ตอนที่ 441: การจัดการ
ฉินเหยาชี้ไปที่ม้านั่งและเก้าอี้ในห้อง “พวกเจ้านั่งตามสบาย ข้าจะเล่าสถานการณ์ในบ้านให้พวกเจ้าฟังก่อน”
หลี่ซื่อมองซ่งอวี้อย่างหวาดหวั่น ไม่รู้ว่าเป็นบททดสอบของเจ้านายใหม่หรืออะไรจึงไม่กล้านั่ง
ซ่งอวี้พยักหน้าให้นางพลางส่งสายตาปลอบโยนให้ เขาหยิบม้านั่งสองตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดมาวางไว้ทางขวามือของเจ้าบ้าน ส่งสัญญาณให้ภรรยานั่งลงพร้อมกับตน
ฉินเหยาเห็นดังนั้นก็แอบพึงพอใจในใจ
ข้อเรียกร้องของนางไม่สูง ขอเพียงไม่ใช่คนหัวดื้อเป็นท่อนไม้ สามารถสื่อสารกันได้เหมือนคนปกติก็พอ
หลิวจี้ถาม “พวกเจ้านั่งรถมาหรือ”
หลี่ซื่อกำลังจะลุกขึ้นตอบ ฉินเหยาก็ยกมือขึ้นห้าม “นั่งพูดเถอะ ไม่ต้องลุกขึ้นตอบ”
“…เจ้าค่ะ” หลี่ซื่อยังไม่ค่อยชินนักจึงตอบรับช้าไปครึ่งจังหวะ
หลิวจี้เอ่ยถามซ่งอวี้อย่างใคร่รู้ “เจ้าอ่านหนังสือออกรึ อายุเท่าใดแล้ว”
ซ่งอวี้ตอบ “ตอบนายท่าน บ่าวเมื่อเยาว์วัยเคยเข้าสำนักศึกษาอยู่หลายปี ต่อมาที่บ้านประสบเคราะห์ภัย หลังจากเข้าสู่บ้านตระกูลซ่งแล้ว ท่านซ่งผู้เป็นนายเสียดายในความสามารถจึงได้หาอาจารย์ให้บ่าวเพื่อเรียนรู้การดูแลร้านค้าโดยเฉพาะขอรับ”
“ปีนี้บ่าวอายุยี่สิบหก หลี่ซื่ออายุยี่สิบห้าขอรับ”
หลิวจี้คำนวณดู ไม่คาดว่าอายุจะเท่ากับตน แต่ดูแก่กว่าเขามากเลย!
เขาพยักหน้าแสดงว่ารับรู้แล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมเตือนหนึ่งประโยค “แทนตัวเองว่า ‘ข้า’ เถอะ ฮูหยินไม่ชอบได้ยินคำเรียกแทนตัวเองเหล่านี้ในบ้าน”
ซ่งอวี้พยักหน้าทันที “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว”
ในใจลอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก รู้สึกว่าเจ้านายใหม่บ้านนี้ก็ไม่เลว ไม่ใช่ครอบครัวที่ชอบทรมานคนรับใช้
การซักถามของหลิวจี้สิ้นสุดลง ฉินเหยาก็เปิดฉาก ทั้งสองคนคนหนึ่งรับบทดี คนหนึ่งรับบทร้าย แบ่งงานกันอย่างชัดเจน
ฉินเหยาถามอย่างอ่อนโยน “พวกเจ้าสองคนเชี่ยวชาญอะไร มีความต้องการอะไรก็พูดออกมาได้ตามตรง”
ประโยคแรกสองสามีภรรยาซ่งอวี้เข้าใจได้ แต่ประโยคหลังนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีเจ้านายถามความต้องการของคนรับใช้ด้วย
ไม่เพียงไม่รู้สึกยินดีกลับยิ่งหวาดหวั่นมากขึ้น
เพราะเจ้านายใหม่คนนี้ทำอะไรนอกกรอบโดยสิ้นเชิง
ตั้งแต่ก้าวเข้าประตูมาก็ทำให้สิ่งที่พวกตนเตรียมรับมือไว้ใช้การไม่ได้จนหมดสิ้นแล้ว
ซ่งอวี้และหลี่ซื่อลอบสบตากัน ได้แต่พลิกแพลงตามสถานการณ์ คล้อยตามความคิดของเจ้านายใหม่ไป
หลี่ซื่อตอบก่อน “บ่าว…”
เพิ่งจะอ้าปากก็ตระหนักว่าตนเองใช้คำเรียกแทนตัวผิดไปจึงรีบเปลี่ยนเป็นข้าในทันที
หลี่ซื่อกล่าวอย่างประหม่าเล็กน้อย “ตอบฮูหยิน ข้าเชี่ยวชาญงานฝีมือของสตรี การทำอาหาร เก่งกาจด้านการเย็บปักถักร้อยและทำขนม ข้าไม่มีความต้องการอะไร การได้มารับใช้ข้างกายวีรสตรีถือเป็นวาสนาของข้าแล้วเจ้าค่ะ”
ประโยคหลังนี้กลับพูดออกมาจากใจจริงอยู่สองส่วน
หลี่ซื่อเงยหน้าขึ้น ไม่กล้าสบตากับฉินเหยาตรงๆ ได้แต่มองไปยังแขนของนางอย่างเลื่อนลอย แต่แววตาที่แฝงความชื่นชมนั้นสามารถสัมผัสได้ในทันที
ฉินเหยากระแอม “แค่กๆ” สองครั้ง ลอบดีใจอยู่บ้าง ใครเล่าจะปฏิเสธสตรีผู้ชื่นชมตนที่ทั้งเย็บปักถักร้อยเป็นและทำของหวานเป็นได้
ถึงตาของซ่งอวี้ ความสามารถในการดูแลร้านค้าที่เขาเชี่ยวชาญนั้นคือสิ่งที่ซ่งจางคัดเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อแก้ปัญหาที่ฉินเหยากำลังประสบอยู่โดยเฉพาะ
เขากลับเสนอความต้องการเล็กๆน้อยๆขึ้นมา บอกว่าหวังว่าครอบครัวทั้งสามคนจะได้อยู่ด้วยกัน
อีกทั้งเสี่ยวไหลฝูก็โตแล้ว พอจะช่วยงานได้บ้าง หวังว่าฉินเหยาจะจัดหางานให้เขาได้
จะเป็นเด็กรับใช้เดินสารข้างกายนายน้อยคุณหนูก็ได้ เป็นเด็กรับใช้ข้างกายก็ได้หรือจะช่วยงานจิปาถะปัดกวาดเช็ดถูในบ้านก็ได้
ฉินเหยาเงยหน้ามองไปยังลานบ้าน เสี่ยวไหลฝูผู้ซึ่งกำลังถูกเอ้อร์หลางยุยงให้ไปดึงต้นหอมเล็กในกระถางผักในสวน
นั่นคือโถเครื่องปรุงสุดรักสุดหวงของอาวั่ง เวลาทำบะหมี่ต้องใส่ต้นหอม ปกติอาวั่งจะมาดึงด้วยตนเอง
เพราะมีเพียงเขาเท่านั้นที่มาดึง ต้นหอมที่เหลือถึงจะยังคงเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
หากให้เด็กๆในบ้านดึงไปสักหนึ่งหรือสองต้นที่ไม่เท่ากัน เขาจะต้องอารมณ์เสียไปหนึ่งถึงสองวันจนกว่าต้นหอมจะยาวเท่ากัน
เอ้อร์หลางและซานหลางมักจะก่อกวนเล็กๆน้อยๆเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง อาวั่งอารมณ์ดีไม่โกรธพวกเขา ได้แต่นึกขัดใจตัวเอง บางครั้งก็ถลึงตาใส่พวกเขาสองสามที
ตอนนี้เอ้อร์หลางเจ้าตัวแสบก็อยากจะ ‘ช่วยงาน’ ท่านอาอาวั่งอีกแล้ว
เขาไม่ลงมือเอง แต่ยุยงให้เสี่ยวไหลฝูผู้ไม่รู้เรื่องไปดึง อยากจะดูว่าอาวั่งจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เสี่ยวไหลฝูไม่รู้ตัวเลยสักนิด คิดว่าเป็นเพียงการช่วยงาน ยังรู้สึกยินดีอยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นว่ามือของเสี่ยวไหลฝูกำลังจะแตะปลายต้นหอมเล็ก ฉินเหยาก็ตวาดขึ้นทันที “หลิวจื่อซู!”
ปฏิกิริยาของเอ้อร์หลางนั้นรวดเร็วอย่างยิ่ง เขารีบจับมือของเสี่ยวไหลฝูไว้แล้วดึงต้นหอมลงมาเพื่อให้ได้ความสูงเท่ากับต้นที่ถูกดึงไปก่อนหน้า
เสี่ยวไหลฝูไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เบิกตากลมโต เห็นได้ชัดว่าตกใจ
เอ้อร์หลางรีบส่งยิ้มประจบมาทางห้องโถง กวักมือเรียกน้องๆ และเสี่ยวไหลฝูให้นำต้นหอมไปที่ห้องครัว
อาวั่งจงใจหันกลับไปมองกระถางผัก เป็นระเบียบเรียบร้อยดี ถึงได้ถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก รับต้นหอมที่เด็กๆส่งมาให้
ต้าหลางยืนมองอยู่ด้านหลังน้องชายน้องสาว อันที่จริงหากน้าเหยาไม่ส่งเสียง เขาก็สามารถห้ามเอ้อร์หลางได้ทันท่วงทีเช่นกัน
เพียงแต่ว่าน้าเหยาตาไวกว่าเล็กน้อย
ต้าหลางทำท่าจิ้มหน้าผากของเอ้อร์หลางเบาๆ แล้วอธิบายเหตุผลให้เสี่ยวไหลฝูฟัง
เสี่ยวไหลฝูแสดงสีหน้าเหมือนเพิ่งจะเข้าใจ จากนั้นก็มองเอ้อร์หลางอย่างโกรธเคืองและน้อยใจ เขาก้มตาลงแล้ววิ่งกลับไปที่ห้องโถง ยืนอยู่ด้านหลังบิดามารดา
ซื่อเหนียงทำหน้าเหมือน ‘จบสิ้นแล้ว’ พลางกระซิบเตือนเบาๆ “พี่รอง ท่านทำให้เขาโกรธแล้ว รีบไปขอโทษเร็วเข้า”
เอ้อร์หลางเกาศีรษะอย่างประหม่า คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ก้าวเข้ามา อยากจะเรียกเสี่ยวไหลฝูออกไป
เสี่ยวไหลฝูไม่สนใจเขา เอ้อร์หลางจึงกระซิบพูดกับเขาเสียงเบาว่าขอโทษ
เสี่ยวไหลฝูมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อเห็นแววตาจริงใจของเอ้อร์หลางก็ยิ้มออกมา ทั้งสองก็คืนดีกันอีกครั้ง
เมื่อมองดูเด็กๆกลับไปเล่นด้วยกันอีกครั้ง ทั้งยังเสียงดังกว่าเมื่อครู่ ฉินเหยาก็กล่าวว่า
“เด็กวัยนี้ ไปสำนักศึกษาน่าจะดีกว่า”
แววตาของหลี่ซื่อฉายแววยินดี แต่ก็กลัวว่าตนจะเข้าใจผิดจึง.อดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ รอคอยคำพูดต่อไปของฉินเหยาอย่างคาดหวัง
แต่ฉินเหยากลับเริ่มแบ่งงานให้คนทั้งสองก่อน นางพูดกับซ่งอวี้ว่า
“ต่อไปนี้เจ้าตามข้าไปที่โรงงานเครื่องเขียน หลังจากคุ้นเคยแล้วเจ้ามาเป็นรองผู้ดูแล พวกเราจะทดลองงานหนึ่งเดือนก่อน ดูความสามารถของเจ้าแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะให้เจ้าอยู่ต่อหรือส่งกลับไป”
“ในโรงงานเครื่องเขียน เงินเดือนของรองผู้ดูแลคือเดือนละสี่ร้อยเหวิน ยังมีอาหารเช้าและกลางวันให้ทุกวัน รวมถึงพวกเนื้อ ไข่ และข้าวสารเสริมให้ในวันเทศกาลต่างๆ”
“ระหว่างทดลองงานจะจ่ายค่าจ้างให้ห้าส่วน หลังจากผ่านการประเมินแล้วจะจ่ายให้เต็มจำนวน”
“ข้าจะหาห้องให้พวกเจ้าห้องหนึ่ง ค่าเช่าไม่ต้องรับผิดชอบเอง ครอบครัวของพวกเจ้าอยู่กันเองได้เลย”
แล้วนางก็พูดกับหลี่ซื่อว่า “พรุ่งนี้เช้าเจ้าเป็นคนทำอาหาร ลองฝีมือทำอาหารของเจ้าดูก่อน พรุ่งนี้หลังจากข้าได้ชิมฝีมือเจ้าแล้ว ข้าจะมอบหมายงานที่เฉพาะเจาะจงให้เจ้าอีกที”
ฉินเหยาเตือนนาง “ข้ากินจุ ชอบรสจัด นอกจากนี้เด็กๆที่บ้านไปสำนักศึกษาแต่เช้า เจ้าต้องตื่นเช้าหน่อยและต้องเตรียมอาหารกลางวันของพวกเขาให้พร้อมด้วย”
เมื่อได้กลิ่นบะหมี่หอมกรุ่นโชยมาจากทางห้องครัว ฉินเหยาก็ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “วันนี้เอาแค่นี้ก่อน พวกเจ้ากินอะไรรองท้องไปก่อน ข้าจะไปจัดห้องให้พวกเจ้า มีอะไรสงสัยก็ถามอาวั่ง”
ฉินเหยาลุกขึ้น หลิวจี้ก็ลุกขึ้นตามทันที บอกให้เด็กๆอย่าส่งเสียงดัง กวักมือเรียกเสี่ยวไหลฝูเข้าห้องมากินบะหมี่แล้วพาพวกต้าหลางสี่พี่น้องออกไป
นี่คือแรงงานสำเร็จรูปทั้งนั้น ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเรี่ยวแรงเยอะจึงรับผิดชอบสวมปลอกผ้านวมปูผ้าปูที่นอน
ส่วนซานหลางกับซื่อเหนียงน่ะหรือ…แขนขาเล็กๆไม่มีเรี่ยวแรงอะไร ยืนทรงตัวได้มั่นคงก็อมิตาภพุทธแล้ว จัดให้อยู่ฝ่ายสร้างบรรยากาศก็แล้วกัน แค่ตะโกนให้กำลังใจก็พอ
ตอนที่ 442: โชคลาภยังรออยู่ข้างหน้า
ครอบครัวซ่งอวี้ทั้งสามคน กินบะหมี่หอมกรุ่นอุ่นร้อนพลางมองฉินเหยาที่ยืนคุมห้าพ่อลูกปูที่นอนอยู่หน้าห้อง พลางฟังเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังมาจากห้องข้างๆ เกิดภาพลวงตาว่าโลกใบนี้ช่างลึกลับพิสดารเป็นพิเศษ
เคยเห็นแต่คนรับใช้ปูที่นอนให้เจ้านาย
ยังไม่เคยเห็นเจ้านายปูที่นอนให้คนรับใช้มาก่อน
โลกใบนี้มันเป็นอะไรไปแล้ว
ทั้งสามคนคาบเส้นบะหมี่อยู่ในปาก อดคิดไม่ได้ว่าตนเองได้เข้ามาในถ้ำภูตผีปีศาจยามค่ำคืน ทุกสิ่งที่เห็นตรงหน้านี้ล้วนเป็นภาพมายาที่สร้างขึ้นมาเพื่อลวงตาพวกเขา
อันที่จริงลานบ้านเล็กๆ อันแสน.อบอุ่นที่พวกเขาเห็นคือถ้ำปีศาจที่เต็มไปด้วยกระดูกแห้งและใยแมงมุม บะหมี่หอมกรุ่นที่ถืออยู่ในมือคือคางคกและหนอนแมลงวันที่แปลงกายมา พอกินเข้าไปรอจนฟ้าสางวันพรุ่งนี้ พวกเขาก็จะเน่าเปื่อยกันหมด
แต่ว่า…บะหมี่ผักธรรมดาชามนี้หอมอร่อยจริงๆนะ!
