ตอนที่ 411: เบื้องหลัง
เมื่ออาวั่งไปรับพวกเด็กๆที่สำนักศึกษากลับมาก็ได้นำข่าวใหญ่ที่น่าตกตะลึงนี้มาบอกแก่สองสามีภรรยาฉินเหยา ทำเอาทั้งสองถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
หลังจากตั้งสติได้ หลิวจี้ก็ตบอกของตนเองแล้วกล่าวว่า “ข้าว่าแล้วเชียว! หลายวันนี้ในใจข้ารู้สึกไม่สงบอยู่ตลอดเวลา ต้องไม่มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นแน่ ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นเรื่องร้ายจริงๆ!”
ฉินเหยาคิดในใจว่า ‘นี่เจ้ากำลังพูดจาไร้สาระอะไรอยู่’ แล้วรีบหันไปถามอาวั่งว่า “แล้วการประเมินวันพรุ่งนี้ยังจะจัดอยู่หรือไม่ เรื่องการเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตอนนี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง”
อาวั่งตอบ “ยังไม่ทราบขอรับ ตอนที่ข้าไปรับพวกต้าหลาง ชาวบ้านจากทุกหมู่บ้านต่างก็ไปรวมตัวกันอยู่หน้าศาลบรรพชนตระกูลติงเพื่อเรียกร้องคำอธิบาย ส่งเสียงเอะอะโวยวายกันน่าดู คนตระกูลติงคงจะต้องปวดหัวไปอีกนานขอรับ”
ฉินเหยาขมวดคิ้วแน่น นี่มันเรื่องอะไรกันนี่!
เมื่อหันไปเห็นหลิวจี้ยังคงตบอกตัวเองพลางพึมพำว่าเขามีลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยใจขึ้นไปอีก
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น กลุ่มใหญ่จากในหมู่บ้านที่เดินทางไปยังจวนตระกูลติงก็ได้กลับมาแล้ว หลิวจ้งและนางชิวเมื่อได้ทราบข่าวก็รีบละจากงานในมือ จูงจินฮวามายังบ้านของฉินเหยาเพื่อสอบถามสถานการณ์อย่างร้อนรน
ส่วนจินฮวานั้นกลับดูสงบนิ่งอย่างยิ่ง พอเห็นซื่อเหนียงก็ยิ้มแฉ่งตามเข้าไปในห้องด้วยกัน ไม่ได้รับรู้ถึงความทุกข์ร้อนใดๆเลยแม้แต่น้อย
ทว่าซื่อเหนียงที่ได้ยินเรื่องราวที่เหล่าผู้ใหญ่พูดคุยกัน เมื่อมองดูท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนของพี่สาวจินฮวาแล้ว นางก็ทำท่าเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อย ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ซื่อเหนียงแสร้งทำเป็นฟังจินฮวาเล่าเรื่องราวในวันนี้ของนางไปอย่างนั้นพลางเงี่ยหูแอบฟังเหล่าผู้ใหญ่พูดคุยกันในห้องโถง
ฉินเหยากล่าวว่า “ก่อนอื่นอย่าเพิ่งร้อนใจไป ตอนนี้เรายังไม่รู้อะไรเลย ทุกอย่างรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าไปที่เมืองก่อนแล้วค่อยว่ากัน ขนาดใต้เท้านายอำเภอยังต้องลงมาจัดการด้วยตัวเอง เรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆอย่างแน่.นอน”
หลิวจ้งรีบกล่าว “ถ้างั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย”
นางชิวกลับกล่าวอย่างเกรงใจ “เห็นทีคงต้องรบกวนน้องสามกับน้องสะใภ้สามแล้ว ที่จวนตระกูลติงพวกเราไม่รู้จักใครเลย แม้แต่จะหาคนถามไถ่ก็ไม่รู้จะไปหาใคร”
ฉินเหยาโบกมือเป็นเชิงว่าไม่ต้องเกรงใจแล้วลุกขึ้นส่งแขก “พวกท่านกลับไปก่อนเถอะ พักผ่อนให้ดีสักคืน พรุ่งนี้เช้าเราค่อยไปที่เมืองพร้อมกันเพื่อดูว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร”
“ได้ๆ” หลิวจ้งดึงนางชิวที่ยังทำท่าอยากจะพูดอะไรต่อพร้อมกับเรียกจินฮวาแล้วพากันกลับไป
หลังจากส่งทั้งสามคนกลับไปแล้ว ฉินเหยาก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้เกรงว่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว”
หลิวจี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วยสุดใจ เมื่อครู่เขาก็อยากจะพูดเช่นกัน เพียงแต่พี่รองกับพี่สะใภ้รองอยู่ด้วยจึงไม่สะดวกที่จะพูดตรงๆ
ตอนนี้เมื่อพวกเขาไปแล้ว หลิวจี้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีกต่อไป เขาเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจว่า “ก็ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดกันที่มีความสามารถสูงส่งถึงเพียงนี้ สามารถไปเชิญใต้เท้านายอำเภอให้ลงมาจัดการได้”
ปกติแล้วเหล่าขุนนางในอำเภอไคหยางมีท่าทีเป็นเช่นไรก็รู้กันอยู่
ฟังจากที่อาวั่งเล่า คนที่ไปเชิญเจ้าหน้าที่ทางการมาเป็นเพียงเจ้าของร้านเหล้าร้านหนึ่งในเมืองจินสือ หากเป็นเวลาปกติ คนผู้นี้ย่อมไม่สามารถสั่งการขุนนางเหล่านี้ได้อยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมาได้ทันท่วงทีถึงเพียงนี้
เรื่องนี้มันน่าสงสัยเกินไปแล้ว!
“เจ้าก็คิดว่าไม่ใช่เจ้าของร้านเหล้าที่ไปเรียกเจ้าหน้าที่ทางการมาเช่นกันหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างหยอกเย้า
หลิวจี้กล่าวอย่างมั่นใจ “ไม่มีทางเป็นเขาไปได้อย่างเด็ดขาด!”
สองสามีภรรยาสบตากัน…แล้วใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังกันแน่
หรือจะเป็นศัตรูของตระกูลติง
หรือว่าใต้เท้านายอำเภอนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมา อยากจะสะสางเรื่องการทุจริตคดโกงเหล่านี้ให้สิ้นซาก
ฉินเหยามีลางสังหรณ์ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับสำนักศึกษาตระกูลติงในครั้งนี้ สำหรับชาวบ้านตาดำๆแล้วอาจจะเป็นเรื่องดีเสียอีก
“โชคดีที่เรากลับกันเร็ว” หลิวจี้กล่าวด้วยความหวาดหวั่นเมื่อนึกย้อนกลับไป
หากช้าไปเพียงหนึ่งเค่ออาจจะต้องเดือดร้อนพัวพันไปด้วยแล้ว
เมื่อครู่ตอนที่หลิวจ้งมา เขาก็บอกแล้วว่าครอบครัวที่มอบของกำนัลให้แก่อาจารย์ทั้งสองก็ถูกนำตัวไปยังจวนที่ว่าการอำเภอเพื่อสอบปากคำด้วย
ถึงแม้จะแค่ถูกปรับเงินไปเล็กน้อย แต่หากเป็นเขาที่ต้องเข้าไปในจวนที่ว่าการอำเภอ ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไรนั้น…ไม่อาจคาดคิดได้เลย
ฉินเหยาก็คิดถึงเรื่องนี้เช่นกันจึงเอ่ยเตือนหลิวจี้ “ตอนนี้เจ้ามีตำแหน่งศิษย์ของมหาบัณฑิตติดตัวอยู่ ต่อไปจะทำการสิ่งใดก็ควรจะคิดให้มากขึ้นหน่อย มิเช่นนั้นแล้ว ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งเจ้าอาจจะถูกอาจารย์ของเจ้าขับออกจากสำนัก!”
ทันทีที่ฉินเหยาพูดจบ หลิวจี้ก็รีบถ่มน้ำลายลงพื้น “ถุย ถุย ถุย!” สามครั้งพลางกล่าวว่า “คำพูดของนางเชื่อถือไม่ได้นะขอรับ ท่านเจ้าที่เจ้าทาง เทพเซียนที่ผ่านไปมาทุกท่าน โปรดอย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังเลยนะขอรับ!”
ฉินเหยาได้แต่กลอกตามองบนอย่างจนใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ฟ้ายังไม่สางดี ประตูบ้านของฉินเหยาก็ถูกสองสามีภรรยาหลิวจ้งทุบเรียกแล้ว
ฉินเหยารู้ดีว่าพวกเขาร้อนใจเรื่องการเข้าเรียนของลูกสาวจึงไม่ได้ว่ากระไร เพียงแต่ตลอดทางนางมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก แผ่รังสีอำมหิตจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
ทำเอาคนที่อยู่บนรถม้าตลอดทางไม่กล้าแม้แต่จะผายลมออกมาสักนิด
เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทำให้สำนักศึกษาตระกูลติงประกาศหยุดเรียนสองวัน พวกต้าหลางจึงยังคงนอนหลับอยู่ที่บ้าน บนรถม้าจึงมีเพียงสองสามีภรรยาฉินเหยาและครอบครัวของหลิวจ้งสามคนเท่านั้น
ส่วนต้าเหมานั้นถูกฝากไว้ที่เรือนเก่า โดยมีนางจางคอยดูแลให้
สำหรับโรงอาหารในโรงงาน นางชิวก็ได้ไหว้วานคนในหมู่บ้านที่รู้จักกันให้มาช่วยงานแทนช่วงเช้า โดยมอบค่าจ้างของวันนี้ให้แก่คนผู้นั้นไป
เมื่อเทียบกับเรื่องสำคัญของลูกสาวแล้ว ค่าจ้างเพียงวันเดียวไม่เอาก็ไม่เป็นไร
ผู้ที่กังวลกับเรื่องนี้หาได้มีเพียงสองสามีภรรยาหลิวจ้งไม่ ชาวบ้านจากทุกหมู่บ้านต่างก็กำลังรอให้ตระกูลติงออกมาชี้แจงให้ทุกคนได้เข้าใจ
และผู้ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้าคณะของฉินเหยานั้น…ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก
ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า แต่ลานกว้างหน้าศาลบรรพชนตระกูลติงก็เนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านที่มารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องคำตอบแล้ว
เมื่อวานได้ระบายอารมณ์กันไปพอสมควรแล้ว วันนี้ทุกคนจึงต้องการเพียงคำตอบที่ชัดเจนว่าการรับสมัครศิษย์นี้ ตกลงแล้วจะยังรับอยู่หรือไม่
เนื่องจากมีคนมากเกินไป ฉินเหยาจึงอยู่รอในรถม้ากับนางชิวและจินฮวาแล้วให้สองพี่น้องหลิวจี้และหลิวจ้งเข้าไปสืบหาข่าวในฝูงชน
น่าเสียดายที่บ้านทุกหลังของตระกูลติงต่างปิดประตูแน่นหนา ไม่มีผู้ใดออกมาเลยแม้แต่คนเดียว
หลิวจี้ทนกลิ่นตัวผู้คนอันอบอวลเหม็นคลุ้งไม่ไหวจึงลากหลิวจ้งที่ยังไม่อยากจะกลับออกมายังหน้ารถม้าแล้วส่ายหน้าให้กับฉินเหยา “คนตระกูลติงไม่ออกมาเลยสักคน พวกเราอยู่ริมๆ รอดูก่อนแล้วกัน”
หลิวจ้งได้รับอิทธิพลจากฝูงชนที่กำลังโกรธแค้น ตอนนี้ในใจเขาก็พลุ่งพล่านไปด้วยโทสะ ถึงแม้จะเดินออกมาจากลานกว้างแล้วก็ยังไม่วายหันกลับไปตะโกนด่าอีกหนึ่งประโยค
“จะรับหรือไม่รับ พวกเจ้าตระกูลติงก็ออกมาให้คำตอบหน่อยสิ! ทำแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร! คิดว่าพวกเราจะยอมให้รังแกง่ายๆรึไง!”
นางชิวร้องเรียกเขาอยู่สองสามครั้ง เขาจึงยอมหุบปากแล้วมานั่งลงบนคานลากรถม้าข้างหลิวจี้ สายตาก็จับจ้องไปยังทางศาลบรรพชนตระกูลติงไม่วางตา
การรอคอยครั้งนี้…ดำเนินไปจนกระทั่งตะวันลอยเด่นกลางศีรษะ
แต่คนที่ได้พบกลับไม่ใช่คนของตระกูลติง
ทว่ากลับเป็นใต้เท้านายอำเภอ!
สถานการณ์เริ่มน่าสนใจขึ้นมาทันที สองพี่น้องหลิวจี้และหลิวจ้งรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที
หากไม่ใช่เพราะฉินเหยาจับตาดูอยู่ หลิวจี้คงจะพุ่งเข้าไปคารวะใต้เท้านายอำเภอเพื่อพยายามตีสนิทไปแล้ว
เมื่อมีเจ้าหน้าที่ทางการมาคอยควบคุมความเป็นระเบียบ ลานหน้าศาลบรรพชนตระกูลติงที่วุ่นวายมาตลอดทั้งช่วงเช้าในที่สุดก็สงบลง
คนตระกูลติงเมื่อได้ยินว่าใต้เท้านายอำเภอมาเยือน ผู้อาวุโสของตระกูลที่คอยดูแลกิจการต่างๆ หลายคนจึงถูกคนรุ่นหลังรีบร้อนหามเกี้ยวมา
ทันทีที่ผู้อาวุโสของตระกูลติงก้าวลงจากเกี้ยวก็ถูกนายอำเภอซ่งตะคอกใส่ด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“ตระกูลติงของพวกเจ้านี่ช่างมีบารมียิ่งใหญ่นัก! รับเงินอุดหนุนที่ราชสำนักจัดสรรมาให้ แต่กลับไม่สร้างสำนักศึกษา ไม่รับศิษย์ มิหนำซ้ำยังอาศัยสิทธิ์เข้าเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่ตำแหน่งนี้มาลักลอบรับสินบนและเปิดเผยข้อสอบอีก…”
เมื่อได้ยินคำถามไล่เลียงจากใต้เท้านายอำเภอทีละประโยค สีหน้าของคณะของฉินเหยาที่อยู่บนรถม้าก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก
หลิวจี้กระแอมไอออกมาเบาๆสองครั้ง ทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วตั้งใจเงี่ยหูฟังต่อไป เพื่อดูว่าเรื่องการเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนี้ แท้จริงแล้วยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรที่พวกเขาไม่รู้อีกบ้าง
ที่แท้แล้ว เงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนที่ราชสำนักจัดสรรลงมานั้น สำนักศึกษาตระกูลติงได้รับมากถึงหนึ่งร้อยตำลึง!
ที่แท้แล้ว เพียงแค่ไปรับเงินอุดหนุนที่จวนที่ว่าการอำเภอ ทางจวนก็จะมอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่สำนักศึกษาตระกูลติงอีกยี่สิบตำลึง!
ดังนั้น เงินทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงที่สามารถใช้สร้างสำนักศึกษาใหม่ได้หลายแห่ง จ้างอาจารย์ได้อีกหลายคนและรับศิษย์ตามเกณฑ์อายุได้อีกหลายร้อยคน ตระกูลติงกลับนำมาเปิดรับสมัครเพียงห้าสิบตำแหน่งเท่านั้น
เมื่อฟังข้อมูลเหล่านี้จบ สองสามีภรรยาฉินเหยาก็สบตากันอย่างรู้ใจ
หลิวจี้หยิบสายบังเหียนขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ หันหัวรถม้ากลับแล้วค่อยๆถอยห่างออกไปราวหนึ่งร้อยเมตรอย่างเงียบงัน
ในเวลาอันรวดเร็ว…รวดเร็วยิ่งนัก!
ที่หน้าศาลบรรพชนตระกูลติงก็เกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น ทั้งการขว้างรองเท้า การทุบประตู การถ่มน้ำลาย ทั้งหมดนี้ต่างพุ่งเป้าไปยังเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลติงทั้งสิ้น
ตอนที่ 412: อารมณ์ร้ายโดยกำเนิด
นายอำเภอยืนอยู่กลางลานกว้าง ปากก็ตะโกนว่าหยุดมือ แต่กลับปล่อยให้เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการยืนคุ้มกันอยู่เบื้องหน้าตนเองอย่างไม่ไหวติง
จนกระทั่งคนของตระกูลติงออกมา นายอำเภอจึงออกคำสั่งเสียงกร้าว เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการจึงเข้าไประงับความวุ่นวาย
หลังจากนั้น เขาก็ใช้วิธีการอันเด็ดขาดดุจสายฟ้าฟาด ออกคำสั่งต่อเนื่องกันหลายข้อ
หนึ่ง สิทธิ์การเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายของสำนักศึกษาตระกูลติงในปีนี้ ให้คัดเลือกนักเรียนห้าสิบคนด้วยวิธีการจับสลาก
สอง สนับสนุนให้คหบดีผู้มีกำลังทรัพย์รายอื่นๆ มายื่นคำร้องที่จวนที่ว่าการอำเภอเพื่อขอเปิดสำนักศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้
สาม ตระกูลติงต้องไถ่โทษด้วยการทำความดี โดยจะต้องเป็นผู้จัดหาอาจารย์ให้แก่สำนักศึกษาแห่งใหม่ที่จะเปิดขึ้น
สุดท้าย นับจากนี้เป็นต้นไป เด็กทุกคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขการเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลาสองปี จะต้องไม่ถูกตั้งเงื่อนไขกีดกันใดๆ และต้องได้รับเข้าเรียนในสำนักศึกษาทั้งหมด
แน่.นอนว่า เงื่อนไขสุดท้ายนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมาตรการในข้อที่สองสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อคำสั่งทั้งสี่ข้อถูกประกาศออกมา ชาวบ้านต่างโห่ร้องยินดีกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ในที่สุดอำเภอไคหยางก็มี ‘ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม’ ที่เป็นที่พึ่งของราษฎรแล้ว
เสียงโห่ร้องยินดีจากภายนอก ไม่อาจส่งผลกระทบต่อสองสามีภรรยาฉินเหยาที่อยู่บนรถม้าได้
ทั้งสองมองไปยังจินฮวาอย่างจนใจและเห็นใจ คราวนี้คงต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเด็กหญิงตัวน้อยแล้วจริงๆ
ในไม่ช้า ทางตระกูลติงก็เตรียมกล่องสำหรับจับสลากขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในบรรจุไม้ติ้วจำนวนสองร้อยแปดสิบห้าอัน
ในจำนวนนี้มีไม้ติ้วห้าสิบอันที่ปลายไม้ถูกแต้มด้วยสีแดง ส่วนที่เหลือไม่มีสี ผู้ที่จับได้ไม้สีแดงจึงจะสามารถเข้าเรียนในสำนักศึกษาของตระกูลติงได้
นักเรียนที่ลงทะเบียนไว้ล้วนอยู่ในที่นั้นแล้ว โดยมีใต้เท้านายอำเภอเป็นพยานในการจับสลาก ทุกคนต่างเข้าแถวเพื่อรอจับสลาก
หลิวจ้งและนางชิวรีบพาลูกสาวไปเข้าแถว บนรถม้าจึงเหลือเพียงหลิวจี้และฉินเหยาสองคน
เพราะอย่างไรเสียตนเองก็ไม่ได้ขาวสะอาดไปเสียทีเดียว เมื่อใต้เท้านายอำเภออยู่ด้วย การหลบเลี่ยงเสียหน่อยย่อมดีกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมา
ทว่าคาดไม่ถึง พวกเขาทั้งสองไม่เดินเข้าไปหา แต่สายตาที่เปี่ยมด้วยความสงสัยใคร่รู้ของนายอำเภอซ่งกลับมองมาทางนี้
พูดตามตรง เขาเองก็สงสัยในรถม้าที่จอดอยู่ริมถนนไกลออกไปนั่นมานานแล้ว!
