stepmother ep381-390

ตอนที่ 381: เจี่ยงเหวิน ข้าไม่รู้นะ


เหล่าผู้คุ้มกันที่อยู่หน้ารถม้าเพิ่งจะกรูกันเข้ามา ขณะที่กำลังจะยกดาบขึ้นก็เห็นนายท่านของตนตายอย่างอนาถคาที่จึงมองไปยังคนคลุมหน้าผู้นั้นด้วยความตกตะลึง


ดวงตาอันเย็นชาคู่นั้นกวาดตามองพวกเขาแวบหนึ่ง หัวใจของเหล่าผู้คุ้มกันพลันสั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมกัน ถึงกับไม่กล้าก้าวเข้าไป


ฉินเหยารีบถอดเครื่องประดับที่เอวของกัวหลินชิ้นหนึ่งมาเพื่อเป็นหลักฐาน ก่อนจะพุ่งออกไปดุจกระทิงเปลี่ยว ผู้คุ้มกันคนใดก็ตามที่ขวางอยู่เบื้องหน้านางล้วนถูกพลังอันแข็งแกร่งมหาศาลนี้ซัดจนกระเด็น ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งฝีเท้าของนางได้เลย


ใช้เวลาไม่ถึงสามลมหายใจ กัวหลินก็ตายแล้ว ผู้คุ้มกันบาดเจ็บ ส่วนฆาตกรหลบหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอย


เมื่อได้พบเจอกับนักฆ่าที่เพียบพร้อมทั้งพละกำลังและความเร็ว อีกทั้งวิธีการยังเด็ดขาดอย่างยิ่ง การจะรอดชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก


ก๊อก ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้น


แต่ไรมามู่หลิงมักจะหลับไม่ลึก นางจึงลุกขึ้นจากเตียงในทันที เมื่อนึกถึงใครบางคนก็ลงจากเตียงไปเปิดประตูอย่างไม่อยากเชื่อ จี้ห้อยเอวหงส์คู่พลันปรากฏขึ้นตรงหน้านาง


ตรงกลางของจี้ห้อยเอวนั้นคือใบหน้าของฉินเหยาที่ถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิด เผยให้เห็นเพียงดวงตาสองข้าง


“เรื่องของท่านข้าจัดการให้แล้ว เรื่องของข้า ท่านจะจัดการให้ได้เมื่อใด”


มู่หลิงรับจี้ห้อยเอวมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ จี้ห้อยเอวหงส์คู่ เป็นจี้ห้อยเอวที่องค์หญิงใหญ่ทรงประทานให้กัวหลินด้วยพระองค์เองเมื่อหลายปีก่อน ในโลกนี้มีเพียงชิ้นเดียวจริงๆ


“รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียว?” มู่หลิงเก็บจี้หยกไปพลางแล้วมองสำรวจฉินเหยาขึ้นๆลงๆอย่างประหลาดใจ บนร่างของนางไม่มีอาวุธแม้แต่ชิ้นเดียว แม้แต่เลือดก็ไม่กระเซ็นโดนสักหยด นี่ทำได้อย่างไรกันแน่


ฉินเหยาพยักพเยิดเข้าไปในห้อง มู่หลิงพยักหน้า นางจึงเดินเข้าไปในห้อง หากาน้ำชามารินน้ำให้ตนเองหนึ่งถ้วย หลังจากดื่มเสร็จจึงกล่าวว่า


“ของที่นำไปยิ่งน้อย พิรุธที่ทิ้งไว้ก็ยิ่งน้อยตามไปด้วย ดังนั้นข้าจึงไม่ได้พกอาวุธอะไรไปเลย เมื่อถึงเวลาที่ท่านบอกก็ไปให้ถึงตรงเวลา เมื่อเห็นบุคคลเป้าหมาย หลังจากยืนยันตัวตนแล้วจึงหักคอเขา ส่งเขาไปพบพญายม”


“ใช้เวลาทั้งหมดก็…” ฉินเหยาหักนิ้วคำนวณ “ตั้งแต่ข้าออกจากห้องมาถึงที่นี่ก็สองเค่อกว่าๆกระมัง”


เถ้าแก่ใส่เกลือเยอะไปหน่อย เค็มเสียจนคอนางแห้งผาก ตอนนี้ได้ดื่มน้ำไปหนึ่งถ้วยถึงได้รู้สึกดีขึ้น


แน่นอนว่า ฉินเหยาไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้มู่หลิงฟัง มิฉะนั้นนางคงจะบ่นยืดยาวอีกเป็นแน่ เช่น เจ้าเข้ามาอย่างเปิดเผยเยี่ยงนี้ หากมีคนเห็นเข้าจะทำอย่างไร!


ทำอย่างไรหรือ


แน่นอนว่าก็จัดการไปตามสถานการณ์ นางรับผิดชอบแค่สังหารคนไม่ดูแลเรื่องการฝัง การเก็บกวาดเรื่องที่ตามมานั้นจะเป็นอีกราคาหนึ่ง


ทว่า ไม่มีกล้องวงจรปิด สถานที่เกิดเหตุอยู่ทางใต้ของเมือง ในขณะที่นางกำลังกินมื้อดึกอยู่ทางตะวันออกของเมือง โอกาสที่จะถูกสงสัยนั้นแทบไม่มีเลย


โดยรวมแล้ว ฉินเหยาค่อนข้างพอใจกับประสิทธิภาพในการทำงานของตนเอง


มู่หลิงยืนอยู่ตรงหน้านาง อยากจะหัวเราะแต่ก็ต้องสงวนท่าทีเอาไว้ สุดท้ายจึงยื่นข้อเสนอให้ฉินเหยาอีกครั้ง


“มอบตำแหน่งขุนนางทหารขั้นเจ็ดให้เจ้า เข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ ให้เจ้าเป็นรองหัวหน้า เป็นอย่างไร”


ฉินเหยาวางถ้วยน้ำชาลงแล้วลุกขึ้นยืน นางโบกมือไปมา “ไม่เป็นอย่างไร ข้าเป็นสตรีที่มีครอบครัวแล้ว ไม่อาจทำงานถวายชีวิตได้ ดังนั้นไม่ขอถ่วงเวลาพวกท่านในการสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แล้ว”


มู่หลิงเอียงศีรษะแล้วหัวเราะเยาะตนเองเสียงหนึ่ง “ช่างเถิด เรื่องของเจ้าข้าสั่งให้คนไปจัดการแล้ว คืนนี้ก็รู้ผลแล้ว เจ้ากลับไปรอข่าวเถิด ดึกแล้ว ข้าจะนอน”


นี่คือหมายความว่าจะส่งแขกแล้ว ฉินเหยายักไหล่ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วประสานหมัดอีกครั้ง “ขอบคุณมาก!”


มู่หลิงตบจี้ห้อยเอวหงส์คู่ในอกของตน “มิต้องเกรงใจ เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว”


คนทั้งสองพยักหน้าให้กันอย่างเป็นมิตร การซื้อขายเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์


ฉินเหยาถอยกลับไป นางเดินอยู่บนหลังคา ตลอดทางมองดูภาพความโกลาหลทางใต้ของเมืองแล้วกลับถึงโรงเตี๊ยมอย่างใจเย็น


หลิวจี้ยังคงหลับเหมือนหมูตาย ฉินเหยาข้ามตัวเขาไปแล้วทิ้งตัวลงบนผ้าห่ม ในนั้นเหมือนจะยังมีความอบอุ่นที่นางทิ้งไว้ก่อนจากไปหลงเหลืออยู่ ไม่นานก็หลับไปอย่างสบายใจ


ในเวลาเดียวกัน


ประตูใหญ่ที่บ้านของเจี่ยงเหวินถูกทุบเสียงดังสนั่น คนในบ้านทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่พากันตกใจจนตื่น


เจี่ยงเหวินรีบสวมเสื้อผ้ามาที่หลังประตูแล้วถามอย่างระแวดระวังว่า “ใครน่ะ” มาเคาะประตูตอนดึกขนาดนี้ เล่นเอาคนตกใจหมด


“เปิดประตู!”


นอกประตูนั้นเป็นเสียงของสตรี เสียงนั้นเย็นชายิ่งกว่าค่ำคืนอันหนาวเหน็บในเดือนสิบสองเสียอีก “มาส่งของให้เจ้า”


หัวใจของเจี่ยงเหวินกระตุกวูบ เขาไม่กล้าเปิดประตูแต่พยายามแนบร่างกับรอยแยกของประตู เมื่อเพ่งมองดูก็เห็นเป็นสตรีในชุดสีแดงยืนอยู่ภายใต้แสงสลัวด้านนอก


เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอื่นอยู่ข้างกายนางอีก เจี่ยงเหวินจึงค่อยๆ แง้มประตูออกอย่างระมัดระวัง


สตรีผู้นั้นแค่นเสียงใส่เขาอย่างจนคำพูดเสียงหนึ่งแล้วล้วงเอาคำสั่งปล่อยเรือออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้เขา “เรือสินค้าของห้างการค้าเจ้าจอดอยู่ที่ท่าเรือแล้ว รีบไปเอาเถอะ”


พูดจบก็หันหลังขึ้นม้าจากไป


ราษฎรในเมืองไม่ได้รับอนุญาตให้ขี่ม้าเร็วในเมืองยามค่ำคืน แต่อีกฝ่ายกลับกล้าเพิกเฉยต่อกฎเกณฑ์ ในใจของเจี่ยงเหวินทั้งดีใจทั้งตกใจ


ดีใจที่การกักเรือสินค้าที่ทำให้เขาทุกข์ใจมาหลายเดือนได้รับการแก้ไขแล้ว


ตกใจกับที่มาที่ไปของอีกฝ่าย ใครกันแน่ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเขา


สตรีผู้นี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนของทางการ แต่ดูจากการแต่งกายและท่าทางของนางแล้วย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน


แต่ตอนนี้เจี่ยงเหวินไม่มีเวลามาคิดมากเรื่องนั้น เรือสินค้านั้นไม่อาจล่าช้าไปได้อีกแม้แต่ครู่เดียว เขารีบกลับเข้าบ้านไปสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ปลอบโยนคนในครอบครัวแล้วถือคำสั่งปล่อยเรือรีบออกจากบ้านไป


ก่อนอื่นต้องไปเรียกคนของห้างการค้าให้ตื่นแล้วรีบเดินทางไปยังท่าเรือเพื่อรับสินค้าทั้งหมดคืน


จนกระทั่งขอบฟ้าสว่างขึ้น เรือสินค้าหลายลำที่ถูกกักไว้ก็ได้รับการตรวจนับจนเสร็จสิ้น ขาดใบชาชั้นดีไปหลายหีบ คิดเป็นเงินก็สามสี่ร้อยตำลึง แต่ความเสียหายเพียงเท่านี้ก็นับว่าต่ำกว่าที่คาดไว้มากแล้ว


ตอนที่เจี่ยงเหวินตรวจนับสินค้า เขายังพบเครื่องกระเบื้องเคลือบสวยงามหลายหีบที่วางระเกะระกะ ตอนแรกเขานึกว่าถูกคนของกรมการขนส่งทางน้ำรื้อค้นตอนตรวจสอบ


ต่อมาเมื่อลูกจ้างเอ่ยเตือนจึงเห็นว่าในถ้วยกระเบื้องมีร่องรอยการใช้งานจึงเข้าใจทันทีว่านี่คือของที่ถูกเอาไปแล้วนำกลับมาคืน


เพราะต้องรีบร้อนเก็บของมาคืนจึงไม่มีเวลาทำความสะอาด ถึงได้ทิ้งคราบสกปรกเอาไว้ ยากจะจินตนาการถึงความหวาดกลัวและความสับสนวุ่นวายของอีกฝ่ายในตอนนั้นได้จริงๆ


เจี่ยงเหวินรู้สึกสงสัยเหลือเกิน หลังจัดแจงสินค้าเสร็จและเตรียมจะพาคนจากไป ใต้เท้าผู้ตรวจการกรมการขนส่งทางน้ำก็มาถึงพอดี


ใต้เท้าที่ไม่เคยได้พบหน้ามาก่อนกลับมาสอบถามเขาซึ่งเป็นเพียงรองผู้ดูแลตัวเล็กๆด้วยตนเองว่าสินค้าขาดหายไปหรือไม่ หากมีก็สามารถบอกเขาได้เลย เขาจะช่วยตามหาคืนมาให้แน่นอน


เจี่ยงเหวินรู้สึกตกใจอย่างยิ่งที่จู่ๆได้รับการช่วยเหลือเช่นนี้ เขาจะกล้ารบกวนใต้เท้าผู้ตรวจการกรมการขนส่งให้ช่วยตามหาสินค้าที่ ‘มีมูลค่าเพียงสามสี่ร้อยตำลึง’ ได้อย่างไรกันจึงรีบตอบว่าไม่มี


ใต้เท้าผู้ตรวจการกรมการขนส่งบอกว่าเช่นนี้เขาก็สบายใจแล้ว ยังบ่นเป็นนัยทั้งทางตรงและทางอ้อมว่า ในเมื่อมีผู้ยิ่งใหญ่หนุนหลังอยู่แล้วเหตุใดถึงไม่รีบบอก ทำให้ตอนนี้ต้องมาลำบากใจกันเช่นนี้


จนกระทั่งกลับถึงห้างการค้า เจี่ยงเหวินก็ยังคงสับสนงุนงงอยู่บ้าง


คำตอบทั้งหมดนั้น รอจนกระทั่งลูกจ้างส่งข่าวมาว่าเมื่อคืนเถ้าแก่กัวหลินแห่งห้างการค้าจิ่งหยุนถูกสังหารตายอย่างน่าอนาถ เขาจึงค่อยกระจ่างแจ้ง


หากเขาดูไม่ผิด ทหารหญิงที่ตามหลังขบวนของทางการที่สวมชุดเกราะสีแดง ใบหน้าเย็นชา กำลังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของทางการจังหวัดจื่อจิงสืบสวนคดีของกัวหลินอย่างละเอียดเพื่อจะดูว่าใครกันที่กล้าเหิมเกริมแตะต้องคนขององค์หญิงใหญ่ของพวกนางผู้นั้นเหมือนจะเป็นสตรีที่มาส่งจดหมายให้เขากลางดึกนางนั้น


กัวหลินตายอย่างอนาถ หน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่มาส่งจดหมายให้เขาโดยเฉพาะ ทุกเรื่องกระทบจิตใจของเจี่ยงเหวินที่อดนอนมาทั้งคืนและอารมณ์เปราะบางอย่างยิ่ง


แม้แต่เถ้าแก่ของห้างการค้าฟู่หลงก็ยังรู้สึกตกใจ ไม่รู้ว่าเจี่ยงเหวินไปปีนป่ายเกาะผู้สูงศักดิ์ท่านใดมา เขาเอ่ยถามเขาอย่างเกรงใจตลอดว่าตนเองมีความลับอะไรที่ปิดบังเอาไว้หรือไม่


เจี่ยงเหวินนวดขมับที่เต้นตุบๆ รู้สึกร้อนใจอย่างยิ่ง เขาไม่รู้อะไรเลยจริงๆ!


ตอนที่ 382: รสชาติของอำนาจ


เพื่อไม่ให้รบกวนฉินเหยาที่กำลังนอนหลับต่อ หลิวจี้จึงถือตำรามาที่โถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมแต่เช้าตรู่ ผิงไฟถ่านของผู้อื่นไปพลางกินอาหารเช้าและท่องตำราไปพลาง


เถ้าแก่เห็นเขาขยันหมั่นเพียร ทั้งยังมีหน้าตาหล่อเหลาจึงแถมน้ำแกงเนื้อแพะร้อนๆให้เขาโดยไม่คิดเงินหนึ่งชาม


น้ำแกงนี้ใช้กระดูกแพะเคี่ยวด้วยไฟอ่อนมาทั้งคืน ส่วนที่ดีที่สุดได้ละลายเข้าไปในน้ำแกงแล้ว ทั้งสดใหม่ทั้งหอมหวาน อร่อยจนหลิวจี้รู้สึกราวกับว่าทั้งร่างจะลอยขึ้นมาอย่างนั้น


ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับน้ำแกงเนื้อแพะร้อนๆหอมกรุ่นในฤดูหนาว ด้านนอกโรงเตี๊ยมก็มีเสียงจอแจดังขึ้นเป็นระลอก


จิตใจรักการนินทาของหลิวจี้พลันกำเริบขึ้นมา เขายกชามน้ำแกงเดินไปที่ประตูโรงเตี๊ยมก็เห็นบรรดาท่านป้าที่มาซื้อกับข้าวกำลังจับกลุ่มพูดคุยกันเรื่องคดีฆาตกรรมทางใต้ของเมืองเมื่อคืนนี้อย่างตื่นเต้น


คดีฆาตกรรม? น่าตื่นเต้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ


หลิวจี้บังเกิดความสนใจขึ้นมาทันที เขาเดินเข้าไปร่วมวงอย่างใคร่รู้พลางถามว่า “พี่สาวทั้งหลาย ใครถูกฆ่าหรือขอรับ”


ท่านป้าทั้งหลายหันกลับมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นบัณฑิตหนุ่มรูปงาม ทั้งยังปากหวาน เรียกพวกนางว่าพี่สาวด้วยก็รีบกวักมือเรียกให้เขาเข้าร่วมวงในทันที


ท่านป้าที่มีใบหน้าอวบอ้วนเป็นผู้ที่รู้ข่าวดีที่สุดในกลุ่มนี้และเป็นนางที่เริ่มหัวข้อสนทนานี้ขึ้นก่อน เมื่อครู่ถูกหลิวจี้ขัดจังหวะ ตอนนี้จึงกล่าวต่อว่า


“คนที่ตายคือเถ้าแก่กัวหลินแห่งห้างการค้าจิ่งหยุน ก็คือเศรษฐีกัวผู้ที่ทุ่มเงินพันตำลึงซื้อตัวหญิงงามอันดับหนึ่งของหออี๋หง เศรษฐีที่ใช้เงินโดยไม่กะพริบตาผู้นั้นนั่นแหละ!”


