stepmother ep341-350

ตอนที่ 341: โดยนิสัยแล้วไม่ชอบยิ้ม


ช่างไม้หลิวส่งสัญญาณให้ฉินเหยาวางชิ้นส่วนลง ก่อนบรรจงพับตั๋วเงินเก็บไว้ในอกเสื้อ เมื่อตบหน้าอกเบาๆให้แน่ใจว่าเก็บดีแล้ว จากนั้นจึงหันมายิ้มให้ฉินเหยาแล้วกล่าวว่า


“ใกล้แล้ว ลงสีเรียบร้อยแล้ว ตากทิ้งไว้อีกสักสองสามวัน ประกอบชิ้นส่วนเหล่านี้ที่เจ้าให้มาก็สามารถนำไปได้แล้ว”


ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ เสียงเรียก “เมียจ๋า!” อย่างตื่นเต้นก็ดังขัดจังหวะขึ้น


ช่างไม้หลิวยิ้มอย่างมีเลศนัย “ซานเอ๋อร์มาแล้ว”


ฉินเหยายักไหล่อย่างจนใจ เมื่อเดินออกมาจากในห้องก็เห็นหลิวจี้พุ่งเข้ามาประหนึ่งลมหมุน พอเงยหน้าขึ้นเห็นนาง ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกายวาววับราวกับสุนัขเห็นกระดูกชิ้นโต


เมื่อเห็นคนผู้นั้นอ้าแขนทำท่าจะโผเข้ามา ฉินเหยาก็ก้าวถอยหลังหลบอย่างรวดเร็ว หลิวจี้ที่หยุดไม่ทันจึงโผเข้ากอดเสาห้องเข้าเต็มรัก มองนางด้วยแววตาตัดพ้อ


“เมียจ๋า เจ้าช่างไร้เยื่อใยยิ่งนัก ไม่พบกันตั้งหลายวัน เจ้าไม่คิดถึงข้าบ้างหรือ”


ฉินเหยา “คิดสิ ข้าคิดอยากให้เจ้าตาย”


“…”


“ฮ่าๆๆ…” หลิวจี้หัวเราะแห้งๆสองสามครั้ง ทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของนางเมื่อครู่ เขาลงมาจากเสา ปัดเสื้อผ้าแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เมียจ๋า เจ้าเดินทางราบรื่นดีหรือไม่”


“ก็พอใช้ได้” เมื่อเห็นเขากลับมาเป็นปกติ ฉินเหยาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก ถามเขาว่ามาทำอันใด


หลิวจี้ยกมือชี้ไปยังห้องลงสีด้านซ้าย “ชั้นเรียนสอนหนังสือเปิดแล้ว นี่มิใช่ว่าใกล้จะเลิกงานแล้วหรือ ข้าเลยมาสอนหนังสือ เรื่องที่เมียจ๋าสั่งไว้ข้าก็ทำอย่างดีแล้วนะ”


ดวงตา.ดอกท้อกะพริบปริบๆ มองนางอย่างคาดหวัง


ฉินเหยายิ้มบางๆ “ข้ากลับบ้านก่อนล่ะ เจ้าสอนหนังสือเถอะ”


มองดูสีของท้องฟ้า เด็กๆน่าจะเลิกเรียนแล้วและกำลังเดินทางกลับ นางตั้งตารอจะได้เห็นท่าทางของพวกเขาตอนได้รับของขวัญจริงๆ


“เมียจ๋า~” เสียงเรียกอย่างโหยหวนของหลิวจี้ดังมาจากด้านหลัง


ฉินเหยาหันกลับไปอย่างจนใจแล้วกำชับว่า “สอนเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้าน ข้ามีของขวัญมาฝากพวกเจ้าด้วย”


หลิวจี้พลันยิ้มกว้างจนแก้มปริ เขารอคำนี้นี่แหละ


มองส่งฉินเหยาจูงม้ากลับบ้านไปจนลับสายตา หลิวจี้ก็หันหลังเดินเข้าห้องเรียนชั่วคราวของชั้นเรียนสอนหนังสือ เพราะใจจดจ่ออยู่กับการกลับบ้าน จึงไม่สนใจเลยว่าเหล่านักเรียนสูงวัยเหล่านี้จะทนไหวหรือไม่ เขาสอนสองคาบติดต่อกัน พอสอนเสร็จก็เลิกเรียน วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว


มีคนอยากจะถามคำถาม พอเงยหน้าขึ้น อาจารย์ก็หายตัวไปเสียแล้ว


หลิวจี้วิ่งสุดฝีเท้าเพื่อกลับบ้าน ทันเห็นฉากที่ฉินเหยากำลังนำของขวัญทั้งหมดที่นำมาจากเมืองหลวงของมณฑลออกมาวางที่ห้องโถงเพื่อแจกจ่ายพอดี


เขารีบเดินไปข้างหน้า ยืนอยู่ในตำแหน่งที่เด่นที่สุดในห้องโถง


พวกต้าหลางสี่พี่น้องยืนเรียงแถวกัน เบียดท่านพ่อไปอยู่ด้านหลังโดยไม่รู้ตัว พ่อลูกทั้งห้าคนต่างยื้อแย่งเบียดเสียดกันเพื่อที่จะเป็นคนแรกที่ได้รับของขวัญนี้


ผลปรากฏว่าของขวัญชิ้นแรกของฉินเหยากลับข้ามพวกเขาไป ส่งตรงไปยังเบื้องหน้ากงเหลียงเหลียวผู้นั่งอย่างสำรวมอยู่ด้านในสุด


กงเหลียงเหลียวเงยหน้าขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าตนเองจะได้รับของด้วย


ฉินเหยายิ้มพลางเปิดกระดาษไขที่ใช้ห่อออก ด้านในเป็นที่ปิดหูกันหนาวทำจากขนกระต่ายสีน้ำตาลเทา เป็นแบบครอบหู มีขนาดเท่าฝ่ามือ ครอบลงบนหูได้โดยตรง สะดวกสบายอย่างยิ่ง


ตอนนี้อากาศไม่หนาวไม่ร้อน แต่ช่วงเช้ากลับมีน้ำค้างแข็งอยู่บ้าง คนหนุ่มสาวไม่รู้สึกอะไร แต่หูของกงเหลียงเหลียวมักจะถูกความเย็นกัดจนแดงอยู่เสมอ


ฉินเหยาสังเกตเห็นตั้งแต่ตอนที่ตื่นเช้ามาฝึกซ้อมวรยุทธ์ก่อนหน้านี้แล้ว พอไปเดินเที่ยวในเมืองหลวงของมณฑลแล้วเห็นที่ปิดหูเล็กๆแบบนี้ ก็คิดขึ้นมาได้ทันทีว่าท่านผู้เฒ่าคงจะได้ใช้


มิใช่ของล้ำค่าอันใด แต่ความใส่ใจเล็กๆน้อยๆนี้กลับทำให้ในใจรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก


เด็กรับใช้ข้างกายของกงเหลียงเหลียวรับของขวัญแทนเขา ตั้งใจจะนำไปเก็บไว้ในห้อง แต่ก็ถูกฉินเหยาเรียกไว้ นางยิ้มเอ่ย “ท่านอาจารย์ไม่ลองดูสักหน่อยหรือเจ้าคะ เผื่อว่าไม่พอดี ข้าจะได้ให้หลิวจี้ช่วยแก้ไขให้ท่าน”


ลูกตาของกงเหลียงเหลียวสั่นไหวเล็กน้อย ผู้เฒ่าผู้ ‘สำรวมเคร่งขรึม’ ยากนักที่จะแสดงท่าทีลนลานออกมา


ฉินเหยากล่าวเสริมอีก “ลองดูเถิดเจ้าค่ะ”


กงเหลียงเหลียวกระแอมไอสองครั้ง ขานรับอืมๆในลำคออย่างอึดอัด


เป็นเพียงที่ปิดหูคู่หนึ่งเท่านั้น ทว่ากลับรู้สึกราวกับว่าต้องให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าทุกคนอย่างไรอย่างนั้น


ฉินเหยามองหลิวจี้แวบหนึ่ง หลิวจี้ก็เข้าใจในทันที หยิบที่ปิดหูจากมือของเด็กรับใช้ข้างกายมา สวมให้ท่านอาจารย์ทีละข้าง


ผู้เฒ่าที่เดิมทีดูเคร่งขรึม พอมีหูขนปุยสองข้างเพิ่มเข้ามากลับดูน่ารักขึ้นมาอย่างน่าประหลาด


ฉีเซียนกวนเบิกตากว้าง อาจเป็นเพราะเห็นท่านอาจารย์ในสภาพเช่นนี้เป็นครั้งแรกจึงลืมเลือนกฎเกณฑ์ไป เขาเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าท่านอาจารย์อย่างใจกล้าพลางเอียงคอจ้องมองอยู่หลายครั้ง รู้สึกแปลกตาอย่างยิ่ง


จนกระทั่งกงเหลียงเหลียวอับอายจนกลายเป็นโกรธ พ่นลมหายใจแรงๆออกมาเสียงหนึ่ง ฉีเซียนกวนถึงเพิ่งรู้สึกตัว รีบประสานมือคารวะแล้วถอยไปยืนอยู่ข้างๆ


เพียงแต่ดวงตานั้นยังคงอดที่จะเหลือบมองไปยังร่างของกงเหลียงเหลียวไม่ได้


“ถอดออก ถอดออก ข้าร้อนจะตายอยู่แล้ว!” กงเหลียงเหลียวตวาดเสียงเย็นชาอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าชราแดงก่ำขึ้นมาอย่างน่าสงสัย


หลิวจี้กลั้นหัวเราะพลางขานรับ “ขอรับ”


เขาถอดที่ปิดหูออก ส่งให้เด็กรับใช้ข้างกายแล้วกำชับว่า “ต่อไปช่วงเช้าอย่าลืมสวมให้ท่านอาจารย์ด้วย”


เด็กรับใช้ข้างกายพยักหน้ารับคำ ถือที่ปิดหูถอยออกไป


ต่อไปจะเป็นตาของผู้ใดกัน


หลายคนที่อยู่ในห้องต่างจ้องมองมาเป็นตาเดียว ฉินเหยาพลันรู้สึกกดดันขึ้นมาจึงตัดสินใจแจกของขวัญให้ทุกคนจนหมด ให้พวกเขาไปดูกันเอง


ฉีเซียนกวนได้รับผ้าพันคอผ้าฝ้ายผืนหนึ่ง เด็กหนุ่มตัวน้อยขยันอ่านตำรา ตั้งใจร่ำเรียนทั้งเช้าค่ำ ยามเช้าและยามค่ำของปลายฤดูใบไม้ร่วงนั้นยังไม่ถึงกับต้องจุดเตาถ่าน พันผ้าพันคอไว้ก็นับว่าพอดี


ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางล้วนได้รับรองเท้าหนัง นี่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยสวมมาก่อน ซานหลางดีใจจนกรีดร้องออกมา ถอดรองเท้าผ้าบนเท้าออกทันทีแล้วทำท่าจะเปลี่ยนเป็นรองเท้าหนัง


ต้าหลางและเอ้อร์หลางมองหน้ากันแล้วยิ้มต่างก็พอใจกับของขวัญชิ้นนี้มาก


เมื่อชุดเสื้อกระโปรงของซื่อเหนียงถูกนำออกมา ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ส่งเสียงร้องว้าวออกมาอย่างพร้อมเพรียง เด็กหญิงตัวน้อยดีใจนำกระโปรงมาทาบบนตัว มองแล้วมองอีก ลูบแล้วลูบอีก พึมพำอย่างกลุ้มใจ “อยากให้หิมะตกลงมาเร็วๆจังเลย”


หิมะตกก็จะได้ใส่ชุดเสื้อกระโปรงใหม่แล้ว


อาวั่งเองก็ได้รับชุดเสื้อผ้าใหม่ครบชุดเช่นกัน ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ปรากฏอารมณ์ยินดีขึ้นมาหลายส่วน แม้จะเพียงชั่วพริบตา แต่ฉินเหยาที่มีสายตาแหลมคมก็จับสังเกตได้


ทุกคนล้วนได้รับของขวัญ แต่ตนเองกลับยังมือเปล่าอยู่ หลิวจี้จ้องมองมาตาแป๋ว ฉินเหยาก็ยิ้มพลางยื่นกระดาษเซวียนปึกหนึ่งให้เขาพร้อมทั้งกำชับว่า “ตั้งใจเรียนให้ดี ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้านะ!”


“ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงไม่ยิ้มเล่า” ซื่อเหนียงกอดชุดเสื้อกระโปรงใหม่ล้ำค่าของตนเอง เอียงคอมองใบหน้าขื่นขมของท่านพ่ออย่างสงสัย


หลิวจี้ “ข้าไม่ยิ้ม ก็เพราะโดยนิสัยแล้วข้าไม่-ชอบ-ยิ้ม!”


ซื่อเหนียงร้องอ้อคำหนึ่งแล้วหันไปแลบลิ้นใส่พวกพี่ชาย นางตั้งใจหรอก~


ต้าหลางกลั้นยิ้ม มองท่านพ่อด้วยความเห็นใจแวบหนึ่งแล้วเรียกน้องๆให้กลับห้องไปเก็บของขวัญให้เรียบร้อย


อาวั่งมองไปยังฉินเหยา กล่าวอย่างจริงจัง “ขอบคุณฮูหยินขอรับ”


ฉินเหยาโบกมือไปมา กุมท้องพลางถาม “กินข้าวได้หรือยัง ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว”


อาวั่งพยักหน้า รีบวิ่งไปยังห้องใต้หลังคาเพื่อเก็บเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อยแล้วกลับไปยังห้องครัวยกกับข้าวขึ้นโต๊ะเพื่อเริ่มมื้ออาหาร


ทุกคนต่างก็ได้รับของขวัญ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงดีมาก เด็กๆเล่าเรื่องสนุกๆที่สำนักศึกษา ต้าหลางกับฉีเซียนกวนก็ปรึกษากันว่ารอให้เขาหยุดพักผ่อนครั้งหน้า จะพาเขาไปยิงนกที่ตีนเขา


ฉีเซียนกวนตั้งตารอคอยอย่างยิ่ง ทั้งสองคนยังพูดกันว่าเมื่อถึงตอนนั้นยังสามารถแลกอาวุธกันได้ ใช้ศาสตราวุธของอีกฝ่ายประลองฝีมือกัน ดูว่าผู้ใดจะยิงนกได้มากกว่า


อาวั่งกล่าวเสริม “ข้าทำนกกระจอกผัดเผ็ดได้นะขอรับ”


ฉินเหยากำชับต้าหลางอย่างไม่วางใจ “ห้ามเข้าไปในป่า ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว เป็นช่วงที่สัตว์ป่าต้องสะสมไขมันพอดี อาณาเขตหากินของพวกมันจะขยายกว้างขึ้น อาจจะลงมาจากภูเขาก็ได้”


ต้าหลางรีบขานรับ “น้าเหยา ข้ารู้แล้วขอรับ” พาแขกไปด้วย เขาเองก็ไม่กล้าเข้าไปลึกอยู่แล้ว หากฉีเซียนกวนเกิดเรื่องขึ้น นั่นคงไม่ดีแน่


กงเหลียงเหลียวมองดูภาพอันครึกครื้นตรงหน้า ใบหน้าที่เย็นชาเคร่งขรึมพลันดูอ่อนโยนลงเมื่อต้องแสงเทียน


มีเพียงหลิวจี้ที่กำลังเขี่ยข้าวในถ้วยของตนเองไปมา กัดฟันดังกรอดๆ มีแต่ข้าที่ไม่ได้ของขวัญ มีแต่ข้าที่ไม่ได้ มีแต่ข้าที่ไม่ได้…


ตอนที่ 342: มังกรที่แข็งแกร่งก็ยังมิอาจข่มงูเจ้าถิ่นได้


ยามดึกสงัด เมื่อทุกสรรพสิ่งเงียบงัน


ฉินเหยามองดูฝาแฝดที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างกายนางแล้วลูบหีบไม้ใส่เงินกล่องเล็กข้างหมอน ในใจกลับตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ


มองแสงจันทร์สลัวนอกหน้าต่างพลางคิดถึงชีวิตแสนเพียบพร้อมซึ่งกำลังจะมาถึง ในหัวเต็มไปด้วยความคิดมากมาย นานนักกว่าจะข่มตาหลับลงได้


รู้สึกเหมือนเพิ่งหลับไปได้ไม่นาน ประตูก็ถูกเคาะขึ้น เป็นต้าหลางมาเรียกน้องชายน้องสาวให้ตื่นนอน เพราะหากยังไม่ตื่นอีกก็จะไปสำนักศึกษาสายแล้ว


ซานหลางและซื่อเหนียงครางอืออาอยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยลุกออกจากผ้าห่มอันอบอุ่น


ฉินเหยาเบิกตาขึ้น มองดูเจ้าตัวเล็กทั้งสองกำลังสวมเสื้อผ้า รองเท้าและถุงเท้าด้วยตนเอง มุมปากก็โค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว


“ท่านแม่!” ซื่อเหนียงอุทานเรียกนางเสียงเบาอย่างดีใจ ไม่คิดว่านางจะตื่นแล้วจึงรีบโผเข้าหาทันทีพร้อมใช้แก้มอุ่นๆ ถูไถใบหน้าของนางไปมา


ซานหลางมองอย่างคาดหวัง อยากจะเข้าไปคลอเคลียด้วยเช่นกัน แต่เพราะตอนนี้ตนเองเป็นสุภาพบุรุษตัวน้อยแล้วจึงไม่ค่อยกล้าออดอ้อนอีก


ฉินเหยากวักมือเรียกเจ้าตัวเล็ก ซานหลางจึงรีบโผเข้าสู่อ้อมกอดของนางอย่างดีใจ ฉินเหยาหอมแก้มทั้งสองคนดังจ๊วบใหญ่คนละที แม่ลูกทั้งสามคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน


“จะสายแล้วนะ!” ต้าหลางตะโกนเตือนเสียงดังจากหน้าประตูอย่างจนใจ


ฉินเหยารีบดันฝาแฝดลงจากเตียง “รีบไปล้างหน้าล้างตา จัดการธุระส่วนตัวเสร็จแล้วข้าจะหวีผมให้พวกเจ้า”


ฝาแฝดพยักหน้ารับรัวๆ ซานหลางตั้งใจสวมรองเท้าหนังเล็กๆคู่ใหม่แล้วหัวเราะ “ฮิๆ” อย่างเซ่อซ่าสองครั้งแล้วก้าวเท้าวิ่งออกจากห้อง ตรงไปยังห้องน้ำเพื่อปัสสาวะก่อน


ฉินเหยาสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ใช้แถบผ้ารวบผมเป็นหางม้าสูงอย่างลวกๆ แล้วถือหวีเดินมายังนอกห้องครัว ซื่อเหนียงไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งกินอาหารเช้าที่ห้องโถงแล้ว ในปากนางคาบหมั่นโถวลูกหนึ่ง ส่วนมือก็ถือกล่องอาหารกลางวัน วิ่งวุ่นอยู่ในลานบ้านอย่างเร่งรีบ


สุดท้ายก็คาบหมั่นโถวที่เหลือครึ่งลูก หิ้วหีบหนังสือมาอยู่หน้าฉินเหยา หวีผมอย่างรวดเร็วแล้วลากหีบวิ่งไปยังเกวียนวัวที่อยู่หน้าประตู


เกือบทุกเช้าล้วนวุ่นวายเช่นนี้ ช่างทำให้คนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเสียจริง


หลิวจี้กำลังท่องตำราอยู่ในห้อง พอเห็นฉินเหยาออกไปพร้อมกับอาวั่งและเจ้าลูกอกตัญญูทั้งสี่ก็รีบวิ่งตามออกมาถาม “เมียจ๋า เจ้าจะไปในเมืองหรือ”


แล้วยังตาไวเหลือบไปเห็นหีบไม้ที่ฉินเหยาอุ้มอยู่ในอ้อมแขน ในใจพลันเกิดความคิดขึ้นทันที “ท่านอาจารย์บอกว่าเขาอยากจะลองชิมสุราข้าวของในเมือง พวกเราไปด้วยกันดีหรือไม่”


เขาพูดเองเออเองแล้วทำท่าจะเบียดขึ้นไปบนรถม้าด้วย แต่หลังจากถูกฉินเหยาเหลือบมองอย่างเย็นชาจึงหัวเราะแห้งๆสองครั้งแล้วถอยออกมาอย่างกระอักกระอ่วน “เช่นนั้น…ถ้าเช่นนั้นก็เดินทางปลอดภัยนะ”


ฉินเหยาเอ่ย “เจ้าตั้งใจอ่านตำราให้ดี ปีหน้าสอบฝู่ซื่อผ่านได้ก็ดีกว่าสิ่งใดทั้งหมดแล้ว”


หลิวจี้นึกถึง ‘ของขวัญ’ ที่ตนเองได้รับเมื่อวานก็ลอบเบ้ปาก คิดจะให้ม้าวิ่งแต่กลับไม่ให้ม้ากินหญ้า ไหนเลยจะมีหลักการเช่นนี้!


