stepmother ep351-360

ตอนที่ 351: ดวงตาของข้าก็คือไม้บรรทัด


พวกของหลิวจี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประสิทธิภาพในการเพาะปลูกนั้นมิได้มีความเกี่ยวข้องกับจำนวนคนมากน้อยสักเท่าใด


หลิวจี้นำผู้คุ้มกันและสารถีสิบกว่าคนลงแรงเพาะปลูกทั้งวันก็ยังมิสามารถเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีในที่ดินสิบหมู่ได้ทั้งหมด


ครั้นยามพลบค่ำ อาวั่งไปรับเด็กๆกลับบ้านก็ถือโอกาสแวะไปตรวจดูคุณภาพของงานในทุ่งนา พอกลับถึงบ้านใบหน้าของเขาก็ดำคล้ำไปหมด


คนงานสิบกว่าคน เพาะปลูกไปได้เพียงห้าหมู่ และอย่างน้อยที่สุด สองหมู่ครึ่งของจำนวนนั้นยังจำเป็นต้องรื้อทำใหม่ทั้งหมด!


อาวั่งโกรธมากและผลที่ตามมาก็ร้ายแรงมากเช่นกัน


ทว่าปลาไหลในค่ำคืนนี้ช่างหอมอร่อยอย่างแท้จริง!


เมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จสิ้น ต่างคนต่างก็กลับไปยังเรือนของตน พอหัวถึงหมอนก็หลับใหลไปในทันที ฉีเซียนกวนเหนื่อยล้าจนไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอจะไปขบคิดเรื่องจิปาถะอื่นใดอีกแล้ว เขาหลับรวดเดียวจนกระทั่งฟ้าสาง คุณภาพของการนอนหลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


หลิวจี้ถือเครื่องมือการเกษตรมารออยู่ด้านนอกเรือนปทุมตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อทนการอ้อนวอนอย่างหน้าด้านหน้าทนของเขาไม่ไหว ฉีเซียนกวนจึงจำต้องพาสือโถวและพวกตามเขามายังทุ่งนาอีกครั้ง เริ่มต้นวันอันแสนวุ่นวายอีกครา


ในยามนี้ สองศิษย์พี่ศิษย์น้องยังมิได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ พวกเขายังคงถือจอบขุดดินในทุ่งนาอย่างสนุกสนานร่าเริง เจ้าขุดหลุม ข้าหย่อนเมล็ด การกระทำซ้ำๆที่เดิมทีน่าเบื่อหน่ายกลับกลายเป็นเรื่องสนุกสนานขึ้นมาได้บ้าง


เมื่อเห็นว่าที่ดินสิบหมู่ใกล้จะเพาะปลูกจนเสร็จสิ้นแล้ว สองศิษย์พี่ศิษย์น้องก็สบตากันพลางแย้มยิ้ม ขณะที่กำลังจะตบมือเพื่อเฉลิมฉลองนั้นเอง อาวั่งผู้ซึ่งเพิ่งส่งเด็กๆไปยังสำนักศึกษาและเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านก็มาถึงยังที่เกิดเหตุพอดี


ยังมิทันที่หลิวจี้จะได้เอ่ยปากทักทายด้วยความตื่นเต้น อาวั่งก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมมาหยุดอยู่ข้างกายสือโถว ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของอีกฝ่าย เขากระชากจอบออกจากมือของสือโถวในทันที จากนั้นก็ลงมือขุดทำลายร่องดินอันบิดเบี้ยวที่อยู่เบื้องหน้าสือโถวจนสิ้น


เมล็ดข้าวสาลีที่เพิ่งจะอุตส่าห์ลงแรงฝังกลบลงไปอย่างยากลำบากเมื่อครู่นี้ ถูกขุดขึ้นมาจนหมดสิ้น


อาวั่งเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก รวดเร็วจริงๆ จอบในมือของเขานั้นตวัดได้ว่องไวเสียจนมองเห็นเป็นภาพซ้อน ไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ ที่ดินเกือบครึ่งหมู่ก็ถูกเขาขุดจนราบเรียบไปแล้ว


เมื่อนั้นหลิวจี้จึงเพิ่งตั้งสติได้ เขาวิ่งพรวดไปอยู่เบื้องหน้าอาวั่งด้วยความโกรธจัด ตวาดลั่น “อาวั่ง เจ้าโดนของมารึ พวกเราอุตส่าห์ลงแรงเพาะปลูกไปตั้งมากมาย เหตุใดเจ้าจึงต้องขุดทำลายมันทิ้งทั้งหมดด้วย”


อาวั่งไม่สนใจ ยังคงขุดต่อไป หลิวจี้ร้อนใจจนทนไม่ไหวจึงยื่นมือออกไปหมายจะแย่งจอบคืนมาจากเขา


คิ้วของอาวั่งขมวดเข้าหากันในทันที มือของเขาออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย หลิวจี้ก็ล้มก้นกระแทกพื้น นั่งนิ่งอยู่บนพื้นดินจ้องมองอาวั่งด้วยความตกตะลึง


อาวั่งเหลือบมองเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง หลิวจี้ก็รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังถูกพญามัจจุราชจับจ้องอยู่ก็มิปาน ทั่วทั้งร่างพลันสั่นสะท้านขึ้นมา ริมฝีปากสั่นระริก เค้นคำพูดออกมาได้เพียงคำเดียวว่า “บังอาจ!”


เขาไม่อยากจะยอมรับเลยว่า ตนเองถูกอาวั่งทำให้หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว


ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว อาวั่งก็กลับกลายมาเป็นอาวั่งคนเดิมที่ดูซื่อๆทึ่มๆคนนั้นอีกครั้ง


เขายื่นมือออกไป ฉุดร่างของหลิวจี้ให้ลุกขึ้นจากพื้นแล้วลากไปยังบริเวณที่ดินเพิ่งถูกขุดจนราบเรียบเมื่อครู่นี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “ปลูกใหม่”


“อะไรนะ?” หลิวจี้แทบไม่อยากจะเชื่อหูของตนเอง


อาวั่งกล่าวซ้ำอีกครั้งอย่างสั้นๆ แต่ใจความชัดเจนมาก “ปลูกใหม่ตามแบบของข้า”


พอสิ้นเสียง อาวั่งก็ลงมือทำแปลงสาธิตให้พวกของหลิวจี้ดูในทันที เขาชี้ไปยังร่องดินที่ขุดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งแนวตั้งและแนวนอน กล่าวว่า “ต้องปลูกเช่นนี้จึงจะถือว่าได้มาตรฐาน”


สือโถวมองดูแวบหนึ่ง เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ทุกแถวทุกแนวล้วนตรงแหน่ว ระยะห่างระหว่างร่องก็เท่ากันทุกกระเบียดนิ้ว เขาเผลอแย้งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร…”


“เป็นไปได้!” อาวั่งตวัดสายตาคมกริบมองเขา แววตาของเขาฉายประกายดื้อรั้นทว่าก็แฝงไว้ด้วยความจริงจัง


สือโถวลูบจมูกของตนเองอย่างเจื่อนๆ แล้วหันไปมองหลิวจี้ “คุณชายหลิว ถ้าคนรับใช้ของบ้านท่านยังจะก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ไม่เลิกอีก พวกข้าคงต้องขอตัวลากลับแล้วนะขอรับ!”


หลิวจี้ตบแขนของอาวั่งเบาๆ “ข้าว่านะเจ้าหนู อย่าได้จริงจังเกินไปนักเลย นี่มันมิใช่วิธีที่คนธรรมดาสามัญจะสามารถเพาะปลูกได้หรอก ทั่วทั้งหมู่บ้านก็ไม่เคยมีคนปลูกได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยถึงเพียงนี้”


อาวั่ง “ข้าเป็นคน”


หลิวจี้แบมือออก “เช่นนั้นก็ได้ เจ้าก็ปลูกไปคนเดียวเลย”


เขาเรียกสือโถวและพวก “พวกเราถอนทัพ! จะได้ถือโอกาสพักผ่อนเสียหน่อย อย่างไรเสียหากฉินเหยาเอ่ยถามขึ้นมาก็มิใช่ความผิดของข้าอยู่แล้ว”


“ห้ามไป” อาวั่งกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


หลิวจี้มิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย คิดในใจว่า ‘ข้าคือนายท่านใหญ่ของเจ้านะเฟ้ย!’ คว้าตัวศิษย์พี่ตัวน้อยที่กำลังลังเลอยู่เข้ามา “ไป! พวกเราไปหาท่านอาจารย์เพื่อเล่นหมากล้อมกันเถอะ”


“นี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กระมัง…” ฉีเซียนกวนเอ่ยคำว่า ‘กระมัง’ ยังไม่ทันจะจบด้วยซ้ำ อาวั่งพลันก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา จอบในมือถูกยกขึ้นขวางทางไว้ กั้นมิให้พวกเขาจากไป


หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “เจ้าคิดจะแข็งข้อรึ!”


เขายื่นมือออกไปหมายจะจับด้ามจอบเพื่อยกมันออกไป ทว่ามือเพิ่งจะสัมผัสกับด้ามจอบก็ถูกอาวั่งจับไว้ได้ จอบที่วางขวางอยู่ถูกพลิกกลับตั้งขึ้น ยัดเข้าใส่อุ้งมือของเขาอย่างเหมาะเหม็ง


ฝ่ามือเหล็กอันหนาและกว้างของอาวั่งกำรอบมือของเขาไว้แน่นแล้วลากทั้งคนทั้งจอบไปยังกลางทุ่งนา


พื้นดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อและเต็มไปด้วยร่องลึกนั้น ทำให้หลิวจี้เดินโซซัดโซเซไปมา เกือบจะหกล้มอยู่หลายรอบ ทว่าก็ถูกอาวั่งกระชากเสียจนเท้าทั้งสองข้างลอยพ้นจากพื้นจึงไม่ทันได้ล้มลงไป


หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เจ้ามิได้บอกข้าว่าเจ้าไม่เป็นวรยุทธ์หรอกรึ”


อาวั่งเบิกตาปริบๆอย่างไร้เดียงสา พอถูกถามก็ตอบว่า “ไม่เป็น”


หลิวจี้มองดูเท้าทั้งสองข้างของตนที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ‘เจ้าคนผู้นี้อย่างนี้เรียกว่าไม่เป็นวรยุทธ์รึ’


ก่อนหน้านี้เมื่อเห็นฉินเหยามอบต้าหลางให้อยู่ในความดูแลของอาวั่ง หลิวจี้ยังคิดว่าเป็นเพียงการให้อาวั่งคอยกำกับดูแลต้าหลางฝึกฝนวรยุทธ์เท่านั้น ส่วนกระบวนท่าต่างๆนั้นฉินเหยาได้สอนไว้ล่วงหน้าแล้ว


ประกอบกับทุกเช้าตรู่เขามัวแต่คิดเกี่ยวกับการท่องจำตำรา พอท่องตำราเสร็จสิ้น ต้าหลางก็ฝึกฝนวรยุทธ์เสร็จแล้วเช่นกัน แม้จะอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เขาจึงมิเคยได้เห็นอาวั่งใช้วรยุทธ์เลยแม้แต่ครั้งเดียว


บังเอิญเหลือเกินที่ทุกคนรอบข้างต่างก็รู้ดีว่าอาวั่งมีวรยุทธ์ ทว่าพวกของฉีเซียนกวนกลับทึกทักเอาเองว่าเขาผู้เป็นเจ้าของบ้านย่อมต้องรู้เรื่องนี้อยู่แล้วจึงไม่มีผู้ใดบอกกล่าวแก่เขาเลยสักคนเดียว


จนกระทั่งวินาทีนี้ เมื่อเท้าทั้งสองข้างของเขาลอยพ้นจากพื้นดิน หลิวจี้จึงเพิ่งตระหนักได้ว่า เรื่องที่คนอื่นเขารู้กันทั่ว มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้!


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตกตะลึงหรือโกรธจัดจนเกินไป ชั่วขณะหนึ่งหลิวจี้ถึงกับลืมที่จะต่อต้านขัดขืน


อาวั่งวางเขาลงบนแปลงนาส่วนที่เป็นของเขาแล้วรีบหันกลับไปอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งคว้าจับผู้คุ้มกันคนหนึ่งแล้วทำเช่นนี้ซ้ำๆหลายครั้ง จัดแจงให้พวกเขาแยกย้ายกันไปประจำตามส่วนต่างๆของทุ่งนา ยัดจอบและเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีใส่มือ จากนั้นจึงสั่งให้พวกเขาทำตามตน จัดการวางแผนให้ทุกคนอย่างเรียบร้อย ฉีเซียนกวนเองก็มิได้รับการยกเว้น


นานทีปีหนที่มโนธรรมในใจของหลิวจี้จะทำงานขึ้นมาบ้าง เขาเอ่ยเตือนเสียงแผ่ว “อาวั่ง เขายังเป็นเด็กนะ”


อาวั่งร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง แล้วหิ้วตัวฉีเซียนกวนขึ้น ยกเขาออกจากทุ่งนาแล้ววางลงบนคันนา “เช่นนั้นท่านก็ไปวิ่งเล่นเถิด”


ฉีเซียนกวนถึงกับตกใจที่ได้รับการยกเว้น ชะงักไปสองวินาทีจึงได้สติกลับมา เขามองไปยังพวกของหลิวจี้ที่อยู่ในทุ่งนาด้วยแววตาสงสาร


หลิวจี้กำจอบไว้แน่น มืออีกข้างก็เก็บเมล็ดข้าวสาลีที่เพาะปลูกไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาพลางกล่าวอย่างหน้าไม่อาย “อาวั่ง หากข้าบอกว่าข้าก็ยังเป็นเด็กอยู่ เจ้าจะช่วยยกข้าออกจากทุ่งนานี้หรือไม่”


อาวั่งตอบอย่างเย็นชาไร้เยื่อใย “ไม่ได้”


“ก็ได้” ฮือๆๆ ถ้ารู้แต่แรกว่าจะต้องลงมือทำใหม่อีกครั้ง ข้าคงจะตั้งอกตั้งใจเพาะปลูกให้ดีตั้งแต่แรกแล้ว! หลิวจี้อยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา


สือโถวรู้สึกว่าตนเองนั้นน่าสมเพชเวทนายิ่งกว่า เป็นผู้คุ้มกันอยู่ดีๆ บัดนี้กลับต้องมาเป็นชาวนา ถูกคนบางคนข่มขู่ด้วยกำลัง ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งของเขาอย่างเชื่อฟังเท่านั้น ขุดดินที่อุตส่าห์ปลูกไว้อย่างดีแล้วขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็ลงเมล็ดอีกครั้ง


ทว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญนั้นย่อมแตกต่างออกไปจริงๆ ที่นาซึ่งเพาะปลูกขึ้นใหม่นั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งนัก ทุกแถวเป็นแนวสี่เหลี่ยมจัตุรัส มองดูแล้วช่างเจริญตาเจริญใจเสียเหลือเกิน


ไม่รู้ว่าเป็นชาวบ้านคนใดที่สังเกตเห็นเป็นคนแรก พอถึงช่วงบ่ายคล้อย ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงก็พากันเดินมามุงดูโดยเฉพาะ เมื่อได้เห็นผืนดินที่ได้รับการจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงามก็พากันส่งเสียงชื่นชมไม่ขาดปาก ไม่นึกเลยว่าจะมีผู้ใดสามารถเพาะปลูกได้งดงามถึงเพียงนี้


อาวั่งเองมิได้แสดงท่าทีเย่อหยิ่งหรือใจร้อน เขาสั่งการพวกของหลิวจี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีระเบียบแบบแผน ผิดเพี้ยนไปแม้แต่กระเบียดนิ้วเดียวก็ไม่ได้


เขาเอ่ยว่า “ดวงตาของข้าคือไม้บรรทัด ดังนั้นอย่าได้คิดทำสิ่งใดแบบขอไปทีเป็นอันขาด”


หลิวจี้ยังคงไม่ยอมเชื่อง่ายๆ เขาจงใจทำเบี่ยงออกไปเล็กน้อย รออยู่ครึ่งเค่อก็ยังไม่เห็นอาวั่งปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเพื่อตำหนิให้แก้ไข ขณะที่เขากำลังจะลิงโลดใจและเอ่ยปากเยาะเย้ยออกมานั้นเอง


วินาทีต่อมา จอบเล่มหนึ่งก็พลันมาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา จัดการแก้ไขส่วนที่โค้งเล็กน้อยซึ่งเขาจงใจทำไว้ให้กลับมาตรงดังเดิม


หลิวจี้ถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว!


ตอนที่ 352: การจัดซื้อร่วม


กลางเดือนสิบ แขกเหรื่อได้ย้ายออกไปแล้ว ห้องหนังสือใหม่ของบ้านฉินเหยาซึ่งจะเริ่มลงมือก่อสร้าง ในที่สุดก็ได้เริ่มต้นขึ้นเสียที


วัสดุก่อสร้างนั้น เดิมทีหลิวจี้ได้สั่งจองไว้เรียบร้อยแล้ว ชายใบ้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างทั้งหมด เขาเรียกคนงานมาห้าหกคน พอเสียงประทัดดังขึ้น จอบแรกก็ถูกขุดลงไปบนพื้นดิน การก่อสร้างจึงได้เริ่มต้นขึ้น


ในครั้งนี้ มิใช่เพียงแค่บ้านของฉินเหยาเท่านั้นที่ทำการก่อสร้าง บ้านเรือนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านก็กำลังซ่อมแซมบ้านของตนเช่นกัน โดยตั้งใจว่าจะซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงของบ้านเรือนทั้งหมดให้แล้วเสร็จก่อนที่หิมะแรกจะมาเยือน


และสาเหตุที่พวกเขาสามารถทำเช่นนี้ได้ ก็เป็นเพราะบัดนี้ทุกคนต่างก็พอมีเงินมีทองอยู่ในมือแล้ว


ในหมู่บ้านนั้นมีหลายครัวเรือนที่ส่งสมาชิกครอบครัวสองถึงสามคนไปทำงานที่โรงงานเครื่องเขียน หากเป็นสองสามีภรรยาที่เริ่มทำงานตั้งแต่ช่วงที่โรงงานเครื่องเขียนเปิดรับสมัครคนงานจำนวนมาก จวบจนบัดนี้ก็เป็นเวลานานถึงห้าเดือนเต็ม คนหนึ่งจะได้รับเงินกว่าสามร้อยเหวิน สองคนรวมกันก็ได้ถึงหกร้อยเหวิน


ห้าเดือนรวมกันก็ได้เงินถึงสามตำลึงแล้ว เพียงพอสำหรับการซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงของตัวบ้านแบบง่ายๆได้อย่างสบาย


นี่เป็นเพียงค่าแรงของคนงานธรรมดาทั่วไป หากเป็นพวกหัวหน้างานย่อยเช่นอวิ๋นเหนียงและซุ่นจื่อ เมื่อรวมกับเงินรางวัลที่เพิ่งแจกไปในเดือนเก้าแล้วก็จะได้มากกว่านี้อีก


ทว่าเรื่องการร่วมกันก่อสร้างบ้านเรือนนี้ ในตอนแรกยังมิได้มีการตกลงกันเป็นเอกฉันท์ เป็นหลิวจี้ที่พลันนึกขึ้นได้ในระหว่างที่กำลังสอนหนังสืออยู่ในชั้นเรียนว่า การร่วมกันจัดซื้อวัสดุก่อสร้างในปริมาณมากอาจจะช่วยประหยัดเงินไปได้ไม่น้อย


นี่อย่างไรเล่า เพื่อที่จะหักเงินเล็กน้อยจากงบประมาณอันแสนจะจำกัดที่ฉินเหยามอบให้มาเข้ากระเป๋าตนเอง เขาจึงได้ใช้คารมอันคมคายของตนชักชวนชาวบ้านสิบสองครัวเรือนในหมู่บ้านให้ตัดสินใจร่วมกันจัดซื้ออิฐ กระเบื้องและไม้แปรรูปในคราวเดียว


