ตอนที่ 431: ไร้ชีพจรแต่กำเนิด
“รถม้าสองคันไม่พอ อย่างน้อยต้องสามคัน!”
ขณะที่รองนายอำเภอกำลังนำคนเตรียมตัวออกเดินทาง ฉินเหยาก็กำชับด้วยความหวังดีจากในโถงใหญ่
รองนายอำเภอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วสั่งให้ลูกน้องไปหารถม้ามาเพิ่มอีกคัน
แม้จะยังไปไม่ถึงที่เกิดเหตุ แต่เขาก็เตรียมใจพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นองเลือดแล้ว
ซ่งจางมองตามรองนายอำเภอที่นำคนเดินจากไปจนลับตา จากนั้นจึงกลับมาที่โถงใหญ่แล้วพาฉินเหยาที่กำลังรอทานอาหารและอินเยว่ที่อยู่ในอาการประหม่าไปยังห้องทำงานเล็กๆ ในเรือนหลังจวนที่ว่าการอำเภอ
ภายในห้อง บนโต๊ะทำงานเล็กๆ เอกสารสำนวนคดีถูกปัดไปไว้ข้างหนึ่ง มีเพียงกับข้าวสามอย่างและข้าวสองชามวางอยู่ซึ่งเพิ่งจะถูกคีบไปไม่กี่คำ
ซ่งจางสั่งให้คนไปยกข้าวมาเพิ่มอีกหนึ่งถัง เชิญฉินเหยาและอินเยว่นั่งลง บอกให้ทานอะไรไปก่อนแก้หิว เติมท้องให้เต็มก่อน
ฉินเหยาเอ่ยเตือน “เหล่าหวงของข้ายังอยู่ข้างนอก”
ซ่งจางส่งสัญญาณบอกให้นางวางใจ “เมื่อครู่ข้าให้คนพามันไปรักษากับหมอรักษาสัตว์แล้ว”
ฉินเหยาจึงวางใจและยกถังข้าวขึ้นมาจัดการกับอาหารตรงหน้า
เมื่อทานไปได้ครึ่งหนึ่งก็พบว่าอินเยว่กำลังถือชามข้าวและมองมาที่ตนอย่างนิ่งอึ้งตกตะลึง ฉินเหยาจึงเตือนนางว่า “รีบทานเถอะ กับข้าวจะเย็นหมดแล้ว”
“อ้อ อ้อ!” อินเยว่เพิ่งจะดึงสติกลับมาจากความตกตะลึงในปริมาณการกินอันมหาศาลของฉินเหยาได้ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานอย่างรวดเร็ว
ซ่งจางหมดสิ้นอารมณ์จะทานอาหารต่อ เขาข่มความร้อนใจของตนเอง นั่งรอทั้งสองคนทานอาหารจนเสร็จแล้วรีบเอ่ยปากถามทันที
“ฉินเหนียงจื่อ เจ้ายังไม่ได้แนะนำเลยว่าแม่นางที่เจ้าพามาด้วยชื่ออะไร”
ฉินเหยากระแอมในคอหลังจากจิบชาไปหนึ่งอึกแล้วตอบว่า “นางคือเยว่เหนียงที่ท่านกำลังตามหา ข้าคิดว่าในเมื่อพยานคนนี้สำคัญกับท่านมาก ข้าเลยตัดสินใจพานางกลับมาให้ท่านโดยตรงเลย”
“คาดไม่ถึงว่าคู่ต่อสู้ของท่านจะลงมือรวดเร็วขนาดนี้ หากมิใช่เพราะข้าได้รับข่าวแล้วรีบออกเดินทางตั้งแต่เมื่อวาน ป่านนี้เยว่เหนียงคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว”
น้ำเสียงของฉินเหยาสงบนิ่งราวกับว่าเรื่องที่เพิ่งสังหารนักฆ่ามืออาชีพไปสิบห้าคนนั้นเป็นเพียงเรื่องธรรมดาสามัญดั่งการกินข้าวและดื่มน้ำสำหรับนาง เมื่อฆ่าจบแล้วก็คือจบสิ้นกันไป จะไม่สิ้นเปลืองพลังงานแม้แต่น้อยนิดไปกับคนตายเหล่านั้นอีก
แม้ซ่งจางจะไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่นางสังหารสิบห้าคนด้วยตาตนเอง แต่เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาที่เฉยเมยเช่นนี้ของฉินเหยา การประเมินความสามารถในการต่อสู้ของนางในใจเขาก็พุ่งสูงขึ้นไปอีกขั้นใหญ่
“จริงสิ!” ฉินเหยานึกถึงยาพิษที่พวกนักฆ่าโปรยออกมาได้จึงพูดกับซ่งจางว่า “ใต้เท้า ท่านพอจะเชิญหมอมารักษาพวกเราสองคนได้หรือไม่ เมื่อครู่ตอนที่ปะทะกับคนร้าย พวกมันโปรยของบางอย่างออกมา ข้าเกรงว่ามันจะเป็นยาพิษ”
ซ่งจางพยักหน้า ในเมื่อเยว่เหนียงมาถึงเขตอิทธิพลของตนแล้ว ก้อนหินขนาดใหญ่ที่ถ่วงอยู่ในใจของเขาก็ถูกยกออกไปเสียที เขาจึงรีบตะโกนเรียกคนให้ไปตามหมอชันสูตรมา
“หมอชันสูตร?” ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “นั่นไม่ใช่คนที่ตรวจคนตายหรอกหรือ”
ซ่งจางยิ้มอย่างมั่นใจ “ก็สาขาเดียวกันทั้งนั้น เหล่าหวังน่ะตรวจได้ทั้งคนเป็นและคนตาย”
ฉินเหยาร้องอ้อออกมาช้าๆ หวังว่าเขาจะพึ่งพาได้นะ
หมอชันสูตรกำลังชันสูตรศพอยู่ที่ห้องเก็บศพในจวนที่ว่าการอำเภอ วันนี้ใต้เท้านายอำเภอเพิ่งจะนำคนไปขุดศพสตรีสองสามร่างกลับมาจากเนินฝังรวม เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพานเหม่ยเหริน ผลการชันสูตรที่ล่าช้าออกไปทุกเค่อก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันบนบ่าของใต้เท้านายอำเภอมากขึ้น เขาไม่ได้พักผ่อนมาตลอดทั้งวันแล้ว
แต่หมอชันสูตรหวังก็ยังมาถึงอย่างรวดเร็ว เพราะรีบมาเกินไปจึงไม่ได้เปลี่ยนผ้ากันเปื้อนและปลอกแขนบนตัว เมื่อก้าวเข้ามา กลิ่นเหม็นเน่าจนน่าคลื่นไส้ก็โชยออกมาจากตัวเขาโดยอัตโนมัติ
ซ่งจางทนไม่ไหวทันทีและเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
อินเยว่เห็นมือที่หมอชันสูตรยื่นออกมา บนนิ้วนั้นมีเศษสีแดงปนขาวติดอยู่ ดูคล้ายเศษเนื้อแต่ก็ไม่เชิง ทำเอานางรู้สึกชาวาบไปทั้งศีรษะ
แต่เมื่อเห็นฉินเหยายังคงนั่งดื่มชาอยู่ที่เดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นราวกับไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งใด นางจึงรู้สึกว่าตนจะทำให้ผู้มีพระคุณขายหน้าไม่ได้จึงกัดฟันเลิกแขนเสื้อขึ้นแล้ววางข้อมือลงในมือของหมอชันสูตร
“แม่นาง ชีพจรของเจ้าเต้นเร็วจนเกินไปหน่อยนะ…”
อินเยว่ถามอย่างประหม่า “ข้าถูกพิษหรือเจ้าคะ”
หมอชันสูตรหวังยิ้มน้อยๆอย่างใส่ใจ แต่ชีพจรใต้ปลายนิ้วกลับเต้นรัวแรงยิ่งขึ้นไปอีก ประหนึ่งหยดน้ำที่ตกลงไปในกระทะน้ำมันเดือด แตกกระจายสับสนอลหม่านไปหมด
หมอชันสูตรหวังยิ้มอย่างจนใจแล้วปล่อยมือของอินเยว่ “ชีพจรเต้นแรงและทรงพลังดี ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
แล้วหันไปทางฉินเหยา “ฉินเหนียงจื่อ เชิญยื่นมือของท่านมาให้ข้า”
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วยื่นมือออกไป
นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกจับชีพจรนับตั้งแต่ที่ข้ามภพมา ฉินเหยารู้สึกแปลกใหม่ ไม่รู้ว่าเหล่าหวังจะสามารถจับชีพจรเจออะไรที่แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่รู้ได้หรือไม่
หมอชันสูตรหวังเอามือไปเช็ดที่ด้านหลังของตนเองก่อนจะวางลงบนมือนาง
ทันทีที่ได้สัมผัสชีพจรของฉินเหยา เขาก็เบิกตากว้างในบัดดล เงยหน้าขึ้นมองฉินเหยาแล้วถามด้วยความตกตะลึงว่า “ไร้ชีพจรแต่กำเนิด?”
“หมายความว่าอย่างไร” ฉินเหยาถามอย่างไม่เข้าใจ
ซ่งจางเองก็มองมาอย่างสงสัย อะไรคือไร้ชีพจรแต่กำเนิดหรือ คนเป็นๆจะไม่มีชีพจรได้อย่างไร
หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับพลังประหลาดของนาง
“…เดี๋ยวก่อน” หมอชันสูตรหวังมีท่าทีเดี๋ยวตื่นตระหนกเดี๋ยวสงบ เขาไม่ตอบคำถามของฉินเหยาและก็ไม่อธิบายว่าอะไรคือไร้ชีพจรแต่กำเนิด แต่กลับหลับตาลง กลั้นหายใจและรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่ปลายนิ้ว
ราวกับว่า…มีการเคลื่อนไหวอยู่เล็กน้อย
มีชีพจรจริงๆด้วย!
แต่เพราะมันเต้นเร็วและราบรื่นเกินไป เต้นด้วยความเร็วสูงเกินกว่าคนทั่วไปจึงทำให้รู้สึกราวกับว่าไม่มีชีพจร
หมอชันสูตรหวังถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก เมื่อครู่เขาเกือบจะคิดว่าตนเองกำลังจับชีพจรให้คนตายเสียแล้ว
ในสายตาของฉินเหยา หมอชันสูตรคนนี้มีท่าทีแปลกๆ เดี๋ยวก็ตื่นตระหนก เดี๋ยวก็ผ่อนคลาย พูดจาไม่รู้เรื่อง
หากไม่ใช่นางมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ ป่านนี้คงคิดว่าตัวเองเป็นโรคร้ายแรงอะไรไปแล้ว
“หมอชันสูตรหวัง ท่านตรวจพบอะไรหรือไม่เจ้าคะ” ฉินเหยาขมวดคิ้วถาม
หมอชันสูตรทอดถอนใจด้วยความประหลาดใจอยู่หลายวินาที ก่อนจะอธิบายให้ฉินเหยาฟังว่า “ฉินเหนียงจื่อ ชีพจรของท่านช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ในชีวิตนี้ข้าเพิ่งเคยจับชีพจรเช่นนี้เป็นครั้งแรก มันเต้นเร็วมาก เร็วเสียจนข้าเกือบจะจับไม่ได้ว่ามันกำลังเต้นอยู่หรือไม่ จนคิดไปว่าท่านไม่มีชีพจร”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ลองใช้มือของตนเองจับที่ข้อมือดูก็ไม่รู้สึกถึงอะไรเลยจริงๆ ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายมากว่านางไม่มีชีพจร
ถ้าเช่นนั้น…
“ถ้าข้าแกล้งตายก็คงจะง่ายมากเลยน่ะสิ?” ฉินเหยาถามอย่างกระตือรือร้น
หมอชันสูตรหวังสูดปากซี๊ดเสียงดัง “ที่ฉินเหนียงจื่อพูดมา ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
“ทว่าในร่างกายคนเรานั้นยังมีชีพจรอีกหลายจุด ชีพจรที่คอของท่านก็เต้นชัดเจนจนมองเห็นได้ เกรงว่าจะแกล้งตายได้ไม่ง่ายขนาดนั้น”
ฉินเหยารู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง “ข้ายังนึกว่าตัวเองจะได้ทักษะพิเศษเพิ่มมาอีกอย่างเสียอีก”
เมื่อถูกนางชวนคุยออกนอกเรื่องเช่นนี้ ประเด็นเรื่องชีพจรที่แปลกประหลาดของนางก็ถูกเปลี่ยนไปโดยปริยาย
หมอชันสูตรหวังยังมีงานที่ยังทำไม่เสร็จ เขาหยิบชามข้าวและกับข้าวที่เหลืออยู่บนโต๊ะขึ้นมาแล้วเดินจากไปพลางกินไปพลาง
แววตาของซ่งจางหม่นแสงลงเล็กน้อย ที่แท้ผู้มีพลังพิเศษก็ย่อมมีชีพจรที่พิเศษเช่นกัน
“ใต้เท้าเจ้าคะ” ฉินเหยามองมาทางเขาแล้วส่งยิ้มให้
ซ่งจางรู้สึกเย็นวาบในใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เกิดความรู้สึกร้อนรนราวกับความคิดทั้งหมดของตนถูกนางมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
คงเป็นเพราะนางสังเกตเห็นว่าตนเองสนใจเรื่องชีพจรของนางเข้าแล้ว
“ขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัวหน่อย” ฉินเหยาชี้นิ้วไปยังห้องเล็กๆข้างๆ พร้อมกับส่งสายตาให้อินเยว่รออยู่ที่เดิม
ซ่งจางสูดหายใจเข้าลึกๆ กดความรู้สึกสับสนในใจลง แล้วพานางเข้าไปในห้องเล็กข้างๆ ที่เขาใช้พักผ่อนเป็นประจำ ก่อนจะปิดประตูลง
“เจ้าหน้าที่ทางการและยามในที่ว่าการอำเภอถูกรองนายอำเภอพาตัวไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ล้วนเป็นคนของข้า”
ซ่งจางอธิบายเมื่อรู้ว่าฉินเหยาระแวดระวังคนในจวนที่ว่าการอำเภอ
ฉินเหยาเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีบุคคลน่าสงสัยอยู่แถวนั้นจึงค่อยหยิบเอี๊ยมปักลายรูปนกเป็ดน้ำสีชาดที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าลับของเสื้อตัวในออกมา
“ให้ท่าน…” ฉินเหยาพูดพลางยื่นเอี๊ยมให้แล้วเงยหน้าขึ้น
เดี๋ยวนะ นายอำเภอซ่ง ท่าทีที่ท่านถอยหลังกรูดไปสองก้าวใหญ่นี่คือเรื่องจริงหรือ
ตอนที่ 432: ร่มเงาคุ้มครอง
“ไม่ใช่ว่าข้าจะว่าอะไรนะ ฉินเหนียงจื่อ เจ้าช่วยเลิกทำอะไรที่มันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ทุกครั้งได้หรือไม่!”
รองนายอำเภอที่เพิ่งกลับมาจากการเก็บศพก้าวพรวดๆ เข้ามาในเรือนส่วนหลังของจวนที่ว่าการอำเภอ เขาอัดอั้นมาตลอดทาง ในที่สุดก็สุดที่จะทนเก็บไว้ได้อีกต่อไปจึงบ่นออกมาว่า
“ชาวบ้านในตำบลชิงสุ่ยแทบจะถูกศพสองศพที่ยืนอยู่บนถนนนั่นทำให้ขวัญหนีดีฝ่อกันหมดแล้ว!”
จะฆ่าคนก็ฆ่าไปสิ แต่นี่ถึงกับเอาศพสองศพมาตั้งไว้กลางถนน มันวิปริตเกินไปแล้วไม่ใช่หรือไง!