เมื่อชื่อของเศรษฐีกัวถูกเอ่ยขึ้นมา คนอื่นๆต่างก็หันมามองพลางพยักหน้าแสดงออกว่ารู้จักคนผู้นี้ ไม่นึกเลยว่าเขาจะตาย แถมยังถูกฆ่ากลางถนนอีกด้วย ทุกคนล้วนตกตะลึงเป็นอย่างมาก


หลิวจี้ชอบฟังข่าวการตายอย่างน่าสยดสยองของเศรษฐีเหล่านี้เป็นที่สุด เรื่องนี้ทำให้คนพาลที่ยากจนและอยู่ชั้นล่างสุดเช่นเขาได้รับชัยชนะทางจิตใจในชั่วขณะหนึ่ง


ดังนั้นจึงรีบถามต่อทันทีว่า “พี่สาวคนดี เขาตายอย่างไรหรือ เศรษฐีเหล่านี้มิใช่ว่ามีผู้คุ้มกันมากมายติดตามไปด้วยหรอกหรือ เหตุใดจึงถูกฆ่ากลางถนนได้เล่า”


เมื่อถูกเรียกว่าพี่สาวคนดี หัวใจของท่านป้าหน้าอ้วนก็แทบจะละลาย นางจุปากกล่าวต่ออย่างเสียดาย


“ผู้คุ้มกันย่อมต้องมีแน่นอน แต่ได้ยินจากสาวๆหออี๋หงบอกว่า นักฆ่าเก่งกาจเกินไป ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจก็เหาะข้ามผู้คุ้มกันไปอยู่ด้านหลังของเศรษฐีกัวที่กำลังหลบหนี จากนั้นก็ใช้สองมือจับศีรษะของเขาแล้วบิดอย่างแรง แค่กร็อบเดียว คนก็ไร้ซึ่งลมหายใจแล้ว คอหักทันที พวกเจ้าว่าน่ากลัวหรือไม่เล่า…”


ผู้ที่มามุงดูต่างพากันหดคอลงโดยไม่รู้ตัวพลางเอามือลูบคอตนตามสัญชาตญาณ ทุกคนล้วนหวาดกลัว


“สวรรค์ ฆาตกรผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมอะไรเช่นนี้ ลงมือได้น่ากลัวเกินไปแล้ว หรือว่าเศรษฐีกัวไปสร้างศัตรูไว้ ฝ่ายตรงข้ามจึงจ้างวานนักฆ่าให้มาฆ่าเขา?”


หากเป็นคนธรรมดา ใครจะใช้วิธีเช่นนี้ฆ่าคนกัน


ต่อให้คิดจะบิดคอคนผู้นั้นจริงๆ แต่คนทั่วไปก็ไม่อาจทำได้ในเวลาอันสั้นเช่นนั้น ทั้งรวดเร็วและเด็ดขาดถึงเพียงนี้แล้วมียังเรี่ยวแรงมหาศาลพอจะหักคอผู้อื่นได้อีกด้วย


ท่านป้าหน้าอ้วนส่ายหน้าถอนหายใจ “ใครจะไปรู้ ชะตาชีวิตคนน่ะช่างซับซ้อนนัก ตอนนี้เคราะห์ร้ายมาเยือนโดยไม่คาดฝัน ต่อให้มีทรัพย์สินเงินทองมากมายแล้วจะอย่างไร คนตายไปแล้ว ทุกอย่างก็หมดสิ้น….”


ประเด็นการสนทนาค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นเรื่องการสืบทอดมรดกจำนวนมหาศาลของเศรษฐีกัว หลิวจี้ยกชามเปล่าที่ดื่มจนหมดกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม เถ้าแก่เรียกเขาไว้ หลิวจี้นั้นมีท่าทางงุนงงเล็กน้อย


“นายท่านหลิว ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” เถ้าแก่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง


หลิวจี้ส่ายหน้า วางชามเปล่าลง เก็บตำราที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วกล่าวขอบคุณเถ้าแก่อย่างสุภาพ เตรียมกลับเข้าห้อง


แต่เดินออกไปได้เพียงสองก้าวก็ถอยกลับมา ขอน้ำแกงเนื้อแพะหนึ่งชามและซาลาเปาห้าลูกใหญ่ๆจากเถ้าแก่และถือทั้งหมดกลับไปที่ห้องพักแขก


ฉินเหยาตื่นแล้ว กำลังล้างหน้าล้างตาอยู่ในห้อง


ประตูห้องถูกผลักเปิดออก เมื่อเห็นหลิวจี้ถืออาหารเช้าเข้ามาจึงส่งยิ้มสดใสให้เขาอย่างอารมณ์ดี


แต่คาดไม่ถึงว่า สีหน้าของหลิวจี้กลับเปลี่ยนไป แม้แต่ลมหายใจก็ยังถี่กระชั้นขึ้นชั่วขณะ


“เป็นอะไรไป” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย


หลิวจี้รีบส่ายหน้า เดินเข้ามาในห้องวางอาหารเช้าให้นางแล้วหยิบเก้าอี้ตัวหนึ่งไปนั่งที่มุมห้อง เอ่ยเสียงเบาอย่างหยั่งเชิงว่า


“เมื่อครู่ได้ยินคนอื่นพูดว่า เมื่อคืนในเมืองเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น…”


ขณะที่พูดก็ไม่ลืมแอบสังเกตปฏิกิริยาของฉินเหยา เมื่อเห็นนางพยักหน้าตอบรับหนึ่งครั้งแล้วนั่งลงหยิบอาหารเช้าขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อยก็ขมวดคิ้วอย่างสงสัย


หรือว่าเขาจะคิดมากไป?


แต่ว่า เมื่อคืนนี้เขาคล้ายกับได้ยินเสียงเปิดปิดประตูแว่วๆ…หรือว่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ


“เมียจ๋า เจ้าไม่สงสัยบ้างหรือ” หลิวจี้ถามขึ้นมาทันที


ฉินเหยากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่หลิวจี้กลับพูดถึงเรื่องการฆาตกรรม นางรู้สึกเสียอารมณ์อย่างยิ่งจึงวางชามน้ำแกงลงดังปัง เลิกคิ้วถามกลับว่า


“สงสัยอะไร ถูกบิดคอจนหักมีอะไรน่าแปลกใจนักหนา!”


หลิวจี้ลมหายใจสะดุด ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างขึ้นในทันที “เป็นเจ้าจริงๆ!”


เขายังไม่ได้พูดเลยว่าคนผู้นั้นตายอย่างไร แต่นางกลับพูดออกมาเอง!


“เมียจ๋า เจ้า…อีกแล้ว….” ฆ่าคนอีกแล้ว


“อะไรอีกแล้วรึ” ฉินเหยาแยกเขี้ยว ถามต่ออย่างเมตตา


หลิวจี้ลังเลอยู่เพียงครึ่งวินาทีก็ตอบพร้อมกับหัวเราะแห้งๆว่า “ไม่มีอะไร เมียจ๋าเจ้ากินต่อเถิด กินเยอะๆนะ”


ฉินเหยาพยักหน้าเบาๆ แล้วกำชับเขาว่า “พรุ่งนี้พวกเราจะเดินทางกลับกันแล้ว อีกสักครู่ข้าจะออกไปทำธุระหน่อย พอเสร็จแล้วตอนบ่ายพวกเราค่อยไปซื้อของฉลองปีใหม่ด้วยกัน เจ้าลองดูว่าตอนเช้านี้จะไปร่ำลากงเหลียงเหลียวหรือไม่”


หลิวจี้พยักหน้า “นั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว รอเมียจ๋ากินเสร็จแล้วออกไปก่อน ข้าค่อยไป”


ฉินเหยารับคำเสียงหนึ่ง เมื่อกินซาลาเปาเนื้อคำสุดท้ายหมดแล้วจึงเอ่ยเตือนเขาอย่างไม่ค่อยพอใจว่า “น้ำแกงอร่อยดี แต่ซาลาเปาไม่อร่อยเท่าโจ๊กเนื้อที่เจ้าทำ”


ดังนั้น คงจะเข้าใจความหมายของนางใช่ไหม


แน่นอนว่าหลิวจี้เข้าใจอยู่แล้ว เย็นนี้เขาจะเข้าครัวเอง!


สตรีใจร้ายผู้นี้เลือกกินมากขึ้นทุกที


หลังใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปากจนสะอาด ฉินเหยาก็ลุกขึ้นเดินออกไป


แม้ว่านางจะไม่ยอมรับว่าเป็นคนฆ่ากัวหลิน แต่หลิวจี้ก็มั่นใจแล้วว่านางคือฆาตกร


เพราะวิธีการนั้นเขาคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง!


สองสามีภรรยาแยกกันที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม คนหนึ่งไปที่ตระกูลเฮ่อเพื่อร่ำลาอาจารย์และศิษย์พี่ อีกคนหนึ่งมาที่สาขาของห้างการค้าฟู่หลงเพื่อทำสัญญาคำสั่งซื้อหีบหนังสือห้าพันใบที่ยังไม่ได้ลงนามเมื่อวานนี้ต่อ


ฉินเหยาเพิ่งจะเดินเข้าไปในห้างการค้า เจี่ยงเหวินพร้อมบุรุษอีกคนก็มารออยู่นานแล้ว แม้ฉินเหยาไม่เคยเห็นหน้าอีกฝ่ายมาก่อน แต่ก็สามารถเดาได้ในทันทีว่าน่าจะเป็นเจ้านายของเจี่ยงเหวิน พวกเขารีบออกมาต้อนรับนางอย่างกระตือรือร้นทันที


เจี่ยงเหวินเอ่ยแนะนำว่า “ฉินเหนียงจื่อ นี่คือเถ้าแก่ของพวกเรา ชิวเยี่ยน”


ฉินเหยาพยักหน้าให้ชิวเยี่ยนเล็กน้อย “สวัสดีเจ้าค่ะ!”


ชิวเยี่ยนรีบประสานหมัดตอบกลับ “สวัสดี สวัสดี ฉินเหนียงจื่อเชิญเข้ามาเร็วเข้า!”


ทั้งสองคนนำฉินเหยาไปยังห้องโถงด้านหลัง ที่นั่นกลับมีโต๊ะจัดเลี้ยงตั้งอยู่แล้ว ใช้จานอุ่นอาหารที่ทำจากกระเบื้องเคลือบอุ่นอาหารไว้ ไอร้อนลอยกรุ่น กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย


ฉินเหยาเพิ่งจะกินมื้อเช้าไป เมื่อเห็นงานเลี้ยงที่หรูหราเช่นนี้ ความอยากอาหารก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง


เจี่ยงเหวินเชิญนางให้นั่งลงในตำแหน่งประธาน ส่วนชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินนั้นนั่งขนาบทางด้านซ้ายและขวามือของนาง


เมื่อชิวเยี่ยนรินสุรา ฉินเหยาก็ยกมือขึ้น “วันนี้ข้าอยากดื่มชา”


ชิวเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง รีบให้คนเก็บสุราไปแล้วนำชาเข้ามาแทน นี่เป็นชาแดงชั้นดีที่เพิ่งจะขนลงมาจากเรือสินค้าเมื่อเช้านี้


เจี่ยงเหวินกล่าวเสริมจากข้างๆว่า “สตรีดื่มชาแดง บำรุงร่างกายดีที่สุดแล้ว”


เถ้าแก่และรองผู้ดูแลของห้างการค้าใหญ่ประจบประแจงและปรนนิบัตินางอย่างระมัดระวังเช่นนี้ ฉินเหยาจิบชาแดงไปพลางคิดในใจว่ารสชาติของอำนาจช่างชวนให้คนลืมตัวได้ง่ายดายจริงๆ


ทว่า นางไม่ใช่พวกหน้าใหม่ที่ไม่เคยลิ้มรสชาติของอำนาจมาก่อน คำเยินยอประจบประแจงเพียงเท่านี้ไม่สามารถทำให้จิตใจของนางหวั่นไหวได้แม้แต่น้อย


ตอนที่ 383: การคารวะท่าเรือล้มเหลว


ฉินเหยาวางชาแดงรสชาติไม่คุ้นปาก.ลง จงใจมองตาของเจี่ยงเหวินแล้วถามเขาว่า


“เรือสินค้าไปรับกลับมาเรียบร้อยดีหรือไม่ พวกเขาไม่ได้สร้างความลำบากให้ท่านใช่หรือไม่”


การคาดเดาในใจของเจี่ยงเหวินพลันกลายเป็นความจริงขึ้นมาทันที ที่แท้คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังก็คือฉินเหยาจริงๆ


เมื่อวานตอนที่แยกกัน เขาก็ไม่ได้คาดหวังกับฉินเหยามากนัก อย่างไรเสียนางก็ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการใช้เส้นสายของผู้ว่าการเฮ่อ


แต่เขาคาดไม่ถึงว่านางจะทำได้จริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้หนุนหลังที่ใหญ่กว่าตระกูลเฮ่อเสียอีก


รวดเร็วถึงเพียงนั้น ความเร็วนั้นทำให้จนถึงตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกเหมือนยังอยู่ในความฝัน


เรื่องที่ทำให้ห้างการค้าปวดหัวมาตลอดสองเดือนก็ยังแก้ไขไม่ได้ นางกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามก็จัดการได้สำเร็จ


ชิวเยี่ยนลุกขึ้นโค้งคำนับให้ฉินเหยาอย่างจริงใจ “ขอบคุณฮูหยินที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หากไม่มีท่าน ห้างการค้าฟู่หลงคงจบสิ้นไปแล้ว ฮูหยินท่านคือผู้มีพระคุณของห้างการค้า คือผู้มีพระคุณของตระกูลชิวของข้า!”


“ในอนาคต หากฮูหยินประสงค์สิ่งใด ขออย่าได้เกรงใจกับชิวเยี่ยน โปรดเอ่ยปากได้เลย ขอแค่สามารถทำได้ ทุกคนในห้างการค้าฟู่หลงก็พร้อมจะบุกน้ำลุยไฟเพื่อฮูหยิน!”


พูดจบก็ปรบมือ คนสนิทคนหนึ่งก็ยกถาดที่มีผ้าสีแดงคลุมเอาไว้ส่งมาตรงหน้าฉินเหยา


“ของขวัญขอบคุณเล็กๆน้อยๆ ขอฮูหยินโปรดให้เกียรติรับไว้ด้วย!”


ฉินเหยามองเจี่ยงเหวินอย่างประหลาดใจ เจี่ยงเหวินจึงผลักเรือไปตามน้ำ “ฮูหยินโปรดรับไว้เถิด”


ฉินเหยาจึงค่อยเปิดผ้าสีแดงออก ก้อนเงินสีขาวสว่างที่วางอยู่เต็มถาดนั้นเกือบจะทำให้ตานางบอด


ทว่าฉินเหยายังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง นางยื่นมือไปลูบก้อนเงินก้อนละร้อยตำลึงเหล่านี้ รวมแล้วมีทั้งหมดถึงยี่สิบก้อนเชียว


นอกจากนี้ ในช่องว่างระหว่างก้อนเงิน ยังมีปิ่นทองอยู่หนึ่งอัน เมื่อหยิบขึ้นมาก็หนักอึ้ง


ฉินเหยาลูบอยู่สองครั้ง รู้สึกรักเสียจนไม่อยากวาง แต่ในขณะที่ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินคิดว่านางคงพอใจมากและจะรับมันไว้อย่างแน่นอน ฉินเหยากลับวางปิ่นทองลง หยิบเพียงก้อนเงินก้อนใหญ่ที่หนักอึ้งห้าก้อนจากในถาด


“ห้าร้อยตำลึงนี้ข้าจะรับไว้ ส่วนที่เหลือเถ้าแก่ท่านนำกลับไปเถิด”


ฉินเหยาวางก้อนเงินห้าก้อนไว้ข้างมือ ก้อนเงินวางเรียงกันเป็นแถว ช่างน่ารักยิ่งนัก


ชิวเยี่ยนมองเจี่ยงเหวินอย่างกังวล คนผู้นี้เป็นคนที่เจี่ยงเหวินรู้จัก เขาย่อมเข้าใจความหมายที่นางจะสื่อดีกว่าตน


เจี่ยงเหวินงุนงงมาก วันนี้เขาเพิ่งจะพบว่าตนเองไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสตรีที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย


ทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขารู้คือคนผู้นี้ไม่เคยทำอะไรเล่นๆ หากต้องการก็คือต้องการจริงๆ เมื่อคืนกลับมาก็คือไม่ต้องการจริงๆ


เจี่ยงเหวินจึงหยิบเงินที่เหลือยื่นกลับไปให้เจ้านายพลางลอบส่ายหน้า ดูท่านางคงไม่ต้องการที่จะคุ้มครองห้างการค้าต่อแล้ว


ท่าเรือนี้ คารวะไม่สำเร็จ


แต่ความจริงแล้ว พวกเขาคารวะผิดท่าเรือต่างหาก


ฉินเหยาหัวเราะพลางถามถึงรายละเอียดการรับเรือเมื่อเช้ามืดนี้ นางอยากจะรู้ว่าความสามารถของหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่นั้นมีมากน้อยเพียงใด


เจี่ยงเหวินและชิวเยี่ยนเล่าให้นางฟังอย่างละเอียดทุกเรื่องพร้อมกันนั้นก็ขอบคุณฉินเหยาอีกครั้ง


“เดิมทีข้ากับเถ้าแก่เตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องสูญเสียสินค้าไปสามส่วน ไม่นึกว่า จะขาดไปเพียงใบชาไม่กี่หีบ ของที่ถูกเอาไปที่เหลือก็ถูกนำกลับมาคืนทั้งหมด”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ เจี่ยงเหวินก็รู้สึกปลง หากรู้ว่าเบื้องหลังของฉินเหยามีเส้นสายที่แข็งแกร่งเช่นนี้ สองเดือนก่อนหน้านี้เขาคงไม่ต้องวิ่งเต้นให้เสียแรงเปล่า


เงินสินบนเหล่านั้น ผลประโยชน์ที่สัญญาว่าจะให้นั้น มีค่ามากกว่าที่ฉินเหยาเอาไปในวันนี้ถึงสิบเท่า!


