stepmother ep421-430

ตอนที่ 421: ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว


พานเหม่ยเหรินไม่สามารถรั้งหวังหม่าอู่ไว้ได้


นางเพียงแค่รู้สึกตกตะลึง ที่ในอำเภอไคหยางแห่งนี้ยังมีคนที่ทำให้หวังหม่าอู่หวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้


กลัวเสียจนหวังหม่าอู่ผู้ละโมบทั้งในเงินทองและสตรี ไม่ต้องการทั้งทรัพย์สินและอิสตรีอีกต่อไป


แต่ภายใต้การดูแลของนางพานเหม่ยเหรินยังมีคนอีกกว่าสองร้อยชีวิต นางย่อมไม่อาจหยุดพักได้


“ท่านแม่ จะจุดโคมหรือไม่เจ้าคะ” เสี่ยวจวี๋เอ่ยถามอย่างระมัดระวังจากนอกห้อง


ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ที่อื่นนั้นเปิดประตูยามเช้า ปิดประตูยามค่ำ


แต่หอคณิกากลับตรงกันข้าม ใกล้ค่ำจึงจะเปิดประตูและปิดประตูพักผ่อนในยามเช้า


การจุดโคมก็คือการเตรียมตัวเปิดประตูทำการค้านั่นเอง


พานเหม่ยเหรินมองแสงสนธยาอันเลือนรางนอกหน้าต่าง วันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากวันวาน นางเดินออกจากห้องแล้วสั่งการเด็กหญิงตัวเล็กผอมแห้งที่หลังค่อมเล็กน้อยว่า “จุดโคมเถอะ”


“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงรีบขานรับ ไม่กล้าชักช้า


วันนี้อารมณ์ของท่านแม่ไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด หากไปขัดอารมณ์ของนางเข้า วันนี้เกรงว่าจะไม่ได้กินแม้แต่น้ำล้างหม้อที่เหลือจากในครัวด้วยซ้ำ


หอคณิกาที่เต็มไปด้วยแสงสีแห่งราตรีนี้ ในสายตาของคนนอกคือถ้ำละลายทองอันแสนสุข


มีเพียงคนที่อยู่ข้างในเท่านั้นที่รู้ว่า ที่นี่คือถ้ำปีศาจที่กลืนกินผู้คนโดยไม่เหลือกระดูกโดยแท้


…...


ฝนที่ตกพรำๆติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดก็หยุดลง


แสงตะวันยามเช้าสีแดงฉานลอยขึ้นที่ขอบฟ้า เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอากาศจะแจ่มใสไปอีกหลายวัน เมฆหมอกอันมืดครึ้มจางหายไป ผู้คนต่างก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา


แต่ในบรรดาผู้ที่กระปรี้กระเปร่าเหล่านี้ ไม่ได้รวมหลิวจี้อยู่ด้วย


เขาอดหลับอดนอนติดต่อกันมาแล้วสามวันสามคืน ระหว่างนั้นยังถูกฉินเหยาสั่งให้ไปทำความสะอาดเรือนปทุมอีก วันนี้เมื่อถึงวันที่ท่านอาจารย์จะมา เขาจึงจำต้องออกมาจากห้องหนังสือ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูดีแล้วมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอเพื่อต้อนรับ

 

ก่อนออกเดินทาง ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากคล้ำ ใต้ตามีรอยคล้ำเป็นปื้น ในดวงตายิ่งเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง


บอกตามตรงว่านางตกใจไม่น้อย


แต่ก็สมน้ำหน้าแล้ว


สองเดือนก่อนทำตัวอวดดีไว้เพียงใดก็ย่อมจินตนาการได้ว่าตอนนี้จะน่าสังเวชเพียงใด


“เฮ้อ~” ฉินเหยาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วลุกขึ้นกล่าว “ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วย”


เผื่อว่าเขาเกิดตายกลางทางขึ้นมา นางจะได้แบกกลับมาฝังได้สะดวก


หลิวจี้ไม่อยากจะเชื่อ เมื่อแน่ใจว่านางจะออกไปต้อนรับกงเหลียงเหลียวเป็นเพื่อนเขาจริงๆ ก็ซาบซึ้งจนดวงตายิ่งแดงก่ำกว่าเดิม


“เมียจ๋า เจ้าดีจริงๆ” หลิวจี้กุมอกกล่าวอย่างตื้นตันใจ


ฉินเหยาหัวเราะแห้งๆสองครั้ง โบกมือเป็นสัญญาณให้เขาตามมา สองสามีภรรยาก็ขับเกวียนวัว มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอ


ก่อนหน้านี้กงเหลียงเหลียวได้บอกไว้ในจดหมายแล้วว่า ครั้งนี้เขาจะมาพักอยู่เพียงลำพังครึ่งเดือน ฉีเซียนกวนยังคงอยู่ที่บ้านตระกูลเฮ่อในเมืองหลวงของมณฑล


ต้นเดือนสี่ก็ตั้งใจว่าจะพาหลิวจี้เดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อเข้าร่วมการสอบระดับฝู่ซื่อในเดือนห้าของปีนี้


เดิมทีเขาไม่จำเป็นต้องมาก็ได้ แต่เขาก็ไม่วางใจในสถานการณ์การเรียนของศิษย์อย่างหลิวจี้ผู้นี้จริงๆจึงได้เดินทางมาควบคุมดูแลด้วยตนเอง


ตามความคิดของกงเหลียงเหลียวแล้ว รอจนกระทั่งหลิวจี้ผ่านการสอบระดับฝู่ซื่อ ปลายเดือนหกก็จะไปพร้อมกับฉีเซียนกวน ศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนก็จะมุ่งหน้าไปยังอิงเทียนฝู่เพื่อเข้าร่วมการสอบระดับย่วนซื่อในเดือนแปด


เมื่อถึงตอนนั้น ศิษย์สองคนจากสำนักเดียวกันสอบผ่านพร้อมกัน จะไม่กลายเป็นเรื่องเล่าอันดีงามหรอกหรือ


ฉินเหยาไม่รู้ถึงความคิดของกงเหลียงเหลียว หากนางรู้เข้าคงอยากจะพูดเพียงประโยคเดียวว่า “ท่านอาจารย์อย่าได้มองศิษย์ของท่านด้วยทัศนคติที่ดีเกินไปนักเลย!”


ด้วยระดับฝีมือของหลิวจี้แล้ว ฉินเหยาไม่เคยคิดว่าเขาจะสามารถสอบผ่านสองสนามต่อเนื่องกันภายในปีเดียวได้


หลิวลี่ผู้นั้นปีที่แล้วสอบได้ซิ่วไฉ ปีนี้ยังไม่กล้าลงชื่อเข้าร่วมการสอบระดับย่วนซื่อเลย ตั้งใจว่าจะศึกษาให้ลึกซึ้งอีกสักสองปี รอจนมีฝีมือเพียงพอแล้วจึงจะไปเข้าสอบ


แต่…


เมื่อหันไปมองสภาพอิดโรย ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ แต่ทั่วร่างกลับยังคงแผ่ซ่านไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมของใครบางคน ฉินเหยาก็พลันรู้สึกว่า คนอย่างหลิวจี้ดูเหมือน…อาจจะ…บางที…ก็ไม่เหมาะที่จะเดินในเส้นทางปกติ


หลิวจี้ที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นเกวียนเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิต เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของฉินเหยาก็เปลี่ยนจากท่านอนหงายเป็นนอนคว่ำ เอียงศีรษะมองนาง พลางเอ่ยถามหยั่งเชิง “เมียจ๋า เจ้ามองอะไร”


ขณะที่ถาม ดวงตาก็จับจ้องใบหน้าของนาง พยายามที่จะไม่พลาดทุกสีหน้าของนาง


มือก็เผลอลูบใบหน้าของตนเองไปมา หรือว่านางรู้สึกว่าวันนี้เขาไม่หล่อเหลาแล้วเลยเกิดความรังเกียจขึ้นมา


ฉินเหยาฉีกยิ้มกว้างให้เขา “ก็ดูว่าพลังชีวิตของเจ้าช่างแข็งแกร่งดีเหลือเกิน”


อดนอนมาสามคืนแล้วยังไม่ตาย หากไปอยู่ในวันสิ้นโลกก็ไม่แน่ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนาน


หลิวจี้ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของนาง แต่เขาสัมผัสได้ว่านางกำลังชมเขาอยู่


เขาวางใจลงในทันทีแล้วพลิกตัวกลับไปนอนหงายตามเดิม


ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้ หลิวจี้หยิบกระจกทองแดงบานเล็กที่เขาแอบใช้เงินเก็บส่วนตัวซื้อมาออกจากแขนเสื้อ มันมีขนาดเท่าฝ่ามือ ปกติพกติดตัวไว้ก็สะดวกสบาย พอนึกขึ้นได้ก็หยิบขึ้นมาส่อง ชื่นชมใบหน้าอันหล่อเหลางดงามของตน


ตอนเช้าออกจากบ้านลืมส่อง ตอนนี้พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แสงแดดกำลังดี


หลิวจี้ถือกระจกบานเล็กของตนขึ้นมาอย่างคาดหวัง…จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างตกใจ เขาถูกใบหน้าซีดขาวในกระจกทำให้ตกใจกลัว


เขาไม่เชื่อสายตาตัวเอง หรี่ตามองในกระจกอีกครั้ง ลมหายใจก็พลันสะดุด รีบเก็บกระจกทองแดงเข้าที่แล้วพยายามสะกดจิตตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ‘ใบหน้าภูตผีในกระจกนั่นไม่ใช่ข้าหลิวจี้อย่างแน่นอน! ไม่ใช่เด็ดขาด!’


ฉินเหยาที่เฝ้ามองอยู่เงียบๆ ตลอดเวลานั้นหางตากระตุกอย่างรุนแรง นางแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า ทั้งสดใสและเศร้าสร้อย…


อาชิงร้อง ‘มอ’ ออกมาเสียงดัง เพื่อเตือนนายหญิงให้มองทางเพราะมันเกือบจะก้าวตกคูน้ำอยู่แล้ว!


ฉินเหยาผู้กำลังมองท้องฟ้าอย่างเศร้าสร้อยนั้นพลันได้สติกลับคืนมาในทันใด กระชากสายบังเหียนด้านซ้ายอย่างแรง ดึงวัวที่เกือบจะชนเข้ากับผนังภูเขากลับมาบนถนนใหญ่ได้อย่างฉิวเฉียด


บนเกวียน ทั้งสองสามีภรรยาต่างเงียบงันไปอย่างน่าประหลาดอยู่หลายวินาที


“ฉินเหนียงจื่อ!”


มีเสียงเรียกอันตื่นเต้นดังมาจากข้างหน้า ทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดบนเกวียนลงได้ในที่สุด


อากู่ รองหัวหน้าใต้บังคับบัญชาของสือโถวกำลังนำขบวนรถม้าที่กงเหลียงเหลียวนั่งอยู่ ขับมาจากทางด้านหน้า


ฉินเหยาแย้มยิ้มกว้าง โบกมือตอบรับอีกฝ่าย


หลิวจี้ก็ดีดตัวลุกขึ้นจากพื้นเกวียน ตะโกนลั่น “ท่านอาจารย์! ข้าคิดถึงท่านจะตายอยู่แล้ว!”


คำสารภาพอย่างตรงไปตรงมา ทำเอาหนวดของกงเหลียงเหลียวที่อยู่ในรถถึงกับกระดิก


ผู้คุ้มกันที่มาส่งเขาในครั้งนี้ล้วนเป็นคนที่ตระกูลเฮ่อจัดหามาให้ นอกจากอากู่ผู้คุ้มกัน สาวใช้ และเด็กรับใช้ข้างกายแล้ว บ่าวชายที่เหลือล้วนเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย


ฉินเหยาหยุดเกวียนวัวลง พอหันไปอีกที หลิวจี้ก็วิ่งไปถึงหน้ารถม้าของกงเหลียงเหลียวแล้ว


อากู่ลงจากม้ามาคารวะฉินเหยาแล้วแนะนำบ่าวชายจากตระกูลเฮ่อที่เดินทางมาด้วยในครั้งนี้


มีบ่าวชายมาหกคน รวมกับอากู่และผู้คุ้มกันตระกูลฉีอีกสองคน ยังมีสาวใช้อีกหนึ่งคนและเด็กรับใช้ข้างกายอีกหนึ่งคน เมื่อนับรวมกงเหลียงเหลียวแล้วก็เป็นคณะเดินทางสิบสองคน


เมื่อเทียบกับครั้งก่อน ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการเดินทางอย่างเรียบง่ายแล้ว


“เรือนนั้นทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ข้าวสาร น้ำมัน และเสบียงที่ต้องใช้ในช่วงนี้ข้าก็เตรียมไว้พร้อมแล้วเหมือนกัน แต่ท่านอาจารย์เดินทางมาตลอดทางคงจะเหนื่อยล้า วันนี้เชิญไปพักผ่อนที่บ้านของข้าก่อนเถิด รอให้อากู่และคนอื่นๆจัดการที่เรือนปทุมเรียบร้อยแล้วค่อยย้ายไปก็ยังไม่สาย” ฉินเหยาจัดแจง


หลิวจี้เปิดประตูรถม้า กงเหลียงเหลียวนั่งอยู่ในรถ เขาพยักหน้าให้ฉินเหยาเบาๆ “ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ให้เจ้าจัดการ”


อากู่และคนอื่นๆก็ขานรับในทันที


ฉินเหยาคารวะผู้สูงวัยหนึ่งครั้ง เมื่อเห็นว่าหลิวจี้ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาที่เกวียนวัวของตน นางจึงขับเกวียนวัวเพียงลำพัง นำคณะของอากู่มายังหมู่บ้านตระกูลหลิว


กงเหลียงเหลียวพร้อมทั้งรถเข็นของเขาถูกพามาไว้ที่บ้านของฉินเหยา อากู่จึงพาคนอื่นๆไปยังเรือนปทุมเพื่อจัดเตรียมที่พัก


อย่างไรเสียก็มีหลิวจี้อยู่ด้วย ท่านอาจารย์คงไม่ให้ผู้อื่นมาคอยปรนนิบัติอยู่แล้ว


กงเหลียงเหลียวถูกหลิวจี้เข็นมายังลานฝึกวรยุทธ์นอกประตูหลัง สองศิษย์อาจารย์จึงนั่งตากแดดอยู่ด้วยกัน


เมื่อมองดูแปลงผักที่ถูกอาวั่งดูแลจัดการจนเป็นระเบียบเรียบร้อยเบื้องหน้า กงเหลียงเหลียวก็ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง “อยู่ที่นี่สบายใจที่สุดแล้ว”


หากไม่ใช่เพราะหลังจากนี้ยังต้องคอยดูแลเรื่องการสอบของซานเอ๋อร์ เขาคงอยากจะอยู่ที่นี่ต่อไม่ไปไหนแล้ว


ตอนที่ 422: ล้วนเป็นคนบ้า


“ฤดูใบไม้ผลิงามล้ำถึงเพียงนี้ พอดีเลยอาจารย์จะทดสอบเจ้าเสียหน่อย ดูว่าหลายเดือนมานี้การบ้านของเจ้าทำเสร็จไปถึงไหนแล้ว” กงเหลียงเหลียวเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน


เบื้องบนตะวันเจิดจ้า แต่สันหลังของหลิวจี้กลับเย็นวาบขึ้นมาทันใด เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเมฆทะมึนก่อตัวม้วนเข้ามาแลได้ยินเสียงฟ้าร้องครืนๆมาจากในหมู่เมฆอย่างแผ่วเบา


“…ขอรับ” หลิวจี้ฝืนทำใจดีสู้เสือ ยิ้มอย่างมั่นใจให้ผู้เป็นอาจารย์


กงเหลียงเหลียวหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาหยอกเย้าฉายประกายวาบผ่านไป


วันนี้ สำหรับหลิวจี้แล้ว ถูกกำหนดให้เป็นวันที่แสนทรมาน


ฉินเหยาพิงกรอบประตูหลัง ในมือกำลังแกะเมล็ดทานตะวันซึ่งบ้านของช่างไม้หลิวส่งมาให้ พลางมองดูท่าทีของหลิวจี้ที่เหงื่อไหลไคลย้อย ตอบคำถามอย่างระมัดระวังก็รู้สึกว่าเมล็ดทานตะวันในมืออร่อยยิ่งขึ้น


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคของเขาดีหรือเพราะความพยายามอย่างหนักตลอดสามวันสามคืนที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า การทดสอบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ เขากลับผ่านไปได้อย่างราบรื่นจนน่าประหลาด


กงเหลียงเหลียวถึงกับอดเบิกตากว้างพิจารณาเขาใหม่อีกครั้งไม่ได้ นี่คือหลิวซานเอ๋อร์คนที่เอาแต่พูดจาเหลวไหลผู้นั้นจริงรึ


“ระยะนี้เจ้ากินอะไรเข้าไปบ้าง” กงเหลียงเหลียวเอ่ยถามด้วยความสงสัย


หลิวจี้หันหลังกลับไปสูดลมหายใจลึกอย่างรวดเร็วแล้วปาดเหงื่อที่ร้อนผ่าวบนหน้าผากออก จากนั้นจึงหันกลับมา นึกย้อนไปพลางตอบว่า


“ก็มีเนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อหมาป่าแล้วก็ผักสวนครัวทั่วไปเหล่านี้…ท่านอาจารย์ ท่านถามเรื่องนี้ทำไมหรือขอรับ”


กงเหลียงเหลียวไม่ตอบ เพียงก้มแต่หน้าครุ่นคิดว่าอาหารหลายอย่างนี้มีสิ่งใดที่ช่วยบำรุงสมองได้บ้าง


ผลปรากฏว่า ไม่มีอาหารชนิดใดที่ช่วยบำรุงสมองเลย


แต่นี่กลับยิ่งแปลกขึ้นไปอีก


“ซานเอ๋อร์ เหตุใดอาจารย์จึงรู้สึกว่าสมองเจ้าดีขึ้น” กงเหลียงเหลียวถามด้วยความกังขา


หลิวจี้ร้อง “หา” ออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะอย่างร่าเริง “ฮ่าๆๆ ท่านอาจารย์ล้อเล่นอันใดกัน สมองของศิษย์ปลอดโปร่งดีอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว!”