เพียงแค่เขากระดิกก้น ฉินเหยาก็รู้แล้วว่าเขาจะถ่ายหนักหรือถ่ายเบา นางจึงแค่นเสียงกล่าวทันทีว่า “สงบสติอารมณ์เสียบ้าง ข้าว่าพักนี้เจ้าชักจะเหลิงเกินไปหน่อยแล้วนะ”


อย่าคิดว่ามีกงเหลียงเหลียวเป็นที่พึ่งใหม่แล้วจะหนีพ้นจากฝ่ามือนางไปได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้ตำแหน่งซิ่วไฉมาครอง เขาก็ยังคงเป็นคนไร้ประโยชน์ในบ้านอยู่วันยังค่ำ


ยังจะมาหวังของขวัญอีก ไม่จัดชุดข้อสอบจำลองชุดใหญ่ครบชุดให้เขาก็นับว่าดีเท่าใดแล้ว


“อาวั่ง ไปกันเถอะ” ฉินเหยาสั่ง


อาวั่งสะบัดแส้ทีหนึ่ง เกวียนวัวก็วิ่งออกไปทันที ชั่วพริบตาก็เข้าหมู่บ้านไปแล้ว


หลิวจี้มองไปยังทิศทางของเมืองจินสือ ถอนหายใจยาวให้กับชีวิตอันแสนรันทดของตนเอง


หันหลัง กลับเข้าห้อง สาบานว่าจะต้องอ่านตำราเล่มนี้ให้ทะลุปรุโปร่ง!


รอจนวันที่เขาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงแล้ว ดูซิว่าสตรีใจร้ายนางนี้ยังจะหยิ่งผยองได้อีกอย่างไร!


ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า คนเช่นหลิวจี้ หากไม่ถูกสั่งสอนสักสามวัน เขาก็จะปีนขึ้นไปรื้อกระเบื้องบนหลังคา จำต้องคอยกำราบเขาอยู่เสมอจึงจะเชื่อฟังและก้าวหน้าต่อไปได้


ฉินเหยาส่งเด็กๆไปที่สำนักศึกษาตระกูลติงก่อนแล้วจึงให้อาวั่งขับรถต่อไปยังจวนตระกูลติง


การจะสอบถามว่าบ้านของติงซิ่วไฉอยู่ที่ใดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงหาคนในตระกูลติงแถวริมนาแล้วถามว่า “ขอเรียนถาม บ้านของติงซิ่วไฉไปทางไหนหรือเจ้าคะ”


อีกฝ่ายก็จะถามนางทันทีว่าใช่ตามหาติงซิ่วไฉคนที่เกิดคดีฆาตกรรมในที่นาหรือไม่ แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้ในตอนนั้นเป็นที่ฮือฮาไม่น้อยในจวนตระกูลติง


น่าเสียดายที่ตอนนั้นฉินเหยามัวแต่หมกมุ่นอยู่กับธุระของโรงงานเครื่องเขียน ต่อมาที่บ้านก็ยังมีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือนจึงพลาดข่าวซุบซิบที่น่าตื่นเต้นนี้ไปอย่างสมบูรณ์


เมื่อทราบว่านางมาตามหาติงซิ่วไฉ อีกฝ่ายก็เดาได้ทันทีว่านางมาเพื่อซื้อที่ดินจึงชี้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ บอกให้ฉินเหยาเดินตรงไป ก็คือลานบ้านขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยอิฐเขียวและกระเบื้องสีครามด้านในสุดนั่นเอง


รอจนฉินเหยาและอาวั่งเดินจากไปไกลแล้ว เหล่าคนในตระกูลติงที่อยู่ในนาก็เริ่มพูดคุยกันทันที ไม่รู้ว่าเป็นคนโง่เขลาใจกล้าคนใดที่ไม่กลัวเรื่องอัปมงคล คิดจะซื้อที่ดินผืนนี้


หากผู้ใดใส่ใจสืบข่าวสักหน่อยก็จะรู้ว่าที่ดินผืนนั้นเกิดคดีฆาตกรรมทำให้ขายยากนั่นก็เรื่องหนึ่ง ถูกคนหมายตาบีบบังคับให้ขายในราคาต่ำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน


ต่อให้ติงซิ่วไฉยอมขาย คนที่ซื้อไปก็จะต้องไปขัดแย้งกับเหล่าอันธพาลสองสามคนนั้น อย่าหวังว่าจะได้ทำนาหรือปล่อยเช่าได้อย่างราบรื่นเลย


หูของอาวั่งกระดิกเล็กน้อย หันไปถ่ายทอดคำพูดของเหล่าคนในตระกูลติงที่อยู่ในนาให้ฉินเหยาฟังทุกคำพูดโดยไม่ตกหล่น


“ฮูหยิน ที่ดินผืนนี้จำเป็นต้องซื้อให้ได้เลยหรือขอรับ” อาวั่งเอ่ยถามอย่างสงสัย


ฉินเหยาขานรับคำหนึ่ง “ของดีย่อมต้องเป็นที่หมายตาของผู้คน ข้าเองก็ชอบเช่นกัน”


อยู่ใกล้หมู่บ้านตระกูลหลิว ที่ดินก็อุดมสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นผืนเดียวกัน ส่วนราคาหลังถูกเรื่องวุ่นวายเหล่านี้กดลงก็น่าจะไม่สูงเกินไปนัก


ที่สำคัญคือ นางมีปัญญาซื้อได้แค่ที่นี่!


ที่ดินผืนใหญ่อื่นๆ ล้วนเริ่มขายกันที่หลายร้อยหมู่ เงินเพียงน้อยนิดในมือนางย่อมซื้อไม่ได้อย่างแน่นอน อย่าได้คิดเลย


อาวั่งยังคงอดมิได้ที่จะเตือนขึ้นอีกหนึ่งประโยค “มังกรที่แข็งแกร่งก็ยังมิอาจข่มงูเจ้าถิ่นได้”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น มองเขาแล้วพูดทีละคำ “พวกเรานี่แหละคืองูเจ้าถิ่น”


“พวกเราหรือขอรับ” สัญญาณเตือนภัยในใจของอาวั่งดังลั่น เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา


เป็นดังคาด วินาทีต่อมาฉินเหยาก็ตบลงบนไหล่ของเขาฉาดหนึ่ง “หากมีใครไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมาสร้างความเดือดร้อนให้พวกเรา อาวั่ง เจ้าก็จัดการเลย ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้”


อาวั่ง “…”


ถึงบ้านของติงซิ่วไฉแล้ว


ฉินเหยาเก็บสีหน้าล้อเล่นกระโดดลงจากรถ มาหยุดอยู่หน้าประตูใหญ่ที่ปิดสนิทแล้วเคาะห่วงทองเหลือง “มีผู้ใดอยู่หรือไม่”


ภายในลานบ้านเงียบสงัดยิ่ง


แต่เพราะเสียงของนางเป็นเสียงของสตรี ครู่ต่อมาจึงมีระแวดระวังของสตรีเอ่ยถามขึ้น “ผู้ใดรึ มาหาผู้ใด”


ฉินเหยาแจ้งชื่อและวัตถุประสงค์ที่มา อีกฝ่ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อว่านางมาเพื่อซื้อที่ดิน


ฉินเหยากล่าวซ้ำอีกครั้ง “พูดตามตรง เมื่อก่อนตอนที่บ้านของท่านประกาศขายที่ดินข้าก็อยากจะซื้อแล้ว น่าเสียดายที่ตอนนั้นเงินยังขาดอยู่เล็กน้อยจึงมิได้หน้าด้านมาถึงบ้าน บัดนี้รวบรวมเงินได้ครบแล้ว ทราบว่าที่ดินของท่านยังมิได้ขายออกไปจึงได้ตั้งใจมาสอบถามถึงที่นี่”


สตรีในบ้านได้ยินดังนั้นก็กล่าวอย่างประหลาดใจ “เจ้ามิใช่คนที่พวกเขาส่งมาเจรจาเพื่อกดราคาที่บ้านข้าหรอกรึ”


“พวกเขาหรือ” ฉินเหยาหันกลับไปมองอาวั่งอย่างสงสัย


อาวั่งส่ายหน้า อย่ามองเขาเลย เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน


เอี๊ยด ประตูเปิดออกเป็นช่องแคบๆ ฉินเหยารีบยิ้มให้ทันที


ด้านในประตูเป็นสตรีวัยราวสามสิบปีคนหนึ่ง ด้านหลังสตรีผู้นั้นยังมีหญิงชราหลังค่อมผู้หนึ่ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความระแวดระวัง


เมื่อเห็นฉินเหยามีสีหน้างุนงง สตรีที่อ่อนวัยกว่าก็กล่าวว่า “ข้าคือภรรยาของติงซิ่วไฉ ด้านหลังนั่นคือแม่สามีของข้า พวกท่านเข้ามาข้างในก่อนเถิด”


กล่าวจบก็เปิดประตูให้กว้างขึ้น ยิ้มให้ฉินเหยาอย่างเป็นมิตร


เพราะในบ้านมีแต่สตรี ฉินเหยาจึงโบกมือให้อาวั่งไม่ต้องเข้ามา ถือโอกาสให้เขาช่วยดูอยู่ที่หน้าประตูด้วยว่า ‘พวกเขา’ ที่ภรรยาของติงซิ่วไฉพูดถึงนั้นเป็นเหล่าคนชั่วร้ายประเภทใด


ตอนที่ 343: ฮูหยินเจ้าของที่ดินตัวน้อย


เมื่อเข้ามาในบ้านของติงซิ่วไฉ ฉินเหยาจึงได้รู้ว่า ติงซิ่วไฉไม่ได้อยู่ที่บ้าน


เขาอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑล ยังไม่กลับมาเลย เรื่องการขายที่ดินล้วนเป็นภรรยาของเขาที่ขอให้คนในตระกูลช่วยออกหน้าจัดการให้


รอเพียงขายที่ดินได้ เงินมาถึงมือ ก็จะพามารดาผู้นี้และบุตรชายทั้งสองคนเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อสมทบกับเขา


ระหว่างนั้นเกิดเรื่องใหญ่โตอย่างคดีฆาตกรรมขึ้น เขาก็มิได้ออกมาจัดการ


เนื่องจากเขาเป็นซิ่วไฉจึงมีสิทธิพิเศษอยู่บ้าง ทางการเก็บศพไปแล้วก็ฝากคนมาบอกกล่าว สอบถามสองสามคำถามแล้วก็จากไป


แน่นอนว่า คนร้ายย่อมไม่ใช่สองแม่สามีลูกสะใภ้ของตระกูลติง การสืบสวนพวกนางนั้นย่อมไร้ความหมาย


เพียงแต่เรื่องการขายที่ดินกลับถูกทำให้ล่าช้าออกไป และล่าช้ามาจนถึงตอนนี้


ที่ดินที่เดิมควรจะขายออกไปได้ง่ายๆ บัดนี้กลับค้างอยู่ในมือ ไม่มีผู้ใดกล้าซื้อเลย


คนส่วนน้อยล้วนรังเกียจว่าเป็นลางร้าย แต่สาเหตุใหญ่กว่านั้นคือมีคนผูกขาดที่ไว้แต่ไม่ยอมซื้อ ทั้งยังไม่ยอมให้ผู้อื่นมาซื้ออีกด้วย


มารดาของติงซิ่วไฉกล่าวว่า ขอเพียงมีคนมาที่บ้านเพื่อสอบถาม พอออกจากบ้านไปก็จะถูกขวางทาง ทำให้คนที่เดิมทีเจรจากันเรียบร้อยแล้วเป็นอันต้องล้มเลิกตัดใจไป


“พวกท่านไม่ได้ไปหาผู้อาวุโสในตระกูลติงให้ช่วยออกหน้าให้หรือ” ฉินเหยาลองถามหยั่งเชิง


สองแม่สามีลูกสะใภ้สบตากัน มีเพียงรอยยิ้มขมขื่นและความโกรธที่ถูกสะกดกลั้นไว้


แม้แต่พี่น้องคลานตามกันมาก็ยังมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้าง นับประสาอะไรกับคนในตระกูลที่ห่างกันไปหลายรุ่นแล้วเล่า


ติงซิ่วไฉมิใช่คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ ในหมู่บ้านมักจะมีคนเลวบางคนคอยขัดขวางเขาลับๆอยู่เสมอ ประกอบกับคนเหล่านั้นให้ผลประโยชน์กับคนในตระกูล ฉากหน้าผู้อาวุโสในตระกูลรับจึงทำเป็นรับเรื่องไว้ แต่นั่นก็เป็นเพียงฉากหน้า ลับหลังแล้วกลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย


คนในตระกูลที่พวกนางเคยขอให้ช่วยก่อนหน้านี้ บัดนี้ก็ไม่กล้าออกหน้าอีกแล้ว เหลือเพียงสองแม่สามีลูกสะใภ้ที่ยังคงกัดฟันสู้ อย่างมากก็แค่ไม่ขาย!


ทว่าอนาคตของติงซิ่วไฉก็ไม่อาจไม่ใส่ใจได้ การไม่ขายเป็นเพียงทางเลือกที่แย่ที่สุด


อันที่จริงแล้ว บัดนี้ขอเพียงมีคนกล้าซื้อ พวกนางก็สามารถลดราคาขายให้ได้


ภรรยาของติงซิ่วไฉถอนหายใจกล่าว “หกร้อยตำลึง”


พูดจบก็จับจ้องไปยังฉินเหยาไม่วางตา เกรงว่านางจะต่อราคาอีก สองจึงมือบิดผ้าเช็ดหน้า สองกรามเกร็งแน่น


ฉินเหยาเอ่ย “ตกลง!”


สองแม่สามีลูกสะใภ้สบตากันอย่างตื่นเต้นทันที ภรรยาของติงซิ่วไฉรีบถาม “น้องฉิน ท่านจะนำเงินมาเมื่อใดรึ”


“ไม่ต้องไปเอามาแล้ว” ฉินเหยาตะโกนเรียกออกไปที่นอกลานบ้าน “อาวั่ง!”


หีบไม้ที่ใช้บรรจุเงินถูกส่งมาถึงมือนางอย่างรวดเร็ว


สองแม่สามีลูกสะใภ้ตระกูลติงดีใจอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าฉินเหยาจะเตรียมพร้อมถึงเพียงนี้ ในใจก็พลอยโล่งอกไปด้วย


“ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปเอาโฉนดที่ดินมา” ภรรยาของติงซิ่วไฉรีบลุกขึ้นแล้วเรียกสาวใช้ที่กำลังทำความสะอาดอยู่ในลานบ้านให้นำกระดาษพู่กันมา


เกรงว่าชักช้าแล้วจะเกิดเรื่อง สองแม่สามีลูกสะใภ้คิดเพียงแต่จะรีบรับเงินหกร้อยตำลึงนี้มาไว้ในมือให้เร็วที่สุด


ฉินเหยามองดูท่าทางรีบร้อนของสองแม่สามีลูกสะใภ้ที่เกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ในใจก็สาปแช่งหวังหม่าอู่และพวกไปหลายตลบ


บัดนี้นางชักจะสงสัยแล้วว่าคดีฆาตกรรมที่ว่านั่น หากไม่ใช่ฝีมือของพวกหวังหม่าอู่ก็คงเป็นเหล่าอันธพาลไม่กี่คนในอำเภอไคหยางที่จงใจเล่นตุกติก


ภรรยาของติงซิ่วไฉนำหีบที่ใส่โฉนดที่ดินออกมา สาวใช้ปูกระดาษลงบนโต๊ะแปดเซียน ภรรยาของติงซิ่วไฉฝนหมึกเตรียมจะเขียนสัญญาซื้อขาย


ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนด่าทอดังมาจากนอกประตูใหญ่


“เจ้ามายืนทำลับๆล่อๆอยู่หน้าประตูบ้านแม่ม่ายลูกกำพร้าทำอะไรกัน”


“ไอ้คนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมาจากไหน รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าซะ!”


เมื่อได้ยินเสียงนั้น สีหน้าของสองแม่สามีลูกสะใภ้ตระกูลติงในห้องโถงพลันเปลี่ยนไปในทันที พู่กันที่ภรรยาของติงซิ่วไฉกำลังจะจรดลงสั่นอย่างรุนแรง หยดหมึกสีดำก้อนใหญ่หยดลงบนกระดาษเหลืองแล้วกระจายออกเป็นวงราวกับมีเงาทมิฬปกคลุม แสงสว่างในห้องพลันมืดลง


โครม โครม เสียงของหนักๆตกลงบนพื้นดังขึ้นสองเสียง คนแปลกหน้าสองคนร้องโหยหวนล้มลงใต้โต๊ะแปดเซียน


มีแต่ภรรยาของติงซิ่วไฉที่ยังนับว่าสงบนิ่งอยู่บ้าง นางรีบคว้าหีบไม้ใส่โฉนดที่ดินมากอดไว้แนบอกพลางดึงแม่สามีให้หลบไปข้างๆ


ฉินเหยากระแอมอย่างอึดอัดสองสามครั้ง มองอาวั่งที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวปลอบสองแม่สามีลูกสะใภ้


“ไม่เป็นไร พวกท่านดูซิว่ารู้จักคนสองคนนี้หรือไม่ หากไม่รู้จัก ข้าจะให้สารถีของบ้านข้าโยนพวกเขาออกไป”


สองแม่สามีลูกสะใภ้จึงได้สติ คนที่ล้มอยู่บนพื้นนั้นก็คือคนที่เพิ่งจะตะโกนโหวกเหวกอยู่ที่หน้าประตูเมื่อครู่นั่นเอง


สูดลมหายใจเข้าลึกๆหนึ่งครั้ง ภรรยาของติงซิ่วไฉพยายามสะกดกลั้นความตกใจเอาไว้ เหลือบมองคนสองคนที่นอนขดตัวร้องโอดโอยกลิ้งอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เป็นลูกจ้างของโรงรับจำนำในเมืองเจ้าค่ะ”


“หลายวันมานี้ก็เป็นพวกเขานี่แหละที่ขับไล่คนที่คิดจะซื้อที่ดินของบ้านข้าไป”


ภรรยาของติงซิ่วไฉมองฉินเหยาอย่างชื่นชมแวบหนึ่ง แต่ก็ยังต้องเอ่ยเตือนนาง หรือไม่ก็ให้แล้วกันไปเถิด


“ฉินเหนียงจื่อ ท่านเป็นสตรีตัวคนเดียวก็ลำบากแล้ว เรื่องนี้ถือว่าบ้านข้าโชคร้าย ท่านไปเถิด สัญญานี่ไม่ต้องลงนามแล้ว”


“ไม่รู้จักหรือ เช่นนั้นก็โยนออกไปเถอะ” ฉินเหยาพูดเองเออเองพลางส่งสายตาให้อาวั่ง


อาวั่งเข้าใจในทันที คว้าตัวลูกจ้างสองคนที่ยังลุกไม่ขึ้นออกไปนอกประตูแล้วถอดขากรรไกรออกเสีย จะได้ไม่ต้องฟังเสียงร้องโหยหวนของพวกเขา จากนั้นก็โยนทั้งสองทิ้งไว้ใต้คันนา!


