stepmother ep461-470

ตอนที่ 461: เลือกสถานที่


ประกายแห่งความชื่นชมในดวงตาของสี่พี่น้อง แทบจะหลอมละลายฉินเหยาได้


นางแสร้งทำหน้าเคร่งขรึมพลางเร่ง “รีบล้างหน้าล้างตาแล้วไปนอนเสีย พรุ่งนี้ยังจะไปสำนักศึกษาหรือไม่”


ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางรีบขานรับและเร่งความเร็วในการล้างหน้าล้างตา


ซื่อเหนียงมองฉินเหยาด้วยดวงตาโตพลางยิ้มอย่างปลื้มปีติ ปากก็พึมพำว่า “ท่านแม่ของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือ ท่านแม่ของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน ท่านแม่ของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านนี่นา~”


ฉินเหยาทั้งขำทั้งจนปัญญาพลางหยิกแก้มเล็กๆของนาง “ใช่แล้ว แม่ของเจ้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน! ดังนั้นรีบไปนอนเดี๋ยวนี้!”


นางอุ้มลูกสาวที่ท่าทางเหมือนกำลังเคลิ้มฝันขึ้นมา โยนลงไปบนเตียงเล็กๆของนาง เป่าตะเกียงแล้วปิดประตู จากนั้นเร่งอีกครั้ง “รีบนอน ห้ามใครพูดอีกนะ”


เมื่อได้ยินว่าในห้องเด็กเงียบลงแล้ว ฉินเหยาจึงเดินเข้าห้องนอนของตนเอง ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงใหญ่อันอ่อนนุ่มอย่างอิสระ


ตราทองแดงเล็กๆที่ห้อยอยู่ที่เอวทิ่มนางเล็กน้อย ฉินเหยาจึงถอดมันออกมาวางไว้ที่หัวเตียง ใช้นิ้วลูบของชิ้นเล็กๆนี้สองสามทีแล้วห่มผ้าห่มบางๆ นอนหลับไปอย่างสงบ


คืนนี้ฉินเหยาหลับสนิทมาก ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีฟ้าก็สว่างแล้ว


แสงไฟที่สว่างไสววูบไหวเมื่อคืนยังคงแวบเข้ามาในมโนภาพ นางรีบลุกขึ้นมองไปที่หัวเตียง ตราประทับทองแดงอันหนึ่งวางอยู่อย่างสงบนิ่ง


ฉินเหยาแย้มยิ้ม นำตรามาผูกไว้ที่เอว สวมเสื้อผ้าล้างหน้าล้างตาแล้วหยิบแผ่นแป้งทอดเนื้อบางที่หลี่ซื่อเตรียมไว้ให้ กินไปพลางดินมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้านไปพลาง


เมื่อวานนางบอกว่าวันนี้จะสร้างสำนักศึกษาก็จะไม่เลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้เป็นอันขาด


ชาวบ้านริมทางที่พบ เมื่อเห็นนางก็ไม่ได้เรียกผู้จัดการใหญ่ฉินแล้ว แต่เรียกผู้ใหญ่บ้านกันทุกคน


ฉินเหยายกมือทักทายตอบ มองดูท้องฟ้าสีครามและสายน้ำใสสะอาดแล้วมองดูความเขียวขจีในท้องทุ่งนาก็รู้สึกว่าแผ่นแป้งทอดเนื้อบางในมือนั้นอร่อยเลิศรสอย่างหาที่เปรียบมิได้


เมื่อเดินผ่านบ่อน้ำในหมู่บ้าน เด็กๆกลุ่มใหญ่ที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่เห็นนางเข้าก็ทั้งอยากจะเข้าใกล้และรู้สึกกลัวเล็กน้อยจึงเดินตามหลังนางอยู่ห่างๆ ในไม่ช้าด้านหลังของฉินเหยาก็มีหางยาวๆตามมาเป็นพรวน


เสี่ยวไหลฝูก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เด็กคนอื่นๆเตรียมจะผลักให้เขาออกมาถาม