ตัวรถม้าของหวังหม่าอู่นั้นสร้างขึ้นอย่างประณีต แค่มองปราดเดียวก็เห็นว่าแตกต่างจากรถม้าธรรมดาคันอื่นๆอย่างสิ้นเชิง ยากที่จะไม่เป็นที่สังเกต
และสำหรับชาวบ้านในเมืองจินสือตอนนี้ หากใครยังไม่รู้จักรถม้าคันนี้อีก คงต้องโดนหัวเราะเยาะเป็นแน่
แม้จะอยู่ห่างออกไปกว่าร้อยเมตร หลิวจี้กลับรู้สึกราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่กลางหลัง เขารีบมุดเข้าไปในตัวรถม้าแล้วพูดกับฉินเหยาด้วยท่าทีร้อนตัว
“ใต้เท้านายอำเภอเหมือนจะมองมาทางเรานะ”
ฉินเหยารับรู้ได้ตั้งนานแล้วจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “เขาอยากมองก็ให้เขามองไป”
หลิวจี้รับคำแล้วแง้มม่านรถม้าออกเพื่อดูสถานการณ์ทางฝั่งของหลิวจ้ง แต่แล้วชุดขุนนางสีเขียวพลันปรากฏแก่สายตา “คุณพระช่วย!” เขาร้องเสียงหลงแล้วพูดอย่างตื่นตระหนกว่า “เมียจ๋า! เมียจ๋า! เขา…เขาเดินมาทางนี้แล้ว!”
“ใครกัน” ฉินเหยาตวัดสายตาใส่หลิวจี้ ทำท่าตื่นตูมโวยวายเสียจริง
หลิวจี้กล่าวด้วยความหวาดผวา “นายอำเภอ! เขาเดินมาแล้ว เขามุ่งตรงมาทางรถม้าของเราเลย…”
หลิวจี้มองไปทางฉินเหยาอย่างหมดหนทาง คงไม่ได้จะมาเอาเรื่องพวกเราหรอกนะ
ฉินเหยาสงสัยจึงแง้มม่านรถม้าออกไปดู คนที่มามีเพียงนายอำเภอซ่งและเจ้าหน้าที่ทางการอีกหนึ่งนาย นางโบกมือส่งสัญญาณให้หลิวจี้ที่กำลังตื่นตระหนกให้สงบลง “เรื่องอื่นข้าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคือท่าทีไม่ได้เหมือนจะมาจับคน”
ขณะที่พูด คนก็เดินมาเกือบจะถึงแล้ว
เมื่ออีกฝ่ายเห็นพวกนางแล้ว หากยังมัวแต่อยู่นิ่งๆไม่ลงจากรถม้าไปต้อนรับคงจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป
“ลงไป” ฉินเหยาใช้เท้าสะกิดหลิวจี้เบาๆ หลิวจี้ไม่ทันได้ตั้งตัวจึงร้อง ‘โอ๊ย’ ออกมาแล้วร่วงลงจากรถม้า
โชคยังดีที่เขาว่องไว เมื่อเท้าแตะถึงพื้นก็หมุนตัวอย่างสง่างามหนึ่งรอบแล้วทรงตัวไว้อย่างมั่นคง
นายอำเภอซ่งเลิกคิ้วขึ้นอย่างกังขา นี่เป็นวิธีการต้อนรับที่แปลกประหลาดอันใดกัน
ฉินเหยาลงจากรถมา เดินไปข้างหน้าสองก้าวแล้วประสานมือคารวะ “หญิงชาวบ้านฉินเหยา คารวะใต้เท้า!”
หลิวจี้รีบโค้งคำนับตาม “สามัญชนหลิวจี้ คารวะใต้เท้านายอำเภอ!”
ซ่งจางแย้มยิ้มเล็กน้อย ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องมากพิธี
ครั้งล่าสุดที่เขาพบกับฉินเหยาก็คือตอนที่ปราบโจรภูเขา
เจ้าเหล่าหวงที่กำลังลากรถม้าอยู่นี้ก็เป็นตัวที่ฉินเหยาจูงกลับบ้านไปในคราวนั้น
ซ่งจางมองดูม้าตัวนั้น มันไม่ได้ผอมโซอีกต่อไปแล้ว บัดนี้ขนทั้งตัวของมันถูกเจ้าของเลี้ยงดูจนอ่อนนุ่มเป็นมันวาว เห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี
เมื่อเห็นว่านายอำเภอเอาแต่จ้องมองม้าและไม่พูดอะไร หลิวจี้จึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน “ใต้เท้ามาที่นี่ มีสิ่งใดจะชี้แนะหรือขอรับ”
ซ่งจางเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วหันไปมองฉินเหยา กล่าวหยอกเย้าว่า “สามีของฉินเหนียงจื่อรูปโฉมไม่ธรรมดา ผู้คนมักกล่าวว่าวีรบุรุษยากจะผ่านด่านสาวงาม ดูท่าแล้วฉินเหนียงจื่อเองก็มิอาจหลุดพ้นจากธรรมเนียมนี้ได้เช่นกัน”
มุมปากของสองสามีภรรยากระตุกพร้อมกัน
หลิวจี้รู้สึกไม่พอใจที่ถูกอีกฝ่ายดูแคลน
ฉินเหยาก็รู้สึกว่าตนเองถูกดูหมิ่นเช่นกัน รอยยิ้มบนใบหน้าพลันหายไป นางส่งเสียง ‘อืม’ ในลำคอ ไม่แสดงความเห็นใด
เขาไม่พูด นางก็ไม่พูด ดูสิว่าใครจะอึดอัดกว่ากัน
ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นหลิวจี้ที่เป็นฝ่ายทนไม่ไหวเสียก่อน เมื่อเห็นว่าเป้าหมายของซ่งจางคือฉินเหยา เขาจึงเอ่ยปากชวนว่าให้ไปนั่งสนทนากันที่โรงเตี๊ยมในเมืองดีหรือไม่
ซ่งจางจึงยอมมองเขาตรงๆเป็นครั้งแรก นอกจากรูปโฉมภายนอกแล้ว เขามองไม่ออกเลยจริงๆว่าบุรุษผู้นี้มีดีที่ใดจึงสามารถทำให้ทั้งมหาบัณฑิตและฉินเหยาพึงพอใจได้ในเวลาเดียวกัน
ส่วนเรื่องการดื่มสุรานั้น เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่บอกว่าวันนี้ไม่มีเวลาว่าง คราวหน้าไม่พลาดแน่นอน
“ได้ยินมาว่าตอนนี้หมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเจ้ามีโรงน้ำชาดีๆเปิดใหม่ถึงสองแห่ง คราวหน้าหากมีเวลาว่างก็อยากจะลองไปเยี่ยมชมดูสักครั้ง” ขณะที่พูด สายตาของซ่งจางก็จับจ้องอยู่ที่ร่างของฉินเหยาตลอดเวลา เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของนาง
แต่ยังไม่ทันที่ฉินเหยาจะเอ่ยตอบ หลิวจี้ก็ชิงกล่าวขึ้นอย่างกระตือรือร้น “นับเป็นเรื่องดียิ่งนักขอรับ! สามัญชนผู้นี้ขอเป็นตัวแทนของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกคน น้อมต้อนรับท่านใต้เท้าอย่างปรีดา!”
ซ่งจางพยักหน้าอย่างสุภาพ แต่ไม่ได้สนทนาในหัวข้อนี้ต่อ
เขามองไปยังศาลบรรพชนตระกูลติงที่กำลังวุ่นวายแล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างกะทันหัน “บุตรทั้งสี่คนในบ้านของฉินเหนียงจื่อได้เข้าศึกษาที่สำนักศึกษาตระกูลติงแล้วมิใช่หรือ เหตุใดยังมามุงดูความวุ่นวายที่นี่อีกเล่า”
ฉินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ดูเหมือนว่าท่านใต้เท้าจะสืบข่าวมายังไม่ชัดเจนนัก ที่จริงแล้วเด็กในบ้านของเรามิได้มีเพียงสี่คน”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆแล้วกล่าวเสริมขึ้น “สายเลือดผูกพัน บุตรของพี่น้องก็ย่อมเป็นบุตรของเราเช่นกัน”
ซ่งจางหัวเราะ “ในเมื่อแยกบ้านกันแล้ว แต่ละบ้านก็จัดการเรื่องของตนเองไป บุตรของพี่น้องก็ยังให้ฉินเหนียงจื่อเป็นผู้ดูแลหรือว่าบ้านของพี่น้องเจ้าก็ให้เจ้าเป็นผู้จัดการด้วย”
“หามิได้เจ้าค่ะ เพราะข้าไม่ชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่น” ฉินเหยามองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา กล่าวด้วยน้ำเยาะเย้ย
หลิวจี้ที่อยู่ด้านหลังทำท่าราวกับกำลังชมละคร เลิกคิ้วงามขึ้นเล็กน้อย แต่ปากก็ยังต้องแสร้งทำเป็นตำหนิ “ฉินเหยา เจ้าพูดกับใต้เท้านายอำเภอเช่นนี้ได้อย่างไร!”
จากนั้นก็ฝืนทนต่อสายตาพิฆาตของฉินเหยาแล้วรีบกล่าวขออภัยซ่งจางไม่หยุด “ภรรยาข้าโง่เขลา พูดจาไม่เป็น ท่านใต้เท้าโปรดอย่าได้ถือสาหาความกับนางเลยขอรับ”
ซ่งจางยังคงทำท่าทีเป็นคนอารมณ์ดี โบกมือแล้วกล่าว “ไม่เป็นไร ฉินเหนียงจื่อเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ยึดติดกับเรื่องเล็กน้อย การที่นางสามารถพูดจากับข้าผู้เป็นขุนนางได้อย่างไม่เกรงใจเช่นนี้ คงเพราะเห็นข้าเป็นคนกันเองกระมัง”
คนกันเองรึ
ฉินเหยาเหลือบมองไปยังบ้านเรือนในเมืองจินสือที่อยู่ไกลออกไปพลางแค่นเสียงขึ้นจมูก “ใต้เท้าคิดมากไปแล้ว ข้าก็แค่เป็นคนอารมณ์ร้ายแต่กำเนิดเท่านั้น พูดจากับใครก็เป็นเช่นนี้หมด!”
ข้อนี้หลิวจี้สามารถเป็นพยานได้ เขาพยักหน้าหงึกๆอย่างบ้าคลั่ง นางเป็นเช่นนี้จริงๆ!
แต่พอพยักหน้าเสร็จเพิ่งจะนึกได้ว่าตนเองควรจะช่วยนางแก้ต่าง เมื่อคิดอยากจะแก้ไขสถานการณ์ ซ่งจางก็ยกมือขึ้น ส่งสัญญาณว่าเขาไม่ต้องพูดแล้ว…น่ารำคาญ!
มีเจ้าหน้าที่ทางการวิ่งเข้ามา เรียกให้นายอำเภอซ่งกลับไปควบคุมสถานการณ์ ซ่งจางโบกมือให้เขาถอยไปก่อนแล้วหันมาทางฉินเหยา เอ่ยถามอย่างจริงจัง
“ในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวสาลีอีกสองวันข้างหน้า ข้าผู้เป็นขุนนางจะต้องออกตรวจการณ์ตามหมู่บ้านต่างๆพอดี เมื่อถึงตอนนั้น ข้าตั้งใจจะไปขอน้ำชาที่บ้านของฉินเหนียงจื่อดื่มสักถ้วย ไม่ทราบว่าฉินเหนียงจื่อจะยินดีต้อนรับหรือไม่”
ตอนที่ 413: คนหน้าด้านไร้เทียมทาน
ฉินเหยากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “หากท่านใต้เท้าไม่กลัวว่าผู้อื่นจะคิดมากก็ตามแต่ท่านจะสะดวกเถิดเจ้าค่ะ”
ซ่งจางคิดในใจ ‘ข้ากลัวว่าคนอื่นจะไม่คิดมากเสียมากกว่า สิ่งที่ต้องการก็คือการทำให้คนคิดมากนี่แหละ’ มิเช่นนั้นแล้ว เขาที่เป็นนายอำเภอจากต่างถิ่น จะไปต่อกรกับเจ้าถิ่นผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ได้อย่างไร
เมื่อได้รับคำว่า ‘ตามแต่จะสะดวก’ จากฉินเหยาแล้ว ในใจของซ่งจางก็เบิกบานราวกับดอกไม้ผลิบาน แต่ใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นสงวนท่าที ทว่ามุมปากที่ยกสูงขึ้นก็ยังคงเผยให้เห็นความคิดในใจของเขาจนได้
“ตกลงตามนี้นะ ฉินเหนียงจื่อเจ้าต้องอยู่บ้านด้วยเล่า” เพราะกลัวว่าจะไปแล้วเสียเที่ยว ก่อนจากไปซ่งจางจึงไม่ลืมที่จะกำชับอีกครั้ง
หลิวจี้มองส่งชุดขุนนางสีเขียวนั้นจนลับสายตาแล้วกอดอกถามอย่างไม่เข้าใจ “เมียจ๋า เขาหมายความว่าอย่างไรกัน”
ฉินเหยายังนึกว่าเมื่อเขารู้ว่านายอำเภอจะมาเยี่ยมบ้านตัวเอง เขาจะดีใจจนเนื้อเต้นเสียอีก
ไม่คิดเลยว่าจะสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้
ดูเหมือนว่าการอบรมสั่งสอนตลอดสองปีมานี้จะเริ่มเห็นผลแล้ว
ฉินเหยายักไหล่ “ข้าไม่ใช่พยาธิในท้องของเขาสักหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไร”
หลิวจี้จ้องนางอย่างไม่เชื่อ “เจ้ารู้แน่ๆ”
ฉินเหยายังคงยืนกราน “ข้าไม่รู้!”
อันที่จริงนางแค่ขี้เกียจจะคิดมาก ก็แค่แก้ปัญหาไปตามสถานการณ์เท่านั้น ซ่งจางเพียงคนเดียวจะจับนางกินได้หรือไร
หลิวจี้คาดเดา “ต้องอยากจะชวนเจ้าไปทำงานให้เขาแน่ๆ”
ฉินเหยาตวัดตามองเขาแวบหนึ่ง เขาก็รีบทำหน้าดูแคลนแล้วส่งเสียงเหอะออกมาพลางกล่าวว่า “แต่พระพุทธรูปองค์ใหญ่อย่างเมียจ๋าของข้า ไหนเลยจะให้วัดเล็กๆของเขาเชิญเข้าไปได้ง่ายๆ!”
ขนาดหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ยังไม่เคยอยู่ในสายตาของนางเลย แล้วจะไปเห็นตำแหน่งที่ปรึกษาของนายอำเภอระดับเจ็ดเล็กๆอยู่ในสายตาได้อย่างไร
หลิวจี้ทำท่าอวดดีพิงอยู่ข้างรถม้ากล่าวประจบประแจงว่า “เมียจ๋า ในภายภาคหน้าหากเจ้าได้ดีแล้ว อย่าลืมที่จะชี้แนะส่งเสริมสามีผู้นี้ให้มากๆนะ สามีผู้นี้จะเป็นวัวเป็นม้าให้เจ้าใช้งาน ไม่ว่างานหนักแค่ไหนก็จะไม่ปริปากบ่นและยังยินดีทำอย่างเต็มใจยิ่ง!”
ฉินเหยาหัวเราะพลางด่า “ไปไกลๆเลย!”
หลิวจี้ก็รีบหลบออกจากข้างรถม้าอย่างว่องไวแล้วยื่นมือไปประคองนางขึ้นรถม้า “เมียจ๋า เจ้าระวังเท้าด้วย”
ฉินเหยาจนปัญญา คนหน้าด้านไร้เทียมทาน นางขี้เกียจจะด่าแล้ว
รออยู่ไม่นานก็เห็นจินฮวาวิ่งกลับมาอย่างมีความสุข นางวิ่งพลางตะโกนลั่น
“ท่านอาสะใภ้สาม ข้าจับได้แล้ว! ท่านอาสาม ข้าจับได้แล้วเจ้าค่ะ!”
เด็กหญิงตัวน้อยเสียงดังฟังชัดยิ่งนัก เสียงสะท้อนแห่งความสุขของนางดังก้องไปทั่วทั้งจวนตระกูลติง
นางชิวและหลิวจ้งที่ตามมาข้างหลังรีบร้องบอกให้นางวิ่งช้าลงหน่อย แต่มุมปากก็มีรอยยิ้มที่ไม่อาจเก็บงำไว้ได้
จินฮวาวิ่งมาถึงข้างรถม้าก็ยื่นมือให้หลิวจี้อุ้มนางขึ้นไป เด็กหญิงตัวน้อยมุดเข้าไปในตัวรถม้าแล้วชูไม้ติ้วสีแดงในมือขึ้นอวดฉินเหยา
“ท่านอาสะใภ้สาม ท่านดูสิ ไม้ติ้วสีแดงล่ะ ข้าจะได้มาสำนักศึกษาพร้อมกับพวกซื่อเหนียงแล้ว!”
นางพูดพลางเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจแล้วกล่าวอย่างอิ่มอกอิ่มใจ “ในบรรดาห้าสิบคน มีเด็กผู้หญิงจับได้แค่สองคนเท่านั้นและข้าก็เป็นหนึ่งในนั้น ท่านอาสะใภ้สาม ท่านว่าข้าเก่งหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่เลวเลย โชคดีมาก” ฉินเหยาพยักหน้ายอมรับ
จินฮวาหัวเราะคิกคัก มองไม้ติ้วสีแดงในมือแล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย “หากอาจวี๋ได้มาจับสลากพร้อมกับข้าด้วยก็คงจะดี เราสองคนจะได้มาด้วยกัน”
ซื่อเหนียงอย่างไรเสียก็เป็นรุ่นแรก พวกนางสองคนจึงไม่อาจอยู่ห้องเรียนเดียวกันได้
อาจวี๋ที่เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถึงนั้นคือหลานสาวคนโตของบ้านท่านอาของหลิวจี้ นางอายุเท่ากับจินฮวา ตอนที่ซื่อเหนียงไปสำนักศึกษา จินฮวากับอาจวี๋คือคนที่เล่นด้วยกันจึงสนิทกันที่สุด
แต่ใช่ว่าพ่อแม่ทุกคนจะมีความคิดก้าวหน้าเช่นนางชิวและหลิวจ้ง
บ้านของท่านอาไม่ยอมให้แรงงานในบ้านหายไปหนึ่งคนจึงไม่อนุญาตให้อาจวี๋มาลงทะเบียน เพราะกลัวว่าหากนางไปสำนักศึกษาแล้ว ที่บ้านก็จะไม่มีคนคอยเลี้ยงไก่ ทำอาหาร ปลูกผักและเลี้ยงไหม
อีกทั้งยังคิดว่าเด็กผู้หญิงพอได้อ่านออกเขียนได้แล้ว หัวใจจะใหญ่ขึ้น ต่อไปจะไม่เชื่อฟังคำพูดของพวกเขาอีก
จินฮวาถอนหายใจ “เฮ้อ” ออกมาอีกครั้ง เมื่อมองไม้ติ้วสีแดงในมือก็พลันตระหนักได้ว่าตนเองนั้นโชคดีเพียงใด
ฉินเหยาลูบศีรษะเล็กๆของนาง เป็นการปลอบโยนอย่างเงียบๆ
เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง นางจะไม่พูดออกไปก่อน
แต่ในคำสั่งใหม่ที่นายอำเภอซ่งกล่าวถึงในวันนี้ มีการสนับสนุนให้คหบดีที่มีความพร้อมในแต่ละพื้นที่สร้างสำนักศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
แม้หมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเขาจะไม่มีคหบดี แต่ก็ยังพอมีความหวังที่จะสร้างสำนักศึกษาได้
หมาป่าที่ล่ามาได้ในหมู่บ้าน หนังและเนื้อของมันน่าจะขายได้เงินมาไม่น้อย ไว้มีเวลาว่างเมื่อใด นางจะลองไปหยั่งเชิงท่าทีของผู้ใหญ่บ้านเฒ่าผู้นี้ดู
เมื่อจินฮวาสามารถจับไม้ติ้วสีแดงและได้เข้าเรียนอย่างราบรื่น สองสามีภรรยาหลิวจ้งก็ราวกับยกภูเขาออกจากอกจึงตั้งใจว่าจะเข้าเมืองไปซื้อเนื้อสักสองจินเพื่อกลับไปเฉลิมฉลองที่บ้าน
หลิวจ้งและหลิวจี้ขับรถมาถึงในเมือง ฉินเหยาไปเป็นเพื่อนนางชิวซื้อเนื้อเสร็จก็ยอมทำตามคำร้องขอของจินฮวา ซื้อถั่วตัดให้เด็กๆที่บ้าน ทั้งสองครอบครัวจึงเดินทางกลับบ้านอย่างมีความสุข
ระหว่างทาง หลิวจ้งกระซิบถามเรื่องที่นายอำเภอมาหา
ชุดขุนนางสีเขียวของซ่งจางนั้น ไม่ว่าจะปรากฏที่ใด ที่นั่นย่อมเป็นจุดสนใจ
ไม่ใช่เพียงหลิวจ้งที่เห็นว่าเขาตั้งใจมาพบฉินเหยาและหลิวจี้เป็นการส่วนตัว แต่ทุกคนที่อยู่ด้านนอกศาลบรรพชนตระกูลติงในตอนนั้นต่างก็เห็นกันถ้วนหน้า
ผู้อาวุโสของตระกูลติงหลายคนในตอนนั้นมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก คล้ายจะเคียดแค้น แต่ก็คล้ายจะเกรงกลัว
แต่เพราะตั้งแต่โบราณมาไม่เคยมีธรรมเนียมให้สตรีเข้ารับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษา ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนพอจะนึกออกก็มีเพียงว่าใต้เท้านายอำเภอคงจะนึกสนใจในตัวผู้มีฝีมือแปลกประหลาดจึงอยากจะทำความรู้จักผูกมิตรไว้เท่านั้น
แต่เมื่อนึกไปถึงพลังฝีมือที่แทบจะท้าทายสวรรค์ของฉินเหยาแล้วก็ยังทำให้ผู้คนไม่น้อยรู้สึกหวั่นไหวสับสนอยู่ดี
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามของหลิวจ้ง หลิวจี้จึงนำคำพูดชุดเดิมของฉินเหยามาใช้ “ข้าไม่ใช่พยาธิในท้องของนายอำเภอสักหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขามาทำไม”
“แต่เขาก็บอกไว้นะว่า พอถึงช่วงเก็บเกี่ยวข้าวสาลีที่ต้องออกตรวจการณ์ เขาจะแวะมานั่งเล่นที่บ้านเรา”
“อะไรนะ!” หลิวจ้งอุทานเสียงดัง ปฏิกิริยาแรกของเขามิใช่ความดีใจ แต่เป็นความตื่นตระหนก
นั่นคือเจ้าเมืองผู้ปกครองดูแลทุกข์สุขของราษฎรทั้งอำเภอ จะต้อนรับขับสู้อย่างไรดี
เพียงแค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
หลิวจี้เหลือบตามองเขาอย่างเหนื่อยหน่าย “พี่รอง ท่านจะประหม่าไปทำไม เขาไม่ได้ไปบ้านท่านเสียหน่อย”
หลิวจ้งได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป นั่นสิ พวกเขาแยกบ้านกันแล้วนี่นา ในใจพลันรู้สึกโล่งสบายขึ้นมาทันทีแล้วก็หัวเราะออกมา กำชับพอเป็นพิธี “เช่นนั้นพวกเจ้าก็อย่าได้ละเลยเป็นอันขาด หากทำให้ใต้เท้านายอำเภอไม่พอใจขึ้นมา พวกเราทั้งสองบ้านจะเดือดร้อนกันไปหมด”
หลิวจี้พยักหน้ารับอย่างขอไปที ในใจกลับคิดว่า ‘มีฉินเหยาอยู่ด้วย ใครที่จะเดือดร้อนก็ยังไม่รู้เลย’
หลิวจ้งเห็นหลิวจี้พยักหน้า นึกว่าเขาคงมีแผนการในใจแล้วจึงไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแต่แอบตื่นเต้นดีใจอยู่เงียบๆ
การที่นายอำเภอมาเยือนด้วยตนเอง นับเป็นครั้งแรกของหมู่บ้านเลยทีเดียว
เพราะหลิวจี้ไม่ได้กำชับว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปป่าวประกาศ เมื่อถึงเรือนเก่า หลิวจ้งจึงนำข่าวดีนี้ไปบอกแก่ทุกคนในครอบครัว
พอหลิวเหล่าฮั่นได้ฟังก็ตื่นเต้นจนน้ำตาแทบไหล มื้อค่ำที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในเย็นวันนั้นจึงไม่กินแล้ว เขาวิ่งไปยังบ้านของเหล่าลูกพี่ลูกน้องเพื่อถามพวกเขาว่ารู้หรือไม่ว่าจะต้องต้อนรับใต้เท้านายอำเภออย่างไร
พอถึงวันรุ่งขึ้น เมื่อฉินเหยาออกจากบ้านเพื่อไปยังโรงงาน ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างก็ทอดสายตามายังนางด้วยความเคารพยกย่อง
คราวนี้ดีเลย หากซ่งจางไม่มาจริงๆ คงจะจบไม่สวยเป็นแน่
หลิวจี้แอบรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ เวลาชาวบ้านพบหน้าเขาต่างก็ต้องพูดจาอย่างเกรงใจและกล่าวชมเชยสองสามประโยค ความทะนงในใจของเขาได้รับการเติมเต็มอย่างถึงที่สุด
อากาศนับวันยิ่งอบอุ่นขึ้น ข้าวสาลีในนาก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว
ครั้งนี้ไม่มีองครักษ์คุ้มกันของตระกูลฉีอยู่ พื้นที่สิบหมู่ในหมู่บ้านจึงทำได้เพียงจ้างแรงงานชั่วคราวมาช่วยเก็บเกี่ยว
ส่วนหลิวจี้และอาวั่งนั้น พวกเขายังมีงานที่สำคัญยิ่งกว่าที่ต้องไปทำ นั่นคือการเก็บค่าเช่า
ในช่วงฤดูทำนาอันแสนวุ่นวาย สำนักศึกษาจะหยุดสามวันเพื่อให้ศิษย์กลับไปช่วยงานที่บ้าน
ในเช้าวันที่สองหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในที่ดินของตระกูลติงเสร็จสิ้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องต่างก็หอบหิ้วลูกคิด ตุ้มน้ำหนัก สมุดบันทึกทำเอง พู่กันและหมึก แยกย้ายกันขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัวที่อาวั่งเป็นคนขับและรถม้าที่หลิวจี้เป็นคนขับ มุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลติงอย่างตื่นเต้น
ตอนที่ 414: เก็บค่าเช่า
“มาแล้ว มาแล้ว!”
เหล่าผู้เช่านาเห็นอาวั่งขับเกวียนวัวมาแต่ไกลก็รีบกลับบ้านไปจัดเตรียมข้าวของทันที
ที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ในไร่นาแห่งนี้ หลิวจี้ได้ปล่อยเช่าออกไปทั้งหมดแล้วก่อนหน้านี้ ค่าเช่าที่ดินอยู่ที่สามส่วน ส่วนค่าเช่าที่นาอยู่ที่สี่ส่วน
บัดนี้เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ถึงเวลาที่ต้องชำระค่าเช่าของปีที่แล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวจี้เก็บค่าเช่า และนี่ก็เป็นครั้งแรกของพวกต้าหลางสี่พี่น้องเช่นกันที่ได้มองเรื่องการเก็บเกี่ยวในมุมมองของผู้เก็บค่าเช่า
ข้อมูลและสัญญาของผู้เช่าทั้งหมดถูกหลิวจี้นำมาด้วย มันถูกเก็บไว้ในหีบไม้ใบเล็ก มีตัวอักษรสีดำเขียนไว้บนกระดาษขาวอย่างชัดเจน ระบุว่าครอบครัวใดเช่าที่ดินผืนไหนและมีค่าเช่าเท่าใด
ภาษีข้าวของบ้านฉินเหยานั้นแตกต่างจากเจ้าของที่ดินทั่วไป โดยเจ้าของที่ดินและผู้เช่านาจะรับผิดชอบกันคนละครึ่ง
ในขณะที่บ้านอื่น โดยทั่วไปแล้วจะผลักภาระภาษีข้าวทั้งหมดไปให้ผู้เช่านา
เจ้าของที่ดินที่รับผิดชอบภาษีข้าวทั้งหมดด้วยตนเองนั้น มีน้อยยิ่งกว่าน้อย
ดังนั้นเจ้าของที่ดินที่มีบรรดาศักดิ์ติดตัว ค่าเช่าที่ดินที่ปล่อยออกไปก็จะสูงกว่าบ้านอื่นเล็กน้อย เนื่องจากที่ดินของพวกเขาสามารถลดหย่อนภาษีอากรได้
สำหรับเจ้าของที่ดินแล้ว หาใช่แค่การปล่อยเช่าที่ดินแล้วรอเก็บค่าเช่าเท่านั้น
เจ้าของที่ดินที่ทรงคุณสมบัติจะต้องตรวจสอบล่วงหน้าให้ดีว่าผู้เช่านาของตนปลูกอะไรบนที่ดินผืนนั้น และได้ผลผลิตเป็นอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกผู้เช่านาเจ้าเล่ห์หลอกลวงในขั้นตอนสำคัญอย่างการเก็บค่าเช่า
อย่างไรก็ตาม ผลผลิตจากที่ดินโดยทั่วไปแล้วมักจะมีบรรทัดฐานให้เปรียบเทียบได้ หากไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือเหตุร้ายจากฝีมือมนุษย์ ผลผลิตของปีก่อนหน้าก็สามารถใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงได้
หากตอนไปเก็บค่าเช่า ผู้เช่านาแจ้งปริมาณผลผลิตต่อหมู่ที่ต่ำอย่างยิ่ง เจ้าของที่ดินก็ต้องไปตรวจสอบว่าสถานการณ์นั้นเป็นจริงหรือไม่และเกิดจากสาเหตุใด
ที่นาดีแต่ให้ผลผลิตต่ำย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกลดระดับชั้นของที่ดินลงซึ่งจะทำให้ปีถัดไปปล่อยเช่าได้ยาก
เรื่องราวเหล่านี้ หลิวจี้ได้ไปขอคำแนะนำจากบ้านของหลิวต้าฝูมาล่วงหน้าแล้วและเตรียมการมาอย่างดี
นี่เป็นงานดีๆ ที่มีผลประโยชน์ก้อนแรกที่ฉินเหยามอบหมายให้เขา เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการให้ดีให้นางได้เห็น เพื่อพลิกสถานการณ์กลับมาอย่างสวยงามให้จงได้
เมื่อมาถึงไร่นา รถม้าก็หยุดลง หลิวจี้ให้อาวั่งเข้าไปแจ้งข่าวในจวนตระกูลติงก่อนเพื่อให้การดำเนินการหลังจากนี้สะดวกขึ้น
เขาพาพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่กำลังมองไปรอบๆอย่างใคร่รู้ เดินเข้าไปในลานบ้านเล็กๆที่ใช้สำหรับเก็บเครื่องมือการเกษตรและปล่อยเช่า
พอดีกับเป็นช่วงที่สำนักศึกษาหยุดพัก ลูกศิษย์ที่เช่าห้องอยู่ต่างก็กลับบ้านกันไปหมดแล้ว ในลานบ้านจึงว่างลง พอดีที่จะใช้เป็นที่เก็บค่าเช่าที่รวบรวมมาได้เป็นการชั่วคราว
ผู้เช่านาที่คอยดูแลเครื่องมือการเกษตรและผู้ที่ช่วยเก็บค่าเช่าคือคนเดียวกัน ชื่อว่าติงลิ่ว อายุราวสี่สิบปี หลิวจี้ตั้งฉายาให้เขาว่าเจ้าหก
เมื่ออยู่ต่อหน้านายท่านเจ้าของที่ดินใหญ่ ผู้เช่านาติงลิ่วก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ทุกครั้งที่เจอหลิวจี้และได้ยินเขาเรียกอย่างไม่เกรงใจว่า “เจ้าหกนั่นน่ะ มานี่หน่อย” ก็ได้แต่โค้งเอวแล้วขานรับด้วยรอยยิ้ม
เสียง ‘มาแล้ว มาแล้ว’ ที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ก็คือเสียงของติงลิ่วนั่นเอง
ติงลิ่วมองอาวั่งที่ขับเกวียนเข้าไปในจวนตระกูลติงแล้วจึงเดินเข้ามาถามว่า “นายท่านขอรับ ในเมื่อท่านกับพี่เล็กอาวั่งมาถึงแล้ว เช่นนั้นข้าน้อยก็ต้องกลับไปเตรียมค่าเช่าเช่นกัน นายท่านจะรับกุญแจลานบ้านนี้ไปเลยหรือไม่ขอรับ”
หลิวจี้พยักหน้ารับกุญแจมา ก่อนอื่นเขาเดินสำรวจหอพักรวมที่ปล่อยเช่า ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องล้วนเรียบง่ายและเก่าซอมซ่อ อีกเพียงครึ่งก้าวก็จะพังแหล่มิพังแหล่
แต่เพราะค่าเช่าเตียงถูก ผู้เช่าจึงไม่เคยปริปากบ่นอะไร
เมื่อเห็นว่ามีเตียงว่างอยู่สองเตียง หลิวจี้จึงเอ่ยถาม “เจ้าหก เตียงสองเตียงนี้ว่างลงได้อย่างไร”
เดือนที่แล้วตอนที่เขาให้อาวั่งมาตรวจดู ยังมีคนเช่าเต็มอยู่เลย
ติงลิ่วอธิบายด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ก่อนหน้านี้สำนักศึกษาหยุดพักไม่ใช่หรือขอรับ เพื่อประหยัดเงิน พวกนักเรียนก็เลยย้ายออกไปกันหมด พอถึงช่วงเปิดเรียนจึงค่อยกลับมาเช่ากันใหม่ ตอนนี้จึงยังเช่าไม่เต็มขอรับ”
หลิวจี้ไม่พอใจกับคำตอบนี้ เขาวางท่าเป็นนายท่านอย่างเต็มที่ ย้อนถามอย่างไม่พอใจว่า “แล้วพอเจ้าเห็นว่าเตียงว่างก็ไม่รู้จักไปป่าวประกาศที่หน้าสำนักศึกษาหน่อยรึ”
“เตียงหนึ่งเตียงเดือนละสิบห้าเหวิน สองเตียงก็สามสิบเหวิน นี่มันเงินของข้าผู้เป็นนายท่านทั้งนั้น!”
หอพักรวมนี้มีเตียงทั้งหมดยี่สิบห้าเตียง แต่ละเดือนทำเงินได้ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้าเหวิน
เมื่อเดือนสิบสองของปีก่อนและเดือนแรกของปีนี้ก็ว่างไปแล้วสองเดือน ทำให้ขาดทุนเสียค่าเช่าไปแล้วสองเดือนเต็ม
เดิมทีคิดว่าการมาเก็บค่าเช่านาครั้งนี้จะเก็บเงินสามร้อยเจ็ดสิบห้าเหวินของเดือนสองกลับไปด้วยได้ คราวนี้ดีเลย หายไปเต็มๆสามสิบเหวิน!
สีหน้าของหลิวจี้ย่ำแย่ ท่าทางวางมาดทำเสียงใหญ่โตของเขาทำให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องรู้สึกไม่คุ้นชินอย่างยิ่ง
เมื่อมองไปยังท่าทางก้มศีรษะขอโทษอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวของติงลิ่ว ความรู้สึกผิดในใจของสี่พี่น้องพุ่งสูงจนถึงขีดสุด
ซื่อเหนียงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกเอ้อร์หลางรั้งไว้
ซื่อเหนียงจ้องมองพี่รองของนางอย่างไม่เข้าใจ ไม่เห็นหรือว่าท่านพ่อกำลังรังแกคนซื่อ!
เอ้อร์หลางได้แต่ส่ายหน้า ส่งสัญญาณว่านางอย่าเพิ่งพูดอะไรออกมา
ตอนนี้พวกเขามากับท่านพ่อ จะขัดใจท่านพ่อต่อหน้าคนนอกไม่ได้ จะทำให้คนอื่นรู้ว่าพ่อลูกมีความเห็นไม่ลงรอยกันไม่ได้
ซื่อเหนียงขมวดคิ้วแน่น มองศีรษะของติงลิ่วที่แทบจะก้มลงไปชิดอก เมื่อนึกถึงตอนที่ตนเองยังเล็กกว่านี้ ตอนที่นางเคยต้องตามพี่ใหญ่ไปขอร้องผู้อื่นเช่นนี้ นางก็รู้สึกราวกับว่าตนเองได้ประสบพบเจอมาด้วยตัวเอง ในใจจึงรู้สึกขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก
หลิวจี้สังเกตเห็นอารมณ์ของลูกสาวได้ เมื่อหันกลับไปมอง ให้ตายเถอะ เด็กหญิงตัวน้อยเห็นเขาเป็นอันธพาลไปเสียแล้ว นางกำลังทำแก้มป่องจ้องเขาเขม็งอยู่!
