลางกล่าวอย่างใจกว้าง


ที่ดินเพียงร้อยหมู่ เขามิได้เห็นอยู่ในสายตาเลยจริงๆ สู้เอามาขายประจบฉินเหยา ให้นางติดค้างบุญคุณของตนเสียยังจะดีกว่า


ฉินเหยาวางถ้วยชาลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างลึกซึ้ง “ยังมีบ้านอื่นต้องการที่ดินผืนนี้อีกหรือ”


หวังหม่าอู่แค่นเสียงแล้วกล่าวว่า “ของที่ข้าหวังหม่าอู่หมายตา ผู้ใดกล้าแย่งชิง ข้าบอกว่าที่ดินผืนนั้นข้าเท่านั้นที่จะซื้อได้ก็ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องของของข้าแล้ว!”


ฉินเหยาคิดในใจ วันนี้นางมาหาถูกคนแล้วจริงๆ หากไปสอบถามกับคนในตระกูลติงโดยตรง เกรงว่าคงต้องไปเสียเที่ยวเปล่า


ฉินเหยาเอ่ยถาม “เจ้าต้องการสิ่งใด”


หวังหม่าอู่ชะงักไป ดวงตาทั้งสองข้างกลอกไปมา ยิ้มเผล่ “ฉินเหนียงจื่อ ท่านก็เกรงใจเกินไปแล้ว พวกเราสนิทสนมกันถึงเพียงนี้ ข้าจะรับผลประโยชน์จากท่านได้อย่างไรเล่า เพียงแต่คิดว่าในภายหน้าหากฉินเหนียงจื่อพบเจอคนของข้าทำอะไรไม่รู้ความก็อย่าได้ถือสาพวกเขาเลย”


แปลความหมายก็คือ ต่อไปขอให้นางอย่าเข้ามายุ่งเรื่องของพวกเขา หากพบเจอก็ให้ช่วยเหลือเสียหน่อย ปกปิดซ่อนเร้นให้บ้าง


หากนี่เป็นวันสิ้นโลก ฉินเหยาคงจะตอบตกลงโดยไม่ลังเล เพราะนั่นเป็นสภาพแวดล้อมที่กฎหมายและศีลธรรมพังทลายไปนานแล้ว ทุกคนล้วนเป็นอาชญากร ทุกคนล้วนทำเพื่อตนเอง


แต่บัดนี้แตกต่างออกไป เพียงส่วนต่างราคาที่ดินแค่ร้อยหมู่ก็คิดจะให้นางสนับสนุนคนชั่ว ช่างตลกสิ้นดี!


อีกอย่าง ที่ดินเป็นของบ้านติงซิ่วไฉ เขาหวังหม่าอู่อาศัยสิทธิ์อันใดมาเป็นผู้ตัดสินใจ


ฉินเหยาฝืนยิ้ม “วันนี้รบกวนแล้ว ขอตัวลา”


นางลุกขึ้น ก้าวเดินฉับๆออกไปนอกประตูใหญ่ เมื่อมาถึงหน้าม้าก็เลือกขนมกล่องที่ถูกที่สุดจากในถุงตาข่ายที่ใช้ใส่ของขวัญยื่นให้แก่นักเลงที่ช่วยดูแลม้าให้ตน “ขอบคุณหัวหน้าของพวกเจ้าที่ช่วยไขข้อข้องใจให้ข้า”


นางวางขนมลง จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นม้าแล้วจากไปทันที


ตอนที่หวังหม่าอู่วิ่งหอบตามออกมาส่งแขกนั้น หนึ่งคนหนึ่งม้าก็วิ่งหายลับไปนานแล้ว


นักเลงยื่นขนมส่งให้เขา หวังหม่าอู่โกรธจนถลึงตาใส่ “คิดว่าข้าเป็นขอทานหรืออย่างไร!”


