ตอนที่ 401: อย่าลืมซ้ำดาบสุดท้ายเสมอ
“เจ้าเรียนรู้เร็วหรือ”
ฉินเหยายกมือทำท่าเชิญ “เช่นนั้นเจ้าก็ไปสู้สิ”
หลิวจี้ส่ายหัวเป็นพัลวันในทันที คว้าตัวหลิวไป่กับหลิวจ้งที่กำลังตกตะลึงกับการ ‘ฝึกเยี่ยงหมาป่า’ ของฉินเหยา จากนั้นก็รีบไปสมทบกับคนอื่นๆในกลุ่มฆ่าหมาป่าเพื่อเก็บซากหมาป่าและถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
อ้อ ยังไม่ลืมที่จะทิ้งคบเพลิงไว้สองอันด้วย
เขาไม่กล้าเข้าใกล้ฉินเหยาแล้ว
สตรีที่เพิ่งจะสังหารหมู่เมื่อครู่ บนร่างเต็มไปด้วยจิตสังหาร เข้าใกล้แล้วคงได้รับบาดเจ็บ
คบเพลิงสองอันถูกยัดใส่มือของอาวั่ง นิ้วของหลิวจี้ชี้ไปที่เขาอย่างดุร้าย “เจ้าหมอนี่!”
“พวกเราไปก่อน” หลิวจี้เรียกทุกคน นำกลุ่มถอยทัพ
หลิวไป่กับหลิวจ้งตอนนี้ฟื้นคืนสติแล้ว พวกเขามองไปที่หลิวจี้พร้อมกัน อ้าปากอยากจะพูดแต่ก็หยุด อยากจะพูดแต่สุดท้ายก็ไม่พูด
หลิวจี้ถลึงตา “อย่าถาม! อย่ามอง! ดูแลตัวเองให้ดี!”
หลิวไป่กับหลิวจ้งมองหน้ากันแล้วปิดปากแน่น พยักหน้าอย่างแรง เข้าใจ!
ทว่า หลังจากที่ทุกคนแบกซากหมาป่าไปถึงเชิงเขาแล้ว หลิวจี้ก็กัดฟันถือคบเพลิงกลับไปคนเดียว
เขาวิ่งไปยังทิศที่มีเสียงหมาป่าหอนดังมาพลางคิดว่า ชีวิตของเด็กก็ยังเป็นชีวิตนะ!
เมื่อข้างหลังมีเสียงเคลื่อนไหว อาวั่งพลันหันกลับมาอย่างรวดเร็วก็พบเข้ากับใบหน้าเหงื่อท่วมของหลิวจี้
“ชู่ว์ ชู่ว์ ชู่ว์!” หลิวจี้รีบเตือนเขาว่าอย่าส่งเสียง
อาวั่งพยักหน้า ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขาเช็ดเหงื่ออย่างใจดี
ส่วนคบเพลิงสองอันนั้น อันหนึ่งอาวั่งยังถืออยู่ในมือ
ส่วนอีกอันหนึ่งน่ะหรือ ถูกฉินเหยาใช้เป็นเชื้อเพลิง โยนเข้าไปในกองฟืนที่นางสุมขึ้นมาอย่างลวกๆ เพื่อให้แสงสว่างแก่ต้าหลาง
ท่ามกลางแสงไฟ หมาป่าจ่าฝูงเผชิญหน้ากับสองแม่ลูกที่น่ารังเกียจตรงหน้าก็โกรธจนถึงขีดสุด
ทุกครั้งที่โจมตีเจ้าหนูมนุษย์นั้นล้วนเป็นการโจมตีสุดกำลัง มุ่งมั่นหมายจะฆ่าเขาทิ้ง
การต่อสู้ที่แท้จริงจะไม่เปิดโอกาสให้ต้าหลางได้คิดหากลยุทธ์รับมือ เขาหนีรอดจากกรงเล็บหมาป่าครั้งแล้วครั้งเล่าล้วนอาศัยสัญชาตญาณของร่างกายทั้งสิ้น
แต่รั้งมาถึงตอนนี้ พละกำลังก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว
นี่ยังเป็นภายใต้เงื่อนไขที่อาวั่งมาเป็นอาจารย์ฝึกวรยุทธ์ของเขาและเพิ่มปริมาณการฝึกซ้อมแล้วด้วย
หากยังเป็นเหมือนเมื่อก่อนที่ฝึกฝนร่างกายตามฉินเหยา คงจะหลบไม่ได้แม้แต่การโจมตีเดียว ต้องถูกหมาป่าจ่าฝูงที่โกรธจนเสียสติฉีกเป็นชิ้นๆแน่.นอน
“ลุกขึ้น!”
ฉินเหยาตะคอกอย่างเย็นชา
น้ำเสียงนั้นไม่มีความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย ราวกับเป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังออกคำสั่งอย่างสูงส่ง
ต้าหลางฟังแล้วยังแทบไม่อยากจะเชื่อ
นี่ยังเป็นมารดาเลี้ยงที่เขารู้จักอยู่หรือไม่
หมาป่าจ่าฝูงไม่ให้โอกาสเขาได้ขบคิดปัญหานี้ มันเกลียดการถูกหยอกล้อและเกลียด.มนุษย์อย่างฉินเหยาจึงไม่เคยคิดที่จะหนีเลย
เพียงแค่อยากจะฆ่าเจ้าหนูมนุษย์ที่ขวางหน้าตนเองให้ตายแล้วพุ่งเข้าใส่ฉินเหยา ฉีกนางเป็นชิ้นๆ!
ต้าหลางอยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา เขารวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นอีกครั้ง คว้ามีดสั้นที่เพิ่งจะตกไป สู้ตาย
เขายกมีดขึ้นแทงไปที่หมาป่าจ่าฝูงที่พุ่งเข้ามาอย่างแรง แต่คาดไม่ถึงว่า อีกฝ่ายจะกระโดดข้ามไปข้างๆเขาแล้วพลิกตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ตบเขาลงกับพื้นด้วยกรงเล็บเดียว
ต้าหลางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด มีดสั้นในมือจับไว้ไม่อยู่ ตกไปอีกครั้ง
หลิวจี้ที่มองอยู่ข้างหลังเหงื่อท่วมตัว
ส่วนฉินเหยาทางนั้นกลับขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ นางตะโกนลั่น “จับอาวุธของเจ้าให้แน่น!”
“วันนี้หากฆ่าหมาป่าตัวนี้ไม่ได้ เจ้าก็อย่าคิดที่จะกลับบ้าน!”
ขณะที่พูด หมาป่าจ่าฝูงก็เผยให้เห็นกรงเล็บแหลมคมที่เปื้อนเลือด กำลังจะตะปบใส่ต้าหลางที่ล้มอยู่ใต้ร่างของมันแล้ว
ฉินเหยาโบกกระบองยาวแล้วแทงเข้าไปโดยไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ!
“มันเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง เจ้าเป็นคนแท้ๆ กลับถูกมันตีเสียจนอาวุธก็จับไว้ไม่อยู่ เจ้าลองคิดดูสิว่ามันเป็นเพราะอะไร”
หมาป่าจ่าฝูงถูกแทงจนร้องโหยหวน มันลอยขึ้นไปกลางอากาศจากนั้นก็ล้มลงใต้เนินหิน มันพยายามหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถลุกขึ้นได้
มันแยกเขี้ยวที่เปื้อนเลือดออก อยากจะให้ฉินเหยาไปตายเสียเดี๋ยวนี้
ฉินเหยาไม่ได้เหลือบตามองมันเลย นางก้าวยาวๆไปข้างหน้าแล้วพยุงต้าหลางที่นอนแผ่อยู่บนพื้นขึ้นมา กดให้เขายืนบนพื้นดีๆแล้วยัดมีดสั้นที่ตกไปใส่มือเขา
“หลิวจื่อวั่ง ข้าให้เจ้าพักสองนาที ครั้งนี้หากยังจับอาวุธไม่ได้อีก เจ้าก็รอถูกเจ้าเดรัจฉานนั่นฉีกเนื้อหนังเถอะ!”
พูดจบก็ตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ พลางถอยกลับไปข้างกองไฟ
ต้าหลางเซไปก้าวหนึ่ง เกือบจะถูกการตบเบาๆ นี้ทำให้ล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก นิ้วที่จับมีดสั้นสั่นเทาเพราะไม่มีแรง ลองกำอยู่สองสามครั้งถึงจะสามารถจับมีดไว้ได้อย่างยากลำบาก
สายตาของหลิวจี้กวาดมองไปมาระหว่างต้าหลางและหมาป่าจ่าฝูงพลางแอบกลืนน้ำลายลงคอ ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะสงสารใครดี
หากรู้ว่าต้องมาเป็นคู่ซ้อมแบบนี้ หมาป่าจ่าฝูงตัวนี้คงอยากถูกสตรีใจร้ายยิงธนูใส่ให้ตายตั้งแต่แรกแล้วกระมัง
หมาป่าจ่าฝูงยืนโซเซขึ้นมาใหม่แล้ว
เวลาพักของต้าหลางเหลือไม่มากแล้ว
เขาบอกกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า ใจเย็น ต้องใจเย็น!
ต้าหลางเงยหน้าขึ้น พยายามมองไปที่หมาป่าจ่าฝูง แต่ขนตากลับสั่นไม่หยุดอย่างไม่อาจควบคุม สายตาพร่ามัวตลอดเวลา ไม่อาจมองร่างของหมาป่าจ่าฝูงได้ชัดเจน
คำถามของฉินเหยาดังขึ้นในสมองของต้าหลาง มันเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง เจ้าเป็นคนแท้ๆกลับถูกมันเสียตีจนอาวุธก็จับไว้ไม่อยู่ เจ้าลองคิดดูสิว่ามันเป็นเพราะอะไร
เพียงชั่วขณะ ในใจก็มีคำตอบที่จริงแท้ดังขึ้นมา กลัว
เพราะความกลัวจึงไม่กล้าที่จะเผชิญหน้า
ต้าหลางเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้มาก แต่เขาก็ควบคุมไม่ได้
ทำได้เพียงล้างสมองตัวเองในใจอยู่ตลอดเวลา หลิวจื่อวั่ง เจ้าจะกลัวเดรัจฉานตัวหนึ่งไม่ได้ แม้ว่ามันจะมีร่างกายที่ใหญ่โตกว่าเจ้าสี่ห้าเท่า แม้ว่าตอนนี้มันจะมีท่าทีที่ดุร้ายอยากจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ เจ้าก็ไม่สามารถกลัวมันแล้วถอยหลังได้…
มือที่สั่นเทาค่อยๆกำมีดสั้นแน่นขึ้นเรื่อยๆ
หนุ่มน้อยค่อยๆช้อนตาขึ้น สายตาจับจ้องไปที่ดวงตาหมาป่าสีเลือดคู่นั้น
ดูเหมือน…ก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นแล้ว ใช่ไหม
เมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขา หมาป่าจ่าฝูงก็ดีดร่างพุ่งกระโจนเข้ามาทันที!
ลมแรงพัดมาปะทะหน้า มันเป็นกลิ่นสนิมเหล็กที่เข้มข้น
ต้าหลางไม่หลบอีกต่อไป
เขายืนอยู่ที่เดิม ดวงตาจับจ้องไปที่หน้าอกและท้องของหมาป่าจ่าฝูงที่เผยให้เห็นขณะวิ่ง
มารดาเลี้ยงและท่านอาอาวั่งเคยกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ สถานที่ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ง่ายๆก็คือจุดอ่อนของพวกเขา
และเมื่อจุดๆนี้ถูกเปิดเผยออกมาก็ต้องจับจ้องเอาไว้ รอจนกระทั่งโอกาสมาถึงก็ให้โจมตีสุดกำลัง!
“ฉึก!” เสียงหนึ่งดังขึ้น โลหะก็ทะลุผ่านเนื้อหนังเข้าไป
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่รู้ว่าไปคุกเข่าอยู่บนพื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ สองมือยกมีดสั้นที่แหลมคมขึ้นสูง ปลายมีดทะลุผ่านหนังของหมาป่าจ่าฝูงที่กระโดดข้ามศีรษะของเขาไป เขาใช้แรงทั้งหมด ตะโกนอย่างโกรธแค้นแล้วดึงมีดไปด้านหน้าอย่างแรง!
“อ๊า!”
บาดแผลยาวเหยียดถูกผ่าเปิดตรงใต้ท้องบนส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดของหมาป่าจ่าฝูง อวัยวะภายในสีแดงๆขาวๆ บางส่วนก็ร่วงหล่นลงมาราวกับสายฝนราดลงบนศีรษะและใบหน้าของเด็กหนุ่มจนเปียกโชก
หมาป่าจ่าฝูงส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด มันตกลงมาจากอากาศ กระแทกลงกับพื้นหนักๆ
มารดาเลี้ยงยังบอกอีกว่า อย่าลืมซ้ำดาบสุดท้ายเด็ดขาด
ต้าหลางเช็ดเลือดที่ร้อนระอุบนใบหน้า ใช้แรงเฮือกสุดท้าย ลุกขึ้นจากพื้นแล้วเดินโซซัดโซเซไปอยู่ตรงหน้าหมาป่าจ่าฝูงที่ลุกขึ้นไม่ได้แล้ว สายตามันหม่นหมอง นอนหายใจรวยริน
เขายกมีดขึ้น มีดทั้งเล่มก็ปักลึกลงไปในคอของมัน
เมื่อร่างหมาป่าใต้ร่างหยุดหายใจ ต้าหลางก็ผ่อนคลายลงทั้งตัว ล้มลงบนซากหมาป่า
การต่อสู้ที่ดุเดือดหยุดลง หนุ่มน้อยได้รับชัยชนะ
ดวงตาเขาแข็งค้างอยู่ครู่ใหญ่ ทั้งตัวเปื้อนเลือด แต่อาวุธในมือกลับจับไว้แน่น ไม่เคยปล่อยอีกเลย
สภาพเช่นนี้ ดูแล้วชวนให้คนใจคอไม่ดี ไม่รู้ว่าเขาเป็นหรือตาย
“ต้าหลาง!”
หลิวจี้วิ่งเข้ามาอย่างตื่นตระหนก อยากจะอุ้มลูกขึ้นมา
ขณะที่สองมือกำลังจะสัมผัสกับเลือดที่เปียกโชกก็หดกลับไปโดยสัญชาตญาณ
ฉินเหยาแค่นเสียงหนึ่งที
หลิวจี้โกรธจนหน้าแดง ถลึงตาใส่นาง ประณามอย่างอ่อนแรงว่า “เจ้าช่าง ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว…”
เขากัดฟัน ยังคงยื่นมือออกไปอุ้มลูกขึ้นมาจากซากหมาป่า
ร่างกายยังคงอุ่น มีลมหายใจ พอเรียกเขาก็กะพริบตา
ยังมีชีวิตอยู่!
บิดาชราถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางอุ้มลูกนั่งลงข้างๆกองไฟ
ตอนที่ 402: ภูมิใจเล็กน้อย
อาวั่งแบกหมาป่าจ่าฝูงที่ยับเยินไปแล้ว ถือคบเพลิงเดินนำหน้า
หลิวจี้แบกต้าหลางที่เหนื่อยจนหมดแรงเดินอยู่ตรงกลาง
ส่วนฉินเหยาถืออาวุธของตนเองและของต้าหลางเดินอยู่ท้ายสุด ผู้ใหญ่สามคนเด็กหนึ่งคนกลับถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวช้ากว่าคนในกลุ่มฆ่าหมาป่าถึงหนึ่งชั่วยาม
ทางด้านศาลบรรพชน ในตอนนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
ซากหมาป่าสิบหกตัวที่กลุ่มฆ่าหมาป่ายกมาก่อนถูกวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบบนเสื่อตากข้าวที่อยู่นอกประตูใหญ่ของศาลบรรพชน
ยามนี้ดึกมากแล้ว วันปกติเวลานี้ชาวบ้านคงจะหลับใหลไปแล้ว
แต่คืนนี้ถูกกำหนดให้เป็นคืนที่ไม่อาจข่มตานอน
ทุกครัวเรือน ตั้งแต่ผู้เฒ่าไปจนถึงเด็ก ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด พวกเขาต่างก็มารวมตัวกันที่หน้าประตูศาลบรรพชน ชี้ชวนกันวิพากษ์วิจารณ์ซากหมาป่าสิบหกตัวนั้นด้วยใจที่ตื่นเต้น ไม่สามารถสงบลงได้เป็นเวลานาน
เมื่อมองเห็นแสงไฟปรากฏขึ้นที่เชิงเขาทางเหนือแต่ไกล หลิวไป่กับหลิวจ้งก็รีบทิ้งชาวบ้านที่กำลังซักถามเรื่องราวการฆ่าหมาป่าไปแล้ววิ่งเข้าไปต้อนรับ
พอเห็นอาวั่งที่คลุมด้วยซากหมาป่าจ่าฝูงที่ยับเยินก็เกือบจะทำให้สองพี่น้องตกใจจนสะดุ้ง
ทว่าในไม่ช้าก็รู้ได้ว่าหมาป่าจ่าฝูงที่ดุร้ายนั้นตายแล้วจึงทั้งโล่งใจและแอบตกใจด้วย
หลิวไป่ลองถาม “หมาป่าจ่าฝูงตัวนี้เป็นน้องสะใภ้ฆ่าใช่หรือไม่”
หลิวจี้ที่แบกต้าหลางอยู่ยิ้มให้เขาอย่างประหลาด ไม่ได้ตอบคำ เพียงส่ายหน้า ทิ้งปริศนาไว้ให้พวกเขาเดาเอาเอง
ในใจยังแอบภูมิใจเล็กน้อย เป็นลูกชายของบิดาต่างหากที่ฆ่า
หมาป่าตัวใหญ่ขนาดนั้น เก่งกาจเกินไปแล้วจริงๆ!