เสียงบ่นของรองนายอำเภอดังเข้ามาทำลายบรรยากาศที่ทั้งแปลกประหลาดและน่าอึดอัดระหว่างฉินเหยาและนายอำเภอซ่งภายในห้องเล็กๆลงในที่สุด
ฉินเหยาเอ่ยขึ้น “อย่าเข้าใจผิด ของชิ้นนี้ น่าจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ท่านต้องการ”
เมื่อยัดเอี๊ยมสีแดงสดนั้นใส่มือของซ่งจางแล้ว ฉินเหยาก็ตบมือสองสามทีก่อนจะเปิดประตูเดินออกไป
นางกลัวจริงๆ ว่าหากอยู่ต่ออีกแค่วินาทีเดียว ซ่งจางคงจะขุดกระเบื้องปูพื้นของจวนที่ว่าการอำเภอจนเป็นรูไปเสียก่อน
แต่เมื่อคิดอีกที การที่จู่ๆก็เห็นสตรีนางหนึ่งหยิบเอี๊ยมออกมาจากอกเสื้อแล้วเตรียมจะยัดใส่มือตัวเอง ภาพนั้นมันก็น่าตกใจจริงๆนั่นแหละ
ฉินเหยาจึงยักไหล่ นางเข้าใจ
เมื่อเห็นรองนายอำเภอที่เดินเข้ามาอย่างหัวเสีย ฉินเหยาก็อธิบายอย่างจริงจังอีกครั้ง
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะตั้งศพไว้บนถนน เพียงแต่พวกเขาตายเร็วเกินไปเลยล้มลงไม่ทัน”
รองนายอำเภอที่กำลังหัวเสีย “…”
ความโกรธพลันมลายหายไปในทันที
เมื่อเห็นซ่งจางเดินออกมาจากห้องเล็กด้วยสีหน้าแปลกๆ รองนายอำเภอก็พยักหน้าให้ฉินเหยาเป็นการขอโทษแล้วเดินเข้าไปรายงานสถานการณ์ฝั่งตนเองให้ซ่งจางฟัง
ซ่งจางเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง อยากจะไปดูนักฆ่าทั้งสิบห้าคนนั้น
รองนายอำเภอเมื่อนึกถึงสภาพน่าสังเวชของเขาที่พอเห็นแล้วก็อาเจียนในสองครั้งก่อนหน้าจึงแนะนำว่า “วันนี้ก็ดึกมากแล้ว ท่านใต้เท้ารอไปดูพรุ่งนี้แทนดีหรือไม่ขอรับ”
ซ่งจางไม่ยอม เขาจะดูเดี๋ยวนี้
เมื่อรองนายอำเภอเห็นว่าพูดเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
ฉินเหยาและอินเยว่ยังคงรออยู่ที่ห้องโถงเล็ก ไม่ได้ตามไปด้วย ศพมีอะไรน่าดูนักหนา ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคนที่นางฆ่าด้วยตัวเองอีก
ส่วนใบหน้าที่แท้จริงของนักฆ่าเหล่านั้น นางไม่ได้สนใจ
ในไม่ช้า ซ่งจางและรองนายอำเภอก็กลับมาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดเล็กน้อย แต่เพราะถูกกระตุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเส้นประสาทเริ่มชาชิน วันนี้เขาจึงไม่อาเจียนออกมา
ช่างเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ซ่งจางคิดในใจอย่างตื่นเต้น
ยามนี้ดึกมากแล้ว ต่อให้รองนายอำเภอจะแข็งแกร่งปานเหล็กก็ทนไม่ไหว เขาแสดงสีหน้าเหนื่อยล้าและขอตัวลาไปก่อน
ซ่งจางนำทางฉินเหยาและอินเยว่มายังบ้านของตน
ฮูหยินนายอำเภออายุมากกว่านายอำเภอซ่งสามปี ปีนี้นางอายุสามสิบห้าแล้ว
บิดามารดาของทั้งสองบ้านเป็นสหายสนิทกัน ตั้งแต่ลูกยังไม่เกิดก็ได้หมั้นหมายกันไว้แล้ว โดยตกลงกันว่าหากเกิดมาเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ในภายภาคหน้าก็จะให้แต่งงานกัน
คาดไม่ถึงว่า ฮูหยินนายอำเภอจะเกิดก่อน ส่วนซ่งจางมาช้าไปสามปี
แต่ทั้งสองก็เติบโตมาด้วยกัน อีกทั้งบิดามารดาก็คอยเป็นพ่อสื่อแม่ชัก ความสัมพันธ์จึงไม่ธรรมดา
คู่รักที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กคู่นี้มีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อกันมากกว่าคู่สามีภรรยาทั่วไป เวลาอยู่กันตามลำพังซ่งจางจะเรียกฮูหยินว่าพี่สาว ส่วนฮูหยินก็จะเรียกซ่งจางว่าน้องชาย
ครั้งก่อนที่ฉินเหยาส่งนายอำเภอกลับเข้าเมืองและแวะนั่งเล่นที่บ้านของเขาครู่หนึ่งก็ทำเอานางต้องมาทนดูความหวานเลี่ยนของคู่รักวัยกลางคนคู่นี้ พอดื่มชาหมดถ้วยก็รีบปลีกตัวออกมาทันที
ฮูหยินนายอำเภอมีนิสัยโอบอ้อมอารีและร่าเริง นางต้อนรับฉินเหยาและอินเยว่อย่าง.อบอุ่น จัดห้องพักแขกให้ทั้งสองคน ทั้งยังใส่ใจสั่งให้คนเตรียมน้ำร้อนไว้ให้พวกนางได้อาบน้ำชำระร่างกายด้วย
เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าของฉินเหยาสกปรก นางก็ให้บุตรีของตนนำชุดกระโปรงของนางมาชุดหนึ่งเพื่อให้ฉินเหยาได้เปลี่ยน
คุณหนูซ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนบิดาของนาง คือมีใบหน้าที่ดูองอาจและรูปร่างสูงโปร่ง ความสูงของนางก็ใกล้เคียงกับฉินเหยา
เสื้อผ้าของนาง ฉินเหยาจึงสวมใส่ได้พอดี
เพียงแต่ชุดผ้าไหมสีเหลืองอ่อนชุดนี้เมื่ออยู่บนตัวของฉินเหยาแล้วทำให้นางรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
มันนุ่มนวลและบอบบางเกินไป คงไม่กล้าใส่ไปฆ่าคนแน่ๆ เสียดายเกินกว่าจะยอมให้เลือดสดๆ มาเปรอะเปื้อนกระโปรงที่สวยงามเช่นนี้!
เสียงนกเค้าแมวดังมาจากนอกหน้าต่าง บ่งบอกว่าดึกสงัดแล้ว ความง่วงงุนเริ่มคืบคลานเข้ามา ฉินเหยาในอาภรณ์นุ่มนิ่มของเด็กสาวก็ห่มผ้าห่มที่ฮูหยินนายอำเภออบร่ำด้วยเครื่องหอมจนกลิ่นหอมกรุ่นแล้วหลับใหลไปอย่างเป็นสุข
วันรุ่งขึ้น ทันทีที่ฟ้าสางฉินเหยาก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
เมื่อมาเป็นแขกบ้านคนอื่น จะให้นอนตื่นสายเหมือนอยู่ที่บ้านตัวเองคงไม่เหมาะ
ซ่งจางและอินเยว่ก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ที่ห้องโถง โดยมีฮูหยินนายอำเภอนั่งอยู่ด้วย
ซ่งจางใช้คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็อธิบายสถานการณ์ในปัจจุบันให้อินเยว่ฟังอย่างชัดเจน เพื่อให้นางได้รับรู้เรื่องราวไว้
เนื่องจากเป็นการพูดคุยในห้องโถงที่ตกแต่งอย่าง.อบอุ่น อีกทั้งยังมีฮูหยินนายอำเภอคอยปลอบโยนอยู่ข้างๆ อินเยว่จึงไม่รู้สึกเหมือนกำลังถูกสอบสวนเลยแม้แต่น้อย นางรู้สึกผ่อนคลายอย่างเต็มที่และเกิดความเชื่อมั่นต่อใต้เท้าผู้เป็นดั่งบิดามารดาของปวงชนที่อยู่เบื้องหน้า
อินเยว่กล่าวว่า “ตราบใดที่ข้ารู้ ข้าจะพูดออกมาให้หมดสิ้น ไม่มีสิ่งใดปิดบังแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ดี!” ซ่งจางกล่าวอย่างยินดี “ได้ยินเยว่เหนียงกล่าวเช่นนี้ ข้าก็วางใจแล้ว”
“แต่ว่า…” คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน บทสนทนาเปลี่ยนไปพร้อมๆกับถอนหายใจอย่างจนใจ “หากสตรีผู้น่าสงสารที่ช่วยออกมาจากหอคณิกาสามารถเป็นได้อย่างเยว่เหนียงก็คงจะดี”
เหล่าสตรีที่ได้รับการช่วยเหลือต่างก็เป็นกังวลเรื่องชื่อเสียงของตนเอง เมื่อพูดถึงเรื่องราวที่ประสบมาในหอคณิกาจึงได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ และไม่ยินยอมที่จะขึ้นศาลเพื่อให้ผู้คนพินิจพิจารณา
ดังนั้น ตอนนี้ในมือของซ่งจางจึงมีเพียงอินเยว่เป็นเหยื่อเพียงคนเดียวที่ยินยอมขึ้นศาลให้การเป็นพยาน
แน่นอนว่า สถานการณ์ของวันนี้แตกต่างไปจากเมื่อวานนี้มากแล้ว
เมื่อมีบทกวีบนเอี๊ยมนั่นแล้ว ผู้คุ้มครองที่อยู่เบื้องหลังพานเหม่ยเหรินก็อาจจะไม่ปกป้องนางอีกต่อไป
เหล่าผู้ที่ยกย่องตนเองว่าเป็นกลุ่มขุนนางตงฉินย่อมไม่อนุญาตให้ชื่อเสียงของตนเองต้องมัวหมองแม้เพียงน้อยนิด
ฉินเหยาเดินมาถึงห้องโถง เห็นซ่งจางมีท่าทีเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ใต้เท้า จ้าวต๋าผู้แต่งกลอนนั่นเป็นใครกันหรือเจ้าคะ”
ซ่งจางได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมอง เกือบจะคิดว่าตัวเองจำคนผิด
เด็กสาวในชุดผ้าไหมสีเหลืองอ่อนนุ่มคนนี้ คือฉินเหยาผู้สังหารนักฆ่ามืออาชีพสิบห้าคนแน่หรือ
ฮูหยินนายอำเภอลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจระคนยินดีแล้วกล่าวพลางยิ้ม “เหยาเหนียง เจ้าใส่ชุดนี้แล้วดูดีจริงๆ!”
ฉินเหยายิ้มอย่างสบายๆ นางเองก็คิดว่ามันดูดีมากเช่นกัน นอกจากเนื้อผ้าจะบอบบางไปหน่อยแล้ว ความสวยงามนั้นก็เป็นของจริง
ไว้กลับไปนางจะเอาผ้าไหมที่บ้านออกมาแล้วไปขอร้องให้พี่สะภ้รองช่วยตัดเย็บชุดกระโปรงสีสันสดใสให้นางใส่บ้างดีกว่า
ซ่งจางพลันนึกขึ้นได้ว่า ปีนี้ฉินเหยาเพิ่งจะอายุยี่สิบเอ็ดปีเท่านั้น แก่กว่าลูกสาวคนโตของเขาไม่เท่าไหร่เอง
ช่างน่าอัศจรรย์นัก ปกติเขามักจะรู้สึกเหมือนกำลังพูดคุยกับสตรีที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่และอยู่ในวัยเดียวกันเสมอ
กลับลืมอายุที่แท้จริงของนางไปเสียสนิท
แต่ประเด็นสำคัญในตอนนี้ไม่ได้อยู่ตรงนี้ คดียังไม่สิ้นสุด ก่อนจะเปิดศาลไต่สวน ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องจัดการ
ซ่งจางไม่ได้ตอบคำถามของฉินเหยาโดยตรง เขาพูดเป็นนัยว่า “เมื่อมีของสิ่งนี้อยู่ก็จะไม่มีใครมาสร้างความลำบากให้ที่ว่าการอำเภอไคหยางในการสืบสวนพานเหม่ยเหรินอีกต่อไป”
ฉินเหยาพยักหน้า เข้าใจแล้วว่าจ้าวต๋าคนนี้ก็คือร่มเงาคุ้มครองที่อยู่เบื้องบนของพานเหม่ยเหรินนั่นเอง
เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่ได้มีทีท่าว่าจะติดตามตนไป ซ่งจางจึงเรียกอินเยว่แล้วทั้งสองคนก็มุ่งตรงไปยังจวนที่ว่าการอำเภอทันที
เขาจะพาอินเยว่ไปเกลี้ยกล่อมเหล่าสตรีที่ได้รับการช่วยเหลือ โดยหวังว่าพวกนางจะสามารถลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง เพื่อให้พานเหม่ยเหรินได้รับโทษที่นางสมควรจะได้รับ
นอกจากนี้ เมื่อวานยังได้ขุดพบศพสตรีอีกหลายร่าง หนึ่งในนั้น อินเยว่คงจะคุ้นเคยดี เพราะคือนางคณิกาอันดับหนึ่งคนก่อนหน้า…เสาเย่า
ตามผลการชันสูตรของหมอชันสูตรหวัง ในร่างกายของเสาเย่าไม่เพียงแต่มียาขับเลือดตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ยังมีผงสารหนูซึ่งเป็นยาพิษร้ายแรงอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ในคืนที่อินเยว่หลบหนีออกมานั้น เสาเย่าก็ตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว
ส่วนตัวนางเองในตอนนั้นจะรู้หรือไม่ว่าตนเองตั้งครรภ์อยู่ บัดนี้เมื่อคนตายไปแล้วจึงไม่อาจพิสูจน์ได้
ตอนที่ 433: ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม
ยาขับเลือดถูกแก้ไขดัดแปลงเพื่อต้องการเอาชีวิตของทั้งเสาเย่าและลูกในท้อง เพราะมีเพียงคนตายเท่านั้นที่จะเก็บความลับได้ตลอดไป
และสาเหตุที่พานเหม่ยเหรินเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ก็น่าจะมาจากการบงการจากเบื้องบน
หอคณิกามีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการจัดการดูแลหญิงสาวในสังกัด หญิงสาวทุกคนที่ต้องออกรับแขกล้วนถูกพานเหม่ยเหรินกรอกยาป้องกันการตั้งครรภ์
แน่นอนว่าเสาเย่าก็ไม่มีข้อยกเว้น
แต่ที่นางยังสามารถตั้งครรภ์ได้ เหตุผลมีเพียงหนึ่งเดียว
คือนางไม่ได้ดื่มยาเข้าไปเอง นางต้องการเก็บเด็กคนนี้ไว้
และสิ่งที่นางอาจคาดไม่ถึงก็คือ คนที่นางคิดว่าจะใช้ลูกรั้งเขาเอาไว้ได้นั้นกลับไม่ต้องการให้เด็กคนนี้กลายมาเป็นจุดอ่อนของตนเองจึงได้มีคำสั่งให้พานเหม่ยเหรินลงมือสังหารคน
อินเยว่ยืนอยู่ในห้องเก็บศพ มองร่างที่เน่าเปื่อยบนแผ่นไม้ซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าขาวจนมองไม่เห็นเค้าความงามในวันวานอีกต่อไป พลางฟังการวิเคราะห์คาดเดาของใต้เท้าที่ข้างหู น้ำตาก็ไหลรินลงมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้”
“พี่เสาเย่า ท่านช่างโง่เขลาเสียจริง อุตส่าห์หวงแหนตัวอักษรที่เขาเขียนทิ้งไว้ให้ถึงเพียงนั้น คืนนั้นไฟไหม้รุนแรงปานใดท่านยังยอมย้อนกลับไปเพื่อนำของที่เขามอบให้ติดตัวมาด้วย…แล้วเหตุใดเขาจึงทำกับท่านได้ถึงเพียงนี้!”
เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของอินเยว่พลุ่งพล่าน ซ่งจางจึงรีบให้เจ้าหน้าที่ในจวนพานางออกจากห้องเก็บศพไป
อินเยว่นั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของโถงศาล มือของนางกำแน่นเป็นหมัดด้วยความโกรธแค้น นางสูดหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์อยู่เนิ่นนาน ก่อนจะลุกพรวดขึ้นมา พุ่งไปยังกลางโถงแล้วเอ่ยถาม
“ใต้เท้านายอำเภอ ท่านสามารถแก้แค้นให้เสาเย่าได้หรือไม่เจ้าคะ”
ซ่งจางมองนางแล้วถอนหายใจอย่างสียดาย “ข้าทำได้เพียงนำตัวพานเหม่ยเหรินมาลงโทษตามกฎหมายเท่านั้น”
อินเยว่ผิดหวังอย่างยิ่ง นางรู้ดีว่าจ้าวต๋าผู้แต่งกลอนนั่นต่างหากคือตัวการใหญ่
แต่ว่า คนที่ฆ่าเสาเย่ากลับไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใดๆเลยอย่างนั้นหรือ
ซ่งจางมองอินเยว่ที่อารมณ์เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งด้วยความกังวลเล็กน้อย เขาจึงส่งสายตาให้เจ้าหน้าที่ในจวน คอยเตือนให้พวกเขาจับตาดูนางไว้
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ อินเยว่กลับสงบลงอย่างกะทันหัน นางคุกเข่าลงแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าน้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
นางเข้าใจอะไร? ซ่งจางเต็มไปด้วยความสงสัย
อย่างไรก็ตาม การที่อินเยว่ไม่ห่วงเกียรติของสตรีและยอมขึ้นศาลเป็นพยาน เขาก็รู้สึกขอบคุณนางมากแล้ว
ส่วนสตรีผู้น่าสงสารคนอื่นๆที่เกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ หลังจากได้อินเยว่ช่วยพูดคุยเกลี้ยกล่อมแล้ว พรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีกี่คนที่ยอมขึ้นศาล
ซ่งจางให้คนนำตัวอินเยว่ไปพักผ่อนที่เรือนของฮูหยินของตนก่อน เมื่อคนไปแล้ว เขาก็เรียกตัวรองนายอำเภอเข้ามาถามว่าจับกุมพานเหม่ยเหรินได้แล้วหรือยัง
รองนายอำเภอพยักหน้าเบาๆ เมื่อเอี๊ยมปักลายรูปนกเป็ดน้ำสีชาดถูกส่งไปให้ การจับกุมพานเหม่ยเหรินก็ ‘ราบรื่นอย่างยิ่ง’
เพียงแต่ว่า ใต้เท้าท่านนั้นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ทั้งยังฝากให้เขามาบอกกล่าวแก่นายอำเภอซ่งสองประโยค
“เขาว่าอย่างไร” ซ่งจางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
รองนายอำเภอทวนคำพูด “เขาบอกว่า คนหนุ่มอย่าผยองให้มันมากนัก”
“อ้อ จริงสิ เขายังมอบของขวัญให้ท่านชิ้นหนึ่งด้วย บอกว่าเป็นคำขอบคุณที่ท่านช่วยให้เขาได้หวนนึกถึงความทรงจำอันงดงาม”
รองนายอำเภอกลั้นความขยะแขยงแล้วพูดประโยคนี้จบก็รีบโบกมือให้ทหารใต้บังคับบัญชานำของขวัญเข้ามา
มันเป็นกล่องไม้แดงสลักเสลาอย่างงดงามใบหนึ่ง ซ่งจางเปิดออกดูทันที ก้อนเงินขาวโพลนข้างในเกือบจะส่องประกายจนทำให้ตาของพวกเขาบอด
เหล่าเจ้าหน้าที่ที่ยืนดูอยู่ต่างก็หายใจหอบแรงด้วยความตื่นเต้น เงินมากมายขนาดนี้ ตลอดชีวิตยังไม่เคยเห็นเลย!
ใบหน้าของซ่งจางกลายเป็นสีคล้ำ นี่มันหมายความว่าอย่างไร
สินบน? หรือว่าซื้อตัว?
กุนซือมองออกถึงความไม่พอใจของเจ้านายตนเองจึงลองเอ่ยถาม “จะให้ส่งคืนเขากลับไปดีหรือไม่ขอรับ”
“คืนอะไร” ซ่งจางตวาดเสียงเย็น “ในเมื่อเขาให้มาแล้วก็จงนำไปแจกจ่ายให้เหล่าหญิงสาวผู้เสียหาย ให้เขาได้สั่งสมบุญกุศลไว้บ้าง!”
รองนายอำเภอถึงกับหายใจสะดุด “ใต้เท้า จะแจกจ่ายทั้งหมดนี้เลยหรือขอรับ?”
ซ่งจางมองไปรอบๆกลุ่มคนตรงหน้าอย่างพูดไม่ออก นายอำเภอหลายรุ่นก่อนหน้านี้เลี้ยงดูหนอนแมลงอะไรกันไว้บ้าง!