เพราะฉินเหยาเดินไปเดินมาในหมู่บ้าน ไม่ได้ไปที่โรงงานเครื่องเขียนและก็ไม่เหมือนจะไปหาหัวหน้าตระกูลหรือท่านผู้ใหญ่บ้านคนเก่าเพื่อคุยธุระ


เดี๋ยวนางก็มองไปบนยอดเขานี้ทีหนึ่ง เดี๋ยวก็ไปสำรวจดูในบ้านดินร้างอีกที เด็กๆวิ่งตามก้นนางไปทั่วทุกหนทุกแห่งอยู่หลายรอบ ต่างก็งุนงง ไม่รู้ว่านางกำลังทำอะไรอยู่กันแน่


สองปีมานี้เด็กในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นไม่น้อย รุ่นเดียวกับต้าเหมาก็มีสี่ห้าคนแล้ว ปีนี้แต่ละบ้านก็มีข่าวดีมาอีก ในหมู่บ้านมีเสียงทารกแรกเกิดร้องไห้เพิ่มขึ้นมาอีกสามคน


คนหนุ่มสาวที่แต่งงานก็มีมาก ออกเรือนไปสี่คน ต้อนรับสะใภ้ใหม่เข้าบ้านก็มีสามครอบครัว งานเลี้ยงมงคลมีตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี เห็นได้ชัดว่าชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้นทุกวันๆ


คนจากภายนอกก็มีมาก คนงานของหมู่บ้านตระกูลหลิวในโรงงานเครื่องเขียนมีเพียงสองในห้าส่วน ส่วนที่เหลือล้วนมาจากการขยายการรับสมัครอย่างต่อเนื่องจากหมู่บ้านใกล้เคียงในภายหลัง


ฉินเหยายืนอยู่บนเนินเขาร้างที่เต็มไปด้วยวัชพืช มองดูหมู่บ้านเล็กๆที่ค่อยๆมีชีวิตชีวาขึ้นเรื่อยๆ พลันรู้สึกว่าหากสำนักศึกษาในหมู่บ้านแห่งนี้สร้างขึ้นมาได้ หมู่บ้านตระกูลหลิวจะต้องพลิกโฉมหน้าใหม่อย่างแน่นอน


“ที่นี่แหละ!”


ฉินเหยากระทืบเท้าบนผืนดินใต้ฝ่าเท้า สำนักศึกษาแห่งแรกของหมู่บ้านตระกูลหลิวจะสร้างขึ้นบนเนินเขาร้างแห่งนี้


ตำแหน่งนี้อยู่ทางทิศตะวันออก อยู่ในแนวขนานเดียวกันกับเรือนของนาง เพียงแต่มีทุ่งนากว้างใหญ่คั่นอยู่ตรงกลางเท่านั้น


เรือนของนางอยู่ในหมู่บ้าน ส่วนเนินเขานี้อยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ใกล้กับบ้านของช่างไม้หลิวมากกว่า


หากจะมาที่เนินเขานี้ต้องเดินข้ามสะพานที่อยู่หน้าบ้านช่างไม้หลิวก่อน แล้วอ้อมไปทางหลังบ้านของเขาจึงจะมาถึง


เมื่อมองจากฝั่งตรงข้ามจะเห็นหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมด ทิวทัศน์โปร่งโล่งมาก


ที่สำคัญที่สุดคือที่ดินผืนนี้ค่อนข้างราบเรียบ เพียงแค่ปรับปรุงเล็กน้อยก็สามารถปรับเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ได้ นอกจากตัวอาคารหลักของสำนักศึกษาแล้ว พื้นที่ราบที่เหลือยังสามารถจัดเป็นสนามเด็กเล่นให้เด็กๆได้อีกด้วย เน้นการพัฒนาครบวงจรทั้งคุณธรรม สติปัญญา ร่างกาย และสุนทรียภาพ


แต่ตอนนี้ทางที่มายังแคบมาก หากต้องการให้เด็กๆสะดวกสบายก็ต้องขยายถนนให้กว้างขึ้นอีก