ฉินเหยายกถ้วยชาขึ้นดื่มอีกคำหนึ่ง ขนตาหลุบลงซ่อนอารมณ์ในดวงตาเอาไว้


มู่หลิงถึงกับทวงสินค้าที่ถูกยักยอกไปบนเรือสินค้ากลับคืนมาให้ห้างการค้าด้วย รายละเอียดเช่นนี้ ไม่น่าจะทำไปอย่างไร้สาเหตุ


หากนางเดาไม่ผิด มู่หลิงกำลังเตรียมที่จะสนับสนุนตระกูลใหม่ขึ้นมา


และห้างการค้าฟู่หลง ดูแล้วเหมือนจะควบคุมได้ง่ายกว่ากัวหลินมากนัก แม้ว่าความแข็งแกร่งจะเทียบกับจิ่งหยุนไม่ได้เลย แต่พวกนางสามารถสร้างกัวหลินขึ้นมาได้หนึ่งคนก็ย่อมสามารถสร้างกัวหลินขึ้นมาได้อีกนับพันนับหมื่นคน


ฉินเหยาลอบส่ายหน้า การต่อสู้แย่งชิงอำนาจช่างซับซ้อนนัก ยังคงเป็นหมู่บ้านเล็กๆบนภูเขาของนางที่สบายกว่า


เพื่อไม่ให้ของดีบนโต๊ะต้องเสียเปล่า ฉินเหยาจึงกินข้าวเพิ่มไปอีกสองชาม


ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินพยายามหยั่งเชิงนางตลอดเวลา อยากให้นางช่วยแนะนำให้พวกเขาได้พบกับผู้มีพระคุณที่แท้จริง


ฉินเหยาส่ายหน้ายิ้มบางๆ “ยังไม่ถึงเวลา รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม โอกาสย่อมมาหาเอง”


“แต่ว่า…” ฉินเหยาอดเตือนชิวเยี่ยนประโยคหนึ่งไม่ได้ “เถ้าแก่ ท่านต้องคิดให้ดี ความเสี่ยงและผลตอบแทนมักจะมาพร้อมกันเสมอ ผลตอบแทนยิ่งสูง ความเสี่ยงก็ยิ่งมาก หากไม่ระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจจะต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติทั้งหมดและอาจจะต้องแลกด้วยชีวิต…”


ไม่จำเป็นต้องพูดให้กระจ่างกว่านี้ ฉินเหยาก็เชื่อว่าพวกเขาจะเข้าใจได้เอง


กัวหลินคือบทเรียนที่อยู่ตรงหน้า การเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย


หากพนันชนะก็ดีไป แต่หากพนันแพ้ เกรงว่าจะต้องถูกประหารเก้าชั่วโคตรกระมัง


เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาเองก็อยากจะหัวเราะ นางนี่แม้แต่เก้าชั่วโคตรก็ยังรวบรวมได้ไม่ครบเลย


ชิวเยี่ยนไม่เข้าใจว่าเหตุใดฉินเหยาจึงพูดจาให้ร้ายผู้ที่อยู่เบื้องหลังของตนเอง แต่คำเตือนของนาง เขาเองก็สัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีจึงยกถ้วยชาขึ้นคารวะฉินเหยาหนึ่งจอก


ชิวเยี่ยนหัวเราะอย่างขมขื่น “ฮูหยิน บิดาของข้าสุขภาพอ่อนแอ ตั้งแต่ข้าอายุห้าขวบท่านก็จากไปเพราะอาการป่วย มารดาพาน้องสาวแต่งงานใหม่ไปอยู่ในที่ไกลแสนไกล หลายปีมานี้ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ข้าเติบโตมากับท่านปู่ตั้งแต่เล็ก ตั้งใจเรียนรู้การค้าขาย เข้าใจมานานแล้วว่าในโลกนี้ไม่มีการค้าใดที่ได้กำไรแน่นอน ทุกสิ่งที่ทำไปก็เพื่อไม่ให้กิจการของบรรพบุรุษต้องมาล่มสลายในมือของข้าเท่านั้น”


“หากสามารถสร้างความรุ่งโรจน์บนรากฐานของบรรพบุรุษได้อีกครั้ง ข้าตายก็ไม่เสียดายแล้ว!”


ฉินเหยาเบาใจแล้ว นี่คือคนที่ไม่สามารถรวบรวมครบแม้แต่สามชั่วโคตร ข้อจำกัดที่มองไม่เห็นจึงน้อยลงไปมาก


นางยกถ้วยชาขึ้น คารวะตอบหนึ่งจอก “เช่นนั้นก็ขออวยพรให้เถ้าแก่ ทุกเรื่องราบรื่น สมดังปรารถนาทุกประการ!”


สีหน้าของชิวเยี่ยนไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นได้ เขาสบตากับเจี่ยงเหวินอย่างรวดเร็ว คนทั้งสองต่างก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถคารวะท่าเรือใหม่ซึ่งก็คือหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่แห่งนี้ได้


เมื่อกินข้าวเสร็จ ลงนามในคำสั่งซื้อฉบับใหม่เรียบร้อย ฉินเหยาก็พกเงินมัดจำห้าส่วนซึ่งเป็นตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงและก้อนเงินห้าร้อยตำลึงที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของตนกลับไปอย่างเต็มไม้เต็มมือ


ตอนบ่ายต้องไปเดินซื้อของพอดี ตอนนี้มีเงินอยู่ในมือแล้ว การเดินซื้อของจึงยิ่งสบายใจขึ้น


ฉินเหยาอารมณ์ดี หลิวจี้จึงมีวันดีๆตามไปด้วย เขามองฉินเหยาเดินเข้าไปในร้านขายผ้าอย่างตกใจระคนยินดี นางบอกว่าจะซื้อเสื้อผ้าดีๆที่พอจะอวดใครได้ให้เขาสักชุด


ก่อนหน้านี้ผ้าที่ฉินเหยาซื้อสีสันล้วนเรียบง่าย ครั้งนี้นางจึงเลือกผ้าฝ้ายสีม่วงแดงอย่างกล้าหาญ


สามัญชนไม่สามารถสวมใส่ผ้าไหมที่ดึงดูดสายตาได้ แต่พ่อค้าที่แอบใส่เองที่บ้านนั้นก็มีอยู่มากมาย ดังนั้นฉินเหยาจึงซื้อผ้าไหมสีขาวจันทร์เสี้ยวอีกครึ่งพับ ตั้งใจจะนำกลับไปทำชุดตัวใน


ผ้าไหมเนื้อดีทอลายสองพับที่ฉีเซียนกวนมอบให้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้นางยังไม่กล้าใช้ฟุ่มเฟือย เช่นนั้นก็ขอใช้ผ้าครึ่งพับนี้มาสัมผัสความสบายของของดีๆไปก่อนแล้วกัน


ฉินเหยาซื้อผ้ามามากมาย ทั้งยังเลือกดอกไม้ผ้าสวยงามสองดอกให้สตรีที่เรือนเก่าเป็นของขวัญปีใหม่ สองสามีภรรยาจึงค่อยออกจากร้านขายผ้าไป


เมื่อผ่านร้านค้าอื่นๆ เช่นพวกอาหารรมควันและเนื้อหมักต่างๆ ที่อร่อยและเก็บไว้ได้นาน ฉินเหยาก็ซื้อมาห่อใหญ่


ยังมีขนมแผ่นน้ำตาลและขนมเปี๊ยะที่เด็กๆชอบก็ซื้อมาจนครบ หลิวจี้อุ้มจนเต็มอ้อมแขนจนแทบจะมองไม่เห็นทางข้างหน้าแล้วจึงรีบร้องห้าม


ฉินเหยามองรูปร่างของเขาอย่างรังเกียจ “เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปก่อนเถิด ข้าจะไปเดินเล่นในร้านเครื่องเงินเอง”


“ร้านเครื่องเงิน?” หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างตกใจ “เจ้าใช้ไปสิบกว่าตำลึงแล้วนะ เจ้ายังจะไปซื้อเครื่องประดับที่ร้านเครื่องเงินอีกหรือ”


“มารดาผู้นี้หาเงินมาเอง จะใช้อย่างไรก็ได้!”


หลิวจี้ “แต่ว่า…”


“หุบปาก!” ฉินเหยาเอ่ยเตือนอย่างอันตราย “อย่ามาทำลายอารมณ์ดีๆของข้า!”


ลูกจ้างที่หน้าประตูร้านเครื่องเงินมีสายตาเฉียบแหลม พอมองเห็นของขวัญปีใหม่ที่เต็มอ้อมแขนนั้นก็รู้ว่าลูกค้ามีฐานะร่ำรวยจึงรีบเข้ามาต้อนรับอย่างอบอุ่น


“ฮูหยินเชิญด้านในเจ้าค่ะ ท่านชอบหยก ทองหรือเงิน หรือจะลองเครื่องประดับศีรษะฝังอัญมณีที่ช่างของพวกเราเพิ่งจะทำเสร็จใหม่ๆดีเล่าเจ้าคะ”


เมื่อเห็นฉินเหยาเดินตามลูกจ้างเข้าไปในร้านเครื่องเงินที่ตนเองเคยได้แต่มองอย่างหวาดหวั่นแล้ว หลิวจี้ก็ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ตะโกนเสียงดังว่า “เมียจ๋า!” แล้วตามเข้าไปอย่างยิ้มแย้ม


เขาเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าเครื่องประดับศีรษะฝังอัญมณีนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร!


ตอนที่ 384: คนก็คน เครื่องประดับก็คือเครื่องประดับ


ร้านนั้นชื่อว่าร้านเครื่องเงิน แต่สิ่งที่ขายกลับไม่ได้มีเพียงเครื่องประดับเงิน ในนั้นยังมีหยกและอัญมณีหายากต่างๆ รวมถึงปิ่นทองและเพชรพลอยอีกด้วย


ในอำเภอเล็กๆนั้นไม่เคยเห็นแม้แต่เงาของร้านเครื่องเงิน ในจังหวัดจื่อจิงก็มีเพียงร้านนี้ร้านเดียว สินค้าหลักคือเครื่องประดับต่างๆที่บุรุษและสตรีใช้ประดับและสวมใส่


เครื่องประดับงดงามที่ทำอย่างประณีตหลายร้อยชิ้นถูกวางแผ่อยู่บนโต๊ะคิดเงินในร้าน โดยมีผ้าไหมเนื้อดีสีแดงเป็นพื้นรอง แสงอันเจิดจรัสของทอง เงิน หยก และอัญมณีสีต่างๆล้วนถูกขับเน้นออกมา ชวนให้คนมองจนตาลาย หัวใจเต้นระรัว


ทองและเงินล้วนเป็นทรัพย์สินมีค่า ดังนั้นภายในร้านเครื่องเงิน สองข้างของโต๊ะคิดเงินแต่ละตัวจึงมีชายร่างกำยำคอยคุ้มกันเพื่อป้องกันคนไม่ดีมาลักขโมยหรือปล้นชิงไป


ทว่า ของที่วางอยู่บนโต๊ะคิดเงินในโถงใหญ่นี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเครื่องเงิน ของดีจริงๆนั้น ถูกเก็บไว้ในตู้เหล็กหนาหนักด้านหลัง มีเพียงแขกผู้สูงศักดิ์เท่านั้นที่จะได้รับเกียรติให้เข้าไปชมสินค้าด้านใน


สองสามีภรรยาฉินเหยาในวันนี้แต่งกายธรรมดา แต่ในมือของหลิวจี้นั้นอุ้มสินค้าไว้จนเต็มอ้อมแขน ลูกจ้างเหลือบเห็นผ้าไหมที่กองซ้อนกันอยู่นั้นแล้วมองดูท่าทางสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความประหม่าแม้แต่น้อยของฉินเหยาก็คาดเดาได้ทันทีว่านี่คือครอบครัวที่มีฐานะอยู่บ้าง


ดังนั้นจึงถามฉินเหยาว่าต้องการจะดูสินค้าระดับสูงในร้านเครื่องเงินหรือไม่


อัญมณีที่งดงามเจิดจรัส ใครบ้างจะไม่ชื่นชอบ


“ได้สิ ข้าอยากดู” ฉินเหยาพยักหน้าอย่างใจกว้าง บอกว่าตนเองอยากดู


ลูกจ้างจึงรีบเรียกลูกจ้างอีกคนหนึ่งให้มารับสินค้าในมือของหลิวจี้ไป หลิวจี้ปล่อยมือทั้งสองข้างลงอย่างสบายใจพลางสะบัดไหล่อย่างคล่องแคล่ว ในใจก็ทอดถอนใจ ไม่แปลกใจเลยที่เป็นร้านเครื่องเงิน แม้แต่ลูกจ้างก็ยังฉลาดกว่าที่อื่น


เมื่อจะดูของมีค่าก็เปลี่ยนเป็นคนที่มีท่าทางเหมือนผู้ดูแลมาต้อนรับแทน อีกฝ่ายกล่าวอย่างสุภาพก่อนจะให้ชายหญิงสองคนมาตรวจค้นร่างกายของสองสามีภรรยา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติแล้วจึงค่อยนำทั้งสองคนเข้าไปด้านใน


ห้องด้านในนั้นยิ่งงดงามโอ่อ่า พรมขนแกะทอสีแดงสดปูเต็มทั้งห้องโถง ด้านบนแขวนโคมวังแกะสลักฉลุลายที่สวยงามและแวววาวไว้เป็นแถว รอบๆแขวนม่านไหม จัดเป็นรูปตัวอักษร ‘แปด’


ใต้ม่านไหมรูปตัวอักษรแปดนั้นคือโต๊ะเล็กๆสำหรับรับรองแขก


เมื่อเห็นมีแขกมา สาวใช้ก็รีบยกน้ำชาและขนมมาให้ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่คิดเงิน


จากนั้นแขกก็ประจำที่นั่ง ผู้ดูแลจะยกของที่ฉินเหยาต้องการดูมาให้ด้วยตนเอง


ในห้องโถงยังมีฮูหยินผู้สูงศักดิ์อีกสองคน เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาคนภายนอกจึงดึงม่านลงมาทั้งหมด เงาคนด้านในนั้นส่ายไหวไปมา นานๆครั้งจะมีเสียงหัวเราะสำราญใจดังออกมา


น่าจะเป็นเหล่าสาวใช้และแม่นมกำลังช่วยนายหญิงของตนเลือกแบบเครื่องประดับอยู่


พอผู้ดูแลเดินจากไป หลิวจี้ก็เผยธาตุแท้ออกมาทันที สายตาเขามองไปทั่วอย่างสอดรู้สอดเห็นพลางเอียงศีรษะกระซิบกับฉินเหยาที่กำลังดื่มชาพักผ่อนอย่างใจเย็นว่า “วันนี้ช่างเป็นการเปิดหูเปิดตาครั้งใหญ่จริงๆ”


ฉินเหยากวาดตามองไปรอบๆบรรยากาศเช่นนี้งดงามไม่เลวจริงๆ ให้ความรู้สึกเหมือนไปเดินชมร้านค้าแบรนด์เนมอย่างนั้น


น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวคือ ในเมืองมีร้านค้าแบบนี้เพียงร้านเดียว หากมีคนสร้างอาคารศูนย์การค้าขนาดใหญ่ออกมาสักแห่ง นั่นคงจะสุดยอดไปเลย


แน่นอนว่า ฉินเหยาก็แค่คิดเล่นๆ หากมีอยู่จริง ด้วยฐานะทางการเงินของนางในตอนนี้ เกรงว่าจะยังไม่สามารถเดินซื้อของได้อย่างสบายใจนัก


“เมียจ๋า เจ้าว่าร้านเครื่องเงินในเมืองหลวงจะเป็นอย่างไรหรือ” หลิวจี้เอ่ยถามอย่างใคร่รู้


ฉินเหยาไม่ตอบ นางเองก็ไม่รู้เช่นกัน


หลิวจี้เองก็มิได้ต้องการคำตอบจริงๆ ในสมองของเขาจินตนาการถึงภาพที่ใหญ่โตและงดงามโอ่อ่ายิ่งกว่าห้องด้านในนี้แล้ว


น่าเสียดายที่ของที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนย่อมจินตนาการไม่ออก ร้านเครื่องเงินในเมืองหลวงในสมองของเขานั้น ที่หรูหราที่สุดก็เพียงปูพื้นด้วยแผ่นทองคำเปลวและใช้ไข่มุกราตรีในตำนานทำเป็นโคมวังเท่านั้น


ขณะที่กำลังพึมพำเสียงเบา ผู้ดูแลก็ถือเครื่องประดับมาแล้ว หลิวจี้จึงรีบหุบปาก นั่งตัวตรง ไม่วอกแวก แสดงท่าที ‘ข้าไม่สนใจของพวกนี้หรอก’ ออกมา


ผู้ดูแลค่อยๆวางถาดลงบนโต๊ะเล็กและจุดเทียนเพิ่มอีกหนึ่งเล่มวางไว้ข้างๆ


ภายใต้แสงไฟ ชุดเครื่องประดับศีรษะทองคำฝังทับทิมครบชุดเจ็ดชิ้นส่องประกายงดงามจับตา สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของสองสามีภรรยา


มือของหลิวจี้กำชายเสื้อใต้โต๊ะแน่นแล้วลอบสูดหายใจเข้าลึก ให้ตายเถอะ ขายเขาไปก็ยังซื้อไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียวเลยกระมัง


ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ยังพอซื้อได้


ฉินเหยาชี้ไปที่ปิ่นทองประดับทับทิมที่เล็กที่สุดแล้วถามราคา ผู้ดูแลยิ้มแย้มกล่าวว่า “เครื่องประดับศีรษะชุดนี้ทั้งชุดไม่ขายแยกเจ้าค่ะ หากฮูหยินชอบปิ่นทองอันนี้มากจริงๆ ก็สามารถให้ช่างทองช่วยทำอันใหม่ให้ท่านได้ แต่ต้องรอสักพักนะเจ้าคะ”


ผู้ดูแลเอ่ยเป็นนัยว่า “ช่วงปลายปีมีคำสั่งซื้อเยอะ ใกล้จะปีใหม่แล้ว เกรงว่าจะรอไม่ทันได้ใส่ ฮูหยินจะลองสวมเครื่องประดับศีรษะชุดนี้ก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ ฮูหยินดูแล้วมีราศีของผู้สูงศักดิ์ เครื่องประดับศีรษะชุดนี้ต้องเป็นคนเช่นท่านถึงจะคู่ควร”


หลิวจี้เหลือบมองผู้ดูแลที่นั่งยองๆอยู่หน้าโต๊ะอย่างตื่นตะลึง มีราศีของผู้สูงศักดิ์? ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ใช่หน้าตาอาฆาตข่มขวัญน่ะ? ปากนี้ช่างกล่าวได้ทุกถ้อยคำจริงๆ มิกลัวเลยว่าจะแผดเผามโนธรรมของตนเองจนร้อนรุ่ม


กลิ่นอายความขุ่นเคืองด้านข้างช่างเข้มข้นนัก เมื่อฉินเหยาหันกลับไปกวาดตามองคนบางคนก็ยิ้มให้นางราวดอกไม้บานพลางพูดอย่างเอาใจใส่ว่า “เมียจ๋า เจ้างดงามแต่กำเนิด ประดับแล้วต้องสวยแน่นอน เจ้าชอบก็ลองดูสิ”


มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ ผู้ดูแลจึงรีบโบกมือเรียกสาวใช้คนหนึ่งมา ให้นางช่วยฉินหยาประดับเครื่องประดับชุดนี้


ฉินเหยาเพียงรวบผมเป็นหางม้าสูงเอาไว้อย่างเรียบง่าย เนื่องจากนางเคยตัดผมมาครั้งหนึ่ง ตอนนี้ผมจึงไม่ยาวไม่สั้น สาวใช้ที่แก้มวยผมให้ถึงกับตะลึงงันอยู่ชั่วครู่ แต่ก็รีบไปหามวยผมปลอมที่ทำจากขนสัตว์มาให้และด้วยสองมือที่คล่องแคล่วนั้นก็สามารถจัดแต่งมวยผมสูงให้ดูสง่างามเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความสูงศักดิ์ได้อย่างน่าทึ่ง


ในชุดเครื่องประดับนั้นมีกำไลอยู่สองวง แหวนหนึ่งวง สร้อยคอหนึ่งเส้น ปิ่นปักผมระย้าหนึ่งอันและปิ่นคู่หนึ่งชุด


ขนาดของกำไลและแหวนมีเผื่อไว้ ฉินเหยาสามารถสวมใส่ได้อย่างง่ายดาย สีทองและแดงตัดกันช่างดูหรูหราและแวววาว


แต่เมื่อมองดูมือของตนเองที่จู่ๆก็ดำขึ้นอย่างน้อยสองระดับ ฉินเหยาก็หัวเราะไม่ออก


สร้อยคอนั้นไม่ต้องใส่ ฤดูหนาวสวมเสื้อผ้าหนามาก คอเสื้อสูง สวมแล้วจะดูรุ่มร่าม แค่ลองทาบดูที่หน้าอกก็พอ ผู้ดูแลถือกระจกทองแดงให้นางด้วยตนเอง ฉินเหยาทำสีหน้าปั้นยาก ดูแล้วเหมือนพวกเศรษฐีใหม่ ไม่สวยเลย!