ในใจก็ได้แต่สาปแช่งคนรุ่นก่อนอย่างสาดเสียเทเสีย แต่ต่อหน้าก็ยังต้องกล่าวชมเชยและให้กำลังใจว่าพวกเขาทำได้ดีแล้ว เพื่อไม่ให้คนที่ยังพอทำงานอยู่ไม่กี่คนนี้หนีหายไปอีก
แต่เงินก้อนนั้น คนของที่ว่าการอำเภอห้ามแตะต้องแม้แต่อีแปะเดียว!
เมื่อนึกถึงแขกที่อยู่ในบ้านของใต้เท้านายอำเภอ ทุกคนก็จำต้องรับคำอย่างไม่เต็มใจนัก ท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่มีใครกล้าพอที่จะท้าทายขีดจำกัดของนายอำเภอ
มิฉะนั้น ใครจะรู้ได้ว่าเทพสังหารผู้นั้นจะถือว่าพวกเขาเป็นโจรแล้วฆ่าทิ้งไปด้วยหรือไม่!
เมื่อมีฉินเหยาอยู่ที่บ้าน ตอนนี้ซ่งจางจึงรู้สึกใจกล้าขึ้นมาก
เพราะหวั่นว่าหากปล่อยไว้นานจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน เขาจึงรวบรวมความกล้าจัดการในคราวเดียว วันรุ่งขึ้นก็เปิดศาลไต่สวนคดีของพานเหม่ยเหรินทันที
มีทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุพร้อมสรรพ หลักฐานมัดตัวแน่นหนา นางถูกตัดสินโบยห้าสิบไม้ ณ ที่นั้น โกนผมและสักอักษรบนใบหน้า ก่อนจะถูกคุมตัวเข้าคุกหลวง รอการประหารชีวิตในฤดูใบไม้ร่วง!
คนชั่วได้รับโทษทัณฑ์ที่นางสมควรได้รับ เป็นที่สะใจของผู้คนยิ่งนัก ชาวบ้านทั่วทั้งเมืองต่างก็โห่ร้องยินดี ตะโกนก้องว่า “ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม!”
ทว่าภายใต้ความยินดีและเสียงอึกทึกครึกโครมนี้ เหล่าหญิงสาวที่ได้รับการช่วยเหลือกลับมีสีหน้าสับสนงุนงง ยืนอยู่ในเรือนส่วนหลังของจวนที่ว่าการอำเภอ ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ
พวกนางส่วนใหญ่ถูกครอบครัวนำไปขายให้กับบ่อนพนันแล้วบ่อนพนันก็นำมาขายต่อให้หอคณิกาอีกทอดหนึ่งจึงไม่มีที่ให้กลับไปโดยสิ้นเชิง
ส่วนหนึ่งก็ถูกคนรู้จักหลอกลวงมาแล้วถูกพานเหม่ยเหรินซื้อตัวไว้
แต่ว่า หายตัวไปนานขนาดนี้ครอบครัวก็ไม่เคยออกตามหา จู่ๆจะให้กลับไปตอนนี้ก็คงจะไม่ได้รับการต้อนรับ
สิ่งที่ทำให้พวกนางหวาดกลัวยิ่งกว่า คือคำนินทาว่าร้ายของชาวบ้าน
ในวันที่ขึ้นศาล หญิงสาวหลายคนที่เคยรับปากอินเยว่ไว้กลับไม่ได้ปรากฏตัว
ตั้งแต่ต้นจนจบ มีเพียงอินเยว่คนเดียวที่ขึ้นศาลชี้ตัวความผิดของพานเหม่ยเหริน
แม้ว่าตอนนั้นนางจะใช้ผ้าคลุมหน้าไว้ แต่ก็ยังถูกคนในครอบครัวที่มาดูการไต่สวนคดีจำได้อยู่ดี
หลังจากให้การเสร็จสิ้นและหันกลับไปเห็นร่างของพี่ชายที่ยืนตกตะลึงอยู่นอกศาล หัวใจของอินเยว่ก็เต้นรัวเหมือนกลอง นางต้องจิกฝ่ามือตัวเองจนเลือดออก ถึงจะสามารถสบตากับพี่ชายที่มองมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อและเจ็บปวดได้โดยไม่หลบหนี
จนกระทั่งนายอำเภอสั่งให้นางถอยออกมา อินเยว่จึงผ่านพ้นช่วงเวลาอันแสนทรมานนี้ไปได้
ขนาดนางยังเป็นถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับพี่น้องคนอื่นๆที่เปราะบางกว่านาง
หากพวกนางถูกญาติสนิทมิตรสหายหรือคนในครอบครัวจำได้ คงไม่มีทางทนรับไหวอย่างแน่นอน
เพียงแต่ตอนนี้พานเหม่ยเหรินได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว ภารกิจของนางก็ลุล่วงแล้วเช่นกันแล้วก้าวต่อไปควรทำอย่างไรดี
อินเยว่ตกอยู่ในความสับสนงุนงง
......
“ฮูหยิน นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
คนรับใช้รายงานอย่างตื่นเต้นจากนอกประตู
เมื่อมองซ่งจางที่ถือหมวกข้าราชการไว้ในมือ สวมชุดขุนนางตำแหน่งนายอำเภอแล้วก้าวเข้ามา ทุกคนในตระกูลซ่งต่างก็มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพยกย่อง
เสียงตะโกน “ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรม” ในเมืองดังมาถึงในเรือน เหล่าคนรับใช้ของตระกูลซ่งต่างก็รู้สึกมีเกียรติและภาคภูมิใจไปด้วยอย่างยิ่ง
ภายในห้องโถง ฮูหยินนายอำเภอและเหล่าคุณหนูคุณชายที่กำลังขอคำชี้แนะจากฉินเหยาเรื่องวิธีการจับกุมคนร้าย เมื่อได้ยินคนรับใช้รายงานก็รีบหยุดท่าทุ่มข้ามไหล่แล้วยิ้มแย้มเดินเข้าไปต้อนรับ
ซ่งจางเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเหล่านี้ ร่างกายที่เกร็งมาตลอดทั้งช่วงเช้าพลันก็ผ่อนคลายลง เขาก้าวไปนั่งลงบนเก้าอี้ราชครู รับถ้วยชาที่พี่สาวยื่นให้มาดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วยจึงรู้สึกโล่งใจขึ้น
ฉินเหยาเอ่ยหยอก “ความรู้สึกที่ถูกชาวบ้านเรียกว่าใต้เท้าผู้เที่ยงธรรมเป็นอย่างไรบ้างหรือเจ้าคะ”
ซ่งจางหัวเราะฮ่าๆ “สะใจอย่างยิ่ง!”
ฮูหยินนายอำเภอก็หัวเราะตามไปด้วย ส่วนลูกๆนั้นดวงตาทอประกาย มองบิดาของตนด้วยความชื่นชม
แม้ฉินเหยาจะไม่อยากขัดจังหวะช่วงเวลาอันอบอุ่นของครอบครัวนี้ แต่ก็ยังต้องเตือนว่า “ข้าต้องกลับแล้ว”
ซ่งจางลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้นจนเกือบจะทำถ้วยชาหล่นแตก “ฉินเหนียงจื่อช้าก่อน!”
เขากลัวว่าฉินเหยาจะไปทันทีที่พูดจบจึงรีบให้คนไปตามกุนซือมา “อย่าลืมบอกให้เขานำคันธนูใหม่ของฉินเหนียงจื่อมาด้วย!”
ดวงตาของฉินเหยาสว่างวาบขึ้น นางกล่าวอย่างมีเหตุผลและเข้าใจสถานการณ์ “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอนั่งต่ออีกสักครู่แล้วกัน”
ที่บ้านก็มีเจ้าหลิวจี้นั่นอยู่ การดูแลลูกๆและจัดการงานบ้านงานเรือนล้วนเป็นสิ่งที่เขาถนัด ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรให้นางต้องเป็นห่วง
ตอนที่ 434: ยอมฟังคำแนะนำ
เมื่อเห็นฉินเหยานั่งลงอีกครั้ง ซ่งจางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อกครึ่งหนึ่ง
แต่ก็ยังไม่วางใจเต็มที่ เขาจึงกำชับนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้รอสักครู่ เขาจะไปส่งนางด้วยตนเอง เมื่อได้รับคำตอบรับแล้ว เขาจึงรีบร้อนกลับไปยังห้องนอนพร้อมกับฮูหยินเพื่อเปลี่ยนไปสวมชุดลำลอง
กุนซือมาถึงก่อน ธนูแขนเทวะที่ซ่งจางให้คนสร้างขึ้นใหม่นั้นยาวกว่าธนูทั่วไปถึงหนึ่งเท่าตัว เมื่อตั้งขึ้นจะสูงถึงหนึ่งร้อยสามสิบหกเซนติเมตร
คันธนูทำจากแผ่นไม้ไผ่หลายชิ้นประกบเข้าด้วยกัน บนคันธนูยังพันด้วยเชือกอีกชั้นหนึ่ง ส่วนด้ามจับนั้นใช้เชือกเส้นเล็กที่ถักจากเส้นไหมสามเส้นซึ่งทั้งนุ่มนวลและเหนียวมาพันไว้เป็นชั้นๆ
คันธนูเป็นสีดำ ด้ามจับเป็นสีเงินอ่อนๆ เมื่อถือขึ้นมาก็รู้สึกหนักอึ้ง ฉินเหยาลองถือดูแล้วรู้สึกหนักมือกำลังดี มีเนื้อสัมผัสที่ดีมาก
เมื่อมองดูสายธนูก็เห็นเงาสะท้อนแวววาวของโลหะจางๆ ไม่รู้ว่าใช้โลหะชนิดใดตีขึ้นมา แต่มีความยืดหยุ่นสูงมาก
ธนูดีก็ต้องคู่กับลูกศรที่ดี กุนซือยื่นกระบอกใส่ลูกศรให้ ฉินเหยาเปิดออกดู ข้างในมีลูกศรขนาดใหญ่กว่าลูกธนูทั่วไปสิบดอก ซึ่งทั้งหนาและยาวกว่ามาก
ลูกศรยาวเต็มที่หนึ่งร้อยยี่สิบเซนติเมตร หนาเท่ากับนิ้วมือคน หัวลูกศรทำจากเหล็กกล้าชั้นดีเป็นรูปสามเหลี่ยมมีเงี่ยงย้อนกลับ ส่วนหางลูกศรใช้ขนนกหายากซึ่งแต่ละเส้นแข็งและเรียบลื่น ฉินเหยาลูบแล้วลูบอีก ชอบใจจนแทบวางไม่ลง
เมื่อมีธนูเช่นนี้อยู่ในมือ ไม่ต้องพูดถึงการยิงคนเลย แม้แต่ม้าศึกก็ยังสามารถยิงทะลุได้!
“กุนซือ นี่เป็นผลงานของยอดฝีมือท่านใดหรือ ข้าชอบมันมาก อยากจะไปเยี่ยมคารวะเพื่อขอบคุณเขาด้วยตนเอง” ฉินเหยาถือคันธนูแล้วเอ่ยถามเชิงหยั่งเชิงด้วยท่าทีตื่นเต้น
นางอยู่ที่อำเภอไคหยางมานานขนาดนี้ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีปรมาจารย์ช่างตีเหล็กที่ร้ายกาจเช่นนี้อยู่ที่ไหน
กุนซือส่ายหน้า “ฉินเหนียงจื่อ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะบอกท่าน แต่เป็นเพราะข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน”
ในขณะนั้น ซ่งจางที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็กลับมาพอดี ได้ยินคำถามของฉินเหยาเข้าจึงยิ้มแล้วถามนางว่าพอใจหรือไม่
ฉินเหยาแสดงความชื่นชอบต่อคันธนูชุดนี้อย่างไม่ปิดบัง ธนูดีๆเช่นนี้ นางแม้แต่ง้างสายธนูเปล่าๆ ก็ยังเสียดาย
นางนำลูกศรพาดขึ้นบนคันธนู ง้างสายจนสุดแล้วค่อยๆคลายออกช้าๆ ทำเอากุนซือเหงื่อกาฬไหลซึม เกรงว่าลูกศรจะหลุดมือพุ่งออกไป
พละกำลังแขนของคนทั่วไปไม่มีทางง้างธนูคันนี้จนสุดได้อย่างแน่.นอน แต่ฉินเหยากลับสามารถง้างจนสุดแล้วยังค่อยๆคลายออกได้ ช่างจินตนาการไม่ออกเลยว่านางมีพละกำลังมหาศาลเพียงใดกัน
หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์จำกัดและไม่มีทางเลือกอื่น ฉินเหยาย่อมอยากจะถือปืนไรเฟิลจู่โจมหนักหลายสิบจินมากกว่า
อย่างไรก็ตาม วันนี้ที่ได้รับธนูแขนเทวะคันนี้มา นางก็พอใจอย่างยิ่งแล้ว
หากสามารถหลอกล่อถามข้อมูลของยอดฝีมือท่านนั้นได้อีกก็จะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา ซ่งจางเองก็ไม่ได้มีความคิดที่จะปิดบังนาง เพียงแต่กล่าวอย่างเสียดายว่า
“พูดไปแล้วก็คงเป็นวาสนา ปรมาจารย์ท่านนั้นท่องเที่ยวพเนจรมาถึงเขตอำเภอไคหยาง พอดีกับที่ข้าได้พบเจอจึงได้ธนูชุดนี้มาเพื่อชดใช้ให้แก่ฉินเหนียงจื่อ”
“หากจะตั้งใจไปตามหาเขา เกรงว่าจะพบเจอได้ยาก”
ฉินเหยาคิดในใจ ‘ข้าเชื่อท่านก็ผีหลอกแล้ว’
แต่นางก็พอจะเดาได้ว่า ซ่งจางคงต้องจ่ายไปไม่น้อยเพื่อธนูชุดนี้และคงไม่ต้องการให้บุคคลอันตรายเช่นนางได้พบเจอกับช่างตีเหล็กฝีมือฉกาจเช่นนั้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่นางเองก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าตนเองจะไม่ไปบีบบังคับให้ยอดฝีมือท่านนั้นสร้างอาวุธที่ฝืนชะตาฟ้าดินขึ้นมา
“พบไม่ได้ก็ช่างเถิด” ฉินเหยาคิดได้อย่างปลงตก นางสะพายคันธนูขึ้นบ่าอย่างคล่องแคล่วแล้วกล่าวพลางยิ้ม “ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล ไยต้องกังวลว่าจะไม่มีช่างฝีมือที่ดี!”
หากธนูชุดนี้สามารถใช้ไปได้จนแก่เฒ่าก็ถือเป็นโชคดีอีกรูปแบบหนึ่งแล้ว
ที่น่ากลัวก็คือ ครั้งหน้าอาจจะมีคนอย่างซ่งจางมาหานางไม่สิ้นสุดและภารกิจก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเก็บคันธนูเรียบร้อย ฉินเหยาก็ลุกขึ้นยืนแล้วกำชับซ่งจางว่า “พอท่านหมดวาระก็อย่ามาหาข้าอีกเลยนะ”
สีหน้าของซ่งจางมีแววอึดอัดไปชั่วขณะ เขาไอ “แค่กๆ” ออกมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติสองครั้งแล้วกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “ตอนนี้มีเรื่องหนึ่งอยากจะปรึกษาหารือกับฉินเหนียงจื่อ ไม่ทราบว่าสะดวกหรือไม่”
ฉินเหยา “ไม่สะดวก!”
ซ่งจาง “…”
แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อเห็นแก่ที่เขาคือใต้เท้านายอำเภอ ฉินเหยาจึงยังคงตามซ่งจางมายังเรือนส่วนหลังของจวนที่ว่าการอำเภอ นางมองผ่านประตูทรงแจกันเข้าไปก็เห็นบรรดาหญิงสาวมากมายที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี พวกนางพากันยืนอย่างสิ้นหวัง ร้องไห้สะอึกสะอื้น
เมื่อแผนที่คลี่จนสุดปลายทาง มีดสั้นก็ปรากฏ ซ่งจางไม่เสแสร้งอีกต่อไป เขาเปิดไพ่
“สตรีเหล่านี้ไม่มีบ้านให้กลับ ทั้งยังไม่มีที่ไหนยินดีจะรับพวกนางไว้ ข้าได้ยินมาว่าโรงงานเครื่องเขียนของฉินเหนียงจื่อรับสมัครสตรีทำงานฝีมือ ไม่ทราบว่าจะพอให้ที่พักพิงแก่สตรีผู้น่าสงสารเหล่านี้ได้หรือไม่”
พูดจบ ซ่งจางก็พบว่ารอยยิ้มของฉินเหยาที่เพิ่งได้รับคันธนูเมื่อครู่ได้หายไปหมดสิ้นแล้ว บัดนี้นางกำลังมองเขาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก แววตาอันตรายราวกับกำลังมองคนตาย
ฉินเหยากล่าวเสียงเข้ม “ใต้เท้า ท่านคิดว่าข้าทำบุญทำการกุศลอยู่หรือ ในโรงงานคนงานเพียงพอแล้ว แถมยังมีเกินมาเพราะต้องรับคนตามเส้นสายต่างๆด้วยซ้ำ ท่านมีคนถึงยี่สิบสามคน โรงงานเครื่องเขียนเล็กๆ ของข้ารับไว้ไม่ไหวหรอก”
ซ่งจางขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดอย่างร้อนรน “แต่มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่สามารถรับพวกนางไว้ได้ หรือจะให้มองดูพวกนางสิ้นไร้หนทางแล้วไปกระโดดน้ำตายอย่างนั้นหรือ”
ฉินเหยาพูดไม่ออกจนไม่อยากจะโกรธแล้ว กล้าดีอย่างไรจะมารีดไถเอาจากนางแต่เพียงผู้เดียว
ฉินเหยามองซ่งจางแล้วเอ่ยย้ำทีละคำ “เรื่องนี้ใต้เท้าไม่ควรมาหาข้า ท่านควรจะไปถามพ่อค้าคนอื่นๆที่เปิดโรงงานว่าเหตุใดโรงงานของพวกเขาจึงไม่รับสมัครสตรีทำงานฝีมือ”
ฉินเหยาหยิบห่อผ้าของตนขึ้นมาแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเดินถึงประตู นางก็หันกลับมากำชับ “ใต้เท้าอย่าลืมดาบของข้าและคนที่ท่านจะมอบให้ข้าด้วย”
“อ้อ ใช่แล้ว ขอมอบคำพูดให้ท่านประโยคหนึ่ง หากต้องการจะแก้ปัญหาอย่างแท้จริงก็ต้องไปทำความเข้าใจถึงต้นตอของเรื่องราวและจัดการแก้ไขมันเสีย”
ไม่ใช่มาใช้ศีลธรรมบีบบังคับคนเดินถนนผู้บริสุทธิ์อย่างนาง
ซ่งจางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างจนใจ “ข้าจะส่งคนไปให้เจ้าในวันพรุ่งนี้…”
สิ้นเสียงของเขา ร่างของนางก็เดินหายลับตาไปแล้ว
ซ่งจางกุมขมับ รู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะทำลายข้าวของเพื่อระบายอารมณ์
แต่เขาเป็นชายวัยกลางคนที่สุขุมแล้ว อารมณ์ชั่ววูบเช่นนี้จึงถูกควบคุมไว้ได้อย่างรวดเร็ว
แม้ว่าการปฏิเสธอย่างเย็นชาของฉินเหยาจะเหนือความคาดหมาย แต่คำพูดของนางทุกประโยคล้วนถูกต้อง
ซ่งจางตะโกนออกไปข้างนอก “มีใครอยู่บ้าง!”