ชาวบ้านนั้นมักจะชอบทำตามๆกันไปอยู่แล้ว ปีนี้ทุกคนต่างก็ได้เงินจากการทำงานให้กับโรงงานเครื่องเขียนจริงๆ พอได้ยินว่าพวกของหลิวจี้และเถ้าแก่เนี้ยผู้ขายกระเบื้องจากหมู่บ้านเซี่ยเหอได้เจรจาตกลงราคากันในราคาที่ต่ำมาก หลิวเหล่าฮั่นก็ตัดสินใจทันทีว่าจะซ่อมแซมเรือนเก่าของตนใหม่ทั้งหมด


เมื่อมีผู้อาวุโสในหมู่บ้านเช่นหลิวเหล่าฮั่นเข้าร่วมด้วย ช่างไม้หลิวก็มิอาจนิ่งเฉยอยู่ได้อีกต่อไป


หลายวันมานี้ เขาพบว่ามีรถม้าหน้าตาไม่คุ้นเคยหลายคันมาจอดอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ผู้คนที่ลงมาจากรถม้าล้วนสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ทำจากแพรพรรณและผ้าฝ้ายเนื้อดี เมื่อเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว พวกเขาก็เที่ยวตระเวนสอบถามข่าวคราวของมหาบัณฑิต


บางคนถึงกับเดินทางไปถึงหน้าประตูเรือนเพื่อขอเข้าพบโดยตรง ทว่าน่าเสียดายที่เรือนปทุมได้แขวนป้ายงดรับแขกไว้ พวกเขาจึงทำได้เพียงกลับไปอย่างผิดหวัง


ทว่าในวันรุ่งขึ้น คนเหล่านี้ก็พากันกลับมาอีก บ้างก็ไปซุ่มรออยู่บริเวณใกล้เคียงเรือนปทุม บ้างก็ไปด้อมๆมองๆ สอบถามข่าวคราวอยู่แถบบ่อน้ำของหมู่บ้าน หวังจะลองเสี่ยงโชคดู เผื่อว่าจะได้พบเจอกับท่านมหาบัณฑิตที่ออกมาเดินเล่นบ้าง


น่าเสียดาย อากาศนับวันยิ่งหนาวเย็นลงทุกขณะ ที่บ้านของท่านมหาบัณฑิตนั้นมีอ่างไฟให้ความอบอุ่น ทั้งยังมีการอุ่นสุราเล่นหมากล้อมกันอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ จะออกมาเดินเล่นข้างนอกให้ลำบากไปไย


เมื่อวันเวลาผ่านไปนานเข้า ชาวบ้านในหมู่บ้านก็เริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากับคนเหล่านี้มากขึ้น


อากาศหนาวเหน็บจนมิอาจทนอยู่ด้านนอกได้นาน บ้านของยายหวังจึงเป็นผู้ริเริ่มเปิดประตูบ้าน ต้มน้ำร้อนเชิญเหล่าบัณฑิตผู้เดินทางมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเหล่านี้ให้เข้ามาพักผ่อนในบ้าน


ในตอนแรกนั้น ยายหวังเพียงแต่มีจิตเมตตา เตรียมน้ำร้อนไว้ให้เหล่าบัณฑิตหนุ่มเหล่านี้ได้ดื่มแก้หนาว โดยมิได้คิดจะเก็บเงินเลยแม้แต่น้อย


ต่อมาภายหลัง บัณฑิตหนุ่มเหล่านั้นต่างก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมาเอง ทุกครั้งที่พวกเขาจะลากลับจึงมักจะวางเหรียญอีแปะจำนวนหนึ่งไว้บนโต๊ะเสมอ


เงินค่าน้ำชาที่คนเหล่านี้มอบให้นั้นมีจำนวนมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยหน่อย รู้สึกว่าการได้มานั่งพักผ่อนในบ้านของชาวนานั้นให้ความรู้สึกแปลกใหม่ไปอีกแบบ ครั้งหนึ่งจึงมักจะวางเศษเงินไว้ราวหนึ่งถึงสองเฉียน


ส่วนผู้ที่มีฐานะด้อยกว่าก็มักจะซื้อไข่ไก่ของเจ้าของบ้านสักเจ็ดหรือแปดฟอง ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจของยายหวัง


ไปๆมาๆไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใด เหล่าบัณฑิตหนุ่มผู้มาซุ่มรอท่านมหาบัณฑิตต่างก็รู้กันโดยมิได้นัดหมายว่าจะต้องมุ่งหน้าไปยังบ้านของยายหวัง สามสี่ห้าคนรวมกลุ่มกันนั่งหนึ่งโต๊ะ ไม่ว่าจะมีชาติกำเนิดสูงส่งหรือต่ำต้อยเพียงใด ต่างก็ต้มน้ำร้อนอังเตาถ่าน พูดคุยสรวลเสเฮฮากันอย่างออกรส นับเป็นบรรยากาศแบบชนบทที่ให้ความเพลิดเพลินไปอีกแบบหนึ่ง


เมื่อช่างไม้หลิวเห็นดังนั้น ในใจพลันก็บังเกิดความตื่นตัวขึ้นมา ในที่สุดเขาก็เข้าใจคำพูดที่ฉินเหยาเคยกล่าวกับตนในครานั้นแล้ว


เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ใช้เงินสองตำลึงซื้อบ้านร้างซึ่งตั้งอยู่ถัดจากแปลงดอกทานตะวันของตนเอง


ประจวบเหมาะกับที่ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านกำลังเริ่มลงมือก่อสร้างพร้อมกัน เขาจึงมิยอมน้อยหน้า เข้าร่วมกลุ่มจัดซื้อของหลิวจี้ด้วยอีกคน


เมื่อปริมาณการสั่งซื้อมีจำนวนมาก อย่างที่คิดวัสดุก่อสร้างก็สามารถต่อรองราคาให้ลดลงได้ หลิวจี้จึงสามารถหักเงินห้าร้อยเหวินเข้ากระเป๋าของตนเองไปอย่างอิ่้มอกอิ่มใจ


น่าเสียดายอยู่เพียงแค่อย่างเดียว เดิมทีเขายังสามารถรีดไถเงินจากพวกหัวหน้าคนงานอย่างชายใบ้ได้อีกราวหนึ่งถึงสองร้อยเหวิน ต้องโทษอาวั่งทั้งหมด อยู่ดีๆก็ดันมาขุดไถที่ดินทั้งหมดแล้วสั่งให้เพาะปลูกใหม่ ทำให้เขาเหนื่อยล้าจนบัดนี้ทำได้เพียงนอนอยู่บนเตียง มองดูร่างที่วุ่นวายของฉินเหยาตาปริบๆ


ฉินเหยาเองก็อารมณ์ไม่ใคร่จะดีนัก เดิมทีควรจะเป็นหลิวจี้ที่ทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้าง ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นนางเสียเอง อารมณ์จึงพลุ่งพล่านหงุดหงิดยิ่งนัก


หลิวจี้เห็นฉินเหยาเดินผ่านหน้าต่างไปก็ส่งยิ้มอย่างไร้เดียงสาให้ “เมียจ๋า ลำบากเจ้าแล้ว”


ฉินเหยา “ข้าไม่ลำบาก แต่ชะตาชีวิตรันทด!”


เมื่อเห็นว่าเขายังสามารถยิ้มออกมาได้ ฉินเหยาซึ่งเดินผ่านหน้าต่างไปแล้วก็พลันถอยกลับมา จ้องมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย


สายตานั้นร้อนแรงเกินไป หลิวจี้รู้สึกเขินอายอย่างประหลาดจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตั้งแต่คอลงไป เหลือเพียงใบหน้า “เมียจ๋า เจ้ามองอันใดอยู่หรือ~”


“ข้าดูแล้วเจ้าไม่เหมือนคนขยับตัวไม่ได้นะ ปากนี้ก็ยังพูดเก่งอยู่มิใช่รึ”


ฉินเหยาพลันก้าวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว หลิวจี้กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ชำเลืองมองประตูหน้าต่างที่เปิดอยู่ด้วยความลนลาน “เมียจ๋า ประตูยังมิได้ปิดเลยนะ เช่นนี้ไม่เหมาะสมกระมัง”


ฉินเหยากระชากผ้านวมออกจากตัวเขา เพิ่งจะยื่นมือออกไป หลิวจี้ก็ขยับตัวมาข้างหน้าอย่างกระตือรือร้น ในใจคิดว่านี่มันช่างเร้าใจเกินไปแล้วกระมัง ฝ่ามือหนึ่งก็ฟาดลงบนแผงอกที่แอ่นขึ้นของเขาทันที


หลิวจี้ไม่ทันตั้งตัว ร้อง “อ๊า!” เสียงหลงออกมาคำหนึ่งแล้วล้มลงบนที่นอนอันหนานุ่ม มือประคองหน้าอกไว้อย่างแผ่วเบา


กล้ามเนื้อที่เคล็ดขัดยอกถูกแรงภายนอกกระแทกอย่างกะทันหัน ความเจ็บปวดรวดร้าวจนมิอาจกลั้นน้ำตาไหลแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูก บุรุษร่างสูงเจ็ดฉื่อพลันน้ำตานองหน้า สูดลมหายใจเข้าอย่างต่อเนื่องด้วยความเจ็บ


ท่าทางเช่นนี้ ดูไม่เหมือนแสร้งทำ


ผู้ก่อเหตุอย่างฉินเหยากระแอม “แค่กๆ” ออกมาเบาๆสองครั้ง เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดของตนเองแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า


“ข้าดูแล้วอาการบาดเจ็บของเจ้าค่อนข้างหนักหนาเลย ให้พวกอาวั่งไปเชิญท่านหมอกลับมาดูอาการให้เจ้าดีหรือไม่”


ความคิดวาบหวามในใจของหลิวจี้ถูกความเจ็บปวดรวดร้าวที่คนธรรมดามิอาจทานทนได้นี้ทำลายสิ้นไปนานแล้ว เขานอนร้องโอดโอยอยู่บนเตียง แต่กลับไม่สนใจข้อเสนอของนาง


นานๆทีจะจับได้ว่าสตรีใจร้ายผู้นี้รู้สึกผิดสักครั้ง เขาไม่มีทางปล่อยให้นางผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆแน่


หลิวจี้ยิ่งร้องยิ่งน่าเวทนา พวกคนงานเช่นชายใบ้ที่กำลังยุ่งอยู่ในสวนหลังบ้านต่างก็อดรนทนไม่ไหววิ่งมาดูว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น


ถูกคนมากมายจับจ้องด้วยความเป็นห่วง ฉินเหยาจึงเตะขาเตียงอย่างกระอักกระอ่วน เตือนให้หลิวจี้สงบลงบ้าง พอได้แล้ว!


หันไปอธิบายกับพวกชายใบ้ว่า “ไม่มีอะไร เขาอาการกำเริบน่ะ พวกเจ้าทำงานต่อเถิด ไม่เป็นอะไรหรอก”


ชายใบ้มองดูหลิวจี้ที่นอนกอดผ้าห่มกลิ้งไปมาบนเตียง เหงื่อท่วมหัว หางตาคลอหน่วยด้วยน้ำตาก็แสดงสีหน้าอย่างเป็นห่วงราวกับจะถามว่า ไม่เป็นอะไรจริงๆหรือ


ฉินเหยายิ้มพยักหน้า พวกชายใบ้จึงค่อยจากไปอย่างลังเล


พอคนเหล่านั้นจากไป หลิวจี้ก็ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง ฉินเหยามีหรือจะยังตามใจเขาอีก


นางเล่นนิ้วมือของตนเอง กล่าวเสียงเรียบว่า “แปลกจริง มือของข้าเหตุใดจึงรู้สึกคันจนแทบจะทนไม่ไหวแล้วนะ”


เสียงของนางยังไม่ทันจะขาดคำดี คนบนเตียงก็รีบหุบปากเงียบกริบทันทีอย่างรู้งาน เขาเบิกดวงตารูปดอกท้อเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ประดุจดังดอกสาลี่ต้องหยาดฝน กัดชายผ้าห่มไว้แน่น จ้องมองนางด้วยท่าทางอ่อนแอและไร้เดียงสา


แววตาของฉินเหยามืดลงเล็กน้อย จ้องมองเขาอยู่ถึงห้าวินาทีเต็มจึงค่อยเบือนสายตาออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก มองไปยังผ้าห่มที่คลุมตัวเขาอยู่แล้วกล่าวอย่างรังเกียจว่า


“ร่างกายของเจ้าช่างผอมบางเกินไปแล้ว ต่อไปไปฝึกร่างกายพร้อมกับต้าหลางเถิด”


เหตุผลนางก็ช่วยเขาคิดไว้ให้แล้ว “สนามสอบมิใช่สถานที่ที่จะทนอยู่ได้ง่ายๆ ยิ่งรอบหลังๆยิ่งต้องอยู่ในนั้นนานขึ้น ต้องอุดอู้อยู่ในห้องเล็กๆเช่นนั้นสามถึงห้าวัน ด้วยร่างกายของเจ้าในตอนนี้คงไม่ไหวเป็นแน่”


กล่าวจบ สายตาอันมืดครึ้มก็จับจ้องไปยังใบหน้าของเขาอีกครั้ง หัวใจของหลิวจี้พลันเด้งขึ้นมาถึงคอหอย กลัวว่านางจะฟาดฝ่ามือลงมาอีกครั้งแล้วส่งตนเองไปพบพญายม


ทว่าสายตาของนางเพียงหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของเขาครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากห้องไป


ตอนที่ 353: ท่านแม่ เจ็บเหลือเกิน


ณ ลานบ้าน ฉินเหยาพบอาวั่งที่เพิ่งปล่อยม้ากลับมาจึงกำชับว่า “ต่อไปนี้ยามต้าหลางฝึกยุทธ์ในยามเช้า อย่าได้ลืมเรียกนายท่านใหญ่ของเจ้าไปด้วย!”


แม้อาวั่งจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดฉินเหยาจึงต้องการให้หลิวจี้ผู้ซึ่งไร้พรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์ผู้นี้ฝึกฝนร่างกาย ทว่าเขาก็ยังคงรับคำอย่างนอบน้อม


หลิวจี้ยกผ้าห่มขึ้นมองดูกายของตน แขนขายาว ไม่อ้วนไม่ผอม เอวคอดกิ่ว สะโพกผาย ไหล่กว้าง เมื่อสวมชุดคลุมสีขาวแขนกว้างก็เผยให้เห็นความสง่างามแบบสมัยเว่ยจิ้น ช่างเป็นรูปร่างสูงโปร่งอันเป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าสตรีในยุคนี้ยิ่งนัก


เมื่อรวมกับใบหน้าอันหล่อเหลางดงามของเขาแล้ว เพียงแค่ไปยืนสบายๆบนถนนก็สามารถทำให้สาวน้อยนับหมื่นนับพันลุ่มหลงได้!


เขาที่เป็นเช่นนี้ยังต้องตั้งใจฝึกฝนอีกหรือ


อาวั่งมิทราบโผล่ศีรษะมาจากนอกหน้าต่างตั้งแต่เมื่อใด เขาสบตากับหลิวจี้แล้วกล่าวว่า


“นายท่าน ฮูหยินน่าจะชมชอบบุรุษที่มีร่างกายกำยำแข็งแรง เนื้อนิ่มๆเหลวๆเช่นท่าน นางย่อมไม่ชอบ”


นายท่านใหญ่ผู้ซึ่งตกใจจนดวงตามิกล้ากะพริบเพราะศีรษะที่โผล่เข้ามาอย่างกะทันหัน บัดนี้ทั้งอับอายทั้งขุ่นเคือง กระชากไม้ค้ำหน้าต่างลง “ปัง” ปิดหน้าต่างลงทันที


ปากก็เอ่ยคำไร้เยื่อใยออกไปคำหนึ่ง “ไสหัวไป!”


น่าเสียดาย อาวั่งปฏิกิริยาว่องไว ศีรษะจึงมิได้ถูกหนีบ เขาขานรับ “โอ้” คำหนึ่งแล้วเดินไปยังห้องเก็บของ แบกจอบขึ้นบ่า ไปดายหญ้าแปลงผักที่สวนหลังบ้าน


ยุ่งวุ่นวายจนถึงบ่ายคล้อย หญ้าก็ถูกกำจัดจนสะอาดหมดจด เก็บหัวผักกาดขาวอวบอ้วนตะกร้าหนึ่งกลับมาวางไว้ในห้องครัว พลางขบคิดถึงสูตรลับในการดองหัวผักกาดที่แอบฟังมาจากปากของเหล่าสตรีในหมู่บ้าน ตั้งใจว่าจะลองทำด้วยตนเอง


วันนี้เขาไม่ต้องไปรับพวกต้าหลางหลังเลิกเรียน หลิวเฝยไปส่งกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนที่อำเภอจึงตกลงกันแล้วว่ายามบ่ายขากลับจะเลยไปรับเด็กๆทั้งหมดกลับมาด้วย


ทว่าสิ่งที่อาวั่งคาดไม่ถึงคือ รอจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้าโดยสมบูรณ์ ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว หลิวเฝยและเด็กๆก็ยังคงกลับมาไม่ถึงบ้าน


อาวั่งซึ่งดองหัวผักกาดเสร็จแล้วปิดฝาไหอย่างดี เดินออกมาจากห้องครัวแล้วยืนอยู่ที่ลานหน้าประตูเรือนส่วนหน้ามองออกไปครู่หนึ่ง


ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลงทุกขณะ เหล่าคนงานที่เลิกงานจากโรงงานก็เข้าเรียนชั้นเรียนสอนหนังสือที่หลิวฉีเป็นผู้สอนจนหมดแล้ว เหล่าบัณฑิตที่ตั้งใจจะมาพบเจอมหาบัณฑิตโดยบังเอิญต่างก็ขี่ม้าจากไปจนสิ้น ทว่าก็ยังคงไม่เห็นรถม้าเข้ามาในหมู่บ้านเลยแม้แต่น้อย


ฉินเหยาส่งพวกชายใบ้กลับไปแล้วจึงเดินมายังโอ่งน้ำเพื่อตักน้ำล้างมือ หันไปมองทางห้องเด็กและห้องโถงกลับไม่เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยของสี่พี่น้องเลยแม้แต่คนเดียว


“อาวั่ง ไปเรียกพวกเขากลับบ้านมากินข้าว!” ฉินเหยาคิดว่าเด็กๆคงเล่นอยู่ที่เรือนเก่าจึงสั่งอาวั่งที่อยู่ด้านนอกประตู


ทว่าคาดไม่ถึง อาวั่งกลับเดินหน้าเคร่งขรึมเข้ามาพลางกล่าวว่า “ฮูหยิน พวกเขายังไม่กลับมาขอรับ”


รายงานจบ เขาก็รีบเดินไปยังสวนหลังบ้านทันที “ข้าจะขี่ม้าไปตามหาดู”


ฉินเหยาใจกระตุกวูบ หลิวจี้ที่นอนอยู่ในห้องรับรู้ได้ถึงความผิดปกติจึงลุกขึ้นจากเตียง เปิดหน้าต่างถามว่า “เมียจ๋า เกิดเรื่องอันใดขึ้น”


ฉินเหยาขมวดคิ้วกล่าว “อาวั่งบอกว่าพวกต้าหลางยังไม่กลับมา”


หลิวจี้มองท้องฟ้าที่มืดสนิทด้านนอกพลันรู้สึกไม่ดีขึ้นมา “จะให้ไปขอยืมคนจากพวกศิษย์พี่สักสองคนแล้วออกไปรับดีหรือไม่”


ฉินเหยาโบกมือ “ข้าจะไปยืมม้าสักตัวแล้วไปดูกับอาวั่ง”


หวังเพียงแต่ว่าเด็กๆจะมัวเล่นเถลไถลอยู่กลางทางนานไปหน่อยหรือไม่ก็ซุกซนในห้องเรียนจนถูกท่านอาจารย์กักตัวไว้


ประโยคหลังของฉินเหยานั้นกล่าวกับอาวั่ง หลังจากอาวั่งจูงม้าออกมาแล้วก็ทิ้งม้าไว้ที่หน้าประตู ส่วนตนเองก็วิ่งพรวดไปยังเรือนปทุม ขอยืมม้าจากผู้คุ้มกันตระกูลฉีมาตัวหนึ่ง


สือโถวเห็นท่าทางรีบร้อนของเขาจึงเอ่ยถาม “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”


อาวั่งทิ้งท้ายไว้เพียงคำว่า “มิมีอันใด” แล้วจึงขี่ม้าหายลับไปในความมืดของราตรี


เมื่อเขาไปถึงริมแม่น้ำ ฉินเหยาก็สะพายคันธนูและลูกศร เตรียมคบเพลิงพร้อมแล้วกำลังขึ้นไปบนสะพานพอดี


คนทั้งสองมาสมทบกันแล้วควบม้าตามกันไปทีละคน มุ่งหน้าสู่เมืองจินสือ


จากหมู่บ้านตระกูลหลิวถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอก็ไม่พบเงาคนเลยแม้แต่คนเดียว


ครั้นเดินทางจากหมู่บ้านเซี่ยเหอมุ่งหน้าสู่เมืองจินสืออย่างรวดเร็ว ไปได้เพียงครึ่งทางพลันได้ยินเสียงล้อรถม้าเคลื่อน ฉินเหยาจึงตะโกนเข้าไปในความมืดทันที


“ต้าหลาง!”