“สร้างสำนักศึกษาที่นี่ พวกเจ้าว่าดีหรือไม่” ฉินเหยาหันกลับมาทันทีแล้วยิ้มถามเด็กๆกลุ่มนั้นที่อยู่ในพงหญ้าด้านหลัง


เด็กๆที่คิดว่าตนเองซ่อนตัวได้ดีมากเพิ่งจะรู้ตัวว่าถูกพบแล้วต่างก็กระโดดออกมาจากพงหญ้า ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวสำรวจเนินดินแห่งนี้


หลิวต้าหนิวยังทำทีเป็นพยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็ดีขอรับ ก็ดี”


เด็กคนอื่นๆก็หัวเราะออกมาแล้วส่งสายตาให้เสี่ยวไหลฝู ให้เขาไปคุยกับฉินเหยา


เสี่ยวไหลฝูก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กๆในหมู่บ้านถึงได้กลัวฉินเหยานัก เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ยอมเข้าไปด้วยกันกับตนก็ได้แต่เดินมาอยู่เบื้องหน้าฉินเหยาตามลำพัง


“ฮูหยิน เมื่อครู่ท่านเดินไปเดินมาในหมู่บ้านก็เพื่อเลือกสถานที่สร้างสำนักศึกษาให้พวกเราหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้า “ใช่แล้ว”


“เช่นนั้นต่อไปในหมู่บ้านของเราก็จะมีสำนักศึกษาแล้วใช่หรือไม่” เด็กคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังรวบรวมความกล้าถามขึ้น


ฉินเหยารู้สึกว่าพวกเขาช่างน่าขัน ทั้งกลัวนางแต่ก็อดที่จะอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ นางจึงทำหน้าขรึมต่อไปแล้วตอบว่าอืม


“เมื่อกำหนดสถานที่ได้แล้วก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากคนทั้งหมู่บ้านก่อน จากนั้นไปแจ้งหลี่เจิ้งแล้วค่อยเข้าเมืองไปยื่นเรื่องขอเงินอุดหนุนจากราชสำนัก พอกลับมาถึงจะเริ่มลงมือก่อสร้างได้”


มีเด็กถามขึ้นอีก “ต้องยุ่งยากขนาดนั้นเลยหรือขอรับ ท่านผู้ใหญ่บ้าน เช่นนั้นปีนี้พวกเรายังจะได้เข้าสำนักศึกษาหรือไม่”


ฉินเหยาคำนวณในใจแล้วพูดอย่างไม่แน่ใจนัก “ถ้าเร็วหน่อย เดือนเก้าก็น่าจะยังทัน”


เสี่ยวไหลฝูรีบถามต่อ “แล้วถ้าช้าเล่าขอรับ”


“ก็คงต้องเป็นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเลยล่ะ” ฉินเหยาตอบ


เด็กๆทุกคนพอได้ยินก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ยังต้องรออีกนานเลยสินะ


แต่พอถอนหายใจเสร็จก็พูดขึ้นอย่างกระตือรือร้นว่า “เช่นนั้นถึงเวลาพวกเราจะมาช่วยกันขุดดินสร้างสำนักศึกษา!”


ฉินเหยาหัวเราะอย่างสดใส “ได้สิ ทุกคนต่างก็ทำประโยชน์ให้บ้านเกิดของตนเอง ถึงเวลานั้นใครที่ขยันขันแข็ง จะได้รับเหรียญรางวัลด้วย”


“เหรียญรางวัลคืออะไรหรือขอรับ” ดวงตาของเสี่ยวไหลฝูเป็นประกายขึ้นมาทันที


ฉินเหยากล่าวว่า “ข้าจะให้ช่างเหล็กหมู่บ้านเซี่ยเหอทำเหรียญกลมๆขึ้นมาเป็นพิเศษ บนนั้นจะสลักชื่อและตำแหน่งชาวบ้านดีเด่นเอาไว้ มีเพียงผู้ช่วยตัวน้อยที่ขยันขันแข็งและดีเด่นที่สุดเท่านั้นที่จะได้รับ”