ปัดมือสองสามครั้งก่อนกลับไปนั่งบนเกวียนวัว จ้องมองเมฆขาวอย่างเหม่อลอยราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


“ไม่เป็นไร พวกเราลงนามกันต่อเถอะ”


ฉินเหยายิ้มพลางหยิบพู่กันขึ้นมา ปัดกระดาษเหลืองที่เปื้อนหมึกออกไปแล้วปูกระดาษแผ่นใหม่ จากนั้นก็ฝนหมึกให้ภรรยาของติงซิ่วไฉ


ลายมือหวัดๆของนาง อย่าเอาออกมาอวดให้ขายหน้าเลยจะดีกว่า


ภรรยาของติงซิ่วไฉอ้าปากทำท่าจะพูดแล้วก็หยุดลง ฉินเหยากล่าวขึ้นอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง “อย่ากลัวไปเลย สารถีของบ้านข้าเฝ้าอยู่ จะไม่มีคนที่ไม่รู้จักมาขัดจังหวะพวกเราอีก”


เมื่อเห็นฉินเหยามีท่าทีสงบนิ่ง สองแม่สามีลูกสะใภ้ก็สบตากัน แม่สามีพยักหน้า ภรรยาของติงซิ่วไฉจึงค่อยนั่งลง จับพู่กันขึ้นเขียนสัญญาซื้อขายอีกครั้ง


ลายมือของนางนั้นงามมาก อ่อนช้อยงดงาม ทั้งยังแฝงไปด้วยความเข้มแข็ง ฉินเหยามองดูอย่างชื่นชมยิ่งนัก


สัญญาเขียนเสร็จอย่างรวดเร็ว สาวใช้ที่หายตกใจแล้วรีบยื่นตลับชาดมาให้ ฉินเหยากวาดตาดูเนื้อหา เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาจึงลงนามประทับลายนิ้วมืออย่างรวดเร็ว


ฉินเหยานำเงินออกมา เป็นตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงหนึ่งใบ บวกกับเศษเงินอีกหนึ่งร้อยตำลึง รวมเป็นหกร้อยตำลึง ไม่ขาดไปแม้แต่เหวินเดียว


ภรรยาของติงซิ่วไฉยื่นหีบโฉนดที่ดินมาให้ โฉนดที่ดินสามสิบหมู่และโฉนดที่นาเจ็ดสิบหมู่ล้วนอยู่ในนั้นทั้งหมด


ฉินเหยาตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อแน่ใจแล้วว่าถูกต้องก็ปิดฝาหีบลงแล้วเสนอว่า


“เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในภายหน้า ข้าว่าตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่ มิสู้พวกเราไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อจัดการเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ให้เรียบร้อยเลยดีหรือไม่”


สองแม่สามีลูกสะใภ้ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ภรรยาของติงซิ่วไฉหยิบเอกสารคำร้องขอซื้อขายที่ดินที่สามีเคยส่งมาให้ล่วงหน้าแล้วเดินทางไปยังอำเภอพร้อมกับฉินเหยาในทันที


สตรีจัดการเรื่องต่างๆตามลำพังย่อมมีความไม่สะดวกหลายประการ หากไม่มีเอกสารที่ติงซิ่วไฉส่งมาให้ นางย่อมไม่มีสิทธิ์จัดการเรื่องที่ดินและบ้านช่องของครอบครัวแทนได้ ทั้งยังต้องหาหัวหน้าตระกูลหรือญาติในตระกูลมาเป็นผู้ค้ำประกันอีกด้วย


ทางด้านฉินเหยานั้นสะดวกกว่ามาก ในจวนที่ว่าการอำเภอนั้นนางมีคนรู้จักอยู่ อาศัยหน้าตาก็ผ่านทางไปได้อย่างสะดวก


จนถึงตอนนี้ ภรรยาของติงซิ่วไฉจึงวางใจลงได้ในที่สุด รู้ว่าฉินเหยามีช่องทางรับมือกับทางโรงรับจำนำก็พลอยวางใจแทนนาง


ทว่าขั้นตอนทางฝั่งของติงซิ่วไฉจัดการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ทางฝั่งของฉินเหยายังคงต้องการให้หลิวจี้ผู้เป็นเจ้าบ้านมาในวันพรุ่งนี้เพื่อทำข้อมูลทะเบียนบ้านฉบับใหม่เก็บไว้ที่จวนที่ว่าการอำเภอเพื่อเป็นหลักฐาน สำหรับการตรวจสอบภาษีในปีหน้า


ขั้นตอนนี้ เว้นเสียแต่ว่าฉินเหยาจะกลายเป็นแม่ม่าย เป็นเจ้าบ้านหญิงอิสระจึงจะสามารถจัดการด้วยตนเองได้


แต่หากเป็นเช่นนั้นนางก็ต้องหาผู้ใหญ่บ้านหรือญาติในตระกูลมาเป็นผู้ค้ำประกันและออกหน้าแทนอยู่ดี หากเป็นสตรีตัวคนเดียว แม้แต่ที่ว่าการอำเภอก็ยังเข้าไปไม่ได้


และหลังจากจัดการขั้นตอนยุ่งยากต่างๆจนเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อออกจากที่ว่าการอำเภอ ทั้งสองคนยังต้องซื้อของขวัญอีกเล็กน้อยเพื่อไปแจ้งให้หลี่เจิ้งที่เมืองจินสือทราบ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างตรงกัน


หากเป็นไปตามขั้นตอนปกติ เรื่องนี้ควรจะต้องแจ้งให้หลี่เจิ้งทราบก่อน จากนั้นหลี่เจิ้งจึงจะนำเอกสาร สัญญาซื้อขายและหลักฐานอื่นๆไปรายงานต่อจวนที่ว่าการอำเภอ กว่าจะทราบผลก็อย่างน้อยสองสามเดือนให้หลัง


ฉินเหยากลัวว่าหากชักช้าจะเกิดปัญหาขึ้นมาจึงไปจัดการที่จวนที่ว่าการอำเภอด้วยตนเอง แม้จะรวดเร็ว แต่ก็ง่ายที่จะสร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่หลี่เจิ้ง


โชคดีที่หลี่เจิ้งเห็นแก่หน้าผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวและติงซิ่วไฉจึงมิได้สร้างความลำบากให้


ในที่สุดก็จัดการทุกขั้นตอนจนเรียบร้อย ฉินเหยาอุ้มหีบโฉนดที่ดินแล้วถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก


ต่อไปนี้ นางก็เป็นฮูหยินเจ้าของที่ดินตัวน้อยคนหนึ่งแล้ว


ตอนที่ 344: จะต้องสอบชิงตำแหน่งขุนนางให้ได้


เมื่อฉินเหยามาส่งภรรยาของติงซิ่วไฉถึงบ้าน ทางด้านสำนักศึกษาของตระกูลก็เลิกเรียนพอดี หลังจากรับเด็กๆแล้ว แม่ลูกทั้งห้าคนก็เดินทางกลับบ้านพร้อมกัน


“ท่านแม่ ท่านถืออะไรอยู่หรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงขยับเข้ามาใกล้อย่างสงสัย นิ้วเล็กๆจิ้มหีบไม้บนตักของฉินเหยา คิดว่าอาจจะเป็นขนมอะไรสักอย่างจึงก้มหน้าลงย่นจมูกดมกลิ่น


ฉินเหยาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เชยคางเล็กๆนั้นขึ้นแล้วบีบแก้มยุ้ยๆเบาๆ “วันนี้อาหารกลางวันกินไม่อิ่มหรือ ถึงได้ตะกละถึงเพียงนี้”


ซื่อเหนียงถูกท่านแม่บีบแก้มอยู่จึงพูดเสียงอู้อี้ว่า “ข้าได้กลิ่นหอมมากเลยเจ้าค่ะ~”


ฉินเหยาคิดในใจ นี่คือโฉนดที่ดิน จะไม่หอมได้อย่างไร?


พลางล้วงเอาขนมดอกกุ้ยฮวาที่ซื้อมาจากอำเภอออกมา ต้าหลางและน้องชายอีกสองคนก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบในทันที พวกเขาได้ขนมกันไปคนละชิ้น ซานหลางยังไม่ลืมที่จะป้อนน้องสาวที่กำลังถูกบีบแก้มอยู่ชิ้นหนึ่งพลางหัวเราะอย่างเซ่อซ่า


เห็นฉินเหยาบีบแก้มซื่อเหนียงดูน่าสนุกก็อยากจะบีบเล่นบ้าง แต่ก็ถูกต้าหลางตบมือออก “เจ้าลงมือไม่รู้หนักเบา อย่าบีบเล่นมั่วซั่ว”


ซานหลาง “อ้อ”


ขนมหวานๆละลายอยู่ในปาก กลิ่นหอมอบอวลของดอกกุ้ยฮวาลอยวนอยู่ที่ปลายจมูก ในที่สุดซื่อเหนียงก็รู้แล้วว่าที่หอมนั้นคือขนม มิใช่หีบไม้


ฉินเหยาคลายมือออกจากแก้มเล็กๆเนียนลื่นของบุตรสาวอย่างเสียดายพลางเปิดหีบไม้ที่เด็กๆ สงสัยออก นำโฉนดที่ดินและโฉนดที่นาออกมา ชี้ไปทางด้านนอก “เห็นที่ดินว่างเปล่าผืนนั้นหรือไม่”


สี่พี่น้องรีบชะโงกหน้าออกไปดู เอ้อร์หลางหันกลับมาถาม “ใช่ผืนที่มีธงปักอยู่หรือไม่ขอรับ”


ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า กล่าวว่า “ต่อไปก็เป็นของบ้านเราแล้ว”


สี่พี่น้องชะงักไป พวกเขาสบตากันแล้วชะโงกหน้าออกไปดูอีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อ จากนั้นจึงพร้อมใจกันหันขวับกลับมามองฉินเหยา ถามอย่างตื่นเต้นเป็นเสียงเดียวกัน “จริงหรือขอรับ/เจ้าคะ”


“พวกเจ้าว่าอย่างไรเล่า” ฉินเหยาโบกโฉนดที่ดินในมือไปมา “มานี่ ข้าจะสอนพวกเจ้าให้รู้จักโฉนดที่ดินและโฉนดที่นา อย่าเห็นว่าเหมือนกันไปเสียหมด แต่ในรายละเอียดนั้นแตกต่างกันมาก”


เอ้อร์หลางสงสัยเรื่องนี้มากที่สุด เขาจึงรีบถามต่อ “ซื้อที่ดินจ่ายเงินแล้ว ยังไม่จบอีกหรือขอรับ”


ฉินเหยาพยักหน้า “ยังไม่จบ ยังมีขั้นตอนอีกมากมายที่ต้องดำเนินการ มิเช่นนั้นทางการจะทราบได้อย่างไรว่าที่ดินผืนนี้เปลี่ยนจากเจ้าของเดิมมาเป็นของเจ้าแล้ว ต่อไปพวกเราจะปล่อยเช่าที่ดิน จะเอาอะไรไปยืนยันกับผู้เช่าเล่า”


ขั้นตอนและช่องทางเหล่านี้ วันนี้ฉินเหยาได้ประสบมาด้วยตนเองแล้ว ตอนนี้จึงถือโอกาสอธิบายให้สี่พี่น้องฟัง


แน่นอนว่า ส่วนใหญ่อธิบายให้ต้าหลางและเอ้อร์หลางฟัง ส่วนฝาแฝดนั้นจ้องมองขนมดอกกุ้ยฮวาแล้วใจลอยไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้


ทั้งสองคนอายุยังน้อยเกินไป ฉินเหยาไม่คาดหวังว่าพวกเขาจะจดจำสิ่งเหล่านี้ได้ในทันทีจึงไม่ได้ใส่ใจว่าพวกเขาจะตั้งใจฟังหรือไม่


แต่ต้าหลางและเอ้อร์หลางจะต้องตั้งใจฟัง เรียนรู้ขั้นตอนการดำเนินการต่างๆให้มากขึ้น ต่อไปภายหน้าหากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นจะได้รู้เท่าทัน จะได้ไม่ลนลาน


หากเป็นคำถามที่สำคัญ ฉินเหยาไม่เคยบอกกับสี่พี่น้องว่ารอให้พวกเจ้าโตขึ้นก็จะรู้เอง แต่จะตอบทุกคำถามเสมอ


จนกระทั่งบัดนี้ เด็กบ้านอื่นยังคงเล่นดินเล่นโคลนหัวเราะคิกคักอยู่ในทุ่งนา แต่สี่พี่น้องกลับรู้แล้วว่าที่นาของบ้านต้องจ้างคนงานชั่วคราวกี่คน เสียค่าจ้างเท่าใด ที่นาหนึ่งหมู่จะให้ผลผลิตข้าวสารได้เท่าใด และต้องเสียภาษีข้าวเท่าใด


ก่อนหน้านี้หลังจากเสียภาษีบุรุษฉกรรจ์แล้ว ต้าหลางก็หาโอกาสสอบถามอาจารย์ว่าสตรีจำเป็นต้องเสียภาษีบุรุษฉกรรจ์หรือไม่ เพื่อจะได้สะดวกให้สี่พี่น้องแบ่งเงินค่าขนมกัน


เมื่อทราบว่าเด็กหญิงไม่นับเป็นพลเมือง ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีบุรุษฉกรรจ์ ต้าหลางก็ให้เอ้อร์หลางแยกเงินค่าขนมของซื่อเหนียงออกมาต่างหาก จะได้ไม่เผลอใช้เงินของน้องสาว


และเพราะครั้งนี้ต้าหลางเป็นฝ่ายเข้าไปถามคำถามอาจารย์เอง เขาผู้ซึ่งไม่เคยมีตัวตนมาโดยตลอด บัดนี้จึงมักจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากอาจารย์ในห้องเรียนอยู่เสมอ นั่นคือ…ถูกเรียกให้ลุกขึ้นตอบคำถาม


สำหรับต้าหลางแล้ว นี่ช่างเป็นการทรมานที่แสนหวานเสียจริง


กลับมาพูดถึงเรื่องเดิม ที่บ้านจู่ๆก็มีที่นาเพิ่มขึ้นมาผืนใหญ่ หลิวจี้ตกใจจนนอนไม่หลับทั้งคืน


ตลอดทั้งคืนนั้น ในหัวของเขามีสองเสียงกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด


เสียงหนึ่งกล่าวว่า ตอนนี้ที่บ้านก็มีที่นาแล้ว ยังจะต้องลำบากอ่านตำราสอบเข้ารับราชการอีกหรือ นอนเกาะสตรีกินก็พอแล้วนี่!


อีกเสียงหนึ่งกล่าวว่า เจ้าโง่ไปแล้วรึ นั่นเป็นที่ดินที่สตรีใจร้ายซื้อมา มิใช่ของเจ้าเองเสียหน่อย


เสียงหนึ่งกล่าวว่า แต่ที่ดินผืนนั้นก็ยังจดทะเบียนในชื่อที่เจ้าเป็นเจ้าของบ้านนะ? เจ้าเป็นเจ้าบ้าน ทางการก็จะนับแต่เจ้า


อีกเสียงหนึ่งก็กล่าวว่า สตรีใจร้ายอยากจะเป็นแม่ม่ายมาตั้งนานแล้ว เจ้าจงรอบคอบ!


ภาพอันน่าสยดสยองที่ฉินเหยาเงื้อดาบฟันลงมา ศีรษะของโจรภูเขาก็ขาดกระเด็นหลุดออกจากบ่าปรากฏขึ้นในห้วงความคิด หลิวจี้พลันสะดุ้งสุดตัวลุกพรวดขึ้นทันที


กงเหลียงเหลียวที่นอนอยู่บนเตียงยังหลับไม่สนิทดีจึงถูกเขาปลุกจนตื่น เขากระแอมออกมาเสียงหนึ่งอย่างไม่พอใจ หลิวจี้จึงรีบกลั้นหายใจไม่กล้าส่งเสียง จนกระทั่งเสียงกรนเบาๆดังมาจากบนเตียง เขาจึงค่อยๆผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา


สอบเข้ารับราชการ จะต้องสอบเข้ารับราชการให้ได้


ตอนนี้ที่บ้านมิใช่มีที่ดินแค่สิบหมู่แล้ว นั่นมันตั้งหนึ่งร้อยหมู่! ในแต่ละปีแค่ภาษีที่ต้องจ่ายก็ไม่รู้เท่าใดแล้ว


หากสามารถลดหย่อนภาษีอากรและแรงงานเกณฑ์ได้ย่อมเป็นผลดีต่อเขา ต่อครอบครัวนี้


หากครอบครัวดีขึ้น สตรีใจร้ายก็จะต้องดีใจแน่


พอนางอารมณ์ดีก็จะมีเศษเนื้อหลุดรอดจากง่ามนิ้วนางมาบ้าง เขาก็มิใช่ว่าจะพลอยสุขสบายไปด้วยหรอกหรือ


พอคิดตกแล้ว หลิวจี้ก็พลันรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ล้มตัวลงนอนเตรียมจะหลับฝันดีสักตื่น พรุ่งนี้จะได้มีกำลังวังชาเต็มเปี่ยมไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนทะเบียนบ้านที่อำเภอเป็นเพื่อนฉินเหยา


“ซานเอ๋อร์”


จู่ๆก็มีเสียงเรียกดังมาจากบนเตียง กงเหลียงเหลียวตบๆที่ขอบเตียง


เนื่องจากฉินเหยาต้องการเฉลิมฉลองที่ที่บ้านมีที่ดินเพิ่มขึ้น ช่วงมื้อเย็นวันนี้จึงนำสุราออกมาคารวะกงเหลียงเหลียวหลายจอก


สุราที่ชาวบ้านหมักเองนั้นฤทธิ์ไม่แรงเท่าใด ทั้งยังหวานแปลกๆเขาที่เปรี้ยวปากจึงอดไม่ไหวดื่มเพิ่มไปอีกครึ่งกา


บัดนี้ฤทธิ์สุราแล่นผ่านอวัยวะภายในทั้งห้าแล้ว ต้องการขับถ่ายอย่างเร่งด่วน


หลิวจี้ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ยอมรับชะตากรรมลุกขึ้นจากพื้น แบกท่านผู้เฒ่าขึ้นหลัง พาเขาไปยังห้องน้ำเพื่อจัดการธุระสำคัญ


ศิษย์อาจารย์ทั้งสองวุ่นวายกันอยู่ครู่หนึ่งจึงกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง หลังจัดแจงให้กงเหลียงเหลียวนอนเรียบร้อยแล้ว หลิวจี้จึงค่อยล้มตัวลงนอนอีกครั้ง พอหลับตาลงได้ก็ผล็อยหลับไปในทันที


มุมปากของกงเหลียงเหลียวยกสูงขึ้น ฟังเสียงนกร้องแว่วๆมาจากป่าเขานอกบ้าน ในใจพลันรู้สึกปลดปลงอยู่บ้าง


เขาต่อสู้มาทั้งชีวิต เคยรุ่งโรจน์ เคยตกอับ สุดท้ายก็เข้าไปพัวพันกับการต่อสู้แย่งชิงอำนาจจนต้องลงเอยด้วยการพิการขาทั้งสองข้าง ไม่คาดคิดเลยว่าในบั้นปลายชีวิตกลับยังได้รับศิษย์คนหนึ่ง นอนอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆอันสงบสุขแห่งนี้ หลับใหลอย่างสบายใจ


กงเหลียงเหลียวรำพึงในใจเงียบๆสองสามคำว่า “น่าประหลาด น่าประหลาด” ครู่ต่อมาก็หลับตาลงแล้วผล็อยหลับไป


ฟ้ายังไม่สาง ในลานบ้านก็มีเสียงอาวั่งตื่นขึ้นมาทำงานแล้ว นี่ราวกับเป็นนาฬิกาปลุกที่ตรงเวลาของบ้าน ไม่นานหลิวจี้และเอ้อร์หลางเองก็ตื่นขึ้นเช่นกัน พวกเขาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วถือตำรามายังห้องโถง


สองเจ้าพ่อแห่งการเรียนเหลือบมองหน้ากันแวบหนึ่ง ไม่มีผู้ใดยอมแพ้ พวกเขาแค่นเสียงใส่กันคนละที ต่างคนต่างหามุมของตนเอง จุดเทียนบนเชิงเทียนแล้วเริ่มอ่านตำราในใจ


รอจนกระทั่งกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจากห้องครัว ในห้องนอนของฉินเหยาและห้องเด็กจึงมีเสียงดังขึ้นอีกครั้ง


กลุ่มคนตื่นเช้าชุดที่สองตื่นขึ้นมาแล้ว ความรีบร้อนวุ่นวายเป็นจังหวะชีวิตประจำวันของพวกเขา ซานหลางและซื่อเหนียงทุกเช้าราวกับทะเลาะกันอย่างไรอย่างนั้น ประเดี๋ยวก็ปรากฏตัวที่ห้องน้ำ ประเดี๋ยวก็ไปนั่งยองๆอยู่ข้างโอ่งน้ำ


ฉินเหยานั้นมักจะหาวอยู่เสมอ ทรงผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ดวงตาก็แทบจะลืมไม่ขึ้น แต่มือก็ยังคงมวยผมให้คู่แฝดอย่างรวดเร็ว


หากมิใช่เพราะกลัวถูกตี หลิวจี้อยากจะให้คำแนะนำอย่างจริงใจแก่ฉินเหยาว่าด้วยฐานะทางการเงินของบ้านเราในตอนนี้ ความจริงแล้วสามารถซื้อสาวใช้สำหรับหวีผมกลับมาสักคนได้


ไม่ต้องงดงามมากมายอะไร ขอเพียงหน้าตาสะอาดสะอ้านหน่อย จากนั้นก็รู้จักเอาใจใส่ ปากหวานอีกสักหน่อย….