อีกฝั่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลันมีเสียงตอบรับมาหลายเสียงว่า “ท่านแม่!”


“อาสะใภ้สาม!”


เป็นเสียงตะโกนร่ำไห้ด้วยความดีใจสุดขีดของจินเป่า


เพียงไม่กี่ลมหายใจ ฉินเหยาและอาวั่งก็มาถึงหน้ารถม้า แสงสว่างจากคบเพลิงสาดส่องให้เห็นใบหน้าเล็กๆสี่ดวงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผง


รวมทั้งใบหน้าของต้าหลางที่มีคราบเลือดกระเซ็นมาโดน ดวงหน้านั้นเคร่งตึง


มีดสั้นเล่มเล็กที่ฉินเหยามอบให้เขา บัดนี้กำลังถูกกุมอยู่ในมือซ้าย ส่วนมือขวากำบังเหียนไว้แน่นพลางตวาดสั่งให้ม้าที่ไม่ค่อยเชื่อฟังหยุดลงอย่างกะทันหัน


“ต้าหลาง!” ฉินเหยาลอบสูดลมหายใจเย็นเยียบ รีบกระโดดลงจากหลังม้าไปยังข้างรถม้า


เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียงถลาเข้าหานางทันที เมื่อพบอ้อมกอดแสนปลอดภัยนั้น ซานหลางก็ปล่อยโฮออกมา “แง”


ซื่อเหนียงยกมือน้อยๆขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่หางตาอย่างรวดเร็วพลันดึงฉินเหยาให้ไปดูหลิวเฝยที่บาดเจ็บสาหัสจนหมดสติอยู่บนรถม้า


อาวั่งกวาดตามองปราดหนึ่งแล้วบอกฉินเหยาว่าหลิวเฝยไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต น่าจะถูกตีเข้าที่ศีรษะจนหมดสติไปชั่วครู่


ต้าหลางราวกับเพิ่งได้สติกลับมา เขาปล่อยมือจากบังเหียนแล้วคุกเข่าลงบนที่นั่งสารถี ยื่นมือออกไปทางฉินเหยา


ฉินเหยารีบคว้าจับเอาไว้ทันที มือน้อยๆนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดเหนียวเหนอะหนะ ฉินเหยารีบตรวจสอบดูก็เห็นเพียงรอยมีดตื้นๆสองสามแห่ง มิได้เป็นอันตรายถึงชีวิตจึงโอบกอดเจ้าตัวเล็กที่ตื่นตกใจเข้ามาไว้ในอ้อมแขน


ยามนี้เห็นได้ชัดว่าหนุ่มน้อยต้องการอ้อมกอดปลอบโยนมากกว่าสิ่งใด ฉินเหยาส่งสายตาให้อาวั่งก้าวออกไปตรวจสอบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ส่วนตนเองก็ปลอบโยนต้าหลางในอ้อมแขนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล


“ไม่เป็นไรแล้ว เจ้าทำได้ดีมาก ปกป้องน้องชายน้องสาวทั้งหลายได้เป็นอย่างดี เรื่องที่เหลือมอบให้พวกผู้ใหญ่อย่างเราจัดการเถิด อย่าได้กลัวไปเลย มีข้าอยู่ตรงนี้แล้ว”


หนุ่มน้อยในอ้อมอกพยักหน้าเบาๆ สูดดมกลิ่นอายแสนอบอุ่นใจจากร่างของนางอย่างโหยหา ครู่ต่อมาจึงถอยออกจากอ้อมอกของนาง ขบฟันแน่นแล้วเปล่งเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่ เจ็บยิ่งนัก”


ฉินเหยามองต้าหลางด้วยความประหลาดใจ หนุ่มน้อยเจ็บปวดจนเหงื่อกาฬไหลซึม หลับตาขบฟันแน่นพยายามอดทน เสียงเรียก ‘ท่านแม่’ คำนั้น หลุดออกมาอย่างไม่รู้ตัวโดยแท้


นางรีบฉีกชายเสื้อตัวในแล้วเอ่ยถามเอ้อร์หลาง “กระบอกน้ำเล่า”


เอ้อร์หลางและจินเป่ารีบปลดกระบอกไม้ไผ่ที่สะพายอยู่บนบ่าส่งให้นาง ซื่อเหนียงพยายามชูคบเพลิงให้สูงขึ้น เพื่อให้ฉินเหยาสามารถมองเห็นบาดแผลของพี่ชายได้ชัดเจนขึ้น


ฉินเหยามองต้าหลาง “เจ็บก็ร้องออกมาเถิด ข้าต้องล้างคราบสกปรกบนบาดแผลของเจ้าเสียก่อนจึงจะพันแผลได้”


ต้าหลางขานรับ เขามิได้รู้สึกตัวเลยว่าตนเองถูกมีดสั้นของตนเองบาดเอา บัดนี้เมื่อแสงไฟสาดส่องจึงได้เห็นมือซ้ายที่อาบไปด้วยเลือด


ซานหลางถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านแม่ พี่ใหญ่จะเลือดไหลจนตายหรือไม่ ฮือๆๆ ข้าไม่อยากให้พี่ใหญ่ตาย…”


ฉินเหยาปลอบโยน “ไม่เป็นไรหรอก เลือดเพียงเท่านี้ไม่ถึงตาย”


เมื่อพบว่าต้าหลางถูกอาวุธในมือของตนเองบาดเอา ฉินเหยาก็ถอนหายใจอย่างจนใจ ดูท่าวันหน้าคงต้องฝึกฝนให้หนักหน่วงยิ่งกว่านี้เสียแล้ว


เมื่อน้ำหนึ่งกระบอกเทราดลงไป ต้าหลางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปเขาร้องเสียงหลงออกมา ฉินเหยาได้ยินแล้วหัวใจก็กระตุกวูบไปสองครา แววตาเย็นเยียบลงทุกขณะ ทว่ามือกลับขยับพันแผลให้เขาอย่างง่ายๆและรวดเร็ว


ทำได้เพียงห้ามเลือดไว้เช่นนี้ก่อนชั่วคราว ส่วนที่เหลือรอให้กลับไปแล้วค่อยจัดการต่อ


หลังจากจัดการบาดแผลของต้าหลางเสร็จ ฉินเหยาก็ไปดูหลิวเฝยต่อ


บนร่างของเขากลับไม่มีบาดแผลที่เห็นได้ชัด ซื่อเหนียงอธิบายว่า “ท่านอาเล็กถูกพวกคนชั่วตีด้วยท่อนไม้เข้าอย่างจังทีหนึ่ง จากนั้นก็หมดสติไปเลยเจ้าค่ะ”


“ต่อมาพวกเขายังจะจับตัวข้ากับพี่สามไป ข้าเลยกัดพวกเขาไปทีหนึ่งแล้วยังเตะเข้าที่หว่างขาของคนผู้นั้นแล้ววิ่งหนีออกมา พี่ใหญ่กับพี่รองแล้วก็พี่จินเป่าเข้าไปช่วยพี่สามก็ถูกพวกเขาตีไปหลายทีด้วยเจ้าค่ะ…”


ตอนที่ 354: ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!


ซื่อเหนียงกล่าวด้วยความหวาดกลัวที่ยังไม่จางหาย “ต่อมาพี่ใหญ่แทงพวกนั้นบาดเจ็บไปหลายคน พวกเขาเห็นพี่ใหญ่ดุร้ายเกินไป จับพวกเราไม่ได้จึงได้จากไปเจ้าค่ะ…”


เอ้อร์หลางเองก็ทำหน้าเคร่งขรึมราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย กล่าวเสริมว่า “ท่านแม่ ตอนที่พวกเขาจากไปได้พูดว่า ให้พวกเรากลับมาบอกท่านกับท่านพ่อว่าวันหน้าจะซื้อที่ดินให้ดูตาม้าตาเรือเสียบ้าง อย่าได้ไปแตะต้องของของผู้ใดส่งเดช ครานี้เป็นเพียงการสั่งสอนเล็กๆน้อยๆ หากรู้ความก็จงคายของที่ไม่ใช่ของพวกเราออกมา มิฉะนั้นจะสับมือสับเท้าของท่านกับท่านพ่อ!”


อารมณ์ได้ถูกระบายออกไปหมดแล้ว ซานหลางหยุดร้องไห้ไปนานแล้ว เมื่อได้ฟังคำพูดของพี่รองก็เอ่ยถามฉินเหยาด้วยความเป็นห่วง


“ท่านแม่ พวกเราไปเอาของของผู้อื่นมาหรือขอรับ หากพวกเขาสับมือสับเท้าของท่านกับท่านพ่อจริงๆจะทำอย่างไรดี ข้าไม่ต้องการให้ท่านแม่ไม่มีมือไม่มีเท้านะขอรับ…”


ฉินเหยาลูบศีรษะเล็กๆของซานหลาง “เจ้าอย่าไปฟังพวกเขาผายลม!”


จินเป่าเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง อาสะใภ้สามผู้ที่ไม่เคยอนุญาตให้พวกเขาพูดคำหยาบกลับพูดคำหยาบเสียเอง!


อาวั่งที่ไปสืบข่าวยังไม่กลับมา ฉินเหยาก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวจากคำพูดของเด็กๆ จนเข้าใจต้นสายปลายเหตุแล้ว เป็นเพราะที่ดินที่บ้านเพิ่งซื้อมาใหม่นั่นเองที่นำภัยพิบัติมาให้


เจ้าพวกสารเลวพวกนี้ กล้าดีอย่างไรมารังแกพวกเด็กๆ ช่างรนหาที่ตายเสียจริง!


“ไป กลับบ้านกันก่อน” ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ต้าหลางถอยไป จากนั้นก็กำชับเด็กๆที่เหลือให้ดูแลหลิวเฝยให้ดี นางเป่าปากเป็นสัญญาณเรียกเหล่าหวง ม้าชราแสนรู้ก็เดินตามหลังรถม้าไปเอง


ฟ้ามืดจนมองทางไม่ชัดเจน มีเพียงคบเพลิงด้ามเดียว ส่องสว่างได้ในวงจำกัด ทว่าแสงสว่างเพียงน้อยนิดนี้เองที่ทำให้พวกต้าหลางพี่น้องไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป กระทั่งยังมีแก่ใจพูดคุยกันว่าเมื่อครู่พวกเขาต่อสู้กับคนชั่วร้ายอย่างกล้าหาญเพียงใดบ้าง


จินเป่าเป็นห่วงอาวั่ง เอ่ยถามอย่างกังวล “อาสะใภ้สาม พวกเราจะไม่รอท่านอาอาวั่งกลับมาก่อนหรือขอรับ”


ฉินเหยาหันกลับมายิ้มน้อยๆ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาก็กลับมาเอง”


จินเป่าถามต่อด้วยความสงสัย “ท่านอาอาวั่งไปที่ใดหรือขอรับ”


ฉินเหยาย่อมไม่อาจบอกได้ว่านางให้เขาไปสืบสถานการณ์ดู ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “ไปตามท่านหมอที่ในเมืองให้พวกเจ้าน่ะ”


จินเป่าพลันรู้สึกว่าข้อศอกของตนเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะไม่มีเลือดออก แต่เขาถูกคนผลักล้มลงบนพื้นกรวดทราย ข้อศอกคงจะถลอกปอกเปิกไปแล้วเป็นแน่


จินเป่าไม่กล้ามอง ทำได้เพียงกุมแขนของตนไว้หลวมๆ ในใจพลางคิดว่ารีบกลับถึงบ้านเร็วๆเถิด ถึงบ้านแล้วก็จะดีขึ้นเอง


เอ้อร์หลางเองก็บาดเจ็บที่ขาเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับต้าหลางแล้ว เจ้าตัวเล็กไม่ส่งเสียงอันใดอีก นับว่ายากนักที่ปากน้อยๆนั้นจะสงบลงได้ เขาคอยสังเกตอาการของอาเล็กอยู่ตลอดเวลาและรายงานต่อฉินเหยาว่า “อาเล็กเหมือนจะขยับตัวแล้วขอรับ อาเล็กจะตื่นแล้ว ท่านแม่! อาเล็กตื่นแล้วขอรับ!”


ประโยคหลังนี้น้ำเสียงนั้นตื่นเต้นยิ่งนัก ตะโกนออกไปดังลั่น ฉินเหยาหันกลับไปมองปราดหนึ่ง หลิวเฝยกุมศีรษะพยายามจะลุกขึ้นนั่ง นางก็ตวาดขึ้นทันที “นอนลง อย่าขยับ!”


หลิวเฝยเชื่อฟังคำสั่งแทบจะในทันทีตามสัญชาตญาณ เขานอนกลับลงไป กุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด มองเด็กๆที่มอมแมมเปื้อนฝุ่นตรงหน้าอย่างงุนงง


เพราะทันทีที่เขาไปถึงก็ถูกคนเอาถุงกระสอบคลุมหัวแล้วตีด้วยท่อนไม้จนสลบไป บัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นจึงเอ่ยถามอย่างอ่อนแรง “จินเป่า ข้าเป็นอันใดไป”


จินเป่าตอบ “อาเล็ก พวกเราถูกคนทุบตี ต้าหลางเป็นคนช่วยท่านไว้”


หลิวเฝยชะงักงันไป ความทรงจำเลือนรางช่วงหนึ่งผุดขึ้น ความโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านตามมา ศีรษะก็ยิ่งปวดร้าว “ซี้ด~” เขาสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าเต็มปอด


ขณะนั้นเอง เสียงกีบม้าก็ดังมาจากด้านหลัง ในไม่ช้าก็เห็นอาวั่งขี่ม้าบรรทุกคนผู้หนึ่งควบมา


เขากลับไปแบกท่านหมอในเมืองมาจริงๆ ท่านหมอชรานอนพาดอยู่บนหลังม้า ปากก็พร่ำบ่นด่าทอ คาดว่าผู้ใดก็ตามที่ถูกคนแปลกหน้าบุกเข้าบ้านมาลักพาตัวไปในยามนี้ก็คงมีปฏิกิริยาเช่นนี้


ฉินเหยามองอาวั่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่มันช่างบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว


ทว่าบัดนี้ การปลอบขวัญท่านหมอที่ตื่นตกใจสำคัญยิ่งกว่า


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อาวั่งนำคนขึ้นมาบนรถม้า รถม้าที่แออัดอยู่แล้วเมื่อเพิ่มคนเข้าไปอีกหนึ่งคนก็ยิ่งเบียดเสียดยิ่งขึ้น ทว่าความเฉียบแหลมของท่านหมอทำให้เขาสังเกตเห็นผู้บาดเจ็บหลายคนบนรถม้าในทันที รู้ว่าตนเองถูกพามาเพื่อรักษาคนมิใช่ถูกฆ่าก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก


ฉินเหยากล่าวขออภัย “ทำให้ท่านตกใจแล้ว แต่ท่านวางใจเถิด จะไม่ทำให้ท่านมาเสียเที่ยวแน่นอน”


กล่าวจบก็ยื่นเงินหนึ่งตำลึงส่งไป คำบ่นว่าที่เตรียมจะเอ่ยของท่านหมอพลันกลืนกลับลงท้องไปทันที เขาถอนหายใจแผ่วเบา เก็บเงินตำลึงให้ดีแล้วให้ซื่อเหนียงชูคบเพลิงเข้ามาใกล้ๆ เริ่มตรวจดูอาการของหลิวเฝย ถือว่ารับปากแล้ว


ในไม่ช้าก็ถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว ฉินเหยาขับรถม้าเพิ่งจะเลี้ยวเข้าหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงร้องเรียกอย่างตื่นเต้นดังมาจากข้างทาง “เมียจ๋า!”