หลิวจี้ถอนหายใจในใจอย่างจนปัญญา แต่สีหน้าไม่พอใจยังคงไม่จางหาย เขาแสร้งทำเป็นใจกว้างโบกมือให้ติงลิ่วแล้วเผยเจตนาที่แท้จริงออกมา
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง ค่าเช่าที่ขาดไปนี้ก็ให้หักจากค่าจ้างดูแลไร่นาของเจ้าแล้วกัน ครั้งหน้าห้ามมีอีก เอาตามนี้ก่อน เจ้ากลับไปเตรียมตัวเถอะ เดี๋ยวจะไปเก็บค่าเช่าที่บ้านเจ้าก่อนเป็นที่แรก”
เมื่อเห็นติงลิ่วถูกหักเงินไปสามสิบเหวินแล้วยังต้องแสดงความซาบซึ้งในบุญคุณต่อท่านพ่อของตนเอง ซื่อเหนียงก็เบิกตาโตจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
เมื่อมองส่งติงลิ่วจากไปแล้ว หลิวจี้ก็หันกลับมา กางแขนสองข้างออกแล้วหัวเราะออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ กล่าวกับลูกๆทั้งสี่ของเขาอย่างอิ่ม.อกอิ่มใจว่า
“สามสิบเหวินนี่อาวั่งไม่รู้นะ! พวกเราห้าคนพ่อลูกมาแบ่งกัน พวกเจ้าเอาไปคนละสองเหวิน ที่เหลือเป็นของข้า!”
สี่พี่น้อง “…”
“อึ้งไปเลยล่ะสิ เดี๋ยวข้างหน้ายังมีอีกนะ ไปเถอะ เอาข้าวของของพวกเจ้ามา พวกเราไปหาอาวั่งกัน พ่อจะพาพวกเจ้าไปหาค่าขนม!”
หลิวจี้ลูบศีรษะเล็กๆทั้งสี่ทีละคน ควงกุญแจห้องไปมาแล้วจัดการลงกลอนประตู ส่งสัญญาณให้สี่พี่น้องขึ้นไปบนรถม้า จากนั้นก็ขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลติง
ซื่อเหนียงพึมพำอย่างไม่พอใจ “ข้าจะไปฟ้องท่านแม่”
เงินเพียงสองเหวิน อย่าหวังว่าจะซื้อนางได้!
เอ้อร์หลางกล่าวอย่างขบขัน “อย่าโง่ไปหน่อยเลย หากท่านแม่ไม่รู้เห็นเป็นใจด้วย เจ้าคิดว่าท่านพ่อจะกล้าทำตัวโอหังถึงเพียงนี้หรือ”
สำหรับท่านแม่แล้ว ขอเพียงตัวเลขสุดท้ายที่ท่านพ่อนำไปส่งมอบนั้นถูกต้องก็ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น
ส่วนที่เกินออกมานี้ก็แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคนแล้ว
ซื่อเหนียงได้รับบทเรียนชีวิตจริงอีกบทหนึ่งแล้ว นางได้แต่ก้มหน้าลงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “โลกของผู้ใหญ่นี่ช่างซับซ้อนเสียจริง”
ซานหลางยกนิ้วขึ้นมานับ “ถังหูลู่ไม้ใหญ่สุดราคาห้าเหวินต่อหนึ่งไม้ ถ้าท่านพ่อให้เงินข้าเพิ่มอีกหน่อย ข้าก็จะซื้อถังหูลู่ไม้ใหญ่สุดได้ไม้หนึ่งแล้ว!”
ต้าหลางมองน้องชายผู้ซื่อใสแล้วส่ายหน้าหัวเราะออกมาอย่างจนใจ ช่างเป็นวัยที่พึงพอใจกับเรื่องง่ายๆเสียจริง
เสียงพึมพำเหล่านี้ในตัวรถม้า หลิวจี้ได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน เขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
เด็กสี่คนนี้ได้สมองของเขามา ฉลาดและรู้จักพลิกแพลงล้วนเป็นต้นกล้าที่ดี
รถม้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านของติงลิ่ว อาวั่งมาถึงก่อนแล้วก้าวหนึ่ง
เมื่อครู่เขาได้แจ้งข่าวให้ผู้เช่านาในจวนตระกูลติงทราบกันถ้วนทั่วแล้ว เดี๋ยวให้หลิวจี้และลูกๆทั้งสี่คนทยอยไปเก็บค่าเช่าทีละบ้านก็พอ
ตอนที่ 415: มีเสบียงเหลือเฟือที่บ้าน
เจ้าของที่ดินที่พาลูกๆมาเก็บค่าเช่าด้วยนั้น เป็นภาพที่เหล่าผู้เช่านาไม่เคยเห็นมาก่อนจึงรู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อย
ต้าหลางรับหน้าที่ชั่งน้ำหนักและขานตัวเลข เอ้อร์หลางถือสัญญาที่ท่านพ่อให้มาเพื่อตรวจสอบตัวเลขพร้อมกับวงกลมบนบัญชีที่เขียนขึ้นมาใหม่เพื่อแสดงว่าบ้านหลังนี้เก็บค่าเช่าเรียบร้อยแล้ว
ส่วนซานหลางและซื่อเหนียงก็ช่วยกันจัดวางตะกร้าของบ้านตนเองให้เข้าที่ รอให้อาวั่งเทข้าวสารที่ผู้เช่านานำมาส่งลงในตะกร้าของตนแล้วยกขึ้นไปบนรถ
ส่วนหลิวจี้นั้น ในฐานะนายท่านใหญ่ย่อมไม่ต้องทำงาน เขานั่งอยู่บนคานลากรถม้า มือหนึ่งจิบชาหยาบๆที่ผู้เช่านานำมาให้อย่างมีมารยาทพลางชมท้องฟ้าสีครามและเมฆขาวของวันนี้ สายตาก็จับจ้องข้าวสารที่นำมาส่งอย่างเฉียบคม หากมีเศษหญ้าปะปนมาแม้เพียงเส้นเดียว เขาก็จะเทศนาไปหนึ่งเค่อ
พร้อมกันนั้นก็รับเอาข้าวสาลีหนึ่งหรือครึ่งโต่วที่ผู้เช่านาหยิบยื่นให้เพื่อตัดความรำคาญราวกับถูกโจวปาผีเข้าสิง ขูดรีดได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น
มุมปากของอาวั่งและพวกต้าหลางสี่พี่น้องกระตุกพร้อมกัน ได้แต่มองหน้ากันไปมา แล้วจะทำอย่างไรได้อีกเล่า นอกจากก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
อย่าเห็นว่าหลิวจี้ทำเกินไปเช่นนี้เลย คนที่ทำเกินกว่าเขายังมีอีกมาก
เมื่อเทียบกับเจ้าของที่ดินอีกรายที่พานักเลงมาเก็บค่าเช่าด้วยแล้ว การกระทำของเขาก็เป็นเพียงเรื่องเด็กๆเท่านั้น
คนพวกนั้นเวลาหาเรื่องทีก็ขึ้นค่าเช่าทีละหนึ่งส่วน
นายท่านหลิวที่จัดการได้ด้วยข้าวครึ่งโต่วกับน้ำชาหนึ่งถ้วย ในสายตาของผู้เช่านาแล้วก็นับว่ามีเมตตามากแล้ว
เพราะตลอดทั้งปี เขาก็จะหาเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่สลักสำคัญอะไรเช่นนี้แค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่นี้เขายังอนุญาตให้พวกตนยืมวัวในช่วงฤดูไถหว่านอีกด้วย ข้าวสารหนึ่งหรือครึ่งโต่วที่จ่ายเกินไปก็ถือเสียว่าเป็นการจ่ายค่าเช่าวัวไถนาล่วงหน้า
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความขุ่นเคืองใจเส้นสุดท้ายในใจของผู้เช่านาจึงมลายหายไป
หลิวจี้ยักคิ้วหลิ่วตาให้ซื่อเหนียงที่กำลังทำแก้มป่อง “ดูฝีมือพ่อเจ้าสิ เก่งกาจหรือไม่เล่า”
แต่เมื่อหันหลังกลับไป พอนึกถึงท่าทางยักคิ้วหลิ่วตาของท่านพ่อเมื่อครู่ก็อยากจะหัวเราะขึ้นมา
“อยากจะหัวเราะก็หัวเราะออกมาสิ เด็กผู้หญิงทำแก้มป่องมันน่าเกลียดจะตายไป”
ไม่รู้ว่าหลิวจี้มาอยู่ข้างหลังซื่อเหนียงตั้งแต่เมื่อใด เขาฉวยโอกาสที่นางไม่ทันตั้งตัวแอบหยิกแก้มยุ้ยๆนั่นเบาๆ
ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะทันได้รู้ตัว เขาก็อุ้มนางขึ้นมาวางไว้บนคานลากรถม้าในครั้งเดียว
จากนั้นตนเองก็กระโดดตามขึ้นไป สะบัดแส้ม้าหนึ่งที ขับรถม้าที่บรรทุกข้าวสาลีจนเต็มคันมุ่งหน้าไปยังไร่นาเพื่อนำข้าวสารไปเก็บไว้ที่ลานบ้านเล็กๆเป็นการชั่วคราวแล้วจึงขับรถเปล่ากลับไป
ริมทางมีดอกไม้ป่าเล็กๆกำลังเบ่งบาน ซื่อเหนียงชี้ไปที่ดอกไม้แล้วร้องบอก “ท่านพ่อ ข้าอยากได้ ท่านช่วยเด็ดให้ข้าหน่อย!”
“ได้เลย!” หลิวจี้รับคำอย่างแข็งขัน เขารีบหยุดรถม้าแล้วเดินไปยังริมถนน เด็ดดอกไม้ปนกับหญ้ามาทั้งกำใหญ่วางไว้บนตักของลูกสาวแล้วกลับขึ้นไปนั่งบนคานลากรถม้าขับต่อไป
ทันใดนั้น ข้างหูของเขาก็มีมือเล็กๆยื่นมา นำดอกไม้ป่าเล็กๆสีม่วงขาวที่เด็ดมาปักลงบนศีรษะของเขาดอกแล้วดอกเล่า
หลิวจี้ก็ไม่โกรธกลับเอ่ยถามอย่างขบขัน “งดงามหรือไม่”
ซื่อเหนียงแอบหัวเราะคิกคัก ไม่ได้ตอบคำถาม แต่ยังคงใช้ศีรษะของท่านพ่อต่างแจกันต่อไป ใช้จินตนาการทางศิลปะของตนเองอย่างเต็มที่
แต่พอใกล้จะถึงหน้าประตูบ้านของผู้เช่านา หลิวจี้ก็ไม่อนุญาตให้นางเล่นต่อ เขาหยิบดอกไม้ใบหญ้ายุ่งเหยิงบนศีรษะออก เหลือไว้เพียงดอกเดียวเหน็บไว้ที่หูข้างซ้าย เพื่อสวมบทบาทโจวปาผีผู้ชั่วร้ายของตนต่อไป
ซื่อเหนียงเล่นมาตลอดทางก็พึงพอใจมากแล้วจึงยอมหยุดมือแต่โดยดีและไม่เล่นซนอีก เพียงแต่บอกว่าเดี๋ยวพอกลับถึงบ้านจะเด็ดดอกไม้ป่าที่สวยที่สุดหนึ่งกำมือกลับไปให้ท่านแม่ไว้ประดับห้อง
หลิวจี้กล่าวอย่างน้อยใจ “พ่อดีกับเจ้าไม่พอหรือไร พูดสามคำก็ไม่พ้นท่านแม่ของเจ้า นางจะยอมให้เจ้าใช้ศีรษะของนางต่างแจกันหรือ”
ซื่อเหนียงกอดอกแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข “ข้าก็ชอบท่านแม่ที่สุดนั่นแหละ!”
หลิวจี้จุปากสองครั้ง ไม่หาเรื่องเจ็บตัวอีกต่อไปแล้วเลือกที่จะเงียบปาก
สองพ่อลูกเดินทางกลับ เกวียนวัวของอาวั่งก็บรรทุกจนเต็มและกำลังออกเดินทางพอดี รถทั้งสองคันสลับกันวิ่งวุ่นไปจนถึงพลบค่ำ ในที่สุดก็เก็บข้าวสารที่ผู้เช่านาในจวนตระกูลติงนำมาส่งจนครบ
ยังเหลืออีกหนึ่งครอบครัวที่อยู่ใกล้กับเมืองจินสือ หลังจากห้าคนพ่อลูกเก็บค่าเช่าจากบ้านของเขาเสร็จแล้วจึงได้เดินทางกลับบ้านในตอนกลางคืน
เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้
หลังจากพักผ่อนหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นก็ต้องออกเดินทางกันต่อเพื่อขนข้าวสารทั้งหมดกลับบ้าน
ที่ดินสามสิบหมู่ทั้งหมดใช้สำหรับปลูกต้นผักกาดน้ำมัน การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลินี้ได้เมล็ดผักกาดน้ำมันสองพันเจ็ดร้อยจิน
ที่นาชั้นดีอีกเจ็ดสิบหมู่เก็บเกี่ยวข้าวสาลีได้เจ็ดพันแปดร้อยสี่สิบจิน
ภาษีอากรในปีนี้ยังคงเป็นหนึ่งในสิบห้าส่วน หลังจากหักภาษีอากรที่ต้องชำระแล้ว ยังคงเหลือเมล็ดผักกาดน้ำมันสองพันห้าร้อยยี่สิบจินและข้าวสาลีเจ็ดพันสามร้อยสิบเจ็ดจิน
ทางการไม่เก็บภาษีข้าวเป็นเมล็ดผักกาดน้ำมัน ดังนั้นภาษีของเมล็ดผักกาดน้ำมันจะต้องคำนวณเป็นเงินเพื่อชำระ
เมล็ดผักกาดน้ำมันชุดนี้ หลิวจี้ให้หลิวจ้งที่เข้าเมืองไปจัดซื้อของอยู่บ่อยๆ ช่วยหาโรงสกัดน้ำมันให้
เมล็ดผักกาดน้ำมันหนึ่งจินขายได้สองเหวิน ขายออกไปทั้งหมดในคราวเดียว เมื่อหักภาษีอากรและส่วนที่เสียหายไประหว่างทางแล้ว ได้รับเงินมาทั้งสิ้นห้าตำลึงพอดี
ข้าวสาลีก็ขายออกไปห้าพันจิน ราคาข้าวสาลีในปีนี้เริ่มคงที่แล้ว แต่เพราะภาวะทุพภิกขภัยในช่วงครึ่งแรกของปีก่อนหน้าที่ทำให้แป้งขาดแคลน ราคาข้าวสาลีปีนี้จึงสูงกว่าปีก่อนๆถึงหนึ่งเท่าตัว แบบที่ยังไม่กะเทาะเปลือกราคาอยู่ที่หกเหวินต่อหนึ่งจิน
ขายข้าวสาลีไปห้าพันจิน ได้เงินมาทั้งสิ้นสามสิบตำลึงพอดี
ข้าวสาลีที่เหลืออีกสองพันกว่าจิน เก็บไว้กินเองในครอบครัว
เมื่อรวมกับข้าวสาลีจากที่ดินสิบหมู่ในหมู่บ้านที่จ้างแรงงานชั่วคราวมาเก็บเกี่ยวและเมื่อหักภาษีอากรแล้วจะได้ข้าวสาลีอีกสามพันจิน
เมื่อรวมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันก็มีข้าวสาลีอยู่กว่าห้าพันจิน หลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว นอกเหนือจากจะเพียงพอสำหรับเป็นเสบียงให้คนเจ็ดคนในครอบครัวได้ตลอดทั้งปีแล้ว ยังมีเหลือเก็บอีกไม่น้อย
ที่บ้านมียุ้งฉางสำหรับเก็บข้าวสารอยู่แล้ว ส่วนนี้จึงยังไม่รีบร้อนขาย รอให้ถึงช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงแล้วค่อยดูสถานการณ์อีกที
มีเสบียงเหลือเฟือในบ้าน ยามมีเรื่องก็จะไม่ตื่นตระหนก
ชาวนาต้องพึ่งฟ้าฝนในการทำมาหากิน ไม่แน่ว่าปีหน้าลมฟ้าอากาศอาจจะไม่เป็นใจ ผลผลิตในนาก็จะลดน้อยลงอีก ดังนั้นการเก็บสะสมข้าวสารไว้ให้มากย่อมไม่ผิดแน่
สำนักศึกษาหยุดเพียงสามวัน หลังจากได้สัมผัสความสุขในการเก็บค่าเช่ากับท่านพ่อแล้ว พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็กลับไปเข้าเรียนที่สำนักศึกษาตามเดิม
เรื่องราวหลังจากนั้นทั้งการซื้อขาย การชำระภาษีอากรและอื่นๆ ล้วนเป็นหลิวจี้ที่วิ่งเต้นจัดการเพียงผู้เดียว
หลังจากเตรียมบัญชีและเงินทองทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว หลิวจี้ก็ยกของเหล่านี้มายังห้องโถงแล้วยื่นให้ฉินเหยาที่อยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เมียจ๋า นี่คือค่าเช่าและสมุดบัญชีที่เก็บได้จากการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ทั้งหมดเป็นเงินสามสิบห้าตำลึงและข้าวสาลีสองพันสามร้อยสิบเจ็ดจิน เชิญเจ้าตรวจสอบดูได้เลย”
ช่วงนี้ฉินเหยาก็ยุ่งมากเช่นกัน เรื่องใหญ่ในใจของชาวนามีสองอย่างคือการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิกับการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อมันมาประจวบเหมาะกันพอดี คนงานในโรงงานจึงลาหยุดกันหลายคน ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนสายการผลิต นางกับอวิ๋นเหนียงจึงยุ่งจนหัวหมุน สองวันมานี้สถานการณ์เพิ่งจะเริ่มคงที่ขึ้นบ้าง พอมีเวลาว่างตอนกลางวันจึงกลับมาอู้งานที่บ้าน
ความวุ่นวายเช่นนี้ ฉินเหยาไม่ชอบเลยแม้แต่น้อย นางรู้สึกว่ามันเหนื่อยใจยิ่งกว่าตอนที่นางนำทีมออกไปรวบรวมเสบียงในชาติที่แล้วเสียอีก
ดูเหมือนว่าเรื่องที่เป็นงานเฉพาะทางก็คงต้องให้คนที่มีความเชี่ยวชาญมาทำ ถึงเวลาที่ต้องไปสรรหาผู้จัดการใหญ่สักคนมาปลดแอกตัวเองแล้ว
ตอนที่หลิวจี้มา ฉินเหยากำลังถือดินสอถ่านที่ทำขึ้นเองวางแผนอยู่ว่าจะหาผู้จัดการใหญ่แบบไหนดี
เมื่อได้เห็นแท่งเงินส่องประกายวาววับในถาด ไม่ว่าใครก็ย่อมรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทั้งนั้น
ฉินเหยาหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาดูผ่านๆหนึ่งรอบ ไม่มีข้อผิดพลาดอันใด นางจึงวางมันลงแล้วหยิบเงินสามสิบห้าตำลึงขึ้นมาเก็บไว้ในอกเสื้อ
เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นหลิวจี้ยังคงยืนอยู่ตรงหน้า กำลังมองมาที่ตนด้วยแววตาเปี่ยมความคาดหวังจึงยิ้มให้เขาแล้วเอ่ยว่า “ทำได้ไม่เลว”
หลิวจี้แสร้งทำเป็นถ่อมตนแล้วก้มหน้าลงต่ำ รอคอยให้คำชื่นชมอีกมากมายหลั่งไหลเข้ามา
ผลสุดท้าย…กลับเงียบกริบ
พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ฉินเหยาก็ถือดินสอถ่านกับสมุดบันทึกของนางลุกขึ้นยืน ทำท่าเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอกแล้ว
หลิวจี้ในใจก็ร้อนรนขึ้นมา รีบร้องเรียก “เมียจ๋า!”
