stepmother ep371-380

ตอนที่ 371: รูปโฉมนั้นช่างเย้ายวนใจนัก


เมื่อมาถึงโรงอาบน้ำ ด้านในก็มีคนแช่อยู่หลายคนแล้ว ยังมีเถ้าแก่และพ่อค้าเร่ที่พักอยู่ข้างๆ ที่เมื่อได้ยินข่าวจึงจ่ายเงินเปิดประตูหลังเข้ามาเพื่อมาเปิดหูเปิดตาโดยเฉพาะ


ภายในห้องอบอวลไปด้วยไอน้ำร้อน เมื่อสวมเสื้อผ้าฝ้ายหนาๆเข้ามา ไม่นานเหงื่อก็ออก


หลิวจี้แบกกงเหลียงเหลียวเดินนำหน้าไปก่อน ส่วนฉีเซียนกวนซึ่งตามมาด้านหลังนั้นเอาแต่เหลียวซ้ายแลขวาท่าทางมีพิรุธ ด้วยในอกบังเกิดความร้อนตัวขึ้นอย่างประหลาด


ถัดไปอีกก็คือสือโถวและผู้คุ้มกันอีกหนึ่งคน ในมือถือผ้าครึ่งพับ สองมุมผูกติดกับท่อนไม้ หาที่ที่คนน้อยๆแล้วกางผ้าลงไปในสระน้ำก็ได้เป็นม่านสำหรับบังตา


เมื่อถึงขั้นตอนนี้ ฉีเซียนกวนจึงค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง เขาถอดเสื้อผ้าลงไปในสระน้ำอุ่นๆ พอเงยหน้าขึ้น หลิวจี้และท่านอาจารย์กงเหลียงเหลียวก็เปลือยกายเหลือเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว นั่งอยู่บนขั้นบันไดในสระ ดื่มชาสมุนไพรเย็น กินเนื้อตุ๋นซีอิ๊วหั่นแผ่นที่คนรับใช้ยกมาให้อย่างสุขสำราญนานแล้ว


ฉีเซียนกวนพลันนึกสนุกขึ้นมาอย่างประหลาด เอ่ยถามขึ้นว่า “ศิษย์น้อง ฮูหยินเล่า? พวกเราแช่น้ำสุขสบายอยู่ที่นี่ ทิ้งให้ฮูหยินอยู่คนเดียวในห้องพักแขก ไม่ค่อยดีกระมัง”


หลิวจี้ที่กำลังเคี้ยวเนื้อตุ๋นซีอิ๊วอยู่ในปากตัวแข็งทื่อทันที เขาทิ้งถ้วยชาแล้วกระโจนออกจากสระ “ท่านอาจารย์ ข้าไปประเดี๋ยวก็กลับมาขอรับ!”


เขาคว้าเสื้อคลุมตัวนอกที่แขวนอยู่บนผนัง สวมเสื้อผ้าไปพลางก็รีบวิ่งออกไป ชั่วพริบตาเงาร่างก็หายลับไปแล้ว ทิ้งให้ฉีเซียนกวนมองตามอย่างตกตะลึง


เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาอันตรายของกงเหลียงเหลียว ฉีเซียนกวนก็อธิบายเสียงเบา “ท่านอาจารย์ ข้าเพียงแค่พูดลอยๆเท่านั้น ศิษย์น้องไม่จำเป็นต้องมีปฏิกิริยาใหญ่โตถึงเพียงนี้กระมัง…”


กงเหลียงเหลียวถอนหายใจ “เฮ้อ” ซานเอ๋อร์ไม่อยู่ ที่เหลืออยู่แต่ละคนก็เอาแต่ทำหน้าตาเคร่งขรึมจริงจัง ช่างน่าเบื่อเสียจริง


แต่ก็มิได้ปล่อยให้เขาเบื่อหน่ายนานนัก ซานเอ๋อร์กลับมาอย่างรวดเร็ว ถอดเสื้อผ้าพลางกระโดดลงสระน้ำดังตู้ม หัวเราะแล้วพูดว่า “เรียบร้อย เรียบร้อย ทีนี้พวกเราก็ค่อยๆแช่กัน ไม่ต้องรีบร้อนแล้ว”


ในขณะเดียวกัน ประตูห้องของฉินเหยาก็ถูกคนรับใช้เคาะ นางลุกขึ้นไปเปิดประตู คนรับใช้ยิ้มอย่างเอาอกเอาใจ “มาส่งน้ำร้อนให้ฮูหยินขอรับ”


พูดจบก็โบกมือ คนรับใช้สองคนที่ถือถังน้ำร้อนอยู่ด้านหลังก็เดินเข้ามาในห้อง เติมน้ำจนเต็มอ่างอาบน้ำแล้วปิดประตูล่าถอยออกไป


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น “นับว่าเจ้าหมอนั่นยังรู้ความอยู่”


การแช่น้ำในสระใหญ่นั้นย่อมสบายกว่าก็จริง แต่ที่นี่มิได้มีสระสำหรับสตรี ดังนั้นสามารถใช้อ่างอาบน้ำแทนได้ก็ไม่เลว


ด้านนอกมีเกล็ดหิมะโปรยปรายเล็กน้อย ในห้องมีเตาถ่านลุกโชนอยู่สองเตาจึงไม่หนาวเลยแม้แต่น้อย ฉินเหยาแช่ตัวอยู่ในน้ำร้อน เผยให้เห็นเพียงหัวไหล่และศีรษะ ร่างกายค่อยๆผ่อนคลายลง


ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งปีนี้ราวกับได้รับการเยียวยาจากน้ำร้อนถังนี้แล้ว


กลับไปที่บ้านก็ควรจะตั้งอ่างอาบน้ำไว้สักใบ ว่างๆจะได้แช่น้ำเล่น ฉินเหยาคิดในใจ พลางหลับตาลง ดื่มด่ำกับความสบายจากไออุ่นของน้ำอย่างเต็มที่


จนกระทั่งเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู นางที่ดูเหมือนจะหลับไปแล้วจึงได้ลืมตาขึ้น


ประตูถูกผลักออก เนื่องจากนางลงกลอนประตูไว้จึงผลักไม่เข้า


หลิวจี้ที่อยู่ด้านนอกประตูเอียงหูฟัง เห็นว่าในห้องไม่มีเสียงก็นึกว่านางหลับไปแล้วจึงเรียกด้วยเสียงแผ่วเบาเหมือนพวกหัวขโมยว่า “เมียจ๋า เมียจ๋า เจ้าเปิดประตูหน่อย”


ฉินเหยาที่อยู่ในอ่างอาบน้ำพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ คืนนี้นางกับหลิวจี้ดูเหมือนจะต้องพักในห้องดียวกัน


“เมียจ๋า เมียจ๋า เจ้าเปิดประตูหน่อย…”


ในห้องมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้น ประตูก็เปิดออก ฉินเหยาที่แต่งกายเรียบร้อย ศีรษะโพกผ้าก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า ทำเอาหลิวจี้ไม่ทันตั้งตัวตกใจจนผงะถอยหลังไปก้าวใหญ่


พอตั้งสติได้ก็หัวเราะให้กับความขี้ขลาดของตนเอง ด้านนอกอากาศหนาว ในห้องกลับอบอุ่นยิ่งนัก เขารีบมุดเข้าประตูแล้วลงกลอนอย่างรู้หน้าที่


วางเสื้อผ้าสกปรกที่เปลี่ยนออกมาไว้บนโต๊ะ ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกอย่างคล่องแคล่ว ผมยาวสลวยดุจน้ำตกที่เพิ่งจะอบจนแห้งก็สยายลงมา ดวงตาเหลือบมองไปยังเตียงนอนหลังนั้นก็เลิกผ้านวมหนาๆขึ้นแล้วล้มตัวลงนอนทันที


“เมียจ๋า ขึ้นเตียงเถอะ” หลิวจี้ยังขยับเข้าไปด้านในอีกหน่อยเพื่อเว้นที่ให้นาง


ฉินเหยามองเขาแล้วก็อดหัวเราะให้ตัวเองไม่ได้ “เจ้ามีสิทธิ์นอนเตียงของข้างั้นรึ”


หลิวจี้ดึงผ้านวมขึ้นคลุมโปง ไม่ได้ยิน ไม่ได้ยิน เขาไม่ได้ยิน…


“พรึ่บ” เสียงหนึ่งดังขึ้น ผ้านวมก็ถูกกระชากออกอย่างไร้ปรานี ความเย็นยะเยือกพัดเข้ามา หลิวจี้หนาวจนกระโดดลงจากเตียง รีบคว้าเสื้อนวมที่เพิ่งถอดออกเมื่อครู่มาห่มกาย มองนางอย่างน่าสงสารและไร้เดียงสา “เมียจ๋า เจ้าช่างใจร้ายใจดำนัก”


ฉินเหยาเหลือบมองเขา รูปโฉมนั้นช่างเย้ายวนใจนัก คนทั่วไปเกรงว่าจะฝืนทำใจแข็งไม่ไหว


แต่นางไม่ใช่คนทั่วไป!


นางยกผ้านวมขึ้นมาสะบัดสะบัดอย่างรังเกียจ เมื่อสะบัดเอากลิ่นที่ติดอยู่ออกจนหมดแล้วจึงค่อยล้มตัวลงนอนบนเตียง


“ให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่อ หลังหนึ่งเค่อข้าจะดับไฟนอน ห้ามมีเสียงดังแม้แต่น้อย”


พูดจบก็หลับตาลง นอนหลับไป


หลิวจี้ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาเบิกกว้างอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ก็ไม่กล้าเสียเวลา รีบเรียกคนรับใช้ให้ยกฟูกที่นอนมาให้ชุดหนึ่ง เอาแบบหนาๆ!


ครบหนึ่งเค่อก็ดับไฟตรงเวลา


ยามดึก เสียงลมและหิมะด้านนอกเริ่มดังแรงขึ้น คนบางคนบนพื้นทำเสียงกุกกักแล้วปีนขึ้นเตียง


ได้ยินเพียงเสียงร้องโหยหวนเสียงหนึ่งแล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง


วันรุ่งขึ้นเมื่อฟ้าสาง สองสามีภรรยาก็ลงจากชั้นบนมาพร้อมกันเพื่อรับประทานอาหารเช้ากับฉีเซียนกวนและคนอื่นๆ


เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นใบหน้าของหลิวจี้ ดวงตาของฉีเซียนกวนก็เบิกกว้างขึ้นทันที “ศิษย์น้อง ตาของเจ้าเหตุใดจึงบวมเช่นนี้”


กงเหลียงเหลียวได้ยินก็เงยหน้ามองไปเช่นกัน ชายชราลมหายใจสะดุด เกือบจะสำลักอาหารจนตาย สือโถวรีบตบหลังลูบหน้าอกเขาแล้วยื่นน้ำร้อนให้ ชายชราจึงค่อยยังชั่ว รีบดึงศิษย์น้อยที่เตรียมจะซักไซ้ไล่เลียงเอาไว้แล้วเอ่ยว่า “เรื่องในบ้านของผู้อื่น อย่าได้ถามให้มากความ”


ฉีเซียนกวนร้อง “อ้อ” ออกมาอย่างงุนงง แต่ก็ยังอดที่จะเหลือบมองอีกสองสามครั้งไม่ได้ เห็นเพียงใบหน้างดงามของหลิวจี้ดวงนั้น ดวงตาดอกท้อที่เคยส่องประกายเจิดจ้า บัดนี้กลับบวมเป่งขึ้นมาข้างหนึ่ง


แม้ว่าเจ้าตัวจะหาผ้าปักลายชิ้นหนึ่งมาผูกไว้ทำเป็นผ้าปิดตา แต่ก็มีช่องโหว่มากเกินไป คนอื่นมองปราดเดียวก็เห็น


ประกอบกับท่าทีที่พยายามปกปิดอย่างสุดกำลัง แสร้งทำเป็นเคร่งขรึมเยือกเย็น ฉีเซียนกวนจึงหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง


สือโถวถอนหายใจอย่างจนใจ คุณชายของพวกเขามักจะไม่หัวเราะ เว้นเสียแต่จะอดไม่ไหวจริงๆ!


ผู้ที่ถูกหัวเราะเยาะกลับทำหน้าตาเฉยเมย คีบกับข้าวที่เมียจ๋าของตนไม่ชอบกินออก วางของที่เลือกแล้วไว้ตรงหน้านาง “เมียจ๋าเจ้ากินเยอะๆหน่อยนะ” ราวกับว่าทุกอย่างไม่เกี่ยวข้องกับตนเองเลยสักนิด


ฉินเหยารับประทานอาหารเช้าเสร็จอย่างสงบนิ่ง เมื่อเห็นหิมะขาวบนพื้นละลายหมดแล้ว ทุกคนก็ออกเดินทาง


ครึ่งทางที่เหลือหลังจากนี้ไม่มีโรงเตี๊ยมที่สะดวกสบายเช่นนั้นให้พักอีกแล้ว สองคืนต่อมาจึงล้วนพักแรมในโรงเตี๊ยมธรรมดา สภาพแวดล้อมเรียบง่าย อ่างไฟไม่เพียงพอ ราคาก็ยังแพง หลิวจี้ยังคงนอนกับพื้น


ในที่สุดก็ทนมาจนถึงเมืองหลวงของมณฑล ตลอดทางมิได้พบเจอโจรผู้ร้ายขวางทาง ทุกคนจึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก


พอเข้าเมืองมาได้ก็มีเจ้าหน้าที่ของทางการส่งคนวิ่งไปแจ้งต่อผู้ว่าการเฮ่อ ทางตระกูลเฮ่อจึงส่งคนมารับฉีเซียนกวน ทั้งยังเชิญสองสามีภรรยาฉินเหยาที่เดินทางมาด้วยกันให้ไปพักที่จวนชั่วคราวด้วย


ฉีเซียนกวนมองฉินเหยาอย่างคาดหวัง “ฮูหยิน ท่านก็ไปกับพวกเราเถิดนะขอรับ”


หลิวจี้อยากจะตอบตกลงมาก จะได้ประหยัดค่าห้องพักแขกไปได้หลายคืนทีเดียว!


แต่เขามิอาจตัดสินใจได้


ฉินเหยายืนกรานว่า “มาอย่างเร่งรีบยังมิได้จัดเตรียมสิ่งใด หากไปเยือนอย่างกะทันหันเกรงว่าจะเสียมารยาท รอให้พวกเราไปจัดการเรื่องที่พักที่โรงเตี๊ยมให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วจึงจะส่งเทียบเชิญไปขอเยี่ยมเยียนอย่างเป็นทางการ”


พูดจบก็หันไปอธิบายกับคนรับใช้ของบ้านตระกูลเฮ่อที่มารับอีกครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายแสดงความเข้าใจ ไม่ยืนกรานที่จะเชิญชวนอีกต่อไป


ทั้งสองฝ่ายแยกทางกันชั่วคราว มองตามฉีเซียนกวนและคนอื่นๆเดินจากไปไกลลิบแล้ว ฉินเหยาจึงค่อยละสายตากลับมา ให้หลิวจี้ขับรถม้าไปหาโรงเตี๊ยมเพื่อพักแรม


ตอนที่ 372: หม้อเดียวไม่พอกิน


ช่วงสิ้นปี กิจการของโรงเตี๊ยมในเมืองหลวงของมณฑลคึกคักเป็นอย่างยิ่ง สองสามีภรรยาฉินเหยาถามโรงเตี๊ยมระดับปานกลางติดต่อกันสามแห่งก็ไม่มีห้องพักแขกธรรมดาให้เลือกเลย มีแต่เตียงรวม หรือไม่ก็ห้องอักษรเทียนชั้นหนึ่งที่หรูหราสุดๆ


ครั้งนี้ไม่มีฉีเซียนกวนเลี้ยง ฉินเหยาจึงยึดหลักว่าอะไรควรจ่ายก็จ่าย อะไรควรประหยัดก็ประหยัด นางโบกมืออย่างเด็ดขาด “ไปโรงเตี๊ยมถัดไป!”


นางไม่เชื่อหรอกว่า แค่หาโรงเตี๊ยมพักมันจะยากเย็นถึงเพียงนั้น


หลิวจี้ในอกเสื้อแทบไม่มีเงินสักอีแปะจึงมิมีสิทธิ์มีเสียง ได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมขับรถม้าฝ่าลมหนาวตระเวนไปในเมืองต่อไป


เมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ แม้นตั้งอยู่ทางใต้มากกว่าอำเภอไคหยาง ทว่าอุณหภูมิกลับต่ำกว่ามาก ด้วยในเมืองมีแม่น้ำไหลผ่าน ไอชื้นจึงลอยขึ้นมาทำให้ยิ่งรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้ากระดูก


หลังจากพลาดจากโรงเตี๊ยมอีกสองแห่ง ในที่สุดสองสามีภรรยาก็พบห้องพักแขกธรรมดา ณ โรงเตี๊ยมที่เคยเข้าพักเมื่อครั้งมาพำนักระยะยาวในเมืองหลวงของมณฑลครั้งแรกและเข้าพักได้สำเร็จ


ทว่ากว่าจะจัดการทุกอย่างลงตัวก็ล่วงเข้ายามเย็นแล้ว


ฉินเหยารีบใช้หลิวจี้ให้ออกไปส่งเทียบเชิญ พรุ่งนี้จะได้ไปเยี่ยมเยียนถึงจวน


นางอยู่คนเดียวในโรงเตี๊ยม จัดเตรียมของขวัญปีใหม่ที่นำมา


ไข่ไก่บ้านสองตะกร้ายังคงอยู่ในสภาพดีไม่เสียหาย เขากวางและเห็ดหลินจือก็ยังคงอยู่ในกล่องของขวัญอย่างดี มีเพียงไก่บ้านอ้วนๆสี่ตัวนั้น ที่ถูกความหนาวจนตัวแข็ง ดูซึมเซาอยู่บ้าง ฉินเหยารู้สึกว่าพวกมันคงจะไม่รอดชีวิตในคืนนี้


นางใช้ข้าวสารล่ออยู่ครู่หนึ่ง หวังให้พวกมันวิ่งไล่กันเพื่อให้เลือดลมไหลเวียน ครั้นผ่านไปหนึ่งเค่อ ไก่ทั้งสี่ในกรงกลับมิยอมออกจากกรงแม้แต่น้อย ยังคงซุกตัวอยู่บนกองฟางในกรง ดวงตาปิดสนิทอย่างอ่อนแรง


“หากยังขี้เกียจอีก คืนนี้มารดาผู้นี้จะเชือดพวกเจ้าให้หมด!” ฉินเหยาข่มขู่


ไก่สี่ตัว “…”


เห็นได้ชัดว่า คำขู่นี้ใช้ได้ผลกับหลิวจี้ที่ฟังภาษาคนรู้เรื่องเท่านั้น


ด้านหลังพลันมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาพร้อมเสียงฮัมเพลงดังส่งมา ฉินเหยาหันกลับไปมอง เห็นว่าเป็นหลิวจี้ที่กลับมาหลังจากส่งเทียบเชิญแล้ว ในมือถือถุงซาลาเปาอุ่นๆ ส่งยิ้มมาให้


สองสามีภรรยาสบตากันปราดหนึ่ง สีหน้าของฉินเหยากลับยิ่งดูน่าเกลียดขึ้น


หลิวจี้เหลือบมองนางอย่างสงสัย “เมียจ๋า วันนี้ข้าไม่ได้ยั่วโมโหเจ้าใช่หรือไม่”


เขาก็แค่ใช้เงินของตนเองซื้อซาลาเปาไส้เนื้อมาสองสามลูก ไม่ถึงกับทำให้นางขุ่นเคืองใจด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้กระมัง


ฉินเหยาฉวยถุงกระดาษจากมือเขาไปอย่างเป็นธรรมชาติ ยัดชามข้าวในมือตนใส่มือของหลิวจี้ “ถ้าวันนี้ไก่สี่ตัวนี้ยังไม่ออกจากกรงมาวิ่งเล่นให้มีชีวิตชีวาอีก คืนนี้ข้าจะฆ่าเจ้า!”