ฉินเหยาได้ยินเสียงจึงมองไปกลับเป็นสองพี่น้องหลิวจี้และหลิวไป่นั่นเอง


ที่แท้เมื่อครู่นี้พอนางกับอาวั่งเพิ่งออกไป หลิวจี้ก็คลานลุกจากเตียง ทนความปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างวิ่งมายังเรือนเก่า


ขณะนั้นทุกคนที่เรือนเก่าก็กำลังรอหลิวเฝยและจินเป่ากลับบ้านเช่นกัน เมื่อรอนานแล้วยังไม่มา หลิวไป่กำลังเตรียมจะออกจากบ้านไปถามหลิวจี้พอดี สองพี่น้องจึงได้พบกันที่หน้าประตู


เมื่อทราบว่าฉินเหยาและอาวั่งออกเดินทางไปตามหาคนแล้ว หลิวไป่ก็ร้อนรนอยากจะขับเกวียนวัวตามไปเช่นกัน แต่หลิวจี้ห้ามไว้


หลิวจี้รู้สึกได้แล้วว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก แต่ฉินเหยาและอาวั่งก็ไปแล้ว เขายังคงเลือกที่จะเชื่อใจพวกเขาจึงดึงหลิวไป่ที่หมายจะไป พลางกล่าวว่า


“พี่ใหญ่ ท่านตามไปตอนนี้ก็คงตามไม่ทันแล้ว ที่บ้านอย่างไรก็ต้องมีคนอยู่ เผื่อว่ามีเรื่องอันใดขึ้นจริงๆ อาวั่งกลับมารายงานข่าว พวกเราก็จะได้เตรียมตัวทัน รอไปก่อนเถิด เมียจ๋าของข้าอยู่นั่นแล้ว”


สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะประโยค ‘เมียจ๋าของข้าอยู่นั่นแล้ว’ ของหลิวจี้นั่นเองที่ทำให้หลิวไป่ใจสงบลงได้บ้าง เขาจึงสงบสติอารมณ์ลง คนทั้งสองจึงได้พากันมารออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน


บัดนี้เมื่อเห็นทุกคนกลับมากันหมดแล้ว สองพี่น้องกำลังจะถอนหายใจอย่างโล่ง.อก จมูกของหลิวจี้พลันย่นเข้าหากัน เขาได้กลิ่นคาวเลือดจึงเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนก “ผู้ใดบาดเจ็บ”


ความปวดเมื่อยตามร่างกายนั้นราวกับไม่รู้สึกถึงมันอีกต่อไป เขาวิ่งมาที่หน้ารถม้า เพียงชายตามองก็เห็นมือของต้าหลางที่ถูกพันผ้าไว้ภายใต้แสงคบเพลิง ลมหายใจพลันสะดุด “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เกิดเรื่องอันใดขึ้น”


ประโยคหลังนี้เขาถามฉินเหยา นางลดสายตาลงมองเขาปราดหนึ่ง ส่งสัญญาณให้เขาและหลิวไป่ขึ้นม้าก่อนกลับถึงบ้านแล้วค่อยว่ากัน


อาวั่งคว้าตัวหลิวจี้ขึ้นมาวางไว้ด้านหน้าตนบนหลังม้า สองขากระทุ้งท้องม้าทีหนึ่งก็พุ่งทะยานออกไป


หลิวไป่เรียนรู้วิธีขี่ม้ามานานแล้ว แต่เมื่อมองดูเหล่าหวงที่มีรูปร่างสูงใหญ่ก็ยังคงรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้ก็ไม่สนใจแล้ว กลับบ้านสำคัญที่สุด เขาปลอบจินเป่าไปประโยคหนึ่งแล้วจึงพลิกตัวขึ้นหลังเหล่าหวง คุ้มกันรถม้ามุ่งหน้าไปยังเรือนเก่า


พวกหลิวเหล่าฮั่นได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวมานานแล้ว เมื่อคณะของฉินเหยามาถึง ทุกคนที่เรือนเก่าต่างก็มารออยู่ที่หน้าประตู พอเห็นบนรถม้ามีทั้งคนหมดสติทั้งคนบาดเจ็บ ต่างก็ตกใจเป็นอันมาก


“ท่านแม่!” จินเป่าร้องเรียกจากบนรถม้าด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ นางเหอรีบก้าวเข้าไปอุ้มเขาลงมาปกป้องไว้ในอ้อมอกพลางตรวจดูแล้วตรวจดูอีก “นี่มันเรื่องอันใดกัน เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้ได้”


“เข้าไปพูดคุยกันข้างในเถิด” ฉินเหยาโบกมือ ให้ทุกคนหลีกทางเปิดประตูใหญ่


อาวั่งอุ้มหลิวเฝยที่ยังคงสะลึมสะลือเข้าประตูไป หลิวไป่และหลิวจ้งก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้าน นำทางเขาไปยังห้องของหลิวเฝย


ท่านหมอชราตามไปติดๆ นางจางพอเห็นบุตรชายยังคงหมดสติอยู่ก็รีบตามไปอย่างร้อนรน หลิวเหล่าฮั่นและนางชิวเดินเข้ามาถามไถ่อาการของพวกต้าหลางด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นฉินเหยาบอกว่าไม่เป็นอันใดแล้วจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


หลิวจี้อุ้มเด็กทั้งสี่คนลงจากรถม้า พาไปยังลานเรือนแล้วตรวจดูทีละคน คิ้วของเขายิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เขาเองยังไม่เคยตีลูกๆที่บ้านเช่นนี้เลย แต่วันนี้กลับถูกคนอื่นตีรึ


ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!


หลิวจี้ตวาดอย่างเดือดดาล “ให้ตายเถอะ! มันเป็นฝีมือของไอ้เจ้าคนถ่อยชั่วช้าตนใด! อาวั่ง เจ้าไปลากตัวมันมาให้ข้า! บิดาผู้นี้จะฆ่ามันให้ตาย!”


ตอนที่ 355: ต่างคนต่างกลับบ้านใครบ้านมัน


หลิวจี้คลุ้มคลั่งอยู่ในลานเรือน ฉินเหยากลับสงบนิ่งสั่งการอยู่ในห้อง


เด็กๆหลายคนล้วนตื่นตกใจ ยามค่ำคืนอากาศหนาวเย็น ทั้งเนื้อตัวก็ยังมีบาดแผล นางเหอและนางชิวจึงทั้งไปต้มน้ำทั้งอุ่นข้าว วุ่นวายอยู่พักใหญ่จึงจัดการให้เด็กๆดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้บ้าง หลังถูกป้าสะใภ้ป้อนข้าวเสียจนอิ่มท้องก็นั่งผิงไฟอยู่ข้างกระถางไฟ ห่มผ้าห่มผืนบางๆให้ร่างกายอบอุ่น


อาการของหลิวเฝยค่อนข้างหนัก ท่านหมอชราคงยังไม่ได้ออกมาในเร็วๆนี้ อาวั่งหลังจากวางคนลงแล้วก็กลับบ้านไปเอายา


ก่อนหน้านี้ที่หลิวจี้ถูกตี ยาขี้ผึ้งที่หวังหม่าอู่ให้ท่านหมอจินสั่งจ่ายยังเหลืออยู่มาก อาวั่งจึงนำมาทั้งหมด


ฉินเหยารับมาแล้วจัดการบาดแผลบนมือของต้าหลางใหม่จนเรียบร้อย


เขาบาดเจ็บที่มือซ้าย ตอนที่ใช้มือขวาถือมีดปกป้องน้องชายและน้องสาว เขากลับทำมีดบาดมือตนเอง เป็นแผลที่ฝ่ามือสองแห่ง ที่หลังมืออีกหนึ่งแห่ง โชคดีอย่างถึงที่สุดที่ไม่ลึกมากนัก ประกอบกับอายุยังน้อย พลังฟื้นตัวแข็งแรง น่าจะไม่ทิ้งความพิการไว้


หากเพียงแต่บาดแผลนี้ลึกกว่านี้อีกสักหน่อย คืนนี้ฉินเหยาก็คงไม่กลับมาแล้ว นางจะขี่ม้าไล่ตามไป ให้ไอ้พวกสารเลวพวกนั้นทิ้งมือของพวกมันไว้ให้นางทั้งหมด!


หลังจากจัดการเรื่องวุ่นวายเหล่านี้เสร็จ ฉินเหยาถึงได้มีเวลารับบะหมี่น้ำร้อนๆที่นางชิวส่งมาให้แล้วซดน้ำแกงร้อนๆหนึ่งคำ


เด็กๆหลายคนตอนนี้ตื่นเต้นกันอย่างถึงที่สุด ต้าหลางและเอ้อร์หลางต่างก็ทบทวนข้อบกพร่องในการรับมือของตนเองในวันนี้ พูดคุยกันว่าคราวหน้าจะทำเช่นนั้นเช่นนี้


หลังถูกอาวั่งเขกศีรษะไปคนละทีจึงสงบเสงี่ยมเจียมตัวลง


“ผิดทั้งหมด” อาวั่งนั่งลงข้างกายต้าหลาง จับมือขวาที่ไม่บาดเจ็บของเขาขึ้นมาแล้วตวัดมือกลางอากาศสองที พลังฝ่ามือช่างรุนแรงยิ่งนัก ปะทะเข้ากับเส้นผมบนหน้าผากของนางเหอและนางชิวจนปลิวไสว สองสะใภ้หรี่ตาลงตามสัญชาตญาณ หลบเลี่ยงกระแสลมนั้น


อาวั่งไม่ได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย ต่อให้สังเกตเห็นเขาก็ไม่ใส่ใจ ยังคงตั้งอกตั้งใจสั่งสอนต้าหลาง


“มีดแรกของเจ้าสมควรแทงเข้าไปใต้ซี่โครงของอีกฝ่ายโดยตรง บิดมีดเฉียงแล้วค่อยดึงออก เช่นนี้มีดจะไม่ติด สามารถดึงออกได้ในชั่วพริบตา จากนั้นเมื่ออีกฝ่ายก้มตัวลงกุมบาดแผลตามสัญชาตญาณก็ให้แทงมีดเข้าไปที่ข้างลำคอของเขา…”


“แค่กๆ!” ฉินเหยากระแอมไอออกมาสองครั้งติดๆกัน การสาธิตของอาวั่งหยุดชะงักลงทันที เขาหันกลับมามองนางอย่างงุนงงเล็กน้อย


“อาวั่ง เด็กๆเหนื่อยแล้ว เจ้าขับรถม้าพาพวกเขากลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปลาหยุดให้พวกเขา ไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้ว ให้นอนพักผ่อนให้มากหน่อย”


อาวั่งขานรับแล้วลุกขึ้น อุ้มต้าหลางที่ไม่ทันได้ตั้งตัวขึ้นพาดบ่า ส่งสัญญาณให้เอ้อร์หลางและฝาแฝดตามออกจากเรือนเก่าไป


จินเป่ามองมาอย่างออดอ้อน “ท่านอาสะใภ้สาม ท่านช่วยลาหยุดให้ข้าด้วยได้หรือไม่ขอรับ”


ฉินเหยามองท่าทางสงสารปวดใจของนางเหอ อันที่จริงในใจนางก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง ท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวเกิดขึ้นเพราะครอบครัวของนาง จินเป่าต้องมาเดือดร้อนโดยไร้ความผิด


นางพยักหน้า ยิ้มแล้วตอบตกลง “แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าก็พักผ่อนให้ดีเถิด”


นางเหอกล่าวเสริมขึ้นว่า “แต่ก็พักผ่อนนานเกินไปไม่ได้ แค่ผิวถลอกเพียงเท่านี้ไม่นับว่าเป็นบาดแผลด้วยซ้ำ พักสักสองวันก็กลับไปตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี รู้หรือไม่”


กล่าวพลางก็ชำเลืองมองไปทางฉินเหยาแวบหนึ่ง จากนั้นโอบจินเป่ากลับเข้าห้องไปพักผ่อน


นางชิวมองฉินเหยาอย่างอึดอัดใจ ฉินเหยาส่ายหน้า นางเข้าใจอารมณ์ของนางเหอในยามนี้ดี ด้วยนิสัยของนาง วันนี้ที่ไม่เอ่ยคำพูดแดกดันประชดประชันหรือตัดพ้อออกมาแม้แต่คำเดียวก็นับว่าอดทนมากแล้ว


เมื่อเห็นฉินเหยาแสดงท่าทีเข้าใจ นางชิวจึงได้หาโอกาสเอ่ยถามว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้น


เมื่อครู่อาวั่งฉวยโอกาสบอกเบาะแสที่สืบมาได้แก่ฉินเหยาแล้ว นางจึงอธิบายสั้นๆว่า “ก่อนหน้านี้ซื้อที่ดินผืนนั้นของบ้านติงซิ่วไฉเลยไปทำให้คนบางกลุ่มขุ่นเคืองเข้า วันนี้พวกเขาหาโอกาสได้จึงได้ลงมือกับอาเล็กและเด็กๆคิดจะใช้เรื่องนี้มาข่มขู่ข้า”


ทางด้านหลิวเฝยจัดการเรียบร้อยแล้ว ท่านหมอเขียนใบสั่งยา หลิวจ้งก็ถือใบสั่งยาไปเอายากับหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้าน นางจางกำลังต้มยาอยู่ ในห้องมีหลิวไป่คอยดูแล หลิวเหล่าฮั่น หลิวจี้ และหลิวจ้งจึงพากันมาที่ห้องโถงแล้วก็ได้ยินคำพูดของฉินเหยาพอดี


หลิวจี้โกรธจนแทบจะควันออกหู เขาตบโต๊ะดังปัง บังเอิญไปดึงรั้งโดนกล้ามเนื้อแขนและหน้าอกเข้าจึงเจ็บจนเข่าอ่อนลงทันใด


ทว่าปากก็ยังไม่ลืมที่จะด่าทอ “เจ้าพวกสารเลวชาติชั่ว ลงมือกับเด็กนับว่าเก่งกาจอันใด หากมีปัญญาแน่จริงก็มาลงที่บิดาผู้นี้สิ!” ไปลงที่ฉินเหยาสิ!


“มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวรังแกผู้อ่อนแอเกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง วันก่อนๆที่อาวั่งไปรับไปส่ง เหตุใดพวกมันไม่ตีอาวั่งเล่าก็มิใช่เพราะกลัวหรอกหรือจึงกล้าลงมือแต่กับผู้อ่อนแอเท่านั้น” หลิวจี้ถ่มน้ำลายลงพื้นทีหนึ่ง เขาดูแคลนคนเช่นนี้เสียจริง


เขามองไปยังฉินเหยาอย่างกระตือรือร้น “เมียจ๋า ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี จะปล่อยให้พวกมันมาข่มเหงรังแกคนเช่นนี้ไม่ได้ มิฉะนั้นหากมีครั้งนี้แล้วก็ย่อมต้องมีครั้งต่อไปอีก คนเลวทรามเช่นนี้น่ารังเกียจที่สุด พวกเราป้องกันไม่ไหวหรอก”


หลิวจ้งตกใจ เจ้าหลิวสามคนขี้ขลาดผู้นี้กลับไม่คิดหลบหนีรึ


หลิวเหล่าฮั่นถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “เจ้าสาม เจ้ายังคิดจะแก้แค้นกลับอีกรึ อิทธิพลของอันธพาลเหล่านั้นใหญ่โตนัก ขนาดทางการพวกมันยังไม่กลัว หากลงมือกันจริงๆขึ้นมา ผู้ที่เสียเปรียบก็มีแต่พวกเราชาวบ้านธรรมดาสามัญเท่านั้น”


ครานี้หลิวจ้งเข้าข้างหลิวจี้ “ท่านพ่อ แต่พวกเราจะยอมให้คนอื่นมารังแกเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ เจ้าสี่ยังนอนสะลึมสะลือลุกไม่ขึ้นอยู่ในห้องเลยนะขอรับ เขามิได้ไปยั่วโทสะหรือหาเรื่องพวกนั้นเลย เจ้าพวกสารเลวพวกนั้นก็ยังคงตีเขารวมไปด้วย ท่านคิดว่านี่เป็นเพราะเหตุใด มิใช่ว่าเพราะคิดว่าพวกเราชาวนารังแกง่ายหรอกหรือ!”


หลิวเหล่าฮั่นพูดไม่ออก เหตุผลนี้เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร เพียงแต่เขานึกหาวิธีใดที่จะจัดการกับคนชั่วนอกกฎหมายพวกนี้ไม่ได้จริงๆ


แจ้งทางการรึ


ทั้งชีวิตนี้ ประตูใหญ่ของที่ว่าการอำเภอก็ยังไม่เคยเห็น จะไปแจ้งความได้อย่างไร


ดังนั้นการอดทน การยอมถอยจึงกลายเป็นตัวเลือกแรกของคนประเภทหลิวเหล่าฮั่น มักจะคิดอยู่เสมอว่าตนเองถอยหนึ่งก้าว อีกฝ่ายก็คงไม่มาสร้างความลำบากให้อีก


ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่


หลิวจี้มองบิดาของตนอย่างหัวเสีย กล่าวว่า “แต่พวกมันต้องการให้พวกเราคายที่ดินออกมา เงินที่เมียจ๋าของข้าหามาอย่างยากลำบากเพื่อซื้อที่ดินผืนนั้นด้วยตนเอง ทั้งยังไปแจ้งต่อทางการเรียบร้อยแล้ว เหตุใดต้องยกให้คนอื่นไปเปล่าๆด้วยเล่า!”


หลิวเหล่าฮั่นถอนหายใจ “ข้าแก่แล้ว พวกเจ้าคนหนุ่มสาวก็ปรึกษาหารือกันเองเถิด”


ไม่สนใจแล้ว ไม่สนใจแล้ว เขาไม่อาจยุ่งเกี่ยวด้วยได้แล้ว!


หลิวจี้แค่นเสียงออกมาคราหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปหาฉินเหยาที่กำลังก้มหน้าครุ่นคิด “เมียจ๋า เจ้าบอกมาเถิดว่าให้ทำอย่างไร ข้าก็จะทำอย่างนั้น มีเจ้าอยู่ บิดาผู้นี้ไม่กลัวอันใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอันธพาลหน้าไหนก็ตาม!”


พูดจาไพเราะเสนาะหูนัก ยามที่ให้เขาลงมือจริงๆ เกรงว่าคงจะเผ่นหนีเร็วกว่าผู้ใดเสียอีก ฉินเหยาชำเลืองมองหลิวจี้แวบหนึ่ง นางไม่เคยคาดหวังในตัวเขาเลยแม้แต่น้อย


แน่นอนว่า ก็ไม่คาดหวังจากทางเรือนเก่าเช่นกัน


ฉินเหยาลุกขึ้นกล่าว “พวกเราต่างก็แยกบ้านกันแล้ว นี่เป็นเรื่องของบ้านข้าเอง พวกเราจะจัดการกันเอง วันนี้ทำให้อาเล็กและจินเป่าต้องเดือดร้อนไปด้วย ค่าจ้างท่านหมอและค่ายานี้เราจะเป็นผู้ออกเอง ก่อนอื่นให้อาเล็กและจินเป่าพักฟื้นร่างกายให้ดีเสียก่อน”


กล่าวจบก็ถลึงตาใส่หลิวจี้ที่ไม่พอใจแวบหนึ่ง เขารีบลุกขึ้นยืนทันที หันไปทางห้องของหลิวเฝยและนางเหอแล้วกล่าวเสียงดัง “ขออภัย ขออภัย เรื่องที่ตามมาพวกเราจะจัดการกันเอง ไม่รบกวนให้ทุกท่านต้องลำบากใจแล้ว!”


สองประโยคแรกฟังสบายหูอยู่บ้าง แต่เหตุไฉนประโยคหลังสุดจึงฟังดูแดกดันประชดประชันถึงเพียงนี้


เท้าของนางเหอที่เดิมทีเตรียมจะก้าวออกไปแล้วกลับชักกลับเข้ามา ในเมื่อเจ้าสามกล่าวเช่นนี้แล้วต่างคนต่างก็ดูแลบ้านของตนเองเถิด


นางจางถอนหายใจอย่างจนใจคราหนึ่ง ในใจอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อมองหลิวเหล่าฮั่นแวบหนึ่ง ดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือไม่สร้างความวุ่นวายให้แก่คนหนุ่มสาว


กลับเป็นหลิวไป่ที่เดินออกมาจากห้อง ตบอกกล่าวขึ้นประโยคหนึ่ง “เรื่องอื่นพี่ใหญ่ผู้นี้อาจทำไม่ได้ แต่หากเป็นการต่อยตี พี่ชายผู้นี้ไม่เคยเกรงกลัว พวกเจ้าเรียกข้าได้เลย รวมทั้งเจ้ารองด้วย!”


หลิวจ้งผู้ถูกเอ่ยชื่อรีบพยักหน้า “ใช่แล้ว พวกเราไม่มีอะไรจะเสีย หากสู้สุดชีวิตแล้ว ผู้ใดจะกลัวผู้ใดก็ยังไม่รู้แน่!”


หลิวจี้ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่คาดคิดว่าพี่ชายทั้งสองไม่เพียงไม่รังเกียจว่าเขาสร้างเรื่อง ยังกล่าวว่าจะช่วยเหลืออีก นี่ราวกับไม่ใช่คนคนเดียวกันกับที่เคยรังเกียจและด่าทอตนเองในความทรงจำที่ผ่านมาของเขาเลย


ฉินเหยามองหลิวไป่และหลิวจ้งมากขึ้นอีกแวบหนึ่งอย่างที่ไม่ค่อยทำบ่อยนัก ในใจครุ่นคิด นี่สิจึงจะเหมือนท่าทีที่บุรุษพึงมี


ทุกเรื่องคิดแต่จะถอยหนึ่งก้าว ทั้งชีวิตก็อย่าได้หวังว่าจะพลิกฟื้นขึ้นมาได้อีกเลย!