ฉินเหยาหันกลับมา “มีอะไร”
“เจ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้วหรือ” หลิวจี้กะพริบตาดอกท้อของเขาปริบๆ เป็นเชิงเตือน
ตอนที่ 416: แจกจ่ายเมล็ดแตงโม
เพราะกลัวว่านางจะไม่เข้าใจความนัย หลิวจี้จึงแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าไม่อยากจะถามคำถามข้าอีกสักหน่อยหรือ”
ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น นางมีเรื่องที่อยากจะถามจริงๆเสียด้วย
“ต้องขอบคุณที่เจ้าช่วยเตือน ข้าเกือบจะลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปแล้ว”
เมื่อเห็นว่าฉินเหยากำลังจะเอ่ยปาก หลิวจี้ก็เผยรอยยิ้มเปี่ยมความคาดหวัง
“การบ้านที่กงเหลียงเหลียวมอบหมายให้เจ้าทำเสร็จแล้วหรือยัง”
รอยยิ้มของหลิวจี้พลันหายวับไปในทันที
ฉินเหยาหยิบจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะเมื่อครู่ขึ้นมาส่งให้เขาอย่างขบขัน “ขบวนรถม้าเพิ่งจะกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑล อาจารย์ของเจ้าให้พวกเขาฝากข้ามาบอกเจ้าว่า อีกสิบวันเขาก็จะกลับมาแล้ว เอ้านี่ นี่คือจดหมายของเจ้า เจ้าค่อยๆอ่านเองก็แล้วกัน ข้าจะออกไปทำธุระก่อน”
พูดจบ นางก็ทิ้งหลิวจี้ที่ยืนนิ่งราวกับถูกฟ้าผ่าไว้เบื้องหลังแล้วเหลือบมองเขาอย่างสมน้ำหน้า ก่อนจะก้าวเดินออกจากบ้านไป
หลิวจี้รีบเปิดจดหมายออกดู เมื่อเห็นลายมือที่คุ้นเคยบนนั้น ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดราวกับขี้เถ้า
จบสิ้นแล้ว!
การบ้านยังเหลืออีกเกินครึ่งที่ยังทำไม่เสร็จ!
…...
ในช่วงฤดูไถหว่าน ฝนพรำไม่ขาดสาย ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น ปะปนกับกลิ่นคาวดิน
ในท้องนา ชาวนาสวมเสื้อกันฝนฟาง ใช้แรงคนประคองคันไถเหล็กค่อยๆก้าวไปข้างหน้าเพื่อพลิกและพรวนชั้นดินที่แข็งกระด้าง
บนทางเดินเล็กๆระหว่างคันนา เต็มไปด้วยชาวบ้านที่กำลังเดินอย่างเร่งรีบ บนบ่าหาบปุ๋ยคอกถังใหญ่ นำปุ๋ยธรรมชาติไปโปรยในผืนนาที่ไถเสร็จแล้วให้ทั่วถึง
ระหว่างการเคลื่อนไหว บางครั้งก็มีหยดน้ำปุ๋ยตกลงบนทางเดินบ้าง ในช่วงเวลานี้ของหมู่บ้านตระกูลหลิว ในอากาศจึงมักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นที่ยากจะบรรยาย
ไม่ถึงกับเหม็นจนหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่น่าพิสมัยอย่างแน่นอน
ฉินเหยาถือถุงผ้าใส่เมล็ดแตงโม กลั้นหายใจเดินมายังโรงเพาะกล้าส่วนกลางของหมู่บ้าน
จากประสบการณ์เมื่อปีก่อน ปีนี้เรื่องการเพาะกล้า หลิวกงและนางชิวก็สามารถรับมือได้อย่างเต็มที่แล้ว ฉินเหยาไม่จำเป็นต้องสอนแบบจับมือทำ เพียงแค่แวะมาช่วยควบคุมในขั้นตอนสำคัญๆก็พอ
สองวันก่อนมีชาวบ้านมาถามเรื่องเมล็ดแตงโม วันนี้พอมีเวลาว่าง ฉินเหยาจึงเรียกชาวบ้านที่ต้องการเมล็ดแตงโมมาที่โรงเพาะกล้าเพื่อเตรียมแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้พวกเขา
แน่นอนว่าไม่ใช่การให้เปล่า ผู้ที่รับเมล็ดพันธุ์ของนางไป แตงโมที่ปลูกได้ในรอบแรกจะต้องแบ่งให้นางสองส่วน
นี่เป็นการค้าที่ไม่ต้องลงทุน ดังนั้นจึงมีคนมากันเป็นจำนวนมาก
เรื่องการปลูกแตงโมฉินเหยาก็ไม่ได้เชี่ยวชาญนัก ปีที่แล้วถือว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ทดลองแล้วประสบความสำเร็จ ปีนี้มีคนมากมายอยากจะรับเมล็ดพันธุ์จากนางไปปลูก ฉินเหยาจึงไม่กล้าทำสุ่มสี่สุ่มห้า นางได้เรียกนางจางผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสวนผักมาด้วย
อย่างไรเสียแตงโมก็เป็นพืชตระกูลแตง ทุกอย่างล้วนมีรากฐานเดียวกัน น่าจะคล้ายคลึงกับการปลูกผัก
แม้ฝนจะโปรยปรายลงมาจากฟ้าก็มิอาจขวางกั้นความกระตือรือร้นของชาวบ้านในการปลูกแตงโมได้
ทันทีที่ฉินเหยามาถึงโรงเพาะกล้า ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ก็สวมเสื้อกันฝนฟางตามกันมาติดๆ
โรงเพาะกล้ารองรับคนจำนวนมากขนาดนั้นไม่ไหว ฉินเหยาจึงให้พวกเขาต่อแถวที่หน้าประตู ทุกคนก็ไม่มีใครปริปากบ่น ยืนตากฝนรอคอยอยู่ด้านนอกอย่างใจจดใจจ่อ
“ข้าขอพูดเรื่องที่ไม่น่าฟังไว้ก่อน” ฉินเหยาหยิบถุงในมือขึ้นมา “เมล็ดพันธุ์มีอยู่เท่านี้ ทุกเมล็ดล้วนล้ำค่า ดังนั้นข้าหวังว่าหลังจากที่ทุกคนได้รับเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว จะไม่นำไปวางทิ้งไว้ข้างๆแล้วไม่สนใจไยดีอีก”
“อีกอย่าง!” นางหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น “เมล็ดพันธุ์นี้ข้าจะแจกให้เฉพาะคนที่ตั้งใจจะปลูกจริงๆเท่านั้น พวกที่มาเพื่อความสนุกสนานหรือหวังจะฉวยโอกาส ข้าขอแนะนำให้พวกท่านถอนตัวออกไปเสียตอนนี้เลย จะได้ไม่ต้องมาเจอกันทีหลังแล้วมองหน้ากันไม่ติด”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชาวบ้านบางส่วนในกลุ่มก็มีสีหน้าเจื่อนๆ แต่ในเมื่อมาถึงแล้วก็ลองดูสักตั้ง
ปีที่แล้วตอนที่เถ้าแก่ไป๋มาซื้อแตงที่บ้านของฉินเหยา ราคาลูกละตั้งสองร้อยเหวินเชียวนะ!
ดังนั้น นี่ไหนเลยจะเป็นแตงเย็น มันคือแตงทองชัดๆ
ปลูกได้ก็คือกำไร
ดังนั้น ทุกคนต่างก็รีบแสดงตนว่าพวกตนล้วนตั้งใจจริง จะไม่มีทางทำให้เมล็ดแตงล้ำค่าเช่นนี้ต้องสูญเปล่าเด็ดขาด
ฉินเหยาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะแจกเมล็ดพันธุ์ นางได้เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “ทุกคนรู้กฎของข้าใช่หรือไม่”
ชาวบ้านขานรับ “รู้ๆ รู้ดีเลย ฉินเหนียงจื่อ ท่านวางใจได้เลย หากปลูกแตงออกมาได้ อย่าว่าแต่สองส่วนเลยจะแบ่งให้ท่านห้าส่วนก็ยังนับว่าสมควรด้วยซ้ำไป!”
ฉินเหยาจึงได้เชิญนางจางเข้ามา “ท่านแม่ ท่านรับหน้าที่แจกเมล็ดพันธุ์ ส่วนข้าจะรับหน้าที่ลงทะเบียน”
ผู้ที่มาในวันนี้มีทั้งสิ้นยี่สิบเจ็ดคน ในจำนวนนี้มีห้าคนที่ขึ้นชื่อว่ายากจนที่สุดในหมู่บ้าน ข้าวสารที่ตระกูลให้หยิบยืมเมื่อคราวเกิดทุพภิกขภัยปีก่อน ปีนี้ก็ยังคงไม่มีปัญญาใช้คืน ได้แต่หวังว่าการปลูกแตงในปีนี้จะช่วยให้พวกเขาปลดหนี้ได้
คนทั้งห้านี้มีท่าทีจริงจังเป็นพิเศษ เมื่อได้รับเมล็ดแตงโมแล้วก็จะคุกเข่าโขกศีรษะให้ฉินเหยาตรงนั้นทันที ทำเอาฉินเหยาที่กำลังจดบันทึกอยู่ถึงกับตกใจ
“ลุกขึ้น!” นางยื่นมือไปคว้าทีเดียว คนที่กำลังคุกเข่าอยู่ก็ถูกนางดึงลุกขึ้นมาทั้งตัว ปลายเท้าถึงกับลอยจากพื้นเล็กน้อย ง่านดายราวกับกำลังหิ้วลูกเจี๊ยบอย่างนั้น
คนที่ถูกดึงขึ้นมากลับตกใจเสียเอง กว่าจะทรงตัวได้อย่างมั่นคงก็ยืนนิ่งตะลึงงันไปสองวินาที ก่อนจะโค้งคำนับอย่างสุดซึ้งแล้วถอยไปอยู่ข้างๆ สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะปิดบัง
เมล็ดแตงโมหลายสิบเมล็ดนี้ สำหรับบางคนอาจเป็นเพียงการลองปลูกดู แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง มันก็คืออิฐทองคำที่จะพลิกชีวิตของพวกเขา ดังนั้นชาวบ้านที่ได้รับเมล็ดแตงโมไปจึงมีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป
บางคนสงบนิ่ง บางคนดีใจอย่างยิ่งและบางคน…ก็มีน้ำตาคลอเบ้าแล้ว
นางจางมองเห็นปฏิกิริยาเหล่านี้ของทุกคนอยู่ในสายตา ในใจของนางก็รู้สึกทั้งพึงพอใจและปลาบปลื้ม เป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง
นางหันกลับไปมองฉินเหยาที่กำลังนั่งก้มหน้าจดบันทึกอยู่ที่โต๊ะไม้ขาเป๋ตัวหนึ่ง อาจเป็นเพราะแสงสะท้อนจากเปลวไฟในอ่างไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่ในโรงเพาะกล้าด้านหลัง นางเพียงรู้สึกว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้านางผู้นี้…ทั้งร่างของนางกำลังส่องประกายเจิดจ้า
เมื่อแจกเมล็ดพันธุ์จนหมดแล้ว ฉินเหยาก็ปิดสมุดบันทึกแล้วนำดินหนึ่งกระบุงและไหดินเผาใบเล็กๆที่มีรอยบิ่นอยู่สองสามใบซึ่งเตรียมไว้ก่อนหน้าออกมา ลงมือสอนชาวบ้านปลูกแตงโมตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะกล้าพร้อมๆกับนางจาง
“ที่จริงแล้วการเพาะกล้าแตงนั้นก็คล้ายกับการเพาะกล้าต้นข้าวนั่นแหละ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของดิน…”
ขณะที่ฉินเหยาพูด นางจางก็ลงมือปฏิบัติให้ดูพร้อมกับเสริมเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆในการปลูกผักจากประสบการณ์ส่วนตัวของนาง
พอพูดถึงเรื่องการปลูกผัก ชาวบ้านก็เริ่มเข้าใจได้ทันที เมื่อเทียบกับเรื่องอุณหภูมิความชื้นที่ฉินเหยาพูดแล้ว ภาษาที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาของนางจางกลับเป็นที่คุ้นเคยของทุกคนมากกว่า
ต้องแช่ในน้ำอุ่นก่อน คือน้ำที่พอใช้มือสัมผัสแล้วรู้สึกอุ่นเพียงเล็กน้อย
แช่ทิ้งไว้หนึ่งคืนแล้วใช้ผ้าเปียกที่ซักจนสะอาดห่อไว้ นำไปไว้ในที่ที่อุ่นที่สุดของบ้านเพื่อบ่มให้แตกหน่อ
ช่วงนี้เป็นเดือนสาม อุณหภูมิยังไม่สูงพอ ต้องจุดถ่านให้ความร้อนเหมือนในโรงเพาะกล้า
หรือจะวางไว้ใกล้ๆกับเตาไฟที่ใช้หุงหาอาหารในบ้านก็ได้เช่นกัน
หลังจากนั้นก็ต้องคอยดูว่าเมล็ดจะแตกหน่อหรือไม่
“ทุกคนคงรู้วิธีเพาะถั่วงอกใช่หรือไม่ เหยาเหนียงบอกว่ามันก็คล้ายๆกับการเพาะถั่วงอกนั่นแหละ พอแตกหน่อแล้วก็เอาไปโรยบนแปลงเพาะที่เตรียมไว้ รดน้ำหน่อยก็จะโตเร็วยิ่งขึ้น” นางจางอธิบาย
ชาวบ้านพยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที พวกเขาล้วนเคยทำงานในไร่ในนามาก่อน เรื่องนี้ไม่ยากเลย
ฉินเหยาเอ่ยเตือน “แปลงของแตงนั้นต้องเลือกให้ดี ต้องเป็นที่ที่สูง ดินร่วนซุยและเป็นที่ที่แสงแดดส่องถึงได้ตลอดทั้งวันจึงจะดีที่สุด”
“ปลูกในที่ดินแบบอื่นไม่ได้หรือ”
พลันมีเสียงที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นมาจากด้านหลังของกลุ่มชาวบ้าน น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าจะแอบฟังอยู่นานแล้ว
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย ซ่งจางอยู่ในชุดลำลอง มือหนึ่งจูงม้าไว้ ด้านหลังมีผู้ติดตามที่จูงม้าอยู่เช่นกันอีกหนึ่งคน สองนายบ่าวหยุดยืนอยู่นอกกลุ่มฝูงชนแล้วผงกศีรษะให้นางเล็กน้อย
ชาวบ้านไม่รู้ว่าคนผู้นี้คือใคร แต่เมื่อเห็นการแต่งกายที่ดูเรียบง่ายทว่าสูงศักดิ์ของอีกฝ่ายก็ไม่น่าจะใช่คนธรรมดาจึงรีบหลีกทางให้เขาอย่างนอบน้อม
ตอนที่ 417: ช่างเจรจาเสียจริง
ซ่งจางส่งม้าให้ผู้ติดตามแล้วเดินเข้ามานั่งยองๆลงตรงหน้าฉินเหยา เขาชี้ไปยังดินที่ใช้สาธิตบนพื้นแล้วเอ่ยถามคำถามเดิมอีกครั้ง
“นอกเหนือจากเงื่อนไขที่เจ้ากล่าวมาเมื่อครู่นี้แล้ว ที่ดินแบบอื่นปลูกไม่ได้เลยหรือ”
ฉินเหยาไม่คิดว่าเขาจะมาอย่างเงียบๆเช่นนี้ เพียงพาผู้ติดตามมาแค่คนเดียว ก่อนมาก็ไม่ส่งข่าวบอกกล่าวกันสักคำ ช่างลับๆล่อๆเสียจริง
แต่ก็พอจะดูออกว่าซ่งจางไม่ได้ตั้งใจจะให้ชาวบ้านรู้ถึงฐานะของเขา นางจึงพยักหน้าให้เขาเป็นการทักทายแล้วตอบว่า
“ที่ดินแบบอื่นก็ปลูกได้เจ้าค่ะ แต่จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของแตงอย่างมาก”
ซ่งจางทำท่าราวกับฟังไปอย่างนั้นแล้วกล่าวกับตนเองว่า “แตงเย็นนั้นมาจากแคว้นซีอวี้ ในจงหยวนหาได้ยากยิ่ง ไม่คิดเลยว่าฉินเหนียงจื่อจะรู้วิธีปลูกแตงเย็นนี้ด้วย”
ฉินเหยามุมปากกระตุก เมื่อเห็นท่าทางสงสัยของนางจางจึงลุกขึ้นอธิบาย “ท่านแม่ มีแขกมา ข้าจะพาแขกกลับไปนั่งพักที่บ้านก่อนนะเจ้าคะ”
แม้นางจางจะไม่รู้ว่าซ่งจางคือใคร แต่ก็พอจะเดาได้ลางๆ เพราะก่อนหน้านี้หลิวจ้งก็เพิ่งจะบอกว่าใต้เท้านายอำเภอจะมาเยี่ยมเยียนที่บ้านของฉินเหยา
นางรีบโบกมือไม่หยุด “ไปเถอะ ไปเถอะ ทางนี้มีข้าอยู่แล้ว”
พูดจบก็หันไปยิ้มให้ซ่งจางอย่างมีมารยาท
ซ่งจางพยักหน้าอย่างสุภาพ ลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับให้นางจางอย่างผู้น้อย จากนั้นจึงเรียกผู้ติดตามแล้วเดินตามฉินเหยาไปอย่างอารมณ์ดี
“คราวก่อนที่มาเมืองจินสือ ได้ไปเพียงหมู่บ้านอื่นสองสามแห่งกลับพลาดหมู่บ้านตระกูลหลิวที่มีทิวทัศน์งดงามเช่นนี้ไป” ซ่งจางกล่าวอย่างประหลาดใจ
ฉินเหยาไม่ได้ตอบคำ เขาจึงเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ต่อไป “ได้ยินมาว่ามหาบัณฑิตยังได้สร้างเรือนไว้ในหมู่บ้านของพวกเจ้าเพื่อพำนักระยะยาวด้วย ไม่ทราบว่าเป็นหลังไหนรึ”
พอพูดถึงเรื่องบ้าน แววตาของฉินเหยาก็พลันสว่างวาบขึ้น นางหยุดเดินที่ข้างสะพานแล้วชี้มือลึกเข้าไปในหมู่บ้าน “นั่นปะไรเจ้าคะ ทางนั้น เห็นระเบียงกลางแจ้งที่ยื่นออกมานั่นหรือไม่ นั่นแหละเจ้าค่ะ”
“ใต้เท้าอยากจะลองไปดูหรือไม่เจ้าคะ” น้ำเสียงของฉินเหยาเจือไปด้วยความกระตือรือร้นอยู่สองส่วน กล่าวราวกับกำลังโน้มน้าวใจ “เป็นท่านอาจารย์ที่ออกแบบด้วยตนเอง โดยดัดแปลงมาจากบ้านเก่าที่ถูกทิ้งร้างในหมู่บ้าน เป็นเรือนปทุมที่พิเศษยิ่งนัก”
นางพูดพลางเหลือบมองซ่งจางอีกครั้งแล้วกล่าวเสริม “หากใต้เท้าสนใจก็สามารถเลือกบ้านเก่าที่มีทิวทัศน์งดงามสักแห่งในหมู่บ้านมาดัดแปลงเองได้นะเจ้าคะ”
นางไม่รอให้ซ่งจางเอ่ยปากก็รีบชิงพูดตัดหน้าเขาไปก่อน “หลังจากดัดแปลงแล้ว ใต้เท้าอยากจะพักนานเท่าใดก็ได้ อย่างไรเสียท่านก็คือใต้เท้านายอำเภอ หากทราบว่าท่านประสงค์จะมาพักผ่อนที่นี่บ่อยๆ ทางหมู่บ้านย่อมยินดีมอบโฉนดที่ดินบ้านเก่าให้ท่าน โดยไม่ต้องให้ท่านเสียเงินแม้แต่แดงเดียว!”