ตอนที่ 345: เชิดหน้าชูตา


“หลิวจี้!”


เสียงตะคอกที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันตัดกระแสความคิดทั้งหมดของหลิวจี้


ฉินเหยาเอ่ย “เรียกเจ้าตั้งสองครั้งก็ไม่ตอบ คิดอะไรอยู่หรือ”


หลิวจี้ตอบอย่างจริงจัง “ข้ากำลังคิดปริศนาในตำราอยู่”


“จะไปแล้วหรือ” แสร้งถามทั้งที่รู้คำตอบ


เมื่อเห็นฉินเหยากวักมือเรียกอย่างไม่สบอารมณ์ เขาก็รีบโยนตำราในมือทิ้ง ลุกขึ้นตบๆเสื้อคลุมยาวที่เปลี่ยนไว้เรียบร้อยแล้ว วิ่งตรงมาหานางอย่างร่าเริง


ฉินเหยายัดหมั่นโถวลูกหนึ่งใส่มือเขา ดับความคิดเล็กๆของหลิวจี้ที่อยากจะไปสั่งอาหารที่อำเภอพลางพยักเพยิดไปทางนอกลานบ้าน “ไปกันเถอะ”


หลิวจี้กัดหมั่นโถวรสชาติจืดชืดแล้วขึ้นรถม้าไปด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก


รถม้าหรูหราคันนี้ของหวังหม่าอู่นั้นกว้างขวางเพียงพอ ครอบครัวทั้งหกคนนั่งอยู่ในตัวรถม้าก็ไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย


หลิวจี้มุดเข้าไป เพิ่งจะนั่งลงดี ซานหลางก็คลานเข้ามาซุกอยู่ในอ้อมอกของเขาเพื่อหลับต่อ


หลิวจี้กัดฟันจิ้มๆ ใบหน้าไร้เดียงสาไม่รู้จักความทุกข์ร้อนของเจ้าสามอย่างเคียดแค้น ทั้งอิจฉาทั้งริษยา


“ช่างเยาว์วัยไม่รู้จักรสชาติของความทุกข์เสียจริงหนอ~” เขาอุทานออกมาด้วยความรู้สึกปลง จากนั้นก็กัดหมั่นโถวในมือจนหมด หลับตาลงงีบหลับไปอีกคน


ทว่าพอรับจินเป่าขึ้นมาแล้ว ในตัวรถม้าก็มีเสียงดังราวกับมีเป็ดหลายร้อยตัวส่งเสียงร้องก้าบๆขึ้นมาพร้อมกัน เสียงดังจนหลิวจี้ตื่นเต็มตาไม่อาจจะตื่นได้อีกแล้ว


ฟังปากเล็กๆของจินเป่าและเอ้อร์หลางพูดจ้อไม่หยุด หลิวจี้ก็ตัดสินใจแน่วแน่ ในเมื่อไม่สามารถห้ามได้ เช่นนั้นก็เข้าร่วมกับพวกเขาเสียเลย!


ฉินเหยารับที่อุดหูซึ่งทำจากสำลีที่อาวั่งยื่นมาให้แล้วมองเขาแวบหนึ่งด้วยความประหลาดใจ


นางว่าแล้วเชียว อาวั่งรับส่งเจ้าลูกลิงทั้งห้าคนนี้ไปกลับสำนักศึกษาทุกวัน เขาทนอยู่ได้อย่างไรโดยไม่สติแตกไปก่อน ที่แท้ก็มีอุปกรณ์ช่วยนี่เอง!


นางอุดหูทั้งสองข้างอย่างมีความสุขแล้วหลับตาลง ในที่สุดโลกก็สงบสุขเสียที


เมื่อเดินทางถึงอำเภอ ดวงอาทิตย์ก็โผล่ขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากฝนตกปรอยๆ ท้องฟ้ามืดครึ้มมาหลายวัน ในที่สุดวันนี้ท้องฟ้าก็แจ่มใส ทำให้ฉินเหยาเชื่อมั่นว่าวันนี้จะต้องเป็นวันที่โชคดีอย่างแน่นอน


สองสามีภรรยาเดินทางมาถึงจวนที่ว่าการอำเภอ จัดการเรื่องทะเบียนบ้านเสร็จสิ้นอย่างราบรื่น


เพิ่งจะถึงยามเที่ยง ฉินเหยากจึงตัดสินใจไปยังที่นาเพื่อดูที่ดินของตนเอง


หลิวจี้ตื่นเต้นมาก เมื่อมาถึงที่นา เห็นธงสะกดภูตผีปักอยู่บนพื้นก็ดึงออกทันทีแล้วให้อาวั่งโยนไปไกลๆของอัปมงคล!


ที่ดินของบ้านอื่นไถพรวนไปได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว หลิวจี้ผู้ไม่เคยใส่ใจเรื่องการเกษตรกลับร้อนใจขึ้นมาอย่างหาได้ยาก เขาวิ่งสำรวจที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ทั้งหมดหนึ่งรอบแล้วหอบหายใจถามฉินเหยาว่า


“เมีย…เมียจ๋า พวกเราต้องรีบปล่อยเช่าที่ดินแล้วนะ มิเช่นนั้นก็จะพลาดการปลูกข้าวสาลีไปอีกรอบหนึ่ง”


ฉินเหยาเองก็รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญจึงตั้งใจจะไปหาภรรยาของติงซิ่วไฉอีกครั้งเพื่อโอนผู้เช่ามา


เมื่อวานพวกนางมัวแต่ยุ่งอยู่กับการจัดการเอกสารต่างๆจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท


ดังนั้น นางจึงให้อาวั่งขับรถ สองสามีภรรยาไปยังบ้านของติงซิ่วไฉพร้อมกัน


สองแม่สามีลูกสะใภ้กำลังเก็บข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ดูท่าว่าอีกสองสามวันก็จะออกเดินทางจากจวนตระกูลติงไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อสมทบกับติงซิ่วไฉแล้ว


ในลานบ้านเต็มไปด้วยเครื่องเรือนต่างๆที่จะนำไปด้วย หลิวจี้ต้องเดินเขย่งปลายเท้าอย่างยากลำบากจึงจะตามฝีเท้าอันคล่องแคล่วของฉินเหยาได้ทัน


เมื่อมาถึงห้องโถงใหญ่ มารดาของติงซิ่วไฉเป็นผู้ต้อนรับทั้งสองคน เมื่อทราบว่าฉินเหยามาด้วยเรื่องของผู้เช่า ฮูหยินผู้เฒ่าก็ตบเข่าฉาดหนึ่ง “ยุ่งจนเลอะเลือนไปหมดแล้ว ข้าลืมบอกเจ้าไป ที่ดินหนึ่งร้อยหมู่นั่นเมื่อก่อนพวกเราเก็บไว้ทำนาเอง ไม่มีผู้เช่าหรอก”


ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าก็แสดงความกระตือรือร้นว่านางสามารถช่วยเป็นคนกลางให้ได้ ประเดี๋ยวจะช่วยฉินเหยาสอบถามคนในตระกูลติงให้


ที่ดินผืนนั้นอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ขอเพียงฉินเหยาต้องการปล่อยเช่าก็จะมีชาวนามากมายที่อยากจะมาขอเช่าจากนาง


นี่อย่างไรเล่า สองสามีภรรยาฉินเหยาเพิ่งจะเดินออกจากบ้านติงซิ่วไฉมาก็มีคนในตระกูลติงที่ข่าวสารว่องไวยิ้มประจบประแจงเข้ามาหา ถามฉินเหยาว่าค่าเช่าคิดกี่ส่วน


“เหมือนกับในท้องตลาด ที่ดินคิดสองส่วน นาข้าวคิดสี่ส่วน” หลิวจี้ไพล่มือไว้ด้านหลังพลางกล่าวอย่างจริงจัง


คนในตระกูลติงผู้นั้นดีใจขึ้นมาทันที เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “นายท่านหลิว ที่นามุมฝั่งตะวันออกเฉียงใต้จำนวนยี่สิบหมู่ตรงนั้นให้บ้านข้าเช่าทั้งหมดได้หรือไม่ขอรับ”


หลิวจี้มองฉินเหยาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นนางพยักหน้า เขาจึงพยักหน้าให้กับผู้ที่มาแล้วกล่าวต่อไปอย่างจริงจังว่า


“ที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ของบ้านข้าจะปล่อยเช่าทั้งหมด หากเจ้ายังมีญาติคนอื่นต้องการเช่าอีกก็ให้พวกเขาไปแจ้งความจำนงกับฮูหยินผู้เฒ่าที่บ้านติงซิ่วไฉได้เลย”


เมื่อครู่ก่อนออกจากบ้าน ฉินเหยาได้ฝากฝังฮูหยินผู้เฒ่าไว้แล้วว่า หากมีผู้ใดต้องการเช่าที่ดินก็ขอรบกวนให้นางช่วยรับปากแทนไปก่อน จะได้ช่วยให้ผู้เช่าไม่ต้องเดินทางไกลไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อตามหานาง


คนในตระกูลติงที่มาขอเช่าที่ดินได้ยินหลิวจี้กล่าวเช่นนั้นก็ประสานหมัดขอบคุณ หันหลังกลับไปแจ้งข่าวแก่ญาติของตนทันที


บ้านของพวกเขามีที่ดินน้อย ตลอดทั้งปีต้องเช่าที่นาของคหบดีเพื่อเพาะปลูก แต่ที่ดินเหล่านั้นก็ไม่ได้ดีนัก ค่าเช่าก็สูงถึงสี่ส่วน ทำงานเหนื่อยยากมาทั้งปี แทบจะไม่ได้กำไรอะไรเลย


แต่ที่นาของบ้านฉินเหยานี้ล้วนเป็นที่นาชั้นดีทั้งสิ้น ค่าเช่าก็ยังคิดสี่ส่วนเช่นกัน ของดีราคาถูกเช่นนี้ย่อมต้องให้คนในครอบครัวของตนเองก่อน


หลิวจี้มองส่งผู้เช่าเดินจากไปจนลับตา หันกลับไปมองที่นาของตนเองที่อยู่ข้างถนนหลวงแล้วอุทานออกมาว่า “สัจธรรมโลกหมุนเวียนเปลี่ยนผันจริงๆ ไม่นึกเลยว่าข้าหลิวจี้จะได้เป็นนายท่านเจ้าของที่ดินกับเขาด้วย”


ฮ่าๆ คราวนี้ดูซิว่าหลิวต้าฝูยังจะมาอวดเบ่งต่อหน้าเขาได้อย่างไรอีก!


ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นท่าทางยิ้มระรื่นจนดูไร้ค่าของเขาก็ตัดสินใจมอบหมายงานให้เขาเสียเลย


“หลิวจี้ ให้โอกาสเจ้าได้แสดงฝีมือ เรื่องการปล่อยเช่าที่ดินนี้เจ้าเป็นคนจัดการ หากทำได้ดี…”


ไม่รอนางพูดจบ หลิวจี้ก็รีบถามอย่างตื่นเต้น “ทำได้ดีแล้วอย่างไรหรือ มีเงินรางวัลหรือไม่”


ฉินเหยาหัวเราะ “เงินรางวัลไม่มี แต่หากทำได้ดี ปีหน้าเรื่องเก็บค่าเช่าก็ให้เจ้าจัดการต่อ”


หลิวจี้แค่นเสียงออกมาเบาๆ พึมพำเสียงเล็กเสียงน้อย “ทำงานหนักเปล่าๆอีกแล้ว”


ฉินเหยา “ในเมื่อเจ้าไม่เต็มใจ เช่นนั้นก็แล้วกันไปเถอะ…”


“อย่าๆๆ!” หลิวจี้รีบเปลี่ยนคำพูดทันที เขายิ้มแห้งแล้วกล่าวว่า “ข้ายินดี เมียจ๋าเจ้าวางใจได้ รับรองว่าค่าเช่าของบ้านเราจะไม่ขาดไปแม้แต่เหวินเดียว จะส่งถึงมือเจ้าอย่างแน่นอน”


ถึงอย่างไรก็ยังพอมีผลประโยชน์ให้ได้เก็บเกี่ยวอยู่บ้าง แม้จะเป็นเพียงขามด แต่ก็ยังนับว่าเป็นเนื้อ


ฉินเหยาแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา ทว่าก็มิได้พูดว่าจะยกเลิกคำสั่งอีก สองสามีภรรยาจึงไปดูที่นาต่ออีกครู่หนึ่ง


หลิวจี้ตื่นเต้นดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า ประเดี๋ยวก็หยิบดิน ประเดี๋ยวก็ลูบคลำโคลนไปมา


ไม่มีเหตุผลอื่นใด แค่เพราะเขารักผืนดินผืนนี้อย่างสุดซึ้ง!


ส่วนเรื่องที่เคยเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นในที่ดินผืนนี้ สองสามีภรรยาไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย


ฉินเหยาเดินมายังห้องเล็กสองห้องนั้น กุญแจนั้นภรรยาของติงซิ่วไฉได้มอบให้นางแล้ว เมื่อไขกุญแจเปิดประตูออก ห้องกว้างขวางสองห้องก็ปรากฏแก่สายตา


ห้องหนึ่งใช้ม้านั่งยาวและแผ่นไม้ทำเป็นเตียงนอนรวมยาว เป็นที่พักของคนงานบ้านติงซิ่วไฉเมื่อก่อน


เครื่องนอนและของใช้ต่างๆในห้องถูกเก็บไปหมดแล้ว บัดนี้จึงเหลือเพียงห้องว่างๆห้องหนึ่ง หน้าต่างทำไว้เล็กมาก แสงสว่างจึงค่อนข้างสลัว


อีกห้องหนึ่งเป็นห้องสำหรับเก็บเครื่องมือการเกษตร ในห้องยังมีถังไม้สองใบและตะกร้าหวายเก่าๆอีกสองสามใบ น่าจะเป็นของที่ไม่ต้องการแล้ว


ชาวนาชอบเช่าที่นาของคหบดีก็เพราะสามารถใช้เครื่องมือการเกษตรและสัตว์เลี้ยงที่คหบดีจัดหาให้ได้ เพื่อให้ที่ดินของตนเองมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ฉินเหยาจึงกำชับหลิวจี้ที่กำลังเดินวนเวียนอยู่ในห้องว่างว่า


“อย่าลืมหาเครื่องมือการเกษตรมาเพิ่มไว้ด้วย จะได้สะดวกให้พวกชาวนาหยิบยืม”


หลิวจี้รีบขานรับแล้วชี้ไปยังห้องเตียงรวมที่ว่างอยู่ เอ่ยถามหยั่งเชิง “เมียจ๋า หรือว่าพวกเราจะเก็บกวาดห้องนี้ให้เรียบร้อยแล้วปล่อยเช่าดีหรือไม่”


เมื่อเห็นฉินเหยาไม่คัดค้าน หลิวจี้ก็รีบดึงนางเข้าไปในห้อง ชี้ไปยังเตียงรวมเหล่านี้อย่างตื่นเต้นแล้วกล่าวว่า


“จากที่นี่ไปถนนในเมืองใช้เวลาเดินเพียงหนึ่งเค่อ ไปสำนักศึกษาตระกูลติงก็แค่สองเค่อ เหมาะมากที่จะปล่อยเช่าให้นักเรียนที่มาศึกษาเล่าเรียนพักอาศัย”


“เมียจ๋าเจ้าดูสิ เตียงนอนเหล่านี้ก็มีพร้อมอยู่แล้ว เด็กเล็กๆไม่ต้องการพื้นที่มากมายอะไรนัก มีที่ให้นอนก็พอแล้ว พวกเราเอาเสื่อกกมากั้นเตียงรวมนี้ให้เป็นห้องเล็กๆสามารถให้นักเรียนพักได้ตั้งสิบกว่าคน เก็บค่าเช่าถูกหน่อย พวกที่เดินทางมาจากภูเขาไกลๆบ้านยากจนหน่อยเช่าห้องดีๆไม่ไหวจะต้องชื่นชอบแน่!”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง นางกลับรู้สึกว่าไม่เลวเลยทีเดียว


หลิวจี้มองด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง “เมียจ๋า พวกเราลองดูดีหรือไม่”


ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าเบาๆ “เช่นนั้นก็ลองดู”


หลิวจี้เท้าสะเอว “ได้เลย!”


ข้อเสนอแนะที่ตนเองเสนอขึ้นถูกยอมรับอย่างราบรื่นเป็นครั้งแรก หลิวจี้พลันรู้สึกราวกับได้เชิดหน้าชูตาขึ้นมาทันที


คำเดียวเลย สบายใจสุดๆ!