ทว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องดึงพวกเขาเข้ามาข้องเกี่ยว เพียงนางคนเดียว ก็เพียงพอแล้ว


ตอนที่ 356: กระดูกเหล็กกร้าวแกร่ง


หลังเรียกหลิวจี้ผู้ซึ่งในใจซาบซึ้งยิ่งนักแล้วสองสามีภรรยาก็พาท่านหมอชราที่เชิญมากลับไปยังบ้านของตนเอง จัดแจงให้เขาพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ในลานเรือนก็เหลือเพียงพวกเขาสองสามีภรรยา


หลิวจี้มองดูดวงตาอันเย็นชาดุจน้ำแข็งของฉินเหยาแล้วเอ่ยปากถามอย่างหยั่งเชิง “เมียจ๋า เจ้ากับอาวั่งเตรียมจะจัดการคนเหล่านั้น…”


พลางยกมือขึ้นไปที่คอของตนเองแล้วศีรษะเอียงกระเท่เร่ ทำท่าทาง ‘ปาดคอ’


เมื่อเห็นฉินเหยาไม่ตอบ ในใจของหลิวจี้ก็ยืนยันได้แล้ว ได้แต่ลอบจุดเทียนเป็นทิวแถวไว้อาลัยให้คนเหล่านั้นอยู่ในใจ


“เมียจ๋า เช่นนั้นมีสิ่งใดที่ข้าพอจะทำได้บ้างหรือไม่” เรื่องราวในวันนี้ทำให้หลิวจี้เดือดดาลนัก นานทีปีหนจึงจะมีใจถึงเพียงนี้ ทั้งยังอยากให้พวกเด็กๆได้เห็นว่าบิดาของพวกเขาก็มิได้ไร้น้ำยา!


แล้วก็กลับมีจริงๆเสียด้วย


ฉินเหยากวักมือเรียกให้เขาเอียงหูเข้ามา หลิวจี้รีบเข้าไปใกล้อย่างกระตือรือร้น ยิ่งฟังคิ้วก็ยิ่งขมวด “นี่…นี่มันจะไม่ดีกระมัง”


ให้เขาไปก่อเรื่องใหญ่โตที่หน้าประตูโรงรับจำนำเพื่อล่อให้ผู้บงการเบื้องหลังปรากฏตัวออกมา นี่ถ้าหากไม่ระวังแม้เพียงน้อยนิด เขาอาจจะตายได้เลยนะ!


ฉินเหยามองท่าทางขลาดเขลาของเขา เผยธาตุแท้ในทันทีเลยนะ แล้วโบกมืออย่างรังเกียจ “ในเมื่อเจ้าทำไม่ได้ก็ช่างเถิด เดิมทีข้าก็มิได้คาดหวังว่าเจ้าจะช่วยอันใดได้อยู่แล้ว”


กล่าวจบก็ทิ้งสายตาดูแคลนไว้ให้แล้วหันกายเตรียมจะจากไป


มือของนางพลันถูกดึงรั้งไว้


ฉินเหยาหันกลับมามองอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าอยากตายรึ”


หลิวจี้รีบปล่อยมือนาง เชิดคางขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ “ไปก็ไป!”


มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้น วิธียั่วให้โกรธนี่ยังใช้ได้ผลอยู่สินะ


หลิวจี้ฉวยจับฉินเหยาไว้อีกครั้ง ทว่าครานี้มิใช่มือ แต่เป็นแขนเสื้อแล้วกำชับด้วยความเป็นห่วงว่า “เช่นนั้นเจ้าต้องปรากฏตัวให้ทันท่วงทีนะ หากพวกมันคิดจะฆ่าข้า ข้าต้านไม่ไหวแน่ เมียจ๋า…”


ฉินเหยายกมือเป็นสัญญาณให้เขาหยุดพูดแล้วตบไหล่ของเขาเบาๆ “วางใจเถิด ข้ารับรองว่าครานี้จะไม่ให้เจ้าถูกทุบตี ข้าจะติดตามเจ้าไปด้วยตนเอง”


หลิวจี้ถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก “เช่นนั้นเจ้าก็บอกข้าเสียแต่เนิ่นๆสิ มีเมียจ๋าอยู่เบื้องหลัง ข้าก็วางใจแล้ว”


ทว่ายังคงรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง หลิวจี้เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “หรือมิสู้ให้เมียจ๋าแอบไปกำจัดคนพวกนั้นไปเสียดีหรือไม่ ข้าก่อเรื่องเช่นนี้ก็เท่ากับเปิดโปงพวกเรามิใช่รึ”


ฉินเหยาส่ายนิ้วไปมา กอด.อกพลางเอ่ยถามเขาว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการท่องไปในยุทธภพ สิ่งใดสำคัญที่สุด”


หลิวจี้ลองตอบหยั่งเชิงว่า “เงินทอง?”


“ผิด” ฉินเหยากล่าวอย่างเย็นชา “คือชื่อเสียง ชื่อเสียงอันน่าหวาดหวั่น!”


“ข้าจะใช้วิธีของพวกมันจัดการพวกมันเอง พวกมันเหิมเกริมถึงเพียงนี้ก็เพราะมั่นใจว่าพวกเราไม่มีทั้งพยานและหลักฐาน ต่อให้ร้องเรียนต่อทางการก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะให้พวกมันได้ลิ้มรสความรู้สึกของการร้องเรียนไปก็ไร้ผลเช่นกัน”


นางต้องการให้พวกมันรู้ว่าเป็นนางที่ลงมือ แต่ก็มิอาจทำอันใดนางได้


และเพื่อให้คนของหวังหม่าอู่ได้ใคร่ครวญอย่างละเอียดว่าเมื่อคิดจะแตะต้องผลประโยชน์ของนางนั้น ตัวพวกเขามีน้ำหนักกี่จินกี่เหลี่ยง เพียงพอที่จะเป็นกับข้าวให้สำรับของนางหรือไม่!


ฉินเหยาแค่นเสียงเบาๆ แล้วกล่าวว่า “อันธพาลท้องถิ่นนับเป็นอันใดได้ มารดาผู้นี้ต่างหากคืออันธพาลตัวจริง”


หลิวจี้เบิกตากว้าง จ้องมองสตรีใจร้ายผู้เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแข็งกร้าวเบื้องหน้า ในใจพลันคิดว่า ‘เจ้าช่างน่ากลัวยิ่งกว่าอันธพาลเสียอีก!’


ทว่าเมื่อได้ฟังวาจาของสตรีใจร้ายผู้นี้จบ เหตุใดเลือดในกายของเขากลับพลุ่งพล่าน ร้อนรุ่มจนอยากจะลองดูบ้างเล่า


ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างสงบ ดวงตะวันทอแสง นับเป็นวันฟ้าเปิดอันสดใสที่หาได้ยากยิ่ง


อาวั่งตื่นแต่เช้าตรู่ รอคอยให้ฉินเหยาสั่งการให้ตนไปสังหารฝ่ายตรงข้าม


ทว่าคาดไม่ถึง หลังจากฉินเหยาไปดูพวกเด็กๆ แล้วออกมากลับเพียงแค่เอ่ยปากขอสรวลสารครึ่งก้าวสิ้นหนึ่งขวดจากเขาด้วยท่าทีสุขุม


ขวดเดิมนั้นฉินเหยายังมิได้แตะต้อง ทว่าปริมาณเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ จำต้องใช้อีกหนึ่งขวด


หลิวจี้ได้ขับเกวียนวัวออกเดินทางไปก่อนแล้ว ถือโอกาสส่งท่านหมอชรากลับไปยังเมืองจินสือด้วย


ยามนี้คาดว่าเขาคงใกล้ถึงตัวอำเภอแล้ว เพียงรอให้ประตูเมืองเปิดก็จะไปยังหน้าประตูโรงรับจำนำเพื่อทำภารกิจของตนในวันนี้ให้ลุล่วง นั่นคือการทำตัวเป็นอันธพาลพาลเกเร ก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่ที่โรงรับจำนำ


ผู้ที่กล้ามาก่อเรื่องใหญ่โตหน้าประตูโรงรับจำนำนั้นจนบัดนี้ยังมิเคยปรากฏ เมื่อคิดว่าตนเองกำลังจะเป็นคนแรก ในใจของหลิวจี้ก็อดที่จะตื่นเต้นเล็กน้อยมิได้


กลับมาทางด้านฉินเหยา อาวั่งเห็นนางเพียงแค่ต้องการยาหนึ่งขวด มิได้มีทีท่าว่าจะมอบหมายภารกิจลอบสังหารใดๆให้แก่ตนก็อดที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมามิได้ ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก


เขากล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าไปเอง จะรวดเร็วมาก”


การสังหารคนนั้นเขาชำนาญยิ่ง ทั้งยังสามารถทำได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย


ฉินเหยาส่ายหน้า “เพียงแค่ได้ลงมือก็ย่อมทิ้งร่องรอย เจ้ามิใช่นักฆ่าเดนตายของจวนอ๋องเฟิงอีกต่อไปแล้ว แต่เดิมเรื่องนี้ข้าก็มีวิธีอื่น ภารกิจที่ข้ามอบให้เจ้าตอนนี้คืออยู่ที่บ้านคอยควบคุมงาน ช่วยข้าดูแลต้าหลางและพวกเด็กๆให้ดี”


ฉินเหยายื่นมือออกไปอีกครั้ง “นำยามาให้ข้า หากข้ายังไม่ออกเดินทางอีก นายท่านใหญ่ของเจ้าคงจะถูกคนฆ่าแล้ว”


อาวั่งจ้องมองนางอย่างเหม่อลอยครู่หนึ่ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งมอบผงยาชาที่ตนเพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ และเตรียมจะมอบให้ฉินเหยาไว้เป็นของพกติดตัวสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป


ฉินเหยาชูขวดยาขึ้น กล่าวอย่างใจกว้างว่า “ไว้กลับมาข้าจะเลี้ยงถังหูลู่เจ้า”


อาวั่งเลียริมฝีปาก ในดวงตาฉายแววคาดหวังอยู่หลายส่วน เขายังมิเคยลิ้มลองถังหูลู่ ซื่อเหนียงบอกว่าอร่อยมาก เช่นนั้นก็คงจะอร่อยมากจริงๆกระมัง


ฉินเหยาหาอ่างไม้มาใบหนึ่ง นำถุงป่านที่เตรียมไว้โยนเข้าไป จากนั้นใช้สำลีอุดรูจมูก ต่อมาจึงเทสรวลสารครึ่งก้าวสิ้นทั้งสองขวดลงไป โปรยให้ทั่วทุกซอกทุกมุมของถุงป่านอย่างสม่ำเสมอ


รออยู่ครู่หนึ่งจึงใช้ไหดินเผาปากกว้างม้วนถุงป่านที่ผ่านการจัดการแล้วยัดเข้าไป ปิดฝาให้สนิท ใส่ไว้ในถุงตาข่ายแล้วแขวนไว้บนหลังม้า โบกมือให้อาวั่ง กระตุ้นม้าเบาๆแล้วควบม้ามุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ


ขณะที่ฉินเหยาขี่ม้าข้ามสะพาน ชายใบ้และคนอื่นๆก็กำลังจะไปทำงานที่บ้านของนางพอดี ทั้งสองฝ่ายได้พบหน้ากัน ยังคิดว่านางจะออกไปเจรจาการค้า หาได้มีผู้ใดล่วงรู้ไม่ว่า จินฉานฉู หนึ่งในสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยาง นับแต่วันนี้ไปจะต้องถูกลบชื่อออกจากกลุ่มสามอธรรมแล้ว


เมื่อฉินเหยาเดินทางไปถึงตัวอำเภอ ตะวันก็ขึ้นตรงหัวพอดี แสงแดดอันเจิดจ้าสาดส่องลงบนถนนที่คึกคักของตัวอำเภอ เป็นภาพทิวทัศน์อันสงบสุขยิ่ง


ทว่ายามนี้นางหาได้มีอารมณ์ชื่นชมไม่ นางเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆใกล้กับโรงรับจำนำ กระโดดขึ้นไปเบาๆ มือหนึ่งยึดขอบหลังคาไว้ ออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ขึ้นมาอยู่บนหลังคาได้


ทัศนียภาพพลันกว้างไกลขึ้น เรือนรอบด้านล้วนอยู่ในสายตา กลางวันแสกๆ ทุกคนล้วนมิได้ระวัง กระทั่งเงยหน้าขึ้นมองก็หามีไม่ ฉินเหยาก็เหยียบย่างไปบนหลังคาอย่างเปิดเผยเยี่ยงนี้จนมาถึงหลังคาร้านค้าที่อยู่ตรงข้ามเยื้องกับโรงรับจำนำแล้วจึงย่อตัวลง มองดูหลิวจี้ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของโรงรับจำนำและถูกลูกจ้างของโรงรับจำนำสามสี่คนดึงรั้งตัวไว้


นางมาได้ถูกจังหวะพอดี หลิวจี้ได้ดึงดูดชาวบ้านให้มายืนล้อมวงมุงดูแล้ว แม้ว่าลูกจ้างสามสี่คนพยายามจะสกัดเขาไว้ ทว่าอาศัยการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว เขาก็ยังคงหลบหลีกอยู่นอกวงล้อมของพวกนั้นได้ตลอด ปากก็ด่าทออย่างเดือดดาลว่า


“คนอื่นอาจจะกลัวเจ้าจินฉานฉู แต่ข้าหลิวจี้มิกลัว! เจ้าคนชั่วช้าที่ขูดรีดผู้คนในตำบล ก่อเหตุฆาตกรรมวางเพลิง รังแกบุรุษข่มเหงสตรี กระทำความผิดนานัปการ สมควรถูกจับเข้าคุกหลวงนัก!”


“พี่น้องทั้งหลาย มาดูกันเร็วเข้า! ที่ดินดีเลิศร้อยหมู่ของตระกูลติงซิ่วไฉแห่งเมืองจินสือ พวกเขาต้องการขายอย่างเร่งด่วนในราคาแปดร้อยตำลึง แต่เหล่าคนชั่วพวกนี้กลับจะขอซื้อที่ดินของพวกเขาในราคาเพียงหนึ่งร้อยตำลึง เมื่อพวกเขาไม่ยอมขายให้ พวกมันก็ไปฆ่าคนแล้วทิ้งศพไว้บนที่ดินของพวกเขาทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาไปหลายเดือนก็ยังขายที่ดินไม่ได้…”


“ในที่สุดครอบครัวของข้าก็ซื้อที่ดินของตระกูลติงซิ่วไฉในราคาเดิม นี่นับเป็นเรื่องดีโดยแท้ ทว่าคนชั่วผู้นี้กลับโกรธแค้นจนหน้ามืดตามัว เพียงเพราะครอบครัวข้าซื้อที่ดินที่มันต้องการไป เมื่อวานยามเย็น มันกลับส่งชายฉกรรจ์สิบกว่าคน สิบกว่าคนเชียวนะ! ล้อมเด็กๆทั้งห้าคนในบ้านข้าซึ่งอายุยังไม่ถึงสิบขวบ ทั้งทุบตีเตะถีบ ทั้งยังคิดจะฆ่าปิดปาก ช่างมิใช่มนุษย์โดยแท้…”


หลิวจี้ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ กล่าวโทษเสียงดังฟังชัด มวยผมก็หลุดลุ่ย สวมเพียงอาภรณ์ผ้าเนื้อหยาบตัวบาง ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บของเดือนสิบ แผ่นหลังกลับตั้งตรงแน่ว ท่าทางดุจบัณฑิตผู้หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี กระดูกสันหลังมิยอมโค้งงอให้ผู้ใด ปลุกเร้าโทสะของฝูงชนที่มุงดูในทันใด ต่างก็พากันชี้นิ้วไปทางลูกจ้างหลายคนของโรงรับจำนำพร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์


เหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการที่ถูกเถ้าแก่โรงรับจำนำเรียกมา เมื่อเห็นฉากนี้ก็อดมิได้ที่จะมองเขาด้วยแววตาชื่นชม


ยอมหักไม่ยอมงอ ไม่เกรงกลัวอิทธิพลของเหล่าอันธพาล ช่างเป็นบุรุษผู้มีกระดูกเหล็กกร้าวแกร่งโดยแท้!


น่าเสียดาย ที่ไปยั่วโทสะจินฉานฉูเข้า ต่อให้พวกเขานับถืออีกฝ่าย บัดนี้ก็จำต้องลากตัวเขาออกไปโยนทิ้งนอกเมือง


ตอนที่ 357: เขาอาศัยอะไรมาดื่มชา


“เจ้าหน้าที่ของทางการมาแล้ว!”


“เจ้าหน้าที่ของทางการมาแล้ว!”


“หลีกทาง หลีกทาง!”


เหล่าชาวบ้านต่างพร้อมใจกันเปิดทางให้ เถ้าแก่โรงรับจำนำพาเหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการเข้ามาด้วยท่าทีโอหัง กร่างยิ่งนัก ชี้ไปยังหลิวจี้แล้วกล่าวอย่างเดือดดาลว่า


“ก็คือบัณฑิตยากจนซอมซ่อผู้นี้ ไร้ซึ่งพยานหลักฐานใดๆ กลับมาอาละวาดใหญ่โตหน้าประตูโรงรับจำนำของข้า พี่น้องทั้งหลายอย่าได้เชื่อคำพูดของเขา โรงรับจำนำของเราเปิดกิจการมาหลายสิบปี ไม่เคยหลอกลวงทั้งเด็กและผู้เฒ่า ย่อมมิมีทางกระทำการชั่วช้าดังที่คนพาลผู้นี้กล่าวหาเป็นอันขาด!”


มิใช่เพียงหลิวจี้ที่พูดจาเหลวไหลเป็น เถ้าแก่โรงรับจำนำกลับเหนือกว่าขั้นหนึ่ง กล่าวใส่ใคล้ในทันที เขากล่าวอย่างเดือดดาลว่า


“นี่มันก็แค่คนจำนำของแล้วเกิดเปลี่ยนใจ ขู่กรรโชกไม่สำเร็จ กลับมาทำลายชื่อเสียงเจ้านายของข้า เป็นพวกสิ้นไร้ไม้ตอกโดยแท้! พี่น้องทั้งหลายโปรดอย่าได้ถูกท่าทางเช่นนี้ของเขาลวงหลอกเป็นอันขาด!”


เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านที่มุงดูพลันแผ่วเบาลงทันที ยังมีหนุ่มน้อยผู้ไร้เดียงสาที่ไม่รู้จักสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยางเอ่ยถามชายชราเจ้าของแผงลอยข้างๆอย่างงุนงงว่า


“เหตุใดยังมีคนเช่นนี้อีกเล่า โรงรับจำนำของเขาเปิดกิจการอยู่ดีๆ เขาใส่ร้ายป้ายสีถึงเพียงนี้ มิใช่เป็นการขัดขวางการค้าของคนเขาหรอกหรือ”


ชายชราก้มหน้าหัวเราะเยาะเบาๆ คร้านจะตอบคำถามของคนเขลาผู้นี้ อาศัยจังหวะที่ผู้คนมากมาย ส่งเสียงร้องขายของขึ้น ในใจได้แต่ถอนหายใจให้กับบัณฑิตผู้น่าสงสารคนนั้นคราหนึ่ง


อยู่ดีไม่ว่าดี เจ้าไปล่วงเกินคนพวกนั้นด้วยเหตุใด ครานี้เกรงว่าจะยิ่งถูกแก้แค้นหนักขึ้นแล้ว


เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของทางการกำลังจะเข้ามาจับกุมตน หลิวจี้พลันสะบัดแขนเสื้อตวาดเสียงดังลั่นว่า “พวกเจ้าอย่ามาแตะต้องตัวข้า กฎหมายของแคว้นเซิ่งข้ารู้ดีกว่าพวกเจ้าเสียอีก ข้าหนึ่งมิได้ฆ่าคน สองมิได้วางเพลิง พวกเจ้าอาศัยอะไรมาจับกุมข้า หลีกไป ข้าจะเดินไปเอง!”