เมื่อได้ฟังคำอธิบายเช่นนี้ เด็กๆต่างก็ร้องว้าวออกมา แทบจะทนรอไม่ไหว


เด็กที่ใจร้อนบางคนถึงกับรีบวิ่งลงจากเขาไปบอกพ่อแม่ของตนทันที


ไม่นานนัก เมื่อฉินเหยากลับมาถึงในหมู่บ้าน คนทั้งหมู่บ้านก็รู้เรื่องที่นางเลือกสถานที่สร้างสำนักศึกษาแล้ว


พอถึงตอนเย็น เมื่อฉินเหยาเรียกผู้อาวุโสในตระกูลมาประชุมที่ศาลบรรพชน นางยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หัวหน้าตระกูลก็พูดขึ้นก่อนว่า


“เหยาเหนียง ที่ดินผืนที่เจ้าพูดถึงน่ะดีทีเดียว ทำตามที่เจ้าคิดเถอะ!”


พูดพลางนึกก็ถึงหลานชายที่บ้านที่กำลังลับจอบรอแล้วก็กล่าวอย่างขบขันว่า


“เด็กๆในหมู่บ้านใจร้อนกันจะแย่แล้ว พรุ่งนี้เจ้าก็ไปที่ว่าการอำเภอเพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากราชสำนักมาให้หมู่บ้านเราเลย พวกเราจะเลือกคนงานในหมู่บ้านไว้ให้ พอเจ้ากลับมาพวกเราก็จะเริ่มงานกันทันที!”


ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็เห็นพ้องต้องกัน “ใช่ๆๆ เจ้ารีบเข้าเมืองไปเถอะ”


อันที่จริงฉินเหยาก็อยากจะเหาะเข้าเมืองไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่ยังมีปัญหาเรื่องเงินทุนที่ยังไม่ได้หารือกัน


ก่อนหน้านี้นางเคยถามซ่งจางแล้ว เงินอุดหนุนจากราชสำนักและเงินอุดหนุนจากทางอำเภอรวมกันมีทั้งสิ้นหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง แต่ไม่ใช่ว่าพอยื่นเรื่องแล้วจะได้รับทั้งหมดในทันที


ตอนที่ 462: หนังสือคำร้อง


ต้องมีสำนักศึกษาก่อน ทางอำเภอถึงจะส่งคนลงมาตรวจสอบแล้วถึงจะมอบเงินค่าจ้างอาจารย์ให้ยี่สิบตำลึง


และหลังจากที่สำนักศึกษารับนักเรียนแล้วจึงจะสามารถได้รับเงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนอีกแปดสิบตำลึงในภายหลัง


ส่วนเงินอุดหนุนอีกยี่สิบตำลึงที่ทางที่ว่าการอำเภอมอบให้ จะต้องมีนักเรียนในสำนักศึกษาครบยี่สิบคนจึงจะได้รับ


สรุปก็คือ เงินอุดหนุนทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงนั้น หากนับตั้งแต่วันที่สำนักศึกษาสร้างเสร็จ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีจึงจะได้รับครบทั้งหมด


และเงินหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงนี้ก็เป็นเงินอุดหนุนเพียงครั้งเดียว ค่าใช้จ่ายของสำนักศึกษาหลังจากนี้ รวมถึงสำนักศึกษาจะดำเนินต่อไปได้ยาวนานหรือไม่ นานเท่าใด ยังคงต้องอาศัยความพยายามของเหล่าชาวบ้านเอง


แต่สำหรับเงินหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงในปัจจุบันนี้ หากใช้จ้างอาจารย์หนึ่งคน รวมค่าอาหารและที่พักของเขาแล้วก็สามารถประคับประคองไปได้ห้าหกปีอย่างไม่มีปัญหา


สำหรับชาวบ้าน มีสำนักศึกษาตั้งอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ค่าเดินทางที่ประหยัดไปได้สามารถนำไปใช้กับพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกได้ สองปีที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียนนี้ก็ยังพอจะส่งลูกหลานมาเรียนได้อยู่