หลี่ซื่อพลันเคร่งเครียดขึ้นมา ฝีมือทำอาหารของพ่อบ้านอาวั่งผู้นี้ ดูท่าว่านางจะเอาชนะเขาได้ยากอยู่บ้าง
แต่ฟังความหมายของฮูหยินแล้ว หากทำได้ไม่เป็นที่พอใจ งานในห้องครัวก็จะไม่มอบให้นาง
ไม่มีใครเลี้ยงคนว่างงาน หากอาศัยเพียงเงินเดือนของสามี ครอบครัวของพวกนางทั้งสามคนก็จะใช้ชีวิตยากขึ้นกว่าเดิม
หลี่ซื่อครุ่นคิดว่าพรุ่งนี้จะทำกับข้าวอะไรดีพลางกินบะหมี่ในมือจนหมดเกลี้ยง แม้แต่น้ำแกงหยดสุดท้ายก็ซดจนหมด
“น้ำแกงนี่พิเศษมาก…” หลี่ซื่อดูดปากรับรสชาติที่ยังคงค้างอยู่ หอมหวานสดชื่น เจือด้วยกลิ่นหอมของถั่วเหลือง “หรือว่าจะเป็นน้ำแกงที่เคี่ยวจากงู”
อาวั่งที่ยืนเป็นเสาอยู่ข้างประตูได้ยินดังนั้นก็หันกลับมามองหลี่ซื่ออย่างประหลาดใจ “เจ้าชิมออกด้วยรึ”
หลี่ซื่อพยักหน้าอย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าตนเองจะเดาถูกจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น น้ำแกงนี้ยังเข้มข้น ไม่ใช่งูตัวเล็กๆธรรมดาจะเคี่ยวออกมาได้
อาวั่งช่วยไขข้อสงสัยให้นาง กล่าวว่า “ตอนเที่ยงข้าจับงูหลามหญ้าในพงหญ้าริมแม่น้ำได้สองตัว ตัวผู้หนึ่งตัว ตัวเมียหนึ่งตัว”
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง สรรพสิ่งฟื้นคืนชีพก็ถึงฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์อีกครั้ง เดินอยู่บนถนนก็มักจะมีโชคลาภไม่คาดฝันอยู่เสมอ
เห็ดในป่าก็ขึ้นมาเยอะมาก ตอนที่เขาขึ้นเขาไปตัดฟืนก็สามารถเก็บกลับมาได้หนึ่งตะกร้าสบายๆ
ที่บ้านจึงมีน้ำแกงเห็ดสดใหม่หลากหลายชนิดให้กินไม่ขาด บำรุงร่างกายจนใบหน้าของเด็กๆ กลมขึ้นมาหนึ่งรอบ
ต้าหลางดูเหมือนจะถึงช่วงวัย ‘เด็กหนุ่มวัยกระทงที่กินจนพ่อหมดตัว’ แล้ว ปริมาณการกินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวก็สูงขึ้นมาช่วงหนึ่ง
หลี่ซื่อแอบจดจำข้อมูลเหล่านี้ไว้ในใจ ตัดสินใจปริมาณอาหารที่จะเตรียมในวันพรุ่งนี้ได้แล้ว
ดึกมากแล้ว ที่นอนปูเสร็จเรียบร้อย หลิวจี้ไล่เด็กๆเข้าห้องไปนอน ตนเองก็กลับไปนอนเช่นกัน
ฉินเหยาเก็บหนังสือขายตัวของสองสามีภรรยาซ่งอวี้เรียบร้อยก็จุดหญ้าอ้ายไล่ยุงแล้วเข้านอน
ยังไม่ถึงฤดูร้อน แต่ในชนบทมียุงเยอะ ตอนนี้ก็เริ่มโผล่ออกมาแล้ว หากไม่จุดรมควันด้วยหญ้าอ้าย กลางดึกก็มีโอกาสสูงที่จะถูกเสียงน่ารำคาญ เสียง ‘หึ่งๆ’ นั้นปลุกคนให้ตื่นได้
อาวั่งเตรียมน้ำร้อนและหญ้าอ้ายให้ครอบครัวซ่งอวี้ เก็บกวาดห้องครัวเสร็จ ตรวจสอบประตูหน้าต่างเรียบร้อยก็กลับไปนอนที่ห้องใต้หลังคา
ห้องข้างเล็กๆห้องหนึ่งถูกทิ้งไว้ให้ครอบครัวทั้งสามคน ห้องนั้นเล็กมาก มีเพียงเตียงเล็กๆที่กว้างไม่ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบเซนติเมตร
แต่บนพื้นยังปูเสื่อไว้ ทำเป็นที่นอนบนพื้น สามารถให้เด็กนอนได้
ผ้าห่มบนเตียงหอมฟุ้ง หลี่ซื่อพึมพำอย่างใคร่รู้ “ไม่รู้ว่าใช้เครื่องหอมอะไรอบ ถึงได้หอมสบายเช่นนี้”
เสี่ยวไหลฝูที่นอนอยู่ในผ้าห่มนุ่มๆบนพื้นรีบตอบอย่างภูมิใจ “ข้ารู้ เป็นเซียงอี๋ของเจ้านาย!”
หลี่ซื่ออยากจะเอ่ยตามสัญชาตญาณว่านี่เป็นไปไม่ได้ เซียงอี๋เป็นของล้ำค่าเพียงใดกัน
ฮูหยินและคุณหนูในจวนตระกูลซ่งยังใช้แค่ล้างหน้าล้างมือเท่านั้น
แต่ยังไม่ทันได้พูดก็นึกขึ้นได้ถึงเซียงอี๋ที่เห็นบนขอบหน้าต่างตอนที่ล้างหน้าล้างตาเมื่อครู่
เสี่ยวไหลฝูสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ในผ้าห่มเข้าไปลึกๆ “ใช่แล้ว เป็นกลิ่นของเซียงอี๋จริงๆ เอ้อร์หลางบอกว่าบ้านของพวกเขาใช้เซียงอี๋อาบน้ำสระผมซักเสื้อผ้า ซักเสร็จก็จะหอมฟุ้งไปหมด”
สีหน้าของซ่งอวี้เคร่งขรึมลง “อย่าเรียกสุ่มสี่สุ่มห้า ต้องเรียกว่านายน้อยรอง จำได้หรือไม่”
เสี่ยวไหลฝูพึมพำอย่างไม่พอใจ “แต่นายน้อยรองบอกชัดๆว่าให้เรียกเขาว่าเอ้อร์หลางนี่นา…”
ซ่งอวี้ยังอยากจะตักเตือนบุตรชายอีกสักหน่อย พอหันกลับไปมอง เจ้าตัวเล็กพูดไปพูดมาก็หลับไปเสียแล้ว
“เฮ้อ~” หลี่ซื่อถอนหายใจเฮือกหนึ่ง การมาหมู่บ้านตระกูลหลิวครานี้แตกต่างจากที่นางคาดการณ์ไว้มากกลับทำให้นางรู้สึกไม่มั่นคงในใจ
เจ้าบ้านใหม่ครอบครัวนี้ จะว่าไม่ร่ำรวยก็กลับใช้ของล้ำค่าอย่างเซียงอี๋มาซักผ้าห่ม
จะว่าร่ำรวย ที่บ้านกลับมองไม่เห็นเครื่องหยกเครื่องทองแม้แต่ชิ้นเดียว
โชคดีที่เจ้านายบ้านนี้ดูเหมือนจะเป็นคนใจดีทั้งนั้น ฮูหยินยังรับปากว่าจะส่งเสี่ยวไหลฝูไปสำนักศึกษาอีกด้วย เมื่อคิดเช่นนี้ บางทีโชคลาภยังรออยู่ข้างหน้าก็เป็นได้
ทั้งคืน หลี่ซื่อแทบไม่ได้นอน ในใจกังวลอยู่กับอาหารเช้ามื้อนั้น หรี่ตาลงครู่เดียว ไม่นานก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีก
หลังจากหลับไปอีกครั้งก็ถูกเสียงอ่านหนังสือเบาๆปลุกให้ตื่น นางสะดุ้งลุกขึ้นนั่งบนเตียง ในใจร้องว่าแย่แล้วแย่แล้ว ดันตื่นหลังเจ้าบ้านเสียได้
ในยามนี้หลี่ซื่อยังไม่รู้ถึงความมุ่งมั่นของนายท่านใหญ่ที่จะชิงตำแหน่งคนตื่นเช้าที่สุดในบ้าน ไม่เข้าใจ ‘ธรรมเนียมปฏิบัติ’ ข้อนี้ คิดแต่เพียงว่าตนเองสายแล้วจึงรีบสวมเสื้อผ้าเดินไปยังห้องครัว
พอเปิดประตูออกไปก็มึนงงไปชั่วขณะ ฟ้ายังคงมืดสนิท ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัด
เสียงไก่ขันดังมาจากสวนหลังบ้าน ที่แท้เพิ่งจะยามอิ๋นต้นๆ (ใกล้เวลาตีสามครึ่ง)
หันกลับไปมองห้องหนังสือที่สว่างไสวในสวนหลังบ้านอีกครั้ง หลี่ซื่อก็บังเกิดความเคารพอย่างสุดซึ้ง นายท่านช่างขยันอ่านหนังสือถึงเพียงนี้!
แต่ในเมื่อตื่นแล้วก็เตรียมตัวเลยแล้วกัน
ต้องรออีกหนึ่งชั่วยามกว่าๆ นายน้อยคุณหนูถึงจะตื่นไปสำนักศึกษา เวลาที่เหลือให้เตรียมตัวจึงมีอย่างเพียงพอ
หลี่ซื่อจุดตะเกียงแล้วเริ่มยุ่งง่วนอยู่ในครัวอย่างเบามือ
เมื่อคืนนี้นางได้ทำความคุ้นเคยกับห้องครัวคร่าวๆกับพ่อบ้านอาวั่งแล้ว รู้ว่าที่บ้านมีไข่ไก่ แป้ง ข้าวฟ่างและผลไม้แห้งต่างๆ จึงตัดสินใจทำขนมที่ตนเองถนัดที่สุด
พอนึกถึงอาหารกลางวันของนายน้อยคุณหนูก็เตรียมเกี๊ยวจิ่วช่ายเพิ่มอีก
เสียงในห้องครัวนั้นเบามากจนแทบจะไม่ได้ยิน ฉินเหยารู้สึกได้ว่ามีคนตื่นแล้ว แต่ก็กลับหลับไปอีกในไม่ช้า
นางจงใจตื่นเช้าเป็นพิเศษพร้อมกับเด็กๆ เพิ่งจะสวมเสื้อผ้าเสร็จก็ได้ยินเสียงร้องว้าวๆอย่างประหลาดใจของฝาแฝดดังมาจากในลานบ้าน
กลิ่นหอมของอาหารเช้าลอยผ่านร่องหน้าต่างเข้ามาแตะจมูก เป็นกลิ่นหอมหวานของอาหารประเภทแป้ง เจือด้วยกลิ่นไหม้เล็กน้อย ชวนให้น้ำลายสอ
ฉินเหยาผลักประตูออกไป เห็นได้ชัดว่ามีเพียงครอบครัวซ่งอวี้เพิ่มขึ้นมาสามคน แต่กลับรู้สึกเหมือนในลานบ้านเต็มไปด้วยผู้คน
เสี่ยวไหลฝูวิ่งไปมาระหว่างห้องครัวกับห้องโถง ช่วยมารดาทำเรื่องเล็กๆน้อยๆที่พอจะทำได้
ซ่งอวี้เองก็ไม่ได้อยู่เฉย ได้กวาดทำความสะอาดทั้งในและนอกลานบ้านเรียบร้อยแล้วและเตรียมกระดาษและพู่กันที่ต้องใช้สำหรับไปทำงานพร้อมแล้ว รอเพียงฉินเหยาไปโรงงานเครื่องเขียนด้วยกัน
อาวั่งให้อาหารสัตว์เสร็จแล้ว กำลังช่วยฝาแฝดแกะมวยผมที่เมื่อคืนเสียดายจนไม่ยอมแกะนอน ตอนนี้กลับพันกันยุ่งเหยิง
ในวินาทีนี้ อาวั่งพลันนึกถึงมือของอินเยว่ที่พลิกไหวอย่างคล่องแคล่วในกลุ่มเส้นผมขึ้นมา ในเรื่องการเกล้าผมนั้นสองมือของนางไม่ได้ด้อยไปกว่าสองมือของเขาที่ใช้สังหารคนเลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้ทำการบ้านช่วงเช้าเสร็จแล้ว ในมือถือเครื่องฝึกกำลังแขนสองอันที่ฉินเหยาใช้แท่นโม่หินเล็กๆทำให้ต้าหลาง เดินไปพลางยกขึ้นลงไปพลาง ปากก็ส่งเสียง “เฮ้ ฮ่า” ออกแรงไปด้วย
ตอนที่ฉินเหยาผลักประตูออกมา หลิวจี้กำลังยกเครื่องฝึกออกกำลังขึ้นสูง สองสามีภรรยาสบตากันพอดี
หลิวจี้กะพริบนัยน์ตาดอกท้อปริบๆ นางจะคิดว่าข้าเหมือนลิงกอริลลาตัวใหญ่หรือไม่นะ
ใบหน้าหล่อเหลาพลันแดงก่ำ เขารีบหันหลังกลับ แบกแท่นโม่หินสำหรับฝึกสองอันที่หนักอึ้งวิ่งหนีไปยังสวนหลังบ้านทันที!
ฉินเหยา ???
เมื่อครู่มีตัวอะไรวิ่งผ่านหน้าไปน่ะ
ตอนที่ 443: หมั่นโถวลายกลีบดอกไม้และขนมพุทรา
“ฮูหยิน เชิญรับอาหารเช้าได้แล้วเจ้าค่ะ”
หลี่ซื่อจัดวางถ้วยและตะเกียบเสร็จแล้วก็ยืนอยู่ที่ประตูห้องโถงเอ่ยเรียกเบาๆ
ปฏิกิริยาของเด็กๆนั้นรวดเร็วกว่าฉินเหยา พวกเขากรูกันเข้ามาเหมือนฝูงผึ้งในห้องโถงแล้วนั่งลงบนที่นั่งของตนเอง
ไม่ใช่ว่าวันนี้พวกเขาเสียมารยาท เพียงแต่ว่าทุกเช้าที่ต้องไปสำนักศึกษานั้นหลีกเลี่ยงความวุ่นวายไม่ได้จริงๆ
บางครั้งฉินเหยาก็คิดว่าหรือจะจ้างท่านอาจารย์กลับมาสอนที่บ้านเลยดีหรือไม่
แต่พอคิดอีกที เด็กๆก็ชอบไปสำนักศึกษา ที่นั่นมีเพื่อนวัยเดียวกันเยอะ บรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันดีกว่าก็เลยไม่ได้คิดเรื่องนี้อีก
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอาจารย์ของตระกูลติงก็ดีที่สุดในอำเภอไคหยางแล้ว มีกี่บ้านกี่ครอบครัวที่อยากจะเข้าสำนักศึกษาตระกูลติงก็ยังเข้าไปไม่ได้เลย
ฉินเหยาตะโกนเรียกไปทางห้องหนังสือที่สวนหลังบ้าน “หลิวจี้!”
ประตูใหญ่ของห้องหนังสือเปิดออก หลิวจี้ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านชุดใหม่แล้ววิ่งเหยาะๆเข้ามา สองสามีภรรยานั่งลงที่โต๊ะแล้วเริ่มชิมอาหาร
อาหารเช้าที่หลี่ซื่อเตรียมในวันนี้มีสองอย่าง
อย่างหนึ่งคือขนมข้าวฟ่างพุทราจีน ทำจากข้าวฟ่างและพุทราแดง
จัดวางอย่างประณีต ดูเหมือนจานดอกทานตะวันสีเหลืองอ่อนที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ
อีกอย่างหนึ่งคือหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้สองสี ทำจากแป้งบักวีตและแป้งขาว
ที่บ้านเคยมีอาหารเช้าที่ประณีตเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
ฉินเหยาพยักหน้าหนึ่งครั้ง เด็กๆก็รีบยื่นตะเกียบออกไปอย่างใจร้อน คีบขนมข้าวฟ่างพุทราจีนที่ทั้งหอมหวานและดูสวยงามน่ากินเข้าปาก
ซานหลางชอบกินของหวานที่สุด ดวงตาพลันเปล่งประกาย เงยหน้าขึ้นพูดกับฉินเหยาอย่างประหลาดใจว่า “ท่านแม่ อร่อย!”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็พยักหน้าแสดงความเห็นด้วยเช่นกัน
ซื่อเหนียงคีบชิ้นที่สองแล้ว แต่ขนมข้าวฟ่างพุทราจีนนี้ดูเหมือนจะบาง แต่กินเข้าไปแล้วกลับอิ่มท้อง สองชิ้นผ่านไป กระเพาะเล็กๆของซื่อเหนียงก็อิ่มไปครึ่งหนึ่งแล้ว ยังรู้สึกเลี่ยนเล็กน้อย
ดวงตากลมโตดำขลับมองไปยังหมั่นโถวสองสีที่วางอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่
ที่เคยเห็นบ่อยๆในวันวาน ไม่เป็นหมั่นโถวสีเทาที่ทำจากแป้งบักวีตดำก็เป็นหมั่นโถวสีขาวที่ทำจากแป้งขาว หรือไม่ก็เป็นหมั่นโถวสีเหลืองที่ทำจากข้าวฟ่าง
แต่การนำสองสีมาผสมกันแล้วยังทำเป็นหมั่นโถวชั้นหนึ่งสีขาวชั้นหนึ่งสีเทาก็ทำให้ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย
หลังจากที่นางทะลุมิติมา วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้สองสีเช่นนี้อีกครั้ง
นางยื่นมือไปหยิบขึ้นมาหนึ่งลูก แบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งยื่นให้ซื่อเหนียงที่กำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
นางรู้ว่าตนเองกินหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้ทั้งลูกไม่หมดแล้ว กำลังรอให้มีคนเสนอแบ่งกันอยู่พอดี
นางรับหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้ขนาดเท่ากำปั้นของตนเองครึ่งลูกมาจากมือของท่านแม่ด้วยความยินดี อ้าปากกว้างแล้วกัดลงไปคำโต
หมั่นโถวลายกลีบดอกไม้นี้นุ่มฟู กัดทีเดียวก็ถึงก้น รสชาติเค็มเล็กน้อย ยังมีกลิ่นหอมของต้นหอม ช่วยลดความเลี่ยนจากการกินขนมข้าวฟ่างพุทราจีนก่อนหน้านี้ได้ หอมกรุ่น แก้เลี่ยนได้เป็นอย่างดี
“ท่านแม่ เป็นหมั่นโถวรสเค็ม!” ซื่อเหนียงประหลาดใจ “ที่แท้หมั่นโถวก็เป็นรสเค็มได้ด้วย”
“รสเค็มรึ” หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างใคร่รู้ เขาโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยกินหมั่นโถวรสเค็มเลย
เขาวางขนมข้าวฟ่างพุทราจีนที่คีบไว้ลงในชามทันที หันไปหาหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้กลิ่นต้นหอมแทน
พอกัดเข้าไปคำหนึ่ง หลิวจี้ก็ตกใจ “ไม่เห็นมีต้นหอมเลย ทำไมถึงมีกลิ่นหอมของต้นหอมได้”
หลี่ซื่ออธิบายด้วยรอยยิ้มอยู่ข้างๆ “เรียนนายท่าน ข้าใช้น้ำมันร้อนๆ ราด.ลงบนต้นหอม จากนั้นกรองเอาต้นหอมที่ไหม้ออก เหลือไว้เพียงน้ำมันหอม ตอนที่นวดแป้งก็ผสมเข้าไปเล็กน้อย หมั่นโถวลายกลีบดอกไม้ที่นึ่งออกมาจึงมีกลิ่นหอมของต้นหอมเจ้าค่ะ”
กลิ่นของต้นหอมนั้นหอมแรงอยู่แล้ว ดังนั้นหลังจากนึ่งแป้งแล้ว กลิ่นหอมจางๆที่เหลืออยู่จึงกำลังพอดี ไม่ฉุนจนเกินไป
แน่นอนว่า ก่อนที่จะทำหมั่นโถวรูปดอกไม้สองสีนี้ หลี่ซื่อก็ได้ทำการบ้านกับอาวั่งไว้ล่วงหน้าแล้ว รู้ว่าทุกคนในบ้านกินต้นหอม ถึงได้ตั้งใจทำขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าเด็กๆ ทั้งชอบขนมข้าวฟ่างพุทราจีนแต่ก็รู้สึกว่ากินมากไปแล้วเลี่ยน หลี่ซื่อจึงกล่าวว่า
“ขนมข้าวฟ่างพุทราจีนนี้ยังสามารถนำไปย่าง.บนเตาถ่านได้ ย่างให้สี่ด้านเกรียมหอมกรอบแล้วค่อยกินก็จะไม่รู้สึกเลี่ยนแล้วเจ้าค่ะ หากชอบหวานก็จิ้มน้ำผึ้งกินด้วยกัน จะอร่อยยิ่งขึ้น”
หลี่ซื่อย่อกายคารวะ ยิ้มให้ซื่อเหนียง “คุณหนูสี่จมูกไว ข้าเพิ่งจะเตรียมขนมข้าวฟ่างพุทราจีนที่ย่างแล้วไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
หลิวจี้รีบกลืนหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้สองสีที่หอมกรุ่นในปากลงไป “รีบยกมาเร็วเข้า!”
