stepmother ep361-370

ตอนที่ 361: นางรักเขามากจริงๆ


ท้องฟ้าแจ่มใสได้เพียงสองวัน สายฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง


พอฝนต้นฤดูหนาวเริ่มตก ไอเย็นก็ยิ่งเพิ่มทวีขึ้น บ้านของฉินเหยาปิดประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนา เมื่อได้จุดไฟถ่านจึงค่อยรู้สึกดีขึ้นบ้าง


พวกต้าหลางสี่พี่น้องพักผ่อนอยู่บ้านหลายวันก็มิได้ละเลยการเล่าเรียน นอกจากต้าหลางผู้บาดเจ็บที่มือแล้ว เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียง ทุกคนล้วนต้องฝึกคัดอักษรวันละหนึ่งชั่วยาม


ทุกรุ่งเช้า หลิวจี้ครั้นท่องตำราและกินมื้อเช้าเสร็จสิ้นก็จะสะพายหีบหนังสือใบหรูของเขาไปยังเรือนปทุม กงเหลียงเหลียวช่วงนี้กำลังสั่งสอนให้เขาคัดอักษร พอฝึกฝนจนบ่ายคล้อยจึงกลับมา ถือโอกาสสั่งสอนเด็กๆที่บ้านด้วย


ยามพลบค่ำ เขาก็จะไปถึงโรงงานเครื่องเขียนตามเวลานัดหมาย หลังจากจบชั้นเรียนสอนหนังสือแล้ว หากฉินเหยาอยู่ เขาก็จะเดินทางกลับบ้านพร้อมกับนาง


เย็นวันนี้ฝนเริ่มตกหนักขึ้น ด้วยเกรงว่าเหล่าคนงานจะกลับบ้านค่ำมืดเกินไป ชั้นเรียนสอนหนังสือจึงมีเพียงแค่คาบเดียว


อาวั่งมาส่งร่ม เห็นได้ชัดว่านำร่มมาด้วยสองคัน หลิวจี้กลับเอาอกเอาใจกางคันหนึ่งขึ้น ยืนกรานจะกางเหนือศีรษะของฉินเหยาให้จงได้


หลายวันมานี้มีข่าวลือเล็กๆน้อยๆแพร่มาจากในเมือง หลิวจี้ได้ฟังแล้วหัวใจก็รู้สึกคันยุบยิบ มีเรื่องอยากจะเอ่ยถามฉินเหยา ทว่าติดที่การงานรัดตัวนัก สองวันนี้ฟ้าฝนก็ไม่เป็นใจ งานก่อสร้างห้องหนังสือจึงต้องหยุดชะงักไป เขาจึงพอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง


หากใต้ฝ่าเท้าเป็นพื้นปูนซีเมนต์ ฉินเหยาคิดว่าการเดินเล่นกลางสายฝนก็คงจะพอมีอรรถรสอยู่บ้าง น่าเสียดายที่ถนนหนทางในหมู่บ้านล้วนเต็มไปด้วยหล่มโคลนและแอ่งน้ำ นางเพียงอยากจะรีบกลับถึงบ้านโดยเร็วเพื่อผิงไฟ สัมผัสไออุ่น


หลิวจี้จำต้องเร่งฝีเท้าไล่ตาม พยายามก้าวให้ทันนาง พอได้หยุดพักหายใจหอบหนึ่งก็เอ่ยถามด้วยเสียงอันเบา


“เมียจ๋า วันนั้นหลังจากกลับมาจากอำเภอแล้วเจ้าไปทำอะไรมาหรือ เหตุใดจึงกลับมาเสียดึกดื่นเลย”


ฉินเหยามองเขาปราดหนึ่ง “ถามเรื่องนี้ทำไม เรื่องราวก็ผ่านไปแล้วไม่ใช่หรือ”


“ใช่ ใช่แล้ว ผ่านไปแล้ว” หลิวจี้กล่าวอย่างตื่นเต้น “ทว่า! เหตุใดมันจึงผ่านไปอย่างราบรื่นถึงเพียงนี้เล่า”


เขายังไม่ลืมเลือนภาพของจินฉานฉูที่ถูกยัดอยู่ในถุงป่านร่างอาบไปด้วยโลหิต ฉินเหยากระทำกับเขาถึงเพียงนั้น เหตุใดยังไม่เห็นเขานำพากองกำลังทหารมาจับกุมพวกตน?


อีกทั้ง เขายังได้ยินจากคนที่กลับมาจากในเมืองว่า ตระกูลจินถูกทางการยึดทรัพย์สินแล้ว โรงรับจำนำก็ถูกเปลี่ยนมือไปแล้ว เถ้าแก่คนใหม่ยังเป็นสตรีอีกด้วย


จินฉานฉูเพียงชั่วข้ามคืนก็ถูกถอดออกจากนามสามอธรรม ต่อแต่นี้ไปย่อมไม่มีจินฉานฉูอีกแล้ว มีเพียงนักโทษประหารนามจินขุยผู้รอการประหารในฤดูสารทปีหน้าเท่านั้น


นี่มันเพิ่งจะกี่วันกัน?


นับจากวันที่เขาบุกเข้าไปอาละวาดในโรงรับจำนำในเมือง เพิ่งจะผ่านไปเพียงสองวัน ฟ้าในอำเภอก็พลันเปลี่ยนสี แตกต่างจากที่เขาคาดการณ์เอาไว้โดยสิ้นเชิง


อันที่จริง หลังจากกลับถึงบ้านในวันนั้น เมื่อความสะใจจากการแก้แค้นจางหายไป หลิวจี้จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจินฉานฉูนั้นมีอิทธิพลกว้างขวาง ต่อจากนี้ไปย่อมต้องใช้วิธีการที่เหี้ยมโหดยิ่งกว่าเดิมกลับมาแก้แค้นเป็นแน่


ต่อให้เขาถูกฉินเหยาทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสนอนนิ่งขยับเขยื้อนไม่ได้ แต่เขาก็ยังมีบุตรชาย บุตรชายของเขาย่อมไม่มีทางละเว้นพวกตน


สองวันมานี้หลิวจี้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดหวั่นใจอยู่ตลอดเวลา ด้านหนึ่งก็รู้ว่ามีฉินเหยาอยู่ที่บ้าน ต่อให้คนจากตระกูลจินบุกมาก็คงถูกนางจัดการจนล่าถอยไป


อีกด้านหนึ่งก็ยังคงหวาดหวั่นต่ออิทธิพลของตระกูลจิน เกรงว่าพวกเขาจะอาศัยอำนาจของทางการ เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ฉินเหยามีกำลังมหาศาล วรยุทธ์ไร้ผู้ต้านทานก็คงมิอาจสังหารคนของทางการตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่างได้ทั้งหมดกระมัง


ผู้ใดจะคาดคิด เจ้าหน้าที่ของทางการที่จะมาจับกุมพวกเขามิได้มา บุตรชายของจินฉานฉูก็มิได้ปรากฏกาย ครั้นเขาไปสอบถามจากคนในขบวนรถม้าก็ให้ตกใจยิ่งนัก ศัตรูพ่ายแพ้ย่อยยับสิ้นแล้ว!


หลิวจี้ในยามนั้นถึงกับยืนตะลึงงัน


เมื่อคืนวานเขาครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาว่าปัญหาคลี่คลายลงได้อย่างไร แต่ก็ยังคิดหาคำตอบมิได้


ทว่าเขาก็นึกถึงจุดสำคัญจุดหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือหลังจากที่ตนเองจากไปในวันนั้น ฉินเหยาย่อมต้องลงมือทำบางสิ่งอีกเป็นแน่


มิใช่แค่การจับจินฉานฉูไปแขวนไว้ที่หน้าประตูโรงรับจำนำของเขาเองอย่างแน่นอน


ฉินเหยามองหลิวจี้ด้วยแววตาหยอกล้อ “เจ้าคิดว่าบทสรุปเช่นนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจอีกรึ”


หลิวจี้ส่ายศีรษะอย่างรุนแรง เขาไหนเลยจะกล้าไม่พอใจ “เมียจ๋า ขอพูดตามตรง ข้าคิดว่าวิธีการของเจ้านั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ จัดการเพียงครั้งเดียวก็จบสิ้นปัญหา!”


“จัดการเพียงครั้งเดียวก็จบสิ้นหรือ” ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า “ถูกแล้ว หากไม่ทำก็คือไม่ทำ แต่หากจะลงมือทำก็ต้องทำให้มันจบสิ้นไปเลยทีเดียว”


“อันที่จริงวันนั้นข้าก็มิได้ทำอันใดมากนัก เพียงแค่ใช้ข้อมูลที่แลกมาจากหลินเอ้อร์เป่า ไปยังบ้านพักเชิงเขาชานเมืองของตระกูลจิน ค้นหาบัญชีที่ไม่สามารถเปิดเผยได้สองสามเล่มเท่านั้น” ฉินเหยากล่าวอย่างเรียบง่ายและสบายๆ


หลิวจี้เผลอเออออไปว่าทำได้ดีแล้ว จากนั้นก็ชะงักไป ถามด้วยความประหลาดใจ “บัญชีพวกนั้นหาง่ายถึงเพียงนั้นเชียวรึ”


ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า “หาง่ายสิ ก็หาอย่างเปิดเผยไปเลย กำแพงขวางอยู่ก็พังกำแพงทิ้งเสีย มีกลไกก็ทุบทำลายมันเสีย บ้านพักบนเขาทั้งหมดมีพื้นที่เพียงเท่านั้น บัญชีก็มิใช่ของชิ้นเล็ก ข้าก็แค่คุ้ยเขี่ยหาในซากปรักหักพังแล้วก็พบมันเข้า”


หลิวจี้และอาวั่งเบิกตากว้าง ทั้งสองสบตาและกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกันอย่างหาได้ยาก ตกอยู่ในความเงียบอันน่าประหลาด


หยาดฝนโปรยปรายลงกระทบผิวร่มกระดาษเคลือบน้ำมัน เกิดเสียงเปาะแปะดังต่อเนื่อง สองนายบ่าวที่นิ่งเงียบไปนั้นราวกับมองเห็นภาพของคฤหาสน์บนหุบเขาอันโอ่อ่ากำลังถูกสตรีผู้หนึ่งทุบทำลาย กำแพงพังทลาย เรือนทั้งเรือนล้มครืน พังพินาศลงในชั่วพริบตา กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง


หยาดฝนเม็ดหนึ่งหล่นลงบนศีรษะของฉินเหยา พอนางเงยหน้าขึ้นมอง ร่มที่กางอยู่เหนือศีรษะก็หายไปอย่างลึกลับ


เมื่อหันกลับไปมอง ผู้ที่กางร่มให้กลับยืนนิ่งตะลึงงันอยู่ด้านหลัง มิได้ขยับเขยื้อน


“เจ้าหลิวสาม!” ฉินเหยาตะโกนเสียงดังฟังชัด


หลิวจี้ผู้กำลังตกตะลึงกับภาพที่ตนเองจินตนาการขึ้นนั้นจึงได้สติกลับคืนมาแล้วรีบไปกางร่มให้นางโดยเร็ว


นึกถอนใจในใจ ข้าช่างสมควรตายนักที่ปล่อยให้เมียจ๋าผู้องอาจสง่างามถึงเพียงนี้ต้องเปียกฝน!


“เมียจ๋า เจ้าเจ็บมือหรือไม่” หลิวจี้จับมือนางขึ้นมาจรดที่ริมฝีปากตน “ข้าจะเป่าให้เจ้านะ กำแพงนั่นมันช่างต่ำช้านัก กล้าดีอย่างไรมาทำให้เมียจ๋าต้องลำบากลงหมัดใส่มัน…”


เขาพร่ำพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก สลับกับเป่าลมฟู่ๆลงบนมือนางเป็นระยะ


ภาพนั้นช่างงดงาม งามเสียจนอาวั่งมองดูแล้วรู้สึกปวดมวนในท้องยิ่งนัก หากเป็นไปได้ เขาอยากจะควักลูกตาตนเองทิ้งเสีย!


ฉินเหยาไอ “แค่ก! แค่ก!” เป็นเชิงเตือนสองครั้ง หลิวจี้ก็เงยหน้าขึ้นมองนางด้วยแววตาจริงใจอย่างถึงที่สุด “เมียจ๋า เจ้าเป็นหวัดหรือ”


ฉินเหยาสะบัดมือเขาออก ใช้หลังมือเช็ดกับเสื้อผ้าของเขาอย่างรังเกียจ “ไม่ต้องเป่าแล้ว ข้าไม่ได้ใช้หมัดทลายกำแพง”


หลิวจี้ “หา”


“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานแตกต่างกันอย่างไร” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยท่าทีจริงจัง


หลิวจี้ส่ายหน้าอย่างงุนงง


นางใช้นิ้วจิ้มหน้าผากของเขาที่กำลังยืนนิ่งอึ้งแล้วกล่าวเน้นทีละคำ “เพราะมนุษย์รู้จักใช้และประดิษฐ์เครื่องมืออย่างไรเล่า เจ้าหมูโง่!”


หากใช้มือทลายกำแพงจริงๆ นางจะไม่รู้สึกเจ็บหมัดของตนเองเลยรึ


“เพียงแค่ใช้ท่อนไม้ใหญ่ๆ ฟาดลงไปทีเดียวก็สิ้นเรื่องแล้ว” ฉินเหยาอธิบายอย่างราบเรียบ


หลิวจี้สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ในมโนภาพพลันปรากฏภาพของฉินเหยาที่กำลังยกท่อนไม้ซึ่งใหญ่กว่าร่างของนางเสียอีก จากนั้นก็กวาดทำลายคฤหาสน์ของตระกูลจินจนราบเป็นหน้ากลองอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริก


กล่าวตามตรง รู้สึกว่านางน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!


“เมียจ๋า ข้าขอถามอย่างเสียมารยาทสักคำถาม เพื่อให้แน่ใจว่าเรือนของเราจะไม่พังทลาย ถ้วยชามจะไม่แตกละเอียด เครื่องมือเกษตรจะไม่บิดเบี้ยว ยามปกติเจ้าจำต้องสะกดกลั้นพลังมหาศาลของตนเองอย่างยากลำบากมากใช่หรือไม่” หลิวจี้เอ่ยถามด้วยความอยากรู้


ฉินเหยาไม่นึกว่าเขาจะคิดไปถึงจุดนั้นได้จึงมองเขาเพิ่มอีกสองสามครั้งอย่างหาได้ยากแล้วพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ใช่แล้ว”


อันที่จริงแล้ว นั่นเป็นเพียงคำโกหก นางมิเคยต้องสะกดกลั้นตนเองเลยสักครั้งเดียว เพียงแต่ปุถุชนเช่นพวกเจ้า ไม่ได้ล่วงรู้ถึงการควบคุมพลังแม้เพียงกระผีกริ้น


นางผ่านการฝึกฝนการใช้พลังมาอย่างมืออาชีพ การควบคุมพลังของนางนั้นบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบมานานแล้ว


ทว่าในช่วงต้นๆของชาติที่แล้ว ยามที่เพิ่งปลุกพลังพิเศษขึ้นมาใหม่ๆ นางมักจะเผลอทำลายบ้านของตนเองอยู่บ่อยครั้ง นี่เป็นเรื่องจริง


แต่ความผิดพลาดระดับต่ำเช่นนี้ บัดนี้นางย่อมไม่ทำพลาดซ้ำอีกเป็นอันขาด


หลิวจี้ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยของตนเอง รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย


นางไม่เคยคิดที่จะสังหารเขาจริงๆเลยนี่นา!


เพราะหากนางคิดจะทำเช่นนั้นจริงๆ ด้วยพลังของนาง เขาคงตายสนิทไปนานแล้ว


และเพื่อที่จะให้เขามีชีวิตรอดอยู่ได้ ทุกวันทุกคืนนางล้วนต้องพยายามอย่างยากลำบาก คอยสะกดกลั้นพลังของตนเองอยู่ตลอดเวลา


นั่นคงจะทรมานมากเลยกระมัง


เพียงแค่คิดดู หลิวจี้ก็น้ำตาไหลอาบหน้าแล้ว…นางรักข้าจริงๆ! รักมากเหลือเกิน!


ฉินเหยายกนิ้วขึ้น ปาดหยาดน้ำตาใสที่รินไหลบนใบหน้าของเขาแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่รู้จะเอ่ยอะไรดี


นางมักจะสงสัยอยู่บ่อยครั้งว่าในสมองของเขากำลังคิดเรื่องไร้สาระอันใดอยู่กันแน่ ถึงได้มีปฏิกิริยาประหลาด.ประหลาด ที่ไม่ถูกกาลเทศะเช่นนี้


ตอนที่ 362: หัวไชเท้าดอง


เมื่อสามคนกลับถึงบ้าน ฝนก็หยุดตกแล้ว


อาวั่งวางร่มไว้ที่ระเบียงเพื่อผึ่งให้แห้ง พับแขนเสื้อขึ้นแล้วเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำอาหารเย็น


ก่อนหน้านี้เขาอุ้มลูกเจี๊ยบครอกหนึ่งกลับมาเลี้ยง ฉินเหยารังเกียจว่าเหม็น อาวั่งจึงทำกรงที่กันลมกันฝนได้ไว้ข้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ให้ลูกเจี๊ยบครอกนี้


สองสามวันนี้ไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้ว ซานหลางกับซื่อเหนียงเห็นทุกวันจึงแอบเอาข้าวสารจากโอ่งข้าวที่บ้านไปให้พวกมันกินจนมีตัวหนึ่งที่กินจนท้องแตกตาย


พวกเขายังไม่กล้าบอกผู้ใหญ่ ได้อาวั่งช่วยปิดบังจึงนำลูกเจี๊ยบที่ตายแล้วไปฝังไว้ในดินหลังเขา ตอนแอบกลับมาก็ชนเข้ากับฉินเหยาที่กำลังจะไปตรวจดูสภาพไม้แปรรูปที่สวนหลังบ้านพอดี


ซื่อเหนียงร้อง “โอ๊ย” ออกมาคำหนึ่ง ซานหลางแม้จะไม่ได้ร้อง แต่ก็เกือบจะล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น


โชคดีที่ฉินเหยาตาไวมือไว ฉวยคว้าพวกเขาไว้ได้ สองพี่น้องจึงรอดพ้นจากการต้องซักเสื้อผ้าทั้งชุด


งานบ้านในบ้านมีเยอะมาก อาวั่งคนเดียวย่อมดูแลไม่ไหว ดังนั้นการอบรมเรื่องงานบ้านที่ฉินเหยามีต่อสี่พี่น้องคือเรื่องของตนเองก็ให้ทำเอง


แต่บางครั้งที่เด็กๆขี้เกียจแล้วไปขอให้อาวั่งหรือท่านพ่อของพวกเขาช่วย นางก็ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ได้คาดคั้นเอาความ


อย่างไรเสีย เพียงแค่ไม่มาให้นางทำก็พอแล้ว


“ไปทำอะไรมา ฝนตกหนักเพียงนี้กลับสวมแค่หมวกงอบ ขากางเกงเปียกหมดแล้ว” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย


ซานหลางกับซื่อเหนียงแลบลิ้นแล้วประสานเสียงตอบว่าไม่มีอะไร คิดจะหลบหนีไป แต่ก็ถูกฉินเหยาเรียกกลับมา นางยื่นฟืนให้พวกเขาคนละกอง “เอาไปที่ห้องครัวแล้วเตรียมกินข้าวเย็นแล้ว ฟ้ามืดแล้วอย่าวิ่งเพ่นพ่าน”


สองพี่น้องรับคำอ้อๆ แล้วอุ้มฟืนมาที่ห้องครัว อาวั่งมองพวกเขาด้วยความจนใจ พลางส่งสัญญาณให้พวกเขาวางฟืนลงแล้วกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามาใกล้ สั่งกำชับอย่างจริงจังว่า “ห้ามมีครั้งต่อไปอีก ชีวิตของลูกเจี๊ยบก็ยังเป็นชีวิต”


เด็กทั้งสองก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด คำว่าขอโทษที่เอ่ยออกมานับว่าจริงใจอยู่บ้าง เพียงแต่…ซานหลางเลียริมฝีปากอย่างเสียดาย “ปีหน้าคงได้กินไก่น้อยลงตัวหนึ่งแล้ว”


ซื่อเหนียงมองพี่เล็กอย่างเคืองแค้นที่เขาไม่เอาไหนเช่นนี้ ก่อนจะรีบรับปากกับอาวั่งอีกครั้ง “พวกเรารู้ว่าผิดแล้ว คราวหน้าจะไม่ใจร้อนแล้วเจ้าค่ะ”


อาวั่งพยักหน้า เรื่องนี้จึงถือว่าผ่านไป


สองสามวันก่อนเขายังดองหัวไชเท้าไว้บ้าง บัดนี้รสเปรี้ยวก็ซึมเข้าเนื้อดีแล้ว เขาใช้กระชอนไม้ไผ่ตักขึ้นมาจากไหสองหัวใหญ่ หั่นเป็นแผ่นบางๆวางในจานกระเบื้อง หั่นพริกแดงท่อนเล็กๆ ตกแต่งแล้วยื่นให้ซานหลางกับซื่อเหนียง ให้พวกเขายกไปที่ห้องโถง


“ท่านแม่ ท่านพ่อ มีหัวไชเท้าดอง!”