คำชื่นชมที่ผู้ดูแลเตรียมจะพูดมาถึงปากแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสีหน้าเช่นนี้ก็พลันอึดอัดจนพูดไม่ออก


ปิ่นปักผมระย้านั้นปักเอียงอยู่แถวข้างแก้ม พู่ที่ร้อยต่อกันด้วยใบไม้ทองคำไหวระริกอย่างมีชีวิตชีวา


ปิ่นปักผมระย้านั้นสวยงามมาก


แต่ใบหน้าที่ไม่ได้แต่งหน้าของฉินเหยา ภายใต้การขับเน้นของปิ่นปักผมระย้ากลับชวนให้รู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก


เมื่อประดับปิ่นทองสองอันสุดท้ายลงบนมวยผมสูงกลางศีรษะ หลิวจี้ที่ยื่นศีรษะเข้ามาดูอย่างใคร่รู้ก็มุมปากกระตุกอย่างแรง ดูแก่ขึ้นมาสิบปีโดยไร้เหตุผล!


“ถ้าอย่างไร…พวกเราลองดูอย่างอื่นดีหรือไม่” หลิวจี้เอ่ยปากอย่างระมัดระวัง


ในที่สุดผู้ดูแลก็รอดแล้ว มุมปากที่แข็งทื่อพลันกลับมาเป็นปกติ เพราะกลัวว่าแขกจะโกรธจนตายจึงรีบเอ่ยตามหลิวจี้ว่า “ฮูหยิน ในร้านของพวกเรายังมีเครื่องประดับหยกและเครื่องประดับเงินอย่างอื่นอีก ให้ข้าเลือกมาให้ท่านชมสักสองสามอย่างดีหรือไม่เจ้าคะ”


“…ก็ได้” ฉินเหยาตอบอย่างลังเลเล็กน้อย


นางไม่ได้โทษว่าเครื่องประดับไม่สวยหรอก จะโทษก็แต่ออร่าของนางกับเครื่องประดับศีรษะชุดนี้ดูแล้วไม่เข้ากันเลย คนคือคน ส่วนเครื่องประดับก็คือเครื่องประดับ


สาวใช้รีบถอดเครื่องประดับบนร่างของนางออกแล้วเก็บไป เกล้าผมมวยก้นหอยเรียบง่ายให้นางอีกครั้งโดยใช้ผมของนางเอง ดึงปอยผมด้านข้างออกมาสองปอยเพื่อเพิ่มความรู้สึกมีชีวิตชีวาและเป็นธรรมชาติ พยายามทำผมให้เข้ากับตัวนางให้มากที่สุด


บริการเช่นนี้ ฉินเหยาไม่มีอะไรจะติ ยิ่งมีความคาดหวังกับเครื่องประดับถาดที่สองมากขึ้น


ตอนที่ 385: เจ้าสาม เจ้ามีบุญแล้ว


ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ตราบใดที่เลือกรูปแบบได้ถูกต้องก็ไม่มีทางดูน่าเกลียด


ผู้ดูแลยกถาดใหม่ที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับเงินและหยกมาให้ ทั้งที่ครอบผมเงินและเครื่องประดับหยกของบุรุษก็จัดเตรียมเอาไว้ครบถ้วน


หลิวจี้มองผู้ดูแลซึ่งพูดจาเหลวไหลด้วยสายตาชื่นชอบอย่างหาได้ยาก เอื้อมมือออกไปหมายจะลองสวมที่ครอบผมเงินนั้น แต่แล้วก็มีมือหนึ่งยื่นมาเร็วกว่าเขาก้าวหนึ่ง ดันเครื่องประดับบุรุษทั้งหมดไปยังมุมถาดเบาๆ


มือของหลิวจี้ค้างอยู่กลางอากาศ จะถอยก็ไม่ใช่ จะยื่นต่อไปก็ไม่เชิง


เจ้าคิดว่าข้าจะรู้สึกกระอักกระอ่วนหรือ


ไม่มีทาง


เขาวางมือลงบนปิ่นหยกขาวเรียบง่ายที่สตรีและบุรุษล้วนประดับได้อย่างเป็นธรรมชาติพลางทำท่าเลือกให้นางอย่างจริงจัง “เมียจ๋า อันนี้ก็งามนะ”


“จริงหรือ” ฉินเหยาแสดงออกว่าสงสัยในรสนิยมของเขา แต่ในเมื่อมีคนมองอยู่มากมาย นางจึงไม่อยากทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัล รับมาลองเสียหน่อยแล้วก็พบว่าดูดีไม่น้อย


เพียงแต่วัสดุนี้ เมื่อนางถือไว้ในมือกลับรู้สึกว่าบอบบางยิ่งนัก หากพลาดเพียงนิด มีหวังกลายเป็นผงในชั่วพริบตาแน่


ฉินเหยาจึงพูดกับผู้ดูแลว่า “ของที่ทำจากหยกไม่ต้องแล้วกัน”


ผู้ดูแลรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ ทอง หยก และอัญมณีเป็นสินค้าที่ทำเงินมากที่สุด ส่วนเครื่องประดับเงินนั้นได้เพียงค่าแรงช่างเล็กน้อยเท่านั้น


แต่สีหน้าก็ยังเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น แนะนำเครื่องประดับเงินอื่นๆ ให้ฉินเหยาลองหมดทุกรายการ จนสุดท้ายเมื่อฉินเหยาเริ่มเบื่อกับการเลือกสรรจึงคัดมาสองสามชิ้นที่พอใจแล้วชำระเงิน


ปิ่นเงินรูปงูหนาสองชิ้นสำหรับตัวนางเอง สร้อยคอเงินอวยพรให้ปลอดภัยสองเส้นสำหรับฝาแฝดและกุญแจเงินที่สลักบทสวดมนต์เพื่อสงบใจสองอันสำหรับต้าหลางและเอ้อร์หลาง


ตอนจ่ายเงิน หลิวจี้ก็เอาแต่จ้องมองนางด้วยดวงตาดอกท้อที่เศร้าสร้อย ท่อนแขนถูไถแขนนางเบาๆ เอ่ยกระซิบเสียงแผ่วว่า “เมียจ๋า ซื้อให้ข้าสักอันเถอะ ซื้อให้ข้าเถอะ ข้าขอแค่อย่างเดียว…”


เขาไม่มียางอาย แต่ฉินเหยายังต้องรักษาหน้า นางถลึงตาเตือนเขา พอได้แล้ว อย่ามาทำให้มารดาผู้นี้ขายขี้หน้าที่นี่!


ดวงตาของหลิวจี้พลันปรากฏประกายประหลาดใจระคนยินดี จากนั้นก็ย่อกายลง ขอให้นางช่วยปักปิ่นให้อย่างคนได้คืบจะเอาศอก


ฉินเหยาจุปากพลางเลิกคิ้ว นางหยิบปิ่นหยกขึ้นมาโยนออกไปส่งๆ ปิ่นหยกก็พุ่งฟิ้วออกไปราวกับปาเป้า เสียบทะลุมวยผมบนศีรษะของหลิวจี้อย่างแม่นยำ


หลิวจี้นั้นคุ้นเคยกับการกระทำเหล่านี้ของฉินเหยามานานแล้วจึงยกมือขึ้นลูบปิ่นปักผมอย่างพึงพอใจ ปิ่นหยกปักอยู่ในมวยผมอย่างมั่นคง!


หารู้ไม่ว่าผู้ดูแลและเหล่าลูกจ้างในร้านตกใจจนคางแทบจะหลุดลงมาอยู่แล้ว


ยังสามารถใช้วิธีนี้ประดับปิ่นได้ด้วยหรือ


ราคารวมทั้งหมดคือสามสิบสองตำลึงเจ็ดเฉียน เมื่อเทียบกับเครื่องประดับศีรษะฝังทับทิมที่ราคาเป็นพันตำลึง เท่านี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมากแล้ว


แต่เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม หลิวจี้ชั่งน้ำหนักของเครื่องประดับเงินเหล่านี้แล้วในใจก็เจ็บปวดจนแทบกระอักเลือด “เมียจ๋า พวกเราขาดทุนไปอย่างน้อยยี่สิบตำลึง!”


ฉินเหยากลับมองโลกในแง่ดี “ก็ไม่ได้ตั้งใจจะใช้มันเป็นค่าเดินทางนี่นา หากยากจนถึงขั้นต้องจำนำเครื่องประดับจริงๆ อย่างน้อยก็ยังได้เงินมาสองสามตำลึง ดีกว่าปิ่นหักๆของเจ้าเป็นไหนๆ”


หลิวจี้ไม่เห็นด้วย เขาลูบปิ่นปักผมของตนอย่างภาคภูมิใจแล้วโต้แย้งว่า “หยกนั้นไร้ราคา ทองเงินของสามัญชนเหล่านี้จะเทียบกับมันได้เยี่ยงไร”


“ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นของที่เมียจ๋ามอบให้ข้า ความหมายย่อมแตกต่างออกไป” เขาพูดยังไม่ทันขาดคำก็เริ่มจะซาบซึ้งใจจนน้ำตาซึมเองเสียแล้ว


ฉินเหยามองเขาอีกแวบหนึ่งก็รู้สึกว่าจิตใจของตนเองแปดเปื้อนเสียแล้ว ช่างหลงตัวเองเสียจริง!


นั่นนางเป็นคนให้หรือ


เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนขออย่างหน้าด้านๆเองต่างหาก!


หลิวจี้ไม่สนใจ นี่คือของที่นางมอบให้เขา นั่นแหละ!


ฉินเหยาดึงผ้านวมขึ้นคลุมศีรษะ หลับตา นอนหลับ ไม่เห็นเสียจะได้สบายใจ

……..

วันรุ่งขึ้น ฉินเหยากับหลิวจี้ตื่นเช้าพร้อมกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สองสามีภรรยากินอาหารเช้าอย่างลวกๆ แล้วก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตนเอง


วันนี้ต้องเดินทางกลับแล้ว แต่ฉินเหยายังต้องไปหาเถ้าแก่ฟางเพื่อสั่งจองไม้ที่ต้องใช้ในปีหน้าล่วงหน้าเพื่อความสะดวกในการเปิดทำการของโรงงานเครื่องเขียนหลังปีใหม่


ส่วนหลิวจี้ก็อยู่ที่โรงเตี๊ยมเก็บสัมภาระ ให้อาหารม้าและจัดของขึ้นรถ


ตอนที่ฉินเหยาไปถึง เถ้าแก่ฟางกำลังยุ่งจนหัวหมุน นางรออยู่ถึงสองเค่อเต็มๆ เขาจึงค่อยมีเวลามาสั่งจองไม้ที่ต้องใช้ในปีหน้า


เรื่องนี้จัดการได้รวดเร็ว ลงนามในสัญญา จ่ายเงินมัดจำ ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงครึ่งชั่วยาม


เมื่อเห็นเถ้าแก่ฟางกำลังยุ่งกับการตรวจนับสินค้าที่เพิ่งจะมาถึง ทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดคุยกันมากนัก ฉินเหยาทิ้งของขวัญอวยพรปีใหม่ไว้แล้วก็จากไป


วันนี้พระอาทิตย์ยิ้มแย้มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนที่ฉินเหยากลับถึงโรงเตี๊ยม ท้องฟ้าก็แจ่มใส เป็นอากาศที่ดีสำหรับการเดินทาง


หลิวจี้ซื้ออาหารที่ทั้งสองคนต้องกินระหว่างทางไว้แล้ว เตาถ่านเล็กๆก็จุดไฟวางไว้ในตัวรถม้าแล้ว ฉินเหยาจึงเข้าไปคืนห้อง เมื่อจ่ายเงินค่าห้องเรียบร้อยก็ออกมา


ธุระของเมืองหลวงมณฑลก็จัดการเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว ฉินเหยาขึ้นไปนั่งบนรถ หลิวจี้รับหน้าที่ขับรถและออกเดินทาง


เดินทางไปได้ระยะหนึ่งก็มีเสียงเด็กหนุ่มที่ฟังดูคุ้นหูดังแว่วมาจากด้านหลัง หลิวจี้ชะลอความเร็วรถลงแล้วหันศีรษะไปมอง ที่แท้ก็คือฉีเซียนกวนนั่นเอง


“อาจารย์ให้ข้ามาส่งเจ้า” ฉีเซียนกวนกระโดดลงจากรถ รับหีบไม้ใบเล็กที่สือโถวยื่นมาให้แล้ววางกระแทกลงบนรถม้าบ้านฉินเหยาดังปัง


ฉีเซียนกวนมองฉินเหยาอย่างเขินอาย ตัวกล่องค่อนข้างหนัก เขาเลยมือลื่นไปหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจะทุบรถม้าของนางแต่อย่างใด


ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างขบขัน “คุณชายระวังหน่อย รถม้าของข้าไม่เป็นไรหรอก แต่มือบัณฑิตของพวกท่านนั้นมีค่านัก”


“ของอะไรน่ะ” หลิวจี้ถามพลางยื่นมือออกไปเตรียมจะเปิดดู


แต่ก็ถูกฉีเซียนกวนห้ามเอาไว้ เขากำชับอย่างลึกลับว่า “รอให้ถึงบ้านก่อนแล้วค่อยดู”


หลิวจี้รับปากทันที ในใจก็คิดว่า เดี๋ยวพอออกจากเมืองไปแล้วบิดาจะเปิดดู!


ฉีเซียนกวนจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าศิษย์น้องผู้นี้ของเขาเป็นคนเช่นไร คนบ้านป่าผู้นี้ไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ ทั้งสิ้น


ดังนั้นจึงกำชับให้ฉินเหยาช่วยสอดส่อง


ฉินเหยารับปากอย่างยินดี


ฉีเซียนกวนโบกมือให้หลิวจี้ “เช่นนั้นพวกท่านก็เดินทางโดยสวัสดิภาพนะ”


หลิวจี้ยื่นมือไปตบศีรษะของเขาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายโกรธกริ้วก็สะบัดแส้ม้าอย่างภาคภูมิใจแล้วตะโกนเสียงดังว่า “ย่าห์!” แล้วออกจากเมืองไป


ฉีเซียนกวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บอกกับตัวเองในใจว่า อย่าลดตัวลงไปถือสากับเจ้าคนเฮงซวยอย่างเจ้าหลิวสาม สุภาพชนต้องมีมารยาทจึงสามารถฝืนใจไม่ละเมิดหลักการของตนเอง ตะโกนด่ารถม้าที่วิ่งฉิวออกไปได้!


สือโถวกลั้นหัวเราะแล้วเอ่ยเรียกเขาด้วยท่าทีจริงจังว่า “คุณชาย ข้างนอกลมแรง ขึ้นรถเถิดขอรับ”


ฉีเซียนกวนกวาดตามองเขาแวบหนึ่ง อย่าคิดว่าคุณชายผู้นี้ไม่รู้นะว่าเจ้าอยากจะหัวเราะน่ะ!


สือโถวรีบปั้นหน้าเฉยเมยแล้วประคองคุณชายของตนขึ้นรถม้า


“คุณชาย ท่านอาจารย์มอบอะไรให้นายท่านหลิวหรือขอรับ” สือโถวเอ่ยถามอย่างใคร่รู้


ใบหน้าบูดบึ้งของฉีเซียนกวนคลายลงแล้วเผยรอยยิ้มร้ายกาจของผู้ชนะออกมา “ของที่ท่านอาจารย์ให้ย่อมต้องเป็นของที่ดีมากอยู่แล้ว”


สือโถวคิด คุณชายท่านช่างพูดจาไร้สาระเสียจริง


“ฮัดชิ้ว!”