บ่าวรับใช้คนสนิทรีบวิ่งเข้ามา ก้มศีรษะรอรับคำสั่ง
ซ่งจางจรดพู่กันเขียนบัตรเชิญสิบฉบับอย่างรวดเร็วแล้วให้บ่าวรับใช้นำไปส่งยังบ้านของคหบดีใหญ่ในอำเภอ “บอกไปว่าใต้เท้าอย่างข้าจะจัดงานวันเกิด เชิญพวกเขามาทานข้าวฉลองที่บ้าน”
เมื่อมาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดก็ต้องนำของขวัญวันเกิดมาด้วย นอกจากจะช่วยเหลือเหล่าหญิงสาวผู้เสียหายแล้ว ยังสามารถขูดรีดไขมันจากวัวอ้วนๆพวกนี้ได้อีก
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สำนักศึกษาที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียนในปีหน้า เด็กๆก็จะได้เข้าเรียนกันถ้วนหน้า
ซ่งจางไม่ใช่คนหัวโบราณที่ยึดติดกับหลักการจนโงหัวไม่ขึ้น เขามีขีดจำกัดของเขาและก็มีหลักการของเขาเช่นกัน
แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยภูมิหลังของตระกูลที่สั่งสมมานานปี เขาก็รู้ลึกรู้จริงถึงเล่ห์เหลี่ยมในแวดวงขุนนางเป็นอย่างดี
จะจัดการกับคนประเภทไหนต้องใช้วิธีใด เขามีแผนอยู่ในใจหมดแล้ว
ส่วนฉินเหยานั้น ถือเป็นข้อยกเว้นโดยสิ้นเชิง
คนเช่นนี้ เขาควบคุมไม่ได้และไม่สามารถนำมาไว้ใต้บังคับบัญชาเพื่อใช้งานได้
แต่เพียงแค่รักษาสภาพต่างคนต่างอยู่ไว้ได้ก็เพียงพอที่จะช่วยให้เขาก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างราบรื่นแล้ว
ตอนที่ฉินเหยาจูงเจ้าเหล่าหวงที่ได้รับการรักษาจากหมอรักษาสัตว์แล้วออกมาจากโรงม้าของจวนที่ว่าการอำเภอก็พอดีกับที่เห็นบ่าวรับใช้ข้างกายของซ่งจางกำลังถือบัตรเชิญนั่งเกี้ยวออกไป
นางคิดในใจว่า ซ่งจางคนนี้ยังพอมีทางเยียวยาได้อยู่ พูดอะไรไปเขาก็ยอมฟังคำแนะนำจริงๆ
ฉินเหยาจูงม้าเดินไปตามถนนเพื่อออกจากเมือง ระหว่างทางผ่านแผงลอยขายขนมก็ซื้อมาไม่น้อย ตั้งใจจะนำกลับไปฝากเด็กๆให้กินแก้อยาก
นับตั้งแต่หมดช่วงปีใหม่ ที่บ้านก็ไม่ได้ซื้อขนมกินเล่นมานานแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงเด็กเลย แม้แต่นางเองก็ยังอยากกิน
“เมียจ๋า! เมียจ๋า!”
“ทางนี้! ทางนี้ไง!”
ฉินเหยาเพิ่งจะจูงม้าเดินพ้นประตูเมือง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากข้างหน้า
นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ เจ้าหลิวจี้นี่มาได้อย่างไรกัน?
ตอนที่ 435: ขวางทาง
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย
หลิวจี้เดินเข้าไปจูงม้าให้นางอย่างรู้งานพลางสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ดูสุขสบายดีทุกประการ ใบหน้าก็ดูมีเลือดฝาด ไม่เพียงเท่านั้น บนบ่ายังมีคันธนูที่ดูแล้วรู้ได้ทันทีว่าราคาไม่ธรรมดาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคัน
หลิวจี้ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อวานได้ยินหลิวจ้งที่กลับมาจากตัวอำเภอบอกว่า ที่จวนว่าการมีการลากศพโจรกลับมาสิบห้าศพ ใจของเขาก็พลันบีบรัด
พอได้ยินอีกว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับคดีหอคณิกาของพานเหม่ยเหรินในเมืองด้วย หลิวจี้ก็ใจหายวาบ
ไม่จำเป็นต้องใช้สัญชาตญาณ เขาก็มั่นใจได้เลยว่าโจรทั้งสิบห้าศพที่ว่านั้นต้องเกี่ยวข้องกับสตรีใจร้ายของเขาเป็นแน่
หนึ่งต่อสิบห้า! ซ่งจาง เจ้าไม่ใช่คนแล้ว!
แน่นอนว่าความคิดในใจเหล่านี้หลิวจี้ไม่กล้าแสดงออกมาแม้แต่น้อย เขาไม่ต้องการให้สตรีใจร้ายรู้หรอกว่าตนเองกังวลว่านางจะตายอย่างน่าอนาถ
ไม่ใช่ เขาแค่อยากจะเกาะภรรยากินไปชั่วชีวิตเท่านั้นเอง!
“นี่มิใช่ว่าได้ยินว่าวันนี้จะมีการไต่สวนคดีของพานเหม่ยเหรินในศาลหรือ ทุกคนต่างก็มาดูความครึกครื้น ข้าก็เลยตามมาดูด้วย เผื่อจะได้เปิดหูเปิดตาบ้าง”
หลิวจี้อธิบายพลางส่งยิ้มประจบประแจงให้ฉินเหยา “แล้วก็รอเมียจ๋ากลับบ้านพร้อมกันด้วยเลย”
ฉินเหยาแค่นเสียงใส่เขาทีหนึ่ง “ใกล้จะถึงเวลาไปเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อแล้ว เจ้าไม่รู้จักอยู่บ้านทบทวนตำรากับท่านอาจารย์ดีๆวิ่งมาดูความครึกครื้นอะไรในอำเภอ”
หลิวจี้ร้องโอดโอยว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม รีบหยิบหีบหนังสือบนหลังลงมา ค้นเอาเอกสารสอบคัดเลือกขุนนางข้างในออกมา บนนั้นมีตราประทับของทางการขนาดใหญ่ประทับอยู่
เขาโบกมันไปมาต่อหน้าฉินเหยาพร้อมทำท่าทางน่าหมั่นไส้ราวกับจะพูดว่า ‘เจ้าคิดไม่ถึงล่ะสิ’ “ไม่ปิดบังเมียจ๋า จริงๆแล้วข้ามาทำเอกสารสอบคัดเลือกขุนนางที่อำเภอ การมาดูความครึกครื้นเป็นแค่เรื่องรอง”
ฉินเหยาคิดในใจ ทนอีกหน่อยดีหรือไม่
ไม่ไหว ทนต่อไปอีกนิดก็ไม่ไหวแล้ว!
นางยกมือขึ้นตบไปที่ใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังอวดดีนั้นด้วยแรงไม่หนักไม่เบา หลิวจี้ตกใจจนหน้าถอดสี ร้องโหยหวนออกมาเสียงหนึ่งแล้วหลบอย่างรวดเร็ว
ปลายนิ้วเฉียดผ่านติ่งหูของเขาไป ใบหน้าหล่อเหลาปลอดภัยดี แต่หูกลับเจ็บแปลบแสบร้อน
หลิวจี้อยากจะร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา ทั้งยังกลัวว่าคนเดินถนนข้างๆ จะสังเกตเห็นจึงได้แต่ปิดปากเอาไว้ ส่งเสียงอู้อี้ไม่กล้าร้องออกมา
แต่พอโดนเข้าไปหนึ่งที เขาก็สงบเสงี่ยมลงมาก ไม่ทำตัวน่าหมั่นไส้ต่อหน้าฉินเหยาอีก เขาสะพายหีบหนังสือกลับขึ้นหลัง จูงเหล่าหวงแล้วพูดอย่างน่าสงสารว่า
“เหล่าหวงเอ๋ยเหล่าหวง เหตุใดเจ้าถึงบาดเจ็บเช่นนี้ มีคนรังแกเจ้าหรือ บอกนายท่านใหญ่มา นายท่านใหญ่จะจัดการให้เจ้า จะตีมันให้ตายเลย!”
ฉินเหยามองกลับมา น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยตอบแทนเหล่าหวงด้วยสี่คำว่า “ตายไปหมดแล้ว”
หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างหวาดผวา เร่งให้เหล่าหวงเดินเร็วขึ้น เดินตามไปอยู่ข้างกายฉินเหยาแล้วเอียงศีรษะถามอย่างสงสัย
“เมียจ๋า โจรทั้งสิบห้าคนนั่นไม่ได้ทำเจ้าบาดเจ็บใช่หรือไม่ ข้าเห็นดาบของเจ้าก็หายไปด้วย…”
ฉินเหยาส่งยิ้มชั่วร้ายให้เขา “เจ้าคิดว่าหากพวกเขามีความสามารถนั้น ตอนนี้จะยังไปนอนอยู่ในห้องเก็บศพที่จวนว่าการอำเภออยู่อีกหรือ”
สีหน้าที่หลากหลายของเขาทำให้นางพอใจเป็นอย่างยิ่ง ฉินเหยาเอ่ยเสียงเบาด้วยท่าทางชั่วร้าย “ส่วนดาบเล่มนั้น…ตอนที่ฟันคนเลยหักไปแล้ว”
“แต่เจ้าวางใจได้!” นางตบแขนของเขาเบาๆแล้วยิ้ม “ซ่งจางจะชดเชยให้ข้าเอง”
พลางพยักพเยิดคางไปที่ด้านหลัง ถือโอกาสอวดอาวุธชิ้นใหม่ของตนเอง
หลิวจี้รับคำเสียงหนึ่งอย่างทึ่มทื่อ เพราะถูกทำให้ตกใจจึงได้แต่เอ่ยคล้อยตามนางไปด้วยน้ำเสียงฝืดฝืน “คนพวกนั้นกระดูกแข็งจริงๆ ไม่ได้ทำให้เมียจ๋าเมื่อยมือใช่หรือไม่”
พูดจบก็ตบก้นเหล่าหวงให้มันเดินไปเองแล้วลงมือนวดไหล่และแขนให้ฉินเหยาอย่างเอาอกเอาใจและห่วงใย
ฉินเหยาแหงนหน้ามองแสงสุดท้ายของวันที่งดงามบนขอบฟ้า หรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างสบายใจ นางชะลอฝีเท้าลง อารมณ์ดีขึ้นมาก
แต่ด้วยความเร็วขนาดนี้ เที่ยงคืนก็คงกลับไม่ถึงบ้าน
ฉินเหยารู้สึกว่านวดพอแล้วจึงส่งสัญญาณให้หลิวจี้หยุด นางงอนิ้วจรดที่ริมฝีปากแล้วผิวปากเสียงดัง เหล่าหวงที่เดินตามมาอย่างเชื่องช้าก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที มันรีบวิ่งกุบกับเข้ามา ก้มศีรษะลงอย่างว่าง่ายอยู่เบื้องหน้า
ฉินเหยาสั่งหลิวจี้ “ขึ้นม้า”
หลิวจี้ขานรับพลางนึกถึงภาพที่คนทั้งสองขี่ม้าตัวเดียวกันวิ่งอยู่ใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง มุมปากก็ยกสูงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ทว่า ขณะที่เขากำลังจะขึ้นม้าก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาที่เบื้องหน้าของสองสามีภรรยาราวกับลมพายุ
ตุบ! สิ้นเสียง คนผู้หนึ่งก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฉินเหยา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น
ดวงตาของหลิวจี้เบิกกว้างในทันที ร่างสั่นสะท้านพลางหลบไปอยู่ด้านหลังฉินเหยา สองมือจับไหล่ของนางไว้แน่นแล้วตะโกนลั่น “ผีหลอก!”
ฉินเหยาถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ พลิกมือตบหลิวจี้เบาๆ เป็นเชิงให้เขาลืมตาดูให้ชัดๆว่านี่เป็นคน
ฝ่ามือนั้นตบลงที่ข้างเอวของเขาพอดี
หืม? สัมผัสที่มือนั้นดีเกินคาด นุ่มและแน่นกำลังดี แอบไปฝึกร่างกายมาหรือ
ฉินเหยาเหลือบมองเขาด้วยหางตา คนบางคนกำลังตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจ นางแอบหยิกเขาเพิ่มไปอีกทีเขาก็ยังไม่รู้ตัว
นางเลิกคิ้วแล้วดึงมือกลับ รู้สึกยังไม่หนำใจเล็กน้อย
ทว่าเมื่อสายตาตกลงบนคนที่คุกเข่าอยู่แทบเท้า แววตาก็พลันเย็นชาลงในทันที
“อินเยว่ เจ้าจะทำอะไร”
อินเยว่ผู้ที่มาขวางทางยกสองมือขึ้นสูง ก้มศีรษะลงคารวะ “ขอผู้มีพระคุณโปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วย! นับจากนี้ไป อินเยว่จะปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณดุจดั่งบิดามารดาผู้ให้กำเนิด จะกตัญญูและปรนนิบัติท่านไปชั่วชีวิต!”
น้ำเสียงที่จริงใจของสตรีผู้นั้นเจือไปด้วยความหวานตามธรรมชาติ ใบหูของหลิวจี้กระดิก เงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ รอยแผลเป็นนั้นเด่นชัดเป็นพิเศษทำเขาตกใจจนต้องรีบซบหน้าลงที่ด้านหลังฉินเหยาอีกครั้ง ในใจก็ร้องตะโกนลั่น ถอยไป ถอยไป!
ฉินเหยาเข้าใจความหมายของอินเยว่แล้วกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
“ข้าจะสอนอะไรเจ้าได้” นางรู้ตัวดีว่าตนเองไม่ได้มีวิชาฝีมือใดที่สูงส่งพอจะถึงขั้นรับศิษย์สืบทอดได้
“เจ้าไม่มีที่ไป เลยอยากจะหาที่พักพิงใช่หรือไม่” ฉินเหยาเอ่ยถามหยั่งเชิง
ก่อนหน้านี้ซ่งจางเพิ่งจะพานางไปดูเหล่าสตรีที่ได้รับการช่วยเหลือออกมา แต่นางไม่คิดว่าสถานการณ์ของอินเยว่จะเหมือนกับพวกนาง
อย่างน้อยจิตใจของนางก็แข็งแกร่งพอ ทั้งยังใจเด็ดกับตนเองมากพอ คำนินทาว่าร้ายในหมู่บ้านก็ทำอันใดนางไม่ได้เลย
นางสามารถกลับไปที่หมู่บ้านซิ่งฮวาหรือไม่ก็ไปจากอำเภอไคหยาง ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้จักอดีตของนางก็ได้
ทว่าคำตอบของอินเยว่กลับเหนือความคาดหมายของฉินเหยา
นางตอบกลับด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหด “พานเหม่ยเหรินเป็นแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น คนที่ฆ่าเสาเย่าจริงๆ คือจ้าวต๋าที่ทิ้งลายมือเอาไว้ผู้นั้น ข้าไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใคร ใต้เท้านายอำเภอก็ไม่ยอมบอกข้า แต่ข้าสามารถไปสืบให้รู้แน่ชัดได้ด้วยตนเองและจะล้างแค้นให้พี่เสาเย่าด้วยมือของข้าเอง!”
ขมับของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย คำพูดของอินเยว่ในความคิดของนางนั้นช่างไร้เดียงสาจนน่าปวดหัว
“เจ้าจะเอาอะไรไปล้างแค้น”
“ดังนั้นข้าจึงอยากจะขอร้องให้ผู้มีพระคุณรับข้าเป็นศิษย์ สอนวรยุทธ์ให้ข้า!” อินเยว่มองฉินเหยาด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง นี่เป็นหนทางที่ดีที่สุดเท่าที่นางจะคิดได้ในยามนี้แล้ว
ฉินเหยาถามนาง “เจ้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนของอีกฝ่ายคือใคร หากอีกฝ่ายเป็นคนแก่ที่ใกล้จะลงโลงแล้วเล่า กว่าเจ้าจะฝึกวรยุทธ์สำเร็จ เขาก็ลงโลงไปแล้ว เจ้าจะไปล้างแค้นอะไรได้อีก”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็จะไม่สอนศิษย์ของตนเองให้เป็นนักฆ่าที่ถูกครอบงำด้วยความแค้นและอารมณ์ชั่ววูบ”
“เจ้าลุกขึ้นแล้วกลับไปเถอะ”
ฉินเหยาลากหลิวจี้ที่แอบดูเรื่องสนุกอยู่ข้างหลังตนเองออกมา โยนเขาขึ้นไปบนหลังม้าในคราเดียว จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นม้า ควบเหล่าหวงจากไป
ตอนที่ 436: อาหารรสเลิศเยียวยาทุกสิ่ง
หลิวจี้หันกลับไปมองสตรีที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้นไม่ยอมลุกด้วยท่าทีเหมือนพวกชอบมุงดูเรื่องชาวบ้านพลางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“เมียจ๋า นั่นใครรึ เจ้าเห็นว่านางน่าเกลียดเกินไปเลยไม่อยากรับศิษย์ขี้เหร่แบบนี้ถึงได้ปฏิเสธไปใช่หรือไม่”
ฉินเหยาเตือนเขา “เจ้าหลิวสาม หัดสงบปากสงบคำเสียบ้าง นางมีชื่อว่าอินเยว่ รอยแผลเป็นบนใบหน้านั้นเป็นนางที่จงใจใช้ฟืนร้อนๆมาทำร้ายตนเอง”
แม่เจ้าโว้ย โหดเหี้ยมกับตนเองถึงเพียงนี้เชียวหรือ หลิวจี้ลอบสูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง
ขณะเดียวกันก็รู้สึกโชคดีที่สตรีใจร้ายไม่ได้ตอบรับนาง มิฉะนั้นหากมีคนใจเหี้ยมสองคนอยู่ข้างกาย วันคืนหลังจากนี้ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้อย่างไรจริงๆ
“จริงสิ เมื่อครู่นี้นางพูดอะไรนะ พานเหม่ยเหรินเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง จ้าวอะไรถ่าๆนั่นต่างหากคือคนที่ฆ่าเสาเย่า เสาเย่าคือใคร แล้วเจ้าอะไรถ่านั่นเป็นใครอีก” ความอยากรู้อยากเห็นของหลิวจี้พลันลุกโชนขึ้นมา
ฉินเหยาหันกลับไปมองเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง “เจ้าอยากรู้หรือ”
หลิวจี้ลังเลไปชั่วอึดใจ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าไม่อยากรู้”
“นับว่าเจ้ายังรู้จักดูสถานการณ์”
ฉินเหยาคิดในใจ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูงไม่เบา
เรื่องของจ้าวต๋านั้น แม้แต่ซ่งจางยังต้องปิดบังนาง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่จะรับมือง่ายๆ
นางฆ่านักฆ่าที่อีกฝ่ายบ่มเพาะไปสิบห้าคน แต่อีกฝ่ายกลับไม่ถือสาเอาความต่อ ก็หมายความว่าอีกฝ่ายเองก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป
โยนพานเหม่ยเหรินออกมาคนหนึ่ง ชาวบ้านก็พอใจ ผู้เสียหายก็พอใจ ใต้เท้านายอำเภอก็พอใจ
เรื่องราวมากมายในโลกนี้ ไม่จำเป็นต้องสืบสาวให้ถึงต้นตอเสมอไป เพียงแค่บอกใบ้ให้รู้ความนัยกันก็พอ กลายเป็นความเข้าใจกันระหว่างผู้ใหญ่ไปเสียแล้ว
ซ่งจางไม่คิดจะสืบสวนต่อให้ลึกซึ้งอีก สตรีชาวบ้านธรรมดาเช่นนางก็ยิ่งไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
“เมียจ๋า…นางดูเหมือนจะตามมา” หลิวจี้เอ่ยเตือนอย่างประหลาดใจ
ฉินเหยาเอ่ย “ไม่ต้องไปสนใจนาง เดี๋ยวเหนื่อยแล้วก็หยุดไปเอง”
หลิวจี้หันกลับไปมอง สตรีผู้นั้นวิ่งเหยาะๆตามมาตลอดทาง ไม่นานก็ไล่ตามมาทัน รอยแผลเป็นบนใบหน้าถูกกล้ามเนื้อที่ออกแรงวิ่งดึงรั้ง ภายใต้แสงสุดท้ายสีแดงฉานนี้ ยิ่งทำให้ดูแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัว
หลิวจี้ไม่กล้ามองอีกต่อไป ได้แต่เตือนสตรีใจร้ายของตนว่าคนตามมาจนเกือบจะทันแล้ว
ฉินเหยาตวาดเสียงหนึ่ง “ย่าห์!” ม้าใต้ร่างพลันเร่งความเร็วขึ้นในทันที ในไม่ช้าก็ทิ้งห่างเงาร่างด้านหลังไปไกล
สองสามีภรรยาควบม้าผ่านเส้นทางหมู่บ้านเซี่ยเหอเข้าสู่หมู่บ้านตระกูลหลิวจนกระทั่งเงาร่างนั้นลับสายตาไปโดยสมบูรณ์
หลิวจี้พึมพำ “นางคงไม่ตามมาแล้วกระมัง”
ฉินเหยาเอ่ย “ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
ก่อนที่ฟ้าจะมืดสนิท ฉินเหยาและหลิวจี้ก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวได้อย่างราบรื่น
ระหว่างทางได้พบกับเหล่าคนงานที่เลิกงานจำนวนไม่น้อย เมื่อพวกเขาเห็นฉินเหยาต่างก็ร้องทักอย่างยินดีปรีดา “ผู้จัดการใหญ่ฉิน ท่านกลับมาแล้ว!”
ฉินเหยายิ้มและพยักหน้าตอบรับ เพียงรู้สึกว่าการต่อสู้ฆ่าฟันและเรื่องน่าตื่นเต้นที่ประสบมาเมื่อหลายวันก่อนเป็นเพียงความฝัน
หมู่บ้านและผู้คนที่สงบสุขตรงหน้านี้ต่างหากคือความจริงที่ทำให้รู้สึกมั่นคงในใจ
เมื่อเช้านี้ตอนที่อาวั่งไปส่งเด็กๆที่สำนักศึกษา ได้แวะพานายท่านใหญ่ของเขาไปที่อำเภอด้วย เขาคาดเดาได้อยู่แล้วว่าตอนบ่ายสองสามีภรรยาจะกลับมาพร้อมกันจึงได้แจ้งข่าวแก่พี่น้องต้าหลางไว้ล่วงหน้า
ตอนนี้ ทันทีที่สองสามีภรรยาฉินเหยาเข้ามาในหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงกรีดร้องลั่นด้วยความตื่นเต้นของซื่อเหนียงที่ปีนขึ้นไปยืนดูต้นทางบนต้นไม้อยู่นานแล้วว่า “ท่านแม่!” แล้วร่างเล็กๆก็วิ่งมาทางพวกเขา
สี่วันที่ไม่ได้พบเจอกัน สำหรับเด็กๆแล้วราวกับเวลาผ่านไปสี่เดือนอย่างนั้น
เมื่อเสาหลักของบ้านไม่อยู่ ทุกคนในบ้านต่างก็เหี่ยวเฉา รู้สึกราวกับเรี่ยวแรงและกำลังใจถูกดูดออกไปพร้อมกัน ทำอะไรก็ไม่กระปรี้กระเปร่า
ในตอนนี้เมื่อได้เห็นฉินเหยา ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงต่างก็กลับมามีชีวิตชีวาในทันที
ฉินเหยาลงจากหลังม้า กางแขนออก สี่พี่น้องก็กระโจนเข้ามาในอ้อมกอดทันที
นางรวบตัวอุ้มพวกเด็กๆขึ้นมาพร้อมกัน สี่พี่น้องตัวลอยหวือ ส่งเสียงหัวเราะอย่างตื่นเต้นและชอบใจออกมาดังลั่น
ภาพการทักทายอันเป็นเอกลักษณ์ของแม่ลูกทั้งห้า ทำเอาเด็กคนอื่นๆที่อยู่ข้างๆ มองจนตาค้าง ทั้งยังแอบอิจฉา
มีเด็กบางคนแอบหมายมาดในใจว่าจะลองอ้อนวอนท่านพ่อท่านแม่ของตนเองดู พอกลับบ้านไปจะให้พวกเขายกตนเองให้สูงๆบ้าง
ไม่ขอให้ยกพี่ๆน้องๆขึ้นพร้อมกัน แค่สองเท้าลอยจากพื้นได้สามฉื่อก็พอใจแล้ว
“ท่านแม่ ท่านไปนานจังเลย คราวหน้าพาข้าไปด้วยได้หรือไม่” ซานหลางจูงมือซ้ายของท่านแม่พลางเงยหน้าถาม
เมื่อฉินเหยาบอกว่าไม่ได้ เจ้าตัวเล็กก็ร้องอ้อออกมาด้วยความผิดหวัง แต่ไม่นานก็ลืมความผิดหวังไปแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “เมื่อวานข้าอธิบายโจทย์ให้เพื่อนร่วมโต๊ะฟัง ท่านอาจารย์ชมข้าด้วย”
ฉินเหยายิ้มอย่างประหลาดใจ “ซานหลางของพวกเราเก่งจริงๆ”
ซื่อเหนียงจูงมือขวาของท่านแม่ไว้ ใบหน้าเล็กๆถูไถกับแขนของนางไปมาเหมือนลูกแมวกำลังออดอ้อน “ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านมากเลย เนื้อที่ท่านอาอาวั่งทำข้ายังไม่มีกะจิตกะใจจะกินเลยนะ”
หลิวจี้สูดจมูกฟุดฟิด กลิ่นหอมยั่วยวนโชยมาจากทางบ้านของตน เขานี่แหละที่มีกะจิตกะใจจะกินอย่างยิ่ง
เขาก้มหน้าลงแล้วพูดกับบุตรีที่ไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวว่า “ดีเลย งั้นคืนนี้เนื้อที่ท่านอาอาวั่งผัดให้ พ่อจะช่วยเจ้ากินเอง ไม่ต้องซาบซึ้งใจไป พ่อไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบากอะไร”
ซื่อเหนียงแยกเขี้ยวใส่ท่านพ่อแล้วทำหน้ายู่ “ข้าจะให้ท่านแม่ป้อนข้า ท่านพ่ออย่าอิจฉาไปเลยนะ~”
หัวใจของหลิวจี้กระตุกวูบ ให้ตายสิ เขากลับรู้สึกอิจฉาขึ้นมาจริงๆ นี่มันเรื่องอะไรกัน
ต้าหลางและเอ้อร์หลางสบตากันแวบหนึ่ง น้าเหยา/ท่านแม่กลับมาแล้วดีจริงๆ!
ครอบครัวทั้งหกคนกลับถึงบ้านอย่างครื้นเครง อาวั่งเดินออกมาต้อนรับกล่าวว่า “อาหารตั้งโต๊ะแล้ว ล้างมือแล้วก็กินข้าวได้เลย”
เขาพยักหน้าให้ฉินเหยา จูงม้าไปผูกไว้ที่โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ เตรียมหญ้าสดและน้ำไว้ให้เหล่าหวง เขาลูบหัวมันแล้วกลับบ้านไปล้างมือเพื่อเตรียมกินข้าว
อันที่จริงอาหารของบ้านซ่งจางเองก็อร่อยมาก แต่ฉินเหยาคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นของอร่อยล้ำค่าจากขุนเขาหรือทะเลก็เทียบไม่ได้กับผัดผักตามฤดูกาลธรรมดาธรรมดา จานนี้และข้าวอบหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วที่ข้าวทุกเม็ดอวบอิ่มชุ่มฉ่ำตรงหน้า
อาหารรสเลิศสามารถเยียวยาทุกสิ่งได้
ฉินเหยากินอาหารเย็นที่หอมกรุ่นอย่างมีความสุข หลังอาบน้ำเสร็จก็มานั่งพักผ่อนที่หน้าประตูห้องโถงในสภาพที่ผมยังไม่แห้งดี
ในห้องหนังสือที่สวนหลังบ้าน หลิวจี้กำลังสอนการบ้านให้ต้าหลางและเอ้อร์หลาง บิดาและบุตรชายทั้งสาม ‘ปรองดอง’ กันอย่างยิ่ง
ข้างกายนางคือฝาแฝดที่นั่งคุกเข่าอยู่บนเก้าอี้ ยืนกรานที่จะนั่งคัดลายมืออยู่ข้างๆนาง
นางแค่ยื่นมือออกไปก็สามารถลูบหัวเด็กอ้วนจ้ำม่ำขาวสะอาดสองคนได้ จะมีความสุขสบายใดเทียบเทียมได้อีก
ฉินเหยามองฝาแฝดที่นางอุตส่าห์เลี้ยงดูมาเนิ่นนาน จากเด็กมอมแมมตัวน้อยที่เคยทั้งดำทั้งมอมแมม ผอมแห้งกรัง ตอนนี้กลับสะอาดสะอ้านมีชีวิตชีวาน่ารัก
อีกทั้งหน้าตาก็ยังสืบทอดรูปโฉมอันงดงามมาจากบิดามารดาของพวกเขา ดวงตา.กลมโต ปากนิดจมูกหน่อย พอโตขึ้นจนเต็มที่ หน้าตาต้องโดดเด่นมากแน่ๆ
ฉินเหยากำลังเพลิดเพลินกับการจิ้มแก้มของเด็กน้อยทั้งสองจนลืมนึกถึงอินเยว่ที่มาขวางทางขอเป็นศิษย์เมื่อตอนเย็นไปแล้ว
คาดไม่ถึงเลยว่า ในยามนี้ ประตูรั้วที่ปิดสนิทอยู่จะถูกเคาะ
รอยยิ้มบนมุมปากของฉินเหยาในห้องโถงพลันหุบลง นางขมวดคิ้วถาม “ใครรึ”
เป็นเสียงของหลิวฉี
“ท่านอาสะใภ้สาม ท่านช่วยเปิดประตูหน่อย!”
ฉินเหยาลอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก นางนึกว่าอินเยว่ตามมาถึงหน้าประตูบ้านเสียอีก
นางกำชับให้ฝาแฝดกลับไปคัดลายมือในห้องของตนเองแล้วให้อาวั่งไปเปิดประตู
หลิวฉีเดินเข้ามาคนเดียว เมื่อเห็นว่าฉินเหยาอยู่ในชุดที่เตรียมจะเข้านอนแล้วก็หลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าห้องโถงเพื่อไม่ให้เป็นที่ครหา เขาเพียงยืนอยู่ที่ลานบ้านแล้วพูดว่า
“ท่านอาสะใภ้สาม เมื่อครู่นี้พ่อของข้าเพิ่งจะไปรับท่านปู่กลับมาจากโรงหมอในเมือง ระหว่างทางเจอแม่นางคนหนึ่งถูกอันธพาลจากหมู่บ้านเซี่ยเหอสองคนตามตอแยก็เลยช่วยนางเอาไว้ แต่นางบอกว่านางเป็นศิษย์ของท่าน พ่อของข้ากลัวว่าจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎเลยให้ข้ามาถามท่านก่อน…”
หางตาของฉินเหยากระตุก นางไปสร้างเวรกรรมอะไรไว้นักหนา!
ตอนที่ 437: หากเป็นบุรุษคงจะดี
หลิวฉีที่ยืนอยู่ในลานบ้าน สัมผัสได้ถึงความเงียบอันน่าประหลาดในห้องโถงจึงตั้งใจเหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่ง
เมื่อเห็นสีหน้าของนางแตกต่างจากความอ่อนโยนกระตือรือร้นเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด ในใจก็คาดเดาได้แล้วว่าแม่นางที่บิดาของตนพามาด้วยนี้ ต้องเป็นตัวปัญหาที่น่าปวดหัวเป็นแน่
“เจ้ารอข้าสักครู่”
ฉินเหยาหันหลังกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วใช้ปิ่นเงินรวบผมยาวที่แห้งแล้วขึ้น
นางเลือกขนมหนึ่งห่อที่ซื้อกลับมาจากอำเภอในวันนี้แล้วไปที่ห้องครัวตักข้าวฟ่างในโอ่งข้าวออกมาประมาณสิบจิน ส่งสัญญาณให้อาวั่งไปบอกพวกหลิวจี้พ่อลูกคำหนึ่ง จากนั้นจึงตามหลิวฉีออกจากประตูไป
หลิวฉีถือโคมไฟเดินนำหน้า ฉินเหยาเดินตามอยู่ด้านหลังพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ท่านผู้ใหญ่บ้านสุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง”
หลิวฉีถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “นับตั้งแต่ป่วยเป็นไข้หวัดคราวก่อน สุขภาพของท่านปู่ก็ไม่เคยดีขึ้นเลย เมื่อหลายวันก่อนอาการทรุดลงกะทันหัน ไอออกมาเป็นเลือด พ่อกับท่านอาของข้ารีบพาท่านปู่ไปรักษาที่โรงหมอในเมือง วันนี้เพิ่งจะรับกลับมา ดูเหมือนจะดีขึ้นมากแล้ว”
“แต่ท่านก็อายุมากแล้ว พอถูกอาการป่วยทรมานเช่นนี้ พละกำลังก็ถูกโรคร้ายนี้สูบไปจนหมดสิ้น ท่านหมอกำชับว่าต่อไปจะกังวลใจหรือทำงานหนักอีกไม่ได้แล้ว ยังต้องบำรุงด้วยข้าวสารอย่างดี บอกว่าดื่มยามานานเกินไป ข้าวช่วยบำรุงกระเพาะอาหารได้”
ฉินเหยาจากหมู่บ้านไปสี่วัน ไม่นึกเลยว่าท่านผู้ใหญ่บ้านจะเข้าโรงหมอไปครั้งหนึ่ง
ไข้หวัดเล็กๆน้อยๆ ก่อนหน้านี้กลับลุกลามจนรุนแรงถึงเพียงนี้
จริงดังว่า คนเราพออายุมากขึ้น ภูมิต้านทานของร่างกายก็สู้เมื่อก่อนไม่ได้
ฉินเหยาเองก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง “เมื่อตอนขายหมาป่าก่อนสิ้นปี ท่านยังงัดข้อกับคนอื่นได้อยู่เลย”
“นั่นน่ะสิ” หลิวฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงหดหู่ “ตอนนี้จู่ๆก็รู้สึกเหมือนท่านปู่แก่ลงไปสิบปี พูดจายังไม่ดังเท่าเมื่อก่อนเลย”
ฉินเหยาเองก็ไม่รู้จะปลอบอย่างไร ได้แต่เดินตามอยู่ด้านหลังเงียบๆ คนทั้งสองมาถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านในเวลาไม่นาน
ทันทีที่เข้าประตูไป สายตาเร่าร้อนสายหนึ่งก็จับจ้องมาที่ฉินเหยา
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองก็คืออินเยว่ที่ปล่อยผมลงครึ่งหนึ่ง ใช้เส้นผมปิดบังใบหน้า นั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยในห้องโถงบ้านผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง
เมื่อเห็นนางมาถึง อินเยว่ก็รีบวางถ้วยน้ำแกงในมือ.ลงแล้วลุกขึ้นยืน อาจจะเพราะรู้สึกละอายใจอยู่บ้างจึงไม่กล้าสบตานางตรงๆได้แต่ก้มหน้าลง
เมื่อครู่หลิวฉีบอกแล้วว่าพ่อของเขาช่วยอินเยว่มาจากเงื้อมมือของอันธพาลสองคนในหมู่บ้านเซี่ยเหอ
ฉินเหยาเดินเข้าไป สำรวจนางขึ้นๆลงๆหนึ่งรอบ ไม่ได้บาดเจ็บ เพียงแต่ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปบ้าง
“ไม่เป็นไรนะ” ฉินเหยาถาม
อินเยว่รีบส่ายหน้า เหลือบมองนางอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง สายตาที่มองมานั้นร้อนแรง ความหวังที่จะได้เป็นศิษย์พลันลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
นางรู้ดี ผู้มีพระคุณไม่ใช่คนเลือดเย็นเหมือนที่แสดงออกภายนอกเป็นแน่ หัวใจของนางพลันอบอุ่นขึ้นมา
เมื่อฉินเหยาเห็นว่านางไม่เป็นไรก็ไม่สนใจนางอีกต่อไป ถือขนมและข้าวฟ่างที่ตนนำมาด้วยเข้าไปดูอาการผู้ใหญ่บ้านในห้อง
ทั้งครอบครัวเพิ่งจะกลับมาถึงบ้านได้ไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านนอนมาหลายวันจนเบื่อแล้ว ตอนนี้จึงกระปรี้กระเปร่าเต็มที่
ฉินเหยาตามพ่อของหลิวฉีเข้าไปในห้องด้านใน ผู้ใหญ่บ้านกำลังนั่งพิงหัวเตียงดื่มโจ๊กอยู่
เมื่อเห็นฉินเหยาก็ยิ้มกว้าง “เจ้ามาแล้ว!”