เด็กน้อยทั้งสองถือหัวไชเท้าดองเดินเข้าห้องมาอย่างลิงโลด ใช้เท้าปิดประตูห้องกันลมหนาวที่พัดหวีดหวิวอยู่ภายนอก


ในห้องโถงอบอุ่นมาก ถ่านในกระถางไฟลุกโชน หลิวจี้ผลักต้าหลางกับเอ้อร์หลางไปข้างๆ แล้วยึดที่นั่งไว้ผู้เดียว เขายื่นมือออกไปอังไฟแล้วใช้มืออุ่นๆมาถูหน้าถูหูพลางคิดในใจว่าวันเช่นนี้สมควรซุกตัวอยู่ในผ้าห่มไม่ออกไปไหนเสียจริง


น่าเสียดาย งานบ้านกองเป็นภูเขาเลากา ไหนเลยจะได้พักผ่อน


เมื่อเห็นซื่อเหนียง พวกพี่น้องก็พากันมาล้อมวงอยู่รอบโต๊ะเพื่อกินหัวไชเท้าดองรสเปรี้ยวอมหวาน กลิ่นหอมเปรี้ยวจนชวนให้น้ำลายสอนั้นแทรกเข้าสู่ปลายจมูกทำให้หลิวจี้อดกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ไม่ได้


“ซานหลาง ให้พ่อชิมหน่อย!” หลิวจี้นั่งอยู่ที่เดิม ไม่ขยับก้นแม้แต่น้อย เพียงอ้าปากรอให้บุตรชายมาป้อน


ซานหลางนั้นเป็นเด็กซื่อๆ เขารับคำ ทั้งยังเลือกชิ้นที่ดองจนเข้าเนื้อที่สุดแล้ววิ่งเหยาะๆไปส่งถึงปากหลิวจี้อย่างร่าเริง


ทั้งยังเอียงคอถามว่า “ท่านพ่อ เปรี้ยวหรือไม่ขอรับ”


“เปรี้ยว” หลิวจี้ขมวดคิ้วมุ่น แต่หลังจากรสเปรี้ยวจางลง ความเผ็ดซ่านอันเป็นเอกลักษณ์ของหัวไชเท้าและความเผ็ดของพริกแดงก็กระจายไปทั่วปาก ทว่ากลับสดชื่นยิ่งนัก!


สรุปแล้วก็คือสองคำ “เปรี้ยวสะใจ! เอามาให้พ่ออีกชิ้น”


ซานหลางพยักหน้าอย่างเชื่อฟังแล้วไปคีบมาให้บิดาอีกชิ้น ทั้งยังเอียงคอถามแบบเดียวกับเมื่อครู่ว่า “ท่านพ่อ สะใจหรือไม่”


ฉินเหยาถือยารักษาแผลและผ้าฝ้ายผลักประตูเข้ามา ภาพที่เห็นก็คือภาพหลิวจี้ผู้เป็นบิดาแท้ๆนั่งอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างกระถางไฟ อ้าปากรอให้ซานหลางป้อน


“หลิวจี้ เจ้าไม่มีมือหรืออย่างไร” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ขณะปิดประตู


หลิวจี้หัวเราะแหะๆ โบกมือให้ซานหลางที่กำลังจะป้อนต่อให้หลีกไปแล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาหา


ขณะเดินผ่านโต๊ะ ต้าหลางและน้องๆอีกสามคนที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยเพิ่งกะพริบตา หัวไชเท้าดองที่เหลือกว่าครึ่งจานก็ถูกมือใหญ่ของหลิวจี้ฉวยเอาไปเสียแล้ว


เขาใช้ไม้จิ้มฟันไม้ไผ่เสียบขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วยื่นไปตรงหน้าฉินเหยา “เมียจ๋า เจ้าลองชิมดูสิ เปรี้ยวๆเผ็ดๆหวานนิดๆ อร่อยเป็นพิเศษ”


ดวงตาของหลิวจี้เป็นประกายวิบวับ แลดูคาดหวังอย่างยิ่ง ฉินเหยาอดวิจารณ์ไม่ได้ “สายตาของเจ้าช่างเหมือนลูกสุนัขนัก”


หลิวจี้ “หา”


ช่างเถิด ฉินเหยาส่ายหน้ายิ้มๆ คร้านจะอธิบายกับเขาให้มากความ รับไม้จิ้มฟันไม้ไผ่จากมือหลิวจี้มาแล้วลองชิมคำหนึ่ง รสชาติดีทีเดียว “ฝีมือของอาวั่งนี้ดีถึงขั้นเอาไปขายได้แล้ว”


นางจิ้มเพิ่มอีกสองชิ้น ในใจพลันรู้สึกอิ่มเอมจากรสชาติอาหารเลิศรส ฉินเหยาอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย


นางวางไม้จิ้มฟันไม้ไผ่ลงแล้วเดินมานั่งข้างกระถางไฟ วางยาที่นำมาด้วยไว้บนม้านั่งเล็กข้างกาย ต้าหลางก็ขยับมานั่งเองโดยอัตโนมัติ ยื่นมือที่บาดเจ็บออกมา


เอ้อร์หลางเห็นจานถูกวางลงในที่สุดจึงหยิบไปกินต่อกับคู่ฝาแฝด หลิวจี้จะมาขอแบ่งชิ้นหนึ่ง เอ้อร์หลางก็ปัดป้องไม่ยอมให้ ทั้งยังส่งเสียงฮึ่มใส่เขา “อยากกินก็ไปหยิบเองสิขอรับ นี่ของพวกข้า หัวไชเท้าพวกข้าก็เป็นคนไปถอนกับท่านอาอาวั่งมานะ!”


ท่านแม่เคยพูดไว้ว่า ผู้ใดไม่ทำงาน ผู้นั้นย่อมไม่มีสิทธิ์กิน!


หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้น พูดอะไรไม่ออก


ฉินเหยาเปลี่ยนยาให้ต้าหลางไปพลางกำชับหลิวจี้ไปพลาง “หัวไชเท้านี้ดองได้ดีจริงๆ เจ้าตักออกมาถ้วยหนึ่งส่งไปที่เรือนปทุม ให้ท่านอาจารย์กับศิษย์พี่ของเจ้าเป็นอาหารจานเล็กเรียกน้ำย่อย”


ฝนเพิ่งหยุดตก ทางเดินด้านนอกเฉอะแฉะและลื่นมาก ทั้งฟ้าก็มืดแล้ว หากเป็นวันอื่น หลิวจี้คงมีเหตุผลนับหมื่นที่จะไม่ไป


แต่วันนี้เขากลับไม่พูดไร้สาระแม้แต่คำเดียว เพียงรับคำ ทั้งยังแกล้งคีบหัวไชเท้าชิ้นที่เอ้อร์หลางกำลังจะส่งเข้าปากไปอย่างซุกซนแล้วเดินได้ใจออกไปจากห้อง


“อ๊า!” เอ้อร์หลางโกรธจนคลั่ง ไล่ตามออกไปกลับถูกบิดาของเขาจับตัวไว้ได้สำเร็จแล้วรวบแขนโอบคอเด็กชายไว้ “ไป ไปส่งของที่เรือนปทุมกับพ่อ!”


เอ้อร์หลางสู้แรงบุรุษวัยฉกรรจ์ไม่ได้จึงถูกหลิวจี้ลากตัวไปทั้งที่ยังสบถด่าไม่หยุด


หลิวจี้ไหนเลยจะยอมอ่อนข้อให้เขา เอ้อร์หลางด่าคำหนึ่งเขาก็ตอบโต้คำหนึ่ง บางครั้งเมื่อได้ยินสำนวนใหม่ๆออกมาจากปากเด็กน้อยก็ร้องเอ๊ะขึ้นมาแล้วชมว่า “ไม่เลวไม่เลว รู้จักด่าคนโดยไม่ใช้คำหยาบแล้วนี่”


โชคดีที่ต่อมาเด็กชายก็คิดได้ว่าการด่ากันนั้นไร้ความหมายจึงปิดปากเงียบ กอดอกเดินตามหลังหลิวจี้ ความเงียบก็คือทอง


สองพ่อลูกออกจากบ้านก็ไม่คิดจะถือโคมไฟไปด้วย ฟ้าเริ่มมืดลงทุกขณะ เอ้อร์หลางเดินช้าลงเรื่อยๆ


หลิวจี้ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เขาเป็นถึงบุรุษอกสามศอกจะถือสาหาความกับเด็กน้อยจริงๆได้อย่างไร


เขายื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อด้านหลังของเอ้อร์หลางไว้ “ตามมาให้ทัน อย่าตกลงไปในแม่น้ำเล่า”


เอ้อร์หลางแค่นเสียงขึ้นจมูก เมื่อฟ้ามืดลงก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ ไม่รู้ตัวเลยว่ามือเล็กๆนั้นได้คว้าจับสายรัดเอวของบิดาเอาไว้แล้ว


เมื่อถึงเรือนปทุม สองพ่อลูกก็ไม่ได้เข้าไป มื้ออาหารเย็นที่บ้านกำลังจะเริ่มรับประทานกันแล้ว หลิวจี้มิกล้ารับประกันว่าหากตนอยู่ต่ออีกครู่หนึ่ง บนโต๊ะอาหารจะยังมีกับข้าวเหลืออยู่หรือไม่


ส่งหัวไชเท้าดองชามใหญ่ให้ผู้คุ้มกันแล้ว หลิวจี้ก็จูงเอ้อร์หลางจากไปทันที


ยังไม่ทันถึงบ้านก็ได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของอาหารลอยมาแล้ว


เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ในความมืดมิดยามค่ำคืนก็ปรากฏแสงสีส้มนวลอบอุ่น สองพ่อลูกสบตากันแล้วยิ้มพลางมุ่งหน้าไปยังแสงอบอุ่นนั้น


ตอนที่ 363: ตอบไม่ตรงคำถาม


ทางด้านเรือนปทุม


หลิวจี้และเอ้อร์หลางนำหัวไชเท้าดองมาส่งได้ทันเวลา พอดีกับที่กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนสองศิษย์อาจารย์กำลังจะรับประทานอาหาร


สือโถวให้ห้องครัวหั่นหัวไชเท้าแล้วยกมาที่โต๊ะด้วยตนเอง


สองสามวันนี้กงเหลียงเหลียวไม่ได้ออกไปด้านนอกเพราะอากาศหนาว เมื่อไม่ได้ออกกำลังกาย พลังงานในร่างกายจึงเผาผลาญน้อย ย่อมไม่มีความอยากอาหารนัก ขณะกำลังมองกับข้าวบ้านๆเต็มโต๊ะพลางครุ่นคิดว่าจะไปขออาศัยกินข้าวฝีมืออาวั่งที่บ้านฉินเหยาสักมื้อนั้น ปลายจมูกก็พลันได้กลิ่นเปรี้ยวหอมยั่วน้ำลาย


เป็นกลิ่นเปรี้ยวที่หอมมากราวกับกลิ่นเครื่องหอมหลากหลายชนิดผสมผสานกัน เพียงแค่ได้กลิ่นก็ทำให้เขานึกถึงร้านขายของดองเล็กๆในเมืองหลวงแห่งนั้น


กับข้าวต่างๆในร้านนั้น พ่อครัวใหญ่ในจวนทำไม่ได้ ต่อให้ทำออกมาได้ก็ไม่ใช่รสชาตินั้น


เมื่อถึงฤดูร้อนที่ไม่ค่อยเจริญอาหาร เขาจะสั่งให้ห้องครัวต้มข้าวต้มขาวข้นหม้อหนึ่ง เมื่อกินกับผักดองของร้านนั้นเขาก็สามารถซดข้าวต้มได้ถึงสองชามใหญ่


“กลิ่นอะไรน่ะ”


สือโถวเพิ่งก้าวเข้าประตูมา ชายชราก็มองมาที่เขาแล้ว ดวงตาจับจ้องอยู่ที่จานกระเบื้องในมือ แววตาเปล่งประกายมากขึ้นเรื่อยๆ


สือโถววางหัวไชเท้าดองลงแล้วตอบว่า “เรียนท่านอาจารย์ นี่คือหัวไชเท้าดองที่คุณชายหลิวส่งมาขอรับ เห็นทีจะทราบว่าวันนี้ท่านไม่ค่อยอยากอาหารจึงตั้งใจส่งมาช่วยให้ท่านเจริญอาหารขอรับ”


ฉีเซียนกวนขยับตัวขึ้นเล็กน้อยมองดู หัวไชเท้าขาวๆ ประดับด้วยผลจูยวี๋สีแดงสด ดูแล้วช่างน่ากินเสียจริง


กงเหลียงเหลียวมิได้แสดงออกทางสีหน้า ทั้งยังคิดจะตำหนิหลิวจี้ว่าดีแต่ทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้ แต่ตะเกียบที่ยื่นออกไปกลับรวดเร็วที่สุด


หัวไชเท้าคำหนึ่งถูกส่งเข้าปาก ไชเท้าเย็นเล็กน้อย แต่ในห้องมีไออุ่นจากเตาไฟ ความเย็นเพียงเล็กน้อยนี้จึงกำลังดี ให้สัมผัสสดชื่นกรุบกรอบ กงเหลียงเหลียวไม่พูดอะไรอีก คีบกินอีกคำแล้วคำเล่า


ฉีเซียนกวนรอแล้วรอเล่า รอให้ท่านอาจารย์เอ่ยปากจะได้เริ่มขยับตะเกียบบ้าง


ผู้ใดจะคาดคิด ชายชราจะกินไม่หยุดปากเลย เนิ่นนานจนกระทั่งฉีเซียนกวนแทบจะกลั้นน้ำลายไว้ไม่ไหว ชายชราจึงคล้ายว่าเพิ่งนึกถึงเขาขึ้นมา รีบโบกมือให้เขามาชิมด้วย


เมื่ออาจารย์เอ่ยปาก ศิษย์ถึงกล้าลงมือ น่าเสียดายที่ยังชิมได้ไม่ถึงสองชิ้น จานกระเบื้องก็เกลี้ยงเป็นมันวับ ไม่เหลือหัวไชเท้าดองแม้แต่ชิ้นเดียว


ฉีเซียนกวนขบปากอยู่ครู่หนึ่ง หากไม่ใช่เพราะข้างนอกฟ้ามืดทางลื่น เขาก็อยากจะออกเดินไปยังเรือนของฉินเหยาแล้วขโมยโอ่งหัวไชเท้าดองของนางมาให้หมดเสียเดี๋ยวนี้


สือโถวมองคุณชายของตนอย่างสงสาร แล้วมองไปยังกงเหลียงเหลียวที่อิ่มหนำสำราญหลังจากกินข้าวหมดไปชามใหญ่ แอบขยิบตาให้คุณชายของตน เป็นนัยว่ายังมีอีก


ฉีเซียนกวนแอบดีใจในใจเงียบๆ รอจนกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว อยู่เป็นเพื่อนท่านอาจารย์ต่ออีกหน่อย พอออกจากห้องโถงก็ให้สือโถวรีบพาตนไปหาของว่างกิน


“คุณชายไม่ต้องรีบร้อนไปขอรับ ข้าน้อยให้คนหั่นเตรียมไว้ในห้องของท่านแล้ว” สือโถวกล่าวอย่างขบขัน


ฉีเซียนกวนก้าวเข้าห้องนอนของตนด้วยความยินดี ในห้องจุดตะเกียงสว่างแล้ว ทั้งยังตั้งเตาถ่านไว้สองเตา ทำให้ทั้งห้องอบอุ่นยิ่งนัก


หัวไชเท้าดองขาวราวหยกกองหนึ่งวางนิ่งอยู่ในจานกระเบื้องสีเขียว รอให้เขาลิ้มลอง


ฉีเซียนกวนกินรวดเดียวจนสะใจ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าสือโถวยังยืนอยู่ตรงหน้า ท่าทางเหมือนรอจะพูดอะไรบางอย่างจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “ยังมีเรื่องใดอีกรึ”


สือโถวเอ่ย “คุณชาย เมื่อเร็วๆนี้ที่อำเภอไคหยางเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่องหนึ่ง ท่านอยากจะฟังหรือไม่ขอรับ”


ฉีเซียนกวนครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็เดาได้ “เกี่ยวข้องกับหลิวจี้หรือ”


สือโถวฝืนพยักหน้ารับ “นับว่าใช่ขอรับ อย่างไรเสียเขาก็เป็นสามีของฉินเหนียงจื่อ”


เช่นนั้นก็เกี่ยวข้องกับฉินเหยา แววตาของฉีเซียนกวนปรากฏความฉงนสงสัย นางมิได้ดูแลการค้าอยู่ที่โรงงานเครื่องเขียนในหมู่บ้านตลอดเวลาหรอกหรือ เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในอำเภอไคหยางเกี่ยวข้องอะไรกับนาง


“ในหมู่บ้านก็ไม่เห็นมีใครพูดถึงเรื่องใหญ่อะไรนี่” ฉีเซียนกวนกล่าวอย่างไม่เข้าใจนัก


สือโถวมองไปยังทิศทางบ้านของฉินเหยาก่อนถอนใจยาวเฮือกหนึ่ง “คุณชาย ในหมู่บ้านมีคนออกไปข้างนอกไม่กี่คนจึงไม่มีผู้ใดพูดถึง แต่ในตัวอำเภอไคหยางนั้น เรียกได้ว่าคึกคักยิ่งนักขอรับ”


สือโถวเล่าเรื่องของจินฉานฉูให้คุณชายของตนฟัง


หนึ่งในสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยางแต่เดิม เพราะความแค้นเรื่องที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ แค่คืนเดียวก็ถูกแก้แค้นจนตกต่ำสิ้นอำนาจ ผู้คนต่างสาปแช่ง แม้แต่ในบทละครก็ยังไม่กล้าแต่งเช่นนี้


และต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือสองสามีภรรยาหลิวจี้ ในอำเภอไคหยางเล่าลือกันไปทั่วแล้วว่า หาเรื่องผู้ใดก็หาเรื่องได้ แต่อย่าได้หาเรื่องสองสามีภรรยาคู่นี้ มิฉะนั้นแล้วก็จะมีจุดจบเช่นเดียวกับตระกูลจิน


ฉีเซียนกวนนึกประหลาดใจ ไม่คาดคิดเลยว่าในช่วงสองสามวันนี้ คนข้างกายตนกลับไปทำเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้


แต่ก็ยังกล่าวอย่างเป็นกลางว่า “นี่เป็นการกำจัดภัยให้ราษฎร เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ”


สือโถวเองก็มีความเห็นเช่นเดียวกันในจุดนี้ แต่เมื่อครุ่นคิดให้ละเอียดแล้วก็น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก คุณชายน้อย!