ผู้ติดตามได้ฟังถึงกับใจเต้น ไม่ใช่เพราะอยากได้บ้านเก่าของหมู่บ้านตระกูลหลิว แต่เพราะจะได้เป็นเพื่อนบ้านกับมหาบัณฑิต
เขามองไปยังใต้เท้านายอำเภอของตนด้วยความคาดหวังทันที “นายท่าน ท่านไม่ใช่ว่าพูดอยู่เสมอหรือขอรับว่าจะหาโอกาสมาคารวะอาจารย์กงเหลียง วันนี้ก็เป็นโอกาสอันดีมิใช่หรือ”
ฉินเหยายิ้มอย่างขอโทษ “ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ ตอนนี้มหาบัณฑิตไม่อยู่ที่เรือนปทุม แต่รออีกเพียงสามวันก็จะได้พบท่านแล้ว”
คำนวณวันดูแล้วอีกสามวันกงเหลียงเหลียวก็จะเดินทางมาถึง
ผู้ติดตามของซ่งจางถอนหายใจอย่างน่าเสียดาย เขานึกว่าจะได้พบมหาบัณฑิตในวันนี้เสียอีก
“แต่ถึงแม้คนจะไม่อยู่ ไปชมเรือนก่อนก็ไม่เลวนะเจ้าคะ” ฉินเหยายังคงชักชวนต่อไป
นางพลันตระหนักได้ว่าซ่งจางก็เป็นลูกค้ารายใหญ่เช่นกัน
หากเหล่าพ่อค้าคหบดีในอำเภอไคหยางรู้ว่านายอำเภอก็ดัดแปลงบ้านเก่าในหมู่บ้านตระกูลหลิวไว้หลังหนึ่ง พวกเขาจะไม่แห่กันตามมาหรือ
เมื่อถึงตอนนั้น ที่ดินสำหรับสร้างบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวก็จะมีค่าดั่งทองคำแล้ว!
ซ่งจางจ้องมองฉินเหยาอย่างกังขาสองวินาที คิดไม่ออกว่านางพยายามแนะนำบ้านเก่าในหมู่บ้านตระกูลหลิวให้เขาอย่างกระตือรือร้นเช่นนี้ด้วยเหตุผลอันใดกันแน่
แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว ไม่ได้พบมหาบัณฑิต ไปชมบ้านที่เขาพักอยู่ก็ยังดี
“ในเมื่อฉินเหนียงจื่อมีน้ำใจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ไปชมดูสักหน่อยแล้วกัน” ซ่งจางยิ้มรับคำ
ในที่สุดฉินเหยาก็เผยรอยยิ้มให้เขา นางผายมือทำท่าเชื้อเชิญ เดินนำทางอยู่เบื้องหน้า เดินพลางบรรยายไปพลางว่าทิวทัศน์ทั้งสี่ฤดูของหมู่บ้านตระกูลหลิวนั้นงดงามเพียงใดและการได้อาศัยอยู่ที่นี่ช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีเพียงใด
ซ่งจางและฉินเหยาไม่ค่อยได้พบปะกัน หากนับดูแล้วก็เคยพบกันเพียงแค่ตอนปราบโจรภูเขาและอีกครั้งก็คือที่หน้าศาลบรรพชนตระกูลติงเมื่อคราวก่อน รวมทั้งสิ้นสองครั้งเท่านั้น
ส่วนใหญ่แล้ว เขาจะได้ยินเรื่องราวของฉินเหยาจากปากของผู้อื่น
บ้างก็ว่านางเป็นหญิงแกร่งที่ดุร้าย บ้างก็ว่าเป็นนายพรานผู้เย็นชาที่ยิงธนูไม่เคยพลาดเป้าและบ้างก็ว่าเป็นผู้นำจอมเผด็จการของหมู่บ้านตระกูลหลิว
แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ไม่เคยมีใครบอกเขาเลยว่า…นางจะช่างเจรจาถึงเพียงนี้!
ทั้งสามคนเดินทางมาถึงเรือนปทุมในที่สุด วาทศิลป์การขายที่ทั้งบอกเป็นนัยและบอกอย่างตรงไปตรงมาที่ดังอยู่ข้างหูของซ่งจางจึงได้หยุดลง
เขามองฉินเหยาที่เดินไปข้างหน้าเพื่อหากุญแจมาเปิดประตูแล้วลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เมื่อเจ้าของบ้านไม่อยู่ เรือนทั้งหลังก็ไม่มีคนดูแลจึงมีฝุ่นจับอยู่หนึ่งชั้น
ฉินเหยาผลักประตูใหญ่ให้เปิดออก ใช้มือพัดอยู่สองสามครั้งจึงปัดเป่าฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศออกไปได้
นี่ต้องขอบคุณฝนที่ตกพรำๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มิเช่นนั้นแล้วคงได้สูดฝุ่นเข้าไปเต็มปอดเป็นแน่
ฉินเหยาตบฝุ่นที่กางเกงของตนเอง ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเรียกอาวั่งกับหลิวจี้มาช่วยกันทำความสะอาดบ้านสักรอบ
เมื่อหันกลับไป เห็นซ่งจางยืนมองอย่างใคร่รู้ด้วยท่าทีเกรงใจอยู่ที่ประตูจึงกวักมือเรียก “เข้ามาชมด้านในได้เจ้าค่ะไม่เป็นไร ห้องต่างๆล้วนลงกลอนไว้ ข้าไม่มีกุญแจ ชมได้เพียงในลานบ้านเท่านั้น”
ฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวมีรสนิยมทางสุนทรียะที่ไม่เลวเลยทีเดียว เรือนที่มองจากภายนอกก็ดูไม่ธรรมดาแล้ว ด้านในยิ่งเต็มไปด้วยรายละเอียด การจัดวางอันชาญฉลาดและความคิดสร้างสรรค์อันน่าทึ่งของเจ้าของบ้าน มองแล้วทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นเต้นตื้นตันใจ
ผู้ติดตามเอ่ยถามอย่างนอบน้อมพลางเก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้ “ฉินเหนียงจื่อ เดิมทีที่นี่เป็นเพียงบ้านร้างจริงๆ หรือขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้า “ใช่แล้ว ภาพของเรือนก่อนหน้านี้พวกเรายังมีแบบร่างเก็บไว้ หากไม่เชื่อ เดี๋ยวพอกลับไปถึงบ้านข้าแล้วจะนำออกมาให้พวกท่านดูก็ได้”
เมื่อพูดถึงแบบร่างนี้ก็ใช่ว่าจะได้มาโดยง่าย
เป็นฉีเซียนกวนที่ทนดูศิษย์น้องของตนที่แม้แต่วาดภาพก็ยังทำไม่เป็นไม่ได้จึงใช้เรือนปทุมหลังเก่าเป็นต้นแบบ คอยจับมือสอนหลิวจี้ร่างภาพนี้ขึ้นมาอย่างยากลำบากเป็นเวลาสามวัน
ไม่คิดเลยว่าเมื่อนำออกมาอีกครั้ง จะยังสามารถใช้เปรียบเทียบภาพก่อนและหลังการดัดแปลงของเรือนปทุมในปัจจุบันได้
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาบ้างแล้วหรือยัง”
หลังจากลงกลอนประตูใหญ่ของเรือนปทุมเรียบร้อยแล้ว ขณะที่กำลังนำทางซ่งจางไปยังบ้านของตน ฉินเหยาก็เอ่ยถามอย่างมั่นใจ
ผู้ติดตามที่พยักหน้าอย่างบ้าคลั่งถูกซ่งจางถลึงตาใส่จึงรีบก้มหน้าลงทันทีแล้วจูงม้าเดินตามอยู่ข้างหลังอย่างสงบเสงี่ยม
เมื่อเห็นว่าผู้ติดตามของตนสงบเสงี่ยมลงแล้ว ซ่งจางจึงแย้มยิ้มเล็กน้อย กล่าวอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนว่า “ก็ไม่เลว”
ฉินเหยายังไม่ยอมแพ้ กล่าวพลางยิ้ม “ท่านใต้เท้าจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาชนบท โดยเลือกบ้านร้างสักหลังเพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่เหล่าคหบดีผู้มั่งคั่งทั่วทั้งอำเภอหน่อยเป็นอย่างไรเจ้าคะ”
สมกับที่เป็นนายอำเภอ ซ่งจางพลันได้กลิ่นที่ผิดแผกไปจากปกติจากประโยคนี้ในทันที
เป็นหมู่บ้านยากจนเหมือนกัน แต่หมู่บ้านตระกูลหลิวกลับเปลี่ยนแปลงไปทุกปี และดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าใครก็ย่อมต้องสงสัยใคร่รู้และอยากจะมาสืบหาความจริงที่นี่
เดิมทีซ่งจางเพียงคาดเดาจากข้อมูลต่างๆที่เขามีอยู่ว่าการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านตระกูลหลิวนั้นเกี่ยวข้องกับฉินเหยา
เมื่อได้ฟังคำพูดของฉินเหยาในตอนนี้ เขาก็สามารถมั่นใจได้แล้วว่า…นางคือต้นตอของเรื่องทั้งหมด
สตรีวัยยี่สิบต้นๆที่ลี้ภัยมาจากต่างถิ่น ทั้งยังมีพละกำลังมหาศาลสามารถปราบโจรฆ่าเสือได้ ทั้งยังสามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์อันชาญฉลาดอย่างกังหันน้ำและหีบหนังสือพลังเซียนขึ้นมา สร้างโรงงานได้ อีกทั้งยังรู้วิธีปลูกแตงเย็นจากแคว้นซีอวี้และยังทำโรงเพาะกล้าอะไรนั่นอีก
รอบรู้และทำได้ทุกสิ่งถึงเพียงนี้ ต่อให้บอกว่านางมิใช่เทพเซียนก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อ
แต่ทว่า…นางกลับเป็นเพียงคนธรรมดา
คนที่มีเลือดมีเนื้อและกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างมีชีวิตชีวาในขณะนี้
ตอนที่ 418: คันธนูหักสะบั้น
ซ่งจางจ้องฉินเหยาเขม็งอยู่สามวินาที เมื่อเห็นสีหน้าของนางเริ่มเย็นชาลงจึงเอ่ยปากหยั่งเชิงขึ้น
“ฉินเหนียงจื่อ สนใจจะทำข้อตกลงกับข้าผู้แซ่ซ่งสักหน่อยหรือไม่”
ฉินเหยาตอบอย่างชัดเจนและเด็ดขาด “ไม่สนใจ!”
ซ่งจาง “…”
เขาถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ รีบเปลี่ยนคำพูดทันที “ผู้แซ่ซ่งสามารถซื้อบ้านร้างในหมู่บ้านสักหลังเพื่อดัดแปลงได้”
ฉินเหยาตอบอย่างจริงใจ “เช่นนั้นก็พอจะคุยกันได้เจ้าค่ะ”
ปฏิกิริยาที่จริงใจถึงเพียงนี้ทำเอาซ่งจางถึงกับหายใจสะดุดไปอีกครั้ง เขาอ้าปากแล้วก็หุบลง ไม่ต้องการจะพูดอะไรออกมาจริงๆ ได้แต่ฝืนกระตุกมุมปากแล้วเดินตามฉินเหยาข้ามสะพาน ขึ้นเนินลาดไปยังบ้านของนาง
หลิวจี้เพิ่งจะออกจากห้องน้ำและกลับเข้ามาทางประตูหลังพอดี เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในเรือนส่วนหน้า คิดว่าฉินเหยากลับมาแล้วจึงโผล่ศีรษะออกมาดูนางสักหน่อย
แต่พอมองดู ให้ตายเถอะกลับได้เห็นใต้เท้านายอำเภอในชุดที่ไม่ใช่ชุดขุนนาง
หลิวจี้รีบเดินออกมาทักทาย
“จี้มาสายแล้ว ไม่ได้ต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ หวังว่าท่านใต้เท้าจะไม่ถือสาหาความนะขอรับ!”
พูดจบก็โค้งคำนับหนึ่งที ไม่รอให้ซ่งจางตอบรับก็กล่าวต่อไปทันที
“สามัญชนผู้นี้ยังมีธุระด่วน ไม่ขอรบกวนท่านแล้ว ท่านตามสบาย ประหนึ่งว่าอยู่ที่บ้านของตนเองได้เลย หลิวจี้ขอตัวก่อน!”
พูดจบก็โค้งคำนับลาอีกครั้ง หันหลังแล้ววิ่งเข้าไปในห้องหนังสือโดยไม่หันกลับมามอง
ซ่งจางมองอย่างงุนงงเล็กน้อย “ฉินเหนียงจื่อ สามีของเจ้านี่เขา…?”
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ กำลังเร่งทำการบ้านอยู่ พวกเราไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก”
นางผายมือเชิญคนเข้าห้องโถง “ใต้เท้าเชิญนั่งในเรือนก่อนเจ้าค่ะ เรือนของข้าซอมซ่อ หากต้อนรับขับสู้ได้ไม่ดีพอ ท่านโปรดอภัยด้วย”
“อาวั่ง ชงชา!”