ตอนที่ 346: ปรับปรุงแล้วเสร็จ


ขณะที่ทางด้านหลิวจี้กำลังสัมผัสกับ ‘ความกลัดกลุ้ม’ ที่เกิดจากการได้เป็นสามีของฮูหยินเจ้าของที่ดินอยู่นั้น ทางด้านบ้านพักรับรองก็ปรับปรุงจนแล้วเสร็จในที่สุด


เมื่อได้รับการเตือนจากชายใบ้ ฉีเซียนกวนจึงให้สือโถวไปหาแม่หมอที่คำนวณฤกษ์ยามเก่งที่สุดในหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อหาฤกษ์มงคลในการย้ายเข้าบ้านใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคลมา


วันที่กำหนดลงตัวในท้ายที่สุดคือวันที่สิบเดือนสิบ ยามอู่สามเค่อ


วันนั้น อากาศแจ่มใส อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ


ทุกคนสวมเสื้อคลุมบุสำลีที่ให้ความอบอุ่น กงเหลียงเหลียวถูกหลิวจี้บังคับให้สวมที่ปิดหูขนปุยคู่นั้น ถูกศิษย์ทั้งสองคนประคองซ้ายขวามาถึงหน้าบ้านพักรับรองที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ


สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็คือทางลาดที่กว้างขวางและค่อยๆลาดลง


ทางลาดทั้งหมดปูด้วยแผ่นหินสีเขียว แม้ฝนตกก็ไม่กลัวเปรอะเปื้อน รถเข็นก็สามารถเคลื่อนที่ไปบนนั้นได้อย่างราบรื่น ช่วยประหยัดแรงให้หลิวจี้ผู้เข็นรถไปได้มาก


หน้าประตูเป็นลานที่กว้างขวางอย่างยิ่ง รอบลานมีรั้วไม้ล้อมรอบ


ลานเรียบที่สูงกว่าพื้นดินสามเมตรนี้มีทัศนียภาพที่ยอดเยี่ยม แทบจะสามารถมองจากหน้าประตูตามลำน้ำไปจนถึงโรงงานเครื่องเขียนที่ปากทางเข้าหมู่บ้านได้ในพริบตาเดียว


ลานนี้ก็ปูด้วยแผ่นหินสีเขียวเช่นกัน ชายใบ้ได้คัดเลือกแผ่นหินสีค่อนข้างขาวเป็นพิเศษตามความต้องการของฉีเซียนกวน นำมาปูเป็นลวดลายดอกบัวบนพื้น


หลายวันนี้หลิวจี้ไม่ค่อยได้มาที่นี่ เขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการปล่อยเช่าที่ดินและดัดแปลงเตียงรวมให้เช่า เพียงผ่านไปไม่กี่วัน บ้านพักรับรองก็สร้างเสร็จแล้ว


ตอนนี้พอเห็นลวดลายดอกบัวบนพื้นก็เอ่ยชมออกมาไม่ขาดปาก “ไม่คิดเลยว่าพวกเจ้าใบ้ยังมีฝีมือเช่นนี้ด้วย”


ฉีเซียนกวนทำเป็นไม่ได้ยิน เขาอธิบายให้ท่านอาจารย์ฟังว่า “นี่เรียกว่าบัวบานทุกย่างก้าว ท่านอาจารย์ดูสิ เริ่มจากดอกใหญ่ที่สุดดอกนี้ ทุกๆสามฉื่อก็จะมีดอกบัวขาวเล็กๆหนึ่งดอก ทอดยาวไปจนถึงหน้าประตูใหญ่”


เขาออกแบบเป็นพิเศษ ย่อมต้องพิเศษมากใช่หรือไม่ ฉีเซียนกวนมองท่านอาจารย์อย่างคาดหวัง


กงเหลียงเหลียวมิได้ชื่นชอบดอกบัวขาวนัก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการให้กำลังใจลูกศิษย์ เขาพยักหน้ารับด้วยใบหน้ายินดี “ไม่เลว”


อันที่จริงสิ่งที่เขารู้สึกว่าดีที่สุดก็คือทางเดินหินที่ราบเรียบและค่อยๆลาดลงมาตลอดทางนี้ รู้สึกว่าตนเองก็สามารถเข็นล้อรถเข็นออกมาชมทิวทัศน์สวยงามบนแท่นได้


เพิ่งจะคิดเช่นนั้น กงเหลียงเหลียวก็สังเกตเห็นว่า เมื่อคณะเดินทางมาถึงหน้าประตู ขั้นบันไดหน้าประตูนี้ก็ดูแตกต่างจากที่อื่นอยู่บ้าง


ด้านข้างของขั้นบันไดหินตามปกติทั้งสองฝั่งกลับมีการสร้างทางลาดเอียงรูปตัวอักษร ‘แปด’ ที่สมมาตรกันเป็นพิเศษ ทั้งยังติดตั้งราวจับไม้ไว้อีกด้วย


สือโถวและเด็กรับใช้ข้างกายทำท่าจะเข้ามาช่วยหลิวจี้ตามสัญชาตญาณ จะได้ช่วยกันยกท่านอาจารย์ข้ามขั้นบันไดหินตรงหน้าประตู


ฉีเซียนกวนพลันโบกมือ ส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่ต้องเข้ามาแล้วชี้ไปยังทางลาดที่เว้นไว้เป็นพิเศษทั้งสองข้างของประตูให้หลิวจี้ดู “ศิษย์น้อง เจ้าลองเข็นไปทางสองด้านนี้ดูสิ”


หลิวจี้ลอบเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วเข็นท่านอาจารย์ไปทางด้านซ้าย แคว้นเซิ่งถือด้านซ้ายเป็นใหญ่ การเดินไปทางซ้ายจึงค่อนข้างเหมาะสมกับฐานะของท่านอาจารย์


จากนั้น รถเข็นก็ถูกเข็นไปถึงหน้าประตูใหญ่อย่างราบรื่นยิ่ง


แตกต่างจากลานบ้านทั่วไป บ้านพักรับรองที่ปรับปรุงใหม่นี้กลับไม่มีธรณีประตู ด้านที่หันเข้าด้านใน ออกแบบเหมือนกับขั้นบันไดหินด้านนอกทุกประการ คือมีทางลาดทั้งสองด้านเช่นกัน


เมื่อเดินลงมาตามทางลาดก็มาถึงในลานบ้าน


ในลานบ้านนี้ขุดสระน้ำไว้สระหนึ่ง ใช้ความพยายามอย่างมากในการใช้ไม้ไผ่ต่อเป็นท่อส่งน้ำ นำน้ำพุจากบนภูเขาเข้ามาในลานบ้านโดยตรงแล้วแบ่งออกเป็นสองส่วนในลาน


ส่วนหนึ่งไหลลงโอ่งดินเผาขนาดใหญ่ที่มุมกำแพงสำหรับใช้ดื่มในชีวิตประจำวัน อีกส่วนหนึ่งไหลลงสระน้ำในลาน สร้างเป็นทัศนียภาพทางน้ำ


บัดนี้ยังไม่ถึงฤดูกาลที่เหมาะสม สระน้ำจึงปล่อยว่างไว้ชั่วคราว เพียงเก็บน้ำไว้เท่านั้น วางหินภูเขาเทียมขนาดใหญ่ไว้ก้อนหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถสร้างสระบัวที่ฉีเซียนกวนต้องการที่สุดได้


หินภูเขาเป็นสิ่งที่กงเหลียงเหลียวชื่นชอบ ทุกมุมในลานบ้านล้วนใช้หินภูเขาสร้างเป็นซุ้มหินที่สามารถใช้เป็นที่จุดไฟให้แสงสว่างได้


กำแพงลานบ้านทั้งสี่ด้านยังไม่ได้ก่อขึ้น บนฐานกำแพงเดิมที่หลงเหลืออยู่ ได้ล้อมรั้วไม้ไผ่ที่ให้ความรู้สึกแบบชนบทอย่างเต็มเปี่ยม นอกรั้ว ปลูก ‘ดอกไม้’ เหล่านั้นที่สือโถวหามา


ทว่าอย่างไรเสียสถานที่ก็ค่อนข้างห่างไกล ด้านหลังก็เป็นภูเขาใหญ่ ตำแหน่งด้านนอกสุดที่ติดกับภูเขาจึงยังคงสร้างกำแพงสูงไว้เพื่อป้องกัน ป้องกันมิให้สัตว์ป่าบุกเข้ามาอย่างกะทันหัน


ทิวทัศน์ในลานบ้านยังคงดูเรียบง่ายอยู่มาก จำเป็นต้องให้เจ้าของบ้านค่อยๆเพิ่มเติมสิ่งต่างๆในภายหลัง


แต่ทางเดินหินรูปวงแหวนที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษนั้นก็ยังทำให้กงเหลียงเหลียวสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความประหลาดใจเล็กๆ


หลิวจี้เข็นเขาเข้าไปด้านใน ห้องทุกห้องไม่มีธรณีประตูและส่วนที่จำเป็นต้องมีทางเชื่อมต่อ ในห้องก็ล้วนสร้างเป็นทางลาด ทำจากแผ่นไม้ รูปแบบเข้ากันกับพื้นไม้ของเตียงรวมในห้อง ไม่ดูแปลกแยกเลยแม้แต่น้อย


ห้องโถงรับแขกก็เป็นเช่นนี้ เมื่อมาถึงห้องนอนของกงเหลียงเหลียว พื้นที่ขนาดใหญ่ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนตามประโยชน์ใช้สอยที่แตกต่างกัน


โต๊ะเขียนหนังสือมีถึงสองตัว ตัวหนึ่งเตี้ย อีกตัวหนึ่งสูง


ตัวที่เตี้ยนั้นธรรมดาสามัญเหมือนกับที่พบเห็นได้ทั่วไป เพียงแต่ตู้เก็บของด้านหลังก็เป็นแบบตั้งพื้นเท่านั้น


ส่วนตัวที่สูงนั้นค่อนข้างพิเศษ สูงกว่าโต๊ะทั่วไปเล็กน้อย แต่หากนั่งบนรถเข็น ความสูงกลับพอดีอย่างน่าประหลาด


ในห้องไม่มีชั้นวางบอนไซสำหรับตกแต่งเหล่านั้น หลิวจี้สามารถเข็นกงเหลียงเหลียวไปมาในห้องได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องระมัดระวังเกินไป


เมื่อออกจากหน้าโต๊ะหนังสือตัวสูงก็มาถึงข้างเตียงนอน ความสูงของเตียงนั้นสูงกว่าเตียงนอนทั่วไปเล็กน้อย พื้นเตียงสูงระดับเดียวกับรถเข็น


เตียงทั้งสามด้านมีราวกันตก ออกแบบเป็นลักษณะโอบล้อม เหลือเพียงช่องว่างขนาดคนสองคนไว้เท่านั้น


กงเหลียงเหลียวลองยันตัวกับราวจับด้านที่เป็นช่องว่าง ปรากฏว่าแข็งแรงกว่าที่คาดคิดไว้มาก เขาออกแรงแขนเพียงเล็กน้อย ร่างกายครึ่งซีกก็ยันตัวเองขึ้นมาได้แล้ว หากขยับสะโพกอีกสักหน่อย เกรงว่าเขาเองก็คงจะขึ้นไปนอนบนเตียงได้


แน่นอนว่า ท่าทางคงไม่สง่างามนัก บัดนี้มีคนอยู่มากมาย กงเหลียงเหลียวจึงทำได้เพียงเก็บความคิดอยากจะลองไว้ก่อน


เดินผ่านหน้าเตียงไป ส่วนที่อยู่ติดกันก็คือห้องเล็กๆที่กั้นไว้ห้องหนึ่ง


ห้องเล็กๆที่กั้นไว้นี้ด้านหนึ่งติดหน้าต่าง โดยรอบก่อด้วยอิฐเขียว ด้านในก็ปูด้วยแผ่นหิน ราวกับเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่แยกออกมาจากในห้อง


อยู่ที่บ้านฉินเหยามานานถึงเพียงนี้ กงเหลียงเหลียวมองปราดเดียวก็จำได้ว่า นี่น่าจะเป็นห้องอาบน้ำที่สามารถใช้ชำระล้างร่างกายได้


ความกว้างของประตูที่เว้นไว้ก็เหมือนกับที่บ้านฉินเหยา สามารถเข็นรถเข็นเข้าไปได้


เมื่อเข้ามาด้านใน แสงสว่างกำลังดี ห้องเล็กๆที่กั้นไว้ซึ่งค่อนข้างกว้างขวางก็ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยราวจับไม้


ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่สำหรับชำระล้างร่างกายซึ่งวางชั้นวางอ่างล้างหน้าไว้ ส่วนหนึ่งวางโถส้วมแบบนั่งคร่อมรูปหัวแพะ และอีกส่วนหนึ่ง วางอ่างอาบน้ำที่ทั้งเตี้ยและยาว


เนื่องจากพื้นทั้งหมดปูด้วยแผ่นหินและมีร่องระบายน้ำ หากมีน้ำขังในห้องก็สามารถระบายออกได้อย่างรวดเร็ว


ปลายอ่างอาบน้ำติดชิดกับผนังด้านที่ติดหน้าต่าง มีรูเจาะไว้สำหรับระบายน้ำโดยเฉพาะ ตอนนี้ใช้จุกไม้อุดไว้ เมื่อใช้เสร็จแล้วก็ดึงจุกไม้ออก น้ำก็จะไหลไปตามรูลงไปยังรางระบายน้ำใต้ชายคาแล้วไหลต่อไปตามรางระบายน้ำไปยังแปลงผักนอกลานบ้าน


เมื่อเห็นถึงตรงนี้ กงเหลียงเหลียวยังมีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจอีกเล่า


นี่มันคือห้องชำระล้างร่างกายที่สร้างขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ ทั้งยังเป็นแบบที่มีโถส้วมด้วย


โถส้วมแบบนั่งคร่อมรูปหัวแพะ เขาสามารถจับเขาแพะแล้วนั่งลงไปด้านบนได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนคอยพยุงเพื่อเข้าห้องน้ำอีกต่อไป ช่วยลดความกระอักกระอ่วนใจไปได้มาก


แม้ว่าคนที่มีฐานะเช่นพวกเขามักจะมีคนคอยรับใช้ติดตามอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ใส่ใจว่าจะมีคนที่ไม่จำเป็นเหล่านี้คอยมองอยู่ข้างๆหรือไม่ หรือแม้กระทั่งมีบางคนจงใจหาสาวงามมารับใช้ตนเองเวลาเข้าห้องน้ำด้วยซ้ำ


แต่สำหรับกงเหลียงเหลียวแล้ว ก่อนพิการและหลังพิการ นี่เป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


โถส้วมแบบนั่งคร่อมรูปหัวแพะที่ดูแล้วตลกอยู่บ้างนี้ทำให้เขารู้สึกถึงความเคารพเป็นครั้งแรก


ตอนที่ 347: เรือนปทุม


หลังจากออกจากห้องนอนของกงเหลียงเหลียว ทุกคนก็ทยอยกันไปเยี่ยมชมห้องนอนของฉีเซียนกวนที่ตกแต่งด้วยดอกบัวขาวล้วนเป็นหลัก รวมถึงห้องพักแขก ห้องครัว ห้องเก็บของจิปาถะ ห้องคนรับใช้และคอกม้า


เตียงสองชั้นจากบ้านของฉินเหยา ถูกนำมาใช้ในห้องพักแขกและห้องคนรับใช้ ช่วยแก้ไขปัญหาพื้นที่ของบ้านเก่าไม่เพียงพอได้อย่างสมบูรณ์แบบ


อย่างไรเสียที่นี่ก็ไม่ใช่จวนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เยอะในเมือง สำหรับเรือนในชนบทที่พอจะนับได้ว่ามีสองส่วนเช่นนี้ หากต้องการให้คนยี่สิบคนพักอาศัย ทั้งยังต้องจัดเตรียมที่ทางให้รถม้าสองคันและม้าอีกสิบกว่าตัว เตียงสองชั้นย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย


ทางเดินภายในลานนั้นสะดวกสำหรับรถเข็นอย่างยิ่ง หลายครั้งหลายคราที่กงเหลียงเหลียวลืมไปว่าตนเองเป็นคนที่ต้องให้ผู้อื่นช่วยหามจึงจะเคลื่อนไหวได้


ครั้นเมื่อเยี่ยมชมห้องทุกห้องจนทั่วแล้ว มองฉีเซียนกวนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแย้มยิ้มอย่างมีลับลมคมนัย ในใจของเขาพลันก็บังเกิดความซาบซึ้งขึ้นมา


“เดี๋ยวก่อน!” ฉีเซียนกวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ท่านอาจารย์อย่าเพิ่งซาบซึ้งใจ พลางให้หลิวจี้เข็นท่านอาจารย์ตามตนเองไป คณะเดินทางจึงพากันมาถึงลานกว้างหน้าประตูใหญ่อีกครั้ง


เมื่อนั้น กงเหลียงเหลียวเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ยังขาดคนสำคัญไปผู้หนึ่ง


“ซานเอ๋อร์ ฮูหยินของเจ้าเล่า” กงเหลียงเหลียวเอ่ยถามอย่างสงสัย


เห็นได้ชัดว่าพวกเขาออกมาจากบ้านของหลิวจี้พร้อมกัน แต่บัดนี้กลับไม่เห็นฉินเหยาเลย


อย่ามองว่าผู้เฒ่าเช่นเขาวันๆเอาแต่แอบเหน็บแนมว่าฮูหยินของศิษย์ผู้นี้ดุร้ายเกินไป แต่แท้จริงแล้ว หากไม่นับว่านางเป็นฮูหยินของลูกศิษย์ตน ว่ากันตามตรง เขาก็ค่อนข้างชื่นชมสตรีเช่นนางอยู่ไม่น้อย


เพียงแต่บางครั้งก็ชวนให้นึกไปถึงสตรีในเมืองหลวงที่ทั้งเหี้ยมโหดและทะเยอทะยาน จนชวนให้รู้สึกไม่สบายใจ โดยปกติแล้ว หากเลี่ยงที่จะพบเจอได้ก็ย่อมเลี่ยง


แต่หากวันสำคัญเช่นนี้นางไม่มาจริงๆ ในใจของท่านผู้เฒ่าก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาแล้ว


หลิวจี้เองก็งุนงง มองซ้ายมองขวา “นั่นสิ นางอยู่ที่ใดกัน”


เขามัวแต่ชื่นชมบ้านพักรับรองที่ทำให้ตนอิจฉาตาร้อนหลังนี้จนไม่ทันสังเกตว่านางหายตัวไปตั้งแต่เมื่อใด


ขณะที่สองศิษย์อาจารย์กำลังสงสัยอยู่นั้นก็พลันได้ยินเสียงล้อรถดังครืดคราดเคลื่อนใกล้เข้ามาจากระยะไกล มุ่งตรงมายังทิศทางที่พวกเขายืนอยู่


ฉีเซียนกวนรีบร้อนวิ่งไปข้างหน้าอย่างอดใจไม่ไหว ยืนอยู่ที่ราวกั้นของลานชมทิวทัศน์มองลงไปเบื้องล่าง บนถนนดินแดงนั้น ฉินเหยากำลังเข็นรถเข็นคันใหม่เอี่ยม เดินทอดน่องมาอย่างสบายอารมณ์ราวกับเดินเล่นในสวน


เมื่อเห็นเขาบนลานชมทิวทัศน์ นางก็ร้อง “เอ๊ะ” แล้วเงยหน้ามองมาพลางยิ้มถาม “เยี่ยมชมเสร็จเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ”


ฉีเซียนกวนพยักหน้า ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม ฉินเหยาจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น


รถเข็นคันใหม่เอี่ยมถูกเข็นมาอยู่เบื้องหน้ากงเหลียงเหลียว ฉินเหยาอธิบายว่า “โครงรถใหม่ทั้งหมด ความสูงและความกว้างล้วนพอดีกับรูปร่างของท่านอาจารย์ เพื่อให้บรรลุถึงขั้นคนกับรถเป็นหนึ่งเดียว สามารถควบคุมได้ดั่งใจปรารถนา”


“ชิ้นส่วนเชื่อมต่อที่ทำจากโลหะนี้ จะทำให้โครงรถทั้งหมดแข็งแรงและคล่องตัวยิ่งขึ้น การออกแบบล้อสองชั้น ความรู้สึกในการควบคุมที่ตอบสนองได้ดังใจจะทำให้ท่านเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ…”


และอื่นๆ อีกมากมาย ฉินเหยาอธิบายรายละเอียดแต่ละอย่างจนครบถ้วน เมื่อพูดจบ ด้วยเกรงว่าทุกคนจะจำไม่ได้จึงถามขึ้นอีกครั้ง “ยังมีส่วนใดที่ต้องการให้ข้าอธิบายซ้ำอีกรอบหรือไม่”


หลิวจี้กำลังจะเอ่ยปาก ฉีเซียนกวนก็ตอบขึ้นว่า “ไม่จำเป็น ข้าจดจำได้ทั้งหมดแล้ว”


มองปราดเดียวไม่ลืม ฟังครั้งเดียวจำได้แม่นยำ นี่เป็นเพียงความสามารถพื้นฐานของเด็กอัจฉริยะเท่านั้น!