ฉินเหยาเดินขึ้นมาข้างหน้า บอกให้อาวั่งมอบซากหมาป่าจ่าฝูงให้หลิวไป่กับหลิวจ้งแล้วพูดว่า
“ซากหมาป่าพวกท่านเอากลับไปก่อน ต้าหลางค่อนข้างเหนื่อย พวกเราจะกลับบ้านก่อน มีอะไรค่อยว่ากันพรุ่งนี้”
โชคดีที่เป็นชายฉกรรจ์สองคน คนหนึ่งจับหัว ส่วนคนหนึ่งจับขา กึ่งอุ้มกึ่งยกก็สามารถนำไปได้
เมื่อเห็นใบหน้าที่เย็นชาของฉินเหยา สองพี่น้องก็ไม่กล้าถามมาก เพียงแต่ทางด้านศาลบรรพชนตอนนี้กำลังรอนางไปเป็นประธานอยู่
หลิวไป่รีบถาม “น้องสะใภ้ เจ้าไม่ไปศาลบรรพชนแล้วหรือ แล้วซากหมาป่าเหล่านี้กับเงินที่ชาวบ้านรวบรวมมาก่อนหน้านี้ จะแบ่งกันอย่างไร”
หลิวจ้งยิ้มขมขื่นเสริมอยู่ข้างๆว่า “สองอย่างนี้คืนนี้หากยังไม่มีข้อสรุปออกมา เกรงว่าชาวบ้านคงจะนอนไม่หลับแน่”
ทั้งตัวหมาป่าล้วนเป็นของมีค่า ซากหมาป่าสิบเจ็ดตัวในคราวเดียว ไม่ต้องพูดถึงหนังแค่กระดูกกับเนื้อก็หนักถึงสองพันจินแล้ว จะไม่จับจ้องได้อย่างไร
ฉินเหยาพยักหน้าแสดงออกว่าเข้าใจ นางโบกมือแล้วบอกให้อาวั่งกับหลิวจี้เดินนำไปก่อน
“เงินอยู่ที่หลิวฉีหมดแล้วก็แบ่งให้สมาชิกในกลุ่มฆ่าหมาป่าตามที่พูดกันไว้ก่อนหน้านี้” ฉินเหยาพลางเดินพลางกำชับ “ส่วนหมาป่าพวกนี้ก็ให้ผู้ใหญ่บ้านจัดการเถิด”
เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่ได้มีเจตนาว่าจะขอแบ่งเพิ่ม ในใจของหลิวไป่กับหลิวจ้งก็มีแผนแล้ว
ที่ชาวบ้านยังไม่ลงมือก็เพราะกำลังรอคำพูดนี้ของฉินเหยาอยู่
นางคือผู้มีคุณูปการใหญ่หลวงในคืนนี้ ย่อมต้องให้นางเป็นคนบอกว่าจะแบ่งอย่างไร
อย่างไรเสีย คนในกลุ่มฆ่าหมาป่า ความจริงแล้วก็ไม่ได้ออกแรงอะไรมากนัก เข้าไปในภูเขาทางเหนือก็แค่โบกกระบองสองสามที คนส่วนใหญ่ยังไม่ทันได้เผชิญหน้ากับฝูงหมาป่า หมาป่าก็ถูกฉินเหยายิงธนูใส่จนตายแล้ว
มีก็แต่หลิวจ้งกับเพื่อนร่วมกลุ่มของเขาที่โชคร้ายหน่อย สองคนถูกหมาป่าจ่าฝูงกระโจนใส่หน้า
แต่ก็แค่ตกใจเสียขวัญ ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แค่ฟกช้ำถลอกจากหินกับกิ่งไม้ พักสักสองสามวันก็หายแล้ว
เมื่อมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน หลิวไป่กับหลิวจ้งก็แบกซากหมาป่าจ่าฝูงไปยังศาลบรรพชน ทั้งสองกลุ่มแยกทางกัน
ทางด้านศาลบรรพชน เมื่อได้รับคำพูดนี้จากฉินเหยาแล้ว หลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านออกคำสั่ง ชาวบ้านก็ลงมือทันที ลับมีดเตรียมจัดการกับฝูงหมาป่า
ส่วนทางด้านฉินเหยา นางให้อาวั่งซึ่งเป็นคนเดียวที่ดูเรียบร้อยที่สุดไปรับเด็กสามคนที่เรือนเก่ากลับมา
ทั้งครอบครัวปิดประตูบ้านไว้ กั้นความวุ่นวายและความรื่นเริงทั้งหมดไว้ข้างนอก
ฉินเหยาเข้าบ้านไปจุดเทียนทั้งหมด
อาวั่งก็เข้าห้องครัว ก่อไฟต้มน้ำร้อนอย่างขะมักเขม้น
หลิวจี้วางต้าหลางที่อยู่บนหลังลง เมื่อเห็นแสงเทียนที่อบอุ่นนี้ ถึงได้รู้สึกว่าโลกค่อยๆกลายเป็นความจริง
ข้างหูมีเสียงอุทานอย่างรังเกียจของเอ้อร์หลางและฝาแฝดดังขึ้น หลิวจี้ก้มหน้ามองก็สูดหายใจเข้าลึกทันที “ไอ้หยา เสื้อผ้าพังหมดแล้ว!”
เสื้อผ้าบนร่างของเขาถูกต้าหลางย้อมเสียจนเปื้อนเลือด ทั้งเหม็นทั้งน่าขยะแขยง
ต้าหลางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เหมือนคนใกล้ตายยิ่งน่าเวทนา ตั้งแต่หัวจรดเท้าถูกอวัยวะภายในและเลือดสดๆของหมาป่าจ่าฝูงราดจนเปียกโชก ตอนนี้เหมือนกับคนที่ถูกตักขึ้นมาจากบ่อเลือดไม่มีผิด
เอ้อร์หลางกับซานหลางซื่อเหนียงมองดูพี่ใหญ่ในสภาพเช่นนี้ก็ตกใจจนไม่กล้าพูดอะไร ยืนตาโตมองท่านพ่อของตนเองอย่างหวาดกลัว
จนกระทั่งได้ยินหลิวจี้พูดว่า “ไม่เป็นไร ยังมีชีวิตอยู่” พี่น้องทั้งสามคนถึงได้กล้าเข้าใกล้พี่ใหญ่
ซานหลางยื่นมือไปโบกไปมาตรงหน้าดวงตาของต้าหลาง ต้าหลางถลึงตาใส่เขาอย่างไม่พอใจ เจ้าตัวเล็กก็ร้อง “อ๊า” เสียงหลง ถอยหลังไปสามเมตร
ซื่อเหนียงมองพี่เล็กแล้วส่ายหน้าอย่างจนใจ ลองยื่นมือเล็กๆออกไป อยากจะจิ้มพี่ใหญ่ดู
“อย่าแตะต้องเขา!” ฉินเหยาปรากฏตัวขึ้นมาทันที ไล่เด็กสามคนออกไป เดี๋ยวจะมีเด็กเปื้อนเลือดเพิ่มขึ้นมาอีก
แม้ว่านางจะไม่ใช่คนซักเสื้อผ้า แต่ในฤดูหนาวการซักเสื้อผ้าด้วยน้ำร้อนก็เปลืองฟืนพอสมควร ประหยัดได้ก็ประหยัด
หลังไล่เด็กสามคนออกไปแล้ว ฉินเหยาก็นั่งยองๆลงตรงหน้าต้าหลาง ก่อนจับมือทั้งสองข้างของเขาขึ้นมาดู
หลังมือมีรอยถลอก ข้อศอกมีรอยฟกช้ำ แต่เพราะมีฟางป้องกันไว้จึงไม่มีแผลเปิดหรือเลือดออก
ดูมือเสร็จแล้วก็ดูเท้าและลำตัว พอแตะที่ก้น เด็กหนุ่มที่แกล้งตายก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที
ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ “อายอะไร ยืนนิ่งๆ ข้าจะตรวจบาดแผลให้ก่อน”
ต้าหลางรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าว ใบหน้าที่เปื้อนเลือดกลับเผยให้เห็นความเขินอายอยู่บ้าง เขารีบพูดอย่างรวดเร็วว่า “ข้าไม่เป็นไรขอรับ ไม่ต้องตรวจ”
“จริงหรือ” ฉินเหยากังขาเล็กน้อย
ต้าหลางร้อง “อืม อืม” ตอบรับอย่างหนักแน่น
ฉินเหยาคิดๆดูก็น่าจะไม่มีปัญหาร้ายแรงอะไร อย่างไรเสียนางก็ได้ผ่าปากหมาป่าจนแยกแล้ว มันไม่สามารถกัดคนได้ด้วยซ้ำ
“ได้ เช่นนั้นก็ไปอาบน้ำนอนเถอะ พักผ่อนดีๆสักคืน พรุ่งนี้ข้าจะทบทวนการต่อสู้คืนนี้กับเจ้า”
ฉินเหยาตบมือลุกขึ้นถามไปทางห้องครัว “อาวั่ง น้ำร้อนต้มเสร็จหรือยัง”
“ใกล้แล้วขอรับ” อาวั่งตอบ
หลังจากที่หลิวจี้พบว่าเสื้อผ้าของตนเองสกปรกก็รีบวิ่งกลับห้องไปหาเสื้อผ้าสะอาดให้ตนเองทันที เมื่อผ่านห้องเด็กก็ถือโอกาสหยิบเสื้อมาให้ต้าหลางชุดหนึ่งด้วย
ตอนนี้เมื่อได้ยินอาวั่งบอกว่าน้ำได้ที่แล้วก็เอาเสื้อผ้าสะอาดไปวางไว้ในห้องอาบน้ำ เรียกให้ต้าหลางมาอาบน้ำด้วยกัน
ต้าหลางเคยได้รับการดูแลเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
สมัยก่อนล้วนเป็นเขาที่พาน้องชายไปล้างหน้าล้างตาเอง ท่านพ่อไม่เคยสนใจพวกเขาเลย ยังบอกอีกว่า “มารดาเลี้ยงของเจ้าบอกว่า เรื่องของตัวเองก็ให้ทำเอง”
“ยืนนิ่งทำไม เจ้าเด็กคนนี้ไม่เหม็นหรือไง” เมื่อเห็นลูกชายคนโตยืนนิ่งอยู่ในห้องโถง หลิวจี้ก็เดาว่าเขาอาจจะเหนื่อยจนเบลอจึงก้าวยาวๆขึ้นไป สอดแขนเข้าไปใต้รักแร้ของต้าหลาง ยกเขาเข้าไปในห้องอาบน้ำ
ต้าหลางเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นชา “ข้าทำเองได้”
หลิวจี้ยิ้มแหะๆ “อายอะไร เจ้าเป็นอย่างไรพ่อเจ้าไม่เคยเห็นรึ ตอนเด็กๆ เจ้าอึ พ่อยังเช็ดก้นให้เจ้าเลยนะ”
ต้าหลางโกรธจนหน้าแดงก่ำ “ท่านพ่อ ท่านจะหุบปากได้หรือไม่!”
ฉินเหยายืนอยู่ที่ประตูห้องโถง มองดูเงาของคนตัวโตกับคนตัวเล็กที่กำลังวุ่นวายกันอยู่ตรงหน้าต่างห้องอาบน้ำ มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
นางยักไหล่ เดินไปที่ห้องครัวยกน้ำร้อนที่อาวั่งเตรียมไว้ให้แล้วกลับห้องไปเช็ดเหงื่อและคราบเลือดบนร่างกาย
ทั้งครอบครัวจัดการตัวเองจนสะอาดเรียบร้อยก็ทิ้งตัวลงในผ้านวมที่นุ่มนิ่ม ในไม่ช้าก็หลับใหลไป
ตอนที่ 403: มารดาเลี้ยงมาถึงสนามรบ
ตลอดทั้งคืนไร้ฝัน ฉินเหยานอนหลับสบาย
ถ้าหากทางห้องโถงไม่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่เช้าตรู่ นางอาจจะได้นอนหลับต่ออย่างสบายใจอีกสักงีบ
จินเป่าและจินฮวามาตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนที่มาถึงประตูใหญ่บ้านของฉินเหยายังคงลงกลอนอยู่ ทั้งสองคนก็ทุบประตูเสียงดังปังๆ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ศาลบรรพชนเมื่อคืนนี้ สองพี่น้องไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อยเพราะถูกกักตัวอยู่ที่บ้านและเข้าสู่ห้วงนิทราแต่หัวค่ำ
รอจนกระทั่งตื่นขึ้นมาเช้านี้ ถึงได้รู้ว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พอได้ยินคนพูดว่าหมาป่าจ่าฝูงถูกอาสะใภ้สามและต้าหลางฆ่าก็ทำเอาจินเป่าตื่นเต้นจนไม่ได้กินข้าวเช้า รีบสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายหนาๆ แล้วมาที่บ้านของอาสะใภ้สามของเขาทันที
จินฮวาเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ตามมาติดๆ
ในตอนนี้ จินเป่า จินฮวา เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียง นั่งล้อมอยู่ตรงหน้าต้าหลาง ปากเล็กๆ เหล่านั้นเอ่ยถามไม่หยุด
จินฮวาถาม “พี่ต้าหลาง หมาป่าจ่าฝูงถูกท่านฆ่าจริงๆหรือ”
ต้าหลางพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า “ก็พอจะพูดได้ว่าเป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานของน้าเหยา”
จินเป่าถาม “ต้าหลาง เจ้าฆ่าหมาป่าจ่าฝูงได้อย่างไร ใช้มีดหรือธนู”
ต้าหลางตอบว่า “ใช้มีด ธนูข้าไม่มีโอกาสได้หยิบออกมาเลย ระยะใกล้เกินไป หมาป่าจ่าฝูงก็เร็วเกินไป ตอนนั้นข้าก็เบลอไปหมด ไม่รู้ว่าไปแทงมันตายได้อย่างไร”
เอ้อร์หลางถาม “พี่ใหญ่ ท่านรู้หรือไม่ว่าหนังหมาป่าราคาเท่าไหร่ หมาป่าที่หมู่บ้านเราล่ามาครั้งนี้จะขายได้เงินเยอะหรือไม่”
ต้าหลางที่เมื่อครู่ยังอดทนและใจดี พอได้ยินคำถามนี้ก็หุบยิ้มลงทันที เขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ข้ามไป คำถามต่อไปใครจะถาม”
ซานหลางยกมือเล็กๆขึ้นอย่างกระตือรือร้น “ข้า ข้า ข้า พี่ใหญ่ข้าอยากถามว่า ท่านจะถอนเขี้ยวหมาป่าจ่าฝูงให้ข้าได้หรือไม่”
“เจ้าจะเอาเขี้ยวหมาป่าไปทำอะไร” ซื่อเหนียงถามอย่างไม่เข้าใจ
ซานหลางพูดอย่างจริงจังว่า “ท่านยายหวังบอกข้าว่า เขี้ยวหมาป่าสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ ข้ากลัวผี…”
เอ้อร์หลางแกล้งพุ่งขึ้นไปข้างหน้า ปากก็ทำเสียงคำรามต่ำๆเหมือนวิญญาณ พูดอย่างน่าขนลุกว่า “หลิว~ซาน~หลาง~ ข้าจะกินเจ้า!”
ในห้องโถงพลันมีเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกของเด็กๆและเสียงบ่นอย่างน้อยใจหลังจากที่รู้ตัวดังขึ้น
หลิวจี้ที่กำลังเขียนการบ้านปิดภาคเรียนที่ท่านอาจารย์มอบหมายให้อย่างยากลำบากในห้องหนังสือหน้าดำคล้ำ เขาวางตำราลงดัง “ปัง” ผลักหน้าต่างให้เปิดออก ตะโกนอย่างโกรธแค้นว่า
“หลิวเอ้อร์หลาง เจ้าเด็กคนนี้เงียบๆหน่อยสิ!”
ศีรษะหลายศีรษะโผล่ออกมาจากทางเดิน โดยมีเอ้อร์หลางที่เป็นผู้นำ ตามมาด้วยจินเป่า จินฮวาและซื่อเหนียง ต่างก็ ‘แลบลิ้นปลิ้นตา’ ใส่เขา
“เฮ้ย เจ้าพวกเด็กบ้าพวกนี้จะหาเรื่องรึ!”
เมื่อเห็นหลิวจี้คว้าไม้กวาดข้างประตูไล่ตามมา เอ้อร์หลางและคนอื่นๆก็รีบหนีไปคนละทิศละทางพลางหัวเราะฮ่าๆไม่หยุด
ต้าหลางที่กล้ามเนื้อปวดเมื่อยจนไม่กล้าเดิน ทั้งใบหน้ายังมีรอยฟกช้ำอยู่สองสามแห่ง ทำได้เพียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องโถง ผิงไฟไปพลางมองพวกเขาเล่นสนุกอย่างอิจฉา
ในใจก็แอบคำนวณอย่างร้ายกาจว่า อีกกี่ลมหายใจ มารดาเลี้ยงจะมาถึงสนามรบ
ขณะที่กำลังวุ่นวายกันอยู่ ประตูห้องนอนใหญ่ก็ค่อยๆเปิดออกเสียงดังเอี๊ยด
ในทันใดนั้น ความวุ่นวายทั้งหมดก็หายไป ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างก็หันไปมองที่ประตูห้องพร้อมกัน
“อรุณสวัสดิ์!”
ฉินเหยาบิดขี้เกียจเดินออกมาจากห้อง อารมณ์ค่อนข้างดีจึงโบกมือให้ทุกคน
ลานบ้านที่เงียบสงบ ถึงได้มีเสียงกลับมาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเชื่อฟังกว่าเมื่อครู่มาก
“เมียจ๋า อาหารเช้าเจ้าอยากทานอะไร” หลิวจี้ทิ้งไม้กวาดในมือ ถามอย่างกระตือรือร้น
ยังไม่ลืมที่จะถลึงตาเตือนเอ้อร์หลางกับซื่อเหนียง เจ้าเด็กซนสองคนนี้ เดี๋ยวค่อยมาจัดการพวกเจ้า
ฉินเหยาถามอย่างใคร่รู้ “มีรายการให้เลือกด้วยรึ”
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ “แน่.นอนว่ามี ตราบใดที่เมียจ๋าเจ้าอยากจะกิน ต่อให้เป็นพระจันทร์บนฟ้าข้าก็จะหาทางไปเด็ดมาให้เจ้า!”
มุมปากของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย ขี้เกียจจะไปสนใจเจ้าคนพาลนี้อีก ก่อนอื่นก็ไปดูต้าหลางที่ห้องโถง เมื่อเห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าของเขาก็หันกลับไปถามหลิวจี้ที่ตามมา “ทายาแล้วหรือยัง”
“ทาแล้ว ทาแล้ว” หลิวจี้ขยิบตาให้ต้าหลางอย่างแรง
ต้าหลางกลอกตามองฟ้าอย่างจนใจ ร่วมมือกันหลอกลวงให้ผ่านพ้นครั้งนี้ไป
รอจนกระทั่งฉินเหยาออกจากห้องโถงไปแล้ว หลิวจี้ถึงค่อยวิ่งกลับเข้าห้องไปเอายารักษาแผลมา กดลูกชายคนโตที่ไม่สบอารมณ์ลงแล้วทายารักษาแผล
เพราะกลัวว่าฉินเหยาจะพบเข้าจึงปิดประตูห้องโถงไว้ด้วย
ฉินเหยามาถึงห้องครัว อาวั่งก็ยื่นน้ำแกงกระดูกให้ชามหนึ่งแล้วพูดว่า
“ตอนเช้าผู้ใหญ่บ้านให้คนส่งเนื้อหมาป่ามาให้ยี่สิบจิน ยังได้หนังและหัวของหมาป่าจ่าฝูงมาด้วย ข้าเอาไปแช่แข็งไว้ที่สวนหลังบ้านก่อน รอฮูหยินตื่นแล้ว ดูว่าท่านอยากจะจัดการอย่างไรค่อยมาจัดการ”
ฉินเหยาดื่มน้ำแกงแล้วเดินไปดูที่สวนหลังบ้าน หนังทั้งผืนของหมาป่าจ่าฝูงถูกถลกออกจนหมดจดพร้อมกับหัวหมาป่าที่กรามล่างหัก ตากไว้ด้วยกันบนราวไม้ไผ่ในสวนหลังบ้าน
จินเป่ากับซื่อเหนียงและคนอื่นๆก็ตามมาด้วย พวกเขามองดูแล้วร้องว้าวๆ ทั้งอยากดูทั้งกลัว ทุกคนหลบไปอยู่ข้างหลังฉินเหยา โผล่มาเพียงศีรษะ
ฉินเหยาไล่เด็กกลุ่มนี้ไปที่ห้องครัวอย่างขบขันแล้วถามอย่างใคร่รู้ “จินเป่าจินฮวา บ้านพวกเจ้าได้ส่วนแบ่งหรือไม่”
สองพี่น้องพยักหน้า บอกว่าได้ส่วนแบ่งเป็นเนื้อ แต่ไม่ได้หนัง
“แล้วได้เนื้อเท่าไหร่ล่ะ” ฉินเหยาถามอีกครั้ง
จินเป่าพูดอย่างไม่แน่ใจ “ก็พอๆกับบ้านอาสะใภ้สามนะขอรับ”
เช่นนั้นก็ยี่สิบจิน
ฉินเหยาคำนวณไม่ออกว่านี่คือการแบ่งแบบไหน นางจึงไปถามอาวั่ง เขาเองก็อยู่บ้านแต่เช้ายังไม่ได้ออกไปไหนจึงส่ายหน้าแสดงออกว่าไม่รู้เช่นกัน
อาวั่งได้โอกาส ยื่นจานแผ่นแป้งย่างไส้เนื้อบดปรุงรสที่อุ่นไว้แล้วให้ฉินเหยา
ฉินเหยารับมาดมดู กลิ่นหอมฟุ้ง ความอยากอาหารก็พุ่งขึ้นมาทันที
กินไปพลาง ถามเจ้าตัวเล็กข้างๆว่า “กินมื้อเช้าแล้วหรือยัง”
หลายคนพยักหน้าอย่างแรง กินไปตั้งนานแล้ว พวกเขาไม่สนใจแผ่นแป้งย่างไส้เนื้อบดปรุงรสของฉินเหยาเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ชอบที่จะอยู่รอบๆตัวนาง ไล่ก็ไม่ไป
ฉินเหยายิ้มๆ ไม่สนใจพวกเขาอีกต่อไป กินแผ่นแป้งย่างกับน้ำแกงเนื้ออย่างเอร็ดอร่อย ถือโอกาสทดสอบบทเรียนของเด็กหลายๆคน
ขณะที่กำลังทดสอบอยู่ ทางบ่อน้ำในหมู่บ้านก็มีเสียงโห่ร้องที่ร้อนแรงดังขึ้นมาทันใด
เด็กๆหลายคนที่ถูกบังคับให้ทดสอบบทเรียนก็รีบวิ่งออกไปดู
ไม่นาน ซื่อเหนียงกับจินฮวาก็วิ่งกลับมาบอกว่า “ท่านแม่ ที่หมู่บ้านกำลังขายเนื้อหมาป่า! ที่บ่อน้ำในหมู่บ้านมีคนมาเยอะมากเลย ไม่รู้จักทั้งนั้น!”
ขณะที่กำลังพูดอยู่ก็มีเสียงวุ่นวายดังขึ้นมาอีกครั้ง
แม้ว่าจะมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ่อน้ำในหมู่บ้าน แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศสนุกสนานที่นั่นแล้ว
ฉินเหยาเกิดความอยากรู้ขึ้นมา พอดีมื้อเช้าก็กินหมดแล้ว นางจึงตบมือลุกขึ้น กำชับให้หลิวจี้ดูแลต้าหลางให้ดีแล้วพาจินฮวากับซื่อเหนียงไปยังบ่อน้ำในหมู่บ้าน
ยังไม่ทันถึงที่หมาย ความคึกคักของผู้คนก็ลอยมาถึงก่อนแล้ว
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวชำแหละหมาป่ากันอย่างคึกคัก ตั้งแต่เมื่อคืนต่อเนื่องมาจนถึงเช้านี้ก็ยังไม่หยุด
พี่น้องตระกูลหยางกลับไปที่หมู่บ้านแล้วก็ป่าวประกาศอีกครั้ง ตอนเช้าตรู่จึงดึงดูดชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอมาดูความสนุกมากมาย
เดิมทีที่คนหมู่บ้านเซี่ยเหอมาก็อยากจะมาดูว่ากำจัดหมาป่าสำเร็จหรือไม่
หากไม่สำเร็จ หมู่บ้านของพวกเขาอยู่ใกล้ จะได้ระวังตัวไว้ล่วงหน้า
นึกไม่ถึงว่า หมู่บ้านตระกูลหลิวไม่เพียงแต่จะทำสำเร็จ ยังสามารถกวาดล้างฝูงหมาป่าได้ทั้งหมด!
ดูสิหนังหมาป่าและเนื้อหมาป่าที่ปูเต็มไปหมดนี่ จะไม่ซื้อกลับไปทำอาหารจานเด็ดสำหรับวันสิ้นปีได้อย่างไร
เสียงโห่ร้องที่ฉินเหยาได้ยินที่บ้านก็เป็นเพราะว่าเนื้อน้อยคนเยอะ ส่วนแบ่งไม่พอ ชาวบ้านหลายบ้านงัดข้อกันเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ เนื่องจากการต่อสู้ดุเดือดเกินไป ชาวบ้านที่มุงดูจึงอดไม่ได้ที่จะระเบิดอารมณ์ออกมา
ความกระตือรือร้นนั้น คนที่ไม่รู้ยังนึกว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่
จริงๆแล้ววันนี้เพิ่งจะวันที่ยี่สิบเก้าเดือนสิบสองเอง พรุ่งนี้ต่างหากจึงจะเป็นวันสิ้นปี
ตอนที่ 404: การเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่
“น้องสะใภ้สาม!”
นางเหอที่ยืนอยู่บนต้นไม้คอเบี้ยว พอเห็นฉินเหยาซึ่งอยู่นอกกลุ่มคนก็รีบโบกมือให้นางพลางร้องบอก “ทางนี้! ทางนี้!”
ตำแหน่งที่นางยืนอยู่นั้น ทิวทัศน์ยอดเยี่ยมที่สุด
ฉินเหยาพยักหน้ารับ รีบพาเด็กหญิงสองคนวิ่งเหยาะๆขึ้นไป
ชาวบ้านที่พบเจอตลอดทาง เมื่อเห็นนางต่างก็ทักทายนางด้วยความดีใจ
มีทั้งคนที่ชื่นชมในความเก่งกาจของนาง มีทั้งคนที่ถามว่านางได้รับบาดเจ็บหรือไม่
ฉินเหยาตอบกลับทีละคนทีละคน ผ่านไปครู่ใหญ่จึงจะมาถึงจุดที่นางเหอยืนอยู่ได้อย่างยากลำบาก
จินฮวาและซื่อเหนียงราวกับเป็นลิงอย่างนั้น เพียงสองทีก็ปีนขึ้นต้นไม้ไปเองแล้ว
นางเหอกลัวว่าต้นไม้แก่ต้นนี้จะรับน้ำหนักมากขนาดนั้นไม่ไหวจึงรีบลงมา เว้นที่ให้เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองแล้วกำชับอย่างจริงจังว่า “ระวังหน่อยนะ! จับกิ่งไม้ไว้ให้ดีได้ยินหรือไม่!”
ซื่อเหนียงตอบอย่างว่าง่าย “อื้ม อื้ม รู้แล้วเจ้าค่ะ”
นางเหอลูบแก้มเนียนของเด็กหญิงตัวน้อยอย่างพอใจแล้วหันกลับไปคว้าแขนของฉินเหยา ชี้ไปที่หัวคนแต่ละคนที่อยู่ตรงหน้าแล้วถอนหายใจ
“หมู่บ้านตระกูลหลิวของเรานี่นะ ผ่านมาหลายสิบปียังไม่เคยคึกคักเหมือนปีนี้เลย”
“น้องสะใภ้เจ้าดูสิ คนพวกนั้นทั้งหมดมาเพื่อซื้อเนื้อหมาป่า ข้าได้ยินคนพูดว่าเนื้อหมาป่าไม่ค่อยอร่อย แต่ก็ทนไม่ได้ที่ทุกคนรู้สึกว่ามันเป็นของหายาก แย่งกันจนหัวแตก ฮ่าๆๆ…..”
จากคำบอกเล่าของนางเหอ ฉินเหยาถึงได้รู้ว่า เนื้อหมาป่าเมื่อคืนนี้ หลังจากถลกหนังและตัดหัวออกแล้ว เมื่อชั่งรวมกันก็ได้มากกว่าหนึ่งพันแปดร้อยจิน
สองวันก่อนเชือดหมู ตัวหนึ่งก็หนักประมาณสองร้อยกว่าจินเท่านั้น เนื้อหมาป่าในคืนเดียวนี้ เทียบเท่ากับหมูเก้าตัว คนในหมู่บ้านย่อมกินกันไม่หมด
แน่นอนว่า หากจะแบ่งกันจริงๆ แต่ละบ้านย่อมไม่รังเกียจ พวกเขามีวิธีเก็บเนื้ออยู่แล้ว
ทว่าทำเช่นนี้ คนที่ออกแรงไปก็คงจะไม่พอใจ
เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาท ผู้ใหญ่บ้านจึงเป็นผู้ตัดสินใจ โดยให้ทั้งสี่สิบสองครัวเรือนในหมู่บ้านได้รับส่วนแบ่งเนื้อครัวเรือนละยี่สิบจิน รวมเป็นเนื้อที่ถูกแบ่งออกไปทั้งสิ้นแปดร้อยสี่สิบจิน
ที่เหลือเก้าร้อยหกสิบกว่าจิน เศษที่เหลือก็เอาไปตุ๋นในหม้อใหญ่ให้ทั้งหมู่บ้านมากินด้วยกัน ที่เหลือก็ขายไป ได้เงินเท่าไหร่ก็เอาเข้ากองกลางทั้งหมด ใช้สำหรับซ่อมแซมศาลบรรพชน สร้างสะพานและปูถนน
ยังมีเป้าหมายอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้พูดออกมา
หากเงินจำนวนนี้มากพอ เขาจะสร้างสำนักศึกษา!
หนังหมาป่ามีค่ามากกว่าเนื้อ แต่มีรอยขีดข่วนอยู่บ้าง สภาพไม่ค่อยดีนัก ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่รู้ว่าจะขายได้เท่าไหร่ อย่างไรเสียก็ให้ชาวบ้านที่รู้วิธีจัดการกับหนังจัดการไปก่อนแล้วค่อยให้พ่อค้าหาบเร่หลิวนำไปขาย
เงินส่วนนี้ก็ยังคงเอาเข้ากองกลาง เก็บไว้เป็นเงินสำรอง
ส่วนหนังและหัวของหมาป่าจ่าฝูง ทั้งหมู่บ้านก็ยอมรับโดยปริยายว่าเป็นของบ้านฉินเหยาจึงจัดการเรียบร้อยแต่เนิ่นๆ ส่งไปให้บ้านนางแล้ว
“อาสะใภ้สาม!”
หลิวฉีเบียดเสียดผู้คนออกมา เมื่อเห็นนางเหออยู่ด้วยก็รีบเรียกอีกเสียงหนึ่งว่า “อาสะใภ้ใหญ่ก็อยู่ด้วยหรือขอรับ”
นางเหอร้อง “โอ้” คำหนึ่งก่อนหยอกล้อเด็กหนุ่ม “ในตาเจ้ามองเห็นแต่อาสะใภ้สามของเจ้ารึ”
หลิวฉีรีบบอกว่าไหนเลยจะกล้า แอบเช็ดเหงื่อบนศีรษะแล้วบอกให้ฉินเหยาแยกตัวไปคุยด้วยกันชั่วครู่
ฉินเหยาตบแขนนางเหออย่างขบขันแล้วกำชับซื่อเหนียงลิงซนบนต้นไม้ให้ระวังความปลอดภัยจึงงได้ตามหลิวฉีไปยังตรอกหลังบ้านข้างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงผู้คน
“มีเรื่องอะไรหรือ” ฉินเหยาถามอย่างใคร่รู้
หลิวฉีควักถุงเงินออกมาจากอก เปิดออกแล้วหยิบเหรียญเงินสองพวงยื่นให้ฉินเหยา
“อาสะใภ้สาม นี่คือส่วนของท่านกับอาสาม เงินที่ชาวบ้านร่วมกันออกให้ กลุ่มฆ่าหมาป่าแต่ละคนได้คนละหนึ่งร้อยสิบเหวิน รวมสองพวงนี้ก็สองร้อยยี่สิบเหวิน ท่านนับดูเถิด”
พูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ฉินเหยา “ถ้าอาสามมาขอรับเองทีหลัง ข้าก็จะบอกว่าให้ท่านเก็บไว้หมดแล้ว”
คนทั้งหมู่บ้านรู้ดีว่าบ้านอาสะใภ้สามของเขา อาสะใภ้สามเป็นคนที่กุมอำนาจทางการเงิน ดังนั้นส่วนของอาสามจึงมอบให้อาสะใภ้สามทั้งหมด นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักเหตุผล
ฉินเหยาส่งสายตาชื่นชมให้หลิวฉี “เจ้าเด็กคนนี้ช่างรู้ความนัก” เงินนางไม่นับแล้ว ชั่งน้ำหนักดูแล้วก็ยัดใส่กระเป๋าเลย “เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไปทำงานกันต่อเถิด ที่บ้านยังมีธุระ ข้าขอตัวก่อน”
หลิวฉีกล่าวอย่างเสียดาย “ท่านไม่อยู่กินข้าวหม้อใหญ่ด้วยกันหรือขอรับ”
ฉินเหยาโบกมือ “พวกเจ้ากินกันให้เยอะๆเถิด”
เมื่อเดินออกจากตรอกหลังบ้านก็ตะโกนไปยังต้นไม้คอเบี้ยวว่า “หลิวผิงหลิง กลับบ้าน!”
“โอ้ โอ้ มาแล้ว~” ซื่อเหนียงรีบไถลลงมาจากต้นไม้แล้วกำชับจินฮวาพี่สาวของนางว่า “หลังปีใหม่สำนักศึกษาจะเปิดรับลูกศิษย์ใหม่แล้ว ท่านต้องพยายามให้มากขึ้นนะ จะขี้เกียจไม่ได้อีกแล้วนะ”
จินฮวาเองก็ไถลลงมาจากต้นไม้ตามพลางพยักหน้ารับ “รู้แล้ว รู้แล้ว! ข้าจะไปสำนักศึกษาจะไม่ไปเป็นเด็กจุดไฟที่โรงอาหารของโรงงานกับท่านแม่ของข้าอีกแล้ว”
หากนางชิวรู้ว่าบุตรสาวมีการตระหนักรู้เช่นนี้คงจะจับนางไปช่วยเช็ดโต๊ะ ดูเตาไฟที่โรงอาหารนานแล้ว
ทว่าตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป
“เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าท่านมาที่บ้านข้า ข้าจะช่วยท่านคัดลอกบทกวีพันอักษรและร้อยแซ่จีน” ตอนที่ซื่อเหนียงจะไปก็ไม่ลืมที่จะกำชับอีกครั้ง ช่างเป็นห่วงจินฮวาพี่สาวของนางเสียจริง
นางวิ่งเหยาะๆมาอยู่หน้าฉินเหยา มือเล็กๆจูงมือใหญ่ของนาง สองแม่ลูกจูงมือกัน เดินแกว่งแขนกลับบ้าน
พอฉินเหยาเข้าประตูมา หลิวจี้ก็เหมือนสุนัขบ้านที่ได้กลิ่นหอมของเนื้อ ยิ้มแก้มปริเข้ามาถาม “เมียจ๋า เงินของกลุ่มฆ่าหมาป่าได้แบ่งกันหรือยัง”
“เมื่อครู่ข้าได้ยินจินเป่าพูดว่า เช้านี้พี่ใหญ่กับพี่รองก็เอาเงินไปให้พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ดีใจมาก ยังบอกอีกว่าตอนเย็นจะทำกับข้าวดีๆให้ทั้งสองคนบำรุงร่างกาย ปลอบขวัญเสียหน่อย”
ขณะที่พูด ฝ่ามือก็กางออก “คนละหนึ่งร้อยสิบเหวินใช่หรือไม่ เจ้าให้ข้าเถิด ข้าจะเก็บไว้เอง จะได้ไม่ต้องคอยขอเงินเจ้าทุกครั้งที่ซื้อของเล็กๆน้อยๆ ข้าเป็นบุรุษอกสามศอก คอยขอเงินเมียอยู่เรื่อย พูดออกไปก็ทำให้เจ้าเสียหน้า”
ฉินเหยายิ้ม “ที่เจ้าทำให้ข้าขายหน้ามันยังน้อยอีกหรือ”
หลิวจี้ถึงกับอึ้ง ในใจรู้สึกว่าคงจะขอเงินไม่ได้แล้ว เขาเบะปาก เตรียมจะพูดจาประชดประชันสองสามประโยค แต่แล้วก็ “แปะ” พวงเหรียญเงินถูกโยนมาใส่มือเขา น้ำหนักในมือหนักอึ้ง
“เจ้าคิดว่าข้าจะยักยอกเหรียญทองแดงของเจ้าหรือไร” ฉินเหยาถามกลับอย่างอันตราย
หลิวจี้ข่มใจหัวเราะออกมา เก็บเงินด้วยท่าทางจริงจังแล้วรีบโบกมือกล่าว “จะเป็นไปได้อย่างไร เมียจ๋าเจ้าใจกว้างที่สุดแล้ว!”