“ท่านรู้หรือไม่ว่าสองอธรรมที่เหลือเรียกขานฉินเหนียงจื่อลับหลังว่าอย่างไร”


ฉีเซียนกวนส่ายหน้า ส่งสัญญาณให้สือโถวอย่าอ้อมค้อม รีบพูดออกมาให้หมดในคราวเดียว


สือโถวกระซิบว่า “เหล่าอันธพาลล้วนเรียกนางว่า เหนียงเหนียงปีศาจร้าย”


คนที่ปกติแล้วดูภายนอกเย็นชาแต่จิตใจอบอุ่น ลับหลังในที่ที่พวกเขามองไม่เห็นกลับเป็นคนที่ถ้ามีแค้นต้องชำระทันที สังหารคนได้ไม่กระพริบตา ใช้วิธีการโหดเหี้ยม ท่านไม่คิดว่าน่ากลัวหรอกรึ


ฉีเซียนกวนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง มีปีศาจร้ายอยู่ข้างกายเขารึ


เมื่อเหลือบมองท่าทางหวาดผวาจนขนหัวลุกของสือโถว ฉีเซียนกวนก็รู้สึกว่าเขาคิดมากเกินไป


เด็กหนุ่มกล่าวอย่างจริงจัง “ที่เหล่าอันธพาลเรียกนางว่าเหนียงเหนียงปีศาจร้าย นั่นก็เพราะนางยืนอยู่ข้างราษฎรผู้บริสุทธิ์ ในสายตาของราษฎรที่ถูกเหล่าอันธพาลข่มเหง นางคือวีรสตรีของพวกเขา!”


“สือโถว ต่อไปนี้เจ้าจงฟังเรื่องเหลวไหลเหล่านี้ให้น้อยลงเสียบ้าง ล้วนเป็นเรื่องที่เหล่าบัณฑิตยากจนแต่งขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้คน” ฉีเซียนกวนทำสีหน้าเคร่งขรึม ในฐานะนายย่อมต้องตักเตือนบ่าวของตนมิให้กล่าวหาวีรสตรีว่าเป็นปีศาจ


สือโถวรีบคุกเข่าลง ก้มหน้าประสานหมัดรับคำหนักแน่น “บ่าวรู้ความผิดแล้ว คุณชายโปรดระงับโทสะด้วยขอรับ!”


ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง ฉีเซียนกวนจึงกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ลุกขึ้นเถิด”


“ขอบคุณคุณชาย” สือโถวจึงลุกขึ้น ถอยไปยืนอยู่หลังประตูห้อง


ข้างในห้องเหลือเพียงเด็กรับใช้ข้างกายผู้หนึ่งคอยปรนนิบัติ ฉีเซียนกวนเดินไปที่โต๊ะหนังสือ เลือกตำราเล่มหนึ่งเตรียมจะอ่าน ทว่าจิตใจกลับมิได้อยู่ที่ตำรา


ฉีเซียนกวนพลันรู้สึกว่า ศิษย์น้องจี้ผู้ซึ่งปกติหน้าหนาไร้ยางอายของเขาครั้งนี้กลับดูปกติเกินไปจนดูห่างเหินไปบ้าง


เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นถึงเพียงนี้กลับมิได้มาแจ้งให้ทราบสักคำ หากเผื่อว่าเขามีวิธีการที่ดีกว่าเล่า


ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉีเซียนกวนก็ตัดสินใจเรียนรู้จากฉินเหยา ไม่สิ้นเปลืองพลังงานครุ่นคิดให้วุ่นวายใจตนเอง เขาวางตำราลงแล้วขึ้นเตียงนอน พรุ่งนี้เช้าตรู่ค่อยไปคาดคั้นถามศิษย์น้องหลิวจี้ผู้นี้ด้วยตนเองว่าหมายความว่าอย่างไร ยังเห็นศิษย์พี่เช่นเขาอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่!

……


วันรุ่งขึ้น หลังจากที่หลิวจี้จัดการธุระในบ้านอย่างการซักผ้า กวาดพื้น ฝึกฝนร่างกายและท่องตำราเสร็จสิ้น พอถึงช่วงสายก็รีบกินข้าวร้อนๆ คำหนึ่งแล้วจึงแบกหีบหนังสือรีบร้อนมายังเรือนปทุม


ยังไม่ทันก้าวเข้าไปก็ถูกศิษย์พี่ตัวน้อยผู้สวมเสื้อคลุมสีดำขวางไว้ที่หน้าประตู


ลมหนาวพัดหวีดหวิว แผ่นหลังของหลิวจี้เกร็งขึ้น รู้สึกหนาวจนตัวสั่น “ศิษย์พี่เหตุใดจึงมายืนตากลมหนาวอยู่ที่ประตูเล่า รีบเข้าบ้านไปผิงไฟเถิด ข้าจะแข็งตายอยู่แล้ว”


พูดพลางก็ยื่นมือออกไปหมายจะโอบไหล่ศิษย์พี่ตัวน้อยเช่นเคย เตรียมจะกอดคอพาดบ่า


เสียงตบดัง “เพียะ!” ดังขึ้น หลิวจี้ที่ไม่ทันตั้งตัวถูกมือเล็กๆตีเข้าที่หลังมือ


เทียบกับฝ่ามือของสตรีใจร้ายที่บ้านแล้ว นี่นับว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย มิได้รู้สึกอันใดเลย


แต่ทว่า!…ศักดิ์ศรีป่นปี้!


หลิวจี้เงื้อมือขึ้นตามสัญชาตญาณคิดจะดีดหน้าผากเขาสักที ฉีเซียนกวนหรี่ตามองแล้วสบตาเขา ตวาดว่า “หลิวจี้ เจ้ากล้ารึ!”


มือที่ชายหนุ่มยกขึ้นสูง สุดท้ายก็ค่อยๆวางลงบนหน้าผากของเด็กชายเบาๆ “แหะๆๆ ศิษย์พี่ท่านดูสิ ผมของท่านถูกลมพัดจนยุ่งหมดแล้ว มา ศิษย์น้องจะจัดให้ท่าน…”


ฉีเซียนกวนแค่นเสียงเย็นชา แต่ในใจกลับถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก โชคดีที่หลิวจี้มิกล้าดีดหน้าผากศิษย์พี่เช่นเขา


ดังนั้น ศิษย์พี่จึงซักไซ้ศิษย์น้องต่อว่า “เมื่อพบกับปัญหาเหตุใดจึงไม่บอกข้า หรือเจ้าคิดว่าข้าอายุยังน้อยจึงช่วยเจ้าไม่ได้”


ฉีเซียนกวนขยับเข้าไปใกล้หลิวจี้แล้วกล่าวเสริมเสียงเบา “ท่านอาเขยของข้าคือเจ้าเมืองของพวกเจ้าเชียวนะ!”


หลิวจี้กล่าวอย่างประหลาดใจระคนยินดี “เช่นนั้นการสอบฝู่ซื่อปีหน้า จะให้ท่านเจ้าเมืองช่วยผ่อนปรนให้ข้าผ่านไปได้เลยหรือไม่”


ฉีเซียนกวนเบิกตากว้าง “เจ้าพูดอะไรของเจ้า?!”


หลิวจี้ถามกลับอย่างตกใจ “ศิษย์พี่ ท่านสิกำลังพูดอะไร”


ตอบไม่ตรงคำถาม ทั้งสองคนสบตากันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ


จนกระทั่งเสียงตะโกนก้องของกงเหลียงเหลียวดังมาจากในลานบ้าน “จะเรียนหรือไม่เรียนกันแน่!”


สองศิษย์พี่ศิษย์น้องที่มองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วนจึงได้เริ่มขยับตัวอีกครั้ง


ตอนที่ 364: ขึ้นบ้านใหม่


พอถึงเดือนสิบเอ็ด อุณหภูมิก็ลดฮวบลง ในชั่วพริบตาก็ให้ความรู้สึกถึงฤดูหนาวแล้ว


หิมะแรกของปีนี้มาเร็วมาก วันที่สิบเอ็ดซึ่งเป็นวันที่ห้องหนังสือของบ้านฉินเหยาสร้างเสร็จและเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาขึ้นบ้านใหม่ที่บ้าน เกล็ดหิมะละเอียดดุจเม็ดทรายก็โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย


หิมะตกตลอดบ่าย เพิ่งจะหยุดในตอนค่ำ บนหลังคา ตามคันนาและในทุ่งนาล้วนถูกปกคลุมไปด้วยชั้นหิมะบางๆ


ทว่าชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับมิได้กังวลกับการมาเยือนของฤดูหนาวอีกต่อไป เด็กๆสวมเสื้อนวมชุดใหม่หนาเตอะ วิ่งเล่นอย่างตื่นเต้นในทุ่งนา ไล่ตามเกล็ดหิมะบางเบาที่น่าสงสารนั้น กอบโกยพวกมันรวมกันแล้วปั้นเป็นก้อนหิมะเล็กๆเพียงเท่านั้นก็สามารถเป็นที่หนึ่งในหมู่เด็กๆได้แล้ว


บาดแผลบนมือของต้าหลางหายดีเป็นปกติแล้ว หลิวเฝยเองก็หายดีแล้วเช่นกัน หีบหนังสือชุดที่สองที่ห้างการค้าฟู่หลงต้องการก็ส่งถึงแล้ว เด็กหนุ่มผู้นี้จึงนำเด็กๆในบ้านเหล่านี้ไปตั้งตนเป็นใหญ่ในลานหิมะ


เมื่อเล่นซนกันจนถึงพลบค่ำใกล้เวลาอาหารเย็นจึงรีบพากันมาที่บ้านฉินเหยาพร้อมกับต้าหลาง จินฮวา และคนอื่นๆเพื่อร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร


ในวันอากาศหนาวเหน็บ ชาวบ้านนั่งอยู่ด้านนอกบ้านก็ไม่รู้สึกหนาว ใต้โต๊ะทุกตัวมีอ่างไฟลุกโชน ทั้งไออุ่นจากผู้คนและไออุ่นจากไฟก็มีเพียงพอ เพียงพริบตาความชื้นจากห้องหนังสือใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่กี่วันก็สลายหายไปจนหมด


ผู้ที่สุขใจที่สุดในบ้านย่อมหนีไม่พ้นหลิวจี้ เมื่อห้องหนังสือสร้างเสร็จ เขาก็รีบย้ายข้าวของทั้งหมดของตนเองเข้าไปไว้ในนั้น


ห้องเล็กเดิมถูกทุบออกไปครึ่งหนึ่ง ด้านหนึ่งเหลือไว้ทำเป็นห้องข้างเล็กๆ อีกด้านหนึ่งกลายเป็นทางเดิน เชื่อมเรือนส่วนหน้ากับเรือนหลังเข้าด้วยกัน


นางเหอที่มาช่วยทำอาหารกล่าวอย่างชื่นชม “ดูไปแล้วก็คล้ายกับเรือนสองประสานเลยนะนี่”


แล้วหันไปหาหลิวไป่ที่กำลังยุ่งอยู่กับการยกอาหาร พยักพเยิดไปยังทิศทางเรือนเก่าแล้วเอ่ยว่า “คราหน้าบ้านพวกเราก็ทำทางเดินเช่นนี้บ้างเถิด ถึงเวลานั้นพอปิดประตู ท่านพ่อท่านแม่อยู่เรือนส่วนหน้า พวกเราอยู่เรือนส่วนหลัง เด็กๆก็จะได้ไม่ส่งเสียงรบกวนท่านผู้เฒ่า ท่านว่าดีหรือไม่”


ชาวบ้านเร่งให้รีบยกอาหารออกมา มิฉะนั้นจะเย็นเสียหมด หลิวไป่ยุ่งจนหัวหมุน ไม่ว่านางจะพูดอะไร อย่างไรก็รับปากไปก่อน เขายิ้มเหอะๆแล้วเอ่ยว่า “ได้ๆๆ ฟังเจ้าทั้งหมด เจ้าอยากทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น”


ฉวยโอกาสที่บุรุษผู้นั้นยกอาหารแล้วกำลังจะเดินจากไปอีกครั้ง แอบยัดเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปากเขา


หลิวไป่ทั้งตกใจทั้งอาย รีบมองไปรอบๆ เห็นคนมองมาแล้วยิ้มให้ตนอย่างมีความนัย ใบหน้าก็พลันแดงก่ำ เอ็ดว่า “เจ้าทำอะไรน่ะ!”


นางเหอไหนเลยจะกลัวคนอื่นมอง ภรรยาป้อนอาหารให้สามีตนเองมันแปลกตรงไหน!


“พี่สะใภ้ใหญ่ ให้ข้าบ้างชิ้นหนึ่งสิ?” หลิวจี้โผล่ออกมาจากที่ใดมิทราบกล่าวหยอกล้อ


นางเหอพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเป็นเด็กหรือไร ถึงต้องให้เจ้าชิ้นหนึ่งด้วย!”


หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ หลบตะหลิวที่นางเหอจะฟาดมาพลางรีบก้มลงดูเสื้อตัวใหม่ของตน


แม้ว่าคราวก่อนที่ฉินเหยากลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลจะไม่ได้ซื้อของขวัญมาให้เขา แต่ผ้าที่ซื้อกลับมาก็ยังมีส่วนของเขาอยู่ ฝีมือของนางชิวนั้นช่างดีเลิศจริงๆ เสื้อใหม่สีฟ้าครามตัวนี้เขาเพิ่งจะสวมวันนี้เอง หากถูกคราบน้ำมันบนตะหลิวกระเด็นใส่ก็คงจะไม่สวยงามแล้ว


เขาไม่กล้าพูดจาเล่นลิ้นอีก เมื่อนึกถึงท่านอาจารย์ที่ยังคงผิงไฟอยู่ในห้องหนังสือ หลิวจี้จึงอ้อนวอนว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ขอถั่วลิสงให้ข้าเพิ่มอีกหน่อยเถิด ท่านอาจารย์อยากกิน”


นางเหอเดิมทีตั้งใจจะด่าเขา แต่พอได้ยินว่าเป็นท่านอาจารย์ชราซึ่งก็คือท่านมหาบัณฑิตอยากกินก็รีบยิ้มรับปากทันที “เจ้ากลับไปรอเถิด ข้าจะผัดแยกให้เจ้ากระทะเล็กๆเดี๋ยวนี้เลย ผัดเสร็จจะนำไปส่งให้พวกเจ้าด้วยตนเอง”


“ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่!” ปากของหลิวจี้นี้ยังคงหวานอยู่ นางเหอพอถูกเขากล่าวขอบคุณ อารมณ์ขุ่นมัวก็หายไปในทันที


กลับกันที่หน้าประตูห้องโถง เมื่อฉินเหยาเห็นหลิวเฝยพาเด็กๆที่เปียกโชกหกคนกลับมา คนที่เด็กที่สุดในกลุ่มนั้นทั้งจามทั้งยังประคองก้อนหิมะก้อนหนึ่งมายื่นให้นางราวกับจะมอบของล้ำค่า นางก็แทบอดใจไม่ไหวอยากจะตีก้นพวกเขาสักป้าบ


“รีบกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออกเสีย โดยเฉพาะเจ้า หลิวผิงหลิง อย่าคิดว่าหน้าตาน่ารักแล้วข้าจะไม่ว่าเจ้านะ รีบทิ้งหิมะไป เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วมาที่ห้องครัวดื่มน้ำขิง!”


ฉินเหยากล่าวพลาง เห็นเด็กคนอื่นๆก็กำลังสูดน้ำมูกอยู่จึงรีบเสริมอีกประโยคหนึ่ง “ทุกคนมาที่ห้องครัวให้หมด ดื่มน้ำขิงคนละถ้วย!”