ฉินเหยาตบมือแล้วลุกขึ้นยืน “ดีมาก เช่นนั้นข้าก็จะไม่พูดแล้ว”


หลิวจี้ “…”


แต่เขาเป็นพวกที่ชอบลงมือทำในทันทีจึงรีบให้ท่านอาจารย์ทิ้งรถเข็นคันเก่าแล้วประคองท่านอาจารย์ไปยังรถเข็นคันใหม่ พาท่านอาจารย์ทดสอบความคล่องตัวอยู่บนลานกว้างหน้าบ้านพักรับรอง


แม้แต่กงเหลียงเหลียวเองก็สามารถเคลื่อนที่บนลานกว้างได้อย่างคล่องแคล่วด้วยตนเอง


ทว่าสำหรับฉินเหยาแล้ว เมื่อเทียบกับล้อยาง ล้อไม้เสริมโลหะก็ยังนับว่าค่อนข้างเทอะทะอยู่บ้าง


แต่เมื่อได้เปรียบเทียบกันแล้วจึงเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับรถเข็นคันใหม่ รถเข็นคันเก่าสามารถนำไปผ่าเป็นฟืนได้เลยทีเดียว


บนใบหน้าของกงเหลียงเหลียวปรากฏรอยยิ้มผ่อนคลายที่ห่างหายไปนาน เขาราวกับเป็นผู้เฒ่าผู้ซุกซน ปฏิเสธความช่วยเหลือของทุกคนแล้วเข็นรถเข็นด้วยตนเองเคลื่อนที่ไปมาทั้งในและนอกลาน ท่าทางค่อยๆคุ้นเคยมากขึ้นเรื่อยๆ


ในที่สุด ท่านผู้เฒ่าก็เข็นรถเข็นมาหยุดอยู่เบื้องหน้าฉินเหยาด้วยตนเอง ในใจพลันเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่า บ้านพักรับรองหลังนี้ที่กำลังจะติดป้ายชื่อว่า เรือนปทุมแท้จริงแล้วคือที่พำนักอันอิสระที่ฉินเหยาตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ


นับตั้งแต่จากเมืองหลวงมา ความห่วงใยทั้งหมดจากผู้คนรอบข้างรวมกันก็ยังมิอาจเทียบได้กับเศษเสี้ยวของความรู้สึกที่ได้ควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองในยามนี้


แม้แต่ตระกูลฉี สิ่งที่พวกเขาคิดได้ก็เป็นเพียงการจัดหาคนรับใช้มาคอยปรนนิบัติเขาเพิ่มขึ้นเท่านั้น


ไม่เคยมีผู้ใดเป็นเช่นฉินเหยา ที่ใส่ใจต่อความต้องการในส่วนลึกของจิตใจคนพิการเช่นเขาอย่างแท้จริง


กงเหลียงเหลียวรู้สึกตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง เขาจ้องมองฉินเหยาอยู่นานจึงเอ่ยถามนางอย่างทำอะไรไม่ถูก “เหยาเหนียง เจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการหรือไม่ บอกมาได้เลยมิต้องเกรงใจ”


ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายศีรษะเบาๆพลางยิ้ม “ไม่มีเจ้าค่ะ”


เพียงสองคำเท่านั้น พูดจบนางก็หันหลังเดินจากไป


เมื่อเดินมาถึงทางในหมู่บ้าน นางก็พลันนึกบางอย่างขึ้นได้จึงหันกลับไปตะโกนบอกหลิวจี้เสียงดัง “รีบช่วยท่านอาจารย์และคุณชายฉีขนย้ายสัมภาระให้เสร็จสิ้นเสีย ต้องเตรียมหว่านเมล็ดข้าวสาลีแล้ว!”


สองวันนี้อากาศดีนัก ต้องรีบลงมือเพาะปลูกเพื่อมิให้พลาดฤดูกาล


ที่ดินสิบหมู่ในหมู่บ้าน อาวั่งเป็นผู้ไถพรวนทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ทั้งยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องรับส่งพวกต้าหลางสี่พี่น้องไปกลับจากสำนักศึกษาทุกวันอีกด้วย


เรื่องนี้ทำให้ฉินเหยารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังใช้แรงงานอีกฝ่ายมากเกินไป เรื่องการลงเมล็ดพันธุ์ อย่างไรเสียนางก็ไม่อาจปล่อยให้อาวั่งทำเพียงลำพังได้อีกต่อไป


ส่วนที่ดินอีกสองหมู่ซึ่งอยู่ไกลลิบลิ่วนั้น ฉินเหยามิได้นับรวมเข้าไปด้วยซ้ำ นางตัดออกไปราวกับว่าไม่เคยมีอยู่!


กิจการในโรงงานก็พลันมีมากขึ้น ฉินเหยาจึงไม่มีเวลาว่างเลยแม้แต่น้อย ที่บ้านก็ขาดแคลนคนงานอย่างหนัก หลิวจี้รู้แก่ใจดีว่าครานี้ตนคงหนีไม่พ้นเสียแล้ว


แต่เมื่อเหลือบมองเหล่าผู้คุ้มกันที่อยู่ข้างกายฉีเซียนกวน มุมปากของเขาก็ยกสูงขึ้นเล็กน้อย ตอบรับอย่างกระฉับกระเฉง “รู้แล้วเมียจ๋า พรุ่งนี้เช้าข้าจะลงนาเอง!”


สือโถวพลันรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาอย่างหาสาเหตุมิได้ ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้น


แต่ยังมิทันให้เขาได้คิดมาก การเยี่ยมชมเรือนใหม่ก็สิ้นสุดลง หลังจากติดป้ายชื่อเรือนและทำพิธีก้าวข้ามกองไฟอย่างเรียบง่ายแล้ว การย้ายเข้าเรือนใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ


สัมภาระส่วนใหญ่เดิมทีก็เก็บไว้ที่บ้านพักรับรองอยู่แล้ว…ไม่สิ บัดนี้ควรเรียกว่าเรือนปทุมแล้ว


สัมภาระส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในเรือนปทุมอยู่แล้ว บัดนี้เพียงแค่นำออกมาจัดวางในตำแหน่งที่มันควรจะอยู่เท่านั้น


สัมภาระที่เหลือซึ่งฝากไว้ที่บ้านของฉินเหยามีไม่มากนัก แต่การจัดเก็บก็ยังนับว่าจุกจิกอยู่บ้าง


หลิวจี้มักจะหาทางอู้งานอยู่เสมอ เขาจับพนักวางแขนของรถเข็นกงเหลียงเหลียวไว้ไม่ยอมปล่อย


แล้วอ้างอย่างสวยหรูว่าพาท่านอาจารย์ไปเดินเล่นแถวเรือนปทุม เพื่อทดลองดูว่ารถเข็นคันใหม่ใช้ดีหรือไม่ดี ทว่าแท้จริงแล้วก็คือการหลบไปอู้งานนั่นเอง


ทิ้งให้ฉีเซียนกวนต้องคอยดูแลการจัดแจงเรือนใหม่แต่เพียงผู้เดียว


วุ่นวายตั้งแต่ยามอู่จวบจนยามโพล้เพล้ เรือนปทุมที่เคยเงียบเหงาวังเวง ในที่สุดก็เริ่มมีกลิ่นอายของมนุษย์ ดูเป็นบ้านขึ้นมาบ้างแล้ว


หลิวจี้กะเวลา รอจนกระทั่งงานทั้งหมดถูกผู้อื่นทำจนเสร็จสิ้นจึงแสดงสีหน้าประหนึ่งว่า ‘ข้าดูแลท่านอาจารย์มาทั้งวัน เหนื่อยจนแทบจะขาดใจตาย’ แล้วเข็นกงเหลียงเหลียวผู้ซึ่งในมือกำลังถือต้นอ้อกระจุกหนึ่งที่เด็ดมาเตรียมจะนำไปปักไว้บนโต๊ะหนังสือตัวใหม่กลับมา


ฉีเซียนกวนรู้เช่นเห็นชาติของหลิวจี้มานานแล้วจึงคร้านจะเสียเวลาไปต่อกรกับเขา


เด็กหนุ่มยืนตัวตรงอยู่ในลานบ้าน มองดูเรือนปทุมที่ตนเองลงมือตกแต่งขึ้นเองกับมือ ความรู้สึกภาคภูมิใจก็เอ่อล้นขึ้นในใจโดยพลัน


พูดตามตรงแล้ว บัดนี้เขาไม่อยากกลับบ้านเลยแม้แต่น้อย


เขาเพียงอยากจะพำนักอยู่ในเรือนปทุมที่ตนเองสร้างสรรค์ขึ้นเองกับมือ ทุกซอกทุกมุมของเรือนล้วนถูกใจเขาแห่งนี้ไปจนวันตาย!


ฉีเซียนกวนรู้สึกเช่นนี้ กงเหลียงเหลียวยิ่งรู้สึกเช่นนั้นมากกว่า


ท่านผู้เฒ่าจินตนาการไม่ออกเลยว่า หากต้องจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปแล้วจะยังสามารถหาลานเรือนอันสมบูรณ์แบบที่ทำให้ตนเองรู้สึกสะดวกสบายถึงเพียงนี้ได้จากที่ใดอีก


สองศิษย์อาจารย์สบตากันต่างก็พึงพอใจกับเรือนใหม่หลังนี้เป็นอย่างยิ่ง


หลิวจี้เองก็คิดในใจอย่างตื่นเต้นว่า ‘ห้องหนังสือของข้า ในที่สุดก็สามารถเริ่มลงมือก่อสร้างได้เสียที!’


ตอนที่ 348: แมวตะกละแห่งเรือนเก่าตระกูลหลิว


มื้อเย็นวันนั้นรับประทานกันที่เรือนปทุม


ฉีเซียนกวนส่งเทียบเชิญในนามของท่านอาจารย์ เชิญผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูล คนเรือนเก่าและครอบครัวหลิวเหล่าฮั่นมาร่วมงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ที่เรือนใหม่ด้วยกัน


เมื่อมีคนจำนวนมากถึงเพียงนี้ต้องรับประทานอาหาร เพียงกำลังคนที่ตระกูลฉีนำมาด้วยย่อมไม่เพียงพอ วันก่อนหน้าจึงได้ไปเชิญพ่อครัวฝีมือเยี่ยมมาจากโรงเตี๊ยมในอำเภอแล้ว


ยามบ่ายได้ส่งสารถีไปรับตัวเขามา พ่อครัวผู้นั้นเตรียมวัตถุดิบมาพร้อมสรรพ ทั้งยังพาลูกมือมาด้วยคนหนึ่ง


ห้องครัวของเรือนปทุมสร้างไว้กว้างขวางนัก เตาไฟสามเตาถูกจุดขึ้นพร้อมกัน พอถึงยามพลบค่ำ กลิ่นเนื้อหอมยั่วน้ำลายก็โชยออกมาจากในลานเป็นระลอก กลิ่นหอมนั้นลอยตามลมไปจนถึงทุกครัวเรือนในหมู่บ้าน เพียงแค่ได้กลิ่นก็ทำให้เหล่าเด็กน้อยน้ำลายสอแล้ว


จินฮวาอดรนทนไม่ไหวแล้ว ออกไปชะเง้อมองที่หน้าประตูหลายครั้งหลายครา เมื่อเห็นท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อและท่านแม่ในลานยังไม่มีทีท่าว่าจะออกเดินทาง ใบหน้าเล็กๆของนางก็เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย


“ท่านแม่ หากพวกเราไปช้า เนื้อจะหมดเสียก่อนหรือไม่เจ้าคะ” จินฮวาเอ่ยถามอย่างร้อนรน


เมื่อครู่นี้นางกับผองเพื่อนกำลังเล่นกันอยู่ที่บ่อน้ำของหมู่บ้านก็เห็นรถม้าของตระกูลฉีลากหมูทั้งตัวผ่านไปกับตาตนเอง


นางชิวกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้บุตรชาย เจ้าตัวเล็กนี้แข็งแรงและซุกซนนัก อยู่ในวัยกำลังคลานซนไปทั่ว เพียงชั่วพริบตาเดียว ผ้ากันเปื้อนด้านหน้าก็มอมแมมเสียจนดูไม่ได้แล้ว


วันนี้จะไปยังเรือนปทุม ใช่ว่าจะเป็นบ้านของชาวบ้านธรรมดาในหมู่บ้านเสียเมื่อใด จำเป็นต้องแต่งกายให้สะอาดสะอ้าน เพื่อมิให้เหล่าผู้สูงศักดิ์เห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นการเสียมารยาท


พอต้องดูแลเจ้าตัวเล็ก ทั้งยังต้องคอยดูแลคนตัวโตอีก เสื้อผ้าของหลิวจ้งนั้นเขาหาอย่างไรก็หาไม่พบ ทั้งที่ในห้องก็มีหีบเสื้อผ้าอยู่เพียงสองใบ เขากลับเอาแต่เดินวนไปวนมาอยู่ในห้องรอให้นางเป็นผู้ค้นหาให้ บัดนี้พอถูกบุตรสาวเร่งเร้าเข้า นางชิวผู้มีอุปนิสัยอ่อนโยนก็อดเอ่ยปากบ่นออกมามิได้ว่า


“จะรีบร้อนไปไย เจ้าแมวน้อยตะกละตัวนี้ ปกติที่บ้านเราสามสี่วันก็ได้กินเนื้อมื้อหนึ่ง เหตุใดจึงทำท่าราวกับคนไม่เคยพบเจอของดีเช่นนี้เล่า”


จินฮวาไหล่ลู่ลงในทันที นางถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วพึมพำเสียงเบา “เนื้อที่ทำกินกันเองที่บ้านกับเนื้อที่พ่อครัวใหญ่จากโรงเตี๊ยมในอำเภอปรุง จะเหมือนกันได้อย่างไรเจ้าคะ…”


ซื่อเหนียงเคยเล่าว่าเนื้อที่พวกนางได้ลิ้มลองที่โรงเตี๊ยมในเมืองหลวงของมณฑลคราวก่อนนั้น แทบจะไม่ใช่เนื้อแล้ว เพราะมันอร่อยเลิศรสราวกับปุยเมฆบนท้องฟ้า ทำให้รู้สึกราวกับว่าร่างกายจะล่องลอยได้อย่างนั้น


จินฮวาคิดในใจ ซื่อเหนียงต้องขี้โม้เป็นแน่ ในโลกใบนี้จะมีเนื้อที่อร่อยราวกับปุยเมฆได้อย่างไร


นางสูดจมูกฟุดฟิด แต่กลิ่นที่โชยมาจากทางเรือนปทุมนั้นช่างหอมหวนยิ่งนัก!


เมื่อสองสามีภรรยาหลิวจ้งและนางชิวอุ้มต้าเหมาออกมาจากห้องก็เห็นบุตรสาวของตนยืนอยู่ที่ประตูใหญ่ จ้องมองไปยังทิศทางของเรือนปทุมพลางกลืนน้ำลายลงคอ ช่างเป็นภาพที่ทั้งน่าสงสารและน่าขันในเวลาเดียวกัน


หลิวเหล่าฮั่นและนางจางต่างก็เปลี่ยนไปสวมเสื้อคลุมบุฝ้ายตัวใหม่เอี่ยมซึ่งตัดเย็บจากผ้าฝ้ายที่หลิวเฝยซื้อกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลเมื่อคราวก่อน


เดิมทีตั้งใจว่าจะเก็บไว้ใส่ในช่วงปีใหม่ ทว่าวันนี้ผู้สูงศักดิ์ที่เรือนปทุมเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยง หลิวเหล่าฮั่นมิอยากทำให้เจ้าสามต้องอับอายขายหน้าจึงได้ยอมหักใจนำเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ตัดเย็บเตรียมไว้แล้วออกมาสวมใส่ก่อนกำหนด


คนงามเพราะอาภรณ์ พอเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่แล้วก็ดูคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงและมีสง่าราศีขึ้นมาก


นางจางจ้องมองสามีเฒ่าของตนแล้วก้มหน้าแอบหัวเราะคิกคัก


“เจ้าหัวเราะอันใด” หลิวเหล่าฮั่นเอ่ยถามอย่างข้องใจ


ดวงตาของนางจางทอประกายระยับแล้วกล่าวว่า “มองท่านสวมชุดใหม่นี้แล้ว ดูราวกับว่ายังไม่แก่ถึงเพียงนั้น”


เมื่อหลิวเหล่าฮั่นได้ยินดังนั้น ประกอบกับเห็นแววตาเป็นประกายของภรรยา ใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาก็พลันแดงก่ำขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รีบกระแอมไอสองสามครั้งแล้วเดินออกไปยังลานบ้าน ตะโกนถามเสียงดัง “สะใภ้ใหญ่ เตรียมตัวเสร็จแล้วหรือยัง”


นางเหอรีบขานรับมาจากในห้อง “มาแล้วเจ้าค่ะ มาแล้ว!”


นางจูงจินเป่าซึ่งเกล้ามวยผมเรียบร้อยและกำลังเดินบิดไปบิดมาด้วยท่าทางเอียงอายออกมา หลิวจ้งอุทาน “โอ้โห” แล้วหัวเราะเสียงดัง กล่าวว่า “จินเป่าของพวกเราแต่งกายเช่นนี้ ดูราวกับเป็นนายน้อยจริงๆ!”


จินฮวาไม่ยอมน้อยหน้า รีบวิ่งเข้าไปหาท่านพ่อของตน “แล้วข้าเล่าเจ้าคะ ข้าเป็นอย่างไรบ้าง”


บนกายนางสวมเสื้อคลุมบุฝ้ายตัวใหม่สีชมพูอมส้ม นางชิวตัดเย็บเลียนแบบเสื้อคลุมขนกระต่ายสีชมพูอ่อนของซื่อเหนียง เด็กหญิงตัวน้อยสวมใส่แล้วย่อมดูงดงามน่ารักเป็นธรรมดา


หลิวจ้งลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ “งดงาม งดงาม ราวกับเป็นคุณหนูจากตระกูลมั่งคั่งเลย”


“ข้ามิอยากเป็นคุณหนูจากตระกูลผู้มั่งคั่งหรอกเจ้าค่ะ” จินฮวาโผเข้ากอดมารดาของตน พลางกล่าวอย่างร่าเริง “ข้าขอเป็นเพียงแมวตะกละแห่งเรือนเก่าตระกูลหลิวก็พอแล้ว!”


พูดจบนางก็รีบแลบลิ้นปลิ้นตาแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้นางชิวฟาดก้นเอา


ทุกคนในห้องถูกนางหยอกล้อจนหัวเราะครืน นางชิวมีสีหน้าจนใจระคนเอ็นดู


ขณะนั้นเองก็มีเสียงร้องเรียกอันดังของซื่อเหนียงแว่วมาจากนอกประตูว่า “พี่จินฮวา!”


ที่แท้คือสองแม่ลูกฉินเหยาเดินทางมาถึงแล้ว ด้วยเกรงว่าพวกของหลิวเหล่าฮั่นจะรู้สึกอึดอัดไม่เป็นตัวของตัวเอง ฉินเหยาจึงตั้งใจพาซื่อเหนียงมารับพวกเขาไปเรือนปทุมพร้อมกัน


เด็กชายทั้งสามคนที่บ้านได้ตามอาวั่งไปหาหลิวจี้ก่อนล่วงหน้าแล้ว


เมื่อเห็นฉินเหยามารับ นางเหอก็ตอบรับเสียงดังลั่น ทั้งครอบครัวจากเรือนเก่าจึงรีบพากันออกมา


ในมือของนางจางถือตะกร้าใส่เกาลัดคั่วน้ำตาลที่ยังร้อนกรุ่นอยู่เต็มตะกร้า “เหยาเหนียง พวกเรานำของสิ่งนี้ไปมอบให้คุณชายฉีและท่านอาจารย์กงเหลียง พวกท่านจะไม่ถือสาใช่หรือไม่”


นี่ก็เป็นความคิดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันของฉินเหยาเช่นกัน เมื่อปีกลายได้กินเกาลัดคั่ว ปีนี้จึงเพิ่มระดับความยากขึ้น ต้องการจะทำเกาลัดคั่วน้ำตาล นางจางจึงอาศัยจังหวะที่ออกไปดูแลแปลงผักในไร่ แบกเกาลัดจำนวนมากกลับมาด้วย บ่ายวันนี้ก็เพิ่งจะคั่วเสร็จใหม่ๆเพื่อการนี้โดยเฉพาะ


เกาลัดเต็มแน่นหนึ่งตะกร้าไม้ไผ่ นี่คือเกาลัดทั้งหมดที่คั่วในวันนี้ล้วนถูกบรรจุไว้ในนี้แล้ว


ฉินเหยาเปิดผ้าโปร่งที่คลุมอยู่มองแวบหนึ่ง พอนึกถึงรสชาติหวานหอมหนุบหนับของเกาลัดคั่วน้ำตาลก็อดมิได้ที่จะแอบกลืนน้ำลาย พยักหน้ารับคำติดๆกัน “ได้เจ้าค่ะ ได้แน่นอน นี่เป็นของดีทีเดียว ในเมืองหลวงยังหาซื้อไม่ได้ง่ายๆเลยนะเจ้าคะ”


นางจางเห็นกิริยาเล็กๆน้อยๆนั้นของฉินเหยาก็อดที่จะหัวเราะออกมามิได้ นางกำชับซื่อเหนียงว่า “เดี๋ยวค่อยกลับมาเอาที่บ้านนะ ย่ายังเก็บส่วนของพวกเจ้าพี่น้องไว้ให้อีกหน่อย”


ซื่อเหนียงกำลังยืนชมเสื้อผ้าของพี่จินฮวาอยู่ พอได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป ร้อง “อ๊ะ” ออกมาคำหนึ่ง “ข้ามิได้อยากกินเสียหน่อยนี่เจ้าคะ”


แต่เมื่อเหลือบไปเห็นแววตาที่เอาแต่จับจ้องตะกร้าเกาลัดไม่วางตาของท่านแม่ นางก็พลันเข้าใจขึ้นมาในทันที “อ้อ ข้าอยากกินเจ้าค่ะ! ขอบพระคุณท่านย่ามากเจ้าค่ะ!”