หลี่ซื่อพยักหน้า กลับไปที่ห้องครัวแล้วยกขนมข้าวฟ่างพุทราจีนที่อาวั่งช่วยย่างไว้ให้ขึ้นมา
ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว อาวั่งพาเด็กๆเข้าป่าไปตีรังผึ้งป่ามาสองรัง คั้นน้ำผึ้งสดใหม่ได้สิบกระปุกเล็ก
ฉินเหยาแบ่งให้บ้านเรือนเก่าสองกระปุก ให้เรือนปทุมอีกสองกระปุก ที่เหลือหกกระปุกเก็บไว้กินเองที่บ้าน
ตอนนี้ยังเหลืออีกหนึ่งขวด พอดีได้ใช้ประโยชน์
หลิวจี้ต้องจิ้มน้ำผึ้งแน่นอน เขาชอบของหวานมาก ความหวานที่ฉินเหยารู้สึกเลี่ยน เขากลับรู้สึกว่ากำลังพอดี
ฉินเหยากินรสชาติดั้งเดิมที่ย่างจนเกรียมหอม ขนมข้าวฟ่างพุทราจีนของหลี่ซื่อเดิมทีก็ไม่ได้ทำหวานมากนัก หลังจากย่างขอบจนเกรียมแล้ว รสสัมผัสก็ยิ่งหลากหลายขึ้น เข้มข้นกำลังดี กินแล้วก็อยากกินอีก ไม่เหมือนขนมเลยสักนิดกลับเหมือนขนมเปี๊ยะมากกว่า
“ข้าว่าอร่อยมาก” ฉินเหยาพยักหน้ากล่าวอย่างพึงพอใจ
หลิวจี้ก็พูดเสริม “ฤดูหนาวนั่งอยู่ข้างเตาไฟ ย่างไปกินไป เกรงว่ารสชาติจะยิ่งอร่อยกว่านี้”
กินจนปากแห้ง จิบชาหอมๆสักคำก็จะยิ่งวิเศษ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ขนมที่เหลือ.บนโต๊ะสี่พี่น้องก็พากันแบ่งใส่หีบหนังสือเอาไปสำนักศึกษาอย่างมีความสุข
หลี่ซื่อรู้ว่าตนผ่านการทดสอบแล้ว ในใจก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลิวจี้นำขนมข้าวฟ่างพุทราจีนและหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้กลิ่นต้นหอมที่ห่อไว้ออกจากบ้านไปยังเรือนปทุมเพื่อนำของดีไปอวด ฉินเหยาเช็ดปากจนสะอาด มองไปยังหลี่ซื่อที่รอรับคำสั่งอย่างประหม่า
ฉินเหยามอบหมายงานให้หลี่ซื่อ “ต่อไปนี้เจ้ามารับผิดชอบอาหารสามมื้อเช้ากลางวันเย็นในบ้าน รวมถึงงานเย็บปักถักร้อย ซักรีดเสื้อผ้า เงินเดือนเดือนละสองร้อยเหวิน”
“เจ้ามาตอนเช้าทุกวัน ทำอาหารเย็นเสร็จก็กลับบ้านได้ อาหารเช้าและกลางวันกินกับพวกเราได้ ส่วนถ้วยชามตอนเย็นพวกเราจะเก็บไว้ในอ่างล้างจานเอง เจ้าค่อยมาล้างตอนเช้าวันรุ่งขึ้นก็พอ”
“ส่วนเรื่องผัก ในสวนหลังบ้านมีสวนผักอยู่ เจ้าดูแล้วก็เด็ดเอาได้เลย หากผักไม่พอหรือขาดเหลืออะไรก็บอกอาวั่ง เขาจะเข้าเมืองไปซื้อกลับมาให้”
“อีกอย่าง ที่บ้านต้องมีกับข้าวที่เป็นเนื้อหนึ่งครั้งทุกสามวัน อาหารเช้ากลางวันจะกินง่ายๆหน่อยก็ได้ แต่ตอนเย็นต้องตั้งใจเตรียมหนึ่งมื้อ ส่วนเงินค่ากับข้าวในบ้านต่อเดือน เจ้าไปสอบถามจากอาวั่งเอา”
หลี่ซื่อย่อกายรับคำ “ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
“เบื้องต้นก็เท่านี้” ฉินเหยาลุกขึ้น กำชับให้อาวั่งช่วยดูแลหลี่ซื่อ เตรียมจะพาซ่งอวี้ไปโรงงานเครื่องเขียน
ส่วนเสี่ยวไหลฝูนั้น ปีนี้ครึ่งปีแรก.คงจะจัดให้เข้าสำนักศึกษาไม่ได้แล้ว คงต้องดูสถานการณ์ครึ่งปีหลัง
ที่อยู่ของครอบครัวทั้งสามคนยังไม่ได้กำหนด ตอนนี้ให้ติดตามหลี่ซื่ออยู่ที่บ้านไปก่อน ช่วยปล่อยวัวให้อาหารไก่ไปพลางๆ
แต่ตอนนี้งานเหล่านี้อาวั่งทำเสร็จหมดแล้ว ฉินเหยาจึงให้เขาตามตนเองและซ่งอวี้ออกจากบ้านไปเดินเล่นในหมู่บ้าน ทำความรู้จักเส้นทางเสียหน่อย
เสี่ยวไหลฝูอายุไล่เลี่ยกับเอ้อร์หลาง นิสัยร่าเริงว่านอนสอนง่าย ไม่กลัวคนแปลกหน้าเอ่ยเรียก ‘ฮูหยิน’ ไม่ขาดปาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รู้สึกว่าครอบครัวของตนไม่ได้มาเป็นทาส แต่เหมือนถูกจ้างมาช่วยทำงานที่บ้าน ความกล้าก็เพิ่มขึ้นด้วย ระหว่างทางเห็นอะไรก็เอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“ฮูหยิน นั่นอะไรหรือ ฮูหยิน ครอบครัวนั้นทำอะไรอยู่บนต้นไม้หรือ”
ตอนที่ 444: การรู้หนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะกลัวว่าบุตรชายจะซุกซนจนเกินงาม ซ่งอวี้จึงดุไปครั้งหนึ่ง
ฉินเหยาโบกมือแสดงออกว่าไม่เป็นไร เสี่ยวไหลฝูค่อนข้างว่านอนสอนง่าย ไม่เหมือนเด็กสี่คนในบ้านที่ถามแล้วยังต้องถามอีกว่าทำไม ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ช่างหนวกหูเสียจริง
ดังนั้น ซ่งอวี้จึงแอบเงี่ยหูฟังคำอธิบายของฉินเหยาอย่างเงียบๆ
เพราะถิ่นบรรพชนของซ่งจางอยู่ที่เจียงตูฝู่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ก่อนหน้านี้ สถานที่ห่างไกลที่สุดที่ครอบครัวทั้งสามคนเคยไปก็คืออำเภอไคหยางแห่งนี้
ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นต้นไม้เก็บลูกชาหรือลงนาปักดำต้นกล้าล้วนแต่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก!
สองพ่อลูกเดินทางมาถึงโรงงานเครื่องเขียนด้วยความแปลกใหม่ตลอดทาง
“อาจารย์!” อินเยว่ที่นั่งยองๆอยู่ข้างตุ่มน้ำ พยายามโบกใบผักในมือที่กำลังเตรียมจะล้าง
ฉินเหยาเหลือบมอง “เรียกผู้จัดการใหญ่ฉิน”
อินเยว่พลันเหี่ยวเฉาลงทันที “อ้อ ผู้จัดการใหญ่ฉิน…”
นางยังอยากจะพูดคุยกับอาจารย์อีกสักสองสามประโยค แต่คนก็หายไปเสียแล้ว
อินเยว่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เมื่อเช้านี้นางได้ถามผู้จัดการหลิวฉีที่สอนในชั้นเรียนสอนหนังสือแล้ว เขาบอกนางว่าวันหนึ่งเรียนห้าตัวอักษร กว่านางจะเรียนครบหนึ่งพันตัวอักษร อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึงสองร้อยวัน
สำหรับอินเยว่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม
แต่หนทางแก้ไขย่อมไม่ได้มีเพียงทางเดียว อินเยว่คิดในใจ เช่นนั้นข้าก็เรียนวันละสิบตัวอักษร ยี่สิบตัวอักษร!
แบบนี้เวลาก็จะสั้นลงสองเท่าถึงสี่เท่า
ทว่า ในไม่ช้านางก็พบปัญหาใหม่ นางถามผู้จัดการหลิวฉีว่าสามารถสอนนางเพิ่มวันละหลายๆตัวอักษรได้หรือไม่
จากนั้นก็ได้เห็นผู้จัดการหลิวฉีแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา เขาบอกว่า “ตัวอักษรที่ข้ารู้จักทั้งหมดรวมกันยังไม่ถึงหนึ่งพันตัวเลย เกรงว่าจะสอนเจ้าไม่ได้”
แต่เขาก็ช่วยออกความคิดให้นาง ให้นางไปหาท่านอาจารย์ที่สอนหนังสือในอำเภอเพื่อเรียนเอา
ใบหน้าของอินเยว่บูดบึ้ง สำนักศึกษาในอำเภอไม่รับลูกศิษย์สตรี นางจะไปเรียนหนึ่งพันตัวอักษรได้จากที่ไหนกัน
นางไม่ใช่คนโง่ ในไม่ช้าก็คิดออกว่าอาจารย์จงใจขัดขวางนาง คงกะจะให้นางเรียนตัวอักษรหนึ่งพันตัวไม่ได้ จะได้กราบอาจารย์ไม่สำเร็จ
นี่อย่างไรเล่า นางถึงได้มาดักรอฉินเหยาที่หน้าประตูโรงอาหารแต่เช้า คิดจะถามว่าลดเงื่อนไขหนึ่งพันตัวอักษรนี้ลงมาหน่อยได้หรือไม่
คิดไม่ถึงเลยว่าเพิ่งจะอ้าปาก คนก็หายไปเสียแล้ว
“เฮ้อ~” การเรียนหนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย อินเยว่ถอนหายใจ
ในขณะเดียวกัน ฉินเหยาก็ได้พาสองพ่อลูกซ่งอวี้ไปทำความคุ้นเคยกับสถานการณ์ในโรงงานทั้งหมดแล้ว ทั้งยังเรียกเหล่าหัวหน้างานและผู้ดูแลทุกคนในโรงงานมา ให้พวกเขามาทำความรู้จักกับคนใหม่
ก่อนหน้านี้ฉินเหยาได้แสดงเจตนาว่าจะหาผู้ดูแลมาแทนนางแล้ว ตอนนี้จู่ๆก็เรียกทุกคนมาประชุมย่อย ประกาศการมาถึงของซ่งอวี้ ทุกคนในโรงงานหลังจากตกใจแล้วก็ยอมรับได้
บัดนี้โรงงานเครื่องเขียนได้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของฉินเหยาแล้ว นางเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง บวกกับซ่งอวี้ได้แสดงฝีมือเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการของเขา ทุกคนไม่ยอมรับก็ต้องยอมรับ
คนเหล่านี้ นอกจากเฉียนวั่งแล้ว ที่เหลือล้วนแต่แข็งใจรับตำแหน่ง เรียนรู้อักษรมาได้ไม่กี่ตัว อ่านตำราได้ไม่กี่ประโยค แต่ยังห่างไกลจากการเขียนและคำนวณได้นัก
เมื่อการประชุมย่อยสิ้นสุดลง ซ่งอวี้ก็อยู่ที่โรงงานต่อ
เขาชี้เฉียนวั่ง ตั้งใจว่าจะเริ่มจากบัญชีของโรงงานก่อน ใช้เวลาทั้งวันเพื่อทำความเข้าใจรายจ่ายของแต่ละแผนกในโรงงานเพื่อให้การทำงานในวันพรุ่งนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี
ตามความคิดของซ่งอวี้แล้ว เขาทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหาเงินให้เจ้านาย เพียงแค่รักษารายได้ที่มีอยู่เดิม เจ้านายย่อมไม่พอใจแน่นอน
อีกทั้งยังมีบททดสอบช่วงทดลองงานหนึ่งเดือนค้ำคออยู่ ซ่งอวี้จึงไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย
พอได้ดูแล้ว ซ่งอวี้ก็พบว่าในรูปแบบเดิมนั้น นอกจากแนวคิดการผลิตแบบสายพานแล้ว ส่วนอื่นๆก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ศักยภาพของคนงานยังถูกนำมาใช้ไม่ถึงเจ็ดส่วน
อีกทั้งผลผลิตของโรงงานเครื่องเขียนยังซ้ำซาก โรงงานแปรรูปไม้ขนาดใหญ่เช่นนี้กลับมีสินค้าเพียงกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนและหีบหนังสือพลังเซียนสองอย่างนี้เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นรูปแบบรุ่นแรกสุด ตลอดเวลาหนึ่งปีกว่ามานี้ ไม่มีการสร้างสรรค์อะไรใหม่เลย!
แค่นี้ก็ทำกำไรได้ ยังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องจนถึงกลางปีนี้ ซ่งอวี้ยังรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ
แต่นี่เป็นเพียงสิ่งที่เขาเห็นหลังจากที่เพิ่งมาถึง
ตอนเที่ยงเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับเหล่าคนงานและผู้ดูแลในโรงอาหาร ซ่งอวี้ก็ได้ค้นพบจากการพูดคุยของทุกคนว่า อันที่จริงแล้วเงื่อนไขเริ่มต้นของโรงงานเครื่องเขียนไม่ได้ดีเท่าปัจจุบัน
ถนนใหญ่ที่เข้าสู่หมู่บ้านเพิ่งจะสร้างเสร็จเมื่อปลายปีที่แล้ว เครือข่ายการจัดซื้อก็เพิ่งจะค่อยๆเติบโตและสมบูรณ์ขึ้นเมื่อต้นปีนี้ทำให้ต้นทุนการจัดซื้อคงที่ลงได้
อีกอย่างก็คือ กำไรส่วนตัวของฉินเหยา นางได้กำหนดขอบเขตควบคุมไว้อย่างเข้มงวดว่าจะต้องไม่เกินสามส่วน
ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ นางได้สละให้กับเหล่าคนงาน นั่นก็คือสวัสดิการข้าวสารน้ำมันและธัญพืชเป็นครั้งคราว รวมถึงถ่านไฟในฤดูหนาวและน้ำแกงเย็นๆในฤดูร้อน
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกปียังต้องส่งมอบค่าเช่าที่ดินส่วนหนึ่งให้แก่ตระกูลและค่าใช้จ่ายในการตัดไม้และเก็บหินบนภูเขา
ถนนที่ซ่อมในหมู่บ้านก็ล้วนมาจากกำไรของโรงงานทั้งสิ้น
เพียงแค่มื้อกลางวันมื้อเดียว ซ่งอวี้ก็ต้องทบทวนใหม่อีกครั้งว่าฮูหยินของตนต้องการอะไรกันแน่
กำไรที่มากขึ้นดูเหมือนจะไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการผ่านการประเมินของเขาอีกต่อไป
บางที สิ่งที่ฮูหยินต้องการคือการทำให้รูปแบบการดำเนินงานเช่นนี้ยั่งยืนต่อไปได้
ซ่งอวี้กุมขมับ เป้าหมายหลังนี้ยากกว่าเป้าหมายแรกเสียอีก
แค่เพิ่มกำไร เขาสามารถทำให้เงินในมือของฮูหยินเพิ่มขึ้นสามส่วนได้อย่างรวดเร็ว
วิธีการก็ง่ายนิดเดียว ไม่พ้นไปจากการขูดรีดแรงงานของคนงานให้ถึงขีดสุดแล้วลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต่างๆลงก็จะสามารถประหยัดเงินได้ก้อนใหญ่
น่าเสียดายที่หลังจากมื้อกลางวัน เขาก็รู้ว่าหากตนทำเช่นนั้นจริงๆ ไม่ต้องรอถึงหนึ่งเดือน ไม่ถึงครึ่งเดือนฮูหยินก็จะจับครอบครัวของพวกเขาห่อส่งกลับไป
ขณะที่ซ่งอวี้กำลังกลุ้มใจ ฉินเหยาก็ได้พาหลี่ซื่อและเสี่ยวไหลฝูหาบ้านเช่าชั่วคราวในหมู่บ้านได้แล้ว
อยู่ที่บ้านของหลิวเหล่าฮั่นนั่นเอง
ก่อนสิ้นปีได้สร้างห้องใหม่ขึ้นหลายห้อง พี่น้องสามคนหลิวไป่ หลิวจ้งและหลิวเฝยได้ไปคนละห้อง
ตอนนี้จินฮวาและจินเป่าต่างก็มีห้องของตัวเองแล้ว ยังเหลือห้องเก่าของหลิวเฝยที่ว่างอยู่อีกหนึ่งห้อง
เดิมทีนางจางคิดว่าจะรีบรับลูกสะใภ้เข้าบ้าน ใครจะไปคิดว่าหลิวเฝยจะหนีไปตัวอำเภอเสียอย่างนั้น ทั้งยังอ้างข้ออ้างที่ฟังดูดีอย่างการไปเรียนหนังสืออีกแล้วนางจะทำอะไรได้!
