ตอนที่ 391: มอบของขวัญปีใหม่
เมื่อทานอาหารเย็นมื้อใหญ่เสร็จ ทุกคนก็นวดท้องของตนเอง เอนกายลงบนเก้าอี้ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข
เด็กๆนั้นเหมือนจะเปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานที่ใช้อย่างไรก็ไม่หมด เพิ่งจะกินข้าวอิ่มก็วิ่งเล่นไปทั่วลานบ้านอย่างไม่กลัวความหนาวแล้ว
ต้าเหมาน้องชายคนเล็กสุดกลายเป็นเป้าหมายที่พี่ๆแย่งชิงกัน เดี๋ยวต้าหลางก็แบกต้าเหมาวิ่งไปสองสามรอบ เดี๋ยวก็ถูกจินเป่าจินฮวาแย่งไป จะทำเกี้ยวให้เขานั่ง
เมื่อเทียบกับพี่ๆแล้ว ซานหลางและซื่อเหนียงจะเงียบกว่ามาก ฝาแฝดมักจะจับคู่กันเอง ใช้ภาษารหัสที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองคุยกันอย่างออกรส
ในห้อง ผู้ใหญ่กำลังคุยเล่นกัน หลิวไป่และหลิวจ้งลองหยั่งเชิงถามฉินเหยาว่าตั้งใจจะให้ใครรับตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ต่อ ฉินเหยาเองก็ไม่ได้บอกว่าตนเองได้ทาบทามอวิ๋นเหนียงไว้แล้ว เพียงแต่บอกว่านางกำลังพิจารณาอยู่
ทว่าก็พูดอย่างชัดเจนว่า พี่น้องสามคนนี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการเลือกของนาง
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม้ว่าคนในเรือนเก่าจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก อย่างไรเสียพวกเขาก็เชื่อว่า หากมีผลประโยชน์ ฉินเหยาจะไม่ลืมพวกเขา
ในเมื่อนางมีตัวเลือกอื่นแล้ว พวกเขาแค่สนับสนุนคนที่นางเลือกก็พอแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น พี่น้องทั้งสามคนก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่า ตนเองอ่านหนังสือออกแค่ไม่กี่ตัว งานไม้ก็ไม่เชี่ยวชาญ ฉินเหยาไม่เลือกพวกเขา พี่น้องทั้งสามคนกลับรู้สึกโล่งใจเสียมากกว่า
มีเพียงหลิวจี้เท่านั้นที่มีความคิดเห็นมาก เขาพึมพำเสียงเบาว่า “เขาว่ากันว่าน้ำดีไม่ไหลออกนอกนา ตำแหน่งสำคัญอย่างผู้จัดการใหญ่ไม่เก็บไว้ให้คนในครอบครัว คนอื่นจะไว้ใจได้หรือ”
ฉินเหยาเหลือบตามองเขาอย่างเย็นชา เขาจึงค่อยหุบปากลง
อาหารย่อยไปพอสมควรแล้ว เมื่อเห็นว่าคนในเรือนเก่าเริ่มง่วงนอนเตรียมตัวจะกลับ ฉินเหยาก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องของตนเอง นำของขวัญที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมาทั้งหมด
ดวงตาของนางเหอสว่างวาบขึ้นมาทันที นางได้รับบาดเจ็บที่มือกำลังพักอยู่ แต่ก็รีบลุกขึ้นไปช่วยฉินเหยาทันที ช่วยนางถือของไปพลางแอบดูว่ามีอะไรบ้างไปพลาง
สำหรับการกระทำเช่นนี้ของพี่สะใภ้ใหญ่ นางชิวทำได้เพียงถอนหายใจอย่างจนใจ เรียกเด็กๆที่กำลังเล่นสนุกอยู่ในลานบ้านเข้ามา
“อุ่นมือเท้ากันหน่อย อีกเดี๋ยวจะกลับกันแล้ว” นางชิวจับจินฮวาที่อยากจะเข้าไปใกล้ฉินเหยาให้นั่งลงบนเก้าอี้แล้วยื่นมือไปสำรวจ โอ้สวรรค์ มือเล็กๆนั้นเย็นเหมือนกับน้ำแข็ง ทำให้นางชิวสั่นไปทั้งตัว
นางจึงส่งสายตาเตือนลูกสาว “ผิงไฟดีๆ”
จินฮวาร้องอ้อคำหนึ่งแล้วเอียงศีรษะทำหน้าทะเล้นใส่ต้าเหมา เจ้าตัวเล็กก็หัวเราะคิกคักพุ่งไปอยู่ข้างหลังพี่สาวแล้วกอดนางไว้ ดวงตามองไปที่โต๊ะใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าวของ
นางเหอนั้นมีสายตาแหลมคม นางเห็นดอกไม้ผ้าสวยงามที่อยู่ในกล่องมานานแล้ว คนทั้งคนแทบจะอดทนรอไม่ไหว
เมื่อฉินเหยาเห็นนางเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่าของขวัญชิ้นแรกย่อมถูกส่งไปให้นาง
ทันใดนั้นนางเหอก็ยิ้มจนแก้มปริ “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ~”
พอเปิดกล่องออกดูก็เป็นดอกไม้ผ้าสองดอกที่นางเพิ่งจะเหลือบเห็นแล้วนึกปรารถนาอยู่ดอกนั้น
ดอกไม้ผ้าช่อนี้ประกอบด้วยดอกไม้ดอกใหญ่หนึ่งดอก ดอกไม้ดอกเล็กหนึ่งดอก สีสันใกล้เคียงกัน ดอกหนึ่งเป็นสีแดงสด ส่วนอีกดอกเป็นสีส้มแดงที่อ่อนกว่าเล็กน้อย
นางเหอนั้นชื่นชอบสิ่งของสีสันสดใสเช่นนี้แหละ นางหยิบออกมาดูแล้วดูอีก รู้สึกรักเสียจนไม่อยากวาง
“น้องสะใภ้ เจ้าช่างใส่ใจจริงๆ!” นางเหอกล่าวกับฉินเหยาอย่างตื่นเต้น
ฉินเหยาพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยมอบของขวัญให้กับคนในเรือนเก่าตามลำดับอาวุโส โดยให้เด็กๆนำไปให้ท่านปู่ท่านย่า ท่านลุงและท่านป้าเอง
ของนางจางและนางชิวนั้นเป็นดอกไม้ผ้าเช่นกัน ของนางจางเป็นสีม่วง ส่วนของนางชิวเป็นสีน้ำเงิน ทั้งสองสีล้วนเข้ากับพวกนางมาก
สำหรับหลิวเหล่าฮั่นนั้นนางเตรียมรองเท้าหุ้มข้อหนังไว้ให้คู่หนึ่ง ขนาดพอดีมาก ผู้สูงอายุนั้นชอบใส่รองเท้าหลวมๆหน่อย เพราะทำงานในนามาตลอดปี หลังเท้าจึงผิดรูป ใส่รองเท้าให้หลวมหน่อยจะได้ไม่บีบรัดเกินไป
สามพี่น้องหลิวไป่ หลิวจ้ง และหลิวเฝยได้ชุดพู่กันและหมึกคนละชุด
ฉินเหยายิ้มกล่าว “ตัวอักษรก็ยังต้องเรียนรู้กันต่อไป ในอนาคตหากโรงงานขยายใหญ่ขึ้น ยังต้องรบกวนพวกท่านช่วยดูแล หากดูบัญชีไม่ออก อ่านหนังสือไม่ออกคงไม่ได้”
ฉินเหยาอ้าปากก็โยนขนมเปี๊ยะแผ่นใหญ่ออกไป “นี่ก็ถือเป็นกิจการที่เรือนเก่าตระกูลหลิวของพวกเราร่วมกันสร้างขึ้นมา ขาดพวกท่านคนใดคนหนึ่งไปก็เขียนเป็นตัวอักษรหลิวไม่ได้แล้ว!”
หลิวเหล่าฮั่นซาบซึ้งและประทับใจยิ่งนัก ในดวงตามีน้ำตาเอ่อคลอ เขามองฉินเหยาแล้วแอบขอบคุณบรรพบุรุษในใจที่คุ้มครอง ส่งสตรีที่ดีเช่นนี้มาให้ตระกูลหลิวของพวกเขา
หันศีรษะไป เห็นหลิวจี้กำลังเขี่ยเถ้าถ่านอย่างไม่แยแสก็.อดไม่ได้ที่จะยื่นมือยาวออกไป เขกลงหัวเขาไปหนึ่งที “เหยาเหนียงกำลังพูดอยู่ เจ้าก็ฟังหน่อยสิ แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน!”
หลิวจี้ถลึงตาใส่ด้วยความโกรธ บิดาผู้นี้ทำอะไรผิดอีกเล่า!
“เจ้ายังกล้าถลึงตาใส่ข้าอีกรึ” หลิวเหล่าฮั่นยกฝ่ามือขึ้น อยากจะตบเขาอีกสักฉาดใหญ่ๆ
หัวใจของหลิวจี้เต้นรัว เขารีบลุกขึ้นแล้วเผ่นไปทันที “ข้าจะไปอ่านตำรา!”
สู้ไม่ได้ก็หนีเสีย ไม่ได้หรือไร!
หลิวเหล่าฮั่นจึงค่อยดึงฝ่ามือกลับมาแล้วตะโกนเสียงดัง “อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย อ่านดีๆ อ่านเยอะๆเล่า!”
หลิวจี้กลอกตามองฟ้า ปิดประตูห้องดังปัง
ฉินเหยายักไหล่ มอบของขวัญให้จินเป่า จินฮวาและต้าเหมาต่อไป
หมวกหัวเสือหนึ่งใบให้จินเป่า
ผ้าพันคอขนกระต่ายหนึ่งผืนให้จินฮวา
ยังมีตุ๊กตาผ้ารูปแกะอีกคู่หนึ่งให้ต้าเหมาเป็นของเล่น
ในห้องโถงเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงหัวเราะดังขึ้นไม่ขาดสาย บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง
จนกระทั่งดึกสงัด คนจากเรือนเก่าจากไป ในลานบ้านจึงค่อยเงียบลง
พวกต้าหลางสี่พี่น้องหาวแล้วหาวอีก รีบล้างหน้าล้างเท้าแล้วกลับห้องไปนอน
วันนี้ฉินเหยาตื่นสาย ตอนนี้ยังไม่ง่วง หลังจากล้างหน้าล้างตาก็ถือกระถางไฟกลับเข้าห้อง กางสมุดบันทึกที่ทำเองออกมาแล้วเขียนขั้นตอนการประชุมสรุปผลงานสิ้นปี
รอจนกระทั่งง่วงนอนจึงค่อยวางพู่กันลง ปิดอ่างไฟที่ลุกโชนแล้วขึ้นเตียงนอน
วันต่อๆมาล้วนเป็นการเตรียมตัวเพื่อหยุดงานก่อนปีใหม่
บัญชีจากที่ต่างๆต้องชำระให้เรียบร้อย ฉินเหยาและเฉียนวั่งขับรถม้าตามหลิวจ้งไปยังโรงค้าวัตถุดิบหลายแห่งบริเวณรอบๆอำเภอเพื่อชำระเงินงวดสุดท้ายจนครบถ้วน
ระหว่างทางก็แวะที่ร้านแลกเงินในอำเภอ แลกเงินออกมา เพื่อความสะดวกในการจ่ายค่าจ้างให้คนงานในภายหลัง
ยุ่งวุ่นวายเช่นนี้จนถึงวันที่ยี่สิบสามเดือนสิบสอง งานจิปาถะทั้งหมดก็จัดการเรียบร้อยแล้ว รอเพียงพรุ่งนี้เช้าคนของไป๋ซั่นมาขนกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนชุดสุดท้ายของปีนี้ไปก็สามารถพักผ่อนได้แล้ว
ฉินเหยากำหนดเวลาประชุมสรุปผลงานสิ้นปีไว้ในช่วงบ่ายของวันที่ยี่สิบสี่ ตอนนั้นคนงานทั้งหมดจะมารวมตัวกันที่ลานว่างสำหรับใช้กองวัสดุ
เรื่องนี้ สำหรับชาวบ้านแล้วเป็นเรื่องแปลกใหม่
ชาวบ้านนอกโรงงานจำนวนไม่น้อยได้ยินข่าวก็มาดูความครึกครื้น
ฉินเหยาก็ไม่ได้ห้ามความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าชาวบ้าน เปิดประตูใหญ่ให้พวกเขาเข้ามาเลย
ทว่ากลอนของแต่ละแผนกการผลิตต้องลงกลอนให้แน่นหนาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น
มีคนมากมายขนาดนี้ก็ต้องมีคนคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ฉินเหยาจึงมอบหมายหน้าที่นี้ให้กับขบวนรถม้าของหลิวไป่และหลิวเฝยรับผิดชอบ
หลังจากนั้นก็คือการจัดสถานที่
เมื่อถึงวันที่ยี่สิบสี่เดือนสิบสอง ตอนเช้าหลังจากช่วยขบวนรถม้าของบ้านไป๋ซั่นขนสินค้าขึ้นรถเสร็จ ตอนเที่ยงหลังทุกคนกินอาหารกลางวันมื้อสุดท้ายที่โรงอาหารในปีนี้ ฉินเหยาก็เป็นผู้นำสั่งการให้คนงานยี่สิบคนที่ผู้จัดการแต่ละกลุ่มเลือกมาให้ช่วยกันจัดสถานที่ประชุม
ทุกคนต้องมีที่นั่ง หากเก้าอี้ไม่พอก็ใช้ฟ่อนฟางแทน
ฟ่อนฟางที่ชาวบ้านกองไว้เป็นมัดๆ ยังไม่ทันได้ซ้อนกันเป็นกองฟาง ทั้งหมดก็ถูกยืมมาปูไว้บนลานกว้าง กลายเป็นม้านั่งยาวซึ่งเรียงกันเป็นแถวๆ
ตอนที่ 392: นักรบผู้เก่งกาจที่สุด
ของขวัญปีใหม่ที่จะมอบให้คนงานนั้นก็ให้หลิวจ้งนำกลุ่ม ขนไปที่ลานกว้างล่วงหน้า จัดคนสิบคนไว้ พอคนงานเลิกประชุมก็ให้ต่อแถวรับกลับบ้านไปได้เลย
เพื่อของขวัญปีใหม่นี้ หลิวจ้งใช้ความคิดไปไม่รู้เท่าไหร่ ทุกวันก่อนนอนจะต้องพร่ำบ่นอยู่ครู่หนึ่ง
นางชิวฟังจนรำคาญจึงถูกบังคับให้เข้าร่วมในกระบวนการออกความคิดเห็นด้วย
สุดท้าย สองสามีภรรยาก็ร่วมกันกำหนดเนื้อหาของขวัญปีใหม่
แต่ละคนได้ข้าวสารสิบจิน น้ำมันพืชสองจิน เกลือเม็ดสองจิน รวมกันก็หนึ่งร้อยเหวินพอดี
เรื่องของขวัญปีใหม่นี้ ในหมู่คนงานไม่ถือว่าเป็นความลับอีกต่อไป เพราะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีของขวัญปีใหม่นี้ พวกเขาจึงดีใจล่วงหน้ามาหลายวันแล้ว
วันก่อนการประชุม ผู้จัดการแต่ละแผนกได้พูดเกริ่นไว้ วันนี้คนงานจึงนำภาชนะสำหรับใส่ของมาเอง
ส่วนบ้านที่ไม่มีถุงป่านก็นำตะกร้ามา ใส่ข้าวใส่เกลือ ส่วนน้ำมันก็เตรียมไหดินเผา กระบอกไม้ไผ่และภาชนะอื่นๆมา
อาจกล่าวได้ว่า เช้าวันนี้ทั้งเช้า คนงานไม่มีสมาธิทำงานเลย โดยพื้นฐานแล้วก็คือใช้เวลาไปกับความตื่นเต้น
ในที่สุดก็รอจนถึงเวลาเริ่มประชุม พวกเขาต่างก็รีบวิ่งไปยังลานกว้าง
ที่นั่งนั้นนั่งกันตามสบาย มีเพียงเก้าอี้ยาวแถวแรกที่เว้นไว้ให้เหล่าผู้จัดการ
ฉินเหยายังตั้งใจเชิญผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูลและหลิวต้าฝูซึ่งเป็นผู้มีฐานะในหมู่บ้านมาเป็นพิเศษ
คำเชิญนี้ เกินความคาดหมายของหลิวต้าฝูมาก
พูดตามตรง ตั้งแต่โรงงานถูกสร้างขึ้นมา คนในหมู่บ้านก็มักจะนำเขามาเปรียบเทียบกับฉินเหยาเสมอ พูดว่าใครเก่งกว่าใครอย่างนั้นอย่างนี้
เมื่อได้ยินการเปรียบเทียบเช่นนี้บ่อยๆ ในใจของหลิวต้าฝูก็รู้สึกไม่สบายใจนัก โดยไม่รู้ตัวก็แอบแข่งขันกับฉินเหยาอยู่ลับๆแล้ว
เช่น ตอนที่จัดหาที่อยู่ให้ผู้อพยพ เขาก็.อดไม่ได้ที่จะโผล่หน้าออกไปแย่งชิงชื่อเสียง
หรืออย่างเช่นเมื่อรู้ว่าบ้านของฉินเหยาขยายพื้นที่และยังซื้อที่ดินเพิ่ม เขาก็กัดฟันขยายลานบ้านของตนเองเพิ่มอีกหนึ่งหมู่ ทั้งยังซื้อที่ดินเพิ่มอีกห้าสิบหมู่
อย่างไรก็ตาม จะต้องเป็นที่หนึ่งของหมู่บ้านตระกูลหลิวในใจของชาวบ้านให้ได้
ชาวบ้านต่างก็รอดูละคร บางคนยังจงใจมายุแยงต่อหน้าเขา พูดว่าผู้จัดการใหญ่ฉินทำอย่างนั้นอย่างนี้อีกแล้ว ตำแหน่งที่หนึ่งของท่านเกรงว่าจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
เมื่อผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลค่อยๆเอนเอียงไปทางฉินเหยา ในใจของหลิวต้าฝูก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ
แต่วันนี้ ฉินเหยามาหาเขาถึงบ้านด้วยตนเอง นางยิ้มแย้มแล้วถามเขาว่า “ท่านลุงต้าฝู บ่ายนี้ว่างไหมเจ้าคะ ที่โรงงานของพวกเราจัดประชุมสิ้นปี อยากจะเชิญท่านไปช่วยสร้างบารมีให้ข้าหน่อย”
ในขณะนั้น หลิวต้าฝูมองดูรอยยิ้มที่ผ่อนคลายของนาง ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกท้อแท้ขึ้นมา ที่แท้ก็มีแค่เขาคนเดียวที่แอบแข่งขันอยู่ลับๆ นางไม่เคยคิดแย่งชิงตำแหน่งที่หนึ่งของหมู่บ้านนี้เลย!