หลิวจี้ฟังภาษาคนรู้เรื่อง ทันใดนั้นก็ตัวสั่นสะท้าน แต่ไม่นานก็อดหัวเราะออกมาเสียงดังไม่ได้ “ฮ่าๆๆ ที่แท้ก็เป็นไก่สี่ตัวนี้นี่เองที่ทำให้เมียจ๋าไม่พอใจ ข้าตกใจแทบแย่”


ส่วนคำพูดของนางที่ว่าจะฆ่าเขานั้น หลิวจี้แสดงท่าทีว่าเขาฟังจนหูชาไปนานแล้ว นางรักเขาที่สุด นางไม่ทำเช่นนั้นหรอก!


“เมียจ๋า เจ้าเข้าไปในห้องพักให้ร่างกายอบอุ่นเถิด กินซาลาเปาสักสองลูกรองท้องเสียหน่อย ซาลาเปาเนื้อนี่หอมอร่อยยิ่งนัก ส่วนเจ้าพวกสัตว์ไม่รักดีเหล่านี้มอบให้ข้าจัดการเอง” หลิวจี้ยิ้มหล่อเหลาอย่างมั่นใจในตัวเอง สะบัดชายเสื้อคลุมยาวแล้วนั่งยองๆลงหน้ากรงไก่


“กุ๊กๆๆ…” เขาเรียกพลางโปรยข้าวสารให้


ฉินเหยาเปิดประตูห้องพักแขกทิ้งไว้ นางนั่งกินซาลาเปาเนื้ออยู่ในห้องพลันรู้สึกว่าโลกทั้งใบช่างงดงามยิ่งนัก


หากหลิวจี้เชื่อฟังเช่นนี้ตลอดไป นางก็ไม่รังเกียจที่จะให้รางวัลเขา ให้เขาได้ลิ้มรสความหวานบ้าง


น่าเสียดาย…


“เมียจ๋า ไก่ตัวนี้ดูเหมือนจะตัวแข็งเสียแล้ว” หลิวจี้หิ้วแม่ไก่แก่ที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาทั้งสองปิดสนิทตัวหนึ่งมาแจ้งอย่างร้อนใจ


ฉินเหยากุมขมับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในช่วงฤดูหนาวเดือนสิบสอง คำพูดที่ออกจากปากนางยิ่งฟังดูเย็นเยียบกว่า “ตุ๋นเสีย”


หลิวจี้ฉีกยิ้มกว้าง รีบนำไก่ที่เพิ่งจะแข็งตายตัวนี้ไปยังห้องครัวของโรงเตี๊ยมทันที


โชคดีอย่างยิ่ง สามตัวที่เหลือ ในที่สุดก็ถูกอาหารล่อให้ออกจากกรงมาได้ พวกมันถูกหลิวจี้ไล่ต้อนวิ่งไปทั่วลาน ในที่สุดก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง


ยามค่ำคืน สองสามีภรรยาซดน้ำแกงไก่รสโอชาพลางมองไก่บ้านอีกสามตัวที่ยังคงกระโดดโลดเต้นอยู่ในมุมห้องแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมใจกันกล่าวขึ้นว่า


“สามตัวไม่เป็นมงคล หรือจะฆ่าอีกสักตัวดี?”


สบตากันแล้วแย้มยิ้ม ทุกสิ่งกระจ่างชัดโดยมิต้องเอื้อนเอ่ยคำใด


ฉินเหยากระเพาะใหญ่นัก น้ำแกงไก่หม้อเดียวไม่พอกินเลยแม้แต่น้อย ยามดึกสงัดหลิวจี้จึงตุ๋นอีกตัวให้นางกินเป็นมื้อว่างยามดึก พอกินดื่มอิ่มหนำแล้วจึงนอนหลับไปอย่างพึงพอใจ


หลิวจี้ปูที่นอนกับพื้นอย่างรู้ตัว ดวงตาเพิ่งจะหายดี เขาไม่อยากกลายเป็นมังกรตาเดียวเมื่อต้องไปพบปะผู้สูงศักดิ์ในวันพรุ่ง


ในเทียบเชิญระบุไว้ว่าจะไปถึงในยามอู่ เพื่อให้เจ้าบ้านมีเวลารับประทานอาหารเช้าและยังสามารถหลีกเลี่ยงมื้อเย็นได้อีกด้วย


เมื่อนอนหลับเต็มอิ่มตื่นขึ้นมา สองสามีภรรยาก็จัดการแต่งกายให้เรียบร้อย ฉินเหยาอุ้มกล่องของขวัญ หลิวจี้มือซ้ายหิ้วกรงไก่ มือขวาถือตะกร้าไข่ ทั้งสองออกจากห้องพักแขกอย่างติดดินยิ่งนัก เตรียมตัวไปคารวะผู้ว่าการเฮ่อที่จวน


ทั้งสองเพิ่งจะเดินพ้นประตูโรงเตี๊ยม รถม้าสีเขียวอมฟ้าคันหนึ่งที่ดูเรียบง่ายก็จอดลงเบื้องหน้าโรงเตี๊ยมในขณะเดียวกัน


บนรถม้ามีศีรษะเล็กๆศีรษะหนึ่งโผล่ออกมา เป็นเด็กหญิงสวมหมวกขนปุยรูปหัวกระต่าย ผิวขาวอมชมพู หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู


“ข้าจำท่านได้นะ ฝีพายหญิงจอมพลัง!” เฮ่อจางหัวกล่าวพลางหัวเราะร่า


ฉีเซียนกวนมุดตัวออกมาจากรถม้าในภายหลัง เอ่ยเรียก “ฮูหยิน ศิษย์น้อง” ฉินเหยาจึงกล้าเชื่อมโยงคำพูดของเด็กหญิงตัวน้อยเมื่อครู่เข้ากับตนเอง


“ศิษย์พี่ ท่านมารับพวกเราหรือ” หลิวจี้เอ่ยถามอย่างตื่นเต้น


ฉีเซียนกวนพยักหน้าพลางแนะนำเด็กหญิงข้างกายให้สองสามีภรรยา “ลูกพี่ลูกน้องของข้า เฮ่อจางหัว”


สองสามีภรรยาประสานมือคารวะอย่างสุภาพพร้อมกัน “คุณหนูเฮ่อ”


“มิต้องเกรงใจ ขึ้นรถมาเถิด ข้ากับญาติผู้พี่ได้รับคำสั่งจากท่านแม่ให้มารับพวกท่าน” เฮ่อจางหัวไม่มีท่าทีถือตัวแบบคุณหนูเลยแม้แต่น้อย ราวกับเป็นเด็กหญิงข้างบ้านที่กระตือรือร้น ดวงตาทั้งสองข้างกลมโตจับจ้องมองสองสามีภรรยาฉินเหยาอย่างพิจารณา


เมื่อเห็นหลิวจี้ ดวงตาก็ฉายแววตกตะลึงในความงามไปวูบหนึ่ง แต่ไม่นานก็ถูกไก่ในกรงดึงดูดความสนใจไป


ฉีเซียนกวนกล่าวอย่างค่อนข้างภาคภูมิใจ “นี่เป็นไก่ที่ชาวบ้านใช้แมลงที่จับเองเลี้ยงจนโตเชียวนะ”


เฮ่อจางหัวขมวดคิ้ว นี่มีอะไรน่าอวดกัน!


แต่ในใจก็ยังอดที่จะอิจฉาไม่ได้


เมื่อคืนได้ยินฉีเซียนกวนเล่าให้ท่านแม่ฟังว่าเขาอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลิว ทั้งยังสร้างเรือนปทุมที่เป็นของตนเองขึ้นหลังมาหนึ่ง นางอิจฉาจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว


พอได้ยินฉีเซียนกวนพูดอีกว่าฮูหยินของศิษย์น้องของเขาคือหญิงจอมพลังที่ช่วยให้นางชนะการแข่งเรือมังกรได้ที่หนึ่งในวันเทศกาลแข่งเรือมังกร เช้านี้นางจึงยิ่งอดรนทนไม่ไหว ร้องขอท่านแม่ให้อนุญาตให้นางออกมาต้อนรับแขก เพียงเพื่อจะได้พบหน้าอีกฝ่ายเร็วขึ้นอีกหน่อย


เนื่องจากเฮ่อจางหัวเป็นเด็กหญิง หลิวจี้จึงอยู่ด้านนอกรถม้าอย่างรู้ความ มีเพียงฉินเหยาและฉีเซียนกวนเท่านั้นที่นั่งอยู่ในตัวรถม้า


ดวงตาของเฮ่อจางหัวจับจ้องอยู่ที่ฉินเหยาแล้วเอ่ยถามนางอย่างคาดหวัง “ฮูหยิน ท่านยังจำข้าได้หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอนว่าจำได้”


“พวกเราช่างมีวาสนาต่อกันยิ่งนัก” เฮ่อจางหัวกล่าวอย่างค่อนข้างตื่นเต้น “ไม่คาดคิดว่าท่านไม่เพียงแต่ช่วยให้ข้าชนะได้ที่หนึ่ง ยังช่วยญาติผู้พี่ของข้ากับตาเฒ่ากงเหลียงเหลียวนั่นไว้ด้วย”


ตาเฒ่านั่นอย่างนั้นรึ ฉินเหยาแอบยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย คำเรียกนี้น่าสนใจอยู่บ้าง


ฉีเซียนกวนมองเฮ่อจางหัวอย่างไม่พอใจ “ห้ามกล่าววาจาล่วงเกินท่านอาจารย์เช่นนี้”


“นั่นเป็นท่านอาจารย์ของท่าน มิใช่ท่านอาจารย์ของข้าเสียหน่อย เขาไปพูดว่าร้ายข้ากับท่านพ่อ ข้าเรียกเขาว่าตาเฒ่าแล้วจะทำไม” ที่เฮ่อจางหัวทำคือเกลียดเรือนลามไปจนถึงอีกาบนเรือนด้วย พลอยทำให้มองฉีเซียนกวนศิษย์ของมหาบัณฑิตผู้นี้ไม่รื่นตาไปด้วย


ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองโต้เถียงกันอีกครั้ง ฉินเหยาได้แต่มองดูแต่ไม่พูดอะไร


ในที่สุด รถม้าก็หยุดลงหน้าประตูข้างของจวนตระกูลเฮ่อ สารถีเอ่ยว่า “คุณหนู คุณชายน้อย ถึงแล้วขอรับ”


สองลูกพี่ลูกน้องที่กำลังโต้เถียงกันเพิ่งจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่าแขกยังอยู่ด้วย


ฉีเซียนกวนกลับมิได้ใส่ใจเท่าใดนัก อย่างไรเสียเขากับสองสามีภรรยาฉินเหยาก็สนิทสนมคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว


เฮ่อจางหัวรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย ตลอดทางที่นำแขกเข้าประตูไป นางจึงมิกล้าเอ่ยคำใดมากนัก


ตอนที่ 373: สตรีสามารถเข้าร่วมกองทัพได้


เมื่อนึกถึงตอนที่หลิวจี้เข้าจวนใหญ่ของตระกูลติงในปีนั้น เขายังคงมีท่าทีราวกับคนที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอก แม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำก็ยังสร้างเรื่องน่าอับอาย


ครั้งนี้ ความหรูหราของตระกูลเฮ่อนั้นเหนือกว่า แต่เขากลับเรียนรู้ที่จะไม่วอกแวกมองไปทางอื่นแล้ว


เมื่อรวมกับกรงไก่และไข่ไก่บ้านที่หิ้วอยู่ในมือกลับเผยให้เห็นถึงความรู้สึกสูงส่งที่หวนคืนสู่สามัญ ชวนให้ฉีเซียนกวนต้องเหลียวมอง


นี่ยังคงเป็นหลิวซานเอ๋อร์คนที่เขารู้จัก คนที่เคยกอดคอเขาแล้วเปลื้องผ้าลงโรงอาบน้ำด้วยกันอยู่หรือไม่


เมื่อมาถึงหน้าประตูทรงแจกันของเรือนสองประสาน ฉีเซียนกวนก็เอ่ยขึ้น “ฮูหยิน ท่านป้าของข้ารอท่านอยู่ที่สวนหลังบ้าน ท่านไปพร้อมกับญาติผู้น้องของข้าเถิด”


ฉินเหยาพยักหน้ารับรู้ เป็นธรรมดาที่บุรุษและสตรีต้องแยกกัน นางส่งสายตาให้หลิวจี้ว่าอย่าได้ทำเรื่องขายหน้า พูดจาในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา


หากไม่ใช่เพราะรอบข้างมีสาวใช้บ่าวชายและคนรับใช้อยู่มากมาย หลิวจี้ก็คงอยากจะกลอกตาใส่แล้ว


วันนี้ไม่เหมือนวันวาน เขาไม่ใช่ไอ้หนุ่มบ้านนอกคนเดิมอีกต่อไป


ตอนนี้เขาคือศิษย์ของมหาบัณฑิต คือซิ่วไฉหลิวจี้ในอนาคต!


ฉินเหยาถือของขวัญปีใหม่ ไม่รู้จะมอบให้ใคร เฮ่อจางหัวเพียงขยับตัวเล็กน้อยก็มีพ่อบ้านและบ่าวเฒ่าก้าวออกมารับของขวัญปีใหม่จากมือของสองสามีภรรยาไป


บ่าวเฒ่ามองไก่บ้านสองตัวที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาในกรงแล้วลอบตกใจเงียบๆ ของขวัญปีใหม่ที่ติดดินเช่นนี้ ไม่ได้รับมานานมากแล้ว


นางเงยหน้าขึ้นลอบสำรวจสองสามีภรรยาผู้มาเยือน บุรุษมีรูปโฉมหล่อเหลางดงาม มีท่วงท่าสงบนิ่งเป็นธรรมชาติ สวมใส่อาภรณ์เรียบง่าย แต่กลับไม่เห็นร่องรอยของความขลาดกลัวแม้แต่น้อย


อาภรณ์ของสตรีนั้นประณีตกว่าเล็กน้อย แต่ทั่วทั้งร่างกลับมีเพียงกำไลเงินหนึ่งคู่ ไม่มีเครื่องประดับอื่นใดอีก ท่าทีของนางยิ่งสงบนิ่ง ไม่มีความประหม่าใจเสาะของการมาเยือนจวนผู้ว่าการครั้งแรกให้เห็นเลย


ยามที่นางเดินนั้นเชิดหน้าก้าวย่างอย่างองอาจ มีรัศมีน่าเกรงขามยิ่งกว่าเหล่าฮูหยินในเมืองเสียอีก ทำให้ผู้คนไม่กล้าละเลยดูแคลน


การแต่งกายที่เรียบง่าย บรรยากาศที่ไม่ธรรมดา สองสามีภรรยาต่างก็มีกลิ่นอายลึกลับที่ชวนให้ค้นหาอยู่ทั่วร่างจึงทำให้รู้สึกว่าพวกเขาไม่เหมือนคนที่มาจากในป่าเขา


ราวกับ…คู่รักเซียนผู้เร้นกาย เฮ่อจางหัวพลางเงยหน้ามองสตรีข้างกาย ในใจก็คิดจินตนาการไป


เบื้องหน้าด้านขวามีก้อนหินที่ตั้งไว้ประดับริมทาง ฉินเหยามองเห็นเฮ่อจางหัวที่เอาแต่จ้องมองตนเอง กำลังจะเดินไปชนเข้าพอดีจึงยื่นมือออกไปทันที คว้าเอวนางแล้วยกขึ้น วางลงบนทางเดินกว้างขวางด้านซ้าย


การลอยคว้างขึ้นกลางอากาศอย่างกะทันหันทำให้เด็กหญิงตัวน้อยตกใจร้อง “อ๊า” ออกมาเสียงหนึ่ง เมื่อรู้สึกตัว ดวงตาที่เงยขึ้นมองฉินเหยาก็เต็มไปด้วยประกายแห่งความชื่นชม


“ฮูหยิน ท่านมีพลังมหาศาลเช่นนี้มาแต่กำเนิดเลยหรือ ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!” เฮ่อจางหัวเอ่ยถามหยั่งเชิงอย่างใคร่รู้


ฉินเหยาพยักหน้าเบาๆ นางจึงถามต่อว่า “ท่านมีพลังพิเศษมาแต่กำเนิดเช่นนี้ เหตุใดไม่ไปสร้างผลงานในสมรภูมิเพื่อเป็นแม่ทัพหญิงเล่า”


ฉินเหยาชะงักไป “แม่ทัพหญิง?” สตรีแคว้นเซิ่งสามารถเข้าสนามรบได้ด้วยหรือ


เฮ่อจางหัวยกมือชี้ไปยังห้องโถงเบื้องหน้าอย่างตื่นเต้น “วันนี้ยังมีแขกอีกท่านหนึ่งมาเยี่ยมคารวะท่านแม่ของข้าด้วย ท่านทายดูสิว่าเป็นผู้ใด”


ฉินเหยาส่ายหน้า คร้านที่จะเดา “ทายไม่ถูก”


เฮ่อจางหัวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ทำสีหน้าราวกับว่าหากท่านได้ฟังแล้วจะต้องตกตะลึงเป็นแน่ ก่อนจะลดเสียงลงแล้วกล่าวว่า “คือแม่ทัพมู่หลิง องครักษ์ข้างกายขององค์หญิงใหญ่ ผู้บัญชาการกองทหารองครักษ์หลวงครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง”


ไม่รู้เพราะเหตุใด นางสังหรณ์ใจว่าฉินเหยาสามารถเข้าใจตำแหน่งเหล่านี้ได้ ไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดาที่ยังต้องให้นางอธิบาย ดังนั้นจึงรอคอยที่จะได้เห็นสีหน้าประหลาดใจของฉินเหยา


ฉินเหยาเองก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาสมดั่งใจนาง “แม่ทัพมู่หลิงผู้นี้ เป็นสตรีหรือ”


เฮ่อจางหัวพยักหน้าอย่างคลั่งไคล้ นางชื่นชมสตรีที่เก่งกาจเหล่านี้ที่สุดและตั้งปณิธานไว้ว่าในอนาคตจะต้องเข้าร่วมกองทัพ ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในราชสำนักด้วยฐานะขุนนางฝ่ายบู๊


และนี่คือช่องทางเดียวในการกุมอำนาจที่องค์หญิงใหญ่และฮองเฮาต่อสู้เรียกร้องมาเพื่อเหล่าสตรีชนชั้นสูง


การสอบเคอจวี่ไม่รับสตรี แต่ในค่ายทหารกลับทำได้


ทว่าจำกัดเพียงบุตรีจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ สตรีในครอบครัวขุนนางตั้งแต่ขั้นห้าขึ้นไปหรือผู้ที่มีฐานะอย่างเสี้ยนจู่และท่านหญิงที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้นจึงจะมีสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมกองทัพ


และปัจจุบันในบ้านก็มีเพียงเฮ่อจางหัวเป็นบุตรีคนเดียว ย่อมต้องเลี้ยงดูปูพื้นฐานให้นางเป็นอย่างดี


เฮ่อจางหัวกล่าวอย่างคาดหวังว่า วันนี้ที่แม่ทัพมู่หลิงมาเยือน เป็นเพราะมารดาของนางไปขอความเมตตาจากองค์หญิงใหญ่มา เพื่อเรื่องการคารวะอาจารย์ของนาง


ระหว่างที่สนทนา คนทั้งสองก็มาถึงด้านนอกห้องโถงแล้ว ฉินเหยามองเฮ่อจางหัวที่มีท่าทางกระตือรือร้นอย่างสงสัยอยู่บ้างแล้วเอ่ยถามนางว่า “เหตุใดคุณหนูจึงบอกเรื่องเหล่านี้แก่ข้า”


เด็กหญิงตัวน้อยแสดงท่าทีถ่อมตน แต่น้ำเสียงกลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ กล่าวกับนางว่า “ข้าอยากรับท่านมาเป็นองครักษ์ข้างกายข้า!”


