ตอนที่ 41: พรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์
ฉินเหยานิ่งฟังเขาพูดจนจบ ก่อนจะเลิกคิ้วถามว่า “ครานี้เจ้าต้องการเท่าใด ฤดูหนาวจะมาถึงแล้ว ควรเก็บผักไว้บ้าง หากไม่มีผักสด มีแค่ผักดองก็ยังดี”
หลิวจี้ตอบว่า “เรื่องนี้ข้ารู้ดี เมียจ๋าเอาเงินมาเถอะ ข้าจะจัดการเอง”
หลังจากผ่านการใช้ชีวิตด้วยตัวเองมาหนึ่งเดือนกว่าๆ เขาก็มั่นใจมากว่า ไม่มีใครในบ้านนี้เก่งเรื่องครัวเรือนเท่าเขาอีกแล้ว!
เห็นเขามั่นใจเช่นนี้ ฉินเหยาจึงส่งสายตาให้บอกตัวเลขมา
หลิวจี้คิดไว้ก่อนมาแล้ว เขาขอเงินฉินเหยาสี่ร้อยเหวิน นอกจากค่าอาหารสามมื้อในหนึ่งเดือนแล้ว เขายังต้องกักตุนผักที่เก็บได้นาน เช่น หัวไชเท้าและกะหล่ำปลีอีกด้วย
จริงด้วย ภรรยาของพ่อค้าหาบเร่หลิวดองผักเก่งที่สุด หากมีเวลาต้องไปขอซื้อกลับมาไว้บ้าง ตอนหิมะตกออกไปไหนไม่ได้ ข้าวต้มขาวกินคู่กับผักดองก็ถือเป็นมื้อที่ดี
ในเรื่องเงิน ฉินเหยาเป็นคนรู้จักประหยัดในส่วนที่ควรประหยัดและใช้จ่ายในส่วนที่สมควรจ่าย นางจึงส่งเศษเงินตำลึงสี่เฉียนให้หลิวจี้อย่างง่ายดาย
ในชนบทมักใช้เหรียญทองแดงมากกว่า เศษเงินตำลึงเล็กๆเองก็ใช้กันแต่ไม่มาก หลิวจี้รับมาพลางเบ้ปากแอบบ่นในใจเบาๆว่าต้องไปแลกเป็นเหรียญทองแดงอีกแล้ว
บ้านพ่อค้าหาบเร่หลิวมีเศษเงินมาก คราวหน้าเวลาซื้อน้ำมันหรือเกลือ จะไปแลกเงินที่บ้านเขา
หากไปแลกกับคนอื่น มักจะเก็บค่าธรรมเนียมสองถึงสองสามเหวินซึ่งไม่คุ้มค่า
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่รูปแบบการใช้ชีวิตของทั้งคู่กลายมาเป็นฝ่ายหญิงดูแลเรื่องนอกบ้าน ส่วนฝ่ายชายดูแลเรื่องในบ้านเช่นนี้
แต่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่ายังไม่มีความขัดแย้งรุนแรงอะไร โดยรวมแล้วฉินเหยาคิดว่าพอรับได้
นางมีความต้องการในเรื่องกินอยู่ แต่ก็ขี้เกียจทำสิ่งที่วุ่นวายพวกนี้ หลิวจี้คนไร้ประโยชน์นี้ ถึงจะทำสิ่งอื่นไม่ได้ แต่เรื่องงานบ้านกลับทำได้ดี
อย่าดูถูกว่าการเตรียมอาหารสามมื้อเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันเป็นงานที่ต้องทำซ้ำทุกวันซึ่งฉินเหยาไม่ชอบที่สุด
เวลาของนางและเรี่ยวแรงทั้งหมด หากต้องนำมาใช้กับงานบ้าน ถือว่าเสียเปล่าทีเดียว
ไม่สู้เข้าไปในภูเขาเพื่อผ่าฟืนและล่าสัตว์บ้าง ไม่เพียงเพิ่มอาหารได้ ยังฝึกฝนร่างกายได้อีกด้วย
หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ อาหารการกินในบ้านดีขึ้นมาก บิดาและเด็กๆทั้งห้าคนเริ่มมีเนื้อหนังเพิ่มขึ้นไม่น้อย
เด็กน้อยอย่างซานหลางและซื่อเหนียงก็เริ่มมีแก้มป่องน่ารัก ฉินเหยาเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะบีบเล่น
เด็กทั้งสองติดนางมาก แม้ถูกบีบแก้มก็ไม่ร้องไห้ ยังยิ้มหวานให้นางอีก แบบนี้ใครเล่าจะอดใจไม่บีบแก้มพวกเขาได้
ฉินเหยาเดินออกจากห้องไปยังลานหลังบ้าน เห็นต้าหลางกับพวกพี่น้องกำลังเล่นต่อสู้กันอยู่ นางจึงหยิบท่อนไม้จากกองฟืนไปร่วมวงด้วย
เด็กทั้งสี่คนมองนางด้วยความตื่นเต้นแล้วพร้อมใจกันฟาดไม้ทั้งหมดมาทางนาง
ในช่วงเดือนกว่าๆนี้ ฉินเหยาสังเกตว่าเด็กๆในหมู่บ้านแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่
กลุ่มหนึ่งคือเด็กชายที่อายุเกินเจ็ดปีไปแล้ว จะตามผู้ใหญ่ในบ้านไปทำงานในนา ส่วนเด็กหญิงจะช่วยงานบ้านที่พอทำได้ พร้อมกับเรียนการทอผ้าและเย็บเสื้อจากผู้ใหญ่สตรี
อีกกลุ่มหนึ่งคือเด็กอายุต่ำกว่าเจ็ดปีซึ่งยังไม่มีโรงเรียนให้เรียน และทำงานหนักไม่ได้จึงวิ่งเล่นกันอยู่บริเวณลานว่างใกล้บ่อน้ำทั้งวัน
เป็นอิสระและสนุกสนานมาก แต่ก็เหมือนเป็นอิสระที่ถูกบังคับ เพราะพวกเขาไม่มีสิ่งอื่นให้ทำ
แต่นี่ก็เป็นเรื่องของปีที่สงบสุข เมื่อสองปีก่อนบ้านเมืองวุ่นวาย ทุกครัวเรือนต้องปิดประตูอยู่แต่ในบ้าน เด็กๆ ขดตัวในบ้าน อดอยากจนไม่มีแรงเล่น
ไม่ว่าจะเป็นเด็กโตหรือเด็กเล็ก เส้นทางชีวิตของพวกเขาดูเหมือนจะถูกกำหนดไว้แล้ว
เด็กหญิงเรียนรู้การทำงานบ้าน งานปักผ้า และงานอื่นๆที่จำเป็นสำหรับการดูแลบ้าน เมื่อถึงวัยก็แต่งงานมีลูก วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ส่วนเด็กชายก็ไม่ต่างกัน ใช้ชีวิตวุ่นวายอยู่ในท้องนาไปตลอดจนแก่ชราและลาจากโลกไป
ในยุคที่แบ่งชนชั้นอย่างชัดเจนนี้ ชาวนาเกิดมาเป็นชาวนาตลอดชีวิต ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสก้าวขึ้นไป
ไม่สิ ก็มีอยู่ แต่ยากมาก
สิ่งนั้นคือการเรียนหนังสือ
แต่สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้าน การพูดถึงเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัว
ก่อนหน้านี้ ฉินเหยาเคยถามว่าทำไมไม่ส่งจินเป่าและจินฮวาไปเรียนหนังสือ
เมื่อพูดออกมา คนในเรือนเก่าตระกูลหลิวต่างสีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกัน
นางเหอเอ่ยด้วยความลำบากใจว่า “น้องสะใภ้ เจ้าสามารถอ่านเขียนได้ ชีวิตก่อนหน้านี้คงไม่เลวใช่ไหม แต่ลองดูสภาพบ้านเราตอนนี้สิ จะมีปัญญาส่งลูกไปเรียนได้อย่างไร”
หลิวไป่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยขณะเช็ดโคลนที่ติดอยู่บนจอบ “เรียนแค่ปีสองปีจะมีประโยชน์อะไร อย่างไรก็ต้องกลับมาทำนาอยู่ดี เสียเงินไปเปล่าๆ”
นางจางซึ่งอยู่ในห้องคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ผักให้ฉินเหยาถอนหายใจ “สำนักศึกษาอยู่ในตัวอำเภอ ไปกลับวันหนึ่งใช้เวลาสามชั่วยาม ในหมู่บ้านเองก็มีคนอยากให้ลูกๆได้เรียนหนังสือเพื่อจะได้หางานทำในอำเภอในอนาคต”
“แต่ปัญหาคือ บ้านเรามีที่นาให้ทำเยอะ เด็กก็ยังเล็กและเส้นทางก็ไม่ค่อยปลอดภัย ทุกวันต้องมีคนไปส่งและไปรับ”
“ไม่มีเวลาไปส่ง ไปกลับหนึ่งวันต้องเสียค่ารถม้าสี่เหวิน ส่งได้ไม่ถึงครึ่งเดือนก็ต้องพากลับบ้าน เงินในมือไม่พอจะผลาญใช้แบบนี้”
“ตอนนี้คนรุ่นเดียวกับเจ้าสี่ที่บ้านเราก็โตเป็นหนุ่มแล้ว ทำงานในไร่ได้ดีไม่แพ้ใคร เพิ่งหมั้นหมายไป ชีวิตก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร”
ความหมายโดยนัยก็คือ แม้แต่ครอบครัวที่มั่งมีในหมู่บ้านยังส่งลูกไปเรียนไม่ได้แล้วนับประสาอะไรกับครอบครัวที่ยังต้องดิ้นรนเรื่องปัญหาปากท้องอย่างพวกเขาเล่า
นางชิวกล่าวว่า “นี่แค่ค่าเดินทางไปเรียนกับค่าเล่าเรียนพื้นฐาน ยังไม่ได้คิดถึงค่าใช้จ่ายแฝงอย่างพวกพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของสิ้นเปลืองที่ต้องจัดหาอย่างต่อเนื่อง”
เรียนหนังสือหรือ ชาวบ้านธรรมดาคงไม่กล้าคิดฝันถึงหรอก!
เมื่อคิดเช่นนี้ ตอนที่หลิวจี้ได้ไปเรียนหนังสือในตัวอำเภอถึงหนึ่งปีครึ่งก็นับว่าเป็นวาสนาอันใหญ่หลวงแล้ว
หากมิใช่ว่าเขานิสัยเลวร้าย และหากมิใช่ว่าบิดาของเขายังไม่หมดหวังในตัวเขาจนหาอาจารย์มาสั่งสอน เขาย่อมไม่มีโอกาสได้ไปเรียนในสำนักศึกษาแน่
เสียงปังดังขึ้น ทำให้ฉินเหยาได้สติจากภวังค์ทันที
ที่แท้เป็นเพราะตอนที่นางกำลังคิดอะไรเพลินๆไม่ทันระวัง เลยตีไม้กระบองเล็กๆของพี่น้องทั้งสี่จนร่วงหมด
เด็กทั้งสี่คนมองนางด้วยสายตาเต็มไปด้วยความน้อยใจและไม่ยินยอม
ฉินเหยายิ้มให้พวกเขาอย่างให้กำลังใจ ก่อนจะส่งสัญญาณให้หยิบไม้ขึ้นมาใหม่ “เอาอีกครั้ง!”
เด็กทั้งสี่มีจิตวิญญาณแห่งการเอาชนะอยู่ไม่น้อย พวกเขาไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาสี่คนจะไม่สามารถตีไม้ของแม่เลี้ยงคนเดียวให้หลุดมือได้
แต่ความจริงนั้นโหดร้าย ฉินเหยาถือไม้ด้วยมือข้างเดียว ขยับตัวว่องไวในวงล้อมของพวกเขาอย่างคล่องแคล่วราวกับปลาไหล พวกเขาตีไม่โดนนางเลย
ไม่นาน ซานหลางและซื่อเหนียงก็หมดแรง หอบหายใจแล้วยอมแพ้ไป
เอ้อร์หลางมองดูพวกพ้องที่หมดกำลังช่วยเหลือก็พลอยหมดกำลังใจตามไปครึ่งหนึ่ง ไม้ในมือถูกไม้ของฉินเหยาปัดกระเด็นดังฟิ้ว ข้ามกำแพงสูงไปตกในพงหญ้านอกลานบ้าน
“โธ่เอ๊ย!” เอ้อร์หลางโกรธจนสะบัดมือทั้งสองไปมา ได้แต่ถอยกลับไปยืนที่มุมกำแพงกับซานหลางและซื่อเหนียง พร้อมส่งเสียงเชียร์ให้พี่ใหญ่ที่เหลืออยู่คนเดียว
ต้าหลางที่ยังสามารถต้านทานได้ถึงตอนนี้ ทำให้ฉินเหยารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย อีกทั้งเด็กชายผู้นี้ยังดูไม่รีบร้อนเหมือนสามคนที่เหลือ
เขาที่พยายามจับปลามาเป็นเดือนก็ยังจับไม่ได้ แต่กลับได้ฝึกฝนความอดทนจนเชี่ยวชาญ
ฉินเหยาเห็นเขาเหงื่อท่วมศีรษะ แต่ยังไม่ยอมแพ้ ไม้หล่นแล้วก็เก็บขึ้นมาใหม่แล้วพุ่งเข้ามาหานาง นางจึงเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นรุกกลับทันที
ใช้ความได้เปรียบด้านความสูง เหวี่ยงไม้ตรงไปที่ข้อมือของเด็กชาย
ไม่คาดคิดว่าเขาจะจับทางนางได้ล่วงหน้า รีบหลบไปด้านข้างอย่างลุกลี้ลุกลน
แม้ในท้ายที่สุด ไม้เล็กๆในมือเขาจะถูกฉินเหยาปัดหลุดตามที่นางคาดการณ์ไว้ แต่แค่เขาหลบการโจมตีแรกของนางได้ก็ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจแล้ว
เด็กคนนี้ มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้!
ตอนที่ 42: ไปรับธนู
ขณะที่ฉินเหยากำลังคิดจะให้ต้าหลางลองอีกครั้งเพื่อทดสอบพรสวรรค์ของเขานั้นทางประตูใหญ่มีเสียงเคาะดังขึ้น
วันนี้การ ‘ต่อสู้’ จึงจำต้องหยุดลงชั่วคราว
หลิวจี้เพิ่งออกไป ฉินเหยาเรียกเด็กทั้งสี่กลับเข้าบ้านไปเช็ดเหงื่อ “ลมแรง อย่าโดนลมจนเป็นหวัดเล่า”
มองพวกเขาเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำซึ่งใช้เป็นห้องล้างหน้าด้วย ผนังห้องมีเชือกยาวตอกไว้ แต่ละคนล้วนมีผ้าเช็ดหน้าของตนเองแขวนไว้ให้หยิบใช้กันเอง
ฉินเหยาถึงได้โยนท่อนไม้ในมือกลับเข้าไปในกองฟืนแล้วเดินไปเปิดประตู
ที่หน้าประตูมีชายชราร่างเล็กผมขาว จูงลาตัวหนึ่ง เมื่อเห็นฉินเหยาก็ถามว่า “ใช่บ้านของเจ้าหลิวสาม หลิวจี้หรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ ท่านลุงมาหาใครหรือ”
“งั้นเจ้าก็คือฉินเหนียงจื่อใช่หรือไม่” ชายชราถามอย่างมั่นใจ
ฉินเหยาพยักหน้าอีกครั้ง “ใช่เจ้าค่ะ ข้าเอง”
เมื่อพบคนที่ตามหาแล้วชายชราก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจแล้วบอกฉินเหยาว่า เขามาจากตัวเมือง แวะมาส่งของให้ญาติที่หมู่บ้านตระกูลหลิว ระหว่างผ่านหมู่บ้านเซี่ยเหอได้พบพี่น้องตระกูลหยาง พวกเขาฝากข้อความมาถึงฉินเหยา
“พวกเขาบอกว่าสิ่งที่เจ้าต้องการ พวกเขาทำเสร็จแล้ว ขอให้เจ้าไปหาที่หมู่บ้านเซี่ยเหอเมื่อมีเวลา”
พอพูดจบ ชายชราก็เตรียมจูงลาเดินจากไป
ฉินเหยาข่มความตื่นเต้นในใจไว้ รีบเรียกเขาไว้แล้วกลับเข้าไปตักน้ำอุ่นจากหม้อในครัวมาให้
“ขอบคุณท่านที่ช่วยส่งข่าวนะเจ้าคะ ดื่มน้ำอุ่นหน่อยเจ้าค่ะ หน้าหนาวแบบนี้ อบอุ่นร่างกายก่อนเดินทางต่อจะดีกว่า”
ชายชราไม่ปฏิเสธ รับน้ำไปดื่มด้วยความยินดีจนหมดแล้วยื่นถ้วยคืนให้ฉินเหยา โบกมือเป็นสัญญาณไม่ให้ตาม จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
หลิวจี้อุ้มโถใส่ผักดองใบหนึ่งเดินมาจากริมน้ำ มองชายชราอย่างสงสัย ก่อนเดินถึงหน้าประตูบ้านแล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เมียจ๋า ตาเฒ่าเมื่อครู่มาหาเราทำไมหรือ มาขอทานหรือ ก็ดูไม่เหมือนนา ไหนจะมีลานั่นอีก คนแบบนี้น่าจะเป็นพวกมีฐานะ”
ฉินเหยาเรียกเขาเข้ามาในบ้าน ปิดประตูแล้วจึงพูดว่า “มาส่งข่าว พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปหมู่บ้านเซี่ยเหอ ไปเอาของ”
พูดจบก็ไม่ได้สนใจว่าในโถผักดองในอ้อมแขนของเขามีอะไร เดินตรงเข้าไปในห้องเก็บของข้างเตาไฟ
นางไขเปิดกุญแจหยิบดาบทั้งหกเล่มที่ซ่อนไว้ในนั้นออกมา
หลิวจี้เพิ่งวางโถผักดองลงก็เห็นนางหยิบดาบพวกนั้นออกมา ใจพลันสะท้าน ความทรงจำที่เลือนรางไปแล้วกลับผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ภาพเหตุการณ์ที่นางฆ่าพวกโจรอย่างไร้ความปรานี หนึ่งคนหนึ่งมีดนั้นปรากฏชัดจนหลิวจี้สะดุ้งด้วยความกลัว
เขารีบหันหลังไปทางเตาไฟ คว้าฟืนใส่ลงไปในช่องเตาอย่างลวกๆ ปากพึมพำแสร้งทำเป็นตั้งใจ
“ให้ต้าหลางมาช่วยดูไฟหน่อย เจ้าเด็กนี่เอาแต่เล่นท่อนไม้ผุๆทั้งวัน หากข้ากลับมาช้ากว่านี้ ไฟคงดับหมดแล้ว…”
จนได้ยินเสียงประตูห้องนอนฝั่งตรงข้ามปิดลง เขาถึงได้หยุดและถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่จะเอาดาบหกเล่มไปหมู่บ้านเซี่ยเหอทำอะไรกัน
แน่นอนว่าเอาไปขายน่ะสิ!