อย่างไรเสียเรื่องศักดิ์ศรีก็ยอมแพ้มิได้ อาศัยจังหวะที่เหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการกำลังตกตะลึงก็หันกายเดินจากไป


เริ่มแรกก้าวเท้ายาวๆ ต่อมาจึงซอยเท้าถี่ๆ ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็สับขาวิ่งสุดชีวิต


ดึงความแค้นได้มากพอแล้ว เผ่นล่ะ เผ่นล่ะ~


วิ่งตลอดทางจนพ้นประตูเมืองก็พลันถูกคนบางคนกระชากเข้าไปยังมุมกำแพง ทำเอาหลิวจี้ตกใจจนสูดลมหายใจเข้าลึก


“ข้าเอง เจ้าขับเกวียนไปยังทางแยกทิศตะวันออก เบื้องหน้ามีโรงน้ำชาอยู่แห่งหนึ่ง นั่งลงดื่มชา ข้าเลี้ยงเจ้า”


เกรงว่าหลิวจี้จะอ้างว่าไม่มีเงิน ฉินเหยาจึงยัดค่าชาใส่มือเขา


หลิวจี้ก้มลงมองเศษเงินก้อนเล็กๆในมือแล้วเงยหน้ามองไปรอบๆ มีต้นไม้ มีเกวียนวัวและรถม้าจอดอยู่ ทั้งยังมีแม่ค้าขายผักที่ตั้งแผงอยู่หน้าประตูเมือง ทว่ากลับมองไม่เห็นร่องรอยของฉินเหยาเลยแม้แต่น้อย


หรือนางเป็นภูตผีกัน หลิวจี้ตกใจกับความคิดของตนเองจนตัวสั่นสะท้านอย่างแรง


แต่ในไม่ช้าก็หัวเราะคิกคักพลางเก็บเงินก้อนนั้นใส่ในอกเสื้อ จูงเกวียนวัวของตนเอง ขึ้นเกวียนสะบัดแส้ ขับเกวียนมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง


เพียงครู่เดียว หลิวจี้ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีคนติดตามมาจากด้านหลัง จำนวนไม่มาก เพียงสามคนเท่านั้น


เขาขับเกวียน พวกนั้นอาศัยสองเท้าวิ่งตาม ยามนี้เมื่อรู้ว่าฉินเหยาอยู่แถวนี้แล้ว ในสถานการณ์ที่ชีวิตปลอดภัยไร้กังวล หลิวจี้ก็จงใจชะลอความเร็วเกวียนลง ทิ้งระยะห่างจากคนทั้งสามนั้นพอสมควร ไม่ใกล้ไม่ไกล


โรงน้ำชาอยู่ใกล้มาก ออกจากเมืองมาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ถึงแล้ว เวลานี้ในโรงน้ำชามิมีผู้ใด หลิวจี้หยุดเกวียน สั่งชาที่ราคาถูกที่สุดจากเจ้าของร้านหนึ่งกาแล้วหาที่นั่งกว้างขวางแห่งหนึ่งนั่งลง


คนทั้งสามที่ติดตามมาหยุดอยู่ห่างจากโรงน้ำชาราวสามสิบเมตร เมื่อเห็นว่าเขายังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแก่ใจมานั่งดื่มชาในโรงน้ำชาแห่งนี้ หนึ่งในนั้นก็โบกมือให้คนอีกสองคนที่เหลือ ตนเองจะอยู่เฝ้าดูคนผู้นี้ไว้ ให้คนทั้งสองไปแจ้งข่าวแก่เจ้านาย


คนที่กล้ามาก่อเรื่องใหญ่โตที่โรงรับจำนำของพวกเขานั้นยังไม่เคยปรากฏมาก่อน หากไม่สั่งสอนบทเรียนอันหนักหน่วงให้แก่เขาสักครั้ง คราหน้าทุกคนก็จะเอาอย่างตามนี้ เหล่าพี่น้องในยุทธถพจะยังเห็นพวกเขาอยู่ในสายตาอีกหรือ


อันที่จริงแล้วจินฉานฉูเป็นคนที่สุขุมรอบคอบมากผู้หนึ่ง และน้อยครั้งนักที่จะออกหน้าไปจัดการปัญหาที่เหล่าคนรับใช้ก่อขึ้นด้วยตนเอง


ทว่าการอาละวาดครั้งใหญ่ของหลิวจี้ในวันนี้ กลับโยนความผิดร้ายแรงหลายกระทงให้เขาแบกรับโดยไร้มูลความจริง


ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าคนทิ้งศพ การกดราคาเหลือเพียงหนึ่งร้อยตำลึง หรือการคิดจะฆ่าเด็กๆสองสามคนเพื่อปิดปาก ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ!


เขาเสนอให้ติงซิ่วไฉถึงสองร้อยตำลึงอย่างใจกว้างชัดๆ และเพียงแค่ให้ลูกน้องไปข่มขู่เจ้าเด็กเหลือขอพวกนั้นเล็กน้อยเท่านั้น ผู้ใดจะคาดคิดว่าชายฉกรรจ์หลายคนกลับถูกเด็กอมมือคนหนึ่งทำร้ายเอาได้ ช่างน่าขายหน้านัก!


อีกทั้ง เรื่องฆ่าคนทิ้งศพยิ่งเป็นเรื่องไร้สาระ ที่ถูกต้องคือการฝังศพอย่างแม่นยำต่างหาก!


จินฉานฉูพอคิดก็เดือดดาลขึ้นมา อำเภอไคหยางสงบสุขมานานหลายปี เขามิเคยพบพานการยั่วยุท้าทายเช่นนี้มาก่อน


หลิวจี้สินะ ดีมาก! ไอ้หนู เจ้าสามารถดึงดูดความสนใจของบิดาได้สำเร็จ!


คนรับใช้เข้ามารายงานว่า “หลิวจี้ออกจากเมืองไปแล้วมิได้ตรงกลับบ้าน กลับไปยังโรงน้ำชาทางทิศตะวันออกเพื่อดื่มชาอย่างสบายอารมณ์ มิได้เห็นเจ้านายอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ยามนี้เขาก็อยู่เพียงลำพัง ภรรยาของเขาก็มิได้อยู่ที่นั่น เจ้านาย พวกเราไปจัดการเขาตอนนี้เลย…”


คนรับใช้ทำท่าสับมือ ตั้งใจจะแก้แค้นให้พี่น้องของตนเองที่ได้รับบาดเจ็บหลายคน


หว่างคิ้วของจินฉานฉูพลันกระตุก “เขาอาศัยอะไรไปดื่มชา? เขากล้าดีอย่างไรไปนั่งดื่มชา? แท้จริงแล้วมันเห็นบิดาผู้นี้อยู่ในสายตาบ้างหรือไม่!”


จินฉานฉูทุบโต๊ะอย่างโกรธๆติดต่อกันห้าครั้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ทนไม่ได้แม้แต่น้อย บัดนี้เขาต้องการให้หลิวจี้กลายเป็นคนพิการ!


ลุกพรวดขึ้น หยิบกระบองทลายกระดูกอันเป็นที่รักของตนขึ้นมาแล้วเรียกนักเลงร่างกำยำสูงใหญ่สิบคน รถม้าสามคันก็เคลื่อนออกไปพร้อมกัน มุ่งหน้าไปยังโรงน้ำชาชานเมืองด้านทิศตะวันออกอย่างเดือดดาลหมายจะสังหาร


หลินเอ้อร์เป่าเป็นสารถี ปีนี้เขาทำงานได้ผลดีจึงได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นสารถีของเจ้านาย เมื่อเห็นเจ้านายออกหน้าด้วยตนเองก็ยังคิดว่าเกิดเรื่องใหญ่ที่จัดการได้ยากอันใดขึ้น


เขารีบกระซิบถามนักเลงข้างกายว่าไปโรงน้ำชาชานเมืองด้านทิศตะวันออกทำอะไร เถ้าแก่โรงน้ำชานั้นจ่ายค่าคุ้มครองของเดือนนี้แล้วมิใช่หรือ หรือว่าเป็นเพราะชารสชาติไม่อร่อย ทำให้เจ้านายไม่พอใจ


นักเลงส่ายหน้า ตอบเสียงเบาว่า “เมื่อครู่เจ้าไม่อยู่จึงไม่รู้ หลิวจี้ที่ซื้อที่ดินของบ้านติงซิ่วไฉไป เนื่องจากเมื่อวานเด็กๆสองสามคนของเขาถูกพี่น้องของเราตักเตือนไปสองสามคำ วันนี้ตั้งแต่เช้าตรู่จึงมาด่าทอถึงหน้าประตู โยนความผิดให้เจ้านายของพวกเราหลายกระทง”


“เจ้านายของเราปล่อยเขาไปครั้งหนึ่ง เจ้าลองทายดูสิว่าเป็นอย่างไร เจ้าเด็กนั่นกลับไปนั่งอยู่ในโรงน้ำชาชานเมืองด้านทิศตะวันออก สั่งชาหนึ่งกาแล้วก็นั่งดื่มอย่างสบายอารมณ์ เจ้าว่าเจ้าเด็กนั่นรนหาที่ตายหรือไม่ เจ้านายให้โอกาสเขาแล้วแต่เขาไม่กลับบ้าน เช่นนั้นก็คงต้องทิ้งมือทั้งสองข้างของเขาไว้แล้วล่ะ!”


นักเลงกล่าวอย่างตื่นเต้นอยู่บ้าง อย่างไรเสีย พวกเขาสิบคนรับมือกับบัณฑิตที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะจับไก่เพียงคนเดียว นับว่าเป็นงานที่สบายที่สุดแล้ว


นักเลงคิดอย่างผ่อนคลาย อีกครู่เดียวเมื่อทำงานนี้เสร็จ วันนี้ก็น่าจะเลิกงานได้แล้ว ถึงเวลานั้นก็เอาเงินรางวัลที่เจ้านายให้ ยังไปเล่นพนันที่บ่อนพนันได้สักสองสามตา ช่างสุขใจเสียจริง


ทว่ากลับมิได้เห็นว่าเมื่อหลินเอ้อร์เป่าได้ยินคำว่าหลิวจี้สองคำนี้ สีหน้าพลันก็เปลี่ยนไปในทันใด


“เจ้านาย” หลินเอ้อร์เป่าลองเรียกเข้าไปในรถม้าอย่างหยั่งเชิง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพนอบน้อม จินฉานฉูขานรับคำหนึ่งหลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เป็นสัญญาณบอกว่ามีเรื่องอันใดก็รีบพูดมา


หลินเอ้อร์เป่ารีบกล่าวว่า “เมื่อสองวันก่อนลูกพี่หวังมิได้บอกหรือขอรับว่า หลิวจี้ผู้นั้นรับมือได้ไม่ยากเท่าใดนัก ที่ยากก็คือภรรยาของเขาที่ไม่ธรรมดา ก่อนหน้านี้ลูกพี่หวังก็เคยเสียรู้ครั้งใหญ่ด้วยน้ำมือของนางมาแล้ว เสียพี่น้องคนสนิทไปคนหนึ่ง ที่ดินร้อยหมู่นี้สำหรับเจ้านายแล้วก็ไม่นับว่ามากมายอันใดนัก ไยท่านต้องไปถือสาหาความกับคนไร้หัวคิดเช่นพวกนั้นด้วยเล่าขอรับ…”


“เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าคิดว่าเจ้านายของเจ้าอย่างข้ากะอีแค่สตรีบ้านป่าเพียงคนเดียวก็ไม่อาจรับมือได้อย่างนั้นรึ” จินฉานฉูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันตราย


พอได้ยินน้ำเสียงนี้ หลินเอ้อร์เป่าก็รู้ว่าห้ามปรามไม่ได้แล้ว รีบหัวเราะประจบประแจงแล้วกล่าวว่า “เจ้านายของข้ามีชื่อเสียงเลื่องลือในอำเภอไคหยาง สตรีชาวบ้านเพียงคนเดียวเท่านั้น คิดจะให้นางไปทิศตะวันออก นางยังจะกล้าไปทิศตะวันตกอีกหรือ เมื่อครู่เป็นข้าน้อยพูดจาไม่เข้าหูเอง เจ้านายท่านอย่าได้ถือสาเลยขอรับ”


ในใจก็กำลังคิดว่า ถึงเวลานั้นค่อยหาโอกาสหลบหนีไป ห้ามเข้าไปพัวพันด้วยเป็นอันขาด


แม้นเวลาจะผ่านไปแล้วสองปี ทว่าบัดนี้พอหวนนึกถึงคนที่ชื่อฉินเหยาผู้นี้ หัวใจของหลินเอ้อร์เป่าก็ยังคงบีบรัดอย่างรุนแรง


สตรีนางนั้นมิใช่มนุษย์โดยแท้!


ตอนที่ 358: สนองคืนด้วยวิธีการเดียวกัน


เมื่อหลิวจี้ดื่มชาหมดถ้วย บรรยากาศโดยรอบก็พลันเปลี่ยนไป


เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองก็สบเข้ากับดวงตาดุจหมาป่าหลายคู่ที่แฝงไว้ด้วยไอเย็นยะเยือก


เจ้าของร้านถูก ‘เชิญ’ ออกไปแล้ว หลินเอ้อร์เป่าตวาดเสียงหนึ่งว่า “ไสหัวไปซะ!”


เจ้าของร้านที่เดิมทียังลังเลไม่อยากจากไป บัดนี้กลับวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็มิเห็นแม้แต่เงา


หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึก ความเร็วนี้ ช่างมิต่างจากเขาเท่าไรนัก


เดี๋ยวก่อน!


บุคคลเบื้องหน้าที่ยืนอยู่หลังเหล่านักเลง สวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีปักดิ้นทอง สวมหมวกสี่เหลี่ยม หรือว่าเขาก็คือเป้าหมาย จินฉานฉู?


เพื่อยืนยันตัวตนของอีกฝ่าย หลิวจี้จึงเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิงว่า “เจ้าคือจินฉานฉู หนึ่งในสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยางรึ”


เมื่อเห็นว่าเขายังสามารถเอ่ยถามตนเองว่าเป็นผู้ใดได้อย่างสงบนิ่งทั้งที่ถูกเหล่านักเลงล้อมไว้ คิ้วของจินฉานฉูก็ขมวดเข้าหากันแน่น รู้สึกขัดใจยิ่งนัก!


“เจ้าไม่กลัวบิดารึ”


จินฉานฉูเหลือบมองหลิวจี้อย่างเย็นเยียบ เป็นบุรุษดีๆแท้ๆ กลับมีหน้าตาท่าทางคล้ายอิสตรี “ข้าว่าวันนี้มิต้องสับมันแล้ว สับแล้วก็หมดราคา มัดส่งไปให้พานเหม่ยเหรินเลยดีกว่า เผลอๆยังจะทำเงินให้บิดาได้ก้อนหนึ่ง!”


เมื่อเห็นอีกฝ่ายยอมรับฐานะของตน หลิวจี้ก็มิอยากจะอยู่ต่ออีกแม้เพียงชั่วลมหายใจเดียว ทันทีที่หมายจะลุกขึ้น ฝ่ามือเหล็กสองข้างก็กดลงบนบ่าของเขาพร้อมเอ่ยถามอย่างคุกคามว่า “หลิวจี้ เจ้าคิดจะไปที่ใดรึ”


หลิวจี้คิดในใจว่าบิดามีเทพคุ้มครองเชียวนะ ถ่มน้ำลายแล้วกล่าวว่า “บิดาจะไปที่ใดแล้วมันธุระกงการอันใดของเจ้า!”


สะบัดไหล่ทั้งสองข้างอย่างแรง “อย่าเอามือสกปรกของเจ้ามาแตะต้องบิดาเจ้า!”


เหล่านักเลงเบิกตาโพลง กล้าโอหังถึงเพียงนี้เชียว สมควรถูกซ้อมเสียจริง!


นักเลงสองคนเงื้อมหมัดหมายจะชกเข้าที่ใบหน้างดงามของหลิวจี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตนาของอีกฝ่าย หลิวจี้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป รีบตะโกนสุดเสียงว่า “เมียจ๋า เจ้าบอกแล้วว่าจะไม่ให้ข้าถูกซ้อม!”


เอ่ยปากช้าไปเพียงนิดเดียว หมัดใหญ่สองข้างก็เฉียดแก้มเขาไป หลิวจี้รู้สึกได้ถึงความเจ็บแสบบนใบหน้า


ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้อาละวาด เสียง “ขออภัย” ก็ดังขึ้นมาก่อน ร่างที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นราวกับภูตผี แย้มยิ้มให้เขาจนเห็นฟันขาว กระชากคอเสื้อของเขา ช่วยเขาให้หลุดพ้นจากพันธนาการของนักเลงทั้งสองได้อย่างทันท่วงที


หลิวจี้ยังมิทันได้ทรงตัวให้มั่นคงดีฝ่ามือของฉินเหยาก็ลูบไล้บริเวณที่แสบร้อนบนใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นการปลอบโยน พลางแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน “ถอยไปเถิด”


หลิวจี้ลูบใบหน้าตนเองอย่างประหลาดใจ พลันรู้สึกราวกับบุปผานานาพรรณเบ่งบานอยู่เบื้องหน้า ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว เขาพยักหน้าอย่างมึนงงแล้ววิ่งออกห่างจากโรงน้ำชาไปสามสิบเมตรด้วยท่าทีคล่องแคล่วอย่างยิ่ง หลีกเลี่ยงมิให้ถูกโลหิตกระเซ็นใส่ในอีกครู่ต่อมา


เมื่อหาที่เหมาะที่สุดสำหรับชมงิ้วได้แล้ว หลิวจี้ก็ยังไม่ลืมที่จะมองไปยังแผ่นหลังอันองอาจสง่างามของผู้ที่สวมหมวกงอบแล้วกำหมัดแน่น พึมพำอย่างตื่นเต้นว่า “เมียจ๋า สู้เขา!”


เมื่อส่งหลิวจี้ไปแล้ว ในโรงน้ำชาก็มิมีสิ่งใดที่จะเหนี่ยวรั้งฉินเหยาได้อีก หมัดเหล็กเหวี่ยงออกไป นักเลงสี่คนที่อยู่เบื้องหน้ายังมิทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวนก็เป็นดั่งแตงโมที่ถูกทุบจนแตก โลหิตสดๆทะลักออกจากปากอย่างควบคุมไม่ได้ ล้มลงกับพื้นเสียงดัง “ตุบ ตุบ” ร่างกายแข็งทื่อ


ยังไม่ตาย ทว่าอย่าได้คิดที่จะลุกขึ้นมาอีกเลย


ดวงตาเล็กเท่าเมล็ดถั่วของจินฉานฉูเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง จ้องมองคนสวมหมวกงอบเบื้องหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ที่แทบเท้าของนางมีชายฉกรรจ์สี่คนนอนกองอยู่


เขาไม่เคยเห็นหน้าตาของฉินเหยา ทว่าในยามนี้เขากลับมั่นใจอย่างยิ่งว่า นี่คือฉินเหยา สตรีชาวบ้านผู้โหดเหี้ยมที่หวังหม่าอู่กล่าวถึง


ฉินเหยามิเคยพูดจาไร้สาระ นางตะโกนเรียก “จินฉานฉู!”


เมื่อเห็นบุรุษร่างท้วมผู้สวมใส่เครื่องประดับทองอร่ามทั่วทั้งตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกะพริบตาด้วยความหวาดหวั่น การยืนยันตัวตนก็เสร็จสิ้น มีดสั้นในแขนเสื้อเลื่อนสู่ฝ่ามือ ยกขึ้นตวัดวาบ!


คมมีดรวดเร็วดุจแสง นักเลงอีกหกคนที่เหลือพลันรู้สึกถึงบางสิ่ง พวกเขาก้มหน้าลงมองอย่างรวดเร็วก็เห็นว่าปลายนิ้วมีหยาดโลหิตหยดลงไป ร่างกายเพิ่งจะรับรู้ ความเจ็บปวดรุนแรงก็ถาโถมเข้าหา คนทั้งหกคนกรีดร้องลั่นล้มพับลงดุจหุ่นเชิดสายป่านขาด ร่างกระแทกพื้นอย่างแรง กล้ามเนื้อทั่วร่างกระตุกอย่างรุนแรง เส้นเอ็นที่มือและเท้าขาดสะบั้น


“เจ้า…เจ้า…เจ้าเป็นปีศาจอันใดกันแน่!”