“แล้วก็เจ้าด้วย!” ฉินเหยาชี้ไปยังหลิวเฝยที่อยู่แต่ไกล โตป่านนี้แล้ว เล่นอะไรยังไม่รู้จักหนักเบา


นี่มิใช่ยุคปัจจุบันที่การแพทย์เจริญก้าวหน้า หากหนาวจนเป็นอะไรไป นั่นมันถึงตายได้จริงๆเลยนะ


ซื่อเหนียงรีบทิ้งก้อนหิมะแล้วจูงจินฮวาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องด้วยกัน ส่วนจินเป่าก็ติดตามเอ้อร์หลางกับซานหลางไป เรือนเก่าอยู่ไกลเกินไปจึงต้องยืมเสื้อผ้าของพี่น้องใส่ไปก่อนชั่วคราว


ต้าหลางมองฉินเหยาเดินไปยังห้องครัวแล้วสั่งให้อาวั่งต้มน้ำขิงให้พวกเขาก็รีบวิ่งจู๊ดผ่านทางเดินมาถึงหน้าประตูห้องหนังสือที่เพิ่งสร้างใหม่ เห็นฉีเซียนกวนที่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยนั่งคุยอยู่กับกงเหลียงเหลียว ผู้ใหญ่บ้าน และคนอื่นๆในห้องก็จุปากส่งเสียงเรียกจนดึงดูดความสนใจของเขาได้สำเร็จ


ฉีเซียนกวนหาข้ออ้างออกจากห้องหนังสือมาตรงหน้าต้าหลางแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย “ทำอะไรหรือ พวกเจ้าไปเล่นที่ไหนกันมาน่ะ”


หากมิใช่เพราะสองสามวันนี้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายอยู่บ้าง คงจะออกไปวิ่งเล่นในทุ่งนากับพวกต้าหลางแล้ว


น่าเสียดาย สือโถวจับตามองใกล้ชิดเกินไปจึงต้องล้มเลิกความคิด


ก่อนหน้านี้ยังพูดอยู่ว่าจะไปยิงนกที่ตีนเขากับต้าหลาง บัดนี้ดูท่าจะหมดหวังเสียแล้ว


หิมะตกแล้ว แม้จะเป็นหิมะบางเบา แต่ก็อย่าหวังว่าจะได้เข้าไปในภูเขาอีก ไม่ต้องพูดถึงว่าสือโถวและคนอื่นๆไม่เห็นด้วย แม้แต่ทางต้าหลาง ฉินเหยาเองก็คงไม่ยอม


ต้าหลางยิ้มอย่างมีลับลมคมนัยให้ฉีเซียนกวน ให้เขายื่นมือออกมา ทั้งสองใช้แขนเสื้อกว้างบังไว้ แอบส่งมอบก้อนหิมะก้อนหนึ่งกันอย่างลับๆ


ฝ่ามือเย็นเฉียบขึ้นมาทันใด ฉีเซียนกวนเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก้มลงมองดูก็เห็นเป็นก้อนหิมะที่ถูกปั้นจนแน่นก้อนหนึ่ง เขาอดหัวเราะออกมาไม่ได้


เงยหน้าคิดจะถามต้าหลางว่าไปเอามาจากไหน คนก็วิ่งหนีไปเสียแล้ว เพียงหันกลับมาชี้นิ้วไปทางทิศตะวันออก เป็นการบอกว่าตนไปเก็บรวบรวมมาจากทุ่งนาทางทิศตะวันออก


หิมะบางเบาเพียงนั้น พอหิมะหยุดตกไม่นานก็จะละลายกลายเป็นน้ำหมดสิ้น ยังสามารถหาก้อนหิมะเช่นนี้มาได้ นับว่ายากยิ่งนัก


ฉีเซียนกวนยื่นมือไปจิ้มก้อนหิมะดู มันนุ่มนิ่ม บนก้อนหิมะพลันปรากฏรอยบุ๋มขึ้นมาทันที เขารีบปั้นให้ดีแล้วเรียกเด็กรับใช้ข้างกายมา สั่งให้เขาประคองมันและนำไปส่งยังเรือนปทุมอย่างระมัดระวัง เอาไปวางไว้ใต้ขอบหน้าต่างห้องนอนของตน บางทีอาจจะยังคงอยู่ได้จนพ้นคืนนี้


‘ความลับ’ ของเด็กหนุ่มทั้งสองคนนั้น ฉินเหยาเห็นอยู่ในสายตา ทั้งรู้สึกจนใจทั้งขบขันเ เมื่อน้ำขิงต้มเสร็จแล้วก็จับกรอกปากทุกคนรวมทั้งหลิวเฝยด้วยคนละถ้วยจึงค่อยปล่อยให้พวกเขานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร


ทั้งในบ้านและนอกบ้านตั้งโต๊ะรวมทั้งสิ้นแปดโต๊ะ ชาวบ้านแบ่งกันกินเป็นสองรอบ ในห้องหนังสือตั้งโต๊ะแยกไว้อีกหนึ่งตัวสำหรับแขกผู้สูงศักดิ์


หลิวจี้รับผิดชอบดูแลแขก ฉินเหยาก็รับผิดชอบดูแลภาพรวมทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีเหล่าสะใภ้จากเรือนเก่าคอยช่วยเหลือ งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ครั้งนี้จึงผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น


หลังจากนั้นอีกหลายวันติดต่อกัน ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ทยอยกันจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างก็ซ่อมแซมหรือสร้างบ้านใหม่กัน สองสามีภรรยาฉินเหยาพาลูกๆไปกินเลี้ยงตามบ้านต่างๆ จนอ้วนขึ้นกันถ้วนหน้า


หากเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวคงไม่กล้าคิดฝัน ยังมีเรื่องที่กินเลี้ยงจนอ้วนขึ้นด้วยหรือ


ครอบครัวของช่างไม้หลิวนั้นจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่อย่างครึกครื้นในปลายเดือนสิบเอ็ด


บ้านใหม่สร้างอยู่บนเชิงเขาตรงข้ามกับโรงงานเครื่องเขียนซึ่งก็คือบนที่ตั้งของบ้านเก่าร้างที่ฉินเหยาเคยแนะนำอย่างแข็งขันในตอนแรกนั่นเอง


คณะของชายใบ้มีประสบการณ์จากการสร้างเรือนปทุมแล้ว ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์อันหลากหลายของช่างไม้หลิวเอง บ้านใหม่ของเขาในสายตาของฉินเหยาจึงดูคล้ายกับสถาปัตยกรรมเรือนพักสไตล์จีนโบราณที่คนยุคปัจจุบันตั้งใจสร้างขึ้นมาเป็นอย่างมาก


ตอนที่ 365: แช่เท้า


น้ำที่บ้านช่างไม้หลิวต่อมาจากบนเขา ปริมาณน้ำไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับดื่ม ส่วนน้ำใช้ในชีวิตประจำวันยังสามารถไปตักจากริมแม่น้ำใกล้ๆได้ สะดวกสบายยิ่งนัก


รอบนอกของตัวเรือนหลัก เขาได้สร้างระเบียงกลางแจ้งขึ้น คล้ายกับลานชมทิวทัศน์หน้าประตูใหญ่ของเรือนปทุม เพียงแต่มีการสร้างเพิงมุงหญ้าคา ด้านในยังสร้างเตาไฟ ตั้งโต๊ะเก้าอี้ยาวและปูพื้นด้วยแผ่นไม้


บ้านช่างไม้หลิวบัดนี้มีเงินแล้ว ทั้งยังเปลี่ยนเครื่องเรือนภายในบ้านใหม่ทั้งหมด ในพริบตาจึงแซงหน้าลานบ้านของหลิวต้าฝูกลายเป็นเรือนที่ดูหรูหราที่สุดในหมู่บ้าน


ในวันขึ้นบ้านใหม่ ช่างไม้หลิวตั้งใจคั่วเมล็ดแตง ต้มชา ทั้งยังก่อเตาถ่านในเพิงมุงหญ้าคา จัดเตรียมผ้าห่ม เชิญสองสามีภรรยาฉินเหยาและศิษย์อาจารย์กงเหลียงเหลียวกับฉีเซียนกวนมาชมหิมะจิบชาด้วยกัน


“เหยาเหนียง เจ้าดูนี่เป็นอย่างไรบ้าง” เมื่องานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่สิ้นสุดลง ช่างไม้หลิวจงใจดึงฉินเหยาไปข้างหนึ่งเพื่อสอบถามความเห็นของนาง


ฉินเหยาไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ตนเพียงเอ่ยขึ้นลอยๆ ช่างไม้หลิวกลับสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ทั้งหมด ในใจรู้สึกทึ่งอย่างยิ่ง


แต่เมื่อพูดถึงเพิงน้ำชานี้ นางมีข้อเสนอแนะจริงๆ


“อากาศเย็นแล้ว ถึงแม้จะจุดอ่างไฟและคลุมผ้าห่มบางๆ แต่หากนั่งนานๆก็ยังคงทนไม่ไหวอยู่บ้าง ข้าเห็นบ้านท่านยังมีฟางข้าวอยู่ไม่น้อย พวกท่านสานม่านฟางขึ้นมาแขวนไว้รอบๆเพื่อบังลมเถิด”


หากมีคนที่ไม่กลัวหนาวก็เพียงม้วนเสื่อฟางขึ้นก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์ไกลๆได้


เมื่อกล่าวถึงข้อด้อยแล้ว ที่เหลือก็ล้วนเป็นข้อดีทั้งสิ้น “ชาต้มได้ไม่เลว แต่คุณภาพสามารถเตรียมไว้หลายระดับหน่อยเพื่อให้แขกมีตัวเลือกมากขึ้น อีกอย่างคือ เมล็ดแตงบ้านท่านหอมมาก ทิวทัศน์ตรงจุดนี้ก็ยอดเยี่ยม ข้าว่าใช้ได้ทีเดียว”


แต่ว่าลานบ้านของยายหวังมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว หากบ้านช่างไม้หลิวต้องการดึงดูดลูกค้าก็ยังต้องมีลูกเล่นมากกว่านี้หน่อยจึงจะดี มิฉะนั้นก็จะยังขาดเอกลักษณ์บางอย่างไป


ภรรยาช่างไม้หลิวกล่าวว่า “บ้านข้ามีห้องพักแขก ผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านช่วยดูหน่อยได้หรือไม่ว่าใช้ได้หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้าแล้วเดินตามสองสามีภรรยาไปยังห้องพักแขกที่พวกเขาเตรียมไว้


ห้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีหน้าต่าง ทั้งยังปูพื้นไม้ เครื่องเรือนที่ตกแต่งภายในห้องยังเป็นแบบที่ช่างไม้หลิวไปลอกเลียนมาจากโรงเตี๊ยมในอำเภอ


แต่โดยรวมแล้วฉินเหยาก็ยังรู้สึกว่ามันโล่งเกินไป ไม่มีสิ่งน่าสนใจ


“ถ้าอย่างไรเพิ่มภาพอักษรและภาพวาดเข้าไปดีหรือไม่ ทางโรงน้ำชาก็สามารถเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึกไว้ ให้แขกที่นี่ทิ้งบทกวีหรือความรู้สึกของพวกเขาไว้ เลือกบทที่ดีๆมาทำเป็นแผ่นป้ายไม้แขวนไว้ให้บัณฑิตท่านอื่นชื่นชม น่าจะน่าสนใจมากทีเดียว”


เท่าที่นางรู้ การประชันบทกวีก็เป็นกิจกรรมที่เหล่าบัณฑิตชื่นชอบมากเช่นกัน เช่นนั้นก็ใช้บทกวีเป็นหัวข้อหลักอันเป็นเอกลักษณ์ในการดำเนินกิจการของบ้านช่างไม้หลิวเสียเลยดีกว่า


พอฉินเหยาเสนอความคิดนี้ขึ้น ช่างไม้หลิวก็ตบมือชมว่ายอดเยี่ยมทันที “ดีเลย เช่นนั้นก็ใช้อันนี้แหละ!”


ภรรยาช่างไม้หลิวกล่าวอย่างเขินอายเล็กน้อย “ผู้จัดการใหญ่ฉิน จะขอให้แขกของบ้านท่านแต่งกลอนสักบทให้พวกเรานำไปแขวนไว้นอกโรงน้ำชาได้หรือไม่เจ้าคะ”


เกรงจะรู้สึกว่าเป็นการล่วงเกิน ไม่รอให้ฉินเหยาตอบก็รีบโบกมือกล่าวว่าหากไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร


ฉินเหยายิ้มบางๆ มองไปยังสองสามีภรรยาช่างไม้หลิวอย่างให้กำลังใจ “ข้าแนะนำให้พวกท่านไปหาท่านอาจารย์ด้วยตนเอง ให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจเองเถิด”


“บัณฑิตเหล่านั้นยังไม่ได้เข้าประตูมาเลย พวกเราจะไหวหรือ” ช่างไม้หลิวถามอย่างประหม่า


ฉินเหยาชี้แนะว่า “อย่างแรกคือไปคารวะ อย่างที่สองคือมอบของพื้นบ้านพิเศษให้ท่านอาจารย์เล็กน้อย เมื่อครู่ท่านอาจารย์เพิ่งบอกกับข้าว่าเมล็ดแตงบ้านพวกท่านอร่อยมาก”


พูดถึงขนาดนี้แล้ว หากช่างไม้หลิวยังฟังไม่เข้าใจก็คงจะทำงานในโรงงานเครื่องเขียนเสียเปล่า ในใจตื่นเต้นขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาพยายามสะกดกลั้นไว้แล้วเดินไปส่งฉินเหยาข้ามแม่น้ำ


เพื่อความสะดวก บ้านช่างไม้หลิวจึงเสียเงินสร้างสะพานขึ้นเองบนหาดริมแม่น้ำ ขณะนี้เป็นฤดูแล้ง ตอม่อสะพานซ่อมเสร็จแล้วจึงได้วางแผ่นไม้กว้างๆไว้ชั่วคราวเพื่อให้เดินสะดวก คาดว่าก่อนปีใหม่น่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์


ยังมีโรงโม่ขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมกันลงขันสร้างขึ้น คำสั่งซื้อหีบหนังสือของโรงงานก็ทำเสร็จแล้ว บัดนี้ทุกคนต่างก็กำลังยุ่งอยู่กับโรงโม่แห่งนี้


ที่ตั้งของโรงโม่อยู่ใกล้บ้านช่างไม้หลิวที่สุด นี่ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอิจฉากันยกใหญ่


เนื่องจากการก่อสร้างครั้งใหญ่ทั่วทั้งหมู่บ้าน สองเดือนมานี้ในหมู่บ้านจึงมีผู้อพยพจำนวนมากที่พักอาศัยอยู่ในอำเภอไคหยางเข้ามา บ้านร้างและเรือนเก่าที่ว่างเปล่าในหมู่บ้านกลายเป็นที่พักพิงชั่วคราวของพวกเขา ประกอบกับเหล่าบัณฑิตที่เดินทางมาเพราะชื่อเสียงของมหาบัณฑิต แม้จะเป็นหมู่บ้านตระกูลหลิวในยามค่ำคืนของฤดูหนาวก็ยังคงได้ยินเสียงผู้คนจอแจ


ช่างไม้หลิวส่งฉินเหยาถึงหน้าประตูโรงงานเครื่องเขียนก็ถูกนางเกลี้ยกล่อมให้กลับไป


ฉินเหยาเดินเข้าหมู่บ้านไปเพียงลำพัง บนสะพานทางกลับบ้านนางพบหลิวจี้ที่เพิ่งกลับมาจากเรือนปทุม สองสามีภรรยาสบตากัน ตลอดครึ่งค่อนเดือนที่ผ่านมาล้วนต้องออกงานสังคม ทั้งสองที่เหนื่อยล้าทางจิตใจต่างก็เงียบกันอย่างรู้ใจ เดินทางกลับบ้านพร้อมกัน


เด็กๆเข้านอนในห้องของตนตามการจัดการของอาวั่งแล้ว พรุ่งนี้เช้ายังต้องไปสำนักศึกษาอีก หากไม่นอนแต่หัวค่ำก็ยากที่จะตื่นไหว


การตื่นเช้าไปสำนักศึกษาในฤดูหนาวนั้นช่างทรมานอย่างแท้จริง หากไม่ใช่เพราะกระท่อมหลังเล็กที่ไร่ในเมืองให้เช่าไปแล้ว สี่พี่น้องก็อยากจะไปนอนที่นั่น อย่างนั้นตอนเช้าก็จะได้นอนเพิ่มอีกครึ่งชั่วยาม


แต่เด็กๆก็รู้ความมาก แม้ในฤดูหนาวจะง่วงงุนก็มิได้เอ่ยปากให้ท่านพ่อท่านแม่ช่วยลาหยุดเรียนให้


แน่นอนว่า ความเป็นไปได้เช่นนี้จะมีได้ก็แต่ในบ้านฉินเหยาเท่านั้น หากเป็นจินเป่า เขาไหนเลยจะกล้าให้ท่านพ่อท่านแม่ไปลาป่วยกับท่านอาจารย์ที่สำนักศึกษาให้เพราะตนอยากนอนตื่นสาย


ฉินเหยาล้างหน้าล้างตาอย่างง่ายๆ ก็เตรียมจะกลับห้องไปนอน ไม่คิดว่าหลิวจี้จะเอาอกเอาใจยกอ่างน้ำร้อนเข้ามาในห้องโถง “เมียจ๋า แช่เท้าสักหน่อยเถิด”


ฉินเหยามองเขาอย่างเคลือบแคลง “ขยันเอาใจโดยไม่มีเหตุผล ไม่ประสงค์ร้ายก็คงจะคิดขโมย”


ทว่าร่างกายกลับซื่อตรงยิ่งนัก นางรีบนั่งลงถอดรองเท้าถุงเท้า แช่เท้าที่เย็นเฉียบลงในอ่างล้างเท้าอุ่นๆ แล้วหลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์


หลิวจี้ช่วยนางล้างเท้ามิใช่ครั้งหรือสองครั้งแล้ว เขานวดคลึงอย่างชำนาญ มิได้โต้แย้งคำพูดเมื่อครู่ของฉินเหยา เพียงกล่าวด้วยความกังวลเล็กน้อยว่า


“มีจดหมายมาจากเมืองหลวงของมณฑล ท่านป้าของศิษย์พี่ตัวน้อยส่งคนมาแล้ว เตรียมจะรับเขาไปฉลองปีใหม่ที่เมืองหลวงของมณฑล ดังนั้นอีกสองวันศิษย์พี่ตัวน้อยกับท่านอาจารย์ก็จะต้องกลับไปแล้ว”


เขากลัวว่าหากท่านอาจารย์ไปแล้ว ครั้งหน้าไม่รู้เมื่อใดจึงจะกลับมา หรืออาจจะไม่กลับมาเลยก็เป็นได้


ฉินเหยาช่วงนี้ยุ่งอยู่กับการไปร่วมงานเลี้ยงจนลืมคำนวณวันเวลาไปเสียสนิท


พอคำนวณดู บัดนี้พรุ่งนี้ก็จะเข้าสู่เดือนสิบสองแล้ว ผู้คนก็จะต้องเริ่มตระเตรียมการสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆก่อนปีใหม่ก็จะต้องเริ่มจัดการกันอย่างขะมักเขม้น บัญชีของแต่ละบ้านก็จะต้องรีบสะสางให้เรียบร้อยก่อนปีใหม่จึงจะสามารถฉลองปีใหม่ได้อย่างสบายใจ


“เจ้าได้ถามท่านอาจารย์หรือไม่ว่าท่านวางแผนไว้อย่างไร” ฉินเหยาหรี่ตาถามขณะกำลังเพลิดเพลิน


หลิวจี้พยักหน้ารับ “ถามแล้ว ท่านอาจารย์บอกว่าหลังปีใหม่หากไม่มีธุระอื่นใดก็จะมาพักอยู่ระยะสั้นๆ ทั้งยังมอบหมายบทเรียนให้ข้ามากมาย บอกว่าปีหน้าเขาจะกลับมาตรวจ”


แต่ว่า!