กงเหลียงเหลียวถึงกับพูดไม่ออก เอาเถอะ ก็ตามนี้แล้วกัน


กงเหลียงเหลียวกล่าวอย่างเนิบนาบว่า “ก่อนหน้านี้อาจารย์รู้สึกว่าสมองเจ้าไม่ฉลาดเท่าศิษย์พี่ของเจ้า ดังนั้นการบ้านที่เตรียมไว้ให้จึงไม่ยากนัก แต่ในเมื่อตอนนี้สมองเจ้าดีขึ้นแล้ว เช่นนั้น…”


ยังไม่ทันที่กงเหลียงเหลียวจะพูดจบ หลิวจี้ก็กุมท้องของตนแล้วย่อตัวลงทันใด “โอ๊ยๆ! ไม่ดีแล้ว เช้านี้ข้าต้องกินอะไรผิดสำแดงมาเป็นแน่!”


“อาวั่ง!” หลิวจี้ตะโกนสุดเสียง


อาวั่งปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าสองศิษย์อาจารย์ ในมือยังคงถือกระบวยด้ามยาวสำหรับรดปุ๋ยคอก กล่าวถามอย่างจริงจังว่า “นายท่านมีสิ่งใดให้รับใช้หรือขอรับ”


หลิวจี้ได้ปุ๋ยคอกนั้น ประกอบกับไม่ได้พักผ่อนมาตลอดสามวันสามคืน เขาเกือบจะอาเจียนออกมา


เขาฝืนกลั้นความปั่นป่วนในกระเพาะ กำชับให้อาวั่งดูแลกงเหลียงเหลียวให้ดีแล้วจึงรีบเผ่นหนีไปเข้าส้วม


ทิ้งอาวั่งที่ยังคงถือกระบวยปุ๋ยคอกไว้กับกงเหลียงเหลียวที่โกรธจนหนวดกระดิกให้จ้องตากันปริบๆ


ฉินเหยามองไปยังทิศทางของห้องน้ำ ไหนเลยจะมีเงาของหลิวจี้ คนผู้นั้นหนีกลับห้องไปนานแล้ว


เมื่อการทดสอบถือว่าผ่านพ้นไปแล้ว พอเส้นประสาทที่ตึงเครียดคลายลง หลิวจี้ก็ล้มตัวลงนอนหลับใหลไม่รู้วันเวลา


ฉินเหยายิ้มมุมปากอย่างขบขัน ทิ้งเปลือกเมล็ดทานตะวันในมือแล้วเดินไปยังทางที่อาวั่งและกงเหลียงเหลียวอยู่


“ท่านอาจารย์ รู้สึกง่วงบ้างหรือไม่เจ้าคะ จะกลับไปงีบหลับที่ห้องสักหน่อยหรือไม่”


กงเหลียงเหลียวโบกมือ ปฏิเสธว่าตนยังกระปรี้กระเปร่าดีอยู่ ไม่ได้รู้สึกง่วงแต่อย่างใด


เมื่อไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวจากหลิวจี้มาเนิ่นนานจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ซานเอ๋อร์เป็นอะไรไปน่ะ”


ฉินเหยากล่าวอย่างขบขันว่า “เมื่อวานพอเขารู้ว่าท่านอาจารย์จะกลับมาก็ดีใจจนไม่ได้นอนทั้งคืน ตอนนี้ยังมาท้องไส้ปั่นป่วนอีก คาดว่าคงกลับไปนอนชดเชยที่ห้องแล้ว”


“ให้ข้าเข็นท่านไปเดินเล่นที่ริมคันนาดีหรือไม่เจ้าคะ” ฉินเหยาลองหยั่งเชิงถาม


กงเหลียงเหลียวถอนหายใจให้กับหลิวจี้คราหนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้าให้ฉินเหยา พอดีเลยเขาก็อยากจะชมทิวทัศน์ยามวสันต์ของหมู่บ้านบนเขานี้เช่นกัน


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อาวั่งไปใส่ปุ๋ยให้ต้นกล้าของเขาต่อ ส่วนกงเหลียงเหลียวนั้นมอบให้ตนดูแลก็พอ


อาวั่งมองฉินเหยาอย่างซาบซึ้งคราหนึ่ง ร่างก็ไหววูบกลับเข้าไปในแปลงผักอีกครั้ง ง่วนอยู่กับการรดปุ๋ยคอกให้ถั่วลันเตาที่เพิ่งปลูกใหม่


ฉินเหยาเข็นกงเหลียงเหลียวมาเดินเล่นที่ทุ่งนาหนึ่งรอบแล้วจึงเข็นเขาไปดูที่เรือนปทุมอีกครา พลางเอ่ยขึ้นราวกับไม่ได้ตั้งใจว่าที่ดินรกร้างผืนข้างๆนั้น มีคนซื้อไปแล้ว


กงเหลียงเหลียวถาม “ผู้ใดรึ?”


“ซ่งจางเจ้าค่ะ” ฉินเหยากลัวว่าเขาจะไม่รู้จักจึงเอ่ยเสริมขึ้นว่า “ใต้เท้านายอำเภอแห่งอำเภอไคหยาง”


กงเหลียงเหลียวแค่นเสียงหัวเราะ ไม่ได้ซักไซ้ต่อ แค่คิดก็รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงเลือกตำแหน่งนี้


หากเป็นเมื่อก่อน เขาอาจจะรู้สึกไม่พอใจ


แต่บัดนี้เขาปลงตกนานแล้ว สรรพสิ่งในโลกล้วนมีชะตาของมันเอง ปล่อยให้มันเป็นไปเถิด


“ข้าไม่รับแขก” กงเหลียงเหลียวกำชับ


ฉินเหยาพยักหน้ารับคำ ในใจนางย่อมรู้ดี การใช้มหาบัณฑิตเป็นจุดขายก็เรื่องหนึ่ง แต่หากอีกฝ่ายต้องการพบมหาบัณฑิตก็ไม่เกี่ยวกับนาง


กงเหลียงเหลียวคือผู้ที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง เขาอยากจะพบผู้ใดก็พบ ผู้ใดที่ไม่อยากพบ นางก็จะช่วยขวางไว้ให้


แต่แล้วกงเหลียงเหลียวก็พลันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้จึงลองหยั่งเชิงถาม “เขามีเรื่องขอร้องเจ้าหรือ”


ฉินเหยาแย้มยิ้มบางๆ “ประมาณนั้นเจ้าค่ะ”


กงเหลียงเหลียวชะงักไปชั่วครู่แล้วจึงถามขึ้นอีกประโยค “ก่อนสิ้นปีที่เมืองหลวงของมณฑล เจ้าได้พบเจอผู้ใดบ้างหรือไม่”


ฉินเหยาชะงักงันไป หากผู้เฒ่าไม่เอ่ยขึ้นมา นางก็เกือบจะลืมคนอย่างแม่ทัพมู่หลิงผู้นั้นไปเสียแล้ว


แต่ในเมื่อผู้เฒ่าถามเช่นนี้ย่อมต้องรู้เรื่องที่มู่หลิงเคยพยายามจะชักชวนนางแล้วเป็นแน่


อาวั่งเคยบอกว่า ขาสองข้างของกงเหลียงเหลียวนี้ พิการก็เพราะองค์หญิงใหญ่


แต่ในยามนี้ น้ำเสียงที่กงเหลียงเหลียวใช้สอบถามกลับไม่เหมือนน้ำเสียงที่ใช้ถามถึงศัตรู


ฉินเหยาค่อนข้างจะไม่แน่ใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร แต่ก็ยังคงตอบไปตามความจริงว่า “ข้าได้พบกับแม่ทัพมู่หลิงเจ้าค่ะ นางต้องการชักชวนข้าเข้าร่วมหน่วยราชองครักษ์ แต่ข้าปฏิเสธไปแล้ว”


เมื่อกงเหลียงเหลียวได้ยินคำพูดนี้ก็พลันหันขวับมามองนาง ดวงตาที่ขุ่นมัวฉายแววจริงจัง น้ำเสียงเย็นเยียบลง กล่าวว่า


“เจ้าและซานเอ๋อร์เป็นเพียงสามัญชนตัวเล็กๆสองคน ตั้งหน้าตั้งตาเดินในเส้นทางของตนเองให้ดีก็พอแล้ว สิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ แม้มองดูแล้วจะน่าเย้ายวนเพียงใดก็อย่าได้ไปแตะต้องเป็นดีที่สุด”


“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนฉลาดและมีความสามารถ แต่บัดนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ดีที่เจ้าจะแสดงความสามารถออกมา” กงเหลียงเหลียวเตือนอย่างจริงจังยิ่ง


เขาไม่เคยเอ่ยถึงขาของตนเองต่อหน้าคนนอก แต่ในยามนี้กลับชี้ไปที่ขาทั้งสองข้างที่พิการของตนเพื่อตักเตือนฉินเหยา


“ขาของข้าทั้งสองข้างนี้ก็คือบทเรียนที่เปื้อนเลือด ข้าไม่หวังให้เจ้าและซานเอ๋อร์เดินซ้ำรอยข้า!”


“หน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ บัดนี้ฟังดูแล้วอาจจะรุ่งโรจน์เกรียงไกร”


“แต่เรื่องราวในราชสำนักนี้เป็นเรื่องในตระกูลไป๋หลี่ของพวกเขา คนนอกที่เข้าไปพัวพัน ไม่ว่าจะภักดีต่อฝ่ายใด ท้ายที่สุดแล้วขอเพียงผู้ที่ได้นั่งบนบัลลังก์ยังคงแซ่ไป๋หลี่ ผู้ที่เคยล่วงเกินตระกูลไป๋หลี่ก็ยังคงมิอาจตายดี!”


พอคิดถึงตรงนี้ กงเหลียงเหลียวก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “ตระกูลเฮ่อนั้นใจร้อนผลีผลามเกินไป เจ้าอย่าได้โดนพวกเขาชักจูง รอจนซานเอ๋อร์สอบได้จิ้นซื่อ เจ้าก็สามารถได้รับพระราชทานยศศักดิ์ เสพสุขในเกียรติยศและทรัพย์ศฤงคารได้เช่นกัน”


ฉินเหยาตกตะลึงในใจ ไม่คิดว่ากงเหลียงเหลียวจะเปิดใจพูดคุยกับตนเองมากถึงเพียงนี้


เมื่อผู้เฒ่าปฏิบัติต่อนางอย่างจริงใจ นางย่อมปฏิบัติกลับด้วยความจริงใจเช่นกันจึงรีบเอ่ยขอบคุณ


แต่ทว่า ประโยคหลังนี้นางไม่เห็นด้วย


ฉินเหยายิ้มหยันแล้วเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ หากไม่ใช่เพราะโลกใบนี้ไม่เปิดทางให้สตรีได้ก้าวขึ้นไปข้างบน ยศศักดิ์นี้ ความรุ่งโรจน์และมั่งคั่งเหล่านี้ สตรีก็สามารถไขว่คว้ามาได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใด”


กงเหลียงเหลียวได้ฟังก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง หันกลับไปมองสตรีที่กำลังเข็นรถให้ตนอยู่เบื้องหลังอย่างล้ำลึก รอยยิ้มหยันที่มุมปากนั้นราวกับว่าทั่วทั้งใต้หล้านี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของนางเลย ช่างอหังการไร้ซึ่งความเกรงกลัว


ความรู้สึกคุ้นเคยที่ทำให้เขาอึดอัดไปทั้งตัวนั้นกลับมาอีกแล้ว กงเหลียงเหลียวกัดฟันกล่าวอย่างขุ่นเคือง “ล้วนเป็นคนบ้า!”


ตอนที่ 423: ใครคือคนบ้า


ฉินเหยาหาได้โกรธไม่ ด้วยนางรู้ดีว่าผู้เฒ่าไม่ได้หมายถึงตน


นางจึงเอ่ยถามตามน้ำไปอย่างใคร่รู้ “ท่านอาจารย์ ใครคือคนบ้าหรือเจ้าคะ”


อันที่จริงฉินเหยาอยากจะถามว่า ที่ท่านอาจารย์พูดถึงใช่ฮองเฮาหรือองค์หญิงใหญ่หรือไม่


แต่แล้วก็พลันคิดได้ว่า ตนเป็นเพียงหญิงบ้านนอก จะไปรู้จักบุคคลชั้นสูงเหล่านี้ได้อย่างไร ทั้งยังไม่กล้าคาดเดาถึงเหล่าผู้สูงศักดิ์จึงไม่ได้เอ่ยถามออกไป


ทันใดนั้น กงเหลียงเหลียวก็เอ่ยขึ้น “ดูเหมือนจะหิวเสียแล้ว”


เอาเถอะ ช่างเป็นการเปลี่ยนเรื่องที่แข็งทื่อเสียจริง


ฉินเหยาจึงไม่เซ้าซี้ต่อพยักหน้ารับแล้วเข็นรถพาท่านกลับเรือน ก่อนจะเรียกอาวั่งให้เตรียมมื้อค่ำ


คืนนี้มีคนร่วมโต๊ะอาหารหลายคน หลังจากปลุกหลิวจี้ให้มาดูแลกงเหลียงเหลียวแล้ว ฉินเหยาเองก็เข้าไปช่วยงานในครัว


วันนี้หลิวจ้งไปรับเด็กๆที่สำนักศึกษา อาวั่งจึงได้อยู่ช่วยงานที่เรือน


นับตั้งแต่จินฮวาเข้าสำนักศึกษา หลิวจ้งก็เริ่มสลับกับอาวั่งไปรับไปส่งเด็กๆ


อย่างไรเสียนางก็เป็นบุตรีเพียงคนเดียวในบ้าน หลิวจ้งผู้เป็นบิดาจึงย่อมเป็นห่วงมากกว่าเป็นธรรมดา


ตอนที่จินฮวาไปสำนักศึกษาใหม่ๆ หลิวจ้งนั้นหากไม่กังวลว่าบุตรีของตนจะถูกรังแกก็กังวลว่านางจะหัวทึบเรียนไม่ทันจนถูกอาจารย์ตำหนิเอาได้


สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหวจึงขอสลับกับอาวั่งไปรับส่งบุตรีด้วยตนเอง


หากที่โรงงานยุ่งมากก็จะให้อาวั่งไป แต่หากไม่ยุ่งเท่าใด หลิวจ้งก็จะไปรับส่งด้วยตนเองทั้งเช้าและเย็น


พอมีหลิวจ้งมาช่วยอีกแรง อาวั่งก็สบายขึ้นมาก แปลงผักที่ไม่มีเวลาลงมือเสียทีก็ได้เริ่มปลูกพืชผักตามฤดูกาล เขียวขจีชอุ่มเต็มไปหมด มองแล้วน่าชื่นใจยิ่งนัก


นับตั้งแต่อาวั่งมาอยู่ที่นี่ ครอบครัวฉินเหยาก็แทบไม่ต้องซื้อผักจากชาวบ้านในหมู่บ้านอีก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีกเล็กน้อย


วันนี้คนกินข้าวเยอะ อาวั่งจึงไม่คิดจะทำอะไรที่พิถีพิถันมากนัก


ส่วนกับข้าวคือจับฉ่ายหม้อใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหรือผัก เต้าหู้ หรือไส้กรอกก็ใส่ลงไปทั้งหมด ปรุงรสอย่างหนักมือ ผัดด้วยไฟแรงจนสุกราวหกส่วน จากนั้นจึงเติมน้ำแกงกระดูกที่เคี่ยวไว้เมื่อเช้าลงไปหลายกระบวย ปิดฝาเคี่ยวต่ออีกหนึ่งเค่อ


สุดท้ายจึงเปิดฝาเทน้ำปรุงรสที่ผสมเตรียมไว้ลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย กลิ่นหอมก็ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งลานบ้าน กระตุ้นให้ทุกคนที่อยู่ในนั้นต่างพากันกลืนน้ำลาย


เด็กๆ กลับจากสำนักศึกษาแล้ว ฉินเหยาจึงพาพวกเขาไปจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้และถ้วยชามตะเกียบ


อาวั่งยกโจ๊กขาวข้นๆ และหมั่นโถวลูกขาวอวบอิ่มนุ่มฟูมาตั้งบนโต๊ะพร้อมด้วยผักดองรสเลิศจานใหญ่ไว้แก้เลี่ยน


กับข้าวหม้อใหญ่ถูกตักตามมา แบ่งเป็นที่ลานบ้านหม้อหนึ่งและในเรือนอีกหม้อหนึ่ง


เพียงรอกงเหลียงเหลียวขยับตะเกียบ เสียงเคี้ยวอาหารคำโตก็ดังขึ้นทั่วทั้งลาน


จับฉ่ายหม้อใหญ่ที่มีสารพัดผักและเนื้อ ไม่ว่าจะกินกับโจ๊กหรือหมั่นโถวก็ล้วนเจริญอาหารทั้งสิ้น


อาหารที่จัดวางอย่างประณีตงดงาม กงเหลียงเหลียวได้กินอยู่ที่ตระกูลเฮ่อมาสามเดือนเต็มแล้ว บัดนี้สิ่งที่เขาคิดถึงที่สุดก็คืออาหารบ้านๆร้อนๆ ที่เพิ่งยกออกจากเตาของบ้านฉินเหยาเช่นนี้แหละ


ทั้งโจ๊กและหมั่นโถวล้วนอ่อนนุ่มกินง่าย ส่วนจับฉ่ายหม้อใหญ่ก็ตอบสนองความอยากอาหารของคนหนุ่มสาวได้เป็นอย่างดี เป็นเพียงมื้ออาหารเรียบง่ายมื้อหนึ่ง แต่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่กลับกินได้อย่างเกษมสำราญ


ยิ่งได้ร่ำสุราจอกน้อยกับซานเอ๋อร์ของเขาพลางหยอกล้อกับเจ้าแฝดที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะคู่นั้นอีก ช่างเป็นชีวิตที่สุขสันต์ราวกับเซียน!