“เช่นนั้นไม่มีอะไรแล้ว ข้ากลับห้องไปอ่านหนังสือแล้วนะ” หลิวจี้ถามอย่างประจบประแจง
ฉินเหยาพยักหน้า เขาก็หันหลังวิ่งไปทันที มือยังคงกดเงินที่หน้าอกไว้เพราะกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจ
ฉินเหยาแทบจะทนดูท่าทางขี้เหนียวของเขาไม่ได้ นางเรียกอาวั่งมา ทั้งสองคนก็ถือมีดไปยังสวนหลังบ้าน จัดการเนื้อหมาป่ายี่สิบจินนั้น
“อาวั่ง เจ้าเคยกินเนื้อหมาป่าหรือไม่” ฉินเหยาเลาะกระดูกออกมาพลางยื่นชิ้นเนื้อให้อาวั่ง
อาวั่งส่ายหน้าบอกว่าไม่เคยกิน แต่ในสมองของเขามีตำราอาหารอยู่แล้ว
“เนื้อของสัตว์กินเนื้อไม่ค่อยจะอร่อยเท่าไหร่ จะตุ๋นหรือผัดก็ลำบาก ข้าจะทำเป็นเนื้อแผ่นให้พวกต้าหลางเป็นของว่างแล้วกัน”
หั่นเนื้อเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากัน ลวกน้ำให้สุกเจ็ดส่วนแล้วหมักด้วยเครื่องเทศก่อนจะนำไปรมควันด้วยถ่านไฟโดยตรง
กลิ่นเครื่องเทศที่เข้มข้นสามารถทำให้คนลืมข้อบกพร่องของเนื้อได้ กินแล้วก็น่าจะอร่อยดี
ฉินเหยานั้นอย่างไรก็ได้ อย่างไรเสียนางก็รับผิดชอบแค่กินเท่านั้น
“แล้วกระดูกที่เลาะออกมานี่ คืนนี้จะตุ๋นน้ำแกงหรือ”
อาวั่งพยักหน้า เหลือบมองกระดูกที่ฉินเหยาเลาะออกมา ยังมีท่าทีรังเกียจอยู่บ้าง
ฉินเหยา “…”
หมู่บ้านตระกูลหลิว
อาหารเย็นวันนี้อุดมสมบูรณ์มาก ไม่ใช่แค่บ้านของฉินเหยา แต่เป็นทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิว
กลิ่นหอมของเนื้อนั้นลอยอบอวลอยู่เหนือหมู่บ้าน เนิ่นนานก็ไม่จางหายไป ดึงดูดสัตว์ป่าในภูเขาให้ร้องโหยหวนไม่หยุด
ฉินเหยาดื่มน้ำแกงกระดูกหมาป่าที่ถูกอาวั่งรังเกียจไปพลางแต่ความจริงแล้วอร่อยมากพลางคำนวณในใจว่า จะถือโอกาสเข้าป่าไปหาของป่ามาแก้อยากอีกหน่อยดีหรือไม่
ตอนที่ 405: ความเงียบดังกว่าเสียง
วันส่งท้ายปีเก่ามาถึง
เพื่อที่จะได้ทานอาหารค่ำวันสิ้นปีมื้อนี้ให้ดี อาวั่งจึงได้มอบหมายหน้าที่ให้ทุกคนในบ้าน
หลิวจี้กับต้าหลางรับผิดชอบเขียนกลอนคู่แขวนโคมไฟ
เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงตามฉินเหยาไปทำความสะอาดครั้งใหญ่ เป็นการปัดกวาดโชคร้ายของปีที่แล้ว ต้อนรับโชคดี
ส่วนอาวั่งนั้นเหมางานในห้องครัวและได้เตือนล่วงหน้าไว้ว่า วันนี้หากไม่มีเสียงเรียกของเขา ใครก็ห้ามเข้าไปเกะกะขวางทางเด็ดขาด
ฉินเหยาที่นานๆครั้งจะได้หยิบไม้กวาดกล่าวว่า “ข้าอยากจะสลับกับเจ้าหลิวสาม”
หลิวจี้ไม่ยอมสลับเด็ดขาด ยากนักที่จะได้งานสบายๆขนาดนี้ เขาแทบจะอยากจะเข้าไปกอดอาวั่งเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
กระดาษสีแดงที่ซื้อมาล่วงหน้าถูกย้ายมาไว้หน้าประตูใหญ่ โต๊ะเก้าอี้ถูกจัดวาง พู่กันถูกหยิบขึ้นมา มองไปยังฉินเหยาที่กำลังถือไม้กวาดอยู่ในลานบ้านอย่างไม่รู้จะเริ่มอย่างไรด้วยความภาคภูมิใจหลิวจี้ก็ตวัดปลายพู่กันลงไปสองสามที กลอนคู่ท่อนบนที่งดงามดุจมังกรเหินหงส์ร่ายรำก็ปรากฏขึ้นบนกระดาษ
‘ปีใหม่มงคล ทุกสิ่งราบรื่น โชคลาภเปิดทาง’
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ถือไม้กวาดเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ประหลาดใจกับลายมือบนกระดาษ ลายมือบนนั้นกลับคล้ายกับของกงเหลียงเหลียวถึงเก้าส่วน
ส่วนเดียวที่ขาดไปก็คือขาดจิตวิญญาณ
มีเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ไม่ได้ซึ่งแก่นแท้ของความสง่างามมาด้วย
แต่ถึงกระนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ฉินเหยาต้องมองหลิวจี้เจ้าคนไร้ประโยชน์คนนี้ใหม่แล้ว
“เจ้าทำได้อย่างไร” ฉินเหยาพลิกดูใต้กลอนคู่สีแดงแผ่นนั้นอย่างไม่น่าเชื่อ ดูว่าเขาได้เตรียมแม่แบบไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ไม่ใช่เขียนขึ้นสดๆ
การกระทำนี้ทำให้หลิวจี้ไม่พอใจอย่างยิ่ง เขากดมือนางที่กำลังพลิกกระดาษไว้อย่างแข็งกร้าวอย่างหาได้ยากแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ทำไมข้าจะทำไม่ได้เล่า อ้อ หรือว่าในสายตาของเมียจ๋าข้าไม่มีดีอะไรเลย”
ฉินเหยาเงียบ
ในตอนนี้ความเงียบดังก้องเสียยิ่งกว่าเสียงเสียอีก
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆจึงไม่โกรธจนตาย เขาเอามือของนางออกแล้วหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง เขียนกลอนคู่ท่อนล่างออกมา
‘ปีดีศรีสุข ปลอดภัยมั่งมีมั่งคั่ง’
คำแนวนอน: หมื่นลี้ฟื้นคืนวสันต์!
เมื่อเขียนเสร็จก็วางพู่กันลงเบาๆ เท้าสะเอวยืด.อก ใช้คางมองฉินเหยา เบิกตาของเจ้าให้กว้างแล้วดูให้ดีๆว่าจริงหรือปลอม!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลังศีรษะก็ถูกตบไปอย่างแรงทีหนึ่ง
“โอ๊ย!” เสียงร้องเสียงหนึ่งดังขึ้น หลิวจี้เจ็บจนกระโดดแทบจะชนโต๊ะล้ม
เขารีบถอยหลังไปพลางกุมท้ายทอยกล่าวอย่างน้อยใจว่า “เมียจ๋า นี่มันวันสิ้นปีนะ ไว้หน้ากันหน่อยไม่ได้หรือ”
ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ยัดไม้กวาดใส่อ้อมแขนเขาแล้วชี้ไปที่ลานบ้าน “ไปกวาดพื้น กลอนคู่นี้ข้าจะช่วยเจ้าติดเอง”
ริมฝีปากของหลิวจี้ขยับไปมา ภายใต้สายตาที่เรียบเฉยของนาง ในที่สุดก็ไม่กล้าต่อต้าน ถือไม้กวาด เดินไปได้สามก้าวก็หันกลับมามองหนึ่งครั้ง กำชับอย่างไม่วางใจว่า
“อย่าลืมเป่านะ หมึกยังไม่แห้งสนิท เละแล้วจะไม่ดี ข้าอุตส่าห์เขียนอย่างยากลำบาก…”
บ่นพึมพำไม่หยุดหย่อนยิ่งกว่าหญิงขี้นินทาในหมู่บ้านเสียอีก
แต่เมื่อมองดูกลอนคู่ที่เรียกได้ว่า ‘สวยงาม’ บนโต๊ะข้างหน้านี้ ฉินเหยาก็หาเหตุผลมาตะคอกเขาไม่ได้เป็นครั้งแรก
ฉินเหยารอให้หมึกแห้งสนิท ถึงได้หยิบกาวข้าวที่ทำเองมาติดกลอนคู่ที่มีความหมายดีงามนี้ไว้ที่ประตูใหญ่ของบ้าน
กลอนคู่เก่าของปีที่แล้วถูกเด็กๆแกะจนขาดวิ่น ถูกฉินเหยาทิ้งลงบนพื้น หลังจากติดของใหม่เข้าไปแล้วก็เก็บของเก่าไปเผาที่เตาไฟในลานบ้าน
บนกระดาษสีแดงที่ซีดจางนั้น ลายมือที่เหมือนสุนัขปีนป่ายของหลิวจี้เมื่อปีที่แล้วพลันถูกไฟเผาผลาญไปในทันที
สิ่งที่มาแทนที่คือกลอนคู่ใหม่บนประตูใหญ่ ลายมือนั้นพลิ้วไหวสง่างาม ไม่ได้ดูยุ่งเหยิงเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
ติดกลอนคู่แล้ว โคมไฟก็ยังต้องแขวน
ฉินเหยาโบกมือเรียกต้าหลางเข้ามา เด็กหนุ่มก็เดาความหมายของนางออก ปลายหูพลันแดงระเรื่อขึ้นอย่างเขินอาย ก้าวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า
ฉินเหยารู้สึกขบขัน ยื่นโคมไฟให้เขา จากนั้นก็ยกต้าหลางขึ้นทั้งตัวด้วยมือเดียว “สูงพอหรือไม่”
ต้าหลางนั่งอยู่ในอ้อมแขนนาง ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย ทั้งร่างแข็งทื่อตอบว่า “น้าเหยา สูงอีกหน่อยขอรับ”
“ได้” ฉินเหยาขยับขึ้นอีกเบาๆ ต้าหลางก็สามารถแตะตะขอที่ชายคาบ้านได้อย่างง่ายดายแล้ว เขาแขวนโคมไฟขึ้นไปอย่างระมัดระวัง
แขวนอันแรกเสร็จแล้วก็แขวนอันที่สองต่อ
แขวนที่ประตูใหญ่เสร็จแล้วก็ไปแขวนที่ประตูห้องโถง ยังมีหน้าประตูแต่ละห้องก็แขวนไว้หนึ่งดวง โคมไฟสีแดงประดับประดาลานบ้านให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น
ส่วนทางด้านหลิวจี้ก็พาเอ้อร์หลางและฝาแฝดกวาดบ้านทุกซอกทุกมุมจนสะอาด โต๊ะเก้าอี้และขอบหน้าต่างก็เช็ดจนเงาวับ
เท่านี้ บรรยากาศปีใหม่ก็มาแล้ว รอเพียงกับข้าวอร่อยๆของอาวั่งถูกยกขึ้นโต๊ะก็สามารถเริ่มทานอาหารได้
อาศัยว่าตอนนี้ยังเช้าอยู่ ฉินเหยาจึงหยิบกรรไกรมาแล้วสอนเด็กๆตัดกระดาษรูปอักษรมงคล (โชคดี) หลังจากตัดเสร็จแล้วก็นำไปติดไว้ที่หน้าต่าง มองดูแล้วก็ทำให้อารมณ์ดีไปด้วย
ทางด้านห้องครัว อาวั่งก็ตะโกนว่า “เตรียมกินข้าว!”
ครอบครัวทั้งหกคนในห้องก็ลุกขึ้นยืนทันที วิ่งไปยกกับข้าว
ปลายจมูกของซื่อเหนียงขยับฟุดฟิด “หอมจัง!”
หลิวจี้เข้าไปดูที่เตาไฟ ในหม้อคือน้ำแกงกระดูกหมาป่ากับผักสีขาวนวลที่กำลังเดือดปุดๆ สีขาวนวลตัดกับสีเขียวขจีช่างดูสวยงาม
น้ำแกงที่เรียบง่าย ไม่ได้เติมเครื่องปรุงรสใดๆเพิ่มเติม กลิ่นหอมดั้งเดิมก็เพียงพอที่จะชวนให้คนเจริญอาหารแล้ว
นอกจากนี้ยังมีหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วหนึ่งชาม ปลาหลีนึ่งพริกดองหนึ่งตัว หน่อไม้เส้นผัดไข่หนึ่งจาน หัวไชเท้าดองเปรี้ยวหวานสำหรับเรียกน้ำย่อยหนึ่งจาน และขนมข้าวฟ่างพุทราจีนหนึ่งถาด
รวมกับน้ำแกงในหม้อก็เป็นกับข้าวหกอย่างพอดีซึ่งเข้ากับความหมายอันเป็นมงคลตามสำนวนหกหกทุกสิ่งราบรื่น
ฉินเหยาและหลิวจี้ยกกับข้าว ส่วนต้าหลางกับเอ้อร์หลางตักข้าว ฝาแฝดช่วยกันจัดตะเกียบ รอเพียงอาวั่งยกน้ำแกงเข้ามา ประตูใหญ่ของห้องโถงก็ปิดลง กั้นลมหนาวไว้ด้านนอก เหลือเพียงความอบอุ่นและความรื่นเริงที่อบอวลอยู่เต็มห้อง
ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้กินของดีขนาดนี้มาก่อน ครอบครัวทั้งหกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่จึงกินกันจนอิ่มแปล้
มีเพียงอาวั่งเท่านั้นที่ค่อนข้างควบคุมตนเองได้ดี
เมื่อเทียบกับความอร่อยของอาหาร เขากลับชอบที่จะเห็นคนรอบข้างแสดงสีหน้าพึงพอใจกับฝีมือการทำอาหารของตนเองมากกว่า
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ มีความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
แน่นอนงานเก็บล้างจานชามและโต๊ะเก้าอี้ย่อมตกเป็นของอาวั่งไปโดยปริยาย ใครใช้ให้เขายังขยับไหวอยู่เล่า
กินอาหารค่ำวันสิ้นปีเสร็จแล้ว ฟ้าก็มืดสนิท เด็กๆรีบหยิบไม้ไผ่ยาวมายกโคมไฟลงมา จุดไฟทั้งหมด
แสงเทียนสีแดงส่องสว่างเต็มลานบ้านเล็กๆแห่งนี้ ภายในคือเสียงหัวเราะที่สนุกสนานของเด็กๆ
เตาไฟในลานบ้านลุกโชน ไม้ไผ่ยาวที่คัดเลือกมาเป็นพิเศษถูกใส่เข้าไปเผา เกิดเสียงแตกดังเปรี๊ยะปร๊ะ
แต่พวกต้าหลางสี่พี่น้องไม่พอใจกับเสียงเพียงเท่านี้จึงไปลากท่านพ่อของพวกเขาให้หยิบประทัดที่ซื้อมาออกมา แบ่งกันคนละเส้นยาว จุดธูปหนึ่งดอกแล้วก็ถือวิ่งเข้าไปในหมู่บ้าน
ต้นทุนในการโอ้อวดของเด็กๆก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว
เทียบกันว่าใครได้อั่งเปาเยอะกว่า ดูว่าประทัดบ้านใครยาวกว่า
ในไม่ช้า เสียงประทัดก็ดังมาจากในหมู่บ้าน เพิ่มความครึกครื้นยิ่งขึ้น
ฉินเหยาและหลิวจี้ตามออกมา ทางด้านเรือนเก่าก็กินข้าวกันเสร็จแล้ว สองบ้านมารวมตัวกัน คุยกันถึงเรื่องปีนี้ วาดฝันถึงปีหน้า
ความอดอยากและความหนาวเหน็บในฤดูหนาวในความทรงจำได้ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความพึงพอใจในวันนี้แล้ว
บ้านของเรือนเก่าได้ขยายเพิ่มอีกหนึ่งห้องตามกลุ่มใหญ่ของหมู่บ้าน หลังคามุงจากทั้งหมดถูกเปลี่ยนเป็นอิฐเขียวและกระเบื้องสีคราม พื้นปูด้วยทางเดินหินเล็กๆ และที่มุมกำแพงยังปลูกต้นทับทิมแดงไว้อีกสองต้น
ภาพเช่นนี้ แตกต่างจากตอนที่ฉินเหยาเหยียบเข้าไปในเรือนเก่าครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง
ระหว่างการเฝ้าคืนส่งท้ายปี หิมะขาวก็โปรยปรายลงมา หิมะตกอีกแล้ว
หลิวเหล่าฮั่นนั่งอยู่ใต้ระเบียง เงยหน้ามองหิมะที่ลอยอยู่บนฟ้า ยิ้มแหะๆ กล่าวว่า “หิมะมงคลบอกลางปีที่อุดมสมบูรณ์ ปีหน้าจะต้องเป็นปีที่ดีแน่”
ตอนที่ 406: เกลียดตัวเองที่ไม่ได้ความ
วันขึ้นปีใหม่วันแรก โรงโม่น้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมดร่วมกันลงเงินสร้างขึ้นก็ได้ตัดริบบิ้น เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ
ริมแม่น้ำใต้ภูเขาฝั่งบ้านของฉินเหยาเงียบเหงาลง โรงโม่ที่ในอดีตไม่เคยหยุดหมุนพลันเงียบสงบลง
เอ้อร์หลางอุ้มกล่องเงินกลับมา นับเหรียญข้างใน มีทั้งหมดสิบเอ็ดเหรียญ
“ต่อไปโรงโม่น้ำของบ้านเราคงไม่มีคนมาแล้ว”
เอ้อร์หลางตบกล่องเงินที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนบนโต๊ะอย่างเสียดาย เก็บรายได้ก้อนสุดท้ายของโรงโม่น้ำนี้ให้เรียบร้อย
หลิวจี้ก็ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ขาของยุงถึงจะเล็กก็คือเนื้อนะ สะสมจากน้อยไปมาก ทุกเดือนก็ยังสามารถเก็บได้ร้อยเจ็ดสิบแปดสิบเหวิน
ต้าหลางฟังเสียงกังหันน้ำขนาดใหญ่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านหมุนดังครืนๆ และเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านที่ประหลาดใจกับโม่หินขนาดใหญ่แล้วกล่าวอย่างพึงพอใจว่า
“แต่บ้านของเราไม่จำเป็นต้องใช้รายได้จากโรงโม่น้ำเพื่อประทังชีวิตอีกต่อไปแล้ว หมู่บ้านมีโรงโม่ของตัวเอง นี่เป็นเรื่องดีนะขอรับ”
“ยิ่งไปกว่านั้น บ้านเราจะใช้โม่ก็ไม่ต้องรอให้คนอื่นใช้เสร็จ อยากจะใช้เมื่อไหร่ก็ใช้ได้”
จุดสำคัญที่สุดคือ…ต้าหลางมองไปที่ท่านพ่อของตนที่กำลังเสียดายเงินเหรียญแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ท่านก็ไม่ต้องไปซ่อมกังหันน้ำทุกสามวันห้าวันอีกแล้ว”
คนใช้น้อย ความเร็วในการชำรุดก็จะช้าลง สมัยก่อนหนึ่งเดือนต้องซ่อมเสียหลายครั้ง ตอนนี้ปีหนึ่งซ่อมสองสามครั้งก็เพียงพอแล้ว
หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง คิดเช่นนี้แล้วก็ดูเหมือนจะดีไม่น้อย
หลังจากวันที่ห้าเดือนแรกผ่านไป อากาศก็เริ่มอุ่นขึ้นทุกวัน มีแดดจัดติดต่อกันเจ็ดแปดวัน น้ำแข็งและหิมะก็เริ่มละลาย ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว
น้ำในแม่น้ำอุ่นขึ้น อาวั่งเก็บเสื้อผ้าสกปรกถังใหญ่แล้วมาเรียกหลิวจี้ที่หน้าประตูห้องหนังสือให้ไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำด้วยกัน
ตอนนี้ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ขอบฟ้ามีหมอกสีเทาขาวปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง กลุ่มซักผ้าขนาดใหญ่ของสตรีในหมู่บ้านยังไม่ตื่น
หากไปที่ริมแม่น้ำตอนนี้ ชายฉกรรจ์สองคนก็สามารถหลีกเลี่ยงการถูกเยาะเย้ยได้
อย่ามองว่าปกติอาวั่งไม่มีอารมณ์ใดๆ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการหยอกล้อของสตรีในหมู่บ้านตระกูลหลิว เขาก็ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
ดังนั้น กลุ่มซักผ้าสองคนจึงบรรลุข้อตกลงกัน ทุกครั้งจะลงมือก่อนกลุ่มซักผ้าขนาดใหญ่หนึ่งชั่วยาม
ผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมที่นอนมาทั้งฤดูหนาวต้องซักให้สะอาด อาศัยช่วงที่อากาศอุ่นและแดดดีตากให้แห้งแล้วเก็บ
ในลานบ้านไม่สะดวกที่จะทำเช่นนี้ ต้องไปที่ริมแม่น้ำถึงจะสะดวก
หลิวจี้วางตำราลง มุดออกมาจากประตู รับถังเสื้อผ้าที่เป็นของฉินเหยาที่อาวั่งยื่นมาให้โดยเฉพาะแล้วดึงคอเสื้อขึ้นมาปิดจมูก ทั้งสองคนย่ำไปในแสงอรุณที่สลัวๆ มาถึงริมฝั่งแม่น้ำอย่างลับๆล่อๆ
อาวั่งมีพละกำลังมาก รับผิดชอบซักผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมที่หนาและหนัก
หลิวจี้ก็รับผิดชอบซักเสื้อผ้าผืนบาง
วันนี้เสื้อผ้าสกปรกของพวกต้าหลางสี่พี่น้องไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นของฉินเหยา
เสื้อผ้าและถุงเท้าของนาง หลิวจี้ต้องซักเอง หากอาวั่งกล้าช่วยจะต้องถูกนายท่านใหญ่ด่าเสียเละเทะ
นี่ก็เป็นสาเหตุว่าทำไม งานบ้านที่อาวั่งสามารถทำคนเดียวได้ ถึงยังต้องเรียกนายท่านใหญ่ที่ไม่เต็มใจของเขามาด้วย
พออยู่ในหมู่บ้านนานเข้า ทุกครั้งที่อาวั่งไปตักน้ำที่บ่อ สตรีในหมู่บ้านก็มักจะหยอกล้อเขาสองสามประโยค
ตอนแรกอาวั่งไม่ได้ใส่ใจเรื่องของสามีภรรยาเหล่านี้ ตอนนี้น่ะหรือ ฟังคำแนะนำของเหล่าสตรีมากเข้า เขาก็เข้าใจว่า มีงานบ้านบางอย่างที่เขาไม่สะดวกที่จะทำ ทำได้เพียงทิ้งไว้ให้นายท่านใหญ่ของเขาทำเท่านั้น
หลิวจี้มองอาวั่งที่ซักผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมเสร็จตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วยืนกอดอกมองดูตัวเองอย่างเหม่อลอยรออยู่ข้างๆ ในใจก็เจ็บแค้น!