เพราะปีหน้าฉีเซียนกวนจะต้องตั้งใจเตรียมตัวสอบ เกรงว่าท่านป้าฉีจะให้พวกเขาอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลต่อ


ดังนั้นกงเหลียงเหลียวจึงพูดแล้วไม่นับ ตระกูลฉีต่างหากที่พูดแล้วถึงจะนับได้


มีทั้งท่านป้าแท้ๆ และท่านอาเขยแท้ๆของตนอยู่ ทั้งที่บ้านบรรพบุรุษก็ยังมีญาติในตระกูลอีกมากมาย ฉีเซียนกวนย่อมไม่สะดวกที่จะละเลยป้าของตนเองแล้วมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆบนเขานี้ตลอดไป


แม้ว่าตัวเขาเองก็ไม่อยากจากไป แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นเด็กอายุเพียงสิบขวบ ย่อมมีหลายสิ่งที่ตนเองควบคุมไม่ได้


ฉินเหยามิได้ใส่ใจปัญหานี้มากนัก หากภูเขาไม่มาหา พวกเราก็ไปหาภูเขาเสียก็สิ้นเรื่อง


ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “เกี่ยวกับการสอบระดับฝู่ซื่อปีหน้าของเจ้า ท่านอาจารย์ได้พูดอะไรบ้างหรือไม่”


เรื่องนี้หลิวจี้ค่อนข้างมั่นใจอยู่บ้าง “ท่านอาจารย์บอกว่าท่านรู้จักใต้เท้าข้าหลวงกรมศึกษาที่ตรวจข้อสอบการสอบระดับฝู่ซื่อเหล่านั้นดี ทั้งยังบอกข้าว่าผู้คุมสอบจะชื่นชอบบทความลักษณะใด ข้าฝึกฝนตามนั้น การสอบระดับฝู่ซื่อปีหน้าไม่น่าจะมีปัญหา”


อีกทั้งศิษย์พี่ตัวน้อยก็มิได้ตระหนี่ที่จะบอกเคล็ดลับการสอบมากมายแก่เขา ดังนั้นแล้วหลิวจี้เองก็ค่อนข้างมั่นใจ


ตอนที่ 366: เตรียมของขวัญปีใหม่


เขาในปีหน้าย่อมแตกต่างจากปีนี้อย่างแน่นอน หลังจากที่พากเพียรท่องจำมาครึ่งค่อนปี ประกอบกับท่านอาจารย์และศิษย์พี่คอยชี้แนะ บัดนี้ในท้องของเขาก็มีน้ำหมึกอยู่บ้างแล้วจริงๆ


ฉินเหยาเปิดเปลือกตาขึ้นจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าดวงตาคู่นั้นมิได้หลอกลวงจึงพยักหน้าอย่างพอใจแล้วกล่าวว่า


“พอดีเลยข้าก็จะไปสะสางบัญชีที่เมืองหลวงของมณฑลเช่นกัน ช่วงใกล้ปีใหม่การเดินทางไม่ค่อยปลอดภัย ข้าจะคุ้มครองพวกท่านอาจารย์ไปเมืองหลวงของมณฑลด้วยกัน เจ้าก็ไปกับข้าด้วย ถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนท่านป้าตระกูลฉีเสีย ให้ผู้ใหญ่ทางบ้านเขาทราบว่าหลานชายของบ้านไปอยู่ที่ใด จะได้วางใจ”


ฉินเหยาพูดราวกับว่าจะไปพบญาติสนิทของคนรู้จัก หลิวจี้พยักหน้าตามสัญชาตญาณ จากนั้นถึงเพิ่งจะคิดได้ เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ในหัวราวกับมีระเบิดลง


“พะ พบ ฮูหยินผู้ว่าการหรือ” หลิวจี้ถามเสียงแผ่วเบา สงสัยว่าเมื่อครู่ตนเองจะฟังผิดไป


เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้า หลิวจี้ก็ตื่นเต้นจนรีบปาดเหงื่อเม็ดเล็กๆที่ผุดขึ้นบนหน้าผากเพราะไอน้ำร้อน ในชีวิตนี้เขายังไม่เคยเข้าบ้านขุนนางเลย ครั้งนี้ไปถึงก็ไปบ้านของผู้ว่าการ นี่มันน่าตื่นเต้นเกินไปแล้ว!


“เมียจ๋า พวกเขาจะยอมพบพวกเราหรือ” หลิวจี้ถามอย่างประหม่า


ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างสงสัย “แต่ไหนแต่ไรมาเจ้ามิใช่กระตือรือร้นที่จะผูกสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจหรอกหรือ บัดนี้โอกาสอันดีงามอยู่ตรงหน้าแล้ว เหตุใดเจ้ากลับขี้ขลาดเล่า”


หลิวจี้คิดในใจ วันปกติล้วนแต่พูดเล่นๆเท่านั้น เจ้ามาจริงจังเช่นนี้ ข้าจะไม่ลนลานได้อย่างไร!


อีกทั้ง เมื่อก่อนผู้มีอำนาจสูงสุดที่เขาเคยคิดถึงก็เป็นเพียงระดับฝานซิ่วไฉเท่านั้น บ้านผู้ว่าการนั้น เขาไม่เคยกล้าคิดฝันถึงเลย


ยิ่งไปกว่านั้น!


“ผูกสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจอะไรกัน เมียจ๋าเจ้าอย่าพูดให้มันน่าเกลียดนักสิ ข้าเพียงแค่อยากจะหางานการที่มั่นคงทำบ้างเท่านั้น…” หลิวจี้กล่าวเสียงเบา


ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ มองออกแต่ไม่พูดออกมา ยกเท้าขึ้นจากอ่าง หลิวจี้ส่งผ้าเช็ดเท้าให้ตามสัญชาตญาณ ฉินเหยารับมาเช็ดจนแห้ง สวมรองเท้าแล้วลุกขึ้นยืนกำชับว่า


“เรื่องพวกนี้ข้าไม่ถนัด ข้าเพียงรับผิดชอบพาเจ้าเข้าประตูไป ที่เหลือเจ้าจัดการเอง ข้าไม่ขอให้เจ้าสร้างความประทับใจที่ดี ขอเพียงเจ้าอย่าทำเสียเรื่องก็พอ”


พูดจบเห็นหลิวจี้ตื่นเต้นจนหายใจไม่เป็นส่ำ ฉินเหยาก็ถอนหายใจเบาๆดึงเขาให้ลุกขึ้น ตบแขนเขาเบาๆแล้วพูดว่า


“เจ้าอย่ามองว่านางเป็นฮูหยินผู้ว่าการ ให้เจ้ามองว่านางเป็นท่านป้าแท้ๆของศิษย์พี่ตัวน้อยของเจ้า พวกเรามิได้ไปขอร้องให้ใครทำอะไรให้ เพียงแค่ไปเยี่ยมเยียนตามมารยาทก่อนปีใหม่ มอบของขวัญปีใหม่ให้แล้วก็ถือโอกาสอธิบายว่าพาหลานชายของท่านไปอยู่ที่ใดเท่านั้น”


ในโลกนี้ คนที่จะช่วยเหลือตนเองโดยไม่มีเงื่อนไข มีเพียงบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเท่านั้น


หากคนอื่นกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ แน่นอนว่าย่อมมีกับดักที่ใหญ่กว่ารอให้เจ้ากระโดดลงไปอยู่


ดังนั้นก่อนที่จะขอให้ผู้อื่นทำธุระให้ จงพิจารณาให้ดีเสียก่อนว่าตนเองสามารถนำสิ่งใดไปแลกเปลี่ยนกับอีกฝ่ายได้บ้าง


แต่หากเจ้ามิได้มีจุดประสงค์ใดๆ ไม่ได้คิดจะเดินทางลัด จิตใจมั่นคง ย่อมไม่ตื่นตระหนก


หลิวจี้มองตามฉินเหยาเข้าไปในห้องนอน สูดหายใจเข้าลึกๆ จริงดังว่า พอคิดน้อยลงก็ไม่ตื่นตระหนกแล้ว


วันรุ่งขึ้น ฉินเหยาไปที่เรือนปทุมพร้อมกับหลิวจี้ด้วยตนเอง เพื่อยืนยันวันกลับของฉีเซียนกวน


เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ลำบากหากหิมะตกหนักในภายหลังจึงตั้งใจจะออกเดินทางในวันที่สามเดือนสิบสอง


เวลาที่เหลือให้ฉินเหยาเตรียมตัวมีเพียงสองวันเท่านั้น ควรจะเตรียมของขวัญปีใหม่อะไรดี เรื่องนี้ทำให้นางคิดจนปวดหัว


เวลาไปเยี่ยมเยียนตามบ้านต่างๆในหมู่บ้าน เพียงนำลูกกวาดและเนื้อแดดเดียวไปบ้างก็พอ ส่วนของที่ส่งไปให้คหบดีติงก็เป็นเพียงผลผลิตพิเศษจากบ้านไร่จำพวกผลไม้สดใหม่ หรือขนมของว่าง เป็ดไก่เหล่านี้เท่านั้น


รายละเอียดการมอบของขวัญตามธรรมเนียมสังคมของแคว้นเซิ่ง ในสมองของฉินเหยามีความทรงจำอยู่ไม่มากนัก ช่วยไม่ได้ จึงได้แต่ให้หลิวจี้ไปสอบถามจากศิษย์พี่และท่านอาจารย์ของเขา


เมื่อรู้ว่าฉินเหยาจะเตรียมของขวัญปีใหม่ให้กับท่านป้าของตน ฉีเซียนกวนก็มิได้กล่าวคำเกรงใจว่าไม่จำเป็นแต่อย่างใดกลับเขียนรายละเอียดให้หลิวจี้โดยตรง


จากนั้นกงเหลียงเหลียวก็ช่วยเสริมต่อ เพราะงานเช่นนี้ ฉีเซียนกวนเองก็ประสบพบเจอน้อยครั้ง แม้บัดนี้เขาจะอยู่ที่ถิ่นบรรพชน แต่บิดามารดาที่เมืองหลวงก็จะช่วยเตรียมของขวัญปีใหม่ที่ต้องมอบให้แต่ละบ้านให้เขาแล้วส่งมาจากเมืองหลวง


เพื่อไม่ให้ล่าช้า พ่อบ้านที่รับผิดชอบเรื่องของขวัญปีใหม่โดยทั่วไปจะต้องออกเดินทางตั้งแต่กลางเดือนสิบเอ็ดจึงจะสามารถกลับถึงเมืองหลวงได้ทันก่อนปีใหม่


รายละเอียดเกี่ยวกับรายการของขวัญที่ส่งมาถึงมือฉินเหยาในท้ายที่สุดนั้น เรียกได้ว่าครบถ้วนตั้งแต่ต้นจนจบ สามารถนำไปเย็บเล่มเป็นตำราอ้างอิงการมอบของขวัญได้เลยทีเดียว


“ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ของเจ้านี่ไม่เลวเลย” ฉินเหยาเก็บรายละเอียดนั้นอย่างพอใจ สั่งกำชับหลิวจี้ให้จัดการเรื่องการสอนแทนของชั้นเรียนสอนหนังสือให้เรียบร้อย อย่าให้ ชั้นเรียนสอนหนังสือต้องหยุดไปหลายวันเพียงเพราะพวกเขาไม่อยู่


หลิวจี้ย่อมทราบดี ส่งสัญญาณให้ฉินเหยาวางใจ เรื่องของตนเองเขาจะจัดการให้เรียบร้อยเอง


แต่พอจะจัดการจริงๆก็มิใช่เรื่องง่าย ไม่มีเหตุผลอื่นใด นอกจากเพราะเขารับนักเรียนไว้มากเกินไป!


ฉินเหยาหาได้สนใจไม่ว่าเขาจะจัดการอย่างไร แม้ทราบรายการของขวัญแล้ว แต่การเตรียมการจริงก็ยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณาอีกมาก


การมอบของขวัญระหว่างตระกูลขุนนางด้วยกันมักจะเลือกใบชา หนังสัตว์ ผ้าแพรพรรณ ของป่าหายาก สมุนไพรล้ำค่าและสิ่งของอื่นๆ หากมีไร่ก็จะเตรียมผลไม้สดตามฤดูกาลไว้บ้าง แต่นั่นเป็นเพียงส่วนประกอบ สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นต่างหากคือส่วนสำคัญ


ทว่า ส่วนสำคัญเหล่านี้ ฉินเหยามองดูเงินเก็บสองร้อยแปดสิบตำลึงของตนเอง…อย่าทำเป็นอวดร่ำอวดรวยทั้งที่ไม่พร้อมเลยจะดีกว่า


ไข่ไก่บ้าน ไก่บ้าน เป็ดบ้านของชนบท ยังนับว่าเป็นของแปลกใหม่ ฉินเหยาไปซื้อไข่ไก่สองตะกร้ากับไก่สี่ตัวจากยายหวัง


การขนส่งสิ่งมีชีวิตนั้นลำบาก ไก่สี่ตัวก็นับเป็นขีดจำกัดความอดทนของฉินเหยาแล้ว


ผ้าแพรพรรณหนังสัตว์เหล่านี้ ของที่พวกเขามีอยู่ย่อมดีกว่าที่นางซื้อเสียอีก ฉินเหยามิได้ตั้งใจจะเพิ่มของไร้ค่าให้พวกเขา


นางกำลังคิดอยู่ว่าจะไปซื้อใบชาอย่างดีสองกระปุกที่อำเภอมาเป็นของหลักดีหรือไม่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเหล่าคนงานจากหมู่บ้านเซี่ยเหอที่กำลังนั่งคุยกันอย่างออกรสในโรงอาหาร ซุบซิบกันถึงเรื่องที่พี่น้องตระกูลหยางล่าของดีมาได้


ฉินเหยาใจเต้น รีบเข้าไปถามทันที “ปีนี้พี่น้องตระกูลหยางเข้าป่าแล้วหรือ”


เหล่าคนงานเมื่อเห็นว่าเป็นนางต่างก็เรียกผู้จัดการใหญ่ฉินแล้วขยับที่นั่งให้นาง


คนงานจากหมู่บ้านเซี่ยเหอกล่าวตอบ “ใช่ขอรับ ปีนี้พวกเขาเข้าป่าสองเที่ยว เที่ยวแรกไม่ได้ของดีอะไรนัก แต่เมื่อวานที่กลับมา ได้ยินว่าล่ากวางมาได้สองตัว ทั้งยังเก็บเห็ดหลินจือที่ค่อนข้างใหญ่มาได้กอหนึ่งด้วย”


กวางนั้นมีค่ามาก หนังใช้ประโยชน์ได้ดี เขาใช้ทำยา เนื้อก็นับว่าเป็นของโอชะในบรรดาสัตว์ป่าทั้งหลาย ยังมีเห็ดหลินจือป่าอีก หากเป็นดอกขนาดใหญ่เท่าจานราคาก็มิได้นับว่าสูงเกินไปนัก ทว่ากลับหายากยิ่งนัก แม้มีทรัพย์ก็มิอาจหาซื้อได้โดยง่าย


ฉินเหยารีบลุกขึ้นทันที “เช่นนั้นข้าคงต้องไปดูเสียหน่อย!”


กำลังกลุ้มใจเรื่องของขวัญปีใหม่อยู่พอดี นี่ประหนึ่งว่าพอง่วงก็ได้หมอนมานอนหนุน ฉินเหยากลัวว่าจะพลาดโอกาสจึงรีบขี่ม้าไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอทันที


เมื่อถึงบ้านหยางต้า คนก็แบกกวางเข้าเมืองไปแล้ว ฉินเหยารีบขี่ม้าไล่ตามไป สกัดสองพี่น้องไว้ได้กลางทาง


“ฉินเหนียงจื่อ เจ้าจะทำอะไรรึ” พี่น้องตระกูลหยางที่ถูกสกัดไว้เอ่ยถามอย่างสงสัย


พวกเขามิได้คิดว่าฉินเหยาผู้สามารถล้มเสือได้จะสนใจกวางสองตัวของตนเอง


อากาศหนาว กวางตายแล้วก็ไม่กลัวจะเน่าเสีย แต่หากจะลากไปถึงเมืองหลวงของมณฑล รสชาติย่อมไม่ดีแน่ ฉินเหยากล่าวว่า “ข้าต้องการซื้อเขากวางสองคู่นี้กับเห็ดหลินจือที่พวกเจ้าเก็บมา”


สองพี่น้องตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะออกมา หยางต้ากล่าวหยอกล้อ “ข่าวของเจ้านี่ช่างรวดเสียจริง”


ฉินเหยาเองก็ยิ้ม “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ดูเสียก่อนว่าในโรงงานของข้ามีคนงานจากหมู่บ้านเซี่ยเหอของพวกเจ้ากี่คน”


“เอาล่ะ อย่ามัวพูดไร้สาระเลย รีบตัดให้ข้าเถิด จะได้ไม่เสียเวลาพวกเจ้าเข้าเมือง” ฉินเหยากล่าวเร่งเร้า


หากเป็นคนอื่นมา สองพี่น้องอาจจะรังเกียจว่ายุ่งยากแล้วไม่ยอมขาย แต่ในเมื่อเป็นฉินเหยา เสียเวลาสักครู่ก็ไม่เป็นไร


ตอนที่ 367: ไม่อยากทำแล้ว


สองพี่น้องขับเกวียนวัวของตนเองจึงไม่ต้องกังวลว่าสารถีจะเร่งรัด การเคลื่อนไหวจึงไม่รีบร้อน ค่อยๆหยิบเห็ดหลินจือและกวางที่อยู่ใต้ผ้ากันน้ำออกมาอย่างคล่องแคล่ว


เห็ดหลินจือกอนั้นมีขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่สองข้างกางออก ดอกที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งฉื่อ (33เซนติเมตร) แม้มิได้ล้ำค่ามากนัก แต่ก็โดดเด่นที่ความหายาก


หยางเอ้อร์กล่าวว่า “ปีหน้าหากโรงงานยังรับคนเพิ่ม ช่วยรับฟางเอ๋อร์ของบ้านพวกเราเข้าไปด้วยเถอะ เห็ดหลินจือกอนี้ข้ามอบให้เจ้า”


ฉินเหยายิ้ม “เจ้าบอกข้ามาก่อนว่าพวกเจ้าคิดจะขายให้ข้าเท่าใด”


หยางเอ้อร์คิดว่านางปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ในใจก็รู้สึกเสียดายแทนหลานสาว


เด็กสาวผู้นั้นบัดนี้หนึ่งไม่ยอมแต่งงาน สองไม่ยอมเรียนงานฝีมือของสตรี เอาแต่จะร้องตามพวกเขาเข้าป่าไปเรียนวิชาล่าสัตว์ หาเงินด้วยตนเองไม่ต้องให้พวกเขาเลี้ยงดู ให้พวกเขาไม่ต้องรีบขับไล่นางออกจากบ้าน ทั้งยังบอกว่านางอาจจะไม่ด้อยไปกว่าฉินเหนียงจื่อก็เป็นได้


แต่ก็ไม่ได้ดูสมรรถภาพร่างกายของตนเลยว่ามิใช่คนที่จะฝึกวรยุทธ์ได้มาแต่กำเนิด เข้าป่าไปเป็นอาหารหมาป่ายังจะเข้าเค้าเสียกว่า


ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้นางกล้าล่าสัตว์จริงๆ พวกเขาก็ไม่กล้าปล่อยให้เด็กผู้หญิงตัวคนเดียวเข้าป่าหรอก!