ส่วนหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียนสองปีไปแล้ว ค่อยว่ากันอีกที ฉินเหยาเชื่อมั่นว่าชีวิตจะไม่ลำบากเช่นนี้ตลอดไป


ไร่แตงโมในหมู่บ้านที่ไม่ได้ถูกฝนห่าใหญ่กวาดล้างไป จะต้องมีบทบาทที่มันควรจะมีอย่างแน่นอน


ฉินเหยาเล่าเรื่องเงินอุดหนุนให้เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลฟัง เมื่อทุกคนฟังจบ รอยยิ้มตื่นเต้นเมื่อครู่ก็จางหายไป ต่างพากันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง


หัวหน้าตระกูลถาม “เช่นนั้นพวกเราก็ต้องออกเงินสร้างสำนักศึกษาเองหรือ บรรพบุรุษของพวกเราผ่านมาหลายชั่วอายุคนก็ยังไม่เคยสร้างสำนักศึกษาแล้วสำนักศึกษานี่ควรจะสร้างอย่างไร ต้องใช้เงินเท่าใดกัน”


ผู้อาวุโสคนอื่นๆ กล่าวว่า “อย่างไรเสียก็ต้องมีสักสองห้อง ทั้งยังเป็นสถานที่ที่ให้เด็กๆ อ่านหนังสือเล่าเรียน จะมืดทึบเกินไปไม่ได้ กำแพงดินคงจะไม่ไหวแน่ หน้าต่างเล็กก็ไม่มีแสงสว่าง ยังต้องเปลืองเทียนไขอีก”


หากไม่ใช้กำแพงดินก็คงต้องสร้างด้วยไม้หรืออิฐ ซึ่งแพงจนหัวหน้าตระกูลรู้สึกปวดใจ


ฉินเหยาเตือนว่า “ในหมู่บ้านยังมีเงินอยู่อีกสี่สิบตำลึง”


ปวดใจยิ่งนัก!


ฉินเหยาดีใจที่ตอนนี้ตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด นางมองข้ามใบหน้าที่เจ็บปวดของเหล่าผู้อาวุโสไปแล้วตัดสินใจว่า


“สร้างด้วยอิฐนี่แหละ แข็งแรงทนทาน กันลมกันฝน จะได้ไม่ต้องซ่อมแซมทุกปี ทำให้เสร็จสมบูรณ์ในคราวเดียวไปเลย!”


“ให้แต่ละบ้านในหมู่บ้านส่งคนมาช่วยหนึ่งคน ค่าแรงงานเราจะประหยัดไปได้ไม่น้อย ส่วนอิฐกระเบื้อง คานไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง ถ้าสร้างสักสามห้อง สองห้องไว้ให้นักเรียนใช้ อีกห้องให้อาจารย์พักอาศัย คิดคร่าวๆ แล้วเงินสิบตำลึงเงินก็น่าจะเพียงพอ”


พอเห็นพวกผู้อาวุโสในตระกูลได้ยินว่าต้องใช้เงินสิบตำลึงแล้วพากันสูดลมหายใจเฮือก ฉินเหยาลุกขึ้นใช้ไม้ตายกล่าวอย่างชอบธรรมว่า


“คนโบราณกล่าวไว้ ลำบากได้แต่อย่าให้ลูกลำบาก ยากจนได้แต่อย่าให้การศึกษาต้องขัดสน!”


หัวหน้าตระกูลกะพริบตาปริบๆ เอ่ยถามขึ้นว่า “เหยาเหนียง คนโบราณที่ว่านี้คือผู้ใดหรือ”


ฉินเหยาเบิกตากว้างแล้วพูดจาเหลวไหลไปว่า “นักปราชญ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ขงจื่อ!”