เกลียดตัวเองที่ไม่ได้ความแบบนี้
สตรีใจร้ายข่มเหงเขานับร้อยนับพันครั้ง แต่เขากลับยังทำหน้าเย็นชามานั่งซักเสื้อผ้าชั้นในให้นางอยู่ริมแม่น้ำนี่!
“นายท่าน พวกนางออกเดินทางแล้วขอรับ!” น้ำเสียงของอาวั่งฟังดูตึงเครียดเล็กน้อย
จากจุดนี้จะเห็นได้ว่า กลุ่มซักผ้าขนาดใหญ่เคยทิ้งเงามืดไว้ในใจของชายหนุ่มมากเพียงใด
หลิวจี้พอได้ยินคำพูดนี้ก็รีบเงยหน้าขึ้นไปดู
เห็นกลุ่มซักผ้าขนาดเล็กของสตรีวัยกลางคนและวัยหนุ่มสาวที่นำโดยนางเหอและพี่สะใภ้โจว มือหนึ่งถือถังน้ำ อีกมือหนึ่งถือไม้ทุบผ้า พูดคุยหัวเราะเดินกันมาทางริมแม่น้ำ
หลิวจี้พลันสะดุ้งโหยง รีบโยนกระโปรงในมือลงน้ำซักสองสามที ล้างฟองสบู่ให้หมดแล้วบิดอย่างลวกๆ สองสามทีเพื่อไล่น้ำส่วนใหญ่ออก โยนลงในถัง สองมือก็ยกถังไม้ที่หนักอึ้งขึ้นมาแล้วเรียกอาวั่ง “ถอย!”
“เอ๊ะ?”
พี่สะใภ้โจวชี้ไปทางสะพานอย่างสงสัย “เหอฮวา นั่นไม่ใช่ซานเอ๋อร์บ้านเจ้าหรอกรึ”
“ไหนเล่า?”
นางเหอมองไปอย่างสงสัยเห็นเพียงเงาคนที่คุ้นเคย เงานั้นคล้ายกับถืออะไรบางอย่างและวิ่งเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว นางทันได้เห็นเพียงชายเสื้อที่เปียกชื้นแวบเดียวเท่านั้น
หันกลับไปสบตากับพี่สะใภ้โจว ทั้งสองคนก็ยกยิ้มออกมา
คนอื่นๆถามว่าพวกนางหัวเราะอะไรกัน ทั้งสองคนก็เอ่ยอย่างรู้กันว่าไม่มีอะไร เพียงแต่เสียงหัวเราะยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ดังทะลุทะลวงอย่างยิ่ง ฟังจนหลิวจี้ที่กำลังตากผ้ากับเชือกในลานบ้านใบหน้าดำทะมึนลง
“หัวเราะบ้าอะไรกัน!” หลิวจี้ด่าเสียงเบา
อาวั่งพูดอย่างจริงจังว่า “พวกนางหัวเราะพวกเราขอรับ”
พูดจบ ลำคอก็แดงก่ำ
หลิวจี้เอ่ย “ดูเจ้าสิขี้ขลาดตาขาว พวกเราบุรุษอกสามศอกก็ควรมีศักดิ์ศรีหน่อย กลัวอะไร ไม่ใช่ว่าทำเรื่องอะไรที่ไม่น่าดูสักหน่อย พวกนางอยากจะหัวเราะก็ให้พวกนางหัวเราะไป แต่ละคนกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ!”
อาวั่งร้องอ้อคำหนึ่ง ก้มหน้าตากผ้าปูที่นอนต่อไป
พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ควันไฟจากการทำอาหารลอยออกมาจากหลังคาของแต่ละครัวเรือน วันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
วันนี้คือวันที่สิบหกของเดือนแรก เป็นวันแรกของการเปิดทำการโรงงาน
ฉินเหยากินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ออกจากบ้านไปยังโรงงานเพื่อจัดแจงงานผลิตของปีใหม่
วันหยุดปีใหม่หยุดไปทั้งสิ้นยี่สิบวัน นางกลับรู้สึกว่าผ่านไปเพียงพริบตา
วันแรกของการทำงาน ในโรงงานคึกคักเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนยังคงดื่มด่ำกับความสุขของปีใหม่ บรรยากาศของทั้งโรงงานจึงกลมเกลียวกันมาก
เฉียนวั่งเมื่อวานนี้ได้กลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว เขาเช่าบ้านบรรพบุรุษของหลิวต้าฝูไว้หนึ่งหลัง เมื่อวานมาถึงก็ซ่อมแซมก่อน วันนี้เช้ามาทำงานก็ถือกระดาษและสมุดบัญชีกองหนึ่งมาหาฉินเหยา
ปีใหม่เริ่มเปิดทำการ เงินมัดจำค่าวัสดุของแต่ละร้านค้าต้องจ่ายออกไปก่อนส่วนหนึ่งแล้วยังมีเรื่องเกี่ยวกับการเงินต่างๆ เช่น การจ่ายค่าจ้างคนงาน ลูกคิดถูกฉินเหยาดีดจนแทบจะเกิดประกายไฟอยู่แล้ว
เมื่อคำนวณบัญชีกันเรียบร้อย ฉินเหยาก็มอบเงินที่ต้องใช้ให้เฉียนวั่ง ถึงได้เอนกายลงบนเก้าอี้อย่างเกียจคร้านพลางถอนหายใจยาว
แสงแดดนอกประตูสาดส่องเข้ามาในห้อง เมื่อไม่มีอะไรต้องทำแล้ว ฉินเหยาก็ย้ายเก้าอี้ไปไว้ที่หน้าประตูห้องทำงาน นั่งตากแดด รอที่บ้านทำอาหารเสร็จ เด็กๆจะมาเรียกตนเองกลับไปกินข้าว
หากตอนบ่ายยังไม่มีอะไรอีก นางก็จะอยู่ที่บ้านเก็บธนูที่เสียหายจากการล่าหมาป่าก่อนหน้านี้
ขณะที่กำลังวางแผนอยู่ ประตูโรงงานก็มีเสียงล้อรถม้าและเสียงฝีเท้าม้าวิ่งเหยาะๆดังมา
ฉินเหยาไม่มีความสามารถพิเศษอย่างการจดจำเสียงได้ไม่ลืม แต่เสียงฝีเท้าม้าที่ดังมาจากหน้าประตูใหญ่นางกลับรู้สึกคุ้นหูอย่างยิ่ง
ขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น ซุ่นจื่อก็รีบวิ่งเข้ามา “ผู้จัดการใหญ่ฉิน คนของตระกูลติงมาขอรับ! ถามว่าท่านอยู่ที่โรงงานหรือไม่ หากอยู่ก็ให้แจ้งท่านหน่อย พวกเขาจะไปรอท่านที่บ้านของท่านก่อน!”
ฉินเหยาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้านลุกขึ้นยืน “พวกเขาเล่า?”
ซุ่นจื่อหยุดฝีเท้า หอบหายใจตอบ “เพิ่งจะเข้าหมู่บ้านมา มีคนมาสิบกว่าคน ยังมีรถม้าอีกหนึ่งคัน คนที่พูดกับข้าเหมือนจะเป็นนายน้อยรองของตระกูลติง คนในรถ…เหมือนจะเป็นคหบดีติงขอรับ!”
คิ้วของฉินเหยาขมวดมุ่นเล็กน้อย ตระกูลติงมีนายน้อยเพียงคนเดียวกับคุณหนูอีกหนึ่งคน นายน้อยรองคนนี้มาจากไหนกัน
แต่ยังไม่ทันที่นางจะถาม ซุ่นจื่อก็พึมพำกับตัวเองอีกหนึ่งประโยค “คหบดีติงไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงหรือขอรับ กลับมาเมื่อไหร่กัน”
ฉินเหยามองดูดวงอาทิตย์ เหลือเวลาไม่ถึงสองเค่อก็จะเที่ยงแล้ว
“ซุ่นจื่อ เจ้าไปบอกพวกอวิ๋นเหนียงหน่อยนะว่าข้ากลับไปก่อน”
สั่งเสร็จก็เดินจากไป
ตอนที่ 407: ผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดน
นายท่านติงกลับมาแล้ว
ฉินเหยาไม่ได้รับข่าวคราวใดๆเลยแม้แต่น้อยจึงประหลาดใจอย่างยิ่ง
แต่ที่ประหลาดใจยิ่งกว่าคือ นายท่านติง ติงซื่อและติงเซียง พ่อลูกสามคนนี้กลับมาที่หมู่บ้านเซี่ยเหอด้วยกัน
ตอนที่ฉินเหยาเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน คนของตระกูลติงเพิ่งจะจอดรถม้าเสร็จ หลิวจี้เพิ่งจะประคองนายท่านติงลงมาจากรถม้าอย่างสุภาพ ติงซื่อกับติงเซียงก็เพิ่งจะลงจากม้า
ส่วนนายน้อยรองตระกูลติงที่ซุ่นจื่อพูดถึงนั้น ความจริงแล้วก็คือติงเซียงที่แต่งกายเป็นบุรุษ
นางที่ถูกกฎระเบียบและมารยาทควบคุมกลับขี่ม้ามาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวด้วยตนเอง
หลิวจี้ที่จำนางได้ก็แอบตกใจเล็กน้อย
ขณะเดียวกันในใจก็คาดเดาว่า คหบดีติงครั้งนี้กลับมาอย่างกะทันหันด้วยฐานะอะไรกันแน่
เป็นติงจวี่เหริน หรือติงจิ้นซื่อ หรือว่าจะเป็นขุนนางของกรมใด
นายท่านติงที่กลับมาจากเมืองหลวง ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เขาไม่พร่ำสอนให้บุตรีต้องเป็นกุลสตรีเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนอีกต่อไป ยังอนุญาตให้นางขี่ม้ามาในวันนี้ แถมยัง ‘เปิดเผยรูปโฉม’ มาด้วย ช่างชวนให้คนสงสัยจริงๆ ว่าที่เมืองหลวงเขาได้ประสบกับอะไรมากันแน่
“ฉินเหยา!”
ทุกคนเดินเข้าประตูไปแล้ว แต่ติงเซียงกลับรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่
พอฉินเหยาปรากฏตัว นางก็รีบเผยรอยยิ้มสดใสและวิ่งเข้ามาต้อนรับทันที
ทุกคนในลานบ้านได้ยินเสียงเรียกของนางก็หยุดฝีเท้าลงพร้อมกันพลางหันกลับมามอง
ฉินเหยายิ้มรับ ติงเซียงก็รีบแบ่งปันเรื่องราวอย่างใจร้อนว่า “วันนี้ข้าขี่ม้ามา!”