สุดท้ายเมื่อทะเลาะกันไปมาใน พี่ชายของเขาก็กล่าวว่าหากสามารถไปทำงานที่โรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวได้ก็จะปล่อยให้นางเลือกคู่ครองเอง ไม่บังคับให้นางรีบแต่งงาน เด็กสาวหัวรั้นจึงสงบลงได้ครู่หนึ่ง


น่าเสียดาย โรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวรับสมัครคนงานเพียงสองครั้ง นางไม่สามารถเข้าไปได้เลยสักครั้ง ครั้งแรกเป็นเพราะบ้านไกลและอายุยังน้อย ผู้จัดการอวิ๋นจึงส่งตัวนางกลับมาทั้งอย่างนั้น


ครั้งที่สองค่อนข้างจะอนาถอยู่บ้าง พวกเขารับคนที่รู้ศาสตร์งานเย็บปักถักร้อยของสตรีหรือคนที่ทำงานไม้เป็น นางไม่มีคุณสมบัติตรงเลยสักอย่าง


ส่วนตอนนี้หรือ ตนเองพอจะเรียนงานปักผ้าได้บ้างเล็กน้อย คิดว่าหากมีโอกาสจะไปรับงานทำสายสะพายที่โรงงานอีกครั้ง


หากมิใช่เพราะสงสารหลานสาว หยางเอ้อร์ก็คงไม่บุ่มบ่ามเอ่ยเรื่องนี้กับฉินเหยาในตอนนี้หรอก


แต่เมื่อเห็นฉินเหยาไม่มีทีท่าว่าจะตอบตกลงก็จำต้องอุ้มเห็ดหลินจือป่าขึ้นมายื่นให้ฉินเหยา “พวกเราก็รู้จักกันดี หากเจ้าจะไปเก็บเองเกรงว่าจะง่ายกว่าพวกเราเสียอีก นี่ก็เป็นโชคดีที่บังเอิญเก็บมาได้ หากเจ้าพอใจ สี่ตำลึง ก็รับไปในราคานี้เถิด”


สี่ตำลึงสามารถซื้อนาข้าวชั้นกลางได้หนึ่งหมู่ เพื่อหลานสาว ถึงกับคิดจะใช้เงินมากมายถึงเพียงนี้ติดสินบนให้นางช่วยเปิดประตูหลังให้ ฉินเหยาค่อนข้างประหลาดใจ อดที่จะพิจารณาหยางเอ้อร์ใหม่อีกครั้งไม่ได้


เมื่อเทียบกับรูปร่างสูงใหญ่กำยำของหยางต้าแล้ว หยางเอ้อร์ผอมกว่าเล็กน้อย ส่วนสูงก็ปานกลาง แต่เขามีสายตาและหูที่เฉียบแหลม เป็นยอดฝีมือในการวางกับดัก


หน้าตาดูค่อนข้างดุ ไม่เหมือนกับหยางต้าที่ดูเป็นมิตร แต่ไม่คาดคิดว่าบุรุษหน้าดุผู้นี้ลับหลังกลับเป็นคนที่รักหลานสาวถึงเพียงนี้


หยางเอ้อร์ถูกฉินเหยามองจนรู้สึกอึดอัด เขาลูบปลายจมูก ก้มหน้าลงช่วยพี่ชายเลื่อยเขากวางทั้งสองคู่ออกมา


ไม่นาน เขากวางยาวสองคู่ก็ถูกมัดด้วยเชือกป่านอย่างดีแล้วยื่นให้ฉินเหยา หยางต้ากล่าวว่า “คู่หนึ่งใหญ่หน่อย อีกคู่เล็กหน่อย รวมกันแล้วคิดเจ้าแค่ห้าตำลึงก็พอ”


เดิมทีพวกเขาจะขายทั้งตัว หากแยกส่วนออกมา เนื้อก็จะขายได้ราคาไม่ดีเท่าใดนัก ดังนั้นหากจะเอาเฉพาะเขากวาง อย่างน้อยก็ต้องคู่ละสามตำลึง


ราคานับว่าคุ้มค่ามาก ฉินเหยาหยิบเงินสิบตำลึงก้อนหนึ่งออกมาส่งให้สองพี่น้องอย่างรวดเร็ว นำเขากวางและเห็ดหลินจือใส่ลงในถุงตาข่ายที่ผูกไว้กับอานม้าอย่างดี


พอเงยหน้าขึ้น สองพี่น้องก็ขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัว เตรียมจะจากไปแล้ว


ฉินเหยากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าก็ไม่เอาเปรียบพวกเจ้า กลับไปข้าจะบอกผู้จัดการอวิ๋นเหนียงสักคำ หลังปีใหม่พวกเจ้าก็ให้หยางฟางไปหานางก่อน ไปเป็นเด็กฝึกงานกับนาง เรียนวิชาให้เก่งแล้วค่อยเข้าโรงงาน”


เกรงว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจจึงเสริมอีกประโยคหนึ่งว่า “เป็นช่างลงสีค่อนข้างจะมั่นคง ค่าจ้างก็สูงด้วย”


สองพี่น้องรีบหันกลับมามองทันที ดวงตาเป็นประกายสว่างวาบ หยางต้ารีบพยักหน้าไม่หยุด “ได้ๆๆ บัดนี้ที่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ หรือจะให้นางไปพรุ่งนี้เลยดีหรือไม่”


ฉินเหยามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มก่อนถอนหายใจอย่างจนใจ “หลังปีใหม่เถิด อากาศเช่นนี้ถึงเจ้าเต็มใจ ข้าก็ไม่กล้ารับผิดชอบหรอก”


หยางต้าคิดดูก็เห็นด้วย อากาศไม่ดี บุตรีเดินทางค่ำๆมืดๆ เขาเองก็กังวล


หยางเอ้อร์กลับคิดเยอะกว่าพี่ชาย ในสมองครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รีบกล่าวว่า “ฉินเหนียงจื่อ ข้าขับรถไปส่งฟางเอ๋อร์ได้ พอเลิกงานตอนบ่ายข้าก็ไปรับนาง อย่างนี้ได้หรือไม่”


บางที อาจจะยังสามารถเป็นสารถีรับส่งคนงานจากหมู่บ้านเซี่ยเหอเหล่านี้ ได้ค่ารถเล็กๆน้อยๆอีกด้วย


ฉินเหยาไหวไหล่ “ตามใจพวกเจ้าเถิด อย่างไรเสียข้าก็ขอพูดไม่น่าฟังไว้ก่อน หากเกิดเรื่องระหว่างทาง ข้ากับโรงงานไม่รับผิดชอบนะ”


สองพี่น้องยิ้มกว้างให้นางทันที ยืนมองนางขี่ม้าจากไปไกลลิบแล้วจึงค่อยพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นพลางมุ่งหน้าเข้าเมืองไป


ฉินเหยานำของดีที่ซื้อกลับมาถึงหมู่บ้าน ไปที่โรงงานแจ้งเรื่องหยางฟางกับอวิ๋นเหนียงก่อน อวิ๋นเหนียงรับปากอย่างรวดเร็ว “ได้เลย มอบให้ข้าจัดการได้เลย”


ฉินเหยาเองก็มิใช่ว่าจะยัดคนเข้ามาส่งเดช แต่เป็นเพราะหน่วยลงสีของพวกนางเพิ่งจะไล่คนงานที่อู้งานออกไปสองคน พอดีมีตำแหน่งว่าง


เรื่องการเสริมสร้างการจัดการคุณภาพพนักงาน ฉินเหยาได้บรรจุเข้าในแผนงานแล้ว ก่อนวันสิ้นปีที่จะหยุดงาน นางจะเปิดการประชุมใหญ่ทั้งหมด ที่ควรตักเตือนก็ตักเตือน ที่ควรให้กำลังใจก็ให้กำลังใจ จากนั้นจึงจะกำหนดกฎระเบียบใหม่ลงไป


บัดนี้ในโรงงานมีคนงานราวร้อยกว่าคน เมื่อฉินเหยาไม่อยู่ ช่างไม้หลิวจึงต้องจัดการโรงงานทั้งหมดเพียงลำพัง รู้สึกหนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง


แม้ว่าฉินเหยาจะรับผิดชอบเรื่องติดต่อประสานงานกับภายนอกและการขายที่ซับซ้อนทั้งหมด เขาเพียงแค่ดูแลประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตหีบหนังสือและกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนให้ดีก็พอ แต่เมื่อคนมากขึ้น ปัญหาเล็กๆน้อยๆก็เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน เพียงแค่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาตัดสินเรื่องทะเลาะวิวาทหยุมหยิมไร้สาระเหล่านั้นก็กินแรงของเขาไปกว่าครึ่งแล้ว


ความคิดแรกเริ่มของช่างไม้หลิวนั้นเรียบง่ายมาก เขาเพียงแค่ต้องการเป็นช่างไม้ที่ดี ทำหีบหนังสือให้ดีก็พอ


ตอนที่โรงงานเพิ่งก่อตั้ง อาศัยเพียงใจสู้ล้วนๆ จึงประคับประคองมาได้ คิดว่าเมื่อโรงงานสร้างเสร็จ ทุกอย่างก็จะดีขึ้น


ไม่คาดคิดว่า เงินทองหามาได้มากขึ้น แต่เรื่องจุกจิกหยุมหยิมก็มากขึ้นตามไปด้วย


จุดที่ร้ายแรงที่สุดคือเขาไม่รู้หนังสือ ต่อให้บัดนี้ในโรงงานเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือแล้ว แต่อายุอานามก็ปูนนี้แล้ว ยากที่จะเรียนรู้เข้าหัวได้ ยิ่งรู้สึกว่ามันหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ


โดยเฉพาะสองเดือนมานี้ ที่บ้านเขากำลังสร้างเรือนใหม่ ธุระต่างๆประดังเข้ามาพร้อมกัน ทำให้ช่างไม้หลิวตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่า บัดนี้ความสามารถของตนเองมีจำกัด ไม่สามารถทำงานที่ฉินเหยามอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปได้เลย


ก่อนวันที่ฉินเหยาจะเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพียงวันเดียว จู่ๆช่างไม้หลิวก็มาหานางถึงบ้าน บอกว่าเขาไม่อยากทำแล้ว


“หมายความว่าอย่างไร”


ฉินเหยากำลังตรวจนับสัมภาระที่จะนำไปด้วย หลิวจี้อยู่ที่เรือนปทุม เด็กๆอยู่ที่สำนักศึกษา อาวั่งอยู่ที่หลังเขาให้อาหารสัตว์เลี้ยง ในลานบ้านจึงมีเพียงนางกับช่างไม้หลิวสองคน ในลานบ้านที่กว้างขวาง มีเพียงเสียงคำถามของฉินเหยาดังสะท้อน


ช่างไม้หลิวแอบกลืนน้ำลาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า เขารู้สึกว่าอากาศในลานบ้านนี้เบาบางจนทำให้หายใจลำบาก


สูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองไปยังฉินเหยาที่เดินออกมาจากห้องโถงแล้วพูดอีกครั้ง “ข้าอยากจะถอนตัวออกจากโรงงาน ข้าเป็นเพียงช่างไม้ งานของเถ้าแก่ข้าทำไม่ไหวจริงๆ”


ช่างไม้หลิวมีสีหน้าลุแก่โทษ แต่ท่าทีกลับแน่วแน่ เขารู้สึกเหนื่อยแล้ว เพียงแค่อยากจะเก็บเงินที่มีอยู่มากมายในตอนนี้แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ


หัวใจของฉินเหยาเต้นแรงสองสามครั้ง ข่าวนี้มาอย่างกะทันหัน ทำให้นางตกใจมาก แต่ด้วยความเคยชินจึงรีบตั้งสติในทันทีแล้วเชิญช่างไม้หลิวเข้ามานั่งคุยในบ้าน


ในห้องโถงอ่างไฟลุกโชนอย่างแรง พอปิดประตู ลมหนาวภายนอกก็ถูกกั้นเอาไว้ทั้งหมด


ช่างไม้หลิวเพิ่งจะนั่งลง เหงื่อเม็ดเล็กๆก็ผุดขึ้นบนหน้าผากด้วยความร้อน ในพื้นที่ที่ปิดทึบนี้ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงแรงกดดันอันทรงพลังจากตัวฉินเหยาได้อย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ ในใจจึงรู้สึกประหม่ายิ่งนัก


ตอนที่ 368: พอใจในสิ่งที่มีก็เป็นสุข


ฉินเหยารินชาร้อนให้เขาถ้วยหนึ่งแล้วนั่งลงตรงข้ามเขา พลางยื่นมือออกไปอังไฟพลางถามความคิดของเขา


คือจะไม่ร่วมมือกันอีกต่อไป ถอนหุ้นเอาเงินแล้วจากไปเลย


หรือว่าอยากจะลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ เพียงรับผิดชอบด้านเทคนิคเท่านั้น ส่วนหุ้นยังคงไว้ รับเงินปันผลตามปกติ


ในใจฉินเหยาภาวนา ขออย่าให้เป็นอย่างแรกเลย


แต่บ่อยครั้งที่คนเรายิ่งไม่ต้องการสิ่งใด สิ่งนั้นก็ยิ่งจะมาถึง


ช่างไม้หลิวกล่าวว่า “โรงงานปล่อยให้คนหนุ่มสาวทำเถิด ข้าก็มิได้มีความทะเยอทะยานอะไรมากมาย บัดนี้หาเงินมาได้มากขนาดนี้ สร้างบ้านเรือนแล้ว ทั้งยังซื้อที่ดินดีๆไว้หลายสิบหมู่ ในมือยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ข้าไม่มีอะไรที่ต้องการอีกแล้ว”


“เงินสองร้อยห้าสิบตำลึงที่ค้างอยู่ในบัญชีก่อนหน้านี้ เจ้าจะรอให้โรงงานมีสภาพคล่องแล้วค่อยให้ข้าก็ได้ ส่วนคำสั่งซื้อกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียน ข้าขอรับแค่เงินปันผลของเดือนที่แล้ว ที่เหลือให้เป็นของเจ้าทั้งหมด วันหน้าหากเจ้ายังมีของใหม่ๆ อยากจะทำก็ยังคงมาหาข้าได้ ข้ารับรองว่าจะทำให้เจ้าพอใจอย่างแน่นอน”


นั่นเป็นสิ่งที่เขารักอยู่แล้ว ดังนั้นต่อให้ข้อเรียกร้องจะเข้มงวดเพียงใด เขาก็ยังคงมีความสุขที่ได้ทำ


ช่างไม้หลิวกล่าวอย่างจริงใจ “ข้ารู้ว่าข้าจากไปเช่นนี้มันไม่ถูกต้องนัก แต่ข้าทนไม่ไหวจริงๆ เจ้ามีความสามารถ ทั้งยังอายุน้อย เจ้าทำต่อไปให้ดีเถิด”


ฉินเหยาเอ่ย “ตกลง”


ช่างไม้หลิวอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด เขายังเตรียมคำขอโทษไว้อีกมากมายที่ยังไม่ได้พูดออกมา นางก็ตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ


ฉินเหยากล่าวว่า “สองสามวันนี้ข้าจะไปเมืองหลวงของมณฑล กลางเดือนจึงจะกลับมาได้ รอข้ากลับมาแล้วพวกเราค่อยสะสางบัญชีของโรงงานกัน ก็เอาตามที่ท่านพูดเมื่อครู่นี้แหละ”


“ถ้าเช่นนั้น ช่วงเวลานี้ข้าจะทนต่อไปอีกสักหน่อย รอเจ้ากลับมาค่อยว่ากัน” ช่างไม้หลิวเองก็ตอบสนองเร็ว รีบรับปากทันที


พอคิดว่าก่อนปีใหม่จะสามารถกลับไปมีอิสระเสรีเหมือนเมื่อก่อนได้อีกครั้ง ต่อให้ต้องทำงานเพิ่มอีกสิบวันก็ยังทนได้!


ฉินเหยาทำท่าส่งแขก ช่างไม้หลิวเองก็รู้กาลเทศะ ลุกขึ้นกล่าวลา


ฉินเหยาส่งเขาถึงหน้าประตู ช่างไม้หลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วอดที่จะถามเพิ่มอีกประโยคไม่ได้ “ถ้าเช่นนั้นหากข้าถอนตัวออกไป เจ้าคนเดียวจะดูแลโรงงานใหญ่ขนาดนี้ไหวหรือ”


ฉินเหยามิได้ตอบตรงๆ เพียงยิ้มบางๆ “นั่นมิใช่เรื่องที่ท่านต้องกังวลแล้ว ท่านทำหน้าที่ช่างไม้ของท่านต่อไปก็พอ”


พอช่างไม้หลิวได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีกจึงเสนอตัวขึ้นว่า ขบวนรถม้าที่โรงงานซื้อมาเหล่านั้นไม่ต้องนับรวมส่วนของเขาเข้าไปด้วย


ฉินเหยาพยักหน้า “ได้เลย”


ช่างไม้หลิวขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอบตกลงเร็วถึงเพียงนี้ เขายากที่จะไม่สงสัยว่านางจงใจใช้ไม้นี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง!