ตั้งแต่เมื่อครั้งเทศกาลแข่งเรือมังกรก็คิดไว้แล้ว เพียงแต่เมื่อนางขอความเห็นชอบจากบิดามารดาได้ สตรีผู้มีพละกำลังมหาศาลผู้นั้นก็ได้จากไปเสียแล้ว


ผู้ใดจะคิดว่าวันนี้จะได้พานพบอีกครา ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากนางไม่ช่วงชิงโอกาสนี้ไว้เพื่อตนเองสักครั้ง ในภายภาคหน้าจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน


“ท่านเป็นเพียงสตรีสามัญชนคนหนึ่ง ตลอดชีวิตนี้ไม่มีทางข้ามผ่านเงื่อนไขบุตรีขุนนางขั้นห้าไปได้ แต่หากท่านติดตามข้า รอจนวันที่ข้าสำเร็จวิชาก็จะสามารถพาท่านเข้าสู่สนามรบไปด้วยกันได้ ถึงตอนนั้นพวกเราจะสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยกันถีบเจ้าพวกเฒ่าที่ขวางทางองค์หญิงใหญ่ให้ร่วงลงมาให้หมดสิ้น!”


ฉินเหยาพลันนึกขึ้นได้ว่า เด็กหญิงที่วาจาโอหังไม่เบาตรงหน้านางผู้นี้ ปีนี้อายุเพิ่งจะเก้าขวบเท่านั้น


เฮ่อจางหัวถามต่ออย่างมั่นใจ “ท่านตกลงหรือไม่ ข้าสามารถช่วยให้ท่านหย่าขาดจากสามีของท่านได้ เป็นภรรยาของถงเซิงมีอันใดดีกัน…”


เด็กหญิงตัวน้อยยิ่งพูดก็ยิ่งโอหังขึ้นเรื่อยๆ ในห้องโถงพลันมีเสียงตวาดเสียงหนึ่งดังส่งมา เป็นการเอ็ดที่ฟังดูคล้ายจะจริงจัง ทว่าแท้จริงแล้วแฝงไว้ด้วยความเอ็นดู “ยัยเด็กไร้มารยาท ยังไม่รีบเชิญแขกเข้ามาอีก!”


เฮ่อจางหัวที่เพิ่งพูดว่าจะให้เบี้ยหวัดรายเดือนแก่ฉินเหยาเดือนละห้าตำลึงรีบยกมือขึ้นปิดปากของตนเอง แย่แล้ว แย่แล้ว ท่านแม่ได้ยินเข้าแล้ว


ทว่าดวงตาคู่กลมโตดำขลับคู่นั้นยังคงจับจ้องฉินเหยาอย่างคาดหวัง รอคอยคำตอบจากนาง


ฉินเหยาระงับความรู้สึกตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านในใจชั่วครู่ ยิ้มบางๆแล้วตอบว่า “ขออภัยคุณหนูเฮ่อ ข้ารอท่านจนสำเร็จวิชาไม่ไหว”


คำตอบนี้เห็นได้ชัดว่าอยู่เหนือความคาดหมายของเด็กหญิงตัวน้อย นางนิ่งงันไปครู่หนึ่ง


ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทของฉีฮูหยินเลิกม่านประตูเดินออกมา ยิ้มแย้มพลางย่อกายคารวะฉินเหยา “หลิวฮูหยิน เชิญเข้ามาผิงไฟด้านในเร็วเข้าเจ้าค่ะ อากาศข้างนอกหนาวเหน็บ หากหนาวจนไม่สบายไปจะไม่ดี”


พูดพลางดึงคุณหนูของตนที่กำลังยืนนิ่งอึ้งเข้าไปในห้องอย่างแนบเนียน เป็นการเตือนนางว่าหากยังพูดมากไปกว่านี้ ฮูหยินจะเริ่มไม่พอใจแล้ว


ฉินเหยาเดินเข้าไปในห้อง ไออุ่นระลอกหนึ่งก็พัดเข้ามาห้อมล้อมนาง กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้และผลไม้ลอยเข้าปลายจมูก ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย


ฉินเหยาเดินเข้าไป ในห้องโถงมีสตรีนั่งอยู่สองนาง คนหนึ่งคือฉีฮูหยินที่แต่งกายเรียบง่ายทว่าดูสง่างาม นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน


ฉินเหยาย่อกายคารวะเล็กน้อย พลางปล่อยมุกตลกหน้าตาย “ฉินเหยาขอคารวะอวยพรปีใหม่ฮูหยินล่วงหน้า” แล้วจึงกล่าววาจามงคลรับปีใหม่สองสามประโยค


ฉีฮูหยินมองนางอย่างประหลาดใจ อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เหล่าสาวใช้และแม่นมที่อยู่ด้านหลังต่างก็ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก ไม่เคยพบเคยเห็นผู้ใดมาอวยพรปีใหม่เร็วถึงเพียงนี้


ทว่าหลังจากหัวเราะเสร็จ เมื่อเห็นฉินเหยายิ้มอย่างใจกว้างปล่อยให้พวกตนหัวเราะอย่างสบายใจ แต่ละคนก็พากันส่งสายตาเป็นมิตรมาให้นาง รู้สึกว่าคนผู้นี้น่าสนใจยิ่งนัก


ชุนฮวานำเก้าอี้ปักลายมาตัวหนึ่ง วางลงบนที่นั่งสำหรับแขกทางด้านขวา “ฮูหยินเชิญนั่งเจ้าค่ะ”


ณ ที่นั่งสำหรับแขกทางด้านซ้ายซึ่งอยู่ตรงข้ามกันนั้น ยังมีสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ นางอายุราวๆยี่สิบแปดยี่สิบเก้าปี รูปร่างสูงใหญ่มาก สูงราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกว่าเซนติเมตร ไหล่กว้างเอวหนา ในช่วงเดือนสิบสองที่หนาวเหน็บกลับสวมเพียงเสื้อคลุมบุนวมบางๆตัวเดียว สวมรองเท้าหุ้มข้อหนัง ด้านข้างของรองเท้ายังเหน็บกระบี่สั้นเล่มหนึ่งไว้


บนโต๊ะข้างกายนาง วางกระบี่ยาวที่เก็บอยู่ในฝักเล่มหนึ่ง ท่วงท่าการนั่งนั้นองอาจผึ่งผาย แม้ชัดเจนว่าเป็นสตรี แต่กลับแผ่กลิ่นอายแห่งความกล้าหาญองอาจน่าเกรงขามออกมา ทำเอาผู้คนไม่กล้าสบตาตรงๆ


ฉินเหยาสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ ทั้งยังพยักหน้าทักทายอย่างสุภาพ


จากนั้น นางก็ไม่ได้นั่งลงบนเก้าอี้ปักลายที่สาวใช้ตั้งใจยกมาให้โดยเฉพาะ แต่กลับเลือกนั่งบนเก้าอี้ราชครูที่กว้างขวางและสะดวกสบายเช่นเดียวกับสตรีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม


สตรีผู้กล้าแกร่งองอาจฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเล็กน้อย นางรู้สึกไม่สบายใจราวกับว่าอาณาเขตของตนถูกบุกรุก ทว่ากลิ่นอายที่แข็งแกร่งของอีกฝ่ายกลับทำให้นางใจเต้นรัวดุจกลอง บังเกิดความคิดที่อยากจะชักกระบี่ออกไปแทงโดยไม่รู้ตัว


แน่นอนว่านางอดทนต่อแรงกระตุ้นนี้ไว้ได้


เพียงแต่จิตต่อต้านที่ร่างกายสร้างขึ้นมาโดยสัญชาตญาณก็เพียงพอที่จะทำให้มู่หลิงตกใจจนหัวใจสั่นสะท้าน…สตรีที่อยู่ตรงข้ามนางแข็งแกร่งจนทำให้นางสั่นสะท้าน!


ตอนที่ 374: ชายบำเรอ


เฮ่อจางหัววิ่งอย่างร่าเริงไปหยุดอยู่เบื้องหน้ามารดาของนาง เมื่อเผชิญหน้ากับสีหน้าตำหนิของมารดาก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างร่าเริงน่ารัก เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาจนทำให้ผู้คนไม่กล้าตำหนินางอีก


“ปากของเจ้านี่นะ ต่อไปจะทำตัวไร้มารยาทต่อหน้าแขกเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้วนะ” ฉีฮูหยินพลางอบรมสั่งสอนบุตรีพลางส่งยิ้มขออภัยบางๆให้แก่ฉินเหยา


ฉินเหยาส่ายหน้า แสดงออกว่าตนไม่ได้ถือสา ทั้งยังเป็นฝ่ายเอ่ยถึงเรื่องน่าสนุกที่ฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวเคยประสบในหมู่บ้าน ถือเป็นการอธิบายให้ผู้ปกครองชั่วคราวของฉีเซียนกวนฟัง


ทุกคนในห้องตั้งใจฟังพลางหัวเราะออกมาเป็นครั้งคราวเพราะมุกตลกหน้าตายอันเป็นเอกลักษณ์ของฉินเหยา บรรยากาศจึงกลมเกลียวเป็นอย่างยิ่ง


มีเพียงมู่หลิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉินเหยาที่จ้องมองนางเขม็ง ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกอยากค้นหาความจริง


ฉินเหยายกถ้วยชาขึ้นมาดื่มเพื่อเลี่ยงสถานการณ์ ฉีฮูหยินจึงเป็นฝ่ายรับช่วงบทสนทนาต่อ โดยพูดถึงเรื่องของเฮ่อจางหัว


มู่หลิงที่นิ่งเงียบมานานในที่สุดก็เอ่ยปาก กวักมือเรียกเฮ่อจางหัวให้มาอยู่ตรงหน้านาง ลูบศีรษะของเด็กหญิง ในแววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ เอ่ยชื่นชมว่า “เจ้ามีความภักดีต่อองค์หญิงใหญ่ยิ่งนัก หากองค์หญิงใหญ่ทรงทราบจะต้องยินดีเป็นอย่างยิ่ง”


นางรู้ว่าวาจาเหล่านั้นที่เฮ่อจางหัวกล่าวกับฉินเหยาที่หน้าประตู เป็นการจงใจพูดออกมา


ฉินเหยาที่กำลังดื่มชาก็ยังคงดื่มต่อไป แน่นอนว่านางเองก็สัมผัสได้เช่นกันว่าวาจาที่เด็กหญิงตัวน้อยพูดกับตนนั้น ไม่ได้ต้องการให้นางได้ยินเพียงผู้เดียว


แต่เป็นเด็กเหมือนกัน การเปรียบเทียบระหว่างเด็กจากตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์กับเด็กจากครอบครัวสามัญชนช่างน่าสังเวชนัก ซื่อเหนียงของบ้านนางยังรู้เพียงแค่ว่าจะกินถังหูลู่ แต่เฮ่อจางหัวกลับรู้จักวางแผนหาหนทางให้ตนเองแล้ว


เฮ่อจางหัวเงยหน้าขึ้นมองมู่หลิงด้วยความประหลาดใจ “ท่านแม่ทัพ จริงหรือเจ้าคะ องค์หญิงใหญ่จะทรงยินดีหรือเจ้าคะ


มู่หลิงพยักหน้า มองดูเด็กหญิงด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนซึ่งหาได้ยากยิ่ง


เมื่อฉีฮูหยินเห็นดังนั้นก็เอ่ยสนับสนุนคำพูดของมู่หลิงต่อ กล่าวถ้อยคำรำลึกถึงองค์หญิงใหญ่ออกมามากมาย


มู่หลิงจึงถือโอกาสกล่าวว่า “หากฮูหยินติดธุระจนไม่อาจเข้าเมืองหลวงได้ แม่ทัพผู้นี้ก็สามารถพาบุตรีของท่านไปยังบ้านสกุลเดิมของท่านที่เมืองหลวงเพื่อฉลองปีใหม่ได้ ถือโอกาสเข้าเฝ้าองค์หญิงใหญ่ไปในคราวเดียวกัน ให้คุณหนูเป็นผู้นำคำทักทายของฮูหยินไปส่งมอบ เชื่อว่าเมื่อองค์หญิงใหญ่ได้ทอดพระเนตรเด็กที่ฉลาดและน่ารักเช่นคุณหนูก็จะทรงเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง”


เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ มู่หลิงก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ นางได้เอ่ยถึงท่านหญิงฮุ่ยหยางที่ต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไปยังแดนไกล


“นับตั้งแต่ท่านหญิงไปถึงชายแดนทางตอนเหนือ องค์หญิงใหญ่ก็ทรงคิดถึงท่านหญิงทั้งวันทั้งคืน เศร้าพระทัยอยู่นานมาก หากคุณหนูเต็มใจที่จะไปอยู่เป็นเพื่อนข้างกายองค์หญิงใหญ่ก็น่าจะช่วยบรรเทาความทุกข์จากความคิดถึงให้องค์หญิงใหญ่ได้ไม่น้อย”


เมื่อคำพูดนี้ถูกพูดออกไป สีหน้าของเฮ่อจางหัวที่เดิมทียังยิ้มแย้มสดใสพลันก็แข็งทื่อขึ้นมาทันที อย่างไรเสียนางก็ยังเป็นเด็ก ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีนักจึงรีบสะบัดมือออกจากมู่หลิง วิ่งกลับไปอยู่ข้างกายมารดา ซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของนาง


ด้วยกลัวว่าตนเองจะถูกแย่งไปเป็นบุตรีของบ้านอื่น นางต้องการเพียงท่านแม่ของตนเองเท่านั้น!


ฉีฮูหยินตบหลังบุตรีเบาๆอย่างนึกขันพลางหันไปถามแม่นมที่อยู่ข้างกายว่า “ถึงยามงีบหลับกลางวันของคุณหนูแล้วใช่หรือไม่ ยัยเด็กขี้เกียจคนนี้คงจะง่วงแล้ว ท่านแม่ทัพอย่าได้ถือสา”


แม่นมผู้นั้นก็มีเล่ห์เหลี่ยมแปดร้อยเล่มเกวียน รีบกล่าวเสริมว่าถึงเวลาแล้วจริงๆ ก่อนจะพาเฮ่อจางหัวออกไป


บรรยากาศภายในห้องพลันอึดอัดขึ้นมาในทันใด สีหน้าของมู่หลิงเคร่งขรึมลง โดยปกติแล้วนางจะเก็บงำความเย่อหยิ่งของตนเองไว้เฉพาะเวลาที่อยู่เบื้องหน้าองค์หญิงใหญ่เท่านั้น ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉีฮูหยิน แม้แต่จะเสแสร้งนางยังขี้เกียจ


นางแค่นเสียงเหยียดหยันคราหนึ่ง กล่าวว่า “ฮูหยินพร่ำพูดอยู่ตลอดว่าระลึกถึงองค์หญิงใหญ่ อยากจะแบ่งเบาความกังวลให้องค์หญิงใหญ่ ในความเห็นของแม่ทัพผู้นี้ เป็นเพียงการประจบสอพลอด้วยวาจาเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ต้องการจะแบ่งเบาภาระให้องค์หญิงใหญ่เลยแม้แต่น้อย!”


นางลุกพรวดขึ้นมา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม่ทัพผู้นี้ยังมีภารกิจสำคัญอื่นอยู่ คงต้องขอตัวไปก่อน ลาก่อน!”


นางพยักหน้าส่งๆ แล้วหยิบกระบี่เดินจากไป!


เหล่าสาวใช้และแม่นมต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก รีบหันไปมองนายหญิงของตน ไม่รู้ว่าควรจะตามไปหรือไม่


ฉีฮูหยินเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก นางถอนหายใจยาวระบายความอัดอั้นตันใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นไล่ตามไปด้วยตนเอง “ท่านแม่ทัพช้าก่อน จางหัวชื่นชมท่านแม่ทัพเป็นที่สุด วันนี้ยังเตรียมรำกระบี่ไว้ หวังจะรำให้ท่านชมระหว่างมื้อค่ำเพื่อขอคำชี้แนะจากท่าน…”


เสียงค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ แต่ฉินเหยามีหูที่ดีเลิศจึงได้ยินเสียงมู่หลิงแค่นเสียงอย่างเย็นชาคราหนึ่ง “บุตรีของท่านสูงศักดิ์ล้ำค่า แม่ทัพผู้นี้ไหนเลยจะคู่ควรชี้แนะ!”