“เด็กดี” นางจางมองเด็กหญิงตัวน้อยด้วยแววตาเอ็นดู เด็กหญิงตัวเล็กผิวขาวอมชมพูผู้นี้ มองแล้วช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง


ครั้นพอย้อนนึกถึงช่วงเวลาก่อนที่ฉินเหยาจะมาถึง สภาพของเด็กๆนั้นดูไม่ต่างจากขอทานน้อย ในใจของนางจางก็พลันเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย


หากเป็นเมื่อครั้งอดีต พวกนางย่อมมิกล้าแม้แต่จะจินตนาการว่าชาวนาต่ำต้อยเช่นพวกตน จะมีโอกาสได้ไปร่วมงานเลี้ยงของมหาบัณฑิตกับเขาด้วย


ตลอดเส้นทาง ฉินเหยาคอยบอกกล่าวพวกคนจากเรือนเก่าอยู่เสมอว่าอย่าตื่นตระหนก ให้ทำราวกับว่ากำลังพบปะผู้ใหญ่บ้านหรือหัวหน้าตระกูลเหมือนเช่นทุกวันก็พอ


ทว่าดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะไร้ผล แม้แต่ต้าเหมาผู้ซุกซนเป็นนิจก็ยังรับรู้ได้ถึงบรรยากาศอันตึงเครียดของคนในครอบครัวจึงสงบเสงี่ยมลงไม่น้อย


กลับเป็นเด็กน้อยทั้งสองอย่างจินฮวาและจินเป่าที่ในใจปราศจากความคิดฟุ้งซ่านกังวลใดๆ พวกเขาเอาแต่จดจ่ออยู่กับอาหารเลิศรสในงานเลี้ยง ดวงตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความคาดหวัง มิได้มีความประหม่าเลยแม้แต่น้อย


ถึงเรือนปทุมแล้ว ทั้งภายในและภายนอกลานล้วนจุดตะเกียงจนสว่างไสว ส่องให้ทั่วทั้งบริเวณลานเรือนสว่างเจิดจ้า


สือโถวและเด็กรับใช้ข้างกายอีกสองคนเมื่อเห็นแขกมาถึงก็รีบนำพวกของฉินเหยาเข้าไปด้านใน


เมื่อก้าวเข้าไปในลาน พวกของหลิวเหล่าฮั่นก็ได้เห็นภูเขาจำลองและธารน้ำไหลริน แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองเลยว่า นี่คือบ้านเก่าที่ก่อนหน้านี้เคยรกร้างว่างเปล่าและเต็มไปด้วยวัชพืช


เมื่อมาถึงห้องโถงใหญ่โอ่อ่า ภายในห้องปูพื้นด้วยแผ่นไม้ซึ่งขัดเสียมันวาวจนสามารถส่องสะท้อนเงาร่างของผู้คนได้


ชั่วขณะนั้น พวกคนจากเรือนเก่าที่ยืนอยู่บริเวณหน้าประตูห้องโถง ต่างก็พากันลังเลไม่กล้าก้าวเท้า จะเดินหน้าเข้าไปก็ไม่กล้า จะถอยหลังกลับก็ทำไม่ได้


เป็นฉินเหยาที่ก้าวเดินนำไปก่อน ทุกคนจึงค่อยๆเดินตามหลังนางไปอย่างเชื่องช้า ระยะทางเพียงไม่กี่ก้าวกลับรู้สึกราวกับว่ายาวนานหลายชั่วยาม


งานเลี้ยงจัดเตรียมไว้ที่สวนหลังบ้าน ห้องโถงด้านหน้าใช้สำหรับรับรองแขกเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากธรรมเนียมของบ้านชาวนาที่มักจะจัดวางโต๊ะตามสะดวก แขกเหรื่อสามารถเลือกที่นั่งได้เองตามใจชอบ


ถึงกระนั้น นี่ก็เป็นรูปแบบที่ฉีเซียนกวนได้ปรึกษาหารือกับฉินเหยาแล้วและปรับเปลี่ยนให้เรียบง่ายขึ้นตามธรรมเนียม ‘เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม’


โชคดีอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลเดินทางมาถึงก่อนแล้ว พวกเขากำลังนั่งสนทนากับกงเหลียงเหลียวอย่างสำรวม โดยมีหลิวจี้คอยอยู่เป็นเพื่อน พูดคุยกันถึงเรื่องสภาพความเป็นอยู่และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆในหมู่บ้านตามแต่ละฤดูกาล


ตอนที่ 349: นางสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า


เมื่อได้พบผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล พวกของหลิวเหล่าฮั่นก็รู้สึกผ่อนคลายลงมากอย่างเห็นได้ชัด


ประกอบกับได้เห็นท่าทีสนิทสนมเป็นกันเองของหลิวจี้ที่มีต่อกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามหาบัณฑิตผู้สูงส่งและคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์นั้นมิได้ดูห่างไกลจนมิอาจเอื้อมถึงอีกต่อไป


หลิวจี้เดินเข้ามาต้อนรับพร้อมทั้งแนะนำครอบครัวของตนให้ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ได้รู้จัก


หลิวเหล่าฮั่นและนางจางพาเหล่าผู้น้อยทำความเคารพต่อกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนทีละคนพร้อมทั้งมอบของขวัญแสดงความยินดี ซึ่งก็คือเกาลัดคั่วน้ำตาลที่เพิ่งคั่วเสร็จใหม่ๆหนึ่งตะกร้าเต็มๆ


กงเหลียงเหลียวนั้นแม้อายุจะมากแล้วทว่าสุขภาพฟันยังคงแข็งแรงนัก หลิวจี้จึงปอกให้เขาลองชิมสองเม็ด ณ ที่นั้นทันที ดวงตาของท่านผู้เฒ่าพลันเปล่งประกายขึ้นมา ถูกใจยิ่งนัก จึงสั่งให้เด็กรับใช้ข้างกายเก็บไว้ให้ตน เอาไว้ภายหลังค่อยนำออกมาชิมทีละน้อย


อย่าได้เห็นว่าฉีเซียนกวนอายุยังน้อย ทว่าลำดับอาวุโสของเขานั้นสูงกว่าหลิวจี้เสียอีก จินเป่าและจินฮวาจึงนับว่าเขาเป็นผู้อาวุโส ทรุดกายลงคุกเข่าทันที แม้แต่ต้าเหมาที่ยังทำได้เพียงคลานอยู่กับพื้นก็ยังทำท่าหมอบลงกับพื้นตามอย่าง ทำให้ฉีเซียนกวนตกใจเป็นอย่างมาก


ทว่าสีหน้าของเขากลับมิได้แสดงอาการใดๆ ยังคงสงบนิ่งดังเดิม เพียงแต่รีบสั่งให้เด็กรับใช้ข้างกายช่วยประคองเด็กทั้งสามให้ลุกขึ้น


เมื่อได้รับการคารวะอย่างสูงถึงเพียงนี้ ผู้อาวุโสก็จำต้องมอบของพบหน้าแก่ผู้น้อย จินฮวาและจินเป่าจึงได้รับชุดพู่กันและแท่งหมึกคนละชุด ส่วนต้าเหมาได้รับจี้หยกชิ้นหนึ่งไว้เล่น


สิ่งนี้ทำเอาเอ้อร์หลางและซานหลางอิจฉาตาร้อน อยากจะคุกเข่าคารวะอาจารย์อาเล็กบ้าง หากรู้แต่แรกว่าการคารวะผู้อาวุโสจะได้ของขวัญตอบแทน พวกเขาก็คงไม่มัวคำนึงถึงศักดิ์กับบิดาของตนเองอยู่เช่นนี้แล้ว


ฉีเซียนกวนแอบถลึงตาปราม สองพี่น้องจึงได้แต่หัวเราะเจื่อนๆ แล้วล้มเลิกความคิดนั้นไป


กงเหลียงเหลียวดูเป็นคนเคร่งขรึมไม่ค่อยพูดจา เด็กๆจึงรู้สึกไม่สนิทสนมกับเขาเท่าไหร่ ต้าหลางเคยแอบกระซิบบอกฉินเหยาว่า ทุกครั้งที่เขาเห็นกงเหลียงเหลียวก็รู้สึกราวกับได้พบอาจารย์ผู้เฒ่าหัวโบราณแสนเคร่งครัดในสำนักศึกษา


ด้วยเหตุนี้ หลังจากได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่แล้ว พวกต้าหลางสามพี่น้องก็จูงจินเป่าและแบกต้าเหมาพากันไปยังสวนหลังบ้านเพื่อวิ่งเล่น


ส่วนจินฮวาและซื่อเหนียงนั้นชอบฟังผู้ใหญ่สนทนากัน พวกนางจึงนั่งอยู่ข้างกายมารดาของตน คอยเงี่ยหูฟังผู้ใหญ่พูดคุย ดูเป็นเด็กที่ทั้งฉลาดและเรียบร้อย


อย่างไรเสียฉีเซียนกวนก็ยังเป็นเด็ก เขาชอบเล่นกับต้าหลางและเอ้อร์หลางที่สุด เมื่อเห็นพวกเขาออกไปวิ่งเล่นข้างนอก ส่วนตนเองกลับต้องแสร้งทำเป็นผู้ใหญ่สุขุม นั่งอยู่ในห้องเพื่อรับมือกับคำเยินยอสรรเสริญของผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล ในใจก็รู้สึกอิจฉาจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา


หลิวจี้มองความคิดของศิษย์พี่ตัวน้อยออกจึงกล่าวกับกงเหลียงเหลียวข้างหูเบาๆอย่างนึกขัน “ท่านอาจารย์ ที่หมู่บ้านของพวกเรานิยมเริ่มงานเลี้ยงกันเร็ว เวลาก็ใกล้จะเหมาะสมแล้ว หรือพวกเราจะเริ่มงานเลี้ยงกันเลยดีหรือไม่ขอรับ”


กงเหลียงเหลียวเองก็มิได้ชื่นชอบการต้องรับมือกับผู้คนจำนวนมากเช่นกันจึงพยักหน้าเบาๆ แล้วมองไปยังฉีเซียนกวน สั่งให้เขาไปดูที่ห้องครัว หากเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ให้ส่งคนมาเรียกพวกตน


ฉีเซียนกวนครุ่นคิดเพียงเล็กน้อยก็ล่วงรู้ได้ว่าเป็นความคิดของหลิวจี้จึงมองเขาอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหลิวจี้จะใช้สายตาที่เปี่ยมด้วยความเอ็นดูเช่นนั้นมองมาที่ตน ราวกับว่ากำลังมองเด็กน้อยในปกครองของตนเองอย่างไรอย่างนั้น


ฉีเซียนกวนถลึงตาใส่หลิวจี้อย่างขุ่นเคือง เขาไม่ใช่เด็กเสียหน่อย!


จากนั้นจึงพยายามกลั้นยิ้ม เดินออกไปข้างนอกด้วยท่าทีลิงโลดใจ


“อย่างไรเสียก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ” หลิวจี้ทอดถอนใจ


หนึ่งเค่อต่อมา สาวใช้ก็เข้ามารายงานว่าสามารถเริ่มงานเลี้ยงได้แล้ว ทุกคนจึงพากันย้ายไปยังสวนหลังบ้านเพื่อร่วมรับประทานอาหาร


ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูล หลิวเหล่าฮั่นผู้ซึ่งเป็นผู้อาวุโส และหลิวจ้ง นั่งร่วมโต๊ะหลักกับกงเหลียงเหลียว ส่วนหลิวจี้ก็นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน ทำหน้าที่สร้างบรรยากาศครื้นเครง เพื่อมิให้ทุกคนรู้สึกอึดอัด


ฉินเหยาพบว่า คนเช่นหลิวจี้นั้น ในช่วงเวลาสำคัญก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น สถานที่ใดก็ตามที่มีเขาอยู่ บรรยากาศจะไม่เคยเงียบเหงาเลยแม้แต่น้อย


ฉีเซียนกวนขอไปนั่งร่วมโต๊ะกับพวกเด็กๆ ส่วนฉินเหยานั้นนั่งร่วมโต๊ะกับเหล่าสตรีทั้งหลาย การมีคนที่คุ้นเคยอยู่ด้วยเช่นนี้ ทำให้หากผู้ใดมีข้อสงสัยก็สามารถเอ่ยถามนางได้ตลอดเวลาจึงรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก


ทว่าในเมื่อเป็นการเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตามจึงได้มีการละเว้นธรรมเนียมปฏิบัติอันยุ่งยากมากมาย การลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะจึงเป็นไปตามแบบแผนของชนบท เมื่อยกตะเกียบขึ้นก็สามารถรับประทานได้ทันที ไม่มีพิธีรีตองที่ต้องบ้วนปากล้างมือก่อนแต่อย่างใด


พ่อครัวใหญ่ที่เชิญมามิได้ทำให้จินฮวาต้องผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เมื่อรับประทานอาหารมื้อนี้จนอิ่มหนำแล้ว นางก็เชื่อคำพูดของซื่อเหนียงอย่างสนิทใจ ที่แท้ในโลกนี้มีเนื้อที่อร่อยราวกับปุยเมฆอยู่จริงๆ เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็ทำให้รู้สึกเบาโหวงราวกับจะล่องลอยได้จริงๆ!


เมื่องานเลี้ยงฉลองขึ้นเรือนใหม่สิ้นสุดลง เรือนปทุมก็ถือได้ว่าตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างเป็นทางการแล้ว


ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลดื่มเป็นเพื่อนกงเหลียงเหลียวไปหลายจอก เมามายจนไม่ได้สติ ต่างคนต่างก็กุมมือของกงเหลียงเหลียวไว้คนละข้าง พลางกล่าวคำขอบคุณที่เขาให้เกียรติมาเยือนไม่หยุดปาก ลามไปจนถึงการขอบคุณบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของกงเหลียงเหลียวเสียจนครบถ้วน


ในที่สุดก็ถูกเหล่าผู้คุ้มกันแบกกลับบ้านไป


หลิวเหล่าฮั่นมิได้ดื่มมากเกินไป ทว่าฤทธิ์ของอาการมึนเมาเล็กน้อยนั้นกลับร้ายกาจที่สุด เขากอดหลิวจี้พลางกล่าวขอบคุณทวยเทพทั้งหลายที่คอยปกปักษ์คุ้มครองไม่หยุดปาก น้ำมูกน้ำตาไหลพรากพรรณนาถึงเรื่องราวการเติบโตของหลิวจี้ สุดท้ายก็ถูกหลิวจี้ผู้มีใบหน้าดำคล้ำลากตัวออกไปอย่างทุลักทุเล


“ซานเอ๋อร์เอ๋ย! เจ้าจงจำคำของพ่อไว้ให้ดี ถึงเจ้าจะทำผิดต่อบรรพบุรุษ ทำผิดต่อบิดามารดาก็มิเป็นไร แต่เจ้าห้ามทำผิดต่อเหยาเหนียงเป็นอันขาด! หากไม่มีเหยาเหนียงก็จะไม่มีเจ้าในวันนี้ เจ้าเด็กโง่ เจ้าจำได้หรือไม่!”


หลิวเหล่าฮั่นตบเพียะเข้าที่ศีรษะของหลิวจี้ไปหนึ่งฉาด คนที่กำลังมึนเมามักจะกะแรงไม่ถูก หลิวจี้จึงถึงกับตาลายพร่ามัว เห็นดาวระยิบระยับ เกือบจะล้มทั้งยืนอยู่ตรงนั้น


ฉินเหยายืนอยู่ริมประตูใหญ่ นางลูบจมูกของตนเองอย่างกระอักกระอ่วนใจ พลางคิดในใจว่าเรื่องนี้มิจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้


หลิวจี้รีบยกมือขึ้นปิดปากบิดาของตนแล้วผลักร่างของเขาเข้าสู่อ้อมแขนของหลิวจ้ง โบกมือไล่อย่างรวดเร็ว “เร็วเข้า เร็วเข้า! ไปได้แล้ว ไปได้แล้ว!”


หลิวจ้งพยักหน้าให้กับฉีเซียนกวนผู้เป็นเจ้าของบ้าน เอ่ยปากขอตัวลากลับ จากนั้นจึงค่อยประคองบิดาของตนจากไปอย่างยากลำบาก


นางจาง นางเหอ และนางชิวต่างก็ย่อกายคารวะ จากนั้นจึงจูงพวกเด็กๆตามไป


แขกเหรื่อทยอยกลับไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสองสามีภรรยาฉินเหยาเท่านั้น


วันพรุ่งนี้พวกเด็กๆยังต้องไปสำนักศึกษา ดังนั้นเมื่อถึงเวลานอน อาวั่งจึงได้มารับตัวพวกต้าหลางทั้งสี่พี่น้องไปแล้ว คาดว่าป่านนี้คงจะชำระล้างร่างกายเสร็จสิ้นและนอนหลับอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว


หลิวจี้ปาดเหงื่อเม็ดเล็กๆที่ผุดขึ้นบนหน้าผากเนื่องจากความร้อน เขายิ้มให้กับฉินเหยาแล้วโอบไหล่ศิษย์พี่ตัวน้อยของตนเดินเข้าไปในห้องเพื่อขอตัวกลับกับกงเหลียงเหลียว


ไม่คาดคิดว่า ทันทีที่เพิ่งเอ่ยปากว่าจะลากลับ กงเหลียงเหลียวผู้ซึ่งดูเหมือนจะเมาจนหลับไปแล้วกลับเบิกตาขึ้น สายตาอันคมกริบจับจ้องไปยังร่างของหลิวจี้ไม่วางตา


หลิวจี้ถูกสายตาอันแหลมคมราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของตนจ้องมองจนหายใจติดขัด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยถามเสียงแผ่ว “ท่านอาจารย์?”


“เจ้าเข้ามาใกล้ๆนี่” กงเหลียงเหลียวกล่าวเสียงเย็นชา


หลิวจี้รีบชำเลืองมองฉีเซียนกวนแวบหนึ่ง ‘ท่านอาจารย์มีอาการเช่นนี้เป็นปกติหรือไม่’


ฉีเซียนกวนขมวดคิ้วมุ่น ‘นี่ยังต้องถามอีกหรือ เห็นได้ชัดว่าไม่ปกติ!’


หลิวจี้ค่อยๆขยับขึ้นไปด้านหน้าสองก้าวด้วยหัวใจที่หวาดหวั่น กงเหลียงเหลียวพลันก็ถลึงตาจ้องเขม็ง


หลิวจี้รีบทรุดกายลงคุกเข่าข้างรถเข็นของกงเหลียงเหลียวในทันที ก้มศีรษะลงต่ำ ทำท่าทางราวกับไม่รู้ว่าตนเองทำสิ่งใดผิดไป แต่ก็ขอสารภาพผิดไว้ก่อนเป็นอันดับแรก


มือที่กงเหลียงเหลียวยกขึ้นนั้นชะงักค้างอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงตบลงบนท้ายทอยของหลิวจี้เสียงดังพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม


“คำพูดที่บิดาเจ้าเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่นี้ เจ้าจำได้หรือไม่”


เมื่อสิ้นประโยคนี้ ไม่เพียงแต่หลิวจี้เท่านั้นที่นิ่งอึ้งไป แม้แต่ฉินเหยาซึ่งยืนอยู่ริมประตูก็ยังประหลาดใจจนต้องเงยหน้าขึ้นมองมา


“จำได้แล้วขอรับ?” หลิวจี้ตอบรับอย่างไม่แน่ใจ พลางเงยศีรษะซึ่งเพิ่งถูกตบเป็นครั้งที่สองขึ้น เหลือบมองกงเหลียงเหลียวอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง


ท่านผู้เฒ่าทำหน้าบึ้งตึงทันที อำนาจบารมีของผู้ที่อยู่ในฐานะสูงกว่าแผ่กดดันลงมา หลิวจี้จึงรีบก้มหน้าหลุบตาลงต่ำ


ได้ยินเพียงเสียงข่มขู่จากคนที่อยู่เบื้องบน “ในเมื่อที่บ้านมีภรรยาผู้ประเสริฐก็จงดูแลนางให้ดี หากยังกล้าเอ่ยปากพร่ำบ่นอีกแม้แต่ครึ่งคำ ข้าผู้เฒ่าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”


หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ เงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “ท่านอาจารย์…ท่าน…ท่าน!” หรือว่าท่านจะถูกสยบด้วยรถเข็นคันใหม่เพียงคันเดียวจริงๆ?