ฉินเหยาพยักหน้า ชูข้าวฟ่างและขนมขึ้นให้เขาดูแวบหนึ่ง “ได้ยินหลิวฉีบอกว่าคราวนี้ท่านลำบากไม่น้อย ข้านำของหวานมาให้ท่านล้างความขมในปากเจ้าค่ะ”
มารดาของหลิวฉีรีบเดินเข้ามารับของพลางบอกว่าฉินเหยาเกรงใจเกินไปแล้ว ทั้งยังถามนางว่าจะดื่มน้ำชาหรือไม่
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ ข้าแค่แวะมาเยี่ยมท่านผู้ใหญ่บ้าน พูดคุยสองสามประเดี๋ยวก็จะกลับแล้ว” ฉินเหยายิ้มปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
“ได้ งั้นเจ้านั่งคุยไปก่อนนะ ข้าออกไปดูแลแม่นางที่น่าสงสารคนนั้นก่อน”
พอเดินมาถึงประตู มารดาของหลิวฉีก็เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัยอีกครั้ง “น้องสะใภ้ แม่นางคนนั้นบอกว่าเป็นศิษย์ของเจ้า จริงหรือเท็จกัน”
ฉินเหยาไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ได้แต่ขอร้องให้มารดาของหลิวฉีช่วยดูแลนางหน่อย พร้อมทั้งขอบคุณพวกเขาที่ช่วยนางกลับมา
บิดาของหลิวฉีร้องขึ้นมาเสียงหนึ่ง “จะขอบคุณอะไรกัน ในเมื่อเป็นคนที่เจ้ารู้จัก พวกเราก็ยิ่งต้องช่วยอยู่แล้ว”
พอนึกถึงอันธพาลสองคนในหมู่บ้านเซี่ยเหอ เขาก็ยังโมโหอยู่เลย เอ็ดขึ้นเสียงดังว่า
“ชายหนุ่มร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงสองคน ไม่ทำงานทำการเป็นชิ้นเป็นอัน คราวหน้าถ้าไปหมู่บ้านเซี่ยเหอ ข้าจะต้องคุยกับพ่อแม่ของพวกเขาดีๆเสียหน่อย ลูกเต้าอบรมสั่งสอนไม่ดี ปล่อยให้ไปรังแกแม่นางดีๆ!”
หากเจอพวกนักเลงหัวไม้จริงๆ แม่นางคนนั้นจะเป็นอย่างไรก็สุดจะรู้
“แต่แม่นางคนนั้นก็ร้ายกาจไม่เบา…” พ่อของหลิวฉีถือว่านั่นเป็นศิษย์ของฉินเหยาไปแล้วเรียบร้อย เพราะเมื่อครู่นางไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ เขาจึงยกนิ้วโป้งขึ้นบอกฉินเหยา
“อันที่จริงก็ไม่นับว่าพวกเราช่วยนางหรอก ตอนที่พวกเราไปถึง แม่นางคนนี้ถือก้อนหินที่เก็บมาจากซอกหลืบไหนก็ไม่รู้ริมทาง ทุบไอ้พวกไร้น้ำยาสองคนนั้นอยู่หลายครั้ง ทุบจนคนร้องไห้ครวญครางหาพ่อหาแม่…”
พ่อของหลิวฉีนึกถึงรอยแผลเป็นน่ากลัวบนใบหน้าของแม่นางผู้นั้นขึ้นมาก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่.นอน
เจ้าคนไร้น้ำยาสองคนนั้น เกรงว่าคงเป็นเพราะฟ้ามืดเกินไปจนมองไม่ชัด ถึงได้กล้าเข้าไปหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว
ฉินเหยาลอบเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าจะมีเรื่องราวเช่นนี้แทรกอยู่ด้วย
มิน่าเล่า ตอนที่ได้ยินหลิวฉีบอกว่าอินเยว่ถูกนักเลงสองคนรังแก นางถึงรู้สึกแปลกๆอยู่ตลอด
“เหยาเหนียงเอ๋ย” ผู้ใหญ่บ้านเรียกฉินเหยาขึ้นเสียงหนึ่ง
ฉินเหยาและบิดาของหลิวฉีที่กำลังคุยกันอย่างออกรสหยุดลงแล้วหันไปมองผู้อาวุโส
ผู้ใหญ่บ้านเผยรอยยิ้มขมขื่นอย่างจนใจแล้วพูดว่า “ข้ารู้สึกว่าร่างกายของข้าคงจะไม่ไหวแล้วจริงๆ ต่อไปเรื่องในหมู่บ้าน คงต้องรบกวนพวกเจ้าคนหนุ่มสาวให้ช่วยเป็นธุระให้มากกว่านี้แล้วนะ”
ฉินเหยาไม่ได้คิดลึกถึงความหมายของชายชราที่จู่ๆก็เอ่ยเรื่องนี้ขึ้น อย่างไรเสียเขาก็เพิ่งจะหายดีจากการป่วยหนัก จิตใจย่อมอ่อนแอลงบ้าง จะมองโลกในแง่ร้ายบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา
นางยิ้มปลอบใจ “ตอนนี้ในหมู่บ้านก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร ทุกคนสบายดี ไม่มีอะไรให้ท่านต้องกังวลหรอกเจ้าค่ะ”
“ท่านผู้เฒ่าอย่าคิดมากเลย พักผ่อนให้ดีๆสักสองสามวันก่อน รอให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ค่อยไปหาพวกหัวหน้าตระกูลเล่านิทานให้เด็กๆฟังอย่างมีความสุขเถอะเจ้าค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาว พอได้ยินนางพูดเช่นนี้ อารมณ์ก็ดีขึ้นไม่น้อย
แต่เขาเองก็ได้ตัดสินใจได้แล้ว ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของเขานี้ ถึงเวลาที่ต้องส่งมอบออกไปแล้ว
เมื่อถึงตอนนั้น คงต้องขอฟังความคิดเห็นของเหยาเหนียงเสียหน่อยเพราะนางมองคนได้เฉียบขาดมาก
ฉินเหยาลุกขึ้นยืน “ท่านผู้ใหญ่บ้าน งั้นท่านพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ ข้าขอไปดูเด็กโง่คนนั้นที่ด้านหน้าก่อน รอท่านหายดีแล้ว พวกเรามาดื่มสุราด้วยกัน”
“ดี เจ้าไปเถอะ” ผู้ใหญ่บ้านมองนางยิ้มๆ มองอย่างไรก็พึงพอใจ ทั้งยังรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
หากเหยาเหนียงเป็นบุรุษจะดีเพียงใดกันนะ
ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนี้ เขาจะเลือกนางอย่างไม่ลังเลเลย!
ฉินเหยารู้สึกได้ว่าสายตาของท่านผู้เฒ่าค่อนข้างซับซ้อน แต่ในใจนางยังกังวลเรื่องอินเยว่เจ้ากรรมนายเวรผู้นั้นจึงพยักหน้าให้ผู้ใหญ่บ้านแล้วเดินออกไป
อินเยว่กินข้าวเสร็จแล้ว ปกติบ้านผู้ใหญ่บ้านไม่กล้ากินโจ๊กที่ต้มจากข้าวสารอย่างดี วันนี้เป็นเพราะบารมีของผู้ใหญ่บ้านโดยแท้ ทั้งครอบครัวรวมถึงแขกคนนอกเช่นอินเยว่จึงพลอยได้กินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยไปด้วย
ทันทีที่ฉินเหยาปรากฏตัว อินเยว่ก็รีบลุกขึ้นยืน แอบย่องเงียบๆไปอยู่ข้างหลังนาง
ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องคิดว่านี่คือศิษย์คนใหม่ที่ฉินเหยารับมา
ฉินเหยาขอบคุณบิดามารดาของหลิวฉีที่ให้การต้อนรับ ไม่อยากสร้างความลำบากให้พวกเขาอีกจึงถือโคมไฟพาอินเยว่จากไป
“ผู้มีพระคุณ” อินเยว่รีบเดินให้เร็วขึ้นเพื่อให้ทันฝีเท้าที่แข็งแรงของฉินเหยา
ฉินเหยาหันกลับมามองนางแล้วตะคอกเสียงเย็น “เจ้าตามข้ามาทำไม ข้าบอกแล้วว่าจะไม่รับเจ้าเป็นศิษย์ก็คือไม่รับเด็ดขาด!”
“ข้าจะขอเป็นศิษย์ของท่าน จะฝึกวรยุทธ์กับท่าน” อินเยว่กล่าวอย่างดื้อรั้น
ฉินเหยารำคาญเต็มที จงใจตะคอกใส่นาง “ถ้าตามมาอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
ในแววตาของอินเยว่เต็มไปด้วยความเชื่อใจ นางส่ายหน้า พูดทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ข้า-ไม่-เชื่อ”
ดี เจ้าไม่เชื่อใช่หรือไม่
ฉินเหยาปล่อยหมัดออกไปอย่างรวดเร็ว ลมจากหมัดพัดจนใบหน้าของอินเยว่บิดเบี้ยว
ใครจะรู้ว่านางไม่หลบไม่หลีก
แม้ว่านางจะรู้ดีว่าหมัดนี้สามารถทุบนางจนสมองกระจายได้
ในชั่วพริบตาสั้นๆนั้น ฉินเหยาถึงกับมองเห็นความคิดอันน่ากลัวอย่าง ‘ถูกตีให้ตายก็ดีเหมือนกัน’ จากแววตาอันดื้อรั้นของนาง!
ตอนที่ 438: ความรู้สึกเหมือนมีบ้าน
ฉินเหยาสูดหายใจลึกๆ รับเอาอากาศเย็นชื้นในคืนฤดูใบไม้ผลิเข้าไป หมัดที่ปล่อยออกไปเบี่ยงทิศทางอย่างหวุดหวิดในชั่วพริบตาก่อนที่จะกระแทกศีรษะของอินเยว่
ลมจากหมัดอันเฉียบคมพัดผ่านข้างแก้มของอินเยว่ไป นางเพียงขนตาสั่นไหวเล็กน้อยสองครั้ง
ดูออกว่าตกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ตกใจมากนัก
“เจ้านี่มันร้ายกาจจริงๆ!” ฉินเหยาใช้หมัดเคาะหน้าผากของอินเยว่ไม่หนักไม่เบาพลางกัดฟันพูด
ช่างมันปะไร อยากจะทำอะไรก็ทำไป!
พรุ่งนี้ฟ้าสางเมื่อใด จะจับนางโยนเข้าไปทำงานหนักในโรงงานเสีย!
ตอนที่ฉินเหยาพานางเข้าประตูไป ในบ้านก็เงียบสงบลงแล้ว พวกพ่อลูกนอนหลับกันหมดแล้ว
ฉินเหยาชี้ไปที่โอ่งน้ำหน้าประตูห้องครัว “ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเสีย”
จากนั้นก็เข้าไปในห้องเพื่อหาผ้าห่มและผ้าผืนสำรอง ยื่นผ้าให้อินเยว่แล้วนำผ้าห่มไปปูที่ห้องข้างเล็กๆข้างระเบียง
เมื่อปูผ้าห่มเสร็จ อินเยว่ก็ล้างหน้าล้างตาเสร็จและตามเข้ามา
ในยามค่ำคืนมืดเกินไป มองอะไรก็ไม่ชัดเจน อินเยว่เพียงรู้สึกได้ว่าลานบ้านหลังนี้จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย พื้นดินสะอาดสะอ้าน ในห้องยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้และผลไม้จางๆ
อากาศแห้งสบาย แสงเทียนสว่างไสว มีชีวิตชีวา แตกต่างจากกระท่อมมุงหญ้าคาที่ทั้งชื้นและมืดมนในหมู่บ้านซิ่งฮวาของนางโดยสิ้นเชิง
ที่นี่…ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน
“คืนนี้เจ้านอนที่นี่ไปก่อน” ฉินเหยาตั้งเชิงเทียนทิ้งไว้ สั่งเสร็จก็ทำท่าจะเดินจากไป
อินเยว่รีบกล่าวขอบคุณ มองส่งนางเข้าห้องนอนใหญ่ไป จากนั้นจึงปิดประตูแล้วนอนลงในห้องข้างเล็กๆห้องนี้
ในคืนนี้ อินเยว่ฝัน
นางฝันว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ใหญ่มาตามหานาง บอกว่าที่บ้านได้ปฏิเสธการแต่งงานกับคหบดีเฒ่าคนนั้นแล้วและจะพานางกลับบ้าน ยังบอกอีกว่าต่อไปนี้นางอยากจะทำอะไรที่บ้านก็ได้ ท่านพ่อท่านแม่จะไม่บังคับให้นางแต่งงานอีกต่อไป
เพราะในความฝันนั้นนางได้ตื่นขึ้นมารอบหนึ่งแล้วและรู้ดีว่าครอบครัวเช่นนั้นมีอยู่เพียงในฝันเท่านั้น
โดยปกติแล้วหลิวจี้จะเป็นคนตื่นเช้าที่สุดในบ้าน แต่วันนี้เมื่อเขากลับมาจากห้องน้ำก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าในเรือนส่วนหน้ากลับมีเสียงกุกกักๆแว่วมา
วันนี้อาวั่งกล้าตื่นเช้ากว่านายท่านใหญ่เช่นเขาอย่างนั้นรึ
ยังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่ ธรรมเนียมปฏิบัติง่ายๆแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ!
หลิวจี้เดินผ่านระเบียงไปยังเรือนส่วนหน้าด้วยความสงสัย เมื่อเห็นอินเยว่ที่กำลังถือไม้กวาดกวาดลานบ้านอยู่ก็ตกใจจนแทบขวัญหนีดีฝ่อ
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” หลิวจี้เอ่ยถามอย่างตกตะลึง
เขากลัวว่าตนเองจะตาฝาดจึงขยี้ตาแรงๆ แล้วมองอีกครั้ง อินเยว่หันกลับมาแล้วย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อคารวะเขา
ฉินเหยาไม่ยอมรับตนเป็นศิษย์ แต่ในใจของอินเยว่ได้ยอมรับไปแล้วว่านางคืออาจารย์ของตน
เช่นนั้นแล้ว คนที่อยู่ตรงหน้าก็ย่อมเป็นท่านอาจารย์เช่นกัน
เมื่อพบสามีของท่านอาจารย์ ผู้เยาว์ย่อมต้องทำความเคารพ
อินเยว่เองก็ไม่ได้คิดจะปิดบังเอ่ยตอบตามตรง “เรียนท่านอาจารย์ เป็นข้าที่แอบตามมาเมื่อคืนนี้เองเจ้าค่ะ ผู้มีพระคุณใจอ่อนจึงได้พาข้ากลับมาพักด้วยชั่วคราวหนึ่งคืน”
แน่นอนว่าหากเป็นไปได้ นางก็ไม่เกี่ยงที่จะปูเสื่อนอนในลานบ้านนี้ไปยาวๆ
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ” หลิวจี้ถามย้ำ
อินเยว่วางไม้กวาด.ลง เดินเข้ามาข้างหน้าแล้วย่อตัวคารวะอย่างเป็นทางการ “อินเยว่คารวะท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์มีอะไรจะสั่งสอนหรือไม่เจ้าคะ อินเยว่ยินดีรับใช้”
หลิวจี้คิดในใจ ในที่สุดภรรยาของเขาก็เจอคู่ต่อกรแล้ว
เขารีบโบกมือ “ข้าไม่มีอะไร เจ้าทำงานของเจ้าต่อไปเถอะ อาจารย์อย่างข้าขอตัวก่อน”
ทำการบ้านช่วงเช้าเสร็จ เขาก็ต้องไปรับใช้ที่เรือนปทุม ไม่เพียงแต่ต้องเป็นตัวสร้างความบันเทิงให้ท่านผู้เฒ่า ยังต้องเตรียมพร้อมรับการทดสอบจากผู้เฒ่าตลอดเวลา ไม่ได้ว่างไปกว่าฉินเหยาเท่าใดนัก
“อินเยว่น้อมส่งท่านอาจารย์” อินเยว่คารวะอีกครั้ง เมื่อเห็นหลิวจี้เข้าไปในห้องหนังสือแล้วจึงค่อยลุกขึ้น
นางเพิ่งจะหันกลับไปหยิบไม้กวาดเพื่อจะทำความสะอาดต่อก็พบว่าไม้กวาดของตนถูกคนอื่นยึดไปแล้วและกำลังก้มหน้ากวาดอย่างขะมักเขม้น
นางเดาว่าน่าจะเป็นคนในบ้านของผู้มีพระคุณ แต่เนื่องจากอินเยว่ไม่เคยพบหน้ามาก่อนจึงได้แต่เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ท่านคือ?”
เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะตกใจใบหน้าของตนเอง นางจึงจงใจปัดปอยผมข้างแก้มมาด้านหน้าเล็กน้อยเพื่อปิดรอยแผลเป็น
อาวั่งเงยหน้าขึ้น มองสำรวจนางหนึ่งรอบ เมื่อเหลือบเห็นความพิเศษบนใบหน้าของนางก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตกใจกลัว
เขาพูดน้อยแต่ได้ใจความ “ข้าชื่ออาวั่ง”
พูดจบก็ทำงานที่ตนควรทำต่อไป
อินเยว่แนะนำตนเอง “อาวั่ง ข้าชื่ออินเยว่ เจ้าจะเรียกข้าว่าเยว่เหนียงก็ได้”
ทั้งสองคนดูอายุไล่เลี่ยกัน อินเยว่ไม่รู้ว่าตนเองหรือเขาใครแก่กว่ากันจึงไม่ได้เรียกว่าพี่
อาวั่งรับคำเสียงหนึ่งแล้วมองนางอย่างระแวดระวังราวกับกลัวว่าจะถูกแย่งงานไป ท่าทีเต็มไปด้วยความรู้สึกถึงวิกฤต
หลังจากกวาดพื้นเสร็จ อาวั่งก็ไปจุดไฟในห้องครัว ต้มน้ำร้อนพลางเทเศษอาหารที่เหลือลงในถังรำ เติมรำข้าวที่ร่อนจากการสีข้าวลงไปสองสามกระบวย คนให้เข้ากันแล้วหั่นเศษผักเน่าผสมเข้าไป ยกไปหลังบ้านเพื่อให้อาหารไก่และวัว
สูตรอาหารนี้ ไก่และวัวชอบกินที่สุด พออาวั่งถือถังเข้าไปใกล้ เมื่อรู้ว่าอาหารมาแล้ว ไก่ในเล้าก็ตื่นเต้นจนกระพือปีก ส่งเสียงร้องกุ๊กๆออกมา
หลังจากให้อาหารสัตว์ในบ้านเสร็จ อาวั่งยังจะจูงเหล่าหวงไปที่ริมแม่น้ำตีนเขา ปล่อยให้มันเดินเล่นหาหญ้าสดกินเอง
หลังจากปล่อยม้ากลับมา ระหว่างทางผ่านสวนผักก็เด็ดผักสดมาหนึ่งหัวแล้วจึงกลับเข้าบ้านเพื่อลงมือเตรียมอาหารเช้าสำหรับทั้งครอบครัว
ตอนนั้นเด็กๆก็ตื่นกันแล้ว อาวั่งแบ่งข้าวปั้นที่ทำเสร็จแล้วให้พวกเขาแล้วห่ออาหารกลางวันของเด็กทั้งสี่คนยัดใส่หีบหนังสือของพวกเขา
ทั้งหมดเป็นไปอย่างเร่งรีบ วิ่งไปยังเรือนเก่า ขึ้นรถม้าที่หลิวจ้งขับแล้วมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษา
เรื่องที่มีพี่สาวคนหนึ่งเพิ่มขึ้นมาในบ้าน พวกต้าหลางสี่พี่น้องรีบไปสำนักศึกษาจนไม่มีเวลาได้ถาม
แต่เช้านี้ฉินเหยาไม่ได้ถูกปลุกด้วยเสียงร้องเรียกท่านแม่ซ้ำๆ เพราะอินเยว่ที่ไม่มีอะไรทำในที่สุดก็หางานที่ตนเองทำได้จนเจอ นั่นก็คือการรวบผมให้เด็กๆ
เรื่องในห้องครัวนางทำไม่เป็นเลยสักอย่างเพราะเมื่อก่อนฐานะทางบ้านดีจึงยังไม่ถึงคราวนางต้องลงมือเอง
แต่เรื่องการรวบผม อินเยว่นั้นมีพรสวรรค์มาก ตั้งแต่เล็กก็เรียนรู้วิธีการเกล้าผมมากมาย
วันนี้ทรงผมของซานหลาง ในที่สุดก็ไม่ใช่แค่มวยผมที่ทำอย่างลวกๆอีกต่อไป
อินเยว่เกล้ามวยให้เขาไว้บนศีรษะ ยังเหลือผมสองปอยไว้ข้างขมับแล้วถักเป็นเปียเล็กๆ แล้วปล่อยลงมา
ผิวของซานหลางไม่ได้ขาวราวหิมะ เด็กชนบทไม่มีใครขาวมากนัก เว้นเสียแต่ว่าจะไม่ออกไปวิ่งเล่นข้างนอก
แต่ผิวของเขาเนียนละเอียดเป็นอย่างมาก
ฉินเหยาจงใจซื้อน้ำมันบำรุงผิวมา ให้พวกเขาทาก่อนไปสำนักศึกษาทุกวัน ผิวของเด็กๆทุกคนจึงเรียบเนียนสะอาดสะอ้าน บวกกับหน้าตาที่ไม่เลว พอทำผมเสร็จก็ดูคล้ายกับคุณชายน้อยจากตระกูลไหนสักแห่ง
ในที่สุดซื่อเหนียงก็ได้ทรงผมใหม่เอี่ยม มวยผมคู่แยกข้างประบ่า
ประดับด้วยที่คาดผมประดับมุกที่ฉินเหยาซื้อให้ ความสวยเพิ่มขึ้นไปอีกสองระดับ
ซื่อเหนียงส่องกระจกทองแดงซ้ำไปซ้ำมา พอใจอย่างยิ่ง แอบหวังว่าพรุ่งนี้เช้าพี่สาวที่มาเป็นแขกที่บ้านคนนี้จะช่วยนางรวบผมอีก
หลังจากส่งเด็กๆที่บ้านไปแล้ว หลิวจี้ก็ถือหีบหนังสือออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังเรือนปทุม
ไม่ทันเวลาแล้ว มือหนึ่งเขาถืออาหารเช้า มือหนึ่งลากหีบหนังสือ พละกำลังถูกฝึกฝนมานานแล้วจึงวิ่งเหยาะๆไปพลางกินไปพลาง ไม่หอบเลยสักนิด
ภายในลานบ้านเงียบสงบ.ลงอีกครั้ง เหลือเพียงอาวั่งที่กำลังจัดการอาหารเช้าอยู่ในห้องครัวและอินเยว่ที่ไม่รู้จะทำอะไรได้แต่ยืนนิ่งอยู่ใต้ชายคาห้องโถง
ส่วนฉินเหยา หากไม่มีเรื่องด่วนอะไร ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาตื่นของนาง
ในห้องครัว กลิ่นหอมของอาหารโชยมาตลอดเวลา อินเยว่ลูบท้อง แอบกลืนน้ำลายลงคอ
ตื่นเช้าขนาดนี้ ตอนนี้ท้องของนางร้องโครกครากแล้ว
แต่นางยังไม่ได้ทำงานอะไรเลย พอคิดจะทำอะไรสักอย่าง คนที่ชื่ออาวั่งผู้นั้นก็โผล่มาราวกับผีแล้วแย่งงานไปทำเสียอย่างนั้น
ตอนแรกอินเยว่คิดว่าเขาแค่เกรงใจ แต่ตอนหลังนางถึงได้เข้าใจว่าคนผู้นี้แปลกมาก เขากลัวนางจะแย่งงานของเขาไปทำ!
แต่ว่า…แค่ทำงาน นี่มันเป็นเรื่องดีที่ต้องแย่งกันทำขนาดนั้นเลยหรือ
อินเยว่เกาหัว ไม่ค่อยเข้าใจนัก
ตอนที่ 439: ระดับความรู้มีจำกัด
อาวั่งกินข้าวปั้นไปสองลูกรวด ถึงได้นึกอะไรขึ้นมาได้
เขาหันกลับไป มองไปยังอินเยว่ที่ยืนมองตนเองตาแป๋วอยู่หน้าประตูห้องโถงแล้วถาม “เจ้ากินกี่ลูก”
อินเยว่ดีใจอย่างยิ่ง คนหิวย่อมไม่สนศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น นางรีบวิ่งยิ้มแฉ่งเข้ามาแล้วตอบ “สองลูก”
อาวั่งพยักหน้า ลุกขึ้นไปล้างมือแล้วปั้นข้าวปั้นให้สองลูกด้วยตนเอง
ข้าวปั้นนี้ไม่ใช่ข้าวล้วนๆ ข้างในยังผสมข้าวเหนียวลงไปด้วย มีความหนืดเล็กน้อยแต่ก็ไม่เลี่ยนจนเกินไป ข้างในยังห่อด้วยหัวไชเท้าดองเปรี้ยวหั่นเต๋าและกากหมู
หากอยากกินเผ็ดก็สามารถใส่พริกลงไปได้ด้วย
ข้าวปั้นคำนี้พอกินเข้าไปก็อร่อยจนดวงตาของอินเยว่เป็นประกาย “อร่อยจังเลย!”
อาวั่งร้องอืมพลางพยักหน้า ความมั่นใจเพียงเท่านี้เขายังมีอยู่
“เจ้ากำลังรอฮูหยินอยู่ใช่หรือไม่” อาวั่งเก็บกวาดห้องครัวไปพลางชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย
นายท่านใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า บุรุษต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน อย่าปล่อยให้หญิงสาวต้องรู้สึกกระอักกระอ่วน
อินเยว่นั่งลงบนม้านั่งตัวเล็กหน้าเตาไฟ กลืนข้าวปั้นในปากลงไปให้หมดก่อน ถึงได้พยักหน้าตอบรับ
“อาวั่ง ผู้มีพระคุณจะตื่นนอนยามไหนหรือ” นางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
อาวั่งตอบ “ไม่รู้ แล้วแต่อารมณ์ฮูหยิน”
เขาเงยหน้ามองดูสีของท้องฟ้านอกบ้าน “แต่ก็น่าจะใกล้แล้วล่ะ”
อินเยว่กล่าวอย่างมองโลกในแง่ดี “งั้นข้ารออีกหน่อย”
แต่การรอเฉยๆเช่นนี้ก็ช่างน่าอึดอัด อินเยว่กินข้าวปั้นเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นเตรียมจะช่วยงาน
นางถามอาวั่งว่า “ข้าพอจะทำอะไรได้บ้างหรือไม่ ข้าทำงานเก่งนะ อาวั่ง เจ้าช่วยหางานให้ข้าทำหน่อยเถอะ”
อาวั่งทำท่าจะโพล่งออกไปตามสัญชาตญาณว่า ไม่ได้
แต่ในชั่วพริบตา ในสมองก็พลันนึกถึงเสียงของนายท่านใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง บุรุษห้ามพูดว่าไม่ได้เด็ดขาด!
“งั้น…” อาวั่งมองไปรอบๆห้องครัวหนึ่งรอบ ในที่สุดก็หาอะไรให้นางทำได้อย่างยากลำบาก เขาชี้ไปที่ซึ้งนึ่งที่ยังไม่ทันได้ล้างตรงมุมห้องแล้วพูดว่า “เจ้าไปล้างนั่นเถอะ”
“ได้!” อินเยว่รับคำทันที ท่าทางดีอกดีใจนั้น หากใครไม่รู้คงนึกว่าให้นางไปล้างทองคำเสียอีก
นางรีบหาแปรงมาทันที ถือซึ้งนึ่งไปยังอ่างหินใหญ่นอกบ้าน ตักน้ำขึ้นมาขัดๆถูๆ
อาวั่งกำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อกลางวันอยู่ในห้องครัวพลางฟังเสียงเคลื่อนไหวที่ดังมาจากนอกบ้าน
แค่ล้างซึ้งนึ่งเท่านั้น เหตุใดถึงมีเสียงแตกร้าวดัง “เปรี๊ยะๆ” ออกมาด้วยเล่า
ในใจรู้สึกไม่วางใจจึงแอบยื่นศีรษะออกไปสังเกตการณ์ พอมองดูเท่านั้นแหละ หัวใจของอาวั่งก็พลันบีบรัด
ไม้ไผ่บนซึ้งนึ่งกลับพลิกอออกมาราวกับดอกไม้ที่บานสะเปะสะปะ
และแม่นางคนนั้นก็ยังไม่รู้ตัวว่ามีอะไรผิดปกติ ถือแปรงฮัมเพลงเบาๆ พลางขัดล้างไม้ไผ่ที่หลุดออกมาทีละเส้นอย่างมีความสุข
‘อย่าไปสนใจว่าสตรีกำลังทำอะไรอยู่ แม้ว่านางกำลังรื้อบ้าน ขอเพียงนางยังยิ้มอยู่ก็อย่าได้เข้าไปขัดจังหวะเด็ดขาด มิฉะนั้นผลที่ตามมาจะคาดเดาไม่ได้!’
ในช่วงเวลาสำคัญ คำสั่งสอนของนายท่านใหญ่ก็ผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง
อาวั่งขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหดเท้าที่เตรียมจะก้าวออกไปห้ามกลับมา
ช่างเถอะ รอให้ฮูหยินมาจัดการนางก็แล้วกัน!
พูดถึงฮูหยิน ฮูหยินก็มา
ประตูห้องนอนใหญ่ที่ปิดสนิทอยู่ค่อยๆเปิดออก
ฉินเหยายืนอยู่ที่ประตูอย่างสบายอารมณ์ แหงนหน้าขึ้นอาบแดดพลางบิดขี้เกียจอย่างพึงพอใจ
“ฮูหยิน” อาวั่งเรียกนาง สายตาก็เหลือบไปทางอ่างหินอย่างร้อนรน ฮูหยิน ท่านรีบดูนางเร็วเข้า!
ฉินเหยามองตามคำเตือนของอาวั่งไป อินเยว่ก็ยกซึ้งนึ่งที่แตกเป็นดอกไม้ขึ้นมา ส่งยิ้มสดใสให้นาง “ผู้มีพระคุณ! ข้าล้างซึ้งนึ่งจนสะอาดแล้ว!”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางจำได้ว่าซึ้งนึ่งไม่ได้มีหน้าตาแบบนี้นี่นา
ช่างเถอะ ไม่สำคัญ ฉินเหยาเดินมาที่ห้องครัว ถามอาวั่งว่ามีอะไรกินบ้าง
อาวั่งตอบ “ข้าวปั้น”
ฉินเหยาพยักหน้า “ได้ ข้าเอาข้าวปั้นห้าลูก ใส่พริกด้วย”
อาวั่งรับคำ หันกลับมามองนางอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เขาคิดไม่ตกว่าเหตุใดฮูหยินถึงไม่จัดการอินเยว่ที่ล้างซึ้งนึ่งจนพังเหมือนกับที่จัดการนายท่านใหญ่
หรือว่า จะเป็นอย่างที่อินเยว่พูดจริงๆ ว่าฮูหยินรับนางเป็นศิษย์แล้ว
แต่ในไม่ช้า อาวั่งก็รู้ว่าตนเองคิดมากไป
ฮูหยินของเขาปฏิบัติต่อทุกคนที่สร้างความเสียหายอย่างเท่าเทียมกัน!
กินอาหารเช้าเสร็จ เก็บกวาดเรียบร้อย ฉินเหยาก็กวักมือเรียก จับตัวอินเยว่ออกไปข้างนอก
อินเยว่เอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “ผู้มีพระคุณ พวกเราจะไปที่ไหนกันหรือ”
“โรงงานเครื่องเขียน”
อินเยว่ไม่เข้าใจ “ไปโรงงานเครื่องเขียนทำไมหรือ”
“ก็ไปทำงานน่ะสิ มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าจะไปทำอะไร”
ในที่สุดอินเยว่ก็สังเกตเห็นความผิดปกติ รีบหันหลังกลับหมายจะวิ่งหนีทันที
น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้ยกขาก็ถูกฉินเหยาคว้าคอเสื้อด้านหลังไว้ได้
อินเยว่ร้องขออย่างน่าสงสาร “ผู้มีพระคุณ ท่านสอนวรยุทธ์ให้ข้าเถอะนะ รอข้าฝึกวรยุทธ์สำเร็จแล้ว ข้าจะไม่มารบกวนท่านอีกเด็ดขาด!!”
“เจ้าอ่านหนังสือออกหรือไม่” ฉินเหยาถามกลับ
หัวข้อเปลี่ยนเร็วเกินไป อินเยว่มึนงงไปชั่วขณะ ถึงได้ส่ายหน้า “นี่เกี่ยวข้องกับการฝึกวรยุทธ์ด้วยหรือ”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “ตัวอักษรยังไม่รู้จักแล้วยังจะคิดฝึกวรยุทธ์อีกรึ เจ้ารู้หรือไม่ว่าหัวใจของคนอยู่ที่ไหน รู้หรือไม่ว่าคำว่า ‘ตาย’ เขียนอย่างไร รู้หรือไม่ว่ากฎหมายแคว้นเซิ่งกำหนดไว้ว่าฆาตกรต้องชดใช้ด้วยชีวิต”
อินเยว่อ้าปากค้าง อยากจะโต้เถียง แต่เรื่องเหล่านี้ตนไม่รู้จริงๆ จึงได้แต่ก้มหน้าลงอย่างพ่ายแพ้
คนทั้งสองมาถึงโรงงานแล้ว ฉินเหยาโยนนางเข้าไปในโรงอาหารแล้วพูดกับนางเหอและนางชิวว่า
“นางชื่ออินเยว่ มาช่วยทำงาน พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พวกท่านมีอะไรก็สั่งนางได้เลย”
พูดจบก็นึกขึ้นได้ว่าอินเยว่ยังไม่มีที่อยู่จึงหันไปมองนางเหอแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านช่วยหานางที่พักให้นางด้วย ค่าเช่าก็หักจากค่าจ้างของนาง”
นางเหอรับคำอย่างงุนงงแล้วพยักหน้า “ได้”
อย่างไรเสียน้องสะใภ้สามสั่งให้ทำอะไรก็ทำอย่างนั้น ไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ
นางจัดการเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลของนาง!
เมื่อเห็นว่าฉินเหยาโยนตนเองให้คนแปลกหน้าสองคนแล้วกำลังจะจากไป อินเยว่ก็รีบวิ่งตามไปอย่างร้อนรน “อาจารย์!”