เสียงของจินฉานฉูแหลมสูงจนผิดเพี้ยนไป ทว่าบนใบหน้ายังคงฝืนทำเป็นสงบนิ่ง สะบัดเลือดสดๆที่กระเซ็นมาจากร่างของเหล่าลูกน้องทิ้ง มันเหนียวเหนอะหนะและร้อนผ่าวจนใจเขาสั่นวาบ พยายามถอยหลังแล้วคิดจะหลบหนี


บัดนี้เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนเองที่สุขุมรอบคอบมาโดยตลอด วันนี้กลับโอหังอวดดีเกินไปจนตกหลุมพรางอันตื้นเขินเช่นนี้เข้าจนได้


คิดดูก็รู้ บัณฑิตผู้อ่อนแอเช่นหลิวจี้ หากมิมีสิ่งใดหนุนหลัง จะกล้าท้าทายเขาผู้เป็นหนึ่งในสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยางที่ชาวบ้านเพียงได้ยินชื่อก็ขวัญหนีดีฝ่อถึงเพียงนี้ได้อย่างไร


ฉินเหยาไม่ใคร่ที่จะสนทนากับคนโง่เขลาเช่นเขา นางค่อยๆเคลื่อนเข้าใกล้เขาราวกับแมวหยอกหนู เว้นระยะห่างพอให้เขารู้สึกถึงความหวังที่จะหลบหนี ทว่าก็บีบคั้นเข้าไปทีละก้าว ดึงรั้งเส้นประสาทที่ตึงเครียดของจินฉานฉู รอดูเขาสิ้นสติ


จนกระทั่งมีเสียงกระทบกันดังขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ จินฉานฉูที่ถูกระยะห่างนี้ทรมานจึงมีโอกาสได้หยุดพักหายใจชั่วครู่


ขณะที่ฉินเหยาเงยหน้ามองไปยังต้นตอของเสียง จินฉานฉูก็ชักเท้าวิ่งหนีไปแล้ว มิกล้าหันกลับไปมองแม้แต่น้อย เอาแต่วิ่งไปยังรถม้า วิ่งไปพลางด่าทอไปพลางอย่างเดือดดาลว่า “หลินเอ้อร์เป่า เจ้าหายหัวไปตายที่ไหนแล้ว!”


เมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นเคย ฉินเหยาก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ในที่สุดก็พบหลินเอ้อร์เป่าผู้ซ่อนตัวอยู่ในป่าด้านหลังโรงน้ำชาซึ่งบังเอิญส่งเสียงออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา


เมื่อเขาเห็นนาง ร่างกายก็สั่นสะท้าน หันหลังวิ่งหนีทันที


ฉินเหยาเพียงหัวเราะเบาๆ หยิบคันธนูและลูกศรบนหลังลงมาโดยไม่ลังเล เล็งไปที่แผ่นหลังของหลินเอ้อร์เป่า ขออภัยด้วย เขารู้จักนาง คงต้องตายเท่านั้น


กลิ่นอายแห่งความตายช่างรุนแรงยิ่งนัก หลินเอ้อร์เป่าราวกับสัมผัสได้ ขณะวิ่งอยู่ก็พุ่งตัวล้มไปข้างหน้า หมอบลงกับพื้นแล้วตะโกนลั่นว่า “ท่านยังติดค้างบุญคุณข้าอยู่ครั้งหนึ่ง! อย่าฆ่าข้า!”


เมื่อตะโกนจบก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าตนเองยังสามารถพูดออกมาเป็นประโยคสมบูรณ์ได้ หลินเอ้อร์เป่าตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่กล้าหันกลับไปมอง


เสียงฝีเท้าเดินผ่านร่างเขาไป ลูกศรคมกริบปักเข้าที่ต้นขาอวบใหญ่ของจินฉานฉู เขาเจ็บปวดจนเหงื่อกาฬไหลโชก ทว่าก็ยังกัดฟันฝืนทนพยุงตัวคลานไปยังรถม้า


“ข้าผิดไปแล้ว ท่านย่าของข้า ข้าผิดไปแล้ว เป็นข้าที่มีตาแต่ไร้แววไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ ท่านผู้ยิ่งใหญ่อย่าได้ถือสาคนต่ำต้อยเช่นข้าเลยนะ ปล่อยข้าไปเถิด เพียงแค่ท่านปล่อยข้าไป ต่อไปหุ้นของโรงรับจำนำข้าจะยกให้ท่านหนึ่งส่วน…” เมื่อเห็นสีหน้าของนางไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยก็รีบเพิ่มเป็นสองส่วน “ไม่สิ ห้าส่วน! ท่านเป็นเถ้าแก่รองของโรงรับจำนำเลย ดีหรือไม่”


หมวกงอบบนศีรษะของฉินเหยาส่ายไหวไปมา นางโยนถุงป่านออกไป ครอบร่างของจินฉานฉูเอาไว้


จินฉานฉูรู้สึกเพียงเบื้องหน้ามืดดับไป กลิ่นประหลาดรุนแรงโอบล้อมร่างของเขา ในไม่ช้า เขาก็หมดสติไปด้วยความหวาดกลัว ล้มลงราวกับกองดินเลนใต้ล้อรถม้า


ฉินเหยาคว้ากระสอบใบใหญ่นี้ ลากเข้าไปในโรงน้ำชาแล้วโยนลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยม ขาโต๊ะที่บอบบางนั้นแทบจะรับน้ำหนักเพียงนี้ไม่ไหว มันสั่นคลอนอยู่หลายคราจึงตั้งมั่นได้


ฉินเหยากวาดตามองไปรอบๆ ก้มลงหยิบกระบองทลายกระดูกที่จินฉานฉูทำตกไว้บนพื้นขึ้นมา


สมกับที่เป็นคนโง่จริงๆ ถืออาวุธดีถึงเพียงนี้กลับมิได้ใช้มันต่อกรกับนางเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ตวัดเพียงครึ่งครา นางก็จะยังนับว่าเขาเป็นคนเด็ดขาดผู้หนึ่ง


นอกโรงน้ำชา หลิวจี้มองดูฉินเหยายกกระบองทลายกระดูกขึ้นฟาดลงบนถุงป่านเต็มแรง โต๊ะที่เดิมทีก็โยกเยกคลอนแคลนอยู่แล้วทนรับน้ำหนักไม่ไหว พังทลายลงในทันที ถุงป่านตกลงสู่พื้นอย่างแรงจนเกิดเป็นหลุมตื้นๆ


เสียงครางทุ้มต่ำเล็ดลอดออกมาจากในกระสอบ จากนั้นถุงป่านก็ปรากฏสีแดงฉานให้เห็นเด่นชัด


หลิวจี้เอ่ยถามเสียงแผ่ว “เจ้าจะทำอย่างไรกับเขารึ”


“เจ้ายังไม่กลับบ้านอีกหรือ” คนในโรงน้ำชาพลันเงยหน้าขึ้นมองมา ดวงตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ทำเอาหลิวจี้ตกใจจนตัวสั่นสะท้าน ไม่กล้าเอ่ยถามสิ่งใดอีก


“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!” เมื่อรู้ว่านางรังเกียจที่ตนเองเกะกะ หลิวจี้ก็กระโดดขึ้นเกวียนวัวทันที สะบัดแส้แล้วจากไปอย่างไม่รีรอ


ต้องขอบคุณจินฉานฉู บนถนนเส้นนี้จะไม่มีผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องปรากฏตัวขึ้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง


ฉินเหยาเลิกคิ้วอย่างพึงพอใจ โยนกระบองทลายกระดูกทิ้งไปแล้วหยิบมีดสั้นออกมา เปิดถุงป่านแล้วสนองคืนด้วยวิธีการเดียวกัน


มิใช่ชอบตัดมือตัดเท้าคนอื่นนักรึ เช่นนั้นก็ให้เขาได้ลิ้มลองดูบ้าง!


“ฉินเหนียงจื่อ…”


หลินเอ้อร์เป่าเดินเข้ามาในโรงน้ำชาด้วยท่าทางหวาดหวั่น ตัวสั่นงันงก “จะ…จะพอจะไว้ชีวิตเจ้านายของข้าได้หรือไม่ขอรับ”


ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “เขาเคยช่วยชีวิตเจ้าไว้รึ”


หลินเอ้อร์เป่า “…”


ตอนที่ 359: มือที่ยื่นลงมาจากฟ้า


ฉินเหยากล่าวเสียงเย็นชา “นำของมาแลกเปลี่ยน”


หลินเอ้อร์เป่าพลันคุกเข่าลงโขกศีรษะให้นางสองครั้ง “ขอบพระคุณฮูหยินที่ไว้ชีวิต!”


ฉินเหยาหยิบถุงป่านที่ใส่จินฉานฉูขึ้นมา เดินตรงไปยังรถม้าของเขาแล้วสั่งการเบาๆ


“เผาโรงน้ำชาเสีย”


หลินเอ้อร์เป่ามิกล้าเอ่ยคำใด รีบนำไม้ที่เผาไหม้ได้ในโรงเรือนมาวางไว้ข้างเตาแล้วใช้กระบองของพวกนักเลงรื้อโรงเรือนนั้น


นางมิได้บอกให้เผาพวกนักเลงไปด้วย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจด้วยตนเอง ลากนักเลงทั้งสิบคนที่สลบไสลไม่ได้สติไปยังพงหญ้านอกโรงน้ำชาแล้วใช้หญ้าแห้งปกคลุมไว้


หลังจากนั้นก็จุดไฟ โรงน้ำชาที่ทำจากฟางและไม้ก็ลุกไหม้ในทันที ไม่ถึงครึ่งเค่อ เปลวเพลิงโหมกระหน่ำขึ้นสู่ท้องฟ้า ควันดำทะมึน ร่องรอยทั้งหมดก็มอดไหม้เป็นเถ้าถ่านในกองเพลิง


ฉินเหยานั่งอยู่ในรถม้าแล้ว หลินเอ้อร์เป่าข่มความหวาดกลัว ปัดเสื้อผ้าจัดแต่งรูปโฉมตนให้เรียบร้อย จากนั้นก็ขึ้นนั่งบนตำแหน่งสารถี บังคับรถม้ามุ่งหน้าสู่ตัวอำเภออย่างช้าๆ


ฤดูหนาวฟ้ามืดเร็ว ท้องฟ้ามืดครึ้มลงตั้งแต่เมื่อใดมิทราบได้ ประตูเมืองไคหยางที่เปิดกว้างท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน ในสายตาของหลินเอ้อร์เป่า ประดุจปากที่อ้ากว้างของอสูรร้าย


ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น รู้ดีว่าปากนั้นมิควรเข้า แต่ก็จำต้องเข้าไป


ฟ้าสางแล้ว


คนยามตีบอกเวลาครั้งสุดท้ายของคืนนี้แล้วพลางหาววอด เลิกงานแล้วกลับบ้านไป


เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูโรงรับจำนำ ฝีเท้าพลันหยุดชะงักไป


เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้น ยกโคมไฟในมือขึ้นส่องดู ดวงตาที่ง่วงงุนพลันเบิกกว้าง


ร่างมนุษย์ไร้หน้า ไร้มือขวา ถูกแขวนอยู่บนเสาสูงหน้าโรงรับจำนำที่ใช้แขวนป้ายผ้า…


“ผี!!!”


เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีดของคนเคาะยามดังไปทั่วทั้งเมืองไคหยาง ปลุกชาวเมืองทั้งหลายให้ตื่นขึ้น


จินฉานฉู หนึ่งในสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยาง ถูกคนผู้หนึ่งลอกหนังหน้าไปครึ่งหนึ่ง ถูกตัดมือไปข้างหนึ่งและถูกแขวนประจานอยู่ที่หน้าประตูโรงรับจำนำของตนเอง


มิมีผู้ใดรู้ว่าเป็นฝีมือของใคร ทว่านอกจากครอบครัวของจินฉานฉูแล้ว ชาวเมืองทั้งหลายต่างรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างลับๆ ที่กรรมตามสนองในที่สุด


เคยเห็นคนผิดใจกันมาบ้าง แต่การ ‘ฉีกหน้า’ กันจริงๆเช่นนี้ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก


คนของทางการวุ่นวายอยู่เป็นนานถึงจะนำร่างของจินฉานฉูลงมาจากเสาได้ ทุกคนล้วนคิดว่าเขาสิ้นใจไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าคนที่นอนอยู่บนพื้นนั้นพลันลืมตาขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ราวกับมิได้รู้สึกเจ็บปวดอันใดและเอ่ยถามขึ้นด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วน


“เกิดอะไรขึ้น ที่นี่คือที่ไหน”


เจ้าหน้าที่ของทางการผู้ซึ่งกำลังจะนำผ้าคลุมศพมาคลุมร่างเขาตกใจแทบสิ้นสติ ชาวบ้านโดยรอบต่างก็สูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ


จินฉานฉูยามนี้จึงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เหตุใดทุกคนจึงมองเขาด้วยสีหน้าราวกับเห็นภูตผีเช่นนั้น


ตามการชี้นำของเจ้าหน้าที่ของทางการ จินฉานฉูก้มศีรษะลง จากนั้นก็กรีดร้องออกมาด้วยความหวาดผวา “อ๊า มือของข้า มือของข้า!”


มือซ้ายที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวลองลูบใบหน้าอีกครั้งก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่อ่อนนุ่มเปียกชื้น เมื่อยกขึ้นมาเบื้องหน้าแล้วแบฝ่ามือออกดูก็มีแต่โลหิต เขาตกใจจนสิ้นสติไปในทันใด


พัศดีผู้มาถึงล่าช้าก้มลงมองจึงพบว่าสภาพผิดปกติเช่นนี้ของจินฉานฉูเป็นเพราะถูกคนผู้หนึ่งวางยาชาในปริมาณมาก


หากเป็นคนทั่วไป คงเจ็บปวดจนตายไปนานแล้ว


เหล่าชาวบ้านที่มุงดูมองเจ้าหน้าที่ทางการและคนของตระกูลจินที่มาถึงก็หามจินฉานฉูออกไป ในดวงตาล้วนเต็มไปด้วยความเสียดาย เหตุใดเขายังมิตายอีกหนอ?


วีรบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังการกำจัดภัยให้ชาวบ้านผู้นั้น เหตุใดจึงมิฆ่าจินฉานฉูผู้ชั่วช้าสามานย์นี้ไปเสียเลยเล่า


อย่างไรก็ตาม คนชั่วที่โอหังอาละวาดมาเนิ่นนานในที่สุดก็ได้รับกรรมตามสนอง ในใจของทุกคนก็ยังคงรู้สึกสะใจ


ทว่าคนตระกูลจินกลับมิได้รู้สึกสะใจ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ยื่นฟ้องต่อศาลด้วยคำฟ้องฉบับหนึ่ง ร้องขอให้ใต้เท้านายอำเภอออกคำสั่งจับกุมผู้ร้ายก็คือสองสามีภรรยาแซ่หลิว


นายอำเภอซ่งจางถึงกับพูดไม่ออก อดทนแล้วย้อนถาม “หลักฐานเล่า พยานเล่า ทางการข้ามิอาจจับกุมบัณฑิตผู้ซื่อสัตย์ซึ่งมีตำแหน่งทางการโดยไร้เหตุผลได้หรอกนะ”


คนตระกูลจินอ้าปากทำท่าจะพูดอันใด แต่เมื่อคำพูดมาถึงปากกลับอึดอัดจนพูดอันใดไม่ออก


จะมีพยานมาจากที่ใดกัน


นักเลงทั้งสิบคนนั้น บัดนี้ยังคงนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ที่บ้านของตน


หลินเอ้อร์เป่าคนเลี้ยงม้าเพียงคนเดียวที่กลับมาก็พาครอบครัวออกไปจากเมืองไคหยางตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว


สถานที่เกิดเหตุถูกเพลิงเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว แล้วจะมีหลักฐานอะไรหลงเหลืออยู่อีก


สิ่งที่ทำให้คนตระกูลจินเจ็บแค้นใจที่สุดก็คือ ชาวบ้านในเมืองทุกคนต่างรู้ดีว่าบัณฑิตหลิวจี้นั้นหลังจากก่อเรื่องวุ่นวายก็ถูกขับไล่ออกจากเมืองไป และเขาเป็นเพียงบัณฑิตผู้หนึ่ง ย่อมมิมีทางทำร้ายนักเลงมืออาชีพสิบคนจนบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ได้


หากจะกล่าวว่าเป็นฝีมือของภรรยาของเขาก็ยิ่งไม่มีชาวบ้านผู้ใดเห็นนางปรากฏกายแม้เพียงครู่ยาม


ทว่าผู้ร้ายคือสตรีผู้นี้ คำพูดที่ออกมาจากปากของจินฉานฉู คนของตระกูลจินย่อมต้องเชื่อเขาเป็นธรรมดา


บุตรชายคนโตของตระกูลจินกล่าวตอบด้วยโทสะว่า “ใต้เท้า แม้พวกข้าจะไร้ซึ่งพยานหลักฐาน แต่ในเมืองเกิดเรื่องเลวร้ายถึงเพียงนี้ ท่านผู้เป็นนายอำเภอ เปรียบดั่งบิดามารดาของราษฎร แล้วเหตุใดยังจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่ดำเนินการใดๆ เพียงเพราะขาดพยานหลักฐานเช่นนั้นหรือ”


บุตรชายคนรองของตระกูลจินก็รีบกล่าวกดดันว่า “พวกข้ามายื่นฟ้องร้องในวันนี้ คำร้องทุกข์ก็ได้ยื่นแล้ว คดีความก็ตั้งขึ้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็สมควรให้มือปราบไปนำตัวสองสามีภรรยาแซ่หลิวมายังศาลเพื่อทำการไต่สวนต่อหน้า!”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ สองพี่น้องก็พร้อมใจกันมองไปยังหัวหน้ามือปราบอวี๋ที่ยืนอยู่ด้านนอกศาล


หัวหน้ามือปราบอวี๋รู้สึกเหนื่อยใจเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเดินเข้ามารายงาน “ใต้เท้าขอรับ สิ่งที่นายน้อยรองกล่าวนั้นสอดคล้องกับระเบียบขั้นตอนอย่างแท้จริง ใต้เท้าจะโปรดมีบัญชาให้พวกข้าผู้น้อยไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อควบคุมตัวสองสามีภรรยาแซ่หลิวผู้ถูกกล่าวหามายังจวนที่ว่าการอำเภอในตอนนี้เลยหรือไม่ขอรับ”


ขณะเอ่ยถาม หัวหน้ามือปราบอวี๋พลันชำเลืองมองไปยังรองใต้เท้านายอำเภอซึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวาของศาลผู้นั้น


คดีทำร้ายร่างกายเช่นนี้ การสืบสวนจับกุมผู้ร้ายล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของรองนายอำเภอ หากเขาสั่งการ ใต้เท้านายอำเภอก็ทำได้เพียงออกคำสั่งตาม


หากเป็นในยามปกติ ภายใต้บรรยากาศที่บีบคั้นเช่นนี้ นายอำเภอซ่งย่อมสั่งให้มือปราบไปสืบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว


ทว่า เหล่าเจ้าหน้าที่กองต่างๆในที่ว่าการอำเภอซึ่งปกติมักจะอืดอาดเฉื่อยชา เคยปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน


ก่อนหน้านี้ ภัยจากโจรภูเขาครั้งใหญ่ก็จัดการได้ล่าช้าอืดอาด มิอาจแก้ไขได้เสียที ป้ายรางวัลนำจับก็แขวนไว้นานครึ่งปีมิมีผู้ใดมาปลดลง นายอำเภอซ่งย่อมรู้ดีว่า อำเภอไคหยางนี้ แม้ภายนอกจะดูสงบสุข แต่แท้จริงแล้วเบื้องลึกนั้นขาวกับดำได้ปะปนเข้าด้วยกันเนิ่นนานแล้ว จนมิอาจแบ่งแยกได้ว่าผู้ใดเป็นฝ่ายใด


แต่โชคยังดีที่ในโลกนี้ย่อมมีเรื่องราวหรือผู้คนที่คาดไม่ถึงปรากฏขึ้นเสมอ ฉินเหนียงจื่อผู้หนึ่ง ได้เปิดประตูระบายน้ำที่ปิดสนิทนั้นออกเป็นช่องแคบๆ นับแต่นั้นมา กระแสน้ำขุ่นสองสายที่ปะปนกันจึงเริ่มมีสีดำและสีขาวปรากฏขึ้นบ้าง


สภาพการณ์ค่อยๆกระจ่างชัดขึ้น การเป็นนายอำเภอของเขาจึงพอจะผ่อนคลายลงได้บ้าง


ทว่าวันนี้ สองพี่น้องตระกูลจินกลับมาบีบคั้นถึงศาล ทำให้เขารู้สึกว่าความกระจ่างชัดชั่วครู่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น


เมื่อเขาจากไป พวกนั้นก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิม ทนอีกหน่อยเถิด อย่างไรเสียก็เหลือเวลาอีกเพียงปีเศษเท่านั้น


ใช่ว่าทุกคนที่ตรากตรำร่ำเรียนจนสอบได้ตำแหน่งขุนนางมา จะเพียงต้องการอาศัยตำแหน่งขุนนางเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน ย่อมมีคนที่ยังคงมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ แม้จะถูกผู้อื่นเย้ยหยันก็ตาม


และซ่งจางก็คือคนประเภทหลัง


เขายังหนุ่ม เพิ่งจะพ้นวัยสามสิบ หากอยู่ในครอบครัวธรรมดาสามัญก็คงเป็นบิดาคนแล้ว และหากมีบุตรเร็วหน่อยก็อาจได้เป็นปู่แล้ว


แต่หากเทียบในแวดวงขุนนาง เขายังนับว่าเป็นหน้าใหม่ที่อ่อนประสบการณ์ คนเช่นนี้ เมื่อเพิ่งเข้ารับราชการในราชสำนักย่อมยังคงมีอุดมการณ์และใสซื่ออยู่บ้าง


และเขาก็ค่อนข้างโชคดี ในสระน้ำขุ่นแห่งนี้ ทุกครั้งที่เกือบจะจมดิ่งลงไปก็มักจะมีมือหนึ่งยื่นมาจากฟ้า ช่วยปัดเป่าสร้างแอ่งน้ำใสให้แก่เขา ทำให้เขาตื่นรู้และสามารถยืนหยัดต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง


มองไปยังรองนายอำเภอซึ่งมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง และพัศดีอีกผู้หนึ่งซึ่งเป็นกำลังเสริมของตระกูลจินและเตรียมจะกล่าววาจา ซ่งจางก็พยักหน้าเบาๆให้กับกุนซือที่อยู่ข้างกาย


กุนซือก้าวขึ้นมาทันที “เชิญท่านรองนายอำเภอและท่านพัศดีทั้งสอง ตามมาที่ห้องโถงด้านหลังด้วยขอรับ”


ตอนที่ 360: เหนียงเหนียงปีศาจร้าย


รองนายอำเภอและพัศดีสบตากัน แววตาเต็มไปด้วยความกังขา เดินตามกุนซือไปยังห้องโถงด้านหลัง


พอเข้ามา ลูกน้องคนสนิทคนหนึ่งที่ซ่งจางพามาด้วยก็ประคองถาดไม้ใบหนึ่งขึ้นมา ด้านในวางกระดาษราวสิบกว่าหน้าที่เขียนตัวอักษรและข้อมูลยิบย่อยไว้จนเต็ม ไร้ซึ่งหน้าปก ดูคล้ายเป็นส่วนหนึ่งที่ฉีกออกมาจากตำราเล่มใหญ่


มิทราบเหตุใดใจของรองนายอำเภอและพัศดีพลันหนักอึ้ง เกิดลางสังหรณ์มิสู้ดีขึ้นมา


พัศดีขมวดคิ้วมองไปยังกุนซือ “นี่คืออันใด”


กุนซือที่เมื่อครู่ยังคงแย้มยิ้มอยู่ บัดนี้กลับหุบยิ้มโดยพลัน ใบหน้าเคร่งขรึมลง สองตาถลึงมอง ตวาดเสียงต่ำว่า “ท่านทั้งสองดูเองก็รู้แล้วมิใช่หรือ?!”


เป็นเพียงกุนซือตัวเล็กๆผู้หนึ่งเท่านั้น กล้าดีอย่างไรมาพูดจากับพวกเขาเช่นนี้ สีหน้าของพัศดีพลันมืดทะมึนลงในบัดดล จ้องมองเขาอย่างเย็นชา แต่สุดท้ายก็มิอาจทนความอยากรู้ไว้ได้ ยื่นมือออกไปหยิบของในถาดนั้น


พอได้ดู มือก็สั่นเทาอย่างมิอาจควบคุมได้


พลิกดูผ่านๆสองหน้าก็ไม่กล้าพลิกอ่านอีกต่อไป ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองกุนซืออีกครั้ง สายตาแปรเปลี่ยนจากความไม่พอใจเมื่อครู่เป็นประจบสอพลอและหยั่งเชิง


“บัญชีเล่มนี้ ขอถามท่านกุนซือว่าได้มาจากที่ใดหรือ”


กุนซือมิได้ตอบคำ ลูกน้องของซ่งจางรินชาอุ่นถ้วยหนึ่งให้เขา เขาก็ค่อยๆจิบลิ้มรส


รองนายอำเภอมองดูกุนซืออย่างกังขาแล้วจึงมองไปยังใบหน้าตื่นตระหนกของพัศดี ฉวยแย่งหน้ากระดาษในมือเขามาอ่านทั้งหมดจนจบรอบหนึ่ง


ยิ่งอ่าน สีหน้าก็ยิ่งซีดขาว ทว่ายังดูสุขุมกว่าพัศดีมากนัก อย่างไรเสียในบัญชีเล่มนี้ปรากฏชื่อของเขาเพียงสองครั้งเท่านั้น


ที่เหลือล้วนเป็นของพัศดีทั้งสิ้น ตั้งแต่ปีก่อนจนถึงปีนี้ สิบแปดหน้าเต็มๆทุกหน้าล้วนเป็นชื่อของพัศดี


ด้านบนบันทึกไว้ว่า วันเดือนปีและยามใด เนื่องจากผู้ใดเรื่องใด มอบเงินให้พัศดีไปเท่าใด ผ้าพับ ใบชา สุรา กระทั่งค่าใช้จ่ายที่ไปหาพานเหม่ยเหรินล้วนถูกบันทึกไว้ทุกรายการ ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ แม้แต่ค่าชาครึ่งถ้วยที่พัศดีดื่มในโรงน้ำชาก็บันทึกไว้


รองนายอำเภอมองไปยังพัศดีที่ตัวสั่นงันงกแล้วอย่างตกตะลึง “แม้แต่เงินค่าชาครึ่งถ้วยเจ้าก็ไม่ยอมจ่ายเองเชียวรึ”


พัศดีอับอายจนกลายเป็นโกรธ เอ่ยสวนกลับไปว่า “ค่าอาหารมื้อเดียวท่านก็ยังต้องให้พ่อบ้านใหญ่ของตระกูลจินเป็นผู้จ่ายให้? ยังมีหน้ามาว่าข้าอีก ข้าอุตส่าห์คิดว่าท่านเป็นคนซื่อตรงไม่เห็นแก่สินจ้างรางวัลใดๆ ไม่คิดเลยว่าลับหลังท่านก็รับผลประโยชน์จากตระกูลจินเช่นกัน! วันก่อนยังทำเป็นสูงส่ง เย่อหยิ่งไม่เห็นหัวข้าผู้นี้อยู่เลย!”


รองนายอำเภอถอนหายใจเฮือกหนึ่ง คนของใต้เท้านายอำเภอเองก็ยังนั่งอยู่ตรงหน้า ยามนี้มิใช่เวลาที่จะมาทะเลาะกับพัศดีด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้


พัศดีนั้นว่องไวกว่าเขา คุกเข่าลงแล้วกล่าวว่าตนเองก็ถูกบีบบังคับ เบื้องบนมีบิดามารดาผู้ชรา เบื้องล่างมีภรรยาบุตรและน้องสะใภ้เยาว์วัย เบี้ยหวัดของที่ว่าการอำเภอต่ำเตี้ยเรี่ยดินนัก ยากจนข้นแค้นจนสิ้นหนทางจึง ‘จำใจ’ ช่วยอำนวยความสะดวกให้จินฉานฉูไปบ้าง


กุนซือมุมปากกระตุกสองครา ‘เจ้าแถสิ เจ้าแถต่อไปเถิด หากข้าเชื่อเจ้าแม้เพียงครึ่งคำข้าก็คือสุกร!’


รองนายอำเภอให้ความสนใจในประเด็นที่ต่างจากพัศดี ในเมื่อนายอำเภอให้กุนซือถือบัญชีมาให้พวกเขาดูตามลำพัง นี่ไม่คล้ายท่าทีว่าจะแตกหักกัน


รองนายอำเภอแม้จะตื่นตระหนกอยู่บ้างแต่ยังนับว่าสงบนิ่งจึงเอ่ยถามคำถามที่พัศดีเคยถามไปก่อนหน้านี้อีกครั้ง “ขอเรียนถามกุนซือ บัญชีเล่มนี้มาจากที่ใดรึ”


ทั้งยังเป็นหน้าที่ถูกฉีกออกมา ต่อให้พวกเขาทำลายมันตรงนี้ก็ไร้ประโยชน์ ต้นฉบับยังอยู่ในมือนายอำเภอ คิดจะบดขยี้พวกเขาเช่นใดก็ย่อมได้


กุนซือจึงค่อยวางถ้วยชาที่ยกขึ้นมาบังหน้าลง ลุกขึ้นกล่าวว่า “เมื่อคืนจู่ๆก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูใหญ่บ้านใต้เท้า คิดว่าคงเป็นเพราะคนชั่วทำชั่วไว้มาก ครานี้โชคร้ายเตะถูกแผ่นเหล็กเข้าให้แล้ว ผู้มีคุณธรรมจึงได้ประกอบกิจอันดีงาม”


พัศดีเบิกตาโพลง เจ้าหลอกเด็กหรือ!


บัญชีของจินฉานฉูจะตกลงมาจากฟ้าได้เองกระนั้นหรือ ทั้งยังตกลงมาตรงหน้าประตูห้องซ่งจางพอดีอีกด้วย?


กุนซือยักไหล่ รู้ว่าพวกเขาย่อมไม่เชื่อ แต่เขาเองก็จนปัญญา เพราะนี่คือความสัตย์จริง


บัญชีนั้นจู่ๆก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูห้องของใต้เท้าเองจริงๆ!


แน่นอนว่าเป็นไปได้ว่ายามที่มีผู้ส่งบัญชีมานั้น ใต้เท้าของเขากำลังหลับสนิทจึงมิทันได้ระแคะระคายแม้แต่น้อย


กุนซือได้แต่อวยพรผู้มีคุณธรรมท่านนี้ในใจ ขอให้ชีวิตนี้ปลอดภัยเปี่ยมสุข


ไม่ต้องกล่าววาจาให้มากความ ความประสงค์ของซ่งจางมิใช่การกวาดล้างที่ว่าการอำเภอในยามนี้หรอก


ทั่วทั้งที่ว่าการอำเภอ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ของทางการตำแหน่งเล็กสุดอย่างมือปราบ ไปจนถึงใหญ่สุดอย่างรองนายอำเภอและพัศดี ไม่มีใครรอดพ้นไปแม้แต่คนเดียว


งานนี้เกี่ยวพันกันกว้างขวางเกินไป หากลงโทษคนกลุ่มนี้จริง ระบบทั้งหมดของจวนที่ว่าการอำเภอไคหยางจะพังพินาศ จะไม่มีคนให้ใช้งานอีกต่อไป


ดังนั้นซ่งจางจึงเพียงคิดใช้บัญชีนี้ทำให้พวกที่รู้จักหลีกทางเลือกข้างให้ถูกต้อง ส่วนพวกที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงก็เลือกกำจัดคนที่ไม่สำคัญไปสักสองสามคน เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู


ในไม่ช้า รองนายอำเภอและพัศดีก็เดินกลับมาจากห้องโถงด้านหลัง เผชิญหน้ากับสายตาที่ทั้งส่งสัญญาณและบีบคั้นของคนจากตระกูลจิน ทั้งสองคนก็สีหน้ามิแปรเปลี่ยน เดินตรงไปยังตำแหน่งของตน ประสานมือคารวะผู้ที่อยู่ในโถงแล้วกล่าวพร้อมกันว่า


“หน้าที่ทุกอย่างของพวกข้าล้วนแต่ให้ใต้เท้านายอำเภอเป็นผู้ตัดสินใจ!”


กุนซือพยักหน้าให้ซ่งจาง เป็นสัญญาณว่าเรื่องราวจัดการเรียบร้อยแล้ว


ดังนั้น บัญชีหน้าหนึ่งจึงถูกผู้คุมส่งไปเบื้องหน้าคนตระกูลจิน ถามว่านี่ใช่ลายมือของพ่อบ้านใหญ่จินคนสนิทข้างกายบิดาของพวกเขาหรือไม่


บุตรชายคนโตของตระกูลจินถามออกมาตามสัญชาตญาณว่า “บัญชีของตระกูลข้าไปอยู่ในมือพวกเจ้าได้อย่างไร”


ซ่งจางคิด ดีมาก ฉลาดหลักแหลม ช่วยประหยัดเวลาไปได้มากทีเดียว


เจ้าหน้าที่ของทางการสี่นายกรูกันเข้าไปหาหัวหน้ามือปราบอวี๋ กดเขาผู้ยังไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดลงกับพื้นแล้วคุมตัวมาที่กลางโถง


หัวหน้ามือปราบอวี๋มองไปยังรองนายอำเภอด้วยความหวาดผวา เขายังไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้


ผลปรากฏว่าอีกฝ่ายกลับหลุบตาลง อ่านข้อกล่าวหาของเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าเขาใช้อำนาจในทางมิชอบ รับสินบนจากจินฉานฉูมานานหลายปี ช่วยจินฉานฉูกักขังผู้บริสุทธิ์ไร้ความผิด ปล่อยตัวผู้กระทำผิดและความผิดอื่นๆอีกกระทงแล้วกระทงเล่า


พัศดีมองรองนายอำเภอด้วยความตกตะลึง นี่เพิ่งผ่านไปครู่เดียว เขาก็เขียนข้อกล่าวหาออกมาได้มากมายถึงเพียงนี้เชียวรึ


ในขณะเดียวกัน


ณ จวนตระกูลหวัง


หวังหม่าอู่และพานเหม่ยเหรินที่มาหาก็ได้รับม้วนบัญชีเช่นเดียวกัน ทั้งคู่มองหน้ากัน เหงื่อไหลท่วมตัว ทั้งยังโกรธจนมิอาจระงับ


นี่คือบัญชีของสำนักคุ้มภัยสองเล่ม เพียงแต่สำนักคุ้มภัยแห่งนี้หลังจากโจรภูเขาแห่งอำเภอไคหยางถูกปราบปรามได้ไม่นานก็ปิดกิจการไปแล้ว


การมีอยู่ของสำนักคุ้มภัยแห่งนี้ นับเป็นความลับร่วมกันระหว่างสามอธรรม โจรภูเขาเพิ่งปล้นขบวนสินค้าไปหยกๆ สำนักคุ้มภัยก็เรียกเก็บค่าคุ้มครองราคาสูงลิ่วจากเหล่าพ่อค้าเพื่อ ‘เสี่ยงภัย’ คุ้มกันสินค้าให้ ทั้งยังคุ้มกันสำเร็จทุกครั้ง เมื่อโจรภูเขาเจอกับพวกเขาก็มิอาจได้ประโยชน์อันใดไป


สุดท้ายแล้ว สี่ตระกูลก็แบ่งผลประโยชน์กัน ผลประโยชน์ถูกจัดสรรอย่างเท่าเทียม


อย่างน้อยที่สุดสำหรับหวังหม่าอู่และพานเหม่ยเหรินแล้ว ข้อเท็จจริงก็เป็นเช่นนี้


โจรภูเขาถูกกำจัดสิ้นแล้ว พวกเขาย่อมไม่ใส่ใจว่าหัวหน้าโจรภูเขาผู้นั้นจะรู้สึกว่ายุติธรรมหรือไม่


ทว่าบัดนี้บัญชีคู่ในมือกลับบอกพวกเขาว่า ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ที่กล่าวว่าจัดสรรอย่างเท่าเทียม โรงรับจำนำกลับได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นถึงสองส่วน


ทั้งสองคนโกรธแค้นยิ่งนักและผลที่ตามมาย่อมร้ายแรง


แต่บัดนี้ ทั้งสองคนมองบัญชีแม่ลูกในมือ ยิ่งรู้สึกสั่นสะท้านหวาดหวั่น


หวังหม่าอู่สูดลมหายใจเย็นเยียบพลางถอนใจกล่าวว่า “ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า นั่นแหละคือปีศาจร้ายตัวจริง จินฉานฉูกลับไม่ยอมฟัง ครานี้ดีเลย สามอธรรมกลายเป็นสองอธรรมไปแล้ว เช่นนั้นอีกไม่นาน สองอธรรมเช่นเจ้ากับข้าก็จะจบสิ้นไปด้วยใช่หรือไม่”


พานเหม่ยเหรินที่ไม่เคยมีโอกาสได้ข้องเกี่ยวกับ ‘ปีศาจร้าย’ ที่หวังหม่าอู่เอ่ยถึง ในใจลอบยินดี โชคดีที่ของที่นางชอบมิได้ขัดแย้งกับฝ่ายนั้น มิเช่นนั้น ตนเองก็คงจะเป็นจินฉานฉูคนต่อไป


เมื่อคิดถึงตรงนี้ พานเหม่ยเหรินก็ลูบใบหน้าตนเองอย่างหวาดผวา โชคดี หนังหน้าของนางยังอยู่


เพียงแต่…


“ที่นางมอบบัญชีให้พวกเราหมายความว่าอย่างไร หรือว่านางเตรียมจะลงมือกับพวกเราแล้ว”


หวังหม่าอู่กลอกตามองนางคราหนึ่งแล้วกล่าวว่า “พวกเราไม่ได้ไปยั่วโทสะนาง นางจะไล่ล่าฆ่าฟันให้สิ้นซากไปไย นางมิใช่กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำเสียหน่อย”


มองดูบัญชีคราหนึ่ง ในใจหวังหม่าอู่ก็มีแผนการแล้ว “เจ้ามิใช่โลภอยากได้โรงรับจำนำของตระกูลจินหรอกหรือ นี่เป็นโอกาสอันดีที่ส่งมาถึงมือ เจ้าไม่คิดจะทำอะไรบ้างหรือ ตระกูลจินละโมบเอาส่วนแบ่งกำไรของพวกเราไปถึงสองส่วน เรื่องนี้ข้าทนไม่ได้!”


พานเหม่ยเหรินเลิกคิ้วขึ้น เช่นนั้นพวกเขาสองคนก็จะแสดงความจริงใจแก่ ‘เหนียงเหนียงปีศาจร้าย’ เพื่อแสดงเจตนารมณ์


อำเภอไคหยางยังคงดูสงบสุขและปกติเหมือนเช่นเคย


แต่ผู้คนกลับรู้สึกอยู่เสมอว่า มีบางอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว…



จบตอน

Comments