นางยกมือชี้ไปที่สวนหลังบ้าน “ก็คือม้าตัวนั้นที่เราสองคนเคยขี่ด้วยกันตอนแรกนั่นแหละ”
ฉินเหยายิ้มแย้ม มิน่าเมื่อครู่จึงรู้สึกว่าเสียงฝีเท้าม้าฟังแล้วคุ้นหูเล็กน้อย
“นายท่านติงกลับมาเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ” ฉินเหยาเดินเข้ามาในลานบ้าน หัวเราะเอ่ยเสียงดัง
ติงซื่อพยักหน้าให้นางก่อนแล้วดึงติงเซียงที่ตามหลังฉินเหยามาอยู่ข้างๆ พลางส่งสายตาเตือนนางไม่ให้ดีใจจนออกหน้าออกตา
นายท่านติงหัวเราะฮ่าๆ ท่าทางภาคภูมิใจพลางเดินตามสองสามีภรรยาฉินเหยาเข้าไปในห้องโถงแล้วพูดว่า “กลับมาก่อนปีใหม่แล้วล่ะ ยุ่งอยู่กับการไปเยี่ยมญาติ นี่ก็ยังไม่ทันได้เปิดประตูต้อนรับแขกเลย”
“พอพ้นปีใหม่ไป สองพี่น้องก็รีบร้อนจะมาคารวะมหาบัณฑิตที่นี่ ถึงได้มารบกวน หวังว่าทั้งสองจะไม่รังเกียจกันนะ”
หลิวจี้ร้อง “โธ่เอ๊ย” แล้วถอนหายใจอย่างเสียดาย “จังหวะไม่ดีเอาเสียเลย ท่านอาจารย์กับศิษย์พี่กลับไปที่เมืองหลวงของมณฑลแล้วขอรับ ข้ายังไม่ได้ไปรับกลับมาเลย เกรงว่าวันนี้จะทำให้นายน้อยติงกับคุณหนูติงต้องผิดหวังแล้ว”
ในดวงตาของติงซื่อมีความผิดหวังอยู่บ้างจริงๆ แต่ติงเซียงกลับไม่เป็นเช่นนั้น นางมาเพื่อหาฉินเหยาโดยเฉพาะ ทว่าท่านพ่ออยู่ที่นี่ด้วยจึงยังไม่ถึงคราวที่นางจะพูดได้
ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้ นายท่านติงยิ้มและกล่าวขึ้นทันทีว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลย การที่ได้พบหน้าศิษย์ของมหาบัณฑิตก็นับเป็นวาสนาของพวกเขาสองพี่น้องแล้ว”
หลิวจี้รีบกล่าวว่าไม่กล้าไม่กล้า แต่มุมปากนั้นแทบจะฉีกไปถึงหูแล้ว
จุดประสงค์ของตระกูลติงนั้นชัดเจนมาก การมาพบมหาบัณฑิตเป็นเพียงข้ออ้าง การมาพบศิษย์ของมหาบัณฑิตและฉินเหยาต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริง
ติงซื่อมองดูท่าทางดีใจของหลิวจี้ก็รู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง
ตอนนั้นพวกเขาพบมหาบัณฑิตพร้อมกัน โอกาสวางอยู่ตรงหน้าอย่างเท่าเทียมกัน ใครจะไปคิดเล่าว่าหลิวจี้จะอาศัยความหน้าหนาคว้าโอกาสใหญ่นี้ไปได้
หลังจากนั้นเขาก็เขียนจดหมายบอกความเสียใจนี้แก่บิดา บิดาเขาก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง
แต่โชคดีที่บ้านของพวกเขากับฉินเหนียงจื่อยังพอมีสายสัมพันธ์กันอยู่บ้าง หากต้องการจะพบมหาบัณฑิตสักครั้งก็น่าจะง่ายกว่าบัณฑิตที่มารวมตัวกันอยู่ที่ ‘โรงน้ำชาจิตช่าง’ ปากทางเข้าหมู่บ้านตระกูลหลิว
อาวั่งจัดแจงเหล่าบ่าวชายของตระกูลติงเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยกชาร้อนๆเข้ามา
“บ้านข้าซอมซ่อ นายท่านติงโปรดอย่าได้รังเกียจ” ฉินเหยาเชิญทุกคนนั่งลง
ในห้องมีเก้าอี้ราชครูอยู่เพียงสองตัว ที่เหลือล้วนเป็นม้านั่งไม้และเก้าอี้ไม้ไผ่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในบ้านของชาวนา
นายท่านติงเป็นแขกย่อมต้องนั่งในที่นั่งประธาน
ที่นั่งที่เหลืออีกหนึ่งที่ หลิวจี้มองฉินเหยาก่อนแวบหนึ่ง เมื่อเห็นนางพยักหน้าถึงได้นั่งลงบนเก้าอี้ราชครูที่เหลืออีกตัวหนึ่ง
ติงซื่อนั่งลงตามนายท่านติง เขานั่งบนม้านั่งไม้ที่อยู่ต่ำกว่า
ส่วนฉินเหยากับติงเซียงนั้นนั่งอยู่ข้างๆ
นายท่านติงจงใจมองนางแวบหนึ่ง อยากจะให้นางมานั่งข้างนี้ แต่ก็ถูกหลิวจี้ขัดไว้
“นายท่านติง ดูท่านแล้วใบหน้าเปี่ยมสุข หรือว่ามีข่าวดีอะไรที่ยังไม่ได้บอกหรือขอรับ” หลิวจี้หยั่งเชิงถาม
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ นายท่านติงยังไม่ทันได้แสดงออก ทางฝั่งติงเซียงนั้นก็ชิงบอกกับฉินเหยาก่อนแล้วว่า บิดาของนางสอบได้จิ้นซื่อแล้วและกำลังจะพาพวกเขาพี่น้องไปรับตำแหน่งที่เมืองหลวง
ตำแหน่งขุนนางที่นายท่านติงได้รับ เรียกว่าผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดน
เมื่อเห็นฉินเหยามีสีหน้าสงสัย หลิวจี้ที่ถูกกงเหลียงเหลียวบังคับให้ซึมซับระบบขุนนางของแคว้นเซิ่งมาแล้วก็รีบเอียงตัวไปกระซิบอธิบายข้างหูของนางว่า
“ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดนนั้น อยู่ภายใต้สังกัดของกรมควบคุมการค้าชายแดนซึ่งเป็นขุนนางขั้นหกชั้นล่าง ส่วนตำแหน่งของนายท่านติงเป็นขุนนางขั้นแปดหลักชั้นล่าง รับผิดชอบการค้ากับต่างชาติ เรียกได้ว่าเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยในหมู่ขุนนางชั้นผู้น้อยด้วยกัน”
“แต่ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า ตำแหน่งนี้มีผลประโยชน์มาก เป็นตำแหน่งที่ทำให้คนอ้วนพี”
“หากไม่มีใครส่งเสริม จิ้นซื่อจากตระกูลยากจนที่ห่างไกลเช่นตระกูลติง เกรงว่าจะต้องอยู่ที่สำนักศึกษาหลวงในฐานะลูกศิษย์ไปก่อน รอให้ผ่านการสอบเข้ารับตำแหน่งแล้วถึงจะได้รับตำแหน่ง หากสอบไม่ผ่านก็ต้องรออีกสามปีเพื่อสอบเข้ารับตำแหน่งอีกครั้ง”
ระบบเคอจวี่ของแคว้นเซิ่ง การสอบได้จิ้นซื่อเป็นเพียงการได้รับสิทธิ์ในการเป็นขุนนางเท่านั้น
ในบรรดาทั้งหมดนั้น จิ้นซื่ออันดับหนึ่งถึงสามหรือที่คนรู้จักกันในนามจอหงวนและป๋างเหยี่ยน สามารถเข้าสู่สำนักอาลักษณ์หลวงเป็นขุนนางได้โดยตรง
จอหงวนจะได้รับตำแหน่งขุนนางขั้นหก ส่วนป๋างเหยี่ยนจะได้ขั้นหกล่างหรือเจ็ดบน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
จิ้นซื่อขั้นหนึ่งที่เหลือ สามารถรับตำแหน่งขุนนางเช่นนายอำเภอหรือรองนายอำเภอในพื้นที่ต่างๆได้
ขั้นสองและต่ำกว่านั้นก็เข้าสู่สำนักศึกษาหลวงกลายเป็นขุนนางสำรอง ต้องผ่านการสอบเข้ารับตำแหน่งก่อนถึงจะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่ง
หากโชคดี สอบเข้ารับตำแหน่งผ่านอย่างราบรื่นก็จะสามารถเป็นขุนนางเล็กๆขั้นเจ็ดหรือแปดในเมืองหลวงได้
ยิ่งถ้าหากเบื้องบนมีคนหรือตระกูลทรงอิทธิพลหนุนหลังก็สามารถใช้เส้นสายไปเป็นนายอำเภอในต่างถิ่นได้ไม่ยาก
แต่หากโชคไม่ดี สอบไม่ผ่าน ยิ่งไม่มีผู้สูงศักดิ์ส่งเสริม เจ้าก็ทนอยู่ในสำนักศึกษาหลวงต่อไปเถอะ
หลิวจี้กล่าวว่า ฉีเซียนกวนเคยเล่าให้เขาฟังถึงคนโชคร้ายคนหนึ่ง อายุสามสิบห้าสอบได้จิ้นซื่อและเข้าสู่สำนักศึกษาหลวง ถือว่าเป็นยอดคนในหมู่คนธรรมดาแล้ว สอบเข้ารับตำแหน่งผ่านหกครั้ง แต่ก็ทนอยู่ในสำนักศึกษาหลวงจนอายุหกสิบเจ็ดแล้วก็ยังไม่ได้ตำแหน่งขุนนางสักตำแหน่ง
สุดท้าย ในปีที่เขาอายุเจ็ดสิบปี สหายร่วมห้องทนดูไม่ไหวจึงชี้แนะเขา ให้เขาเขียนบทกวีให้อ๋องเฟิง
ภูมิปัญญาที่บ่มเพาะมาตลอดเจ็ดสิบปีได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมบูรณ์แบบผ่านบทกวีบทหนึ่งซึ่งมีความยาวถึงหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบเอ็ดตัวอักษรและเต็มไปด้วยถ้อยคำสรรเสริญเยินยออันวิจิตร ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเป็นที่โปรดปรานของอ๋องเฟิงได้สำเร็จและได้ออกจากสำนักศึกษาหลวงในที่สุด
แต่ระหว่างทางไปรับตำแหน่ง อากาศหนาวเย็นฝนตกหนัก เขาเป็นหวัดสุดท้ายก็ตายไป
ตอนนั้นหลิวจี้ฟังเรื่องนี้แล้วก็เข้าใจในทันทีว่า ศิษย์พี่ตัวน้อยนี่กำลังชี้แนะเขาอยู่
ในยุคสมัยนี้ บัณฑิตที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าตระกูลบัณฑิตยากจนนั้นมีหนทางรอดเพียงทางเดียวก็คือต้องเขียนบทกวีที่สละสลวยงดงามออกมาให้ได้ จากนั้นก็หาจังหวะและบุคคลที่เหมาะสมแล้วก็อวยยศสรรเสริญเขาหรือนางให้สุดลิ่มทิ่มประตูไปเลย!
ก่อนหน้านี้เขาอาศัยบทกวี ‘โฉมงาม-เหยา’ก็ได้ห้องหนังสือมาหนึ่งห้องไม่ใช่หรือ
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า นี่คือหนทางที่สว่างไสว!
น่าเสียดายที่คนโชคร้ายคนนั้นเข้าใจช้าเกินไป เสียเวลาไปหลายสิบปีเปล่าๆ หลิวจี้คิดในใจอย่างได้ใจและภาคภูมิใจ
ตอนนั้นฉีเซียนกวนฟังความคิดเห็นนี้ของหลิวจี้แล้วมีสีหน้าอย่างไร ฉินเหยาไม่รู้
แต่ในตอนนี้ ขมับของนางเต้นตุบๆ อยากจะผ่าสมองของคนผู้นี้ออกมาดูว่าข้างในมีแต่ขยะอะไรกันแน่!
นิทานโศกนาฏกรรมของฉีเซียนกวนดีๆเรื่องหนึ่ง แต่เจ้าหลิวจี้กลับสามารถบิดเบือนไปได้ถึงเพียงนี้
หลิวจี้ที่ไม่รู้ตัวเลยกะพริบตาให้ฉินเหยาแล้วหันหน้าไปหาท่านติงด้วยท่าทีของ ‘คนคอเดียวกัน’ เอ่ยอย่างกระตือรือร้น “ยินดีกับนายท่านติงด้วย ยินดีกับนายท่านติงด้วย!”
“อ๊ะ ไม่ใช่!” หลิวจี้ตบปากของตนเองเบาๆ พูดอย่างเสแสร้ง “ตอนนี้ควรจะเรียกว่าใต้เท้าติงแล้ว! ในอนาคตหวังว่าใต้เท้าจะส่งเสริมข้ามากๆนะขอรับ!”
นายท่านติงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะฮ่าๆ รีบตอบกลับอย่างสุภาพว่า
“ที่ไหนกัน ที่ไหนกันก็แค่ขุนนางเล็กๆคนหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะบ้านฝั่งภรรยาเห็นใจในตัวเขยคนนี้ ข้าก็ยังคงอยู่ที่สำนักศึกษาหลวงอยู่เลย”
“แต่นายท่านหลิวท่านไม่เหมือนกัน รอบกายมีผู้สูงศักดิ์ล้อมรอบ ทั้งยังเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิต ในราชสำนักไม่รู้ว่ามีขุนนางกี่คนที่รอจะแนะนำท่าน หวังว่าท่านชี้แนะข้ามากๆจึงจะถูก”
ไม่เคยเห็นบิดาประจบประแจงใครเช่นนี้มาก่อน ติงซื่อกับติงเซียงตกตะลึงจนเบิกตากว้าง ที่แท้ท่านก็เป็นบิดาเช่นนี้หรือ!
คิ้วของฉินเหยาขมวดเข้าหากันแน่น ประโยคของนายท่านติงที่ว่า ‘หากไม่ใช่เพราะบ้านฝั่งภรรยาเห็นใจในตัวเขยคนนี้’ ดูเหมือนจะมีข้อมูลเยอะทีเดียว
ตอนที่ 408: หรงเหนียงแห่งตระกูลเซียว
เมินเสียงประจบประแจงของหลิวจี้และนายท่านติงที่อยู่ข้างหู ฉินเหยาเอียงศีรษะมองติงเซียงที่ตกตะลึงจนอ้าปากค้างแล้วกดเสียงต่ำถาม
“นายท่านติงพาพวกท่านพี่น้องไปเป็นเขยแต่งเข้าบ้านหรือ”
“หา” ติงเซียงงงงันไปชั่วขณะ
ฉินเหยาไอ “แค่ก แค่ก” ออกมาสองทีเพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัดแล้วถามใหม่ “บิดาของท่านเขา…แต่งงานแล้วหรือ”
คราวนี้ ติงเซียงฟังเข้าใจแล้ว ก่อนอื่นก็อธิบายอย่างจริงจังว่า บิดาของนางไม่ได้เป็นเขยแต่งเข้าบ้าน
แต่การแต่งงานนั้นเป็นเรื่องจริง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงมาที่บ้านของเจ้า” ติงเซียงถามเสียงเบา
หลังจากที่ฉินเหยารู้ว่านายท่านติงได้แต่งงานกับภรรยาใหม่แล้ว ในใจก็มีการคาดเดาอยู่แล้ว
“ไม่คิดจะกลับมาแล้วหรือ”
ติงเซียงพยักหน้า อารมณ์พลันย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด จริงๆแล้วนางค่อนข้างกลัวและยังสับสนอยู่มาก
ดังนั้นก่อนที่จะไป ถึงต้องมาพบฉินเหยาสักครั้งให้ได้
นางไม่สนใจความตั้งใจของบิดาและพี่ชาย นางเพียงแค่อยากจะพบฉินเหยาแล้วถามนางว่า ‘ข้าควรจะทำอย่างไรดี เจ้าสอนข้าหน่อยได้หรือไม่’
พ้นปีใหม่ไป ติงเซียงก็นับอายุได้สิบสี่ปีแล้ว
นี่เป็นวัยที่สามารถพูดคุยเรื่องการแต่งงานได้แล้ว บางคนก็หมั้นหมายกันแล้ว
มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ติงเซียงรู้ดีอย่างยิ่งคือ หลังจากที่บิดาบอกนางกับพี่ชายว่าเขาได้แต่งงานกับบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาของใต้เท้ากรมควบคุมการค้าชายแดนที่เป็นม่ายแล้ว การแต่งงานของนางก็กำลังจะกลายเป็นเครื่องต่อรองเพื่อสร้างความมั่นคงในตำแหน่งของบิดาในเมืองหลวง
โชคดีที่นางไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้ายและจะไม่ยอมรับชะตากรรมง่ายๆ
ทว่าสิ่งที่นางสามารถทำได้นั้นมีไม่มากนัก อย่างมากก็แค่เลือกเงื่อนไขที่ตนเองยอมรับได้มากที่สุดในขอบเขตที่จำกัด
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ติงเซียงรู้สึกโชคดีคือ หลังจากที่บิดากลับมา ไม่เพียงแต่จะไม่ห้ามนางฝึกขี่ม้ายิงธนูอีกต่อไปกลับยังสนับสนุนให้นางออกไปเดินเล่นบ่อยๆ
บิดากล่าวว่า สตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวง ยิ่งสูงศักดิ์ก็ยิ่งต้องเปิดเผยโฉมหน้า
บนถนนฉางอันที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมืองหลวง ทหารยามที่ลาดตระเวนล้วนเป็นทหารหญิง
ทหารหญิงที่กุมอำนาจไว้ในมือเหล่านั้นล้วนเป็นสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ที่สุดของแคว้นเซิ่ง ยามทั่นฮวาหลางที่เพิ่งจะสอบได้เดินผ่านก็ถูกพวกนางเรียกให้หยุดกลางถนนแล้วเอ่ยหยอกเย้า
นายท่านติงที่เพิ่งจะไปถึงเมืองหลวงในตอนนั้นมองเสียจนลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
สตรีสูงศักดิ์ของแคว้นเซิ่งนี้ ช่างเปิดเผยและร้อนแรงเสียจริง!
ทว่า ที่น่าประหลาดคือ เมื่อออกจากเมืองหลวงแล้ว สตรีที่เปิดเผยเช่นนี้กลับหาได้ยาก
เมื่อมาถึงสถานที่ห่างไกลเช่นอำเภอไคหยาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสตรีสูงศักดิ์ที่เปิดเผย แม้แต่คุณชายเจ้าสำราญก็ยังหาได้ยาก
แคว้นเซิ่งนี้เหมือนกับพีระมิด ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ยิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งสูงศักดิ์และเปิดเผย
นั่นก็คืออำนาจ!
คืออำนาจที่ฮองเฮาและฝ่าบาทร่วมกันประทานให้
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกคนอยากจะปีนป่ายขึ้นไป ทิวทัศน์บนยอดเขานั้น ช่างเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งจนแสบตา
ทว่าเมื่อคิดดูให้ดีแล้ว เมื่อเทียบกับราชวงศ์ก่อนหน้า โครงสร้างอำนาจก็ยังมีความแตกต่างกันมาก
สมัยก่อน ฐานะของสตรีในตระกูลสูงศักดิ์ย่อมสูงส่งกว่าคนธรรมดา แต่ก็ไม่เคยสูงส่งถึงขั้นที่สามารถกุมอำนาจทางการทหารหรือแม้แต่หยอกล้อทั่นฮวาหลางกลางถนนได้
ราชวงศ์ใหม่นี้ ในสายตาของนายท่านติงแล้ว ช่างนอกรีตอย่างยิ่ง
แต่ก็เพราะความนอกรีตนี่เอง เขาถึงได้พบกับสตรีในตระกูลสูงศักดิ์ที่ในอดีตไม่ย่างออกจากบ้านบนถนนได้
นำไปสู่การรับตัวสะใภ้ใหม่เข้าจวนและได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดน
ภรรยาใหม่ของเขาคนนี้ แม้จะเป็นเพียงบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยา แต่นางแซ่เซียว
คือหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง…ตระกูลเซียว
แม้จะเป็นเพียงสายรองของสายรอง หากไม่ใช่เพราะวาสนาฟ้าลิขิต เขาซึ่งเป็นเพียงจิ้นซื่อขั้นสองก็ยังห่างไกลเกินกว่าจะปีนป่ายไปแต่งกับบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาของตระกูลเซียวที่เป็นม่ายผู้นี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีลูกชายและลูกสาว อายุสามสิบกว่าแล้ว รูปร่างหน้าตาก็ไม่มีอะไรจะอวดได้
ส่วนหรงเหนียงนั้น อายุสิบเจ็ดปีแต่งงาน สิบเก้าปีสามีเสียชีวิต ไว้ทุกข์ให้สามีสามเดือนแล้ว ลุงและป้าสะใภ้ก็ส่งนางกลับบ้านเดิม
ชาวบ้านต่างก็พูดกันว่านางชะตาสูงศักดิ์ สามีดวงชะตาอ่อนรับวาสนาของนางไม่ไหวจึงเสียชีวิตแต่เนิ่นๆ
อีกทั้งเพราะเคยให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคนจึงเป็นสตรีที่สามารถมีบุตรสืบสกุลได้ ทั้งยังมีรูปโฉมงดงามและอุปนิสัยอ่อนโยนดีงาม เมื่อกลับมาบ้านเดิมก็ช่วยนายหญิงใหญ่ดูแลจัดการกิจการในจวนอย่างสุดความสามารถ นายหญิงใหญ่เองก็รักใคร่เอ็นดูนางอย่างยิ่งจึงได้เตรียมสินเดิมไว้ให้นางมากมาย
บุรุษในเมืองหลวงที่อยากจะสู่ขอหรงเหนียงมีนับไม่ถ้วน น่าเสียดายที่นางไม่สนใจใครเลย เป็นม่ายอยู่ที่จวนมาหลายปี
ตอนนี้อายุยี่สิบสามปีแล้วซึ่งเป็นวัยที่กำลังงดงาม แม่สื่อทั้งหลายแทบจะเหยียบประตูใหญ่ของใต้เท้ากรมควบคุมการค้าชายแดนจนพัง
นายท่านติงเองก็ไปร่วมสนุกด้วย ช่วยรักษาระเบียบให้อย่างใจดี ทันใดนั้นก็ถูกเซียวหรงที่มาส่งผลไม้จากสวนที่บ้านเห็นเข้า
ตอนนั้นนายท่านติง ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีหน้าที่ อาศัยอยู่บ้านลุงซึ่งเป็นญาติห่างๆ ในบรรดาคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์และผู้มีอำนาจทั่วเมืองหลวง จะว่าไม่โดดเด่นเลยก็ไม่ได้ ต้องบอกว่ายากจนจนโดดเด่นอย่างยิ่ง
ในเมืองหลวง ทรัพย์สินอันน้อยนิดของตระกูลติงของเขา ยังไม่พอให้คุณชายสูงศักดิ์ให้รางวัลแก่หญิงขับร้องเพียงครั้งเดียวเลย
การแต่งงานครั้งนี้ ตอนแรกใต้เท้ากรมควบคุมการค้าชายแดนไม่เห็นด้วย เว้นแต่จะแต่งเข้าบ้าน
โชคดีที่ลุงของนายท่านติงคนนี้ค่อนข้างมีความสามารถ ออกเงินออกแรงช่วยปูทางให้เขา
ก่อนอื่นก็ซื้อบ้านในเมืองหลวง ต่อมาก็ทุ่มเงินจ้างแม่สื่อที่เก่งที่สุดในเมืองหลวงมา สุดท้ายบวกกับการยืนกรานของเซียวหรงและนายท่านติงที่มาคารวะสามครั้งต่อวัน เข้าประตูยกน้ำชา กวาดพื้นปรนนิบัติว่าที่พ่อตาแม่ยายด้วยใจจริง ในที่สุดเขาก็ได้หญิงงามมาครอง
ในวันนั้น บุรุษในเมืองหลวงที่สู่ขอไม่สำเร็จต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ได้เลื่อนตำแหน่ง ร่ำรวย ภรรยาตาย สามสมบัติล้ำค่ารวมเป็นหนึ่ง ช่างเป็นวาสนาที่ไร้เทียมทานโดยแท้!”