ซานหลางเพิ่งจะถูกกงเหลียงเหลียวป้อนสุราให้ครึ่งคำ เจ้าหนูโง่ไม่เหมือนซื่อเหนียงที่รู้จักวิ่งหนี แต่กลับยื่นหน้าเข้าไปลองชิมอย่างใคร่รู้ ตอนนี้เลยสำลักจนวิ่งวุ่นไปทั่วห้อง น้ำตาไหลพราก


หลิวจี้และกงเหลียงเหลียวเห็นแล้วก็หัวเราะลั่น แต่เพราะเกรงใจฉินเหยาที่อยู่ด้วยจึงไม่กล้าหัวเราะเสียงดังเกินไป พอเห็นใบหน้าแดงก่ำของเด็กน้อยก็รีบให้ต้าหลางไปหาน้ำแกงเย็นๆมาให้เขาดื่ม


ต้าหลางเหลือบมองบิดาของตนอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็จำใจลุกขึ้นพาน้องเล็กไปที่ครัวเพื่อหาน้ำแกงเย็นที่เหลือจากเมื่อเช้ามาดับรสเผ็ดร้อนของสุรา


พอกลับมาถึงโต๊ะอาหาร ซานหลางก็เอาแต่หลบหน้าบิดาและท่านอาจารย์แต่ไกล


ด้วยเหตุนี้ หลิวจี้จึงต้องงอนง้ออยู่สามวันเต็ม ทั้งยังให้สัญญาว่าจะซื้อถังหูลู่ให้หนึ่งร้อยไม้ ลูกชายคนเล็กจึงยอมคืนดีด้วย


เมื่อกินข้าวเสร็จ หลิวจี้ก็ประคองกงเหลียงเหลียวกลับไปยังเรือนปทุม


เมื่อกงเหลียงเหลียวได้กลับเข้าสู่เรือนปทุมก็เปรียบดั่งปลาที่ได้คืนสู่สายน้ำ รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างหาที่ใดเปรียบ


เขาสั่งให้บ่าวไพร่ต้มน้ำร้อนสองหม้อใหญ่แล้วลงไปอาบน้ำอย่างสบายอารมณ์ในห้องอาบน้ำที่ออกแบบไว้สำหรับตนโดยเฉพาะ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่สะใจพอจึงพยักพเยิดหน้าให้หลิวจี้ไปทางหีบไม้ใต้เตียงอย่างมีลับลมคมนัย


ศิษย์อาจารย์ย่อมรู้ใจกันดี หลิวจี้ดวงตาเป็นประกายวูบหนึ่ง รีบมุดลงใต้เตียงแล้วลากหีบไม้ที่วางทิ้งไว้หลายเดือนออกมา


พอเปิดออกดูก็พบสุราชั้นเลิศห้าไหเล็กที่ยังไม่ทันเปิดผนึกก็ส่งกลิ่นหอมกรุ่นออกมา กำลังนอนรอให้เขาลิ้มลองอย่างสงบนิ่งอยู่ในหีบ


หลิวจี้กลัวว่าหากดื่มมากไปกลับบ้านจะถูกลงโทษจึงหยิบออกมาเพียงไหเดียว เทน้ำชาในกาบนโต๊ะทิ้งแล้วรินสุราใส่เข้าไปแทน จากนั้นจึงหิ้วกาน้ำชาพร้อมถ้วยชาสองใบเดินยิ้มร่าเข้าไปในห้องอาบน้ำ


เมื่อไม่ต้องเกรงใจตระกูลเฮ่อ ทั้งฉีเซียนกวนก็ไม่อยู่ สองศิษย์อาจารย์จึงปล่อยตัวเต็มที่ พลางแช่น้ำอุ่น พลางดื่มสุราคุยโอ้อวดกันไป


กงเหลียงเหลียวดูเหมือนอยากจะระบายความอึดอัดเก็บกดตลอดสามเดือนที่อยู่ที่ตระกูลเฮ่อออกมาให้หมด เขายกสุราซดรวดเดียวสามจอก ก่อนจะเรอออกมาอย่างพึงพอใจ จากนั้นอารมณ์สุนทรีย์ก็พลุ่งพล่านขึ้นมา แต่งบทกวีเซียวเหยาที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการหลุดพ้นออกมาบทหนึ่ง


หลิวจี้ยกจอกสุราขึ้นจ้องมองชายชราที่ขาทั้งสองข้างพิการผู้ที่มีความสุขตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ความรู้สึกนับถือพลันผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ


ชีวิตตกอับถึงเพียงนี้ แต่กลับยังสามารถเบิกบานใจได้ถึงขนาดนี้ ชายหนุ่มสามัญเช่นเขายอมรับว่าตนไม่มีจิตใจที่กว้างขวางเช่นนี้ได้


แต่หากวันใดวันหนึ่งเขาก้าวหน้าเฟื่องฟูแล้วกลับต้องร่วงหล่นจากจุดสูงสุดก็คงจะนึกถึงภาพในยามนี้เป็นแน่


บางที อาจจะมีกำลังใจที่จะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง


…....


หลิวจี้อยู่ในเรือนปทุมจนดึกดื่นจึงค่อยกลับบ้าน


ยามนี้เด็กๆเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว ฉินเหยาและอาวั่งก็เก็บกวาดงานบ้านที่หลงเหลือจากมื้อค่ำใหญ่เรียบร้อย ต่างแยกย้ายกลับห้องของตน


แต่เสียงเปิดประตูรั้วก็ยังดังเข้าหูของฉินเหยาจนได้


ประตูห้องนอนใหญ่แง้มเปิดออกครึ่งหนึ่ง ฉินเหยายืนอยู่ที่ประตู มองหลิวจี้ที่กำลังด้อมๆมองๆ อุ่นข้าวเย็นกินอยู่ในครัวแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย


“เหตุใดจึงไปนานถึงเพียงนี้”


หลิวจี้ไม่ทันได้สังเกตเห็นนางเลย เสียงถามที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ทำให้คนที่กำลังร้อนตัวเหมือนขโมยถึงกับสะดุ้งโหยง มือไม้สั่นจนเกือบจะทำชามข้าวเย็นที่กำลังจะนำไปอุ่นคว่ำลงบนเตา


หลังจากรีบประคองชามไว้มั่นแล้ว หลิวจี้ก็หันกลับไป เห็นฉินเหยายืนอยู่ที่ประตูห้องนอน กำลังมองมาที่ตนด้วยความสงสัย


หลิวจี้ลอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก อยู่ไกลถึงเพียงนี้ นางคงไม่ได้กลิ่นสุราบนตัวเขาหรอก


“ท่านอาจารย์จะอาบน้ำ ข้าไม่วางใจให้ผู้อื่นปรนนิบัติก็เลยชักช้าไปบ้าง” หลิวจี้อธิบายอย่างจริงจัง


ในตอนนั้นเอง ปลายจมูกของฉินเหยาก็ขยับฟุดฟิดอยู่หลายครั้ง


หลิวจี้รีบเดินไปแง้มปิดประตูครัว พลางอธิบายว่า “ข้าหิวเล็กน้อย เลยมาอุ่นมื้อดึกกิน เดี๋ยวพอกินเสร็จก็จะกลับห้องไปนอนแล้ว ไม่คิดว่าจะรบกวนเวลาพักผ่อนของเมียจ๋า ข้าจะปิดประตูเดี๋ยวนี้ จะทำอะไรเบาๆ เมียจ๋าเจ้ารีบกลับไปพักผ่อนต่อเถอะ”


ฉินเหยามองเขาอย่างเคลือบแคลง ร่างกายกว่าครึ่งของเขาซ่อนอยู่หลังประตูครัวทำให้มองไม่ถนัด ประกอบกับแสงเทียนในครัวก็สลัว ฉินเหยาจึงไม่เห็นใบหน้าที่แดงก่ำของหลิวจี้


แต่สุราที่กงเหลียงเหลียวซ่อนไว้นั้นเป็นสุราชั้นเลิศ กลิ่นจึงหอมเข้มข้น ฉินเหยาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้กลิ่นสุราที่ลอยโชยมาเป็นระลอก


นางหรี่ตาลงเล็กน้อย ท่ามกลางสายตาอันประหม่าของหลิวจี้ นางก็หันหลังกลับปิดประตูห้องแล้วเข้านอนไป


เมื่อเห็นแสงเทียนในห้องของนางดับลง หลิวจี้ที่อยู่หลังประตูครัวก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก


อาจเพราะความร้อนตัวหรืออาจเพราะมโนธรรมอันน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่คอยทิ่มแทง วันรุ่งขึ้นหลิวจี้จึงรีบตื่นแต่เช้าตรู่ คัดลอกบทกวี ‘เซียวเหยา’ที่ท่านอาจารย์แต่งขึ้นเมื่อคืนตอนอารมณ์ดีเพราะฤทธิ์สุรา


เขาตั้งใจจะนำมันไปติดไว้ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อช่วยส่งเสริมโครงการใหญ่ในการปรับปรุงหมู่บ้านตระกูลหลิวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ฉินเหยากำลังตั้งอกตั้งใจทำอยู่


ตอนที่ 424: มิได้ มิได้เป็นอันขาด


พอฉินเหยาลืมตาตื่น หลิวจี้ก็ยิ้มแฉ่งเข้ามาประเคนบทกวีราวกับกำลังมอบของวิเศษ


“เมียจ๋า เจ้าดูสิ นี่คือบทกวีใหม่ที่ท่านอาจารย์แต่งขึ้นจากแรงบันดาลใจขณะอาบน้ำเมื่อวานนี้ ทุกถ้อยคำล้วนเป็นไข่มุกเลอค่า บรรยากาศในบทกวีก็ล้ำเลิศสุดจะพรรณนา!”


ฉินเหยาเพิ่งตื่นนอน สติยังไม่เข้าที่ นางหาวหวอดใหญ่ ดื่มชาเย็นที่อาวั่งนำมาให้เพื่อปลุกสมองไปครึ่งถ้วยจึงค่อยปรือตาขึ้นมองบทกวีที่หลิวจี้ยื่นให้


บทกวีนั้นดีอยู่หรอก แต่ในบทกวีกลับบรรยายเรื่องราวที่สองศิษย์อาจารย์อาบน้ำร่ำสุรากันอย่างสำราญเมื่อคืนไว้จนหมดเปลือก


เจ้าโง่หลิวจี้ผู้นี้ เมื่อคืนคงจะเมามายจนสติเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ ถึงได้เปิดโปงเรื่องที่ตนอุตส่าห์ปิดบังไว้อย่างยากลำบากเมื่อคืนออกมาเช่นนี้


ฉินเหยาคืนบทกวีให้เขาพลางเหลือบมองหลิวจี้อีกสองครา เห็นดวงตาของเขาสดใสเป็นประกายจ้องมองมาที่นางด้วยท่าทีเชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยม นางก็อดไม่ได้ที่จะยกมือกุมขมับพลางเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ข้าพบว่าช่วงนี้เจ้าดูเจริญหูเจริญตาขึ้นเยอะเลยนะ”


นี่ไม่ใช่คำชมกันอย่างเห็นๆหรอกหรือ


หลิวจี้เกาศีรษะอย่างเขินอาย “เป็นเพราะเมียจ๋าสั่งสอนมาดีต่างหาก”


ฉินเหยาเชิดคางใส่เขา “เอาไปติดที่กระดานประกาศตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ให้เหล่าบัณฑิตที่มาดักรอท่านอาจารย์ของเจ้าได้ซึมซับบารมีทางปัญญาของท่านเสียหน่อย”


แล้วก็ถือโอกาสสร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านตระกูลหลิว ส่งเสริมโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวอันยิ่งใหญ่ของนางด้วย!


หลิวจี้ก็คิดเช่นนั้น พอเห็นรอยยิ้มของฉินเหยาก็รู้ทันทีว่าครั้งนี้ประจบได้ถูกจุด รีบรับคำอย่างแข็งขัน ไม่แม้แต่จะกินข้าวเช้าก็ถือบทกวีสดใหม่ร้อนๆ เดินลิ่วไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านอย่างลิงโลด


พอหลิวจี้ปรากฏตัว เหล่าบัณฑิตที่ดักรออยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านก็รีบกรูกันเข้ามาอย่างกระตือรือร้น


เมื่อได้ยินหลิวจี้บอกว่าจะแบ่งปันผลงานชิ้นใหม่ของมหาบัณฑิตให้ทุกคนได้ชม เหล่าบัณฑิตต่างก็ตื่นเต้นจนโลดเต้นดีใจ


บัณฑิตบางคนที่นิสัยเปิดเผยหน่อย ถึงกับอยากจะโผเข้าอุ้มหลิวจี้แล้วหอมสักฟอด


หลิวจี้รีบโบกมือพลางถอยหลังกรูด “มิได้! มิได้ มิได้เป็นอันขาด!”


สุดท้าย หลิวจี้ก็ได้บรรยายที่มาที่ไปของการแต่งบทกวีเมื่อคืนอย่างออกรสชาติให้ฟังอีกครั้ง เหล่าบัณฑิตยิ่งซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าวันนี้ได้ยลโฉมผลงานชิ้นเยี่ยมเช่นนี้ ต่อให้ตายก็ไม่เสียดายแล้ว!


มุมปากของหลิวจี้กระตุกเล็กน้อย ในใจคิดว่า ถ้าเช่นนั้นก็อย่าเพิ่งมาตายที่หมู่บ้านตระกูลหลิวของข้าก็แล้วกัน


บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความห่างเหิน เขาปฏิบัติภารกิจประชาสัมพันธ์ได้สำเร็จลุล่วงอย่างงดงามแล้วกลับบ้านไปขอคำชมจากเมียจ๋าอย่างมีความสุข


ฉินเหยาก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว อยากใช้ม้าให้วิ่งก็ต้องให้หญ้าม้ากิน นางตักข้าวให้หลิวจี้ด้วยตนเองชามหนึ่ง ให้เขากินกับกับข้าวที่เหลืออยู่สองสามอย่างไปก่อน


ก็ใครใช้ให้เขาไม่กินข้าวแล้ววิ่งออกไปเล่า วันนี้นางอารมณ์ดีจึงเจริญอาหารเป็นพิเศษ พอกินจนหนำใจก้มลงมองอีกที ถึงได้พบว่ากับข้าวแทบไม่เหลือแล้ว


แต่สีหน้ารังเกียจและน้อยเนื้อต่ำใจที่นางคาดว่าจะได้เห็นกลับไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาของหลิวจี้เลย


เขานั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหาร ในมือถือชามข้าวที่นางขูดมาจากก้นหม้อจนติดข้าวแข็ง ดวงตาจ้องมองกับข้าวที่เหลือเพียงไม่กี่อย่างบนโต๊ะ ในแววตากลับทอประกายแห่งความซาบซึ้งใจ


ริมฝีปากที่ไม่หนาไม่บางซึ่งมีสีแดงระเรื่อตามธรรมชาติสั่นระริก “เมียจ๋า เจ้ายังอุตส่าห์เหลือกับข้าวไว้ให้ข้าด้วย”


ที่ผ่านมา เขาเคยมีวาสนาได้กินกับข้าวเหลือจากนางที่ไหนกัน


มีแต่ต้องเลียจานเท่านั้น!


“นี่คือข้าวกับกับข้าวที่เมียจ๋าตั้งใจเก็บไว้ให้ข้าโดยเฉพาะ…” หลิวจี้เงยหน้ามองฉินเหยา กล่าวจากใจจริงอย่างอาลัยอาวรณ์ “เมียจ๋า ข้าไม่กล้ากินเลย”


ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างประหลาดใจ อยากจะดูให้แน่ว่าสมองเขาถูกเผาจนเพี้ยนไปแล้วหรือไร


แต่ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกลับเบิกกว้างใสซื่อยิ่งกว่าดวงตาของสุนัขเสียอีก


“แค่กๆ!” ฉินเหยาฝืนกลั้นความรู้สึกกระดากอายจนแทบอยากจะมุดดินหนี กระแอมออกมาสองครั้งอย่างขัดเขินแล้วยื่นมือไปตบศีรษะของเขาเบาๆ “กินเถอะ ตอนเย็นยังมีข้าวเหลืออีก”


“อื้มๆ!” หลิวจี้พยักหน้าอย่างหนักแน่นแล้วจึงหยิบตะเกียบขึ้นมากินอย่างหิวกระหาย


ไม่ได้กินอะไรมาทั้งเช้า เขาหิวจะตายอยู่แล้ว!


ขณะที่กำลังกินอยู่ เสียงเรียกอันตื่นเต้นก็ดังมาจากนอกประตู “พี่สะใภ้สาม!”


เป็นเสียงของหลิวเฝย


หลิวจี้บ่นอุบอิบทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก “วันนี้สำนักศึกษาหยุดรึ เขามาทำอะไร”


ยังจะมาเรียกพี่สะใภ้สาม พี่สะใภ้สามด้วยน้ำเสียงประจบประแจงเสียขนาดนั้น ประจบสอพลอ!


ระหว่างที่พูด เมล็ดข้าวในปากก็ร่วงลงบนโต๊ะเมล็ดหนึ่ง หลิวจี้ใช้ความเร็วปานสายฟ้าแลบเก็บมันขึ้นมายัดใส่ปากตามเดิมแล้วเคี้ยวๆๆ นี่คือข้าวที่เมียจ๋าอุตส่าห์ตักให้เชียวนะ~


มุมปากของฉินเหยากระตุกอย่างแรง ขณะเดินออกไปต้อนรับก็ครุ่นคิดว่าควรจะไปเชิญแม่หมอที่ไหนมาดูอาการของหลิวจี้ดี ดูว่าเขาถูกใครทำคุณไสยใส่หรือไม่ เหตุใดจึงได้เป็นถึงเพียงนี้


“พี่สะใภ้สาม!”


หลิวเฝยวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน บนร่างยังสะพายห่อผ้าใส่เสื้อผ้าที่ต้องนำกลับไปซักเปลี่ยน


ตอนนี้หลิวเฝยไม่ได้ทำงานที่โรงงานเครื่องเขียนแล้ว หลังปีใหม่เขาก็ลาออกจากงานที่นั่นและได้หลิวจี้พาไปสมัครเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภอจนได้เข้าเรียนสำเร็จ


ตอนนี้คนหนุ่มมีแผนการในอนาคตที่ชัดเจนแล้ว เขาจะเริ่มจากการไปร่ำเรียนเขียนอ่านที่สำนักศึกษาเพื่อหาความรู้ จากนั้นจึงค่อยออกมาหางานการดีๆทำ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถของตนต่อไป


และเพราะได้รับการสนับสนุนจากฉินเหยา ในใจของหลิวเฝยจึงมีความคิดหนึ่งอยู่เสมอว่า ในอนาคตหากพี่สะใภ้สามยังต้องการให้เขาช่วยเหลือ เพียงแค่นางเอ่ยปาก เขาก็จะรีบกลับมาช่วยทันที


หลายวันก่อน หลิวเฝยซึ่งอยู่ในอำเภอได้รับข่าวจากพี่รองหลิวจ้งว่า พี่สะใภ้สามให้เขาคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของทางการ บ่อนพนันและหอคณิกาในเมืองไว้ให้ดี หากมีเรื่องใดเกิดขึ้นก็ให้รีบกลับมาแจ้งนาง


นี่อย่างไร! หลังจากที่วันก่อนบ่อนพนันปิดตัวลงอย่างกะทันหัน เมื่อเย็นวานก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง


หอคณิกาถูกทางการสั่งปิดแล้ว!


เรื่องนี้วุ่นวายไปทั้งเมืองตลอดทั้งคืนจนกระทั่งเช้านี้จึงค่อยสงบลง


น่าเสียดายที่เมื่อเย็นวานประตูเมืองปิดแล้ว หลิวเฝยจึงออกมาไม่ทัน ต้องรอจนประตูเมืองเปิดเมื่อเช้านี้จึงจะออกมาได้ ทำให้มาช้าไปบ้าง


“พี่สะใภ้สาม ครั้งนี้ทางการทำงานสมกับเป็นทางการเสียที ท่านไม่รู้หรอกว่าเมื่อคืนพวกเขาค้นเจอสตรีที่ถูกลักพาตัวมาจากในห้องใต้ดินของหอคณิกาตั้งสิบกว่าคน คนที่อายุน้อยที่สุดเพิ่งจะเจ็ดแปดขวบเท่านั้น แม้แต่แม่ม่ายสามีตายก็ยังไม่เว้น ได้ยินว่าพวกเขาใช้วิธีให้บุรุษรูปงามไปสร้างกลลวงล่อหลอกแล้วขายคนเข้ามา ช่างไม่ใช่คนเอาเสียเลย!”


เมื่อได้ยินดังนั้น บุรุษผู้คิดว่าตนเองรูปงามอย่างหลิวจี้ก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นจากชามข้าว “มีคนหล่อเหลางดงามเท่าพี่สามของเจ้าผู้นี้หรือไม่”


หลิวเฝยแค่นเสียงใส่เขา “กินข้าวของท่านไปเถอะน่า!”


“รู้หรือไม่ว่าบุรษที่ไปล่อลวงนั่นลงเอยเช่นไร ถูกโบยด้วยไม้ห้าสิบทีจนก้นแตกเลือดสาดแล้วยังถูกต้องโกนผมสักหน้า เนรเทศไปไกลสามพันลี้!”


หลิวจี้สูดปากเสียงดัง “นายอำเภอซ่งเอาจริงรึ”


“ก็ต้องจริงสิ เรื่องแบบนี้จะมีของปลอมด้วยหรือ” หลิวเฝยถามกลับอย่างไม่เข้าใจ


หลิวจี้พยักหน้าเบาๆ…แน่นอนว่าต้องมีของปลอม…หลายปีก่อนตอนที่เขายังใช้ชีวิตเสเพลอยู่ในเมืองก็เคยดูละครตบตาแบบนี้มาแล้วหลายฉาก


ก่อนหน้านี้ซ่งจางมาที่บ้านและได้พูดคุยกับฉินเหยาเป็นเวลานาน ดูเหมือนพวกเขาจะบรรลุข้อตกลงบางอย่างกัน


เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็ลอบชำเลืองมองฉินเหยาแวบหนึ่ง


ฉินเหยารินน้ำชาให้หลิวเฝยหนึ่งถ้วยราวกับทุกอย่างอยู่ในความคาดหมายของนางแล้ว ไม่แสดงท่าทีผิดปกติใดๆออกมา เพียงเอ่ยถามอย่างใจเย็น


“ทางการใช้ข้อหาใดในการสั่งปิดหอคณิการึ แล้วตอนนี้แม่เล้าพานเหม่ยเหรินอยู่ที่ใด”


หลิวเฝยดื่มชาจนหมดถ้วยเพื่อให้ชุ่มคอแล้วตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก


“ได้ยินว่าแม่เล้าหนีไปแล้ว ส่วนข้อหาที่ใช้สั่งปิด เหมือนจะมีคนไปร้องเรียนว่าหอคณิกาลักพาตัวสตรี บังคับสตรีดีๆให้เป็นนางคณิกา”


ในแคว้นเซิ่ง ข้อหาบังคับสตรีให้เป็นนางคณิกานี้เป็นอาญาที่ร้ายแรงมาก หากสถานการณ์ไม่รุนแรงจะถูกเนรเทศ แต่หากร้ายแรงจะถูกประหารชีวิต


ขอเพียงมีทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุครบถ้วน คดีก็จะตัดสินได้อย่างรวดเร็ว


แต่ข้อหานี้อาจจะไม่สามารถเอาผิดพานเหม่ยเหรินได้ ตอนนี้นางหนีไปแล้วจึงเกิดช่องว่างให้เล่นแง่ทางคดีได้ สถานการณ์ที่ซ่งจางต้องเผชิญยังคงซับซ้อนนัก


ตอนที่ 425: ภารกิจมาแล้ว


“ขอถามหน่อย ฉินเหนียงจื่ออยู่บ้านหรือไม่”


ด้านนอกพลันมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น


เด็กเลี้ยงวัวของหมู่บ้านเซี่ยเหอคนหนึ่งกำลังมองเข้ามาอย่างประหม่าจากนอกลานบ้าน ในมือกำบางอย่างไว้แน่นท่าทางดูรีบร้อนมาก


ฉินเหยาเดินออกไปอย่างสงสัย “ข้าเอง เจ้ามาหาข้าหรือ”


เด็กเลี้ยงวัวกล่าว “ข้ารู้จักท่าน”


ฉินเหนียงจื่อมักจะไปที่หมู่บ้านเซี่ยเหออยู่บ่อยๆ ท่านพ่อท่านแม่ของเขาก็ทำงานอยู่ในโรงงานเครื่องเขียน เด็กเลี้ยงวัวจึงเคยเห็นฉินเหยา


หากไม่รู้จักคน คนผู้นั้นก็คงไม่ให้เขานำจดหมายมาส่ง


เด็กเลี้ยงวัวยื่นม้วนกระดาษในมือให้ฉินเหยา กล่าวว่า “มีคนให้ข้านำสิ่งนี้มามอบให้ท่านด้วยตนเอง”


“ผู้ใดรึ” ฉินเหยาถามขณะรับม้วนกระดาษที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่มาอย่างสงสัย แต่ก็ยังไม่รีบร้อนเปิดดู


เด็กเลี้ยงวัวส่ายหน้า “ไม่รู้จักขอรับ คนผู้นั้นบอกเพียงว่า เมื่อท่านได้ดูของสิ่งนี้แล้วก็จะเข้าใจเอง”


เมื่อทำภารกิจสำเร็จ เด็กน้อยก็หันหลังเตรียมจะจากไป


ฉินเหยาเรียกเขาไว้ “เดี๋ยวก่อน”


พูดจบก็ก้าวฉับๆกลับเข้าบ้านไปหยิบเหรียญทองแดงห้าเหรียญกับขนมถั่วเขียวก้อนหนึ่งที่ยังไม่ได้กินยื่นให้เขา “ขอบใจเจ้ามาก ขนมเล็กๆน้อยๆนี้เอาไว้กินระหว่างทางเถอะ”


เด็กเลี้ยงวัวดีใจมาก รีบขอบคุณแล้วกล่าวว่า “ฉินเหนียงจื่อ ท่านช่างเป็นคนใจบุญยิ่งนัก!”


เขารับเหรียญทองแดงและขนมแล้วจากไปอย่างมีความสุข


มุมปากของฉินเหยากระตุกขึ้น ยิ้มเยาะตนเอง นางไม่ใช่คนใจบุญอะไรหรอก


นางก้มลงคลี่ม้วนกระดาษในมือออก บนนั้นมีอักษรตัวเล็กสองแถว เป็นลายมือของซ่งจาง


ครั้งก่อนตอนที่ทำสัญญาโอนที่ดินบ้านในหมู่บ้านให้ซ่งจาง ฉินเหยาเคยเห็นลายมือของเขาซึ่งเหมือนกับบนกระดาษแผ่นนี้ไม่มีผิดเพี้ยน


บนนั้นเขียนที่อยู่ที่ดูไม่ชัดเจนนักคือ หมู่บ้านซิ่งฮวา ตำบลชิงสุ่ย


และยังมีชื่อที่ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นชื่อปลอม: เยว่เหนียง


บรรทัดสุดท้ายยังมีคำเตือนอีกหนึ่งบรรทัดว่า ‘คนผู้นี้สำคัญอย่างยิ่ง เกรงว่าจะประสบเคราะห์ร้าย ขอให้ช่วยคุ้มครองชีวิตนางไว้ให้ได้’


ภารกิจมาแล้วสินะ ฉินเหยาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ถือกระดาษเดินเข้ามาในห้องโถง ถามสองพี่น้องหลิวจี้ที่อยู่ในห้องว่า “หมู่บ้านซิ่งฮวา ตำบลชิงสุ่ยอยู่ที่ใด”


หมู่บ้านน้อยใหญ่ในอำเภอไคหยาง นางกับช่างไม้หลิวเคยไปมาแล้วหลายแห่ง แต่กลับไม่เคยไปที่ที่ชื่อหมู่บ้านซิ่งฮวาเลย


หลิวเฝยส่ายหน้าแสดงออกว่าไม่รู้


หลิวจี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตำบลชิงสุ่ยอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอไคหยาง”


ส่วนหมู่บ้านซิ่งฮวา ขออภัยด้วย เขาไม่เคยได้ยินชื่อเลย “อำเภอเรามีหมู่บ้านนี้ด้วยหรือ”


ฉินเหยาเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง “ถ้ารู้แล้วข้าจะถามเจ้าทำไม!”


อาวั่งกลับเป็นฝ่ายเดินออกมาแล้วพูดว่า “อยู่ทางทิศตะวันตกของภูเขาอวี๋ฮว่า ลึกเข้าไปตามแม่น้ำ ต้องผ่านหมู่บ้านที่ชื่อว่าเจี่ยยา ถามคนในหมู่บ้านนั้นก็น่าจะรู้เส้นทางที่ไปยังหมู่บ้านซิ่งฮวาที่แน่ชัดขอรับ”


เจี่ยยาเป็นชื่อที่เรียกกันในภาษาถิ่น ทั้งยังเป็นชื่อที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก


แต่สถานที่อย่างภูเขาอวี๋ฮว่านี้ ฉินเหยาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้รังของโจรภูเขาก็อยู่บนภูเขาอวี๋ฮว่าลูกนี้


“ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย” ฉินเหยาบอกกับคนในบ้าน


หลิวจี้ยืนขึ้นอย่างกระวนกระวายใจ ถามว่า “ไปที่ใดรึ”


เมื่อนึกถึงที่อยู่ที่นางเพิ่งจะถามไปก็ลองหยั่งเชิงกล่าวดู “หมู่บ้านซิ่งฮวาแห่งนั้นรึ”


ฉินเหยาพยักหน้า ยกมือส่งสัญญาณให้เขาอย่าถามต่อ รู้มากไปไม่ดี บอกให้น้องสี่หลิวเฝยกลับบ้านไปแล้วนางก็กลับเข้าห้องไปเก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว


“อาวั่ง ไปจูงม้าออกมา ใส่อานให้เรียบร้อย” ฉินเหยาสั่งไปนอกห้อง


อาวั่งกลับเป็นคนที่รู้ความมากกว่า ไม่เคยถามว่าทำไม เขารับคำแล้วก็รีบไปยังโรงเรือนเลี้ยงสัตว์เพื่อจูงม้ามาใส่อานให้ฉินเหยาแล้วจูงไปรอที่ประตูใหญ่


หลิวจี้ตามไปถึงนอกห้องของฉินเหยา เห็นนางไม่เพียงเปลี่ยนไปสวมชุดกางเกงที่คล่องตัว แต่ยังหยิบดาบมาด้วย ในใจก็พลันกระตุกวูบ


นี่จะไปทำเรื่องใหญ่สินะ!


แต่ในเมื่อนางไม่อนุญาตให้เขาถาม เขาก็ทำได้เพียงกำชับว่า “เมียจ๋า เจ้าต้องระวังตัวด้วยนะ”


ฉินเหยาพยักหน้ารับพลางสั่งเขา “ดูแลบ้านให้ดีด้วย”


นางไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเมื่อใด


อาจจะหนึ่งหรือสองวันหรืออาจจะห้าหรือหกวัน


ที่โรงงานมีอวิ๋นเหนียง หลิวไป่ หลิวจ้งและคนอื่นๆอยู่ ในช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่วันคงไม่เกิดปัญหาอะไร


หลิวจี้รับคำ เดินไปส่งนางถึงประตูใหญ่ มองนางขึ้นม้ากำลังจะไปก็รีบตะโกนขึ้น “ถ้าอย่างไรเจ้าพาอาวั่งไปด้วยเถอะ!”


เมื่อพูดออกไป หลิวจี้เองก็ตกใจกับความกังวลในใจของตนเอง


เขาถึงกับกังวลว่าภรรยาสุดแกร่งที่สามารถทุบจวนทั้งหลังให้แหลกเป็นผุยผงได้ด้วยหมัดเดียวจะเจอกับอันตราย


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง โบกมือไปมา “ไม่จำเป็น เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”


พูดจบก็ไม่หันกลับมามองอีก กระตุ้นท้องม้าหนึ่งทีแล้วควบม้าจากไป


หลิวจี้หยุดยืนอยู่บนลานหน้าบ้าน มองดูเงาของนางลับหายไปตรงโค้งของภูเขาก็ยกมือขึ้นลูบหน้าอกเบาๆ พร้อมกับถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก


นางบอกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย นั่นก็หมายความว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่จำเป็นต้องกังวล


อาวั่งปรากฏตัวขึ้นด้านหลังหลิวจี้ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “นายท่านใหญ่ ฮูหยินแข็งแกร่งกว่าที่ท่านคิดไว้มากนักขอรับ”


หลิวจี้ตกใจกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขา พอได้สติก็โกรธจนหน้าแดง ชี้หน้าอาวั่งพลางพูดว่า “เรื่องนี้ข้ารู้ดีอยู่แล้ว ยังต้องให้เจ้ามาบอกอีกหรือ!”


อาวั่งขมวดคิ้วเล็กน้อย เอาเถอะ ถือเสียว่าเขาไม่ได้พูดก็แล้วกัน


เขาหันหลังไปหยิบไม้กวาดที่มุมประตูขึ้นมา กวาดพื้นเสียงดัง “ควั่กๆ”


ฝุ่นตลบอบอวลแทบจะทำให้หลิวจี้ที่กำลังเดินเข้ามาในลานสำลักตาย


สองคู่อรินี้ยังคงลับฝีปากกันอยู่ ส่วนทางด้านฉินเหยา นางควบม้าออกจากเมืองจินสืออย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าสู่เส้นทางเล็กๆที่ไปยังตำบลชิงสุ่ย


วันนี้อากาศดี เมื่อมาถึงตำบลชิงสุ่ยก็เป็นเวลาบ่ายคล้อย แสงแดดจ้าที่สุด


ฉินเหยาหาร้านขายซาลาเปาในตำบล ซื้อติดตัวไว้ในปริมาณที่พอกินได้สองมื้อ เติมท้องให้อิ่มในตำบลแล้วก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางของภูเขาอวี๋ฮว่า


ระหว่างทางได้พบปะกับชาวบ้านในละแวกนั้นที่เดินทางไปมาอยู่เป็นระยะระยะ ฉินเหยาถามทางไปเรื่อยๆ จนทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของหมู่บ้านเจี่ยยาแล้ว ก็เดินทางลึกเข้าไปตามเส้นทางแม่น้ำด้านหลังภูเขาอวี๋ฮว่า จนกระทั่งพลบค่ำ ในที่สุดก็เห็นหมู่บ้านเล็กๆที่มีเพียงสิบกว่าครัวเรือน


ที่นี่คือหมู่บ้านเจี่ยยา


ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ชาวนาที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำงานในไร่นาก็กำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน เมื่อเห็นคนแปลกหน้าอย่างฉินเหยา สายตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความระแวดระวังและความอยากรู้อยากเห็น


ฉินเหยาเลือกถามทางไปหมู่บ้านซิ่งฮวากับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูท่าทางกล้าหาญ


ดูเหมือนชายหนุ่มคนนั้นจะไม่ค่อยเข้าใจที่นางพูด เขาพูดภาษาถิ่นพลางทำท่าทางประกอบเพื่อถามนางว่ามาทำอะไรที่หมู่บ้านเจี่ยยา


ฉินเหยาพูดชื่อหมู่บ้านซิ่งฮวาซ้ำอยู่หลายครั้ง อีกฝ่ายถึงได้มีสีหน้าเหมือนเพิ่งจะเข้าใจแล้วยกนิ้วชี้ไปทางช่องเขาเล็กๆทางทิศเหนือของหมู่บ้าน


ฉินเหยาขอบคุณแล้วขี่ม้าไปตามทาง เส้นทางยิ่งมายิ่งแคบลง ทำให้นางต้องลงจากหลังม้าแล้วจูงม้าเดินไปแทน


เมื่อผ่านช่องเขาไป เบื้องหน้าคือภูเขาเตี้ยๆหลายลูก ไม่มีทางให้ขี่ม้าได้เลยแม้แต่น้อย เส้นทางนั้นคดเคี้ยวและขรุขระ เดินลำบากอย่างยิ่ง


หากไม่ใช่เพราะคนของหมู่บ้านเจี่ยยายืนยันอย่างหนักแน่นว่าหมู่บ้านซิ่งฮวาอยู่หลังภูเขาลูกนั้น ฉินเหยาก็คงไม่เชื่อว่าที่นี่จะมีหมู่บ้านซ่อนอยู่


เยว่เหนียงผู้นี้เป็นใครกันแน่


บ้านของนางอยู่ที่หมู่บ้านซิ่งฮวาตั้งแต่แรก หรือว่าจงใจมาซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้


ฉินเหยายืนครุ่นคิดอยู่ที่ปากช่องเขาไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ตัดสินใจจูงม้ากลับไปที่หมู่บ้านเจี่ยยาทันที ตามหาชายหนุ่มที่ชี้ทางให้เมื่อครู่ จ้างให้เขาช่วยดูแลม้าของนาง


การสื่อสารของทั้งสองคนยังคงมีอุปสรรค แต่เมื่อหยิบเหรียญทองแดงออกมา การสื่อสารทุกอย่างก็ราบรื่นขึ้นมาทันที


ชาวบ้านหมู่บ้านเจี่ยยาจูงม้าของฉินเหยาไป นางสะพายห่อผ้าใส่สัมภาระและดาบยาวที่ห่อด้วยผ้า เดินเท้าเข้าไปในช่องเขา


เมื่อไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่เห็นความแตกต่าง ตอนนี้เมื่อมองกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลหลิว ฉินเหยารู้สึกว่าค่าความโชคดีเริ่มต้นของนางนั้นสูงมากทีเดียว


หากตอนแรกข้ามภพมาที่หมู่บ้านซิ่งฮวาก็ไม่รู้ว่าจะต้องอึดอัดขัดใจเพียงใด


สถานที่แห่งนี้ไม่มีแม้แต่ถนนดีๆสักเส้น รอบด้านก็รกร้างว่างเปล่า ระยะทางจากตำบลชิงสุ่ยที่ใกล้ที่สุด หากขี่ม้าก็ยังต้องใช้เวลาค่อนวัน หากเดินเท้า เกรงว่าจะต้องใช้เวลาถึงเจ็ดแปดชั่วยาม


ตอนที่ 426: เยว่เหนียงคืออินเยว่


ฉินเหยาดีใจอย่างยิ่งที่ตนเองมองการณ์ไกล หยิบคบเพลิงมาจากบ้านด้วย


ในเวลานี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว รอบด้านมีแต่เนินเตี้ยๆที่เต็มไปด้วยพงหญ้ารกและพุ่มไม้เรียงต่อกันเป็นทิวแถว มองไปไกลๆ ก็เห็นเพียงเงาดำทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด


นับจากที่ออกจากหมู่บ้านเจี่ยยา ฉินเหยาเดินมาแล้วกว่าหนึ่งชั่วยาม แต่ก็ยังไม่พบหมู่บ้านใดๆ


ในขณะที่ฉินเหยากำลังสงสัยว่าตนเองเดินผิดทางหรือไม่นั้น ในความมืดก็ปรากฏแสงสว่างริบหรี่จุดหนึ่งพร้อมกับมีเสียงสุนัขเห่าดังมา


ฉินเหยาทั้งลื่นทั้งวิ่งลงมาจากเนิน ในที่สุดก็ได้เห็นหมู่บ้านเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา


ตรงทางเข้าหมู่บ้านมีศาลเจ้าที่เล็กๆเรียบง่ายที่สร้างจากกระเบื้องดินเผา ข้างศาลมีแผ่นไม้ปักอยู่หนึ่งแผ่น บนนั้นเขียนคำว่า ‘หมู่บ้านซิ่งฮวา’ ด้วยลายมือที่ดูไม่คล่องแคล่วและอ่อนหัดสามตัวอักษร


ฉินเหยาถอนหายใจโล่งอกไปครึ่งหนึ่ง ในที่สุดก็หาหมู่บ้านซิ่งฮวาแห่งนี้เจอจนได้


ผู้คนในชนบทนอนกันเร็วมาก เวลานี้เทียบกับเวลาปัจจุบันก็ประมาณสามทุ่มเท่านั้น แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านซิ่งฮวาก็พากันเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว


สุนัขในหมู่บ้านสังเกตเห็นการมาของคนแปลกหน้าก็เห่าไม่หยุด


ฉินเหยาไม่สนใจสุนัขที่เห่าเสียงดังน่ารำคาญตัวนั้น นางก้าวฉับๆไปยังที่ที่มีแสงสว่างเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้านซิ่งฮวา


ที่แท้เป็นบ้านหลังหนึ่งที่เจ้าของบ้านกำลังจุดคบเพลิงโม่ถั่วเหลืองอยู่ในเพิงมุงหญ้าคาเพื่อเตรียมทำเต้าหู้


กลิ่นหอมกรุ่นของถั่วลอยเข้ามาแตะจมูก ท้องของฉินเหยาก็ร้องโครกครากขึ้นมาหนึ่งที นางหิวแล้ว


“ใครน่ะ!”


เสียงตวาดอย่างระแวดระวังดังมาจากในเพิงนั้น


เมื่อเห็นเงาคนเลือนรางที่ยืนอยู่ในความมืด เจ้าของบ้านหญิงที่กำลังโม่ถั่วอยู่ก็ตกใจไม่น้อย รีบถอยกลับเข้าไปในบ้าน ปลุกสามีของตนให้ตื่น


“ท่านพี่ ข้าเหมือนจะเห็นผีเลย ท่านรีบตื่นเร็วเข้า น่ากลัวจะตายอยู่แล้ว…”


เมื่อได้ยินคำพูดที่ดังออกมาจากในบ้าน ฉินเหยาก็ถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก รีบพูดออกไปว่า “ข้าเป็นคนที่เดินทางผ่านมา มาตามหาญาติ เป็นคน ไม่ใช่ผี!”


ในบ้านเงียบไปครู่หนึ่ง สองสามีภรรยาวัยกลางคนก็โผล่ศีรษะออกมา ฉินเหยาจุดคบเพลิงที่เพิ่งถูกลมพัดดับไปเมื่อครู่ขึ้นมาใหม่ แสงไฟส่องให้เห็นใบหน้าของนางที่กำลังยิ้มอยู่ ดูจริงใจอย่างยิ่ง


สองสามีภรรยาต่างถอนหายใจโล่ง.อกพร้อมกันแล้วถามนางว่ามาตามหาใคร


“ข้ามาตามหาญาติผู้พี่หญิงของข้า นางชื่อว่าเยว่เหนียง พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่รู้จักหรือไม่เจ้าคะ” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสุภาพ


เพราะนางเป็นสตรี สองสามีภรรยาจึงลดความระแวดระวังลงอย่างง่ายดาย พวกเขามองหน้ากันอย่างประหลาดใจ เจ้าของบ้านหญิงถามด้วยความแปลกใจว่า


“เยว่เหนียงบอกว่าคนในครอบครัวของนางตายไปหมดแล้วนี่นา ไฉนยังมีญาติผู้น้องอยู่อีกเล่า”


ผู้หญิงคนนั้นพูดภาษาถิ่น ฉินเหยาฟังอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังพอฟังคำว่าเยว่เหนียงสองคำนั้นออกจึงแสร้งทำสีหน้าดีใจแล้วถามอย่างตื่นเต้น


“ดูเหมือนว่าพวกท่านจะรู้จักพี่สาวของข้าสินะ ในที่สุดข้าก็หานางเจอเสียที!”


คำพูดของนาง อีกฝ่ายอาจจะฟังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เมื่อเห็นท่าทางดีใจจนเนื้อเต้นของฉินเหยา ผู้เป็นสามีจึงตัดสินใจพานางไปที่บ้านของเยว่เหนียง ให้พวกนางไปจัดการกันเอง


บัดนี้ฟ้ามืดแล้ว พวกเขาทั้งไม่กล้าทิ้งสตรีผู้น่าสงสารตัวคนเดียวไว้ข้างนอก แต่ก็ไม่กล้านำความเดือดร้อนอย่างนางเข้าบ้านของตนเอง


ฉินเหยากล่าวขอบคุณตลอดทาง ทั้งยังแสดงท่าทีดีใจและคาดหวังที่จะได้พบญาติ ประกอบกับเสียงท้องที่ร้องโครกครากเป็นระยะระยะของนาง พอเดินมาถึงหน้าประตูบ้านของเยว่เหนียง ผู้เป็นสามีก็หมดความระแวดระวังไปโดยสิ้นเชิง


เขาเคาะประตูไปพลางตะโกนไปพลาง “อาเยว่! ญาติผู้น้องของเจ้ามาหาแล้ว! เร็วเข้า เจ้ารีบเปิดประตูเร็วเข้า!”


หลังจากเคาะประตูอยู่นาน ประตูใหญ่ของกระท่อมมุงหญ้าคาที่มีเพียงผนังดินโล่งๆ ไม่มีแม้แต่รั้วรอบขอบชิดหลังนี้ก็ค่อยๆแง้มเปิดออกเป็นช่อง


แสงไฟส่องให้เห็นใบหน้าของนางที่ครึ่งหนึ่งงดงามอ่อนหวาน ขาวเนียนละเอียด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมีรอยแผลเป็นน่าเกลียดพาดอยู่


เนื่องจากชายหนุ่มยืนบังอยู่ข้างหน้า ฉินเหยาจึงไม่มีโอกาสได้เห็นโฉมหน้าของเยว่เหนียงชัดเจนนัก เพียงแต่รู้สึกว่าเสียงของนางค่อนข้างคุ้นหูราวกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน


เยว่เหนียงพูดกับชายคนนั้นด้วยภาษาถิ่นสองสามประโยค ในน้ำเสียงนั้นฟังออกได้ว่านางตกใจมาก แต่ก็ไม่ได้มีความหมายเชิงปฏิเสธ


นางโน้มร่างออกมาเพื่อมองดูแล้วดวงตาก็พลันเบิกกว้าง


ฉินเหยาก้มหน้าลูบท้องที่ร้องไม่หยุดของตนเอง เมื่อรู้สึกถึงคลื่นอารมณ์ในแววตาของหญิงสาว นางจึงเงยหน้าขึ้นมอง อีกฝ่ายก็ยิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ


ฉินเหยาเห็นใบหน้าของเยว่เหนียงได้ชัดเจนในที่สุด ครึ่งหนึ่งงดงาม อีกครึ่งราวกับปีศาจ และใบหน้าครึ่งที่งดงามนั้นทำให้นางหรี่ตาลงอย่างประหลาดใจ คุ้นตาเหลือเกิน!


เยว่เหนียงข่มความรู้สึกที่ปั่นป่วนรุนแรงในใจ พูดกับชายคนนั้นอีกหนึ่งหรือสองประโยค ชายคนนั้นพยักหน้าให้ฉินเหยาแล้วจากไป


ด้านนอกจึงเหลือเพียงฉินเหยาที่ถือคบเพลิงและลูบท้องของตนเองอยู่


และเยว่เหนียงที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อก็พลันคุกเข่าลงกับพื้น ร้องอุทานออกมาว่า “ท่านผู้มีพระคุณ!”


คำว่า ‘ท่านผู้มีพระคุณ’ นี้ ได้เปิดความทรงจำของฉินเหยา


ภูเขาอวี๋ฮว่า…โจรภูเขา…สตรีที่ถูกลักพาตัว อินเยว่!


“เจ้าคืออินเยว่?” ฉินเหยาถามย้ำเพื่อยืนยันตัวตนของนางอีกครั้ง


อาจเป็นเพราะได้พบนาง อารมณ์ของเยว่เหนียงจึงพลุ่งพล่านอย่างมาก นางคุกเข่าเงยหน้ามองฉินเหยา พยักหน้าแล้วกล่าวอย่างเศร้าสร้อย “คือเยว่เหนียง และก็คืออินเยว่เจ้าค่ะ”


ฉินเหยารู้สึกเพียงว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยเรื่องบังเอิญ


นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตนเองจะได้พบกับสตรีที่งดงามอ่อนหวานที่หนีรอดออกจากรังโจรภูเขาไปได้ในสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้ง


ฉินเหยาให้นางลุกขึ้น อินเยว่ก็ค่อยๆยืนขึ้น ราวกับทั้งเกรงกลัวและต้องการปกปิด นางซ่อนใบหน้าซีกที่ถูกไฟไหม้ไว้ในเงามืด ใช้เพียงใบหน้าซีกที่ปกติมองมาทางนาง


ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “ใบหน้าของเจ้าไปทำอะไรมาถึงได้เป็นเช่นนี้ แล้วครอบครัวของเจ้าเล่า”


นางยังจำได้ว่า ตอนที่อยู่บนภูเขาอวี๋ฮว่า ใบหน้าของนางยังดีๆอยู่เลย


ในใจของอินเยว่ ฉินเหยาเป็นตัวตนที่พิเศษมาโดยตลอด เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่ตรงไปตรงมาและไม่ปิดบังของนาง หัวใจที่เย็นชาไปนานแล้วของอินเยว่ก็พลันเจ็บปวดขึ้นมา ในดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นางรีบหันหลังให้ ข่มอารมณ์ที่ปั่นป่วนอย่างสุดกำลังแล้วเชิญฉินเหยาเข้าบ้าน


ระหว่างที่เดินเข้าไปในบ้านและจุดตะเกียงน้ำมัน อินเยว่ก็ได้จัดการกับอารมณ์ของตนเองเรียบร้อยแล้ว


ฉินเหยาดับคบเพลิงแล้วนั่งลงที่โต๊ะสี่เหลี่ยมเรียบง่ายตัวหนึ่ง


อินเยว่รินน้ำเย็นให้นางถ้วยหนึ่ง แล้วถามนางว่าหิวหรือไม่ “ให้ข้าอุ่นข้าวต้มขาวให้สักถ้วยไหมเจ้าคะ”


ฉินเหยาโบกมือไปมา “ไม่เป็นไร”


ฉินเหยาวางห่อผ้าลงบนโต๊ะ หยิบซาลาเปาที่ตนซื้อมาออกมา กินกับน้ำเย็นสองคำใหญ่ก็หมดไปหนึ่งลูก


นางกินไปพลางสังเกตห้องที่มองเพียงแวบเดียวก็เห็นได้ทุกซอกทุกมุมนี้ไปพลาง ห้องนี้มีขนาดราวๆยี่สิบกว่าตารางเมตร ในห้องมีเตียงดินเผาหนึ่งเตียง ตู้เสื้อผ้าเรียบง่ายหนึ่งตู้ โต๊ะหนึ่งตัวและม้านั่งสองตัว


ที่มุมห้องใช้แผ่นไม้และก้อนหินต่อกันเป็นเขียง บนนั้นมีหม้อ ชาม ทัพพี และของจิปาถะอื่นๆวางอยู่ รวมทั้งโอ่งข้าวที่ไม่มีข้าวสารอยู่เลย


เสียงกลืนน้ำลายเบาๆดังแว่วเข้าหู หูของฉินเหยาไวมาก นางมองไปยังต้นตอของเสียงในทันทีซึ่งก็คืออินเยว่ที่ยืนอยู่ตรงข้ามนางนั่นเอง


หญิงสาวผ่ายผอมกว่าในความทรงจำมาก โฉมหน้าที่งดงามก็ไม่เหลืออีกต่อไป บัดนี้ใบหน้าครึ่งนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น มองเห็นเนื้อแดงที่เพิ่งเกิดใหม่ได้อย่างเลือนราง ดูแล้วน่าขยะแขยงเสียด้วยซ้ำ


แน่นอนว่าคนอย่างฉินเหยาที่เคยเผชิญหน้ากับซอมบี้มาแล้วไม่นับรวมอยู่ในนั้น


ต่อให้มีซากศพเน่าเปื่อยมาวางอยู่ตรงหน้า นางก็คงไม่รู้สึกอะไรมากนัก นอกเสียจากว่าจะเหม็นจนทนไม่ไหว


“สองปีมานี้ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ฉินเหยาแบ่งซาลาเปาในมือครึ่งหนึ่งยื่นให้นาง เป็นไส้เนื้อ ถึงจะเย็นแล้วก็ยังอร่อย


อินเยว่ไม่แสร้งเกรงใจ นางรับมาแล้วค่อยๆเคี้ยวกลืนอย่างช้าๆ อยากให้รสชาติแสนอร่อยคงอยู่นานอีกสักหน่อย


นางไม่ได้กินอาหารดีๆเช่นนี้มานานมากแล้ว เมื่อครู่ที่บอกว่าจะอุ่นโจ๊กขาวให้ฉินเหยา เป็นเพียงการพูดไปตามมารยาทเท่านั้น


โชคดีที่ฉินเหยาไม่ได้พยักหน้าตอบรับกลับหยิบซาลาเปาของตนเองออกมากิน


มิฉะนั้น นางคงจะลำบากใจยิ่งกว่านี้ กลางดึกเช่นนี้ ไม่รู้จะไปยืมข้าวสารครึ่งถ้วยจากที่ไหนมาต้มโจ๊กให้ผู้มีพระคุณได้


ตอนที่ 427: นกเป็ดน้ำสีชาด


ภายในกระท่อมมุงหญ้าคาอันซอมซ่อใต้แสงตะเกียงน้ำมันสีเหลืองสลัว หญิงสาวสองคนกำลังแทะซาลาเปาเนื้อ คนหนึ่งเล่า อีกคนหนึ่งฟัง


ความงดงามทั้งหมดของอินเยว่หยุดอยู่ที่วัยสิบเจ็ดปี ในปีที่นางถูกโจรภูเขาลักพาตัวไป


นางโชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีพระคุณ สามารถหนีออกจากรังโจรมาได้


แต่นางก็โชคร้ายเช่นกัน เพราะคนในครอบครัวที่เคยรักใคร่ทะนุถนอมนางมาตลอดสิบเจ็ดปีกลับตีตัวออกห่างจากนางไปทีละคน


หญิงสาวที่หายตัวไปหลายวันแล้วจู่ๆก็กลับมาย่อมเป็นที่ซุบซิบนินทาของเพื่อนบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้


แต่ไม่ว่าคนภายนอกจะคิดอย่างไรก็ไม่มีทางรู้ว่านางถูกโจรภูเขาลักพาตัวไป


เพราะท่านผู้มีพระคุณทำตามที่พูดไว้จริงๆ ทางการไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่ายังมีหญิงสาวอีกคนที่หนีออกมาจากรังโจรได้


ผู้ที่รู้เรื่องนี้ มีเพียงคนในตระกูลอินเท่านั้น


วันที่บุตรสาวหายตัวไป พวกเขาก็พยายามสงบสติอารมณ์และกลับบ้าน เพื่อนบ้านรอบข้างไม่มีใครรู้ความจริงเลย


ตอนที่อินเยว่เดินโซซัดโซเซมาถึงหน้าประตูบ้านเพียงลำพัง เพื่อนบ้านยังถามนางว่าไปเยี่ยมญาติที่บ้านญาติมาหรือ


ในวินาทีนั้น ในใจของอินเยว่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ นางรู้สึกว่าเพียงแค่ได้ก้าวเข้าประตูบ้านไป เรื่องราวหลังจากนี้ก็จะไม่เป็นไรแล้ว


ท่านพ่อท่านแม่ พี่ชายและพี่สะใภ้จะช่วยกันสร้างเหตุผลนับร้อยนับพันให้แก่นาง ในไม่ช้าเรื่องนี้ก็จะผ่านไปและนางก็จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง


ทว่า สิ่งแรกที่เกิดขึ้นเมื่อก้าวเข้าประตูบ้านไป คือท่านแม่และพี่สะใภ้กลับต้องการตรวจสอบร่างกายของนาง


ไม่มีใครสนใจว่านางกลับมาได้อย่างไร ท่านพ่อและพี่ชายเอาแต่พร่ำพูดไม่หยุด ถามย้ำแล้วย้ำเล่าว่านางไปเจออะไรในรังโจรมาบ้าง


ช่วงเวลานั้น สำหรับอินเยว่แล้ว น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตอนที่อยู่ข้างกายหัวหน้าโจรเสียอีก


นางขังตัวเองอยู่ในห้อง แต่เสียงซักถามจากนอกประตูกลับไม่เคยหยุดลงเลย


ต่อมามีแม่สื่อมาที่บ้าน นางได้ยินท่านแม่กับท่านพ่อพูดจาอ้ำๆอึ้งๆ บอกเป็นนัยกับแม่สื่อว่าบุตรสาวของตนไม่บริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว หวังว่าแม่สื่อจะช่วยปิดบังเรื่องนี้ไว้ เมื่อนั้นนางก็รู้ว่านางไม่มีบ้านอีกต่อไปแล้ว


แม่สื่อได้หาเศรษฐีอายุห้าสิบกว่าปี ป่วยหนักใกล้ตายให้คนหนึ่ง เขากำลังรอที่จะรับอนุภรรยาคนใหม่แต่งเข้าไปเพื่อสะเดาะเคราะห์


ท่านพ่อท่านแม่ของนางรู้สึกขอบคุณราวกับได้รับพระคุณอันยิ่งใหญ่ ถึงขั้นรู้สึกว่าบุตรสาวของตนไม่คู่ควรกับอีกฝ่าย เกรงว่าอีกฝ่ายจะรังเกียจครอบครัวตนจึงได้เตรียมสินเดิมก้อนโตไว้ให้นางเป็นพิเศษ


อินเยว่เจ็บปวดใจอย่างยิ่ง นางไม่ต้องการเป็นอนุภรรยาของใครและยิ่งไม่ต้องการแต่งงานกับชายแก่ใกล้ลงโลง


นางสู้สุดชีวิตเพื่อกลับมาก็เพื่อที่จะจบฝันร้าย กลับไปสู่วันคืนที่ปกติและอบอุ่นดังเดิม


ไม่ใช่เพื่อให้ตนเองกลายเป็น ‘ความอัปยศ’ ที่ไม่สามารถเอ่ยถึงได้อย่างเปิดเผย!


อินเยว่เก็บเสื้อผ้าสองสามชิ้นแล้วจากไป


นางเปี่ยมไปด้วยความหวังครั้งใหม่ อยากจะหางานทำดีๆเลี้ยงชีพตนเอง หลังจากนี้จะไม่กลับมาอีก


แต่ในวันแรกที่ออกจากบ้านก็เพราะความไร้ประสบการณ์ นางจึงถูกแม่เล้าที่อ้างตัวว่าเป็นนายหน้าค้าคนหลอกไปยังหอคณิกาในอำเภอและถูกขายไป


ใบหน้าที่งดงามของนางนั้น นางเป็นคนใช้ท่อนฟืนที่เผาจนแดงมานาบทำลายมันด้วยมือของตนเองเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับแขก


แผลไฟไหม้นั้นรุนแรงมาก แม่เล้าพานแห่งหอคณิกาโกรธจนเลือดขึ้นหน้าจึงเฆี่ยนตีนางเพิ่มอีกหลายที


อินเยว่ไม่รู้สึกว่านางจะน่ากลัวไปกว่าหัวหน้าโจรภูเขาได้ นางต่อสู้อย่างบ้าคลั่งและไม่ยอมแพ้ ข่วนแม่เล้าพานจนเป็นรอยเลือดลึกไปหลายรอย


อย่างไรเสียนางก็เป็นคนที่แม่เล้าพานใช้เงินซื้อมา แม่เล้าพานจึงไม่ได้ฆ่านาง แต่โยนนางไปเป็นทาสล้างเท้าในห้องของหญิงงามอันดับหนึ่งในตอนนั้น


“สวรรค์ช่างชอบเล่นตลกกับคนนัก ทุกครั้งที่ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ข้าคิดว่าข้าคงจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว สวรรค์ก็พลันเมตตา ส่งคนดีๆมาอยู่ข้างกายข้า”


อินเยว่ยิ้มเยาะตนเองแล้วเล่าถึงชีวิตอันแสนสั้นในช่วงที่นางตกเป็นทาสล้างเท้าต่อไป


ใบหน้าที่ถูกไฟไหม้ไม่ได้รับการรักษา ไม่เพียงแต่แผลจะเน่าเปื่อยรุนแรงขึ้น ร่างกายของอินเยว่ก็ติดเชื้อจนมีไข้สูง


นางอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นตลอดทั้งวัน รู้สึกว่าคืนนี้ตนเองคงจะต้องตายแล้ว


แต่หลังจากหลับใหลไปหนึ่งวัน เมื่อลืมตาขึ้นมาก็ได้เห็นโคมไฟสีแดงที่แขวนอยู่สูงเด่นหน้าประตูหอคณิกาอีกครั้ง


วันหนึ่งเมื่อนางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่ามีคนกำลังใช้มีดขูดเนื้อหนังที่เน่าเปื่อยบนใบหน้าของนางออก ทั้งยังใช้สุราชั้นดีล้างแผลให้แล้วทายาขี้ผึ้งเย็นๆให้อีกด้วย


เป็นแม่นางเสาเย่า หญิงงามอันดับหนึ่งที่นางรับใช้อยู่นั่นเอง คนที่แม่เล้าพานบอกว่าเป็นคนประหลาดและวิปริต ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย


นั่นเป็นเพียงหน้ากากที่นางสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองเท่านั้น ลับหลังแล้ว แม่นางเสาเย่าเป็นคนดีมาก


เหล่าสาวใช้ที่รับใช้นาง ไม่เคยถูกทุบตีด่าทอหรือลงโทษโดยไม่มีเหตุผลเลย


บางครั้งหากมีอาหารดีๆที่แขกกินเหลือ นางก็จะแอบแบ่งปันให้กับเหล่าสาวใช้ที่รับใช้อยู่ข้างกาย


ภายใต้การดูแลอย่างลับๆของเสาเย่า แผลไฟไหม้บนใบหน้าของอินเยว่ก็ค่อยๆดีขึ้น เพียงแต่รอยแผลเป็นน่าเกลียดนั้นไม่อาจลบเลือนไปได้อีก


อินเยว่ไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย นางกลับรู้สึกภูมิใจที่สามารถปกป้องร่างกายของตนเองไว้ได้


แม่นางเสาเย่ายังเคยล้อเลียนนางว่า “หากข้าใจเด็ดได้สักสองส่วนของเจ้า ตอนนี้ก็คงจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้วกระมัง”


อินเยว่ยิ้มอย่างขมขื่น “แม่นาง ข้าเพียงแต่โชคดีที่ได้พบท่าน หากไม่มีท่าน ป่านนี้เยว่เหนียงคงได้ไปอยู่ในป่าช้าแล้วกระมัง”


ทว่า นางก็ใจเด็ดจริงๆ เรื่องนี้เสาเย่าไม่ได้พูดผิด


อินเยว่จุดไฟเผาห้องครัวของหอคณิกาแล้วก็หนีออกมา


เดิมทีนางตั้งใจจะพาเสาเย่าหนีไปด้วยกัน แต่เสาเย่าไม่เคยทำงานหนักมาก่อน เรี่ยวแรงไม่พอจึงปีนข้ามกำแพงสูงนั้นไม่ไหว


เสาเย่ากลับเป็นคนเด็ดเดี่ยว นางยอมเป็นที่เหยียบให้ ส่งนางข้ามกำแพงสูงนั้นออกไป


“หนีไปได้คนหนึ่งก็ยังดี” เสาเย่ายิ้ม “มีข้าอยู่ช่วยปิดบังให้ เจ้าจะได้หนีไปได้ไกลขึ้นอีกหน่อย”


“รีบไปเถอะ ไปซ่อนตัวก่อน พอฟ้าสางก็ออกจากเมืองไป หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าได้กลับมาอีก!”


“เดี๋ยวก่อน นี่ให้เจ้า!”


จากด้านในกำแพงสูง มีเอี๊ยมปักลายรูปนกเป็ดน้ำสีชาดถูกโยนออกมา อินเยว่รับไว้ได้ทันที มันเป็นตัวที่นางเคยบอกว่าสวยนั่นเอง


นี่เป็นของรักของหวงที่สุดของเสาเย่า ถูกเก็บไว้ใต้ก้นหีบอย่างดี แม้แต่ตอนหนีก็ยังไม่ลืมที่จะนำติดตัวมาด้วย


แต่ในตอนนี้ นางกลับยอมสละมันมอบให้แก่นาง


“เจ้ารอข้านะ ข้าจะหาทางกลับมาช่วยเจ้าให้ได้!” อินเยว่เก็บเอี๊ยมให้ดี วิ่งไปพลางหันกลับไปตะโกนใส่กำแพงสูงนั้นไปพลาง


เสียงโหวกเหวกของการดับไฟกลบเสียงของนางจนหมดสิ้น จนบัดนี้อินเยว่ก็ยังไม่รู้ว่าเสาเย่าได้ยินคำพูดของนางหรือไม่


คิดว่าน่าจะไม่ได้ยิน


มิฉะนั้น ตอนนี้นางคงจะยังมีชีวิตอยู่


ฉินเหยากินอิ่มแล้ว เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ก็วางถ้วยน้ำลง ขมวดคิ้วถาม “เสาเย่าตายแล้วหรือ”


อินเยว่พยักหน้าอย่างเจ็บปวด “หลังจากที่ข้าหนีออกมา ข้าแอบกลับไปที่บ้าน ขโมยเงินสิบตำลึงของท่านพ่อแล้วก็มาที่หมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้ หลังจากลงหลักปักฐานได้แล้ว ข้าก็วานให้คนไปสืบข่าว ถึงได้รู้ว่าหลังจากที่ข้าจากมาได้ไม่นาน เสาเย่าก็ตายแล้ว”


“นางบังเอิญตั้งท้องลูกของแขก ยาขับเลือดทำลายร่างกายนางไปกว่าครึ่ง เลือดไหลไม่หยุด แม่เล้าพานเสียดายเงินจึงไปตามหมอเถื่อนมา หมอคนนั้นบอกว่านางอยู่ได้อีกไม่นาน แม่เล้าพานจึงสั่งให้คนยกนางใส่ในโลงศพ”


“ข้าได้ยินว่าเสาเย่าตะโกนลั่นมาจากข้างใน ‘ท่านแม่ ข้ายังไม่ตาย ข้ายังมีชีวิตอยู่! ท่านแม่ ท่านช่วยข้าด้วยเถิด หากข้าหายดีแล้ว จะหาเงินให้ท่านได้อีกมากมาย…’”


แล้วก็ไม่มีเสียงใดๆอีกเลย


ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะวูบไหว เปลวไฟแตกประกาย ในห้องพลันมืดลงชั่วขณะแล้วจึงค่อยๆสว่างขึ้นมาใหม่


ภายใต้แสงไฟสีส้มเหลือง อินเยว่ร้องไห้จนกลายเป็นมนุษย์น้ำตาไปแล้ว


ฉินเหยาลุกขึ้นเดินมาอยู่ข้างๆนาง ยกแขนเสื้อของนางขึ้น “เจ้าเช็ดหน้าก่อนแล้วเอาเอี๊ยมตัวนั้นมาให้ข้าดู”


ซ่งจางจงใจกำชับถึงความสำคัญของเยว่เหนียง เช่นนั้นก็หมายความว่าบนตัวนางมีของที่ทำให้พานเหม่ยเหรินต้องหวาดเกรง


และหลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของอินเยว่ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าเอี๊ยมปักลายรูปนกเป็ดน้ำสีชาดตัวนั้นน่าสงสัยที่สุด


ตอนที่ 428: กินให้อิ่มแล้วค่อยออกเดินทาง


อินเยว่ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างลวกๆ พอสายตากลับมาชัดเจนแล้วก็เดินไปที่หัวเตียงคลำอยู่ครู่หนึ่งหยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมาราวกับเล่นกล


นางเดินไปที่หน้าตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ไขกุญแจเหล็กออกแล้วหยิบเอี๊ยมสีแดงตัวที่ถูกเก็บไว้ใต้ก้นหีบและไม่กล้าแตะต้องออกมา


สีแดงนั้นซีดลงไปบ้างแล้ว จากสีแดงสดกลายเป็นสีแดงกุหลาบ แต่ลายปักรูปนกเป็ดน้ำสีเขียวเข้มคู่หนึ่งบนนั้นยังคงคมชัด


แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ


ประเด็นสำคัญคือ บนเอี๊ยมตัวนั้นมีรอยหมึกสีดำเขียนไว้หนึ่งแถว เป็นอักษรจ้วน เขียนไว้ว่า


‘ชาดเอนเมามายเผยกายอ่อน รั้งวสันต์ไว้ไม่จางหาย’


‘จ้าวต๋าเขียน’


เมื่อเห็นฉินเหยาจ้องมองตัวอักษรเล็กๆแถวนั้นไม่วางตา อินเยว่ก็ถามด้วยความสงสัย “ท่านผู้มีพระคุณ บนนี้คือบทกวีหรือเจ้าคะ”


ฉินเหยาถามอย่างประหลาดใจ “เจ้าอ่านหนังสือไม่ออกรึ”


อินเยว่พยักหน้า ทั้งยังกล่าวอีกว่า “คิดไม่ถึงว่าท่านผู้มีพระคุณจะอ่านหนังสือออกด้วย” ในน้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความอิจฉา


จากคำบอกเล่าเรื่องสภาพครอบครัวของอินเยว่ พอจะเดาได้ว่าฐานะทางบ้านของนางค่อนข้างดี ฉินเหยาคาดไม่ถึงว่าบิดามารดาของตระกูลอินจะไม่ให้บุตรสาวเรียนหนังสือ


แต่พอคิดอีกที บุรุษที่อ่านหนังสือออกทั้งอำเภอไคหยางก็นับว่าน้อยจนน่าสงสารอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับสตรีที่ถูกปิดกั้นอยู่แต่ในเรือนหลัง


เมื่อคิดเช่นนี้ ติงเซียงที่ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากครอบครัว มีความรู้ไม่ตื้นเขินก็นับว่าโชคดีกว่าหญิงสาวในห้องหอส่วนใหญ่แล้ว


ฉินเหยาอธิบายให้อินเยว่ฟังว่า “นี่เป็นบทกวีที่พรรณนาถึงดอกเสาเย่า กล่าวถึงกลีบดอกสีแดงสดที่ฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำค้าง เอนเอียงราวกับเมามาย งามสง่าราวกับได้มอบท่วงท่าที่งดงามที่สุดไว้ให้แก่ฤดูวสันต์ที่กำลังจะลาลับ เป็นการใช้โวหารแบบอุปมาอุปไมยผ่านดอกไม้ เพื่อเปรียบแทนมนุษย์นั่นเอง”


“คนที่สามารถทิ้งบทกวีเช่นนี้ไว้ได้ น่าจะชื่นชอบในท่วงท่าอันงดงามของแม่นางที่เจ้าพูดถึงมาก”


อินเยว่ขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่านางคิดไปถึงเรื่องใด จู่ๆก็หยิบเอี๊ยมตัวนี้ขึ้นมาทำท่าจะโยนทิ้งลงบนพื้นพร้อมกับด่าเสียงดังว่า “ต่ำช้า!”


ฉินเหยาตาไวใจเร็ว ฉวยเอี๊ยมสีแดงตัวนั้นกลับมาได้ทันท่วงที พลางชี้ไปที่บทกวีบนนั้นแล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึม


“นี่เป็นหลักฐานสำคัญนะ หากเจ้าทำลายมันไป โศกนาฏกรรมอย่างเช่นแม่นางเสาเย่าก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน!”


อินเยว่เพิ่งจะนึกขึ้นได้และถามฉินเหยาว่าเหตุใดจึงมาที่หมู่บ้านซิ่งฮวาได้


ฉินเหยาไม่รู้ว่าจ้าวต๋าผู้นี้เป็นใคร แต่เอี๊ยมตัวนี้ นางขอยึดไว้ก่อน


นางพับเอี๊ยมเก็บใส่ห่อผ้าที่พกติดตัวมาอย่างดีแล้วจึงนั่งลงอธิบายให้อินเยว่ฟัง “ข้ามาที่นี่เพื่อตามหาเยว่เหนียง”


เยว่เหนียงเป็นชื่อในวงการของอินเยว่สมัยอยู่ที่หอคณิกาและเป็นชื่อที่นางเกลียดที่สุด ทุกครั้งที่มีคนเรียกชื่อนี้ก็มักจะทำให้นางนึกถึงชีวิตอันมืดมนในช่วงนั้นเสมอ


ทว่านางกลัวว่าตนเองจะเจ็บแล้วไม่จำ ประกอบกับกังวลว่าจะเปิดเผยชื่อจริงของตน เมื่ออยู่ข้างนอกจึงใช้ชื่อเยว่เหนียงมาโดยตลอด


นางต้องจดจำช่วงเวลานั้นไว้ ต้องใช้มันเฆี่ยนตีตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า!


ทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองก้าวลงไปในเหวลึกเช่นเดิมอีกครั้งและก็เพื่อต้องการใช้การกระตุ้นซ้ำๆนี้ เพื่อให้บรรลุถึงจุดประสงค์ที่ทำให้ตนเองด้านชากลายเป็นคนที่ไม่แยแสอีกต่อไป


นางไม่อนุญาตให้เมื่อครั้งต่อไปเมื่อมีคนเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาอีก ตนเองยังคงทนทุกข์ทรมานทางจิตใจจากชีวิตในขุมนรกนั้น


ดังนั้น ตอนนี้นางจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น รับคำว่า “ข้าก็คือเยว่เหนียง”


ฉินเหยาลอบเลิกคิ้วขึ้น ในใจคิดว่าแม่นางผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมกับตนเองจริงๆ


แต่เมื่อดูจากปฏิกิริยาของนางแล้ว นางน่าจะยังไม่รู้ว่าตอนนี้ในเมืองเกิดอะไรขึ้น


ฉินเหยาบอกกับอินเยว่ว่า “หอคณิกาถูกใต้เท้านายอำเภอนำคนไปสั่งปิดแล้ว แต่มีคนปล่อยข่าวรั่วไหล ทำให้พานเหม่ยเหรินหนีไปได้”


“ตอนนี้เจ้าหน้าที่ของทางการทั่วทั้งอำเภอกำลังตามจับนางอยู่ สถานการณ์ของนางอันตรายมาก เพื่อรักษาชีวิตไว้ นางน่าจะไปขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่เบื้องหลังนาง ดังนั้นการที่จะจับกุมนางและตัดสินโทษประหารให้ได้ในคราวเดียวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย”


หลังจากฟังฉินเหยาพูดจบ อินเยว่ก็ตะลึงงันไปนานถึงสี่ห้าวินาที กว่าขนตาจะกะพริบได้สองครั้ง นางเงยหน้าขึ้นถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ท่านผู้มีพระคุณ ท่านหมายความว่า…ในที่สุดคนชั่วอย่างแม่เล้าพานก็ถูกทางการจับแล้วหรือเจ้าคะ”


ฉินเหยาตอบ “จับแล้ว แต่ยังจับไม่ได้ทั้งหมด”


ฉินเหยากล่าวถึงเอี๊ยมปักลายรูปนกเป็ดน้ำสีชาดตัวนั้นอีกครั้ง “ของสิ่งนี้แม่นางเสาเย่าเป็นคนให้เจ้ามา เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนเขียนบทกวีให้แม่นางเสาเย่า พวกเขามีความสัมพันธ์กันอย่างไร”


อินเยว่กำลังย่อยข่าวที่พานเหม่ยเหรินถูกจับ ในใจนางทั้งตกใจและดีใจ เมื่อเผชิญกับคำถามของฉินเหยา นางจึงมีท่าทีทำอะไรไม่ถูกอย่างเห็นได้ชัด สมองค้างไปชั่วขณะ อ้าปากอยู่นานก็พูดออกมาเป็นประโยคที่สมบูรณ์ไม่ได้


ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ฉินเหยาเห็นว่าสภาพของนางไม่ค่อยดีนัก ไม่คิดรีบร้อนในชั่วขณะนี้จึงเปลี่ยนเรื่องคุย


“ดูท่าทางเจ้าในตอนนี้คงไม่มีสมาธิไปนึกถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆแบบนั้น เอาไว้พรุ่งนี้ฟ้าสางค่อยว่ากัน”


ฉินเหยาถามติดตลกว่า “เตียงของเจ้าใหญ่พอหรือไม่”


สีหน้าที่ตึงเครียดของอินเยว่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย รีบไปหยิบผ้าห่มผืนบางเก่าๆออกมาอีกผืนหนึ่งแล้วกล่าวอย่างเขินอายว่า


“ที่นี่อัตคัดไปหน่อย คงต้องลำบากผู้มีพระคุณแล้ว”


“เจ้าเลิกเรียกข้าว่าท่านผู้มีพระคุณได้แล้ว เรียกชื่อข้าว่าฉินเหยาก็พอ”


ฉินเหยาถอดรองเท้าและเสื้อนอกออกอย่างคล่องแคล่ว วางดาบไว้ที่ปลายเตียง แล้วเอนตัวลงนอนบนเตียงดินเผาฝั่งด้านนอก


อินเยว่ยิ้มแล้วร้องเรียก “พี่ฉิน”


น้ำเสียงของหญิงสาวนุ่มนวลอ่อนหวาน เสียงเรียก ‘พี่’ คำหนึ่งหวานลึกเข้าไปในใจ


ฉินเหยาขนลุกซู่ขึ้นมาตั้งแต่แผ่นหลัง กอด.อกหนาวสะท้านขึ้นมาทีหนึ่ง กำลังจะแก้คำเรียกของนาง อินเยว่ก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า


“พี่สาว ข้านอนก่อนนะเจ้าคะ พรุ่งนี้เช้าตื่นมาแล้ว ข้าจะนึกเรื่องที่ท่านอยากรู้ให้ออกให้ได้”


พูดจบก็ล้มตัวลงนอนที่ฝั่งด้านในของหัวเตียง หลับตาลงก็เริ่มกรนเบาๆ เห็นได้ชัดว่านางง่วงจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ


ฉินเหยาถอนหายใจอย่างจนใจ หลับตาลง ขจัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปแล้วก็ตามเข้าสู่ห้วงนิทราไป


หมู่บ้านซิ่งฮวาที่ห่างไกลนั้นเงียบสงบมาก รอบด้านมีแต่เสียงแมลงและเสียงนกร้อง ฉินเหยานอนหลับในครั้งนี้ รู้สึกสบายตัวไม่น้อย


รุ่งเช้า แสงสว่างรำไรก็ส่องลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่ผุพัง หญิงสาวสองคนบนเตียงหาวพร้อมกันแล้วตื่นขึ้นมา


เมื่อทั้งสองเห็นอีกฝ่ายก็ชะงักไปชั่วครู่ ความทรงจำก่อนนอนหวนกลับคืนมา อินเยว่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริงก่อนว่า “พี่ฉิน~”


ฉินเหยาถูหลังมือที่ขนลุกจนรู้สึกชาพลางบ่นพึมพำเบาๆ “เสียงแบบนี้น่าจะไปเป็นราชินีเพลงหวานได้เลยนะ”


อินเยว่ได้ยินไม่ชัด ขณะลุกจากเตียงแต่งตัวก็ถามว่า “พี่ฉิน ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ”


ฉินเหยารีบส่ายหน้าบอกว่าไม่มีอะไร ลุกจากเตียงแต่งตัวแล้วมองดูดาบของตนเอง หยิบมันขึ้นมาวางบนห่อผ้าที่โต๊ะ ในใจก็ตัดสินใจได้แล้ว


“อินเยว่ ข้าจะพาเจ้าไปพบนายอำเภอซ่ง” ฉินเหยากล่าวขณะหยิบซาลาเปาที่เหลือออกมา


น้ำเสียงของนางไม่ใช่การปรึกษา แต่เป็นการแจ้งให้ทราบ


อินเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเชื่อมั่นในตัวท่านผู้มีพระคุณอย่างไม่ลืมหูลืมตาหรือเพราะอะไร นางพยักหน้าอย่างแน่วแน่ “ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปกับท่าน ข้าจะนำตัวพานเหม่ยเหรินมารับโทษตามกฎหมายให้ได้!”


เมื่อครู่นี้นางเพิ่งนึกเรื่องราวต่างๆออกมากมาย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง


ทว่า อินเยว่เข้าใจผิดไปอย่างเห็นได้ชัด นางคิดว่าตอนนี้ฉินเหยากำลังทำงานรับใช้ทางการอยู่


และนางก็รู้ชื่อของท่านผู้มีพระคุณมานานแล้วด้วย


เพราะหลังจากเหตุการณ์กวาดล้างโจรภูเขาในปีนั้น ฉินเหยาวีรสตรีผู้ไปรับรางวัลนำจับก็โด่งดังอย่างมากในอำเภอไคหยาง


ต่อให้ไม่เคยเห็นหน้าก็ต้องเคยได้ยินชื่อ


ชื่อของฉินเหยานั้น โด่งดังไปทั่วทั้งอำเภอไคหยาง


ดังนั้น วีรสตรีเช่นนี้ ต่อให้เป็นสตรี ทางการก็ย่อมต้องชักชวนนางเข้ามาร่วมงานเพื่อรับใช้ราชสำนัก นำตัวคนชั่วช้าที่สมควรตายเหล่านั้นมารับโทษตามกฎหมาย!


ฉินเหยาลอบสังเกตได้ว่าน้องสาวผู้ใจเด็ดตรงหน้าตนน่าจะเข้าใจอะไรผิดไป แต่ก็ไม่มีแก่ใจจะอธิบาย


นางยื่นซาลาเปาให้ “รีบกินเถอะ กินให้อิ่มแล้วค่อยออกเดินทาง”


อินเยว่ขมวดคิ้ว คำพูดของพี่ฉินประโยคนี้ฟังดูแปลกๆอย่างไรไม่รู้…


ตอนที่ 429: ซุ่มโจมตี


ของของอินเยว่มีไม่มากนัก นางหาห่อผ้าเก่าๆผืนหนึ่งออกมา ใส่เสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหนึ่งชุด ก็หมดแล้ว


เพราะกลัวว่าใบหน้าของตนจะทำให้คนตกใจ นางจึงสวมหมวกงอบใบหนึ่ง ทั้งยังจงใจปล่อยผมหน้าม้าลงมาข้างหนึ่งเพื่อบดบังใบหน้าซีกซ้ายที่บาดเจ็บไว้


จากนั้นก็ใช้กระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำจนเต็ม เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วก็ลงกลอนประตูบ้านแล้วออกเดินทางตามฉินเหยาไป


การเดินทางตอนกลางวันนั้นง่ายกว่าการเดินทางตอนกลางคืนเมื่อวานนี้มาก อีกทั้งยังเป็นทางลงเขา ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ทั้งสองก็มาถึงช่องเขาของหมู่บ้านเจี่ยยา


เมื่อผ่านช่องเขาไป เบื้องหน้าก็พลันสว่างโล่งขึ้นมาทันที ผืนนาของหมู่บ้านเจี่ยยาปรากฏแก่สายตา ต้นกล้าที่เพิ่งหว่านไปไม่นานงอกงามขึ้นมาแล้ว เขียวขจีต่อเนื่องกันเป็นทิวแถว ดูแล้วสบายตาสบายใจ


อินเยว่สูดอากาศบริสุทธิ์นี้เข้าเต็มปอดพลันรู้สึกว่าแสงแดดของวันนี้ช่างสดใสเป็นพิเศษ


ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้วที่ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้ ตอนนี้เพียงแค่คิดว่าต้นตอของความชั่วร้ายอย่างพานเหม่ยเหรินกำลังจะได้รับโทษที่นางสมควรได้รับ นางก็รู้สึกว่าอนาคตยังมีความหวัง


“เจ้ารออยู่ตรงนี้สักครู่ ข้าจะไปเอาม้า”


ทั้งสองคนมาถึงหน้าลานเล็กๆของกระท่อมมุงหญ้าคาหลังหนึ่ง ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อินเยว่รออยู่ข้างนอก ส่วนตนเองก็เข้าไปเอาม้า


อินเยว่พยักหน้า ยืนรออย่างเชื่อฟังอยู่กับที่


ฉินเหยาเข้าไปในสวนรั้วไม้ ในบ้านไม่มีคนอยู่ อาจจะลงไปทำงานในนาแล้ว


โชคดีที่เจ้าเหล่าหวงถูกผูกไว้กับลำต้นไม้หลังบ้าน ฉินเหยาแก้เชือกแล้วจูงมันออกมา เดี๋ยวตอนผ่านริมคันนาค่อยไปบอกกับอีกฝ่ายเสียหน่อย


“ขึ้นมาสิ” ฉินเหยาพลิกตัวขึ้นม้าแล้วตบที่ว่างด้านหลังของตนพลางยื่นมือไปทางอินเยว่


อินเยว่รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ทั้งยังประหม่าอยู่บ้าง “พี่ฉิน ข้าไม่เคยขี่ม้าเจ้าค่ะ”


คำตอบของฉินเหยานั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา “ขึ้นมาแล้วกอดข้าให้แน่นก็พอ”


อินเยว่รับคำว่าได้เจ้าค่ะอย่างมีความสุข จับมือนางไว้ พลันรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ดึงร่างของนางให้ลอยขึ้น


เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็มานั่งอยู่บนหลังม้าแล้ว เบื้องหน้าคือแผ่นหลังที่ตั้งตรงของฉินเหยา


อินเยว่รีบกอดเอวของนางไว้ รู้สึกได้ว่าม้าใต้ร่างเริ่มเคลื่อนไหว ขึ้นๆลงๆไม่ช้าไม่เร็ว เปิดโอกาสให้นางได้ปรับตัว


เพราะเป็นม้าของตนเอง ฉินเหยาจึงค่อนข้างรักและหวงแหน นางไม่ยอมให้มันบรรทุกคนสองคนแล้ววิ่งสุดฝีเท้า ประกอบกับอากาศก็ดีจึงค่อยๆพาอินเยว่ออกจากหมู่บ้านเจี่ยยาไปอย่างไม่รีบร้อน


ระหว่างทางผ่านริมคันนาของชาวบ้านหนุ่มที่ช่วยดูม้าให้ก็ถือโอกาสกล่าวขอบคุณเขาไปด้วย


เจ้าเหล่าหวงดูแวบเดียวก็รู้ว่าได้กินอิ่มแล้ว อีกฝ่ายดูแลมันเป็นอย่างดี ไม่ได้ปล่อยให้มันอดน้ำหรืออดอาหาร


ทว่าเจ้าเหล่าหวงเห็นได้ชัดว่ายังไม่พอใจ เมื่อเห็นเจ้านายไม่รีบร้อน หากมันเห็นหญ้าอ่อนริมทางก็จะหยุดลงเพื่อลิ้มรสแก้อยาก เดินไปกินไป


ความเร็วเช่นนี้ก็ทำให้มีพื้นที่ให้อินเยว่ได้ผ่อนคลายกับการขี่ม้าครั้งแรกอย่างเต็มที่ นางรู้วิธีแล้วว่าจะนั่งบนหลังม้าอย่างเต็มก้นไม่ได้ มิฉะนั้นทั้งก้นและต้นขาจะถูกเสียดสีจนเจ็บมาก


ดังนั้น นางจึงขยับร่างกายขึ้นลงตามจังหวะของม้า ค่อยๆจับจังหวะที่ถูกต้องจนได้


เมื่อเห็นว่าโอกาสเหมาะสมแล้ว ฉินเหยาจึงกระตุ้นเจ้าเหล่าหวง เพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย วิ่งเหยาะๆมุ่งหน้าไปยังอำเภอไคหยาง


ช่วงบ่ายคล้อย ทั้งสองคนก็มาถึงตำบลชิงสุ่ย แวะกินข้าวในตำบลจนอิ่มท้องแล้วพักผ่อนอีกสองเค่อจึงค่อยเดินทางต่อ


เนื่องจากความห่างไกลและยากลำบากในการค้นหาหมู่บ้านซิ่งฮวา ประกอบกับช่วงเช้าที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆเกิดขึ้น ฉินเหยาจึงคิดว่าวันนี้น่าจะสามารถเดินทางถึงที่ว่าการอำเภอไคหยางได้อย่างราบรื่น


คาดไม่ถึงว่า เพิ่งจะออกจากตำบลชิงสุ่ยได้ไม่นานก็ถูกก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งที่กลิ้งลงมาจากเนินเขาขวางทางไว้


เจ้าเหล่าหวงเกือบจะถูกทับจนได้รับบาดเจ็บ มันตกใจ โชคดีที่ทักษะการควบคุมม้าของฉินเหยาเป็นเลิศจึงสามารถหยุดยั้งมันที่กำลังตื่นตระหนกจนไม่เลือกทางและกำลังจะวิ่งลงไปในแม่น้ำได้ทันท่วงที


มิฉะนั้น ตอนนี้คนทั้งสองคงจะได้กลิ้งตกลงไปในแม่น้ำที่เชี่ยวกรากจากถนนที่สูงกว่าสองเมตรแล้ว


เมื่ออินเยว่ได้สติจากความตื่นตระหนกก็ยังคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ


แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเนินเขาด้านในมีแต่พงหญ้า ไม่มีหน้าผาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จู่ๆจะมีก้อนหินขนาดใหญ่เช่นนี้กลิ้งตกลงมา


ในตอนนี้ มีเงาคนสิบกว่าร่างไถลตัวลงมาจากพงหญ้าบนเนินเขาด้านข้าง แต่ละคนสวมหน้ากาก ในมือถืออาวุธลับและดาบ ท่าทีคุกคามอย่างยิ่ง


ไม่พูดพร่ำทำเพลง คนทั้งสิบห้าคนก็รีบปิดตายเส้นทางเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วแล้วล้อมเข้ามาหาฉินเหยาและอินเยว่บนหลังม้าด้วยจิตสังหาร


ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ว่าสตรีตรงหน้านี้รับมือได้ไม่ง่าย ดังนั้นทุกย่างก้าวของพวกเขาจึงระมัดระวังเป็นพิเศษ เพียงแค่ฉินเหยามีความเคลื่อนไหวใดๆ พวกเขาก็จะซัดอาวุธลับในมือออกไปทันที


ฉินเหยามีดาบเพียงเล่มเดียว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักฆ่ามืออาชีพที่อาวุธครบมือกว่าสิบคนนี้ ดูอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางยังต้องคอยคุ้มกันคนอีกคนหนึ่ง ความยากจึงยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นเส้นตรง


หัวใจของอินเยว่เต้นระรัว นางยังไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคนเหล่านี้มุ่งเป้ามาที่ตนเอง


นางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก กล่าวเสียงสั่นว่า “พี่ฉิน ดูเหมือนว่าพวกเราจะเจอโจรป่าเข้าให้แล้ว…”


ฉินเหยาตอบ “ใช่แล้วล่ะ เจอโจรป่าแล้ว”


ดังนั้น การสังหารโจรจึงไม่ผิด!


ในชั่วพริบตา ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายก็เหลือไม่ถึงห้าเมตร


เห็นเพียงหนึ่งในนักฆ่าพลันยกมือขึ้นแล้วโปรยผงสีเหลืองบางอย่างออกมาตามลม จากนั้นก็เร่งฝีเท้าพุ่งเข้ามา


ฉินเหยารู้สึกเพียงว่าทัศนวิสัยเบื้องหน้าพร่ามัว เงาของคนที่พุ่งเข้ามาในม่านฝุ่นนั้นมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเลย


ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่คิดว่าผงฝุ่นนี้จะมีไว้แค่บดบังสายตาเท่านั้น นางรีบหยิบห่อผ้าที่พกติดตัวมาปิดหน้าของอินเยว่อย่างรวดเร็ว โอบเอวนางแล้วดึงร่างจากด้านหลังมาอยู่ด้านหน้า จากนั้นก็กลั้นหายใจแล้วกระตุ้นท้องม้าทีหนึ่ง หันหัวม้ากลับ


ด้านหลังมีลมแรงพุ่งเข้ามา ฉินเหยาไม่ได้หันกลับไปมองด้วยซ้ำ นางแทงก็ดาบสวนกลับไป เสียงเนื้อหนังถูกแทงทะลุแว่วเข้าหูอย่างรวดเร็ว


ดาบของอีกฝ่ายที่กำลังจะแทงถูกแผ่นหลังของนางพลันร่วงหล่นลงไปอย่างหมดแรง


เสียง “ตุ้บ” หนักๆดังขึ้นทีหนึ่ง มันเป็นเสียงของนักฆ่าที่ร่วงลงมาจากอากาศ


แต่เมื่อจัดการคนนี้ได้ คนต่อไปก็รีบประชิดเข้ามาอีกครั้ง


คราวนี้มาพร้อมกันสองคน พวกเขาเหวี่ยงโซ่เหล็กที่ถ่วงด้วยลูกตุ้มตะกั่วออกมา พยายามจะพันขาม้าเพื่อทำให้นางล้มลง


ฉินเหยาควบคุมม้าให้กระโดดครั้งใหญ่ หลบโซ่เหล็กที่พุ่งเข้ามาได้


อินเยว่บนหลังม้าถูกม้าที่กระโจนขึ้นอย่างกะทันหันโยนขึ้นไปสูงแล้วก็ตกลงมาอย่างแรง ประกอบกับห่อผ้าที่ปิดหน้าอยู่ ในชั่ววินาทีนั้น นางแทบจะสำลักจนสลบไป


ฉินเหยาเร่งความเร็วขึ้น เจ้าเหล่าหวงก็ราวกับรู้ว่าตอนนี้เป็นสถานการณ์คอขาดบาดตาย มันรีดเร้นพละกำลังทั้งหมดออกมา วิ่งอย่างรวดเร็วปานเหาะ


ทว่า อีกฝ่ายยังมีไม้เด็ดซ่อนไว้อีก


ฝุ่นดินเบื้องหน้าพลันฟุ้งกระจายขึ้น เชือกป่านสีดินเส้นหนึ่งพลันขึงตึงขึ้นมาขวางกลางถนนไว้


หากม้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงมาชนเข้ากับเชือกเส้นนี้ ผลที่ตามมาคงยากที่จะคาดเดาได้


จิตสังหารในดวงตาของฉินเหยาพุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ นางกระชากบังเหียนอย่างแรง พละกำลังมหาศาลดึงร่างของเหล่าหวงให้ยกสูงขึ้นแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อกดมันไว้ไม่ให้หงายหลังล้มลงไปทั้งตัว บังคับให้มันเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน


เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของม้าและฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจายดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา ฟังแล้วเจ็บแก้วหูนัก


เมื่อกีบหน้าของม้ากลับมาแตะพื้นอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายก็เผชิญหน้ากันอีกครั้ง ระยะห่างไม่ถึงสิบเมตร เพียงแค่สองลมหายใจก็สามารถไล่ตามฉินเหยาและอินเยว่ทัน


ทว่า ตรงนี้ไม่มีผงฝุ่นที่บดบังทัศนวิสัยอีกแล้ว


ฉินเหยาตบเจ้าเหล่าหวงที่น่าสงสารเบาๆ พลิกตัวลงจากหลังม้าแล้วยกดาบขึ้นพุ่งเข้าสังหารอย่างเดือดดาล!


พวกเจ้าต้องตายให้หมด!


ตอนที่ 430: เก็บศพซะ


เบื้องหน้าพลังอันแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ลูกไม้มากมายเพียงใดก็ล้วนไร้ความหมาย


ยิ่งไปกว่านั้น ฉินเหยาเองก็มีประสบการณ์การต่อสู้จริงอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นผงยาพิษหรืออาวุธลับอันชั่วร้าย ขอเพียงอีกฝ่ายขยับเปลือกตา นางก็สามารถสังเกตเห็นได้ทันที จากนั้นก็ใช้เท้าเตะเศษหินบนพื้นให้ลอยขึ้นแล้วดีดมันออกไปอย่างรุนแรง!


ก้อนหินที่ไม่ใหญ่นัก เมื่อผนวกเข้ากับความเร็วและพละกำลังก็กลับกลายเป็นราวกับกระสุนที่ยิงออกไปด้วยความเร็วสูง ทะลวงผ่านลำคอของอีกฝ่ายโดยตรงจนเกิดเป็นรูเลือด


ในขณะเดียวกัน ดาบในมือของนางก็กำลังฟาดฟันเพื่อเก็บเกี่ยวชีวิตอย่างรวดเร็ว


พละกำลังและความเร็วปรากฏอยู่บนร่างของนางในเวลาเดียวกัน เพราะร่างกายที่นางได้มาจากการทะลุมิตินั้นมีความคล่องแคล่ว ฉินเหยาจึงไม่ได้รับผลจากแรงต้านของอากาศมากนัก นางราวกับลูกข่างเหล็กกล้าที่ใบมีดกางออก สัมผัสถูกเป็นต้องตาย!


เสียงเลือดสาดกระเซ็นดังขึ้น “ฉ่า” ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีผู้ใดมองเห็นการเคลื่อนไหวของนางได้ทัน ดาบก็ได้เข้าไปติดคาอยู่ในรอยต่อของกระดูกแล้วและเมื่อความเจ็บปวดแล่นเข้ามาก็สามารถได้ยินเสียงกระดูกคอของตนเองหักได้อย่างชัดเจน


หลังจากนั้นก็ได้เห็นภาพของขุมนรก


เสียง “แกร็ก” ดังขึ้น ดาบที่ติดอยู่ในรอยต่อของกระดูกพลันก็ทานรับความบ้าคลั่งของนางไม่ไหวและหักสะบั้นลง


นักฆ่าสามคนที่เหลือรอดอยู่เห็นภาพนี้เข้าก็ทั้งตกตะลึงและยินดีอย่างบ้าคลั่ง คิดว่าในที่สุดตนเองก็ได้พบจุดอ่อนของนางแล้ว


ทั้งสามคนบุกเข้ามาจากสามทิศทาง ตะโกนก้องพร้อมกับเงื้อดาบฟันเข้าใส่ฉินเหยา


ฉินเหยาสะบัดเลือดที่กระเซ็นเปื้อนมือซ้ายออกอย่างรังเกียจ มือขวาที่ถือด้ามดาบซึ่งเหลือเพียงคมดาบหักๆสั้นๆ นางขยับร่างหลบอย่างคล่องแคล่ว ถอยหลังหนึ่งก้าวไปยังด้านหลังของนักฆ่าทางขวาแล้วแทงดาบที่หักนั้นเข้าไป!


“อ๊าก!!!”


เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น นักฆ่าที่ถูกแทงเข้าที่ต้นคอได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วว่าการถูกมีดทื่อเฉือนเนื้อนั้นเจ็บปวดเพียงใด


เจ็บปวดจนสิ้นใจตายไป


นักฆ่าอีกสองคนที่เหลือได้แต่เบิกตาดูสหายของตนถูกมีดทื่อกรีดเปิดต้นคอด้านหลัง ความรู้สึกเจ็บปวดร่วมกันทำให้พวกเขาต้องสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ


ทั้งสองคนสบตากัน ระดมพลังทั้งหมดในร่างกายเพื่อฟาดฟันออกไปสุดแรงเกิด!


ทว่าฉินเหยาที่ไร้อาวุธแล้วกลับไม่หลบไม่หนี แต่ใช้มือเปล่าพลิกกลับไปจับสันมีดไว้ได้อย่างแม่นยำ


พลังที่ไม่อาจต้านทานได้นั้นส่งผ่านจากตัวดาบไปยังร่างของนักฆ่าทั้งสอง ทำให้ทั้งคู่รู้สึกหวาดผวาอย่างยิ่ง


ในโลกนี้จะมีคนที่หนักแน่นดั่งขุนเขาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!


ข้อมือทานรับแรงกดมหาศาลเช่นนี้ไม่ไหวจึงคลายออกจากด้ามดาบ


และในตอนนั้นเอง ฉินเหยาก็ฉวยดาบทั้งสองเล่มมาตามแรง ตัวดาบเหวี่ยงผ่านใต้รักแร้ของนางแล้วด้ามดาบก็ถูกกุมไว้อีกครั้ง


เพียงแต่ครั้งนี้ ผู้ที่กุมด้ามดาบคือฉินเหยา ไม่ใช่นักฆ่าทั้งสองที่เบิกตากว้างอย่างตกตะลึงไปแล้ว


ฉินเหยากุมด้ามดาบ ย่อตัวถอยหลังออกไปก้าวใหญ่ จากนั้นขว้างดาบใส่คนทั้งสองที่อยู่ตรงข้ามอย่างกราดเกรี้ยว!


ดาบทั้งสองเล่มหมุนคว้างในอากาศหนึ่งรอบ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ทรวงอกของทั้งสองอย่างแม่นยำ ทะลุผ่านร่างกายของทั้งสองในชั่วพริบตา ทิ้งไว้เพียงร่างไร้ชีวิตสองร่างที่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่


เสียง “ปึก ปึก” ดังขึ้นสองครั้ง ดาบที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดก็ปักลึกลงไปในพื้นกรวดแข็ง ด้ามดาบสั่นไหวอยู่นานกว่าจะหยุดนิ่ง


เหล่าหวงที่หยุดรออยู่ข้างทางรู้สึกเพียงว่าพื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มันตกใจจนตาเบิกกว้าง ลูกตาขนาดใหญ่ของม้าแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า


ทั่วทั้งพื้นเต็มไปด้วยเลือดที่สาดกระเซ็น เต็มไปด้วยศพ สภาพเกลื่อนกลาดไปหมด


ฉินเหยาสะบัดศีรษะ ปัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงออกไปแล้วก้มลงมองมือที่อาบไปด้วยเลือดของตนเอง กลิ่นอายสังหารรอบกายยิ่งเข้มข้นขึ้น


นางไถลตัวลงจากเนินชันมายังริมฝั่งแม่น้ำเพื่อล้างมือ เมื่อเดินผ่านพงหญ้า กระต่ายฝูงหนึ่งที่กำลังหาอาหารอยู่ก็เบิกตาสีแดงก่ำจ้องมองนางอย่างไม่กล้าขยับเขยื้อน ตัวสั่นงันงก


จนกระทั่งมนุษย์ผู้นั้นไม่ได้สนใจพวกมันเลยแม้แต่น้อยและเดินตรงไปยังริมแม่น้ำ พวกกระต่ายที่ตกใจจนตัวแข็งทื่อจึงรีบมุดเข้ารูเพื่อหลบซ่อน


อินเยว่ที่สลบไปเพราะยาค่อยๆฟื้นคืนสติขึ้นมาบนหลังม้า พอนางเงยหน้าขึ้น…ลมหายใจพลันก็สะดุดลง สมองขาดออกซิเจนอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หมดสติไปอีกครั้ง


เพียงแต่ก่อนหน้านี้สลบไปเพราะยา ส่วนครั้งนี้สลบไปเพราะความตกใจกลัว


ฉินเหยาล้างมือเสร็จแล้วก็กลับมา มองดูมือทั้งสองข้างที่ว่างเปล่าของตนเอง…ดาบไม่มีแล้ว


ก่อนหน้านี้ซ่งจางบอกว่าจะมอบธนูดีๆให้นางหนึ่งคัน แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับ ส่วนอาวุธอีกชิ้นของตนเอง ตอนนี้ก็ต้องมาพังไปเพราะภารกิจบ้าบอของเขา


พอมองไปที่ม้าเฒ่า บนคอของมันมีรอยเลือดลึกจากการถูกบังเหียนเสียดสีทำเอาฉินเหยาเห็นแล้วรู้สึกปวดใจนัก


แถมยังมี ‘ที่เกิดเหตุฆาตกรรม’ ที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดตรงหน้านี้อีก ช่างไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว


เพื่อที่จะไปถึงจวนที่ว่าการอำเภอให้เร็วที่สุด ฉินเหยายังคงต้องให้เหล่าหวงที่น่าสงสารแบกตัวเองและอินเยว่ต่อไป


โชคยังดีที่เหล่าหวงเป็นม้าแก่ที่แข็งแกร่งจนกระทั่งพานายของมันมาถึงที่หมาย มันจึงค่อยๆล้มตัวลงนอนพักอย่างอ่อนแรงอยู่หน้าประตูใหญ่ของจวนที่ว่าการอำเภอ


อินเยว่ฟื้นขึ้นมาระหว่างทางและเมื่อได้รู้จากปากของฉินเหยาว่านักฆ่ากลุ่มนั้นแท้จริงแล้วพุ่งเป้ามาที่ตนเอง นางจึงได้ตระหนักว่าอำนาจเบื้องหลังของพานเหม่ยเหรินนั้นน่ากลัวเพียงใด


นางไม่อยากจะคิดเลยว่า หากเมื่อคืนคนที่ไปถึงหมู่บ้านซิ่งฮวาไม่ใช่ฉินเหยา แต่เป็นพวกนักฆ่า ป่านนี้ชะตากรรมของตนเองจะเป็นเช่นไร


“พี่ฉิน ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้าไม่รู้จริงๆว่าจะตอบแทนท่านอย่างไรดี หรือจะให้ข้าเป็นสาวใช้ของท่าน คอยรับใช้ใกล้ชิดดีเจ้าคะ!” อินเยว่กล่าวอย่างจริงใจ


“ไม่ต้องการ!”


ฉินเหยาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดพร้อมเตือนให้นางรีบหยุดความคิดอันตรายเช่นนี้เสีย


อินเยว่เอ่ย “ถะ ถ้าอย่างนั้น ท่านต้องการให้ข้าตอบแทนอย่างไรหรือเจ้าคะ”


ถ้าหากจะให้นางออกไปแสดงศิลปะหาเงินให้ เช่นนั้น…เช่นนั้นก็พอทำได้อยู่…


“ข้าไม่ต้องการการตอบแทนจากเจ้า” ฉินเหยาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดอีกครั้ง


เกรงว่าอินเยว่จะไม่เข้าใจ นางจึงอธิบายเสริมว่า “ข้าช่วยเจ้าไม่ใช่เพราะต้องการจะช่วยเจ้า แต่เป็นเพราะข้อตกลงที่ข้าทำไว้กับผู้อื่น ดังนั้นการที่ข้าช่วยเจ้าจึงไม่เกี่ยวกับเจ้า”


อินเยว่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ แต่เห็นๆอยู่ว่านางช่วยชีวิตตนเองไว้!


ฉินเหยาทุบประตูใหญ่ของจวนที่ว่าการอำเภอ เสียงดัง “ปัง ปัง ปัง” ครั้งแล้วครั้งเล่าดังสนั่นจนที่ว่าการอำเภอทั้งหลังสั่นสะเทือน หากใครไม่รู้คงนึกว่ามีหมีดำบุกจวนที่ว่าการอำเภอแล้ว


ขณะนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ราตรีกำลังจะมาเยือน


พวกเจ้าหน้าที่ของทางการในจวนที่ว่าการอำเภอเลิกงานไปนานแล้ว หน้าประตูจึงไม่มีคนเฝ้า


ฉินเหยาทุบประตูอยู่ครู่ใหญ่จึงมีเสียงเกรี้ยวกราดดังลอดออกมาจากด้านในว่า


“ใครกัน! ค่ำมืดแล้วมาทุบอะไร! ประตูใหญ่ของจวนที่ว่าการอำเภอเป็นที่ที่เจ้าจะมาทุบได้รึ…”


ยังไม่ทันจะพูดจบ ประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าเย็นชาของฉินเหยา มือปราบผู้นั้นชะงักไปชั่วครู่ ในหัวของเขาก็ปรากฏภาพวิธีการตายอย่างน่าอนาถของตนเองขึ้นมาร้อยแปดวิธีโดยไม่รู้ตัว


เขาสะดุ้งเฮือก ยังไม่ทันได้ทักทายก็หันหลังวิ่งตรงไปยังเรือนส่วนหลังของจวนที่ว่าการอำเภอทันที


พลางวิ่งพลางตะโกน “ท่านใต้เท้า! ท่านใต้เท้า! ฉินเหนียงจื่อมาแล้ว!”


เมื่อประตูที่ว่าการอำเภอเปิดแล้ว ฉินเหยาก็ผลักประตูเข้าไป


อินเยว่เดินตามหลังเข้าไปพลางสำรวจสถานที่แห่งนี้ที่ตนไม่เคยมา แต่ก็เคยคิดอยากจะมาด้วยความประหม่า


ดูเหมือนจะไม่ได้แตกต่างจากบ้านคนธรรมดาทั่วไปนัก เพียงแต่โถงกลางใหญ่กว่าเล็กน้อย และด้านในมีไม้พลองกับป้ายคำสั่งเพิ่มเข้ามา


เมื่อทั้งสองเดินมาถึงโถงกลาง ซ่งจางและรองนายอำเภอก็มาถึงอย่างรีบร้อนพอดี


บนตัวของคนทั้งสองยังมีกลิ่นหอมของอาหารติดอยู่ เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่กำลังทานอาหารเย็นกันอยู่


แต่ดึกป่านนี้แล้วยังอยู่ที่จวนที่ว่าการอำเภอไม่ได้กลับบ้านก็ถือว่าทุ่มเทให้กับงานมาก


รองนายอำเภอสังเกตเห็นรอยเลือดบนเสื้อผ้าของฉินเหยาในทันที สัญชาตญาณบอกเขาว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ


และก็เป็นดังคาด พอทั้งสองฝ่ายพบหน้ากัน นางยังไม่ทันจะได้แนะนำสตรีที่พามาข้างกายก็รีบเร่งพวกเขา


“รีบส่งคนไปเก็บศพนอกตำบลชิงสุ่ยซะ ระหว่างทางข้าเจอกับโจรภูเขา กว่าจะหนีรอดมาได้ก็ต้องสู้กับพวกเขาอยู่นาน”


สีหน้าของซ่งจางเคร่งขรึม.ลง รีบถามต่อทันที “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้าเป็นสิ ดาบข้าหัก ม้าข้าก็บาดเจ็บแล้วข้าก็หิวด้วย”



จบตอน

Comments