ดังนั้น…


ฉินเหยา ไม่มีใครสนใจข้าแล้วใช่หรือไม่


อ้อ ยังมีสาวใช้ที่ชื่อชุนฮวาคนหนึ่ง กำลังมองนางอย่างกระอักกระอ่วนใจอยู่


ฉินเหยาไม่ใช่คนไม่มีไหวพริบ นางวางถ้วยชาลง หยิบขนมงดงามประณีตบนโต๊ะขึ้นมากินไปพลางถามไปพลางว่า


“ใกล้จะค่ำแล้ว ในเมื่อฮูหยินมีธุระต้องจัดการ ข้าก็ไม่ควรรบกวนอีกต่อไป เพียงแต่ไม่รู้ว่าทางสามีของข้าเป็นอย่างไรบ้าง พอจะรบกวนน้องชุนฮวาไปช่วยดูให้หน่อยได้หรือไม่”


ชุนฮวากล่าวว่าไม่กล้าให้นางเรียกว่าน้องสาว จากนั้นจึงรับคำแล้วเดินออกไปนอกประตู เรียกบ่าวรับใช้ที่ทำหน้าที่วิ่งส่งข่าวมาคนหนึ่ง ให้ไปถามให้


ฉินหยารอประมาณหนึ่งเค่อ บ่าวรับใช้ผู้นั้นก็วิ่งกลับมาอย่างหอบกระชั้น บอกว่าทางนั้นใกล้จะเสร็จแล้ว


แต่เดิมผู้ว่าการเฮ่อตั้งใจจะรั้งตัวคนไว้รับประทานอาหาร แต่ฉินเหยาได้กำชับไว้นานแล้วว่าอย่าอยู่นาน หลิวจี้รู้สึกเสียดายในใจ แต่ก็ยังคงปฏิเสธอย่างหนักแน่น


บังเอิญบ่าวรับใช้ก็มาถึงพอดี หลิวจี้จึงถือโอกาสกล่าวลา


กงเหลียงเหลียวเห็นว่าเขาจะไปก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง หลิวจี้ทำได้เพียงยิ้มประจบ กล่าวว่าสองวันนี้จะยังคงอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑล หากท่านอาจารย์ต้องการก็ให้คนมาเรียกเขาได้ทุกเมื่อจึงสามารถปลอบประโลมชายชราที่อารมณ์ไม่ดีได้


หลิวจี้กล่าวลาผู้ว่าการเฮ่อและเดินตามบ่าวชายมายังประตูด้านข้างเพื่อรอ ไม่นานนักก็เห็นฉินเหยาก้าวยาวๆเข้ามา ในมือยังถือขนมที่ชุนฮวาห่อให้


“ไปกันเถอะ” ฉินเหยาพยักหน้าให้หลิวจี้ หลิวจี้หันไปกล่าวขอบคุณบ่าวชายและชุนฮวาอย่างสุภาพแล้วจึงยกมือขึ้นทำท่าเชิญ แสดงออกว่าให้เมียจ๋าเดินไปก่อน


ในสายตาของคนนอก นี่มันบัณฑิตรูปงามที่ทั้งรักภรรยาและรู้จักกาลเทศะชัดๆ!


ชุนฮวาหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าลงอย่างเขินอาย พลางย่อกายคารวะตอบ “นายท่านหลิว หลิวฮูหยิน เดินระวังระวังนะเจ้าคะ”


สองสามีภรรยาเดินออกจากประตูด้านข้างของตระกูลเฮ่อ ด้านนอกเป็นซอยที่คึกคักมาก มีพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่มากมายตะโกนขายของอยู่ในซอย สองสามีภรรยาสบตากัน ทั้งคู่ต่างก็มีเรื่องที่อยากจะพูดจึงชะลอฝีเท้าลงอย่างรู้ใจกัน เดินชมไปพลางคุยไปพลาง


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้หลิวจี้พูดก่อน


หลิวจี้กระแอมอย่างร้อนตัวสองครั้งแล้วกล่าวว่า “ใต้เท้าชมว่าข้ามีรูปโฉมงดงามเหนือสามัญ ถามว่าข้ามีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง ยังบอกอีกว่าคนขององค์หญิงใหญ่ก็มาในวันนี้ด้วย อยู่ที่เรือนส่วนหลังนั่นเอง เมียจ๋าเจ้าคงจะได้พบแล้ว แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ!”


“ประเด็นสำคัญคือ…” หลิวจี้พลันทำท่าบิดตัวเขินอาย ดัดเสียงกระซิบข้างหูนางว่า “ข้าขอชี้แจงก่อนนะว่าข้าไม่ได้หลงตัวเอง แต่ข้ากลับรู้สึกว่าสายตาที่ท่านผู้ว่าการเฮ่อมองข้านั้นมันแปลกๆ”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “แปลกๆอย่างไร”


หลิวจี้ส่ายหน้า เขาอธิบายไม่ถูก แต่กลับรู้สึกเหมือนว่าท่านผู้ว่าการเฮ่อเตรียมจะขายเขาทิ้ง


ฉินเหยาเห็นเขาไม่ตอบจึงพูดล้อเล่นว่า “หรือว่าคิดจะจับเจ้าแต่งองค์ทรงเครื่องส่งไปเป็นชายบำเรอให้องค์หญิง?”


หลิวจี้เกือบจะตกใจตายเพราะวาจาของนาง รีบยกมือขึ้นคิดจะปิดปากนางแต่ก็กลัวจะโดนทุบ สุดท้ายจึงทำได้เพียงใช้สายตาถลึงมองนาง “เมียจ๋า พูดจาระวังหน่อย!”


ฉินเหยาหัวเราะฮ่าๆ “ข้าแค่ล้อเล่น องค์หญิงจะเห็นเจ้าอยู่ในสายตาได้อย่างไร แต่ว่า…”


นางหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตามืดลง “สามีภรรยาตระกูลเฮ่อดูเหมือนอยากจะประจบประแจงองค์หญิงกันทั้งคู่”


นางพูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงที่เบามาก หลิวจี้ที่อยู่ใกล้ถึงเพียงนี้ก็ยังได้ยินไม่ชัดเจนนัก ได้ยินเพียงคำว่าองค์หญิงและประจบประแจงเท่านั้น


แต่สองสามีภรรยาก็ยังมีความใจตรงกันอยู่บ้างในเรื่องนี้ หลิวจี้เดาได้ว่านางกำลังพูดเรื่องอะไรจึงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “อย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับสามัญชนเช่นพวกเราสองคน”


ตอนที่ 375: กดก่อนแล้วค่อยยก


ฉินเหยาชำเลืองมองเขาด้วยหางตา เรื่องแค่นี้ยังต้องให้เขาพูดอีกหรือ


หากมีความเกี่ยวข้อง ฉีฮูหยินก็คงไม่มานั่งสนทนาเรื่องใหญ่โตกับแม่ทัพมู่หลิงผู้นั้นต่อหน้านางหรอก


“จริงสิ” ฉินเหยายิ้มให้หลิวจี้อย่างได้ใจ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนขององค์หญิงใหญ่ที่อยู่ในเรือนส่วนหลังวันนี้คือผู้ใด”


หลิวจี้ส่ายหน้า ในใจคิดว่า คงจะเป็นขุนนางหญิงคนสนิทข้างกายองค์หญิงใหญ่กระมัง


ฉินเหยาตอบทีละคำ “คือแม่ทัพซ้ายมู่หลิง ผู้บัญชาการกองทหารองครักษ์หลวงครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง เป็นสตรี”


นางเน้นสองคำสุดท้ายเป็นพิเศษ หลิวจี้ยังนึกว่าตนเองฟังผิด เขาร้อง “หา” ออกมาคำหนึ่ง ถึงเพิ่งจะตั้งสติได้แล้วมองฉินเหยาอย่างตกตะลึง “ข้าเรียนมาน้อย เจ้าอย่ามาหลอกข้าเชียวนะ!”


ฉินเหยา “ข้าจะหลอกเจ้าก็ไม่ใช้เรื่องนี้มาหลอกหรอก หากไม่เชื่อเจ้าก็ไปถามอาจารย์กับศิษย์พี่ของเจ้าสิ พวกเขาต้องรู้อย่างแน่นอน”


“แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่เคยบอกข้าเลยเล่า” หลิวจี้ไม่เชื่อ เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีสตรีเป็นแม่ทัพซ้าย นี่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!


“ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ประสบการณ์ของพวกเราสองคนยังน้อยเกินไป รู้เพียงแค่เรื่องราวในที่ดินผืนน้อยของตนเอง แม้แต่จังหวัดจื่อจิงก็ยังไม่เคยออกไป โลกภายนอกมีผู้คนและเรื่องราวเป็นเช่นไร ล้วนไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย” ฉินเหยากล่าวอย่างทอดถอนใจ


หลิวจี้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่านี่เป็นไปไม่ได้ “จะเป็นไปได้อย่างไร!”


“สตรีสามารถเข้าร่วมกองทัพได้ ข้าเองก็เพิ่งรู้ในวันนี้เช่นกัน” ฉินเหยาเล่าเรื่องสิทธิพิเศษของสตรีชนชั้นสูงที่รู้มาจากเฮ่อจางหัวให้ฟัง หลิวจี้รู้สึกว่าโลกทัศน์ของเขากำลังจะพังทลาย


เขาเหลือบมองนางสองครั้งอย่างเป็นกังวลโดยไม่รู้ตัว ในใจคิดว่าหากสตรีสามารถเป็นแม่ทัพได้ เช่นนั้นชั่วชีวิตที่เหลือของตน มิใช่ว่าจะต้องถูกสตรีใจร้ายผู้นี้กดขี่จนไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากหรอกหรือ


เมื่อได้ยินเงื่อนไขการเข้าร่วมกองทัพที่ตั้งไว้ในภายหลังเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อก ทั้งยังหัวเราะเยาะสองสามครั้ง “ข้าว่าแล้วเชียว หากสตรีทั่วไปสามารถเข้าร่วมกองทัพ สร้างผลงานทางการทหารได้ ฟ้าดินของแคว้นเซิ่งจะไม่กลับตาลปัตรหรอกรึ”


“ต้องเป็นคนในตระกูลขุนนางขั้นห้า ฮ่าๆๆ เรื่องแบบนี้มีอยู่จริงด้วยรึ เป็นคุณหนูสูงศักดิ์อยู่ดีๆไม่ชอบ โง่แล้วกระมังถึงได้อยากไปลำบากในค่ายทหารกับพวกบุรุษเหม็นๆที่ไม่ยอมอาบน้ำล้างเท้า”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลิวจี้พลันชะงักไปครู่หนึ่ง มีบางสิ่งที่สำคัญมากแวบเข้ามาในหัว แต่เขากลับคว้ามันไว้ไม่ทัน


ฉินเหยาที่เดินอยู่ข้างหน้าก็พลันหยุดฝีเท้าลงเช่นกัน เมื่อครู่นี้นางยังคิดอยู่ว่าโลกใบนี้แท้จริงแล้วไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นางจินตนาการไว้ อย่างน้อยสตรีในชนชั้นปัญญาชนก็ยังสามารถได้รับอำนาจผ่านผลงานทางการทหารได้


แต่เมื่อคิดกลับกัน สตรีมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าโดยธรรมชาติ แต่กลับยังต้องเลือกเส้นทางเข้าร่วมกองทัพนี้ นี่มิใช่การกระทำที่สิ้นไร้หนทางหลังถูกกดขี่อย่างสุดขั้วจากระบบปิตาธิปไตยหรอกหรือ


และแม้ว่าจะเป็นเส้นทางที่ยากลำบากถึงเพียงนี้ บุรุษสามัญชนเช่นหลิวจี้ก็ยังรู้สึกหวาดระแวงอย่างสุดซึ้งในใจ กลัวว่าฟ้าดินและหยินหยางจะสลับกลับตาลปัตร บุรุษที่ไร้อำนาจ ไร้อิทธิพล ไร้ความสามารถ และไร้ข้อดีเช่นเขาจะไม่สามารถเพลิดเพลินกับการคุ้มครองของระบบปิตาธิปไตยได้อีกต่อไป


สภาพแวดล้อมที่จอแจเบื้องหน้าพลันเงียบสงบลง สองสามีภรรยาที่กำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิดเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน


สตรีกลุ่มหนึ่งในชุดรบสีแดงเรียบง่ายแบบเดียวกันปรากฏตัวขึ้นในซอยตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ เป็นกลุ่มคนห้าคน แต่ละคนล้วนมีรูปร่างสูงโปร่งแข็งแรง ในมือถือกระบี่ สีหน้าเคร่งขรึมไม่ยิ้มแย้ม เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็แผ่ความรู้สึกกดดันอย่างรุนแรงออกมา


เหล่าพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ต่างพากันเงียบเสียงลงพร้อมเพรียงกัน ก้มหน้าลงอย่างหวาดหวั่น ไม่กล้ามองเหล่าแม่ทัพหญิงที่เห็นได้ชัดว่ามีฐานะไม่ธรรมดา


สตรีที่เป็นผู้นำก้าวออกมาหนึ่งก้าว ประสานหมัดพลางเอ่ยถาม “ฉินเหยา?”


ฉินเหยามองพวกนางอย่างระแวดระวัง เพิ่งจะคิดก้าวไปข้างหน้าก็พบว่าชายเสื้อของตนถูกคว้าไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ หลิวจี้หลบอยู่ข้างหลังนางอย่างประหม่า ปากก็พึมพำ


“ไม่จริงน่า ไม่จริงน่า…” คงไม่เป็นดังที่สตรีใจร้ายพูดจริงๆใช่หรือไม่ องค์หญิงส่งคนมาจับเขาไปเป็นชายบำเรอ!


ฉินเหยาเหลือบมองเขาก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่จึงดึงมือที่จับชายเสื้อของนางออกอย่างไร้คำจะเอ่ย นางก้าวไปข้างหน้าพลางตอบว่า “ข้าเอง ข้าคือฉินเหยา พวกเจ้าคือ?”


อีกฝ่ายเห็นว่านางไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อยก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าคลุมเครือ ไม่ได้ตอบคำถามของนาง เพียงแค่ยกมือขึ้นทำท่าเชิญ “ฉินเหยา หัวหน้าหลิงของพวกเราต้องการพบเจ้า เชิญ!”


“แม่ทัพมู่หลิง?” ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อครู่เพิ่งจะเจอกันไม่ใช่หรือ


คนทั้งหลายเปิดทางให้เส้นทางหนึ่ง แฝงไปด้วยการบีบบังคับเล็กน้อย ไม่อนุญาตให้นางปฏิเสธ


ฉินเหยาหันกลับไปมองหลิวจี้แวบหนึ่งแล้วชี้ไปยังมุมถนนข้างๆ “เจ้าไปรอข้าตรงนั้น”


หลิวจี้รีบร้อง “อ้อๆ” รับคำ เผยสีหน้าเป็นห่วงนางอยู่หลายส่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิงว่า “เมียจ๋า เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ต้องให้ข้าไปเป็นเพื่อนน่ะ”


ฉินเหยาเท้าสะเอว ถอนหายใจอย่างจนปัญญา เจ้าดูสิว่าสตรีห้าคนนี้มีทีท่าว่าจะเชิญเจ้าไปด้วยกันหรือไม่


หลิวจี้ยิ้มเจื่อนๆ แล้วรีบเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งไปยังมุมถนน พิงกำแพงแล้วจ้องมองรถม้าสีดำคันนั้นที่จอดอยู่หน้าประตูใหญ่ของจวนเฮ่ออย่างลับๆล่อๆ


ฉินเหยาเดินตามสตรีหลายคนไปยังข้างรถม้า เสียงหยอกล้อของมู่หลิงก็ดังมาจากบนรถ


“ได้ยินว่าเจ้ามีพลังดั่งเทพ ไม่รู้ว่ารูปปั้นสิงโตหินสองตัวหน้าประตูจวนเฮ่อนั้น จะสามารถใช้ฝ่ามือเดียวฟาดให้แตกได้หรือไม่”


ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ทัพอยากดูหรือ เช่นนั้นท่านก็ต้องเตรียมเงินชดใช้ค่าเสียหายไว้ให้พร้อมเล่า หากข้าฟาดจนแตก ข้าชดใช้ไม่ไหวหรอกนะ”


ม่านหน้าต่างรถถูกเลิกขึ้น มู่หลิงกวาดสายตามองไปยังสิงโตหินสองตัวนั้น “พูดเช่นนี้ แสดงว่าเจ้าสามารถใช้มือเปล่าฟาดสิงโตหินสองตัวนี้ให้แตกได้สินะ”


ฉินเหยาร้อง “อือฮึ” แล้วเลิกคิ้ว กอดอกแล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว นางไม่ชอบการเงยหน้ามองคนอื่น คอของนางก็รู้สึกไม่สบายด้วย


ตอนนี้เมื่อถอยห่างออกมาเล็กน้อย สายตาจึงอยู่ในระดับเดียวกับมู่หลิงที่อยู่บนรถม้าจึงรู้สึกดีขึ้นในทันที


มุมปากของมู่หลิงเบ้ลงเบาๆ เตือนนางว่า “เจ้าเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง พบหน้าแม่ทัพผู้นี้กลับไม่ทำความเคารพ ช่างกล้านัก!”


เมื่อวาจานี้สิ้นสุดลง เหล่าทหารหญิงใต้บังคับบัญชาก็ส่งสายตาคุกคามไปยังฉินเหยา ผู้ที่เป็นผู้นำตวาดว่า “ฉินเหยาบังอาจ! พบเจอแม่ทัพของพวกเราแล้วยังไม่คุกเข่าอีก!”


ทว่า สตรีที่ถูกพวกนางตวาดกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เอ่ยปากยิ้มบางๆว่า “กฎหมายของแคว้นเซิ่งข้อใดเขียนไว้ว่าสามัญชนเมื่อพบหน้าแม่ทัพแล้วต้องคุกเข่าคำนับรึ”


ทหารหญิงทั้งห้าคนตกตะลึงไปชั่วขณะ ในกฎหมายมีข้อนี้ด้วยหรือ ดูเหมือนจะมีนะ ที่ผ่านมาไม่ใช่เป็นเช่นนี้มาตลอดหรอกหรือ


มู่หลิงแทบจะทนดูไม่ได้ โบกมือเป็นสัญญาณให้พวกนางถอยไปแล้วกล่าวกับฉินเหยาด้วยตนเอง


“เป็นเพียงหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง กลับมีความกล้าหาญและสติปัญญาอยู่บ้าง แต่ในกฎหมายแคว้นเซิ่ง หมวดพิธีรีตอง หน้าที่สามสิบห้ามีเขียนไว้ว่า สามัญชนทุกคน เมื่อพบขุนนางควรยอบกายคำนับเพื่อแสดงความเคารพ”


ฉินเหยาพยักหน้า แสดงออกว่าได้รับความรู้ใหม่แล้ว “แต่ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านป่าเถื่อนคนหนึ่ง ไม่เข้าใจว่าการยอบกายคำนับต้องทำอย่างไร ใต้เท้าพอจะสอนข้าได้หรือไม่”


นางขอคำสอนอย่างจริงใจ แต่เมื่อทหารหญิงทั้งห้าได้ยิน นี่มันไม่ใช่การยั่วยุอย่างโจ่งแจ้งหรอกหรือ


“เจ้า…” ทหารหญิงผู้ที่เป็นผู้นำคิดจะลงมือ แต่ก็ถูกมู่หลิงถลึงตาใส่จนต้องถอยกลับไป


ฉินเหยามองมู่หลิงอย่างใสซื่อ นางทำไม่เป็นจริงๆ และก็อยากจะเรียนรู้จริงๆ


มู่หลิงหัวเราะเยาะในใจ เช่นนั้นข้าจะสอนเจ้าเอง ดูสิว่าเจ้าจะทำความเคารพหรือไม่!


นางกระโดดลงมาจากรถม้า เรียกทหารหญิงผู้ที่เป็นผู้นำคนนั้นมาตรงหน้าแล้วให้นางสาธิตให้ฉินเหยาดู


การยอบกายคำนับที่ว่านั้นคือ ให้ขาทั้งสองข้างวางสลับกันหน้า-หลังแล้วย่อตัวลงจนสุดจนสะโพกแตะกับน่องของขาหลัง มือทั้งสองข้างเหยียดออกในแนวราบ วางแนบสนิทอยู่บนเข่าของขาหน้าแล้วกล่าวคำแสดงความเคารพว่า “ข้าหญิงชาวบ้านหลิวฉินซื่อ คารวะท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ!”


ทหารหญิงสาธิตเสร็จสิ้นก็มองฉินเหยาอย่างท้าทาย ถึงตาเจ้าแล้ว


มู่หลิงไม่เชื่อว่านางจะยอมทำความเคารพตนเองเพราะผู้มีความสามารถพิเศษมักจะมีความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีอยู่หลายส่วน ยอมหักไม่ยอมงอ


นางคิดไว้แล้วว่าหลังจากที่ฉินเหยาไม่ยอมทำความเคารพ ตนเองจะถือโอกาสนี้จัดการนางต่อไปอย่างไร


เพราะการตบหัวแล้วลูบหลัง ให้หัวไชเท้าหลังจากให้ไม้กระบอง กลยุทธ์กดก่อนแล้วค่อยยกเช่นนี้นางใช้กี่ครั้งก็ไม่เคยพลาด


แต่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ!


ฉินเหยาย่อตัวลง ทำความเคารพนางอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน “หญิงชาวบ้านฉินเหยา คารวะแม่ทัพมู่หลิงเจ้าค่ะ!”


เมื่อทำความเคารพเสร็จก็ลุกขึ้นยืน ยิ้มมองนาง


เหล่าทหารหญิงต่างพากันตาค้าง เหตุใดจึงไม่เล่นไปตามบทเล่า! ความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของเจ้าเล่า ความดื้อรั้นของเจ้าเล่า


อากาศพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาดชั่วขณะ ในหัวของมู่หลิงพลันว่างเปล่า บอกไม่ถูกว่าเป็นความผิดหวังหรือการคาดการณ์เพื่อควบคุมสถานการณ์ของนางถูกทำลาย ความโกรธพลันพลุ่งพล่านขึ้นมา รู้สึกเหมือนตนเองเป็นลิงที่ถูกหลอก!


ตอนที่ 376: ปฏิเสธคำเชิญ


เมื่อสัมผัสได้ถึงความโกรธเนื่องจากความอับอายของมู่หลิง ฉินเหยาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถาม “ท่านแม่ทัพต้องการพบข้าด้วยเรื่องอันใดกันแน่”


มู่หลิงหันหลังกลับไปสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเลี่ยงไม่ให้ตนเองต้องโกรธจนสูญเสียสติไปเพราะการเล่นนอกบทของนาง เมื่อสงบสติอารมณ์ลงได้เล็กน้อยก็รู้ว่าสตรีตรงหน้านางผู้นี้ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ จึงยื่นข้อเสนอให้นางโดยตรง


“เจ้ามีพละกำลังมหาศาลดั่งเทพ หากปล่อยให้สูญเปล่าไปในหมู่บ้านชนบทเช่นนี้ คิดว่าเจ้าคงจะไม่ยินยอมใช่หรือไม่ สนใจจะรับใช้ใต้เบื้องพระบาทขององค์หญิงใหญ่หรือไม่”


ลมหายใจของฉินเหยาถี่กระชั้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จะบอกว่าไม่ตื่นเต้นเลยก็คงเป็นเรื่องโกหก โอกาสที่จะก้าวขึ้นสู่สวรรค์ในคราวเดียวพลันมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ช่างน่าดึงดูดใจอย่างยิ่งจริงๆ


แต่หลังจากความยินดีที่ซ่อนเร้นในใจผ่านพ้นไป ฉินเหยาก็สงบลงอีกครั้งแล้วเอ่ยถามอย่างใคร่รู้


“ข้าเป็นคนหยาบกระด้าง ไม่ชอบฟังคำพูดเลื่อนลอย เชื่อเพียงสิ่งที่ข้าสามารถมองเห็นและสัมผัสได้เท่านั้น ดังนั้นจึงขอถือวิสาสะถามสักประโยค ท่านแม่ทัพคิดจะจัดเตรียมตำแหน่งใดให้ข้าเพื่อรับใช้องค์หญิงใหญ่หรือ”


มู่หลิงยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างมั่นใจ กล่าวว่า “ตามหลักแล้ว คนใหม่ทุกคนจะต้องผ่านการทดสอบสองปี ผู้ที่ผ่านการทดสอบจึงจะสามารถเข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ได้ แต่ข้าสามารถแหกกฎให้เจ้าเป็นพิเศษได้ เพียงแค่เจ้ามา เจ้าก็คือสมาชิกหน่วยราชองครักษ์ ได้รับการปฏิบัติเทียบเท่าทหารขั้นเจ็ด”


“องค์หญิงใหญ่ทรงปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเมตตาเสมอมา เพียงแค่เจ้าตั้งใจทำงานให้ดี ภายในสามปีการเลื่อนขั้นเป็นขั้นหกก็ไม่ใช่เรื่องยาก”


มู่หลิงรู้สึกว่า เมื่อมีเงื่อนไขที่ดีงามถึงเพียงนี้วางอยู่ตรงหน้า สามัญชนคนหนึ่งคงจะดีใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว


นางมองฉินเหยาอย่างคาดหวัง รอให้นางเอ่ยคำพูดเช่น ‘ยินดีถวายความภักดีต่อองค์หญิงใหญ่’ ออกมา


ทว่า ฉินเหยากลับหัวเราะออกมา กล่าวอย่างคาดไม่ถึงอยู่บ้าง “นึกไม่ถึงว่าข้าจะคู่ควรกับตำแหน่งทหารขั้นเจ็ด แต่ท้ายที่สุดนั่นก็เป็นเพียงการปฏิบัติที่เทียบเท่าทหารขั้นเจ็ดเท่านั้น มิใช่ทหารขั้นเจ็ดที่แท้จริง”


“พูดอีกอย่างก็คือ ที่จริงแล้วข้าก็เป็นเพียงข้ารับใช้คนหนึ่งในจวนองค์หญิงที่รับเบี้ยหวัดรายเดือน และยังต้องพร้อมสละชีวิตเพื่อองค์หญิงใหญ่ได้ทุกเมื่ออีกด้วย”


“ขออภัยท่านแม่ทัพ” ฉินเหยายอบกายคำนับอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงลุกขึ้นยิ้มพลางกล่าวว่า “เงื่อนไขที่ท่านเสนอมา ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ข้ายินดีสละชีวิตเพื่อความภักดีได้”


พูดจบก็หันหลังเตรียมจะจากไป


เหล่าทหารหญิงมองนางอย่างตกตะลึง ไม่กล้าเชื่อว่าจะมีคนยอมสละโอกาสเช่นนี้อยู่ด้วย


ดั่งที่ท่านแม่ทัพกล่าวไว้ ทหารหญิงเช่นพวกนาง การที่สามารถเข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ได้ล้วนต้องผ่านการฝึกฝนในค่ายทหารมาเป็นเวลาสองปีก่อน หลังจากนั้นยังต้องผ่านการคัดเลือกอีกหลายขั้นตอนจึงจะสามารถไปยืนอยู่เบื้องหน้าองค์หญิงใหญ่ได้


นี่เป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่เพียงใด กลับยังมีคนรังเกียจอีก!


มู่หลิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มองแผ่นหลังที่จากไปอย่างสง่างาม ในใจก็เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม รีบก้าวเท้าตามไปสองก้าว ตะโกนรั้งนางไว้


“ฉินเหยา!”


ฉินเหยาหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมา ยิ้มน้อยๆมองนาง


มู่หลิงมองนางอย่างเคียดแค้น เอ่ยเตือนอีกครั้ง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าโอกาสเช่นนี้มีสตรีมากมายเพียงใดที่อยากได้แต่ก็ยังไม่ได้มา”


นางยกนิ้วชี้ไปยังมุมกำแพงด้านหน้า ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งที่แม้มีใบหน้าน่ามอง ทว่ากลับถูกสายตาของนางข่มเสียจนสะดุ้งหดคอถอยหลังไป นางเอ่ยว่า “เจ้าคิดจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับชายขี้ขลาดเช่นนี้น่ะหรือ มีลูกมีเต้ากับเขาแล้วติดแหงกอยู่กับเตาไฟที่เพียงมองก็เห็นถึงจุดจบในพริบตานี่น่ะนะ?!’”


“เจ้ายินยอมหรือ” มู่หลิงไม่รอนางตอบก็ตอบเองอย่างมั่นใจทันที “ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ไม่คิดเลยจริงๆ ว่ามู่หลิงจะพูดวาจาเช่นนี้ออกมา


ต้องรู้ก่อนว่านับตั้งแต่นางข้ามมิติมาจนถึงตอนนี้ ที่ได้ยินมาล้วนเป็นคำเกลี้ยกล่อมให้เป็นภรรยาและมารดาที่ดี หากไม่ใช่เพราะนางมีความสามารถติดตัว เกรงว่าคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวคงจะชี้นิ้วนินทานางว่าเป็น ‘สตรีชั่วที่ไม่ยอมเชื่อฟังสามี’ ไปนานแล้ว


นางพินิจพิจารณาอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ ในความเลือนรางนั้นราวกับได้เห็นยุคสมัยที่ตนจากมา เหล่าหญิงสาววัยแรกรุ่นที่กำลังมุ่งมั่นศึกษาอย่างหนักในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย รอคอยให้สำเร็จศึกษาแล้วจึงออกไปทำงานในหลากหลายสาขาอาชีพ ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้างชาติ สร้างคุณูปการและเปล่งประกาย!


มู่หลิงไม่รู้ว่าในหัวของฉินเหยากำลังคิดเรื่องเหล่านี้อยู่ เห็นเพียงฉินเหยามองตนเองโดยไม่ตอบแม้แต่คำเดียวก็รู้สึกเจ็บใจในความไม่เอาไหนของนางอย่างถึงที่สุด


นางอยากจะจับศีรษะของฉินเหยากดลงแล้วกรอกความคิดทั้งหมดของตนเองเข้าไปในสมองของนาง ล้างความคิดเรื่อง ‘ภรรยาและมารดาที่ดี’ และ ‘การให้กำเนิดบุตรธิดาแก่สามี’ ในสมองของนางให้หมดสิ้น


ฉินเหยามองหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงของมู่หลิง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่จริงใจออกมา “ข้าคิดว่าท่านแม่ทัพอาจจะเข้าใจอะไรผิดไป ขอบคุณในความหวังดีของท่าน แต่โปรดมอบโอกาสเช่นนี้ให้แก่สตรีคนต่อไปเถิด นางต้องการมันมากกว่าข้า”


ฉินเหยาประสานหมัดให้มู่หลิงและทหารหญิงทั้งห้า “พวกท่านต้องพยายามเข้านะ จงไปต่อสู้เพื่อแย่งชิงที่ยืนให้แก่สตรีทั่วใต้หล้านี้”


“เจ้าช่าง!” มู่หลิงยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ชั่วขณะหนึ่งนางไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี


ในเมื่อนางรู้แล้วเหตุใดจึงยังปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับพวกนางอีกเล่า


“เจ้าไม่มาจริงๆหรือ” มู่หลิงยังคงไม่ยอมแพ้ ถามอีกครั้ง


ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่ไป ข้ามีความสามารถพอที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ข้าต้องการ”


แน่นอนว่าก็ไม่กล้าพูดจนเต็มปากนัก “หากวันใดวันหนึ่งข้าเบื่อหน่ายชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้แล้วนึกถึงวันเวลาอันห้าวหาญและเปี่ยมสุขในยุทธภพขึ้นมา ก็อาจจะไปหาท่านถึงที่ก็เป็นได้”


แต่ไม่ใช่ในตอนนี้


ตอนนี้นางเพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ฤดูใบไม้ผลิหว่านเมล็ดพันธุ์ ฤดูใบไม้ร่วงก็เก็บเกี่ยวผลผลิต นั่งมองเมฆที่ลอยไปมาอย่างสบายอารมณ์ ทั้งเติมเต็มและพอใจ


สตรีในโลกนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน ขาดนางไปสักคนก็ไม่เป็นไร


ฉินเหยายักไหล่ นางจะไม่ยอมถูกบีบบังคับด้วยศีลธรรมใดๆทั้งสิ้น นางภักดีต่อหัวใจของตนเองเท่านั้น


ไม่ไปก็คือไม่ไป หากมู่หลิงชักกระบี่มาจ่อคอของนาง ผลลัพธ์ก็คืออีกฝ่ายจะตาย ส่วนนางจะรอด!


จิตสังหารอันตรายปรากฏออกมาจากนัยน์ตาสีดำของฉินเหยาอย่างไม่ปิดบัง พุ่งตรงเข้าสู่ดวงตาของมู่หลิง กลิ่นอายอันแข็งแกร่งเข้าครอบคลุมร่างของนางไว้ทั้งหมด


บนแผ่นหลังของมู่หลิงพลันมีขนลุกซู่ขึ้นมาเป็นชั้นๆ นางกำหมัดแน่นเพื่อไม่ให้ร่างกายสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ถอยหลังไปทีละก้าวทีละก้าว


แต่ในใจกลับไม่ยินยอมอย่างยิ่ง นางกัดฟันแน่น ปลดจี้หยกที่เอวซึ่งพกติดตัวมาสิบปีออกมาแล้วยื่นให้ “หากเปลี่ยนใจ สามารถมาหาข้าที่จวนองค์หญิงได้ทุกเมื่อ”


ฉินเหยารับมันมา พลิกดูสองสามครั้ง เป็นจี้หยกสี่เหลี่ยมสีขาว บนนั้นสลักอักษร ‘มู่’ ไว้ตัวหนึ่ง นอกจากนั้นก็ไม่มีลวดลายอื่นใดอีก เรียบง่ายอย่างยิ่ง


“วางใจเถอะ ข้าไม่เอาไปขายหรอก เก็บไว้ให้ลูกๆเป็นของสืบทอดประจำตระกูลก็ดีไม่น้อย” ฉินเหยาเอ่ยล้อเล่น


มู่หลิงรู้สึกเพียงว่าแรงกดดันบนร่างสลายหายไป ไหล่ทรุดลงเล็กน้อย นางถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง เมื่อครู่นี้นางเกือบจะหายใจไม่ออกตายแล้ว!


เมื่อได้ยินนางพูดว่าจะเก็บไว้ให้ลูกเป็นของสืบทอดประจำตระกูล มุมปากก็กระตุกอย่างรุนแรง ในใจบังเกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นมาสองส่วน


แต่ฉินเหยาได้เก็บจี้หยกเข้าไปในอกเสื้อแล้ว ทั้งยังใช้ฝ่ามือกดทับเสื้อผ้าให้เรียบ ตัดความเป็นไปได้ที่นางจะทวงคืน


ก่อนที่ฉินเหยาจะหันหลังจากไป มู่หลิงก็พลันเอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เจ้ามีเงินไปเมืองหลวงหรือ”


นางกวาดตามองชุดกระโปรงผ้าฝ้ายบนร่างของฉินเหยาขึ้นๆลงๆ เสื้อผ้าไม่มีลวดลายใดๆทั้งสิ้น บนศีรษะแม้แต่ปิ่นปักผมเงินสักอันก็ไม่มี ดูยากจนน่าสมเพชอย่างถึงที่สุด


ฉินเหยากลับยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ยื่นฝ่ามือออกไปตรงๆ “เช่นนั้นท่านแม่ทัพก็ช่วยสนับสนุนค่าเดินทางให้ข้าสักหน่อยเถิด”


หากไม่ใช่เพราะการตบหน้าสตรีที่เพิ่งพบกันเพียงสองครั้ง และยังถือว่าเป็นคนแปลกหน้าจะประหลาดเกินไป ขณะนี้มู่หลิงคงจะตวัดฝ่ามือตบหน้านางฉาดใหญ่ไปแล้ว


ตกอับถึงเพียงนี้ยังไม่ยอมเข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ สมควรแล้ว!


ฉินเหยา “ท่านด่าข้าหรือ”


มู่หลิงตกใจจนขนลุก นางยังไม่ได้เอ่ยปากเลยด้วยซ้ำ!


“ช่างเถอะ ลาก่อน” ฉินเหยาประสานหมัด งอนิ้วเรียกบุรุษที่มุมกำแพงแล้วจากไปอย่างสบายอารมณ์ ดูท่าทางอารมณ์ดีไม่น้อย


ตอนที่ 377: นางมิอาจตัดใจสังหารเขาได้


หลิวจี้เดินตามอยู่ด้านหลังฉินเหยา มองไปข้างหลังอย่างขี้ขลาดพลางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้


“เมียจ๋า แม่ทัพหญิงผู้นั้นเมื่อครู่พูดอะไรกับเจ้าหรือ”


ฉินเหยาพูดจาเหลวไหลอย่างหน้าตาเฉย “นางให้ข้าสังหารเจ้าแล้วตามนางไปเมืองหลวงเพื่อเป็นขุนนางหญิง จะพาข้าไปสู่ความรุ่งโรจน์ ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต!”


หลิวจี้พลันรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ เขากระชับเสื้อคลุมผ้าฝ้ายบนร่างให้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวแล้วยิ้มเจื่อนๆ พลางเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิงว่า


“แล้วเมียจ๋าตกลงหรือไม่”


ฉินเหยาตอบ “หากข้าตกลง เจ้าคิดว่าตอนนี้เจ้ายังจะสามารถยืนอยู่ตรงหน้าข้าได้อีกหรือ”


หลิวจี้หัวเราะแหะๆ เขารู้อยู่แล้ว! นางมิอาจตัดใจสังหารเขาได้!


“แต่ว่า…เมียจ๋า เหตุใดเจ้าจึงปฏิเสธเล่า” หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างคาดหวัง รอให้นางเอ่ยปากพูดว่ามิอาจตัดใจสังหารตนเองออกมา


ฉินเหยานิ่งมองหลิวจี้อยู่ราวสามวินาที อดกลั้นต่อความขบขันในใจไว้แล้วทำตามความปรารถนาของเขา นางหลุบเปลือกตาลงเล็กน้อยและกล่าวอย่างจริงจังว่า “แน่นอนว่าเป็นเพราะมิอาจตัดใจจากเจ้าและลูกๆได้อย่างไรเล่า แค่ตำแหน่งทหารขั้นเจ็ด หัวหน้าหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ จะสามารถซื้อครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งของข้าได้รึ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด”


ประกายแสงเจิดจ้าพลันระเบิดออกมาจากดวงตาของเขา เขาไม่อยากจะเชื่อ นาง นางใส่ใจเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ


“เมียจ๋า!” หลิวจี้พลันหน้ามืดตามัวคว้ามือทั้งสองข้างของนางไว้อย่างอุกอาจ หยุดยืนนิ่งอยู่กับที่แล้วกล่าวเสียงดังโดยไม่สนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นของคนรอบข้างว่า


“ข้าหลิวจี้ขอสาบาน ข้าจะสอบคว้าตำแหน่งขุนนางมาให้จงได้ จะไม่ผิดต่อความรักอันมั่นคงที่เมียจ๋ามีให้อย่างแน่นอน! ข้าจะทำให้เจ้าได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ดียิ่งกว่าเป็นทหารขั้นเจ็ดเสียอีก!”


ฉินเหยาแอบรังเกียจอยู่ในใจ แต่บนใบหน้ากลับไม่เผยพิรุธออกมาแม้แต่น้อย นางดึงมือออกมาอย่างเป็นธรรมชาติแล้วตบไหล่เขาเบาๆ “พยายามเข้า ปีหน้าพวกเรามาสอบกระดับฝู่ซื่อให้ผ่านเพื่อขอยกเว้นภาษีอากรและแรงงานเกณฑ์กันก่อน”


“อื้มๆ!” หลิวจี้พยักหน้าแรงๆ ในดวงตากลับมีหยาดน้ำตาคลออยู่ เขาหันหลังกลับไปใช้หลังมือปาดเช็ดหางตาอย่างรวดเร็ว เมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็แย้มยิ้มให้นางราวกับสุนัขกระดิกหาง เปี่ยมไปด้วยความภักดี


เป็นจริงดังคาด เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม หลิวซานเอ๋อร์ที่เมื่อครู่ยังป่าวประกาศว่าจะไม่ทำให้รักลึกซึ้งที่นางมีต่อเขาต้องสูญเปล่า วินาทีต่อมากลับผล็อยหลับไปบนตำรา ‘จงยง’ ที่เพิ่งเปิดอ่านได้ไม่ถึงครึ่งเค่อ


ทว่าเรื่องตบหน้าตนเองเช่นนี้ หลิวจี้ย่อมไม่กระทำ วันรุ่งขึ้นจึงตื่นแต่เช้าตรู่ ทำทีเป็นหยิบตำรา ‘จงยง’ ที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำลายยามฝันร้ายของเขาขึ้นมาเพื่อท่องจำอย่างขะมักเขม้นต่อไป


เมื่อใกล้ถึงยามที่ฉินเหยาตื่นนอน เขาก็รีบลุกขึ้นไปสั่งน้ำร้อนสำหรับล้างหน้าล้างตาให้นางแล้วออกมาซื้อซาลาเปากับน้ำเต้าหู้ร้อนๆที่ร้านค้าด้านนอกมาจัดวางไว้บนโต๊ะ รอจนฉินเหยาล้างหน้าเสร็จก็สามารถนั่งลงรับประทานได้ทันที


“เจ้ากินเสร็จแล้วยังไม่ไปอ่านตำราอีก มัวแต่นั่งอยู่ที่นี่มองข้าทำอะไร” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์


หลิวจี้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามนาง ใช้สองมือเท้าคาง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งวสันตฤดู เขาก้มหน้าลงยิ้มอย่างเขินอายแล้วจึงลุกขึ้นไปอ่านตำรา


อ่านไปได้สักพักก็อดหันกลับมามองนางสองคราไม่ได้ ฉินเหยาถูกมองจนรำคาญจึงยกหมัดขึ้นข่มขู่ เขาถึงได้ยอมหันกลับไปอย่างว่าง่าย


หลังอาหารเช้ามื้อหนึ่งที่ราวกับนั่งบนหนามผ่านพ้นไป ฉินเหยาก็เก็บของเล็กน้อยแล้วออกจากโรงเตี๊ยมไปเพียงลำพัง


ภารกิจหลักของนางในวันนี้คือการชำระบัญชี เมื่อวานนางได้วานให้ลูกจ้างของโรงเตี๊ยมช่วยส่งจดหมายไปยังห้างการค้าฟู่หลงเพื่อแจ้งให้ทราบแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด เจี่ยงเหวินน่าจะรอนางอยู่ที่ห้างการค้า


ในมือของฉินเหยาถือหีบไม้ไว้ใบหนึ่ง เอกสารทั้งหมดอยู่ในนั้น คราวก่อนห้างการค้าได้สั่งซื้อหีบหนังสือจำนวนสองพันใบ ชำระเงินมัดจำมาแล้วสามส่วน บัดนี้ยังคงเหลือเงินงวดสุดท้ายอีกห้าร้อยหกสิบตำลึง


ฉินเหยาทบทวนบัญชีในใจอีกครั้งไปพลาง มองไปยังร้านค้าข้างทางที่การค้าขายดีเหล่านั้น ไม่ลืมที่จะมองหาของเล่นชิ้นเล็กๆที่เอ้อร์หลางต้องการไปด้วย


ตลอดทางที่เดินผ่าน นางพบว่ามีหลายร้านกำลังขายของเล่นเล็กๆคล้ายกังหันลมชนิดหนึ่ง การค้ายังดีมากทีเดียว ฉินเหยาตัดสินใจว่าหลังจากได้รับเงินแล้วจะแวะกลับมาดู


มาถึงห้างการค้าฟู่หลงแล้ว


ลูกจ้างในร้านเป็นคนที่รู้จักกับฉินเหยาพอดีจึงรีบนำทางนางเข้าไปด้านใน รินชาร้อนให้นางและเชิญให้นางรอสักครู่ ตนจะไปตามรองผู้ดูแลมา


รอไม่นานนัก เจี่ยงเหวินก็เข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม เดินเข้ามาก็เอ่ยว่า “คาดไม่ถึงเลยว่าฉินเหนียงจื่อกับผู้ว่าการเฮ่อจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันถึงเพียงนี้!”


ฉินเหยามองเขาปราดหนึ่ง “รองผู้ดูแลอย่าได้พูดจาเหลวไหล ไม่มีเรื่องเช่นนั้น ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง ไหนเลยจะอาจหาญไปตีสนิทกับท่านผู้ว่าการ”


เจี่ยงเหวินทำสีหน้าราวกับว่าข้าเข้าใจแล้วนั่งลง กล่าวว่า “ฉินเหนียงจื่อช่างถ่อมตน ทว่าเมื่อวานนี้คุณหนูตระกูลผู้ว่าการมาต้อนรับท่านและนายท่านหลิวถึงโรงเตี๊ยมด้วยตนเอง เรื่องนี้ทุกคนต่างก็เห็นกันทั่ว คงมิใช่เรื่องโกหกกระมัง”


ฉินเหยาจึงคร้านที่จะอธิบายอีก ห้างการค้าฟู่หลงนี้ช่างมีหูตาอยู่ทั่วทุกหนแห่ง เจี่ยงเหวินอยากจะคิดมากก็ให้เขาคิดไปเถิด นางจึงไม่พูดอ้อมค้อมอีกต่อไป หยิบเอกสารสัญญาที่ลงนามไว้คราวก่อนออกมาโดยตรง เพื่อชำระเงินงวดสุดท้าย


เจี่ยงเหวินเห็นนางไม่แก้ต่างก็ถือว่านางยอมรับโดยปริยาย ท่าทีที่สุภาพอ่อนน้อมนั้นจึงแฝงไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น รีบให้ลูกจ้างนำเงินที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วออกมา


การที่ท่าทีของเขาจู่ๆก็ดีขึ้นมากถึงเพียงนี้ ทำเอาฉินเหยารู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้างจึงมองเขาอย่างล้อเลียน เจี่ยงเหวินก็รีบส่งยิ้มเจื่อนๆกลับมาให้


อำนาจบารมีนี่มันช่างดีเสียจริง ใบสั่งซื้อฉบับใหม่มาเร็วกว่าที่คิดไว้มาก


“ฉินเหนียงจื่อ นี่คือเงินงวดสุดท้ายของครั้งก่อน ห้าร้อยหกสิบตำลึง เงินสดใส่ไว้ในหีบให้ท่านแล้ว ท่านโปรดเก็บให้ดี”


“จริงสิ” เขายื่นเอกสารสัญญาฉบับใหม่ที่หมึกยังไม่แห้งสนิทดีมาให้อีกฉบับหนึ่ง “นี่คือใบสั่งซื้อของปีหน้า หีบหนังสือพลังเซียนห้าพันใบ สินค้าชุดสุดท้ายให้ส่งภายในกลางเดือนห้า ท่านดูสิว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่”


“หากไม่มีปัญหา พวกเราก็ทำตามกฎเดิม คือจ่ายเงินมัดจำก่อนห้าส่วน” เขานำตั๋วเงินมูลค่าสูงใบละห้าร้อยตำลึงออกมาสองใบ รวมเป็นเงินหนึ่งพันตำลึงแล้วใช้สองมือประคองวางลงเบื้องหน้าฉินเหยาอย่างแผ่วเบา


ฉินเหยามองตั๋วเงินแวบหนึ่งแล้วจึงมองไปยังเจี่ยงเหวิน “รองผู้ดูแล กฎเดิมของพวกเราคือห้าส่วนรึ”


เจี่ยงเหวินยิ้มแย้มแล้วพยักหน้า “ถูกต้อง”


ฉินเหยาส่ายหน้า ส่งตั๋วเงินใบหนึ่งคืนกลับไปให้ “ท่านจำผิดแล้ว คือสามส่วน เป็นเงินหกร้อยตำลึง ท่านเอาเงินมาให้ข้าอีกหนึ่งร้อยตำลึงก็พอ ตั๋วเงินใบนี้ท่านรับกลับไปเก็บไว้ให้ดีเถิด”


ประกายแหลมคมวาบขึ้นในดวงตาของนาง ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าตนเองกับผู้ว่าการเฮ่อไม่มีความสัมพันธ์ใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นหากเขามีเรื่องยากลำบากใดๆที่อยากจะขอให้นางช่วย นางก็ไม่มีความสามารถพอที่จะช่วยเขาแก้ไขได้


เห็นได้ชัดว่าเจี่ยงเหวินไม่ใช่คนที่จะเชื่ออะไรง่ายๆ ยังคิดจะพูดอีกสองสามประโยค ฉินเหยาก็ยกมือขึ้นห้าม ส่งใบสั่งซื้อฉบับใหม่ที่อ่านจบแล้วกลับไป “ส่วนอื่นไม่มีปัญหา เงินมัดจำล่วงหน้าเปลี่ยนเป็นสามส่วนก็พอ”


พูดจบ เมื่อเห็นเจี่ยงเหวินยังคงนิ่งไม่ขยับ ฉินเหยาก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา “คราวก่อนที่พบผู้ดูแล สีหน้าก็ไม่สู้ดีนัก พบเจอเรื่องลำบากอันใดอยู่หรือ ผ่านมานานถึงเพียงนี้แล้วยังจัดการไม่ได้อีกหรือ”


เจี่ยงเหวินจ้องนางนิ่งๆอยู่พักหนึ่งแล้วจึงก้มหน้าลงแก้ไขสัญญาพลางกล่าว


“เรือสินค้าสองสามลำที่ท่าเรือเกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อย ถูกกรมการขนส่งทางน้ำอายัดไว้ สินค้าส่งออกไปไม่ได้ ลูกค้าก็เร่งรัดหนัก ห้างการค้าไม่สามารถรับเงินค่าสินค้าได้จึงจนมุมคาราคาซังกันอยู่ตรงนั้น”


ดังนั้น เขาเองก็หมดหนทางแล้วเช่นกันจึงคิดจะลองหาทางให้ฉินเหยาช่วยส่งสารไปถึงผู้ว่าการเฮ่อดู


ใบสั่งซื้อหีบหนังสือห้าพันใบนี้ เขาก็เพิ่งจะรีบร้อนขอมาจากเจ้านายเมื่อคืนนี้ คิดว่าทางฉินเหยายังพอจะมีหนทางรอดสุดท้ายให้อยู่บ้าง ใครจะคาดคิดว่านางกลับไม่ยอมรับเรื่องความสัมพันธ์กับตระกูลเฮ่อ


ฉินเหยาเข้าใจแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยที่ครั้งที่แล้วสีหน้าของเจี่ยงเหวินดูย่ำแย่ถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็เพราะสินค้าของห้างการค้าถูกกรมการขนส่งทางน้ำอายัดไว้ ทำให้สายป่านทางการเงินขาดสะบั้น


เรื่องนี้ร้ายแรงมาก หากยืดเยื้อต่อไป ห้างการค้าฟู่หลงทั้งห้างจะต้องถูกลากลงเหวไปด้วย


“รู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือใคร” ฉินเหยาเอ่ยถามหยั่งเชิง


ห้างการค้าเช่นห้างการค้าฟู่หลงที่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะในทุกปี โดยทั่วไปแล้วกรมการขนส่งทางน้ำจะไม่จงใจตรวจสอบอย่างเข้มงวด


เว้นเสียแต่ว่าจะมีผู้อื่นมีเจตนาร้ายแจ้งความเท็จ คอยขัดขวางอยู่เบื้องหลัง


ดูท่าว่าจะเจอคนถ่อยเล่นงานเข้าให้เสียแล้ว


ตอนที่ 378: ต่อราคา


เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามหยั่งเชิงของฉินเหยา เจี่ยงเหวินกลับไม่ได้ตอบ เพียงแค่ส่ายหน้าอย่างคลุมเครือเท่านั้น แสดงว่าพวกเขารู้แต่ไม่มีหลักฐาน ต่อให้ไปหาถึงที่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้


ฉินเหยาพยักหน้า นางเข้าใจแล้ว ดูท่าว่าอำนาจของคนถ่อยที่อยู่เบื้องหลังคงจะใหญ่โตนัก


“ตามที่ข้ารู้มา ห้างการค้าใหญ่ๆทุกแห่งล้วนมีธรรมเนียมคารวะที่ท่าเรือ ผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังห้างการค้าก็ช่วยไม่ได้หรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างใคร่รู้


เจี่ยงเหวินเห็นว่านางรู้ไม่น้อยเลยทีเดียว แม้แต่ธรรมเนียมคารวะที่ท่าเรือก็ยังรู้ ในใจจึงยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่านางกับตระกูลเฮ่อมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา


“เฮ้อ~” เจี่ยงเหวินถอนหายใจยาว “แค่ในจังหวัดจื่อจิง ห้างการค้าที่นับได้ก็มีอยู่ห้าหกแห่งแล้ว บารมีของพวกเรายังไม่เพียงพอ”


สำหรับคนเหล่านั้น มีพวกเขาเพิ่มมาอีกหนึ่งก็ไม่มากไป ไม่มีพวกเขาไปสักหนึ่งก็ไม่น้อยไป อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับกรมการขนส่งทางน้ำ บรรดาผู้ใหญ่ในเมืองเหล่านี้ต่างก็กลัวจนหลีกเลี่ยงแทบไม่ทัน


เจี่ยงเหวินเอ่ยความจริงกับฉินเหยา “หากห้างการค้าฟู่หลงมิอาจผ่านด่านนี้ไปได้ ความร่วมมือเรื่องหีบหนังสือพลังเซียนของพวกเราเกรงว่าคงต้องสิ้นสุดลง คำสั่งซื้อหีบหนังสือสองพันใบในวันนี้ก็คือการสั่งซื้อครั้งสุดท้าย”


เมื่อครู่ตอนที่เขาแก้ไขเงินมัดจำก็ได้ถือโอกาสเปลี่ยนยอดสั่งซื้อหีบหนังสือจากห้าพันใบเป็นสองพันใบไปด้วยเลย


ใบหน้าของฉินเหยาดำคล้ำไปชั่วขณะ นี่เป็นการบีบคั้นนางนี่!


แต่หากลองคิดกลับกัน หากนางเป็นเจี่ยงเหวิน เกรงว่าคงจะทำได้เหี้ยมโหดกว่าเขาเสียอีก


“ฮู่ว~” ฉินเหยาเท้าสะเอวลุกขึ้น เดินไปมาอยู่ในร้าน พลางครุ่นคิดหามาตรการรับมือ


ตอนนี้โรงงานเครื่องเขียนและห้างการค้าฟู่หลงก็เปรียบดั่งตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกัน เมื่อช่องทางการขายหายไป หีบหนังสือที่ผลิตในโรงงานก็ย่อมขายไม่ออก


ต่อให้นางรีบหาลูกค้ารายใหม่ก็ยากจะรับประกันได้ว่าห้างการค้าฟู่หลงที่จนตรอกจะไม่เข้ามาขัดขวาง เมื่อถึงเวลานั้นหากยืดเยื้อไปสักสองสามเดือน โรงงานที่อาศัยเพียงกำไรเล็กน้อยจากการขายกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนจำนวนมากเพื่อพยุงกิจการ จะสามารถเลี้ยงดูคนงานกว่าร้อยชีวิตได้อย่างไร


ฉินเหยามิจำเป็นต้องเลือก เพราะนางไม่มีทางเลือก


ไม่ก็ทำงานนี้ให้จบแล้วแยกย้ายกันไปด้วยดี…เดี๋ยวก่อน! งานนี้ทำไม่ได้ หากห้างการค้าฟู่หลงไม่สามารถจ่ายเงินงวดสุดท้ายได้ นางจะต้องขาดทุนจนหมดตัว ทั้งยังต้องสิ้นเปลืองแรงไปฟ้องร้องกับพวกเขาอีก


ฉินเหยาหันกลับไปมองสัญญาคำสั่งซื้อหีบหนังสือสองพันใบที่เจี่ยงเหวินร่างขึ้นใหม่บนโต๊ะ ชั่วขณะหนึ่งนางมีความคิดที่จะล้มเลิกเสีย


ทว่าเพียงชั่วครู่เดียว นางก็ตัดสินใจเปลี่ยนกลับเป็นคำสั่งซื้อหีบหนังสือห้าพันใบ


เจี่ยงเหวินกำลังรู้สึกกังวลใจก็เห็นฉินเหยาพลันหยิบสัญญาฉบับใหม่บนโต๊ะขึ้นมาฉีกทิ้งแล้วคลี่สัญญาฉบับแรกแต่เดิมออกอีกครั้ง


“ฉินเหนียงจื่อ เจ้าทำเช่นนี้คือ” เจี่ยงเหวินทั้งตกใจทั้งยินดี แต่ก็ยังไม่กล้าแน่ใจจึงยังคงตีหน้าเคร่ง สีหน้าจึงดูแล้วบิดเบี้ยวไปบ้าง


เมื่อฉินเหยาเผชิญหน้ากับสายตาที่คาดหวังของเขาก็มิได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆ เพียงกล่าวว่า “ข้าจะไปลองดูแล้วกัน หากไม่สำเร็จ พวกเราสองฝ่ายก็แยกย้ายกันด้วยดี ถือว่าจบวาสนานี้ลง สัญญาฉบับนี้รอข้ากลับมาค่อยลงนาม”


เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางก็หยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสริมว่า “หรือไม่ก็อาจจะไม่กลับมาลงนามแล้ว”


กล่าวจบ ภายใต้สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณของอีกฝ่าย นางก็หยิบเงินห้าร้อยหกสิบตำลึงที่เป็นของตนแล้วหันกายออกไปจากห้างการค้า


เหล่าลูกจ้างของห้างการค้าต่างพากันมารุมล้อมข้างกายเจี่ยงเหวินพลางเอ่ยถามอย่างคาดหวังว่า “รองผู้ดูแล ฉินเหนียงจื่อตอบตกลงแล้วใช่หรือไม่”


เจี่ยงเหวินส่ายหน้าเบาๆ เขาไม่รู้


ความหวังช่างริบหรี่ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง


ฉินเหยาอุ้มหีบเงินกลับมาตามเส้นทางเดิม เมื่อเดินผ่านแผงลอยเล็กๆที่เคยสอดส่องไว้ก่อนหน้าก็ยังมีอารมณ์เดินเข้าไปดูชม


กังหันลมเล็กๆเหล่านี้ทำมาจากแผ่นไม้ไผ่ ทาด้วยสีเคลือบ มีสามสีคือแดง เหลือง และเขียว กังหันลมขนาดเท่าฝ่ามือ ตรงกลางมีเสือซึ่งเป็นนักษัตรของปีหน้าซึ่งสานจากไม้ไผ่


เสือตัวน้อยนั้นสานออกมาได้อย่างเหมือนจริง แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นเพียงฉบับย่อส่วน เผยให้เห็นถึงความซื่อๆน่าเอ็นดู อย่าว่าแต่เด็กๆจะชอบเลย แม้แต่ผู้ใหญ่วัยยี่สิบปีอย่างฉินเหยาเมื่อได้เห็นก็ยังชอบยิ่งนัก


เมื่อถามราคา กังหันลมเช่นนี้อันละสิบห้าเหวิน ฉินเหยาจุปากพลางส่ายหน้า “แปดเหวิน ข้าเอายี่สิบห้าอัน”


เถ้าแก่ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาลุกโพลงด้วยความโกรธ หากมิใช่เพราะเห็นว่าฉินเหยาเป็นสตรี เขาคงทุบตีนางไปแล้ว!


ต่อราคาก็ต่อราคาไป แต่ก็ไม่มีใครเขาต่อราคาทีเดียวครึ่งหนึ่งเช่นนี้!


“หากเจ้าซื้อสามสิบอัน ข้าให้เจ้าสิบเหวิน” เถ้าแก่กัดฟันแล้วกล่าว อีกทั้งเพิ่งจะมีลูกค้าจากไปกลุ่มหนึ่ง ตอนนี้ไม่มีผู้อื่น มิเช่นนั้นเขาไม่มีทางยอมลดให้เด็ดขาด


ฉินเหยาส่ายหน้า ท่าทีหนักแน่นยิ่ง “แปดเหวิน และข้าต้องการเพียงยี่สิบห้าอัน”


เถ้าแก่กัดฟัน อยากจะพูดว่าไม่ขายแล้วไสหัวไปซะ


แต่ร้านข้างๆที่ขายกังหันลมแบบเดียวกันกลับกวักมือเรียกฉินเหยาพร้อมกับเผยรอยยิ้มเป็นมิตรให้


พอเถ้าแก่เห็นเข้า เสียงเตือนภัยในใจพลันก็ดังลั่น เริ่มเผยสีหน้าลังเล


ฉินเหยาลอบยิ้มในใจ เอ่ยปากกดราคาอีกครั้ง “รองเท้าฟางคู่หนึ่งก็แค่สามเหวินห้าเหวิน กังหันลมเล็กๆของเจ้าจะใช้ความพยายามมากกว่ารองเท้าฟางคู่หนึ่งได้หรือ เพียงแต่เสือตัวน้อยนี้ต้องใช้ฝีมือที่ซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย อย่างกังหันลมที่ไม่มีเสือตัวน้อย สามเหวินก็มีอยู่เต็มท้องถนน”


เถ้าแก่คอแข็งทื่อ อ้าปากอยากจะพูดแต่ก็หยุดลง สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยแล้วยอมแพ้ วางกองฟางที่เสียบกังหันลมจนเต็มลงตรงหน้าฉินเหยา “เอาไป! เอาไป!”


“ขอบคุณพี่ใหญ่” ฉินเหยายิ้มออกมา เลือกยี่สิบห้าอันไปอย่างพิถีพิถัน กำไว้ในมือจนเต็มกำ เดี๋ยวกลับโรงเตี๊ยมจะเอาหีบหนังสือของหลิวจี้มาใส่ไว้ เพื่อไม่ให้เสียหายระหว่างการเดินทางที่โคลงเคลง


ฉินเหยาจ่ายเศษเงินไปสองเฉียนก็กำกังหันลมช่อใหญ่ไว้ในมือ ท่ามกลางการวิ่งไล่ตามอย่างอิจฉาของเด็กๆริมถนน นางก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยม


พอหลิวจี้เห็นเข้าก็รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นสินค้าที่ซื้อมาให้เอ้อร์หลาง เขารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่ฉินเหยาจะขอยืมหีบหนังสือของตน แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป ทำได้เพียงนำตำราในหีบหนังสือออกมาแล้วส่งหีบเปล่าให้ฉินเหยา


“เมียจ๋า กลับมาเร็วนัก เรื่องที่ไปคุยราบรื่นดีหรือไม่” หลิวจี้เดินตามหลังฉินเหยาพลางเอ่ยถาม


ฉินเหยาร้องอืมในลำคอ นางจัดวางกังหันลมน้อยๆอย่างเป็นระเบียบ ปิดฝาหีบหนังสือแล้วเลื่อนไปวางไว้ข้างเตียง จากนั้นเดินมาที่โต๊ะจิบชาร้อนไปหนึ่งคำก็เตรียมจะออกไปข้างนอกอีกแล้ว


หลิวจี้ยังไม่ทันได้เอ่ยคำว่า “เมีย” ออกมา ประตูห้องพักแขกก็พลันปิดลงดังปัง เกือบจะกระแทกเข้ากับสันจมูกโด่งของเขาอยู่แล้ว


“ข้าจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย” เสียงกำชับดังแว่วมาจากที่ไกลๆ หลิวจี้ร้อง “โอ้” คำหนึ่ง ใจของเขาก็ลอยตามนางไปไกล รู้สึกว่างเปล่า


“เฮ้อ ท่องตำราต่อดีกว่า” หลิวจี้ชำเลืองมองลมหนาวนอกห้อง ซุกมือทั้งสองข้างไว้ในแขนเสื้อแล้วมุดเข้าไปในผ้าห่ม โผล่มาเพียงศีรษะจ้องมองตำรา


เช่นนี้เมื่อรู้สึกง่วงก็เพียงหลับตานอนไปได้เลย หากสตรีใจร้ายกลับมา เขาก็สามารถลืมตาขึ้นมาทันทีแล้วบอกว่าตนกำลังท่องตำราอย่างยากลำบากอยู่


หลิวจี้เอ่ย “นายท่านเช่นข้าช่างเฉลียวฉลาดเหนือผู้ใดนัก~”


ในเมืองหลวงของมณฑลมีจวนรับรองขุนนางอยู่ เมื่อขุนนางจากต่างถิ่นเดินทางมาเพื่อสืบคดีหรือพักเป็นการชั่วคราวล้วนเลือกที่จะเข้าพำนักในจวนรับรองขุนนางนั้น


ฉินเหยาเดินตามฝูงชนมายังบริเวณใกล้กับจวนรับรองขุนนางอย่างลับๆล่อๆ บรรยากาศแถบนี้เห็นได้ชัดว่าเคร่งขรึมกว่าตรอกซอกซอยที่คึกคักข้างๆอยู่มาก นานๆครั้งยังมีทหารเดินตรวจตราผ่านไปเพื่อขับไล่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกไป


ฉินเหยามิได้เดินเข้าประตูใหญ่ แต่กลับอ้อมไปยังบริเวณใกล้กับโรงม้าในสวนหลังบ้านของจวนรับรองขุนนาง หลังจากแน่ใจแล้วว่ารถม้าสีดำคันที่ตนเห็นเมื่อวานอยู่ข้างในจึงค่อยมาที่หน้าประตูใหญ่ ใช้เงินหนึ่งตำลึงเพื่อจัดการกับทหารหลวงที่เฝ้าประตู ให้เขาช่วยส่งข่าวถึงมู่หลิง


ตั้งแต่แรก ฉินเหยาก็มิเคยคิดที่จะไปหาตระกูลเฮ่อ ประการแรก ความสัมพันธ์ยังไม่ลึกซึ้งพอ ประการที่สอง การติดหนี้บุญคุณตระกูลเฮ่อถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนาง ดังนั้นจึงตั้งใจมาลองเสี่ยงโชคที่นี่กับมู่หลิงดู


ในฐานะที่เป็นสตรีเหมือนกัน อย่างไรเสียก็ย่อมพูดคุยกันได้ง่ายกว่า…ใช่หรือไม่


ตอนที่ 379: ก็ผิวเผินเช่นนี้เอง


ฉินเหยาซุกมือในแขนเสื้อ รออยู่ที่หน้าประตูจวนรับรองขุนนางเป็นเวลาประมาณครึ่งเค่อก็มีทหารหญิงในชุดสีแดงชาดคนหนึ่งเดินก้าวยาวๆออกมา


กวาดสายตามองแวบแรกก็ไม่เห็นฉินเหยาที่นั่งยองๆอยู่ข้างประตู


ฉินเหยายกมือขึ้นแล้วยิ้มอย่างกระตือรือร้น “เฮ้!”


ทหารหญิงจึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าคนผู้นั้นนั่งยองๆอยู่แทบเท้าของนาง


นางพยักหน้าให้ฉินเหยา เป็นเชิงบอกให้นางตามตนเข้าไป


ทหารหญิงนึกว่าฉินเหยาเปลี่ยนใจแล้ว ขณะที่นำทางก็มองสำรวจนางขึ้นลงอย่างพึงพอใจ ยังคิดจะยื่นมือไปสัมผัสร่างกายนางเพื่อดูว่าแข็งแรงกำยำพอหรือไม่


แน่นอนว่าสัมผัสไม่สำเร็จ มือเพิ่งจะยื่นออกไปก็ถูกฉินเหยาคว้าไว้แล้ววางลงเบาๆ


ทหารหญิงก็มิได้โกรธเคืองแม้แต่น้อยกลับยิ้มให้นาง ปฏิกิริยาอันรวดเร็วของฉินเหยาทำให้นางรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี ในใจลอบกล่าวว่าท่านแม่ทัพของตนนับว่าดูคนไม่ผิดจริงๆ


เมื่อมาถึงหน้าห้องของมู่หลิง ทหารหญิงก็ส่งสัญญาณให้ฉินเหยารอสักครู่ ก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้อง


“ท่านแม่ทัพ ฉินเหยามาแล้วเจ้าค่ะ”


“เข้ามา” เสียงสตรีที่ดังมาจากในห้องฟังดูแล้วอารมณ์ดีไม่น้อย


ทหารหญิงผลักประตูห้องเข้าไปแล้วผายมือทำท่าเชิญฉินเหยา ก่อนจะปิดประตูลงยังส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้นางอีกครั้ง อย่างไรเสียในอนาคตก็ต้องเป็นสหายร่วมงานกันแล้ว ในฐานะสหายร่วมงาน การปฏิบัติย่อมแตกต่างออกไป นางรู้สึกเพียงว่าฉินเหยามีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง


เมื่อประตูปิดลง สตรีที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มภายในห้องขยับตัวลุกขึ้นเล็กน้อย ยิ้มพลางกวักมือเรียกฉินเหยา เป็นการบอกให้นางเข้ามาใกล้ๆ


ฉินเหยาคาดไม่ถึงว่ามู่หลิงในยามส่วนตัวจะเกียจคร้านถึงเพียงนี้ นอนอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆหัวเตียงคือโต๊ะ บนโต๊ะมีไก่ย่าง สุราอุ่นๆ ผลไม้แห้งและขนมเปี๊ยะวางอยู่


บนตักยังมีสมุดภาพเล่มหนึ่งวางอยู่ และมิได้ปิดบังแต่อย่างใด ฉินเหยามองปราดเดียวก็เห็นว่าด้านบนเป็นภาพบุรุษรูปงาม อีกทั้งยังเป็นนิทานที่มีเนื้อเรื่องด้วย


ฉินเหยาคิดนี่มันสภาพข้าตอนอยู่บ้านชัดๆ!


“คิดได้ก็ดีแล้ว บอกมาเถิด คิดจะจัดการเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวของเจ้าอย่างไร ต้องการให้ข้าช่วยเจ้าหย่าหรือไม่ หากมีบุตร หากเจ้าต้องการก็ให้เป็นของเจ้าทั้งหมด ต่อให้พวกเขามากันทั้งตระกูลก็มิอาจขวางมารดาที่ต้องการพาลูกของนางไปได้”


มู่หลิงใช้นิ้วเดียวที่โผล่ออกมาจากผ้าห่มพลิกหน้าสมุดภาพบุรุษรูปงามไปหนึ่งหน้าพลางชี้ไปที่จี้หยกสีขาวข้างจานขนมเปี๊ยะบนโต๊ะเล็ก


ของที่นางให้ไปแล้ว นางจะไม่เอากลับคืนมาอีก เพราะศักดิ์ศรีของแม่ทัพไม่อนุญาตให้ทำโดยเด็ดขาด!


ฉินเหยาเก็บจี้หยกขึ้นมา แต่กลับมิได้เอ่ยปาก


เมื่อเห็นนางเงียบเช่นนี้ มู่หลิงก็ตระหนักได้ทันทีว่าสถานการณ์คงจะผิดไปจากที่ตนคาดการณ์ไว้เล็กน้อย นางปิดสมุดภาพบุรุษรูปงาม ขมวดคิ้วมองมา “เจ้ามิใช่มาเพื่อเข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์หรอกหรือ”


ฉินเหยายิ้มน้อยๆ


ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ของมู่หลิงพลันมืดครึ้มลงในทันที นางยกมือชี้ไปทางประตูใหญ่ “ไสหัวไป!”


ฉินเหยายืนอยู่ข้างเตียงไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย มู่หลิงโกรธจนเปิดผ้าห่มอุ่นๆออกแล้วชักกระบี่ที่แขวนไว้ที่หัวเตียงออกมาอย่างรวดเร็ว แทงกระบี่มาที่หน้าอกของฉินเหยาด้วยจิตสังหารพวยพุ่ง


ฉินเหยายังคงไม่ขยับเขยื้อน เพียงยกสองนิ้วขึ้นหนีบกระบี่ที่เสือกแทงเข้ามาเบาๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนใจไม่สั่น มู่หลิงตกตะลึงจนหน้าแดงก่ำ ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดพยายามจะเสือกกระบี่ไปด้านหน้าต่อ แต่กลับไม่อาจทำให้กระบี่ขยับได้เลย


ฉินเหยายิ้มบางๆ “ท่านแม่ทัพ สตรีควรช่วยเหลือสตรีด้วยกัน ท่านจะช่วยข้าสักเรื่องได้หรือไม่”


“เจ้ามีแรงมากแค่ไหนกันแน่!” มู่หลิงไม่ได้ฟังที่นางพูดแม้แต่น้อย เมื่อขยับกระบี่ในมือไม่ได้ มือซ้ายที่ว่างอยู่ก็คว้าโต๊ะหัวเตียงเตรียมจะขว้างใส่นาง อาหารบนโต๊ะแตกกระจายเกลื่อนพื้น


ทว่า กลับได้ยินเพียงเสียงไม้แตกดัง “เพียะ” โต๊ะในมือของนางแตกออกเป็นชิ้นๆ


การเคลื่อนไหวที่ดังเกินไปทำให้ทหารหญิงที่อยู่ด้านนอกตกใจ นางถามอย่างกังวลว่า “ท่านแม่ทัพ?!”


“ห้ามเข้ามา!” มู่หลิงตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด


ทหารหญิงขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ เหตุใดจึงรู้สึกว่าน้ำเสียงของท่านแม่ทัพแปลกไป?


จะไม่ให้แปลกได้อย่างไรเล่า ในเมื่อฉินเหยาแย่งกระบี่ของนางไป ทั้งยังบิดแขนทั้งสองข้างของนางไปด้านหลัง กดใบหน้าของนางซุกลงไปในผ้าห่ม ทั้งร่างยังคร่อมอยู่บนหลังของนาง สภาพไม่ต่างอะไรกับปลาบนเขียงที่ถูกจับไว้จนขยับไม่ได้ รอเพียงมีดฟันลงมาเพื่อสับหัวปลาเท่านั้น


แน่นอนว่าฉินเหยาไม่ทำเช่นนั้น นางมาเพื่อขอความช่วยเหลือ มิใช่มาเพื่อใช้ความรุนแรง


นางโน้มตัวลงไป กระซิบข้างหูมู่หลิง “ข้าจะปล่อยมือ พวกเรามานั่งคุยกันดีๆสักสองสามประโยคได้หรือไม่ ท่านแม่ทัพ?”


มู่หลิงกล่าวอย่างโกรธเคือง “เจ้ามาขอให้คนช่วยด้วยวิธีนี้รึ”


ของขวัญก็ไม่นำมาสักชิ้น มาแต่ตัวเปล่า ยังจะมาทุบตีคนที่สามารถช่วยจัดการธุระให้ได้อีก คนบ้าที่ไหนจะยอมช่วยเหลือนางกัน


เห็นได้ชัดว่าฉินเหยาก็รู้ว่านี่ไม่เหมาะสมจึงกล่าวประจบ “เรื่องนี้สำหรับท่านแม่ทัพแล้ว เป็นเพียงเรื่องที่ใช้ลมปากเท่านั้น แต่สำหรับชาวบ้านเช่นข้าแล้วกลับยากเย็นดุจปีนป่ายสู่สรวงสวรรค์”


มู่หลิงกล่าวอย่างเย้ยหยัน “เจ้าเพียงแค่เข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ ทั่วทั้งจังหวัดจื่อจิงใครจะยังกล้าสร้างความลำบากให้เจ้าได้”


ฉินเหยา “หากเรื่องนี้สำเร็จ ข้ามอบเงินให้ท่านหนึ่งร้อยตำลึงดีหรือไม่”


มู่หลิงพยายามดิ้นรน แต่ก็ถูกนางกดไว้อย่างแรง นางกล่าวอย่างฉุนเฉียว “เพียงหนึ่งร้อยตำลึง เจ้าเห็นข้าแม่ทัพเป็นตัวอะไร?”


ฉินเหยา “เช่นนั้นก็สองร้อยตำลึง”


มู่หลิงกัดฟันอย่างเคียดแค้น สตรีบนหลังนางนี้ดูแล้วผอมบางกว่านางมาก แต่อีกฝ่ายกลับเปรียบเสมือนภูเขาไท่ซานที่กำลังทับร่างนางอยู่ กดทับจนอวัยวะภายในของนางแทบจะระเบิดออกมาแล้ว “นี่คือการติดสินบน ข้าแม่ทัพสามารถจับกุมเจ้าได้ทันทีและสังหารโดยไม่ละเว้น!”


“ห้าร้อยตำลึง มากกว่านี้ไม่ได้แล้วท่านแม่ทัพ!” ฉินเหยาทำหน้าขมขื่น


น่าเสียดายที่มู่หลิงมองไม่เห็น นางดิ้นจนเหนื่อยแล้ว เหงื่อท่วมตัวไปหมด เส้นผมเหนียวติดไปกับใบหน้าและลำคอ ทั้งน่าสังเวชและน่าอึดอัด


ฉินเหยาเห็นนางหมดแรงแล้วจึงค่อยปล่อยมือแล้วกระโดดลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว


ท่านแม่ทัพนั้นสมกับที่เป็นท่านแม่ทัพ เมื่อได้โอกาสโต้กลับ แม้จะหมดแรงก็ยังสามารถกระโดดขึ้นมาฟันกระบี่ใส่นางได้


แน่นอนว่าแทงไม่โดน ฉินเหยาใช้เท้าเดียวก็เตะกระบี่ของนางไปปักติดกับกำแพง จะดึงอย่างไรก็ดึงไม่ออก


มู่หลิงสูดลมหายใจเข้าลึก โกรธจนตาแดงก่ำ ไม่รู้ว่าโกรธที่นางหยิ่งยโสเกินไป หรือเกลียดชังความไร้ความสามารถของตนเองกันแน่


ทั้งสองคนจ้องตากันอย่างเงียบงันชั่วครู่ มู่หลิงจึงนั่งลงบนขอบเตียงอย่างหมดท่า สองมือยันต้นขาแล้วถามอย่างไม่สบอารมณ์ “ตกลงว่าเรื่องอะไร!”


ฉินเหยารีบเล่าเรื่องที่เรือสินค้าของห้างการค้าฟู่หลงถูกกรมการขนส่งทางน้ำกักเอาไว้ เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าของมู่หลิงไม่มีสีหน้าใดๆ ก็รู้ว่าตนมาหาถูกคนแล้ว เรื่องเช่นนี้สำหรับนางแล้วเป็นเพียงเรื่องที่ใช้ลมปากเท่านั้นจริงๆ


หน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ออกโรงเอง ใครเล่าจะกล้าขัดขืน


มู่หลิงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ถึงตอนนี้ลมหายใจที่กลั้นไว้ถึงได้ผ่อนคลายลง


สายตากวาดมองฉินเหยาขึ้นลงอย่างพินิจพิเคราะห์ ในใจไม่ยอมรับอย่างยิ่ง แต่เหตุผลกลับบอกนางว่า ต่อให้ตนฝึกฝนอีกร้อยปีก็ไม่อาจทำร้ายฉินเหยาได้แม้แต่น้อย


นางไม่เพียงแต่มีพลังมหาศาลน่าสะพรึงกลัว ทักษะการต่อสู้ก็ยังสูงส่งอย่างยิ่ง ไม่เหมือนหญิงชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย


“ฉินเหยา ตอนนี้ข้าแม่ทัพอยากรู้เกี่ยวกับตัวเจ้านัก สตรีอายุยี่สิบปี เติบโตในชนบทมาตั้งแต่เล็ก เดินทางรอนแรมมายังหมู่บ้านตระกูลหลิวในจังหวัดจื่อจิงแล้วแต่งให้กับพ่อม่ายที่มีลูกติดสี่คน เจ้าต้องการอะไรกันแน่”


ฉินเหยาแต่งเรื่องขึ้นมา “เห็นว่าเขาหน้าตาดี เห็นว่าเขาเชื่อฟัง ก็ผิวเผินเช่นนี้เอง”


มู่หลิงสังเกตเห็นว่าสีหน้าของนางไม่เหมือนกำลังพูดปดจึงตกตะลึงอย่างยิ่ง


นางสังเกตแก้มของฉินเหยาอย่างละเอียด อยากจะดูว่าภายใต้ใบหน้านี้ ซ่อนใบหน้าของหญิงชราวิปลาสวัยสี่สิบห้าสิบปีไว้อีกดวงหรือไม่


ทักษะการต่อสู้ที่เก่งกล้า ความสงบนิ่งที่เป็นธรรมชาติของฉินเหยา เป็นไปไม่ได้เลยที่สตรีอายุยี่สิบปีจะมีได้


ฉินเหยาอาศัยที่ตนเป็นพวกข้ามภพมาจึงไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น เจ้าอยากจะดูก็ดูไปสิ หรือว่าจะสามารถหาผู้เชี่ยวชาญขับไล่วิญญาณมาดึงวิญญาณของนางออกไปได้หรืออย่างไร


ตอนที่ 380: นักฆ่า


ฉินเหยาเอ่ยถามหยั่งเชิง “เรื่องที่ข้าพูดเมื่อครู่ ท่านแม่ทัพมิได้ปฏิเสธ ก็ถือว่าตอบตกลงแล้วใช่หรือไม่”


มู่หลิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ฝีมือของเจ้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ช่วยข้าฆ่าคนสักสองคนสิ”


ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ตระหนักได้ทันทีว่าต้องต่อรอง “คนเดียว”


มู่หลิงลุกขึ้นยื่นฝ่ามือไปทางนาง “ได้”


ฉินเหยาตบฝ่ามือลงไป “ตกลง!”


ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อก


ทว่านางก็สงสัยยิ่งนักว่าชีวิตของผู้ใดกันแน่ถึงมีค่าถึงห้าร้อยตำลึง


มู่หลิงค้นภาพวาดใบหนึ่งออกมาจากกองเอกสารแล้วยื่นให้ฉินเหยา บนภาพวาดเป็นบุรุษใบหน้ากลมผู้หนึ่ง ด้านบนเขียนไว้ว่า เถ้าแก่กัวหลินแห่งห้างการค้าจิ่งหยุน


อืม…ไม่รู้จัก ฆ่าได้


ส่วนเหตุผลที่มู่หลิงต้องการฆ่าคนผู้นี้และเหตุใดจึงไม่เลือกลงมือเอง ฉินเหยามีจรรยาบรรณในวิชาชีพอย่างยิ่ง นางไม่สนใจแม้แต่น้อย


เมื่อได้รับข้อมูลโดยละเอียดแล้วก็จากไป


“ตอนกลางคืนอย่าลืมเปิดประตูไว้ให้ข้าด้วย”


มู่หลิงขมวดคิ้วอย่างสงสัย หมายความว่าอย่างไร หรือว่านางมั่นใจถึงขั้นว่าจะสามารถสังหารคนผู้นั้นได้ภายในคืนนี้เลยหรือ


น่าเสียดายที่ตัวคนเดินไปไกลแล้ว มู่หลิงจึงไม่มีโอกาสได้ถามต่อ นางเรียกทหารหญิงคนหนึ่งมา สั่งให้พวกนางเพิ่มการตรวจตราในคืนนี้ เพื่อที่จะได้เปิดประตูไว้ให้ใครบางคน


ครั้งนี้ที่หน่วยราชองครักษ์มายังจังหวัดจื่อจิง มิใช่เพื่อมามอบของขวัญปีใหม่ให้ฉีฮูหยิน แต่ภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการจัดการกับคนทรยศ


ผู้ที่กล้าทรยศนายต้องตายสถานเดียวเท่านั้น


แต่การจะจัดการเรื่องนี้ให้สวยงามโดยไม่ให้องค์หญิงใหญ่ของนางต้องมัวหมองแม้แต่น้อยนั้นกลับไม่ใช่เรื่องง่าย


เดิมทีมู่หลิงคิดจะให้ตระกูลเฮ่อซึ่งเป็นขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในท้องถิ่นแห่งนี้ลงมือ แต่เงื่อนไขยังตกลงกันไม่ได้มิใช่หรือ


สองสามีภรรยาคู่นี้ ทั้งอยากจะปีนป่ายเกาะเกี่ยวเอาผลประโยชน์จากองค์หญิงใหญ่ แต่ก็ไม่ยอมสละบุตร ทั้งยังอยากได้นี่ได้นั่น ในโลกนี้จะมีเรื่องดีๆเช่นนั้นได้อย่างไร!


กลับเป็นบุตรีคนเล็กของตระกูลเฮ่อที่ไม่เลวจริงๆ องค์หญิงใหญ่ทรงโปรดเด็กที่เฉลียวฉลาด นางไม่กลัวว่าเด็กหญิงคนนั้นจะเจ้าเล่ห์มีเป้าหมาย กลัวแต่ว่าจะเป็นคนโง่ ไม่เข้าใจการต่อสู้แย่งชิง ไม่รู้จักต่อต้าน ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ในเมืองหลวงได้


ก่อนที่ฉินเหยาจะมาในวันนี้ มู่หลิงยังคงคิดอยู่ว่า ควรจะส่งคนของตนไปจัดการกับกัวหลินเจ้าสุนัขที่กินบนเรือนขี้รดบนหลังคานี่ด้วยตนเองหรือไม่


แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะเผยจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามจับได้ แต่เมื่อเทียบกับภัยคุกคามที่เกิดจากการที่อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้น เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้ว การลงมือเองย่อมสบายใจกว่าเป็นธรรมดา


แต่ตอนนี้เผือกร้อนก้อนนี้ได้ถูกส่งต่อไปให้ฉินเหยาซึ่งเป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้อง มู่หลิงคิดว่าไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ อย่างไรเสียก็ไม่ขาดทุน เช่นนั้นก็ให้นางรอดูด้วยความคาดหวังเถิด


แม้เพิ่งจะรับคำสั่งคร่าชีวิตคนมาหมาดๆ ฉินเหยาก็ยังทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางกลับไปที่โรงเตี๊ยมและทานอาหารเย็นมื้อใหญ่กับหลิวจี้ที่ไม่ได้ออกจากห้องไปไหนเลยทั้งวัน


ปากของนางนี้ถูกเลี้ยงมาจนเคยตัว อาหารของโรงเตี๊ยมจึงไม่ถูกปาก หลิวจี้ที่ไม่ได้เข้าห้องครัวมานานจึงพับแขนเสื้อขึ้น ยืมเตาในครัวเพื่อทำอาหารเย็นที่ถูกใจนาง


ตอนกลางคืนยังมีงานที่ต้องใช้แรงอีก ฉินเหยาจึงตั้งใจกินข้าวเพิ่มอีกสองชามเป็นพิเศษ หาใช่เพราะว่ากับข้าวอร่อยเกินไปจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ไม่!


หลังอาหาร นางดีดลูกคิดต๊อกแต๊กคำนวณบัญชีไปพลางแช่เท้าในน้ำร้อนที่หลิวจี้ตักมาให้ไปพลาง เมื่ออ้าปากก็มีเมล็ดฟักทองที่แกะเปลือกแล้วหนึ่งกำมือถูกป้อนมาถึงปาก


หลิวจี้มองแก้มสองข้างของนางที่บวมตุ่ยคล้ายกับกระรอก ในใจก็รู้สึกภาคภูมิใจและพึงพอใจอย่างยิ่ง


การที่สามารถเลี้ยงดูสตรีใจร้ายที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาเช่นนี้ให้อิ่มหนำสำราญ ดูแลให้นางสุขสบายได้นั้น มิใช่เรื่องที่บุรุษธรรมดาจะทำได้


มีเพียงบุรุษที่โดดเด่นไม่เหมือนใครเช่นเขาเท่านั้นจึงจะทำเรื่องเช่นนี้ได้สำเร็จ


ฉินเหยาคล้ายจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจึงปรายตามองเขาอย่างสงสัย บุรุษผู้นี้ยิ้มแย้มดุจบุปผาพลางยื่นชาอุ่นๆที่พักไว้จนได้ที่แล้วมาให้อีกถ้วยหนึ่ง


อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ! นางคอแห้งจริงๆ!


หลิวจี้มองนางยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ในใจก็ลิงโลดยิ่งนักพลางคิดในใจว่า นี่มิใช่ว่ากุมอำนาจไว้ได้แล้วหรอกหรือ~


หารู้ไม่ว่าอีกครึ่งชั่วยามต่อมา คนที่เขาคิดว่ากุมอำนาจไว้ได้อย่างสมบูรณ์ตรงหน้านี้จะใช้มือเปล่าบิดศีรษะคนกลางถนนดัง “กร็อบ”


ฉินเหยามองดูสีของท้องฟ้านอกหน้าต่าง ใกล้จะได้เวลาแล้ว ยามนี้ที่หออี๋หงคงจะคึกคักที่สุดแล้ว


“พักผ่อนเถิด” ฉินเหยาปิดสมุดบัญชี วางลูกคิดลงแล้วยกเท้าทั้งสองข้างที่แช่จนสบายขึ้นมาจากกะละมัง รับผ้าเช็ดเท้าที่หลิวจี้ยื่นมาให้เช็ดหยดน้ำจนแห้ง สวมรองเท้าแตะของตนแล้วเอนกายลงบนเตียง


หลิวจี้เทน้ำล้างเท้าแล้วเช็ดหยดน้ำที่กระเซ็นบนพื้นจนแห้ง ปูที่นอนของตน เมื่อห่มผ้าห่มเรียบร้อยก็กล่าวคำหนึ่งว่า “เมียจ๋า ราตรีสวัสดิ์” แล้วหลับตาลง หลับใหลไปอย่างเป็นสุข


วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ไม่โดนด่า~


ในไม่ช้า คนที่นอนอยู่บนพื้นก็เข้าสู่ห้วงนิทรา


ฉินเหยาที่เดิมทีนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงพลันลุกขึ้นนั่ง สวมเสื้อผ้าและรองเท้า นางไม่ได้พกอาวุธไปด้วย ฉวยเพียงผ้าพันคอของหลิวจี้มาพันใบหน้าของตนเอาไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาสีดำคู่หนึ่ง


ประตูห้องเปิดออกและปิดลงอย่างรวดเร็ว ลมหนาวที่ต้องการจะบุกรุกเข้ามายังไม่ทันไรก็ถูกกั้นเอาไว้นอกห้องเสียแล้ว


โถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมยังคงสว่างไสว ลูกจ้างของโรงเตี๊ยมกำลังเช็ดโต๊ะเก้าอี้และทำความสะอาด เถ้าแก่ถือสมุดบัญชีเพื่อตรวจสอบรายรับของวันนี้ แขกในห้องพักแขกส่วนใหญ่ล้วนดับไฟนอนกันหมดแล้ว ตรอกด้านหลังของโรงเตี๊ยมทั้งตรอกนอกจากเสียงสุนัขเห่าแล้วก็ล้วนเงียบสงัด


ในยามนี้ สถานที่ที่คึกคักที่สุดคงหนีไม่พ้นตรอกหอคณิกาทางใต้ของเมือง ที่แห่งนั้นแสงสีเสียงดังอึกทึก ผู้คนจอแจ กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สนุกสนานที่สุด


บนหลังคา เงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ไม่รู้คงคิดว่าเป็นแมวจรจัดที่ออกหาอาหาร เพราะถูกเสียงของผู้คนทำให้ตกใจ เงานั้นจึงรีบหดตัวเข้าไปในความมืดมิด ซ่อนตัวอยู่ในมุมอับสายตา บุรุษและสตรีหลายกลุ่มที่มาหาความสำราญล้วนเดินผ่านตรงจุดนี้ แต่ก็ไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ


ใบหน้าของคนในภาพวาดนั้นฉินเหยาจดจำไว้ในสมองแล้ว ส่วนเวลาและสถานที่มู่หลิงก็เป็นผู้ให้มาด้วยตนเอง ไม่น่าจะผิดพลาด


ฉินเหยาเอนร่างในเงามืดอย่างเบื่อหน่าย มองดูเงาร่างของผู้คนที่เดินผ่านหน้าไปทีละกลุ่มทีละกลุ่ม แล้วสงสัยว่าตนเองมาสายเกินไปจนคลาดกับเป้าหมายไปแล้วหรือไม่


ขณะที่กำลังสงสัยในความถูกต้องของข้อมูลจากหน่วยราชองครักษ์ ใบหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นในสายตา


ฉินเหยายืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อความรอบคอบ นางยังคงตะโกนข้ามถนนครึ่งสายไปยังคนที่ถูกเหล่าหญิงงามประคองอยู่ที่หน้าประตูหออี๋หงว่า “กัวหลิน!”


บุรุษที่กำลังเมามายนั้นหยุดชะงักไปหลายวินาทีจึงค่อยหันมองมาอย่างสงสัย


กลับเป็นหญิงงามข้างกายเขาที่เอ่ยเตือนขึ้นก่อน “นายท่านกัว เหมือนจะมีคนเรียกท่านนะเจ้าคะ”


ดีมาก ยืนยันเรียบร้อย!


ฉินเหยาวิ่งออกมาจากเงามืดด้วยความเร็วสูง กัวหลินรู้สึกเพียงว่าตรงหน้าพลันปรากฏคนผู้หนึ่งที่ศีรษะพันด้วยผ้า ดูแล้วประหลาดอย่างยิ่งขึ้น


เหล่าหญิงงามตกใจกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของคนผู้นี้ รู้สึกว่าคนผู้นี้ค่อนข้างแปลก แต่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร


กลับเป็นกัวหลิน อาจจะเพราะทำเรื่องผิดมโนธรรมไว้มาก พอสบตากับดวงตาเย็นชาคู่นั้น ในใจก็ส่งเสียงเตือนภัยดังลั่น เขาผลักหญิงงามสองคนในอ้อมแขนออกไปตามสัญชาตญาณ หันหลังแล้วตะโกนว่า “ใครก็ได้!”


ยามออกไปข้างนอกเขามักจะนำบ่าวชายและผู้คุ้มกันมาด้วยเสมอ มีผู้คุ้มกันสองคนอยู่ข้างหลังเขา ส่วนที่เหลือรออยู่ที่ข้างรถม้าหน้าประตูหออี๋หง


เมื่อได้ยินเสียงตะโกนนี้ของกัวหลิน ผู้คุ้มกันสองคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุดก็รีบชักดาบพุ่งเข้ามาทันที หากเป็นนักฆ่าทั่วไป เมื่อพลาดโอกาสแรกไปแล้ว การจะเอาชีวิตกัวหลินภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนานั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว


ทว่า นักฆ่าที่พวกเขาเผชิญหน้าในวันนี้คือฉินเหยา


ดาบสองเล่มฟันเข้ามาจากสองทิศทางซ้ายและขวา เท้าของนางขยับเล็กน้อย ร่างบางก็ทะยานขึ้นไปในอากาศ ปลายเท้าเหยียบลงบนหน้าดาบพอดีแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้า สองมือจับลงบนไหล่ของกัวหลินที่เพิ่งจะวิ่งออกไปได้สามเมตร


ภายใต้แรงกระแทกมหาศาล ร่างกายของกัวหลินพุ่งไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้


ฉินเหยาตกลงมาบนหลังของเขาพอดี นางเข่างอลง กดลงบนกระดูกสันหลังของเขา น้ำหนักที่หนักอึ้งดุจขุนเขานั้นกดทับจนอวัยวะภายในของเขาย้ายตำแหน่ง กระอักเลือดสดออกมาหนึ่งคำ


ยังไม่ทันที่กัวหลินที่กำลังตกตะลึงจะได้เอ่ยปากถาม มืออุ่นๆคู่หนึ่งก็วางลงบนศีรษะของเขา ได้ยินเพียงเสียง “กร็อบ” ดังขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างของกัวหลินก็เบิกโพลง ศีรษะบิดงอในมุมที่แปลกประหลาด สิ้นลมหายใจในทันที



จบตอน

Comments