นายท่านติงเหงื่อท่วมตัว
ทว่าพูดออกมาอาจจะไม่มีใครเชื่อ เขาและหรงเหนียง ชายมีใจหญิงมีเจตนา นี่คือคู่สร้างคู่สมจากสวรรค์
ครั้งนี้กลับบ้านเดิมคงจะไม่เร็วขนาดนี้ เป็นหรงเหนียงที่เร่งรัด เขาถึงได้กลับมาก่อนกำหนด
นางกล่าวว่า “ตอนนี้ท่านกับข้าก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว เช่นนั้นลูกๆของท่านก็คือลูกๆของข้า หากพวกเขาเคารพข้า ข้าก็จะวางแผนอนาคตที่ดีให้พวกเขาเอง รอจนกว่าลูกๆจะแต่งงานกันไป ท่านกับข้าสองคนก็จะเลี้ยงหลานอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข”
คำพูดเหล่านี้ นายท่านติงได้เล่าให้ติงซื่อและติงเซียงฟังทีละคำ ให้พวกเขาวางใจว่า แม่เลี้ยงเป็นคนดีอย่างแน่นอนและจะดูแลพวกเขาอย่างดีและยังขอให้พวกเขาต้องเคารพแม่เลี้ยง อย่าทำตัวเป็นเด็กๆ
หลิวจี้กับนายท่านติงนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน สนทนากันอย่างสุภาพ นายท่านติงก็พูดอ้อมๆ ถามถึงเส้นสายของกงเหลียงเหลียวในราชสำนัก หลิวจี้ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เอาแต่หัวเราะตลกกลบเกลื่อนไป
ทางด้านติงเซียงกับฉินเหยา พวกนางได้แอบคุยเรื่องของนายท่านติงเท่าที่พอจะคุยกันได้จนหมดสิ้นแล้ว
ติงเซียงพูดอย่างกังวลเสียงเบาว่า “แม่เลี้ยงรีบร้อนอยากจะให้ข้าแต่งงานออกไป ท่านพ่อข้าก็มีท่าทีว่าจะฟังนางทั้งหมด ข้ากลัวว่าพอข้าถึงเมืองหลวงก็จะถูกคนอื่นขายไป”
ฉินเหยาสูดปาก “เป็นไปได้หรือไม่ว่า การบอกเล่าของบิดาท่านมีปัญหา แม่เลี้ยงของท่านไม่ได้รีบร้อนอยากจะไล่ท่านกับพี่ชายของท่านออกไป?”
ติงเซียงชะงักไป เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเชื่อ
ในบรรดาสตรีที่ฉินเหยาเคยเห็น คนเดียวที่สอดคล้องกับฐานะของสตรีสูงศักดิ์ก็คือท่านป้าจากตระกูลฉีและเฮ่อจางหัว
จากรูปแบบการกระทำของพวกนาง จะเห็นได้ว่าชนชั้นสูงให้ความสำคัญกับหน้าตาเป็นอย่างมาก
หากนายท่านติงเพิ่งจะรับลูกๆมาที่เมืองหลวง แต่เซียวหรงกลับรีบร้อนที่จะจับลูกเลี้ยงหญิงแต่งงานออกเรือนและให้ลูกเลี้ยงชายแยกบ้านออกไป ท่าทีเช่นนี้ก็คงจะดูน่าเกลียดเกินไปหน่อย
ดังนั้น คำพูดของนาง น่าจะเป็นความหมายตามตัวอักษร ไม่ใช่การบอกเป็นนัยให้นายท่านติงรีบให้ลูกๆแต่งงานออกจากบ้านไปเพื่อให้พวกเขาสามีภรรยาได้ใช้ชีวิตกันสองต่อสอง
คิดในแง่ร้ายที่สุด หากรีบร้อนขนาดนั้นจริงๆ เรื่องก็คงจะตัดสินไปแล้ว สิ่งที่ติงเซียงทำได้คือภาวนาให้มารดาเลี้ยงกับบิดาแท้ๆ อย่าเพิ่งมีลูกเร็วขนาดนั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะมองนายท่านติงอีกสองสามครั้ง คนเมื่อมีความสุขก็จะดูสดชื่น มองดูแล้วใบหน้าแดงระเรื่อ เลือดลมดี
ติงเซียงถามอย่างใคร่รู้ “ฉินเหยา เจ้ากำลังดูอะไรอยู่รึ”
ฉินเหยาโบกมือเป็นการบอกให้ติงเซียงเข้ามาใกล้ๆ ถ่ายทอดเคล็ดลับสองอย่างให้นาง
ตอนที่ 409: ช่างเป็นของที่ชั่วช้านัก
เคล็ดลับแรก หลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้าทั้งหมด
เมื่อพบหน้าให้สังเกตการณ์ก่อน ยืนยันความต้องการของอีกฝ่าย หลีกเลี่ยงทุกจุดที่อาจเกิดความขัดแย้งได้
ตราบใดที่ไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็ไม่มีปัญหา
เคล็ดลับที่สอง เอาใจในสิ่งที่เขาชอบ
อันนี้จะสูงชั้นขึ้นมาหน่อย ภายใต้เงื่อนไขที่ศัตรูแข็งแกร่งเราอ่อนแอ เคล็ดลับนี้ต้องใช้เทคนิคเล็กน้อย
ทำได้ดีก็ยังสามารถฉวยโอกาสก้าวปีนขึ้นไป สร้างความสำเร็จให้ตนเองได้
ฉินเหยาเตือนว่า “วิชาควบคุมม้าที่ข้าสอนท่านไป ยังจำได้ใช่หรือไม่ บังเหียนต้องอยู่ในกำมือของท่านเองและท่านต้องเป็นผู้กำหนดความเร็วด้วยตนเอง”
“ใช้จุดแข็งกลบจุดด้อย แสดงจุดเด่นของท่านให้ดี ใช้จุดแข็งสู้จุดแข็ง ใช้จุดด้อยสู้จุดด้อย อย่าเอาจุดด้อยของตนเองไปปะทะกับจุดแข็งของอีกฝ่ายเป็นอันขาด”
สุดท้ายของสุดท้าย ฉินเหยาเปลี่ยนไปใช้น้ำเสียงที่จริงจังเอ่ยกำชับว่า
“ท่านต้องทำให้บิดา พี่ชาย และแม่เลี้ยงของท่านบรรลุความเข้าใจร่วมกันให้ได้ว่า…พวกท่านทั้งครอบครัวต่างหากคือผู้ที่ลงเรือลำเดียวกันในเรื่องผลประโยชน์!”
การขัดแย้งบั่นทอนกันเองจากภายใน มีแต่จะทำให้ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้
เส้นทางขุนนางของนายท่านติงยังอีกยาวไกลนัก
ความจริงก็วางอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่เพียงแค่นายท่านติงที่ต้องอาศัยอำนาจของภรรยาใหม่เพื่อก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ภรรยาใหม่เองก็จำเป็นต้องสนับสนุนให้เขาก้าวหน้า เพื่อที่จะได้เสพสุขจากอำนาจที่แคว้นเซิ่งมอบให้กับนายท่านติงโดยอ้อมเช่นกัน
กฎเกณฑ์เดียวกันนี้ เมื่อนำมาใช้กับเหล่าบุตรธิดาก็เป็นเช่นเดียวกัน
ติงเซียงดูเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด
จนกระทั่งเมื่อทานอาหารที่บ้านของฉินเหยาเสร็จและสามคนพ่อลูกกำลังจะเอ่ยลาจากไป นางถึงได้เผยสีหน้าที่กระจ่างแจ้งขึ้นมา ดูเหมือนว่าในใจคงจะมีแผนการอะไรบางอย่างแล้ว
ฉินเหยาประคองนางขึ้นม้าและในตอนที่มือของคนทั้งสองสัมผัสกันนั้น ขวดกระเบื้องใบเล็กๆใบหนึ่งก็ได้เลื่อนสอดเข้าไปในแขนเสื้อของติงเซียงอย่างแนบเนียน
ติงเซียงสะดุ้งตกใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ภายใต้สายตาที่จ้องมองของฉินเหยา นางกลับมาสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงกุมบังเหียนแน่น ควบม้าตัวใหญ่ใต้ร่างวิ่งเหยาะๆ ตามพี่ชายไปพร้อมกับนำขบวนรถม้าจากไป
“นายท่านติง นายน้อยติง คุณหนูติง เดินทางดีๆนะขอรับ คราวหน้าเราค่อยพบกันที่เมืองหลวง!” หลิวจี้โบกมือพลางกล่าวอย่างเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
หลังจากมองส่งขบวนของตระกูลติงออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวและเลี้ยวลับหายเข้าไปในช่องเขาแล้ว หลิวจี้ถึงได้หุบรอยยิ้มที่ใกล้จะแข็งทื่อของตนลงแล้วขยับเข้าไปใกล้ฉินเหยาพร้อมกับถามอย่างตื่นเต้นว่า
“เมียจ๋า เมื่อครู่เจ้าให้ของดีอะไรกับคุณหนูติงไปหรือ”
ฉินเหยาเพียงแต่ยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร ก่อนจะเรียกพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ออกมาส่งแขกด้วยกันให้กลับเข้าไปในบ้าน
หลิวจี้รู้สึกคันยุบยิบในใจยิ่งนัก อย่าคิดว่าเขาจะไม่รู้ว่าขวดเล็กๆใบนั้นเป็นของที่อาวั่งให้นางมา
เขากอดอกเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อขวางอาวั่งที่กำลังจะออกมาเทน้ำล้างจาน จากนั้นกดเสียงให้ต่ำลงแล้วเค้นถาม “ในขวดที่เจ้าให้ฮูหยินไปน่ะ ข้างในมันมีอะไรอยู่”
ฉินเหยาไม่เคยกำชับไว้ว่าห้ามพูดเรื่องนี้ นั่นก็หมายความว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดหรือไม่พูดก็ได้
เพื่อไม่ให้นายท่านใหญ่มาขัดขวางการทำงานของตน อาวั่งจึงตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า “ยาดูดพลังหยาง”
พูดจบ เขาก็ค่อยๆดึงหลิวจี้ที่ขวางอยู่ตรงหน้าออกไปแล้วถือถังน้ำล้างจานเดินไปยังโรงเรือนเลี้ยงสัตว์หลังเขาเพื่อให้อาหารวัว
ทิ้งให้หลิวจี้ยืนตะลึงอยู่ในลานบ้าน พลางครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาว่าเจ้า ‘ยาดูดพลังหยาง’ นี่มันคือของอะไรกันแน่
ยาบำรุงพลังหยางน่ะเขารู้จัก แต่ไอ้ดูดพลังหยางนี่มันคืออะไรกัน
แต่ก็นั่นแหละ ชื่อที่อาวั่งตั้งก็เหมือนนิสัยของเขา คือตรงไปตรงมาไม่มีความหมายแอบแฝงอะไร ถ้าอย่างนั้นหากให้เข้าใจตามตัวอักษร มันก็คือ…นกเขาไม่ขัน?
“สวรรค์ช่วย!”
หลิวจี้ตกใจกับคำตอบที่ตัวเองคิดขึ้นมาได้ ในโลกนี้จะมีของที่ชั่วร้ายถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน!
แล้วสตรีใจร้ายยังจะมอบของสิ่งนี้ให้กับคุณหนูติงที่เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆอีก นี่คิดจะเอาไปใช้กับใครกัน
หรือว่าจะใช้กับนายท่านติง?
หลิวจี้สูดหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ นายท่านติงเพิ่งจะได้เลื่อนตำแหน่ง ร่ำรวย และแต่งภรรยาใหม่ เรียกได้ว่าไปถึงจุดสูงสุดในชีวิตที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะไปถึงได้แล้ว ไม่มีชายใดได้ยินเรื่องนี้แล้วจะไม่รู้สึกอิจฉาหรอก
แต่พอตกกลางคืนในยามที่ได้อยู่กับเมียรักข้างกาย นายท่านติงกลับมีใจแต่ไร้เรี่ยวแรง…เอ่อ นี่มัน…
หลิวจี้ย้ำเตือนตนเองในใจอีกครั้งว่า ยอมล่วงเกินเหล่าคนชั่วยังดีเสียกว่าไปล่วงเกินสตรี มันถึงตายได้จริงๆนะ!
ฉินเหยาเดินออกมาจากในห้อง ตะคอกใส่หลิวจี้อย่างหมดความ.อดทน “ยืนบื้ออยู่ทำอะไรน่ะ เรียกตั้งหลายครั้งแล้วไม่ได้ยินหรือไง”
“หา” หลิวจี้ถึงเพิ่งจะได้สติ เผลอตัวสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างสงสัย “เจ้ากำลังคิดเรื่องไร้สาระอะไรอยู่ เข้ามาในบ้าน เอ้อร์หลางมีโจทย์เลขจะถามเจ้า”
สำนักศึกษาของตระกูลใกล้จะเปิดเรียนแล้ว อาจารย์ได้ให้การบ้านไว้ก่อนจะหยุดยาวและจะมีการสุ่มตรวจเมื่อเปิดเรียน
หนึ่งปีจะมีโอกาสได้หยุดยาวสักครั้ง แถมยังเป็นช่วงปีใหม่ เด็กๆจะเล่นกันจนเหลวไหลไปหน่อยฉินเหยาก็ไม่ได้ว่าอะไร
แต่ตอนนี้ใกล้จะถึงวันเปิดเรียนแล้ว หากยังปล่อยตัวเหลวไหลต่อไป มีหวังได้ถูกอาจารย์ไล่ออกจากสำนักศึกษาเป็นแน่!
เมื่อเห็นฉินเหยาทำท่าหมดความอดทน หลิวจี้ก็รีบสลัดความคิดไร้สาระในหัวทิ้งไปแล้วก้าวฉับๆเข้าไปในห้องโถง
“โจทย์เลขอะไรทำไม่ได้อีกแล้วรึ หลิวเอ้อร์หลาง ปกติเจ้าไม่ใช่ว่าเก่งกาจนักหรอกหรือ ในที่สุดเจ้าเด็กนี่ก็มีวันต้องมาขอร้องข้าสินะ”
ฉินเหยาเอ่ย “พูดจาไร้สาระน้อยลงหน่อยจะตายหรือไร?!”
“ข้าไม่พูดแล้ว ข้าจะหุบปาก” หลิวจี้กระแอมสองที กลับสู่ท่าทีจริงจัง นั่งลงที่โต๊ะแล้วเอ่ยถามลูกชายคนรองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าตรงไหนที่ทำไม่ได้
เอ้อร์หลางแค่นเสียงเสียงหนึ่งถึงค่อยยอมกางกระดาษคำนวณของตนออกอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนักแล้วชี้บอกบิดาของตนถึงจุดที่เขาคำนวณไม่ออก
โจทย์ไม่ได้ยากอะไร เพียงแต่ถูกท่านอาจารย์บังคับว่าต้องใช้วิธีคำนวณแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ สำหรับเด็กระดับเอ้อร์หลางกับต้าหลางแล้วจึงยังไม่สามารถพลิกแพลงได้
ตำราซู่ซูที่ยืมมาจากกงเหลียงเหลียวนั้น หลิวจี้ท่องจำจนขึ้นใจคล่องปากไปนานแล้ว
เขาเป็นคนที่แปลกมาก หากเจ้าดีกับเขา บอกให้เขาท่อง เขาก็จะไม่ยอมอ่านแม้แต่ตัวอักษรเดียว
แต่ถ้าเจ้าเอาดาบมาจ่อคอเขาเมื่อไหร่ เขาก็จะท่องจำได้อย่างขึ้นใจเลยทีเดียว
แม้เนื้อหาในตำราซู่ซูหลิวจี้จะยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เมื่อถึงคราวต้องใช้ เขาก็สามารถเลือกออกมาศึกษาวิจัยแล้วนำไปสอนต้าหลางกับเอ้อร์หลางได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเมื่อลูกมีความเข้าใจที่ช้าก็อย่าโทษที่ผู้เป็นบิดาจะอารมณ์ไม่ดี
เสียงเอะอะโวยวายราวกับฟ้าร้องในห้องโถงกว่าจะสงบลงก็ดึกดื่น
ฉินเหยามีสายตาที่กว้างไกล อุ้มซานหลางกับซื่อเหนียงกลับห้องนอนไปนานแล้ว นางเอาสำลีอุดหู นอนหลับฝันดีอย่างมีความสุข
เพียงแต่ เรื่องสรรพคุณของยาดูดพลังหยางนั้น หลิวจี้ยังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
เช้าตรู่ เขาก็ถือตำราไปนั่งยองๆเฝ้ารออยู่หน้าประตูห้องนอนของฉินเหยา พอประตูห้องเปิด เขาก็รีบลุกขึ้นถามทันที
“เมียจ๋า เจ้าสงสารข้าเถอะนะ อย่าบ่ายเบี่ยงเลย บอกข้าทีว่ายาที่เจ้าให้คุณหนูติงไปน่ะมันใช้ทำอะไรกันแน่”
พูดพลางก็ชี้ไปที่ขอบตาดำคล้ำทั้งสองข้างของตนเอง “ข้าคิดเรื่องนี้ทั้งคืนเลยนะ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมียจ๋าจะให้ยาแบบนั้นกับคุณหนูติงได้ ให้บุตรสาวเอายาแบบนี้ไปให้บิดาแท้ๆของตัวเอง นี่มันไม่ใช่การทำร้ายคนหรอกหรือ…”
ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะ ฉินเหยารู้อยู่แล้วว่าในสมองของเขาไม่มีเรื่องดีๆอะไรอยู่เลย
นางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หลิวจี้ที่กำลังพูดไม่หยุดรีบหยุดพูดแล้วถามกลับอย่างสงสัย “ทำร้ายคนอย่างไรกัน เจ้าอธิบายให้ข้าฟังสิ”
หลิวจี้ “ข้าไม่กล้าพูด”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะ “เรื่องที่นายท่านติงแต่งงานใหม่เจ้าก็รู้แล้ว เจ้าเอาแต่อิจฉาที่เขาได้เลื่อนตำแหน่ง ร่ำรวยและได้ภรรยาใหม่ แต่เจ้าเคยคิดถึงสถานการณ์ของติงเซียงบ้างหรือไม่”
หลิวจี้ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย “แต่เจ้าจะไปทำให้เขานกเขาไม่ขันไม่ได้นะ นี่มันผิดศีลธรรม”
พอพูดออกไปก็ตระหนักได้ว่าตนเองพลั้งปากจึงรีบยกมือขึ้นปิดปากตนเองแล้วรีบถอยหลังไปสามก้าวใหญ่
ฝ่ามือที่คาดว่าจะฟาดลงมากลับไม่เกิดขึ้น หลิวจี้มองไปอย่างประหลาดใจ ก็เห็นฉินเหยามองเขาด้วยสีหน้าราวกับกำลังมองคนโง่ มุมปากของนางโค้งขึ้นเล็กน้อยแล้วถามอย่างเย้ยหยัน
“ข้าถามเจ้า ถ้าเจ้าเป็นติงเซียง ในสถานการณ์เดียวกัน อะไรคือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเจ้า”
คำถามนี้หลิวจี้ไม่จำเป็นต้องคิดก็ตอบได้เพราะเขาเคยมีประสบการณ์ตรงมาก่อน
“ก็ต้องเป็นไอ้ลูกกระต่ายตัวน้อยที่เพิ่งเกิดจากพ่อแท้ๆกับแม่เลี้ยงน่ะสิ”
“ก็เพราะอย่างนั้นน่ะสิ~” ฉินเหยายักไหล่ “เหตุผลเจ้าก็เข้าใจดี”
อีกอย่าง ยานั่นก็ไม่ใช่ยาทำให้นกเขาไม่ขัน แต่เป็นยาคุมกำเนิด
นางให้ติงเซียงเปิดอกคุยกับนายท่านติงไปเลยตรงๆ ถ้านายท่านติงไม่ได้โง่เขลาเกินไป เขาย่อมรู้เองว่าจะใช้ยาขวดนี้อย่างไร
ปริมาณยาไม่มาก อย่างมากที่สุดก็ใช้ได้หนึ่งปี
เวลาหนึ่งปีก็เพียงพอที่จะมองนิสัยใจคอของใครหลายคนออกและใช้ในการเตรียมตัวหลายๆ อย่างได้
คนเราย่อมมีความรู้สึกรักชอบไม่เท่ากัน มีการจัดลำดับความใกล้ชิดสนิทสนม
ฉินเหยาย่อมเอนเอียงไปทางเด็กสาวที่ตนนั่งจับมือสอนมากับมือมากกว่า นางหวังว่าเด็กสาวจะสามารถกุมอำนาจในการตัดสินใจไว้ได้มากขึ้น
ตอนที่ 410: การประเมินที่ไม่เป็นธรรม
ยังไม่ทันสิ้นเดือนแรก สามพ่อลูกตระกูลติงก็เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงแล้ว
ฉินเหยาทราบข่าวล่วงหน้าจึงเร่งขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังเมืองจินสือพร้อมกับหลิวจี้เพื่อตามไปส่งพวกเขาเป็นระยะทางหนึ่ง
เด็กสาวในชุดขี่ม้าตัวหนาสีแดงสดดุจเปลวเพลิงนั่งตระหง่านอยู่บนหลังอาชาพันธุ์ดีตัวสูงใหญ่ซึ่งประดับด้วยอานเงินครบชุด งดงามจนสะกดสายตาผู้คนไว้ได้นับไม่ถ้วน
ก่อนที่นายท่านติงจะกลับมา ทั่วทั้งอำเภอไคหยางยังไม่เคยเห็นคุณหนูบ้านใดปรากฏตัวในภาพลักษณ์เช่นนี้มาก่อน
เดิมทีเป็นเพียงคนในตระกูลติงมาส่ง แต่เมื่อขบวนเดินทางมาถึงใกล้อำเภอไคหยาง ริมถนนก็เต็มไปด้วยผู้คน
บัณฑิตของสถานศึกษาในอำเภอได้ข่าวก็พากันมาเพื่อที่จะได้ยลโฉมของคุณหนูติง
ในวันนี้ ชุดขี่ม้าสีแดงชุดนั้น ไม่รู้ว่าทำให้บุรุษกี่คนต้องวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไป
การเข้าเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ทำให้ตระกูลติงได้หน้าได้ตาในอำเภอไคหยางอีกครั้งหนึ่ง
และการแต่งกายของติงเซียงในตอนที่จากไปก็กลายเป็นแบบอย่างที่คุณหนูในห้องหอของอำเภอไคหยางต่างพากันเลียนแบบ
นายท่านติงมาจากเมืองหลวง แต่งงานกับสตรีจากห้าตระกูลใหญ่ การแต่งกายของบุตรีของเขาย่อมต้องเป็นการแต่งกายที่นิยมที่สุดในเมืองหลวงในขณะนี้!
ในชั่วพริบตา ผ้าไหมสีแดงและผ้าแดงที่ขายในร้านปักผ้าในเมืองก็ขายหมดเกลี้ยง อุปทานไม่เพียงพอต่ออุปสงค์
ก่อนปีใหม่โรงงานต่างๆเพิ่งจะเปิดทำการ สินค้าคงคลังชุดแรกยังเป็นของที่เหลือจากปีที่แล้ว ขายหมดแล้วหากยังต้องการผ้าแดงอีกก็ต้องรอถึงเดือนสอง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ คุณหนูคนใดก็ตามที่สามารถสวมใส่ชุดขี่ม้าสีแดงชุดนั้นได้ก็จะได้หน้าได้ตาในอำเภอไคหยางอย่างเต็มที่
น่าสงสารก็แต่สตรีสามัญชนที่แต่งงานในช่วงเวลาเดียวกัน ชุดแต่งงานหาได้ยาก กว่าจะได้มา ราคาก็ยังสูงกว่าปกติถึงหนึ่งเท่า
โชคดีที่กระแสชุดแดงที่ค่อนข้างบ้าคลั่งนี้ ในไม่ช้าก็ถูกข่าวการสอบคัดเลือกครั้งใหญ่ทั่วทั้งแคว้นเพื่อเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นปีที่สองกลบไปจนหมดสิ้น
วันที่สองของเดือนสอง คือวันที่สำนักศึกษาแต่ละแห่งภายในอำเภอไคหยางจัดงานสอบครั้งใหญ่เพื่อรับลูกศิษย์ใหม่
เมื่อเทียบกับปีแรก กระบวนการรับสมัครทั้งหมดในปีนี้เป็นระบบระเบียบขึ้นมาก อีกทั้งยังมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับออกมาอย่างชัดเจน ไม่เหมือนกับปีที่แล้วที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและขาดการเตรียมการ
แต่ก็ด้วยเหตุนี้เอง ครอบครัวที่อาศัยประสบการณ์จากปีที่แล้วรีบไปรอต่อแถวหน้าสำนักศึกษาตั้งแต่หัวค่ำของวันก่อนหน้าอยู่ทั้งคืนจึงต้องลำบากตรากตรำไปโดยเปล่าประโยชน์
สิ่งที่เรียกว่า ‘ช่องว่างทางข้อมูล’ นี้ ไม่ว่าจะในอดีตหรืออนาคตล้วนมีอยู่เสมอ
ผู้ใดที่กุมความได้เปรียบจากช่องว่างทางข้อมูลนี้ไว้ได้ย่อมมีภาษีดีกว่าผู้อื่น
ในวันที่ไปส่งครอบครัวติงเซียงเข้าเมืองหลวง หลังจากส่งคนแล้ว ฉินเหยากับหลิวจี้ก็เดินทางไปยังจวนตระกูลติงด้วยกัน เพื่อคารวะอาจารย์ทั้งสองของซานหลางและซื่อเหนียง
ต้องยอมรับว่าตำแหน่ง ‘ศิษย์ของมหาบัณฑิต’ นั้นใช้การได้ดีอย่างแท้จริง
หลิวจี้อาศัยบารมีของอาจารย์ เขาจึงไม่ต้องออกแรงอันใดมากก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขการคัดเลือกสิทธิ์เข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายของปีนี้มาจากปากอาจารย์ทั้งสองท่าน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออีกฝ่ายทราบว่าเด็กที่จะเข้าเรียนคือหลานสาวแท้ๆของหลิวจี้ก็แสดงความเอื้อเฟื้ออย่างยิ่งโดยกล่าวว่า ขอเพียงแค่เขาเอ่ยปาก เด็กก็สามารถถูกส่งตัวเข้าสำนักศึกษาได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการทดสอบใดๆทั้งสิ้น
แม้หลิวจี้จะหวั่นไหวไปกับข้อเสนอนั้นอย่างยิ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงปฏิเสธไปอย่างเด็ดเดี่ยว
บุญคุณจากการได้ทราบข่าวสารนั้นยังพอทดแทนได้ง่าย แต่บุญคุณจากสิทธิ์เข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้นหาใช่จะทดแทนกันได้ง่ายๆ ไม่
อีกทั้งฐานะของเขาก็ไม่เหมือนวันวานแล้ว ยิ่งอาจารย์มีสถานะสูงส่งและทรงเกียรติมากเท่าใด บารมีนี้ก็ยิ่งใช้ได้ผล แต่เรื่องที่อีกฝ่ายจะร้องขอก็ย่อมยากยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว
บุญคุณนี้ไม่อาจเอ่ยถึงได้โดยง่าย แต่หากต้องเอ่ยขึ้นมาเมื่อใดย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน
อีกประการหนึ่ง หลิวจี้ก็มีความเชื่อมั่นในตัวจินฮวาหลานสาวของตนเองอย่างยิ่ง ไม่จำเป็นต้องให้อาจารย์ตระกูลติงเปิดประตูหลังให้เลยแม้แต่น้อยเพราะเด็กน้อยสามารถผ่านการสอบเข้าไปได้ด้วยความสามารถของตนเอง
แต่ทว่า!
“ที่ท่านอาจารย์กล่าวเช่นนี้ หรือว่ามีเด็กคนอื่นมาสอบถามเรื่องนี้ด้วยเช่นกันหรือขอรับ” หลิวจี้เอ่ยถามหยั่งเชิง
ที่ถามก็เพื่อจะสืบข่าวว่าสิทธิ์ที่เหลืออยู่จริงๆนั้นมีกี่ตำแหน่งกันแน่
ท่านอาจารย์รีบโบกมือปฏิเสธพลางกล่าวว่ากฎก็คือกฎ ข้อยกเว้นนี้เขามอบให้แก่ศิษย์ของมหาบัณฑิตเพียงผู้เดียว คนอื่นย่อมไม่มีหน้ามีตาเท่านี้
คำพูดนี้ทำให้หลิวจี้รู้สึกเปรมปรีดิ์ในใจ เขาหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ดูท่าว่าข้ายังคงเป็นคนพิเศษเพียงหนึ่งเดียวสินะขอรับ”
ท่านอาจารย์ยิ้มแย้มเล็กน้อย “ถูกต้องแล้ว!”
เมื่อได้ความดังที่ตั้งใจถามแล้ว หลิวจี้และฉินเหยาก็ลุกขึ้นขอตัวลา
ท่านอาจารย์เดินมาส่งพวกเขาถึงถนนใหญ่จนกระทั่งสองสามีภรรยาขึ้นรถม้าและเคลื่อนออกไปไกลแล้ว ยังได้ยินเสียงกำชับของเหล่าอาจารย์ดังแว่วมา
“เดินทางดีๆนะ แล้วพบกันในวันสอบใหญ่เพื่อเข้าศึกษา…”
บนรถม้า รอยยิ้มปรีดิ์เปรมเมื่อครู่ของหลิวจี้พลันหุบลงในทันที เขาแค่นเสียงเหอะในลำคอ “สองคนนั่น ไม่แน่ว่าแอบรับปากมอบสิทธิ์ไปแล้วกี่ตำแหน่ง”
ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ “นี่มิใช่เรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้วหรือ เจ้ากับข้ายังรู้จักมาเข้าพบท่านอาจารย์แล้วคนอื่นจะคิดไม่ได้เชียวหรือ ต่อให้ไม่สามารถยกเว้นการสอบได้ แต่แค่มาสอบถามหัวข้อการสอบได้บ้างล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น”
“แต่ปีนี้มีสิทธิ์รับเข้าเรียนถึงห้าสิบตำแหน่ง จินฮวาของเราก็เรียนมาไม่น้อยเลย อีกทั้งยังรู้เนื้อหาของการสอบแล้ว การเข้าศึกษาได้สำเร็จจึงเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่หลิวจี้ผู้เคยผ่านประสบการณ์การสอบรอบสองมาก่อน ในใจก็ยังคงรู้สึกไม่สงบอยู่บ้าง
จนกระทั่งถึงวันที่สองของเดือนสองซึ่งเป็นวันสอบใหญ่เพื่อเข้าศึกษา เมื่อได้ฟังพ่อบ้านตระกูลติงอธิบายขั้นตอนการสอบ เขาจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ฉินเหยาสังเกตเห็นอย่างละเอียดว่า นอกจากหลิวจี้แล้วยังมีผู้ปกครองอีกหลายคนที่แสดงท่าทีเดียวกัน
คนในครอบครัวคนอื่นไม่ได้มาด้วย มีเพียงสองสามีภรรยาที่พาจินฮวามาด้วยตนเองโดยขับรถม้ามา
หลิวจ้งกลัวว่าตนเองจะพูดจาไม่เข้าหูทำให้ลูกรู้สึกไม่ดี อีกทั้งงานที่โรงงานก็ยุ่งจนปลีกตัวมาไม่ได้ เขาและนางชิวจึงไม่ได้มา
ส่วนพวกต้าหลางสี่พี่น้องได้เข้าเรียนไปตั้งแต่วันก่อนแล้ว ตอนนี้คงกำลังเรียนอยู่ในสำนักศึกษา
สถานที่สอบคัดเลือกจัดขึ้นที่ลานเล็กๆด้านนอกศาลบรรพชนตระกูลติง มีผู้สมัครถึงสองร้อยแปดสิบห้าคน
ชาวบ้านจากแต่ละหมู่บ้านที่คุ้นเคยกันต่างก็จับกลุ่มยืนอยู่ด้วยกัน ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างเบียดเสียดกันจนเต็มลานกว้างเล็กๆแห่งนั้น
การสอบข้อเขียนของปีนี้ถูกยกเลิกไป อาจเป็นเพราะมีผู้สมัครจำนวนมากเกินไปทำให้ต้นทุนค่ากระดาษและพู่กันพุ่งสูงขึ้นจนตระกูลติงไม่อาจแบกรับไหว
กระบวนการประเมินจึงถูกปรับให้ง่ายลงเหลือเพียงด่านเดียว คือการท่องจำภายในหนึ่งเค่อ ผู้ที่ท่องได้มากที่สุดจะได้อันดับสูงขึ้นและสุดท้ายจะคัดเลือกผู้ที่มีอันดับดีที่สุดห้าสิบคนแรกเพื่อเข้าศึกษา
เหล่าอาจารย์ได้คำนึงถึงเด็กจำนวนมากที่ยังไม่รู้หนังสือจึงได้จัดเตรียมอาจารย์อีกส่วนหนึ่งคอยอ่านเนื้อหาที่ต้องท่องจำให้ฟังเสียงดังอยู่ด้านข้าง
เด็กที่มีพื้นฐานความรู้อยู่แล้วย่อมได้เปรียบมากกว่า
แต่สำหรับเด็กที่ไม่มีพื้นฐานเลย การสอบประเมินนี้ค่อนข้างง่ายพอควร
การประเมินยังคงแบ่งเป็นรอบๆ รอบละห้าสิบคน โดยแบ่งจัดสอบเป็นเวลาสองวัน
จินฮวาขึ้นไปจับสลาก จับได้รอบสอบในช่วงเช้าของวันถัดไป ในใจพลันรู้สึกโล่งอก แต่ในขณะเดียวกันก็กลับยิ่งประหม่าและกังวลใจมากขึ้น
ฉินเหยาเห็นความประหม่าของเด็กน้อยจึงลูบผมเปียเล็กๆของนางเบาๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าอยากจะอยู่ที่นี่ดูคนอื่นสอบก่อนหรือว่าเรากลับบ้านกันเลยดี”
อย่างไรเสียเนื้อหาที่ใช้สอบหลิวจี้ก็ได้ทราบมาล่วงหน้าแล้วและจินฮวาก็ท่องจำจนขึ้นใจมานานแล้วเช่นกัน
จินฮวาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ท่านอาสะใภ้สาม ข้าอยากกลับบ้านเจ้าค่ะ”
บริเวณที่สอบก็ถูกกั้นไว้ มองเข้าไปก็ไม่เห็นอะไรอยู่ดี สู้กลับบ้านไปทบทวนตำราอีกสักหน่อยจะดีกว่า
ฉินเหยาพยักหน้า “ได้ เช่นนั้นเรากลับบ้านกันก่อน”
ฉินเหยาตะโกนเรียกหลิวจี้ที่กำลังเบียดเสียดอยู่ในฝูงชนเพื่อดูความคึกคัก จากนั้นสองสามีภรรยาก็ขับรถม้ากลับบ้าน
แต่คาดไม่ถึงว่า หลังจากพวกเขาออกไปได้ไม่นานก็มีคนนำเจ้าหน้าที่ทางการมุ่งตรงมายังลานหน้าศาลบรรพชนตระกูลติง บุกเข้าไปในสถานที่สอบและควบคุมตัวอาจารย์ทั้งสองคนไป
เกิดเหตุการณ์ประเมินผลอันไม่เป็นธรรมที่สำนักศึกษาตระกูลติง เหล่าอาจารย์ลักลอบขายเนื้อหาข้อสอบ เป็นเหตุให้ถูกใต้เท้านายอำเภอควบคุมตัวไว้ที่โถงว่าการของที่ว่าการอำเภอและถูกตักเตือนอย่างหนัก
หากมิใช่เพราะพวกเขาทั้งสองมีตำแหน่งซิ่วไฉติดตัวและเรื่องการเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนี้ยังเป็นพระราชโองการฉบับใหม่ของราชสำนักที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการให้รางวัลหรือลงโทษที่ชัดเจนนัก ทั้งสองคนคงไม่อาจเดินออกจากจวนที่ว่าการอำเภอได้อย่างปลอดภัย
จบตอน
Comments
Post a Comment