ขณะนี้ หลิวต้าฝูที่นั่งแถวหน้าสุดของลานกว้างพร้อมตะกร้าใส่ถ่านไฟในมือ เหลือบมองไปที่หลิวฟาไฉที่ยืนอยู่นอกโรงงาน อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่เขาอย่างแรง
หากไม่ใช่เพราะเจ้าหนุ่มนี่มายุแยง เขาก็ไม่ต้องกัดฟันซื้อที่ดินเพิ่มทำให้ตอนนี้เงินสดในมือฝืดเคืองไม่พอใช้หรอก
เมื่อเห็นว่าคนงานเข้ามาในลานหมดแล้ว ผู้จัดการก็มากันครบแล้ว ฉินเหยาก็เดินขึ้นไปบนเวทีเล็กๆที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆด้วยโต๊ะและเก้าอี้
ลานกว้างที่เดิมทีเสียงดังจอแจ เมื่อนางยกมือขึ้นทำท่าให้เงียบก็เงียบเสียงลงอย่างรวดเร็ว
คนงานมาจากหมู่บ้านต่างๆไม่มีการศึกษา พื้นฐานโดยรวมไม่สูงนัก วันธรรมดาอยู่ในหมู่บ้านพูดจาไม่ด่าแม่ก็ถือว่ามีคุณธรรมแล้ว
ยังสามารถรักษาระเบียบวินัยได้เช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงบารมีของฉินเหยาในโรงงาน
คนงานหนุ่มสาวนั้นเมื่อเห็นนางสองตาก็เปล่งประกาย ในนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมถึงขั้นคลั่งไคล้
หลิวต้าฝูแอบคิดในใจว่า หากฉินเหยาให้พวกเขาไปฆ่าคนวางเพลิง เกรงว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวกลุ่มนี้คงจะพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่กะพริบตา
หลิวจี้อาศัยความเป็นอาจารย์ในชั้นเรียนสอนหนังสือของตนเองแทรกตัวไปอยู่แถวที่สองของลานกว้าง เมื่อได้ที่นั่งและเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่สง่างามบนเวที เขาก็ทำท่าทางเหมือนกับว่าตนเองได้รับเกียรตินั้นไปด้วย
ราวกับว่าแสงสว่างที่เป็นของนางนั้นก็มีส่วนของเขาอยู่ด้วย
ก็มีจริงๆนั่นแหละ ไม่มีบุรุษคนใดในหมู่บ้านที่ไม่อิจฉาริษยาเขาที่สามารถพึ่งพาเมียจนอยู่สุขสบายแบบนี้
หลิวเหล่าฮั่นยืนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านที่มุงดู เมื่อเหลือบเห็นท่าทางของเจ้าสามลูกชายตนที่พึ่งพาเมียอย่างหน้าไม่อาย อารมณ์ที่เดิมดีๆอยู่ก็มีทีท่าว่าจะถูกความโกรธเข้าครอบงำอีกครั้ง
นางจางที่แบกต้าเหมาอยู่ข้างหลังกระตุกแขนเสื้อของเขา ผู้เฒ่าจึงได้แต่ฮึดฮัดในใจ ไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมา
นางจางส่ายหน้าอย่างขบขัน พูดตามตรง เจ้าสามในตอนนี้ที่สามารถพึ่งพาเมียได้ก็ถือว่าเป็นโชคดี เป็นวาสนาของเขาแล้ว
ยังจะหวังให้เขาแข็งแกร่งขึ้นมา พยายามก้าวหน้าด้วยตนเอง นั่นช่างเป็นเรื่องที่ไม่กล้าคิดจริงๆ
ทว่าหากสอบได้ซิ่วไฉจริงๆ ก็ถือว่ายืนหยัดได้แล้วกระมัง
ขณะที่กำลังคิดอยู่ ฉินเหยาบนเวทีก็เอ่ยปากขึ้น นางจางรีบหยุดความคิดฟุ้งซ่านแล้วมองไปยังเวทีสูงด้วยความคาดหวัง
ก่อนอื่นฉินเหยาได้ประกาศเรื่องการถอนหุ้นของช่างไม้หลิว แจ้งให้คนงานทุกคนทราบอย่างเป็นทางการ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คนงานรู้ล่วงหน้าแล้วจึงไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากนัก
ประการที่สอง คือผู้ที่จะมาแทนตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของช่างไม้หลิว
อวิ๋นเหนียงที่นั่งอยู่ตรงมุมในแถวแรก หัวใจพลันเต้นระรัว
พ่อค้าหาบเร่หลิวยืนอยู่ข้างกายนาง มือจูงลูกชาย มองไปยังฉินเหยาบนเวทีที่กำลังจะประกาศรายชื่อผู้จัดการใหญ่ด้วยความตึงเครียด
“ในที่สุดหลังจากผ่านการลงคะแนนเสียงแบบไม่ระบุชื่อของเหล่าผู้จัดการใหญ่และข้าแล้ว ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดและจะมารับตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ต่อจากช่างไม้หลิวคือ…อดีตผู้จัดการหน่วยลงสี เฉียวอวิ๋น!”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น พ่อค้าหาบเร่หลิวและลูกชายก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
“คือท่านแม่ ท่านพ่อ คือท่านแม่ของข้า!” เด็กน้อยพูดอย่างตื่นเต้น
พ่อค้าหาบเร่หลิวเองก็พยักหน้าอย่างตื่นเต้นเช่นกัน “ใช่ ใช่ ใช่ คือท่านแม่ของเจ้า!”
อวิ๋นเหนียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขึ้นไปบนเวทีเพื่อกล่าวคำปราศรัย
ผลลัพธ์นางรู้ล่วงหน้าแล้ว คำปราศรัยก็เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ฉินเหยาช่วยตรวจสอบมันด้วยตนเอง เนื้อหาจึงได้รับการปรับแก้จนสมบูรณ์แบบแล้ว
คำปราศรัยหนึ่งท่อนที่กล่าวออกมา ทั้งมั่นคงไม่หยิ่งยโส เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง แสดงถึงความตั้งใจของตนเอง พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณคู่แข่งคนอื่นๆอย่างถ่อมตนด้วย
ทว่า เรื่องที่อวิ๋นเหนียงได้รับเลือกเป็นผู้จัดการใหญ่นั้นสร้างความตกตะลึงอย่างใหญ่หลวงให้แก่ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิว
เหตุผลไม่มีอื่นใด เพียงเพราะอวิ๋นเหนียงเป็นสตรี
ชาวบ้านไม่เคยได้ยินว่าสตรีก็สามารถเป็นผู้จัดการใหญ่ได้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงดังขึ้นไม่ขาดสาย
แม่สามีของอวิ๋นเหนียงฟังจนหน้าดำคล้ำ อยากจะเข้าไปโต้เถียงกับพวกเขา ให้พวกปากมากพวกนี้ได้ลิ้มรสพลังของการด่าทอแบบสาดเสียเทเสีย
ทว่าเมื่อนึกถึงคำกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอวิ๋นเหนียงเมื่อวานนี้ก็ได้แต่ฝืนทนไว้ หันหลังกลับบ้านไปอย่างฉุนเฉียว เมื่อตาไม่เห็นก็จะไม่หงุดหงิด
ความขัดแย้งย่อมต้องมี ฉินเหยาเคยพูดกับอวิ๋นเหนียงเอาไว้แล้ว
นางเองหลังจากที่ได้คิดหามาตรการรับมืออย่างจริงจังแล้วจึงได้ตัดสินใจรับคำท้านี้
ดังนั้น แม้ว่าเสียงไม่เห็นด้วยข้างหูจะมีมากมาย นางก็จะยืนหยัดต่อไป
ลูกชายของอวิ๋นเหนียงอาศัยความตัวเล็กของตนเอง มุดมายืนอยู่ตรงหน้าท่านแม่ นั่งยองๆลงที่ใต้เข่าของนาง มือเล็กๆจับมือใหญ่ของนางไว้ ในดวงตามีแต่เงาร่างของนาง
ในใจของเด็กน้อย ท่านแม่คือนักรบผู้เก่งกาจที่สุดในโลกนี้
อวิ๋นเหนียงจับมือเล็กๆของลูกชายกลับ นางจะต้องเป็นความภาคภูมิใจของเขาให้ได้!
อวิ๋นเหนียงเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้จัดการใหญ่ ตำแหน่งผู้จัดการหน่วยลงสีเดิมของนางจึงว่างลง ฉินเหยาก็ได้เลื่อนตำแหน่งคนงานเก่าในหน่วยลงสีคนหนึ่งขึ้นมาเติมเต็มตำแหน่งผู้จัดการที่ว่างลงนี้
คนผู้นั้นก็คือชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีซึ่งก็คือพี่สะใภ้โจวผู้ที่มีความปากจัดพอๆกับนางเหอ
พอนางลุกขึ้นยืนก็โบกไม้โบกมือให้ชาวบ้านและคนงานทั้งในและนอกลานกว้างอย่างมั่นใจและองอาจ ทันใดนั้นพวกปากมากที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เมื่อครู่ก็หุบปากลงทันที
สู้ไม่ได้ สู้ไม่ได้
พี่สะใภ้โจวเท้าสะเอว เบ้ปากแล้วแค่นเสียงเย็นชา “พวกขี้ขลาดตาขาว!”
เยาะเย้ยอย่างเต็มที่
ตอนที่ 393: ครอบครัวเดียวกันก็ต้องพร้อมหน้าพร้อมตา
หลังจากชี้แจงเรื่องการโยกย้ายบุคลากรในโรงงานแล้ว ฉินเหยาก็กล่าวชมเชยผู้จัดการแต่ละคน รวมถึงคนงานที่มีผลงานยอดเยี่ยมในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ก่อตั้งโรงงานเครื่องเขียน
คำชมเชยของนางเรียบง่ายและตรงไปตรงมา เข้าถึงใจคน ทำดีก็ได้เงิน!
เหล่าผู้จัดการและคนงานดีเด่นต่างเข้าแถวมาที่หน้าเวทีด้วยความตื่นเต้น ฉินเหยาสั่งให้คนยกกล่องเงินที่จุเหรียญทองแดงที่แลกไว้แล้วขึ้นมาบนเวที
กล่องเงินทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาดใหญ่เท่าถังน้ำ ด้านบนเว้นช่องกลมไว้พอให้แขนผู้ใหญ่สอดเข้าไปได้
ฉินเหยาวางกล่องที่หนักอึ้งลงบนเวที โบกมืออย่างใจกว้าง “มา จับเองคนละหนึ่งกำมือ จับได้เท่าไหร่ก็เอาไปเท่านั้น!”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างก็ตาร้อน วันนี้ช่างเป็นการเปิดหูเปิดตาจริงๆ ก่อนอื่นก็มีผู้จัดการหญิงสองคน ต่อมาก็เล่นจับเงิน ช่างใจกว้างนัก นางไม่ห่วงชีวิตตัวเองเลยหรือไร!
“หลิวจี้”
บนเวทีสูงพลันมีเสียงเรียกดังขึ้น หลิวจี้ที่กำลังก้มหน้าอิจฉาจนต้องดึงฟางเล่นเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง อะไรรึ
ฉินเหยากวักมือเรียก “ปีนี้ชั้นเรียนสอนหนังสือเป็นไปอย่างราบรื่นภายใต้การนำของเจ้า คนงานมีการพัฒนาที่ดี เจ้ามีผลงานดีมาก หวังว่าปีหน้าเจ้าจะพยายามต่อไป ยกระดับความรู้ทางวัฒนธรรมของโรงงานเครื่องเขียนของเราให้สูงขึ้นไปอีกขั้น!”
ฉินเหยาชี้ไปที่กล่องเงินตรงหน้า “เชิญขึ้นมารับรางวัลของเจ้า”
ดวงตาของหลิวจี้ค่อยๆสว่างขึ้น เขาไม่อยากจะเชื่อ หลังยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าอย่างจริงจังก็ยกมือขึ้นตบหน้าคนข้างๆเบาๆ “เจ็บไหม นี่ใช่เรื่องจริงหรือไม่ ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่ ข้าถูกผู้จัดการใหญ่ชมเชย?”
คนที่ถูกตบหน้าคือหลิวฉี เด็กหนุ่มทั้งงงทั้งโกรธ หันหน้าไปดู เมื่อเห็นว่าเป็นอาสามของตน อย่างไรเสียก็เป็นผู้ใหญ่จึงค่อยฝืนใจพยักหน้า “เจ็บ!”
“แต่ว่า อาสามท่านตีข้าทำไม” หลิวฉีถามอย่างน้อยใจ
หลิวจี้เองก็รู้สึกอายเช่นกัน ค่อยๆลูบใบหน้าของหลานชายเพื่อปลอบใจ “เอาล่ะ เอาล่ะ อาสามตีเจ้าเพราะชอบเจ้า เดี๋ยวจะเล่าตอนจบของนางคณิกากับคนขายน้ำมันให้เจ้าฟัง มีแค่ฉบับนี้เท่านั้น คนอื่นอาสามไม่บอกพวกเขาหรอก”
หลังจากปลอบใจหนุ่มน้อยผู้น่าสงสารแล้ว หลิวจี้ก็ปัดเสื้อผ้าอย่างจริงจัง ฝืนกดความดีใจไว้แล้วเดินช้าๆไปที่หน้าเวที เงยหน้าส่งยิ้มให้ฉินเหยาจนเห็นฟันขาว “เช่นนั้นข้าจับแล้วนะ?”
ฉินเหยาขานรับพลางพยักหน้า
หลิวจี้ยังคงไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีเรื่องดีๆเช่นนี้ด้วย เขาคิดอยู่เสมอว่าสตรีใจร้ายมีอคติต่อเขาคนเดียว ดังนั้นจึงคอยหาเรื่องอยู่เสมอ
ดังนั้นความยุติธรรมในวันนี้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่านางกำลังแกล้งเขาอีกหรือไม่
ดังนั้น มือที่ยื่นไปถึงปากหีบไม้แล้วพลันหดกลับมาอีกครั้ง เขามองไปที่ดวงตาของนางแล้วถามย้ำอีกครั้ง “ข้าจับจริงๆแล้วนะ?”
คิ้วของฉินเหยาขมวดเข้าหากัน “อืม” เสียงไม่พอใจดังออกมาจากจมูก
หัวใจของหลิวจี้พลันลิงโลดขึ้นมา ดูท่าว่าจะเป็นเรื่องจริง เขายื่นมือเข้าไป
“จับได้เท่าไหร่ก็เป็นของข้าหมดเลยนะ จะไม่ถูกยึดเข้ากองกลางใช่หรือไม่” หลิวจี้ถามอย่างระมัดระวังอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้นางแสร้งทำเป็นยุติธรรมต่อหน้าคนอื่น
ความอดทนของฉินเหยานั้นมีจำกัดมาโดยตลอด เมื่อถูกหลิวจี้สงสัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางก็ไม่พอใจอย่างยิ่งจึงอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา “เจ้าจะเอาหรือไม่เอา ไม่เอาก็ไสหัวไป!”
หลิวจี้ถอนหายใจยาวออกมา แบบนี้สิถึงจะใช่
รีบจับเหรียญทองแดงกำใหญ่ไว้แล้วดึงมือออกมา ถอยหลังไปสามเมตร
กางชายเสื้อออกวางเหรียญทองแดงในมือลง เสียง “กริ๊งๆ” ที่แสนไพเราะก็ดังขึ้น คาดว่าน่าจะมีมากกว่าสองร้อยเหวิน มุมปากของหลิวจี้แยกกว้างจนเกือบไปถึงใบหูอย่างควบคุมไม่ได้ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะยาวๆถึงสามครั้ง มีความสุขเหลือเกิน~
มุมปากของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย ไม่อยากเห็นบุรุษที่ทำให้ตนเองขายหน้าผู้นี้อีกจึงหันหน้าไป เป็นการบอกให้หลิวจ้งเตรียมเลิกประชุมแจกของขวัญปีใหม่
ในสายตาของเหล่าคนงาน การประชุมสรุปผลงานสิ้นปีครั้งนี้ก็คือการชมเชย แจกรางวัล แจกเงิน ตลอดงานไม่มีการกล่าวสุนทรพจน์ที่ยืดยาวของผู้จัดการใหญ่ ดังนั้นทุกคนจึงจมอยู่ในความสุขของการเก็บเกี่ยวนี้
บรรยากาศในโรงงานดีมาก ชาวบ้านนอกโรงงานมองดูแล้วก็ตาร้อน
บ้านที่มีคนทำงานในโรงงานเครื่องเขียนนั้นยังดี อย่างน้อยก็ยังได้ส่วนแบ่งของขวัญปีใหม่ที่คนในบ้านนำกลับมา
หากทั้งบ้านไม่มีใครทำงานในโรงงานเครื่องเขียนเลยก็จะรู้สึกอิจฉาจนแทบทนไม่ไหว ปากก็พร่ำบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า “หากรู้ว่ามีผลประโยชน์มากมายเพียงนี้ก็คงสมัครไปตั้งแต่แรกแล้ว”
ทว่าโอกาสนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้ตำแหน่งคนงานในโรงงานเครื่องเขียนนั้นเป็นที่ต้องการอย่างมาก การแข่งขันจึงดุเดือดตาม ไม่รู้ว่าจะว่างลงเมื่อใด
“เลิกประชุม!”