เพิ่งจะออกจากเมือง หลิวจี้ก็ถูกลมพัดเข้ามาปะทะหน้าจนจามออกมาเสียงดัง น้ำมูกแทบจะกระเด็นออกมา เขารีบยื่นมือไปหยิบเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสำรองที่แขวนไว้ข้างประตูรถมาสวมกลับด้าน เอาด้านหลังมาสวมเป็นด้านหน้า คลุมหน้าอกกันลมไว้จึงค่อยดีขึ้นหน่อย


รอจนกระทั่งรถม้าวิ่งขึ้นสู่ถนนหลวงที่มุ่งหน้าไปยังอำเภอไคหยางแล้ว หลิวจี้จึงถือแส้ด้วยมือเดียว อีกมือหนึ่งก็รีบยื่นเข้าไปหลังม่านในตัวรถม้า อยากจะหยิบหีบไม้ที่ฉีเซียนกวนให้มาดูว่าข้างในมีอะไรกันแน่


แต่มือกลับคว้าได้เพียงอากาศ


เขารีบเปิดม่านรถออกแล้วหันกลับไปมองก็เห็นฉินเหยาอุ้มหีบไม้ไปไว้บนตักตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ นางเอ่ยเตือนเขาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความชอบธรรมว่า “หลิวจี้ เป็นคนต้องมีความซื่อสัตย์ ในเมื่อข้ารับปากฉีเซียนกวนไว้แล้วว่าจะจับตาดูเจ้า ข้าก็จะทำจนถึงที่สุด”


หลิวจี้มองดูหมัดที่ใหญ่เท่ากระสอบทรายของนางแล้วมองดูร่างกายที่สั่นเทาด้วยความหนาวของตนเองก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะปล่อยม่านรถลง พวกเราถอยกันคนละหนึ่งก้าว ทะเลจะกว้างใหญ่และท้องฟ้าจะปลอดโปร่ง


แต่คาดไม่ถึงว่า พอปล่อยม่านลง ฉินเหยากลับเปิดหีบไม้ดูเสียเอง


อย่างไรเสีย ฉีเซียนกวนก็ไม่ได้บอกว่านางดูไม่ได้


ฉินเหยากวาดตามองอย่างใคร่รู้แล้วร้องว้าวออกมา นางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เจ้าหลิวสาม เจ้ามีบุญแล้ว!


ในกล่องล้วนเป็น ‘การบ้านปิดภาคฤดูหนาว’ ที่กงเหลียงเหลียวจัดเตรียมไว้ให้ซานเอ๋อร์สุดที่รักของเขาโดยเฉพาะ!


ตอนที่ 386: แจกของขวัญ


อาจเป็นเพราะใจร้อนอยากกลับบ้าน ตลอดทางสองสามีภรรยาฉินเหยาจึงไม่ได้หยุดพักเลย เมื่อหิวก็เปลี่ยนให้ฉินเหยามาขับรถแทน ส่วนหลิวจี้ก็เข้าไปในตัวรถม้าใช้เตาถ่านอุ่นเสบียงแห้งที่นำมาจากโรงเตี๊ยมเมื่อวันก่อนเพื่อกินแก้หิว


เมื่อถึงเย็นวันที่สองก็มาถึงเขตของอำเภอไคหยางแล้ว


ฟ้ามืดมากแล้ว แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้ลังเล ยังคงจุดคบเพลิงเดินทางฝ่าลมหนาวในยามค่ำคืนต่อไปอีกสามชั่วยามจนกระทั่งดึกสงัดก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว


หมู่บ้านเล็กๆในยามดึกสงัดนั้นเงียบเสียจนมีเพียงเสียงเห่าของสุนัขที่ตกใจตื่น


คนในบ้านหลับกันหมดแล้ว มีเพียงอาวั่งที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอยู่นอกลานบ้านจึงลงมาจากห้องใต้หลังคาอย่างไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเปิดประตูหลังออกไปก็เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของสองสามีภรรยาอยู่ท่ามกลางแสงไฟ


จมูกของหลิวจี้แดงก่ำจากความหนาวเย็น แต่เมื่อเห็นลานบ้านที่คุ้นเคย ความเหนื่อยล้าและความหนาวเหน็บก็หายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกมั่นคงและอบอุ่นในใจ


อาวั่งรู้สึกว่าสองสามีภรรยาคู่นี้น่าจะบ้าไปแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมีเกล็ดหิมะโปรยปราย แต่ก็ยังคงเดินทางในยามค่ำคืนท่ามกลางอากาศที่เลวร้ายเช่นนี้ หากเกิดอะไรขึ้นแค่คิดก็ชวนหวาดกลัวแล้ว


“เอานี่!”


ฉินเหยาหยิบถังหูลู่ที่ตนเองพยายามค้นหาในตัวรถม้าอยู่พักใหญ่กว่าจะเจอออกมาแล้วยื่นไปตรงหน้าอาวั่ง


ช่อใหญ่มาก มองดูแล้วน่าจะมีราวๆยี่สิบไม้ได้


อาวั่งกล่าวด้วยความตะลึงว่า “ข้ากินไม่หมด”


ฉินเหยาพูดอย่างขบขัน “เจ้ากินก่อน ที่เหลือกินไม่หมดพวกเราจะช่วยเจ้ากินเอง” เดิมทีก็ตั้งใจซื้อกลับมากินด้วยกันทั้งบ้านอยู่แล้ว


พอหลิวจี้เห็นอาวั่งก็ไม่อยากจะทำอะไรอีก เขาคว้าถังหูลู่ในมือของอาวั่งไป “นายท่านผู้นี้จะขอเอาเข้าไปเก็บก่อน พรุ่งนี้ตื่นแล้วค่อยกินแล้วกัน”


พูดจบก็เดินเข้าลานบ้าน ตรงไปยังห้องครัว บอกว่าจะไปจุดถ่านสองกะละมัง เดี๋ยวจะได้เอาไปวางไว้ในห้องให้อบอุ่นจะได้นอนหลับสบาย


สายตาของอาวั่งจับจ้องอยู่ที่มือของหลิวจี้ตลอดเวลาจนกระทั่งมองไม่เห็นถังหูลู่ช่อใหญ่นั้นแล้วจึงค่อยพับแขนเสื้อขึ้น เดินเข้ามาขนของลงจากรถม้า


เหล่าหวงนั้นเหนื่อยมาก ลิ้นมันห้อยออกมาพลางหอบหายใจอยู่ตลอดเวลา อาวั่งลูบหัวของมันอย่างสงสาร “เดี๋ยวจะให้เจ้ากินของดีๆนะ”


เหล่าหวงคล้ายกับจะฟังเข้าใจจึงเอียงศีรษะเลียอาวั่งไปหนึ่งที


ฉินเหยายกของขวัญปีใหม่ทั้งหมดบนรถม้าเข้าไปในบ้านอย่างเบามือ กลัวว่าจะรบกวนพวกเด็กๆ


เดินทางมาตลอดทาง ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ต่อให้เป็นคนเหล็กก็ทนไม่ไหว นางจึงมอบรถม้าให้อาวั่งจัดการ ส่วนฉินเหยาและหลิวจี้ก็แช่เท้าในน้ำร้อน ล้างหน้า กินข้าวและน้ำแกงที่หลิวจี้ทำจากกับข้าวที่เหลือในห้องครัวไปสองคำ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปนอน


ครั้งนี้ ฉินเหยานอนจนฟ้าสว่างจ้าจึงค่อยตื่นขึ้น


ตั้งแต่เช้าตรู่ นอกประตูก็มีเสียงความเคลื่อนไหวดังแว่วมาตลอด พวกต้าหลางสี่พี่น้องผลัดกันวิ่งมาดูถึงสี่รอบ เมื่อเห็นว่าท่านแม่ยังไม่ตื่นก็ถอนหายใจถอยออกมา กลับไปที่ห้องโถง นั่งมองของบนโต๊ะอย่างใจจดใจจ่อ


ฉินเหยายังไม่ลุก ใครก็ห้ามแตะต้องของบนโต๊ะเหล่านั้น หลิวจี้อยากจะหยิบขนมเปี๊ยะออกมากินก่อน เด็กทั้งสี่คนก็รีบล้อมโต๊ะเอาไว้แล้วยืนกรานว่า “ต้องรอท่านแม่มาก่อนถึงจะแบ่งได้!”


อาวั่งยกขนมบัวลอยเค็มร้อนๆเข้ามาพร้อมเอ่ยเสริมว่า “รอฮูหยินมาก่อนจะได้รู้สึกเป็นทางการยิ่งขึ้น”


ดียิ่ง ประโยคนี้อาวั่งติดมาจากซื่อเหนียง


ดังนั้น ภายใต้การรอคอยของทุกคนในบ้าน ประตูห้องของฉินเหยาก็เปิดออกในที่สุด นางเดินหาวออกมาทั้งที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง


ซื่อเหนียงกรีดร้องด้วยความดีใจ รีบวิ่งเข้าไป “ท่านแม่!”


ซานหลางเองก็ตามมาติดๆ แล้วกอดขานางไว้แน่น


ต้าหลางและเอ้อร์หลางเองก็เข้ามาล้อมรอบนางไว้อย่างดีใจพลางถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ


ฉินเหยากางแขนออกแล้วกอดเตาผิงอุ่นๆทั้งสี่เข้ามาไว้ในอ้อมแขน ความหนาวเย็นที่เพิ่งจะออกจากผ้าห่มเมื่อครู่นี้ถูกขับไล่ออกไปในพริบตา


“ท่านแม่ นี่หวีเจ้าค่ะ” ซื่อเหนียงวิ่งต๊อกแต๊กไปที่ขอบหน้าต่างของห้องอาบน้ำ เขย่งปลายเท้าส่งหวีไม้ให้ฉินเหยาอย่างเอาใจใส่


ซานหลางช่วยชูกระจกทองแดงบานเล็กให้ ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็ไปตักน้ำร้อนสำหรับล้างหน้ากลับมาและยังบิดผ้าขนหนูมาถือเอาไว้รอให้นาง ‘เสด็จ’ มาใช้


หลิวจี้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกระถางไฟถือขนมบัวลอยกินอยู่นั้นรู้สึกเหมือนกำลังดูละครฉากหนึ่ง


ละครฉากนั้นอยู่ตรงหน้า ยื่นมือออกไปก็สามารถสัมผัสตัวละครในนั้นได้ เขาควรจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง แต่ในตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงฉากหลัง


อาวั่งวางขนมบัวลอยที่ยกมาทั้งหมดไว้บนโต๊ะเล็ก พวกต้าหลางสี่พี่น้องไม่มีใครอยากกินเลยสักคน สายตาพวกเขาจับจ้องอยู่ที่ของขวัญปีใหม่กองนั้นบนโต๊ะใหญ่


พวกเขาแสดงออกชัดเจนเพียงนี้ ฉินเหยาเองก็มองออกนานแล้ว ลำบากพวกเขาแล้วจริงๆ ที่ยังรอตนเองจนถึงตอนนี้ได้


หลังจากแต่งตัวเสร็จ ฉินเหยาก็ลุกขึ้นเดินมาที่โต๊ะ สายตาของทุกคนในบ้านจับจ้องมาในทันที


ฉินเหยาแจกของขวัญให้ทีละคน


กุญแจเงินหนึ่งอัน ตำราบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวในสู่ตี้หนึ่งเล่ม


“ต้าหลาง นี่ของเจ้า”


ต้าหลางรับมาอย่างดีใจ เขาชื่นชอบตำรามาก ทว่าของมีค่าอย่างกุญแจเงินนี้ช่างเกินความคาดหมายจริงๆ ต้าหลางมองฉินเหยาอย่างประหลาดใจ “ท่านแม่ นี่คือกุญแจเงินนี่ขอรับ”


“ใช่แล้ว ปีนี้หาเงินได้ พวกเจ้าสี่พี่น้องจึงได้กันคนละชิ้น นี่เป็นของขวัญปีใหม่สำหรับพวกเจ้าในปีนี้” ฉินเหยายิ้มพลางบอกให้เขาสวมแล้วพูดกับอาวั่งที่ยืนอยู่ข้างประตูว่า “ของเจ้าก็มีนะ ทุกคนในบ้านมีกันคนละชิ้น”


ปีใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ ฉินเหยารู้สึกว่าวันปีใหม่ต้องแต่งตัวด้วยชุดใหม่ทั้งหมดถึงจะรับโชคลาภในปีใหม่ได้!


หลิวจี้ผู้ชอบโอ้อวดรีบยกมือขึ้นจัดแต่งทรงผมของตน อวดปิ่นหยกขาวของเขาทันที


คราวนี้ เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเดิม


เอ้อร์หลางถูมือไปมา “ท่านแม่ ของข้าเล่า ของข้าเล่า”


ฉินเหยาหยิบหีบหนังสือของหลิวจี้ขึ้นมา ข้างในเต็มไปด้วยของเล่นแปลกๆ อย่างกังหันลมรูปนักษัตรที่เขาต้องการ


ยังมีกุญแจเงินสลักบทสวดมนต์เหมือนกับของต้าหลางอีกหนึ่งอัน


เอ้อร์หลางนั้นไม่เกรงใจเลยสักนิด เขารีบสวมกุญแจเงินแล้วลากหีบหนังสือที่บรรจุกังหันลมไปตรวจสอบด้านข้าง ในใจก็คำนวณว่าจะตั้งราคาขายเท่าไหร่ เมื่อไหร่จะเอาไปขายแล้วจะเอาไปขายที่ไหนดี


เมื่อเห็นสายตาที่แสดงออกว่าอยากได้ของซานหลางและซื่อเหนียง เอ้อร์หลางก็หยิบกังหันออกมาอันหนึ่งอย่างใจกว้างให้ทั้งสองคนเอาไปเล่นข้างๆ


ฝาแฝดรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง วันนี้พี่รองช่างใจกว้างจริงๆ!


“ซานหลาง ซื่อเหนียง!” ฉินเหยาเอ่ยเรียก สองพี่น้องก็รีบวิ่งมาตรงหน้านางทันที


ฉินเหยาสวมสร้อยคอเงินสองเส้นบนคอของสองพี่น้อง ตรงกลางของสร้อยคอนั้นห้อยจี้รูปถุงกุญแจเงินเอาไว้ บนถุงกุญแจยังมีกระดิ่งเล็กๆสามอัน พอเขย่าแล้วจะเกิดเสียงใสดังกังวาน ซื่อเหนียงชื่นชอบมันมากเหลือเกิน


นี่คือเครื่องประดับชิ้นแรกของนาง เด็กหญิงตัวน้อยรักมันมาก สวมอยู่ในห้องสักพักก็จะถอดออกด้วยกลัวว่าจะใส่จนพัง


“ท่านแม่ ข้าจะเก็บไว้รอใส่ตอนปีใหม่”


ซานหลางนั้นเป็นเหมือนแมลงที่คอยตามก้นน้องสาว เขาเลยจะถอดสร้อยคอออกเช่นกัน ให้ฉินเหยาช่วยเก็บไว้ก่อน รอปีใหม่แล้วค่อยใส่พร้อมกับน้องสาวไปรับอั่งเปา


“ได้ เช่นนั้นข้าจะช่วยพวกเจ้าเก็บมันไว้ก่อน” ฉินเหยาหันไปถามต้าหลางและเอ้อร์หลาง “พวกเจ้าจะเก็บไว้เองหรือจะให้ข้าเก็บให้”


“เลือกได้ด้วยหรือ” เอ้อร์หลางถามอย่างประหลาดใจ


ในความคิดของเขา ของมีค่านั้นผู้ใหญ่จะไม่ยอมให้เด็กเก็บเอาไว้เอง วันธรรมดาแม้แต่แตะต้องก็ยังไม่ได้เลย


ฉินเหยาพยักหน้า “ของของพวกเจ้า พวกเจ้าสามารถเก็บไว้เองได้ แต่ข้าก็ขอบอกพวกเจ้าไว้ล่วงหน้า หากเก็บไว้แล้วทำหาย ผลที่ตามมาต้องรับผิดชอบเองและครั้งต่อไปหากมีของมีค่าอีกก็ต้องให้ผู้ใหญ่เก็บให้”


ตอนที่ 387: ถอนหุ้น แบ่งบัญชี


เอ้อร์หลางรีบพูดว่า “เช่นนั้นข้าขอเก็บไว้เองได้หรือไม่ขอรับท่านแม่”


ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอนว่าได้”


“เช่นนั้นข้าจะสวมไว้ ใส่ไว้ด้านในเสื้อผ้าอย่างไรก็ไม่หาย” เอ้อร์หลางพูดอย่างมั่นใจ


ต้าหลางก็ตัดสินใจที่จะเก็บไว้เอง เขาอยากจะนำไปให้มารดาผู้ให้กำเนิดดู เขาอยากจะถามมารดาว่า จะเรียกฉินเหยาว่าท่านแม่ได้หรือไม่


ฉินเหยาไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆต้าหลางจึงเงียบไป เด็กคนนี้มีความคิดซับซ้อน ได้แต่ปล่อยให้เขาทำตามใจ


ฉินเหยาหยิบปิ่นปักผมเงินสำหรับบุรุษออกมาอันหนึ่ง ตัวปิ่นประกอบด้วยแผ่นเงินรูปวงแหวนกว้างและปิ่นสั้นหนึ่งอัน ใช้สำหรับยึดมวยผมโดยเฉพาะ


เงินเรียบๆ นั้นไม่โดดเด่น แต่เมื่อประดับผมแล้วจะช่วยเสริมให้ดูดีขึ้น


หลิวจี้กดอาวั่งที่กำลังงุนงงเล็กน้อยลงบนม้านั่ง เกล้ามวยผมให้เขาใหม่แล้วปักปิ่นเงินนี้ให้


คนที่แต่ก่อนดูมอมแมม พอประดับปิ่นแล้วกลับดูเปล่งประกายขึ้นไม่น้อย


อาวั่งในตอนนี้ หากไปยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็จะไม่หายไปอีกต่อไปแล้ว


อย่างน้อยทุกวันหลังเลิกเรียนพวกต้าหลางสี่พี่น้องก็สามารถมองหาเขาที่ปะปนอยู่ในกลุ่มสารถีของแต่ละบ้านได้ภายในแวบเดียวและลากหีบหนังสือวิ่งเข้าไปหาด้วยความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยม


ฉินเหยากอดอกชื่นชมอาวั่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าให้หลิวจี้ “เกล้าผมได้ไม่เลว”


“แน่นอนอยู่แล้ว!” หลิวจี้เชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งยโส ก็ดูสิว่าฝีมือใคร


ทว่า!


“เมียจ๋า หีบไม้ที่อาจารย์ให้ข้าเล่า” หลิวจี้คันหัวใจจนทนไม่ไหวแล้ว


อาจารย์ให้ของอะไรแก่เขากันแน่?