เมื่อรู้ว่าเหล่าลูกสะใภ้มีห้องเล็กๆของตัวเองแล้ว ไม่ยินดีที่จะอยู่ปะปนกับอาสะใภ้และน้องสะใภ้คนอื่นๆ อีก ห้องที่สร้างใหม่จึงได้สร้างเตาไฟไว้ให้ด้วย
ตามความคิดของหลิวเหล่าฮั่นแล้ว ขอเพียงยังอยู่ในลานบ้านเดียวกัน สะดวกให้เขาได้เห็นหน้าหลานชายหลานสาว แต่ละครอบครัวอยากจะแยกไปทำอาหารกินเองก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรงอะไร
นานๆครั้งสามารถทำอาหารดีๆกินกันในบ้านได้ ตอนนี้นางเหอและนางชิวต่างก็พอใจกับชีวิตอย่างยิ่ง
เมื่อความต้องการส่วนตัวได้รับการตอบสนอง ครอบครัวใหญ่ก็ปรองดองกันมากขึ้น
น่าเสียดายก็แต่ห้องของหลิวเฝยที่ว่างเปล่า นางจางมองทีไรก็โมโหทุกที
ฉินเหยานำหลี่ซื่อเข้าประตูมาเพื่อจะเช่าบ้าน นางจางชี้ไปยังห้องใหม่ที่ว่างเปล่าของหลิวเฝย “มาได้จังหวะพอดี ให้เช่าไปเลย ดูสิว่าพอมันกลับมาแล้วจะนอนที่ไหน!”
นี่เป็นเพียงคำพูดประชด ฉินเหยาไม่ถือสา ได้แต่พาหลี่ซื่อไปดูห้องเก่าของหลิวเฝย
เพราะสร้างขึ้นทีหลัง ตำแหน่งจึงค่อนข้างห่างไกล อยู่ที่มุมด้านทิศตะวันออกของเรือนเก่า เดินออกจากประตูไม่กี่ก้าวก็ถึงประตูหลัง ลงไปยังแปลงผักเล็กๆก็จะถึงถนนใหญ่ ข้ามถนนไปก็เป็นแม่น้ำ การซักล้างปัดกวาดใช้น้ำในชีวิตประจำวันสะดวกมาก
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือต้องอาศัยอยู่ในบ้านของผู้อื่น อย่างไรก็คงจะไม่อิสระนัก
ฉินเหยากล่าว “นี่เป็นเพียงชั่วคราว รอให้ผ่านช่วงฤดูทำนาที่วุ่นวายไปก่อน ที่บ้านจะซ่อมแซมครั้งใหญ่ ถึงตอนนั้นข้าจะสร้างห้องเพิ่มอีกหนึ่งห้องที่ลานฝึกวรยุทธ์หลังเขา พวกเจ้าก็สามารถย้ายเข้าไปได้”
ตอนที่ 445: อยากกินเค้ก
หลี่ซื่อไม่มีอะไรจะพูดมากนัก เพียงกล่าวขอบคุณแล้วอดทนต่อความไม่คุ้นชินต่างๆ กลับไปเอาสัมภาระที่บ้านพร้อมฉินเหยาแล้วจัดแจงข้าวของเล็กน้อย
บ้านดินนั้นมืดสลัว ผนังถูกทำลายมานานปี ฝุ่นร่วงกราวลงมา
หากจะบอกว่าสภาพบ้านของฉินเหยาในสายตาของครอบครัวผู้มีอันจะกินนับได้เพียงว่าสะอาดเป็นระเบียบ เช่นนั้นแล้วบ้านของหลิวเหล่าฮั่นก็คงจะต้องใช้คำว่าซอมซ่อมาบรรยาย
แม้ว่าหลี่ซื่อจะไม่ได้ปริปากบ่น แต่จากสีหน้าสยดสยองตอนที่นางกวาดเจอรังมูลหนูแล้ว คิดว่าในใจคงจะพังทลายไม่น้อยเลย
ก่อนหน้านี้ตอนที่ฉินเหยาไปเป็น.องครักษ์จวนตระกูลติง ห้องข้างเล็กๆที่ตระกูลติงจัดให้นางก็ยังเป็นผนังอิฐและกระเบื้อง บนพื้นยังปูด้วยแผ่นหิน
พื้นดินโคลนที่นี่ขรุขระไม่เรียบ ผนังบ้านมีฝุ่นร่วงกราว ยังมีคานบ้านที่ดำมืดมองเห็นได้ไม่ชัดและหลังคาหญ้าคา ทุกอย่างล้วนเป็นการท้าทายขีดจำกัดของหลี่ซื่อ
ที่แท้แล้ว ครอบครัวที่ยากจนจริงๆ กลับยากจนถึงเพียงนี้!
โชคดีที่ผ้าห่มนุ่มๆ และมุ้งเตียงหนาๆที่ฉินเหยาจัดหาให้ช่วยบรรเทาความกังวลของหลี่ซื่อไปได้ไม่น้อย
อย่างน้อยพอมุ้งเตียงถูกปล่อยลงมา โลกใบเล็กๆข้างในนี้ก็ยังคงหอมกรุ่นและงดงาม
หลี่ซื่อรู้สถานะของตนเองดี นางมาเพื่อรับใช้ผู้อื่น ไม่ได้มาเพื่อเสวยสุข ครอบครัวเจ้านายใหม่ใจดีมาก ปฏิบัติต่อพวกนางอย่างดีก็นับเป็นโชคดีอย่างใหญ่หลวงแล้ว
ทุกวันหลังจากทำงานเสร็จ ตอนเย็นก็สามารถกลับบ้านของตนเองได้ ไม่ต้องคอยรับใช้ตลอดทั้งคืนก็สบายกว่าเมื่อก่อนไม่รู้เท่าไรแล้ว
ส่วนเสี่ยวไหลฝูนั้น เด็กน้อยยังเล็กอยู่จึงรู้สึกว่าทุกอย่างน่าสนใจไปเสียหมด แม้แต่จับแมลงในแปลงผักได้ก็ยังเป็นเรื่องแปลกใหม่
พอเด็กๆในหมู่บ้านมาหาเขาเพื่อชวนออกไปเล่นด้วยกัน เขากลับกลายเป็นคนที่แทรกซึมเข้าไปในกลุ่มคนของหมู่บ้านตระกูลหลิวได้เร็วที่สุดในบรรดาสามคนในครอบครัว
บ้านนี้ให้ผักหนึ่งกำ ไข่สองฟอง บ้านนั้นให้ขนมเหนียวมงคลครึ่งชิ้น เต้าหู้หนึ่งถ้วย ออกไปวิ่งเล่นรอบหนึ่งก็ได้ของกินกลับมาเต็มอกเสื้อ
ยังมีเหล่าป้าๆ ย่าๆฝากเขามาถามอีกว่า “ท่านแม่ ท่านช่วยสอนงานเย็บปักถักร้อยให้ทุกคนได้หรือไม่”
นั่นเป็นเวลาที่บ้านฉินเหยากำลังจะเริ่มกินอาหารเย็นพอดี เจ้าบ้านผ่อนปรนไม่มีกฎระเบียบอะไรมารัดตัว เสี่ยวไหลฝูจึงวิ่งตรงเข้าไปพูดคุยกับมารดาในห้องครัว
พอเห็นฉินเหยาถือธนูแขนเทวะที่ใช้ฝึกซ้อมกลับมาจากสวนหลังบ้าน เขาก็รีบร้องเรียกเสียงใสว่า “ฮูหยิน!”
“ท่านดูสิขอรับ!” เจ้าตัวเล็กชี้ไปยังไข่ไก่ ผักและเต้าหู้ต่างๆที่ตนเพิ่งจะวางไว้ในกระด้ง “ล้วนเป็นของที่ทุกคนให้มาทั้งนั้นเลย”
ฉินเหยาเหลือบมองแล้วยิ้มกล่าว “คงเป็นเพราะเห็นว่าเจ้าหนูอย่างเจ้าน่ารักถึงได้ให้เจ้า คนอื่นไม่มีวาสนาเช่นนี้หรอกนะ”
เจ้าตัวเล็กหน้าแดงอย่างเขินอาย ดวงตาเป็นประกายเต็มไปด้วยความสุขที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย
เขาชอบที่นี่มาก ไม่มีใครดูถูกเขา ไม่มีใครรังแกเขาเพราะสถานะของตนเอง ทั้งยังพาเขาไปเล่นด้วย จับปลาจับนกให้เขาดู
แน่.นอนว่า เขาก็บอกเล่าเรื่องราวภายนอกให้พวกเขาฟัง สอนพวกเขาเล่นเกมที่นายน้อยคุณหนูของจวนเจ้านายคนก่อนชอบเล่น
ฉินเหยากล่าวกับหลี่ซื่อที่อยู่ในห้องครัว “อากาศเริ่มร้อนแล้ว ผักที่เสี่ยวไหลฝูนำกลับมาพวกนี้เก็บไว้นานไม่ได้ คืนนี้ก็ทำกินด้วยกันเลยแล้วกัน พวกเจ้าจะได้นำกลับไปกินที่บ้านด้วย”
หากสามารถแยกกันได้ฉินเหยาก็จะพยายามแยกกันให้มากที่สุด คนในบ้านเดิมทีก็เยอะพอแล้ว หากเพิ่มครอบครัวซ่งอวี้เข้าไปอีกก็จะนั่งได้ไม่พอ เวลากินก็จะอึดอัด
ไม่ใช่แค่พวกนางที่จะอึดอัด ครอบครัวของซ่งอวี้เองก็คงจะอึดอัดเช่นกัน
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขาเสนอตัวลงจากโต๊ะไปแอบกินข้าวในห้องครัวด้วยความเคารพและหวาดหวั่นหรือต้องนั่งตัวแข็งทื่ออยู่หน้าโต๊ะอาหารตามคำสั่งของเจ้าบ้านพลางเคี้ยวข้าวเหมือนกำลังเคี้ยวขี้ผึ้ง แยกกันกินย่อมดีกว่า
ฉินเหยาชอบให้มีคนมาช่วยทำงาน แต่นางไม่ชอบเห็นคนอื่น ‘คุกเข่า’ ทำงานต่อหน้านาง
หลี่ซื่อดีใจ รีบรับคำ เช่นนี้นางก็จะประหยัดเวลาได้บ้าง ตอนกลางคืนกลับไปก็ยังสามารถทำชุดกระโปรงจากผ้าไหมเนื้อดีที่ฮูหยินต้องการได้
ฉินเหยาวางคันธนูลง มาที่โอ่งน้ำเพื่อล้างหน้า น้ำที่ตากแดดมาทั้งวันในตอนนี้อุ่นกำลังดี พอสัมผัสที่ใบหน้าแล้วสบายมาก
ตอนนี้พอเริ่มว่าง นางถึงได้รู้สึกว่าโลกกลับมาสวยงามอีกครั้ง แม้กระทั่งเสียงตะคอกของเอ้อร์หลางที่กำลังสอนการบ้านให้ฝาแฝดในห้องเด็กก็ยังฟังรื่นหูขึ้นมา
ช่วงนี้ถูกหลี่ซื่อเลี้ยงจนปากหวาน ฉินเหยาพลันอยากกินเค้กขึ้นมา
นางเลียริมฝีปาก ยิ่งคิดก็ยิ่งอยาก กลิ่นหอมหวานของเค้กดูเหมือนจะลอยมาแตะจมูกแล้ว
น่าเสียดายที่นางไม่รู้สูตร
หลี่ซื่อยกอาหารขึ้นโต๊ะแล้วหันหลังกลับไปถืออาหารของครอบครัวตนเองพลางเรียกบุตรชายกลับบ้าน ฉินเหยาก็พลันเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“หลี่ซื่อ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเค้กทำอย่างไร”
หลี่ซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามหยั่งเชิงกลับ “ฮูหยินอยากจะกินไข่ตุ๋นหรือเจ้าคะ”
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่ใช่แบบนั้น เป็นแบบที่อบออกมา ใช้ไข่ แป้ง น้ำตาลแล้วก็น้ำมันอะไรสักอย่างอบออกมา กินแล้วจะนุ่มๆฟูๆแบบนั้น”
หลี่ซื่อส่ายหน้า “บ่าวมีความรู้น้อย ไม่เคยได้ยินชื่อขนมเช่นนี้มาก่อน แต่ลองทำดูได้เจ้าค่ะ”
พอฉินเหยาได้ยินนางบอกว่าทำไม่เป็น เดิมทีก็หมดหวังแล้ว แต่พอเห็นหลี่ซื่อบอกว่าลองดูได้ก็ตบมือฉาดใหญ่ ยื่นเงินสองตำลึงส่งให้ “เช่นนั้นเจ้าก็ลองดู เงินไม่พอค่อยมาเอาที่ข้า ขาดวัตถุดิบอะไรก็ไปบอกอาวั่งให้ช่วยซื้อกลับมาให้”
สรุปก็คือ ตอนนี้ฉินเหยากระวนกระวายใจอย่างยิ่ง อยากจะกินเค้กคำนั้นให้ได้ ต่อให้เป็นของลอกเลียนแบบก็ตาม
บางครั้งความอยากอาหารของคนเราก็ช่างแปลกประหลาดเช่นนี้!
หลี่ซื่อรับเงินมา รู้สึกว่ามันเยอะไปหน่อย แต่พอคิดอีกที การลองผิดลองถูกย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลว ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่าจะเท่าไร
อีกอย่าง ใช้วัตถุดิบราคาแพงอย่างแป้งสาลีอย่างดี ไข่ไก่ และน้ำตาล ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งมากขึ้น
หลี่ซื่อถือเงินคิดพลางเดินจากไป
หลิวจี้ยืนอยู่ที่ประตู เมื่อเห็นก้อนเงินในมือของหลี่ซื่อก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง
จนกระทั่งหลี่ซื่อเดินจากไปไกลจนมองไม่เห็นเงินก้อนนั้นแล้ว เขาถึงได้ถือหีบหนังสือสุดจี๊ดของตนเดินก้าวยาวๆเข้าประตูมา เอ่ยถามอย่างตกตะลึง “เมียจ๋า เจ้าให้เงินหลี่ซื่อมากมายขนาดนั้นทำไม”
“ให้นางช่วยข้าศึกษาวิธีทำของกินเล่นอย่างหนึ่งน่ะ” ฉินเหยาเหลือบมอง “ทำไม เจ้ามีความเห็นรึ”
หลิวจี้รีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ข้าไหนเลยจะกล้า”
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดจาประชดประชัน “ของกินเล่นล้ำค่าอะไรกันต้องใช้เงินถึงสองตำลึง เมียจ๋าทำไมไม่เอาเงินมาให้ข้า ให้ข้ามาช่วยเจ้าทำเล่า สองตำลึงเชียวนะ ต่อให้เจ้าอยากได้เนื้อมังกรฟ้าบนสวรรค์ข้าก็ไปตัดมาตุ๋นให้เจ้าได้!”
ฉินเหยายังไม่รู้ระดับฝีมือการทำอาหารกระจอกๆของเขาอีกรึ
ทำกับข้าวบ้านๆยังพอไหว แต่ขนมหวานเขาเองยังเคยกินมาแค่ไม่กี่อย่าง จะหวังให้เขาทำให้นางได้กินเค้ก นับเป็นเรื่องตลกที่สุดในปฐพีแล้ว!
“ล้างมือแล้วไปกินข้าวได้แล้ว” ฉินเหยาละสายตาจากหลิวจี้ เปิดปากตะโกนเสียงดังอีกครั้ง “กินข้าว!”