แต่คำพูดที่หลุดปากไปแล้วก็ไม่อาจเรียกคืนได้ คิดในแง่ดีเข้าไว้ บัดนี้เขามีทั้งบ้านทั้งที่ดิน ทั้งยังสามารถทำในสิ่งที่ตนเองชอบได้ ไม่รู้ว่าทำให้คนอีกมากน้อยเท่าไหร่รู้สึกอิจฉา


รอจนหลานชายสามารถเข้าสำนักศึกษาได้ อาศัยที่ดินที่เพิ่งซื้อมาใหม่ก็สามารถส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือได้ ส่วนที่เหลือ มรดกเขาก็หามาได้แล้ว บุตรหลานย่อมมีวาสนาของตนเอง จะก้าวหน้าต่อไปได้อีกหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคนรุ่นหลังจะมีความสามารถหรือไม่แล้ว


ฉินเหยามองตามหลังช่างไม้หลิวที่จากไปอย่างสบายใจ ความตกใจในใจได้ถูกย่อยสลายไปหมดสิ้นแล้ว


การจากไปของช่างไม้หลิวคนหนึ่งย่อมสร้างปัญหาให้นางมากมายก็จริง แต่อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้


กำลังคนรุ่นใหม่ในโรงงานได้รับการบ่มเพาะขึ้นมาแล้ว เช่น อวิ๋นเหนียง หลิวฉี ยังมีสามพี่น้องหลิวไป่ ซุ่นจื่อและคนอื่นๆ เพียงพอที่จะรักษากลไกการทำงานของโรงงานเล็กๆ ที่มีคนงานร้อยกว่าคนให้ดำเนินต่อไปได้


และการเลือกเช่นนี้ของช่างไม้หลิว หรือมิใช่ความสุขอีกรูปแบบหนึ่งเล่า


พอใจในสิ่งที่มีก็เป็นสุข นับเป็นสิ่งที่ดีมาก


เพียงแต่ไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของเขา คนในครอบครัวรู้หรือไม่ เห็นด้วยหรือไม่


ฉินเหยายักไหล่ นี่มิใช่เรื่องที่นางต้องกังวล ในเมื่อตกลงกันแล้วก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอีก เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความขุ่นข้องหมองใจ


หลิวจี้กลับมาจากเรือนปทุม พอดีเห็นช่างไม้หลิวเดินออกมาจากบ้านตนเองจึงรีบเดินเร็วๆไปถึงหน้าประตูบ้าน เห็นฉินเหยายืนอยู่ที่ประตูท่าทางเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างก็ยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้านาง


“เพียะ!” เสียงดังชัดเจน ไม่ผิดคาด มือของหลิวจี้ถูกตบออกอย่างแรง เจ็บจนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ


“เหตุใดเจ้าจึงกลับมาเร็วเช่นนี้” ฉินเหยาจ้องมองคนตรงหน้าอย่างสงสัย


หลิวจี้สะบัดมือสองสามครั้ง มองนางอย่างตัดพ้อ “เมียจ๋าเจ้าลงมือก็ไม่รู้จักเบาหน่อย วันนี้อากาศก็หนาวอยู่แล้ว โดนเจ้าตบอีกที หากเป็นแผลน้ำแข็งกัดข้าคงจะจับพู่กันเขียนหนังสือไม่ได้แล้ว หากทำให้เสียการเรียนขึ้นมาจะทำอย่างไร…”


สายตาของฉินเหยาเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ เสียงของหลิวจี้เองก็ค่อยๆแผ่วลง รีบเปลี่ยนเรื่องทันที เขาชูตำรา ‘ซู่ซู’ ที่ยืมมาจากกงเหลียงเหลียวขึ้นแล้วพูดว่า


“พรุ่งนี้ก็จะต้องออกเดินทางแล้ว ที่เรือนปทุมวุ่นวายมาก ข้าจึงกลับมาก่อน เมียจ๋าเจ้าดูสิ! ท่านอาจารย์หาตำรามาให้ข้าหลายเล่ม เพื่อให้ข้าศึกษาด้วยตนเองที่บ้าน”


พูดจบก็แกว่งปกตำราอย่างได้ใจ “นี่เป็นตำราที่สืบทอดมาจากมหาปรมาจารย์แต่ครั้งราชวงศ์ก่อนเชียวนะ เป็นฉบับเดียวที่ตกทอดมาด้วย!”


ตามปฏิกิริยาปกติของนาง อย่างไรเสียก็ต้องขอดูสักหน่อยว่าในตำราเขียนเนื้อหาอะไรไว้บ้าง แต่วันนี้นางกลับไม่มีท่าทีสนใจเลยแม้แต่น้อย เพียงเหลือบมองปกตำราแล้วก็หันหลังเดินเข้าบ้านไป


หลิวจี้นึกถึงช่างไม้หลิวที่เห็นเมื่อครู่จึงเดินตามเข้ามาอย่างสงสัย “เมียจ๋า ช่างไม้หลิวมาหาเจ้าทำไม ที่โรงงานมีปัญหาหรือ”


มิฉะนั้นเหตุใดจึงทำหน้าเหมือนคนตายเช่นนี้


ฉินเหยายังคงจัดเก็บสัมภาระที่ยังเก็บไม่เสร็จเมื่อครู่ต่อไป พูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “ช่างไม้หลิวจะถอนตัว ข้าตกลงแล้ว”


หลิวจี้เลิกคิ้วด้วยความตกใจมาก เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอย่างยิ่ง!


“สมองเขาเพี้ยนไปแล้วหรือไร การค้าที่ทำเงินได้มากขนาดนี้บอกไม่ทำก็ไม่ทำ บ้าไปแล้วหรือ”


ฉินเหยาถูกน้ำเสียงที่แสดงความเสียดายอย่างเกินจริงของเขาทำให้หัวเราะออกมา นางไหวไหล่ “ใครจะไปรู้เล่า”


หลิวจี้กลอกตาไปมา ขยับเข้าไปใกล้นางอย่างตื่นเต้น ดวงตาดอกท้อกะพริบปริบๆ “เมียจ๋า เจ้าดูข้าเป็นอย่างไร ข้าเป็นผู้จัดการก็น่าจะพอไหวนะ ผลประโยชน์ไม่รั่วไหลไปไหนไกล เจ้าเลือกข้าสิ”


ฉินเหยามัดห่อผ้าเรียบร้อยแล้วหันกลับมาเตือนเขาอย่างจริงจังอีกครั้ง “หน้าที่ของเจ้าคือสอบเพื่อเข้ารับราชการ เข้าใจหรือไม่”


มีเงินย่อมใช้ผีโม่แป้งได้ เพียงแค่มีเงินพอ ผู้จัดการนั้นนางอยากจะได้กี่คนก็ย่อมได้ เลือกมาสักคนก็ยังมีความเป็นมืออาชีพมากกว่าหลิวจี้เสียอีก


เมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายที่แฝงอยู่ในคำเตือนของนาง หลิวจี้ก็รีบตั้งสติกลับมา “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว ข้าจะไปทบทวนตำราที่ห้องหนังสือเดี๋ยวนี้แหละ”


ยิ้มให้นางอย่างสดใสราวกับดวงตะวันแล้วอุ้มตำราเดินไปยังห้องหนังสือใหม่ของตนเอง พลางคิดถึงเรื่องที่จะได้ไปเมืองหลวงของมณฑลในวันพรุ่งนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย มีเพียงแค่เขากับสตรีใจร้ายสองคนเท่านั้น~


ครั้งนี้ฉินเหยามิได้พาพวกต้าหลางสี่พี่น้องไปด้วย เมื่อสี่พี่น้องเลิกเรียนกลับมาในตอนเย็นและเห็นห่อสัมภาระที่จัดเตรียมไว้ในห้องโถง ทั้งตัวรถม้าที่ฉินเหยาเอาออกมาจากห้องเก็บของก็รู้สึกหดหู่ใจ


แต่พอคิดถึงของขวัญที่ท่านพ่อท่านแม่จะนำกลับมาให้ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวล้อมรอบท่านพ่อท่านแม่ วานให้ท่านพ่อท่านแม่ซื้อของกลับมาให้ตน


ฉินเหยาอนุญาตให้พวกเขาได้ของขวัญคนละชิ้น ต้าหลางบอกว่าเขาอยากได้บันทึกท่องเที่ยวจิปาถะเล่มหนึ่ง ซานหลางบอกว่าอยากได้ขนมอร่อยๆ ซื่อเหนียงส่ายหน้าบอกว่าไม่มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษ เพียงแค่อยากฟังท่านแม่กลับมาเล่าเรื่องสนุกๆที่เกิดขึ้นระหว่างทางให้ฟัง


เอ้อร์หลางกลับแตกต่างออกไป “กรุ๊งกริ๊ง” มีเสียงดังมาจากคลังสมบัติเล็กๆ ส่วนตัวของเขา เขาทุ่มเหรียญเงินที่ส่องประกายแวววาวออกมาสองร้อยเหรียญ มอบให้ฉินเหยาทั้งหมดแล้วกำชับอย่างจริงจังว่า


“ท่านแม่ ท่านไปถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว หากเห็นของเล่นชิ้นเล็กๆ อะไรที่เมืองหลวงของมณฑลมีแต่ที่อำเภอไคหยางของพวกเราไม่มี ท่านซื้อกลับมาให้ข้าทั้งหมดเลยนะ”


ตอนที่ 369: แววพ่อค้าเจ้าเล่ห์


ฉินเหยาและหลิวจี้สบตากัน สองสามีภรรยาเอ่ยถามพร้อมกัน “เจ้าจะซื้อของเล่นชิ้นเล็กๆมากมายถึงเพียงนั้นไปทำอะไร”


เอ้อร์หลางทำหน้าประหนึ่งว่า ‘เรื่องแค่นี้พวกท่านก็ยังไม่รู้อีกหรือ’ แล้วตอบว่า “ก็เอาไปขายตอนช่วงสิ้นปีน่ะสิ เวลานั้นทุกคนต่างเต็มใจควักเงินออกมามากที่สุด”


หากมิใช่เพราะกลัวว่าจะลงทุนมากเกินไปแล้วขาดทุน เขายังคิดจะยืมเงินค่าขนมของพี่น้องมาร่วมทำการค้าเล็กๆนี้ด้วยซ้ำ


แน่นอนว่า เอ้อร์หลางรู้สึกว่าตนเองแบกรับความสูญเสียครั้งใหญ่ไม่ไหว ดังนั้นสองร้อยเหวินก็เพียงพอแล้ว นี่คือความสูญเสียมากที่สุดที่เขาสามารถแบกรับได้


ถึงเวลานั้นหากทำไม่สำเร็จ อย่างมากก็แค่คิดเสียว่าซื้อของเล่นชิ้นเล็กๆให้ตัวเอง


ความคิดของเขาชัดเจนมาก ฉินเหยาและหลิวจี้สบตากันอีกครั้ง เช่นนั้นก็ให้เจ้าตัวเล็กได้ลองดู


ฉินเหยารับเงินมาแล้วถามอย่างเป็นงานเป็นการ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะเขียนเอกสารมอบหมายการซื้อให้ข้าฉบับหนึ่งหรือไม่”


เอ้อร์หลางตบหน้าผากตนเอง เขาเกือบจะลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปเสียแล้ว รีบตอบว่าต้องการแล้ววิ่งพรวดเข้าห้องไปหยิบกระดาษพู่กันมา ปูคลี่กระดาษออก ยกพู่กันขึ้น แล้วก็ชะงัก “ท่านแม่ เขียนอย่างไรหรือ”


ฉินเหยาผลักหลิวจี้ไปข้างหน้า “ให้ท่านพ่อเจ้าสอนเจ้าสิ”


ตบมือสองสามทีแล้วหันหลังเดินเข้าห้องครัวไป อาศัยจังหวะที่อาวั่งกำลังตักกับข้าว หยิบตะเกียบขึ้นมาชิมรสชาติอาหารให้คนในบ้าน


นางคีบปลาตัวเล็กทอดกรอบผัดพริกเกลือรสจัดจ้านเข้าปาก กรอบอร่อยมาก รสชาติเผ็ดร้อนหอมกรุ่นเค็มกลมกล่อมไปทั้งปาก ฉินเหยาพยักหน้าอย่างพอใจ “ไม่เลว ไม่เลว รสชาติกำลังพอดี”


หลิวจี้และลูกๆทั้งสี่คนถูกท่าทางพึงพอใจนี้ของนางกระตุ้นจนจินตนาการถึงรสชาติอันโอชะที่ไม่สิ้นสุด อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายพร้อมกันแล้วก็สะบัดศีรษะพร้อมๆกัน หันความสนใจกลับไปที่กระดาษแล้วเขียนเอกสารมอบหมาย


เอ้อร์หลางนั้นตั้งใจที่สุด เขาคัดลอกตามที่ท่านพ่อสอนแล้วเขียนขึ้นเองฉบับหนึ่ง ถือไปให้ฉินเหยาด้วยท่าทีจริงจัง ให้นางตรวจดู ยื่นตลับชาดให้ จากนั้นจึงลงนามประทับลายนิ้วมือ


ของเขาลงนามไปแล้ว รอยนิ้วหัวแม่มือเล็กๆ ประทับอยู่บนตัวอักษรสามตัวชื่อหลิวจื่อซู ฉินเหยาลองใช้นิ้วหัวแม่มือของตนเองทาบดู ขนาดนั้นเล็กนิดเดียว ดูน่ารักอย่างน่าประหลาด


นางพยายามกลั้นหัวเราะ เกรงว่าเจ้าตัวเล็กบางคนจะอับอายจนพาลโกรธจึงทำทีเป็นตรวจดูเนื้อหาในเอกสารอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้วพยักหน้า จากนั้นก็ลงนามชื่อของตน ฉินเหยา สองตัวอักษร ประทับลายนิ้วมือ เป็นการให้เกียรติเด็กน้อยอย่างสูงสุด


เอ้อร์หลางเอ่ยขึ้นตามสัญชาตญาณว่า “ขอบคุณท่านแม่!”


จากนั้นก็นำเอกสารที่ยังดูอ่อนหัดฉบับนั้นมาชมดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าใต้แสงเทียน จนกระทั่งอาวั่งเรียกให้มากินข้าวจึงค่อยพับเก็บอย่างเรียบร้อย ยัดใส่ในอกเสื้ออย่างหวงแหน ทั้งยังตบเบาๆสองสามที เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี


“เดี๋ยวก่อน!”


เมื่อกินข้าวเสร็จ ฉินเหยาเตรียมจะกลับห้องไปพักผ่อน เอ้อร์หลางก็พลันโผล่ศีรษะออกมาจากช่องประตูห้องของตน กำชับนางว่า


“ท่านแม่ ของที่ท่านซื้อมา แต่ละอย่างราคาเท่าใด ท่านก็อย่าลืมเขียนรายการให้ข้าด้วยนะ”


ฉินเหยาหัวเราะฮ่าๆ ตบศีรษะเล็กๆของเขาเบาๆ “วางใจเถิด แม่จะไม่โกงเงินเจ้าแม้แต่เหวินเดียว”


เอ้อร์หลางหัวเราะแหะๆอย่างเขินอาย สุดท้ายก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขึ้นอีกประโยค “พี่น้องร่วมสายเลือดยังต้องคิดบัญชีกันชัดเจน แม่ลูกก็เช่นกัน ใช่หรือไม่”


“ใช่ๆๆ” ฉินเหยาไม่คาดคิดว่าปากเล็กๆนี้จะช่างเจรจาถึงเพียงนี้ ดูท่าทางของเขาแล้ว ต่อไปมีแววจะเป็นพ่อค้าเจ้าเล่ห์ได้ทีเดียว


“รีบไปนอนเถิด” ฉินเหยาโบกมือ ด้านนอกอากาศหนาว หากหนาวจนไม่สบายจะไม่ดี


เอ้อร์หลางพยักหน้า มองนางอีกครั้ง “ท่านแม่ พรุ่งนี้ตอนพวกท่านจะไป จะบอกพวกข้าหรือไม่”


ฉินเหยาตอบอย่างหนักแน่น “ตอนไปจะบอกพวกเจ้าอย่างแน่นอน”


เอ้อร์หลางจึงค่อยวางใจ ปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้วเข้านอนไป


ฉินเหยาอดหัวเราะด้วยความจนใจไม่ได้ กำลังจะเข้าห้องก็รู้สึกถึงเงาคนด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นอาวั่งยืนถือโคมไฟอยู่ เขาเพิ่งจะลงกลอนประตูใหญ่เสร็จ กำลังยืนอยู่หลังประตูมองมาทางนาง


ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างพูดไม่ออก นางนึกว่าโจรเข้ามาเสียอีก


แต่เมื่อคิดว่ากลับมาก็จะต้องฉลองปีใหม่แล้ว ทุกคนที่บ้านต่างก็มีของขวัญ ฉินเหยาจึงเอ่ยถามขึ้นลอยๆว่า


“อาวั่ง เจ้ามีอะไรที่อยากได้หรือไม่ คราหน้าข้าจะซื้อกลับมาให้”


“ถังหูลู่”


ฉินเหยาขมวดคิ้วมุ่น “อะไรนะ”


อาวั่งกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านเคยบอกว่าจะซื้อถังหูลู่ให้ข้า ท่านลืมแล้วหรือ” แววตาของเขามืดลงเล็กน้อย ท่าทางราวกับว่าหากฉินเหยากล้าพูดว่าลืมแล้ว เขาจะแทงนางด้วยมีดทันที


ฉินเหยาไอออกมาสองสามครั้งอย่างมีนัยยะ นางจะลืมได้อย่างไร เพียงแค่ช่วงนี้นางยุ่งมากจนไม่มีโอกาสเข้าเมืองไปซื้อเท่านั้นเอง


อาวั่ง เชื่อท่านข้าก็เป็นสุนัขแล้ว นี่มันก็ผ่านมาตั้งเดือนครึ่งแล้วนะ!


“ข้ารู้แล้ว ครั้งนี้จะซื้อกลับมาให้เจ้า” ฉินเหยาพูดจบก็เปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลง กั้นสายตาที่ ‘ร้อนแรง’ เกินไปนั้นไว้ด้านนอก นางตบอกตัวเองเบาๆ แล้วหัวเราะออกมา


นางจะรู้สึกผิดไปทำไมกัน ไม่พอใจซัดสักเปรี้ยงก็สิ้นเรื่องแล้ว!


ฉินเหยาบิดขี้เกียจ มุดเข้าไปในผ้าห่มให้อบอุ่น ห่มผ้านวมหนาๆอย่างสบายอารมณ์แล้วหลับไปจนกระทั่งเสียงไก่ขันดังขึ้น


ท้องฟ้าด้านนอกยังคงมืดสนิท แต่ความจริงแล้วก็เป็นยามเหม่าสามเค่อแล้ว


ห้องเด็กยังไม่มีความเคลื่อนไหว มีเพียงกลิ่นหอมหวานของอาหารจำพวกแป้งลอยมาจากทางห้องครัว อาวั่งมักจะเป็นคนที่ตื่นเช้าที่สุดในบ้านเสมอ


อ้อ ไม่ใช่สิ ฉินเหยาสวมเสื้อผ้าออกมาที่ลานบ้าน สายตาทอดมองไปตามทางเดิน เห็นแสงสว่างจ้าในห้องหนังสือ หลิวจี้เองก็ตื่นขึ้นมาท่องตำราตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว


นาฬิกาชีวภาพของเขาคงที่แล้ว พอถึงเวลาก็ตื่นเอง ไม่สามารถนอนเกินเวลาได้เลยแม้แต่น้อย!