“ข้าผู้เฒ่าทำไม” กงเหลียงเหลียวเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ อย่าคิดว่าเขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะพูดสิ่งใด


นั่นเป็นเพียงเรื่องของรถเข็นคันใหม่คันเดียวเท่านั้นหรือ


นั่นคือสตรีผู้กล้าหาญเด็ดเดี่ยวองอาจ มีจิตใจดีงาม เปี่ยมล้นด้วยความเมตตา เอาใจใส่ในทุกรายละเอียดเล็กน้อย ทั้งยังให้ความเคารพต่อผู้เฒ่าพิการ นางเป็นสตรีที่แสนวิเศษยิ่งนัก!


นาง! สมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้!


ดวงตาคู่นั้นของกงเหลียงเหลียวซึ่งผ่านการต่อสู้แย่งชิงอำนาจมานับครั้งไม่ถ้วนจนฉายแววเหี้ยมเกรียมเป็นพิเศษ จ้องมองไปยังหลิวจี้จนเขารู้สึกชาวาบไปทั้งหนังศีรษะ ไม่กล้าที่จะมีข้อสงสัยใดๆอีกต่อไปจึงได้แต่โขกศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม กล่าวตอบรับทั้งน้ำตา


“คำกำชับของท่านอาจารย์ ศิษย์จดจำไว้แล้วขอรับ!”


กงเหลียงเหลียวยกมือขึ้นอย่างพอใจอยู่บ้าง “ลุกขึ้นเถิด กลับไปปรนนิบัติดูแลเมียของเจ้าให้พักผ่อนดีๆเถิด”


หลิวจี้เบิกตากลมโต คำพูดอันคุ้นหูนี้ราวกับคำที่หลิวเหล่าฮั่นกำชับเขาไว้ก่อนหน้านี้เลย


หลังจากออกจากเรือนปทุม ระหว่างเส้นทางกลับบ้าน หลิวจี้ผู้สูญเสียที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่ที่สุดไป ทั้งยังรู้สึกราวกับว่าตนเองถูกโลกทั้งใบทอดทิ้งอีกครั้งมีใบหน้าเฉยเมยไร้ความรู้สึก นี่เขาไปก่อกรรมทำเข็ญอันใดไว้กันหนอ!


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่นับเป็นผลพลอยได้ที่ไม่คาดคิด?


มุมปากของนางยกสูงขึ้นเล็กน้อย แล้วจะไม่นับว่าเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกันเล่า~


ตอนที่ 350: ทะลวงรังปลาไหล


ในที่นาของแต่ละบ้านเริ่มมียุ่งกันแล้ว


พวกของชายใบ้ยังมิได้จากไป เดิมทีวางแผนไว้ว่าจะเดินทางหลังจากพ้นฤดูใบไม้ร่วงไปแล้ว ทว่าบัดนี้ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านตระกูลหลิวกำลังรับสมัครคนงานระยะสั้นเพื่อช่วยกันเพาะปลูกข้าวสาลี หลังจากทุกคนได้ปรึกษาหารือกันแล้วก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ตั้งใจว่าจะเดินทางกลับก่อนถึงปีใหม่


เดิมทีเฉียนวั่งได้เตรียมเงินจำนวนหนึ่งไว้ ตั้งใจว่าจะฝากให้ชายใบ้ช่วยนำกลับไปให้ที่บ้าน บัดนี้เมื่อเห็นว่าพวกเขายังมิได้จากไปก็ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ จำต้องขอให้ขบวนรถม้าของโรงงานช่วยนำข่าวและของไปส่งให้ส่วนหนึ่ง


หลิวไป่รับปากอย่างกระฉับกระเฉง บัดนี้เขาก็รู้จักขบวนรถม้าขนส่งสินค้าอยู่ไม่น้อย เรื่องที่เฉียนวั่งต้องการส่งเงินกลับบ้านนั้นสามารถจัดการให้ได้อย่างง่ายดาย


ทว่าเขาเพิ่งจะรับปากเฉียนวั่งไปหยกๆ ไม่นานพวกของชายใบ้ก็พากันมาหา หลายวันมานี้ นอกจากจะซ่อมแซมถนนหนทางแล้ว พวกเขายังช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนและทำงานรับจ้างระยะสั้นต่างๆ ในมือจึงพอมีเงินเก็บอยู่บ้างเล็กน้อย


ผู้ที่มีมากหน่อยก็ราวสองสามร้อยเหวิน ผู้ที่มีน้อยก็ราวหนึ่งร้อยเหวิน ดูเผินๆเหมือนจะไม่มาก ทว่าก็พอจะซื้อข้าวสารได้หลายสิบจิน หากฝากคนนำไปส่งให้ที่บ้าน คนทางบ้านก็จะได้มีข้าวประทังชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหน่อย


ดังนั้น ข้าวสารถุงใหญ่หลายใบจึงถูกหอบมาวางไว้หน้าคอกม้า ทุกคนต่างจับจ้องไปยังหลิวไป่ด้วยแววตาประจบประแจงและระมัดระวัง


เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ มิต้องรอให้เอ่ยปาก หลิวไป่ก็รู้ทันทีว่าพวกเขาต้องการสิ่งใด


นี่คงเป็นเพราะได้ยินเรื่องของเฉียนวั่งเข้าจึงพากันมาหาเขาเพื่อขอฝากของกลับไปยังบ้านเกิดของตน


หากเป็นคนเดียวก็แล้วไป นับว่าเป็นเรื่องที่พอจะช่วยเหลือได้สะดวก ทว่าครั้นมีข้าวสารเพิ่มขึ้นมามากมายหลายถุงในคราวเดียวเช่นนี้ หลิวไป่ก็พลันรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา


เขาไม่กล้ารับปากพวกเขาจึงมิกล้าสบตาด้วยซ้ำ ได้แต่ใช้มือป้องตาแล้ววิ่งแจ้นมาหาฉินเหยา พอเปิดปากคำแรกก็กล่าวว่าตนเองผิดไปแล้ว


ฉินเหยาปิดสมุดบัญชีลง มองเขาอย่างเคลือบแคลงสงสัย “ผิดอันใดหรือ ท่านทำสิ่งใดผิดมา”


หลิวไป่กล่าวอย่างหัวเสีย “ข้ารับปากจะช่วยเฉียนวั่งส่งเงินกลับบ้านเกิด แต่ดันลืมกำชับเขาว่าอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป คราวนี้เรื่องใหญ่แล้ว พวกคนจากเมืองหวงเชวี่ยพากันแบกถุงข้าวสารมากองใหญ่เบ้อเริ่ม อยากจะขอให้ข้าช่วยส่งกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเขาน่ะสิ”


ฉินเหยานึกว่ามีเรื่องอันใดยิ่งใหญ่เสียอีก นางหัวเราะออกมา “จะว่าไปแล้ว พวกเขาก็ช่วยเหลือหมู่บ้านของเราไว้ไม่น้อย ในเมื่อพวกเขามาขอความช่วยเหลือถึงที่ เช่นนั้นก็แบ่งรถจากขบวนรถม้าออกมาสักคันหนึ่ง ช่วยขนส่งให้พวกเขาสักเที่ยวเถิด”


หลิวไป่เองก็มีความคิดนี้อยู่เช่นกัน ทว่าเขาไม่มีอำนาจที่จะเสนอขึ้นมา บัดนี้เมื่อได้ยินฉินเหยากล่าวเช่นนั้นก็พลันถอนหายใจอย่างโล่ง.อก กล่าวขึ้นอย่างยินดีว่า “เช่นนั้น ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลยดีหรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้ารับ มองส่งหลิวไป่จนลับตาไปแล้ว นางก็นวดคลึงบริเวณขมับของตนเองเบาๆ เก็บสมุดบัญชีใส่ลิ้นชักแล้วลงกลอน จากนั้นจึงลุกขึ้นตั้งใจจะออกไปข้างนอกเพื่อพักผ่อนเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง


เดินไปเดินมา นางก็มาหยุดอยู่ที่บริเวณคันนาของที่ดินตนเอง


เมื่อเทียบกับที่นาของบ้านอื่นซึ่งมีคนงานอยู่เพียงสองสามคนอย่างบางตา ที่นาของบ้านนางกลับมีคนงานอยู่ถึงสิบกว่าคน ดูคึกคักจอแจยิ่งนัก


หลิวจี้ซึ่งกำลังสอนฉีเซียนกวนถึงวิธีการลงเมล็ดพันธุ์อยู่นั้น เมื่อเหลือบไปเห็นฉินเหยาที่ริมคันนา ดวงตาของเขาพลันก็สว่างวาบขึ้น รีบยกมือขึ้นโบกไม้โบกมืออย่างสุดกำลัง “เมียจ๋า!”


ฉินเหยาพยักศีรษะให้เบาๆถือเป็นการตอบรับ รอยยิ้มบนใบหน้าของคนบางคนก็พลันเบ่งบานสดใสขึ้นมาทันที


ฉีเซียนกวนคิดจะฉวยโอกาสนี้หลบหนีไป ทว่าคาดไม่ถึงว่าหลิวจี้จะราวกับมีดวงตาอยู่ที่ด้านหลังศีรษะ คว้าคอเสื้อด้านหลังของเขาไว้ได้ทันควัน


“ศิษย์พี่ ท่านคิดจะไปที่ใดกัน การเพาะปลูกข้าวสาลีนี้ท่านยังเรียนรู้ได้ไม่ถึงไหนเลย จะล้มเลิกกลางคันเช่นนี้ได้อย่างไร” หลิวจี้มองฉีเซียนกวนด้วยท่าทีขึงขังจริงจังราวกับผู้เปี่ยมคุณธรรม กดศีรษะอีกฝ่ายลงเพื่อบังคับให้เรียนรู้ต่อ


เมื่อนั้นฉินเหยาจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างกายหลิวจี้ ผู้ซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบไม่พอดีตัว ทั้งยังสวมรองเท้าสานเปิดปลายเท้า ที่แท้ก็เป็นฉีเซียนกวน!


กงเหลียงเหลียวซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ถูกเด็กรับใช้ข้างกายเข็นมาจนถึงริมขอบนา เมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าประหลาดใจของฉินเหยาก็ราวกับนึกถึงเรื่องน่าขันบางอย่างขึ้นได้จึงช่วยอธิบายให้นางฟัง


“เมื่อครู่นี้พอลงไปในนาก็พลาดท่าไปนั่งจมในกองปุ๋ยคอกเข้า เสื้อผ้าดีๆเสียไปชุดหนึ่งแล้ว จะให้ต้องเสียไปอีกชุดย่อมไม่ได้ ไม่รู้ว่าซานเอ๋อร์ไปหาชุดผ้าเนื้อหยาบเช่นนี้มาจากที่ใด สวมใส่แล้วก็ดูคล้ายชาวนาอยู่บ้างเหมือนกัน”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองไปยังฉีเซียนกวนที่กำลังถูกหลิวจี้กดหัวบังคับให้เรียนรู้วิธีเพาะปลูกข้าวสาลีอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเขารังเกียจอย่างถึงที่สุด ทว่าเมื่อได้ยินหลิวจี้กล่าวว่า ‘ทุกสรรพสิ่งล้วนต้องลงมือสัมผัสด้วยตนเองสักครั้งจึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพียงแค่อ่านจากในตำรานั้นมิอาจนับว่าถูกต้องแม่นยำได้’ เด็กหนุ่มก็แข็งใจบีบจมูกของตนเองแล้วทนทำต่อไป


ฉินเหยาอดทอดถอนใจมิได้ “มินึกเลยว่าคุณชายน้อยจะใจเย็นได้ถึงเพียงนี้”


กงเหลียงเหลียวพยักหน้าอย่างหนักแน่น “อุปนิสัยของจิ่งเซวียนนั้นดีอย่างยิ่ง”


หากมิใช่เช่นนั้นแล้ว เขาคงไม่ยอมติดตามตนมายังชนบทที่ห่างไกลเช่นนี้ เพื่อสัมผัสกับความทุกข์ยากลำบากของสามัญชนหรอก


ขณะที่คนทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น ในทุ่งนาพลันก็บังเกิดเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน


ฉีเซียนกวนและหลิวจี้โยนจอบในมือทิ้ง รีบวิ่งหนีตายขึ้นไปยังคันนา ทั้งวิ่งทั้งกรีดร้องเสียงหลง ประหนึ่งว่าได้พบเจอเข้ากับสิ่งใดที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง


กงเหลียงเหลียวและฉินเหยาต่างก็สะดุ้งตกใจกับเสียงกรีดร้องอันกะทันหันนั้น สือโถวรีบโยนจอบในมือทิ้งทันทีแล้ววิ่งไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ ทว่าเขาก็ร้อง “อ้า!” ออกมาสั้นๆด้วยความตื่นตระหนก พร้อมทั้งถอยหลังกรูดในทันที


“เรื่องบ้าอันใดกัน” ฉินเหยาวิ่งไปข้างหน้าอย่างเคลือบแคลงสงสัย นางผลักหลิวจี้ผู้ซึ่งตกใจจนหน้าซีดเผือดและกำลังจะโผเข้าสู่อ้อมอกของนางออกไป แล้วหยิบจอบที่สือโถวทำหล่นไว้ขึ้นมา เดินไปยังตำแหน่งที่ฉีเซียนกวนและหลิวจี้เคยอยู่เมื่อครู่


พอก้มลงมอง นางก็จุ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์พลางขมวดคิ้วมุ่น ช่างเป็นรังปลาไหลขนาดใหญ่เสียจริงๆ!


สัตว์รูปร่างยาวสีคล้ำปนดินจำนวนมากพันกันนัวเนีย รังที่อยู่ดีๆของพวกมันพลันถูกมนุษย์ทำลายลงอย่างกะทันหัน ทำให้พวกมันตื่นตกใจเลื้อยหนีกันจ้าละหวั่น แต่เนื่องจากดินโดยรอบค่อนข้างแข็งและแห้ง ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด พวกมันจึงเลื้อยหนีตายออกมาอย่างไม่คิดชีวิต


“ฉินเหนียงจื่อ ท่าน…ท่านมิกลัวหรือ” ฉีเซียนกวนกอดแขนของสือโถวไว้แน่น เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง


สือโถวนั้นในคราแรกเพียงแค่ตกใจเล็กน้อยที่เห็นเจ้าสิ่งน่าขยะแขยงกองรวมกันอยู่เช่นนั้น บัดนี้เมื่อตั้งสติได้แล้วจึงกระซิบอธิบายให้คุณชายของตนฟังเบาๆ “คุณชายอย่าได้ตื่นตระหนกไปเลยขอรับ เป็นเพียงรังปลาไหลเท่านั้นเอง”


“ปลาไหลรึ” ฉีเซียนกวนก็ชะงักไปเช่นกัน ปลาไหลในความทรงจำของเขามิได้น่ากลัวถึงเพียงนี้นี่นา


หลิวจี้เองก็ยืนงงงันไปชั่วขณะ ที่แท้เป็นเพียงรังปลาไหลหรอกรึ เขานึกว่าตนเองขุดเจอรังงูพิษเสียแล้ว ตกใจเสียจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น


เขาลองก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังสามสี่ก้าว จนมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังฉินเหยาก็ถูกนางเหลือบมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระอา


หลิวจี้รีบแอ่นอกขึ้นทันควัน “เมียจ๋า เจ้าอย่าได้มองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นสิ ข้ามิได้กลัวเสียหน่อย ที่ข้าตกใจก็เพราะเสียงกรีดร้องของศิษย์พี่ต่างหาก เลยมิทันได้มองดูให้ถนัด”


ฉินเหยาร้อง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่งอย่างแฝงความนัยแล้วสั่งให้เขาไปเอาถังมาหนึ่งใบ


แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าเหตุใดในที่นาซึ่งปล่อยน้ำจนแห้งแล้วจึงยังสามารถขุดพบปลาไหลจำนวนมากถึงเพียงนี้ได้ แต่ในเมื่อพวกมันปรากฏตัวออกมาแล้ว เช่นนั้นคืนนี้พวกนางก็จะได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะ!


เมื่อเห็นสองสามีภรรยาฉินเหยา คนหนึ่งจับ อีกคนหนึ่งนำใส่ถัง ทั้งสองจัดการกับเหล่าปลาไหลที่กำลังเลื้อยหนีตายอย่างไม่คิดชีวิตเหล่านี้ด้วยการจับโยนลงในถังไม้จนหมดด้วยความรวดเร็ว ฉีเซียนกวนก็พลันขมวดคิ้วมุ่น


หลิวจี้ยังจะถือมันมาให้เขาดูอีก “ศิษย์พี่ท่านดูสิ ปลาไหลอ้วนท้วนเช่นนี้ คืนนี้พวกเราจะได้ลิ้มรสของอร่อยกันแล้ว!”


จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับเหล่าผู้คุ้มกันว่า “ทุกคนเร่งมือกันหน่อย พวกเราพยายามปลูกข้าวสาลีในที่ดินสิบหมู่ผืนนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ ตอนเย็นข้าจะให้อาวั่งนำพวกมันทั้งหมดมาตุ๋นให้พวกท่านกินเป็นกับข้าวเพิ่ม!”


สุดท้าย เขาก็ยังไม่ลืมที่จะกล่าวเสริมอีกประโยคหนึ่ง “เนื้อของมันนุ่มละมุนลิ้นนัก รับรองว่าหากพวกท่านได้ลิ้มลองแล้ว จะต้องติดใจจนลืมไม่ลงแน่นอน!”


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกหลิวจี้หลอกล่อด้วยวาจาหรือไม่ ฉีเซียนกวนหรี่ตามองเข้าไปในถังไม้แวบหนึ่งพลันรู้สึกขึ้นมาว่าเจ้าปลาไหลเนื้อแน่นแต่ละตัวเหล่านี้ก็มิได้ดูน่าขยะแขยงถึงเพียงนั้นอีกต่อไป ถึงกับมีความคิดอยากจะกลืนน้ำลายขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ


หลิวจี้ขยิบตาให้กับศิษย์พี่ตัวน้อยของตนอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นก็หิ้วถังไม้เดินมาอยู่เบื้องหน้ากงเหลียงเหลียว “ท่านอาจารย์ ท่านลองดูสิขอรับ!”


กงเหลียงเหลียวเหลือบมองอย่างรวดเร็วแล้วเบือนหน้าหนีด้วยท่าทางรังเกียจ หลิวจี้หัวเราะแหะๆ ยกถังไม้ออกไป จากนั้นก็เดินไปหาฉินเหยาซึ่งกำลังล้างมืออยู่ที่ริมคูน้ำ “เมียจ๋า ข้าจะนำปลาไหลพวกนี้กลับไปที่บ้านก่อนนะ ตอนเย็นจะให้อาวั่งทำปลาไหลผัดเผ็ดของโปรดให้เจ้าสักจาน”


พูดพลางทำท่าจะเดินจากไป แต่ก็ถูกฉินเหยาตวาดห้ามไว้ “วางมันลงแล้วกลับไปทำงานของเจ้าต่อ”


หลิวจี้ “ได้จ้ะเมียจ๋า”


เขาวางถังไม้ลงอย่างเด็ดขาด หันหลังกลับ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วคว้าจับไหล่อันบอบบางของฉีเซียนกวนไว้แน่นจนเกือบจะทำให้อีกฝ่ายเสียหลักล้มคะมำ “ศิษย์พี่มาเถิด ศิษย์น้องจะสอนท่านเพาะปลูกข้าวสาลีต่อเอง”


ในเมื่อเขาหลิวจี้ต้องลงแรงทำงาน ผู้ใดก็อย่าได้หวังว่าจะได้อยู่อย่างสุขสบายโดยไม่ต้องทำอะไร!



จบตอน

Comments