ตอนบ่ายนางฝึกยิงธนูไปสองชั่วยาม เสบียงที่กักตุนไว้ในท้องนางถูกเผาผลาญไปจนหมดสิ้นแล้ว
ยามนี้เมื่อเผชิญหน้ากับอาหารที่ครบถ้วนทั้งเนื้อและผักบนโต๊ะนี้ กระเพาะอาหารจึงร้องโครกครากมานานแล้ว
เมื่อได้รับคำสั่งจากฉินเหยา ทุกคนในลานบ้านก็มารวมตัวกันแล้วลงมือกินข้าว
หลังอาหารเย็น จานวาววับเสียจนส่องเห็นเงาคนได้
วันนี้ถึงตาต้าหลางกับซื่อเหนียงเก็บจาน เมื่อสองพี่น้องทำงานเสร็จ เห็นว่าฟ้ายังสว่างอยู่ การบ้านก็ทำเสร็จแล้วจึงเรียกซานหลางให้ไปที่บ่อน้ำในหมู่บ้านเพื่อเล่นกับเด็กๆในหมู่บ้านกัน
ส่วนเอ้อร์หลางนั้น เจ้าพ่อแห่งการเรียนย่อมไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าแม้แต่น้อย เขาย่อมต้องขยันเรียนหนังสืออยู่แล้ว
หลิวจี้เห็นแล้วยังละอายใจ
แต่ว่าวันนี้เขาไม่คิดจะเอาจริงเอาจังไปกับบุตรชาย เขามีเรื่องสำคัญจะต้องพูด
“ท่านอาจารย์บอกว่าช่วงนี้อากาศดี ตั้งใจว่าจะออกเดินทางเร็วขึ้นสองวัน ให้ข้ากลับมาเตรียมตัว มะรืนนี้เช้าตรู่ก็ออกเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลแล้ว ถึงตอนนั้นก็จะไปพักอยู่ที่ตระกูลเฮ่อ เพื่อสะดวกต่อการเตรียมสอบ”
ตอนที่ 446: ส่งจดหมาย
ฉินเหยามองดูแสงสุดท้ายของวันบนขอบฟ้า
มีคำกล่าวว่า ฟ้าแดงยามเช้าอย่าออกจากบ้าน ฟ้าแดงยามเย็นเดินทางได้พันลี้ ช่วงสองสามวันนี้เป็นวันที่อากาศแจ่มใสอย่างต่อเนื่องซึ่งหาได้ยากจริงๆ
“ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ไปเก็บข้าวของเถอะ” ฉินเหยาหยิบเมล็ดแตงโมกำหนึ่งขึ้นมาแทะ “กฎเดิม เขียนรายการค่าใช้จ่ายออกมา พรุ่งนี้ส่งมาให้ข้าตรวจสอบ”
หลิวจี้ก็รอประโยคหลังของนางนี่แหละ เขารีบลุกขึ้นกลับไปที่ห้องหนังสือเพื่อเขียนใบรายการทันที
ฉินเหยาไม่สนใจเขา นึกถึงต้นกล้าที่บ้านก็หยิบจอบขึ้นมาแล้วเดินออกจากบ้านไป
จากสภาพอากาศในช่วงสองสามวันนี้ ต้นกล้าในนาน่าจะเริ่มปักดำได้ในอีกประมาณสิบวัน
เนื่องจากผลการเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้านตระกูลหลิวเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้หมู่บ้านเซี่ยเหอจึงมีคนใจกล้าจำนวนไม่น้อยที่กันที่นาไว้ราวยี่สิบสามสิบหมู่เพื่อทำนาแบบพิถีพิถัน
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับปริมาณผลผลิตของข้าวสารตลอดทั้งปีในปีนี้ ทั้งสองหมู่บ้านจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
ครั้งนี้ซ่งจางยังได้ฝากคนมาส่งข่าว กำชับให้ฉินเหยาแจ้งเวลากำหนดการปักดำของหมู่บ้านตระกูลหลิวล่วงหน้า
ถึงเวลานั้นเขาจะนำคนจากหมู่บ้านและตำบลต่างๆ มาเยี่ยมชมและเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกของพวกเขา ตั้งใจว่าจะผลักดันรูปแบบทำนาแบบหยาบเจ็ดส่วนและแบบพิถีพิถันสามส่วนอย่างเต็มรูปแบบในปีหน้า เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวสารของทั้งอำเภอ
เช่นนี้แล้ว เรื่องการปักดำต้นกล้าของหมู่บ้านจึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
ฉินเหยาจำต้องใส่ใจ วิ่งไปดูสถานการณ์การเจริญเติบโตของต้นกล้าที่นาทุกวันเพื่อที่จะได้แจ้งให้ซ่งจางนำคนกลุ่มใหญ่มาล่วงหน้าได้
ตอนนี้ผู้ใหญ่บ้านตั้งใจดูแลสุขภาพของตนเอง เรื่องนี้จึงมอบหมายให้ฉินเหยารับผิดชอบอย่างเต็มที่
เพราะต้องต้อนรับคนมากมายในคราวเดียว การเตรียมการล่วงหน้าจึงต้องทำให้ดี ฉินเหยาไม่อยากจะเหนื่อย.งกๆอยู่คนเดียว
หลังจากดูสถานการณ์ต้นกล้าที่นาแล้ว นางก็เดินเข้าหมู่บ้านไป
ระหว่างทางเดินผ่านบ่อน้ำในหมู่บ้านก็เรียกต้าหลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงให้กลับบ้าน นางเดินขึ้นเนินไปเพียงลำพัง มาจนถึงบ้านของหลิวต้าฝู
บ้านของเขากินอาหารเย็นเสร็จแล้ว กำลังพักผ่อนอยู่ในลานบ้าน
ทันทีที่ฉินเหยาเข้าประตูไปก็ได้ยินเสียงกี่ทอผ้าดังมาไม่ขาดสาย สตรีในบ้านของหลิวต้าฝู ตราบใดที่ไม่ใช่เวลากินข้าวหรือเข้าห้องน้ำก็จะอยู่ในห้องทอผ้า
ผ้าต่วนที่ทอออกมาจากกี่ทอผ้านี้เป็นหนึ่งในรายได้สำคัญของบ้าน พวกนางจึงไม่กล้าหยุดพักแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าพอฟ้ามืด การทอผ้าตอนกลางคืนก็จะสิ้นเปลืองเทียนไขมากกว่าบ้านอื่น
แต่แสงเทียนที่เกินมานั้นก็ไม่ได้สูญเปล่า ลานบ้านของหลิวต้าฝูสว่างไสวไปด้วยแสงเทียน มองแล้วชวนให้รู้สึกสบายใจ
สำหรับการมาของฉินเหยานั้น หลิวต้าฝูไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด พอนางนั่งลง เขาก็ถามว่า “เจ้ามาหาข้ามีธุระอะไรหรือ”
ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “เรื่องที่นายอำเภอจะพาคนมาเรียนรู้และเยี่ยมชมการปลูกข้าวที่หมู่บ้านเรา ผู้ใหญ่บ้านบอกท่านแล้วหรือยัง”
หลิวต้าฝูพยักหน้า หยิบจานผลเหมยป่าที่ล้างสะอาดแล้วมาส่งให้ “ลองชิมดูสิ เมื่อเช้านี้พวกเจ้าใหญ่เก็บมาจากในป่า รสเปรี้ยวอมหวาน เด็กสาวอย่างพวกเจ้าน่าจะชอบกินที่สุด”
ฉินเหยาเองก็ไม่เกรงใจ หยิบหลายลูกใส่ปาก รสเปรี้ยวหวานฉ่ำ อร่อยกว่าที่คิดไว้มากจึงอดไม่ได้ที่จะกินเพิ่มอีกหลายลูก
จากนั้นถึงได้ยิ้มถาม “ท่านลุงต้าฝู ท่านว่าวันที่แปดต้นเดือนนี้ ให้พวกนายอำเภอซ่งมาจะดีหรือไม่”
หลิวต้าฝูหัวเราะฮ่าๆอย่างเจ้าเล่ห์ “เรื่องนี้ผู้ใหญ่บ้านให้เจ้าจัดการ เจ้าตัดสินใจเองก็พอแล้ว มาถามข้าทำไมกัน”
ฉินเหยาถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวชมเชยว่า “อย่างไรเสียข้าก็ยังเด็ก ไม่มีประสบการณ์เท่าไหร่ ครั้งนี้คนมากันเยอะขนาดนี้ ทั้งยังเป็นผู้มีหน้ามีตาในถิ่นนี้ทั้งนั้น หากไม่มีผู้ใหญ่อย่างท่านลุงต้าฝูคอยดูแล ข้าก็ไม่วางใจเลย”
หลิวต้าฝูรู้ว่านางเพียงแค่พูดไปตามมารยาท แต่ในใจกลับรู้สึกดีอย่างยิ่ง รีบโบกมือพลางยิ้มกล่าวว่า
“พอแล้ว พอแล้ว เจ้าเนี่ยนะไม่วางใจ คำพูดนี้เอาไว้หลอกคนอื่นเถอะ สำหรับข้าแล้ว ผู้จัดการใหญ่ฉินอย่างเจ้าขึ้นสวรรค์ลงนรกล้วนทำได้ ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ”
“แต่เรื่องการรับรองแขกเหรื่อ ข้ายอมรับว่ารู้มากกว่าพวกเจ้าคนหนุ่มสาวอยู่นิดหน่อย หากเจ้าไว้ใจข้า ข้าจะช่วยเจ้าจัดการให้เรียบร้อยเอง ถึงเวลานั้นเจ้าเพียงแค่นำคนมาก็พอ”
โอกาสที่จะได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับใต้เท้านายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้านและหลี่เจิ้งจากที่ต่างๆ หลิวต้าฝูย่อมไม่ยอมปล่อยไป
แน่นอนว่าต้องต้อนรับคนมากมายในคราวเดียวย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง
แต่หากใช้โอกาสนี้ผูกมิตรกับหลี่เจิ้งได้อีกหลายคนก็ไม่นับว่าขาดทุน
ฉินเหยาคาดเอาไว้แล้วว่าเขาคงอยากจะผูกมิตรกับแขกที่มา ทั้งสองคนคนหนึ่งร้องอีกคนหนึ่งรับ พูดคุยกันไม่กี่ประโยคก็ตกลงเรื่องขั้นตอนการต้อนรับกันเรียบร้อย
ตอนที่ออกจากบ้านหลิวต้าฝู ฉินเหยายังได้ผลเหมยป่ามาครึ่งชาม พอเอากลับมาบ้านเด็กๆกินแล้วต่างก็บอกว่าอร่อย
อาวั่งกล่าวว่า “เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะเข้าป่าไปเก็บมาสักสองสามตะกร้า ที่เหลือถ้ากินไม่หมดก็ยังทำผลเหมยเคี่ยวให้หลี่ซื่อไว้ทำขนมได้”
ช่วงเวลานี้ ผลเหมยป่าบนภูเขาสุกหมดแล้ว ลูกสีแดงสดขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ รสเปรี้ยวหวานและฉ่ำน้ำ
ยังมีชนิดที่เป็นเม็ดเล็กๆออกเป็นช่อๆขึ้นเป็นดง มีทั้งสีม่วงและสีเหลือง เพียงแต่เนื้อน้อยเกินไป เด็กๆในหมู่บ้านก็ยังรังเกียจ
พรุ่งนี้สำนักศึกษาหยุด เมื่อได้ยินอาวั่งพูดเช่นนี้ พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็ร้องจะขอไปด้วย
อาวั่งมองฉินเหยาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นนางพยักหน้าก็พยักหน้าให้เด็กๆ “ฝึกฝนยามเช้าและกินข้าวเช้าเสร็จแล้วค่อยไป”
หากไปเช้าเกิน พระอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้น น้ำค้างลงจัด เสื้อผ้าเปียกยังไม่เท่าไร แต่รสชาติของผลเหมยป่าก็จะไม่เข้มข้นเท่าที่ควร
เด็กๆรับคำพร้อมกัน แทบจะอดใจรอไม่ไหว
เอ้อร์หลางกล่าวว่า “พรุ่งนี้ข้าจะชวนเสี่ยวไหลฝูไปด้วย”
ฉินเหยากำชับ “ระวังความปลอดภัยด้วย อย่าไปนานเกินไป”
ทั้งสี่พี่น้องรับคำ พอเข้าแถวล้างหน้าล้างตาเสร็จก็กลับเข้าห้องขึ้นเตียงนอน ออมแรงไว้ให้เต็มที่ พรุ่งนี้จะได้เข้าป่าไปเล่นให้สนุก
ฉินเหยากลับมาที่ห้อง พอเขียนจดหมายที่จะส่งให้ซ่งจางเสร็จก็เป่าเทียนดับแล้วเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเหยาอยู่เป็นเพื่อนเด็กๆฝึกฝนยามเช้าเสร็จก็ถือจดหมายไปยังโรงงานเครื่องเขียนมอบให้หลิวจ้งที่จะเข้าเมืองไปซื้อของ ฝากให้เขานำจดหมายไปส่งที่ตระกูลซ่ง
“พี่รอง จำไว้นะว่าต้องส่งให้ถึงมือของซ่งฮูหยินหรือนายอำเภอซ่งเท่านั้น” ฉินเหยากำชับ
หลิวจ้งหวาดหวั่นใจเล็กน้อย จะให้เขาไปพบใต้เท้านายอำเภองั้นรึ แค่คิดเขาก็ขาสั่นแล้ว
แต่เขาจะทำเสียเรื่องไม่ได้จึงกัดฟันพยักหน้า “วางใจได้ ข้าจะไปส่งให้ถึงมือแน่นอน”
ดังนั้น หลังจากเก็บจดหมายฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว หลิวจ้งก็เดินทางเข้าเมืองไปด้วยความหวาดหวั่น
พอไปถึงที่นั่นเขาจึงพบว่า อันที่จริงขอเพียงอ้างชื่อของน้องสะใภ้สาม การจะเคาะประตูหลังบ้านของใต้เท้านายอำเภอนั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก
คนรับใช้ของบ้านซ่งนำเขาไปพบซ่งฮูหยิน หลิวจ้งไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง กลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกว่าเป็นการล่วงเกิน หลังจากส่งจดหมายถึงมือซ่งฮูหยินด้วยตนเองแล้วก็รีบถอยออกมาทันที
“รอเดี๋ยวก่อน” ซ่งฮูหยินเรียกหลิวจ้งเอาไว้ ก่อนหันไปสั่งสาวใช้ให้นำหีบไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าใบหนึ่งเข้ามา
สาวใช้สองคนอุ้มหีบไม้เข้ามาอย่างทุลักทุเลก่อนส่งให้ถึงมือหลิวจ้ง
ขนาดว่าหลิวจ้งเองก็เตรียมพร้อมเต็มที่ แต่ก็ยังถูกหีบไม้อันหนักอึ้งนั้นทำเอาเซไปก้าวหนึ่ง เขารีบย่อเข่าลงใช้เข่าหนุนเอาไว้แล้วกอดหีบให้แน่น ถึงจะสามารถประคองเอาไว้ได้
ไม่รู้ว่าเป็นของอะไรถึงได้หนักเช่นนี้ หลิวจ้งรู้สึกประหลาดใจนัก
ซ่งฮูหยินกล่าวว่า “นี่คือของที่น้องชายบ้านข้าติดค้างฉินเหนียงจื่อไว้ เดิมทีคิดว่าจะให้คนนำไปส่งให้ในสองวันนี้ แต่ในเมื่อท่านมาแล้ว พอดีให้ท่านนำกลับไปเสียเลยจะได้ไม่ทำให้ฉินเหนียงจื่อต้องรอนาน”
หลิวจ้งรับคำเสร็จแล้วก็ขอตัวลา
เมื่อเดินออกมาจากจวนซ่ง หันกลับไปมองเรือนสูงใหญ่กำแพงขาวกระเบื้องเขียวหลังนี้ก็รู้สึกเหมือนว่าฝันไป นี่น่ะหรือบ้านของนายอำเภอซ่ง ช่างโอ่อ่าสมคำร่ำลือจริงๆ
ตอนที่ 447: สง่างามและองอาจ
หลิวจ้งกลับมาในตอนเที่ยง
เพราะเขาเกรงว่าหีบไม้หนักอึ้งใบนั้นจะเป็นของล้ำค่าอะไรสักอย่างแล้วจะทำให้งานของฉินเหยาล่าช้า พอมาถึงโรงงานเครื่องเขียน ขนของที่ซื้อกลับมาลงจากรถแล้วก็รีบแบกหีบไม้ไปส่งที่บ้านฉินเหยาทันที
เด็กๆตามอาวั่งเข้าป่าไปแล้ว หลิวจี้ยังคงช่วยกงเหลียงเหลียวเก็บสัมภาระอยู่ที่เรือนปทุม ที่บ้านจึงมีเพียงฉินเหยาและหลี่ซื่อ
ทั้งสองคนกินอาหารกลางวันง่ายๆ เสร็จก็มานั่งยองๆอยู่ในห้องครัวเพื่อศึกษาวิธีทำเค้ก
แน่นอนว่า ฉินเหยาใช้ปากสั่ง หลี่ซื่อใช้มือทำ
เนื่องจากฉินเหยาไม่เคยทำขนมอบด้วยตนเองมาก่อน นางไม่มีประสบการณ์เลยแม้แต่น้อย หลี่ซื่อจึงได้แต่คลำทางไปตามความรู้สึก
แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่งที่ฉินเหยารู้ นั่นคือต้องตีไข่ขาวให้เป็นฟองสีขาวจนสามารถปักตะเกียบลงไปได้
หลี่ซื่อเคยทำขนมมานับครั้งไม่ถ้วน พอได้ฟังคำอธิบายของฉินเหยาก็พอจะเข้าใจประเด็นสำคัญอยู่บ้าง
อันที่จริงแล้วขนมของจีนและตะวันตกนั้นคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่วิธีการปรุงแตกต่างกันเท่านั้น
หากอยากให้กินแล้วนุ่มๆฟูๆ ไข่ขาวนี้คือกุญแจสำคัญ
เพียงแต่ว่าหลี่ซื่อไม่เคยตีไข่ขาวมาก่อน ความเร็วที่ว่าเร็วที่สุดของนางจึงยังไม่ประสบผลสำเร็จใด
ฉินเหยาลงมือเอง ใช้ที่ตีไข่แบบง่ายๆ ที่ทำจากไม้ไผ่คนอย่างบ้าคลั่ง ความเร็วนั้นสูงเสียจนเห็นเพียงเงาเลือนราง หลังจากตีติดต่อกันสองเค่อ ในที่สุดก็เห็นผล
กำลังได้ที่เลย หลิวจ้งก็มาถึงแล้ว
พอฉินเหยาเห็นหีบไม้ใบนั้นก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ยื่นชามที่ตีจนขึ้นฟองแล้วให้หลี่ซื่อ กำชับให้นางคนต่อไป ล้างมือจนสะอาดแล้วเดินเข้าห้องโถงไปอย่างใจร้อน เปิดหีบไม้ออกดู
หีบเป็นแบบลิ้นชัก พอเลื่อนเปิดก็จะเห็นหัวดาบที่ห่อด้วยผ้าสีแดงอย่างแน่นหนาอยู่ข้างใน
ใช่แล้ว มีเพียงหัวดาบหนึ่งท่อน
เพราะนี่คือดาบยาวที่สามารถประกอบได้ เมื่อต่อเข้ากับด้ามดาบก็จะมีลักษณะเป็นง้าวมังกรครามจันทร์เสี้ยว
ตัวดาบยาวประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบเซนติเมตร ด้ามดาบเป็นแบบห่วงกลม สามารถใช้จับได้ ทั้งยังสามารถต่อเข้ากับด้ามยาวที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นง้าวได้อีกด้วย
ใบดาบขาวราวหิมะ ทั้งเล่มหลอมจากเหล็กกล้าชั้นดี หลิวจ้งที่ยืนมองอยู่ข้างๆ รู้สึกทึ่งในความอลังการนี้
กลางใบดาบมีร่องเลือดหนึ่งเส้น ด้านบนไม่มีลวดลายใดๆเรียบง่ายสะอาดตา ชวนให้รู้สึกสบายใจ
ฉินเหยาหยิบดาบขึ้นมา ยังรู้สึกหนักมืออยู่บ้าง หนักอึ้งราวๆยี่สิบกว่าจิน
ยิ่งถ้าบวกกับด้ามยาวที่ทำจากโลหะทั้งแท่งก็อาจจะหนักถึงหกสิบเจ็ดสิบจินหรืออาจจะถึงร้อยจินเลยก็ได้
ฉินเหยาคาดว่าที่ซ่งจางไม่ได้ติดด้ามดาบมาให้ก็เพราะคาดเดาไม่ถูกว่านางต้องการน้ำหนักมือที่หนักเพียงใด
แน่นอนว่าก็อาจจะเป็นเพราะเสียดายเงินก็ได้
ต้นทุนในการตีอาวุธนั้นสูงเพียงใด ฉินเหยารู้ดีอยู่แก่ใจ ได้ใบดาบเล่มนี้มา นางก็พอใจมากแล้ว
ส่วนด้ามดาบนั้น นางตั้งใจว่าจะไปหาช่างตีเหล็กใหญ่ที่หมู่บ้านเซี่ยเหอ ให้เขาทำท่อนเหล็กยาวที่ตีจากเหล็กชั้นดีทั้งแท่งให้นาง
ดีที่สุดคือหนักแปดสิบจิน แบบนี้เมื่อรวมกับใบดาบก็จะหนักประมาณร้อยจินพอดี เมื่อถอดทั้งสองส่วนออกจากกันก็สามารถใช้เป็นท่อนเหล็กหรือดาบได้
เมื่อประกอบเข้าด้วยกันก็จะเป็นง้าวจันทร์เสี้ยวที่มีอานุภาพไร้เทียมทาน
หลิวจ้งยืนมองฉินเหยาควงดาบอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามว่านางจะใช้ดาบนี้อย่างไร
พอได้ยินนางบอกว่าเตรียมจะทำท่อนเหล็กหนักแปดสิบจินมาประกอบเข้ากับดาบเล่มนี้ เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก
แค่ใบดาบนี้ เขายกมาก็รู้สึกหนักอึ้งแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการยกขึ้นมาควงเลย
คาดว่าฟันไปยังไม่ทันจะครบสองที แขนก็คงจะล้าจนยกไม่ขึ้นแล้ว
นี่หากบวกกับท่อนเหล็กหนักแปดสิบจินอีก สวรรค์! แค่ตกบนพื้นยังกลัวว่าจะทับคนตายได้ หากควงขึ้นมาอีก ไม่กล้าจินตนาการเลยจริงๆ
ฉินเหยายังรู้สึกว่าไม่พอ หากไม่ใช่เพราะข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน นางคงจะใช้วัสดุที่มีความหนาแน่นสูงกว่า มีความยืดหยุ่นดีกว่า แต่มีขนาดเล็กกว่ามาทำอาวุธเย็นไปแล้ว
พอถึงตอนนั้นก็จะไม่ใช่แค่น้ำหนักหนึ่งร้อยจินแล้ว
เหตุที่ผู้มีพลังพิเศษแข็งแกร่งก็เพราะร่างกายได้รับการเสริมความแข็งแกร่งอย่างรอบด้าน เมื่อเทียบกับมนุษย์ธรรมดา นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพจากศูนย์หนึ่งล้านตัวเป็นหนึ่ง
บางครั้งฉินเหยาก็รู้สึกว่าตนเองโชคดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ที่ทะลุมิติมายังยุคโบราณที่การผลิตล้าหลังเช่นนี้ แต่ยังสามารถกระตุ้นพลังพิเศษต่อไปได้
โมเลกุลพลังพิเศษเล็กๆที่ลอยอยู่ในอากาศนี้ มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาตามลมหายใจของนางราวกับโน้ตดนตรีที่กำลังกระโดดโลดเต้น
ฉินเหยาควงดาบอยู่หลายนาที พอตนเองสะใจแล้วถึงได้รู้ว่าหลิวจ้งยังคงยืนตะลึงอยู่ในห้องโถงจึงกระแอมเบาๆอย่างเขินอายสองครั้ง เก็บใบดาบเข้าที่แล้วถามหลิวจ้งว่าตอนบ่ายยุ่งหรือไม่
หลิวจ้งส่ายหน้า “โดยพื้นฐานแล้วไม่มีงานอะไรแล้ว ที่นามีท่านพ่อคอยทำอยู่ ตอนบ่ายข้าตั้งใจว่าจะเข้าป่าไปตัดฟืนกลับมาไว้ใช้ที่บ้าน”
“เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วสินะ” ฉินเหยายิ้มพลางกำชับ “เช่นนั้นพี่รองช่วยไปทำธุระที่หมู่บ้านเซี่ยเหอให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่”
นางให้ค่าจ้างเป็นค่าเสียเวลา
หลิวจ้งคาดเดาแล้วถาม “จะให้ไปบ้านช่างตีเหล็กหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า หลิวจ้งก็เข้าใจแล้ว ถามย้ำอย่างตกตะลึง “เจ้าจะทำท่อนเหล็กหนักแปดสิบจินจริงๆรึ”
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าอย่างแน่วแน่ หลิวจ้งก็พูดเกลี้ยกล่อมเสียงเบา “น้องสะใภ้สาม ในยามบ้านเมืองสงบสุขเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธที่ร้ายกาจเช่นนี้กระมัง หากบังเอิญทำร้ายคนผู้บริสุทธิ์เข้าจะทำอย่างไร”
ฉินเหยากล่าวอย่างมั่นใจ “ไม่หรอกเจ้าค่ะ ปกติหากไม่มีอะไรข้าก็ไม่พกอาวุธออกจากบ้านอยู่แล้ว พี่รองท่านรอสักครู่ ข้าจะไปวาดแบบร่างให้ท่านช่วยนำไปให้ช่างตีเหล็ก หากเขาบอกว่าทำไม่ได้ ท่านก็บอกไปว่าข้าเพิ่มเงินให้ได้”
เหล็กแปดสิบจินจะต้องหลอมเป็นท่อนเหล็กเล็กๆหนึ่งท่อน ต้องผ่านการตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อขจัดสิ่งเจือปนออกไป เป็นการผ่านการหลอมและตีเป็นพันเป็นหมื่นครั้งอย่างแท้จริง
หากยังคิดราคาเดิม ช่างตีเหล็กคงจะไม่ยอมทำ
แต่ถ้าเพิ่มเงินให้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว
ไม่มีใครปฏิเสธเงินหรอก
ฉินเหยาหยิบเงินออกมายี่สิบตำลึง ยื่นให้หลิวจ้งพร้อมกับแบบร่าง ให้เขาช่วยไปทำธุระให้อีกรอบในตอนบ่าย ค่าเสียเวลาให้ไปห้าสิบเหวิน
แม้ในใจของหลิวจ้งจะหวาดหวั่นเพียงใด แต่เห็นแก่เงินห้าสิบเหวิน เขาก็ยังคงไปอย่างยินดี
ฉินเหยามองส่งหลิวจ้งจากไป จินตนาการถึงภาพตนเองในอนาคตที่ถือง้าวต่อสู้อย่างดุเดือดสะใจก็ดีใจจนอดไม่ได้ถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น
นางยิ้มพลางหันกลับมาเดินไปยังห้องครัว พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นหลี่ซื่อกำลังจ้องมองตนเองอยู่
ในชั่วพริบตาที่สายตาทั้งสองสบประสานกัน หลี่ซื่อก็สูดหายใจ “เฮือก” แล้วถอยหลังไปสองก้าวใหญ่ บนใบหน้าปรากฏรอยแดงอมชมพูอย่างน่าประหลาด เกือบจะชนชามที่วางอยู่บนเตาไฟล้ม
ในชามนั้นคือไข่ขาวที่เพิ่งจะตีจนขึ้นฟูเป็นฟองสีขาวละเอียด ทั้งสองคนช่วยกันตีอยู่สองเค่อ หากหกไปแล้วคงจะเจ็บใจไปอีกนาน
โชคดีที่ฉินเหยาประคองชามไว้ได้ทัน ไข่ขาวไม่เป็นอะไร แต่ดูเหมือนหลี่ซื่อจะไม่ค่อยดีนัก
“เจ้าเป็นอะไรไป” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
พอนึกถึงที่เสี่ยวไหลฝูบอกว่าช่วงสองสามวันนี้หลี่ซื่ออดนอนเพื่อทำเสื้อผ้าให้นาง ฉินเหยาก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
“เจ้าไปพักหน่อยดีหรือไม่ เค้กไว้ค่อยทำวันหลังก็ได้”
หลี่ซื่อส่ายหน้า “ไม่ ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ทำต่อเถอะ ข้าพอจะรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ถือโอกาสที่ว่างตอนนี้ลองดูสักหน่อย”
ฉินเหยายืนยันอีกครั้ง “เจ้าไม่เป็นอะไรจริงๆแน่นะ”
หลี่ซื่อขานรับแล้วพยักหน้า เพียงแต่ในสายตาของนางปรากฏภาพฉินเหยาถือดาบใหญ่ควงอยู่ในห้องจนเกิดเสียงลมหวีดหวิวซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวใจก็อดไม่ได้ที่จะเต้นตึกตักๆเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ใช่ว่ากลัว แต่เป็นเพราะตื่นเต้นเกินไป!
นางไม่คิดเลยว่า พอฮูหยินควงดาบแล้ว จะ…จะสง่างามและองอาจถึงเพียงนี้!
ฉินเหยาหันกลับไปมองหลี่ซื่ออย่างสงสัย ไม่รู้ว่านางเป็นอะไรไป จังหวะการหายใจก็ดูผิดปกติหรือว่าจะเป็นโรคโลหิตจางกันนะ
หลังจากมองอยู่หลายวินาที เห็นว่าคนยังยืนอยู่ดี ฉินเหยาก็ปัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ตั้งใจก่อไฟในเตาอบที่อาวั่งก่อไว้ในลานบ้าน เพื่อให้หลี่ซื่อใช้อบเค้กได้สะดวก
ตอนที่ 448: เค้ก
หลิวจี้คงมีจมูกไวเหมือนจมูกสุนัข พอได้กลิ่นหอมก็กลับมาบ้านแล้ว
“เมียจ๋า พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ หอมขนาดนี้ ข้าอยู่ไกลลิบยังได้กลิ่นเลย”
หลิวจี้ก้าวยาวๆเข้าประตูมา ล้างมือพลางเอ่ยถามเสียงดังอย่างใคร่รู้
ฉินเหยาและหลี่ซื่อเพิ่งจะนำเค้กที่อบเสร็จใหม่ๆออกจากเตา พอได้ยินเสียง หลี่ซื่อก็ยิ้มตอบ “นายท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ ข้ากับฮูหยินกำลังลองทำเค้กอยู่ เพิ่งจะออกจากเตาพอดี ท่านกลับมาได้จังหวะพอดีเลย”
ฉินเหยากล่าวเสริมทันที “ใช่แล้ว มาได้จังหวะพอดี คำแรกให้เจ้าชิม”
หลิวจี้คิดในใจ มีเรื่องดีๆแบบนี้ด้วยรึ แน่ใจนะว่าไม่ได้จะใช้เขาเป็นหนูลองยาพิษน่ะ
แต่ของสิ่งนี้ดมแล้วก็หอมจริงๆ คงจะไม่แย่ถึงขั้นกินไม่ได้ หลิวจี้รับคำอย่างตรงไปตรงมา “ได้เลย ข้าจะลองชิมดู”
การควบคุมไฟยังมีพลาดไปบ้าง ผิวหน้าของเค้กเลยถูกอบจนไหม้ ดูเป็นสีน้ำตาลเข้มทั้งแผ่น หน้าตาธรรมดาอย่างยิ่ง
ทว่าก็ไม่อาจทนต่อกลิ่นหอมหวานที่โชยอบอวลออกมาจากด้านในได้ หลิวจี้สูดหายใจเข้าลึกๆ ฉีกออกมาหนึ่งชิ้น ภายใต้เปลือกนอกสีไหม้เกรียมนั้นคือเนื้อเค้กสีเหลืองนวลที่นุ่มฟู นิ้วที่บีบลงไปราวกับได้สัมผัสปุยเมฆ
หลิวจี้ลองนำด้านสีเหลืองนวลนั้นเข้าปากอย่างระมัดระวัง ไม่มีรสชาติแปลกๆ กลับกันยังหอมหวานนุ่มฟู ละลายในปาก หอมอร่อยมาก
แตกต่างจากขนมที่เคยกินเป็นประจำ มันไม่แน่นเลยสักนิด กินเข้าไปคำหนึ่งก็นุ่มนิ่มแถมยังหนึบหนับเล็กน้อย แม้กระทั่งเปลือกที่ไหม้ไปหน่อยนั้นก็มีรสขมเล็กน้อยแต่ผสมกับความหอมเข้มข้น มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“กินได้หรือไม่” ฉินเหยาเห็นหลิวจี้เตรียมจะยื่นมือไปหยิบอีกชิ้นก็รีบยั้งมือเขาไว้แล้วถามอย่างไม่แน่ใจ
หลิวจี้พยักหน้า ไม่มีเวลามาเอ่ยปาก สอดมือผ่านการขัดขวางของฉินเหยาไปฉีกเนื้อเค้กชิ้นใหญ่ออกมาอีกชิ้นแล้วยัดใส่ปาก
“เงินสองตำลึง ไม่เสียเปล่าจริงๆ!” หลิวจี้กินพลางชมเสียงอู้อี้
กินไปพลางก็ยังถามอีกว่า “มีเหลืออีกหรือไม่ เดี๋ยวท่านอาจารย์จะมาทานมื้อเย็น ให้ท่านผู้เฒ่าได้ลองชิมด้วย”
เพราะเป็นการทดลองทำ กลัวว่าจะสิ้นเปลืองวัตถุดิบจึงทำออกมาแค่หม้อเหล็กเล็กๆหม้อเดียว
แน่นอนว่าก็เป็นเพราะข้อจำกัดด้านภาชนะด้วย ที่บ้านมีเพียงหม้อทหารที่ฉินเหยาตีขึ้นมาเท่านั้นที่สามารถอบเค้กได้
ส่วนเครื่องปั้นดินเผาก็เปราะบางเกินไป หากอบด้วยอุณหภูมิสูงต่อเนื่อง ความร้อนที่ไม่สม่ำเสมออาจจะทำให้ระเบิดได้
ดังนั้น ฉินเหยาจึงหยิบขนมที่เหลือในหม้อทั้งใบมาไว้ในอ้อมแขนของตน “หลิวจี้เจ้าห้ามกินแล้ว มีแค่หม้อเล็กๆหม้อนี้เท่านั้น ข้ากับหลี่ซื่อยังไม่ได้ชิมเลย!”
ส่วนทางด้านกงเหลียงเหลียวนั้น รอนางกินเองก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ครั้งแรกก็ทำสำเร็จ ฉินเหยาเองก็ไม่อยากจะเชื่อนัก นางเรียกหลี่ซื่อมา ทั้งสองคนนำหม้อมาที่ห้องโถง ใช้มีดหั่นเนื้อเค้กเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วหยิบขึ้นมาชิมคนละชิ้น
หลี่ซื่อไม่เคยกินเค้กมาก่อน ไม่รู้ว่ารสชาติที่แท้จริงของเค้กควรเป็นอย่างไร แต่รู้สึกว่าขนมชิ้นนี้ในมือ รสสัมผัสดีมาก
วันนี้ใช้น้ำตาลทรายขาวธรรมดา หากสามารถใช้น้ำผึ้งแล้วหา.นมวัวนมแพะมาใส่เพิ่มเข้าไป รสชาติอาจจะดียิ่งขึ้นไปอีกระดับ
แต่สีหน้าของฉินเหยากลับดูแปลกไปเล็กน้อย กินไปสองคำก็หยุดนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปยังที่แห่งหนึ่งอย่างเหม่อลอยราวกับว่าวิญญาณไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว
เดิมทีหลิวจี้คิดจะแอบหยิบมาชิ้นหนึ่ง พอเดินเข้ามาในห้องโถงก็เห็นท่าทางเช่นนี้ของฉินเหยาจึงยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้านาง “เมียจ๋า”
ฉินเหยากะพริบตาเบาๆ แววตากลับมามีประกายอีกครั้ง นางกินเค้กในมือเข้าไปทั้งคำ มุมปากก็ยกสูงขึ้น “รสชาตินี้เลย”
“รสชาติอะไรหรือ” หลิวจี้ถามอย่างใคร่รู้
ฉินเหยาตอบ “รสชาติของบ้านเกิด”
หลี่ซื่อยิ้มออกมา “ที่แท้ฮูหยินอยากจะกินขนมของบ้านเกิดนี่เอง”
นางไม่รู้ว่าบ้านเกิดของฉินเหยาอยู่ที่ไหน คิดว่าฉินเหยาคิดถึงบ้าน ในใจก็รู้สึกอ่อนยวบ หยิบหม้อที่ว่างเปล่าขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อทำถูกแล้ว เช่นนั้นก็ทำเพิ่มอีกหน่อย ฮูหยินอยากจะกินเท่าไรก็จะได้กินเท่านั้น”
พูดจบก็เข้าครัวไปง่วนอยู่กับการทำอาหารอีกครั้ง ตั้งใจว่าจะอบเพิ่มอีกสองหม้อก่อนอาหารเย็น ทุกคนในบ้านจะได้ลองชิม
หารู้ไม่ว่า หลิวจี้ที่มองฉินเหยาที่กำลังกินอย่างมีความสุขนั้น ในใจกลับเดือดพล่านไปหมด
หลี่ซื่อไม่รู้ว่าบ้านเกิดของนางอยู่ที่ไหน แต่เขากลับรู้ดี
ดินแดนกันดารทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้นจะมีขนมที่ประณีตเช่นนี้ได้อย่างไร
หลิวจี้แอบสังเกตฉินเหยาอย่างลับๆ นางกำลังกินเค้กพลางรำลึกถึงอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นอดีต หรืออาจจะเป็นคนในบ้านเกิดของนางจึงไม่ได้สังเกตเห็นการสำรวจของเขาเลย
แน่นอนว่าก็อาจจะเป็นเพราะนางไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อยจึงเมินเฉยไปเสีย
สายตาของหลิวจี้จึงยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น เจตนาในการสำรวจนั้นเปิดเผยโจ่งแจ้ง
เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ในชั่วพริบตาก็คิดไม่ออกว่าความไม่ถูกต้องนี้มาจากที่ใดกันแน่
คนก็เป็นคนเป็นๆ หน้าตาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ไม่มีทางเป็นภูตผีปีศาจแปลงกายมาอย่างแน่นอน
เดี๋ยวก่อน!
นางมีวรยุทธ์ชั้นเลิศแถมพละกำลังก็ไม่มีใครเทียบได้ เหตุใดจึงยังต้องลี้ภัยหนีความอดอยากอีก
ความทรงจำพลันย้อนกลับไปยังภาพที่เขาได้พบนางครั้งแรกที่ปากทางเข้าที่ว่าการอำเภอ
หญิงสาวนางนั้นก้มหน้า ห่อไหล่ เนื่องจากเสื้อผ้าบางเบา ลมฤดูใบไม้ร่วงจึงยิ่งทวีความหนาวเย็น นางคู้ตัวคุกเข่าอยู่ที่มุมหนึ่ง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยความสิ้นหวังที่ดูชาชิน ไร้ซึ่งชีวิต
มองดูแล้วราวกับว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
แต่ตอนที่ดวงตาคู่นั้นมองมากลับยังมีประกายแห่งความทรหดที่น่าประทับใจอยู่แวบหนึ่ง
ก็เพราะดวงตาคู่นี้เอง หลิวจี้ถึงได้เกิดความเมตตาสงสาร วิ่งกลับบ้านไปยืมเกวียนวัวแล้วพานางกลับมาบ้าน
ในใจก็คิดว่า มีดวงตาเช่นนี้ หญิงสาวนางนี้น่าจะเป็นคนที่อดทนต่อความทุกข์ยากได้ บางทีอาจจะให้นางอยู่ด้วยได้
ต่อมา…ดวงตาที่ทั้งทรหดและเปราะบางคู่นั้นก็ไม่เคยปรากฏให้เห็นอีกเลย
ทว่าสิ่งที่มาแทนที่คือฉินเหยาหญิงใจร้ายผู้เหิมเกริมบ้าบิ่น มั่นใจและทะนงตน แถมยังมีวิธีการที่เฉียบขาด
แรกเริ่ม เขามัวแต่ตกตะลึงและหวาดกลัว คิดว่านิสัยของนางเป็นเช่นนี้เอง ตนเองคงถูกภาพลักษณ์ที่อ่อนแอของนางหลอกลวง
นี่ไหนเลยจะเป็นกระต่ายขาวตัวน้อย นี่มันหมาป่าในคราบลูกแกะชัดๆ
แต่พอมาคิดดูอีกครั้งในวันนี้ ช่วงเวลาเพียงสองวันสั้นๆนั้น อย่างไรก็ไม่สามารถเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังของคนผู้นี้เข้าด้วยกันได้
หลิวจี้คิดจนเหม่อลอย พอได้สติกลับมา เค้กที่เหลืออีกค่อนหม้อก็เข้าไปอยู่ในท้องของฉินเหยาทั้งหมดแล้ว
นางนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย มองดูนกที่บินอยู่บนท้องฟ้าสีครามเหนือลานบ้านแล้วเรอออกมาเบาๆอย่างพึงพอใจ
หลิวจี้พลันลืมข้อสงสัยเมื่อครู่ไปสิ้น เหลือเพียงความโมโห
“เมียจ๋า เจ้ากินหมดเลยรึ” หลิวจี้กวาดสายตามองไปรอบๆห้อง ตรวจสอบให้แน่ใจว่านางไม่ได้เอาเค้กที่เหลือไปซ่อนไว้ แต่กินหมดแล้วจริงๆ
ฉินเหยาขานรับเสียงหนึ่งอย่างเกียจคร้าน เหลือบมองเขาด้วยหางตา “ใช่ ข้ากินคนเดียวหมดแล้ว”
พร้อมกับทำท่าทางท้าทายว่าเจ้าจะทำไม
ดูออกว่านางอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ถึงได้ทำท่าทางอวดดีเช่นนี้
หลิวจี้พลันตะลึงไปอีกครั้ง เหมือนมีอะไรดลใจจึงถามออกไปว่า “อยู่ที่บ้านเจ้ากินเค้กนี่บ่อยรึ”
ฉินเหยาพยักหน้า ยังเสริมอีกหนึ่งประโยคว่า “ถ้าได้ชานมมาอีกสักแก้วก็จะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น”
หลิวจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ชา-นม?”
ขออภัยที่เขาไม่เคยเดินทางไกลบ่อยนัก ไม่เคยไปบ้านเกิดทางตะวันตกเฉียงเหนือของนาง รู้แต่เพียงว่านมก็คือนม น้ำชาก็คือน้ำชา ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าชานมที่นำสองอย่างนี้มาผสมกันคืออะไร
ฉินเหยาเชิดหน้าใส่เขา “คนบ้านนอก ของดีเช่นนี้เจ้าไม่เคยดื่ม ข้าเสียใจแทนเจ้าจริงๆ”
ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าในวันสิ้นโลกตนเองก็ไม่ได้ดื่มเช่นกัน ที่นี่ก็ยิ่งไม่มีให้ดื่ม รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินเหยาพลันแข็งค้างไป
คนบ้านนอกกลับกลายเป็นตัวข้าเอง!
ตอนที่ 449: โง่เง่าดั่งหมู
“ใบรายการเล่า” ฉินเหยาเปลี่ยนเรื่อง “เขียนเสร็จแล้วก็เอามาให้ข้า ตอนนี้ข้ากำลังว่างพอดี”
หลิวจี้ถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าตนเองยังมีเรื่องสำคัญที่ยังไม่ได้ทำ
จริงๆ เลย กลิ่นหอมของเค้กสองชิ้นทำเอาเขาหัวหมุนไปหมดแล้ว!
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับว่าอีกสองเดือนข้างหน้าเขาจะได้ใช้ชีวิตเยี่ยงยาจกหรือเยี่ยงนายท่านผู้มั่งคั่ง หลิวจี้พลันโยนเรื่องเค้กและชานมทิ้งไปไว้เบื้องหลังทันที
เขาถกชายเสื้อขึ้น วิ่งไปยังห้องหนังสืออย่างบ้าคลั่ง นำใบรายการที่เขียนไว้เมื่อคืนออกมาแล้วเติมเข้าไปอีกสองสามบรรทัด ถึงได้นำมาที่ห้องโถง ยื่นให้นางด้วยสองมือ
“เมียจ๋า เชิญท่านตรวจดู”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น เขียนเสียเต็มหน้ากระดาษ ละเอียดถึงขั้นนับรวมผงขัดฟันและแปรงสีฟันเข้าไปด้วย สมแล้วที่เป็นหลิวซานเอ๋อร์
หลิวจี้เขียนหนังสือเก่งขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้รู้จักเขียนรายการตามหมวดหมู่แล้ว
รายการแรก อาหารและเครื่องดื่มประจำวัน
แม้ว่าจะไปอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลเฮ่อ แต่ก็ไม่สามารถกินดื่มของผู้อื่นโดยไม่ตอบแทนได้ ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า บัณฑิตต้องมีความหยิ่งในศักดิ์ศรี ผู้อื่นถึงจะมองเจ้าอย่างให้เกียรติ
ดังนั้น เขาจึงเตรียมจะซื้อเครื่องครัวมาทำอาหารกินเองตลอดสองเดือนที่จะพักอยู่ที่บ้านตระกูลเฮ่อ
ตั้งแต่เตาไปจนถึงถ้วยชามตะเกียบและฟืนข้าวสารน้ำมันเกลือ ตั้งงบไว้ห้าตำลึง
รายการที่สอง เงินสำรองสำหรับเหตุไม่คาดฝัน ห้าตำลึง
“อะไรคือเหตุไม่คาดฝัน” ฉินเหยาขมวดคิ้วถาม
หลิวจี้ยิ้มตอบ “ร่างกายข้าไม่แข็งแรงเท่าเมียจ๋า หากออกจากบ้านแล้วเกิดแพ้น้ำแพ้อากาศเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องหาหมอกินยาใช่หรือไม่ มิเช่นนั้นหากกระทบกับการสอบก็จะไม่ดี”
ฉินเหยามองเขาขึ้นๆลงๆหนึ่งรอบ “พูดตามตรง พวกเราอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ ข้าเห็นเจ้าเคยแต่ถูกตี ไม่เคยเห็นเจ้าเจ็บป่วยเลย ดังนั้นควบคุมปากของเจ้าให้ดีก็พอแล้ว ขีดทิ้ง”
“ไม่ต้องถามว่าทำไมแล้วก็อย่าร้องโอดโอย ความอดทนของข้าไม่สูงนัก” ฉินเหยาเอ่ยดัก
หลิวจี้ยังคงยิ้มอยู่ เป็นไปตามคาด ขีดทิ้งก็ขีดทิ้งไป ข้างล่างยังมีอีก
ใครจะไปคาดคิดว่า คำขอค่าใช้จ่ายสำหรับออกไปผูกมิตรกับขุนนางผู้สูงศักดิ์และบัณฑิตทั้งหลายจะถูกขีดทิ้งทั้งหมด
ยังมีเงินค่าเสื้อผ้าและรองเท้าถุงเท้า ค่ารถม้าก็ถูกขีดทิ้งทั้งหมด
พอเขาถามนางก็ตอบว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้”
หลิวจี้ไม่ยอม ค่ารถม้าถูกขีดทิ้งก็ช่างเถอะ อย่างไรเสียเขาก็อาศัยรถของท่านอาจารย์ได้
แต่ว่า!
“หากข้าไม่ไปกินข้าวกับคนอื่น จะรู้ได้อย่างไรว่าท่านผู้คุมสอบชื่นชอบอะไรแล้วจะรู้ได้อย่างไรถึงหัวข้อสอบในปีก่อนๆ”
“อีกอย่าง ข้าต้องออกไปสังสรรค์ก็ไม่สามารถสวมเสื้อผ้าเก่าๆออกไปได้ มิเช่นนั้นจะไม่ทำให้เมียจ๋าต้องเสียหน้าหรอกหรือ!”
ฉินเหยาไม่เงยหน้าขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย มุมปากยกขึ้นอย่างเย็นชา “การสอบฝู่ซื่อใกล้จะเริ่มแล้ว คนที่ยังจะชวนเจ้าออกไปกินดื่มอย่างสำมะเลเทเมาในเวลานี้ จะเป็นคนที่ให้ข่าวสารแก่เจ้าได้หรือ”
“อีกอย่างที่ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ของเจ้าบอกก็เพียงพอแล้ว พวกเจ้าเป็นเพียงถงเซิงกลุ่มหนึ่ง ไม่มีข้อมูลอะไรที่สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้หรอก การออกไปข้างนอกก็เป็นการพบปะที่ไร้ประโยชน์ เข้าใจหรือไม่”
หลิวจี้สูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง โมโหจนแทบคลั่ง “เข้า-ใจ!”
รายการที่สาม ของขวัญสำหรับตระกูลเฮ่อ
ไข่ไก่หนึ่งร้อยฟอง เป็นเงินสองเฉียน
ใบชาชั้นเลิศหนึ่งกระปุก เป็นเงินห้าเฉียน
ไส้กรอกรมควันสิบจิน เอาจากที่บ้าน
ผักดองสองไห เอาจากที่บ้าน
น้ำผึ้งป่าหนึ่งกระปุก เอาจากที่บ้าน
หนังหมาป่าหนึ่งผืน เอาจากที่บ้าน
หลิวจี้เหลือบมองฉินเหยาอย่างระมัดระวัง “ไปพักบ้านคนอื่น จะไปมือเปล่าได้อย่างไรใช่หรือไม่”
ฉินเหยาขานรับเสียงหนึ่ง “แน่นอนว่าไปมือเปล่าไม่ได้”
ยังไม่ทันที่หลิวจี้จะได้ดีใจจนเนื้อเต้น นางก็ขีดรายการที่สี่ที่เขาเสนอขึ้นมาทิ้ง คือต้องการผู้ติดตามหนึ่งคน
เหตุผลที่ขอคือ ออกไปข้างนอก มีผู้ติดตามจะทำอะไรก็สะดวก
เขายังเพิ่มหมายเหตุเข้าไปเองอีกด้วยว่า เพื่อให้เมียจ๋าสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา
ไม่ได้ระบุชื่อ แต่ดูปุ๊บก็รู้ว่าต้องการอาวั่ง
ฉินเหยามองดวงตาที่เปี่ยมความหวังของหลิวจี้แล้วถามอย่างจริงจัง “ให้อาวั่งตามไปเป็นผู้ติดตามให้เจ้าที่เมืองหลวงของมณฑลแล้วที่นาและสวนผักที่บ้านใครจะดูแล”
ส่วนหมายเหตุที่เขาเขียนมาอย่างอวดฉลาดนั้น ยิ่งทำให้ฉินเหยารู้สึกพูดไม่ออก
“หลิวจี้ มาถึงขั้นนี้แล้ว หากเจ้ายังไม่รู้จักคว้าโอกาสไว้ในมือ นั่นคือความสูญเสียของเจ้า ไม่ใช่ของข้า”
พูดจบก็ยื่นใบรายการคืนให้หลิวจี้ ลุกขึ้นแล้วกลับเข้าห้องไปหยิบเงินห้าตำลึงมาให้เขา
ส่วนของขวัญที่จะให้ตระกูลเฮ่อนั้น ไข่ไก่อะไรกันต้องฟองละสองเหวิน ใบชาอะไรกันต้องกระปุกละห้าร้อยเหวิน
ในเมื่อเขาวางแผนไว้แล้วก็ให้เขาไปเตรียมเองเถอะ อย่างไรเสียในกระเป๋าเขาก็มีเงิน
หลิวจี้ถือเงินห้าตำลึง ในใจเจ็บปวดจนกระอักเลือด เขียนไปเปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น!
เค้กหม้อที่สองแสนหอมกรุ่นออกจากเตาแล้ว หลี่ซื่อหั่นเสร็จก็ยกขึ้นโต๊ะ หลิวจี้หยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งด้วยมือข้างหนึ่งแล้วกินอย่างตะกรุมตะกราม หางตาก็หลั่งน้ำตาแห่งความสุขออกมา
อร่อย! เหลือ! เกิน!
ตอนเย็น กงเหลียงเหลียวมาทานอาหารที่บ้านลูกศิษย์
ฉินเหยายกเค้กที่ยังอุ่นๆอยู่มาให้ท่านผู้เฒ่าลองชิม
เมื่อกงเหลียงเหลียวกินไปคำหนึ่งก็หยุดไม่ได้ นี่มันช่างเหมาะกับผู้สูงวัยอย่างพวกเขาเสียจริง
นุ่มฟู หวานหอม กินแล้วทั้งอร่อยทั้งไม่เปลืองแรง
ฉินเหยายังบอกอีกว่า ครั้งหน้าหากหานมวัวหรือนมแพะมาได้ ทำออกมาแล้วจะอร่อยยิ่งกว่านี้อีก
กงเหลียงเหลียวอยากกินจนแอบกลืนน้ำลาย ไม่สนใจเสียงร้องทุกข์ของซานเอ๋อร์ศิษย์รักที่กล่าวหาว่าภรรยาใจร้ายเลยแม้แต่น้อยแล้วถามฉินเหยาอย่างเกรงใจว่า
“สูตรเค้กนี้ พอจะเขียนให้ข้าผู้เฒ่าสักชุดได้หรือไม่”
ถึงตอนนั้นให้ห้องครัวของตระกูลเฮ่อทำออกมาก็จะได้กินทุกวันแล้ว
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างใจกว้าง “ท่านอาจารย์ ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปหยิบกระดาษและพู่กันมาให้หลิวจี้เขียนให้ท่านเดี๋ยวนี้”
“จริงรึ” กงเหลียงเหลียวเผยสีหน้าประหลาดใจอย่างเด็กๆ ซึ่งหาได้ยากออกมา
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าย้ำอย่างหนักแน่นก็ยิ่งยิ้มจนปากแทบจะฉีกไปถึงหู
ส่วนซานเอ๋อร์ที่คุกเข่าอ้ำๆอึ้งๆอยู่ข้างๆ ก็คงต้องน้อยใจไปก่อน
“ลุกขึ้น! เข่าของบุรุษมีค่าดั่งทองคำ เอาแต่คุกเข่าอยู่เรื่อย เสียเกียรติบุรุษหมด!” กงเหลียงเหลียวขมวดคิ้ว เอ่ยสั่งสอนอย่างรังเกียจ
หลิวจี้ถามอย่างตกตะลึง “ท่านอาจารย์ นางรังแกศิษย์ ท่านไม่ออกหน้าให้ศิษย์บ้างเลยหรือ”
“ท่านเคยเห็นบุรุษอกสามศอกคนไหนในกระเป๋ามีเงินแค่ห้าตำลึงบ้าง นี่คือการไปเมืองหลวงของมณฑลนะขอรับ อาหารมื้อหนึ่งก็ต้องใช้เงินหลายตำลึงแล้ว ข้าคงจะต้องกินลมเป็นแน่ นางตั้งใจจะให้ข้าอดตาย!”