เมื่อได้ยินเสียงฉินเหยาล้างหน้าล้างตาอยู่ในลานบ้าน หลิวจี้ก็เก็บข้าวของ ถือหีบหนังสือออกมา


เสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ ฉินเหยาจัดเก็บเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว สองสามีภรรยาผิงไฟอยู่ในห้องครัว กินอาหารเช้าที่อาวั่งเตรียมไว้ ทั้งยังห่ออาหารกลางวันสำหรับมื้อเที่ยงอีกมื้อหนึ่งแล้วเตรียมตัวออกเดินทาง


อาวั่งก่อเตาถ่านวางไว้ในตัวรถม้า บนรถมีถ่านติดไปด้วย เวลาพักระหว่างทางจะได้กินอาหารร้อนๆ ทำให้การเดินทางในฤดูหนาวนี้ไม่ดูลำบากจนเกินไป


ห้องเด็กมีเสียงเคลื่อนไหวดังขึ้น ฉินเหยาส่งสายตาให้หลิวจี้ หลิวจี้ก็พยักหน้า เดินมาที่นอกห้องเด็กแล้วกำชับว่า


“พ่อกับแม่จะออกเดินทางแล้ว ต้าหลางเจ้าดูแลน้องๆให้ดี เชื่อฟังคำพูดของท่านอาวั่งของเจ้า มีเรื่องอะไรก็ให้ไปหาลุงใหญ่ ลุงรองและอาเล็กของพวกเจ้าที่เรือนเก่า เข้าใจหรือไม่”


ประตูเปิดออก สี่พี่น้องวิ่งกรูกันออกมา ผ่านหลิวจี้ที่กำลังยืนกำชับอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าห่วงใย วิ่งตรงไปหาฉินเหยา


ต้าหลาง “น้าเหยา เดินทางระวังด้วย”


เอ้อร์หลาง “ท่านแม่ ดื่มน้ำร้อนเยอะๆนะขอรับ”


ซานหลางกับซื่อเหนียงกอดเอวนางแล้วเอาศีรษะถูไถอย่างสนิทสนมและอาลัยอาวรณ์ จากนั้นจึงค่อยถอยออกมา ยกมือเล็กๆขึ้นโบกไปมา “ท่านแม่ ท่านต้องกลับมาเร็วๆนะเจ้าคะ”


ฉินเหยาพยักหน้าอย่างอบอุ่นใจ โบกมือไล่ให้พวกเขากลับไป หากไม่รีบอีกประเดี๋ยวจะไปสำนักศึกษาสายแล้ว


หลิวจี้ที่ถูกเมินเฉยอย่างสิ้นเชิงมุมปากกระตุก รู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างอยู่ยากเสียจริง


“ไปกันได้แล้ว!”


เหลือบเห็นโคมไฟดวงแล้วดวงเล่าสว่างขึ้นจากทางด้านของเรือนปทุม ฉินเหยาก็เอ่ยเรียกอย่างไม่สบอารมณ์


หลิวจี้จึงค่อยขยับตัว เดินผ่านหน้าเด็กทั้งสี่คนไป เขกหัวคนละทีเป็นการแก้แค้น


แน่นอนว่าก็ไม่กล้าลงแรงมากนัก เพราะกลัวว่าพวกเขาจะไปฟ้องแล้วตนเองจะแย่เอา


ฉวยโอกาสที่สี่พี่น้องยังไม่ทันได้ตั้งตัว หลิวจี้ที่ได้ทีก็หัวเราะหึๆ กระโดดขึ้นรถม้า หยิบแส้ขึ้นมา รับหน้าที่เป็นสารถีรถม้าด้วยตนเอง สะบัดแส้ทีหนึ่งก็บังคับม้าจากไป


“เด็กมาก” ฉินเหยาแค่นเสียงเบาๆ


หลิวจี้ทำเป็นว่านางกำลังชมเชยว่าตนเองยังหนุ่มยังแน่น ทั้งยังหน้าตาดี เขาขับรถม้าไปจอดรอที่ริมฝั่งแม่น้ำ รอจนขบวนรถม้าของตระกูลฉีมาถึงแล้วจึงเข้าร่วมขบวนของอีกฝ่าย ขบวนคนกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปอย่างสง่างาม มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของมณฑล


ตอนที่ 370: แช่น้ำ


หลังออกจากหมู่บ้านมา ท้องฟ้าตลอดทางก็มืดครึ้ม


ชาวนาเฒ่าผู้มีประสบการณ์มองดูก็รู้ได้ทันทีว่า อุณหภูมิในตอนกลางคืนอาจจะลดลงอย่างฮวบฮาบและจะเกิดหิมะตกในยามรุ่งสาง


น่าเสียดายที่ในขบวนมิได้มีชาวนาที่แท้จริงอยู่เลย หลิวจี้ขับรถม้าไปก็รู้สึกเพียงว่าร่างกายยิ่งหนาวเย็นลงเรื่อยๆ เขาพึมพำว่า “การเดินทางในฤดูหนาวเช่นนี้ไม่ใช่ความทรมานที่คนจะทนได้จริงๆ”


ในห้วงความคิดพลันนึกถึงวันที่เดินทางไปส่งเสบียงที่ชายแดนทางตอนเหนือเมื่อปีก่อน ชั่วพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปปีหนึ่งแล้ว


หนึ่งปีดูเหมือนจะไม่นานนัก แต่ในหนึ่งปีนี้ ภายนอกเกิดภัยตั๊กแตนก่อน จากนั้นก็เกิดทุพภิกขภัย วุ่นวายกันไปหมด


ทว่าหมู่บ้านของพวกเขากลับราวกับเป็นแดนสุขาวดี มีทั้งสร้างโรงงานเครื่องเขียน ทั้งซ่อมแซมถนนใหญ่ ผู้คนในตระกูลต่างก็สร้างบ้านหลังใหญ่โต ดีงามจนไม่น่าเชื่อ


แต่พอออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองหลวงของมณฑลก็เห็นขอทานที่ออกมาเผชิญลมหนาวที่สามารถทำให้คนแข็งตายได้อยู่หลายกลุ่ม


ราวกับว่าในทุกๆปี ประชาชนที่หาเลี้ยงชีพอย่างยากลำบาก สุดท้ายแล้วก็ยังมิอาจมีชีวิตที่ได้สวมเสื้อผ้าอบอุ่นกินอาหารอิ่มท้อง


กระท่อมมุงหญ้าคาเหล่านั้นสิบปีก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย


ครั้งก่อนที่เดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลเพื่อสอบ บ้านเรือนเหล่านั้นมีสภาพเช่นไร บัดนี้เมื่อถึงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บก็ยังคงมีสภาพเช่นเดิม


“เมียจ๋า เจ้าช่างเป็นดาวนำโชคดวงใหญ่ของหมู่บ้านพวกเราโดยแท้!”


ฉินเหยาที่นั่งผิงไฟดื่มชาร้อนอยู่ในรถม้าได้ยินเสียงประจบประแจงเช่นนี้ เสียงนั้นฟังแล้วมิได้จงใจจนเกินไป แต่แน่นอนว่าก็ตั้งใจพูด


“มีอะไรหรือ” นางเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา


นอกม่านผ้าฝ้ายหนาเตอะ หลิวจี้หัวเราะแหะๆอย่างเก้อเขิน “รบกวนเมียจ๋าขยับมืออันสูงส่งของท่าน ช่วยสามีผู้นี้หาเสื้อผ้าหนาๆออกมาสักตัวเถิด ข้างนอกนี้หนาวเหลือเกิน มือข้าแข็งจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว”


ฉินเหยาแค่นเสียงเบาๆ แล้วสั่งสอนว่า “คราวหน้ามีอะไรก็พูดตรงๆ อย่าเสียเวลาของข้า”


นานๆทีจะได้ออกจากหมู่บ้าน อยู่เงียบๆคนเดียวสักครู่ นางเพียงแค่อยากจะฟังเสียงลมหนาวพัดหวีดหวิวนอกหน้าต่างอย่างเงียบๆ ดื่มด่ำไปกับความโดดเดี่ยวของตนเอง


บัดนี้ถูกหลิวจี้ขัดจังหวะเช่นนี้ ในใจก็พลุ่งพล่านไปด้วยอารมณ์ ค้นหาเสื้อผ้าให้เขาไปพลางก็ครุ่นคิดถึงแผนการหลังจากไปถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว


ไปพบท่านป้าฉีก่อน จากนั้นก็ไปหาเจี่ยงเหวินที่ห้างการค้าฟู่หลงเพื่อสะสางบัญชี สุดท้ายก็เดินเล่นในเมืองสักครึ่งวัน ซื้อของขวัญที่เด็กๆต้องการให้ครบ จัดเตรียมของสำหรับปีใหม่บางส่วนแล้วค่อยเดินทางกลับ


คำนวณดูแล้วจะต้องอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลอย่างน้อยสามวัน รวมเวลาเดินทางไปกลับก็เสียเวลาไปครึ่งค่อนเดือนแล้ว


เมื่อกลับถึงหมู่บ้านยังมีเรื่องที่ช่างไม้หลิวจะถอนหุ้นที่ต้องจัดการอีก เพียงแค่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ ฉินเหยาก็อยากจะนอนทอดอาลัยอยู่เฉยๆเสียแล้ว


สัมภาระที่หลิวจี้นำมามีไม่มาก เพียงเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนสองชุดเท่านั้น ฉินเหยาค้นออกมาแล้วสุ่มหยิบเสื้อคลุมยาวหนาๆตัวหนึ่งโยนออกไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวยิ่ง


หลิวจี้ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองไปขัดจังหวะความสงบของผู้อื่น เขาหยิบเสื้อคลุมยาวที่คลุมอยู่บนศีรษะและยังคงมีไออุ่นจากถ่านไฟออก รู้สึกงุนงงอย่างบอกไม่ถูก


แต่ก็ไม่กล้าบ่น ได้แต่ต้องเอาอกเอาใจอย่างดีจึงจะรอดพ้นจากชะตากรรมอันน่าเศร้าที่จะถูกทิ้งศพไว้กลางป่าได้


“เมียจ๋า ท้องฟ้าไม่สว่างขึ้นเลย ไม่รู้ว่าตอนนี้ยามใดแล้ว” หลิวจี้เอ่ยถามอย่างสงสัย


คนในรถม้าเลิกม่านขึ้นแล้วมุดตัวออกมา หลิวจี้รู้สึกได้ทันทีว่าท้ายทอยอุ่นวาบแล้วก็ถูกม่านผ้าฝ้ายที่ตกลงมาบดบังไว้ ลมหนาวพัดโชยมาทีหนึ่งก็รู้สึกสะท้านขึ้นมาทันใด คิดในใจว่า นางอยู่ในตัวรถม้านี่ช่างสุขสบายราวกับเทพเซียนเสียจริง


เขาขยับตัวหลีกทาง เว้นที่ไว้ให้ฉินเหยานั่ง


ข้างนอกลมหนาวพัดหวีดหวิว มวยผมที่เกล้าเบี้ยวๆของนางปลิวไสวอยู่ข้างแก้มอย่างไม่เป็นทรง หลิวจี้มองดูแล้วถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวแทน ฉินเหยากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นราวกับไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นภายนอกเลยแม้แต่น้อย


นางเงยหน้ามองดูสีท้องฟ้าแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย “เลยยามอู่ไปแล้ว ท้องฟ้าไม่สว่างเลย แสดงว่าเมฆหนามาก พอถึงตอนบ่าย อุณหภูมิอาจจะลดลงอย่างรวดเร็วและคืนนี้อาจจะมีหิมะตก”


สารถีที่ขับรถม้าอยู่ด้านหน้าได้ยินดังนั้นก็หันกลับมามอง เขาเอ่ยถามอย่างสุภาพ “ฮูหยินแน่ใจหรือขอรับว่าคืนนี้จะมีหิมะตก”


ฉินเหยารับคำอย่างหนักแน่น ในวันสิ้นโลก อุณหภูมิสุดขั้วต่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันมาเยือน ลางบอกเหตุก่อนเกิดก็สังเกตได้ยากยิ่งนัก แต่พอมาภายหลัง เมื่อประสบพบเจอมามากเข้า ก็ค่อยๆจับทางได้


ลางบอกเหตุที่ชัดเจนเช่นนี้อยู่ตรงหน้า ฉินเหยามั่นใจว่าตนเองจะไม่พลาด


ฉีเซียนกวนมุดออกมาจากหน้าต่างรถม้า ทั้งผ้าพันคอ หมวกและที่ปิดหูก็สวมครบครัน เผยให้เห็นเพียงใบหน้าเล็กๆขาวผ่องงดงามราวกับกระรอกตัวน้อย หลิวจี้เห็นแล้วก็หัวเราะฮ่าๆออกมา


แต่พอถูกฉินเหยาถลึงตาใส่ เขาก็ค่อยๆกำหมัดกระแอมไอแล้วสงบปากลง


ฉีเซียนกวนถามว่า “ฮูหยิน หากตอนกลางคืนมีหิมะตก จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางวันพรุ่งนี้หรือไม่ขอรับ”


ฉินเหยากล่าวอย่างใจเย็น “ไม่เป็นไร หิมะตกเล็กน้อยเท่านั้น พอฟ้าสางก็จะละลาย ไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง แต่คืนนี้ควรพักในที่ร่มจะดีที่สุด”


ฉีเซียนกวนถอนหายใจอย่างโล่ง.อก ถามฉินเหยาว่าเหนื่อยหรือไม่ เมื่อได้คำตอบว่าไม่เหนื่อยจึงสั่งให้ผู้คุ้มกันไม่ต้องหยุดพักตอนเที่ยง เร่งการเดินทางให้เร็วขึ้น พยายามไปให้ถึงสถานีพักม้าหลวงขนาดใหญ่กลางทางให้ทันในตอนเย็นเพื่อรับมือกับอุณหภูมิที่ลดลงในคืนนี้


หลิวจี้ได้แต่มองศิษย์พี่ตัวน้อยตัดสินใจเรื่องต่างๆ เพียงลำพังก็กัดฟันจนฟันแทบจะแตก ชีวิตของสารถีมันไม่ใช่ชีวิตหรืออย่างไร


แต่ในขณะที่มืออันเย็นเฉียบของเขากำลังจะแข็งจนชา ฉินเหยาก็จับเขากระชากออกไปแล้วรับแส้ม้ามาแทน “ไปให้พ้น!”


หลิวจี้รู้สึกราวกับว่าบุปผานานาพรรณเบ่งบานอยู่ตรงหน้า แสงอาทิตย์อันอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องลงมาในหัวใจของเขา น้ำแข็งทั้งหลายละลายไปจนสิ้น


“เมียจ๋า คำว่า ไปให้พ้นของเจ้าคำนี้ เป็นคำว่าไปให้พ้นที่ข้าเคยได้ยินมาแล้วไพเราะที่สุด” ก่อนจะมุดเข้าตัวรถม้าไปก็ยังไม่ลืมที่จะพูดจาเล่นลิ้น


ฉินเหยาจนปัญญาจริงๆแล้ว นางส่ายหน้าหัวเราะอย่างจนใจแล้วสะบัดแส้ทีหนึ่งเพื่อเร่งความเร็วขึ้น ในชั่วพริบตาก็ตามทันรถม้าของตระกูลฉีที่อยู่ด้านหน้า


อากาศเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ พอถึงช่วงบ่ายแก่ๆก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าความหนาวเย็นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น


โชคดีที่ก่อนฟ้าจะมืด ทุกคนก็เดินทางถึงสถานีพักม้าหลวงที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนั้นได้โดยสวัสดิภาพ


อาศัยบารมีของตระกูลฉี หลิวจี้และฉินเหยาจึงได้เข้าพักในสถานีพักม้าของทางการที่คนธรรมดาสามัญทำได้เพียงมองอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เป็นครั้งแรก


เนื่องจากเป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดระหว่างทางจากอำเภอไคหยางไปยังเมืองหลวงของมณฑล ภายในโรงเตี๊ยมไม่เพียงแต่มีห้องพักชั้นเลิศ ยังมีโรงอาบน้ำให้แช่น้ำได้อีกด้วย


หลิวจี้โอบไหล่ศิษย์พี่ตัวน้อย อาศัยบารมีผู้อื่นเรียกคนรับใช้ในโรงเตี๊ยมมาสอบถามขั้นตอน คนรับใช้เอ่ยก็อย่างระมัดระวังว่า


“แขกผู้สูงศักดิ์ไปรับป้ายที่ทางเข้าห้องอาบน้ำในสวนด้านหลังก่อน หากจำนวนคนมากกว่าห้าคน ห้องครัวจะรีบต้มน้ำร้อนทันที แขกทุกท่านก็สามารถนำป้ายเข้าไปแช่น้ำในโรงอาบน้ำได้แล้วขอรับ”


การแช่น้ำมิใช่เพียงแค่แช่น้ำร้อนธรรมดา.ธรรมดา จะต้องรักษาอุณหภูมิไว้ด้วย ดังนั้นจึงต้องเติมน้ำร้อนเข้าไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งขณะนี้เป็นฤดูหนาว หากเป็นความต้องการของคนเพียงคนเดียว การสิ้นเปลืองฟืนมากถึงเพียงนั้นก็ดูจะฟุ่มเฟือยเกินไป


แต่เงื่อนไขห้าคนนั้น สำหรับเหล่าผู้สูงศักดิ์ที่มีผู้ติดตามมาด้วยก็เท่ากับไม่มีความหมายอันใด


ฉีเซียนกวนกำลังลังเลอยู่ว่าการทำเช่นนี้จะดูโอ้อวดจนเกินไปหรือไม่ หลิวจี้ก็เดินไปยังหน้าประตูห้องอาบน้ำแล้ว ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร รวบรวมป้ายอาบน้ำมาได้ตะกร้าหนึ่งแล้วแจกจ่ายให้แขกทุกคนในโรงเตี๊ยมจนทั่ว


ดังนั้น ด้วยคำร้องขอของแขกทั้งหลาย โรงอาบน้ำจึงเปิดให้บริการอย่างเต็มที่ น้ำร้อนถูกเติมลงในสระ การแช่น้ำจึงกลายเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลไปโดยปริยาย


“ท่านอาจารย์ ไปๆๆ! เก็บเสื้อผ้าเร็วเข้า พวกเราไปแช่น้ำกัน!”


กงเหลียงเหลียวที่กำลังรับประทานอาหารเย็นอยู่ในห้อง ข้าวคำหนึ่งเพิ่งจะเข้าปากก็ถูกหลิวจี้ที่พุ่งเข้ามาดุจสายลมลักพาตัวไป


หลังจากเสียงดังโครมครามครู่หนึ่ง ในห้องก็เหลือเพียงตะเกียบหยกคู่หนึ่งที่ตกอยู่บนพื้น



จบตอน

Comments