แต่เขาต้องอยู่แถวนี้แน่.นอน เมื่อได้ยินเสียงของนาง เขาก็จะปรากฏตัวที่ห้องครัวในทันที
“…โอ้” ซ่งจางรับคำอย่างลังเลแล้วให้ผู้ติดตามดูแลม้าอยู่ด้านนอก ส่วนตนเองก็เดินตามฉินเหยาเข้ามานั่งในห้องโถง
เมื่อครู่นี้เขายังสงสัยอยู่เลยว่าอาวั่งที่ฉินเหยาเรียกนั้นเป็นสุนัข แต่พอเขานั่งลงปุ๊บ ที่ห้องครัวซึ่งเมื่อครู่ยังว่างเปล่าพลันก็ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งขึ้นมา เขาชงชาร้อนๆอย่างลวกๆสองถ้วยแล้วยกออกมาให้
ซ่งจางมองผู้มาใหม่อย่างประหลาดใจ รูปร่างหน้าตาธรรมดา ท่าทางก็ธรรมดา พอยืนอยู่ข้างประตูก็แทบจะไม่มีตัวตน
เพียงแต่…รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆอยู่เสมอ
ซ่งจางนึกสงสัยในใจพลางยกถ้วยชาดินเผาหยาบๆขึ้นมาจิบ ระหว่างทางมาที่นี่เขายังไม่ได้ดื่มน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว กระหายจะตายอยู่แล้ว
ชาร้อนไปหน่อย ใบชาก็ยังไม่คลี่ตัวเต็มที่ น้ำก็กระด้าง เรียกได้ว่าแค่พอแก้กระหายเท่านั้น
แต่เมื่อเห็นท่าทางการดื่มชาต่างน้ำของฉินเหยาแล้ว ซ่งจางก็พอจะเข้าใจได้ลางๆว่า ชาของบ้านฉินเหยาก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำเปล่า
เมื่อวางถ้วยชาลง ซ่งจางกวาดสายตามองไปทั่วห้องที่เรียบง่ายแต่ไม่ซอมซ่อนี้หนึ่งรอบ รู้สึกว่าตนเองเข้าใจในตัวฉินเหยามากขึ้นอีกหลายส่วน ในใจจึงเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นเล็กน้อย
การมาครั้งนี้ของเขามีส่วนที่เป็นการเดิมพันอยู่ด้วย
การเผชิญหน้ากับบุคคลอันตรายเช่นฉินเหยาโดยพาผู้ติดตามมาเพียงคนเดียว ถือเป็นการเสี่ยงภัยอย่างยิ่ง
หากนางเกิดไม่พอใจขึ้นมา ต่อให้เขาเป็นนายอำเภอก็อาจจะจบชีวิตด้วยน้ำมือของนางได้
เพราะตอนที่นางจะจัดการกับจินฉานฉู นางก็ไม่เคยเกรงกลัวอำนาจของอีกฝ่ายเลย
แล้วนับประสาอะไรกับเขาที่เป็นนายอำเภอมาจากต่างถิ่นเล่า
“ท่านใต้เท้ามีความคิดอันใดก็โปรดพูดมาตรงๆเถิด พวกเราจะได้ไม่ต้องพูดจาไร้สาระและทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” ฉินเหยารออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เห็นซ่งจางเอ่ยปากจึงเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน
ซ่งจางกำลังครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะเอ่ยปากอย่างไรดี แต่ก็ยังคิดไม่ออก ฉินเหยาก็ชิงเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน เขาจึงรีบฉวยโอกาสจากคำพูดของนาง ย้อนถามขึ้นก่อน
“ฉินเหนียงจื่อมีเรื่องกลุ้มใจอันใดบ้างหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “กำลังมีเรื่องกลุ้มใจเรื่องใหญ่อยู่พอดีเจ้าค่ะ”
ดวงตาของซ่งจางพลันสว่างวาบ “เชิญพูดมาได้เลย”
ขอเพียงแค่ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป เขาก็สามารถช่วยนางจัดการได้
“เรื่องนี้สำหรับท่านใต้เท้าแล้วไม่น่าจะใช่เรื่องยากนะเจ้าคะ” ฉินเหยานึกถึงชีวิตอันแสนสุขสบายของช่างไม้หลิวที่บ้านในตอนนี้ก็เผยสีหน้าโหยหาออกมาหลายส่วนแล้วกล่าวอย่างคาดหวัง
“ข้าเปิดโรงงานขึ้นมาแห่งหนึ่ง แต่ตัวข้ากลับเป็นคนค่อนข้างเกียจคร้าน ท่านใต้เท้าพอจะมีวิธีดีๆที่จะทำให้โรงงานของข้ายังคงทำเงินให้ข้าต่อไปได้ และยังสามารถทำให้ข้าเกียจคร้านอยู่เฉยๆได้บ้างหรือไม่เจ้าคะ”
ซ่งจางชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด แค่นี้รึ
นี่นับเป็นเรื่องยากอันใดกัน เพียงแค่หาบ่าวที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้สักคนก็แก้ไขได้แล้ว
“ไม่มีเรื่องอื่นแล้วหรือ” ซ่งจางเอ่ยถามหยั่งเชิง
ทำท่าราวกับอยากให้นางร้องขอเรื่องต่างๆให้มากขึ้นอีก
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว”
ซ่งจางลอบสูดหายใจเข้าลึกๆในใจ เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้สำหรับเขาแล้วเป็นเพียงเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ที่บ้านของหลี่เจิ้งมีบ่าวรับใช้ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ฉินเหยาต้องการอยู่พอดี มอบให้นางสักคนก็ไม่เป็นไร
แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายเขาเองกลับเป็นเรื่องยาก
การต่อรองนั้นสำคัญที่สุดคือข้อแลกเปลี่ยน ในเมื่อข้อแลกเปลี่ยนที่อีกฝ่ายเสนอมามีเพียงเท่านี้ ข้อเรียกร้องของเขาก็ไม่ควรจะสูงกว่าของนางมากเกินไปนัก
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของซ่งจาง ฉินเหยาก็เอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “ใต้เท้าประสบปัญหาอันใดอยู่หรือเจ้าคะ”
นางก็เลียนแบบคำพูดของเขา บอกให้เขาลองพูดออกมาอย่างกล้าหาญดูบ้าง
ซ่งจางจ้องนางอยู่เป็นนานราวกับกำลังประเมินว่านางจะไว้ใจได้หรือไม่ จ้องเสียจนฉินเหยารู้สึกขบขัน ในใจคิดว่าในเมื่อไม่ไว้ใจข้าแล้วจะวิ่งมาหาข้าทำไมกัน
แต่บนใบหน้ากลับยังคงอดทนได้เป็นอย่างดี ให้อาวั่งนำเนื้อหมาป่าแดดเดียวมาอีกหนึ่งจาน กินของว่างไปพลางๆ รอให้เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากเอง เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
ในห้องโถงมีเพียงเสียงเคี้ยวเนื้อหมาป่าแดดเดียวของฉินเหยา นางผลักจานไปให้เขาอย่างมีน้ำใจ “ใต้เท้าลองชิมดูสิเจ้าคะ เนื้อหมาป่าแดดเดียวในเมืองคงจะหาซื้อได้ไม่ง่ายนัก”
ซ่งจางมองนางแวบหนึ่ง ฉินเหยาพยักพเยิดไปทางจานเป็นการยืนยัน เขาจึงลองหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งใส่ปากอย่างลังเลแล้วค่อยๆเคี้ยวช้าๆ
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ดีกว่าที่คาดไว้ใช่หรือไม่” นางเอ่ยถาม โดยไม่รอให้เขาตอบก็กล่าวต่อไปเอง
“หมาป่าดูภายนอกดุร้ายรับมือยาก แต่ที่จริงแล้วการจะฆ่ามันก็ง่ายดายนัก ขอเพียงมีอาวุธที่เฉียบคม ต่อให้เป็นหมาป่าที่ดุร้ายเพียงใดก็มิใช่คู่ต่อสู้ของมนุษย์”
“ฟังฉินเหนียงจื่อพูดเช่นนี้แล้ว ดูเหมือนว่าจะง่ายดายมากจริงๆ” ซ่งจางหัวเราะออกมาพลางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ว่านางใช้อาวุธอะไรในการฆ่าหมาป่า
ฉินเหยากลับเข้าไปในห้องแล้วหยิบคันธนูของตนเองออกมาให้เขาดูอย่างใจกว้าง
ซ่งจางขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ล้วนเป็นลูกธนูที่ชำรุดแล้วหรือ”
ฉินเหยาหยิบคันธนูและลูกธนูที่ชำรุดขึ้นมา ขึ้นสายพลางหัวเราะกล่าวว่า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอเพียงแค่ยังใช้ได้ก็คือลูกธนูที่ดี”
พูดจบ นางก็น้าวคันธนูจนสุดสาย นิ้วก็ปล่อยสายธนูที่ขึงตึง ‘ฟิ้ว’ เสียงหนึ่ง ลูกธนูที่หักก็แหวกอากาศพุ่งออกไป วาดวิถีโค้งอันงดงามในอากาศ สุดท้ายก็ปักลึกลงไปในดินโคลนบนลานดินนอกรั้ว
ซ่งจางรีบลุกขึ้นยืนมองตามไป เห็นเพียงปลายหางขนนกที่ชำรุดครึ่งหนึ่งกำลังสั่นไหวอย่างสิ้นหวังท่ามกลางสายฝนพรำ
ฉินเหยาส่งสายตาให้อาวั่ง อาวั่งก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินอาดๆออกไปนอกประตู ตรงไปยังจุดที่ลูกธนูปักอยู่ ต้องออกแรงอยู่พักใหญ่จึงจะสามารถดึงลูกธนูที่ปักลึกอยู่นั้นออกมาได้
เขาหยิบลูกธนูนั้นกลับมา วางลงบนโต๊ะเล็กๆที่อยู่ตรงหน้าฉินเหยาและซ่งจางเบาๆ
ซ่งจางพินิจดูอย่างละเอียด โคลนเปียกชื้นเปรอะเปื้อนอยู่เกือบจะตลอดทั้งก้านธนู เห็นได้ชัดถึงอานุภาพของมัน
สีหน้าตื่นตระหนกฉายวาบผ่านดวงตาของซ่งจางอย่างรวดเร็ว ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดหวังหม่าอู่และคนอื่นๆจึงรู้สึกหวาดกลัวยามเอ่ยถึงฉินเหยา
“บ้าเอ๊ย!”
พลันมีเสียงสบถอย่างหัวเสียของฉินเหยาดังขึ้นในห้องโถง
ซ่งจางหันกลับไปมอง คันธนูในมือนางคงจะทนรับการทรมานด้วยพละกำลังมหาศาลเช่นนี้ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ตัวคันธนูจึงปริแตกออกทันที
ฉินเหยารู้สึกจนปัญญา ก่อนหน้านี้ตอนฆ่าหมาป่าก็ยังใช้ได้ดีๆอยู่เลย วันนี้เพิ่งจะหยิบขึ้นมายิงไปแค่ดอกเดียว มันกลับหักสะบั้นลงเสียได้
แต่เมื่อคิดดูอีกที นางก็ใช้งานมันอย่างไม่บันยะบันยังมาเกือบสองปีแล้ว ดูเหมือนว่ามันก็ควรจะหักได้แล้วเช่นกัน
ตอนที่ 419: สามแผนการ
เมื่อหันไปเห็นซ่งจางที่กำลังยืนตะลึงงันอยู่ด้านหลัง ฉินเหยาลังเลอยู่ครึ่งวินาทีก็ตัดสินใจยัดคันธนูหักใส่มือของเขา “ต้องเพิ่มคันธนูดีๆให้อีกหนึ่งคันด้วย!”
ซ่งจางหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างไม่อยากจะเชื่อ เพื่อปิดบังความยินดีในแววตาของตน
หมายความว่า…นางตอบตกลงโดยที่ยังไม่ได้ถามเลยด้วยซ้ำว่าเขาต้องการให้นางทำอะไร?!
ฉินเหยากลับมานั่งลง ดวงตาของนางโค้งราวกับกำลังยิ้ม “ข้ารู้ว่าท่านอยากจะทำอะไรบางอย่างในตำแหน่งนี้”
ครั้งนี้ซ่งจางตกใจจริงๆ เป็นความตกใจชนิดที่สีหน้าไม่อาจปิดบังได้มิด
เขานั่งลงอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย ไม่ลืมที่จะวางคันธนูที่หักลงอย่างเบามือ เผื่อว่าตอนกลับไปจะได้นำไปให้ช่างฝีมือดูเป็นแบบอย่าง
“เจ้ารู้อะไรบ้าง” เขาถาม
ฉินเหยากล่าว “ข้ามองออกว่าท่านอยากจะเป็น ‘นายอำเภอที่ดี’ ขอเพียงท่านยืนอยู่ข้างพวกเราเหล่าราษฎร ทำเพื่อผลประโยชน์ของราษฎร ราษฎรก็จะช่วยท่านเอง”
“แต่ข้าก็ยังต้องเตือนท่านสักหน่อยว่าท่านมีเวลาเพียงหนึ่งปี หลังจากผ่านไปหนึ่งปีเมื่อมีนายอำเภอคนใหม่มา กฎที่ท่านตั้งไว้ เขาจะยังคงปฏิบัติตามต่อไปหรือไม่”
ซ่งจางกล่าวอย่างตื่นเต้น “นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับฉินเหนียงจื่อและข้าแล้วว่าจะสามารถถอนรากถอนโคนเนื้อร้ายของอำเภอไคหยางให้หมดสิ้นไปภายในหนึ่งปีได้หรือไม่!”
เมื่อพูดถึงขั้นนี้แล้ว ซ่งจางก็ไม่ปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป เขาพยายามสะกดความตื่นเต้นในใจลงแล้วกล่าว
“ข้ามีสามแผนการ หนึ่งคือ สร้างสำนักศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายขึ้นใหม่ห้าแห่งในอำเภอไคหยาง”
“สองคือ กวาดล้างที่ว่าการอำเภอ”
“สามคือ กำจัดอันธพาลในท้องที่”
ต้องขอบคุณฉินเหยาที่ทำให้แผนการที่สองและสามสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ส่วนข้อแรกนั้น ตัวเขาเองก็เพิ่งจะสร้างผลงานเล็กๆน้อยๆไป สามารถฉีกเปิดช่องว่างในกลุ่มคหบดีท้องถิ่นที่ผูกขาดความรู้ได้
หลังจากนี้ขอเพียงสร้างสำนักศึกษาขึ้นมาได้ ผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์ก็สามารถให้ตระกูลติงเป็นผู้จัดหา
ฉินเหยาเหลือบมองซ่งจางที่กำลังเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้แวบหนึ่งแล้วกล่าวตามความเป็นจริงว่า
“เวลากระชั้นชิด ภารกิจใหญ่หลวง แผนการทั้งสามของท่านเกรงว่าจะไม่อาจสำเร็จได้ภายในหนึ่งปี”
สถานการณ์ภายในที่ว่าการอำเภอนั้นยุ่งเหยิงไปหมด เมื่อมีคนถูกปลดก็ต้องมีคนมาแทนที่
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ขุนนางผู้น้อยที่ถูกนายอำเภอสั่งปลดนั้น ต้องผ่านกระบวนการอันยาวเหยียด เริ่มจากการรายงานขึ้นไป รอการอนุมัติจึงจะจัดการได้ หลังจากนั้นก็ต้องยื่นเรื่องขอคนมาทดแทน กว่าคนที่จะมาทดแทนตำแหน่งอย่างเหมาะสมจะเดินทางมาถึง ตัวของซ่งจางก็คงจะถูกย้ายไปแล้วกระมัง
ฉินเหยาถามเขา “สรุปแล้วท่านต้องการเพียงผลงานที่สวยหรูบนหน้ากระดาษเพื่อใช้เป็นบันไดไต่เต้าหรือต้องการจะกำจัดภัยเพื่อราษฎรอย่างแท้จริงกันแน่”
ซ่งจางกลับตอบอย่างตรงไปตรงมา “ต้องการทั้งสองอย่าง”
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเพิ่มข้อเรียกร้องเข้าไปอีกหนึ่งข้อ “ข้าจะไม่ช่วยท่านฆ่าคนผู้ใดทั้งสิ้น”
“อีกอย่างหนึ่งเจ้าค่ะ เรื่องบ้านร้างในหมู่บ้าน ท่านใต้เท้าเห็นว่าหลังจากรับมื้อเที่ยงที่บ้านข้าแล้ว พวกเราไปเรียกผู้ใหญ่บ้านไปดูด้วยกันแล้วตัดสินใจเลยดีหรือไม่”
คำเรียกขานของนางเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อครู่ยังท่านๆข้าๆอยู่เลย ตอนนี้กลับรีบร้อนตีตัวออกห่าง เปลี่ยนเป็นท่านใต้เท้าเสียแล้ว
แต่การที่ได้รับผลลัพธ์เช่นนี้ก็เกินความคาดหมายของซ่งจางไปมากแล้ว
เดิมทีเขาคิดว่าผู้มีฝีมือแปลกประหลาดเช่นนางคงจะมีนิสัยแปลกแยก ไม่ยี่หระที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลก
บัดนี้เขาเพิ่งจะค้นพบว่าตนเองเข้าใจนางผิดไปมาก
เรื่องราวของราษฎรนั้น นางก็ใส่ใจไม่ต่างไปจากเขาเลย
ฉินเหยาคิดในใจ ‘นั่นก็เพราะว่ามารดาผู้นี้ ตอนนี้ก็คือราษฎรที่ท่านเอ่ยถึงน่ะสิ!’
เรื่องของตัวเองยังไม่ใส่ใจแล้วจะรอให้ภัยมาถึงตัวก่อนแล้วค่อยไปอ้อนวอนต่อสวรรค์รึ
หากซ่งจางใช้การได้ คราหน้าที่นางจะซื้อไร่นาอีกก็คงจะไม่ต้องเจอกับคนน่ารังเกียจอย่างจินฉานฉูแล้ว
ถึงแม้ว่าตอนนี้ไร่นาที่นางหมายตาไว้ในอำเภอไคหยางจะไม่มีผู้ใดกล้ามาแย่งชิง แต่การเป็นฝ่ายรุกกับการเป็นฝ่ายรับนั้น มันเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
มื้อเที่ยงหลิวจี้ไม่ได้ออกมากินด้วย เขาให้อาวั่งยกเข้าไปให้ในห้องโดยตรง
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาก็ยกชามเปล่าออกมาวางไว้ ฉวยทุกนาทีทุกวินาที แม้แต่เวลากินข้าวก็ไม่กล้าเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
มิเช่นนั้นแล้ว เมื่อกงเหลียงเหลียวมาถึง เขาจะต้องตายอย่างอนาถแน่นอน!
ซ่งจางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้อีกครั้ง “ฉินเหนียงจื่อ สามีของเจ้า เขาไม่เป็นอะไรจริงๆรึ”
ฉินเหยากินข้าวไปสองชามรวด ก่อนจะหยุดพักครู่หนึ่งแล้วโบกมือให้เขา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อีกสามวันก็ถึงวันตายของเขาแล้ว”
เมื่อเห็นสีหน้าแปลกประหลาดของซ่งจาง ฉินเหยาก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า “อย่าไปสนใจเขาเลย พวกเรากินไปคุยไปกันเถอะ มาเริ่มจากการจัดการพวกอันธพาลก่อนดีกว่า เรื่องนี้ค่อนข้างง่าย”
“…ได้” ซ่งจางเหลือบมองไปทางสวนหลังบ้านอีกครั้ง จากนั้นจึงปัดเป่าความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปแล้วตั้งใจหารือแผนการกับฉินเหยา
ตามความหมายของซ่งจางนั้น คือสามารถใช้วิธีเดียวกับคดีของจินฉานฉู เพื่อจัดการกับหวังหม่าอู่และพานเหม่ยเหรินได้
ฉินเหยาเอ่ยเตือนเขาอย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ช่วยท่านฆ่าคน”
“แล้วอีกอย่าง คดีอะไรของจินฉานฉูรึ ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่อง” ฉินเหยาทำหน้าไร้เดียงสา
ซ่งจางกระแอมไออย่างกระอักกระอ่วน คิดในใจว่า ‘คนทั้งอำเภอใครบ้างจะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของเจ้า’
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมรับ เขาก็ต้องรู้จักกาละเทศะ ไม่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแล้วรีบเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นทันที
“ฉินเหนียงจื่อ เช่นนั้นในความเห็นของเจ้า คนที่เหลืออีกสองคนนี้ควรจะรับมืออย่างไรดี”
ซ่งจางถอนหายใจแล้วกล่าว “หลังจากปีใหม่ ที่ว่าการอำเภอก็ได้รับเรื่องฟ้องร้องอีกห้าคดี ทั้งหมดล้วนเป็นการฟ้องร้องว่าบ่อนพนันและโรงรับจำนำร่วมมือกันวางกับดักหลอกลวงผู้คน ให้นำบ้านและที่นามาจำนองเพื่อกู้ยืมเงิน กระทั่งหลอกให้ขายลูกสาว จำนำภรรยา จนทำให้อีกฝ่ายบ้านแตกสาแหรกขาด”
ส่วนทางด้านของพานเหม่ยเหรินก็มีวิธีการที่เรียกว่า ‘เซียนกระโดด ’ ซึ่งส่งตรงมาจากแถบหลิ่งหนาน ผู้ที่ตกหลุมพรางแล้วทำอะไรไม่ได้มีนับไม่ถ้วน
ถึงแม้ว่าคนที่ไปบ่อนพนันหรือหอคณิกาจะไม่ใช่คนดีอะไรนัก ถูกหลอกก็สมควรแล้ว
แต่ครอบครัวของพวกเขาช่างน่าสงสารยิ่งนัก
ยังมีชาวบ้านผู้ซื่อสัตย์อีกหลายคนที่เพียงเพราะคนในครอบครัวป่วยหนักจนไม่มีเงินหมุนเวียน เพราะไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออกจึงถูกหลอกให้ขายที่นาขายที่ดิน ลงนามในสัญญาเช่าจนต้องกลายเป็นผู้เช่านา ความพยายามของคนหลายชั่วอายุคนต้องมลายสิ้นไปกับสายน้ำ
คดีเช่นนี้ ซ่งจางได้ไต่สวนด้วยตนเองมาแล้วห้าหกคดี แต่ละคดีล้วนน่าสังเวชอย่างยิ่ง
หากไม่ใช่เพราะเขาไต่สวนด้วยตนเอง อีกฝ่ายก็คงจะไม่ยอมรามือกลับฟ้องกลับว่าผู้ฟ้องใส่ร้ายป้ายสี ทำให้ต้องโดนโบยอีกหนึ่งยกแล้วถูกส่งเข้าคุก
ขนาดนายอำเภอไต่สวนด้วยตนเองยังเป็นเช่นนี้ ซ่งจางสามารถจินตนาการได้เลยว่า หากมอบให้ขุนนางผู้น้อยใต้บังคับบัญชาเป็นผู้รับผิดชอบ ผลลัพธ์คงมีเพียงการไกล่เกลี่ยแบบขอไปทีหรือไม่ก็เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน
แต่การไต่สวนด้วยตนเองหลายครั้งก็ส่งผลอยู่บ้าง การกระทำของคนในบ่อนพนัน โรงรับจำนำและหอคณิกาในตอนนี้จึงเพลาลงไปไม่น้อย
ฉินเหยาไม่คิดเลยว่าข้างนอกจะเกิดเรื่องมากมายขนาดนี้ “ข้านึกว่าพวกหวังหม่าอู่เห็นจุดจบของจินฉานฉูแล้วจะรู้จักยับยั้งชั่งใจขึ้นมาบ้างเสียอีก”
ซ่งจางหัวเราะอย่างขมขื่น นางคิดมากไปแล้ว
แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับแตกต่างออกไป ซ่งจางกล่าวอย่างจริงใจ “ตอนนี้มีฉินเหนียงจื่อคอยช่วยเหลือ ข้าคิดว่าพวกเขาคงจะยับยั้งชั่งใจขึ้นมาก”
ฉินเหยาบอกเขาว่าอย่ามาเยินยอแล้วให้คำแนะนำไปว่า “ท่านใต้เท้าจะลองสั่งปิดบ่อนพนันกับหอคณิกาดูก่อน เพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายดีหรือไม่เจ้าคะ”
ซ่งจางหัวเราะฮ่าๆ เขาเองก็คิดเช่นนี้อยู่แล้ว!