เมื่อฉินเหยาประกาศเสียงดัง การประชุมสรุปผลงานสิ้นปีครั้งแรกของโรงงานเครื่องเขียนก็สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลก็ได้รับของขวัญปีใหม่คนละชุด ผู้เฒ่าทั้งสองคนกำชับฉินเหยาอย่างอบอุ่นให้ไปทานข้าวที่บ้านก่อนปีใหม่ พอฉินเหยารับปากแล้วจึงค่อยถือของขวัญปีใหม่จากไปอย่างมีความสุข
หลิวต้าฝูเองก็ได้รับมาชุดหนึ่ง เป็นข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และเกลือ ของเหล่านี้สำหรับเขาแล้วไม่ถือว่าเป็นของมีค่าอะไร ที่สำคัญคือการมีส่วนร่วม มีของถืออยู่ในมือก็จะได้รับสายตาอิจฉามากมายในทันที
“พรุ่งนี้บ้านข้าฆ่าหมู พาลูกๆมากินข้าวฉลองเชือดหมูที่บ้านนะ” ก่อนไป หลิวต้าฝูเดินมาหยุดตรงหน้าฉินเหยาที่กำลังยุ่ง ยิ้มแล้วเอ่ยกำชับ
ฉินเหยาพยักหน้ารับปาก “ได้เจ้าค่ะ ต้องไปแน่นอน”
หลิวต้าฝูพยักหน้า จากนั้นจึงค่อยเรียกหลานๆที่รออยู่นอกโรงงานกลับบ้านไปอย่างมีความสุข
คนงานทยอยออกจากโรงงาน ผู้จัดการใหญ่แต่ละกลุ่มก็มารวมตัวกันตรงหน้าฉินเหยา ฉินเหยาได้จัดเวรยามในช่วงวันหยุดปีใหม่ให้พวกเขาเป็นสองคนต่อหนึ่งกลุ่ม หนึ่งกลุ่มดูแลหนึ่งวัน ส่วนจะเข้าเวรกลางวันหรือว่าเวรกลางคืนก็ให้สมาชิกในกลุ่มไปตกลงกันเอง
สรุปคือ แม้จะเป็นวันหยุด ความปลอดภัยของทรัพย์สินในโรงงาน การให้อาหารม้าก็ต้องใส่ใจอยู่เสมอ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เหล่าผู้จัดการก็แยกย้ายกันไป เฉียนวั่งก็เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ก้าวเดินกลับบ้านด้วยความคาดหวัง
จนถึงตอนนี้ พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่เล่นอยู่นอกโรงงานมาตลอดจึงค่อยวิ่งมาหาท่านพ่อท่านแม่
“ไปซนที่ไหนมาหืม” หลิวจี้ดึงฟางออกจากศีรษะของซื่อเหนียง ชี้ไปที่โคลนสีเหลืองที่เปื้อนชายเสื้อของนางพลางถามอย่างไม่สบอารมณ์
ซื่อเหนียงหลบไปอยู่ข้างหลังฉินเหยาอย่างรู้สึกผิด พูดเสียงอู้อี้ว่า “เมื่อครู่ไปจับแมลงในร่องน้ำเลยไม่ทันระวัง”
หลิวจี้พลันพูดไม่ออก เขากำชับไปกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปเล่นในที่ที่มีโคลนมีน้ำ กลายเป็นว่าไม่ฟังกันเลยสักนิด
“ได้เลย เช่นนั้นเสื้อตัวนี้เจ้าก็ซักเองนะ” หลิวจี้พูดอย่างมีเหตุผล
คนที่ไม่เคยซักเสื้อผ้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาต้องลำบากแค่ไหนเพื่อที่จะล้างให้โคลนแค่นี้สะอาด
ซื่อเหนียงแข็งกร้าวขึ้นมา “ซักเองก็ซักเองสิ” นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่อย
ฉินเหยายกมือขึ้นเป็นเชิงบอกให้พวกเขาอย่าทะเลาะกัน นำลูกๆและหลิวจี้เก็บกวาดสถานที่ให้สะอาด
ครอบครัวทั้งหกคนกลับมาที่โรงงาน ตรวจสอบประตูหน้าต่าง ดับไฟทั้งหมด เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาดไปก็ลงกลอนประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียน
พอคนงานจากไป ทั้งหมู่บ้านก็รู้สึกเหมือนเงียบลง ได้ยินเสียงนกจากในภูเขาร้อง
สลับกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าที่คลุมเครืออยู่บ้าง
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองไปทางภูเขาทางเหนือ บนยอดเขาปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ต้นไม้ที่แข็งแกร่งเหล่านั้น ใบไม้บนต้นยังไม่ร่วงหมด สีเหลืองเหี่ยวเฉาตัดกับหิมะสีขาวกลายเป็นภาพทิวทัศน์ที่อ้างว้างในฤดูเหมันต์
มองภูเขาไกลๆนานๆก็จะเกิดความรู้สึกเหงา ฉินเหยาละสายตากลับมามองไปยังห้าพ่อลูกที่กำลังเล่นสนุกอยู่ตรงหน้า
หลิวจี้อวดเงินสองร้อยแปดเหวินที่เขาจับมาได้ เมื่อเห็นสายตาอิจฉาของลูกๆ ความทะนงตนก็ได้รับความพึงพอใจอย่างใหญ่หลวงจึงแจกเงินให้เด็กๆคนละหนึ่งเหรียญพลางรู้สึกว่าตนเองช่างใจกว้างนัก
ยังไม่ลืมที่จะวางสองเหรียญไว้ในฝ่ามือของฉินเหยาด้วย
ครอบครัวเดียวกันก็ต้องพร้อมหน้าพร้อมตา!
เอ้อร์หลางรู้สึกว่าตนเองถูกดูถูก “ท่านพ่อ ท่านงกตายไปเลยเถิด!”
ตอนที่ 394: ข้าวฉลองเชือดหมู
โรงงานหยุดทำการ วันหยุดปีใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น แต่ฉินเหยากลับยังไม่อาจนอนขดตัวอยู่ที่บ้าน ได้หยุดพักตามที่ตั้งใจไว้
วันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสองนั้นเป็นวันที่ดีสำหรับการเชือดหมูปีใหม่
บ้านของหลิวต้าฝูเป็นผู้นำ จะเชือดหมูสองตัว
หนึ่งในนั้นใช้สำหรับเชิญคนทั้งหมู่บ้านมากินข้าวฉลองเชือดหมูโดยเฉพาะ
ฟ้าเพิ่งจะสาง บุรุษในบ้านของหลิวต้าฝูก็มาเรียกคนในหมู่บ้าน ทุกครัวเรือนตราบใดที่ว่างอยู่ ก็ให้ไปช่วยกันทั้งหมด
ฉินเหยาได้ยินเสียงร้องโหยหวนของการเชือดหมูดังมาจากในหมู่บ้านแต่เช้าตรู่ก็พลิกตัวแล้วนอนต่อ
จนกระทั่งตอนเที่ยง หลานชายของบ้านหลิวต้าฝูก็วิ่งมาตะโกนเรียกเสียงดังว่า “ท่านป้าสาม ไปกินข้าวฉลองเชือดหมูที่บ้านข้าขอรับ!”
ฉินเหยาจึงค่อยบิดขี้เกียจ แต่งตัวล้างหน้าให้สะอาดสะอ้านในสองนาทีแล้วลงกลอนประตูใหญ่ ตามเด็กน้อยที่ร่าเริงไปยังบ้านของเขาเพื่อกินข้าวฉลองเชือดหมูแสนหอมกรุ่น
หลิวจี้และอาวั่งพาเด็กๆเข้าเมืองไปตั้งแต่เช้าตรู่
เอ้อร์หลางปลุกคนทั้งบ้านให้ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง กลัวว่าจะไปสายแล้วจะแย่งแผงลอยดีๆสำหรับขายกังหันลมไม่ได้
ช่วงปลายปีสองสามวันนี้ตรงกับวันเปิดตลาดนัดพอดี เป็นวันที่ดีที่ชาวบ้านจากที่ต่างๆ จะเข้ามาซื้อของฉลองปีใหม่ในเมือง
มีเพียงการอาศัยช่วงเวลาที่คึกคักนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถขึ้นราคาสินค้าที่จะขายได้สักหนึ่งถึงสองเหวิน หาเงินเพิ่มได้อีกหน่อย
พอเข้าเมือง พวกเอ้อร์หลางสี่พี่น้องก็ลากหลิวจี้ไปหาแผงลอยขายของ
ส่วนอาวั่งรับผิดชอบหน้าที่จัดซื้อ จ่ายเงินเพิ่มไปหลายเหวินแล้วขับรถตรงไปยังโรงฆ่าสัตว์ ซื้อเนื้อหมูมาครึ่งซีกก่อน
พอพ้นวันส่งท้ายปีเก่า ก่อนวันที่สิบห้าเดือนแรก ตลาดก็จะไม่เปิดแล้ว ดังนั้นต้องตุนเนื้อสดๆไว้เยอะๆ
แต่ถึงจะมีเนื้อหมูครึ่งซีกนี้แล้ว อาวั่งก็ยังคงกังวลว่าจะไม่พอให้หลายปากท้องในบ้านกิน
โชคดีที่บนถนนยังมีคนนำเนื้อหมูรมควันและไส้กรอกที่เก็บไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วและไม่กล้ากินนำออกมาขาย ราคาถูกและคุ้มค่ามาก เขาจึงซื้อมาทั้งหมด เมื่อคำนวณดูแล้ว เนื้อน่าจะเพียงพอแล้ว ถึงได้วางใจ
ของฉลองปีใหม่ที่เหลือ โดยพื้นฐานแล้วก็คือที่บ้านขาดอะไรก็ซื้อเพิ่ม ของชิ้นใหญ่ๆสองสามีภรรยาฉินเหยาได้ซื้อเตรียมไว้แล้วจากเมืองหลวงของมณฑลก่อนหน้านี้แล้ว
ของเล่นแปลกๆในช่วงปลายปีเช่นนี้เป็นที่นิยมอย่างมากจริงๆ
ใครก็ตามที่พาลูกมาด้วยและมีเงินในมือพอสมควร โดยพื้นฐานแล้วย่อมทนลูกรบเร้าไม่ไหว ไม่นานก็จะยอมควักเงิน
หลิวจี้นำกลุ่มซานหลางและซื่อเหนียงเรียกลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง ต้าหลางและเอ้อร์หลางคนหนึ่งส่งของ คนหนึ่งรับเงิน
ห้าพ่อลูกร่วมมือกันอย่างรู้ใจ ในไม่ช้ากังหันลมที่เอ้อร์หลางนำมาก็ขายหมดเกลี้ยง
อาวั่งรอไม่นานก็เห็นห้าพ่อลูกเก็บแผงลอย เดินยิ้มมาทางตนเองอย่างอารมณ์ดี
เพื่อที่จะบรรทุกของได้มากขึ้น วันนี้จึงขับเกวียนวัว บนแคร่ของเกวียนจึงเต็มไปด้วยสินค้า เหลือที่ว่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซานหลางและซื่อเหนียงขึ้นไปนั่งยองๆ เอ้อร์หลางพอจะนั่งบนคานลากรถได้ ที่เหลือหลิวจี้และต้าหลางต้องเดินเอา
แต่สำหรับหลิวจี้แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องยาก
เขาโบกมือเอ่ย “อาวั่ง เจ้าลงมา วันนี้นายท่านผู้นี้จะขับรถเอง”
อาวั่งร้องอ้อคำหนึ่งแล้วกระโดดลงมาจากรถ ยื่นแส้ในมือไปให้หลิวจี้แล้วอุ้มซื่อเหนียงลงมาจากรถ ท่ามกลางเสียงร้องอย่างประหลาดใจของเด็กหญิงตัวน้อย เขาก็ยกนางขึ้นขี่คอของตนเอง
“ต้าหลาง เจ้าขึ้นรถไป” อาวั่งชี้ไปที่ตำแหน่งที่ว่างลง เป็นการบอกให้ต้าหลางขึ้นไป
ต้าหลางมองซื่อเหนียงที่นั่งอยู่บนบ่าของอาวั่งแวบหนึ่ง มุมมองของผู้ใหญ่ที่สูงโปร่งนั้นแตกต่างจากมุมมองที่นางเคยเห็นในอดีตโดยสิ้นเชิง นางสามารถมองเห็นผู้คนและแผงลอยบนถนนได้จนสุดสายตา เด็กหญิงตัวน้อยดีใจจนนัยน์ตากลิ้งกลอกไปมาไม่หยุด
ต้าหลางยิ้มๆ ปีนขึ้นเกวียนวัวไปอย่างคล่องแคล่ว นั่งชิดติดกับซานหลาง
หลิวจี้กล่าวติดต่อกันสองครั้งว่า “เช่นนี้ดีนัก เช่นนี้ดีนัก!”
สะบัดแส้แล้วก็ขับรถนำไปก่อน
อาวั่งแบกซื่อเหนียงตามไปข้างหลัง ความเร็วก็ไม่ช้าเลย
ระหว่างทาง เมื่อซื่อเหนียงอยากจะเด็ดแท่งน้ำแข็งบนกิ่งไม้เหนือศีรษะ อาวั่งก็จะกระโดดขึ้นเบาๆ พานาง ‘บิน’ ขึ้นไปกลางอากาศ
มือเล็กๆของซื่อเหนียงเพียงยื่นออกไปก็สามารถคว้าแท่งน้ำแข็งลงมาได้อย่างราบรื่นโดยแทบไม่ต้องใช้แรงใด นางหัวเราะฮ่าๆอย่างมีความสุข
หลิวจี้ขับรถไปพลางเอ่ยหยอกล้อนางเป็นระยะระยะสองสามประโยค บอกให้ลูกสาวเด็ดให้ตนเองบ้าง
ตอนเช้าชาวบ้านมาช่วยบ้านหลิวต้าฝูเชือดหมูสองตัว ตอนเที่ยงพักผ่อนก่อนครู่หนึ่ง ตอนบ่ายก็จะไปเชือดหมูอีกสองตัวที่ชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมกันซื้อมาต่อ
เมื่อเชือดหมูเสร็จ แต่ละบ้านก็นำส่วนของตนเองกลับบ้านไป ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาเพื่อเชิญฉินเหยาไปทานข้าวที่บ้าน
เมื่อไม่อาจปฏิเสธน้ำใจได้ ฉินเหยาจึงกินไปอีกมื้อหนึ่ง
กินจนดึก หลิวจี้ถึงให้ต้าหลางและเอ้อร์หลางมาตาม ถึงเรียกนางกลับบ้านได้
ฉินเหยาเข้าบ้านมา ทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นสุรา หลิวจี้บ่นอย่างน้อยใจ “ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังไม่กลับบ้าน รู้อย่างนี้ปล่อยให้เจ้าเมาตายอยู่ข้างนอกเสียก็ดี!”
ฉินเหยาดื่มสุราไปไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้เมา
เพียงแต่คนทั้งคนดูเกียจคร้าน เข้าประตูมาก็เอนกายลงบนเก้าอี้ในห้องโถง สองตาจับจ้องไปที่จุดๆหนึ่ง ดูเลื่อนลอยเล็กน้อย
คำบ่นของหลิวจี้นางฟังไม่เข้าหูเลย
ซานหลางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหน้าท่านแม่ด้วยความใคร่รู้แล้วยกมือเล็กๆขึ้นโบกไปมาตรงหน้านาง
ลูกตาของฉินเหยาขยับตามมือเล็กๆที่อยู่ตรงหน้า สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของซานหลาง ยิ้มถามอย่างเกียจคร้านว่า “มีอะไรหืม?”
ซานหลางหัวเราะแหะๆด้วยความเขินอาย “ข้านึกว่าท่านแม่เมา”
ฉินเหยายื่นมือไปลูบผมที่ยุ่งเหยิงของเด็กน้อยแล้วพูดอย่างมั่นใจว่า “สุราไหเดียวเท่านั้น ไม่ทำให้แม่เมาหรอกนะ”
“วันนี้กังหันลมขายออกไปหรือยัง”
เมื่อพูดถึงกังหันลม ดวงตาของซานหลางก็สว่างขึ้น เขาพยักหน้าอย่างแรง “อื้ม อื้ม ขายดีมากเลยขอรับ ครู่เดียวก็ขายหมดแล้ว พี่รองยังแบ่งเงินให้พวกเราคนละห้าเหวินด้วย”
กังหันลมหนึ่งอันเอ้อร์หลางขายสิบห้าเหวิน บางคนต่อราคา ซื้อสองอันก็ลดให้หน่อย ดังนั้นกังหันลมยี่สิบห้าอันจึงขายได้ทั้งหมดสามร้อยหกสิบหกเหวิน
หักต้นทุนสองร้อยเหวิน ยังเหลือหนึ่งร้อยหกสิบหกเหวิน
เขาใจกว้างแบ่งให้พี่ใหญ่ น้องสาม และน้องสี่คนละห้าเหวินจึงเหลืออีกหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ดเหวิน
ไม่สิ เพื่อลบล้างความอัปยศที่ถูกหลิวจี้ไล่ไปเมื่อวานนี้ด้วยเงินเพียงหนึ่งเหวิน เอ้อร์หลางจึงยัดเงินหนึ่งเหวินที่เป็นเศษนี้ใส่กระเป๋าของหลิวจี้อย่างใจกว้าง
สี่พี่น้องมีเงินค่าขนมเดือนละห้าสิบเหวิน เอ้อร์หลางสามารถหาเงินค่าขนมสามเดือนได้ในพริบตา ทำเอาซานหลางและซื่อเหนียงอิจฉาตาร้อน
ฝาแฝดยังขอให้พี่รองพาพวกเขาไปหาเงินในครั้งหน้าด้วย พวกเขาจะได้หาเงินด้วยกัน
ฉินเหยานึกถึงเงินหนึ่งเหวินของหลิวจี้เมื่อวานนี้แล้วมองดูซานหลางที่ควักเหรียญเงินห้าเหรียญออกมาอย่างหวงแหนแล้วยื่นมาตรงหน้านางก็ถอนหายใจ “พี่รองของเจ้าใจกว้างกว่าท่านพ่อของเจ้าเยอะเลย”
ซานหลางพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอย่างยิ่ง ทว่าเงินหนึ่งเหวินเขาก็ไม่รังเกียจ เขาหย่อนเหรียญใส่ลงในถุงเงินเล็กๆทีละอันแล้วเขย่าเบาๆ เสียงกรุ๊งกริ๊งทำให้เขาอารมณ์ดี
“น้าเหยา!”
ต้าหลางและอาวั่งเดินเข้ามา หลิวจี้อยู่ในห้องครัวกำลังต้มชาเตรียมให้ฉินเหยาดื่มแก้เมาพลางบ่นนั่นนี่ไปด้วย
ส่วนความจริงที่ว่าฉินเหยาไม่ได้เมาเลยนั้นได้ถูกเพิกเฉยไปโดยสิ้นเชิง
ฉินเหยาก็ขี้เกียจจะไปสนใจว่าเขาเป็นบ้าอะไรขึ้นมา อย่างไรเสียคนผู้นี้ทุกเดือนก็ต้องมีอาการซาบซึ้งกับตัวเองแบบนี้อยู่สองสามครั้ง นางเองคุ้นเคยมานานแล้ว
ตอนที่ 395: การตบหน้ามาถึงเร็วเพียงนี้
เมื่อได้ยินอาวั่งและต้าหลางบอกว่าพรุ่งนี้อยากจะขึ้นเขา ฉินเหยาที่กำลังนั่งอย่างเกียจคร้านก็ยืดกายตรงขึ้นมาทันที “จะขึ้นเขาตอนี้น่ะหรือ”
บนภูเขาปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน อันตรายที่ซ่อนอยู่ใต้หิมะขาวนั้นมีอยู่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ หากไม่ระวังเพียงนิดเดียว ตกลงไปในหลุมอะไรสักอย่าง คงจะแย่ไม่ใช่น้อย
ต้าหลางมองอาวั่งอย่างคาดหวังพลางกล่าวอย่างตื่นเต้นยากจะปิดบัง
“น้าเหยา ท่านอาอาวั่งบอกว่าพวกเราจะเดินเล่นอยู่แค่รอบนอก จะไม่เข้าไปส่วนลึกเด็ดขาด หาได้ยากนักที่สองวันนี้หิมะไม่ตกจึงอยากพาข้าไปฝึกฝนภาคสนามเสียหน่อย”
“เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในลานฝึกนั้นไม่เกิดผลหรอกนะขอรับ” ต้าหลางเอ่ยเสริมอย่างจริงจัง
อาวั่งเองก็เอ่ยอย่างมั่นใจ “ฮูหยินวางใจเถิด มีข้าอยู่ ต้าหลางไม่เป็นอะไรแน่ขอรับ”
กลัวว่าฉินเหยาจะไม่เชื่อ เขาเลยเปิดเผยว่าเมื่อก่อนตนเคยฝึกฝนท่ามกลางฝูงสัตว์ป่ามาก่อน
ดังนั้นแค่ภูเขาทางเหนือเล็กๆลูกเดียว ไม่นับว่าเป็นอะไร
การฝึกฝนที่ว่านั้น เนื่องจากมีต้าหลางและซานหลางอยู่ด้วยจึงไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน แต่ฉินเหยาฟังออกว่าน่าจะหมายถึงการฝึกฝนราวกับไม่ใช่มนุษย์ในค่ายนักฆ่าเดนตาย
เมื่อมองดูสีหน้าคาดหวังของต้าหลางอีกครั้ง คิดว่าอย่างไรเสียก็แค่เดินเล่นอยู่รอบนอก สัตว์ป่าดุร้ายที่ออกล่าเหยื่อนั้นล้วนอยู่ในส่วนลึกนางจึงพยักหน้า
ฉินเหยาถาม “เตรียมจะไปนานเท่าไหร่”
อาวั่งตอบว่า “สามวันขอรับ”
ต้าหลางเองก็รับปากอย่างตื่นเต้น “น้าเหยา ท่านวางใจเถิด ท่านอาอาวั่งพูดอะไรข้าจะเชื่อฟังเขาทุกอย่าง จะไม่ผลีผลามเดินไปไหนมาไหนเองเด็ดขาด”
ฉินเหยาคิดถึงพลังต่อสู้ของอาวั่งก็ไม่ได้กังวลมากนักแล้วอธิบายลักษณะภูมิประเทศโดยคร่าวของภูเขาทางเหนือให้ทั้งสองคนฟัง เพื่อความสะดวกในการเดินทางของทั้งสองคน จากนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาไปเตรียมตัวกันเอง
“ไปอะไรกัน ตัวเล็กนิดเดียว ตกลงไปในหิมะก็มองไม่เห็นแล้ว อาวั่งมีกี่มือกัน ถึงจะช่วยพวกเจ้าสามคนพร้อมกันได้”
ซานหลางและซื่อเหนียงรู้ดีว่าไม่มีหวังก็ทำปากจู๋อย่างไม่พอใจ
หลิวจี้ดีดหน้าผากไปคนละทีพลางจุปาก “จิ๊ จิ๊ จิ๊ ดูสิปากยื่นออกมาจนจะแขวนหม้อน้ำมันได้อยู่แล้ว”
ซื่อเหนียงอ้าปากกว้างหมายจะกัดนิ้วที่กำลังชี้อย่างเจ้ากี้เจ้าการนี้
น่าเสียดายที่หลิวจี้ตอบสนองได้รวดเร็ว เด็กหญิงตัวน้อยเพิ่งจะอ้าปากเขาก็ถอยหนีไปแล้วจึงกัดไม่สำเร็จ
สุดท้ายก็ทำได้เพียงจูงมือพี่เล็กไปหาพี่ใหญ่ แม้ไม่สามารถเข้าร่วมได้ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางพวกเขาจากการตามหลังพี่ใหญ่ไปออกความคิดเห็น อะไรที่นำไปได้ก็ให้เขานำไปทั้งหมด
ต้าหลางเองก็อารมณ์ดี รับปากไปก่อนทั้งหมด รอจนกระทั่งเจ้าตัวเล็กสองคนเล่นจนพอใจและจากไปแล้ว ถึงได้กวาดตาเลือกเอาฟืน หม้อ ชาม และภาชนะต่างๆที่เกินความจำเป็นออกมาด้วยความจนใจ
เขาไปฝึกฝน ไม่ใช่ไปท่องไพรชมธรรมชาติ หม้อ ชาม และภาชนะต่างๆเหล่านี้มีแต่จะเป็นภาระเปล่าๆ
ทว่ากับหม้อเล็กๆที่ฉินเหยาทุ่มเงินให้ช่างตีเหล็กทำขึ้นมาใหม่นั้น ต้าหลางจงใจค้นมันออกมาจากห้องเก็บของจิปาถะในห้องครัวแล้วยัดเข้าไปในห่อผ้า
มีหม้อนี้อยู่ก็เหมือนมีน้าเหยาอยู่ด้วย มีแล้วรู้สึกอุ่นใจ!
เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกินมื้อเช้าที่บ้านแล้ว อาวั่งกับต้าหลางก็พกเสบียงที่พอสำหรับสามวันเข้าสู่ภูเขาทางเหนืออย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
ฉินเหยาและหลิวจี้ยืนมองส่งพวกเขาอยู่ที่ลานหน้าบ้าน จนกระทั่งมองไม่เห็นเงาของทั้งสองคนที่เชิงเขาทางเหนือก็หันไปสบตากัน หลิวจี้กล่าวว่า
“เมื่อครู่คนบ้านหัวหน้าตระกูลมาเรียก ตอนเที่ยงให้ไปกินข้าวฉลองเชือดหมูที่บ้านเขา”
ฉินเหยาพยักหน้า ให้หลิวจี้เรียกลูกๆอีกสามคนที่เหลือ ครอบครัวห้าคนก็ไปยังบ้านหัวหน้าตระกูลเพื่อรอทานเนื้อ
เกียรติยศนี้ ฉินเหยาเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่ได้รับ แม้แต่บ้านหลิวต้าฝูก็ไม่ได้รับเชิญ
หลิวจี้รู้สึกว่าตนเองมีหน้ามีตามาก ตลอดทางที่เจอผู้คน ไม่ว่าคนอื่นจะถามหรือไม่ก็จะเดินเข้าไปพูดเองว่า “พวกเราจะไปทานข้าวที่บ้านหัวหน้าตระกูล”
ฉินเหยาทำเป็นว่าตนเองตาบอดหูหนวก อย่างไรเสียนางก็ไม่สามารถเอาเข็มและด้ายมาเย็บปากของหลิวจี้ได้
ช่วงปีใหม่ ทำอะไรที่เลือดตกยางออกเกินไปจะส่งผลกระทบต่อโชคลาภ
โชคดีที่หลิวจี้รู้จักประมาณตน พอเห็นว่าพอแล้วก็รีบถอยจึงสามารถถอยกลับมาได้ทันท่วงทีก่อนที่จะโดนตี
เมื่อทั้งครอบครัวมาถึงบ้านหัวหน้าตระกูล เนื้อหมูชิ้นใหญ่ก็ถูกใส่ลงไปในหม้อแล้ว ตอนเช้าเด็กๆกินข้าวไปแล้ว แต่ก็ยังทนกลิ่นหอมของเนื้อนี้ไม่ไหว ในดวงตาทั้งสองข้างเป็นประกายระยิบระยับ
เรียกว่าเป็นมื้อเที่ยง แต่ความจริงแล้วคือมื้อก่อนเที่ยง
เพราะจะกินมื้อนี้ตอนสายๆ ครอบครัวหัวหน้าตระกูลจึงยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย พอฉินเหยามาถึงก็รีบเชิญให้นั่งประจำที่แล้วเริ่มทานอาหาร
หัวหน้าตระกูลดีใจมาก ปีนี้คนในหมู่บ้านเชือดหมูสองตัว ถือว่าเป็นที่หนึ่งในละแวกหมู่บ้านตลอดสิบลี้นี้ ชื่อเสียงเลื่องลือ มีแต่คนอิจฉา
และเกียรติยศนี้ล้วนมาจากฉินเหยา พอหัวหน้าตระกูลมานั่งที่โต๊ะก็คารวะฉินเหยาก่อนหนึ่งจอก
ฉินเหยารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง รีบลุกขึ้นคารวะตอบ
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเกรงใจกัน ผลักไสความดีความชอบกันอยู่นั้น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหมาป่าหอนดังมาจากบนภูเขา
หลิวจี้ที่กำลังกินดื่มอยู่ไม่รู้ตัวเลย ในหูเต็มไปด้วยคำเยินยอสรรเสริญของผู้อื่น
หัวหน้าตระกูลเองก็ได้ยินไม่ชัดเจนนัก ยังคิดจะแย่งคารวะฉินเหยา แต่เมื่อเห็นสีหน้าของนางเปลี่ยนไปในทันใดก็รู้สึกแปลกใจ เสียงหมาป่าหอนก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
แตกต่างจากเสียงหมาป่าเดียวดายซึ่งมีเพียงตัวเดียวก่อนหน้านี้ ครั้งหลังนี้เป็นเสียงหอนอย่างโกรธเคืองของหมาป่าหลายตัว
สีหน้าของทุกคนในห้องพลันเปลี่ยนไป ความเงียบอย่างน่าประหลาดเข้าปกคลุมชั่วครู่ ในหูมีแต่เสียงลมพัดผ่าน เสียงหมาป่าหอนเมื่อครู่นั้นชั่วขณะหนึ่งจึงแยกไม่ออกว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ
มีเพียงฉินเหยาและหลิวจี้เท่านั้นที่ลุกขึ้นยืนทันที สองสามีภรรยาสบตากัน นึกถึงอาวั่งและต้าหลางที่เพิ่งจะขึ้นเขาไป
“คงจะไม่โชคร้ายขนาดนั้นกระมัง” หลิวจี้ลอบพึมพำ
ฉินเหยาวางจอกสุราลงแล้วเอ่ยขอโทษหัวหน้าตระกูล “สุราจอกนี้รอข้ากลับมาค่อยดื่ม ทุกท่านทานกันไปก่อน ข้าขอตัวออกไปข้างนอกสักครู่”
หัวหน้าตระกูลรีบกล่าว “คงไม่มีหมาป่าลงมาจริงๆหรอก ในหมู่บ้านเรามีคนตั้งเยอะแยะ สัตว์พวกนั้นตอนกลางวันไม่กล้าเข้าหมู่บ้านหรอก”
ความหมายก็คือ ฉินเหยาไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกเกินไป
ในฤดูหนาว นานๆครั้งจะได้ยินเสียงสัตว์ป่าหอนหนึ่งถึงสองครั้ง เป็นเรื่องปกติมาก
ฉินเหยาโบกมือ นางต้องไปดูด้วยตาตนเองถึงจะวางใจได้
เมื่อเห็นฉินเหยาวิ่งออกนอกประตูไป หลิวจี้ก็อยู่ไม่ติดที่ เรียกเด็กๆอีกสามคนที่ยังคงแทะขาหมูอย่างไม่รู้ตัว “ไป ไป ไป เอากลับไปกินที่บ้าน”
แล้วก็ยิ้มแห้งๆให้หัวหน้าตระกูลและคนอื่นๆ พาลูกๆทั้งสามคนตามหลังฉินเหยาออกไป
แต่ความเร็วของเขานั้น จะตามทันได้อย่างไร
เมื่อวิ่งออกจากประตูไป ฉินเหยาก็วิ่งไปถึงเชิงเขาทางเหนือแล้ว
ในที่ไกลออกไป มีเงาร่างคุ้นเคยสองร่างวิ่งลงมาจากภูเขา ฉินเหยาหรี่ตามองดูก็เห็นว่าเป็นอาวั่งและต้าหลางที่เพิ่งจะขึ้นเขาไปอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม ทั้งยังออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
“น้าเหยา!”
ไม่นึกว่าจะเจอฉินเหยาที่เชิงเขา ต้าหลางรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
ต้าหลางถูกอาวั่งแบกไว้บนบ่า สัมภาระบนร่างของทั้งสองคนกระจัดกระจายไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงหม้อเหล็กใบเล็กที่ต้าหลางจับไว้ในมือแน่น
อาวั่งที่ปกติไม่เคยแสดงสีหน้าอะไรออกมา ในตอนนี้บนใบหน้ากลับปรากฏความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
ทั้งสองคนหอบหายใจอย่างหนักแล้วหยุดลงตรงหน้าฉินเหยา ต้าหลางไถลตัวลงมาจากร่างของอาวั่ง ก้มศีรษะลงเอ่ย “พวกเราโชคร้ายเกินไปแล้ว!”
ฉินเหยามองขึ้นไปบนยอดเขา เสียงหมาป่าหอนหายไปแล้ว แต่กลิ่นเหม็นสาบของสัตว์ร้ายที่โชยมาจากยอดเขากลับลอยลงมาตามลม
ฉินเหยาใช้มือปัดลมไล่อย่างรังเกียจ หากไม่มีหมาป่าสิบกว่าตัวก็ไม่อาจสร้างกลิ่นที่รุนแรงขนาดนั้นได้
ฉินเหยากอดอกมองอาวั่งที่กำลังใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้น “เมื่อคืนไม่ได้บอกว่าแค่ภูเขาทางเหนือลูกเดียว ไม่นับว่าเป็นอะไรหรอกรึ”
อาวั่ง “…”
เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าการตบหน้าจะมาถึงเร็วเพียงนี้
ทั้งสองคนขึ้นเขาทางเหนือไปด้วยกันอย่างกระตือรือร้น เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ในไม่ช้าก็พบรอยเท้าแถวหนึ่ง
เพราะคิดจะพาต้าหลางไปฝึกฝนฝีมือ เขาจึงพาต้าหลางตามรอยเท้านั้นไป
จากประสบการณ์ อย่างมากก็น่าจะมีหมาป่าแค่สองตัว
ใครจะไปคิดเล่าว่า จะไปจ๊ะเอ๋กับรังของหมาป่าเข้า!
ตอนที่ 396: ไปแหย่รังหมาป่า
เมื่อนึกถึงฉากในตอนนั้น ต้าหลางก็รู้สึกขนหัวลุกไปทั้งศีรษะ
ในทุ่งหิมะขาวโพลน ทันใดนั้นก็มีดวงตาสีเขียวเรืองรองคู่แล้วคู่เล่าโผล่ออกมาจากรอยแยกระหว่างโขดหินที่ไม่สะดุดตา น้ำลายของพวกมันไหลย้อยลงมาราวกับได้เห็นอาหารที่ส่งมาถึงที่
ต้าหลางเตือนอย่างอ่อนแรง “ท่านอาอาวั่ง ดูเหมือนพวกเราจะมาแหย่รังหมาป่าเข้าเสียแล้ว…”
อาวั่งมีสีหน้าเรียบเฉย มองไม่เห็นอารมณ์ใดๆ แต่ปฏิกิริยาของเขารวดเร็วมาก ไม่รอให้ต้าหลางพูดจบก็โยนคนขึ้นบ่าแล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันที
พอคนทั้งสองวิ่ง หมาป่าเหล่านั้นก็หอนพลางไล่ตามมา
หมาป่าจ่าฝูงที่ร่างกายสูงใหญ่เป็นพิเศษไล่ตามมาทางด้านหลัง มันกระโจนขึ้นหมายจะกัดต้าหลาง!
ต้าหลางตกใจจนหน้าเผือดสี
โชคดีที่ท่านอาอาวั่งวิ่งเร็วกว่า เขาเพียงแค่ถูกบังคับให้สูดกลิ่นเหม็นเน่านั้นเข้าไปในปอด แต่ก็รอดพ้นจากอันตรายมาได้
เมื่อเจอกับฝูงหมาป่าฝูงนี้ หากเป็นอาวั่งคนเดียว เขาไม่กลัว
แต่แย่หน่อยที่มีต้าหลางอยู่ด้วย
เขาให้คำมั่นสัญญากับฉินเหยาไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้เจ้าตัวเล็กได้รับบาดเจ็บเด็ดขาด ดังนั้นในวินาทีแรกที่เห็นฝูงหมาป่าปรากฏตัวก็ตัดสินใจล้มเลิกการฝึกฝนครั้งนี้ในทันทีแล้วแบกต้าหลางวิ่งหนีออกมา
ความเร็วของฝูงหมาป่านั้นเร็วมาก แต่วิชาตัวเบาของอาวั่งนั้นยอดเยี่ยมกว่า ในไม่ช้าก็ทิ้งห่างฝูงหมาป่าไปได้ระยะหนึ่ง
ฝูงหมาป่าฝูงนี้ไม่รู้ว่ามาถึงรอบนอกตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นเพราะหาอาหารในส่วนลึกไม่ได้ สองวันนี้ฟ้าโปร่งไม่มีลมและหิมะ พวกมันจึงลงมาหาอาหารที่เชิงเขาแล้วตั้งรกรากอยู่บริเวณป่ารอบนอกที่เต็มไปด้วยโขดหิน
โชคร้ายที่พวกเขาไปเจอเข้า
ฝูงหมาป่าฝูงนี้ไม่รู้ว่าหิวโหยมานานแค่ไหนแล้ว ถึงได้ไล่ตามอย่างไม่ลดละ หมาป่าซึ่งเป็นจ่าฝูงหอนไปตลอดทาง เรียกฝูงหมาป่าให้ล้อมจับพวกเขา จนกระทั่งมาถึงบริเวณรอบนอกของหมู่บ้าน ด้วยความกลัวอาณาเขตของมนุษย์ ถึงได้หยุดฝีเท้าลงอย่างไม่เต็มใจ
หลังจากนั้นก็คือฉากที่ได้เจอฉินเหยาและถูกตบหน้าคาที่
เมื่อถูกฉินเหยาหยอกล้อไปหนึ่งประโยค อาวั่งก็อายจนปลายหูแดงก่ำ
ต้าหลางเองก็เขี่ยกิ่งไม้และใบไม้แห้งที่ติดอยู่บนหัวออกอย่างอับอาย ใช้นิ้วเท้าที่นูนออกมาจากรองเท้าหนังวาดวงกลมบนพื้น
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างจนใจ โบกมือพูดว่า “กลับบ้าน”
คนทั้งสองที่อยู่ข้างหลังแอบสบตากัน พยักหน้าแล้วเดินตามไปอย่างว่าง่าย
ขณะที่กำลังเดินอยู่ บนยอดเขาก็มีเสียงหมาป่าหอนดังขึ้นราวกับเสียงคำราม
ฝีเท้าของทั้งสามคนหยุดชะงักพลางหันกลับไปมองพร้อมกัน ผ่านเงาไม้อันซับซ้อนนั่นเอง ดวงตาหมาป่าคู่หนึ่งเปล่งสีเขียวเรืองรองอยู่ในพุ่มไม้อันมืดมิด กำลังจ้องมาทางพวกเขาอย่างหิวกระหาย
คิ้วของฉินเหยาขมวดเข้าหากันแน่น ขณะที่กำลังคิดว่าจะพับแขนเสื้อขึ้นแล้วไปจัดการกับเจ้าตัวนี้ดีหรือไม่ เสียงเรียกของซานหลางและซื่อเหนียงก็ดังขึ้นมา
“ท่านแม่!”
“เมียจ๋า!”
หลิวจี้พาเด็กๆไล่ตามมาอย่างตึงเครียด
ฉินเหยาหันกลับไปขานรับแล้วตะโกนห้ามพวกเขาว่า “อย่าเข้ามา!”
เมื่อหันกลับไปมองอีกครั้ง หมาป่าตัวนั้นก็หายไปแล้ว แม้แต่กลิ่นเหม็นสาบของสัตว์ร้ายในสายลมก็สลายหายไปด้วย
อาวั่งเตือนว่า “ฮูหยิน พวกเราเจอฝูงหมาป่าที่รอบนอกป่า นี่มันผิดปกติอย่างมาก”
ฉินเหยาพยักหน้า นางเองก็รู้ว่าผิดปกติ แต่หมู่บ้านตระกูลหลิวมีประชากรไม่น้อย โดยทั่วไปฝูงหมาป่าไม่ค่อยบุกรุกอาณาเขตของมนุษย์โดยพลการ
“รอดูไปก่อนแล้วกัน” ฉินเหยาบอกให้ทั้งสองคนตามมา เดินไปยังเชิงเขาเพื่อสมทบกับหลิวจี้และคนทั้งสี่อย่างรวดเร็ว
ขาหมูในมือของซานหลางยังแทะไม่หมด เจ้าตัวเล็กไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่เกือบจะเจอฝูงหมาป่าเข้าให้ ปากเล็กๆนั้นเคี้ยวตุ้ยๆอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อเห็นอาวั่งและพี่ชายคนโตตามหลังฉินเหยามาก็ร้อง “เอ๊ะ?” พลางเอียงศีรษะถามว่า “พี่ใหญ่ ท่านกับท่านอาอาวั่งกลับมาเร็วมากเลย!”
หลิวจี้ตบหัวเจ้าหนูผู้นี้เบาๆ “กินขาหมูของเจ้าไป”
ซานหลางมองท่านพ่ออย่างน้อยใจ “อ้อ”
เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงวิ่งขึ้นมา ตรวจสอบร่างกายของพี่ใหญ่ทั่วทั้งตัวอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นว่ามีเพียงแค่เสื้อผ้าที่ถูกกิ่งไม้ข่วนขาดไปมุมหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโล่งใจ
“พี่ใหญ่ พวกท่านเจอหมาป่าหรือขอรับ” เอ้อร์หลางถามอย่างตึงเครียด
ซื่อเหนียงเองก็มองอาวั่งอย่างเป็นห่วง “ท่านอาอาวั่ง ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” พลางแอบช่วยเขาดึงใบไม้แห้งที่ติดอยู่บนก้นออกมา
อาวั่งส่ายหน้าเบาๆ
ซื่อเหนียงมองเห็นความผิดหวังและความอึดอัดของเขา มือเล็กๆก็ตบหลังมือของเขาเบาๆเพื่อปลอบใจ “ไม่เป็นไรนะเจ้าคะท่านอาอาวั่ง”
หัวใจของอาวั่งอบอุ่นขึ้น สายตาอ่อนโยนลง พยักหน้าให้เด็กหญิงตัวน้อยเป็นการบอกว่าตนเองดีขึ้นแล้ว
ต้าหลางเล่าฉากน่าตื่นเต้นตอนถูกฝูงหมาป่าไล่ล่าให้ฟัง หลิวจี้ฟังแล้วขนลุกซู่ แต่ก็แอบอิจฉา
อย่างไรเสียเขาก็มีชีวิตอยู่มาค่อนชีวิตแล้ว ยังไม่เคยเห็นหมาป่าในระยะใกล้ขนาดนี้เลย
ฉินเหยากวาดตามองแวบหนึ่งก็มองออกถึงจิตใจที่อยากรู้อยากลองหลิวจี้จึงกำชับว่า
“เจ้าไปบอกหัวหน้าตระกูลหน่อย ดูว่าหัวหน้าตระกูลจะว่าอย่างไร ข้าจะพาเด็กๆกลับบ้านก่อน”
หลิวจี้ร้องอ้อตกปากรับคำ เขาชอบรับงานแบบนี้มากที่สุด ทั้งได้โม้และยังได้ดื่มสุราสองสามจอกอีกด้วยจึงจากไปอย่างร่าเริง
ฉินเหยาและอาวั่งพาเด็กๆกลับบ้าน เมื่อผ่านเรือนเก่า ฉินเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยังคงเลี้ยวกลับเข้าไปในลานบ้านเรือนเก่าเพื่อแจ้งให้ทราบ
“แถวนี้มีฝูงหมาป่าออกอาละวาด สองสามวันนี้อย่าให้เด็กๆออกจากบ้านนะเจ้าคะ” ฉินเหยากำชับ
สีหน้าของหลิวเหล่าฮั่นและนางจางเคร่งขรึมขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย
ปีก่อนๆมีเด็กถูกหมาป่าคาบไปไม่น้อย เพียงแต่ไม่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้านของพวกเขาเท่านั้น
หลิวเหล่าฮั่นสั่งจินฮวาและจินเป่าอย่างเข้มงวด “สองสามวันนี้อย่าออกจากบ้านเลยนะ อยู่เล่นที่บ้านดีๆ ไม่อย่างนั้นระวังถูกหมาป่าคาบไปกิน!”
จินฮวาและจินเป่าพอได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจจนต้องไปหลบอยู่กับพ่อแม่ของตนเอง
เมื่อเห็นว่าพวกเขารู้ความแล้ว หลิวเหล่าฮั่นจึงค่อยวางใจลงเล็กน้อย
ฉินเหยายังได้กำชับให้ทุกคนคอยฟังเสียงความเคลื่อนไหวบนภูเขาในวันปกติด้วย ปิดคอกสัตว์เลี้ยงและสัตว์ปีกซึ่งเป็นทรัพย์สินสำคัญของชาวนาให้ดี ปฏิเสธคำเชิญทานอาหารเย็นของนางจางแล้วกลับบ้านไป
นางเพิ่งจะก้าวเข้าประตู หลิวจี้ก็กลับมา บนตัวเขามีกลิ่นสุราฟุ้งชัดเจน
จริงๆแล้วเขาเพิ่งจะดื่มสุราไปสองจอก แต่ใบหน้าก็แดงขึ้นจนควบคุมไม่อยู่
ฉินเหยาบ่น “คออ่อนสิ้นดี อ่อนแล้วยังชอบดื่มอีก”
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ คำบ่นแค่นี้ไม่เจ็บไม่คัน เขารู้สึกเฉยๆ
เขาเอนกายลงบนเก้าอี้ในห้องอย่างเกียจคร้าน “หัวหน้าตระกูลบอกว่าไม่ต้องกังวล เขาจะแจ้งให้ทุกบ้านระมัดระวัง ตอนกลางดึกปิดประตูหน้าต่างให้ดีก็พอ หมาป่าไม่อาจงัดแงะหรือปีนกำแพงได้”
เมื่อรู้ว่าหัวหน้าตระกูลจะแจ้งให้ชาวบ้านทราบ ฉินเหยาก็ไม่กังวลอีกต่อไป เรียกอาวั่งและต้าหลางมา ตรวจนับสิ่งของ ดูว่าทำอะไรหายไปบ้าง
เสบียงแห้งหายไปทั้งหมด เหลือเพียงอาวุธและหม้อเหล็กใบเล็กนั้น
อาวั่งถอนหายใจ “ให้เจ้าพวกสัตว์ร้ายนั่นได้ประโยชน์ไปเสียได้”
ตอนนี้ที่บ้านถือว่าร่ำรวยแล้ว แต่แนวคิดที่ว่าข้าวสารมีค่านั้น ยังคงฝังลึกอยู่ในใจของเด็กๆ
เสบียงอาหารสำหรับคนสองคนจำนวนสามวันหายไปทำให้ต้าหลางเสียดายมาก เขารู้สึกผิดอย่างยิ่ง
เพื่อให้เด็กน้อยรู้สึกดีขึ้น ฉินเหยาจึงมอบหมายให้เขาทำความสะอาดบ้านทั้งหมด
ต้าหลาง “หา”
ฉินเหยาชี้ไปยังไม้กวาดที่มุมห้อง “ไปเถอะ ใช้หยาดเหงื่อแรงงานลบล้างความรู้สึกผิดในใจเจ้า”
ต้าหลางรู้สึกว่ามารดาเลี้ยงพูดมีเหตุผลจึงพยักหน้าอย่างแรงแล้วหยิบไม้กวาดขึ้นมา ไปทำงาน!
ตอนกลางคืน นานๆครั้งจะมีเสียงหมาป่าหอนดังมาจากที่ไกลๆ ฉินเหยาและอาวั่งทั้งสองคนต่างก็ตึงเครียดตลอดเวลา นอนหลับก็ไม่สนิท
โชคดีที่คืนนี้ผ่านไปได้อย่างปลอดภัย
ชาวบ้านที่เดิมได้รับแจ้งจากหัวหน้าตระกูลก็ค่อนข้างตึงเครียด
แต่เมื่อเห็นว่าคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ใส่ใจเรื่องฝูงหมาป่าอีกต่อไป เตรียมตัวสำหรับวันส่งท้ายปีเก่าอย่างร่าเริง
จนกระทั่งเช้าวันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบสอง พี่สะใภ้โจวก็วิ่งมาตะโกนบอกอย่างตื่นตระหนกว่าไก่บ้านนางถูกหมาป่าคาบไปแล้ว
เมื่อเห็นขนไก่เต็มพื้นและรอยเลือดจากการดิ้นรนที่บ้านนาง ชาวบ้านจึงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลังและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ขึ้นมา
ตอนที่ 397: ฟังเจ้าทั้งหมด
“อาสะใภ้สาม! อาสะใภ้สาม!”
จินเป่าวิ่งขึ้นเนินมาอย่างหอบเหนื่อย วิ่งไปพลางตะโกนไปพลาง “ผู้ใหญ่บ้านเรียกทุกคนไปที่ศาลบรรพชนเพื่อปรึกษาเรื่องสำคัญขอรับ ให้ข้ามาเรียกท่าน!”
ก่อนหน้านี้หลิวฉีได้ถือฆ้องเก่าในบ้านเดินตีไปทั่วหมู่บ้านแล้ว แต่กลัวว่าบ้านของฉินเหยาจะอยู่ไกลแล้วได้ยินไม่ชัดเจนจึงใช้ให้จินเป่ามาเรียกอีกที
ครอบครัวของฉินเหยากำลังทานอาหารเช้าอยู่ในบ้าน เช้านี้เสียงกรีดร้องที่ดังจนแทบทะลุฟ้าของพี่สะใภ้โจวนั้นได้ปลุกฉินเหยาที่อยากจะนอนตื่นสายให้ตื่นจนเต็มตา อารมณ์ในตอนนี้จึงไม่อาจเรียกว่าดีได้เลย ต้องบอกว่าแย่สุดๆ
ทุกคนในบ้านต่างก็เดินย่องกันอย่างแผ่วเบา พูดจาก็ไม่กล้าเสียงดังนัก ด้วยกลัวว่าจะนำภัยมาสู่ตัว
ในตอนนี้เมื่อได้ยินเสียงเรียกนอกลานบ้าน หลิวจี้ก็ลุกพรวดขึ้น วิ่งออกไปนอกประตู รีบทำท่าให้เขาเงียบเสียง
จินเป่ากะพริบตาปริบๆ พลางเอียงศีรษะมองหาอาสะใภ้สามของเขาในลานบ้าน พลางถามเสียงเบาว่า “ท่านอาสาม ท่านไปทำอะไรให้อาสะใภ้สามไม่พอใจอีกแล้วหรือ”
หลิวจี้ตบหลังเจ้าเด็กดื้อคนนี้อย่างไม่สบอารมณ์ “พูดจาเหลวไหลอันใด เจ้าดูอาของเจ้าสิ เหมือนคนที่จะกล้าไปยั่วโมโหอาสะใภ้สามของเจ้างั้นรึ”
จินเป่าถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
แต่ก็ไม่ได้ลืมภารกิจของตนเอง ก้าวเข้าประตูไปในห้องโถง แจ้งฉินเหยาให้ไปประชุมที่ศาลบรรพชน
ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลได้กำชับเป็นพิเศษว่า คนอื่นจะไม่มาก็ได้ แต่อาสะใภ้สามของเขาต้องอยู่ที่นั่นด้วย
ในใจของฉินเหยาแม้จะโกรธอยู่แต่ก็ย่อมไม่ลงดาบกับเด็ก นางพยักหน้าอย่างอ่อนโยนพอสมควรแล้วพูดว่า “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
จินเป่าส่งข่าวเสร็จก็ไม่ยอมไป เบียดเข้าไปอยู่ระหว่างต้าหลางและเอ้อร์หลาง เล่าเรื่องกำแพงบ้านของพี่สะใภ้โจวที่เต็มไปด้วยเลือดไก่ให้พวกเขาฟัง
“พวกเจ้าทายสิว่าหมาป่าตัวนั้นเข้าไปได้อย่างไร”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องต่างส่ายหน้าแล้วถามอย่างใคร่รู้ “เข้าไปได้อย่างไรหรือ”
จินเป่าถอนหายใจกล่าว “หมาป่าตัวนั้นกระโดดข้ามรั้วเข้าไป ไก่เจ็ดแปดตัว ถูกกัดตายทั้งหมด เหลือเพียงขนไก่ไม่กี่เส้นและรอยเลือดเต็มพื้น แม้แต่กระดูกก็ไม่เหลือ”
“ยิ่งไปกว่านั้น ที่น่ากลัวที่สุดคือ รั้วของโรงเรือนเลี้ยงสัตว์เตี้ยกว่ากำแพงบ้านของพี่สะใภ้โจวแค่ครึ่งตัวคนเท่านั้น หากหมาป่าตัวนี้กระโดดสูงอีกหน่อยก็สามารถเข้าบ้านมากินคนได้แล้ว!”
เมื่อได้ฟังฉากที่น่ากลัวที่ผู้ใหญ่เล่ามา จินเป่าก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น
ทว่าตอนนี้กลัวก็ส่วนกลัว เด็กหนุ่มคนนี้กล้าหาญมาก ยังกล้าวิ่งมาเรียกคนที่บ้านฉินเหยาคนเดียว
“เจ้ากล้าหาญจริงๆ ไม่กลัวว่าจะถูกหมาป่าคาบไประหว่างทางรึ” ซานหลางถามอย่างชื่นชม
จินเป่าตบอกอย่างภาคภูมิใจ “กลัวอะไร ตอนนี้เป็นกลางวันแสกๆ หมาป่ากินไก่บ้านพี่สะใภ้โจวไปแล้วน่าจะยังไม่หิว คงไม่ออกมาหรอก”
เขาพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง
ทว่าก็ยังถูกฉินเหยาหิ้วคอเสื้อด้านหลังไปอยู่ดี
“อาสะใภ้สาม เดี๋ยวข้ากลับเอง ให้ข้าเล่นที่บ้านท่านสักครู่ได้หรือไม่” จินเป่าขอร้อง
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่ได้”
นางต้องส่งเจ้าเด็กคนนี้ไปถึงมือพ่อแม่ของเขาเองถึงจะวางใจได้
เมื่อเห็นว่าเจ้าเด็กคนนี้ยังจะเถียงอีก หลิวจี้ก็ตบก้นเขาไปหนึ่งที “เจ้าเด็กนี่ เชื่อฟังหน่อย!”
หนึ่งสิ่งย่อมสยบหนึ่งสิ่งได้ จินเป่าถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ในใจก็หวังว่าคนในหมู่บ้านจะสามารถฆ่าฝูงหมาป่าให้ตายจนหมดได้
เช่นนั้นก็จะสามารถออกจากบ้านไปซนได้อย่างสบายใจแล้ว
เมื่อผ่านหน้าเรือนเก่า สองสามีภรรยาฉินเหยาก็ไล่จินเป่าเข้าประตูไปแล้วตะโกนบอกนางจางแม่สามีและสะใภ้ทั้งสามคนที่เฝ้าบ้านอยู่ สองสามีภรรยาจึงค่อยรีบไปยังศาลบรรพชน
นางเหอเห็นจินเป่าเข้าประตูมาคนเดียวก็เดาได้ทันทีว่าเขาถูกปู่กับพ่อของเขาพาออกไป นางนึกด่าหลิวไป่ที่ไร้หัวคิดในใจเสียเละเทะ
แม้จะเป็นกลางวันแสกๆ แต่เมื่อรู้ว่าในหมู่บ้านมีหมาป่าอาละวาดอยู่ ยังจะใช้เด็กคนหนึ่งไปส่งข่าว ใจช่างใหญ่เกินไปแล้ว!
“ห้ามออกจากบ้านอีก เจ้าเด็กคนนี้อยู่บ้านดีๆอ่านตำรา ฝึกคัดตัวอักษร เรียนรู้จากต้าหลางและเอ้อร์หลางบ้าง!” นางเหอสั่งอย่างดุดัน
จินเป่าอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา ไม่กล้าโต้เถียง ปากก็พึมพำพลางมุดเข้าไปในห้อง จงใจปิดประตูห้อง หลบหน้าแม่ของเขา
นางเหอโกรธจนแทบจะระเบิด หากไม่ใช่เพราะประตูห้องปิดอยู่ จะต้องสั่งสอนเจ้าเด็กคนนี้ให้เข็ดหลาบเสียหน่อย
ทางด้านนี้ หลิวจี้เดินตามฉินเหยาไปพลาง หันกลับไปฟังเสียงที่ดังมาจากเรือนเก่าเป็นระยะระยะ มุมปากไม่เคยหุบลงเลย ใบหน้าเต็มไปด้วยความสะใจ
มาถึงศาลบรรพชนแล้ว
ฉินเหยาไม่ถือว่ามาสาย ข้างหลังนางยังมีอีกสองสามบ้านที่ทยอยมา คนในหมู่บ้านถึงได้มากันครบ
เมื่อคนครบแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงเอ่ยเรื่องที่มีหมาป่าออกอาละวาดในหมู่บ้านพลางให้ทุกคนช่วยกันคิดหาทางแก้ไข
ผู้สูงอายุค่อนข้างรอบคอบ เสนอให้แต่ละบ้านส่งคนออกมา จัดเวรยามลาดตระเวนในหมู่บ้าน
เพียงแต่ใกล้จะถึงวันส่งท้ายปีเก่าแล้ว ยังต้องมาวุ่นวายเช่นนี้ หลายคนก็ไม่พอใจ
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ลาดตระเวนหากเจอหมาป่าเข้าจริงๆ นั่นจะไม่ยิ่งอันตรายหรอกหรือ
“เจอแล้วก็ฆ่าทิ้งเสีย บุรุษร่างใหญ่ตั้งหลายคนยังจะกลัวหมาป่าไม่กี่ตัวรึ” หลิวจี้อดไม่ได้ที่จะดูถูกด้วยความปากไว
สายตาของคนทั้งหมู่บ้านต่างก็จับจ้องมาที่เขา ในใจก็คิดว่าเจ้านี่เข้ามาในศาลบรรพชนได้อย่างไรกัน
หลิวจี้แค่นเสียง “ชิ” คำหนึ่ง ยืนอยู่ข้างหลังฉินเหยาซึ่งเป็นหนึ่งในสามคนที่สามารถนั่งในศาลบรรพชนได้แล้วยืดอกตรง “มองอะไร! ก็แค่หมาป่าไม่กี่ตัวไม่ใช่หรือ ถ้าให้ข้าพูดนะ ฆ่าทิ้งเสียให้หมดเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาคอยกังวลใจในช่วงปีใหม่แบบนี้!”
ฉินเหยาเหลือบมองเขา ในใจของนางก็มีความคิดนี้อยู่
หลิวจี้ก้มศีรษะลงยิ้มแหะๆให้นาง นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาจงใจ
หัวหน้าตระกูลและผู้ใหญ่บ้านอีกสองคนที่สามารถนั่งในศาลบรรพชนได้ มองมาที่ฉินเหยาอย่างประหลาดใจ
หัวหน้าตระกูลถาม “เหยาเหนียง เจ้าคิดเช่นนี้หรือ”
ฉินเหยาพยักหน้ากล่าว “เมื่อวานข้าได้เห็นหมาป่าจ่าฝูงตัวนั้นแล้ว สัตว์ร้ายตัวนั้นไม่ใช่พวกที่จะยอมเลิกราง่ายๆ เพิ่งจะได้ลิ้มรสความหวานไป ครั้งหน้าจะต้องมาอีกแน่นอน”
“ฝูงหมาป่าโดยทั่วไปแล้วจะไม่ลงมาจากเขาง่ายๆ แต่หาก.ลงมาแล้วก็จะไม่กลับขึ้นเขาไปเร็วขนาดนั้นแน่นอน ในป่าหาอาหารไม่ได้ แต่ละตัวล้วนหิวโซ ไก่บ้านพี่สะใภ้โจวกลายเป็นเหยื่อล่อ เมื่อรู้ว่าในหมู่บ้านมีของกิน คืนนี้พวกมันจะต้องมาอีกแน่นอน”
ไม่กลัวพวกที่หิวจนบ้าคลั่งและก็ไม่กลัวพวกที่อิ่มแล้ว
กลัวก็แต่พวกที่หิวมานาน จู่ๆก็ได้ลิ้มรสความหวาน แต่ยังไม่ทันได้อิ่มท้อง
เมื่อเห็นฉินเหยาพูดอย่างมั่นใจ ในใจของคนในหมู่บ้านก็พากันตื่นตระหนก
“แล้ว แล้วจะทำอย่างไรดี” มีคนถามอย่างตื่นตระหนก บ้านเขายากจนมีเพียงรั้วไม้ไผ่ที่สร้างล้อมไว้ หากหมาป่ามาจริงๆ คงจะต้านไม่อยู่แน่
ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างก็คิดเอาตัวรอด คิดว่าจะรีบกลับบ้านไปจับสัตว์ปีกที่อาจจะล่อหมาป่ามาได้เข้าไปขังไว้ในบ้านดีหรือไม่ จะได้ไม่ถูกหมาป่าหมายตา
ทัศนคติที่พอเจอเรื่องก็เอาแต่หลบซ่อนเช่นนี้ทำให้เกิดการโต้เถียงกันขึ้นอีกครั้ง
บ้านที่มีคนเยอะก็อยากจะแก้ไขปัญหาให้เด็ดขาด แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนอยากจะดูแลแต่บ้านของตนเอง ไม่ยอมออกหน้าเสี่ยงภัยก็รู้สึกอึดอัดมาก
สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านก็ตะโกนขึ้นมาหนึ่งครั้ง ทุกคนหันไปมองฉินเหยาผู้ซึ่งมีกำลังต่อสู้สูงที่สุดในอำเภอนี้
กลุ่มคนที่อยากจะแก้ไขปัญหาให้เด็ดขาดต่างก็รีบแสดงท่าทีทันที “ผู้จัดการใหญ่ฉิน ตราบใดที่ท่านยอมเป็นผู้นำ ท่านบอกให้ทำอย่างไร พวกเราก็จะทำอย่างนั้น! ฟังท่านทั้งหมด!”
หลิวต้าฝูที่คอยสังเกตการณ์อยู่ตลอดก็ลุกขึ้นพูดว่า “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าว่าควรทำอย่างไร”
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นเดินมาอยู่กลางศาลบรรพชนแล้วมองไปที่ทุกคน นางกล่าวว่า
“คำแนะนำของข้าคือบุกโจมตี ล้อมปราบฝูงหมาป่า”
“ข้าต้องการคนยี่สิบคน ใครยินดีจะไปกับข้าบ้าง” ฉินเหยาถามอีกครั้ง
“พรึ่บ พรึ่บ” ชายหนุ่มฉกรรจ์ในตระกูลต่างก็ยกมือขึ้น
ตราบใดที่นางเป็นผู้นำ พวกเขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว
คนทั้งอำเภอไคหยางนี้ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเมื่อฉินเหนียงจื่อลงมือ ไม่เคยมีคำว่าพ่ายแพ้!
ตอนที่ 398: ข้าจะได้ฆ่าได้สะดวก
ในทันใดนั้น หัวหน้าตระกูลก็นับจำนวนคนที่ยกมือ ตามกฎที่ว่าเสียงข้างน้อยจะต้องตามเสียงข้างมากจึงได้ตัดสินใจ
“คนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะตามเหยาเหนียงออกไปล้อมปราบฝูงหมาป่า เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้!”
เมื่อหัวหน้าตระกูลประกาศเสร็จสิ้น คนในหมู่บ้านส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่มีข้อโต้แย้งอีกต่อไป แสดงออกว่าสามารถทำตามการจัดแจงของฉินเหยาได้
แต่พวกเขาเรียกร้องให้ฉินเหยารับประกันความปลอดภัยของทุกคน
ฉินเหยาถึงกับพูดไม่ออก
นางสูดลมหายใจเข้าลึก อดทนต่อความรู้สึกอยากด่าคนแล้วรักษาน้ำเสียงที่เย็นชาไว้ เอ่ยว่า
“เรื่องนี้ข้ารับประกันไม่ได้ ทุกเรื่องล้วนมีความเสี่ยง ข้าได้พยายามอย่างสุดความสามารถในการวางแผนและจัดกำลังแล้ว หากพวกท่านปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้วเกิดเรื่องขึ้นข้าย่อมจะรับผิดชอบ”
“แต่ว่า! หากพวกท่านไม่ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้วเกิดเรื่องขึ้นมาก็ต้องรับผลที่ตามมาเอาเอง!”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ชาวบ้านต่างก็มองหน้ากันไปมา เมื่อครู่ยังพูดอย่างมั่นใจว่าตราบใดที่ฉินเหยาออกหน้าพวกเขาก็จะตามอยู่เลย พริบตาเดียวก็เปลี่ยนท่าทีเสียแล้ว
การจะมอบความไว้วางใจทั้งหมดออกไป สำหรับพวกเขาแล้วเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่บ้าง
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด หลิวจี้ก็ไอ “แค่ก แค่ก” ออกมาสองทีอย่างแรง ดึงดูดทุกสายตาได้สำเร็จ
“ข้าขอพูดสองสามคำ” หลิวจี้กัดฟันเดินออกมายืนอยู่กลางฝูงชนแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังอย่างหาได้ยาก
“ไม่ใช่ว่าข้าเข้าข้างเมียจ๋าของข้านะ แต่เป็นเพราะพวกเจ้าไม่รู้จักดีชั่ว ข้าทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว!”
“การกำจัดฝูงหมาป่า เป็นเรื่องดีที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ทั้งแก้ไขปัญหาสัตว์ดุร้ายนี้ได้ ทุกคนก็จะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุข ปีหน้าก็ไม่ต้องคอยกังวลว่าเจ้าพวกสัตว์ร้ายที่เจ้าคิดเจ้าแค้นนี้จะกลับมาทำร้ายหมู่บ้านอีก”
“เมียจ๋าของข้ายอมเป็นผู้นำ หรือว่าทำเพราะตัวนางเองกัน ก็ไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยของคนสองร้อยกว่าชีวิตในหมู่บ้านเราหรือ อยากให้ทุกคนได้ฉลองปีใหม่กันอย่างสบายใจไม่ใช่หรือ”
“ผลกลับกลายเป็นว่า พอบางคนไร้ฝีมือกลัวเจ้าพวกสัตว์นั่นขึ้นมา ถึงตอนนั้นถูกหมาป่ากัดเข้าหน่อย ยังจะโยนให้เมียจ๋าของข้ารับผิดชอบอีก? ข้าหลิวจี้ยังไม่หน้าด้านเท่าพวกเจ้าเลย!”
พูดถึงตรงนี้ เมื่อเห็นว่าบางคนถูกแขวะเข้าเต็มๆกำลังจะโกรธ หลิวจี้ก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า
“หากไม่มีปัญญาก็ช่างเถอะ แยกย้ายกันไป!”
“แต่ละบ้านปิดประตูให้ดี อย่างไรเสียหมาป่าตัวนั้นก็ไม่กล้ามาที่บ้านข้าอยู่แล้ว หากมันกล้ามา บิดาผู้นี้จะฆ่ามันแล้วจับลงหม้อตุ๋นไว้กินเป็นอาหารมื้อส่งท้ายปีเสียเลย!”
“เมียจ๋า เจ้าว่าใช่หรือไม่” เมื่อหันมาทางฉินเหยา ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสุภาพและอ่อนโยนอย่างยิ่ง
ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ “เนื้อหมาป่าไม่อร่อย”
ทว่าร่างกายก็ยังคงคล้อยตามหลิวจี้ ทำท่าจะจากไป
หัวหน้าตระกูลโกรธแทบตายแล้ว ตะโกนเสียงดังว่า “เจ้าหลิวสาม เจ้าเป็นบ้าอะไรหา กลับมาเดี๋ยวนี้!”
หลังจากด่าหลิวจี้เจ้าตัวป่วนคนนี้แล้วก็หันไปด่าชาวบ้านที่ต้องการให้คนอื่นรับผิดชอบความปลอดภัยของพวกเขา ด่าได้ดุเดือดยิ่งกว่าหลิวจี้เมื่อครู่นี้เสียอีก
“แต่ละคนกินอิ่มจนไร้สติ ฆ่าหมาป่าก็พวกเจ้า กลัวเจ็บกลัวตายก็พวกเจ้า งั้นก็อย่าไปยุ่งเลย เปิดประตูบ้านไว้ให้หมด ปล่อยให้หมาป่ากัดตายให้สิ้นกันไปทั้งหมดนั่นแหละ!”
ผู้ใหญ่บ้านกลัวว่าหัวหน้าตระกูลจะโกรธจนตายจึงรีบเข้าไปห้ามปราม จัดการกับสถานการณ์ที่วุ่นวายนี้
“อย่าทะเลาะกันเลย ยังคงทำตามที่พูดกันไว้เมื่อครู่ ใครกล้าก็ออกมา เหยาเหนียง เจ้าเป็นผู้นำพวกเขา หากบาดเจ็บล้มตายจะไม่โทษเจ้าเด็ดขาด”
“พวกที่ขี้ขลาด แต่ละบ้านออกเงินมาหนึ่งร้อยเหวิน แบ่งให้คนในกลุ่มที่ไปฆ่าหมาป่า ส่วนคนก็ไม่ต้องวิ่งเข้ามาสร้างความวุ่นวายแล้ว!”
“หากจ่ายเงินไม่ไหวก็ส่งคนออกมาอย่างว่าง่ายซะ!”
“สัตว์เดรัจฉานไม่กี่ตัวก็ขวัญหนีดีฝ่อกันแล้ว ไสหัวออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปซะ ไอ้พวกน่าขายหน้า!”
เมื่อเผชิญหน้ากับการสาดน้ำลายใส่หน้าอย่างต่อเนื่องจากหัวหน้าตระกูลและผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านต่างก็ปิดปากเงียบ ศาลบรรพชนที่วุ่นวายเหมือนตลาดสดในที่สุดก็เงียบลง
หลิวจี้เห็นว่าควรจะพอได้แล้วจึงรีบถอย ยกย่องฉินเหยาขึ้นมาอีกครั้ง ทำท่าภูมิใจในตัวเมียจ๋าที่ไม่คิดเล็กคิดน้อยแล้วแสร้งวางอำนาจตะโกนว่า
“คนที่ไม่ไปก็เอาเงินมา!”
เขาจะจัดการบัญชีนี้เอง รับรองว่าจะคำนวณอย่างชัดเจนเลย
ผู้ใหญ่บ้านถลึงตาใส่เขา ข้าเชื่อเจ้าก็แปลกแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านดึงหลิวจี้ออกไปแล้วให้หลิวฉีมารับเงินแทน เดี๋ยวจะถูกหลิวจี้ยักยอกไปเสียหมด
ฉินเหยากลับไปนั่งที่เดิมแล้ว นางคร้านจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องจุกจิกวุ่นวายเหล่านี้ เพียงครุ่นคิดว่าจะล้อมจับฝูงหมาป่าฝูงนี้ให้สิ้นซากได้อย่างไร
หมาป่าเป็นสัตว์ที่มีไอคิวไม่ต่ำและยังเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างยิ่ง หากจะฆ่าก็ต้องฆ่าให้หมดสิ้น หากปล่อยให้รอดไปได้แม้แต่ตัวเดียวก็จะกลายเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง
ขณะที่ทางหลิวจี้กับหลิวฉียังคงทะเลาะกันเรื่องว่าใครจะเก็บเงิน ฉินเหยาก็เรียกหลิวเฝยเจ้าหนุ่มคนนี้มาอยู่ข้างๆ แล้วสั่งการว่า
“เจ้ารีบขี่ม้าเร็วไปเชิญพี่น้องตระกูลหยางที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ ให้พวกเขาไปช่วยสืบร่องรอยของเจ้าพวกสัตว์ร้ายฝูงนี้ ทางที่ดีที่สุดคือสามารถระบุจำนวนพวกมันได้ เพื่อไม่ให้พวกเราพลาดไปแม้แต่ตัวเดียว”
พูดจบก็ชี้ไปที่หลิวจี้กับหลิวฉีที่บรรลุข้อตกลงกันแล้วว่าจะเก็บเงินด้วยกัน คนหนึ่งรับผิดชอบดูแล ส่วนอีกคนรับผิดชอบจดบันทึก
“ไปเบิกเงินมาสองร้อยเหวิน เอาไปให้พี่น้องตระกูลหยางพร้อมกันเลย กำชับให้พวกเขาทั้งสองระวังความปลอดภัยด้วย หากได้เรื่องยังไงก็ให้รีบมาบอกข้าที่ศาลบรรพชนในทันที”
หลิวเฝยพยักหน้าแสดงออกว่าทราบแล้ว ขอเงินจากหลิวจี้แล้วไปจูงม้าตัวหนึ่งจากโรงม้าของโรงงานเครื่องเขียน เดินทางไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหออย่างรีบร้อน
รอจนกระทั่งฉินเหยาดื่มน้ำชาหมดไปสองถ้วยแล้วยังเดินดูป้ายชื่อบรรพบุรุษของตระกูลหลิวจนทั่ว หลิวจี้กับหลิวฉีทางนั้นในที่สุดก็ลงทะเบียนคนและรับเงินเรียบร้อย
คนที่ไม่ขึ้นเขา จ่ายเงินแล้วก็จากไป
ตอนนี้ที่เหลืออยู่ในศาลบรรพชน มีเพียงผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูลและคนหนุ่มสาวที่ตัดสินใจจะตามฉินเหยาขึ้นเขาไปล้อมปราบฝูงหมาป่า
หลิวไป่กับหลิวจ้งย่อมอยู่ในรายชื่อ คนในครอบครัวย่อมต้องสนับสนุนคนในครอบครัวด้วยกัน หลิวจี้ก็ถูกพี่ชายสองคนกดเอาไว้ให้ประทับลายนิ้วมือบนรายชื่อกลุ่มฆ่าหมาป่า
หลิวจี้: ข้าขอบคุณพวกท่านจริงๆ!
บ้านของหลิวต้าฝูไม่มีคนไป แต่ออกเงินห้าร้อยเหวิน ตอนนี้ยังคงอยู่ที่ศาลบรรพชน ตั้งใจจะดูว่าฉินเหยาจะวางแผนอย่างไร
“เก็บเงินมาได้เท่าไหร่รึ” ฉินเหยาถามอย่างใคร่รู้
หลิวจี้มีหน้าที่จดบันทึกบัญชี เขารายงานว่า “ทั้งหมดเก็บมาได้สองตำลึงห้าเฉียน เมื่อครู่เจ้าสี่เบิกไปสองเฉียน ที่เหลืออยู่จึงเหลือเพียงสองตำลึงสามเฉียน”
ฉินเหยาพยักหน้า มองไปที่หัวหน้าตระกูลและผู้ใหญ่บ้าน สองผู้เฒ่าต่างก็มีท่าทีไว้วางใจให้นางจัดการ
ฉินเหยาก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เริ่มจัดแจงทันที
“พวกเจ้ายี่สิบคน ตอนนี้ไปที่นาเอาฟางข้าวมา ข้าจะสอนพวกเจ้าว่าจะสานเป็นเกราะป้องกันง่ายๆได้อย่างไร ถึงตอนนั้นก็ผูกไว้ที่ข้อมือและขา เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกัดตอนล้อมฝูงหมาป่า”
หลิวจี้สมุนมือเอกของฉินเหยารีบตอบสนองทันที เขาโบกมืออย่างใจกว้าง “ตามข้ามา! ไปเอาฟางข้าว!”
ท่าทางเขาเอาจริงเอาจังไม่น้อย คนที่ไม่รู้คงนึกว่าเขาสมัครใจเข้ากลุ่มล่าหมาป่าเอง
หลิวไป่กับหลิวจ้ง: ให้ตายสิ เจ้าเด็กนี่ได้ทีก็วางท่าอีกแล้ว!
ระหว่างที่ทุกคนไปเอาฟางข้าว ฉินเหยาเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ นางมาที่กำแพงด้านหลังของศาลบรรพชน
ไม่รู้ว่าเป็นฟืนของบ้านไหนที่วางกองไว้ข้างกำแพงมากมาย
ฉินเหยาเลือกท่อนฟืนที่ทั้งแข็งแรงและยาวออกมาได้ยี่สิบท่อนแบกกลับมาที่ศาลบรรพชน รอจนกระทั่งหลิวจี้และคนอื่นๆกลับมาก็แจกจ่ายให้พวกเขา
“นี่คืออาวุธป้องกันตัวของพวกเจ้า ภารกิจหลักของพวกเจ้าคือล้อมฝูงหมาป่าไว้ อย่าให้มีหมาป่าตัวใดหนีออกจากวงล้อมของพวกเราได้”
หลิวจี้พิงกระบองของตนเองราวกับไร้กระดูกสันหลังพลางถามอย่างใคร่รู้ “เมียจ๋า ทำไมต้องล้อมหมาป่าทั้งหมดไว้ด้วยเล่า”
ฉินเหยามองไปที่เขา มุมปากยกสูงขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด แต่เป็นคำพูดที่น่ากลัวที่สุด
“ข้าจะได้ฆ่าได้สะดวกไงเล่า”
หลิวจี้ “…”
ทุกคนในศาลบรรพชน “…”
อากาศในศาลบรรพชนคล้ายกับจะหยุดนิ่งไปสองสามวินาทีอย่างน่าประหลาด
ฉินเหยาไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด นางหยิบฟางข้าวที่หลิวจี้และคนอื่นๆขนกลับมาแล้วเริ่มสาน
ก่อนอื่นก็บิดเป็นเชือกเส้นใหญ่แล้วผูกไว้ที่ข้อมือทั้งสองข้างของหลิวจี้ พันเป็นวงกลมซ้อนกันสองชั้น ความหนาเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
คนอื่นๆก็ติดอาวุธให้ตนเองตามอย่างบ้าง
ตอนที่ 399: ออกเดินทาง
ยามพลบค่ำ
หลิวเฝยและพี่น้องตระกูลหยางกลับมาแล้ว
สองพี่น้องได้สืบจนกระจ่างแล้วและได้ทราบถึงตำแหน่งที่ตั้งโดยประมาณของฝูงหมาป่า รวมถึงจำนวนโดยประมาณแล้วด้วย
“ฝูงหมาป่าฝูงนี้มีจ่าฝูงหนึ่งตัวนำ ทั้งหมดเป็นหมาป่าโตเต็มวัย จากรอยเท้าและร่องรอยที่ทิ้งไว้บนภูเขา พวกมันตั้งรกรากอยู่บนเนินหินรอบนอกของภูเขาทางเหนือ”
หยางต้าพูดพลางหยิบขนไก่สองสามเส้นที่เพิ่งจะเก็บได้ระหว่างทางออกมายื่นให้ฉินเหยา “นี่คือสิ่งที่พวกเราพบระหว่างทาง น่าจะเป็นฝูงหมาป่าที่ท่านต้องการหาอย่างไม่ต้องสงสัย”
“หมาป่ามีประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นที่ว่องไว ข้ากับหยางเอ้อร์ไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป กลัวว่าจะทำให้พวกมันแตกตื่น ดังนั้นจำนวนพวกเราจึงได้แต่ประมาณการคร่าวๆ น่าจะอยู่ระหว่างสิบห้าถึงยี่สิบตัว”
จำนวนของฝูงหมาป่าโดยทั่วไปจะไม่มากนัก เพราะหมาป่าจ่าฝูงหนึ่งตัวสามารถควบคุมหมาป่าได้ประมาณสิบถึงยี่สิบตัวเท่านั้น
บวกกับหมาป่าในแถบภูเขาทางเหนือนี้กระจายตัวกัน จำนวนก็ไม่มากนัก หมาป่าจ่าฝูงสามารถรวบรวมฝูงหมาป่าได้ถึงยี่สิบตัวก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว
หมาป่าในป่ากับหมาป่าในทุ่งหญ้าก็มีความแตกต่างกันอยู่
หมาป่าในป่ามีความว่องไวมากกว่า มีความอดทนมากกว่าและส่วนใหญ่เก่งในการปีนป่าย ดังนั้นพวกมันจึงมีทางหนีมากมาย หากไม่ใช่นักล่ามืออาชีพก็ยากที่จะจับตัวได้
แต่สัตว์ชนิดนี้ก็มีลักษณะที่น่ารังเกียจอย่างหนึ่งคือ มีความอาฆาตพยาบาทสูงมาก ดังนั้นการป้องกันเชิงรับอย่างเข้มงวดและการขับไล่จึงยากที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างสิ้นเชิง
พี่น้องตระกูลหยางได้ทราบแผนการกำจัดหมาป่าของหมู่บ้านตระกูลหลิวจากปากของหลิวเฝยแล้ว หลังจากที่พี่น้องทั้งสองได้ลงพื้นที่สำรวจแล้วก็รู้สึกปวดหัว
เว้นเสียแต่ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวจะเป็นนักธนูมืออาชีพทุกคน มิฉะนั้นการสังหารฝูงหมาป่าในระยะใกล้ มนุษย์จะเสียเปรียบอย่างมาก
แต่ต้นทุนของลูกธนูหนึ่งดอกสูงแค่ไหน หยางต้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ชาวบ้านย่อมไม่สามารถมีไว้ในครอบครองได้
“ฉินเหนียงจื่อ ท่านคิดจะทำอย่างไรรึ” หยางต้าถามอย่างใคร่รู้
ตามที่เขารู้มา คนทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวที่สามารถมีธนูในครอบครองได้ มีเพียงฉินเหยาคนเดียว
คงจะเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีแค่นางคนเดียวที่ลงมือกระมัง
คนคนเดียวมีเพียงสองมือ ง้างธนูหนึ่งครั้งยิงลูกธนูหนึ่งดอก ต่อให้ลูกธนูของนางไม่พลาดเป้าเลย ยิงได้ไม่ถึงสามดอกห้าดอก หมาป่าตัวอื่นๆก็คงจะหนีไปกันหมดแล้ว
และครั้งต่อไปชาวบ้านก็จะต้องเผชิญหน้ากับการแก้แค้นอย่างรุนแรงของฝูงหมาป่าที่จะกลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
ฉินเหยารู้ว่าเขากำลังกังวลอะไรอยู่จึงพูดอย่างใจเย็นว่า “แผนการเดิมของข้าก็คือข้าบุกโจมตี คนอื่นป้องกันและล้อมจับ”
ตราบใดที่นางยิงลูกธนูได้เร็วพอ ฝูงหมาป่าก็จะไม่มีโอกาสหนีออกจากวงล้อมได้
หยางต้ากับหยางเอ้อร์มองหน้ากันอย่างตกตะลึง หยางเอ้อร์รีบถามว่า “แล้วลูกธนูของท่านพอรึ”
ลูกธนูหนึ่งกระบอกมีสิบดอก ลูกธนูในมือของฉินเหยาเกรงว่าจะรวบรวมไม่ได้ถึงสองกระบอก
ฉินเหยาหยิบดาบที่เพิ่งจะขัดจนแวววาวขึ้นมา “ลูกธนูไม่พอก็ใช้ดาบเข้าช่วย พวกท่านไม่ต้องกังวล ข้ามีแผนในใจแล้ว”
นางยังจะให้อาวั่งพาต้าหลางไปด้วย ถือโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝีมือ
ก่อนหน้านี้ต้าหลางพูดถูก การปิดประตูฝึกฝนนั้นไม่ดีจริงๆ
โอกาสดีเช่นนี้ ย่อมจะปล่อยไปไม่ได้
หยางต้าและหยางเอ้อร์พูดไม่ออก อ้าปากอยากจะถามว่าต้องการให้พวกตนสองคนช่วยหรือไม่ สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกว่าคนจากหมู่บ้านตระกูลหลิวกลุ่มนี้ไม่เป็นมืออาชีพเท่าพวกตนสองคน แต่ก็มีความรู้สึกว่าหากตนเองเอ่ยปากแสดงความต้องการที่จะเข้าร่วมช่วยเหลือจะถูกฉินเหยาดูถูกเอา
ดังนั้น หุบปากเสียเถอะ
“ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกข้ากลับกันไปก่อนนะ” หยางต้าถามหยั่งเชิง
ฉินเหยาพยักหน้าเอ่ยขอบคุณข้อมูลที่ทั้งสองคนนำมาให้แล้วให้หลิวเฝยขับรถไปส่งทั้งสองคน
สองพี่น้องยิ้มอย่างจนใจ เช่นนั้นพรุ่งนี้ค่อยมาดูความสนุกที่หมู่บ้านตระกูลหลิวก็แล้วกัน
หลิวเฝยพาพี่น้องตระกูลหยางทั้งสองคนจากไปแล้ว ฉินเหยาก็ให้หลิวจี้ไปแจ้งคนในกลุ่มฆ่าหมาป่า
เมื่อครู่เพิ่งจะทำเกราะป้องกันให้ทุกคนเสร็จก็ให้พวกเขาแต่ละคนกลับบ้านไปกินข้าวเพื่อเติมพลัง
ตอนนี้อิ่มกันแล้ว พอดีออกไปขยับแข้งขยับขาเพื่อย่อยอาหารสักหน่อย!
หลิวจี้รีบวางชามข้าวในมือลงทันที หยิบฆ้องที่ยืมมาจากหลิวฉีแล้วออกจากประตูไป
เมื่อเสียงฆ้องทองแดงดังขึ้น ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็ตื่นเต้นขึ้นมา
สมาชิกในกลุ่มฆ่าหมาป่ารีบหยิบกระบองและมีดพร้าป้องกันตัวมาที่บ่อน้ำในหมู่บ้านเพื่อรวมตัวกัน
ฉินเหยารออย่างใจเย็น รอจนกระทั่งอาวั่งและเอ้อร์หลางกับซานหลางที่รับผิดชอบเวรในวันนี้ล้างชามและตะเกียบเสร็จ เช็ดโต๊ะและเก้าอี้ให้สะอาด ถึงได้ลุกขึ้นเรียกอาวั่งและเด็กๆ ออกจากบ้าน
เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงให้ไปรออยู่ที่เรือนเก่า
มีเพียงอาวั่งและต้าหลางที่ตามหลังมา เมื่อมาถึงบ่อน้ำในหมู่บ้านก็ไปยืนอยู่ข้างๆกลุ่มฆ่าหมาป่า
อาวั่งยังคงแต่งตัวเหมือนยามปกติ ในมือถือกระบองสั้นเพิ่มมาเท่านั้น
เขาไม่ต้องรับผิดชอบในการฆ่าหมาป่าและไม่จำเป็นต้องล้อมจับฝูงหมาป่า เพียงแค่ดูแลต้าหลางให้ดีก็พอ
ส่วนต้าหลางนั้นตั้งใจเปลี่ยนมาสวมชุดเก่าที่ทนทาน ข้อมือก็ใช้เชือกฟางที่สานเป็นเชือกเส้นใหญ่พันไว้เพื่อป้องกัน
แต่เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้มีดสั้นและธนูเล็กของเขา นอกจากนี้แล้วจึงไม่ได้ทำการป้องกันใดๆเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อความเร็วในการตอบสนองของร่างกาย
เด็กหนุ่มคนนี้ตื่นเต้นกว่าใครๆในที่นี้ทั้งหมด
กลัวหรือ
ไม่มีทาง
ต้าหลางหันกลับไปมองก็จะเห็นอาวั่ง
เงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้าอีกครั้ง พ่อแม่ก็อยู่ด้วย
ให้ความรู้สึกเหมือนกลุ่มเทพพามือใหม่ไปลุยด่านระดับเริ่มต้นอย่างไรอย่างนั้น
หลังจากนับจำนวนคนเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาก็สั่งให้พวกเขาแต่ละคนตรวจสอบเครื่องป้องกันของตนเองอีกครั้ง เมื่อยืนยันแล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาด นางก็สะพายธนู แบกดาบใหญ่ โบกมืออย่างองอาจ นำกลุ่มฆ่าหมาป่าเข้าสู่ภูเขาทางเหนือ
ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง
สำหรับสมาชิกในกลุ่มแล้ว การเดินทางค่อนข้างลำบาก จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท ถึงได้มาถึงเนินหินที่อยู่ไม่ไกลนัก
ฝูงหมาป่ายังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ฉินเหยารวบรวมทุกคนมาอยู่ตรงหน้า จากนั้นจัดกลุ่มย่อยสองคนต่อหนึ่งกลุ่มอย่างชำนาญแล้วสั่งให้แต่ละกลุ่มกระจายตัว ล้อมพื้นที่เนินหินนี้เอาไว้
อาวั่งและต้าหลางอยู่กลุ่มเดียวกัน ยืนอยู่ไกลจากทุกคนราวกับไม่มีตัวตนเลยแม้แต่น้อย
สมาชิกในกลุ่มฆ่าหมาป่าลืมไปแล้วว่าพวกเขาสองคนยังอยู่ข้างหลังด้วย
หลิวจี้กับหลิวไป่อยู่กลุ่มเดียวกัน พวกเขาถูกฉินเหยาจัดให้อยู่บนที่สูงทางเหนือเพื่อรับผิดชอบสังเกตการณ์จะได้คอยรายงานความเคลื่อนไหวของฝูงหมาป่ากับทุกคนได้ตลอดเวลา
นี่เป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก ไม่ควรจะมอบให้หลิวจี้ซึ่งเป็นคนที่มักจะทำงานพลาดทำ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะทั้งกลุ่มมีแต่เขาที่เสียงดังที่สุด!
หลังจากที่สมาชิกในกลุ่มเข้าประจำที่แล้ว ในขณะที่จุดคบเพลิง เงาหมาป่าสีเทาหลายสิบตัวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างชัดเจน
แสงไฟที่สะท้อนจากดวงตาของหมาป่าส่องประกายสีเขียวเรืองรอง ดวงตาหมาป่าหลายสิบดวงปรากฏขึ้นพร้อมกัน เมื่อสบตากันอย่างกะทันหันก็ทำให้หลิวจ้งและคนอื่นๆตกใจจนสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกัน
ที่แท้เมื่อครู่ฝูงหมาป่ามิใช่ไม่มีความเคลื่อนไหว แต่พวกมันค้นพบร่องรอยของมนุษย์แล้ว
พวกมันรวมตัวกันในความมืดจนกระทั่งตอนนี้แสงไฟปรากฏขึ้น ศัตรูทั้งสองฝ่ายจึงเผชิญหน้ากันอย่างไม่ทันตั้งตัว
ขณะที่สมาชิกในกลุ่มฆ่าหมาป่ายังคงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ เสียงของฉินเหยาก็ดังขึ้นในความมืดยามค่ำคืน
นางตะโกนเสียงดังลั่น “ทุกคนเข้าสู่สภาวะป้องกันและปิดล้อม! ย่อขนาดวงล้อมให้เล็กลงเดี๋ยวนี้!”
เมื่อสิ้นเสียงพูด หลิวจ้งและคนอื่นๆที่ยังไม่รู้จะทำอย่างไรดีก็มีทิศทางการเคลื่อนไหวทันที
พวกเขาถือคบเพลิงค่อยๆเข้าไปใกล้ศูนย์กลาง
เสียงหมาป่าหอนดังขึ้น หมาป่าจ่าฝูงยืนอยู่บนโขดหินสูง มันออกคำสั่งรวมตัวอย่างโกรธเคือง
หมาป่าที่กระจัดกระจายอยู่ในรอยแยกของหินก็กระโดดลงมาบนพื้นดิน รวมตัวกันอยู่ตรงหน้าหมาป่าที่เป็นจ่าฝูงอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่หมาป่าจ่าฝูงหอนเสร็จ ดวงตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารก็จับจ้องไปที่ฉินเหยาอย่างแม่นยำราวกับจะจำนางได้ มันเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ส่งเสียงร้องแหลมเสียดหู
นี่คือสัญญาณของการสั่งโจมตี ทันใดนั้นเอง เงาหมาป่าสิบกว่าตัวก็พุ่งเข้าหาฉินเหยา
หลิวจี้ที่ยืนอยู่บนที่สูงสังเกตเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาตะโกนเสียงดังอย่างตึงเครียด “เมียจ๋า ระวังตัวด้วยนะ!”
ตอนที่ 400: เปิดศึก
ฉินเหยาพยักหน้าเบาๆ สายตาเปลี่ยนไปในทันที นางมองฝูงหมาป่าที่พุ่งเข้ามาอย่างเย็นชา ลูกธนูสามดอกที่ขึ้นสายไว้แล้วส่งเสียง “หวึ่ง” ทีหนึ่งก็ถูกยิงออกไปพร้อมกัน!
ลูกธนูสามดอกแยกออกจากกันกลางอากาศ เปี่ยมไปด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ พวกมันพุ่งทะลุผ่านใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นแล้วทะลวงหน้าอกของหมาป่าสีเทาสามตัวที่พุ่งมาข้างหน้าสุดในทันที
หลิวจี้ที่อยู่บนที่สูงเห็นเพียงหมาป่าสามตัวลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะกระจายแยกออกจากกันกลางอากาศราวกับถูกค้อนยักษ์ที่มองไม่เห็นทุบตี ก่อนพากันลอยถอยหลังไปพร้อมกับหมาป่าที่ตามหลังพวกมันมา
“ตุบ ตุบ ตุบ!”
เสียงของหนักตกลงพื้นดังขึ้นติดต่อกัน ฝูงหมาป่าที่เพิ่งจะพุ่งไปข้างหน้าเมื่อครู่ถูกเพื่อนร่วมฝูงกระแทกจนถอยกลับไปที่เดิม
หมาป่าสีเทาสามตัวที่ถูกธนูปักที่หน้าอก ลูกธนูปักลึกเข้าไปในร่างกายจนทะลุออก ลูกธนูยาวเหยียดตรอกพวกมันไว้กับพื้นอย่างแรง แม้แต่จะดิ้นรนก็ยังทำไม่ได้
ในดวงตาหมาป่าสามคู่ที่ค่อยๆไร้ชีวิตกลับปรากฏสีหน้าตกตะลึงราวกับมนุษย์ขึ้นมา
หลิวจี้ที่เมื่อครู่ยังตะโกนว่าเมียจ๋าระวังด้วย ตอนนี้อ้าปากค้าง สองตาเบิกกว้าง ยืนตะลึงอยู่กับที่
สตรีใจร้าย เจ้าน่ากลัวถึงเพียงนี้เลยหรือ!
หลิวไป่ที่อยู่ข้างกายหลิวจี้ก็มีสีหน้าเหมือนกันทุกประการ
ไม่สิ ควรจะกล่าวว่าสมาชิกในกลุ่มฆ่าหมาป่าทุกคน เมื่อเห็นฝูงหมาป่าที่พุ่งเข้ามาแล้วถูกบีบให้ถอยกลับไปที่เดิม และเนื่องจากการกระแทกของเพื่อนร่วมฝูงที่ถูกธนูปักจึงต้องใช้กรงเล็บข่วนพื้นอย่างแรงเพื่อพยายามทรงตัวให้มั่นคง ในภาพที่ดูน่าขบขันนั้น ทุกคนก็แสดงสีหน้าเหมือนกับหลิวไป่และหลิวจี้
อ้าปากค้าง สองตาเบิกกว้าง ยืนตะลึงอยู่กับที่!
ฉินเหยาแค่นยิ้มเย้ยหยันหนึ่งครั้ง นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้น ยังไม่นับเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยเลยด้วยซ้ำ
นางตะโกนเสียงดังเรียกทุกคนที่กำลังตะลึง “ทุกคนจับตามองไว้ให้ดี อย่าให้หมาป่าตัวใดหนีออกไปนอกระยะยิงของข้าได้!”
สิ่งที่ตอบนางกลับมาคือเสียงโห่ร้องที่เปี่ยมไปด้วยความเลือดร้อนของทุกคน “ทราบแล้ว!”
ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ ในสถานการณ์เช่นนี้มีแต่จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการโจมตีที่รุนแรงยิ่งขึ้น
เสียงหอนของหมาป่าจ่าฝูงดังขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงร้องรับอย่างโกรธแค้นของหมาป่าสีเทาที่เหลือ
พวกมันเริ่มกระจายตัวออกโจมตี สายตาจับจ้องไปที่หลิวจ้งและคนอื่นๆที่ถือคบเพลิงอยู่
สัตว์ป่านั้นมีความกลัวไฟโดยธรรมชาติ ทุกคนโบกคบเพลิงไปมาหน้าตนเอง หมาป่าที่พุ่งเข้ามาก็ต้องหลบโดยสัญชาตญาณ บวกกับการสกัดกั้นและล้อมตีด้วยกระบองยาว ภายใต้การประสานงานของกลุ่มคนสองคน หมาป่าตัวเดียวก็ไม่มีโอกาสที่จะฝ่าวงล้อมออกไปได้เลย
พวกมันเองก็ฉลาดไม่เบา ในไม่ช้าก็รวมตัวกันสองสามตัว โจมตีไปที่จุดๆเดียว
ทว่า มีฉินเหยานักแม่นธนูผู้นี้ยืนอยู่ข้างหลัง หมาป่าสีเทาที่กำลังต่อสู้กับชาวบ้านภายใต้แสงไฟก็กลายเป็นเป้านิ่งในไม่ช้า
ฉินเหยาพลางเคลื่อนที่พลางง้างธนู คันธนูในมือง้างออกกว้างและหุบเข้า ลูกธนูที่แหลมคมก็ถูกยิงออกไปทีละดอก ไม่พลาดเป้าเลย หมาป่าสีเทาล้มลงทีละตัว
เสียงหอนของหมาป่าจ่าฝูงสั้นลงและแหลมขึ้นเรื่อยๆ มันกระโดดไปมาบนโขดหินอย่างกระวนกระวาย แสดงความร้อนรนออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีความสิ้นหวังและความโกรธแค้นที่ทำอะไรไม่ได้ด้วย
มันเริ่มเข้าร่วมการต่อสู้ ร่างกายที่ใหญ่โตและแข็งแรงกว่าหมาป่าสีเทาตัวอื่นๆ กระโจนขึ้นหนึ่งครั้งก็สามารถทอดเงาที่น่ากลัวลงมาเหนือศีรษะของทุกคนได้
หลิวจี้ที่อยู่บนที่สูงในที่สุดก็ฟื้นคืนสติ ตะโกนเสียงดังว่า “เมียจ๋า หมาป่าจ่าฝูงไปทางตะวันออกแล้ว!”
ขนาดร่างกายที่ใหญ่โตของหมาป่าจ่าฝูงนั้นสร้างความหวาดกลัวให้แก่กลุ่มเล็กของหลิวจ้งทางทิศตะวันออกมาก เมื่อหมาป่าจ่าฝูงพุ่งเข้ามา พวกเขาก็จำต้องถอยหลังตามสัญชาตญาณ ท่าทีตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
“โฮก!” ปากหมาป่าที่เหม็นคาวงับลงมาตรงเหนือข้อมือ หลิวจ้งที่กำลังตื่นตระหนกก็ฟาดคบเพลิงเข้าไปทันที
คบเพลิงในมือดับลงทันที แรงกัดมหาศาลสะบัดอย่างรุนแรง หลิวจ้งที่จับด้ามคบเพลิงแน่นก็ถูกเหวี่ยงจนล้มลงกับพื้น
ในสภาวะหวาดกลัวจนถึงสุดขีด มนุษย์ยากที่จะตอบสนองอย่างถูกต้องได้ สมาชิกในกลุ่มของเขาฟาดกระบองลงไปที่ร่างของหมาป่าจ่าฝูงทันที
หมาป่าจ่าฝูงหันกลับมาอย่างแรง ละทิ้งการกัดหลิวจ้ง ทั้งร่างพุ่งเข้าหาสมาชิกในกลุ่ม
เมื่อไม่มีแสงสว่างจากคบเพลิง คนธรรมดาย่อมไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายได้ชัดเจน สามารถมองเห็นได้เพียงเงาดำขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงไฟสลัว มันพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัว
พริบตาเดียว สมาชิกในกลุ่มก็ยกแขนขึ้นมาป้องกันหน้าตนเองตามสัญชาตญาณ เกราะป้องกันที่แขนได้ผล หมาป่ากัดลงบนเชือกฟางที่แข็งแรง
ความเจ็บปวดจากการที่เนื้อหนังถูกกัดจนทะลุไม่ได้เกิดขึ้นตามที่คาดไว้ มีเพียงกระดูกสะบักที่ถูกก้อนหินกระแทกจนเจ็บปวดยามถูกเหวี่ยงลงกับพื้นเท่านั้น
แต่หากโดนอีกครั้ง เขาคงจะทนไม่ไหวแล้ว
น้ำหนักตัวของหมาป่าจ่าฝูงบวกกับแรงข่มของมันทำให้ชายฉกรรจ์หนักร้อยสามสิบสี่สิบจินไม่อาจทนรับได้เลย
ในขณะที่ปากหมาป่ากำลังจะกัดเข้าที่คอของสมาชิกกลุ่ม ทันใดนั้นก็มีพละกำลังมหาศาลขุมหนึ่งคว้าเข้าที่หลังคอของหมาป่าจ่าฝูงตัวนั้น
ได้ยินเพียงเสียง “เดรัจฉาน!”
จากนั้น ร่างหมาป่าขนาดใหญ่ที่กำลังกัดคนอยู่ก็ถูกยกขึ้นทั้งตัว
ขนที่คอถูกจับไว้แน่น ดึงรั้งเสียจนหนังของหมาป่าจ่าฝูงเจ็บปวด มันดิ้นรนอย่างสุดกำลัง หงายหลังไปอย่างแรง ฉินเหยารีบปล่อยมือทันที มิฉะนั้นนางจะถูกกดลงกับพื้นไปด้วย
หมาป่าจ่าฝูงหงายหลังล้มลงกับพื้นดัง “ตุ้บ” แล้วพลิกตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว อ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือด เผยให้เห็นฟันที่แหลมคมพุ่งเข้าใส่สตรีที่กล้าดึงหลังคอของมันอย่างสุดกำลัง
ทว่า แสงไฟก็รวมตัวกันเข้ามาอย่างรวดเร็ว ซากหมาป่าที่ล้มลงทีละตัวสะท้อนอยู่ในดวงตาของหมาป่า หมาป่าจ่าฝูงยามนี้ถึงตระหนักได้ว่า เพื่อนร่วมฝูงของมันได้ตายด้วยลูกธนูแหลมคมของฉินเหยาทั้งหมดแล้ว
นี่เพิ่งจะผ่านไปนานแค่ไหนกันเชียว
ยังไม่ถึงสองลมหายใจ เพื่อนร่วมฝูงสิบหกตัวก็ถูกฉินเหยายิงตายทั้งหมด ลูกธนูที่เย็นเฉียบทะลุผ่านร่างกายของพวกมัน เก็บเกี่ยวชีวิตของพวกมันไปอย่างเลือดเย็น
ความโกรธและความเกลียดชังพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ผมที่ยุ่งเหยิงบนหน้าผากของฉินเหยาถูกเสียงคำรามของหมาป่าที่เจือด้วยกลิ่นเหม็นคาวพัดจนยุ่งเหยิง
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างรังเกียจ ชักดาบในมือออกมาแล้วฟันออกไปอย่างรวดเร็ว!
“โฮก!!!” เสียงคำรามอย่างโกรธแค้นดังขึ้น ดาบเงินพาดขวางอยู่ระหว่างปากของหมาป่า ดูแล้วเหมือนฟันออกไปอย่างเชื่องช้า แต่ความจริงแล้วรวดเร็วมาก เลือดสดๆพลันสาดกระเซ็น
ฉินเหยารีบหันข้างหลบ หลีกเลี่ยงหยดเลือดที่จะกระเซ็นลงบนใบหน้าของตน
ดาบนี้ ฟันปากหมาป่าจนเปิดออกทำให้มันไม่สามารถอ้าปากได้อีกต่อไป แม้แต่เสียงคำรามก็กลายเป็นเพียงเสียงต่ำที่น่าเวทนา
แต่ในขณะที่ทุกคนคิดว่าฉินเหยาจะลงดาบซ้ำอีกครั้งเพื่อฆ่าหมาป่าจ่าฝูงให้ตาย นางกลับเก็บดาบไป ถอยหลังไปนอกวงล้อม
“ต้าหลาง”
“ฆ่ามัน!”
เสียงสตรีทั้งเย็นชาและไร้ความปรานีดังขึ้น
ต้าหลางที่ยืนอยู่กับอาวั่งนอกกลุ่มฆ่าหมาป่ามาตลอดพลันใจสั่นขึ้นมา กลืนน้ำลายลงคออย่างแรงสองครั้ง
เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้เตรียมใจ อาวั่งก็ยื่นมือผลักต้าหลางที่ไม่ทันตั้งตัวให้ร่างไถลไปคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหมาป่าจ่าฝูงที่บาดเจ็บและดวงตาแดงก่ำ
หลิวจี้ที่วิ่งลงมาจากเนินหินทันเห็นฉากนี้เข้าพอดีก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “แม่เจ้าโว้ย!”
จากนั้นก็รีบด่า “อาวั่ง เจ้าอยากตายหรือไง มือลื่นก็ไม่ใช่แบบนี้นะ!”
ฉินเหยาปรายตามองอย่างเย็นชา “เจ้าพาคนอื่นไปเก็บซากหมาป่าก่อนเถอะ ถอยไปก่อน”
หมาป่าจ่าฝูงตัวใหญ่เป็นพิเศษตัวนี้ นางจะเก็บไว้ให้ต้าหลางฝึกฝนโดยเฉพาะ ใครก็ห้ามแตะต้อง
เมื่อหลิวจี้ถูกเทพสังหารผู้นี้มองมาก็กลืนน้ำลายลงคออย่างแรงถึงจะหาเสียงของตนเองเจอ เขารีบพยักหน้า “ได้ ได้”
ทว่า…หันกลับไปมองเด็กหนุ่มตัวเล็กที่เพิ่งจะกลิ้งตัวหนีจากการโจมตีของกรงเล็บหมาป่าได้อย่างหวุดหวิด หลิวจี้ก็ทำแข็งใจพูดเกลี้ยกล่อมว่า
“เด็กเรียนรู้ช้า พวกเราค่อยๆสอนก็ได้ ไม่ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้กระมัง”
จบตอน
Comments
Post a Comment