พอร้อนรนก็เผลอเรียกคำที่อยู่ในใจออกมา
ฉินเหยาหันกลับมาถลึงตาใส่ อินเยว่รีบหยุดฝีเท้าลงทันที
นางฝืนกลั้นความชื้นในดวงตาเอาไว้แล้วพูดอย่างยากลำบาก “ข้าไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ การฝึกวรยุทธ์เพื่อล้างแค้นให้เสาเย่า เป็นสิ่งเดียวที่ข้าคิดออก…”
ตุบ! สิ้นเสียง อินเยว่ก็คุกเข่าลง คารวะอย่างหนักหน่วงหนึ่งครั้ง “ขอผู้มีพระคุณโปรดช่วยเหลือให้ข้าสมปรารถนาด้วย!”
สีหน้าของฉินเหยาไหววูบเล็กน้อย มองดูอินเยว่ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นแล้วมองดูนางเหอและนางชิวที่ถือตะหลิวยืนตาค้างอยู่หน้าเตาไฟ นางหันหลังกลับแล้วยกมือกุมขมับอย่างเหนื่อยใจ
พอหันกลับมาอีกครั้งก็เก็บซ่อนอารมณ์ทั้งหมดเอาไว้แล้วกล่าวอย่างเย็นชา “รอเจ้าเรียนรู้ตัวอักษรครบหนึ่งพันตัวแล้วค่อยมาหาข้า”
พูดจบก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
อินเยว่เงยหน้าขึ้นอย่างตื่นเต้น น้ำตากลิ้งไหลลงมาพร้อมรอยยิ้ม
นางปาดหยดน้ำตาทิ้งไป ลุกขึ้นยืน พับแขนเสื้อขึ้นแล้วเดินไปทางนางเหอและนางชิว ถามพวกนางว่าตนต้องทำอะไรบ้าง
ก่อนหน้านี้ใต้เท้านายอำเภอบอกว่า สวัสดิการในโรงงานเครื่องเขียนของหมู่บ้านตระกูลหลิวดีมาก ไม่เพียงแต่มีอาหารให้สองมื้อต่อวัน ตอนเย็นเลิกงานยังสามารถไปเข้าชั้นเรียนสอนหนังสือเพื่ออ่านเขียนได้อีกด้วย
อีกไม่นาน นางก็จะเรียนรู้ครบหนึ่งพันตัวอักษรแล้ว อินเยว่เต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเอง
งานในโรงอาหารเสร็จสิ้นลงในช่วงบ่ายแก่ๆ
หลังจากเลิกงาน นางเหอพาอินเยว่ไปเช่าห้องในเรือนเก่าของหลิวต้าฝูซึ่งอยู่ติดกับบ้านของเฉียนวั่ง
เมื่อเห็นว่าอินเยว่ไม่มีสัมภาระอะไรเลยก็ไปหาผ้าห่มจากที่บ้านมาให้นางหนึ่งผืน
ส่วนของที่เหลือ ให้นางรอรับค่าจ้างแล้วค่อยไปหาซื้อเอง
หลังจากทำภารกิจที่ฉินเหยามอบหมายให้เสร็จสิ้น นางเหอก็กลับบ้านไป
อินเยว่เก็บกวาดห้องเล็กๆของตนอยู่ครู่หนึ่งก็มุ่งหน้าไปยังชั้นเรียนสอนหนังสืออย่างกระตือรือร้น
เมื่อมองดูตัวอักษรห้าตัวที่หลิวฉีซึ่งเป็นผู้สอนเขียนไว้บนกระดาน อินเยว่ถึงได้ตระหนักว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก
เพื่อดูแลเหล่าคนงานที่อายุมากในโรงงาน ตอนนี้ชั้นเรียนสอนหนังสือจึงสอนเพียงวันละห้าตัวอักษรเท่านั้น
อินเยว่ยกนิ้วขึ้นมานับ วันละห้าตัวอักษรกว่านางจะเรียนครบหนึ่งพันตัวอักษรจะต้องใช้เวลากี่วัน
ผลลัพธ์คือ…ระดับความรู้มีจำกัด นางคำนวณไม่ออกเลย!
บทเรียนการรู้หนังสือครั้งแรกในโรงงานเครื่องเขียน ทำเอาอินเยว่มึนงงไปเลย
ฉินเหยาที่แอบสังเกตการณ์อยู่ เจ้าเด็กน้อย แค่นี้ยังจะมาสู้กับมารดาผู้นี้อีกหรือ~
ตอนที่ 440: ครอบครัวของซ่งอวี้
ในหมู่บ้านเล็กๆอันเงียบสงบกลางหุบเขาพลันมีเกวียนวัวคันหนึ่งขับเข้ามา
ยามนี้ทุกครัวเรือนกินอาหารเย็นเสร็จแล้วและกำลังจะเข้านอน มีเพียงเสียงสุนัขเห่าดังขึ้นเป็นครั้งคราว
เกวียนวัวแล่นผ่านหมู่บ้านอันเงียบ.สงบแล้วมาหยุดลงที่หน้าสะพานเล็กๆแห่งหนึ่ง สองสามีภรรยาอายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหกปีจูงเด็กชายอายุราวแปดเก้าขวบคนหนึ่งหยิบห่อผ้าบนรถแล้วลงจากรถไป
บุรุษจ่ายค่าโดยสารแล้วถามสารถีอีกครั้ง “ข้ามสะพานไปแล้วคือบ้านหลังนั้นใช่หรือไม่”
สารถีมาจากหมู่บ้านเซี่ยเหอ เขามาที่นี่บ่อยครั้งจึงยิ้มรับค่าโดยสารแล้วพยักหน้าซ้ำๆ “ใช่แล้วใช่แล้ว นั่นแหละบ้านของผู้จัดการใหญ่ฉิน”
สารถีเกิดความสงสัยจึงเอ่ยถามขึ้นอีกประโยค “พวกท่านเป็นญาติของนางหรือ”
สองสามีภรรยาส่ายหน้า ไม่คิดจะตอบคำถาม กล่าวขอบคุณสารถีแล้วจูงบุตรชายที่มองไปรอบๆอย่างใคร่รู้เดินไปยังลานบ้านเล็กๆที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ
บ้านของฉินเหยาในยามนี้กำลังคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้อาหารเย็นเริ่มช้าไปบ้าง บวกกับเด็กๆที่บ้านต้องทำการบ้าน ผู้ใหญ่เองก็มีงานให้ทำไม่หมดสิ้น ยามนี้เพิ่งจะกินอาหารเย็นเสร็จ นั่งย่อยอาหารอยู่ที่โต๊ะ นอกจากอาวั่งแล้ว ครอบครัวทั้งหกคนที่เหลือต่างก็ขยับตัวไม่ไหว
พวกต้าหลางสี่พี่น้องกำลังถกเถียงกันว่าทรงผมใหม่อันงดงามของซานหลางและซื่อเหนียงในวันนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสำนักศึกษาอย่างไรบ้าง หลิวจี้เพิ่งจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมาทั้งวัน ตอนนี้พอได้ยินเรื่องเหล่านี้ก็รู้สึกว่าสมองไม่ได้พักผ่อนแม้แต่น้อย วิงเวียนจนหัวหมุน
เขากำลังจะตวาดให้พวกเด็กๆกลับไปส่งเสียงดังในห้องของตนเอง แต่แล้วเสียงที่ไม่คุ้นเคยจากนอกประตูก็ดังขึ้นมาก่อน
เสียงเคาะประตู “ตึง ตึง” ดังขึ้นสองครั้งพร้อมกับเสียงบุรุษที่ฟังดูสุภาพตะโกนขึ้นว่า
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน บ่าวซ่งอวี้ นายท่านซ่งมีคำสั่งให้บ่าวมารายงานตัว ระหว่างทางเสียเวลาไปบ้าง ตอนนี้เพิ่งจะมาถึง หวังว่าผู้จัดการใหญ่ฉินจะเปิดประตูให้บ่าวและครอบครัวได้ขออภัยท่านด้วยตนเอง!”
ครอบครัวทั้งหกคนในห้องโถงสบตากันพร้อมเพรียง พวกเขาเงียบลงในทันที จากนั้นหลิวจี้และสี่พี่น้องก็หันไปมองฉินเหยาที่นอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้เป็นตาเดียว
เพราะอีกฝ่ายเรียกหาผู้จัดการใหญ่ฉิน
เมื่อวานตอนที่ฉินเหยาออกจากจวนที่ว่าการอำเภอได้กำชับซ่งจางไว้ว่าอย่าลืมเรื่องที่เขารับปาก ตอนนั้นจากมาอย่างรีบร้อน ได้ยินเพียงซ่งจางพูดอยู่ไกลๆว่าพรุ่งนี้จะจัดการให้
แต่วันนี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็ไม่เห็นมีใครมา นางนึกว่าทางฝั่งซ่งจางมีธุระด่วนจนล่าช้า จัดการให้ไม่ทันเสียอีก
คาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดจริงทำจริง
แม้ว่าตอนนี้ฟ้าจะมืดสนิทแล้ว อีกสองชั่วยามก็จะถึงวันใหม่
แต่หากนับดูแล้วก็ยังอยู่ในสัญญา
ฉินเหยาลุกขึ้นพลางเรียกให้อาวั่งไปเปิดประตู
เมื่อประตูเปิดออกก็พบว่าเป็นคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวพร้อมกับเด็กชายตัวน้อยที่อายุไล่เลี่ยกันกับเอ้อร์หลาง
ทั้งสามคนมีท่าทีสนิทสนม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
ซ่งอวี้นำภรรยาและบุตรชายเข้าประตูมา พอเห็นฉินเหยาก็พากันคุกเข่าลงทันที
“บ่าวซ่งอวี้พร้อมด้วยภรรยาหลี่ซื่อและบุตรชายเสี่ยวไหลฝู ขอคารวะฮูหยิน นายท่าน นายน้อยทั้งสามและคุณหนู!”
พูดจบ ทั้งสามคนก็โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างหนักแน่นหนึ่งครั้ง
พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่เดินตามหลังฉินเหยามาเห็นเสี่ยวไหลฝูโขกศีรษะอย่างหนักแน่นก็คิดอยากจะเข้าไปดึงเขาขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
แต่ถึงแม้ในใจจะคิดเช่นนั้น สี่พี่น้องก็ไม่ได้กระทำการอย่างผลีผลาม
พวกเขาอยู่ข้างกายท่านแม่มานาน ภายใต้การอบรมสั่งสอนของฉินเหยา สี่พี่น้องได้เรียนรู้ที่จะคิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนลงมือทำแล้ว
ซ่งอวี้หยิบหนังสือขายตัวสองฉบับออกมาจากห่อผ้า ชูสองมือขึ้นเหนือศีรษะ ยื่นไปเบื้องหน้าฉินเหยา
“ฮูหยิน นี่คือหนังสือขายตัวของครอบครัวบ่าวขอรับ บัดนี้ท่านคือเจ้านายของครอบครัวบ่าวแล้ว หากเจ้านายมีความต้องการอันใด ซ่งอวี้และภรรยาหลี่ซื่อ จะทุ่มเทรับใช้สุดความสามารถขอรับ!”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ก้มหน้าลงมองหนังสือขายตัวสองฉบับที่ซ่งอวี้ยื่นมา
แสงในลานบ้านนั้นสลัวราง หลิวจี้ไม่รู้ว่าไปหยิบเชิงเทียนในห้องมาตั้งแต่เมื่อใด รีบยกขึ้นสูงเพื่อให้ฉินเหยามองเห็นได้ชัดเจน
นี่คือหนังสือขายตัวสองฉบับ บนสัญญาตำแหน่งเจ้าของเขียนชื่อฉินเหยาเอาไว้
เมื่อมีหนังสือขายตัวสองฉบับนี้ ชะตากรรมของสองสามีภรรยาซ่งอวี้ก็จะอยู่ในกำมือของฉินเหยา
นางจะให้พวกเขาอยู่ก็ต้องอยู่ จะให้ตายก็ต้องตาย นางสามารถขายพวกเขาให้ผู้อื่นได้ทุกเมื่อ ต่อให้ทั้งสามคนหนีไปก็สามารถอาศัยสัญญาฉบับนี้ขอความช่วยเหลือจากทางการเพื่อตามตัวกลับมาได้
สามีภรรยาคู่นี้ คนเป็นๆสองคนได้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนางแล้ว
เพราะพวกเขาคือทาส คือชนชั้นที่ต่ำที่สุดในแคว้นเซิ่ง
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หลิวจี้ได้เห็นหนังสือขายตัวเช่นนี้ สายตาของเขามองสลับไปมาระหว่างกระดาษกับครอบครัวซ่งอวี้ทั้งสามคน ทั้งรู้สึกแปลกใหม่และไม่อยากจะเชื่อ
ครอบครัวซ่งอวี้ทั้งสามคนแต่งกายสะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าทำจากผ้าฝ้ายและไม่มีรอยปะชุนแม้แต่แห่งเดียว
ทั้งสามคนยังถูกเลี้ยงดูมาจนขาวอวบแข็งแรง เห็นได้ว่าเมื่อก่อนอาหารการกินไม่เลวเลย
การแต่งกายเช่นนี้ หากอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลิว ยังดูดีกว่าชาวบ้านธรรมดาในหมู่บ้านตระกูลหลิวเสียอีก ไหนเลยจะมีท่าทีของทาสแม้แต่น้อย
หากไม่ใช่เพราะซ่งอวี้บอกฐานะของตนเองออกมา ใครจะรู้ว่าเขาเป็นทาส
แล้วยังฟังสำบัดสำนวนนั่นอีกกลับเป็นผู้มีความรู้เสียด้วย
หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เหมาะสม หลิวจี้อยากจะถามเสียจริงว่า เดี๋ยวนี้เหล่าผู้สูงศักดิ์มีเกณฑ์สำหรับทาสสูงขนาดนี้เชียวหรือ
แน่นอนว่าในฐานะนายท่าน เขาจะแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้
ภายใต้การพยักหน้าส่งสัญญาณของฉินเหยา หลิวจี้ยกมือขึ้นบอกให้ครอบครัวซ่งอวี้ทั้งสามลุกขึ้นจากพื้น “กฎของบ้านเรา ข้อแรกก็คือห้ามคุกเข่า”
แต่ไม่รวมถึงนายท่านใหญ่ข้าผู้นี้ คนตัวเล็กๆในใจของหลิวจี้ได้แต่หลั่งน้ำตานองหน้า
ซ่งอวี้และหลี่ซื่อรีบพยักหน้ารับคำ “ขอรับ/เจ้าค่ะ”
ไม่มีความประหลาดใจ ไม่มีการถามว่าทำไม มีแต่การเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์ทำให้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่น่าไว้วางใจ
ฉินเหยานำหนังสือขายตัวมอบให้อาวั่งเก็บไว้ก่อนพลางส่งสัญญาณให้ครอบครัวซ่งอวี้ตามตนเข้าไปในห้องโถง
“อาวั่ง เจ้าไปต้มบะหมี่สามชามให้พวกซ่งอวี้ด้วย” ฉินเหยาสั่ง
ถือโอกาสแนะนำให้ทั้งสามคนรู้จัก “นี่คืออาวั่ง เรื่องใหญ่เรื่องน้อยในบ้านเขาเป็นผู้ดูแลทั้งหมด มีเรื่องอะไรไม่เข้าใจก็ไปหาเขาก่อนได้”
สองสามีภรรยาซ่งอวี้รีบเรียกอาวั่งอย่างเกรงใจและเอาใจว่า “พ่อบ้านอาวั่ง”
หลี่ซื่อกล่าวว่า “ฮูหยิน ให้บ่าวไปทำเองเถอะเจ้าค่ะ ถือโอกาสตามพ่อบ้านอาวั่งไปทำความคุ้นเคยกับห้องครัวของบ้านไปในตัวด้วย”
ซ่งอวี้ก็กล่าวเสริม “ฮูหยิน บ่าวมาถึงช้า รบกวนฮูหยิน นายท่าน นายน้อยและคุณหนูทั้งหลาย เดิมทีก็เป็นความผิดของพวกข้าแล้ว ฮูหยินไม่เพียงแต่ไม่ตำหนิ ยังกลับมาดูแลพวกข้าอีก บ่าวซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ไหนเลยจะกล้ารบกวนพ่อบ้านอาวั่งอีก”
“พอดีฝีมือทำอาหารของหลี่ซื่อไม่เลว ให้นางไปเตรียมเถอะขอรับ แป้งขาวนั้นดีเกินไป สิ้นเปลืองเกินไป ขอเพียงโจ๊กธัญพืชสามชามก็พอแล้ว”
หลี่ซื่อมองมาด้วยท่าทีประจบประแจงและหยั่งเชิง
ฉินเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย “พวกเจ้าไม่ต้องหยั่งเชิง ที่นี่เป็นชนบท ไม่มีธรรมเนียมมากมายอะไรนัก ทั้งยังไม่มีปัญญาจะมาใส่ใจกับกฎระเบียบพวกนี้ด้วย”
“พวกเจ้าได้รับการปฏิบัติอย่างไรที่บ้านตระกูลซ่งข้าไม่รู้ แต่ที่นี่ ข้ากินอะไรพวกเจ้าก็ได้กินอย่างนั้น ข้าใส่อะไรพวกเจ้าก็ได้ใส่อย่างนั้น ข้าใช้อะไรพวกเจ้าก็ได้ใช้อย่างนั้น”
ฉินเหยาเน้นย้ำอย่างจริงจังอีกครั้ง “ข้าต้องการคนที่มาช่วยแบ่งเบาภาระงาน ไม่ได้ขาดทาสรับใช้”
พูดจบก็ส่งสัญญาณให้อาวั่งทำตามที่ตนสั่งต่อไปแล้วหันหลังเดินเข้าห้องโถงไปอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้ดึงเก้าอี้ราชครูให้นางตัวหนึ่ง ฉินเหยานั่งลง เขาเองก็นั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว
แม้ว่าทั้งสองสามีภรรยาจะนั่งในตำแหน่งเดียวกัน แต่ซ่งอวี้และหลี่ซื่อมองปราดเดียวก็รู้ว่าใครคือคนที่มีอำนาจตัดสินใจในบ้านหลังนี้
ฉินเหยาส่งสายตาให้ต้าหลาง สี่พี่น้องที่นั่งนิ่งมาตลอดถึงได้ขยับตัว เดินเข้าไปทักทายเสี่ยวไหลฝูอย่างกระตือรือร้น ล้วนเป็นเด็กวัยเดียวกัน ไม่นานทั้งห้าคนก็ไปเล่นด้วยกันแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment