ตอนที่ 451: จะทำให้นางมองเขาในแง่ใหม่
อาหารเช้าเตรียมพร้อมแล้ว
เด็กๆกินอาหารอย่างรีบร้อนเสร็จแล้วก็ต้องรีบไปสำนักศึกษาจึงไม่ได้ร่ำลากันดีๆ หลิวจี้ทำได้เพียงกำชับสี่พี่น้องไปประโยคหนึ่งว่า
“อยู่บ้านต้องเชื่อฟังคำพูดของท่านแม่ อย่าดื้อรั้น การบ้านที่อาจารย์สั่งหากมีอะไรไม่เข้าใจก็ให้คัดลอกไว้ในสมุดก่อน รอพ่อกลับมาแล้วจะสอนพวกเจ้าอีกที อย่าไปรบกวนแม่ของพวกเจ้า รู้หรือไม่”
มิเช่นนั้นก้นลายขึ้นมาก็อย่ามาโทษว่าเขาไม่ได้เตือนล่วงหน้าเล่า
เด็กๆรับคำว่าทราบแล้วพลางลากหีบหนังสือวิ่งไปยังหน้าประตูเรือนเก่า ขึ้นรถม้าที่หลิวจ้งขับแล้วจากไปราวกับไม่สนใจความเป็นความตายของบิดาผู้ให้กำเนิดเลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้ จุก.อก!
“ท่านพ่อ!”
เสียงเรียกของซื่อเหนียงดังมาจากปากทางเข้าหมู่บ้าน
เด็กหญิงตัวน้อยยืนอยู่บนคานลากรถม้า ใช้มือป้องปากตะโกนเสียงดัง “ท่านต้องสอบให้ได้นะเจ้าคะ!”
บิดาชราที่กำลังจุก.อกพลันมีกำลังใจขึ้นมาทันที เขาวิ่งเร็วๆตามไปถึงลานหน้าบ้านแล้วหัวเราะตอบกลับไปว่า “ซื่อเหนียง รอพ่อกลับมาเจ้าก็คือคุณหนูจวนจวี่เหรินแล้ว! อยากได้อะไรพ่อจะหามาให้เจ้าทั้งหมดเลย!”
ฉินเหยาพิงกรอบประตูอยู่ พอได้ยินดังนั้นมุมปากก็กระตุกเล็กน้อย นี่มันขายฝันชัดๆ
ซื่อเหนียงตอบรับอย่างยินดี “เจ้าค่ะ!”
ทั่วทั้งหุบเขาล้วนมีเพียงเสียงสะท้อนที่แน่วแน่ของเด็กหญิงตัวน้อยดังก้องไปมา หลิวจี้กางแขนออกยืนหลับตาฟังอยู่กับที่ รู้สึกว่าในโลกนี้ไม่มีเสียงใดไพเราะไปกว่านี้อีกแล้ว
“อากู่มาแล้ว” ฉินเหยาเอ่ยเตือน
คนผู้นั้นที่กำลังดื่มด่ำอยู่ถึงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจนักแล้วเดินเข้ามา ยิ้มให้นาง “เมียจ๋า รอข้ากลับมานะ ข้าจะทำให้เจ้ามองข้าในมุมใหม่ให้ได้”
ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า “ได้ ข้าจะรอวันที่เจ้าทำให้ข้ามองเจ้าในมุมใหม่ได้”
ในช่วงเวลาสำคัญ นางไม่เคยพูดคำพูดบั่นทอนกำลังใจ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่หลิวจี้รู้สึกว่านางดีที่สุด
หลังจากช่วยอากู่ขนสัมภาระขึ้นรถเสร็จ หลิวจี้ก็ขึ้นไปนั่งบนรถม้า โบกมือให้ฉินเหยาแล้วก็ปล่อยม่านรถลง จากไปอย่างเด็ดขาด
เดิมทีฉินเหยานึกว่าเขาจะพูดจาเยิ่นเย้ออีกสักพัก ไม่คิดว่าจะจากไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ นางเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ให้อาวั่งจูงม้ามา นางจะไปส่งกงเหลียงเหลียวสักหน่อย
นางไปส่งขบวนรถม้าจนถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ มองดูพวกเขาขึ้นสู่ถนนหลวงแล้วถึงค่อยจากไป
นางไม่รู้เลยว่า ทันทีที่นางขี่ม้ากลับไปนั้น คนในรถม้าก็อดรนทนไม่ไหวเลิกม่านประตูหลังขึ้นแล้วเฝ้ามองนางไปตลอดทางอย่างอาลัยอาวรณ์ ท่ามกลางสายตารังเกียจของกงเหลียงเหลียว
“ช่างไม่ได้เรื่องเสียจริง” กงเหลียงเหลียวสบถด่า
จะต้องแยกจากกันนานเท่าไรกัน สองเดือนเท่านั้นเอง
ยังไม่ทันจะออกจากบ้านก็เป็นแบบนี้แล้ว
หากวันหน้าต้องไปรับตำแหน่งต่างถิ่น อยู่กันคนละที่ จะไม่คร่ำครวญราวกับจะตายให้ได้เลยหรือ
ขุนนางมากมายที่ไปรับตำแหน่งข้างนอกหลายปี ไม่ได้พบหน้าภรรยาและบุตร พวกเขาก็ยังผ่านกันมาได้มิใช่รึ
หากเหงาจริงๆ ก็หาอนุภรรยาสักคนมาอยู่ข้างกายก็ผ่านไปได้แล้ว
พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา กงเหลียงเหลียวก็กวาดตามองศิษย์ที่แอบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหางตาด้วยความสงสัยแล้วถามเขาว่า
“เจ้าคิดอยากจะรับอนุภรรยาหรือไม่”
หลิวจี้ร้อง “หา” ออกมาเสียงหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ายังคงจมอยู่กับความเศร้าโศกของการจากลาจนถอนตัวไม่ขึ้น ชั่วขณะหนึ่งจึงค่อนข้างมึนงง
กงเหลียงเหลียวถามซ้ำอีกครั้งอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าไม่ได้คิดอยู่เสมอหรอกหรือว่าภรรยาเจ้าดุร้าย อยากจะรับอนุภรรยาที่อ่อนโยนสักคนหรือไม่”
หลิวจี้กะพริบตาดอกท้อที่กลมโตคู่นั้นปริบๆ “ท่านอาจารย์ ปัญหาอยู่ที่ข้าอยากหรือไม่อยากรับหรือ ท่านควรถามข้าก่อนว่าข้ากล้าหรือไม่กล้ารับ”
กงเหลียงเหลียว “…”
บรรยากาศภายในตัวรถม้าพลันแข็งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง
ครู่ต่อมา สองศิษย์อาจารย์ก็สบตากันแล้วก็พร้อมใจกันไม่พูดถึงเรื่องรับอนุภรรยาอีก
แต่หนึ่งเค่อต่อมา
กงเหลียงเหลียวก็พลันพูดขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งว่า “บุรุษต้องมุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงไปทั่วทุกสารทิศ อย่าได้หมกมุ่นอยู่กับความรักใคร่ฉันชู้สาว”
หลิวจี้ร้องอ้อเสียงหนึ่งราวกับเข้าใจแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด
“ท่านอาจารย์ ท่านว่าครั้งนี้หากข้ายังสอบไม่ติดอีก เมียจ๋าจะหย่ากับข้าหรือไม่ขอรับ”
กงเหลียงเหลียวปากอ้าตาค้าง!
จากนั้นก็ตบกระหม่อมของศิษย์เบาๆ “วางใจเถอะ แคว้นเซิ่งไม่มีกฎหมายว่าภรรยาสามารถหย่าขาดสามีได้ เจ้าตั้งใจสอบเถิด เรื่องอื่นอย่าได้คิดอีก”
ในใจของหลิวจี้พลันเกิดความรู้สึกว่าตนโชคดีขึ้นมา
โชคดี โชคดีที่แคว้นเซิ่งไม่มีกฎหมายให้ภรรยาสามารถหย่าสามีได้!
กงเหลียงเหลียวเห็นศิษย์วางใจลงได้ก็ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก
อันที่จริงเขายังมีอีกหนึ่งประโยคที่ยังไม่ได้พูด
นั่นก็คือ สำหรับเหยาเหนียงแล้ว หากนางจะไป กฎหมายของแคว้นเซิ่งที่ว่าด้วยเรื่องการหย่าร้างของสามีภรรยา สำหรับนางแล้วไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
นางไม่ใช่คนที่จะถูกกฎระเบียบและประเพณีผูกมัดได้
แต่การสอบใหญ่ใกล้เข้ามาแล้ว คำพูดที่บ่อนทำลายขวัญกำลังใจเช่นนี้ กงเหลียงเหลียวย่อมไม่พูดออกมาเด็ดขาด
เมื่อฉินเหยากลับมาถึงบ้าน อาวั่งก็ลงไปทำนาแล้ว หลี่ซื่อก็ขนเสื้อผ้าสกปรกไปซักที่ริมแม่น้ำแล้ว
ความเงียบเหงาที่มาเยือนอย่างกะทันหันทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้าง
แต่ในไม่ช้า การมาถึงของหลิวเหล่าฮั่นก็ทำลายความเงียบเหงาที่หาสาเหตุไม่ได้นี้ลง
“เจ้าสามไปแล้วรึ” หลิวเหล่าฮั่นถาม
ฉินเหยาตอบ “ข้าเพิ่งจะไปส่งพวกเขาที่หมู่บ้านเซี่ยเหอกลับมาเองเจ้าค่ะ”
นางเชิญเขาไปนั่งในห้องโถง รินชาให้ถ้วยหนึ่งแล้วเพิ่มขนมเปี๊ยะผลไม้เคี่ยวที่อบเมื่อเช้านี้ให้อีกหนึ่งจาน ให้หลิวเหล่าฮั่นกินก่อน ประเดี๋ยวขากลับจะให้เขาถือกลับไปที่เรือนเก่าด้วย
หลิวเหล่าฮั่นหยิบมาชิมชิ้นหนึ่งอย่างเสียดาย ชมว่าฝีมือของอาวั่งและหลี่ซื่อดีแล้วก็ไม่กล้ากินอีก
เพียงถือถ้วยชาแล้วถามฉินเหยาว่าตั้งใจจะปักดำนาแล้วหรือยัง
เพราะสองปีก่อนสองสามีภรรยาไม่ขยันขันแข็งทำนา ทำให้หลิวเหล่าฮั่นฝังใจไปแล้ว หากไม่มาถามด้วยตนเอง กลางคืนเขาคงนอนไม่หลับ ฝันเห็นแต่ภาพครอบครัวเจ้าสามไม่มีข้าวกินจนอดตาย
จนกระทั่งฉินเหยาพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่ายุ้งฉางที่บ้านแน่นขนัด เพิ่งจะเก็บค่าเช่านาหนึ่งร้อยหมู่มา หลิวเหล่าฮั่นถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้บ้านเจ้าสามไม่ได้อาศัยที่นาสิบหมู่ในหมู่บ้านเพื่อเลี้ยงชีพอีกต่อไปแล้ว
“ดูความจำข้าสิ ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย” หลิวเหล่าฮั่นรู้สึกอับอายอยู่บ้าง รีบยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
ฉินเหยายิ้ม รอให้หลิวเหล่าฮั่นดื่มชาเสร็จจึงได้ปรึกษาหารือเรื่องการต่อเติมและปรับปรุงบ้านหลังจากหมดฤดูทำนา
หลิวเหล่าฮั่นเคยบอกไว้แล้วว่าเรื่องนี้ให้เขาจัดการเอง ครั้งนี้ก็ยังพูดเช่นเดิม
“อย่างไรเสียข้าก็ว่างอยู่แล้ว หาพวกลุงๆอาๆของเจ้ามาช่วย อย่างมากเดือนเดียวก็จัดการให้เสร็จเรียบร้อย เจ้าก็รับผิดชอบเรื่องอาหารเหมือนเดิมก็พอ”
แค่เพียงน้ำแกงเนื้อในหม้อนั้น รับรองว่าจะมีคนอีกมากที่ไม่ได้เชิญแต่ก็ยังมาช่วย
ฉินเหยารู้สึกว่าการไม่ให้ค่าจ้างนั้นไม่ค่อยดีนัก บุญคุณนั้นทดแทนยากจึงเพิ่มค่าจ้างให้ผู้ที่มาช่วยทุกคนอีกคนละห้าเหวินต่อวัน
หลิวเหล่าฮั่นเห็นฉินเหยายืนกรานก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงกำชับนางว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องทำน้ำแกงเนื้อทุกมื้อหรอก ทำแค่น้ำแกงผักก็พอ”
ผู้สูงอายุกลัวความยากจน ทั้งยังประหยัดจนเคยชิน ฉินเหยาจึงไม่เถียงกับเขา เพียงพยักหน้าตอบรับ
เมื่อทั้งสองคนตกลงกันเรียบร้อย ฉินเหยาก็ไปส่งหลิวเหล่าฮั่นกลับ ถือโอกาสแวะไปบ้านผู้ใหญ่บ้านด้วย
พอถูกหลิวเหล่าฮั่นเตือนเช่นนี้ นางก็นึกขึ้นมาได้ถึงเรื่องที่นายอำเภอซ่งจะพาคนมาเยี่ยมชมที่หมู่บ้านจึงตั้งใจว่าจะไปแจ้งเรื่องนี้ให้คนในหมู่บ้านทราบ
น่าเสียดายที่บ้านไม่มีฆ้องทองแดง ยังต้องไปยืมที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน
ครั้งนี้ ตอนที่ฉินเหยาออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้านมาพร้อมกับฆ้องทองแดงที่ยืมมา ผู้ใหญ่บ้านก็มองนางด้วยสายตาซับซ้อนและนึกเสียดายเช่นเดิม
ฉินเหยาไม่ใช่คนที่จะเก็บความสงสัยเอาไว้ได้จริงๆ จึงเอ่ยถามออกไป
“ผู้ใหญ่บ้าน ท่านมองข้าเช่นนี้ มีเรื่องอะไรที่ไม่สะดวกจะพูดหรือ”
ผู้ใหญ่บ้านรีบโบกมืออย่างมีพิรุธ “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร เจ้ารีบไปแจ้งให้ทุกคนทราบเถอะ จะได้ให้ทุกคนเตรียมตัวกัน”
“นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่จะสร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านตระกูลหลิวของเรา บอกพวกเขาว่าใครก็ห้ามทำพลาดเด็ดขาด!”
ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านเซี่ยเหอเมื่อได้ยินเรื่องนี้เข้ายังอิจฉายกใหญ่เชียว
ไม่ใช่ว่าใต้เท้านายอำเภอจะไปเยือนทุกหมู่บ้านนะ!
ตอนที่ 452: มาแล้ว มาแล้ว!
คำถามถูกผู้ใหญ่บ้านบอกปัดอย่างขอไปที ฉินเหยาเองก็ไม่สะดวกที่จะซักไซ้ต่อ
นางถือฆ้องทองแดง เลียนแบบท่าทางในยามปกติของผู้ใหญ่บ้านและหลิวฉี ตีฆ้องพลางตะโกนไปทั่วหมู่บ้าน
ประกาศเรื่องการปักดำต้นกล้าในวันที่แปดต้นเดือนและเรื่องที่นายอำเภอซ่งจะนำคนจากหมู่บ้านและตำบลอื่นมาเยี่ยมชมและเรียนรู้
หลังจากตะโกนไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เสียงก็แหบแห้งไปหมด
ฉินเหยาคิดในใจ หากนางเป็นผู้ใหญ่บ้าน จะต้องให้ช่างไม้หลิวสร้างโทรโข่งอันใหญ่ออกมาแน่.นอน
มิเช่นนั้นหากต้องมาตะโกนเช่นนี้บ่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วเสียงคงได้แหบแห้งเหมือนฆ้องแตกแน่
พอข่าวที่นายอำเภอซ่งจะมาถูกปล่อยออกไป ทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวก็คึกคักขึ้นมาทันที
เดิมทีแต่ละบ้านก็ไม่ได้พิถีพิถันอะไรมากนัก ตอนนี้กลับตื่นแต่เช้ามาทำความสะอาด เช็ดหน้าต่างกวาดใยแมงมุม คึกคักยิ่งกว่าตอนตรุษจีนเสียอีก
แม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสามคนของเรือนเก่ายังไปรื้อเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ใส่ตอนตรุษจีนออกมาจากก้นหีบ คลี่ออกแล้วแขวนไว้บนราวให้เรียบ รอให้รอยยับหายไป วันนั้นก็จะได้สวมชุดนี้ลงนา
หลิวไป่เอ่ยไปตรงๆ ว่านางเหอเสียสติไปแล้ว มีใครที่ไหนเขาลงนาปักดำแล้วใส่เสื้อผ้าชุดใหม่กัน!
นางเหอเชิดหน้าใส่เขา “เจ้าจะไปรู้อะไร! เจ้าจะมายุ่งอะไรด้วยว่าข้าจะใส่อะไร พูดเหมือนกับว่าเจ้าจะซักเสื้อผ้าให้ข้าอย่างนั้นแหละ!”
หลิวไป่ถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก
ในไม่ช้า วันที่นัดหมายก็มาถึง
แม้ว่าจะรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางจากอำเภอมาถึงหมู่บ้านแต่เช้าตรู่เช่นนี้ แต่ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวก็ยังคงตามผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านแต่เช้าตรู่ ชะเง้อคอมองไปยังถนนเส้นนั้น
การทำนาเป็นเรื่องใหญ่ ที่โรงงานเครื่องเขียนจึงหยุดงานสองวันเพื่อให้มีกำลังคนเพียงพอให้ทุกคนได้ปักดำนา
เมื่อที่โรงงานไม่มีอะไรทำ เฉียนวั่งและอินเยว่สองคนที่เป็นคนนอกก็มาดูความครึกครื้นด้วย ถือโอกาสช่วยแขวนป้ายผ้าที่ฉินเหยาและหลิวต้าฝูนำมา
ผ้าเป็นของมีค่า บ้านฉินเหยาจึงเป็นผู้จัดหาป้ายผ้าให้ แขวนไว้บนราวตากผ้าด้านนอกโรงน้ำชาของบ้านช่างไม้หลิว
ตำแหน่งนี้ทั้งหันหน้าเข้าหาถนนใหญ่ที่เข้าสู่หมู่บ้าน ทั้งยังอยู่บนที่สูง รับรองว่าคนที่มาจะมองเห็นได้ในทันที
หลิวต้าฝูได้ปรึกษากับช่างไม้หลิวเรียบร้อยแล้วว่า คนที่มาในวันนี้จะรับประทานอาหารที่โรงน้ำชาของเขา
วัตถุดิบมาจากแต่ละบ้านในหมู่บ้านช่วยกันรวบรวม มีอะไรก็ทำอย่างนั้น แม่ครัวคือเหล่าสตรีในบ้านของหลิวต้าฝู ที่เหลือใครในหมู่บ้านว่างก็มาช่วยกัน
หลังจากแขวนป้ายผ้าเสร็จ อินเยว่ก็อยู่ที่บ้านช่างไม้หลิวต่อเพื่อเป็นลูกมือคอยช่วยงาน
เมื่อตอนที่นางอยู่ที่โรงอาหารในโรงงานก็ติดตามนางเหอและนางชิว ฝีมือการทำอาหารยังไม่ได้เรียนรู้ แต่การก่อไฟ ล้างชาม ถูพื้นนั้นทำจนคล่องแคล่วมานานแล้ว
หญิงสาวขยันขันแข็ง ไปที่ไหนก็ไม่มีใครรังเกียจ แม้ว่าอินเยว่จะไม่ค่อยพูดเท่าไร แต่เหล่าแม่บ้านน้อยใหญ่ในหมู่บ้านเห็นนางยุ่งอยู่ตลอด หากมีอะไรสนุกๆก็จะชวนนางทำด้วย
อีกอย่าง นางยังมีนางเหอคอยหนุนหลังอยู่ ใครก็ไม่กล้ารังแกนางมิใช่รึ
หลังจากที่ฉินเหยากำชับเรื่องที่นั่งทานอาหารของพวกซ่งจางกับคนในบ้านช่างไม้หลิวอยู่ครู่หนึ่ง พอหันกลับมาก็เห็นอินเยว่ที่กำลังง่วนอยู่ในครัวจึงเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ
นางซึ่งใช้ผ้าเช็ดหน้าคาดหน้าเอาไว้ เดี๋ยวก็ถือจาน เดี๋ยวก็ถือหม้อน้ำแกง เดินไปมาอยู่ในห้องเตรียมวัตถุดิบ
พอบรรดาท่านป้าและพี่สะใภ้ที่กำลังยุ่งง่วนอยู่หน้าเขียงเห็นนางก็อ้าปากพูดว่า “เยว่เหนียง เจ้ามานี่!”
ช่วงเวลานี้ฉินเหยามัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องการต้อนรับคณะที่จะมาเยี่ยมชมจึงไม่ค่อยได้ไปที่โรงงานเท่าไรนัก บวกกับช่วงนี้อินเยว่ไม่ได้มาปรากฏตัวต่อหน้านางเลย นางเลยเกือบจะลืมไปแล้วว่ายังมีคนผู้นี้อยู่ด้วย
ดูท่าแล้ว เป้าหมายหนึ่งพันตัวอักษรคงจะทำให้อินเยว่ท้อใจไม่น้อย บางทีอาจจะยอมรับความจริงแล้ว ไม่ดิ้นรนอีกต่อไปแล้วก็ได้
ฉินเหยาลอบพึงพอใจแล้วเดินออกจากบ้านช่างไม้หลิวมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านพลางไล่ชาวบ้านที่ยังคงรออยู่กลับไป
“พระอาทิตย์จะขึ้นแล้ว ตอนนี้อากาศยังเย็นสบาย ไม่รีบไปปักดำนา หากรอให้แดดออกแล้วจะยิ่งทำงานลำบาก”
คำพูดของฉินเหยานั้นมีเหตุผล แต่ชาวบ้านก็ยังคงมองไปยังผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลตามสัญชาตญาณ
หัวหน้าตระกูลไม่พูดอะไร อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้ลงนา เขามีเวลาว่างมากพอที่จะรอ
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มอย่างจนใจพลางโบกมือ “จะมาก็คงยังไม่มาเร็วขนาดนั้นหรอก ทุกคนลงนากันไปก่อนเถอะ”
เวลาไม่คอยท่า ฤกษ์งามยามดีก็ไม่ได้มีทุกวัน การทำนายังคงสำคัญที่สุด
ชาวบ้านที่เดิมทีก็กังวลเรื่องแดดอยู่แล้วจึงรีบแยกย้ายกันไปในทันที
ความตื่นเต้นที่ท่านนายอำเภอจะมานั้นได้จางหายไปกับการรอคอยนานแล้ว ไม่นาน ในนาก็เต็มไปด้วยเสียงน้ำกระจายดังซู่ซ่า
“ข้าก็ไปด้วย” ฉินเหยายิ้มให้ผู้อาวุโสทั้งสอง “ท่านผู้เฒ่าทั้งสองไปพักใต้ต้นไม้แล้วค่อยสอดส่องดูเถอะเจ้าค่ะ”
โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้านนั้นเพิ่งจะหายป่วย อย่าได้เหนื่อยจนล้มป่วยไปอีกเล่า
ผู้ใหญ่บ้านถลึงตาใส่นาง ไม่ยอมรับพลางแสดงออกว่าร่างกายของตนยังแข็งแรงอยู่
เพียงแต่เสียงหอบหายใจหนักๆ นั้นกลับเปิดเผยสภาพร่างกายที่แท้จริงของเขา
หลังจากถลึงตาไล่ฉินเหยาแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็หันกลับมานั่งลงทันทีทำเอาหัวหน้าตระกูลหัวเราะฮ่าๆ “แก่แล้วก็คือแก่แล้ว ยอมรับอย่างเปิดเผยก็สิ้นเรื่อง จะฝืนไปทำไม”
ไม่คาดคิดว่าคำพูดล้อเล่นประโยคหนึ่งกลับทำให้ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฮ้อ~ เจ้าคิดว่าข้าอยากจะฝืนรึ หากไม่ใช่เพราะหมู่บ้านเราหาคนมาแทนที่ข้าไม่ได้ ผู้เฒ่าอย่างข้าก็คงจะอยู่บ้านเล่นกับหลานไปนานแล้ว!”
หัวหน้าตระกูลมองดูคนในตระกูลที่กำลังง่วนอยู่ในนาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง “หากในหมู่บ้านเรามีเด็กหนุ่มที่เก่งกาจเหมือนเหยาเหนียงสักคนก็คงจะดี”
สายตาจับจ้องไปยังโรงน้ำชาที่กำลังวุ่นวายของบ้านช่างไม้หลิว หัวหน้าตระกูลเอ่ยหยั่งเชิง “แต่ข้าว่าต้าฝูก็ไม่เลวนะ”
“ยังมีหลิวฉีบ้านเจ้าอีก แต่อายุยังน้อยไปหน่อย ทว่าคนหนุ่มสาวก็ดีนะ คนหนุ่มสาวมีไฟ หัวไว… เพียงแต่บารมีอาจจะขาดไปบ้าง” หัวหน้าตระกูลพูดไปพูดมาก็รู้สึกหมดแรง
เขาเหลือบมองผู้ใหญ่บ้านอย่างไม่พอใจ เป็นเพราะเขาทั้งนั้น!
ขณะที่ผู้อาวุโสสองคนกำลังนั่งคร่ำครวญอยู่ใต้พุ่มหญ้าริมทางว่าไม่มีผู้สืบทอด เสียงกีบเท้าม้าและล้อรถก็ดังเข้ามาในหู ทั้งสองลุกขึ้นยืนอย่างมีชีวิตชีวาทันที
มาแล้ว มาแล้ว!
พอฆ้องทองแดงถูกตีหนึ่งครั้ง ชาวบ้านที่กำลังก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่ในนาก็รีบยืดตัวขึ้นทันทีพลางมองไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน
รถม้าที่นำหน้ามาคือรถม้าสีเขียวคันหนึ่ง ตามหลังมาด้วยเกวียนวัวสี่คันและยังมีคนหนุ่มสาวที่เดินเท้าตามมาอีกจำนวนหนึ่ง
ด้านหน้าของรถม้าคันแรกสุดนั้นคือเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอสองคนที่สวมเครื่องแบบพลางขี่ม้ามาอย่าง.องอาจ
พอดูจากขบวนแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าคนบนรถที่มาจะต้องเป็นท่านนายอำเภอซ่งจางแน่.นอน
ส่วนคนที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวด้านหลังนั้นย่อมต้องเป็นหลี่เจิ้งและผู้ใหญ่บ้านจากตำบลต่างๆในอำเภอไคหยาง
และผู้ที่ตามมาด้านหลังสุดก็คือเหล่าทายาทที่ค่อนข้างมีอนาคตของแต่ละตระกูล
หลี่เจิ้งจากเมืองจินสือรู้จักกับผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวเป็นอย่างดีจึงร้องทักขึ้นมาก่อน “ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิว!”
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มพลางเดินขึ้นไปต้อนรับ เหล่าหนุ่มๆในหมู่บ้านที่เพิ่งจะลงนาไปเมื่อครู่ เช่น หลิวฉี หลิวไป่ และหลิวกงต่างก็รีบพากันมาทั้งหมด
หลิวต้าฝูนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก เขาวิ่งตรงมาจากบ้านช่างไม้หลิวตลอดทางแล้วเข้าไปต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
เขาพูดจาเป็น บรรยากาศจึงครึกครื้นขึ้นมาทันที ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลสบตากันแอบรู้สึกพอใจ
ซ่งจางลงมาจากรถม้า เพื่อที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์การลงนาปักดำด้วยตนเองจึงจงใจเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายที่ตนคิดว่าเหมาะกับการ.ลงนา นั่นก็คือเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวตัวสั้นกับกางเกงผ้าฝ้ายสีขาว
“ฉินเหยาเล่า” ซ่งจาง.ลงจากรถมา ไม่เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยก็ขมวดคิ้วถาม
อย่าบอกนะว่ารู้ว่าเขาจะมาเลยรำคาญจนแอบหลบไปแล้วน่ะ
กำลังคิดเช่นนี้อยู่ก็เห็นคนผู้หนึ่งสวมหมวก.งอบ สวมชุดผ้าป่านสีเทา ถลกขากางเกงขึ้นสูง ยืนเท้าเปล่าอยู่นอกกลุ่มคน โบกมือมาทางตนเอง
“มาทางนี้กันให้หมด ถลกแขนเสื้อและขากางเกงขึ้นแล้วตามข้าลงนา!”
ที่นาห้าหมู่ในบ้านนั้น นางเตรียมไว้ให้พวกเขาเรียบร้อยแล้ว!
ตอนที่ 453: ธรรมดา
ฉินเหยาไม่ให้โอกาสซ่งจางและคณะได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย นางโบกมือครั้งหนึ่งก็พาคนกลุ่มหนึ่งไปยังนาโคลนของบ้านตนเองอย่างเอิกเกริก
เริ่มสอนตั้งแต่วิธีการถอนต้นกล้า
ต้นกล้าที่แข็งแรงซึ่งเติบโตสูงถึงครึ่งน่องของคนแล้ว ถูกดึงออกมาทีละกำ มัดด้วยเชือกฟางอย่างดีแล้ววางบนกระด้งเพื่อหาบไปไว้ในนาที่จะปักดำ
ในนาเหล่านี้ได้ปล่อยน้ำเข้าไปแล้ว ระดับน้ำสูงท่วมข้อเท้า ด้านในโรยปุ๋ยธรรมชาติของชาวนาเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
ต้นกล้าที่จะปักดำต้องปักให้เป็นระเบียบ เป็นแนวตรงทั้งแนวนอนและแนวตั้ง แต่ละแถวต้องแน่ใจว่ามีระยะห่างที่แน่.นอน
เอวที่ต้องก้มลงแล้วยืดขึ้นอยู่ตลอดเวลาทำให้ซ่งจางร้องโอดโอยว่าทนไม่ไหว
ฉินเหยาไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย สอนเสร็จแล้วก็ยืนชี้นำอยู่บนคันนา มีคำถามอะไรก็ตอบ ท่าทีจริงจัง ดูแล้วช่างเป็นคนที่รับผิดชอบอย่างหาที่เปรียบมิได้
หากไม่ใช่เพราะซ่งจางเพิ่งจะรู้มาจากปากของผู้ใหญ่บ้านว่าที่นาผืนนี้เป็นของบ้านนางล่ะก็นะ
คนเยอะก็ดีอย่างนี้ ที่นาห้าหมู่ยังไม่ถึงช่วงบ่ายก็ปักดำเสร็จแล้ว
นางนำทุกคนไปยังริมฝั่งแม่น้ำเพื่อล้างมือล้างเท้า ปล่อยให้พวกเขาตามหลิวต้าฝูไปกินอาหารที่บ้านช่างไม้หลิว หลังจากพักผ่อนเล็กน้อยก็เริ่มเรียนรู้อีกครั้ง
กลุ่มคนมายังโรงเพาะกล้า ไม้แผ่นใหญ่ที่มีขาตั้งได้ถูกนำมาตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งยังได้เชิญหลิวกงกับนางชิว สองผู้เพาะกล้ารุ่นแรกมาร่วมด้วย ฉินเหยาวาดภาพไปพลาง ทั้งสองก็อธิบายไปพลาง สอนทุกคนแบบจับมือทำทีละขั้นตอนว่าควรคัดเลือกและเพาะพันธุ์เมล็ดพันธุ์อย่างไร
นี่เรียกได้ว่าไม่มีการปิดบังแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่าทุกคนจะจำไม่ได้ ฉินเหยาจึงรวบรวมหนุ่มสาวจากแต่ละหมู่บ้านที่พามาด้วยให้มารวมกลุ่มกัน
จากนั้นก็แจกแผ่นไม้คนละแผ่นกับหินสีแดงที่เก็บมาจากแม่น้ำ ให้พวกเขาคัดลอกภาพวาดที่อยู่บนแผ่นไม้ใหญ่กลับไป
“หากอยากเพิ่มผลผลิตข้าว การคัดเลือกและเพาะพันธุ์ต้นข้าวที่แข็งแรง ทนล้ม ทนแมลงและให้ผลผลิตสูงถือเป็นกุญแจสำคัญ”
ฉินเหยาพูดพลางถือไม้อันเล็กชี้ไปยังภาพวาดลักษณะจำเพาะของต้นกล้าพันธุ์ดีบนแผ่นไม้ใหญ่ “ก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในแต่ละปี ทุกคนสามารถสังเกตต้นข้าวในนาอย่างละเอียด แล้วเลือกต้นที่มีลักษณะตรงตามนี้ไว้ทำพันธุ์…”
ฉินเหยาสรุปว่า “ความรู้ที่แท้จริงต้องมาจากการลงมือทำ แม้จะเพาะพันธุ์พันธุ์ข้าวที่ดีรุ่นแล้วรุ่นเล่า ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ดีไปเสียทุกครั้ง ข้าจึงหวังว่าหลังจากกลับไปแล้ว หากใครมีความสามารถและมีเงื่อนไขที่พร้อมก็อยากให้ลองผสมพันธุ์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อหาข้อสรุปและสรุปทางเลือกที่ดีที่สุดไว้ใช้เป็นแนวทางแก่คนทั่วไป”
“เหตุใดสาลี่เหมือนกัน บางลูกถึงได้ทั้งใหญ่ทั้งหวาน บางลูกกลับทั้งเล็กทั้งฝาด เราต้องนำความสงสัยเหล่านี้ไปสำรวจค้นหาอย่างจริงจัง”
“สวรรค์ได้มอบผืนป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ให้แก่พวกเรา พวกเรายิ่งไม่อาจเกียจคร้านจนทำให้ความตั้งใจดีของสวรรค์ต้องเสียเปล่า!”
ฉินเหยาวางกิ่งไม้เล็กๆลง หันหน้าไปหาทุกคนที่กำลังฟังอย่างตกตะลึงและดื่มด่ำ โค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง “ขอบคุณทุกคนที่อดทนฟังข้าพูดจนจบ ขอให้ปีหน้าทุกคนมีการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์!”
นางเปิดจุกกระบอกน้ำแล้วกระดกน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วลงไปสองอึกใหญ่เพื่อหล่อเลี้ยงลำคอที่แห้งผากของตนเอง ฉินเหยาโบกมือ จบแล้ว เลิกประชุม!
นางถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก หยิบกระบอกน้ำขึ้นมาแล้วยืดตัวเตรียมจะจากไป เดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมามอง ให้ตายเถอะ แต่ละคนราวกับถูกสะกดให้นิ่งอยู่กับที่ ยังคงจ้องมองภาพวาดบนแผ่นไม้ใหญ่อย่างเหม่อลอยจนไม่ได้สติ
ฉินเหยามุมปากยกขึ้นเล็กน้อยก็แค่ความน่าทึ่งทางวิทยาศาสตร์เล็กๆน้อยๆเท่านั้น!
แต่ระดับความรู้เพียงเท่านี้ของนางก็ทำได้เพียงทำให้ชาวบ้านธรรมดาตกตะลึงเท่านั้นแหละ รีบเผ่นดีกว่า
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ในนายังมีชาวบ้านที่กำลังง่วนอยู่มากมาย หากฟ้ายังไม่มืดสนิท พวกเขาก็จะไม่กลับบ้าน
การมาของใต้เท้านายอำเภอเรียกความสนใจไปเสียนาน เดิมทีก็เสียเวลาไปไม่น้อยแล้ว หากไม่เร่งมืออีกหน่อย อีกไม่กี่วันอากาศก็คงไม่ดีเช่นนี้แล้ว
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน!”
ฉินเหยาที่กำลังจะลอบหนีไปพลันชะงักฝีเท้าเมื่อถูกเรียกไว้ ก่อนจะหันกลับไปมองอย่างใจเย็น
อินเยว่ซึ่งสวมผ้ากันเปื้อนอยู่เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าเรียนรู้ตัวอักษรได้แปดสิบตัวแล้ว”
แววตาแน่วแน่ราวกับจะเข้าร่วมกองทัพปฏิวัติ “ข้าจะต้องเรียนรู้ให้ครบหนึ่งพันตัวอักษรให้ได้!”
ฉินเหยาทำหน้าเฉยเมยแล้วหันหลังเดินจากไป
ในใจนางกรีดร้อง ‘เหตุใดนางถึงเรียนรู้ได้รวดเร็วนักนะ ใครกันที่แอบสอนพิเศษให้นาง!’
ในไม่ช้า ฉินเหยาก็ได้คำตอบ
เมื่อนางกลับถึงบ้าน ซานหลางที่กลับจากสำนักศึกษาแล้วก็รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับทันที เขาเดินตามหลังท่านแม่พลางกระซิบเสียงแผ่ว “ท่านแม่ ข้ามีความลับจะบอกท่าน”
ความลับของเขามีอยู่มากมาย ไม่ใช่เรื่องที่พี่รองแอบกินน้ำผึ้งก็เป็นเรื่องที่ซื่อเหนียงโต้เถียงกับท่านอาจารย์ที่สำนักศึกษา
ฉินเหยาร้องอ้อคำหนึ่ง หลังจากล้างมือและเช็ดจนแห้งแล้วก็ย่อตัวลงถามว่า “ความลับอันใดรึ”
เป็นการให้ความเคารพอย่างเต็มที่และแสดงให้เห็นว่านางกำลังฟังที่เขาพูด
ซานหลางรีบเขย่งปลายเท้าเข้าไปกระซิบข้างหูนางว่า “ท่านอาอาวั่งยืมตำราจากข้าไปขอรับ ก็คือบทกวีพันอักษรเล่มนั้น เขาเอาไปให้พี่สาวเยว่เหนียงแล้ว”
พูดจบ เจ้าตัวเล็กก็ไม่ลืมที่จะเสริมอีกประโยคหนึ่งว่า “ท่านแม่ ท่านก็รู้สึกว่าท่านอาอาวั่งเขาผิดปกติใช่หรือไม่”
พอได้ยินประโยคแรก ฉินเหยาก็คิดอย่างสงสัยว่า อาวั่งจะยืมตำราไปทำไมกัน
เขาอ่านออกเขียนได้ อีกทั้งก็ไม่ได้ขาดแคลนบทกวีพันอักษรสำหรับปูพื้นฐานเล่มนี้
ไม่นึกเลยว่า ประโยคถัดมาของซานหลางจะช่วยไขข้อสงสัยของนางได้อย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นกวาดตามองไปรอบๆลานบ้านของตน อาวั่งไม่ได้อยู่ที่นี่ มีเสียงความเคลื่อนไหวมาจากสวนผักที่สวนหลังบ้าน คาดว่าน่าจะกำลังจัดการแปลงผักอยู่
“อาวั่ง!”
ฉินเหยาตะโกนเรียกเสียงดัง
ไม่นานนักก็มีเสียงตอบกลับมาจากสวนหลังบ้านว่า “ข้าอยู่ในแปลงผักขอรับ”
เหตุใดถึงไม่มาปรากฏกายต่อหน้านางในพริบตา
ฉินเหยาพยักหน้าให้ซานหลางหนักๆ “ท่านอาอาวั่งของเจ้าผิดปกติจริงๆ”
ซานหลางทำหน้า ‘ใช่หรือไม่เล่า ข้าบอกแล้ว’ พลางกระซิบกำชับเสียงแผ่ว “ท่านแม่อย่าบอกนะว่าเป็นข้าที่พูด ข้าไม่ใช่เด็กไม่ดีที่ชอบฟ้อง”
เมื่อได้รับการพยักหน้าตอบรับจากฉินเหยาแล้ว ซานหลางจึงวิ่งออกจากบ้านไปเล่นกับพวกพี่น้องอย่างมีความสุข
เมื่อครู่เขาตั้งใจรั้งอยู่ที่บ้านเป็นพิเศษก็เพื่อรอท่านแม่กลับมาแล้วบอกความลับเล็กๆ ที่ท่านอาอาวั่งไม่ให้เขาบอกท่านแม่แก่นาง
ตอนนี้ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็สามารถออกไปเล่นข้างนอกได้อย่างสบายใจ
ท่านพ่อเคยบอกไว้ว่า ใครก็ตามที่ไม่ให้เขาบอกเรื่องราวแก่ท่านพ่อท่านแม่ล้วนเป็นคนไม่ดี ทั้งยังจะเป็นเรื่องไม่ดีด้วยจำเป็นต้องบอกท่านพ่อท่านแม่ให้หมด!
อาวั่งคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่านายท่านใหญ่ของตนจะขุดหลุมใหญ่ขนาดนี้ไว้ให้เขา
หากรู้แต่แรก เขาคงไม่กำชับเจ้าหนูซานหลางว่าห้ามพูดออกไปให้มากความ
ถึงอย่างไรก็ปิดบังไม่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่จะถูกค้นพบเร็วหรือช้าเท่านั้น
ในระหว่างที่ฉินเหยาลุกขึ้นไปรินน้ำชาดื่มที่ห้องโถง อาวั่งก็ล้างมือจนสะอาดแล้วเดินเข้ามา หยุดยืนอยู่ตรงหน้านางและเอ่ยอธิบายขึ้นก่อน
“ฮูหยิน ท่านพูดเสมอว่าคนที่ใฝ่เรียนรู้สมควรได้รับการสนับสนุน ดังนั้นข้าจึงให้อินเยว่ยืมตำรา”
คนในหมู่บ้านต่างเรียกอินเยว่ว่าเยว่เหนียง เพราะเยว่เหนียงนั้นจำง่ายกว่าและเรียกคล่องปากกว่า ผู้คนต่างก็ไม่สนใจว่าชื่อหนึ่งจะมีความหมายพิเศษอะไร
ฉินเหยาหรี่ตาลง “อาวั่ง เจ้าผิดปกติ”
อาวั่งเบิกตา มองกลับไปที่นางอย่างสงบนิ่ง เอ่ยอย่างจริงจังว่า “ข้าไม่ได้ผิดปกติ”
เขาไม่รู้สึกว่าการที่ตนให้ยืมตำรามันผิดปกติตรงไหน
กลับกันเขากลับพูดออกมาตรงๆว่า “เป็นฮูหยินที่คิดมากไปเอง”
เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำที่เปิดเผยและเที่ยงตรงคู่นั้น ฉินเหยาก็พลันชะงักในใจ เป็นนาง! เป็นใจของนางเองที่สกปรก มองอะไรก็สกปรกไปหมด!
แต่ก็ยังรู้สึกว่าน่าสงสัยจึงถามย้ำอีกครั้ง “พวกเจ้าสองคนสนิทกันมากรึ”
อาวั่งตอบ “ธรรมดาขอรับ”
ฉินเหยา “ธรรมดาหมายความว่าอย่างไร”
ตอนที่ 454: ผู้ตรวจการแผ่นดิน
อาวั่งอธิบาย “นางสอนข้าถักผม ข้าสอนนางอ่านเขียน เป็นการแลกเปลี่ยนกันธรรมดาขอรับ”
เขากล่าวเสริม “ตอนนี้ซื่อเหนียงไปสำนักศึกษาก็ถักผมไป ฮูหยินมิได้สังเกตหรือขอรับ”
ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง “มิใช่ว่าหลี่ซื่อช่วยถักให้หรอกหรือ”
หลี่ซื่อที่กำลังยุ่งอยู่ในห้องครัวเมื่อถูกเอ่ยชื่อก็รีบโผล่หน้าออกมาอธิบาย “ฮูหยินเจ้าคะ หลายวันนี้เป็นพ่อบ้านอาวั่งที่ถักผมให้คุณหนูสี่เจ้าค่ะ”
ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ ฝีมือการถักนั้นธรรมดาจริงๆ
อาวั่งเอ่ย “เด็กๆก็รู้จักมองคนและเลือกปฏิบัติเช่นกัน สวมเสื้อผ้าดี การแต่งกายที่ประณีตงดงามกว่า เด็กๆก็จะไม่ถูกรังแกง่ายๆขอรับ”
ฉินเหยาช่วยเหลือซ่งจางซึ่งเป็นนายอำเภออย่างโจ่งแจ้ง คนตระกูลติงแม้จะไม่ทำอะไรซึ่งๆหน้า แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางพวกเขาจากการหาเรื่องในสำนักศึกษาลับหลัง
สีหน้าของฉินเหยาเคร่งขรึมลง ทว่ากลับไม่มีแววโกรธเคือง แต่เป็นความสับสนที่หาได้ยากนัก
นางเองก็เลี้ยงลูกเป็นครั้งแรกเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงอย่างไรถึงจะดีต่อพวกเขา ทุกอย่างล้วนอาศัยการลอกเลียนแบบ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลยด้วยซ้ำ
สถานการณ์ของแต่ละบ้านแตกต่างกัน นิสัยของเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ไม่มีต้นแบบใดที่ใช้ได้กับทุกคน
อาวั่งกล่าวว่า “พวกเขาก็คงไม่ทำเกินไปนัก เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ถือเป็นการขัดเกลาได้พอดี ให้สี่พี่น้องได้รู้ว่าใจคนนั้นชั่วร้ายเพียงใด”
ฉินเหยาเข้าใจความหมายของอาวั่ง คือไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่เข้าไปแทรกแซง
สีหน้าของนางเป็นปกติ “ข้าไม่คิดจะเข้าไปแทรกแซง เพียงแต่ข้ารู้สึกว่าต้องเปิดการประชุมย่อยของครอบครัวแล้ว”
มีเรื่องแล้วไม่ยอมบอกผู้ใหญ่ ช่างน่าตีนัก!
อาวั่งหันกลับไปมองทางบ่อน้ำของหมู่บ้าน เสียงหัวเราะหยอกล้อของเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงดังแว่วมาแต่ไกล แสดงให้เห็นว่าเล่นกันอย่างสนุกสนานเพียงใด
เด็กๆที่น่าสงสาร ยังไม่รู้ว่าภัยใหญ่กำลังจะมาถึง อาวั่งได้แต่จุดเทียนไว้อาลัยให้สี่พี่น้องในใจเงียบๆ
ทว่าคืนนี้น่าจะรอดพ้นไปได้หนึ่งครา เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกนายอำเภอยังไม่จากไป ฉินเหยาคงไม่เลือกเปิดการประชุมย่อยเพื่อ ‘ตีลูก’ ในเวลานี้
พวกของซ่งจางออกจากโรงเพาะกล้าเมื่อดึกมากแล้ว ท้องฟ้ามืดค่ำไปนานแล้ว จะเดินทางกลับอำเภอก็ไม่ทันการณ์
แต่ในหมู่บ้านก็ไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากขนาดนั้นได้ ดังนั้นพวกผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ใกล้กว่าจึงกลับไปก่อน เหลือเพียงพวกที่อยู่ไกลกว่าซึ่งพักอยู่ที่บ้านพักของช่างไม้หลิว
และแนวคิดเรื่องบ้านพักนี้ก็เป็นที่รู้จักของคนนอกหมู่บ้านตระกูลหลิวเป็นครั้งแรก
ส่วนซ่งจางไม่ได้ไปบ้านใครทั้งนั้นและไม่พาใครไปด้วย เขาเรียกพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่กำลังจะกลับบ้านไปกินข้าวไว้แล้วตามพวกเขากลับมายังบ้านของฉินเหยา
เมื่อเข้าประตูมาก็ทำท่าทีราวกับคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เขาไปดูหลี่ซื่อในห้องครัวก่อน จากนั้นก็ไปที่เล้าไก่ในสวนหลังบ้านเพื่อดูเสี่ยวไหลฝู ในฐานะอดีตเจ้านาย การเอาใจใส่ว่าพวกเขามาอยู่ที่นี่แล้วคุ้นเคยดีหรือไม่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
เมื่อเห็นว่าพวกเขาทุกคนอยู่ดีมีสุขและเห็นว่าอาหารยกขึ้นโต๊ะพร้อมแล้ว หลี่ซื่อจึงพาเสี่ยวไหลฝูจากไป จากนั้นเขาก็กลับมาที่ห้องโถงเพื่อร่วมโต๊ะกินข้าว
เสื้อผ้าฝ้ายสีขาวทั้งเสื้อและกางเกงของเขานั้น สกปรกเสียจนดินจับเป็นก้อนไปแล้ว
ต้าหลางเป็นเด็กที่ใส่ใจ เขาหยิบเสื้อผ้าสะอาดชุดหนึ่งของหลิวจี้มาให้เขาเปลี่ยน ด้วยความชื่นชมหนึ่งส่วน ความเคารพสามส่วนและความเกรงใจหกส่วน
เสื้อผ้าที่เปื้อนโคลนหากซักแล้วพรุ่งนี้คงแห้งได้ไม่เร็วขนาดนั้น ดังนั้นจึงตากไว้เฉยๆ พรุ่งนี้เช้าค่อยขยี้ก้อนดินออก สะบัดๆก็ใส่ได้แล้ว
เมื่อเปลี่ยนมาสวมชุดผ้าเนื้อหยาบของหลิวจี้แล้ว ซ่งจางก็ดูติดดินมากขึ้น หากเขาไม่บอกก็คงไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นถึงนายอำเภอ
ซ่งจางไม่มีมาดเจ้าคนนายคนเลย เขาใส่ใจในงานอดิเรกและการบ้านของเด็กๆ ทำให้พี่น้องต้าหลางรู้สึกประหลาดใจระคนดีใจ
ซื่อเหนียงพูดตรงๆว่า “ใต้เท้าเจ้าคะ ท่านดูไม่เหมือนขุนนางเลย”
ซ่งจางถามอย่างขบขัน “เดิมข้าก็เป็นขุนนางอยู่แล้ว ข้ายังดูไม่เหมือนอีกหรือ แล้วอย่างไรถึงจะเหมือนขุนนางเล่า”
ซื่อเหนียงกะพริบตาอย่างกล้าหาญ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครห้ามแสดงว่าสามารถพูดได้ตามใจชอบ นางจึงลุกขึ้นยืน แอ่นพุงน้อยๆของตน ใช้มือลูบคางของตนแล้วเดินด้วยท่าทางวางโต
“พุงพลุ้ย ลูบเครา ตาต้องมองไปบนหลังคา คางห้ามชี้ลงดินเด็ดขาด พอเห็นคนก็ต้องตวาดเสียงดังว่า ‘เจ้าพวกไพร่ชั้นต่ำ บังอาจนัก เห็นขุนนางผู้นี้แล้วยังไม่รีบคุกเข่าอีก!’”
ท่าทางที่เด็กหญิงตัวน้อยแสดงนั้นช่างน่าขบขัน เอ้อร์หลางและซานหลางอดหัวเราะออกมาเสียงดังไม่ได้
ต้าหลางเองก็มองจนมุมปากยกขึ้น อยากจะหัวเราะแต่ก็กลั้นไว้
มีเพียงผู้ใหญ่บนโต๊ะอาหารเท่านั้นที่เงียบขรึม ไม่อาจหัวเราะออกมาได้เลย
ซ่งจางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง พยายามรักษารอยยิ้มน้อยๆเอาไว้แล้วบอกซื่อเหนียงว่าไม่ใช่ขุนนางทุกคนจะเป็นอย่างที่นางแสดง
“ซื่อเหนียงน้อย เจ้าต้องเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีคนดีมากกว่า”
ซื่อเหนียงพยักหน้าหงึกๆ นางเชื่อ
เด็กหญิงตัวน้อยอธิบาย “ท่านลุงนายอำเภอ ท่านอย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ ข้าแสดงเป็นคนเลว ไม่ใช่คนดีเช่นท่าน”
ซ่งจางลูบมวยผมที่ถักอย่างประณีตซับซ้อนบนศีรษะของนาง รู้สึกว่าเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้นั้นฉลาดหลักแหลมน่ารักยิ่งนัก
ไม่รู้ว่ามารดาที่ดุดันอย่างฉินเหยาเลี้ยงลูกที่น่ารักเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร
เมื่อกินจนอิ่มแล้ว ซ่งจางก็เท้าคางถามว่า “โตขึ้นซื่อเหนียงอยากแต่งงานกับสามีแบบไหนรึ”
ฉินเหยาไอ “แค่กๆ!” หนักๆสองครั้ง สายตาตักเตือนที่แฝงไปด้วยความอันตรายกวาดมาทันที เกือบจะกลายเป็นมีดของจริงทิ่มแทงเขาให้ตาย
ซ่งจางรีบเปลี่ยนคำถาม “โตขึ้นซื่อเหนียงอยากทำอะไรหรือ”
ซื่อเหนียงยิ้มกว้างกล่าวเสียงดังว่า “โตขึ้น ข้าจะโค่นล้มขุนนางชั่วที่รังแกราษฎรให้หมด!”
ซ่งจางตะลึงไปชั่วขณะ เมื่อได้สติก็รู้ว่าเป็นเพียงคำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจึงพูดปลอบไปว่า
“เช่นนั้นเจ้าคงต้องเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วล่ะ”
ซื่อเหนียงถามอย่างประหลาดใจ “ผู้ตรวจการแผ่นดินคืออะไรหรือเจ้าคะ”
ซ่งจางอธิบายว่า “หน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินคือการตรวจราชการแทนโอรสสวรรค์ เรื่องใหญ่ทูลถวายให้ทรงตัดสิน เรื่องเล็กตัดสินได้เอง เป็นตัวแทนขององค์เหนือหัวในการตรวจราชการท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ รับผิดชอบตรวจสอบขุนนางในจวนเจ้าเมืองและอำเภอโดยเฉพาะ ตำแหน่งเล็กเพียงขั้นเจ็ดแต่สามารถถอดถอนขุนนางใหญ่ขั้นสองขั้นสามได้ เป็นตำแหน่งที่ต่ำต้อยแต่มีอำนาจมาก”
ซื่อเหนียงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ในปากก็ท่องจำทุกคำที่ซ่งจางพูดซ้ำไปซ้ำมาราวกับจะจดจำอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้ในใจให้ลึกซึ้ง
ซ่งจางพักที่บ้านของฉินเหยาหนึ่งคืน รุ่งเช้าวันต่อมาก็ตามไปดูไร่แตงโมอีกครั้งและจากไปหลังกินข้าวกลางวันแล้ว
ก่อนจากไป หมู่บ้านต่างๆได้พยายามสอบถามหลายครั้ง อยากจะได้เมล็ดพันธุ์แตงเย็นจากหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับไปปลูก
ผู้ที่เคยเห็นโลกภายนอกมาแล้วต่างรู้ดีว่าในฤดูร้อนความต้องการในของสิ่งนี้นั้นมีมากมหาศาล ต้องทำกำไรได้อย่างงามแน่นอน
ซ่งจางเองก็มีความตั้งใจที่จะให้หมู่บ้านอื่นๆลองดูบ้าง แต่ฉินเหยากลับไม่ตอบสนอง
ราวกับรู้ว่าเขาจะเอ่ยถึงอีกครั้ง ฉินเหยาถึงกับไม่มากินข้าวกลางวันกับพวกเขาด้วยซ้ำ ตลอดเวลาล้วนแต่ให้ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูลและหลิวต้าฝูรับหน้าไป
แน่นอนว่าหลิวต้าฝูก็ได้แต่พูดเลี่ยงไปเรื่องอื่น เรื่องแตงเย็นนี้ไม่เหมือนกับการปลูกข้าว
อย่างแรกคือหลักประกันการอยู่รอดขั้นพื้นฐาน หากไม่มีข้าวสารคนจะตายได้
อย่างหลังคืออาชีพที่สามารถทำให้กระเป๋าตุงได้
เมื่อกระเป๋าของคนอื่นตุง กระเป๋าของตัวเองก็จะแฟบ
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีก็แค่จนลงหน่อย ไม่ถึงกับตาย
แต่ถ้าอาชีพทำเงินของตัวเองถูกมอบให้คนอื่นไป คนในหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเขาจะทำอย่างไร
เรื่องนี้หลิวต้าฝูไม่กล้าตัดสินใจ แม้ใต้เท้านายอำเภอจะออกหน้า เขาก็ไม่สามารถตัดสินใจเช่นนี้ได้ มิเช่นนั้นคนในหมู่บ้านคงฆ่าเขาเป็นแน่
ทว่าหลี่เจิ้งของแต่ละท้องถิ่นกลับไม่ต้องการยอมแพ้ง่ายๆเช่นนั้น ไม่สามารถนำวิธีการปลูกแตงเย็นกลับไปให้ตำบลของตนได้ อย่างน้อยก็ต้องเรียนรู้เพื่อบ้านตัวเองบ้างสิ
ในตอนนี้เองที่ผู้ใหญ่บ้านราวกับถูกรบเร้าจนทนไม่ไหว จู่ๆก็ไอโขลกๆขึ้นมา บอกกับหลี่เจิ้งเมืองจินสือว่า เขาตั้งใจจะลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ให้คนรุ่นหลังที่มีความสามารถในหมู่บ้านขึ้นมาแทนที่ตน
เมื่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยคำนี้ออกมา ทุกคนต่างก็ตกตะลึงจนลืมเรื่องขอสูตรปลูกแตงเย็นไปเสียสนิท
ตอนที่ 455: อยากผายลม
ผู้ใหญ่บ้านกล่าว “ข้ากำลังร่างรายชื่ออยู่ พอถึงเวลาที่คนทั้งหมู่บ้านเลือกได้แล้วค่อยรายงานให้ทางตำบลทราบ”
พูดพลางฝืนยิ้มอย่างขมขื่น “สังขารข้านี้ไม่ไหวจริงๆแล้ว ส่งมอบให้พวกหนุ่มสาวแต่เนิ่นๆ เผื่อข้ายังมีแรงพอจะชี้แนะได้บ้าง จะได้ไม่ฉุกละหุกเมื่อถึงเวลาจริงๆ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ หลี่เจิ้งเมืองจินสือก็กล่าวอย่างจนใจ “อย่าพูดจาไม่เป็นมงคลเช่นนี้เลย ถึงข้าจะตายก็ยังไม่ถึงคราวเจ้าตายหรอก”
ผู้ใหญ่บ้านจึงยิ้มออกมาด้วย ชายชราสองคนที่อายุเกินครึ่งร้อย ต่างอวยพรให้อีกฝ่ายอายุยืนร้อยปี
ทว่าเรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านจะลงจากตำแหน่งก็ได้กำหนดไว้แล้ว
สำหรับคนอื่นๆ นี่เป็นเรื่องของหมู่บ้านอื่น พวกเขาไม่ได้สนใจนัก เพียงแต่พอกลับถึงถิ่นของตนก็นำมาเป็นเรื่องซุบซิบกันบนโต๊ะอาหารพูดสักคำสองคำ สร้างความขบขันเท่านั้น
ส่วนเรื่องการปลูกแตงเย็น เมื่อถูกขัดจังหวะเช่นนี้ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงอีกชั่วคราว
หลังจากหัวหน้าตระกูลนำพาคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวไปส่งพวกของซ่งจางแล้ว เมื่อได้สติกลับมา เห็นป้ายผ้าที่เขียนว่า ‘ยินดีต้อนรับใต้เท้านายอำเภอและตำบลต่างๆสู่หมู่บ้านตระกูลหลิว’ บนเนินเขาก็รู้สึกสะท้อนใจ
หมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเขา คราวนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งอำเภอไคหยางแล้ว
เมื่อครู่ตอนที่ใต้เท้านายอำเภอจากไป ยังบอกว่าอีกสองวันจะให้คนขนวัสดุสร้างบ้านมา ตั้งใจจะมาพักร้อนที่นี่ในฤดูร้อนปีนี้
บัณฑิตเหล่านั้นที่ยังคงรออยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อรอชมบารมีของมหาบัณฑิต เมื่อได้ยินดังนั้นก็พากันสนใจขึ้นมา
อย่างไรเสีย นั่งรอนอนรอก็คือการรอ ค่ารถค่าม้าไปๆมาๆทุกวันก็สิ้นเปลืองไปไม่น้อย มิสู้สร้างบ้านในหมู่บ้านนี้แล้วค่อยๆรอไปเสียยังดีกว่า
ขณะที่คนทั้งหมู่บ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยังคงดื่มด่ำกับความปีติยินดีที่ใต้เท้านายอำเภอมาเยือน ในลานบ้านเล็กๆบนเนินเขาทางทิศเหนือของหมู่บ้าน บรรยากาศกลับค่อนข้างอึดอัด
ในลานบ้าน หลี่ซื่อและอาวั่งสบตากัน มองไปยังประตูห้องโถงที่ปิดสนิทด้วยสายตากังวล
ในห้องโถง ฉินเหยานั่งอย่างสง่าผ่าเผยบนเก้าอี้ราชครู
เบื้องล่างคือต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียง ที่นั่งเรียงแถวกันบนม้านั่งตัวเล็ก
สี่พี่น้องนั่งเข่าชิดกัน มือวางไว้บนเข่า ท่าทางน่ารักเรียบร้อย
ความเงียบที่ยาวนานทำให้สี่พี่น้องรู้สึกหวั่นใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าตนทำผิดอะไร อย่างไรก็ตามก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ดี
วันนี้ท่านอาอาวั่งไปรับพวกเขากลับมาจากสำนักศึกษา พอกลับถึงบ้านก็ได้ยินท่านแม่ตวาดมาจากในห้องโถงเสียงเย็นว่า “วางหีบหนังสือลงแล้วเข้ามาหาข้าให้หมด!”
สี่พี่น้องพลันสะดุ้งเฮือก มองหน้ากันไปมา รู้สึกร้อนตัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
แต่ก็ยังวางหีบหนังสือลงอย่างรวดเร็วแล้วเข้าไปในห้องโถง
เมื่อเข้ามาในห้อง ท่านแม่ก็ปิดประตูห้อง ขังท่านอาอาวั่งที่กำลังจะเข้ามาไว้ข้างนอก
จากนั้นก็ให้พวกเขานั่งลงบนม้านั่ง ส่วนนางเองก็นั่งลงบนเก้าอี้ราชครู ไม่พูดไม่จา เอาแต่จ้องมองพวกเขา
สี่พี่น้องเห็นผู้ใหญ่ในบ้านต่อสู้ฆ่าฟันกันทุกวัน สภาพจิตใจก็ถูกฝึกฝนมาแล้วจึงนั่งนิ่งไม่ไหวติงได้ถึงหนึ่งเค่อ
ซานหลางยกมือเล็กๆขึ้นด้วยสีหน้ากังวล
ฉินเหยา “ว่ามา”
ซานหลางทำหน้าลำบากใจ “ท่านแม่…ข้าอยากผายลมขอรับ”
เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงเกือบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ แต่พอเงยหน้าขึ้นก็สบกับใบหน้าเย็นชาของฉินเหยาจึงรีบเม้มปากทันที
ซานหลาง “ท่านแม่ ข้า…ข้าจะกลั้นไม่ไหวแล้วขอรับ…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงก็มีเสียงปู้ดดังลั่น ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงที่เมื่อครู่ยังนั่งตัวตรงอยู่รีบเอามือปิดปากปิดจมูกวิ่งหนีกระเจิงไปคนละทิศละทางทันที
ใบหน้าเย็นชาของฉินเหยาเองก็กลั้นไว้ไม่อยู่เช่นกัน นางรีบเบือนหน้าไปทางอื่น กลั้นหายใจรอสักพักจึงค่อยหันกลับมา
“นั่งลง!”
ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงรีบกลับไปนั่งที่เดิม
ทว่าบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวที่น่าอึดอัดนั้นกลับไม่อาจหวนกลับคืนมาได้อีก
ฉินเหยาถามเสียงเย็น “เล่าประสบการณ์ล่าสุดที่สำนักศึกษาของพวกเจ้ามาทีละคน”
ไม่คาดคิดว่านางจะถามเช่นนี้ ในดวงตาของสี่พี่น้องปรากฏแววประหลาดใจพร้อมเพรียงกัน จากนั้นก็สบตากันอย่างรู้สึกผิด ต้าหลางสมกับที่เป็นพี่ใหญ่สุด เขาลุกขึ้นยืนก่อนใคร
“น้าเหยา เป็นข้าเองที่ไม่ให้น้องๆบอกท่าน ท่านจะลงโทษก็ลงโทษข้าคนเดียวเถิดขอรับ…”
เสียงค่อยๆแผ่วลง เพราะแรงกดดันเบื้องหน้านั้นแข็งแกร่งเกินไป ลำคอของเด็กหนุ่มจึงแห้งผาก การเปล่งเสียงจึงยากขึ้นเรื่อยๆ
ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชา “เช่นนั้นก็แสดงว่า พวกเจ้าถูกรังแกที่สำนักศึกษาจริงๆสินะ”
ต้าหลางตกใจ ถึงได้รู้ว่าน้าเหยากำลังหลอกล่อพวกเขาสี่พี่น้อง
ก็จริง ขนาดท่านอาอาวั่งที่ไปรับส่งพวกเขาไปสำนักศึกษาทุกวันยังไม่สังเกตเห็นแล้วน้าเหยาที่อยู่ที่บ้านจะรู้ได้อย่างไร!
เดี๋ยวก่อน!
ท่านอาอาวั่งไม่สังเกตเห็นจริงๆหรือ
ต้าหลางถอนหายใจเบาๆอย่างเศร้าสร้อย โทษตัวเองว่าโง่เขลานัก นึกว่าจะหลบสายตาผู้ใหญ่ได้
ความสามารถเพียงน้อยนิดของพวกเขา ต่อหน้าผู้ใหญ่ไม่กี่คนในบ้านนี้ เกรงว่าแม้แต่ท่านพ่อที่โง่ที่สุดก็ยังหลอกไม่ได้!
ฉินเหยาเรียกพี่น้องอีกสามคนที่เหลือให้ลุกขึ้น ชี้ยังไปทีละคน “บอกมาว่าถูกใครรังแก รังแกอย่างไรแล้วได้รังแกกลับไปอย่างสาสมหรือไม่!”
ประโยคหลังนี้ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ ซื่อเหนียงจับประเด็นได้อย่างเฉียบแหลม
เด็กหญิงตัวน้อยรีบส่งสายตาให้พี่ใหญ่ พี่ใหญ่สารภาพไปตามตรงเถิด
ต้าหลางกลืนน้ำลาย สารภาพอย่างรู้สึกผิด “จริงๆแล้วก็ไม่มีอะไรมากขอรับล้วนเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วทั้งนั้น…”
อย่างเช่นว่าขัดขา โยนหนูตายคางคกตายใส่ อะไรทำนองนั้น
ขนาดฆ่าหมาป่าเขายังไม่กลัว แค่หนูกับคางคก เห็นแล้วอยากจะหัวเราะ
ต้าหลางจึงพาน้องๆจับหนูและคางคกเป็นๆใส่หีบหนังสือ ขนกลับไปให้พวกเขา ทำให้พวกนั้นตกใจจนป่วยไปครึ่งเดือน ได้ยินว่าที่บ้านต้องเชิญคนมาทำพิธีเรียกขวัญกันเลยทีเดียว
ส่วนพวกสหายร่วมชั้นเรียนที่เรียกพวกเขาพี่น้องออกไปตอนพักกลางวันหมายจะสั่งสอนพวกเขาสักหน่อยนั้น ต้าหลางกับเอ้อร์หลางรู้สึกว่า หากไม่ใช่เพราะพวกเขาออมมือไว้ จวนตระกูลติงคงต้องมีพ่อแม่มาเรียกขวัญให้ลูกชายเพิ่มอีกคนเป็นแน่
สรุปคือ แม้แต่ซื่อเหนียงก็ยังสามารถสาดหมึกใส่ฝ่ายตรงข้ามได้ทั้งตัว ทั้งยังรู้จักวิ่งไปฟ้องท่านอาจารย์ก่อน เรียนรู้ท่าทีอันธพาลของท่านพ่อตัวเอง ร้องไห้จนท่านอาจารย์ไม่กล้าฟ้องผู้ปกครอง
แน่นอนว่า พวกเขาก็ไม่กล้าฟ้องผู้ปกครองเหมือนกัน
ท้ายที่สุดแล้ว ฝีมือของฉินเหนียงจื่อนั้น แม้แต่นักเลงในอำเภอไคหยางก็ยังถูกกำจัดไปแล้วสองคน คนตระกูลติงย่อมต้องหวาดกลัว
ดังนั้น ลูกไม้เพียงเท่านี้ สำหรับสี่พี่น้องแล้ว แทบไม่มีพลังทำลายล้างเลยแม้แต่น้อย
กลับกัน เพราะเรื่องเหล่านี้ สี่พี่น้องกลับมีทีท่าว่าจะกลายเป็นสามอันธพาลแห่งสำนักศึกษาอยู่รอมร่อ
ทำไมถึงเป็นสามอันธพาลไม่ใช่สี่อันธพาลน่ะหรือ
เพราะหลิวซานหลางช่างรู้จักซ่อนเหลือเกิน ทุกครั้งที่พี่ชายและน้องสาวจัดการเสร็จแล้ว เขาถึงจะออกมา
ซานหลางมีมาตรฐานเล็กๆของตนเอง เขาพูดว่า “ท่านแม่ ไม่ใช่ว่าข้ากลัวนะขอรับ ข้ารู้ว่าตัวเองจะถ่วงแข้งถ่วงขาพี่ใหญ่พี่รองแล้วก็น้องสาว กลัวว่าจะกระทบต่อการทุบตีคนของพวกเขา ถึงได้ไปซ่อนตัว”
จู่ๆฉินเหยาก็รู้สึกว่าเด็กในบ้านนั้นเก่งกาจไปหน่อย นี่มันเรื่องอะไรกัน
แต่นางก็ดูออกว่า สี่พี่น้องไม่ได้ต้องการบอกนางว่าใครเป็นคนรังแกพวกเขา
พวกเขาต้องการแก้ปัญหาด้วยตัวเองและพวกเขาก็พิสูจน์ให้นางเห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้
ต้าหลางพูดอย่างจริงจัง “น้าเหยา จริงๆแล้วท่านไม่ต้องมองว่าพวกเราเป็นเด็กเล็กๆเหมือนต้าเหมาตลอดเวลาก็ได้ ข้าสิบเอ็ดขวบแล้ว เอ้อร์หลางก็เก้าขวบแล้ว พวกเราสามารถปกป้องตัวเองกับน้องๆได้แล้วขอรับ”
ซื่อเหนียงพยักหน้า “อื้อๆ” อย่างเห็นด้วย แสดงออกว่าตัวเองโตแล้ว
ซานหลางรู้สึกร้อนรนเล็กน้อย พูดเสียงอ่อน “ท่านแม่ พวกเรารู้แล้วว่าผิด… ท่านอย่าตีข้ากับพี่ๆ แล้วก็น้องสาวได้หรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยาคิดในใจ เหตุใดเมื่อก่อนข้าไม่เคยสังเกตเลยว่าซานหลางเป็นเด็กที่ฉลาดแกมโกง
นางยังคงตีสีหน้าจริงจัง “ข้าเคยบอกไปแล้ว ห้ามพวกเจ้าเริ่มรังแกคนอื่นก่อน แต่ตอนนี้ข้าจะเสริมอีกข้อหนึ่ง หากข้ารู้ว่าพวกเจ้าถูกคนอื่นรังแก กลับมาก็รอกินไม้เรียวเนื้อได้เลย!”
พูดจบก็เขกหน้าผากไปคนละที ทิ้งให้สี่พี่น้องเจ็บจนน้ำตาไหลพรากแล้วก้าวยาวๆออกไป
นางกลัวว่าจะควบคุมมุมปากที่กำลังจะยกขึ้นอย่างบ้าคลั่งไม่ได้จนสี่พี่น้องเห็นเข้า เดี๋ยวพวกเขาจะได้คืบเอาศอก
อาวั่งมองใบหน้าที่ยิ้มจนเกือบจะบิดเบี้ยวของฉินเหยาอย่างสงสัย หยั่งเชิงถามดูว่า “กินข้าวได้หรือยังขอรับ”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วโบกมือ “ตั้งโต๊ะ!”
ตอนที่ 456: ตกน้ำ
ดินฟ้าอากาศนั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้
หลังจากปักดำต้นกล้าเสร็จ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก
น้ำในแม่น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมนาข้าว เกือบจะท่วมต้นกล้าที่เพิ่งปักดำไปจนมิด
คนทั้งหมู่บ้านรวมถึงครอบครัวของฉินเหยาต่างร้อนใจกับเรื่องนี้อยู่หลายวัน
ทุกวันฟ้ายังไม่สาง ฉินเหยาและอาวั่งก็ต้องไปดูนาข้าว เสริมคันนาให้สูงขึ้นและระบายน้ำที่ขังอยู่ค่อนคืนออก
ครั้งนี้ฝนตกหนักไม่เหมือนปีที่แล้ว กระแสน้ำเชี่ยวกรากนัก เด็กๆในหมู่บ้านจึงไม่กล้าออกมาจับปลา
อันที่จริงนาข้าวของที่บ้านยังไม่เป็นไร สิ่งที่ฉินเหยาเป็นกังวลที่สุดคือที่ดินปลูกแตงโมอีกห้าหมู่
ต้นอ่อนแตงโมที่แม่สามีนางจางและลูกสะใภ้ทั้งสองปลูกไว้ในดินเมื่อวานนี้ถูกดินโคลนที่ไหลบ่าลงมาจากภูเขาถล่มทับจนเสียหายหมดแล้ว
เพราะกว่าจะพบก็สายไปเสียแล้ว อยากจะกอบกู้ก็ไม่ทันการณ์
ที่ดินปลูกแตงโมสามหมู่ที่เตรียมไว้ เหลือเพียงหนึ่งหมู่ครึ่งเท่านั้น
หากฝนยังไม่หยุดตกในเร็ววัน ที่ดินที่เหลืออีกหนึ่งหมู่ครึ่งนี้ก็จะตกอยู่ในอันตราย
นาของบ้านฉินเหยาอยู่ใกล้แม่น้ำและเป็นที่ราบ แม้ไม่มีดินโคลนจากภูเขา แต่ก็มีทีท่าว่าจะถูกน้ำฝนที่มากเกินไปแช่จนเน่าตาย
โชคดีที่บ้านของนางมีคูระบายน้ำที่แต่ก่อนบ้านหลิวต้าฝูขุดไว้ ปัญหาการระบายน้ำจึงยังอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
แต่ชาวบ้านคนอื่นๆในหมู่บ้านกลับไม่โชคดีเช่นนั้น
พวกเขาต้องระดมคนทั้งครอบครัวไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เมื่อร่องน้ำระบายไม่ทัน แต่ละคนจึงถือกระบวยไม้อันหนึ่ง หมอบอยู่บนคันนาเพื่อวิดน้ำออกจากนา
พอฝนหยุดตก คนก็เหนื่อยจนยืดเอวไม่ขึ้นแล้ว
ที่โรงงานเครื่องเขียน หีบหนังสือพลังเซียนชุดสุดท้ายที่จะต้องส่งมอบ ต้องส่งไปยังเมืองหลวงของมณฑลก่อนเดือนห้า
แต่เพราะฝนตกหนักจึงล่าช้าไปหลายวัน เหล่าคนงานไม่สามารถมาทำงานได้ครบทุกคน ทำให้งานล่าช้าไปมาก
ทว่าหีบหนังสือที่ต้องส่งมอบ ซ่งอวี้ก็ได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในวันแรกที่ฝนหยุดตก หลิวไป๋ก็นำขบวนรถม้าออกเดินทางอย่างเร่งด่วน
คนที่เหลืออยู่ก็เร่งผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนที่ทางไป๋ซั่นต้องการ
อวิ๋นเหนียงเปิดผ้าใบกันน้ำที่คลุมกองไม้ออก เนื้อไม้ยังอยู่ในสภาพดี มีเพียงผิวไม้ที่ชื้นอยู่บ้าง ตากแดดครึ่งวันก็แห้ง
ส่วนที่อยู่ด้านในนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งาน
อวิ๋นเหนียงนำเหล่าคนงานขนย้ายไม้ที่คัดเลือกแล้วไปยังแผนกแปรรูปไม้ด้วยตนเอง เมื่อได้รับคำสั่งใหม่จากซ่งอวี้ก็เริ่มเตรียมการปรับปรุงหีบหนังสือรูปแบบใหม่
เพิ่งจะหยิบหมึกตีเส้นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากข้างนอกว่า “มีเด็กตกน้ำ!”
เหล่าคนงานที่มีลูกต่างใจหายวาบ
อวิ๋นเหนียงนึกถึงลูกชายของตนที่บ้านจึงวางหมึกตีเส้นลงแล้วรีบวิ่งออกไป
“ลูกใครตกน้ำหรือ ลูกเต้าเหล่าใครกัน” อวิ๋นเหนียงวิ่งไปที่ริมฝั่งแม่น้ำแล้วตะโกนถาม เสียงของนางสั่นเทา
ในฐานะคนเป็นแม่ นางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างแรง
มีคนตอบว่า “คือชุนอวี่!”
“อะไรนะ” อวิ๋นเหนียงราวกับถูกฟ้าผ่า เป็นชุนอวี่ลูกของนางจริงๆ!
อวิ๋นเหนียงรู้สึกว่าในหัวของนางขาวโพลนไปหมด หัวใจเต้นรัว ไม่ได้ยินเสียงจอแจใดๆอีก อาศัยเพียงสัญชาตญาณพุ่งไปยังริมฝั่งเพื่อมองหาร่องรอยของลูกชาย
ฝนเพิ่งจะหยุดตก น้ำในแม่น้ำทั้งขุ่นทั้งเชี่ยว เด็กโตอายุแปดเก้าขวบสองสามคนพาเด็กเล็กอายุห้าหกขวบคนหนึ่ง ถือข้องปลามาคิดจะจับปลาอยู่ริมแม่น้ำ
ใครจะคิดเล่าว่าจะมีคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้ามา เด็กที่อายุน้อยที่สุดจึงถูกซัดตกลงไปในแม่น้ำ
พวกเด็กโตตกใจจนแทบสิ้นสติ คิดจะลงไปช่วย แต่ยังไม่ทันได้ยื่นมือออกไป ร่างของชุนอวี่ก็หายไปในแม่น้ำที่ขุ่นคลั่กแล้ว พอมองเห็นศีรษะของเขาโผล่พ้นน้ำอีกครั้ง ชุนอวี่ก็ถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดออกไปไกลกว่าสิบเมตร
ตอนนั้นพวกเด็กโตทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่ยังมีเสี่ยวไหลฝูที่รู้ความ รีบวิ่งไปตะโกนเรียกพวกผู้ใหญ่ เมื่อเห็นว่าโรงงานเครื่องเขียนอยู่ใกล้ที่สุดจึงรีบวิ่งพลางตะโกนไปว่า “มีคนตกน้ำ!”
ในตอนนี้ คนงานในโรงงานวิ่งออกมาราวครึ่งหนึ่ง พากันมามุงดูอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำแล้วคิดว่าจะทำอย่างไรดี
อวิ๋นเหนียงพุ่งไปอยู่หน้าสุด เมื่อเห็นลูกชายที่ถูกกอหญ้าในน้ำพันเอาไว้จนเห็นเพียงศีรษะก็คิดจะกระโดดลงไปในแม่น้ำโดยไม่ลังเล
นางเหอและนางชิวที่มาถึงก่อนร้องอุทาน “คุณพระช่วย!” รีบเข้าไปคว้าตัวอวิ๋นเหนียงเอาไว้
นางเหอตวาดด้วยความโมโหว่า “เจ้าว่ายน้ำไม่เป็นยังจะกระโดดลงไปอีก ไม่รักชีวิตแล้วหรืออย่างไร!”
อวิ๋นเหนียงฟังไม่เข้าหูแล้ว นางดิ้นพลางร้องไห้ตะโกน “ใครก็ได้! ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
ตูม! มีร่างหนึ่งกระโจนลงไปในแม่น้ำ
บนฝั่งมีคนร้องอย่างดีใจ “มีคนลงไปแล้ว มีคนลงไปแล้ว…”
“ใคร ใครลงไปหรือ” อวิ๋นเหนียงถามอย่างร้อนรน
“ดูเหมือนจะเป็น…เยว่เหนียงกระมัง”
นางชิวใจกระตุกวูบ นางว่ายน้ำเป็นด้วยหรือ
ทุกคนมองไปยังกลางแม่น้ำ ไม่รู้ว่าอินเยว่มาถึงตั้งแต่เมื่อใด นางแบกเชือกที่ใช้มัดไม้ในโรงงานมาด้วย เอามาพันรอบเอวตนเองหนึ่งรอบ จากนั้นยัดปลายเชือกใส่มือของซ่งอวี้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ก่อนจะกระโดดลงไปในแม่น้ำที่ทั้งขุ่นทั้งเชี่ยวกราก
ทันทีที่ลงไปก็ถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดออกไปไกลเจ็ดแปดเมตร ถูกพัดจากริมฝั่งไปยังกลางแม่น้ำ
คนที่อยู่บนฝั่งมองไม่เห็นสถานการณ์ของนาง พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที นางก็ลอยตามน้ำไปถึงริมฝั่งตรงข้ามแล้ว คว้ากอหญ้าริมฝั่งไว้ได้แล้วอาศัยแรงยึดของกอหญ้าเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ชุนอวี่ที่กำลังจะจมน้ำอย่างรวดเร็ว
สายตาของอินเยว่มองเห็นไม่ชัดเจน ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ นางสอดมือซ้ายเข้าไปในรากของกอหญ้า คลำเจอร่างคนแล้วรีบเลื่อนมือขึ้นไปตรงตำแหน่งรักแร้ ออกแรงกระชากอย่างแรง ดึงคนออกมาจากกอหญ้า
ซ่งอวี้ที่อยู่บนฝั่งเห็นว่าเด็กอยู่ในมือของอินเยว่แล้วก็รีบตะโกนเรียกให้คนมาช่วยกันดึงเชือก
ชายฉกรรจ์สองสามคนช่วยกันออกแรงดึง ในที่สุดร่างของคนทั้งสองในน้ำก็ถูกลากเข้าใกล้ฝั่ง
ซุ่นจื่อรีบกระโดดลงไป เหยียบลงบนดินโคลนที่ลื่นแล้วรับตัวเด็กส่งขึ้นไปด้านบนก่อน จากนั้นจึงค่อยดึงอินเยว่ที่กำลังลอยคออยู่ในน้ำขึ้นมา
อันที่จริงแม่น้ำสายนี้ไม่ได้ลึกสำหรับผู้ใหญ่ แค่ท่วมเลยหน้าอกมาเล็กน้อย แต่เพราะน้ำขุ่นและแรงปะทะของกระแสน้ำจึงทำให้อินเยว่ไม่สามารถยืนทรงตัวอยู่ได้และใช้แรงไม่ได้
ซุ่นจื่อรู้สึกสงสัยอยู่ในใจ ดูแล้วไม่เหมือนคนที่ว่ายน้ำเป็นเลยนี่นา
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนี้ เขาออกแรงมหาศาลกว่าจะดึงอินเยว่ขึ้นมาจากแม่น้ำได้
เมื่อขึ้นมาบนฝั่ง เสียงร้องไห้ของอวิ๋นเหนียงก็แทบจะขาดใจ
อินเยว่สำลักน้ำในแม่น้ำออกมาหลายอึก นางใช้ความพยายามอย่างมากในการปาดหยดน้ำออกจากใบหน้า พยายามเบิกตาแล้วมองไปก็เห็นเสี่ยวชุนอวี่นอนนิ่งอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดขาว ตาสองข้างปิดสนิท ร่างกายอ่อนปวกเปียก ไม่ว่าอวิ๋นเหนียงจะตบหน้าหรือเขย่าตัวของเขาอย่างไรก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย
มารดาของพ่อค้าหาบเร่หลิวที่ได้ยินข่าวแล้วรีบมาถึง พอเห็นสภาพของหลานชายก็หายใจไม่ทัน ล้มหมดสติไปทันที
เหล่าคนงานรีบเข้าไปประคองนางไว้ บ้างก็ช่วยกันกดจุดเหรินจง บ้างก็ตบหน้า ในที่สุดก็ทำให้นางเจ็บจนฟื้นขึ้นมาได้
ทางฝั่งของอวิ๋นเหนียงกลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เหล่าคนงานที่มุงดูอยู่ต่างมองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่อยากช่วย แต่เป็นเพราะไม่กล้าลงมือต่างหาก
จะช่วยคนจมน้ำได้อย่างไร ไม่มีใครรู้เลยสักคน ได้แต่หวังว่าหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านจะมาถึงโดยเร็ว
ในตอนนั้นเอง ฉินเหยาและอาวั่งก็มาถึง
เมื่อเห็นชุนอวี่นอนหน้าซีดเผือดอยู่บนพื้น อาวั่งก็สบตากับฉินเหยาแล้วรีบก้าวออกไป “ข้าจัดการเอง”
ตอนนี้อวิ๋นเหนียงมองเขาราวกับเห็นฟางช่วยชีวิต รีบถอยออกมาเปิดทางให้ทันที
อาวั่งตรวจชีพจรที่คอของเด็กก่อน จากนั้นจึงโน้มตัวลงไปฟังเสียงหัวใจของเขา เพื่อให้แน่ใจว่ายังมีสัญญาณชีพอยู่
คลำหาชีพจรที่คอไม่เจอ แต่ในช่อง.อกยังคงมีการเต้นของหัวใจที่แผ่วเบา
อาวั่งง้างปากที่กัดแน่นของเด็กออกทันที เพื่อตรวจดูว่าในลำคอมีสิ่งแปลกปลอมอุดตันจนหายใจไม่ได้หรือไม่
เป็นดังคาด ในนั้นมีเศษหญ้าน้ำอยู่ไม่น้อย
อาวั่งล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมออกมา จากนั้นก็รีบจับเด็กพลิกตัวนอนคว่ำบนตักของตน มือหนึ่งประคองคอเพื่อให้เขาอ้าปาก ส่วนอีกมือหนึ่งวางลงบนแผ่นหลังแล้วออกแรงกดลงไป
เด็กที่อยู่บนตักก็กระตุกทันที “แค่กๆ” พร้อมกับสำรอกน้ำขุ่นๆในแม่น้ำออกมาคำใหญ่
ตอนที่ 457: มีคุณธรรมมากเกินไปไม่ได้
“แง” เสียงร้องไห้ดังลั่น เด็กน้อยฟื้นคืนสติแล้ว
อวิ๋นเหนียงโผเข้ากอดลูกชาย เรียกชื่อเขาไม่หยุดจนกระทั่งได้ยินเสียงลูกชายเรียกหาแม่แผ่วเบา หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายพลันสงบลง อดไม่ได้ที่จะกอดลูกชายร้องไห้โฮออกมาพร้อมกันทั้งสองแม่ลูก
ด้วยความตกใจสุดขีด อวิ๋นเหนียงลืมขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายไปเสียสนิท
แม่สามีที่ฟื้นจากอาการหมดสติรีบวิ่งเข้ามา สองแม่สามีลูกสะใภ้รีบอุ้มเด็กกลับบ้านไปหาหมอ
ฉินเหยามองตามพวกนางไปจนลับตา หันกลับมามองอินเยว่ที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น เนื้อตัวเปียกโชกแต่ยังหายใจรวยรินอยู่จึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนเองคลุมให้แล้วส่งสัญญาณให้อาวั่งคอยดูแล
จากนั้นก็หันกลับไปจัดการความวุ่นวายในโรงงานเครื่องเขียนอย่างใจเย็น
เหล่าคนงานกลับเข้าประจำที่ นางเหอและนางชิวก็กลับบ้านไปด้วยใจที่ยังไม่หายขวัญเสีย ถึงได้นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าลูกๆไปสำนักศึกษากันแล้ว ส่วนต้าเหมาก็ถูกนางจางอุ้มไปทำงานอยู่ที่ไร่แตงโม
แต่เด็กโตที่เหลืออีกสองสามบ้านกลับเคราะห์ร้าย ถูกพ่อแม่จัดการไปหนึ่งชุดใหญ่แล้วลากตัวไปที่บ้านอวิ๋นเหนียงเพื่อขอโทษ
เสี่ยวไหลฝูก็โดนหลี่ซื่อตีไปหนึ่งทีเช่นกัน แต่เมื่อเห็นว่าเขายังรู้จักไปเรียกผู้ใหญ่ ฉินเหยาจึงห้ามไว้ตอนที่กำลังจะตีลงบนก้น
“พาเขากลับบ้านไปก่อนเถอะ ให้เขาดื่มน้ำแกงร้อนๆแก้ตกใจ ข้าว่าเขาก็ตกใจไม่น้อยเลย” ฉินเหยากำชับ
หลี่ซื่อถลึงตาใส่ลูกชาย เด็กน้อยถูกตีก็ไม่ร้องสักแอะ เพียงแต่น้ำตาไหลพรากๆท่าทางน่าสงสาร ด้วยรู้ว่าตนผิดจึงไม่ขัดขืน ยอมรับโทษแต่โดยดี
“เฮ้อ~” หลี่ซื่อถอนหายใจ จิ้มหน้าผากลูกชาย “วันนี้ถือว่าพวกเจ้าดวงแข็ง หากเกิดเรื่องร้ายถึงชีวิตขึ้นมาจริงๆ…” พอคิดว่าถ้าวันนี้คนที่ตกน้ำเป็นเสี่ยวไหลฝู หลี่ซื่อก็ใจหายวาบ รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ
นางพยักหน้าให้ฉินเหยาแล้วจูงมือลูกชายกลับบ้านไปก่อน
ซ่งอวี้ไม่ค่อยวางใจนัก หลังจากจัดการให้เหล่าคนงานในโรงงานกลับไปทำงานตามปกติแล้วก็ขออนุญาตฉินเหยาแล้วรีบตามสองแม่ลูกไป
ในที่สุดก็สงบลง ฉินเหยาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอินเยว่ อาวั่งพยุงนางลุกขึ้นแล้ว นางกำลังกอดเสื้อคลุมตัวนอก คุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น
ฉินเหยาขมวดคิ้วถาม “เจ้าว่ายน้ำเป็นหรือ”
อินเยว่ส่ายหน้า ขนตาหลุบลง ดวงตาจับจ้องอยู่ที่พื้น “ไม่เป็นเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาโกรธขึ้นมาทันที ตะคอกเสียงเย็น “ไม่เป็นแล้วลงไปช่วยคนได้อย่างไร!”
“ข้าไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนั้น” อินเยว่ตอบเสียงเบา พลางบิดชายกางเกงที่เปียกโชก
หากไม่ใช่เพราะเห็นว่านางอยู่ในสภาพร่อแร่ ฉินเหยาอยากจะถีบนางให้ตกน้ำไปอีกรอบจริงๆ สมองมีปัญหาหรืออย่างไร!
นางถามอย่างไม่สบอารมณ์ “ยังลุกไหวหรือไม่ ดูสภาพน่าสมเพชของเจ้าสิ รีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว”
อินเยว่พยักหน้า นางคิดว่าตนเองยังลุกไหว
แต่ในความเป็นจริง ทันทีที่พยายามจะลุกขึ้นก็หมดแรงทรุดตัวลงไปนั่งที่เดิม
นางเองก็ตกใจอยู่ไม่น้อย ทั้งยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่นางไม่เสียใจ
หากมีครั้งต่อไป นางก็จะยังทำเช่นเดิม
เพียงแต่ไม่คิดว่าแค่ชั่วเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งถ้วยชาในน้ำจะสูบแรงกายของนางไปจนหมดสิ้น
ดูเหมือนว่าตนจะยังอ่อนแอเกินไป
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของอินเยว่ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าตนเองเหมือนคนโฉดชั่วคนหนึ่งก็ไม่ปาน
นางเงยหน้าถอนหายใจอย่างอ่อนแรง มือที่วางอยู่ข้างลำตัวโบกไปมาอย่างรวดเร็ว
มุมปากของอาวั่งกระตุกเล็กน้อย เขาเข้าใจความหมายของนางแล้วจึงย่อตัวลงตรงหน้าอินเยว่ “ขึ้นมาสิ ข้าจะแบกเจ้ากลับบ้าน”
อินเยว่กลืนน้ำลาย รู้สึกอายเล็กน้อย แต่ก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทำตัวเรื่องมากจึงหลับตาลงแล้ววางมือลงบนแผ่นหลังกว้างที่อยู่ตรงหน้า
อาวั่งแบกนางขึ้นหลังแล้วเดินตามฉินเหยาไปยังห้องเช่าของอินเยว่
เพราะไม่มีข้าวของอะไร ประตูห้องจึงผูกไว้ด้วยเศษผ้าเส้นหนึ่งอย่างง่ายๆ เพียงเพื่อให้มันปิดอยู่เท่านั้น
ฉินเหยาเปิดประตูห้องเข้าไป การตกแต่งภายในห้องนั้นเรียบง่ายจนมองปราดเดียวก็เห็นทั่ว
เตียงไม้เก่าหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัว ชามหนึ่งใบและไหดินเผาอีกหนึ่งใบ นั่นคือทั้งหมดที่มี
ฉินเหยาส่งไหดินเผาบนโต๊ะให้อาวั่ง “ไปต้มน้ำร้อนมาหน่อย”
อาวั่งรับคำแล้วถือไหดินเผาออกไป
เรือนเก่าของบ้านหลิวต้าฝูมีห้องครัว ผู้เช่าทุกคนต่างก็ทำอาหารกินกันเองที่นั่น
ฉินเหยาปิดประตูห้องแล้วให้อินเยว่ถอดเสื้อผ้าที่เปียกออก ส่วนตนเองก็ช่วยนางหาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน
ผลคือเดินหาทั่วห้องแล้วก็ไม่เห็นของที่ใช้ใส่เสื้อผ้าเลย
ฉินเหยาถามอย่างไม่เชื่อสายตา “เจ้ามีเสื้อผ้าแค่ชุดเดียวเองหรือ”
“ยังมีอีกชุดหนึ่งเจ้าค่ะ ซักแล้วตากไว้ใต้ชายคาด้านนอก แต่ฝนตกมาหลายวันแล้ว เลยยังไม่แห้ง”
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่เมื่อเผชิญหน้ากับใบหน้าเย็นชาของฉินเหยา อินเยว่ก็รู้สึกผิดขึ้นมาในใจ เสียงจึงค่อยๆแผ่วลง
“ดวงเจ้ามันแข็งจริงๆ!” ฉินเหยาเปิดประตูแล้วก้าวฉับๆออกไป
อินเยว่รีบถาม “ท่านอาจารย์จะไปไหนหรือเจ้าคะ”
คนที่อยู่ข้างนอกโผล่ศีรษะเข้ามาทันทีจ้องมองนางอย่างเย็นชาแล้วเตือนว่า “อย่าเรียกข้าว่าอาจารย์!”
อินเยว่รีบเปลี่ยนคำพูด “ผู้มีพระคุณ”
“ข้าจะไปหาเสื้อผ้าแห้งๆมาให้เจ้า อยู่เฉยๆตรงนี้แหละ”
นับว่าเป็นการอธิบายอย่างเสียไม่ได้แล้วก็หันหลังเดินจากไป
ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน อากาศค่อนข้างเย็น ตอนนี้แม้ว่าพระอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมาแล้ว แต่เรือนเก่าที่มืดทึบของบ้านหลิวต้าฝูกลับไม่มีแสงแดดส่องเข้ามามากนัก ยังคงรู้สึกเย็นอยู่บ้าง
อินเยว่ขยี้ปลายจมูกที่คันของตนเอง รีบถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออกแล้วมุดเข้าไปใต้ผ้าห่มก่อนที่จะจามออกมา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้ห่มผ้าห่มหรือไม่ ทั่วทั้งร่างจึงอุ่นขึ้นมา แม้แต่หัวใจก็ยัง.อบอุ่น
ฉินเหยากลับมาอย่างรวดเร็ว ถือชุดผ้าป่านเก่าๆของตนเองมาให้อินเยว่เปลี่ยน
อาวั่งต้มน้ำเสร็จแล้วเช่นกัน เขาเทน้ำลงในอ่างไม้ตามคำสั่งของฉินเหยา วางผ้าขนหนูลงไปแล้วส่งให้นาง
พอทำความสะอาดเสร็จ อินเยว่ก็รีบมุดเข้าผ้าห่มทันที ซ่อนตัวอยู่ข้างใน
“เป็นสตรีเหมือนกัน มีอะไรน่าอาย” ฉินเหยาพูดไม่ออก
หากไม่ใช่เพราะกลัวว่านางจะไม่มีแรงแล้วล้มหัวฟาดพื้นตายในห้อง นางก็ไม่อยู่ที่นี่หรอก
“แต่ว่าเจ้าผอมขนาดนี้ ทำได้อย่างไรให้ส่วนที่ควรจะมีเนื้อมีเนื้อขึ้นมาได้” ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย
อินเยว่เบิกตากว้าง ไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่จริงจังของฉินเหยาก็ตอบไปอย่างไม่รู้ตัว
“คงเป็นโดยกำเนิดกระมัง”
ฉินเหยาพยักหน้ารับคำ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าบรรยากาศแปลกๆไปจึงเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแนบเนียน “เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้ยังไปทำงานที่โรงอาหารไหวหรือไม่”
อินเยว่กลัวว่าถ้าตนบอกว่าไม่ไหว ฉินเหยาจะไล่นางออกไปจึงรีบพยักหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ ข้ากลับไปที่โรงอาหารได้เลย”
กลัวว่านางจะไม่เชื่อ อินเยว่จึงลุกขึ้นนั่งในผ้าห่ม ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นแล้วกำหมัดชกอากาศสองสามครั้ง
แต่ในสายตาของฉินเหยา หมัดนั้นช่างอ่อนปวกเปียกเสียจนเอาไว้เกาให้ตัวเองยังเบาไปด้วยซ้ำ
นางคิดว่าอินเยว่คงเข้าใจอะไรผิดไป ตนเพียงแค่อยากจะทราบสภาพร่างกายของนางเพื่อจะได้จัดการเรื่องต่างๆได้ถูกต้องเท่านั้น
แต่ในเมื่ออินเยว่บอกว่าไม่เป็นไรแล้ว งั้นก็ไปทำงานเถอะ!
ฉินเหยาพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เตรียมตัวกลับไปทำงาน พวกเราไปก่อนล่ะ”
พูดจบก็เปิดประตู
ก่อนจะไปยังมิวายหันกลับมามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้ง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เป็นถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ไอสักแอะ สภาพร่างกายไม่เลวเลยทีเดียว
แต่นางมีคำแนะนำอย่างหนึ่งจะมอบให้
ฉินเหยากล่าว “อินเยว่ เป็นคนต้องมีคุณธรรมอยู่บ้าง แต่จะมีมากไปไม่ได้”
อินเยว่ชะงักไป หรือว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการให้นางเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยคนหรือ
หรือว่า…ผู้มีพระคุณเป็นห่วงนางกันแน่
เมื่อตระหนักถึงข้อนี้ มุมปากของอินเยว่ก็ยกสูงขึ้น ในใจเบิกบานราวกับมีทุ่งดอกทานตะวันอัน.อบอุ่นผลิบาน
นางหัวเราะคิกคัก พลิกตัวลงจากเตียงทันที หยิบผ้าคลุมหน้ามาปิดหน้าแล้วไปทำงานอย่างกระตือรือร้น!
ตอนนี้นางมีกำลังใจเต็มเปี่ยม!
ตอนที่ 458: รายชื่อผู้สมัคร
เรื่องที่ชุนอวี่ตกน้ำทำให้ครอบครัวของอวิ๋นเหนียงตกใจไม่น้อย หลังจากยุ่งวุ่นวายมาทั้งวัน ถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายไว้เลย
ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น พ่อค้าหาบเร่หลิวและอวิ๋นเหนียงสองสามีภรรยาจึงตั้งใจรอจนอินเยว่เลิกงานกลับบ้านในช่วงบ่ายแก่ๆ แล้วหิ้วของขวัญขอบคุณมาถึงประตูเพื่อขอบคุณด้วยตนเอง
แม่ไก่แก่หนึ่งตัว น้ำตาลทรายแดงหนึ่งห่อและไข่ไก่ครึ่งตะกร้า ล้วนเป็นของสำหรับบำรุงร่างกายให้อินเยว่
แม่สามีของอวิ๋นเหนียงกล่าวว่า น้ำในแม่น้ำทั้งสกปรกและเย็น ไม่รู้ว่าทำให้แม่นางน้อยคนนั้นหนาวจนไม่สบายไปหรือไม่
สตรีหากเสียพลังและเลือดแล้วจะลำบาก จะต้องบำรุงให้ดีถึงจะถูก มิฉะนั้นแล้วพวกนางจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
โดยปกติแล้วอินเยว่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้จัดการเฉียวอวิ๋นมากนัก อย่างมากก็แค่ตอนที่ทุกคนไปกินข้าวที่โรงอาหาร ในฐานะที่เป็นสตรีเหมือนกัน ในเวลาว่างจึงได้ฟังเรื่องซุบซิบด้วยกันบ้าง
หลังจากเรื่องของชุนอวี่ อวิ๋นเหนียงก็จะแวะเวียนมาดูแลนางอยู่บ่อยครั้งทำให้อินเยว่ประหลาดใจระคนยินดี
นางรีบกล่าวว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อีกทั้งนางก็ได้รับของขวัญขอบคุณแล้ว ถือว่าหายกัน
อวิ๋นเหนียงรู้ว่านางชอบอยู่เงียบๆ คนเดียวจึงไม่แสดงความห่วงใยอย่างโจ่งแจ้งอีกต่อไป
เพียงแต่เรื่องนี้ในใจของนาง ไม่สามารถถือว่าหายกันได้
หากไม่มีการกระโดดลงไปช่วยอย่างไม่ลังเลของอินเยว่ นางไม่อยากจะจินตนาการถึงจุดจบที่จะตามมาเลย
นางมีลูกชายเพียงคนเดียว หากเขาต้องตายไป นางก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เช่นกัน
ในมุมมองของอวิ๋นเหนียง อินเยว่ไม่ได้ช่วยชีวิตแค่ชุนอวี่เพียงคนเดียว แต่นางยังช่วยชีวิตคนทั้งครอบครัวของพวกตนไว้ด้วย!
ทางฝั่งบ้านของฉินเหยา พ่อค้าหาบเร่หลิวก็ได้นำน้ำตาลทรายแดงสองห่อมามอบให้เช่นกัน เพื่อขอบคุณที่อาวั่งยื่นมือเข้าช่วยได้ทันท่วงที ดึงชุนอวี่กลับมาจากประตูผีได้
อาวั่งบอกว่าไม่ต้องขอบคุณแล้วถือถุงน้ำตาลทรายแดงสองห่อนั้นหลบออกไป
เขาไม่คุ้นเคยกับการรับมือเรื่องเหล่านี้ มักจะรู้สึกว่าหากข้องเกี่ยวกันมากเกินไปจะนำความเดือดร้อนไปให้ผู้อื่น
ฉินเหยาเป็นผู้ต้อนรับพ่อค้าหาบเร่หลิว เชิญเขาเข้ามานั่งดื่มชาในบ้าน กินขนมเล็กน้อยและถือโอกาสถามไถ่อาการของชุนอวี่
“ตอนนี้สบายดีแล้ว เพียงแต่คืนแรกที่ฟื้นขึ้นมายังขวัญเสียอยู่ ให้ย่าของเขาเรียกขวัญให้ทั้งคืน พอรุ่งเช้าวันที่สองก็กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแล้ว”
พ่อค้าหาบเร่หลิวพูดพลางยิ้ม แต่ในใจกลับ.อดที่จะหวาดกลัวไม่ได้
เขาพูดอย่างหัวเสียเล็กน้อย “เด็กๆในหมู่บ้านพวกนี้ บอกทุกปีว่าห้าม.ลงไปเล่นในแม่น้ำ แต่ก็เกิดเรื่องทุกปี ไม่มีใครฟังเข้าหูเลยสักคน”
“หากมีที่สักแห่งคอยควบคุมพวกเขาให้อยู่เป็นที่เป็นทางได้ก็คงจะดี มิฉะนั้นแล้ว พอผ่านเรื่องนี้มา ในใจข้าก็.อดที่จะเต้นตุ๊มๆต่อมๆไม่ได้ ภรรยาข้าก็เช่นกัน สองวันนี้เวลาทำงาน พอได้ยินเสียงน้ำทีไรก็สะดุ้งอยู่ตลอด”
ฉินเหยารู้สึกว่าอวิ๋นเหนียงคงจะเสียขวัญไปแล้วจึงแนะนำให้พ่อค้าหาบเร่หลิวกลับไปบอกให้ย่าของชุนอวี่ไปหาแม่หมอมาช่วยทำพิธีให้
ที่นี่ไม่มีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษา หากต้องการขจัดความกลัวในใจ การเชิญแม่หมอมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด
เดิมทีพ่อค้าหาบเร่หลิวยังไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่ภรรยาหูแว่วมากนัก แต่เมื่อได้ฟังฉินเหยาพูดเช่นนี้ก็รู้สึกว่าสถานการณ์อาจจะร้ายแรงกว่าที่ตนคิดจึงรีบรับปาก
“ข้าจะกลับไปถามท่านแม่เดี๋ยวนี้เลย” ตอนนี้ในใจของพ่อค้าหาบเร่หลิวมีเรื่องกังวลจึงนั่งไม่ติดอีกต่อไป เขาปฏิเสธคำเชิญของฉินเหยาที่ชวนให้อยู่กินข้าวเย็นแล้วลุกขึ้นเตรียมจะกลับ
ก่อนจากไป จู่ๆเขาก็ถามฉินเหยาขึ้นมาว่า “พี่สะใภ้ ในหมู่บ้านกำหนดรายชื่อออกมาแล้ว สองวันนี้เตรียมจะเรียกคนทั้งหมู่บ้านมาหย่อนบัตรเลือกคนที่ศาลบรรพชนแล้ว ท่านรู้หรือไม่”
ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย “รายชื่ออะไรหรือ”
“ท่านไม่รู้เลยหรือ!” พ่อค้าหาบเร่หลิวประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็รีบอธิบายว่า “ก็รายชื่อผู้สมัครเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ของหมู่บ้านเราอย่างไรเล่า”
พ่อค้าหาบเร่หลิวหัวเราะหึๆ มีความนัยแฝงอยู่เล็กน้อย “ยังมีคนเขียนชื่อพี่สามของข้าลงไปด้วยนะ”
เมื่อเห็นฉินเหยาทำหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น พ่อค้าหาบเร่หลิวก็เอ่ยคาดเดาว่า
“ข้าเดาว่าคงเป็นชาวบ้านส่งชื่อขึ้นไปมั่วๆ เพื่อให้ครบจำนวนเท่านั้นแหละ ถ้ารู้ว่าทำแบบนี้ได้ พวกเราคงส่งชื่อของพี่สะใภ้สามท่านขึ้นไปด้วยแล้ว น่าเสียดาย…”
พ่อค้าหาบเร่หลิวหยุดพูดกะทันหัน ประสานมือขออภัยฉินเหยาแล้วกล่าวลา
เขาเสียดายเรื่องอะไร ไม่ต้องพูดฉินเหยาก็รู้
เสียดายที่นางเป็นสตรีน่ะสิ หมู่บ้านตระกูลหลิวสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นจนถึงวันนี้ ยังไม่เคยมีสตรีคนใดได้ขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สมัครเลย
แน่นอนว่า ไม่ใช่แค่หมู่บ้านตระกูลหลิว แต่ทั้งอำเภอไคหยางหรือแม้แต่ทั้งจังหวัดจื่อจิงก็ยังไม่เคยมีกรณีเช่นนี้มาก่อน
ฉินเหยามองตามแผ่นหลังของพ่อค้าหาบเร่หลิวที่เดินจากไปพลันนึกถึงสายตาอันซับซ้อนที่ผู้ใหญ่บ้านมองมายังตนก่อนหน้านี้
บัดนี้นางเข้าใจแล้ว คงอยากจะบอกนางว่า ‘น่าเสียดายที่เจ้าไม่ใช่บุรุษ’ นั่นเอง
ฉินเหยายักไหล่ ไม่ใส่ใจ
แต่เรื่องที่เด็กๆในหมู่บ้านมักจะแอบผู้ใหญ่ไปลงเล่นน้ำในแม่น้ำกลับเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยในใจนาง
เด็กๆไม่ได้ไปสำนักศึกษาและไม่ได้ลงไปทำนา ถูกปล่อยให้วิ่งเล่นอยู่ตามป่าเขาเช่นนี้ ต่อให้ระวังแค่ไหนก็ต้องมีวันที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
สำนักศึกษาในหมู่บ้านแห่งนี้ ต้องรีบสร้างขึ้นมาให้ได้
อีกทั้งยังต้องรณรงค์เรื่องการห้ามลงเล่นน้ำในแม่น้ำช่วงฤดูฝนอย่างจริงจังด้วย ต้องปลูกฝังให้หยั่งรากลึกในใจของคนทั้งหมู่บ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและคอยสอดส่องดูแลซึ่งกันและกัน
เช่นนี้นางถึงจะไม่ต้องคอยเป็นห่วงว่าตอนที่ตนไม่อยู่บ้าน พวกต้าหลางสี่พี่น้องของบ้านตนจะแอบไปเล่นน้ำจนเกิดอุบัติเหตุหรือไม่
และหากต้องการให้การรณรงค์บรรลุเป้าหมาย สำนักศึกษาก็คือสื่อกลางที่ดีที่สุด
ทว่าสิ่งที่ทำให้ฉินเหยารู้สึกยินดีอยู่บ้างก็คือ เด็กทั้งสี่คนในบ้านของนางเมื่อเทียบกับเด็กซนที่ไม่เชื่อฟังในหมู่บ้านแล้ว ช่างรู้ความและน่าเอ็นดูกว่ามาก
อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ ทุกคำสั่งของนาง สี่พี่น้องยังไม่เคยแอบฝ่าฝืนเลยสักครั้ง
ฉินเหยาคิดเรื่องการสร้างสำนักศึกษาในใจแล้วเริ่มหยิบลูกคิดน้อยๆของนางออกมาอีกครั้ง เพื่อคำนวณว่าในตอนนี้หัวหน้าตระกูลมีเงินกองกลางอยู่ในมือเท่าใด
หนังหมาป่าชุดนั้นจากช่วงหลังปีใหม่เป็นพ่อค้าหาบเร่หลิวที่นำออกไปขาย นางได้ลองหยั่งเชิงถามดูแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลรวมกัน ขายได้ยี่สิบสี่ตำลึงกับอีกสามเฉียน
นอกจากนี้ยังมีเนื้อหมาป่าที่ขายไปก่อนวันสิ้นปี เพราะขายให้กับหมู่บ้านต่างๆ จึงขายในราคาถูกคือสิบสองเหวินต่อหนึ่งจิน ได้เงินมาเก้าตำลึงกับหกเฉียน
ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ที่ใกล้จะเข้าสู่เดือนห้าแล้ว ในหมู่บ้านยังไม่ได้จัดงานใหญ่อะไรเลย เท่ากับว่าเงินจำนวนนี้ยังไม่ได้ใช้ไปแม้แต่แดงเดียว
รวมกับค่าเช่าที่โรงงานเครื่องเขียนของนางจ่ายให้ก็น่าจะมีเงินกองกลางอยู่ราวๆสี่สิบตำลึง!
สี่สิบตำลึง ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
หากหมู่บ้านประสบภัยพิบัติ เงินจำนวนนี้ทั้งหมดสามารถนำออกมาซื้อข้าวสารแจกจ่ายให้ชาวบ้านทุกคนได้คนละหลายสิบจิน เพียงพอที่จะผ่านพ้นภัยแล้งไปได้หนึ่งครั้ง
ส่วนการสร้างสำนักศึกษาหนึ่งแห่ง ค่าแรงงานมาจากคนในหมู่บ้านซึ่งเท่ากับไม่เสียเงิน ต้องการเพียงค่าวัสดุก่อสร้างสองสามตำลึงและค่าไม้สำหรับทำโต๊ะเก้าอี้อีกสองสามตำลึง
ค่าใช้จ่ายหลักกลับเป็นตำราเรียนระดับพื้นฐานที่แม้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อมาได้ง่ายๆ
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดซ่งจางถึงได้สนับสนุนให้หมู่บ้านและตำบลต่างๆสร้างสำนักศึกษาใหม่ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีหมู่บ้านใดกล้าที่จะก้าวออกมาเป็นที่แรก
การเรียนหนังสือนั้นยาก ไม่ใช่เพราะไม่มีสำนักศึกษา แต่เป็นเพราะความรู้ถูกผูกขาด ไม่มีตำรา ไม่มีอาจารย์
แต่ตอนนี้ตำราก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว ในเมื่อมีตำราฉบับคัดลอกด้วยมือแบบขยายใหญ่ของบ้านฉินเหยาอยู่กับตัว เท่านี้ก็หมดห่วง!
ส่วนเรื่องอาจารย์นั้น นายอำเภอซ่งจะช่วยจัดการให้ เมื่อคำนวณดูแล้ว เวลาที่เหมาะสมในการสร้างสำนักศึกษาได้มาถึงแล้ว
แต่ในขณะที่ฉินเหยากำลังกระตือรือร้นเตรียมจะนำแผนการสร้างสำนักศึกษาไปหารือกับหัวหน้าตระกูล เสียงระฆังหน้าศาลบรรพชนก็ดังขึ้น
ไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีอากร ไม่ใช่การเกณฑ์แรงงาน แต่เป็นการเรียกชาวบ้านทุกคนมาชุมนุม เพื่อเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ในวาระต่อไป
ตอนที่ 459: เชิญลงคะแนน
หลังจากทุกบ้านกินข้าวเย็นเสร็จ คนทั้งครอบครัวไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ถือคบเพลิงมุ่งหน้าไปยังศาลบรรพชน
แม้แต่ทารกอายุสองสามเดือนที่บ้านก็ยังถูกอุ้มมาด้วย ในศาลบรรพชนนั่งไม่พอจึงต้องออกมายืนอยู่ด้านนอกประตู แม้แต่ตอนฆ่าหมาป่าเมื่อวันขึ้นปีใหม่ยังไม่พร้อมเพรียงกันเท่านี้
ทุกบ้านต่างถือคบเพลิงมาด้วย แสงไฟสาดส่องศาลบรรพชนจนสว่างยิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก
ผู้ใหญ่บ้านได้ประกาศไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านที่มีอายุครบแปดปีขึ้นไป สามารถหย่อนไม้ลงคะแนนเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ได้
ทำเอาต้าหลางและเอ้อร์หลางตื่นเต้นกันยกใหญ่ สองพี่น้องถือไม้ลงคะแนนของตนเองไว้ในมือ กินข้าวเย็นอย่างเร่งรีบเพียงสองคำใหญ่ๆ แล้วก็ออกมายืนเร่งทุกคนที่ลานบ้านให้เร็วขึ้น
ฉินเหยายังคงกินไม่อิ่ม นางให้อาวั่งพาพวกเด็กๆไปที่ศาลบรรพชนก่อน ส่วนตนเองก็อยู่ข้างหลัง เพลิดเพลินกับอาหารเย็นมื้ออร่อยอย่างเชื่องช้าจนเสร็จแล้วจึงค่อยออกเดินทาง
การเลือกตั้งที่ศาลบรรพชนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านอ่านรายชื่อผู้สมัครออกมา คนที่ถูกเรียกชื่อต่างก็ทั้งประหลาดใจและตื่นเต้น รีบลุกขึ้นไปยืนอยู่บนที่ว่างกลางศาลบรรพชน
เบื้องหน้าของแต่ละคนมีกระบอกไม้ไผ่สูงตั้งอยู่ ชาวบ้านสามารถนำไม้ในมือของตนหย่อนลงในกระบอกไม้ไผ่ของผู้ที่ตนสนับสนุนได้ สุดท้ายแล้วผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนต่อไป
ในรายชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ใหญ่บ้านมีทั้งหมดห้าคน
ประกอบด้วย หลิวต้าฝูผู้ซึ่งมีความอาวุโสสูงในหมู่บ้าน หลิวฉีคนหนุ่มแน่นและมีความสามารถ หลิวหยางบุตรชายคนโตของหัวหน้าตระกูล ถงเซิงหลิวจี้ศิษย์ของท่านมหาบัณฑิต และหลิวไป่ผู้จัดการขบวนรถม้าของโรงงานเครื่องเขียน
เมื่อฉินเหยามาถึง การลงคะแนนก็ได้เริ่มไปพักหนึ่งแล้ว
แต่ไม้ลงคะแนนในมือของต้าหลางและเอ้อร์หลางยังไม่ได้หย่อนลงไป
“ท่านอาอาวั่ง ท่านว่าพวกเราควรจะลงคะแนนให้ท่านพ่อหรือท่านลุงใหญ่ดีขอรับ” ต้าหลางถามอย่างลังเล
เกณฑ์การลงคะแนนของชาวบ้านนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมามาก อันที่จริงพวกเขาไม่ได้พอใจผู้สมัครทั้งห้าคนนี้มากนักจึงเลือกที่จะลงคะแนนให้คนที่ตนสนิทที่สุด
ในจุดนี้ หลิวต้าฝู หลิวฉีและหลิวหยางบุตรชายของหัวหน้าตระกูลจึงได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถึงกระนั้น กระบอกไม้ไผ่เบื้องหน้าของทั้งสามคนในตอนนี้ก็มีเพียงไม้ลงคะแนนจากคนในครอบครัวของพวกเขาเท่านั้น
ชาวบ้านที่เหลือยังคงลังเลใจ เพราะทุกคนรู้สึกว่าทั้งห้าคนนี้ยังขาดอะไรไปบางอย่าง ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
สำหรับหลิวต้าฝูคนนี้…ก็เป็นคนดีต่อผู้เช่าที่นาอยู่หรอก แต่ขี้เหนียวเกินไปหน่อย ทั้งยังรักหน้าตา หรือที่เรียกกันว่าใจแคบนั่นเอง
หากเขาได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาก็จะกลายเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในหมู่บ้าน ครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านล้วนเช่าที่นาของเขาอยู่ หากวันข้างหน้าเขาใช้อำนาจในทางมิชอบ ทุกคนคงไม่มีที่ไปให้ร้องทุกข์
ส่วนหลิวฉีนั้นไม่เลวเลยทีเดียว เคยเดินทางไกล มีทัศนวิศัยมากกว่าเด็กหนุ่มคนอื่นๆในหมู่บ้าน ทั้งยังเป็นคนที่รับผิดชอบงานได้
ข้อเสียก็คือ เขาหนุ่มเกินไปและเลือดร้อน ทั้งยังหุนหันพลันแล่น ขาดความสุขุมรอบคอบ
หลิวหยาง บุตรชายของหัวหน้าตระกูลนั้นเป็นคนสุขุม แต่สุขุมเกินไปจนดูเงียบขรึม เขาเคยทำงานให้หมู่บ้านมาไม่น้อย ทุกเรื่องล้วนมีส่วนร่วม แต่กลับมีคนในหมู่บ้านน้อยคนนักที่จะนึกถึงเขา
หากเขาได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนคงไม่รู้ว่าจะพูดคุยกับเขาอย่างไร
สำหรับหลิวไป่ ทุกๆด้านล้วนไม่เลว น่าเสียดายที่ไม่รู้หนังสือมากนักและก็ไม่มีจุดไหนที่โดดเด่นเป็นพิเศษ พูดได้แค่ว่าเลือกเขาจะไม่มีอะไรผิดพลาด แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม
เมื่อเทียบกันแล้ว หลิวจี้ศิษย์ของมหาบัณฑิตผู้นี้กลับน่าเลือกไม่น้อย
อีกทั้งที่บ้านยังมีภรรยาจอมเผด็จการคอยหนุนหลัง หากเลือกเขาเป็นผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกฉินเหยาเป็นผู้ใหญ่บ้านมิใช่หรือ
เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง อย่างน้อยที่สุดหมู่บ้านตระกูลหลิวก็จะไม่ถูกรังแกอย่างแน่.นอน แถมยังสามารถกลายเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังในแถบสิบลี้นี้ได้อีกด้วย!
แต่!
เมื่อนึกถึงนิสัยอันธพาลในอดีตของหลิวจี้ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ชาวบ้านต่างก็ตัวสั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมกัน
ไม่กล้าให้เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านแน่ มิฉะนั้นแล้วหมู่บ้านตระกูลหลิวคงไม่รู้ว่าจะถูกเขาก่อกวนไปถึงไหน
อาวั่งมองชาวบ้านที่กำลังลังเลใจแล้วตบไหล่เด็กหนุ่มสองคนที่กำลังสับสนพร้อมกับเสนอความคิดดีๆให้ “หากไม่พอใจใครเลยก็สามารถงดออกเสียงได้”
สองพี่น้องพอได้ฟังก็ ใช่เลย! ไม่พอใจก็ไม่ต้องลงคะแนนสิ!
แต่ในขณะที่ต้าหลางและเอ้อร์หลางกำลังจะทิ้งไม้ลงคะแนนนั้นเอง ที่มุมหนึ่งก็มีเสียงสตรีที่หวานและใสดังกังวานขึ้นมา
นางตั้งคำถามว่า “เหตุใดจึงไม่มีชื่อของผู้จัดการใหญ่ฉิน ฉินเหยาเล่า”
เสียงนี้ไม่ดัง แต่กลับทรงพลังอย่างยิ่ง
ชาวบ้านที่กำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ว่าจะเลือกใครดีต่างก็เงียบกริบลงพร้อมกัน หันไปมองยังต้นเสียงด้วยความประหลาดใจ
อินเยว่เกาะอยู่บนกำแพง ข้างกายนางคือนางเหอที่พานางขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าทุกคนในศาลบรรพชนมองมา นางเหอก็ใจเต้นรัว รู้สึกเสียใจจริงๆที่เมื่อครู่ไม่ได้ปิดปากอินเยว่ไว้
นางเหอได้แต่คิดในใจ ‘เยว่เหนียงเอ๋ย เจ้าช่วยมีสติหน่อยเถอะ!’
นางรีบลงจากกำแพงแล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
อันที่จริงอินเยว่ก็มีนิสัยดื้อรั้นอยู่บ้าง นางจึงลงจากกำแพงแล้วเดินเข้ามาทางประตูใหญ่ของศาลบรรพชน
ชาวบ้านต่างมองนางอย่างตกตะลึงและหลีกทางให้นางโดยไม่รู้ตัว
อินเยว่เดินผ่านไปได้อย่างราบรื่นจนมาถึงเบื้องหน้าของผู้สมัครหลายคนก็ชี้ไปที่พวกเขาแล้วถามขึ้นอีกครั้ง
“ในเมื่อคนเหล่านี้สามารถได้รับเลือกแล้วเหตุใดผู้จัดการใหญ่ฉินซึ่งเก่งกว่าพวกเขาทุกด้านถึงไม่ได้รับเลือกเลือกเล่า”
เมื่อเผชิญกับคำถามที่เฉียบคมเช่นนี้ ภายในศาลบรรพชนก็เงียบกริบไปชั่วเวลาครึ่งถ้วยชา
จากนั้นจึงมีคนเอ่ยขึ้น “สตรีจะเป็นผู้ใหญ่บ้านได้อย่างไร!”
สายตาอันแหลมคมของอินเยว่กวาดมองไป คนที่พูดคือหลิวหยาง บุตรชายของหัวหน้าตระกูล
เขามองนางราวกับมองกบฏที่ก่อกรรมทำชั่วอย่างร้ายแรงที่สุดก็ไม่ปาน
อินเยว่ไม่คาดคิดเลยว่าคนผู้นี้ดูแล้วอ่อนวัยกว่าหลิวต้าฝู แต่สมองกลับดื้อรั้นยิ่งกว่าหลิวต้าฝู
อย่างน้อยตอนที่นางเพิ่งถามคำถามนั้นออกไป หลิวต้าฝูยังไม่กล้าที่จะโต้แย้งเลย
เมื่อหลิวหยางเผชิญกับสายตาพินิจพิเคราะห์ของอินเยว่ ในใจก็ประหม่าอย่างยิ่ง เพราะเมื่อพูดออกไปแล้วเขาถึงตระหนักได้ว่าเหตุผลที่ตนเอ่ยนั้นช่างดูอ่อนด้อยเพียงใดเมื่อนำไปใช้กับฉินเหยา เขากลัวว่าอินเยว่จะโต้กลับมา
ทว่านางกลับไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงกับเขา ไม่โต้แย้งเรื่องความแตกต่างระหว่างบุรุษและสตรี เพียงหันไปเผชิญหน้ากับชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้วถามเสียงดังว่า “ทุกท่านคิดว่าคนแบบไหนถึงจะสามารถเป็นผู้ใหญ่บ้านได้”
เอ้อร์หลางหันกลับไปมองท่านอาอาวั่ง อาวั่งพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงว่าหากอยากจะพูดก็พูดได้เลย เอ้อร์หลางจึงรีบวิ่งไปอยู่หน้าชาวบ้านแล้วพูดว่า
“ใครที่มีความสามารถนำพาพวกเราชาวหมู่บ้านตระกูลหลิวให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ คนนั้นก็สามารถเป็นผู้ใหญ่บ้านได้!”
พูดจบก็รีบวิ่งกลับไป เลิกคิ้วอย่างลำพองใจใส่พี่ใหญ่และน้องๆฝาแฝด
เมื่อได้รับการเตือนสติจากเอ้อร์หลางและอินเยว่ ชาวบ้านที่ลังเลอยู่เมื่อครู่ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดพวกเขาถึงได้คอยจับผิดผู้สมัครในรายชื่อเหล่านั้น
เพราะในใจของพวกเขามีคำตอบอยู่แล้ว!
คนผู้นั้นไม่ใช่ทั้งหลิวต้าฝู หลิวฉี หรือหลิวหยาง ไม่ใช่ทั้งหลิวจี้หรือหลิวไป่ แต่เป็นฉินเหยา
“ผู้ใหญ่บ้าน เพิ่มชื่อของผู้จัดการใหญ่ฉินเข้าไปเถิดขอรับ!”
คนที่พูดประโยคนี้ขึ้นมากลับเป็นหลิวฉี
ยังไม่ทันที่ผู้ใหญ่บ้านจะได้ตกใจก็มีชาวบ้านพูดขึ้นอีกว่า “โปรดเพิ่มชื่อของฉินเหนียงจื่อเข้าไปด้วย!”
“เพิ่มชื่อฉินเหยาเข้าไปด้วย!”
อวิ๋นเหนียงและนางชิวที่อยู่นอกกลุ่มคนตะโกนสนับสนุนอย่างกึกก้องมาจากที่ไกลๆ
เพราะกลัวว่าจะถูกคนพบเห็น พอตะโกนเสร็จก็รีบหลบกลับไปใต้ต้นไม้ จากนั้นทั้งสองก็มองหน้ากันแล้วปิดปากหัวเราะ ดวงตาของพวกนางสว่างไสวดุจเปลวเพลิง
อินเยว่ได้ยินเสียงร้องเรียกชื่อฉินเหยาดังก้องอยู่ข้างหู มุมปากก็โค้งขึ้น ทำทีเป็นผู้ปิดทองหลังพระ หันหลังเตรียมจะจากไป
แต่คาดไม่ถึงว่า เมื่อเดินมาถึงประตูใหญ่ของศาลบรรพชนก็มีฝ่ามือหนึ่งกดลงบนไหล่ของนาง รั้งนางไว้
อินเยว่ตกใจเล็กน้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของฉินเหยา
รอยยิ้มที่ยกขึ้นใต้ผ้าคลุมหน้าพลันหุบลงทันที
“ผู้มีพระคุณ! ข้า…ข้า…”
นิ้วหนึ่งถูกยกขึ้นแตะริมฝีปากของนางผ่านผ้าคลุมหน้าเบาๆ คำอธิบายของอินเยว่ถูกกลืนกลับลงไปในทันใด
ไม่มีคำตำหนิที่คาดไว้
ฉินเหยาตบไหล่อินเยว่เบาๆ แล้วเดินผ่านหน้านางไปอย่างสง่างามมาหยุดอยู่กลางศาลบรรพชนแล้วส่งยิ้มกว้างให้ชาวบ้านที่กำลังมองนางด้วยความประหลาดใจ รอยยิ้มนั้นงดงามราวบุปผาแย้มบาน
นางกล่าวว่า “ในเมื่อน้ำใจของทุกท่านยากจะปฏิเสธได้ เช่นนั้นข้าก็ขออาจหาญเขียนชื่อของตนเองลงไป”
พูดจบ นางก็หันมองไปรอบๆ ไม่พบกระบอกไม้ไผ่สำหรับหย่อนบัตรที่เหลืออยู่จึงหยิบเอาถังเปล่าที่ใช้ในพิธีเซ่นไหว้ข้างแท่นบูชาในศาลบรรพชนมาวางไว้เบื้องหน้าแล้วไปยืนอยู่รวมกับผู้สมัครอีกห้าคน
นางยกมือขึ้นสูง เชิญให้ทุกคนลงคะแนน!
ตอนที่ 460: ท่านแม่ของข้าคือผู้ใหญ่บ้าน
กระบอกไม้ไผ่สูงห้ากระบอกและถังไม้อีกหนึ่งใบ ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลเป็นผู้ตรวจนับด้วยตนเอง
ยังไม่ทันได้เริ่มนับ ไม้ลงคะแนนที่เทออกมาจากถังไม้ก็กองรวมกันเป็นภูเขาลูกย่อมๆ
แบบนี้ยังต้องนับอีกหรือ
ไม่จำเป็นเลย!
ผลลัพธ์ชัดเจนในพริบตา เรียกได้ว่าแทบจะถล่มทลาย
แม้แต่ไม้ลงคะแนนที่เดิมทีจะลงให้หลิวไป่ คนจากเรือนเก่าทุกคนต่างก็โยนเข้าไปในถังไม้โดยไม่ลังเล
เมื่อรวมกับไม้ลงคะแนนที่เหล่าสตรีในหมู่บ้านโยนเข้ามาก็กินไปกว่าครึ่งแล้ว
หลิวไป่ถอนตัวกลางคัน หลิวฉีก็ตามกันไปติดๆ ทั้งสองคนสละสิทธิ์ในการแข่งขันโดยสมัครใจ
ผู้สมัครเดิมห้าคน สองคนสละสิทธิ์เอง ที่เหลืออีกสามคน หลิวจี้ไม่ได้อยู่ตรงนี้จึงเหลือเพียงหลิวต้าฝูที่รู้สึกราวกับมีหนามทิ่มแทงกลางหลังและหลิวหยางที่เงียบขรึมไม่พูดจา
สิ่งที่ทำให้หลิวต้าฝูไม่อยากจะเชื่อก็คือ ไม้ลงคะแนนที่ภรรยาของเขาหย่อนลงในกระบอกไม้ไผ่ไปแล้ว ไม่รู้ว่าถูกย้ายไปตอนไหน
หลิวกงผู้เห็นการกระทำเล็กๆน้อยๆของมารดาบังเกิดเกล้าขยี้ตาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองเห็น
“ท่านแม่ แขนของท่านไฉนจึงงอออกด้านนอกเช่นนี้เล่า!” หลิวกงบ่นอย่างไม่เข้าใจ
คาดไม่ถึงว่ามารดาบังเกิดเกล้าของเขาจะกอดอกกล่าวด้วยท่าทีตื่นเต้นเล็กน้อย “แขนของแม่ไม่ได้งอออกด้านนอก แม่แค่อยากจะเห็นว่าสตรีจะเป็นผู้ใหญ่บ้านได้อย่างไร!”
หลิวกง “…”
เหตุผลนี้ช่างสมเหตุสมผลยิ่งนักแล้วเขาจะมีเหตุผลอะไรไปโต้แย้งนางได้อีกเล่า!
หลิวต้าฝูและหลิวหยางที่เห็นผลลัพธ์แล้วต่างมองคนในตระกูลเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
นับตั้งแต่ฉินเหยาก้าวเข้ามาในศาลบรรพชน สายตาของคนในตระกูลก็จับจ้องที่นางไม่วางตา
ความคาดหวังและความไว้วางใจที่เต็มเปี่ยมในแววตานั้น ช่างน่าอิจฉาเสียจริง นึกเกลียดตัวเองว่าเหตุใดจึงไม่มีบารมีมากถึงเพียงนี้
หลิวต้าฝูอย่างไรเสียก็อาวุโสกว่า มีประสบการณ์มากกว่า แม้ในใจจะรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็พอจะยอมรับผลลัพธ์ในปัจจุบันได้
เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่ฉินเหยาก้าวเข้ามา เขาก็รู้แล้วว่าไม้ลงคะแนนของตนไม่มีทางเยอะกว่านางได้
แต่สภาพจิตใจของหลิวหยางผู้เป็นคนหนุ่มกลับพังทลายลงเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงคำตอบของตนเองตอนที่ถูกอินเยว่ซักถามเมื่อครู่ ตอนนี้เขาก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า
เพียงแต่เขาเป็นคนที่ไม่แสดงอารมณ์อยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าคะแนนเสียงของฉินเหยาเป็นชัยชนะที่ถล่มทลายก็ทำหน้าขมขื่น วิ่งออกจากศาลบรรพชนไป
แต่โชคร้ายเหลือเกิน ที่หน้าประตูได้เผชิญหน้าเข้ากับอินเยว่พอดี
“เป็นสตรีแล้วจะทำไม ขอเพียงมีความสามารถก็เป็นผู้ใหญ่บ้านได้เช่นกันไม่ใช่หรือ”
ผ้าคลุมหน้าไม่อาจปิดบังรอยยิ้มอันสดใสของนางได้ ดวงตาทั้งสองข้างโค้งลงราวกับพระจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ราวกับเพิ่งได้รับชัยชนะในสงครามครั้งใหญ่
ใบหน้าของหลิวหยางแดงก่ำขึ้นมาทันที เขาพุ่งผ่านหน้านางไปราวกับวัวกระทิงที่เกรี้ยวกราด
ในใจได้แต่พร่ำเตือนตนเองว่า ต่อไปนี้จะไม่พูดจาอะไรพล่อยๆอีกเด็ดขาด!
อินเยว่เพียงรู้สึกว่ามีสายลมร้อนพัดผ่านข้างกายไป พอเงยหน้าขึ้นอีกที วัวกระทิงพูดไม่เป็นตัวนั้นก็วิ่งตึงตังจากไปไกลแล้ว
นางอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ดีใจที่ผู้มีพระคุณได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่และสะใจที่สตรีก็สามารถเป็นผู้ใหญ่บ้านได้
ภายในศาลบรรพชน ผู้ใหญ่บ้านยิ้มอย่างโล่ง.อก
ผู้เฒ่าไม่รู้สึกเสียดายอีกต่อไปแล้ว เมื่อเห็นท่วงท่าอันองอาจของฉินเหยาที่ก้าวเข้ามาและสายตาเคารพเทิดทูนที่ชาวบ้านมอบให้นางโดยไม่รู้ตัว เขาก็ไม่ยึดติดอีกต่อไปว่านางเป็นสตรีหรือบุรุษ
การยึดติดกับกฎเกณฑ์เก่าๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
การกล้าที่จะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ผิดเสมอไป
ผู้ใหญ่บ้านกวักมือเรียกฉินเหยาให้มายืนอยู่เบื้องหน้าและประกาศอย่างเป็นทางการว่านางคือผู้ใหญ่บ้านคนต่อไป
พวกต้าหลางสี่พี่น้องเงยหน้ามองสตรีผู้มีรอยยิ้มสดใสในศาลบรรพชนแล้วพากันปรบมืออย่างบ้าคลั่งราวกับจะให้มือพังกันไปข้าง
“ท่านอาอาวั่ง ปรบมือสิขอรับ! ท่านแม่ของข้าได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วนะ!”
เมื่อไม่ได้ยินเสียงปรบมือจากด้านหลัง ซื่อเหนียงจึงรีบเตือน
อาวั่งพยักหน้า ยกฝ่ามือขึ้นแล้วปรบมือตามจังหวะของสี่พี่น้องเพื่อแสดงความยินดีกับฉินเหยา
เพียงแต่ในดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ กฎเกณฑ์ที่ฝังแน่นในใจมานับพันปีพลันแตกสลายดัง “เพล้ง” ในตอนที่ฉินเหยาได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านทั้งที่เป็นสตรี
พิธีส่งมอบตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจากคนเก่าเป็นคนใหม่เสร็จสิ้นลง ณ ที่แห่งนั้น ฉินเหยาได้รับตราทองแดงเล็กๆ ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของผู้ใหญ่บ้านพร้อมกับหีบเงินหนึ่งใบและพวงกุญแจอีกหนึ่งพวง
ในขณะที่รับของมานั้น ฉินเหยาก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบในการปกป้องหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมดไว้บนบ่าด้วย
และเสียงคัดค้านก็ดังขึ้นในวินาทีต่อมาที่นางรับมอบความรับผิดชอบมา
“ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่อย่างไรเสียก็เป็นคนนอกตระกูล ไม่ใช่คนในตระกูลหลิวของเรา ให้นางดูแลหีบเงินส่วนกลาง พวกเราไม่วางใจ!”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย กำตราทองแดงที่ยังไม่ทันจะได้อุ่นในฝ่ามือแน่นขึ้นแล้วเงยหน้ามองไปยังชาวบ้านผู้คัดค้าน…หลิวโหย่วไฉ
ฉินเหยาละสายตากลับมาแล้วเผชิญหน้ากับทุกคนพลางกล่าวว่า “การที่ทุกท่านเลือกข้าให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ในวันนี้ แสดงว่าทุกท่านยังคงเชื่อมั่นในตัวข้า เชื่อว่าข้าจะสามารถนำพาทุกท่านไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้”
“วันนี้เป็นวันแรกที่ข้ารับตำแหน่ง ข้าจะไม่พูดจาสวยหรู ข้าจะพูดเพียงประโยคเดียว…”
“วันพรุ่งนี้ข้าจะสร้างสำนักศึกษาในหมู่บ้านตระกูลหลิว ให้ลูกหลานของเราทุกคนได้เข้าสำนักศึกษา มีหนังสืออ่าน!”
พอสิ้นคำพูดนี้ ในศาลบรรพชนก็เกิดความโกลาหลขึ้นทันที
ชาวบ้านที่รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งต่างสอบถามย้ำๆ เพื่อยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
เมื่อเห็นฉินเหยาพูดอย่างหนักแน่นว่า “ใช่”
ทุกคนต่างก็ดีใจจนไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว ทำได้เพียงตะโกนไม่หยุด “ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่! ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่! ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่…”
เพื่อระบายความรู้สึกขอบคุณและความปรีดาในใจ
ท่านยายหวังทั้งดีใจและอยากจะร้องไห้ กล่าวอย่างซาบซึ้งว่า “คนแก่ๆอย่างพวกเราชั่วชีวิตนี้ก็คงได้เท่านี้แหละ แต่เด็กๆพวกนั้นยังมีโลกที่กว้างใหญ่กว่ารออยู่ เด็กๆคือความหวังของเรา ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ ท่านเป็นคนมีความสามารถ พวกเราวางใจที่จะฝากเด็กๆไว้กับท่าน!”
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่.นอน”
ส่วนเรื่องหีบเงินนั้น เดิมทีก็เป็นผู้ใหญ่บ้านที่เป็นผู้ดูแลมาโดยตลอด บัดนี้ฉินเหยาได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วก็สมควรที่นางจะเป็นผู้ดูแล
ส่วนเรื่องแซ่อื่นนั้น สามีของนางก็แซ่หลิวไม่ใช่หรือ
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น แต่งให้ไก่ก็ตามไก่ แต่งให้สุนัขก็ตามสุนัข นางย่อมเป็นคนในตระกูลหลิวเช่นกัน!
หลิวต้าฝูถอนหายใจ “เฮ้อ” ช่างเป็นคนรุ่นหลังที่น่าหวั่นเกรงจริงๆ!
ทำได้เพียงประสานมือคารวะแล้วกล่าว “ยินดีด้วย!”
ฉินเหยารับคารวะอย่างสง่างามแล้วกล่าวกับผู้อาวุโสในตระกูลที่อยู่ในที่นั้นอย่างนอบน้อม “ในอนาคตยังต้องขอให้ผู้อาวุโสทุกท่านคอยชี้แนะผู้เยาว์ หากผู้เยาว์ทำสิ่งใดไม่ถูกต้อง ผู้อาวุโสทุกท่านสามารถชี้แนะได้เต็มที่”
ส่วนจะแก้ไขหรือไม่ก็ต้องดูตามสถานการณ์ไป
อย่างไรเสียหน้าที่ควรให้ฉินเหยาก็ให้ไปทั้งหมดแล้ว เมื่อมองดูสายตาที่ร้อนแรงและเทิดทูนของคนหนุ่มสาวในหมู่บ้าน ต่อให้ในใจของผู้อาวุโสในตระกูลจะยังคงติดใจเรื่องฐานะสตรีของนางอยู่บ้าง แต่ก็ค่อยๆยอมรับความจริงได้แล้ว
ผู้มีความสามารถย่อมอยู่เหนือกว่า ผู้ที่ธรรมดาควรหลีกทางให้ ผู้ไร้ความสามารถย่อมอยู่เบื้องล่าง นี่คือกฎพื้นฐานของการดำรงอยู่ในโลก
ฉินเหยาคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญา พลังกายหรือคุณธรรม กวาดสายตามองไปทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวก็หาคนที่ดีกว่านางไม่ได้อีกแล้ว
ดังนั้นตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนี้ นางจึงคู่ควรอย่างไม่ต้องสงสัย!
แสงไฟสว่างไสวในศาลบรรพชนดับลงเมื่อยามดึกสงัด
ฉินเหยาถือตราทองแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ใหญ่บ้าน หีบเงินและของอื่นๆเดินทางกลับบ้านพร้อมกับอาวั่งและเด็กๆภายใต้แสงจันทร์
สี่พี่น้องที่ควรจะหาวไม่หยุดและงอแงจะเข้านอน บัดนี้กลับตื่นเต้นจนไม่ง่วงเลยแม้แต่น้อย
สี่พี่น้องเข้ามาล้อมรอบฉินเหยา ล้างหน้าไปพลางใช้สายตามองนางขึ้นๆลงๆ ราวกับว่านางเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่ใช่มารดาเลี้ยงคนเดิมอีกต่อไป
จบตอน
Comments
Post a Comment