ที่อุตส่าห์มาหาฉินเหยาก็เพื่อหาเครื่องรางป้องกันตัวให้ตนเอง
เพราะการตัดเส้นทางทำมาหากินของผู้อื่นก็เหมือนกับการฆ่าพ่อแม่ของเขา เขากังวลอย่างยิ่งว่าจะ ‘ถูก’ ทำให้ตายอย่างกะทันหัน
ฉินเหยาพยักหน้า เข้าใจแล้ว “ถ้าเช่นนั้น เดี๋ยวพอเลือกบ้านร้างเสร็จแล้ว ข้าจะไปส่งท่านใต้เท้ากลับที่ว่าการอำเภอด้วยตนเอง”
พูดสามคำก็ไม่พ้นเรื่องบ้านร้างในหมู่บ้านตระกูลหลิว ซ่งจางอดที่จะสงสัยไม่ได้จึงถามนางว่านางจะเอาบ้านร้างพวกนี้ไปทำอะไร
ฉินเหยาซดน้ำแกงชามใหญ่จนหมดชาม หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากอย่างสง่างาม ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาที่ประตู มองไปยังหมู่บ้านเล็กๆอัน.งดงามท่ามกลางสายฝนพรำ กล่าวอย่างจริงจังว่า
“สร้างหมู่บ้านตระกูลหลิวให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่สวยที่สุดในอำเภอไคหยางและนำพาชาวบ้านทั้งหมู่บ้านไปสู่ชีวิตที่สุขสบาย!”
อาวั่งหันหน้าไปมองซ่งจางอย่างเงียบๆ ในดวงตาของนายอำเภอหนุ่มก็มีประกายหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจส่องประกายอยู่
แย่แล้ว แย่แล้ว เขาเชื่อเรื่องไร้สาระของนางเข้าจริงๆเสียแล้ว!
ตอนที่ 420: ชีวิตนี้มิอาจไม่รักษา
หลังจากกินมื้อเที่ยงที่บ้านของฉินเหยาแล้ว ฉินเหยาก็นำทางซ่งจางมายังบ้านของผู้ใหญ่บ้านเพื่อเตรียมตัวไปดูบ้านร้างในหมู่บ้าน
ไม่คาดคิดว่าผู้ใหญ่บ้านจะล้มป่วยลง ช่วงหลายวันนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว คนชราเมื่ออายุมากแล้ว พอไม่ระวังก็เลยต้องลมหนาวเข้า ตอนนี้จึงได้แต่นอนพักฟื้นอยู่บนเตียง
ซ่งจางมาอย่างเงียบๆ ผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในห้องจึงไม่ทราบว่าผู้มาเยือนคือใคร ได้แต่ตะโกนบอกให้ฉินเหยาวางใจพาคนไปดูได้เลย พอดูเสร็จแล้วค่อยกลับมาบอกเขาก็พอ
บ้านร้างเหล่านี้ในหมู่บ้าน ให้นางจัดการได้ตามสบาย อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เป็นความคิดของนางมาตั้งแต่แรกแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉินเหยาจึงจำต้องเป็นผู้นำซ่งจางไปเลือกบ้านด้วยตนเอง
เขาก็เป็นคนตรงไปตรงมาเช่นกัน ระบุชัดว่าต้องการดูเพียงหลังที่อยู่ใกล้กับเรือนปทุมที่สุด
“เรื่องนี้จัดการง่าย เช่นนั้นก็เป็นที่นี่แล้วกันเจ้าค่ะ” ฉินเหยาชี้ไปยังเนินเตี้ยๆที่ปกคลุมไปด้วยวัชพืชรกใต้ฝ่าเท้าแล้วยิ้มกล่าว
ซ่งจางมองไปรอบๆ ไม่มีร่องรอยของกำแพงพังหรือซากปรักหักพังเลยแม้แต่น้อยจึงถามอย่างสงสัย “นี่คือบ้านร้างรึ”
“แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ!” ฉินเหยาใช้เท้าเขี่ยวัชพืชออกแล้วเหยียบลงบนดินแข็งสีเหลืองด้านล่าง “นี่ก็คือฐานรากของบ้านมิใช่หรือ เพียงแต่ถูกทิ้งร้างมานานเกินไป เจ้าของเดิมก็สร้างไว้อย่างเรียบง่ายมาก เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า มันก็พังทลายลงไปหมดแล้ว”
“ปกติท่านใต้เท้าพำนักอยู่ในเมือง คงจะหาโอกาสเห็นบ้านดินเช่นนี้ได้ยาก ย่อมเข้าใจได้เจ้าค่ะ”
ซ่งจางถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่เมื่อเห็นว่าที่แห่งนี้อยู่ตรงข้ามกับเรือนปทุมพอดี อีกทั้งยังไม่เช้าแล้วและยังต้องเดินทางกลับเมืองอีก เขาจึงพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ “เช่นนั้นก็เป็นที่นี่แล้วกัน”
“ตกลง” ฉินเหยารับคำอย่างรวดเร็วแล้วถามเขาว่าจะเริ่มงานเมื่อใด ยิ่งสร้างเรือนเสร็จเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ในฤดูร้อน ในหมู่บ้านมีลมเย็นพัดเอื่อยๆ ลำธารเล็กๆก็มีน้ำไหลริน การมาพักหลบร้อนที่นี่นับว่าดีที่สุดแล้ว
ซ่งจางฟังคำเร่งเร้าของนางก็ได้แต่หัวเราะอย่างขมขื่นแล้วตอบว่า “ให้เร็วที่สุด”
ฉินเหยาก็ยิ้มเช่นกัน “ถึงตอนนั้นก็พาฮูหยินท่านมาด้วยกันนะเจ้าคะ”
“แน่.นอน แน่.นอน” ซ่งจางพลางลอบปาดเหงื่อพลางรับคำไป
ในที่สุดก็เดินมาถึงหน้าประตูบ้านของฉินเหยา นางก็ไม่เสียเวลาเชิญเขาเข้าไปนั่งในบ้านอีก จูงม้าออกมาแล้วไปส่งซ่งจางกลับเมืองในทันที
ก่อนจะไป นางถามอาวั่งว่าที่บ้านขาดเหลืออะไรหรือไม่แล้วก็ถือโอกาสรับงานซื้อซีอิ๊วมาด้วย
ทั้งสามคนควบม้ามาตลอดทาง ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็มาถึงอำเภอไคหยาง
ที่ใต้ประตูเมือง ฉินเหยาและซ่งจางพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานพลางจูงม้าเดินเข้าเมืองไปด้วยกัน เหล่าเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประตูเมืองเมื่อเห็นใต้เท้านายอำเภอก็รีบทำความเคารพ
เจ้าหน้าที่ในจวนที่ว่าการอำเภอเกือบทุกคนเคยเห็นหน้าฉินเหยา วีรกรรมของนางก็ได้ยินมาไม่น้อย ไม่คิดเลยว่านางจะมาอยู่กับใต้เท้านายอำเภอของพวกเขาได้ ทั้งสองยังพูดคุยกันเรื่องที่จะไปสร้างเรือนพักหลบร้อนส่วนตัวที่หมู่บ้านตระกูลหลิวอะไรทำนองนั้นด้วย
เรื่องที่ทั้งสองเดินทางมาด้วยกันแพร่สะพัดไปทั่วทั้งอำเภออย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเคยเห็นหรือไม่เคยเห็นต่างก็พูดจาเป็นตุเป็นตะ ว่านายอำเภอถึงกับเดินทางไปหาฉินเหยาที่หมู่บ้านตระกูลหลิวด้วยตนเองแล้วยังมีเรื่องที่ฉินเหยาไปส่งใต้เท้านายอำเภอถึงหน้าประตูจวนด้วยตนเอง แถมยังเข้าไปนั่งอยู่ชั่วจิบชาจึงจะออกมา ท่าทีสนิทสนม ดูราวกับว่าเป็นสหายที่ดีต่อกันยิ่งนัก
หากเปลี่ยนคู่สนทนาเป็นสตรีอื่น ตอนนี้ข่าวคาวโลกีย์ของใต้เท้านายอำเภอคงจะลอยว่อนไปทั่วฟ้าแล้ว
แต่เพราะเป็นฉินเหยา แค่เพียงได้ยินชื่อนี้ ทุกคนก็ไม่อาจเชื่อมโยงความงามและราคะเข้ากับนางได้
ประการแรก ชื่อเสียงด้านความดุดันของนางโด่งดังไปไกล บุรุษเมื่อพบนางมีแต่จะต้องหวาดกลัว
ประการที่สอง คนทั้งอำเภอต่างก็รู้ว่าที่บ้านของนางยังมีสามีผู้มีรูปโฉมโดดเด่นอยู่อีกคน คนธรรมดาทั่วไปเกรงว่าจะไม่อยู่ในสายตาของนาง
ดังนั้น การที่ใต้เท้านายอำเภอเดินมากับนาง แถมยังมีท่าทีสนิทสนม สถานการณ์จึงดูละเอียดอ่อนยิ่งนัก
ขณะที่หวังหม่าอู่กำลังหาความสำราญอยู่ที่หอคณิกาของพานเหม่ยเหริน พานเหม่ยเหรินก็ถีบประตูห้องเข้ามา พรวดพราดเข้ามาอย่างเร่งร้อน กระชากตัวเด็กสาวของตนนางหนึ่งออกไป ปิดประตูลงกลอนแล้วโยนเสื้อผ้าของหวังหม่าอู่ให้เขา
พานเหม่ยเหรินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “รีบสวมหนังของเจ้าซะ ข้างนอกนั่นกำลังจะเกิดเรื่องใหญ่แล้ว เจ้ายังมีหน้ามาเกี้ยวพาราสีเด็กของข้าอยู่ที่นี่อีก!”
หวังหม่าอู่แทบจะถูกนางแก่นี่ทำเอาตกใจตาย เขาไม่ได้สวมอะไรเลยนะ!
ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่เคยเห็นโลกกว้างเท่าพานเหม่ยเหริน หวังหม่าอู่รีบคว้าเสื้อผ้ามาปิดบังร่างกายแล้วหลบไปแต่งตัวอยู่หลังฉากกั้น แต่งตัวพลางเอ่ยถาม
“เกิดเรื่องใหญ่อะไร ใครมาเกี้ยวเด็กของเจ้ากัน เห็นๆอยู่ว่าเด็กของเจ้าพวกนี้ต่างหากที่ใจแตก อาศัยจังหวะที่ข้าผู้เป็นนายท่านเผลอไผล ไต่เต้าขึ้นมาเอง”
พานเหม่ยเหรินถุยน้ำลายใส่เขาทีหนึ่ง “หน้าไม่อาย เรื่องที่เห็นกันโต้งๆเช่นนี้เจ้าก็ยังพูดจาเหลวไหลได้อีก ไม่กลัวว่าจะโดนคนตัดลิ้นรึ!”
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาต่อล้อต่อเถียงเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้กับเขา พานเหม่ยเหรินทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างโต๊ะแปดเซียนที่อยู่หน้าฉากกั้นพลางถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่ในเมืองเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น”
“เรื่องใหญ่อะไร ทำให้เจ้าตกใจได้ถึงเพียงนี้ หรือว่ามีคนไปฟ้องเจ้าที่ที่ว่าการอำเภออีกแล้วรึ”
หวังหม่าอู่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เดินออกมาจากหลังฉากกั้นอย่างดูดีมีสกุลแล้วนั่งลงตรงข้ามกับพานเหม่ยเหริน เขารินชาให้ตนเอง ตั้งใจจะดื่มสักอึกเพื่อสงบสติอารมณ์
พานเหม่ยเหรินหัวเราะอย่างเยือกเย็นแล้วจงใจพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นว่า “เหนียงเหนียงปีศาจร้ายที่เจ้ากลัวที่สุดน่ะ เมื่อครู่นี้นางเพิ่งจะพูดคุยหัวเราะกับนายอำเภอซ่งพลางเดินเข้าเมืองมา แถมยังไปนั่งที่บ้านของนายอำเภออยู่ชั่วถ้วยชาหนึ่งจึงจะออกมา”
เป็นไปตามที่นางคาดไว้ ทันทีที่นางพูดจบ หวังหม่าอู่ก็พ่นชาที่เพิ่งดื่มเข้าไปพรวดออกมา โชคดีที่นางเตรียมตัวมาแล้วจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดบังใบหน้าแล้วเอี้ยวตัวหลบได้ทัน
พานเหม่ยเหรินหัวเราะเยาะ “โอ้ ใช่แล้ว เมื่อครู่เสี่ยวจวี๋ที่บ้านข้าซึ่งไปเปิดประตูบอกว่า นางยังเห็นเหนียงเหนียงปีศาจร้ายนั่นยืนอยู่ที่ชั้นล่างอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นว่ามีคนมาเปิดประตูแล้วจึงค่อยถือไหซีอิ๊วใบหนึ่งจากไป เจ้าลองพูดมาสิว่านางกับนายอำเภอซ่งสองคนนี้ความหมายว่าอย่างไร เห็นได้ชัดว่านางมุ่งเป้ามาที่พวกเรา!”
หวังหม่าอู่ใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำชาที่มุมปากของตน ยิ่งเช็ดมือก็ยิ่งสั่น
พานเหม่ยเหรินจุปากสองครั้ง “ดูเจ้าสิ แค่ได้ยินชื่อนางก็ตกใจกลัวถึงเพียงนี้แล้ว ข้าจะไปคาดหวังอะไรจากเจ้าได้อีก คาดหวังให้เจ้าพอเจอนางก็ตกใจจนฉี่รดกางเกงรึอย่างไร”
หวังหม่าอู่ถลึงตาใส่นาง “เจ้ารู้อะไรบ้าง เจ้ามันไม่เคยเจอด้วยตัวเองนี่!”
“ตอนตวาดใส่ข้านี่เก่งนัก ถ้ามีปัญญาก็ลองส่งคนไปสืบข่าวดูสิว่าสองคนนั่นกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่!” พานเหม่ยเหรินกล่าวอย่างหัวเสีย
หวังหม่าอู่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้นางปล่อยให้เขาได้พักหายใจสักครู่ เขาหายใจเข้าลึกๆอยู่พักใหญ่ มือที่สั่นเทาจึงค่อยๆกลับคืนสู่สภาพปกติได้บ้าง
“ข้าจะกลับไปดูก่อน” หวังหม่าอู่ลุกขึ้นเตรียมจะจากไป
พานเหม่ยเหรินคว้าเสื้อของเขาไว้ “เจ้าจะกลับไปดูอะไร อย่าบอกข้านะว่าเจ้ากลัว”
หวังหม่าอู่สะบัดมือนางออกด้วยสีหน้าจริงจังซึ่งไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก “ข้าจะไปปิดบ่อนสักสองสามวันแล้วจะไปหลบอยู่ที่ชนบทสักพัก รอให้เรื่องซาลงแล้วค่อยว่ากัน”
พูดจบ เขาก็เตือนพานเหม่ยเหริน “ข้าแนะนำให้เจ้าหยุดกิจการสักสองสามวันเถอะ จะได้ไม่เดือดร้อนเมื่อภัยมาถึงตัว!”
นับแต่โบราณมา ราษฎรล้วนมีความคิดร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือราษฎรย่อมไม่ต่อกรกับขุนนาง
เพราะไม่มีทางสู้ชนะได้เลย
และในตอนนี้ ซ่งจางแสดงออกชัดเจนว่าต้องการจะเล่นงานพวกเขาสองคน แถมยังดึงฉินเหยามาเป็นผู้ช่วยอีก หากยังไม่รู้จักหดหัว พวกเขาก็จะเป็นจินฉานฉูคนต่อไป
หวังหม่าอู่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ไม่ว่าซ่งจางกับฉินเหยาสองคนนั้นคิดจะทำอะไร เขาจะเอาแต่หลบ ไม่ให้พวกนั้นจับตัวได้
ขอเพียงรักษาภูเขาไว้ได้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีฟืนให้เผา เงินทองยังไม่ต้องรีบหาในตอนนี้ แต่ชีวิตจะเสียไปไม่ได้!
ส่วนพวกที่อยู่เบื้องหลังที่เอาแต่รับเงินแต่ไม่ทำงาน แถมยังชอบชี้นิ้วสั่งเขา ถึงตอนนั้นเกรงว่าตัวเองก็จะเอาตัวไม่รอดแล้วจะมาจัดการอะไรเขาได้อีก
จบตอน
Comments
Post a Comment