สะบัดมือปัดทิ้ง ขนมพลันตกกระจายเกลื่อนพื้น เขายังรู้สึกไม่หายแค้นจึงเดินเข้าไปกระทืบซ้ำอย่างแรงอีกหลายที


หารู้ไม่ว่า ฉินเหยาคาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาจะต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้จึงได้ตัดสินใจเลือกขนมที่ถูกที่สุดจากบรรดาขนมเหล่านั้น


อย่างไรเสียไม่ว่าจะให้ของดีหรือไม่ดี หวังหม่าอู่ก็ย่อมเคียดแค้นนางอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ย่อมต้องเลือกของที่ต้นทุนต่ำที่สุด


ทว่าในเมื่อที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ของบ้านติงซิ่วไฉยังมิได้ขายออกไป นั่นก็หมายความว่านางยังมีโอกาส ฉินเหยาตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปที่จวนตระกูลติง เพื่อพูดคุยกับคนในบ้านของติงซิ่วไฉด้วยตนเอง


ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านเซี่ยเหอ ฉินเหยาก็แวะไปที่ร้านของช่างตีเหล็กเพื่อรับเอาชิ้นส่วนรถเข็นที่สั่งทำไว้ก่อนหน้านี้ นางเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านอย่างเงียบๆ ยังมิได้กลับเข้าบ้านแต่แวะพักที่โรงงานเครื่องเขียนก่อน


เมื่อเห็นฉินเหยา คนทั้งโรงงานก็รู้ได้ในทันทีว่าเงินงวดสุดท้ายต้องได้รับมาแล้วเป็นแน่ พอฉินเหยาบอกว่าจะเปิดการประชุมย่อย เหล่าหัวหน้างานก็พากันมาที่ห้องประชุมเล็กอย่างรวดเร็ว พวกเขานั่งเรียงแถวอยู่หน้าโต๊ะของฉินเหยา จ้องมองนางด้วยความคาดหวัง


ฉินเหยาเองก็มิได้ทำให้พวกเขาผิดหวัง นางให้เสมียนเฉียนแจ้งจำนวนเงินรางวัลของครั้งนี้ให้ทุกคนทราบ ทุกคนล้วนได้รับเงินจำนวนนี้ หัวหน้างานคนละสองตำลึง ส่วนคนงานจะได้รับค่าจ้างเพิ่มหนึ่งเดือนในเดือนนี้


เมื่อข่าวแพร่ออกไป ทั่วทั้งโรงงานก็เต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องยินดี


ฉินเหยาให้ช่างไม้หลิวอยู่ก่อน นางยิ้มพลางมอบเงินส่วนที่เป็นของเขาให้


ตั๋วเงินห้าร้อยตำลึง ช่างไม้หลิวรับมา กระดาษนั้นบางเบา ทว่าความอิ่มเอมในใจกลับหนักอึ้ง


ลมหายใจของเขาหนักขึ้น ใบหน้าพลันแดงก่ำขึ้นมา ตื่นเต้นจนกลั้นหายใจ หากมิใช่เพราะฉินเหยาตบเขาเบาๆทีหนึ่ง ช่างไม้หลิวก็เกือบจะหมดสติไปแล้ว


“ไม่ถึงขนาดนั้น ไม่ถึงขนาดนั้น ต่อไปยังมีอีกนะ” ฉินเหยากล่าวอย่างขบขัน


แล้วยังเตือนเขาว่าอย่าตื่นเต้นจนเกินไป หากหมดสติไปจริงๆ คนตายไปแล้ว เงินยังไม่ได้ใช้ นั่นต่างหากที่เป็นโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต


ช่างไม้หลิวจ้องฉินเหยาอย่างจนคำพูด แต่พอเหลือบมองตั๋วเงินในมือก็อดที่จะหัวเราะออกมามิได้ “ทั้งชีวิตของข้านี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่าตั๋วเงินหน้าตาเป็นอย่างไร ช่างน่าตื่นตาตื่นใจนัก เจ้าดูกระดาษบางๆแผ่นนี้ เหตุใดจึงสามารถนำไปแลกเงินออกมาได้กันนะ”


ฉินเหยาอธิบายขั้นตอนการแลกตั๋วเงินอีกครั้ง สอนไปสองรอบ เมื่อมั่นใจว่าช่างไม้หลิวจำได้แล้วจึงมอบชิ้นส่วนที่ช่างตีเหล็กทำไว้ให้แก่เขาแล้วจึงเอ่ยถาม “ของเหล่านั้นที่ข้าต้องการให้ท่านทำ ทำไปถึงไหนแล้วหรือ”



จบตอน

Comments