กำลังพูดอยู่ก็เหลือบเห็นฉินเหยาหยิบพู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึกมาแล้ว เขารีบหุบปากทันที ยืนอยู่ข้างหลังกงเหลียงเหลียวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ เหมือนกระสอบทรายรองรับอารมณ์
ฉินเหยาคลี่กระดาษออกแล้วกวักมือเรียกหลิวจี้ “ข้าบอกเจ้าเขียน”
หลิวจี้อาศัยว่าท่านอาจารย์อยู่ด้วยจึงไม่ยอมขยับ
กงเหลียงเหลียวพลิกมือกลับมาดึงเขาออกมาแล้วสั่งว่า “เขียน!”
อย่าทำให้ข้าผู้เฒ่าอดกินเค้กสิ!
หลิวจี้เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ กงเหลียงเหลียวเบิกตากว้างยิ่งกว่าเขาอีก นำความน่าเกรงขามสมัยที่เป็นอาจารย์ขององค์รัชทายาทออกมาใช้ หลิวจี้ก็หงอลงในบัดดล รีบแจ้นไปเขียนสูตรเค้ก
พอจรดพู่กันก็เขียนอย่างคล่องแคล่วรวดเร็วจนเสร็จ เมื่อเห็นฉินเหยาจากไปอย่างพอใจ เขาจึงถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก
กงเหลียงเหลียวเองก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อกเช่นกัน เมื่อเห็นฉินเหยาเข้าครัวไปดูอาหาร ไม่ได้สนใจทางนี้ ถึงได้กระซิบสั่งสอนซานเอ๋อร์ของตนว่า
“เจ้าช่างวิสัยทัศน์คับแคบนัก ต่อไปจะทำการใหญ่ได้อย่างไร”
ดวงตาอันเฉียบแหลมเหลือบมองไปยังสูตรเค้กที่เพิ่งได้มาใหม่ๆในมือของหลิวจี้ หลิวจี้ตบหน้าผากของตัวเอง ตอนนี้ถึงค่อยเข้าใจขึ้นมา
“ท่านอาจารย์ สมกับที่เป็นท่านจริงๆ!”
หลิวจี้อดกลั้นต่อความตื่นเต้น เปลี่ยนจากท่าทีเมินเฉยไม่ไยดีต่อสูตรเค้กเมื่อครู่เป็นประคองมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เป่าหมึกให้แห้งด้วยความตั้งใจแล้วพับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ กระซิบข้างๆหูกงเหลียงเหลียวเสียงเบาว่า
“ท่านอาจารย์ สูตรนี้จะขายได้กี่ตำลึงขอรับ ถึงห้าสิบตำลึงหรือไม่ พวกเราแบ่งกันคนละครึ่งนะขอรับ”
คาดไม่ถึงว่าบนศีรษะจะโดนมะเหงกเข้าไปหนึ่งที
หลิวจี้ร้องโอ๊ยแล้วกระโดดโหยง ฉินเหยาที่อยู่ในห้องครัวได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า โง่เง่าดั่งหมู!
ตอนที่ 450: วันข้างหน้าจะทำให้พบแต่สิ่งดีๆ
กงเหลียงเหลียวราวกับได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของฉินเหยา รู้สึกว่าตนเองเสียหน้าอย่างยิ่ง
เขาจึงแจกมะเหงกหลิวจี้ไปอีกหนึ่งทีพร้อมกระซิบด่าเสียงเบา “เงินๆๆ รู้จักแต่เงิน! เงินนี่แหละคือสิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุด!”
หากใช้สูตรนี้ให้ดี จะมีค่ามากกว่าเงินไม่กี่สิบตำลึงเสียอีก!
“เฮ้อ~” กงเหลียงเหลียวถอนหายใจ ส่งสัญญาณให้หลิวจี้เงี่ยหูฟังให้ดี เขาจะไม่สอนอีกเป็นครั้งที่สอง
หลิวจี้ใช้มือป้องกันใบหน้าของตนเองทุกทิศทางอย่างน้อยใจแล้วถึงได้ยื่นหูเข้าไปฟัง
กงเหลียงเหลียวกล่าว “ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าตระกูลเฮ่อมีความสัมพันธ์กับเจ้าหอของหอเอกสาร”
หลิวจี้พยักหน้า ท่านอาจารย์เคยพูด “ท่านยังบอกอีกว่าเจ้าหอมีหนังสือสะสมอยู่ในหอถึงสามพันเล่ม ทุกเล่มล้วนเป็นฉบับเดียวที่ตกทอดมา บัณฑิตมากมายนับไม่ถ้วนล้วนเดินทางไปเพราะชื่อเสียงนี้ แต่เจ้าหอผู้นั้นกลับเป็นพวกมองคนแต่เปลือกนอก ให้เฉพาะคนที่มีทรัพย์สินหมื่นตำลึงเข้าไปเท่านั้น เป็นคนเลวที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง”
กงเหลียงเหลียวขานรับเสียงหนึ่ง ในที่สุดความโกรธในใจก็คลายลงบ้าง อย่างน้อยก็ยังไม่ลืมคำพูดที่เขาเคยเอ่ยไป
“เจ้าหอผู้นั้นเป็นคนกตัญญูอย่างงมงาย มารดาของเขาฟันไม่ดี ทั้งยังชอบกิน เพื่อให้นางมีความสุข เขาจึงตามหาสูตรอาหารไปทั่ว เพียงเพื่อให้มารดาผู้นี้ได้กินของที่ถูกใจสักคำ…”
เมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้ว กงเหลียงเหลียวรู้สึกว่าหากหลิวจี้ยังไม่เข้าใจอีกก็คงจะสิ้นหวังแล้วจริงๆ
หลิวจี้หยิบสูตรเค้กที่ตนเพิ่งจะเก็บไว้ออกมาอีกครั้งพลางมองไปยังห้องครัวอย่างประหลาดใจ ที่แท้เมียจ๋าก็ให้ใบเบิกทางชิ้นสำคัญเช่นนี้มา!
เมื่อฉินเหยายกน้ำแกงลูกชิ้นเห็ดหอมเข้ามา หลิวจี้ก็ตบหน้าตัวเองฉาดหนึ่งแล้วกล่าวอย่างจริงใจว่า
“เมียจ๋า ข้ามันตาไม่ถึงเอง!”
สีหน้าฉินเหยาดูเรียบเฉย แต่ความจริงนางสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่งพลางถอยหลังไปก้าวใหญ่แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าเป็นบ้าอะไรของเจ้า”
หลิวจี้ยกสูตรเค้กขึ้นมาอย่างซาบซึ้ง “สูตรเค้กนี้ ต้องเป็นเมียจ๋าที่ตั้งใจทุ่มเทคิดค้นขึ้นมาแน่ๆ เพื่อให้ข้าสามารถไปยืมหนังสือที่หอเอกสารได้ ใช่หรือไม่ ใช่ไหม ใช่ไหม”
มุมปากของฉินเหยากระตุกอย่างแรง มองดูกงเหลียงเหลียวที่นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยความตกตะลึงไม่แพ้กัน ทั้งสองคนพร้อมใจกันยกมือขึ้นกุมขมับ
“หากข้าบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญเจ้าจะเชื่อหรือไม่”
นางไหนเลยจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ถึงเพียงนั้น ถึงรู้ได้ว่าว่าสองศิษย์อาจารย์เตรียมจะไปยืมหนังสือจากผู้อื่น
เพียงแค่อยากกินเท่านั้นเอง
จนกระทั่งเมื่อครู่ที่กงเหลียงเหลียวจู่ๆก็ขอสูตรขึ้นมา นางถึงได้นึกออกว่าสูตรนี้ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้อีก
กงเหลียงเหลียวเองก็พูดเสริม “เจ้าหนู เจ้าโชคดีนัก เรื่องดีๆอะไรก็ดาหน้าเข้ามาหาเจ้าหมด”
หลิวจี้ส่ายหน้า เขาไม่เชื่อ
“ในโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร” หลิวจี้ยิ้มอย่างเจื่อนๆ นางรักเขาจะตายไป!
เมื่อรู้ว่านางปากแข็งไม่ยอมรับ หลิวจี้ก็โบกมือแล้วพูดคล้อยตามพวกนางไปว่า
“รอให้การสอบระดับฝู่ซื่อเสร็จสิ้น ข้าก็จะไปตั้งใจอ่านหนังสือที่หอเอกสาร พยายามให้เมียจ๋าได้เป็นฮูหยินจวี่เหรินภายในปีนี้เลย”
ฉินเหยาอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก สุดท้ายก็ยื่นมือไปแตะหน้าผากของหลิวจี้แล้วถามอย่างเห็นใจ “เจ้าเป็นแบบนี้นานเท่าไรแล้ว”
หลิวจี้ร้อง “หา”
ฉินเหยาล้มเลิกความคิด “ช่างเถอะ ล้างมือเตรียมกินข้าวได้แล้ว กินเสร็จก็รีบพักผ่อน พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทางอีก”
หลิวจี้ขานรับ เก็บสูตรให้ดีแล้วเข็นกงเหลียงเหลียวออกไปล้างมือ จากนั้นก็ตะโกนใส่พวกต้าหลางทั้งสี่คนที่นั่งแทะเค้กอย่างมีความสุขอยู่ข้างกระถางผักเสียงดังลั่น “ล้างมือกินข้าวได้แล้ว!”
เมื่ออาหารทำเสร็จ หลี่ซื่อก็ถือกล่องใส่อาหารจากไป ในลานบ้านจึงเหลือเพียงครอบครัวของฉินเหยาและคณะของกงเหลียงเหลียว
อากู่หัวหน้าผู้คุ้มกันนั่งร่วมโต๊ะกับอาวั่งและเหล่าบ่าวไพร่คนอื่นๆของจวนเฮ่อในลานบ้าน ซึ่งตั้งโต๊ะไว้สองโต๊ะ
ตลอดครึ่งเดือนกว่ามานี้ที่ทุกคนอยู่ร่วมกันมาก็สนิทสนมกันหมดแล้ว
นานๆทีอาวั่งก็จะพูดเรื่องตลกที่ไม่ชวนขำออกมาสักหนึ่งหรือสองประโยค เรียกเสียงหัวเราะจากพวกอากู่ได้
บ่าวชายและสาวใช้ที่มาจากตระกูลเฮ่อ ตอนมาถึงใหม่ๆ ยังไม่ชินกับบรรยากาศเช่นนี้ แต่ตอนนี้ก็ค่อยๆ ปล่อยตัวตามสบายแล้ว
ในตอนนี้พอคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องกลับเมืองหลวงของมณฑลแล้วก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่มาก
อันที่จริงแล้ว คนที่อาลัยอาวรณ์ไหนเลยจะมีเพียงพวกเขา กงเหลียงเหลียวเองก็อาลัยอาวรณ์เช่นกัน
ที่บ้านตระกูลเฮ่อไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ เพื่อไม่ให้สร้างความลำบากให้ผู้อื่น เขาจึงได้แต่เก็บตัวราวกับติดคุกก็ไม่ปาน
โชคดีที่ซานเอ๋อร์ยังตามไปด้วย อย่างน้อยก็ไม่ขาดเรื่องสนุก
หลิวจี้ตัวโตขนาดนี้ ดูแลตัวเองได้ดีอยู่แล้ว ยังมีกงเหลียงเหลียวคอยชี้แนะอยู่ข้างๆ ฉินเหยาไม่มีอะไรต้องกังวล กินดีอยู่ดี ในใจก็คิดว่า วันหลังจูงแกะนมกลับมาสักตัว ลองต้มนม ทำชานมดื่มดูดีกว่า
กลับเป็นหลิวจี้ หลังจากที่พากงเหลียงเหลียวที่กินจนพุงกางไปส่งที่เรือนปทุมแล้วก็เอาแต่เดินตามหลังฉินเหยาพลางถามไม่หยุด
“เมียจ๋า เจ้าไม่มีอะไรอยากจะกำชับข้าบ้างหรือ”
“เมียจ๋า เจ้ายังมีอะไรที่ยังไม่ได้พูดกับข้าหรือไม่”
“เมียจ๋า เจ้าไม่มีอะไรจะพูดกับข้าจริงๆหรือ พรุ่งนี้เช้าข้าก็จะไปแล้วนะ”
เสียงเรียกเมียจ๋าๆข้างหูดังหึ่งๆ ราวกับมีแมลงวันนับไม่ถ้วนบินวนอยู่รอบๆ ฉินเหยารำคาญจนเตะน่องเขาไปหนึ่งที
“ไปนอนได้แล้ว!”
หลิวจี้ลูบน่องตัวเองพลันรู้สึกพอใจขึ้นมา “ได้จ้า!”
ฉินเหยามองดูแผ่นหลังที่จากไปอย่างร่าเริงของเขา เหลือบมองปลายเท้าของตัวเองอย่างสงสัย เริ่มสงสัยในชีวิตขึ้นมา
เขาเป็นพวกชอบความรุนแรงหรือไร
วันไหนไม่โดนตีก็จะรู้สึกว่าวันนั้นยังไม่สมบูรณ์พร้อม?
ช่างเถอะ ไม่สนใจแล้ว วันนี้นางทั้งเหนื่อยใจเหนื่อยกาย รีบอาบน้ำนอนแต่หัวค่ำดีกว่า
เนื่องจากหลิวจี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่ หลี่ซื่อจึงตื่นเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วยาม พยายามทำขนมอบที่พกพาไประหว่างทางได้ให้มากที่สุด เผื่อไว้ในยามจำเป็น
อาวั่งเองก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน พวกเขาจุดเตาแล้วช่วยกันเตรียมขนม
ทั้งสองคนช่วยกันทำขนมเปี๊ยะจำนวนมากใส่เตาอบ รอจนฟ้าสว่าง หลี่ซื่อก็เตรียมอาหารเช้า ส่วนอาวั่งก็นำผลเหมยป่าที่เมื่อวานพาเด็กๆเข้าป่าไปเก็บมา บดทำเป็นผลไม้เคี่ยวสำหรับขนม
ผลไม้สดเคี่ยวเก็บไว้ได้ไม่นานจึงไม่ได้ให้หลิวจี้นำไปด้วย
นำผลไม้เคี่ยวไปทาบนขนมเปี๊ยะที่เพิ่งออกจากเตาแล้วใส่ลงในกล่องอาหารของพวกต้าหลางสี่พี่น้อง ให้พวกเขานำไปกินเป็นของว่างที่สำนักศึกษา
แน่นอนว่า ไม่ลืมที่จะเก็บส่วนหนึ่งไว้ให้เสี่ยวไหลฝูโดยเฉพาะด้วย
เมื่อวานตอนเข้าป่าไปเก็บผลเหมยป่า เสี่ยวไหลฝูคือหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก พวกต้าหลางสี่พี่น้องนั้นกินไปเก็บไป พออิ่มท้องแล้วในมือก็เหลือผลเหมยแค่กำเดียวเท่านั้น
แต่เสี่ยวไหลฝูกลับตั้งใจเก็บไปครึ่งตะกร้าถึงจะเริ่มกิน วันนี้ผลไม้เคี่ยวที่ทำออกมาจึงต้องเก็บไว้ให้เขาบ้าง
แม้ว่าจะต้องเดินทาง หลิวจี้ก็ไม่ลืมที่จะตื่นแต่เช้ามาทบทวนบทเรียนยามเช้าที่ท่านอาจารย์กำหนดไว้
กงเหลียงเหลียวเคยพูดเอาไว้แล้ว สมัยนี้มีบัณฑิตมากมาย หากอยากจะโดดเด่นขึ้นมาก็ต้องรู้จักขวนขวายสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง
ความทุกข์ที่ได้รับในวันนี้ วันข้างหน้าจะทำให้พบเจอแต่สิ่งดีๆ
คำว่าขยันหมั่นเพียรสองคำนี้ ในอนาคตจะกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนของเขาและเป็นใบเบิกทางในการเข้าสู่แวดวงชนชั้นสูง
แต่ว่า ขยันหมั่นเพียรให้แค่คนกันเองเห็นนั้นไม่มีประโยชน์ ต้องให้คนข้างนอกรู้ถึงความขยันหมั่นเพียรของเขาด้วยถึงจะถูก
หอเอกสารนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในแผนการเท่านั้น
สิ่งเหล่านี้ อาจารย์ที่สำนักศึกษาในอำเภอจะไม่สอน บัณฑิตยากจนมากมายตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนัก ความทุกข์ก็ได้รับแล้ว แต่สิ่งดีๆที่ต้องตอบแทนกลับมานั้นกลับไม่มา สุดท้ายเหลือเพียงความว่างเปล่า
หากจะเดินบนเส้นทางขุนนางอย่างการสอบเคอจวี่แต่กลับไม่มีผู้ชี้ทางให้ก็ช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน
หลิวจี้ตรวจสอบหนังสือและสัมภาระที่จะนำไปด้วยอย่างตั้งใจ รวมถึงของขวัญที่จะมอบให้ตระกูลเฮ่อ
คนที่เมื่อวานยังคงทำตัวเหลวไหล วันนี้พอตั้งใจขึ้นมาก็ดูจริงจังไม่น้อย
คำพูดของสตรีใจร้ายไม่ได้กล่าวผิดเลย มาถึงขั้นนี้แล้ว หากยังไม่รู้จักคว้าโอกาสไว้ คนที่สูญเสียหนักที่สุดก็มีเพียงตัวเขาเอง
เมื่อตรวจนับสิ่งของทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก็เรียกอาวั่งมาช่วยกันขนย้ายไปวางไว้ที่หน้าประตูรั้วก่อน เดี๋ยวรอให้อากู่จูงม้ามาแล้วค่อยขนขึ้น
จบตอน
Comments
Post a Comment