เป็นทอง เงิน หรืออัญมณีกัน


หรือว่าจะเป็นสุราชั้นดีหลายไห


หลิวจี้ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น เมื่อได้ยินฉินเหยาบอกว่าหีบไม้อยู่บนโต๊ะในห้องของนาง หลังจากได้รับอนุญาตแล้วเขาก็รีบไปหยิบมันมาทันที


เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของหลิวจี้ เด็กทั้งสี่คนรวมถึงอาวั่งต่างก็เข้าไปมุงดูอย่างใคร่รู้


ฉินเหยาที่รู้คำตอบอยู่แล้วนั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กอย่างสบายอารมณ์ ยกขนมบัวลอยที่ยังอุ่นๆขึ้นมา เพิ่งจะกินเข้าไปคำแรก ข้างหูก็มีเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของหลิวจี้ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน


“อ๊า!!!”


“ทำไม! ทำไมไม่ใช่ทอง เงิน อัญมณีหรือสุราชั้นเลิศ!”


หลิวจี้ค้นหาในหีบไม้อย่างบ้าคลั่ง การบ้านที่เต็มไปด้วยลายมือของกงเหลียงเหลียวปลิวว่อนออกมาเหมือนเกล็ดหิมะ แต่กลับไม่มีตำราลับที่เขาต้องการแม้แต่แผ่นเดียว


หลิวจี้ยกหีบไม้ขึ้น ทำลายเสียเถิด!


อร่อย อร่อยจริงๆ ฉินเหยากินขนมบัวลอยรวดเดียวหมดชาม!


นางลุกขึ้น ตบก้นเตรียมออกจากบ้าน


เมื่อเดินไปถึงประตู เสียงกรีดร้องโหยหวนข้างหลังก็ยังคงดังไม่หยุด คั่นด้วยเสียงปลอบใจที่แฝงไปด้วยความสะใจเป็นระยะๆ


มีเพียงเอ้อร์หลางเท่านั้นที่อิจฉาเขาจากใจจริง “ท่านพ่อ ท่านอาจารย์จัดหาของเหล่านี้ให้ท่านก็เพราะว่าท่านอาจารย์รักท่านนะ ข้ายังอยากให้ท่านอาจารย์สนใจข้าให้มากขึ้น สั่งการบ้านให้ข้าทำคนเดียวเยอะๆเลย ข้าจะได้ก้าวนำหน้าสหายร่วมชั้นคนอื่นๆ…”


หลิวจี้ที่คุกเข่าถือหีบไม้อยู่บนพื้นเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “หลิวจื่อซู ขอให้เจ้าพูดจริงเถอะ!”


เอ้อร์หลางเอ่ย “จริงแท้แน่นอน หากโกหกท่าน ข้าก็คือสุนัข!”


หลิวจี้กดหน้าอกเอาไว้ โลกนี้ไม่มีใครเข้าใจความทุกข์ของเขาเลย!


อาวั่งยื่นถังหูลู่มาให้ไม้หนึ่ง “นายท่าน กินของหวานหน่อยเถอะ”


ในใจของหลิวจี้ได้รับการปลอบโยนเล็กน้อย หนึ่งผู้ใหญ่สี่เด็กเล็กในห้องต่างก็ถือถังหูลู่กันคนละไม้ กัดกินเสียงดังกรุบกรับ ภาพนั้นช่างดูกลมเกลียวอย่างน่าประหลาด


ฉินเหยาออกมาจากบ้าน เดินไปทางโรงงานเครื่องเขียน ตลอดทางพบว่าคนคุ้นหน้าหายไปหลายคน


นางจากหมู่บ้านไปสิบวัน ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าในหมู่บ้านเงียบเหงาลงไปมาก


พอชาวบ้านเห็นนางก็พากันทักทายอย่างอบอุ่น “ผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านกลับมาแล้ว!”


ฉินเหยายิ้มน้อยๆตอบพลางถามว่าเหตุใดในหมู่บ้านจึงเงียบเหงาลงไปมากเช่นนี้ ชาวบ้านกล่าวว่า


“พวกชายใบ้กลับบ้านเกิดไปกันหมดแล้ว เพิ่งจะไปเมื่อวานซืน ผู้อพยพคนอื่นๆก็กลับไปกันหมดแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าเริ่มมีหิมะตกอีกแล้วหรือ กลัวว่าถ้าไปช้ากว่านี้ลมและหิมะบนถนนจะแรงเกินไปจนเดินทางไม่ได้น่ะสิ”


ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่านางจึงรู้สึกว่าวันนี้ดูแล้วเงียบเหงาเป็นพิเศษ ที่แท้คนก็จากไปกันหมดแล้วนี่เอง


บ้านของทุกครัวเรือนในหมู่บ้านที่ต้องซ่อมแซมก็ซ่อมแซมกันเสร็จแล้ว พวกชายใบ้จากไปครั้งนี้ ต่อไปน่าจะไม่กลับมาอีกแล้ว


ภูเขาสูงเส้นทางยาวไกล ชาวบ้านธรรมดาหากไม่ประสบเรื่องใหญ่โตใดก็ไม่ค่อยออกเดินทางไกล ชั่วชีวิตของพวกเขาหลายคนอาจจะประสบกับเหตุการณ์นี้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น


ฉินเหยาแยกทางกับพวกชาวบ้าน เมื่อมาถึงโรงงานเครื่องเขียน คนงานกำลังจะหยุดทำงานเตรียมไปกินข้าวกลางวันที่โรงอาหาร


ฉินเหยาไปปรากฏตัวที่โรงอาหารแล้วกำชับนางเหอและนางชิวให้ไปกินข้าวที่บ้านของตนในตอนเย็น ให้พวกนางบอกผู้เฒ่าทั้งสองคนด้วย ถึงเวลาจะได้มาด้วยกัน


นางเหอและนางชิวรับปากอย่างยินดี เมื่อเห็นว่าบนศีรษะของฉินเหยาเปลี่ยนปิ่นเงินอันใหม่ก็คาดเดาได้ว่าคืนนี้อาจจะมีของขวัญให้พวกตนด้วย ในใจก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย


ช่างไม้หลิวได้ยินข่าวว่าฉินเหยากลับมาแล้ว หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จก็รีบไปหาฉินเหยาที่ห้องเล็กเพื่อปรึกษาหารือทันที เขากล่าวอย่างดีใจว่า


“เจ้ากลับมาเสียที วันก่อนญาติฝ่ายภรรยาของข้าส่งข่าวมา บอกว่าปีนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจะจัดงานวันเกิดใหญ่ ให้พวกเราทุกคนไปฉลองปีใหม่ที่นั่น เส้นทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ ต้องออกเดินทางแต่เนิ่นๆถึงจะดี หากเจ้ายังไม่มา ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”


ภรรยาของเขาเร่งเร้าแล้ว หากยังไม่ไปอีก เจอกับหิมะตกหนักเข้าก็จะเดินทางไม่ได้แล้ว


สตรีที่แต่งงานออกไป ปีหนึ่งยากที่จะได้พบหน้าครอบครัว ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดี สามารถกลับไปอยู่บ้านเดิมได้หนึ่งเดือนจึงอยากจะออกเดินทางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้


ฉินเหยาไม่นึกว่าจะมีเรื่องนี้ด้วยจึงถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของแม่เฒ่าไปสองสามประโยค อารมณ์ของช่างไม้หลิวจึงค่อยๆสงบลง


นางหยิบลูกคิดและสมุดบัญชีออกมา ฉินเหยาเอ่ยเข้าประเด็นทันที “ข้ารู้ว่าในใจท่านร้อนรน นี่มิใช่ว่าเมื่อวานรีบเดินทางกลับมาทั้งคืน เช้าวันนี้ตื่นมาก็มาที่โรงงานเลยรึ”


“เมื่อวานยังมีหิมะตกเล็กน้อย พวกเจ้ารีบเดินทางกลับมาทั้งคืนเลยหรือ” ช่างไม้หลิวถามอย่างประหลาดใจ


เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าก็รู้สึกละอายขึ้นมาทันที “ดูเจ้าสิ ข้าเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรขนาดนั้น เจ้าพักผ่อนวันนี้สักวันพรุ่งนี้ค่อยมาก็ได้ ไม่เป็นอะไรหรอก”


ฉินเหยายิ้มๆไม่ได้พูดอะไรต่อ ตั้งใจคำนวณบัญชี


ช่างไม้หลิวดูบัญชีแล้วตาลาย ระหว่างทางก็เรียกเสมียนอย่างเฉียนวั่งมาด้วย ทั้งสามคนช่วยกันตรวจสอบบัญชี


เรื่องที่ช่างไม้หลิวจะถอนหุ้นนั้น ในโรงงานรู้กันทั่วแล้ว ฉินเหยามาถึงก็รีบจัดการเรื่องนี้ทันที เฉียนวั่งจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด


ทว่าเขาคิดว่า เรื่องเงินๆทองๆมักจะทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นได้ ไม่นึกว่าฉินเหยาและช่างไม้หลิวทั้งสองคนจะใจกว้างอย่างยิ่ง


คำสั่งซื้อที่ฉินเหยานำกลับมาครั้งนี้ ช่างไม้หลิวไม่แตะต้องแม้แต่เหวินเดียว ทิ้งไว้ให้โรงงานทั้งหมด


ดังนั้นประเด็นขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดจึงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย


จากนั้นก็เป็นเงินสองร้อยห้าสิบตำลึงที่ค้างอยู่ในบัญชี ตอนนี้ฉินเหยามีเงินทุนเพียงพอแล้วจึงหยิบออกมาให้ช่างไม้หลิวทันที


ส่วนที่เหลือก็คำนวณได้ง่ายมาก เงินงวดสุดท้ายของหีบหนังสือชุดที่แล้วได้รับกลับมาแล้ว หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆและภาษีการค้าแล้ว กำไรรวมคือสองร้อยแปดสิบแปดตำลึง


ทั้งสองคนแบ่งบัญชีกันคนละครึ่ง ฉินเหยาหยิบเงินออกมาอีกหนึ่งร้อยสี่สิบสี่ตำลึงยื่นให้ช่างไม้หลิว


ยังเหลืออีกก้อนสุดท้าย คือกำไรจากกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนในช่วงนี้ อันนี้ไม่มากนัก


เฉียนวั่งคำนวณแล้วพูดว่า “กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนของพวกเราส่งมอบไปแล้วสองส่วน ก็คือสินค้าสองหมื่นชิ้น พอดีกับเงินมัดจำสองส่วนจำนวนสองร้อยสี่สิบตำลึงที่เถ้าแก่ไป๋จ่ายล่วงหน้า หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว กำไรแบ่งคนละครึ่ง ช่างไม้หลิวและผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านทั้งสองคนจะได้คนละสามสิบหกตำลึง”


ฉินเหยาไม่ดูบัญชีแล้ว หยิบเงินสามสิบหกตำลึงออกจากกล่องเงินยื่นให้ไปอีกครั้ง


ที่ใจกว้างเช่นนี้ก็เพราะว่าห้างการค้าฟู่หลงครั้งนี้จ่ายเงินมัดจำมาห้าส่วน


มีตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงนี้อยู่ในมือก็เพียงพอที่จะรักษากำลังการผลิตของโรงงานไปจนกว่าจะได้รับเงินงวดสุดท้าย


ตอนที่ 388: สงสัยอยู่เสมอ


เพียงครึ่งชั่วยาม บัญชีก็คำนวณเรียบร้อย


ฉินเหยาเขียนเอกสารถอนหุ้นอย่างง่ายขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับ ทั้งสองฝ่ายไม่มีข้อโต้แย้งในเนื้อหา ลงนามประทับลายนิ้วมือ เรื่องนี้ก็เป็นอันสิ้นสุดลง


ในขณะที่ประทับลายนิ้วมือลงไป ขอบตาของช่างไม้หลิวก็แดงเรื่อ


เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากโรงงานเครื่องเขียนไปอย่างถาวรจริงๆ ภาพที่ผ่านเข้ามาในสมองของเขาล้วนเป็นภาพการต่อสู้ดิ้นรนในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขากับฉินเหยาเริ่มต้นจากแบบร่างกังหันน้ำเล็กๆเพียงหนึ่งฉบับ


ตอนแรกสุดก็เพียงเพื่อสร้างกังหันน้ำขนาดเล็กที่ช่วยประหยัดแรง ใครจะไปคิดว่าช่วงเวลาสั้นๆเพียงหนึ่งปี พวกเขาจะร่วมกันก่อตั้งโรงงานเครื่องเขียนขนาดใหญ่เช่นนี้ขึ้นมาได้


ช่างไม้หลิวไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ของที่ทำออกมาจากมือของตน จะเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย แพร่หลายไปทั่วหล้า


กังหันน้ำ หีบหนังสือ กล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียน ตัวอักษร ‘สร้างจากโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิว’ ที่สลักอยู่บนนั้น ทุกครั้งที่เขาเห็นก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง


ทว่าความภาคภูมิใจนี้จะได้รับการสืบทอดต่อไปโดยฉินเหยา เขาเองก็รู้สึกวางใจอย่างยิ่ง


ขณะที่เก็บเอกสาร ช่างไม้หลิวก็กล่าวอย่างคาดหวังว่า “เหยาเหนียง ข้าชักจะคาดหวังแล้วว่าครั้งหน้าเจ้าจะวาดแบบร่างอะไรออกมาอีก”


ฉินเหยาลุกขึ้นเพื่อไปส่งเขา “เดิมทีข้าอยากจะจัดพิธีเลี้ยงส่งให้ท่านก่อนหยุดงาน แต่ในเมื่อพวกท่านรีบร้อนจะเดินทาง เช่นนั้นท่านก็ไปกับข้าหน่อย ไปกล่าวลากับทุกคนในแต่ละแผนกด้วยกันเถิด”


ช่างไม้หลิวพยักหน้า “ได้”


ดังนั้น คนทั้งสองจึงไปในแต่ละแผนกด้วยกันเพื่อแจ้งให้คนงานทุกคนทราบ


เหล่าคนงานไม่ได้รู้สึกอาลัยอาวรณ์อะไร เพียงแต่อยากรู้ว่าใครจะมารับตำแหน่งต่อจากช่างไม้หลิว


ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ นอกจากช่างไม้หลิวแล้ว ในโรงงานยังมีใครสามารถดำรงตำแหน่งนี้ได้อีก?


ผู้จัดการใหญ่ฉินเตรียมจะเชิญคนนอกเข้ามาอีกหรือว่าจะเลือกจากบรรดาผู้จัดการในโรงงานกัน


เมื่อถูกบรรยากาศนี้กระตุ้น บรรดาผู้จัดการต่างก็แอบมีความคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อย


หลิวไป่และหลิวจ้งรู้สึกว่าตนเองมีความหวังมาก อย่างไรเสียตอนนี้โรงงานเครื่องเขียนก็เป็นของฉินเหยาคนเดียวแล้ว พวกเขาเองก็เป็นครอบครัวเดียวกัน นางยังเคยพูดอยู่เสมอว่าเลือกใช้คนก็ให้เลือกใช้คนกันเอง เช่นนั้นก็ต้องให้คนกันเองดูแลสิ นางถึงจะสบายใจไม่ใช่หรือ


แต่พวกเขาก็รู้ว่า ตนเองอาจจะไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่เช่นนี้ได้ ด้านหนึ่งก็กังวล อีกด้านหนึ่งก็แอบคาดหวัง


ทว่าตำแหน่งของช่างไม้หลิวนั้นไม่ใช่ตำแหน่งที่พวกเขาหลายคนจะสามารถดำรงตำแหน่งได้จริงๆ ในรายชื่อตัวเลือกในใจของฉินเหยา ไม่มีชื่อของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย


นางมีมาตรฐานการวัดผลที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ผู้จัดการคนใหม่นี้ต้องมีความเชี่ยวชาญในด้านงานไม้


และในบรรดาผู้จัดการในโรงงาน มีเพียงอวิ๋นเหนียงเท่านั้นที่สามารถผ่านเกณฑ์นี้ได้


แต่ว่านางอายุน้อยเกินไปจริงๆ ช่างไม้หลิวอย่างน้อยก็ยังสามารถใช้ความอาวุโสในการควบคุมเด็กหนุ่มเด็กสาวที่ซุ่มซ่ามเหล่านั้นได้


หากเป็นอวิ๋นเหนียง ในโรงงานมีคนงานที่อาวุโสกว่านางมากมาย


ช่างไม้หลิวรีบร้อนที่จะไป หลังจากกล่าวลากับคนงานแล้วก็เก็บหีบไม้ที่เต็มไปด้วยเครื่องมือของเขาแล้วกลับบ้านไป


ฉินเหยาส่งเขาไปถึงริมฝั่งแม่น้ำ โรงโม่น้ำที่หมู่บ้านร่วมกันสร้างขึ้นนั้นสร้างเสร็จแล้ว รอเพียงวันขึ้นปีใหม่ วันที่ทั้งหมู่บ้านจะร่วมกันเปิดผ้าแดงเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยและเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการ


“เหยาเหนียง เจ้ากลับไปเถอะ” ช่างไม้หลิวโบกมือ เป็นการบอกให้ฉินเหยาไม่ต้องส่งแล้ว เขาเดินลากกล่องเครื่องมือขึ้นสะพานหินที่บ้านของเขาเพิ่งจะลงทุนสร้างเสร็จไปตามลำพัง


ฉินเหยายืนอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง จัดระเบียบข้อมูลที่ยุ่งเหยิงในสมอง หลังจากจัดระเบียบความคิดเรียบร้อยแล้วก็หันหลังเดินตรงไปยังหน่วยลงสีของโรงงาน


“ผู้จัดการใหญ่ฉิน!”


เด็กสาววัยแรกรุ่นถักผมเปียเดี่ยวยาวลุกขึ้นจากกลุ่มช่างฝีมือหญิงที่กำลังยุ่งอยู่แล้วมองฉินเหยาที่เดินเข้ามาด้วยความประหลาดใจ ในดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม


“เจ้าคือหยางฟาง?”


ฉินเหยามองเด็กสาวที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตตรงหน้าอย่างประหลาดใจ นางไม่ได้เจอหยางฟางมานานแล้ว เด็กสาวในความทรงจำยังคงมีความห้าวหาญอยู่บ้าง ไม่ได้ดูสดใสเช่นนี้


หยางฟางพยักหน้าอย่างแรงแล้วพูดว่า “ใช่ ใช่ ใช่เจ้าค่ะ ผู้จัดการใหญ่ฉินท่านยังจำข้าได้! ข้ามาทำงานที่โรงงานแล้ว”


“ชอบที่นี่มากหรือ” ฉินเหยาถามอย่างขบขัน


หยางฟางพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ชอบ ข้าชอบที่นี่มากจริงๆเจ้าค่ะ!”


ที่โรงงานนางสามารถเรียนรู้อะไรได้หลายอย่าง พี่สาว พี่สะใภ้และท่านป้าทั้งหลายที่นี่ดูแลนางเป็นอย่างดี ตอนนี้นางมีเรื่องให้เรียนรู้มากมายทุกวัน ชีวิตเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข


ทำงานที่โรงงานนั้นน่าสนใจกว่าการอยู่บ้านตามท่านย่าและมารดาไปทำนา จัดการกับสัตว์ที่ล่ามาได้เยอะเลย


ที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้นางสามารถออกมาหาเงินได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่พี่น้อง อาศัยแค่ค่าจ้างก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้


แม้ว่าตอนนี้เพิ่งจะมาใหม่ ยังไม่ได้รับค่าจ้าง แต่นางเพิ่งจะเห็นช่างฝีมือหญิงที่ได้รับค่าจ้างของเดือนที่แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีสามร้อยเหวินเชียว!


ที่โรงงานยังมีอาหารเช้าและอาหารกลางวันให้กิน อายุเท่านาง ตอนกลางวันกินเยอะหน่อย ตอนเย็นก็ยังสามารถประหยัดไปได้อีกหนึ่งมื้อ หากประหยัดหน่อยทุกเดือนก็สามารถเก็บเงินได้สามร้อยเหวินแล้วไม่ใช่หรือ


เมื่อคิดว่าเดือนหน้าตนเองก็จะได้รับค่าจ้างแล้ว รอยยิ้มของหยางฟางก็ยิ่งสดใสขึ้น ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยนึกขึ้นได้แล้วถามฉินเหยาว่ามาหาผู้จัดการอวิ๋นใช่หรือไม่


ฉินเหยายิ้มพยักหน้า ทว่านางไม่เห็นแม้แต่เงาของอวิ๋นเหนียงเลย “นางไปไหนรึ”


หยางฟางตอบว่า “ท่านอาจารย์ไปที่โกดังเพื่อตรวจสอบสีที่เพิ่งจะมาถึงเจ้าค่ะ บอกว่าสีที่ซื้อมาครั้งนี้ไม่เหลวเหมือนครั้งก่อน ข้นเกินไปหน่อย ลงสีได้ไม่ค่อยดี”


“แต่ก็อาจจะเป็นเพราะอากาศหนาวก็ได้ ยังไม่รู้เลย กำลังตรวจสอบอยู่เจ้าค่ะ”


ฉินเหยาสังเกตเห็นคำเรียกของหยางฟาง นางเรียกอวิ๋นเหนียงว่าอาจารย์หรือ


อวิ๋นเหนียงรับศิษย์แล้ว?


แถมยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่เพิ่งจะเข้าโรงงานมาได้ไม่กี่วัน ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานไม้เลยสักนิด?


ทว่าเรื่องเช่นนี้ฉินเหยามักจะไม่ค่อยสนใจอยู่แล้ว นางปล่อยให้ทุกคนทำงานอย่างตั้งใจต่อไปแล้วเดินตามหยางฟางมาที่โกดัง


หลิวฉีและหลิวจ้งอยู่ด้วยกัน ของนั้นเป็นสิ่งที่หลิวจ้งรับผิดชอบจัดซื้อมา เมื่ออวิ๋นเหนียงบอกว่าสีไม่ดี หลิวจ้งย่อมต้องมาดูเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง


หลิวฉีรับผิดชอบจัดการคลังสินค้า การเข้าออกโกดังเขาต้องตรวจสอบทั้งหมด ขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาการเสื่อมสภาพของสิ่งที่เก็บไว้ด้วย


ตอนที่ฉินเหยามาถึง ชายร่างใหญ่สองคนกำลังนั่งยองๆอยู่ข้างอวิ๋นเหนียง ดูนางตรวจสอบสีที่เพิ่งจะมาใหม่เหล่านั้น


ไหดินเผาสิบกว่าใบวางอยู่บนพื้น อวิ๋นเหนียงไม่ได้ร้อนรนเลยแม้แต่น้อย ตรวจสอบตัวอย่างทีละใบเปรียบเทียบกัน ดูมีสมาธิอย่างยิ่ง


ทั้งสามคนไม่ทันสังเกตว่ามีคนมา หยางฟางคิดจะเข้าไปแจ้ง ฉินเหยาก็โบกมือห้ามเป็นการบอกให้นางเงียบไว้


นางจะดูว่าอวิ๋นเหนียงจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร


เมื่อตรวจสอบสีในไหดินเผาสิบกว่าใบเสร็จแล้ว อวิ๋นเหนียงก็ถอนหายใจยาว “โชคดีที่เป็นเพียงเพราะอากาศหนาวเลยแข็งตัวไปบ้าง ถึงตอนนั้นก่อนใช้ก็เอาถ่านมาอุ่นสักเล็กน้อยก็พอ”


เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลิวฉีก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


หลิวจ้งที่ถูกสงสัยก็รู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังอดพูดกับอวิ๋นเหนียงไม่ได้ว่า


“สีพวกนี้ข้าล้วนไปหามาตามที่เจ้าบอก ที่อำเภอเราไม่มีร้านขายสี ข้ายังต้องขอให้เถ้าแก่ร้านโลงศพแนะนำคนรู้จักให้ ไปถึงอำเภอหลินถึงจะสั่งสีได้ หลายเดือนมานี้ก็ใช้ของร้านเขามาตลอด คุณภาพก็ดีมาตลอด ไม่เคยมีข้อผิดพลาด ครั้งนี้ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาของไม่ดีมาให้พวกเรา”


อวิ๋นเหนียงเคยช่วยขายของชำที่บ้านมาก่อน นางเคยเจอพ่อค้าที่ไม่ซื่อสัตย์จริงๆ ตอนแรกให้ของดีมาตลอด ตอนหลังก็แอบผสมของด้อยคุณภาพเข้ามา ดังนั้นจึงยังคงมีความสงสัยต่อพ่อค้าเหล่านี้อยู่เสมอ


นางกล่าวอย่างชัดเจนว่า “ชั้นเรียนสอนหนังสือเพิ่งสอนคำสองคำ ไม่มีพ่อค้าใดไร้เล่ห์กล น้ำใจคนเปลี่ยนง่าย ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า หากกระทบรายได้ของโรงงาน พวกเราใครจะรับผิดชอบได้เล่า”


ตอนที่ 389: อย่าตั้งมาตรฐานกับตนเองสูงเกินไป


เมื่อเห็นสีหน้าของหลิวจ้งไม่ดี อวิ๋นเหนียงก็ยิ้มแล้วพูดว่า


“ข้าไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิพี่รอง เพียงแต่เมื่อเจอปัญหาก็จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อชี้แจงความจริงให้กับทุกคน”


“หากครั้งหน้าพวกท่านพบว่าสีที่หน่วยลงสีของเราทาได้ไม่ดีก็สามารถตั้งข้อสงสัยได้เลย พวกเราจะร่วมกันสืบหาความจริง ค้นหาปัญหาและแก้ไขปัญหา”


“พวกเราทุกคนต่างก็ทำเพื่อโรงงานเครื่องเขียน ไม่ว่าใครก็ล้วนไม่อยากให้มีของเสียส่งไปถึงมือลูกค้าจนทำลายชื่อเสียงของโรงงานใช่หรือไม่”


หลิวจ้งจึงไม่พูดอะไรอีก พวกเขาทุกคนต่างก็ทำเพื่อผลประโยชน์ของโรงงาน ในเมื่อทุกคนมีความเห็นตรงกันเช่นนี้ก็เอาตามนั้นเถิด


“เอาล่ะ ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วเจ้ากับข้าก็สบายใจแล้ว ข้าไปทำงานก่อนนะ ยังต้องไปซื้อของขวัญปีใหม่ให้พวกเจ้าอีก ยุ่งจะตายชัก” หลิวจ้งถอนหายใจอย่างจนใจ


งานของเขานั้น เวลาว่างก็ว่างเกือบตาย เวลายุ่งก็ยุ่งจนหัวปั่น!


โดยเฉพาะช่วงปลายปี ผู้จัดการใหญ่ฉินบอกว่าจะมอบของขวัญปีใหม่แก่เหล่าคนงาน งบประมาณคนละหนึ่งร้อยเหวิน ให้เขาคิดเองว่าจะจัดสรรอย่างไร


ตามความคิดเขาให้อั่งเปาใหญ่ๆไปคนละหนึ่งซอง ในซองก็ใส่เงินหนึ่งร้อยเหวินนั้น น่าจะไม่มีใครไม่ชอบหรอก


ทว่าทำเช่นนี้เหมือนจะดูไม่ใส่ใจเกินไป คนงานคือรากฐานของโรงงานเครื่องเขียน จะละเลยใครก็ละเลยพวกเขาไม่ได้ หากเกิดการอู้งานขึ้นมา คนเป็นผู้จัดการคงมีเรื่องให้ปวดหัวแน่


แม้ว่าคนในหมู่บ้านแถวนี้จะอยากมาทำงานที่โรงงาน คนงานเองก็มีอยู่มากมาย คนที่ไม่เชื่อฟังก็สามารถไล่ออกไปได้เลย


แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรับใครมามั่วๆก็ได้ คนงานที่ทำงานจนชำนาญแล้ว ย่อมมีค่ามากกว่าคนใหม่แน่นอน


ยิ่งไปกว่านั้นปีนี้ก็จะสิ้นสุดลงแล้ว ทุกคนย่อมหวังว่าจะมีการปิดท้ายปีอย่างสมบูรณ์


“เอ๊ะ” หลิวจ้งร้องอย่างประหลาดใจ “ผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”


เมื่ออวิ๋นเหนียงและหลิวฉีในคลังสินค้าได้ยินเสียงร้องนี้ก็รีบเดินออกมา


พอเห็นฉินเหยาและหยางฟาง อวิ๋นเหนียงก็รู้ทันทีว่าฉินเหยามาหาตนเองจึงเดินเข้าไปถามว่า


“ผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านมาหาข้าหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้าให้อีกสองคนแล้วเรียกอวิ๋นเหนียงไปยังห้องทำงานของตนเอง


หยางฟางกลับไปที่หน่วยลงสีก่อน อวิ๋นเหนียงกำชับให้นางเรียกคนสองคนไปที่โกดังเพื่อขนสี ให้พวกเขาจุดไฟอุ่นสีในลานบ้านให้ส่วนที่แข็งตัวละลายก่อนแล้วค่อยทาก็จะทาได้ง่ายขึ้นมาก


แต่ถึงแม้หยางฟางจะบอกว่าตนเองจดจำได้หมดแล้ว อวิ๋นเหนียงก็ยังคงไม่วางใจนัก ยังคงนั่งไม่ติดที่อยู่ในห้องของฉินเหยา เอาแต่คอยชะเง้อออกไปข้างนอกเป็นระยะระยะ กลัวว่าพวกหยางฟางจะควบคุมไฟได้ไม่ดีจนทำให้สีเสียหาย


ฉินเหยามองดูท่าทางร้อนรนของนางก็รู้ว่านางอยากจะไปช่วยคนงานจึงเอ่ยสั้นๆว่า


“ข้าอยากให้เจ้ามารับตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ต่อจากช่างไม้หลิว เจ้าลองกลับไปพิจารณาดู ก่อนสิ้นเดือนในการประชุมสิ้นปีค่อยมาบอกผลลัพธ์กับข้าก็ได้ ไปเถอะ”


ฉินเหยาเปิดประตู ให้นางรีบไปทำงานที่นางอยากจะทำ เพียงอย่าลืมให้คำตอบนางก็พอ


อวิ๋นเหนียงไม่ขยับ


นางตะลึงงันไปแล้ว


“ผู้จัดการใหญ่ฉิน เมื่อครู่ท่านพูดว่าจะให้ข้ามาเป็นผู้จัดการทั่วไปหรือ” เสียงของอวิ๋นเหนียงสั่นเล็กน้อย


ฉินเหยาถามกลับอย่างหยั่งเชิง “หรือว่าเจ้าไม่อยากเป็น ค่าจ้างของผู้จัดการทั่วไปทุกเดือนคือหนึ่งตำลึง บวกกับค่าเบี้ยเลี้ยงเทศกาลอื่นๆ และเงินปันผลปีละสองครั้งเลยนะ”


“ไม่ใช่ นี่ นี่…” นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องว่านางอยากจะเป็นหรือไม่!


หัวใจของอวิ๋นเหนียงเต้นเร็วขึ้น ถามอย่างสงสัยว่า “ข้าจะไหวหรือ ข้าเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง ข้ากลัวว่าจะดูแลคนงานมากมายขนาดนั้นไม่ได้ ข้าไม่มีความกร้าวแกร่งเหมือนผู้จัดการใหญ่ฉิน ข้ายังทะเลาะสู้พวกเขาไม่ได้ หากพวกเขาไม่ยอมรับข้าจะทำอย่างไร”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดูเหมือนว่านางจะค้นพบจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งบนตัวของอวิ๋นเหนียงแล้ว นั่นก็คือนางมีความตระหนักรู้ในตนเองอย่างยิ่ง


“ไม่ง่ายเช่นนั้นจริงๆ ดังนั้นข้าจึงอยากให้เจ้ากลับไปลองพิจารณาให้ดี แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกเจ้า”


ฉินเหยาพิงกรอบประตูอย่างเกียจคร้าน “หากคำพูดเมื่อครู่ของข้าพูดกับผู้จัดการคนอื่นๆในโรงงาน พวกเขาจะต้องตอบรับตำแหน่งนี้ด้วยความมั่นใจในทันทีแน่นอน”


“เจ้าเดาสิว่าทำไม”


อวิ๋นเหนียงส่ายหน้า “ทำไมหรือ แม้ว่าผู้จัดการคนอื่นๆจะทำได้ดี แต่ข้าก็ไม่คิดว่าพวกเขาเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการทั่วไป ที่นี่คือโรงงานไม้ พวกเขาไม่เข้าใจเกี่ยวกับหีบหนังสือและกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนของโรงงานเราเลย หากจะหาคนจากทั้งโรงงานที่สามารถสร้างหีบหนังสือขึ้นมาได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว นอกจากข้าก็ไม่มีใครอีกแล้ว”


ประโยคหลังนี้ อวิ๋นเหนียงพูดอย่างมั่นใจ ในเรื่องของงานไม้ นางรู้สึกว่าตนเองเชี่ยวชาญกว่าผู้จัดการคนอื่นๆในโรงงานมากนัก


ดังนั้น นางยังคงไม่เข้าใจ “ทำไมพวกเขาถึงจะรับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปในทันทีหรือ”


มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้นเล็กน้อย “เพราะพวกเขาเคยชินแล้วอย่างไรเล่า”


อวิ๋นเหนียงรู้สึกว่ารอยยิ้มของฉินเหยานั้นดูแปลกประหลาดมาก มันแฝงไปด้วยความเย้ยหยันและดูแคลนราวกับแย้มยิ้มเพียงริมฝีปากแต่ส่งไปไม่ถึงแววตา


“อวิ๋นเหนียง” ฉินเหยามองนางแล้วยิ้มอย่างผ่อนคลาย “สตรีอย่างพวกเรา อย่าตั้งมาตรฐานกับตนเองสูงเกินไปนักเลย”


“ไปเถอะ ข้าดูแล้วเหมือนพวกหยางฟางจะคุมไฟไม่ค่อยได้ อย่าให้ถึงขั้นทำสีเสียจริงๆเลย”


ฉินเหยาตบไหล่ของนางเบาๆ แล้วดันหลังนางไปข้างหน้า อวิ๋นเหนียงเซไปก้าวหนึ่งแล้วก้าวออกไปนอกประตู


ในลานด้านหน้า หยางฟางและช่างฝีมือหญิงทั้งหลายต่างก็ทำอะไรไม่ถูก ทุกคนดูสับสนวุ่นวายไปหมด อวิ๋นเหนียงไม่คิดอะไรอีก นางรีบวิ่งเข้าไป “ดึงฟืนออกมาสักสองสามท่อนก่อน ไฟนี่แรงเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้บอกให้พวกเจ้าใช้ถ่านหรือ…”


ในโรงงานมีไม้อยู่เต็มไปหมดกลับมาก่อไฟด้วยฟืนนอกห้องผลิตงาน ช่างโง่เง่าเสียจนทำให้นางโกรธจะตายแล้ว!


เมื่อได้รับคำแนะนำจากอวิ๋นเหนียง ช่างฝีมือหญิงทั้งหลายก็เริ่มมีระเบียบมากขึ้น แม้แต่คนที่อายุมากกว่าก็ยังเชื่อฟังคำพูดของอวิ๋นเหนียง เพราะอวิ๋นเหนียงรู้เรื่องเหล่านี้ดีกว่าพวกนาง


เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาไว้วางใจจากคนงานที่มองมายังตนเอง การกระทำของอวิ๋นเหนียงก็ยิ่งดูสุขุมขึ้น


นางพลันรู้สึกว่า ตนเองก็ใช่ว่าจะไม่สามารถเป็นผู้จัดการทั่วไปที่ดีได้


ทว่าปัญหาที่นางกังวลนั้นยังคงต้องคิดหามาตรการรับมืออย่างจริงจัง ดังนั้น ขอให้นางได้คิดอีกสักหน่อยเถิด


เมื่อไม่มีช่างไม้หลิวและผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ก็ยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง เรื่องราวใหญ่เล็กในโรงงานจึงตกเป็นหน้าที่ของฉินเหยาเพียงคนเดียวชั่วคราว


การจัดการของนางมักจะหยาบกระด้างและเรียบง่าย ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ พวกเจ้าจะทำอะไรก็ได้ ใครมีหน้าที่ใดก็จัดการกันเอาเอง หากมีปัญหาก็แก้กันไปเอง แก้ไม่ได้ค่อยว่ากันทีหลัง อย่าทำให้ตัวนางต้องเหนื่อย


ในเวลาเพียงหนึ่งวัน ฉินเหยาก็จัดการเรื่องการถอนหุ้นของช่างไม้หลิว หาตัวสำรองและรับมอบงานในโรงงานเรียบร้อย


ฟ้าเริ่มมืดลง คนงานที่เข้าเรียนในชั้นเรียนสอนหนังสือต่างก็พากันกลับไปกันหมดแล้ว หลิวจี้จึงมาเรียกนางให้กลับบ้านด้วยกัน


เมื่อนึกว่าคืนนี้ยังต้องเลี้ยงอาหารทุกคนจากเรือนเก่า ฉินเหยาจึงค่อยวางงานในมือลงแล้วลุกขึ้น


อากาศหนาวเหน็บ สำนักศึกษาตระกูลติงปิดภาคเรียนแล้ว อาวั่งไม่ต้องรับส่งเด็กๆไปสำนักศึกษา อาหารเย็นคืนนี้เขาจึงเป็นคนเตรียม


ทว่านางชิวก็ยังคงแบกต้าเหมามาช่วยงานตั้งแต่ยังไม่ค่ำ


ส่วนจินฮวานั้นไม่ต้องเรียกเลย นางกับจินเป่ามาถึงเรือนอาสะใภ้สามตั้งแต่เช้าเพื่อหาพวกต้าหลางสี่พี่น้อง หลังได้ถังหูลู่กันไปคนละไม้ก็พากันไปเล่นหลังกองฟางแล้ว


ส่วนนางเหอนั้นไม่ได้มาเพราะตอนทำอาหารที่โรงอาหารของโรงงานนั้นนางเผลอเหวี่ยงตะหลิวแรงเกินไปจนเส้นเอ็นที่ไหล่เคล็ด ต้องพักมือหลายวัน


นางชิวคิดถึงฮวาเอ๋อร์อย่างยิ่ง แม้ว่านางจะตัวเล็ก แต่ก็เป็นผู้ช่วยที่ดี ตอนนี้เด็กหญิงตัวน้อยตามชายใบ้กลับบ้านไปแล้ว นางกับนางเหอจึงไม่ค่อยชินเท่าใด


นางชิวคิดว่าหรือจะให้บุตรสาวอย่างจินฮวาไปช่วยงานที่โรงอาหารสักสองวันดี ให้ทำงานจำพวกเช็ดโต๊ะ ส่งชาม กับข้าวอะไรทำนองนั้น


อย่างไรเสีย ตอนฝึกเขียนตัวอักษรนางก็ชอบอ้างว่าอากาศหนาวจนมือแข็ง เช่นนั้นก็ไปผิงไฟที่ข้างเตาเถิด!


หลังเขามีเสียงหัวเราะฮ่าๆของจินฮวาดังแว่วมา เด็กหญิงตัวน้อยไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ยังคงเล่นพ่อแม่ลูกกับซื่อเหนียงอยู่ในกองฟางอยู่เลย


ตอนที่ 390: ฉวยโอกาสในความวุ่นวาย


“อาสามและอาสะใภ้สามกลับมาแล้ว!”


จินเป่าที่อยู่บนต้นพลับร้องตะโกนด้วยความดีใจ


จินฮวาและซื่อเหนียงที่กำลังเล่นอยู่ในกองฟางรีบโผล่ศีรษะออกมามองลงไปที่เชิงเขา


สองพี่น้องถักเปียเล็กๆสองข้าง บนเปียเต็มไปด้วยดอกไม้สานจากฟางข้าวที่พวกนางปักให้กันและกัน


ขณะที่เปียแกว่งไกวไปมา ดอกไม้ฟางก็ร่วงหล่นลงมาด้วย ซื่อเหนียงรู้สึกเสียดาย แต่ก็ไม่สนใจแล้ว นางจะไปรับท่านแม่


“พี่จินฮวา พวกเรารีบวิ่งเร็ว!” ซื่อเหนียงกระโดดลงมาจากกองฟางสูงกว่าหนึ่งเมตร ต้าหลางที่เพิ่งจะลงมาจากต้นไม้เงยหน้าขึ้นมาเห็นเข้าพอดีจึงรีบตะโกนห้ามจินฮวาที่เตรียมจะกระโดดตามลงมา “ห้ามกระโดด ระวังขาหัก!”


นานๆครั้งซื่อเหนียงจะตามเขาและท่านอาวั่งไปฝึกฝนร่างกายจึงได้เรียนรู้ทักษะมาบ้าง นางจึงไม่เป็นอะไร เมื่อลงถึงพื้นก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แต่จินฮวาทำไม่ได้


ต้าหลางวิ่งขึ้นไป รับจินฮวาลงมาจากกองฟาง


จินฮวาหัวเราะแหะๆให้เขาพลางหยิบดอกไม้ฟางสองสามดอกที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา วิ่งตามซื่อเหนียงไป “ซื่อเหนียง รอข้าด้วย~”


ต้าหลางส่ายหน้าอย่างจนใจ หันหลังแล้วเรียกพวกเด็กผู้ชายกลับบ้าน จะได้เวลากินข้าวแล้ว


ท้องฟ้ามืดมากแล้ว เพราะอาศัยว่าท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่บ้าน ถึงได้กล้ามาปีนต้นพลับแก่ที่หลังเขา


ลูกพลับชุดแรกถูกเด็กๆในหมู่บ้านเก็บไปจนหมดแล้ว ตอนนี้มีลูกเล็กๆงอกออกมาไม่กี่ลูก วันนี้ถูกพี่น้องหลายคนเก็บใส่กระเป๋าเสื้อไปหมดแล้ว


เมื่อนับรวมกันดูแล้วมีทั้งหมดเจ็ดลูกพอดี ลูกพี่ลูกน้องเจ็ดคนแบ่งกันคนละลูก แม้แต่ต้าเหมาเองก็มีส่วนด้วย


“อา อา!” ต้าเหมาที่คลานอยู่ตรงธรณีประตูของห้องโถง เมื่อเห็นพี่ๆหลายคนวิ่งเข้ามาก็ตบมืออย่างตื่นเต้น


เขาเดินได้แล้ว แต่เดินโซซัดโซเซเสียจนน่าหวาดเสียว นางชิวจึงวางเขาไว้ในห้องโถง เมื่อมีธรณีประตูสูงกั้นไว้ เจ้าตัวเล็กจึงข้ามออกมาไม่ได้


แต่ตอนนี้ในใจเขาร้อนรน มือเท้าเล็กๆนั้นคลานขึ้นไปบนธรณีประตูแล้วพลิกตัวออกมานอนแผ่อยู่บนพื้นนอกธรณีประตู


นางชิวถือจานกับข้าวมาถึงหน้าประตูพอดี นางหยุดฝีเท้าลงพลางกลั้นหายใจทันที


เสียงร้องไห้โฮที่คาดเอาไว้กลับไม่ได้ดังขึ้น เจ้าตัวเล็กกลอกตาไปมา เดิมทีก็เบะปากแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่รอบๆ ไม่มีใครคิดจะปลอบตนเองก็คล้ายกับเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรจึงหัวเราะคิกคักออกมา


นางจางกลัวว่าเขาจะหนาวจึงสวมเสื้อคลุมตัวเล็กหนาๆให้ เจ้าตัวเล็กตัวกลมเหมือนกับลูกหนัง เขากลิ้งตัวลุกขึ้นจากพื้นด้วยตนเองแล้วกางแขนออกเพื่อรักษาสมดุล เตรียมจะลงบันไดไปเอง


ลมหายใจที่นางชิวกลั้นเอาไว้คลายลงในทันที นางยิ้มให้เจ้าตัวเล็ก เขาเองก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้นาง แก้มถูกถ่านไฟในห้องอบเสียจนแดงระเรื่อ ดูแล้วน่ารักเป็นพิเศษ


“ต้าเหมา!” ฉินเหยาก้าวยาวๆเข้ามาตบมือเพื่อดึงดูดความสนใจของเจ้าตัวเล็ก นางกางแขนออก “มา ให้อาสะใภ้สามอุ้มหน่อย~”


“อ๊ะย่า~” ต้าเหมาโบกแขนอย่างตื่นเต้น รีบโซซัดโซเซพุ่งเข้าไปหาฉินเหยา


ก่อนที่เขาจะตกลงมาจากบันไดหิน ฉินเหยาก็อุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นสูง


ตอนแรกต้าเหมาตกใจมาก เขาอ้าปากกว้าง แต่หลังจากได้สติก็เตะขาไปมาอย่างแรงแสดงความดีใจของตนออกมา


“หนักขนาดนี้ ดูท่าว่าต้าเหมาของเราจะกินจนกลายเป็นเจ้าอ้วนน้อยแล้วนะ” ฉินเหยาบีบเนื้อก้นที่นุ่มนิ่มของเด็กน้อยพลางหัวเราะฮ่าๆ


หลิวจี้แทบจะทนดูไม่ได้ ส่งเสียงจิ๊จ๊ะสองที แต่ก็อดที่จะยื่นมือไปบีบแก้มที่แดงระเรื่อของหลานชายไม่ได้


ต้าเหมานั้นไม่ชอบท่านอาสาม เขาโบกมือเล็กๆไปมาแสดงการต่อต้าน หากเขายังจะมาแกล้งอีก เจ้าตัวเล็กก็จะทำท่าจะร้องไห้แล้ว


คนในบ้านล้วนเป็นผู้หนุนหลังของเจ้าตัวเล็ก หลิวจี้ไม่กล้าแกล้งเขาจนร้องไห้จริงๆ จึงค่อยๆดึงมือกลับมาอย่างไม่พอใจ


ฉินเหยาพยักพเยิดไปทางห้องครัว “แขกกำลังช่วยงานอยู่ เจ้าเป็นเจ้าบ้านไม่ไปหรือ”


หลิวจี้นึกว่านางจะไม่นึกถึงเรื่องนี้แล้ว เขาถอนหายใจออกมาทันที พับแขนเสื้อแล้วเข้าไปช่วยงานในห้องครัว


ทว่าหากจะให้ทำงานอย่างว่าง่ายจริงๆ เขาก็ไม่ใช่เจ้าหลิวสามแล้ว


ทักษะการฉวยโอกาสในความวุ่นวายนั้นหลิวจี้ได้ฝึกฝนจนช่ำชองแล้ว


ถามทางนี้ที ห่วงใยทางนั้นหน่อย ดูแล้วเหมือนจะยุ่งมาก แต่ความจริงแล้วก็แค่ขยับปาก


ฉินเหยาอุ้มต้าเหมา ด้านหลังก็มีเด็กๆตามมาเป็นพรวน พวกเขาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเดินเข้ามาในห้องโถง


จินฮวาและซื่อเหนียงได้ลูกพลับมาจากพี่ชาย พอปอกเปลือกเสร็จแล้วก็แย่งกันมาป้อนให้นางกิน


ขนาด ความลึกล้วนเหมือนกันทุกประการ ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนต่างก็รู้สึกว่าลูกพลับของตนเองเป็นลูกที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด


โต๊ะอาหารถูกตั้งเรียบร้อยแล้ว


หลิวเหล่าฮั่นและนางจางนั่งผิงไฟอยู่ข้างในแล้ว คนที่ยุ่งง่วนอยู่ล้วนเป็นคนหนุ่มสาวอย่างหลิวไป่ หลิวจ้งและหลิวเฝย ผู้เฒ่าทั้งสองเพียงแค่มองดูลูกหลานเต็มบ้านก็มีความสุขแล้ว


ทว่าหลิวเหล่าฮั่นเป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ เมื่อเห็นว่าเสื้อกันฝนฟางที่แขวนอยู่บนผนังมีเสี้ยนโผล่ขึ้นมาสองสามเส้นก็หยิบลงมาซ่อมจนเสร็จในพริบตา ตอนนี้ก็มาจ้องที่ขาโต๊ะของบ้านฉินเหยาอีกแล้ว มักจะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเสมอกัน กำลังหาของทั่วทั้งห้องอยากจะเอามารองไว้


พื้นดินก็มีข้อเสียตรงนี้ เมื่อของหนักๆวางอยู่ที่เดิมนานๆ พื้นดินจะรับน้ำหนักอย่างต่อเนื่องแล้วยุบลงเล็กน้อย


“ปีหน้าหลังฤดูไถหว่าน หากมีเวลาว่างเจ้าก็ปูพื้นบ้านใหม่เสียเถิด” หลิวเหล่าฮั่นช่วยวางแผน


นี่หมายความว่าเขาจะลงมือเองแล้ว


ตอนนี้หลิวเหล่าฮั่นไม่ค่อยชินกับเรื่องที่บ้านจ้างคนงานชั่วคราวมาช่วยงานในไร่เลย เขารู้สึกเหมือนจู่ๆก็ไม่มีงานให้ทำ


สมัยก่อนทำงานในนาทั้งปี ออกเช้าเย็นกลับ ไม่เคยหยุดพัก ชีวิตลำบากมาก


เขามักจะจินตนาการอยู่เสมอว่าพอชีวิตดีขึ้นแล้ว ตนเองก็จะพักผ่อนสักหน่อย


ตอนนี้เป็นอย่างไร พอถึงช่วงทำนาที่กำลังยุ่ง เขาเพิ่งจะลงไปทำนาได้แค่ครู่เดียวก็ถูกพวกหลิวไป่ลากตัวออกมาเสียแล้ว บอกให้เขายกโอกาสรับจ้างหาเงินนี่ให้คนอื่นบ้าง


ทั้งยังบอกให้เขาดูแลรักษาสุขภาพ ต่อไปพยายามอย่าลงนาอีก


อายุขัยเฉลี่ยของคนแคว้นเซิ่งนั้นสั้นอยู่แล้ว คนอายุเท่าหลิวเหล่าฮั่น หากยังไม่รักษาสุขภาพอีก ป่วยขึ้นมาครั้งหนึ่งก็อาจจะจากไปได้ทุกเมื่อ


ทว่าหลิวเหล่าฮั่นนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจ ‘ความกตัญญู’ เหล่านี้ของลูกๆเลย เขารู้สึกเพียงว่าตนเองทำนาไม่ได้ ความสามารถในการทำนาที่ตนเองเชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวในชีวิตนี้ไม่สามารถแสดงออกมาได้ก็ให้รู้สึกอึดอัด


นางจางมองการณ์ไกลกว่าชายชรามาก ตอนนี้นางกังวลเพียงเรื่องการแต่งงานของหลิวเฝยเท่านั้น


อย่างไรเสีย ลูกสะใภ้ของเรือนเก่าตระกูลหลิวของนางไม่กี่คนนี้ก็ล้วนเก่งกาจกันทุกคน นางยินดีที่จะปล่อยให้พวกนางจัดการกันเอง


ส่วนนางเอง ขอแค่ดูแลสวนผักที่บ้าน เลี้ยงไหมทอผ้าแล้วก็ดูแลลูกหลานก็พอแล้ว


มีสุขก็เสวยสุขไปก่อน รอให้ชีวิตลำบากค่อยมาเหนื่อยก็ยังไม่สาย


ฉินเหยามองเห็นทัศนคติที่แตกต่างกันของสองผู้เฒ่าก็รู้ว่าหลิวเหล่าฮั่นต้องการพิสูจน์คุณค่าของตนเองจึงไม่ปฏิเสธข้อเสนอของเขา


“ได้สิเจ้าคะ เช่นนั้นถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนท่านพ่อช่วยดูแลแล้ว”


นางต้องบริหารโรงงานเครื่องเขียน หลิวจี้ก็ต้องท่องตำรา อาวั่งดูแลเด็กสี่คนและงานจิปาถะในบ้านก็น่าจะเหนื่อยมากแล้ว ต่อให้หลิวเหล่าฮั่นไม่พูด ถึงตอนนั้นฉินเหยาก็น่าจะต้องรบกวนพวกเขาอยู่ดี


เพราะที่บ้านไม่สามารถหาคนมาช่วยได้จริงๆ


“กับข้าวมาครบแล้ว ทุกคนรีบนั่งลงเตรียมกินข้าวเถิด!”


นางเหอตะโกนเสียงดัง ทุกคนในห้องก็รีบเข้าประจำที่ของตนเอง


เด็กๆยึดโต๊ะเล็ก ส่วนผู้ใหญ่ก็เบียดเสียดกันอยู่ที่โต๊ะใหญ่


อาวั่งและนางชิวเตรียมกับข้าวอร่อยๆไว้เต็มโต๊ะ ของหมักดองและเนื้อรมควันต่างๆที่ฉินเหยาซื้อกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลถูกทำเป็นกับข้าววางลงบนโต๊ะ กลิ่นหอมฟุ้ง


ประกอบกับผัดผักบ้านๆอีกสองสามอย่าง ทุกจานล้วนเต็มจนล้นชาม อิ่มท้องกันแน่นอน


ก็มีแต่บ้านฉินเหยานี่แหละที่กล้าใส่น้ำมันและเครื่องปรุงรสเช่นนี้ จินฮวาและจินเป่าสองคนที่บ้านไม่เคยได้กินกับข้าวที่ทั้งสีสันและรสชาติครบถ้วนเช่นนี้ เมื่อเห็นผู้ใหญ่เริ่มลงตะเกียบก็รีบคีบกับข้าวตรงหน้าเข้าปากทันที


ผักป่าที่ผัดจนมันเยิ้ม มีสีเขียวขจี สดใหม่น่ารับประทาน หอมอร่อยกว่าผักต้มน้ำเปล่าที่พวกเขากินกันที่บ้านเยอะเลย


จินเป่ากินผักป่าคำโตไปพลาง ในใจก็คิดอย่างน้อยใจว่า ท่านแม่มักจะพูดว่าเขาเลือกกินไม่ชอบกินผัก ไยไม่คิดบ้างเล่าว่าผักที่บ้านนั้นแห้งกรัง ไม่มีน้ำมันสักหยด กระทั่งเกลือครึ่งช้อนก็ไม่กล้าใส่แล้วมันจะรสชาติแย่เพียงไหน


เจ้าหนูน้อยแอบฮึดฮัดในใจ เปลี่ยนความเศร้าโศกเป็นความอยากอาหาร เขากินข้าวคำโต กับข้าวจานผักของบ้านอาสะใภ้สามหอมอร่อยที่สุดแล้ว!



จบตอน

Comments