ฉินเหยาหยิบตะกร้าสะพายหลังใบหนึ่งมา นางหักดาบทั้งหกเล่มจนสั้นลงแล้ววางลงไป จากนั้นก็อัดฟางข้าวจนเต็มสี่ด้าน ก่อนจะปูไม้ฟืนทับด้านบน เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นได้ง่ายๆ
ที่อื่นเป็นอย่างไรฉินเหยาไม่ทราบ แต่ในอำเภอไคหยางแห่งนี้ มีเพียงขุนนาง ทหาร ผู้มีอาชีพพิเศษเช่นข้าราชการในกรมการ นายพราน หรือสำนักคุ้มภัยเท่านั้นที่สามารถพกพาอาวุธได้ ชาวบ้านทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้พกดาบ
หากพกดาบเข้ามาในเมือง แต่ไม่สามารถชี้แจงที่มาของมันได้ จะเกิดปัญหาใหญ่หลวง
นอกจากนี้ ยังมีพวกนักโทษที่ถูกสักหน้าและถูกเนรเทศไปยังชายแดนเพื่อเป็นทหารที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธ
นั่นเป็นดาบที่ใช้สำหรับการเกษตรชนิดหนึ่ง เรียกว่า ง้าวสั้น ใบดาบคล้ายพร้า สั้นและกว้าง ด้ามกลวงเป็นทรงกลม สามารถเสียบเข้ากับท่อนไม้หรือด้ามหอกเพื่อใช้เป็นอาวุธได้
ส่วนดาบที่ฉินเหยาได้มาจากโจรทั้งหกคนนั้น ด้านบนมีรอยประทับที่ถูกทำลายมาก่อนอย่างชัดเจน ลักษณะของดาบก็คล้ายคลึงกับดาบมาตรฐานที่ทางการใช้
เดิมทีนางคิดจะเก็บไว้ใช้เอง ในยุคนี้เทคนิคการหลอมเหล็กยังไม่ดีนัก อาวุธดาบจึงไม่ค่อยทนทาน เช่นเดียวกับมีดสั้นในมือของนาง ใช้ฟันคอคนไปหกรายก็ทื่อจนใช้การไม่ได้แล้ว
ตอนนี้เมื่อเห็นลักษณะและรอยประทับบนดาบเช่นนี้ นางก็ทิ้งความคิดที่จะเก็บไว้ใช้ทันที
นางไม่อยากหาเรื่องตาย แต่จะทิ้งไปก็เสียดาย ไหนๆก็จะไปหมู่บ้านเซี่ยเหออยู่แล้วไม่สู้นำไปขายให้ช่างตีเหล็กเสียดีกว่า
อย่างไรตัวดาบก็ถูกนางหักเสียจนดูไม่ออกแล้ว นางจึงตั้งใจจะขายมันไปพร้อมกับมีดสั้นที่ทื่อแล้วของนาง น่าจะได้ราวๆสองตำลึงเงิน
ดาบยาวและกริชที่สั่งทำไว้กับช่างตีเหล็กก่อนหน้านี้ ฉินเหยารับกลับมาเรียบร้อยแล้วรวมถึงที่ยิงหนังสติ๊กและลูกเหล็กก็เอากลับมาด้วย ขาดเพียงแค่หนังยางเส้นเดียว
จากประสบการณ์การเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกมาหลายปี ฉินเหยาจึงติดนิสัยต้องพกอาวุธออกไปทุกครั้งที่เดินทาง
ก่อนออกเดินทาง นางตรวจสอบกริชและถุงลูกเหล็กที่นำติดตัวมาด้วย เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดก็หยิบหมั่นโถวแป้งขาวสดใหม่สามลูกที่หลิวจี้เพิ่งทำเสร็จออกจากเตาไปด้วย
ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มสาง ความหนาวเย็นยามรุ่งสางนั้นมีมากที่สุด
ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ ครอบครัวที่มีเสื้อบุฝ้ายคงสวมใส่เสื้อบุฝ้ายหนาๆกันแล้ว แต่ฉินเหยามีเพียงเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดาสองชุดเท่านั้น
หลังจากกินหมั่นโถวเสร็จ นางเป่าลมหายใจออกไปในอากาศ ไอขาวลอยตัวฟุ้งกระจาย ก่อนจะถูกลมพัดหายไปอย่างรวดเร็ว
นางคาดว่าอุณหภูมิในตอนนี้น่าจะใกล้ติดลบแล้ว
ฉินเหยาตื่นแต่เช้า ระหว่างทางนางไม่พบใคร นางสะพายตะกร้าขึ้นหลังเดินอยู่ชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะมาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหออย่างราบรื่น
ร้านตีเหล็กเพิ่งเปิดประตู ฉินเหยาเป็นลูกค้าคนแรกของวันนี้ แต่ไม่ได้มาซื้อของ นางมาขายของ
ฉินเหยากับช่างตีเหล็กถือว่ารู้จักกัน ช่างตีเหล็กทราบว่านางมีฝีมือพอตัวจึงตรวจสอบคุณภาพของดาบเหล่านี้เพียงครู่ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาก็โยนดาบเหล่านั้นลงในกองวัสดุ ก่อนจะหยิบเงินส่งให้ฉินเหยา
รวมแล้วได้หนึ่งตำลึงแปดเฉียน ซึ่งต่างจากที่ฉินเหยาคาดไว้เล็กน้อยว่าจะได้สองตำลึง
แต่ของเถื่อนแบบนี้ก็ใช่ว่าจะสามารถพูดคุยกันตรงๆได้ ฉินเหยาจึงเก็บเงินไว้ให้เรียบร้อยแล้วเดินขึ้นเนินไปยังบ้านตระกูลหยาง
ราวกับพวกเขารู้ว่านางจะต้องรีบมา เมื่อฉินเหยาเดินไปถึงกลางเนินก็เห็นบุตรชายและบุตรสาวของหยางต้ายืนมองมาจากลานหน้าบ้าน
เมื่อเห็นนาง บุตรสาวก็รีบวิ่งเข้าไปในเรือนพลางตะโกนว่า “ท่านพ่อ! ฉินเหนียงจื่อมาแล้ว!”
แม่นางน้อยผู้นั้น หลังจากรู้ว่าฉินเหยาสังหารหมีดำตัวหนึ่งได้ก็หลงใหลชื่นชมนางมาก หลังแจ้งข่าวแก่บิดาเสร็จก็รีบวิ่งลงเนินมารับนางทันที
เด็กสาวอายุสิบสี่ปี นามว่า ฟาง เพียงคำเดียว นางสดใสร่าเริงและเปี่ยมด้วยพลัง รอยยิ้มของนางชวนให้ผู้คนรู้สึกอิ่มเอมใจ
ฉินเหยาพยักหน้าให้นางเล็กน้อย เด็กสาวจึงพานางเข้าไปในบ้านด้วยความกระตือรือร้นแล้วจัดให้นางนั่งลงในห้องโถง
ห้องโถงของหมู่บ้านเซี่ยเหอแห่งนี้แตกต่างจากหมู่บ้านตระกูลหลิวเล็กน้อย กลางห้องโถงถูกยกพื้นขึ้นทำเป็นแท่นสี่เหลี่ยม โดยมีหลุมไฟอยู่ตรงกลางแท่น สำหรับตั้งหม้อต้มหรือทำอาหารในช่วงฤดูหนาว
ฉินเหยานั่งลงบนม้านั่งไม้ที่อยู่ใกล้หลุมไฟ หยางฟางยกชาอุ่นๆถ้วยหนึ่งมาให้นาง
ฉินเหยาจิบชาพลางผิงไฟ ร่างกายของนางอบอุ่นขึ้นมาโดยพลัน
บนขื่อบ้านมีเนื้อกระต่ายสองแถวแขวนอยู่ ควันไฟค่อยๆรมเนื้อ บางส่วนเตรียมไว้ขายและอีกส่วนก็เก็บไว้สำหรับทำอาหารเมื่อครอบครัวอยากกินเนื้อ
ภรรยาของหยางต้าหยิบมีดทำครัวออกมาเพื่อจะแล่เนื้อ พลางยิ้มเชิญชวนฉินเหยาให้ร่วมทานมื้อเช้าด้วย แต่ฉินเหยาก็รีบปฏิเสธ
“ข้ากินมาจากบ้านเรียบร้อยแล้ว พวกท่านมิต้องสนใจข้าหรอก ข้าเพียงแค่นั่งพักสักครู่ เดี๋ยวรับคันธนูแล้วก็จะกลับ”
“อยู่กินด้วยกันเถิด” หยางเอ้อร์เองก็เอ่ยเชิญชวน
ฉินเหยาปฏิเสธอีกครั้ง เมื่อทุกคนเห็นว่านางไม่หิวจริงๆ จึงมิได้คะยั้นคะยอต่อ
หยางต้าและบุตรชายเดินเข้ามาพร้อมธนูที่ทำเสร็จเรียบร้อย ความสนใจของทุกคนจึงถูกดึงดูดไปยังคันธนูที่ยาวกว่าธนูทั่วไป
หยางต้าส่งคันธนูมาให้ ฉินเหยาอาศัยแสงจากหลุมไฟสำรวจดูก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นทันที
นางไม่รอช้า รีบถือคันธนูและลูกศรออกไปด้านนอก ลองยิงออกไปหลายดอก ชอบเสียจนวางไม่ลง
หยางฟางกับพี่ชายเองก็อยากลองบ้าง แต่ทั้งคู่น้าวสายธนูไม่ได้ ทำให้ทุกคนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ตอนที่ 43: ฟืนมันถล่มเองนะ
หยางต้ายังทำลูกธนูให้ฉินเหยาอีกยี่สิบดอก บรรจุไว้ในกระบอกลูกธนูพลางส่งให้นาง
ลูกธนูที่ใช้งานได้ดีมีราคาสูง วัสดุที่ใช้ทำหัวธนูและขนหางธนูซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญนั้นล้วนมีค่า ไม่นับรวมถึงเทคนิคการทำธนูที่ไม่เปิดเผยต่อคนนอก
ฉินเหยาเตรียมใจที่จะจ่ายในราคาสูงแล้ว แต่หยางต้ากลับพูดว่า “เจ้าให้ข้าอีกห้าตำลึงเงินก็พอ”
ฉินเหยารู้ดีว่าราคานี้ไม่น่าจะพอ นางเอ่ยขึ้นว่า “ราคาเท่านี้จะพอหรือ”
หยางต้าโบกมือพลางพูดว่า “วัสดุที่ใช้ไม่ได้ดีเลิศนัก เพียงแต่ขนหางธนูอาจทำยากหน่อย แต่ข้าใช้ขนนกที่ล่ามาเอง ไม่ได้สิ้นเปลืองต้นทุนมาก ห้าตำลึงก็เพียงพอแล้ว”
ฉินเหยาไม่ใช่คนเรื่องมาก เมื่ออีกฝ่ายตั้งใจขายให้นางในราคามิตรภาพ นางจึงกล่าวขอบคุณอย่างใจกว้าง พร้อมจ่ายห้าตำลึงเงินและรับธนูไป
ระหว่างทางกลับบ้าน นางไม่วายหันไปมองมันเป็นระยะระยะ ราวกับได้สมบัติล้ำค่า นางน้าวสายธนูแล้วปล่อยโดยไม่ใส่ลูกธนู ทำเช่นนี้หลายครั้งจนเกิดเสียง หวึ่ง ก้องไปทั่ว
พอจะจินตนาการได้ว่าหากใส่ลูกธนูเข้าไป มันจะมีอานุภาพเพียงใด
ฉินเหยาไม่กล้าพูดว่าจะสามารถยิงทะลุร่างคนได้ในดอกเดียว แต่การยิงทะลุกวางตัวหนึ่งคงไม่ใช่เรื่องยาก
ที่จริงสำหรับแรงแขนของนางแล้ว ธนูคันนี้ยังเบาไปหน่อย หากเปลี่ยนเป็นธนูเทพและลูกศรยาวพิเศษ แม้แต่ม้าศึกก็คงถูกยิงทะลุได้
เมื่อเดินมาถึงหุบเขาที่เคยพบโจรครั้งก่อน คราวนี้กลับไม่พบโจรใดๆบนถนนมีเพียงชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงเดินผ่านไปมาเท่านั้น
ฉินเหยาเดินไปตามทางของนางเอง ไม่มีใครทักทายนาง
ด้านหลังมีเกวียนวัวคันหนึ่งแล่นมา บนเกวียนบรรทุกสินค้าไว้และมีคนหลายคนนั่งมาด้วย
ถนนไม่กว้างนัก พอให้เกวียนวัวผ่านได้เพียงคันเดียว ฉินเหยาจึงหลบไปข้างทาง แล้วได้ยินคนบนเกวียนพูดอะไรกันบางอย่าง คล้ายว่ามาจากตัวอำเภอ นางได้ยินคำว่า ‘วัว ราชการ สิ้นปี’ อยู่ลางๆ
ฉินเหยาตั้งใจฟังให้ชัดขึ้น พบว่าพวกเขากำลังพูดถึงทางการอำเภอไคหยางที่เลี้ยงวัวไว้แปดตัว แต่ละตัวต้องใช้เงินถึงหนึ่งตำลึงในแต่ละเดือนเพื่อหาซื้อฟางมาเลี้ยง
ตอนนี้ทางการไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายได้ไหวจึงวางแผนจะขายวัวที่เหลือออกไปทั้งหมดและเก็บไว้เพียงตัวเดียว
ในวันที่สิบห้าเดือนสิบสอง ทางการตั้งใจจะนำวัวไปขายในตลาดวัวและม้า
วัวที่ทางการเลี้ยงนั้นได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ให้อาหารไม่ขาดและไม่ค่อยได้ใช้งาน คงเป็นวัวที่มีคุณภาพแน่นอน
มีชาวบ้านคนหนึ่งบนเกวียนเริ่มสนใจ คิดว่าในวันนั้นจะเข้าไปในเมืองเพื่อดูหน่อย หากราคาสมเหตุสมผล เขาอาจซื้อกลับไปสักตัวเพื่อใช้ไถนาในปีหน้า
คนที่เหลือเมื่อได้ยินก็ส่งเสียงชื่นชมด้วยความอิจฉา
เกวียนวัวค่อยๆเคลื่อนห่างออกไป ทิ้งให้ฉินเหยาเดินตามหลัง
นางรู้สึกประหลาดใจ ทางการเลี้ยงวัวเพียงตัวเดียวต้องสิ้นเปลืองเงินถึงหนึ่งตำลึงในแต่ละเดือน ไม่น่าแปลกใจที่มีคำกล่าวว่า “ค่าใช้จ่ายของวัวม้าหนึ่งตัว เท่ากับค่าอาหารของคนห้าคน”
แต่ในวันที่สิบห้าของเดือนสิบสองนั้น ทางการจะขายเฉพาะวัวเป็น หรือจะฆ่าวัวแก่เพื่อขายเนื้อด้วยหรือไม่
บางที นางอาจจะสามารถซื้อเส้นเอ็นวัวกลับมาใช้แทนหนังยางสำหรับหนังสติ๊กของนางได้
คิดถึงเรื่องนี้ ฉินเหยาก็ใจเต้นแรง เมื่อคำนวณวันเวลาพบว่าเหลืออีกเพียงห้าวัน
ถ่านสำหรับใช้ในฤดูหนาวยังไม่ได้ซื้อ ของใช้สำหรับตรุษจีนก็ดูเหมือนจะต้องเตรียมไว้บ้าง ถือโอกาสไปตัวอำเภอซื้อกลับมาทีเดียว
ในมือของนางเหลือเงินเพียงสิบตำลึงกับหนึ่งเฉียน แต่ฉินเหยากลับไม่ได้ร้อนใจ
เพราะมีธนูดีอยู่ในมือ ต่อให้ออกล่าสัตว์ นางก็ไม่มีทางอดตาย
ส่วนห้าชีวิตในบ้านของนาง เด็กทั้งสี่คนล้วนว่านอนสอนง่าย แต่หลิวจี้นั้น… รอให้พ้นปีไปก่อนเถิด แน่นอนว่านางจะไล่เขาออกจากบ้านให้ไปหาเงินใช้หนี้เอง!
ในเวลานั้น หลิวจี้กำลังนอนเกียจคร้านอยู่ในห้องของตนเอง เพ้อฝันว่าสักวันตนจะใช้รูปโฉมของตนเองกำราบภรรยาจอมโหดในบ้านให้เชื่องและให้นางทำงานถวายหัวหาเงินมาให้ตนใช้จ่าย
แต่เขาหารู้ไม่ว่า การผ่อนผันโทษของเขานั้นเหลืออีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
เมื่ออยู่ห่างจากหมู่บ้านตระกูลหลิวราวสองลี้ ฉินเหยาก็เห็นฝูงนกกระจอกกำลังหากินอยู่ในทุ่ง นางใช้ลูกเหล็กยิงได้หกตัว จะได้นำกลับบ้านเพิ่มเป็นกับข้าว
ทว่าเนื่องจากเป็นครั้งแรกที่นางใช้ลูกเหล็กยิงด้วยมือเปล่า นางจึงออกแรงมากเกินไป ทำให้นกกระจอกทั้งหกตัวถูกยิงจนเนื้อเละ
ถึงอย่างนั้น นกกระจอกที่เละก็ยังคงเป็นเนื้ออยู่ดี หลิวจี้ทำหน้าเบิกบานขณะนำซากนกกระจอกที่ดูน่าขยะแขยงเหล่านี้เข้าครัวเพื่อทำอาหาร แต่ในใจกลับแอบด่าฉินเหยาว่าโหดเหี้ยมไร้ปรานี
หลิวจี้ที่อยู่ในครัวหันกลับมามองหลายครั้ง เห็นฉินเหยาในลานบ้านกำลังถือธนูตั้งท่าไปมา เขาทนไม่ไหวจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาดว่า
“ได้ธนูคันนี้มาจากไหนล่ะ คงต้องเสียเงินไปไม่น้อยเลยสิ”
ฉินเหยาอารมณ์ดี หันกลับมาพร้อมยกธนูเล็งไปที่เขา ก่อนจะยิ้มและตอบว่า “ซื้อมา ไม่เยอะ ห้าตำลึง”
“ห้าตำลึง?!” หลิวจี้ไม่อาจควบคุมเสียงตื่นตะลึงของตนเองได้
ฉินเหยาพยักหน้า “ทำไม? เจ้ามีความเห็นอะไรหรือ”
หลิวจี้คิดว่านางไร้เหตุผลสิ้นดี!
ธนูห่วยๆคันหนึ่ง จะกินได้หรือสวมใส่ได้หรือ ไยต้องเสียถึงห้าตำลึงกัน
อ้อ ไม่สิ มันสามารถยิงทะลุตัวเขาได้ด้วย!
เมื่อเห็นว่าฉินเหยากำลังน้าวธนูเล็งมายังเขา หลิวจี้ก็กลืนน้ำลายอย่างแรง ก่อนจะแสร้งยิ้มอ่อนโยนอย่างเอาอกเอาใจและพูดว่า “ไม่มีความคิดเห็นหรอก เมียจ๋าชอบก็พอแล้ว”
ต้าหลางและพวกเมื่อรู้ว่าฉินเหยาได้สมบัติชิ้นใหม่ก็มารุมล้อมด้วยความสนใจ อยากจับแต่ก็ไม่กล้า
ฉินเหยาเป็นฝ่ายส่งธนูให้ต้าหลางก่อน บอกให้เขาลองดู
เด็กชายตัวน้อยตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง แต่ไม่นานก็ขมวดคิ้ว ธนูคันนี้ทั้งหนักทั้งแข็ง เขาไม่สามารถน้าวสายธนูได้เลย
“ฮ่าๆๆ…” ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ
จนกระทั่งเด็กชายใกล้จะโกรธเพราะความอับอาย ฉินเหยาจึงเรียกให้เขาเข้ามาหา นางย่อตัวลงเล็กน้อย จับมือเขาไว้ ช่วยน้าวสายธนู ขึ้นลูกธนูแล้วปล่อยมือ
เสียงฟิ้วดังขึ้นในลานบ้าน ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศออกไปราวกับสายฟ้าแลบ
เสียงตุบดังก้อง ลูกธนูปักแน่นอยู่บนกองฟืน สั่นไหวอยู่พักใหญ่ก่อนจะนิ่งสนิท
“ว้าว!” ซื่อเหนียงอ้าปากค้าง หันกลับไปมองแม่เลี้ยงและพี่ใหญ่ ดวงตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสจนแทบมีดวงดาวกระเด็นออกมา
เอ้อร์หลางร้องทันทีว่าเขาก็อยากลองบ้าง
“ได้เลย มาลองทีละคน” ฉินเหยาก็ตอบรับอย่างไม่ลังเล นางไม่มีทางลำเอียง พี่น้องทั้งสี่ได้ลองยิงกันคนละหนึ่งครั้ง
ทุกครั้งที่ยิงลูกธนูออกไป ลานบ้านจะเต็มไปด้วยเสียงร้องอุทานว่า ‘ว้าว! ท่านแม่เก่งจัง!’
แต่พอความตื่นเต้นหายไป เอ้อร์หลางก็เริ่มสนใจเสียงและกลิ่นของนกกระจอกทอดในครัวมากกว่า เขาจึงแอบเข้าไปในครัว
ซานหลางดูเหมือนจะไม่ชอบเคลื่อนไหวมากนัก เขานั่งเรียบร้อยอยู่บนเก้าอี้ไม้เล็กๆใต้ชายคา ดวงตาเป็นประกาย มองฉินเหยา ต้าหลาง และซื่อเหนียงที่ยังอยู่ในลานบ้าน และตบมือเบาๆเป็นกำลังใจให้เป็นระยะ
ต้าหลางเริ่มตั้งใจมากขึ้น เมื่อน้าวสายธนูไม่ได้ เขาก็วิ่งไปเพื่อเก็บลูกธนูที่ปักอยู่บนกองฟืนกลับมา
แต่พอไปถึง เขากลับพบว่าตนเองดึงลูกธนูออกมาไม่ได้เลย
“ท่านแม่?” เด็กชายตัวน้อยมองนางด้วยสายตาน่าสงสารปนหงุดหงิด ฉินเหยาเดินก้าวยาวๆเข้าไปแล้วดึงลูกธนูออกมาอย่างง่ายดาย
แต่ทันใดนั้นเสียงโครมก็ดังสนั่น กองฟืนที่เรียงไว้อย่างเรียบร้อยล้มครืนลงมาเพราะแรงดึงลูกธนูของนาง
“เกิดอะไรขึ้น? เกิดอะไรขึ้น!”
หลิวจี้ถือตะหลิวในมือ ลากเอ้อร์หลางที่ยังถือเนื้อนกกระจอกอยู่ วิ่งออกมาด้วยความตกใจ คิดว่าบ้านที่เพิ่งซ่อมเสร็จกำลังจะถล่ม
ซื่อเหนียงใช้ทั้งร่างประคองคันธนูที่สูงกว่าตัวนางเอาไว้ มองไปยังกองฟืนที่กระจัดกระจายอยู่ด้านหลังท่านแม่และพี่ชายแล้วพูดอย่างไร้เดียงสาว่า “ท่านพ่อ กองฟืนมันล้มเองเจ้าค่ะ!”
หลิวจี้ก้มมองพื้นแล้วคิดในใจว่า ซื่อเหนียง เจ้าแน่ใจหรือว่ากองฟืนมันล้มเองน่ะ
กองฟืนทรง ‘เจดีย์หยวนเป่า’ ที่เขาอุตส่าห์เรียงอย่างลำบากอยู่หลายวัน ตอนนี้ไม่เหลือเค้าโครงเดิมอีกแล้ว ฟืนแห้งกระจัดกระจายเต็มไปหมด
พอคิดว่าต้องมาเรียงใหม่อีกครั้ง หลิวจี้ก็ถึงกับสูดลมหายใจลึกอย่างอดกลั้น ก่อนจะกดจุดเหรินจงของตนเองอย่างแรง เพื่อไม่ให้ตนเองโมโหจนเป็นลมตายเพราะแม่ลูกพวกนี้!
ตอนที่ 44: ห้ามกินเนื้อ
สุดท้าย ทั้งครอบครัวหกคนก็ช่วยกันเรียงกองฟืนใหม่จนเสร็จ
ฉินเหยารับหน้าที่หลักในการสั่งการ เด็กสี่คนคอยช่วยเหลือ ส่วนกำลังหลักคือหลิวจี้ที่กัดฟันทำงานจนเหงือกแทบอักเสบ
อาจเพราะสัมผัสได้ถึงความอัดอั้นที่ล้นออกมาจากตัวเขา ฉินเหยาจึงไม่ซ้ำเติมด้วยการเหน็บแนมเขาอีก
เมื่อจัดการกองฟืนเรียบร้อย ฟ้าก็เริ่มมืดลง
ลมหนาวพัดผ่านมาเย็นยะเยือก ฉินเหยาแขวนคันธนูไว้ในห้องนอนแล้วนำเด็กทั้งสี่คนมาที่ห้องโถงเพื่อรอทานอาหาร
ระหว่างนั้น นางก็นำเนื้อนกกระจอกที่เอ้อร์หลางถืออยู่กลับเข้าไปในครัวแล้วเรียกเขามาสอน
“หากผู้ใหญ่ในบ้านยังไม่ได้เรียกให้กินข้าว ห้ามยกตะเกียบขึ้นก่อนเด็ดขาด อาหารยังไม่เสร็จก็ห้ามหยิบมากินเองเพราะความตะกละและยิ่งห้ามแอบกินเพราะอยากกินด้วย”
“แน่นอนว่า หากมีเพียงคนในครอบครัวกันเองก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดขนาดนี้ แต่หากมีแขกอยู่ด้วยพวกเจ้าต้องทำตามกฎ เข้าใจหรือไม่”
คำพูดนี้ไม่ได้พูดกับเอ้อร์หลางเพียงคนเดียว แต่ยังเป็นการเตือนเด็กอีกสามคนด้วย
เด็กทั้งสี่คนดูเหมือนจะกลัวถูกผู้ใหญ่จับได้ พวกเขาจึงไม่ได้วิ่งกรูกันเข้าไปในครัว แต่เข้าไปทีละคน เรียงตามลำดับ กินเนื้อเพียงคนละชิ้นแล้ววิ่งออกมา
ตอนนั้นฉินเหยาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตา ตัดสินใจว่านางต้องแก้นิสัยเสียนี้ของพี่น้องทั้งสี่ให้ได้
ฉินเหยาไม่สนใจว่าคนอื่นในหมู่บ้านจะมองพฤติกรรมของเด็กๆบ้านนางอย่างไร บางทีพวกเขาอาจคิดว่าไม่เป็นอะไร เพราะสิ่งที่หยิบไปกินเป็นของในบ้านตัวเอง
แต่หากโตขึ้นแล้วยังมีนิสัยเช่นนี้และสิ่งที่แอบกินกลับไม่ใช่ของในบ้านตัวเองเล่า
เอ้อร์หลางแต่เดิมไม่คิดอะไร แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของฉินเหยา เขาก็เริ่มเกร็ง มือเล็กๆแนบชิดอยู่ข้างลำตัว ยืดตัวตรง ใบหน้าเล็กตึงเครียดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเรียวรีที่เหมือนหลิวจี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว พลางมองซ้ายมองขวาอย่างกระวนกระวาย
ต้าหลางและฝาแฝดชายหญิงที่เดิมนั่งอยู่ก็พลอยลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว
ซานหลางขี้กลัว เขากลัวว่าจะถูกตี น้ำตาเริ่มเอ่อเต็มดวงตา
ซื่อเหนียงที่ใจกล้าที่สุด เผลอเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว กำลังนึกถึงรสชาติของเนื้อที่กินไป
ต้าหลางคิดว่าตนเองเป็นพี่ใหญ่จึงต้องเป็นตัวอย่างให้น้องๆเขายื่นมือออกมา
“ท่านน้า ข้าผิดเอง ข้าไม่ควรแอบพาน้องๆไปขโมยกินในครัว ท่านตีข้าเถิด เป็นความผิดของข้าคนเดียว ไม่เกี่ยวกับเอ้อร์หลางหรือคนอื่น”
เอ้อร์หลางร้อนใจ “พี่ใหญ่?”
ทั้งๆ ที่ความคิดนี้เป็นของเขาเองแท้ๆ และเขาก็เป็นคนบอกให้ซานหลางและซื่อเหนียงทำหน้าตาน่าสงสาร พี่ใหญ่ใจอ่อนถึงพาไปขโมยกินต่างหาก!
ต้าหลางดันเอ้อร์หลางไปด้านหลังพลางมองฉินเหยาแล้วพูดว่า “ท่านน้า ครั้งหน้าข้าไม่กล้าทำแบบนี้อีกแล้ว”
ฉินเหยาชำเลืองมองเอ้อร์หลางแวบหนึ่ง สายตานั้นชัดเจนว่ามองทะลุความคิดลับๆ ของพวกเขาออกหมด
เอ้อร์หลางรู้สึกผิดจับใจ อยากสารภาพทุกอย่าง แต่ก็กลัวจะโดนตีจึงได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาของนาง
เด็กทั้งสี่คนยืนตัวเกร็งอยู่ตรงหน้าฉินเหยา ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ฉินเหยารู้สึกจนปัญญา แต่สีหน้าเคร่งขรึมของนางไม่ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย นางพูดด้วยเสียงจริงจังว่า
“รู้ว่าผิดแล้วก็ต้องแก้ไข คืนนี้ข้าจะลงโทษพวกเจ้า ห้ามกินเนื้อ ให้จดจำไว้เป็นบทเรียน”
“หา?”
เด็กทั้งสี่คนมองนางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ ราวกับสงสัยว่าตนเองฟังผิดไป
ซื่อเหนียงถามอย่างงงงันว่า “ท่านแม่ ไม่ตีพวกเราหรือ”
“เจ้าอยากให้ข้าตีหรือ” ฉินเหยาเลิกคิ้วถามกลับ
ซื่อเหนียงรีบโบกมือแล้วส่ายหน้าแรงๆเหมือนกลองป๋องแป๋ง “ไม่เอา ไม่เอา”
ฉินเหยาดีดศีรษะซื่อเหนียงเบาๆ พร้อมพูดว่า “สาวน้อยน่ารักขนาดนี้ ข้าตีไม่ลงหรอก”
“จริงไหม”
ซื่อเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมาแล้วถามอย่างดีใจว่า “ท่านแม่ ท่านไม่โกรธแล้วใช่ไหม”
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้า บอกว่านางไม่เคยโกรธพวกเขาเลย สาวน้อยก็พุ่งเข้ามากอดฉินเหยาไว้ พูดเสียงอ้อนเบาๆว่า
“ท่านแม่ ซื่อเหนียงผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว~”
น้ำตาที่เอ่อคลอในดวงตาของซานหลางในที่สุดก็ไม่ได้ไหลออกมา เด็กชายเปลี่ยนจากน้ำตาเป็นรอยยิ้มเจือความเขินอาย
ต้าหลางและเอ้อร์หลางสบตากันแล้วถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
เอ้อร์หลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยปากยอมรับว่าความคิดนี้เป็นของเขาเอง
“ข้ารู้อยู่แล้ว” ฉินเหยากล่าวเรียบๆ
นางยังพูดต่อว่า “ไม่โดนตีถึงกล้ายอมรับ ถ้าจะต้องโดนตีจริงๆ เจ้าก็คงไม่พูดความจริงใช่ไหม”
“ไม่ใช่นะ!” เอ้อร์หลางรีบแย้ง แต่พฤติกรรมก่อนหน้านี้ของเขามันเป็นอย่างที่นางพูดจริงๆ ทำให้เขาแย้งไม่ออก
เมื่อเห็นเหมือนเขากำลังจะร้องไห้ ฉินเหยาจึงโบกมือและพูดว่า “ครั้งนี้ให้เป็นบทเรียน ครั้งหน้าอย่าให้เกิดขึ้นอีก”
นางแสร้งทำเหมือนจะลงโทษรุนแรง แต่กลับปล่อยผ่านอย่างเบามือ ทำให้หลิวจี้ที่แอบมองจากประตูครัวถอนหายใจอย่างโล่งอก
แม้เขาจะกลัวสตรีอำมหิตผู้นี้มาก แต่หากนางกล้าลงมือกับลูกของเขา เขาจะต้องออกไปปกป้องพวกเด็กๆแน่นอน
เพราะถึงอย่างไร เขาก็ทนโดนตีได้ แต่หากเด็กๆถูกตีจนเป็นอะไรขึ้นมา นั่นอาจกลายเป็นปัญหาไปชั่วชีวิต
โชคดีที่ไม่มีใครโดนตี รวมถึงเขาก็ไม่โดนด้วย!
วันนี้ไม่ได้ทำงานหนักอะไร ข้าวสวยจึงดูฟุ่มเฟือยเกินไป หลิวจี้จึงจัดข้าวต้มขาวเป็นมื้อเย็น
แน่นอนว่า หากเป็นไปได้ เขาก็อยากกินข้าวสวยทุกวัน แต่คนที่เคยหิวโหยมาก่อนมักมีนิสัยกลัวว่าจะไม่มีอาหารในอนาคต แม้จะมีให้กินก็มักจะไม่กล้ากินมากนัก
ข้าวต้มขาวก็ดี อย่างน้อยก็ช่วยประหยัดข้าวได้มากขึ้นอีกหน่อย
เขายังทำกับข้าวเพิ่มอีกสองจานเพื่อกินกับข้าวต้ม
หากเป็นบ้านอื่นคงไม่กล้าผัดกับข้าวทุกวัน แต่หลังจากสังเกตมานานกว่าหนึ่งเดือน หลิวจี้พบว่าสตรีอำมหิตผู้นี้ชอบกินอาหารจานผัดมากที่สุด
หากถูกปากนาง นางจะไม่สนใจเลยว่าเขาจะสาดน้ำมันไปมากแค่ไหน
หลังจากนั้น เขาก็เริ่มมีความกล้ามากขึ้น
บ้านอื่นเวลาผัดกับข้าวมักทาน้ำมันเพียงบางๆลงบนกระทะ แต่เขาไม่เหมือนกัน เขายกถังน้ำมันลงมา ตักน้ำมันหนึ่งช้อนใหญ่เทลงในกระทะ เสียงน้ำมันเดือดซู่ซ่าดังสนั่น แม้แต่คนที่ทำอาหารไม่เป็น ผัดส่งๆไปสองสามทีก็ยังออกมาอร่อยได้
ใส่กระเทียมลงไปเจียวให้หอม ตามด้วยผักใบเขียว ใช้ไฟแรงผัดเร็วๆ แล้วเติมเกลือก็พร้อมยกออกจากกระทะ
พระเอกของมื้อเย็นนี้คือนกกระจอกทอด เนื้อดูเหมือนไม่มากนัก แต่เมื่อทอดในน้ำมันจนกรอบแล้วเติมพริกแห้ง กระเทียม ขิง และต้นหอมลงไปผัด กลิ่นก็หอมจนแทบน้ำลายไหล
ช่วงนี้ที่อยู่กับฉินเหยา อาหารการกินก็ดีขึ้นมาก มีเนื้อกินทุกห้าวัน ดังนั้นเมื่อเห็นอาหารที่มีเนื้ออีกครั้ง หลิวจี้จึงพอควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงอาการมากเกินไปได้
แต่วันนี้ เมื่อจานนกกระจอกทอดกรอบเผ็ดร้อนถูกยกออกจากกระทะ เขาก็กลืนน้ำลายไปไม่รู้กี่รอบ
ในที่สุด เมื่ออาหารและตะเกียบถูกจัดวางเรียบร้อย และฉินเหยาหยิบตะเกียบขึ้นมา ตะเกียบหกคู่ก็พุ่งไปยังจานนกกระจอกทอดเล็กๆ จานนั้น
หลิวจี้สามารถคีบชิ้นเนื้อขาของนกที่ใหญ่ที่สุดได้ เขาคีบเข้าปาก รสชาติเผ็ด หอม และอร่อยหลากหลายระเบิดขึ้นบนปลายลิ้น
กัดไปหนึ่งคำ กรอบนอกนุ่มในแล้วดื่มข้าวต้มขาวตามลงไป กลืนทุกอย่างพร้อมกัน ความสุขเต็มเปี่ยมจนเขาหยีตาด้วยความพอใจ
ตอนที่ 45: เจ้าเด็กน้อย อย่าให้มากไปนัก
เมื่อหลิวจี้ลิ้มรสความอร่อยบนแดนมนุษย์จบแล้ว เขาก็ลืมตาขึ้นมาก็เห็นเด็กทั้งสี่คนถือชามข้าวต้ม มองมาที่เขาตาปริบๆ พลางกลืนน้ำลาย
อ้อ เขาเกือบลืมไปเลย พวกเด็กๆโดนแม่เลี้ยงลงโทษว่าคืนนี้ห้ามกินเนื้อ ตะเกียบที่ยื่นออกไปเมื่อครู่ถูกฉินเหยาตีกลับมาทั้งหมด กินได้แต่ผักล้วนๆ
หลิวจี้จุปากด้วยความเห็นอกเห็นใจแล้วกินมื้อเย็นของตัวเองต่อไปอย่างมีความสุข
เนื้อนกกระจอกหนึ่งจานเล็กๆ เขาเคยคิดว่าหากต้องแบ่งกินกับคนหลายคนคงไม่ทันได้รสชาติ แต่ใครจะคิดว่าจะแบ่งเพียงเขากับสตรีอำมหิตผู้นี้สองคนเท่านั้น
คนละครึ่งชามเล็กๆก็พอแล้ว เขาไม่โลภมากหรอก หลิวจี้คิดอย่างมีความสุข
ฉินเหยาเองก็รู้สึกว่ากับข้าววันนี้อร่อยเป็นพิเศษ นางตักกินคำแล้วคำเล่า รสชาติสดใหม่และหอมหวานทำให้นางรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปช่วงก่อนวันสิ้นโลก ตอนที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยแล้วได้กลับบ้านช่วงปิดเทอมฤดูหนาว
ตอนนั้นพ่อแม่ทำอาหารจนเต็มโต๊ะล้วนแต่เป็นอาหารที่นางชอบ สีสัน กลิ่น และรสชาติครบครัน
แต่หลังจากนั้น การจะได้กินอาหารจานผัดอีกครั้งกลับกลายเป็นสิ่งที่ยากเกินเอื้อม
ต้าหลางและพี่น้องอีกสามคน ดื่มข้าวต้มข้นๆ พลางเคี้ยวผักกรอบๆ เดิมทีนี่ถือเป็นอาหารที่ดีมากแล้ว แต่พวกเขากลับกินอย่างไร้รสชาติ
เอ้อร์หลางคิดในใจว่า เป็นเพราะแม่เลี้ยงให้พวกเขากินดีเกินไป พวกเขาจึงรู้สึกว่าข้าวต้มกับผักช่างไร้รสชาติราวกับเป็นคุณชายในบ้านเศรษฐีที่กินเนื้อมังกรแล้วยังไม่พอใจ!
เมื่อมองตาสี่คู่ที่ส่องประกายเหมือนโคมไฟ เต็มไปด้วยความปรารถนา หลิวจี้ที่เดิมไม่มีจิตสำนึกก็เกิดความคิดอยากจะแบ่งให้พวกเขาลองชิมกันคนละชิ้นขึ้นมา
อีกอย่าง เขาทำอาหารออกมาได้ดีขนาดนี้ แต่กลับไม่มีใครรู้ไม่ใช่ว่าน่าเสียดายมากหรือ
คิดไม่ถึงว่าเขาเพิ่งจะคีบเนื้อออกมาชิ้นหนึ่ง สายตาเย็นชาของฉินเหยาก็ตวัดมองมา
“เจ้าไม่อยากกินแล้วใช่ไหม”
นางยื่นชามมาตรงหน้าเขา “หากไม่อยากกินแล้วก็ส่งมาให้ข้า”
พูดจบ นางก็ใช้ตะเกียบคีบเนื้อนกกระจอกห้าชิ้นสุดท้ายในชามของหลิวจี้มาใส่ในชามตัวเองแล้วกินคำละชิ้นอย่างเอร็ดอร่อย
หลิวจี้เหลือบมองเด็กทั้งสี่คนอย่างขุ่นเคือง ดูสิ แม้แต่พ่อก็ไม่ได้กินแล้ว
พี่น้องทั้งสี่คนกัดตะเกียบ ประกายความหวังในดวงตามอดดับลงในทันที
ซานหลางกับซื่อเหนียงอยากกินมากจนร้องไห้ออกมา เด็กน้อยทั้งสองเช็ดน้ำตาน้ำมูกไปพลาง ฮึดฮัดดื่มข้าวต้มและผักใบเขียว รู้ว่าตนถูกลงโทษเพราะทำผิดจึงไม่กล้าปริปากโวยวาย
แม้แต่หลิวจี้ที่ใจแข็งเป็นหินยังอดสงสารไม่ได้เมื่อเห็นเช่นนั้น
เขาเงยหน้ามองฉินเหยา นางกินอย่างอร่อยจนกระดูกกองเป็นกองเล็กๆตรงหน้า ดื่มข้าวต้มไปสามชามใหญ่ แล้ววางชามกับตะเกียบลงด้วยความพึงพอใจ
เอ้อร์หลางที่กลั้นใจไว้ไม่ไหว พูดขึ้นมาเบาๆว่า “ท่านน้า ข้าขอดูดกระดูกที่เหลือได้ไหม”
ฉินเหยาถลึงตาใส่สื่อความว่า หลิวเอ้อร์หลาง เจ้าอย่าได้เกินไปนัก!
“ไม่ได้!” ฉินเหยากวาดกระดูกทั้งหมดลงในชามแล้วยื่นให้หลิวจี้นำไปที่ครัวเพื่อใช้เป็นเชื้อไฟ
เอ้อร์หลางมองกระดูกทั้งหมดถูกโยนเข้าเตาไฟก่อนจะตอบรับเสียงหนึ่ง ล้มเลิกความคิดนั้นลง
อย่างน้อยข้อดีหนึ่งก็คือ เนื้อทั้งหมดโดนกินจนหมดแล้ว เมื่อมองไม่เห็นก็ไม่ทรมานถึงเพียงนั้นแล้ว
พี่น้องทั้งสี่คนค่อยๆกินข้าวเย็นจนหมดแล้วกลับมาคึกคักอีกครั้ง พวกเขาวิ่งเล่นพลางพูดคุยกันเสียงเจื้อยแจ้วในห้องโถง
ฉินเหยารอจนหลิวจี้ล้างชามและเก็บกวาดครัวเสร็จ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“วันนี้ระหว่างทางกลับข้าได้ยินมาว่า วันที่สิบห้าที่ทางการที่ตัวอำเภอจะขายวัว ข้าคิดจะซื้อเอ็นวัวมาสักหน่อยแล้วถือโอกาสจัดหาเสบียงสำหรับตรุษจีนและถ่านมาให้ครบ เราสองคนเข้าเมืองด้วยกัน วันนั้นเจ้าต้องตื่นแต่เช้า”
“เข้าเมืองหรือ” หลิวจี้ดีใจจนออกนอกหน้า รีบตอบว่า “ได้ๆๆ”
เขาชอบเข้าเมืองที่สุด!
เด็กทั้งสี่คนที่เล่นกันเสียงดังอยู่ข้างๆเงียบลงในทันที
ต้าหลางถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านพ่อ อำเภอไกลไหม”
เอ้อร์หลางก็ถามว่า “ท่านพ่อ ที่อำเภอสนุกไหม”
หลิวจี้ตอบว่า “แน่นอนว่าไกล จากหมู่บ้านเราเดินไปที่ตัวอำเภอต้องใช้เวลาสองชั่วยามกว่าๆ ต้องออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง”
“แต่ในเมืองมีของสนุกๆเยอะมาก เช่น โรงสุรา บ่อนพนัน และหอโคมเขียว…”
เอ้อร์หลางถามอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านพ่อ หอโคมเขียวคืออะไร? ขายพวกเครื่องประทินโฉมหรือเปล่า ท่านเคยไปไหม”
หลิวจี้ได้ยินคำถามของบุตรชายก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เจ้าเด็กโง่ หอโคมเขียวเขาไม่ได้ขายเครื่องประทินโฉมหรอก ที่นั่นขายเนื้อ…”
คำพูดชะงักลงในทันที หลิวจี้ตระหนักได้ว่าตนเกือบหลุดพูดเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับเด็กเข้าแล้วจึงรีบกระแอมสองครั้งแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที
“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ตัวอำเภอก็ไม่มีอะไรสนุกหรอก”
แต่ฟังดูน่าสนุกชัดๆ ต้าหลางคิดด้วยความสงสัย
เอ้อร์หลางที่ยังไม่ได้คำตอบ ถามซ้ำอีกครั้งว่า “ท่านพ่อ ท่านเคยไปซื้อเนื้อที่หอโคมเขียวไหม”
หลิวจี้เหลือบมองฉินเหยาอย่างลนลาน ก่อนจะโบกมือส่งสัญญาณให้บุตรชายหยุดถามแล้วรีบหันไปบอกว่าจะไปต้มน้ำในครัว
ไม่คิดว่าฉินเหยาเองก็ถามอย่างสนใจว่า “ตกลงเจ้าเคยไปหรือไม่เคยไปกันแน่”
“แน่นอนว่า… ไม่เคยไปอยู่แล้ว” หลิวจี้ก้มศีรษะลงสะบัดแขนเสื้อที่ว่างเปล่า สภาพเขาเช่นนี้เพียงไปยืนหน้าประตูคงถูกแม่เล้าไล่ออกมาแล้ว
พี่น้องต้าหลางทั้งสี่ยังคงจินตนาการถึงหอโคมเขียวอย่างสวยงาม คิดว่าหากโตขึ้นได้เข้าเมือง คงต้องไปดูให้เห็นกับตา
แม้ในใจอยากจะเข้าเมืองไปด้วยมากแค่ไหน แต่พวกเขารู้ว่าขาสั้นๆของตนเองอาจทำให้เดินช้าจนเป็นภาระ เด็กๆที่รู้ประสาดีจึงไม่ได้เอ่ยปาก เพียงเดินตามหลิวจี้อยู่ด้านหลังพลางถามว่าในเมืองมีอะไรบ้าง
ฉินเหยาคิดอย่างจริงจังว่า หรือจะพาครอบครัวทั้งหมดเข้าเมืองสักครั้งดี?
อำเภอไคหยางนั้นไม่ได้ใหญ่นัก มีประชากรที่พักอาศัยอยู่ประจำเพียงสองถึงสามพันคน แต่หากเทียบกับจำนวนประชากรทั้งสิ้นหกสิบล้านคนของแคว้นเซิ่งในปัจจุบันก็ถือว่าเป็นสถานที่ใหญ่โตแล้ว
ก่อนหน้าที่แคว้นเซิ่งจะก่อตั้ง ยุคโกลาหลดำเนินต่อเนื่องมาหลายสิบปี การศึกต่อเนื่องทำให้จำนวนประชากรลดลงเป็นอย่างมาก เพิ่งจะมีช่วงฟื้นตัวในเวลานี้เอง ยามเดินทางไปตามถนนจึงแทบไม่พบเจอผู้คน
ในวันที่ฉินเหยาไปถึงอำเภอไคหยาง คนที่นางเห็นในเมืองถือว่ามากที่สุดตั้งแต่นางข้ามมายังโลกนี้
ในหมู่บ้าน มีคนมากมายที่ไม่เคยออกจากหมู่บ้านเลยทั้งชีวิต สำหรับพวกเขาแล้ว สถานที่ไกลที่สุดก็คือเมืองหลวงของอำเภอ
นี่ก็เป็นเพราะต้องการหลบหนีภัยสงครามเอาชีวิตรอดถึงอพยพกันมาไกลถึงเพียงนี้
เมื่อคิดเช่นนี้ สำหรับเด็กทั้งสี่คนที่ไม่เคยออกจากหมู่บ้านเล็กๆบนเขาเลย การได้เข้าไปยังตัวอำเภออาจเป็นความหมายที่แตกต่างสำหรับพวกเขา
เดินไม่ไหวก็ยังสามารถนั่งเกวียนวัวไปได้
ให้เด็กๆได้เปิดหูเปิดตาบ้างก็ไม่เลว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลังจากหลิวจี้กับบุตรชายทั้งสี่คนกลับมาจากห้องอาบน้ำ ฉินเหยาก็พูดขึ้นว่า
“หลิวจี้ เจ้าไปขอยืมเกวียนวัวจากผู้ใหญ่บ้าน วันที่สิบห้าพวกเราจะเข้าเมืองกันทั้งครอบครัว พาต้าหลางกับคนอื่นๆไปดูในเมืองหน่อย”
พี่น้องทั้งสี่คนได้ยินคำนี้ต่างก็ตกตะลึงอยู่กับที่ด้วยความดีใจอย่างที่สุด
หลิวจี้เองก็นิ่งไปสองวินาทีก่อนจะตั้งสติได้ เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ฉินเหยาตัดสินใจเช่นนี้
คนที่ปกติไม่จริงจังอะไรกลับดูสุขุมขึ้นมาชั่วขณะ เขามองฉินเหยาอย่างลึกล้ำแวบหนึ่งก่อนจะตอบรับ
เด็กๆ ดีใจกันจนไม่ยอมนอนตลอดทั้งคืน พวกเขาเบียดกันอยู่บนเตียงเดียว พลางพูดคุยเบาๆเกี่ยวกับความฝันถึงตัวเมือง
สุดท้าย พี่น้องทั้งสี่ก็ตกลงกันว่า เมื่อไปถึงเมือง จะใช้เหรียญทองแดงที่รีดมาจากบิดาแท้ๆไปซื้อถังหูลู่มากินด้วยกัน
อยากรู้ว่าถังหูลู่นั้นจะอร่อยเหมือนที่หลิวจินเป่าเคยเล่าหรือเปล่า
ซื่อเหนียงกำชับเป็นพิเศษว่า “ต้องเก็บไว้ลูกหนึ่งให้ท่านแม่ เพราะท่านแม่เป็นคนพาพวกเราเข้าเมือง”
คำพูดนี้หมายถึงว่าห้ามลืมขอบคุณผู้มีพระคุณ
ต้าหลางและอีกสามคนเห็นด้วยอย่างเต็มที่ หลังจากความตื่นเต้นเริ่มจางหายและพี่น้องทั้งสี่คนตกลงร่วมกันได้จึงหลับไปเมื่อถึงย่ำรุ่ง
ตอนที่ 46: ฝึกวรยุทธ์และเรียนหนังสือ
ทุกปีในช่วงเก็บเกี่ยวและส่งมอบเสบียง หลี่เจิ้งจะคัดเลือกชายฉกรรจ์จากแต่ละหมู่บ้านมาสองสามคน เพื่อช่วยขนส่งเสบียงทั้งหมดของหมู่บ้านไปยังตัวอำเภอ
ปีนี้ หลิวไป่ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มขนเสบียงของหมู่บ้านตระกูลหลิว เมื่อไปถึงเมืองอำเภอไคหยาง เขายังซื้อถังหูลู่กลับมาให้จินเป่าและหลานสาวจินฮวาคนละไม้
พี่น้องทั้งสองอวดของกินในหมู่บ้านเสียใหญ่โต
ยามนั้นครอบครัวของพวกต้าหลางพี่น้องยังยากจนข้นแค้น มารดาตายส่วนบิดาก็ไม่สนใจดูแล พวกเขามักจะใฝ่ฝันถึงถังหูลู่อยู่เสมอ
ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่พี่น้องต้าหลางทั้งสี่จะได้กินถังหูลู่ แต่ท่านพ่อกับแม่เลี้ยงยังจะพาพวกเขาไปเที่ยวในเมืองด้วย
พี่น้องทั้งสี่ตื่นขึ้นหลังจากนอนเต็มอิ่ม รีบเอ่ยทักทายฉินเหยาที่กำลังออกกำลังกายอยู่ในลานบ้านแล้วพากันวิ่งกรูลงเนินไปยังบ่อน้ำในหมู่บ้าน
หลิวจินเป่าและหลิวจินฮวากำลังเล่นอยู่ที่นั่น เมื่อพี่น้องทั้งสี่เดินเข้าไปก็บอกว่าอีกไม่กี่วันพวกเขาจะได้เข้าเมืองแล้ว
หลิวจินเป่าและหลิวจินฮวาไม่เชื่อ พูดว่าพวกเขาโกหก
ต้าหลางบอกว่า “พ่อข้าไปขอยืมเกวียนวัวจากผู้ใหญ่บ้านแล้ว เป็นเรื่องจริง”
น้ำเสียงของเขาแฝงความโอ้อวดเล็กน้อย
ซื่อเหนียงยังเสริมว่า “พวกเราจะไปซื้อถังหูลู่กินกันในเมือง”
เด็กๆที่อยู่รอบๆ ได้ยินเข้าก็อิจฉาเป็นอย่างมาก
บางคนถามซื่อเหนียงว่าสามารถแบ่งถังหูลู่ให้พวกเขาชิมบ้างได้ไหม
อีกหลายคนขอร้องต้าหลางกับเอ้อร์หลางว่า หากไปเจออะไรอร่อยหรือสนุกในเมือง ขอให้กลับมาเล่าให้ฟัง
พี่น้องทั้งสี่ไม่เคยถูกล้อมรอบด้วยเด็กวัยเดียวกันมากขนาดนี้มาก่อน เพราะปกติไม่มีใครเล่นกับพวกเขา
ยกเว้นหลิวจินเป่าและหลิวจินฮวาที่เป็นญาติกันจึงพูดคุยกับพวกเขาเป็นครั้งคราว
แท้จริงแล้วเด็กๆนั้นแบ่งแยกชนชั้นกันมากที่สุด พวกเขาไม่เข้าใจการปิดบังหรือความเสแสร้งของผู้ใหญ่ มีอะไรก็พูดตรงๆ ความร้ายกาจในคำพูดล้วนเปิดเผยออกมาจนหมด
ตอนนี้ เมื่อเห็นพี่น้องตระกูลหลิวทั้งสี่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านมุงกระเบื้องหลังใหม่ พ่อแม่ยังพาเข้าเมือง เด็กคนอื่นๆก็เริ่มมารายล้อมพวกเขา
แต่เด็กๆไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยถึงเพียงนั้น หากพวกเขาดีกับเจ้านั่นก็หมายความว่าพวกเขาจริงใจจริงๆ
ไม่นาน ซื่อเหนียงก็เริ่มเล่นพ่อแม่ลูกกับจินฮวาซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องและเด็กสาวคนอื่นๆในหมู่บ้าน
ส่วนพี่ชายสามคนก็ไปที่ริมแม่น้ำพร้อมกับหลิวจินเป่าและเด็กชายคนอื่นๆ แต่ละคนตัดกิ่งไม้มาเป็นง่ามแหลมแล้วประกาศว่าจะจับปลา
น้ำในแม่น้ำตอนนี้เย็นกว่าหนึ่งเดือนก่อนมาก พวกเขาจึงไม่กล้าลงน้ำเพียงยืนอยู่บนก้อนหินเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ต้าหลางจับปลาไม่ได้เลย แต่คราวนี้กลับจับได้สำเร็จแล้ว
“ท่านพ่อ! ท่านน้า!”
พี่น้องสามคนวิ่งกลับบ้านมาอย่างตื่นเต้นพร้อมกับถือปลาที่ถูกแทงจนตายกลับมาด้วย
ต้าหลางพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ข้าจับปลาได้แล้ว!”
หลิวจี้เดินเข้ามาดูปลาสามตัวที่กว้างเพียงสามนิ้วด้วยความประหลาดใจแล้วพูดว่า “ทอดให้กรอบก่อนค่อยเติมน้ำ ใส่ผักนิดหน่อย ตุ๋นทำเป็นน้ำแกงปลาผักเขียว คืนนี้พวกเราได้กินของอร่อยอีกแล้ว”
พูดจบ เขาก็อยากกินจนกลืนน้ำลาย
โชคดีที่ใบหน้าของเขานั้นดูดี หากเป็นคนอื่นคงดูน่ารังเกียจ
ฉินเหยาไม่แปลกใจ ต้าหลางมีความอดทนพอ แม้ตอนแรกจับปลาไม่ได้ แต่ก็ไม่ล้มเลิก หลังจากพยายามซ้ำๆหลายครั้ง การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณก็ส่งผลให้เกิดคุณภาพในที่สุด
แต่เมื่อเด็กๆมีความสุขก็ต้องชมพวกเขาบ้าง
ฉินเหยายิ้มให้ต้าหลางพลางพูดว่า “ต่อไปนี้บ้านเราจะได้กินเนื้อทุกมื้อหรือเปล่าก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วนะ”
เด็กหนุ่มเกาศีรษะด้วยความเขิน ก่อนจะพยักหน้าหนักแน่น “อืม!” เขาจะพยายามให้เต็มที่
วันต่อมา ฉินเหยาตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกายเหมือนทุกวัน และยังเรียกต้าหลางกับเอ้อร์หลางไปด้วย
พวกเขาวิ่งรอบหมู่บ้านสองรอบแล้วกลับมา
ตัวนางยังไม่หน้าแดงหรือหอบเหนื่อย แต่เด็กทั้งสองกลับเหนื่อยจนหายใจหอบ วิ่งตามนางไม่ทันอยู่ระยะหนึ่ง
ฉินเหยากลับถึงหน้าบ้านและนั่งกินหมั่นโถวแล้ว ส่วนเด็กทั้งสองเพิ่งมาถึงสะพาน
หลังจากวิ่งเสร็จในตอนเช้า กินข้าวเช้าและพักผ่อนสักครู่ พี่น้องทั้งสี่คนก็นั่งเรียงกันในห้องโถง ฉินเหยาหยิบแผ่นกระดานออกมาและดึงไม้ฟืนที่เผาแล้วจากเตาไฟ นางเริ่มสอนพวกเขาอ่าน ‘สามอักษร’ ทีละคำ วันละหนึ่งประโยคสามตัวอักษร
หลิวจี้เลิกคิ้วเล็กน้อย เขารู้ว่าฉินเหยารู้หนังสือ แต่ไม่คิดว่านางจะตั้งใจสอนเด็กๆให้อ่านออกเขียนได้
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าการอ่านออกเขียนได้เป็นสิ่งดี แต่เขาเข้าใจหลักการหนึ่ง
หากเจ้าไม่สามารถให้เขาได้ทั้งหมดก็อย่าให้เขารับรู้เรื่องเหล่านี้ตั้งแต่แรกจะดีกว่า
หากยังคงไม่รู้เรื่องก็คงไม่ต้องเจ็บปวดเพราะไม่ได้สิ่งที่มากกว่านี้ในภายหลัง
“บ้านเราน่ะ จะรู้หนังสือไปทำไม ไม่ได้ใช้เสียหน่อย” หลิวจี้ถือชามน้ำข้าวแล้วบ่นเบาๆขณะพิงประตูครัว
ฉินเหยาที่มีประสาทการได้ยินดีเยี่ยม ได้ยินชัดทุกคำ นางเตือนต้าหลางและเอ้อร์หลางให้ตั้งใจเรียน พลางเงยหน้าขึ้นมองหลิวจี้ด้วยสายตาอันตราย
“ความรู้นั้นใช้ได้ในทุกด้าน เจ้ายังกล้าบอกว่าไม่มีประโยชน์หรือ”
หลิวจี้ก้มหน้าดื่มน้ำข้าว ไม่พูดอะไรอีก
เรียนหนังสือก็ไม่จำเป็นต้องเรียนเพื่อให้ได้มีตำแหน่งหรือชื่อเสียงหรอก จริงไหม
ทันใดนั้น เขาก็เริ่มล้อเลียนลายมือของฉินเหยา ฟังจากน้ำเสียงเหมือนจะบอกว่าลายมือของเขาดีกว่านาง
คนผู้นี้ไม่โดนอัดสักสองสามวันก็เริ่มได้ใจอีกแล้ว
ฉินเหยายกไม้ฟืนในมือขึ้นแล้วขว้างออกไป โดนตรงหัวเข่าของหลิวจี้อย่างแม่นยำจนเขาแทบจะทรุดลงตรงนั้น
คราวนี้เขาสงบเสงี่ยมในทันที
ในบ้านไม่มีทั้งกระดาษและพู่กัน พี่น้องต้าหลางทั้งสี่จึงต้องใช้ไม้ฟืนคนละท่อนฝึกเขียนบนแผ่นไม้
สมองสดใหม่นั้นมีประสิทธิภาพดีจริงๆ พี่น้องทั้งสี่คนเรียนรู้ได้เร็วทีเดียว
แต่พวกเขาก็ลืมได้รวดเร็วเช่นกัน
คืนแรกก่อนเข้านอน ฉินเหยาทดสอบพวกเขา ทุกคนสามารถอ่านและเขียนได้
แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็ลืมหมดแล้ว
การเรียนหนังสือต้องอาศัยการทบทวนซ้ำๆเพื่อเสริมความจำ ฉินเหยาจึงสอนบทเรียนของวันแรกและวันที่สองใหม่อีกครั้งในวันที่สาม
เอ้อร์หลางเริ่มคร่ำครวญ บอกว่าเขายอมไปวิ่งรอบหมู่บ้านยังดีกว่า
ฉินเหยาไม่ตามใจง่ายๆ “อย่างนั้นเจ้าก็ไปสิ”
เอ้อร์หลาง “……”
“ขะ…ข้า…ข้ายอมเรียนหนังสือต่อก็ได้”
หลิวจี้ที่นั่งขี้เกียจผิงไฟอยู่ในครัวหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง
คืนนั้น เมื่อกลับมาที่ห้อง เอ้อร์หลางกับฝาแฝดชายหญิงนอนบนเตียงแล้วบ่นว่าการเรียนหนังสือช่างทรมานเหลือเกิน
ต้าหลางรีบดึงพวกเขาลุกขึ้นมานั่ง พลางพูดอย่างจริงจังว่า
“โอกาสแบบนี้คนอื่นอยากได้แต่ยังไม่ได้ แต่พวกเรากลับมี แม่เลี้ยงสองพวกเราทุกอย่าง นางสอนทั้งวิชาการต่อสู้และอ่านเขียน หากจินเป่ากับจินฮวารู้เข้าไม่รู้ว่าจะอิจฉาพวกเราแค่ไหน แต่พวกเจ้ากลับไม่อยากเรียน”
เอ้อร์หลางกับอีกสองคนฟังแล้วก็คิดว่ามีเหตุผลมาก พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะอดทนเรียนต่อไป เพราะหากสามารถเก่งเหมือนแม่เลี้ยงจนถึงขั้นล่าหมีได้ล่ะก็ คงมีหน้ามีตาน่าดู!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กน้อยก็ปรับทัศนคติ ตั้งใจเรียนมากขึ้น ในวันรุ่งขึ้นพวกเขาต่างอยู่ในห้องช่วยกันทบทวนบทเรียนของเมื่อวานเพื่อเสริมความจำ
หลายวันก่อนจะเข้าเมือง พี่น้องทั้งสี่คนก็ได้เรียนรู้สี่ประโยคจากตำราสามอักษรว่า มนุษย์แรกเกิด จิตใจดี ล้วนคล้ายคลึง เรียนรู้จึ่งห่างไกล
แต่ความหมายของสี่ประโยคนี้ดูเข้าใจยากสำหรับพวกเขา
เมื่อเห็นฉินเหยากลุ้มใจเรื่องนี้ หลิวจี้ที่กำลังว่างจัดก็เอ่ยเตือนขึ้นว่า “เหตุใดไม่ลองสอนจากของในบ้านเล่า ทั้งจำง่ายและเข้าใจง่ายกว่า”
ฉินเหยาหันไปมองเขาทันที จริงด้วย “เจ้าก็พูดมีเหตุผล หลิวจี้ ต่อไปเจ้ามาสอน ข้าจะคอยทดสอบผลการเรียนของพวกเขาสัปดาห์ละครั้ง”
คำว่า ‘สัปดาห์’ นี้ก็เพิ่งมารู้จักหลังจากฉินเหยามาอยู่ในบ้าน ทำให้ครอบครัวเข้าใจว่าหนึ่งสัปดาห์มีเจ็ดวัน
แม้จะไม่เข้าใจที่มาที่ไป แต่ด้วยความเชื่อว่าแม่เลี้ยงพูดอะไรต้องไม่ผิด พี่น้องทั้งสี่จึงเริ่มคุ้นเคยกับคำนี้
หลิวจี้เองก็เข้าใจ แต่กลับหงุดหงิดตัวเองที่เผลอพูดมากไปจนต้องตบปากตัวเอง ปากมากนัก
แต่เขาก็ยังตอบรับอย่างสงบเสงี่ยม
แต่พอหันกลับมาก็เผชิญเข้ากับสายตาไม่ไว้วางใจของเด็กทั้งสี่
หลิวจี้แค่นเสียงเย็น จากเดิมที่ตั้งใจจะสอนไปแบบขอไปที แต่เขาเปลี่ยนใจแล้ว จะให้เจ้าลูกอกตัญญูทั้งสี่ได้รู้ถึงความร้ายกาจของบิดาเช่นเขาเสียบ้าง!
[1] หมายถึง มนุษย์แรกเกิดล้วนจิตใจดี นิสัยดีงามเหมือนกัน แต่สภาพแวดล้อมและการสั่งสอนหลังจากนั้นจึงทำให้แตกต่าง
ตอนที่ 47: ล้วนเป็นการแสดง
ย่ำรุ่ง บ้านฉินเหยาก็เริ่มมีเสียงเคลื่อนไหวแล้ว
หลิวจี้หาวหวอด สะลึมสะลือเดินคลำทางในความมืดไปจนถึงครัว คลำหาหินจุดไฟ จุดตะเกียงน้ำมันและไฟในเตา จากนั้นก็อุ่นหมั่นโถวธัญพืชสิบลูกที่ทำเตรียมไว้เมื่อคืนสำหรับเป็นมื้อเช้าวันนี้
ฉินเหยาเตรียมข้าวของเสร็จก็เดินออกจากห้องไปเคาะประตูห้องข้างๆ
“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง! บอกน้องๆให้ใส่เสื้อผ้าได้แล้ว ตอนเช้าอากาศเย็น สวมเสื้อผ้าให้ครบทุกชิ้นนะ”
เสื้อผ้าที่ใส่คือเสื้อผ้าฝ้ายตัวในใหม่เอี่ยม ตามด้วยเสื้อบุฝ้ายตัวหนาที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จและด้านนอกสวมชุดเก่ามือสอง เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็ค่อยถอดชุดเก่าด้านนอกสุดออกก็พอแล้ว
นี่ยังช่วยป้องกันไม่ให้เสื้อใหม่เปื้อน เพราะในหน้าหนาวเช่นนี้ไม่มีเสื้อหนาวสำรองให้ซักเปลี่ยน
เสื้อผ้าป่านขาดรุ่งริ่งก่อนหน้านี้ หลิวจี้เคยนำไปซักที่แม่น้ำครั้งหนึ่ง แต่มันก็เปื่อยยุ่ยจนกลายเป็นเศษผ้าไปแล้ว
แต่ตราบใดที่มันยังใช้งานได้ ครอบครัวชาวบ้านยากจนก็ยังไม่ทิ้ง ตอนนี้มันกลายเป็นผ้าเช็ดโต๊ะ ผ้าเช็ดเท้า และอื่นๆในบ้าน
พี่น้องต้าหลางทั้งสี่ลุกขึ้นมาอย่างตื่นเต้น หลังจากล้างหน้าล้างตาเสียงดังโครมคราม หมั่นโถวก็อุ่นร้อนพร้อมกิน
ครอบครัวทั้งหกคนกินมื้อเช้าเสร็จ ลงกลอนประตูบ้านแล้วจุดคบไฟเดินไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้าน
หลิวจี้พูดคุยเกี่ยวกับการยืมเกวียนวัวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว บุตรชายคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านตื่นแต่เช้ามาจัดเตรียมเกวียนวัวไว้ก่อนจะส่งมอบให้หลิวจี้พร้อมกำชับอย่างละเอียด
การยืมเกวียนวัวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งหมดล้วนอาศัยหน้าตาของฉินเหยา หากหลิวจี้เป็นคนขอยืมเอง ประตูบ้านคงไม่เปิดให้และคงถูกไล่ตะเพิดออกไปแทน
วัวถูกบุตรชายคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านเลี้ยงจนอิ่มหนำ ความเร็วของเกวียนวัวอาจจะไม่เร็วมาก แต่ก็เร็วกว่าการเดินเท้าหลายเท่า ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยามก็เดินทางมาถึงอำเภอไคหยางได้
พี่น้องทั้งสี่จับราวเกวียนทั้งสามด้านไว้แน่น จากตอนแรกที่ขึ้นเกวียนด้วยความตื่นเต้นกลับกลายเป็นหมดแรงเพราะถูกกระแทกโยกเยกไปมา
ฝีมือการขับเกวียนของหลิวจี้เองก็ไม่ค่อยดีนัก วัวเดินเร็วบ้าง ช้าบ้างและบางครั้งยังหยุดกินหญ้าข้างทางอีก แต่ในที่สุด ครอบครัวทั้งหกก็ลากกันจนมาถึงประตูเมืองอำเภอไคหยางจนได้
วันนี้ฟ้ามืดครึ้ม แม้จะสว่างแล้ว แต่ยังคงมีหมอกบางๆปกคลุม
แต่อากาศเช่นนี้ก็ไม่ได้ลดความคึกคักของผู้คน เพราะวันนี้เป็นวันตลาดใหญ่ ใกล้เทศกาลตรุษจีน ผู้คนต่างมาเลือกซื้อของใช้สำหรับเทศกาลกันเป็นจำนวนมาก
ยิ่งมีการขายวัวของทางการเพิ่มเข้ามา ทำให้ผู้คนจากทุกสารทิศหลั่งไหลมาที่นี่จนทางเข้าเมืองต่อคิวกันยาวเหยียด
หลิวจี้คิดว่าครอบครัวของเขามาเช้าพอสมควรแล้ว แต่กลับมีคนที่มาก่อนเขาอีกจึงต้องยืนต่อแถวอย่างว่าง่ายอยู่ท้ายแถวอันยาวเหยียดนี้
ค่าธรรมเนียมเข้าเมืองยังคงคิดคนละหนึ่งเหวิน เด็กทารกที่ยังเดินไม่ได้จะได้รับการยกเว้น แต่หากเดินได้เองแล้วก็ต้องจ่าย
ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครพาเด็กเล็กมาด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นสามีภรรยา พ่อกับลูกชาย หรือพี่ชายน้องชาย และผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน
พี่น้องทั้งสี่ที่นั่งอยู่บนเกวียน เพียงแค่เห็นประตูเมืองก็รู้สึกตื่นเต้นแปลกใหม่เหลือประมาณ
เมื่อมองไปรอบๆ เห็นผู้คนจำนวนมากพูดคุยด้วยภาษาถิ่นที่หลากหลาย บรรยากาศครึกครื้นจนพวกเขามองแทบไม่ทัน
หลังจากต่อแถวประมาณสิบนาที ในที่สุดก็มาถึงครอบครัวของฉินเหยา
สิ่งที่ฉินเหยาไม่คาดคิดก็คือ เจ้าหน้าที่สองคนที่ประตูเมืองกลับจำหลิวจี้ได้ ทั้งยังเรียกชื่อเขาอีกด้วย
หลิวจี้เองก็เหมือนจะสนิทสนมกับพวกเขา กล่าวทักทายสองสามคำก่อนจ่ายค่าธรรมเนียมหกเหวินแล้วจูงวัวเข้าเมือง
อ้อ เพราะจูงวัวมาด้วยจึงต้องจ่ายเพิ่มอีกสองเหวินเป็นค่าดูแลรถม้า
แต่เงินนี้ก็ไม่ได้เสียเปล่า เมื่อจ่ายแล้วสามารถนำเกวียนวัวไปจอดไว้ในคอกสัตว์ที่ประตูเมืองซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ได้
แน่นอนว่ายังต้องจ่ายค่าจอดแยกต่างหากอีก โดยปกติไม่คิดตามเวลาที่จอด แต่คิดค่าจอดคงที่ห้าเหวิน
ยังไม่ทันได้เข้าเมืองจริงๆ แต่ค่าใช้จ่ายรอบนี้ก็ปาไปสิบสามเหวินแล้ว
ข้อดีก็คือไม่ต้องกลัวทรัพย์สินสำคัญอย่างเกวียนวัวจะถูกพวกโจรจ้องขโมย ลดความเสี่ยงที่จะสูญหายได้บางส่วน
เมื่อจอดเกวียนวัวเรียบร้อย ฉินเหยาก็เรียกพี่น้องทั้งสี่คนให้ลงจากเกวียน
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางโตพอที่จะเดินตามผู้ใหญ่ไปได้ ส่วนซานหลางกับซื่อเหนียงยังเล็ก หลิวจี้และฉินเหยาจึงอุ้มคนละคนแล้วพาพวกเขาฝ่าฝูงชน
พี่น้องต้าหลางทั้งสี่เมื่อเข้ามาในเมืองต่างมองสิ่งรอบตัวด้วยความตื่นเต้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเกร็งเล็กน้อย
พวกเขาสังเกตว่า คนในเมืองแต่งตัวดีมาก เสื้อผ้าล้วนมีสีสันสดใสและคอเสื้อยังปักลวดลายอย่างประณีต
นายท่านทั้งหลายมีบ่าวรับใช้คอยติดตาม ส่วนบรรดาฮูหยินและคุณหนูสวมหมวกผ้าโปร่งประดับลวดลาย เสื้อผ้าทำจากผ้าต่วนอันงดงาม มีแม่เฒ่ารูปร่างกำยำเดินข้างๆ เพื่อกันไม่ให้คนในตลาดชนเข้ากับเจ้านายของพวกเขา
ตั้งแต่ที่ประตูเมืองหลิวจี้ก็นิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ
ฉินเหยาแววตามืดครึ้ม กวาดตามองเตือนอย่างเย็นชา หลิวจี้จึงค่อยพึมพำออกมาว่า “ข้าเคยช่วยพวกเขาอยู่สองสามครั้งก็เลยรู้จักกันน่ะ”
ส่วนเรื่องว่าช่วยอะไรนั้น ฉินเหยาก็เดาได้ไม่ยาก ด้วยนิสัยของหลิวจี้ก็คงเป็นการรับจ้างเป็นนักเลงหรือลูกมือให้ใครสักคนทำเรื่องชั่วร้ายอยู่แล้ว
“นี่มันสายตาแบบไหนของเจ้ากัน” หลิวจี้ถามกลับอย่างระแวงเมื่อรู้สึกว่าสายตาที่ฉินเหยามองเขาดูแปลกๆ
ฉินเหยาส่ายศีรษะเบาๆไม่ได้พูดอะไร
หลิวจี้มองนางอย่างสงสัยแวบหนึ่ง หรือพอนางรู้ว่าเขารู้จักกับพวกเจ้าหน้าที่เลยเกิดกลัวเขาขึ้นมา?
เห็นได้ชัดว่าเขาคิดมากไปเอง ฉินเหยาเพียงแค่เห็นพื้นที่ขายวัวแล้วจึงสั่งต้าหลางกับเอ้อร์หลางให้ตามติดไป ก่อนจะอุ้มซานหลางกับซื่อเหนียงมุ่งหน้าไปยังจุดนั้น
วัวของทางการที่ถูกนำมาขายเป็นที่หมายปองของทุกคน ผู้คนล้อมรอบพื้นที่ว่างทั้งด้านในและด้านนอก รอให้เจ้าหน้าที่นำวัวออกมาเพื่อเปิดประมูลราคา
บ้านเศรษฐีจำนวนไม่น้อยก็ส่งคนมาเพื่อรอซื้อวัวเช่นกัน
แม้ว่าคนเหล่านี้จะเป็นบ่าวไพร่ แต่ก็แต่งตัวดูดีกว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ในที่นี้ สีหน้าเปล่งปลั่ง รูปร่างก็สูงใหญ่กว่าเล็กน้อย หากไม่รู้ก็อาจคิดว่าเป็นเจ้าของที่ดินร่ำรวยที่ไหนสักแห่ง
หลิวจี้นั้นรูปร่างสูง หน้าตาก็ดี บนร่างสวมเสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายสีครามใหม่เอี่ยม เดินหลังตรงอย่างสง่าผ่าเผย พร้อมวางท่าสูงส่งเหมือนพวกบัณฑิตจนมีบางคนเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นนักเรียนจากสำนักศึกษา ถึงกับหลีกทางให้ครอบครัวฉินเหยาเข้าไปยังพื้นที่ด้านใน
ต้าหลางมองดูด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าบิดาของเขาจะเป็นที่นับหน้าถือตาในเมืองขนาดนี้
ฉินเหยามองท่าทางโอ้อวดของหลิวจี้ก็รู้ทันทีว่าเขาคงใช้รูปลักษณ์โดดเด่นของตนเองทำเรื่องแบบนี้เป็นประจำ
อย่างไรเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงสถานะของตนเอง เป็นคนเหล่านั้นที่เข้าใจผิดกันไปเอง
เหล่าพ่อบ้านที่บ้านเศรษฐีส่งมาบางคนถึงกับเดินเข้ามาถามหลิวจี้อย่างสุภาพว่าเขาก็จะมาซื้อวัวด้วยหรือไม่
น้ำเสียงสุภาพแต่แฝงด้วยการหยั่งเชิงนี้ทำให้หลิวจี้ที่อัดอั้นอยู่บ้านมานานรู้สึกได้รับการปลดปล่อยทันที ไม่สนใจว่าในกระเป๋าเขาไม่มีเงินแม้แต่เหวินเดียวเอ่ยตอบทันทีว่า
“ข้าขอดูก่อน หากแข็งแรงก็ต้องเอากลับไปสักสองสามตัว”
ฉินเหยาเห็นชัดเจนว่าพวกพ่อบ้านที่มาสอบถามเริ่มมองหลิวจี้ด้วยความระมัดระวัง เข้าใจผิดว่าหลิวจี้เป็นคู่แข่งเข้าแล้วจริงๆ
ตอนที่ 48: โดนหลอก
เมื่อถึงเวลา เจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบทางการสองคนก็เดินออกมาเพื่อดูแลความเรียบร้อย
จากนั้นมีคนเปิดประตูคอกวัวด้านหลังแล้วจูงวัวออกมาทีละตัว
วัวแต่ละตัวถูกนำออกมาให้ดูก่อนรอบหนึ่ง จากนั้นก็ติดป้ายไม้ทำเครื่องหมายพร้อมเขียนราคาไว้ ใครต้องการซื้อก็จ่ายเงินและพาไปได้
แน่นอนว่าทุกคนจะต้องต่อรองราคากันก่อน
ฉินเหยาไม่เห็นมีการเชือดวัวจึงรู้ว่าไม่มีสิ่งที่นางต้องการ นางยกเท้าถีบหลิวจี้ที่กำลังจะเดินเข้าไปดูวัว
“ไปเถอะ ไปโรงฆ่าสัตว์!” ฉินเหยากล่าว
หลิวจี้อดกลั้นความเจ็บที่หน้าแข้ง หันไปมองวัวเหล่านั้นพลางส่ายหัว ทำท่าเหมือนไม่พอใจจากนั้นจึงหันหลังเดินตามฉินเหยาและเด็กทั้งห้าคนไป
ฉินเหยาอุ้มซานหลางกับซื่อเหนียงยัดใส่อ้อมแขนของเขา “คนเยอะ เจ้าดูลูกให้ดี พาพวกเขาไปรอข้าอยู่ริมทาง”
ช่วงเช้าคือเวลาที่โรงฆ่าสัตว์คึกคักที่สุด หมู วัว และแกะในเมืองมักถูกนำมาเชือดในเวลานี้
เนื้อวัวเป็นสิ่งที่หาได้ยากที่สุด เพราะวัวที่ใช้ไถนามีมูลค่าสูง จะถูกนำมาเชือดก็ต่อเมื่อมันป่วยตายหรือทำงานไม่ไหวแล้ว
ฉินเหยาคิดว่าตนเองโชคดีพอสมควร เพราะวันนี้มีการเชือดวัวถึงสองตัว
เนื้อวัวที่เพิ่งเชือดใหม่ๆถูกนำมาขายทันที ร้านค้าต่างๆตั้งแผงของตนไว้และซื้อขายกันอย่างอิสระ
ฉินเหยาซื้อเอ็นวัวจากวัวทั้งสองตัวเป็นที่เรียบร้อย โดยใช้เงินไปทั้งหมดห้าสิบเหวิน
เมื่อจัดการเรื่องสำคัญที่สุดของการเข้าเมืองเสร็จสิ้น ฉินเหยาก็อารมณ์ดีกลับไปหาหลิวจี้และเด็กๆทั้งห้าคนที่รออยู่ริมถนนพร้อมพาพวกเขาไปซื้อถ่านและพาเด็กๆเดินเที่ยว
ซื่อเหนียงที่ถูกท่านพ่ออุ้มอยู่มองเห็นได้ไกล นางเป็นคนแรกที่เห็นร้านขายถังหูลู่จึงรีบดึงปกเสื้อของบิดาพร้อมร้องว่า “ท่านพ่อ ซื้อถังหูลู่!”
หลิวจี้นึกว่านางบอกให้เขาซื้อให้ เขาเหลือบมองฉินเหยาก่อน เมื่อเห็นนางพยักหน้า เขาจึงเรียกคนขายถังหูลู่ให้หยุด วางซานหลางกับซื่อเหนียงลงแล้วควักเงินซื้อถังหูลู่ให้เด็กทั้งสี่คนคนละไม้
หลังจากซื้อเสร็จ หลิวจี้ยังไม่ลืมกำชับฉินเหยาว่า “แปดเหวินนะ อย่าลืมคืนข้าด้วย เงินนี้เป็นค่าซื้อกับข้าวของบ้านเรา”
ฉินเหยาหงุดหงิดที่สุดที่เห็นเขาทำตัวตระหนี่แบบนี้จึงพยักหน้าด้วยความรำคาญ
พี่น้องทั้งสี่ดีใจกันยกใหญ่ ไม่คิดว่าท่านพ่อจะยอมควักเงินซื้อให้ เพราะแต่เดิมพวกเขาตั้งใจจะใช้เงินสองเหวินที่ได้มาจากการสอนท่านพ่อทำอาหารมาซื้อกินเอง
แต่ดีเหลือเกิน ตอนนี้ทุกคนได้กันคนละหนึ่งไม้ ความสุขที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้พวกเขายิ้มกว้างจนหน้าบาน
“ท่านแม่ ท่านกินก่อน” ซื่อเหนียงเขย่งเท้ายื่นถังหูลู่ให้สูงขึ้นพลางมองฉินเหยาด้วยความคาดหวัง
ลูกซานจาสีแดงสดที่เคลือบด้วยน้ำตาลเป็นมันแวววาว ดูดึงดูดมากเป็นพิเศษ
ในเมื่อเป็นน้ำใจจากบุตรสาว ฉินเหยาจึงไม่ปฏิเสธ
กัดไปคำแรก น้ำตาลเคลือบกรอบจนส่งเสียงดังกร๊อบ ประกอบกับความเปรี้ยวกรอบของลูกซานจา รสชาติถือว่าใช้ได้ทีเดียว
“ท่านแม่ อร่อยไหม” ซื่อเหนียงถามด้วยความคาดหวัง
เมื่อเห็นฉินเหยากิน นางก็ดีใจยิ่งกว่าตนเองได้กินเสียอีก
ฉินเหยาพยักหน้าตอบ “อร่อย” พร้อมส่งสัญญาณให้เด็กน้อยลองชิมดู
ซื่อเหนียงตัวเล็ก ปากเล็ก กัดไม่เข้า เปลือกน้ำตาลแข็งเสียจนต้องเลียให้ละลายก่อนถึงจะกัดลูกซานจาได้คำเล็กๆ
นี่เป็นรสเปรี้ยวหวานที่นางไม่เคยลิ้มลองมาก่อน ซื่อเหนียงตาเป็นประกายพลางอุทานว่า “ว้าว”
ท่าทางน่ารักเช่นนี้ชวนให้คนเอ็นดู ฉินเหยาจึงอุ้มนางขึ้นมา
ซานหลางถือถังหูลู่เดินตามฉินเหยามาสักพักแล้ว เมื่อเห็นท่านน้าไม่สนใจตัวเอง เด็กน้อยก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา
ทันใดนั้น ฉินเหยาหันกลับมาและอุ้มเขาขึ้นด้วย
ความเศร้าบนใบหน้าของซานหลางเปลี่ยนเป็นความดีใจในทันที เขายื่นถังหูลู่ให้ฉินเหยาราวกับยื่นสมบัติอันล้ำค่าให้
ฉินเหยากินเข้าไปอีกคำหนึ่ง
ไม่ทันไร ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็เลียนแบบ ยืนกรานให้ฉินเหยาลองชิมของพวกเขาด้วย
ฉินเหยาหัวเราะ นางเองก็ไม่เกรงใจเช่นกัน เพราะใครจะปฏิเสธขนมได้เล่า
เมื่อถังหูลู่อีกสองเม็ดลงท้อง ฉินเหยาก็เอ่ยด้วยความพอใจ “ไม่เลว ไม่เลว คราวหน้ามาซื้ออีกนะ”
“ซื้ออีกหรือ” หลิวจี้จับถุงเงินที่แบนลงของตนเองไว้แน่น ซื้อไม่ได้แล้วนะ!
ฉินเหยาแค่นเสียงใส่เขา
เด็กทั้งสี่ก็พร้อมใจกันทำหน้าล้อเลียนใส่เขา
หลิวจี้จับหน้าอกตนเองเพราะสะเทือนใจครั้งใหญ่
เงินเขาเป็นคนจ่าย แต่กลับไม่ได้กินถังหูลู่แม้แต่เม็ดเดียว ไม่ยุติธรรมเลย!
“ท่านพ่อ ให้ท่าน” ต้าหลางที่เห็นท่านพ่อดูน่าสงสารนัก และกลัวว่าความขุ่นเคืองนั้นจะทำให้แม่เลี้ยงรังเกียจ จึงยื่นถังหูลู่สองเม็ดสุดท้ายของตนให้บิดาเพื่อปลอบใจ
หลิวจี้ผู้นี้ความจริงก็เป็นคนที่ปลอบง่าย เขารีบเลียนแบบซื่อเหนียง เลียถังหูลู่แล้วเผยรอยยิ้มพอใจออกมา
“ต้าหลาง ไม่เสียแรงที่พ่อเลี้ยงเจ้ามา” หลิวจี้โอบไหล่บุตรชายคนโตพร้อมพูดด้วยความชื่นใจ
ต้าหลางยิ้มเล็กน้อย แต่ยังเอ่ยเตือนบิดาว่า “ท่านพ่อ ท่านไม่เคยเลี้ยงพวกเราสักวัน ตั้งแต่ข้าเกิดมา ท่านไม่เคยดูแลเรื่องในบ้าน เอาแต่วิ่งเข้าเมือง ทุกครั้งที่กลับมาก็ขอเงินจากท่านแม่ ไม่เคยให้เงินที่บ้านเลยสักเหวิน เป็นท่านแม่ที่เลี้ยงดูข้ามาจนโต”
ฉินเหยาเดินนำอยู่ด้านหน้า เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็หันกลับมาด้วยความแปลกใจ
เห็นเพียงรอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจี้แข็งค้างไป สายตาของพ่อลูกมองสบกัน ก่อนที่ต้าหลางจะเป็นฝ่ายหลบตาก่อน สองฝ่ายต่างก็นิ่งเงียบไป
ระหว่างซื้อถ่าน พวกเขาก็ได้พบคนรู้จักโดยบังเอิญ
“หลินเอ้อร์เป่า เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
เมื่อหลิวจี้เห็นเขาก็ตกใจเหมือนนกหวาดเกาทัณฑ์ ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
ฉินเหยาเองก็มองภาพหลินเอ้อร์เป่าจูงมือเด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งด้วยสายตาประหลาดใจ ดวงตาที่เขามองเด็กหญิงอย่างอ่อนโยนนั้น ไม่เหมือนเจ้าหนี้โหดที่นางพบก่อนหน้านี้เลยแม้แต่นิด
หลินเอ้อร์เป่าเห็นฉินเหยาพาครอบครัวมาด้วยก็ยิ้มถามว่า “ฉินเหนียงจื่อ เข้าเมืองมาซื้อของสำหรับตรุษจีนหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า พลางมองเด็กหญิงตัวเล็กข้างเขาแวบหนึ่ง
เด็กหญิงอายุประมาณเจ็ดแปดขวบ แต่งตัวเรียบร้อย ดูออกว่าได้รับการดูแลอย่างดีจากครอบครัว
“ท่านพ่อ พวกเขาเป็นใครหรือ” เด็กหญิงถามหลินเอ้อร์เป่าด้วยความสงสัย
“เพื่อนของพ่อเอง”
“อ้อ” เด็กหญิงไม่ได้ถามอะไรต่อ
พวกเขาเองก็มาซื้อถ่านและซื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินเอ้อร์เป่ายกตะกร้าหนักอึ้งที่เต็มไปด้วยถ่านขึ้นหลัง เตรียมจะกล่าวลาครอบครัวฉินเหยา
ฉินเหยานึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงส่งสัญญาณให้เขาแยกไปพูดคุยส่วนตัวหน่อย นางถามว่าหลิวจี้ยืมเงินเขาไปทำอะไร
เงินยี่สิบตำลึง ไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลย
คำตอบที่หลินเอ้อร์เป่าให้มานั้นกลับเหนือความคาดหมายของฉินเหยาอยู่บ้าง
ไม่ใช่เล่นพนันหรือไปเที่ยวหอนางโลม แต่กลับเป็นเพราะถูกหลอก
นักต้มตุ๋นหลอกหลิวจี้ว่ารู้จักคนในที่ว่าการ ด้วยความที่หลิวจี้อ่านออกเขียนได้จึงอ้างว่าจะช่วยแนะนำเขาให้ทำงานในที่ว่าการอำเภอ
หลิวจี้ที่อยู่ในภาวะจนตรอกจึงเชื่อคำลวงทันที รีบไปยืมเงินมาให้ ‘พี่ชายแสนดี’ ผู้นั้น ผลคือคนผู้นั้นรับเงินไปแล้วหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย
และไม่ใช่หลิวจี้คนเดียวที่ถูกหลอก ยังมีบัณฑิตยากจนในสำนักศึกษาคนอื่นๆที่ตกเป็นเหยื่ออีกหลายคน
แต่คนอื่นๆไม่ได้ใจกล้าเหมือนหลิวจี้ พวกเขายืมเพียงห้าหรือสิบตำลึงและยังมีที่ดินในครอบครัวเป็นหลักประกันจึงไม่เดือดร้อนนัก
เมื่อมองตามหลังหลินเอ้อร์เป่าและบุตรสาวไปจนลับตา ฉินเหยาจึงหันกลับมามองหลิวจี้ที่เริ่มดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัดแล้วกล่าวทีละคำว่า “บนฟ้าไม่มีทางมีแป้งทอดหล่นลงมา มีแต่จะตกหลุมพรางเท่านั้น!”
เมื่อหลิวจี้ได้ยินก็รู้ทันทีว่านางรู้เรื่องราวทั้งหมดของเขาแล้ว
เขารู้สึกเหมือนตนเองเป็นปลาที่นอนอยู่บนเขียง โดนเปิดเผยทุกส่วนออกมาต่อหน้านางจนหมดสิ้น ไม่มีความลับหลงเหลืออีก
เขารู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย ยกถ่านที่ซื้อไว้หนึ่งหาบขึ้นบ่า ก้าวยาวๆไปข้างหน้าโดยไม่พูดอะไร
ใบหน้าบึ้งตึงนั้นทำให้ต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่คนที่กำลังหัวเราะอย่างสนุกสนานเมื่อครู่ เริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของผู้ใหญ่และสงวนท่าที
“ไปกันเถอะ ข้าจะเลี้ยงของอร่อยพวกเจ้า”
สิ่งที่ฉินเหยาหมายถึงคือร้านเกี๊ยวน้ำข้างประตูเมืองที่นางเคยกินในครั้งก่อน รสชาตินั้นยอดเยี่ยมมากทีเดียว
ตอนที่ 49: หิมะตกแล้ว
ฉินเหยาคิดว่าใบหน้าของหลิวจี้คงทำมาจากกำแพงเมือง
พอได้ยินคำว่าของอร่อยก็รีบเบียดเข้ามาทันที
หลักการของเขาคือ ‘ข้าไม่มีศักดิ์ศรี พวกเจ้าเองก็ไม่มีสิทธิ์มาตำหนิข้าเรื่องคุณธรรม’
เมื่อเกี๊ยวน้ำหอมกรุ่นหกชามถูกยกมา เด็กๆก็เบิกตากว้าง
หนึ่งชามราคาแปดเหวิน มีเกี๊ยวสิบห้าตัว ไส้หมูเต็มคำ พี่น้องทั้งสี่รู้สึกว่านี่อร่อยกว่าถังหูลู่เสียอีก
อะไรก็ตามที่เป็นเนื้อ พวกเขาล้วนคิดว่าเป็นของดีที่สุด
เกี๊ยวน้ำชามใหญ่ขนาดนี้ ซานหลางและซื่อเหนียงยังสามารถกินจนหมดได้
ฉินเหยามองแล้วคิดในใจ ‘คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่ ท้องอืดแน่นอน’
น้ำแกงที่เหลือ ฉินเหยาไม่ยอมให้เด็กทั้งสองคนดื่มต่อ นางซดเองจนหมด
หลิวจี้ที่รอเก็บของเหลือกลับไม่ได้แม้แต่น้ำแกงสักหยด เศร้าใจยิ่ง
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ฉินเหยาสั่งให้หลิวจี้พาเด็กๆกลับไปที่เกวียนก่อน ส่วนนางไปซื้อของสำหรับตรุษจีนเพิ่ม
น้ำมันและน้ำปรุงรสต้องซื้อเพิ่ม รวมถึงเนื้ออีกยี่สิบจิน ถึงตอนนั้นมันหมูจะนำไปเคี่ยวทำน้ำมันหมู ส่วนเนื้อแดงจะแช่แข็งไว้นอกบ้าน ค่อยๆทยอยกิน
ฉินเหยาเห็นว่ามีคนนำถั่วงอกมาขายจึงคิดว่านางจะลองเพาะเองบ้างในฤดูหนาวนี้ จะได้มีผักเพิ่มอีกอย่างไว้กินกัน
กระดาษแดงซื้อมาหนึ่งแผ่น นอกจากนี้ยังซื้อเทียน โคมแดงสองอันและฟางหนึ่งถุงสำหรับเลี้ยงวัว
เงินในกระเป๋าของฉินเหยาตอนนี้เหลือเพียงเก้าตำลึงห้าเฉียน
การเข้าเมืองครั้งนี้ใช้เงินไปถึงหกเฉียน ทำเอานางรู้สึกเจ็บปวดใจเล็กน้อย
ของในยุคโบราณนี้แพงทุกอย่าง หากไม่คิดวิธีหาเงินเพิ่ม ฉินเหยารู้สึกว่าเงินในมือคงไม่พออีกต่อไป
การมีเกวียนวัวนั้นสะดวกมาก ทั้งบรรทุกคนและสินค้าได้ เมื่อฉินเหยานำเกวียนวัวไปคืนที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน นางก็ลูบตัววัวไปมาอย่างเสียดาย อยากได้มาเป็นของตนเอง
แต่ก็ทำได้แค่มอง เพราะเงินในกระเป๋ายังไม่เอื้ออำนวย
ครอบครัวทั้งหกคนเดินทางกลับบ้านพร้อมของเต็มเปี่ยม พอเดินเข้ามาถึงลานบ้าน ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็สว่างขึ้นทันใด
หิมะตกแล้ว
เกล็ดหิมะสีขาวร่วงลงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่นานพื้นดินก็ถูกปกคลุมด้วยชั้นสีขาวบางๆ เมื่อเหยียบลงไปก็ส่งเสียงสวบสาบดังออกมา
ครอบครัวทั้งหกคนขดตัวอยู่ในห้องโถง นั่งล้อมเตาถ่านที่เพิ่งจุดไฟขึ้นมา รู้สึกโชคดีที่กลับมาถึงบ้านทันเวลา
หิมะตกลงมาอย่างรวดเร็ว
ในชั่วข้ามคืน ผืนดินก็ถูกปกคลุมด้วยสีเงินยวงชั้นหนึ่ง
อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว ฤดูหนาวที่แท้จริงมาถึงแล้ว บ้านทุกหลังปิดประตูเพื่อป้องกันความหนาวเย็น
เพื่อประหยัดฟืน บ้านฉินเหยาจึงทำอาหารเพียงสองมื้อต่อวัน โดยทำมื้อเช้าควบกับมื้อกลางวันและอุ่นบนเตาถ่านในช่วงกลางวัน
เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะจุดเตาถ่านทุกห้อง หลังจากตื่นนอนแล้วทุกคนจึงมารวมตัวกันในห้องโถง
หลิวจี้และเด็กๆทั้งสี่คนกำลังฝึกเขียนตัวอักษร
หลังจากวิดพื้นสองร้อยครั้งเสร็จ ฉินเหยาก็เริ่มคิดว่าจะหาเงินอย่างไรดี
ฉินเหยาเริ่มรำลึกถึงนิยายออนไลน์แนวทะลุมิติที่นางเคยอ่านตอนเรียนเหล่านั้น
ตัวเอกหญิงที่ทะลุมิติมามักหาเงินกันอย่างไรนะ
ที่เห็นบ่อยสุดก็คือการทำอาหารเลิศรสขาย
โดยเฉพาะเครื่องในหมู ด้วยต้นทุนที่ต่ำ แค่ทำอะไรง่ายๆก็ขายทำเงินก้อนโตได้และมักปรากฏในนิยายบ่อยครั้ง
ฉินเหยาเองก็รู้สึกอยากลองบ้าง
แต่ความเป็นจริงกลับตบหน้านางอย่างแรง!
ก่อนอื่นเลย นางหาซื้อเครื่องเทศสำหรับทำเครื่องในหมูไม่ได้
เครื่องเทศที่นี่แพงเหลือเกิน ทั้งโป๊ยกั๊ก พริกหอม และอื่นๆทั้งอำเภอไคหยางไม่มีขาย
มีเพียงขุนนางและพ่อค้าที่ร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ และยังต้องสั่งผ่านเส้นทางขนส่งส่วนตัว
อีกอย่าง หมู่บ้านในระยะสิบลี้รอบๆรวมกันยังไม่ถึงพันคน แถมกระจายตัวกันอยู่ หมู่บ้านใกล้ที่สุดยังต้องเดินทางถึงสามชั่วโมง ตลาดที่พัฒนาเต็มที่จึงไม่มีทางเกิดขึ้น
เริ่มต้นในหมู่บ้านเล็กๆบนเขา ช่างเหมือนเดินบนทางตัน
ข้อสุดท้าย อยากจะขำตาย!
ทั้งหมู่บ้านไม่มีใครเลี้ยงหมูได้เลย เพราะฉะนั้นไม่มีวัตถุดิบตั้งต้น!
เครื่องในหมูก็ยังถือว่าเป็นเนื้อ ชาวบ้านที่ประหยัดมัธยัสถ์ถึงขั้นนำตั๊กแตนหรือปลิงมาทอดกินแล้ว นับประสาอะไรกับเครื่องในหมูธรรมดา.ธรรมดา
เส้นทางเครื่องในหมู ล้มเลิก!
ฉินเหยาขีดฆ่าตัวเลือก ‘ทำเครื่องในหมูขายให้ร่ำรวย’ บนกระดานเล็กๆอย่างแรง
นางยังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับอาหารอย่างอื่น
เต้าหู้ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย
แต่ตามสุภาษิตที่ว่า ‘ในชีวิตมีความยากลำบากอยู่สามอย่าง ได้แก่ พายเรือ ตีเหล็ก และโม่ถั่วทำเต้าหู้!’
นางไม่แน่ใจว่าตัวเองจะอดทนทำได้หรือไม่
เดี๋ยวนะ นางเห็นว่ามีคนเพาะถั่วงอกขายในอำเภอ หรือพวกเขาจะทำเต้าหู้เป็นด้วย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฉินเหยาจึงตัดสินใจทดสอบเด็กๆในบ้าน
“มีใครรู้บ้างว่า ถั่วเหลืองเอามาทำอะไรกินได้บ้าง”
ฉินเหยาดึงหลิวจี้ออกจากตำแหน่งครูสอนแล้วนั่งลงแทนพร้อมถามด้วยรอยยิ้ม
เอ้อร์หลางรีบยกมือแย่งตอบว่า “ข้ารู้!”
ฉินเหยาพยักหน้าให้กำลังใจพร้อมส่งสัญญาณให้เขาพูด
เอ้อร์หลางตอบว่า “ถั่วเหลืองเอามาเพาะถั่วงอก ทำเต้าฮวย หรือเต้าหู้ก็ได้ ท่านป้าใหญ่ของเราจะทำเต้าหู้ขายตอนฤดูหนาว คนในหมู่บ้านมักจะเอาถั่วเหลืองไปแลกกลับมาทำกับข้าววันตรุษจีน”
ต้าหลางเสริมว่า “เอาไปใส่หม้อไฟ เต้าหู้ใส่ในหม้อไฟหรือเอามาตุ๋นกับเนื้อ อร่อยมากเลย”
ต้าหลางเล่าว่าตอนมารดาแท้ๆของเขายังมีชีวิตอยู่เขาเคยได้กินสองครั้ง รสชาติหอมอร่อยนั้นยังจดจำมาถึงทุกวันนี้
ฉินเหยานวดขมับที่เต้นตุบๆอย่างเหนื่อยใจ เส้นทางทำเต้าหู้ก็พังไม่เป็นท่า แถมที่นี่ดันมีหม้อไฟอยู่แล้วอีก
อีกทั้งในหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังนิยมแลกเปลี่ยนสินค้ากันอยู่ การนำถั่วเหลืองส่วนเกินไปแลกเต้าหู้กลับมาเป็นเรื่องปกติ
คิดๆดูแล้ว การถักรองเท้าฟางขายต่อไปอาจจะคุ้มค่ากว่า
ต้าหลางและเอ้อร์หลางมองแม่เลี้ยงด้วยความไม่มั่นใจ พวกเขาตอบผิดหรือเปล่า ทำไมนางถึงดูไม่พอใจเลย
ฉินเหยาฝืนยิ้ม พร้อมชูนิ้วโป้งให้ทั้งสอง “ยินดีด้วย พวกเจ้าตอบถูกแล้ว แต่มีรางวัลเป็นกำลังใจเท่านั้น”
พี่น้องทั้งสองถามอย่างคาดหวังว่า “รางวัลเป็นกำลังใจคืออะไรหรือ”
ฉินเหยาชูนิ้วโป้งอีกครั้ง “ก็คือแบบนี้ ดีเยี่ยม”
พี่น้องทั้งสองยืนนิ่งอย่างลำบากใจ ไม่รู้ว่าควรยิ้มหรือไม่ แต่ก็ยิ้มไม่ออกจริงๆ
ฉินเหยากวักมือเรียกหลิวจี้ “เจ้าสอนต่อเลย”
หลิวจี้สูดลมหายใจลึกๆเพื่อระงับอารมณ์ เขาสอนอยู่ดีๆ นางกลับเข้ามาทำให้วุ่นวาย
ฉินเหยากลับไปยังมุมที่นั่งของตน ก้มหน้าขบคิดอย่างเงียบๆ
แต่ยังไม่ทันคิดอะไรออก ปีใหม่ก็มาถึงเสียก่อน
หิมะตกอยู่หลายวัน แต่ในวันส่งท้ายปีเก่าท้องฟ้าก็แจ่มใสขึ้น หิมะบนหลังคาละลายหยดติ๋งๆลงมา และกลายเป็นน้ำแข็งห้อยย้อยใต้ชายคา
เมื่อหิมะหยุดตก เด็กๆที่ถูกกักตัวอยู่ในบ้านก็ได้อิสระอีกครั้ง พวกเขาพากันวิ่งออกมาจากบ้าน มีทั้งเล่นปาหิมะ ทุบแท่งน้ำแข็งและปั้นตุ๊กตาหิมะ
ในบ้านอากาศหนาว การออกมาวิ่งเล่นทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น บรรดาพ่อแม่จึงไม่ห้ามเด็กๆออกไปข้างนอก
ผู้ใหญ่บ้านพาชายหนุ่มร่างกำยำในหมู่บ้านเดินตรวจตราและนับจำนวนคนตามบ้านเรือน
หลังจากเดินตรวจทั้งวันก็หามผู้เฒ่าสองคนที่แข็งตายออกมาจากกระท่อมเตี้ยทรุดโทรมซึ่งกันลมหนาวไม่ได้
ร่างของพวกเขาถูกห่อด้วยเสื่อหญ้า ก่อนที่ชายหนุ่มในหมู่บ้านจะช่วยกันหามไปยังภูเขาเปลี่ยว กลบฝังด้วยดินเหลือง เป็นอันจบสิ้นชีวิตนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปีก่อน ปีนี้มีเพียงผู้เฒ่าสองคนที่หนาวตาย ไม่มีเด็กหรือคนหนุ่มสาวเสียชีวิต ถือว่าดีมากแล้ว
ในความทรงจำของฉินเหยา เทศกาลตรุษจีนเป็นวันที่ครึกครื้นเต็มไปด้วยเสียงกลองและบรรยากาศแห่งความสุข
แต่ด้วยความขาดแคลน หมู่บ้านตระกูลหลิวจึงมีวิธีเฉลิมฉลองที่แสนเรียบง่าย
แต่ละบ้านจะพยายามทำอาหารที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้
จากนั้นสมาชิกในครอบครัวจะนั่งล้อมวงกินอาหารร่วมกัน ถือว่าเป็นการฉลองปีใหม่แล้ว
การชมโคมไฟหรือการแสดงเชิดสิงโตเชิดมังกรไม่มีให้เห็นเลย
การได้กินอิ่มสักมื้อและมีปีหน้าที่อุดมสมบูรณ์ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ถึงขนาดที่ว่าเมื่อเด็กๆในบ้านเห็นฉินเหยานำตัวอักษร (ฝู) สองแผ่นที่ตัดไว้ไปติดที่ประตูหน้า พวกเขาก็ทำราวกับเห็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างนั้น
พวกเขาถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ปีใหม่เป็นแบบนี้นี่เอง
ตอนที่ 50: โจรม้าโจมตี
“ท่านแม่ คนในเมืองก็แปะสิ่งนี้ตอนปีใหม่หรือ” ซื่อเหนียงถามด้วยความสงสัย
วันนี้เด็กๆทุกคนสวมเสื้อผ้าใหม่สีแดงสด ดูรื่นเริงเต็มไปด้วยความสุข
ซื่อเหนียงเองก็สวมชุดแดงทั้งร่าง แก้มกลมอวบของนางที่มีเนื้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตัดกับสีแดงแล้วดูเหมือนแอปเปิ้ลสองลูกที่ชวนให้กัดสักคำ
ฉินเหยาอธิบายว่า “นี่คือตัวอักษรฝู (ความสุข) ต้องแปะกลับหัว หมายถึงความสุขมาถึงแล้ว”
“ในเมืองจะมีปีใหม่เช่นนี้หรือไม่ข้าเองก็ไม่รู้ แต่จากนี้ไป บ้านเราจะมีปีใหม่เช่นนี้แหละ”
บุตรชายของหัวหน้าหมู่บ้านที่เคยเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาประจำอำเภอมาสามปี ตอนเช้าวันนี้เขาตั้งโต๊ะยาวในลานบ้านของตัวเองเพื่อเขียนคำอวยพรปีใหม่ให้ชาวบ้าน
ชาวบ้านจะนำไข่สองฟองหรือข้าวหนึ่งชาม พร้อมกระดาษสีแดงที่เตรียมมาจากบ้านไปให้บุตรชายหัวหน้าหมู่บ้านช่วยเขียนคำอวยพรเพื่อเอาเคล็ด
เช้าตรู่ฉินเหยาให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางนำข้าวสารครึ่งชามไปแลกคำอวยพรปีใหม่หนึ่งชุดกลับมา ตอนนี้นางแปะคู่กับตัวฝูและแขวนโคมแดงหนึ่งคู่ที่ซื้อมาไว้ใต้ชายคาห้องโถง บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของปีใหม่
หลิวจี้ยืนอยู่ที่หน้าประตู มองดูคำอวยพรที่แปะอยู่สองข้างประตูแล้วแค่นเสียงเอ่ยว่า “ตัวอักษรนี่ก็ไม่ได้ดีกว่าที่ข้าเขียนสักเท่าไหร่”
นางเหอทำเต้าหู้มาจริงๆ ตอนเช้าฉินเหยาให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางไปรับคำอวยพรปีใหม่และถือแป้งขาวสองจินไปฝากเรือนเก่าของครอบครัวถือเป็นการอวยพรปีใหม่แก่ผู้เฒ่าทั้งสอง
ตอนเที่ยง จินเป่าและจินฮวาก็นำเต้าหู้สดใหม่หนึ่งชามมาส่งให้ถึงบ้าน
ฉินเหยาพยายามจะให้ถั่วเหลืองตอบแทน แต่พวกเขาไม่ยอมรับ นางจึงให้เหรียญทองแดงสองเหรียญเป็นเงินอั่งเป่าพร้อมมองดูสองพี่น้องวิ่งกลับบ้านไปอย่างมีความสุข
บนถนนยังมีหิมะปกคลุม ทั้งสองลื่นล้มกลางทางอยู่หลายครั้ง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้เจ็บอะไร เสียงหัวเราะร่าเริงของพวกเขาดังไปไกล
“กินข้าวได้แล้ว!” หลิวจี้ตะโกนเรียกจากห้องโถง
ฉินเหยาปิดประตูลาน ผลักประตูห้องโถงที่ปิดสนิทแล้วเดินเข้าไป ภายในห้องมีเตาถ่านลุกโชนให้ความอบอุ่น ด้านบนวางหม้อเหล็กที่กำลังตุ๋นเนื้อ ใส่เต้าหู้ และถั่วงอกที่ฉินเหยาเพาะเองทั้งยังมีกะหล่ำปลีหัวสุดท้ายของบ้าน
หม้อที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบต่างๆ ถูกตุ๋นจนเดือดพล่าน เพียงมองก็รู้สึกอบอุ่นไปทั้งบ้าน
เด็กทั้งสี่คนอดใจรอไม่ไหว เมื่อเห็นฉินเหยานั่งลง หลิวจี้ก็ถามอย่างเฝ้ารอว่า “กินได้หรือยัง”
ฉินเหยาพยักหน้า “กินได้แล้ว”
เด็กๆดีใจจนรีบหยิบตะเกียบและถ้วยขึ้นมา คีบเองในส่วนที่ถึง ส่วนที่คีบไม่ถึง ซานหลางกับซื่อเหนียงก็ผลัดกันขอให้พ่อหรือแม่ช่วยคีบให้
มีคำกล่าวว่า ‘ใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้’ ต้าหลางและเอ้อร์หลางกินเต้าหู้เข้าไปก็ร้อนเสียจนเป่าลมออกจากปากไม่หยุด
ฉินเหยาสั่งให้ทั้งสองคายออกมา แต่ต้าหลางและเอ้อร์หลางกลับส่ายหน้าน้ำตาคลอ ไม่อยากสิ้นเปลืองอาหาร
อีกทั้งเต้าหู้เหล่านี้ถูกตุ๋นเอาไว้นานจนน้ำแกงซึมเข้าเนื้อ รสชาติจึงอร่อยมาก
ฉินเหยาได้แต่ลุกไปยกกาน้ำต้มสุกเย็นจากครัวเข้ามา หากร้อนลวกปากจะได้ดื่มบรรเทาความร้อน
นางกำลังพูดถึงเด็กๆอยู่แท้ๆ แต่พอถึงตาตนเองก็ดันโดนลวกจนต้องเป่าปากเช่นกัน เสียงหัวเราะคิกคักดังไปทั่วห้อง
ขณะที่บรรยากาศกำลังดีนั้น จู่ๆก็มีเสียงตกใจดังขึ้นว่า “มีโจร!”
แววตาของฉินเหยาพลันมืดครึ้ม นางวางตะเกียบในมือลงทันที
นางรู้ทันทีว่า มื้อนี้คงไม่ได้กินกันอย่างสงบสุขแล้ว!
“เกิดอะไรขึ้น?”
หลิวจี้ยังไม่ทันวางถ้วยชามในมือลงก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนกทันที “เหตุใดถึงมีเสียงกีบเท้าม้า?”
เขารีบวิ่งพุ่งออกไปดู ไม่ถึงครึ่งนาทีก็วิ่งกลับมาด้วยความตื่นตระหนก วางชามและตะเกียบลงแล้วเดินไปหยิบเก้าอี้ปีนขึ้นไปถอดโคมแดงที่แขวนเอาไว้ลงมา
ขณะถอดโคมก็พยายามควบคุมน้ำเสียงเอ่ยว่า “โจรม้าบุกเข้าหมู่บ้านมาปล้นสิ่งของ! รีบซ่อนตัวเร็ว!”
เด็กทั้งสี่คนได้ยินก็กลัวจนตัวแข็ง
หลิวจี้โยนโคมลงบนโต๊ะในห้องโถงแล้วรีบหาที่ซ่อนตัว แต่เพิ่งสังเกตเห็นว่าฉินเหยาไม่ได้อยู่ในห้องโถงด้วย เขาจึงรีบวิ่งไปที่ห้องนอนพบว่านางอยู่ในนั้นจริงๆ
“โจรม้ามาแล้ว!” เขาตะโกนเสียงดังกลัวนางไม่รู้
ฉินเหยายัดถุงเงินไว้ในอก รีบเปลี่ยนเป็นรองเท้าหนังที่คล่องตัว ยัดกริชและหนังสติ๊กไว้ที่เอว สะพายกระบอกลูกธนูขึ้นไหล่ มือหนึ่งหยิบดาบยาวออกมาจากโต๊ะ อีกมือหยิบคันธนูที่แขวนอยู่บนผนังแล้วก้าวยาวๆออกมา
พอเจอหลิวจี้ นางก็ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง จะร้องเสียงดังทำไม นางได้ยินนานแล้ว
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะโมโห นางกำชับอย่างเยือกเย็นว่า “บ้านเราไม่มีหลุมหลบภัย ต้องอาศัยกำแพงใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาเป็นปราการป้องกัน ไม่ให้พวกมันเข้ามาได้”
“เจ้าพาเด็กๆกลับเข้าไปในบ้านก่อน ข้าจะไปหาอะไรมายันประตูไว้ บ้านเราอยู่ห่างไกล พวกมันอาจจะยังไม่มาทางนี้”
พูดจบ นางก็สะพายคันธนูขึ้นไหล่ วางดาบยาวไว้ที่ขอบอ่างน้ำแล้วเดินไปที่กองฟืนเพื่อหาท่อนไม้ใหญ่ๆมาปิดตายประตูด้านหน้าและหลังบ้าน
หลิวจี้อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้ พอเห็นความนิ่งสงบของนาง ใจเขาก็พลอยมั่นคงขึ้นไม่น้อย เขารีบพาเด็กทั้งสี่ที่กำลังตกใจกลับเข้าไปในบ้าน กำชับให้พวกเขาปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนาและหลบอยู่ในนั้น อย่าออกมา
ไม่มีใครคาดคิดว่าโจรจะเลือกบุกมาในเวลานี้ ทุกคนต่างคิดว่าหิมะตกหนักจะขัดขวางพวกมันเอาไว้ได้
แต่เมื่อนึกถึงศพแข็งตายที่ผู้ใหญ่บ้านกับพวกนำไปฝังตอนเช้าก็เดาได้ไม่ยากว่าสถานการณ์ของพวกโจรตอนนี้ก็คงถึงจุดสิ้นหวังแล้วเช่นกัน
พวกมันรอจนถึงหิมะละลายไม่ไหว พอท้องฟ้าแจ่มใสก็รีบร้อนลงจากเขามาปล้นทันที
เจอสภาพการณ์เลวร้ายเช่นนี้เข้าไป ไม่มีทางรับประกันได้ว่าพวกมันจะไม่ฆ่าคน
“เหอะ” ฉินเหยาหัวเราะเยาะตนเองเบาๆ อะไรคือคงไม่ฆ่าคนกัน พวกมันจะต้องฆ่าอย่างแน่นอน!
ในวันสิ้นโลก ผู้คนที่หิวโซเหล่านั้น ทุกสิ่งที่มองเห็นล้วนเป็นอาหาร
ฉินเหยาเห็นหลิวจี้ลงกลอนประตูบ้านและพาเด็กๆเข้าบ้านเรียบร้อยแล้วเดินมาทางนาง นางจึงสั่งให้เขานำบันไดมาตั้งเพื่อตรวจดูสถานการณ์ที่เชิงเขา
บริเวณที่นางอยู่นั้นมีพื้นที่สูง ไม่มีสิ่งกีดขวางหน้าประตูทำให้มองเห็นกลุ่มโจรขี่ม้าจำนวนมากส่งเสียงร้องโหวกเหวกขณะบุกเข้าหมู่บ้านมายังบริเวณบ่อน้ำ ก่อนจะแยกออกเป็นสี่กลุ่มกระจายไปในทิศทางต่างๆ
เสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของชาวบ้านดังไปทั่วหมู่บ้าน บ้านที่มีกำแพงเตี้ยหน่อย โจรก็พากันกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปค้นหาทรัพย์สินมีค่าในลานบ้าน
หากหาไม่เจอ พวกโจรสองสามคนก็พากันพังประตูเข้าไปในบ้าน หยิบอาหารมื้อปีใหม่ของชาวบ้านยัดเข้าปากด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือถือดาบข่มขู่ให้เจ้าของบ้านให้นำของมีค่ามาให้
มีบางคนที่พยายามขัดขืน สุดท้ายก็จบลงด้วยการถูกโจรแทงด้วยดาบ
เสียงกรีดร้องของสตรีดังขึ้น เด็กๆที่ขวัญเสียร้องไห้โฮด้วยความสิ้นหวัง
ฉินเหยาขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นโจรสองคนขี่ม้ามาทางบ้านของนางด้วยความตื่นเต้น นางจึงหยิบลูกธนูลงมาจากกระบอกธนูบนหลังแล้วขึ้นสาย
“พวกมันมาทางเราหรือ” หลิวจี้ยืนอยู่ด้านล่างบันได ถามด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
ประตูถูกฉินเหยาปิดตาย ไม่มีช่องว่างใดๆทั้งสิ้น หลิวจี้มองไม่เห็นทำได้เพียงฟังเสียงวุ่นวายที่ดังมาจากในหมู่บ้านแล้วจินตนาการถึงภาพน่ากลัวต่างๆจนตัวเองหวาดกลัวถึงขีดสุด
ฉินเหยาตอบรับ “มีสองคนขี่ม้ามาทางบ้านเรา ในมือพวกมันมีทั้งธนูและดาบ” ฉินเหยากล่าว
หลิวจี้ขนลุกไปทั้งตัว รีบถามอย่างร้อนรน “เจ้า…เจ้าไหวหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า
ในขณะนั้น หลิวจี้พลันรู้สึกว่าท่าทางสงบนิ่งของฉินเหยาขณะยืนบนกำแพงและน้าวธนูนั้นช่างงดงามเหลือเกิน
“อย่างนั้น…ข้าควรทำอะไร” เขาถามพร้อมกับกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า
หนีหรือ เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย!
ในบ้านยังมีฉินเหยาสตรีน่าหวาดผวาผู้นี้ ไม่มีที่ใดในหมู่บ้านที่ปลอดภัยเท่าการอยู่กับนางแล้ว
ฉินเหยาเอ่ยเสียงเบาว่า “หากต้องการข้าจะเรียกเจ้าเอง หากเจ้ากลัวก็หยิบดาบที่วางบนอ่างน้ำขึ้นมาถือไว้”
หลิวจี้รับคำ รีบไปหาดาบของฉินเหยา พอหาเจอก็คว้ามันขึ้นมาทันที
กลางฝ่ามือหนักอึ้ง ดาบหนักที่สั่งทำพิเศษสำหรับฉินเหยาเขาต้องใช้ถึงสองมือจึงจะสามารถเหวี่ยงดาบได้
แต่ความหนักนั้นกลับทำให้เขารู้สึกมั่นคงและปลอดภัย
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วไปยืนประจำที่ข้างประตู
เสียงกีบเท้าม้าค่อยๆใกล้เข้ามา เสียงกุบกับดังชัดขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดพวกมันก็หยุดลงเพราะความลื่นของพื้นหิมะ
หลิวจี้ตื่นกลัวเสียจนลืมหายใจ ใบหน้าเขาแดงก่ำ เมื่อได้ยินเสียงกระซิบเบาๆของฉินเหยาที่กล่าวว่า “เข้ามาในระยะยิงแล้ว” หัวใจของเขาก็เต้นรัวจนราวกับจะหลุดออกมาจาก.อก
จบตอน
Comments
Post a Comment