กลุ่มผู้อาวุโสในตระกูลที่ไม่รู้หนังสือสักตัวพลันรู้สึกเลื่อมใสในทันที


มีเพียงหัวหน้าตระกูลที่ในวัยเด็กเคยเรียนหนังสือมาสองปีขมวดคิ้วเล็กน้อย อนิจจาที่คนชราอายุมากปูนนี้แล้ว ยังต้องพยายามนึกย้อนไปว่าในตำราเรียนวัยเด็ก ปราชญ์ขงจื่อเคยกล่าวประโยคนี้ไว้จริงหรือไม่


เห็นทุกคนไม่ได้คัดค้านอีก ฉินเหยาจึงถือว่าพวกเขาเห็นด้วยแล้วจึงหาวหวอดหนึ่ง โบกมือแล้วเลิกประชุม


หลังจากนั้น หัวหน้าตระกูลก็มาที่บ้านอดีตผู้ใหญ่บ้าน เล่าเรื่องที่วันนี้ฉินเหยาตัดสินใจใช้เงินสิบตำลึงสร้างสำนักศึกษาเองให้เขาฟัง


พอเห็นอดีตผู้ใหญ่บ้านเผยสีหน้าเจ็บปวดใจตามคาด หัวหน้าตระกูลก็ตบบ่าเขาทันทีแล้วอบรมว่า


“ท่านปราชญ์กล่าวไว้ ลำบากได้แต่อย่าให้ลูกลำบาก ยากจนได้แต่อย่าให้การศึกษาต้องขัดสน เรื่องการไปสำนักศึกษาอ่านหนังสือของเด็กๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด สหาย เจ้าต้องมองให้กว้างขึ้น พวกเราต้องมองการณ์ไกล”


อดีตผู้ใหญ่บ้านเครากระดิก เบิกตากว้าง เขาเข้าใจแล้ว นี่คือเรียนรู้ประโยคใหม่ๆมาก็เลยมาหาเขาเพื่ออวดภูมินี่เอง


แค่นเสียงกล่าวว่า “ในท้องของเจ้ามีน้ำหมึกอยู่เท่าไรข้ามีหรือจะไม่รู้ ยังจะมากล่าวว่าท่านปราชญ์กล่าวไว้อีก คำพูดที่ท่านปราชญ์เคยกล่าวไว้ เจ้าจำได้สักกี่ประโยคกัน”


แต่พอนึกถึงการตัดสินใจของฉินเหยา อดีตผู้ใหญ่บ้านก็ยิ้มออกมาอย่างโล่ง.อก “ต้องเป็นคนหนุ่มสาวจริงๆ ถึงจะมีความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ หากเป็นพวกเราคนแก่ไม่กี่คนนี้ เพียงเพราะเสียดายเงินเล็กน้อยนั่นก็คงจะทำให้เรื่องสำคัญทั้งชีวิตของเด็กๆต้องล่าช้าไปแล้ว”


หัวหน้าตระกูลแม้จะรู้สึกเจ็บปวดใจ แต่ร่างกายกลับพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์


ฉินเหยาใช้เวลาเขียนหนังสือคำร้องขอเงินอุดหนุนสำนักศึกษาโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียนตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าวันถัดมาจึงอาศัยรถม้าที่เด็กๆนั่งไปสำนักศึกษา เดินทางมายังเมืองจินสือเพื่อพบหลี่เจิ้ง


ทั้งเรื่องเงินอุดหนุน ทั้งเรื่องการสับเปลี่ยนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจากเก่าเป็นคนใหม่ของหมู่บ้านตระกูลหลิว


พอเห็นฉินเหยาถือตราทองแดงของผู้ใหญ่บ้านมาด้วย รอยยิ้มอันอบอุ่นบนใบหน้าของหลี่เจิ้งก็พลันแข็งค้าง เขามองสำรวจฉินเหยาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความตกตะลึง


เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหัวเราะออกมาด้วยความประหลาดใจพลางเชิญนางเข้าไปนั่งในบ้าน


เดินไปพลางก็หันกลับไปมองตราทองแดงที่เอวของฉินเหยา “ครานั้นที่ข้าไปเรียนรู้การดำนาที่หมู่บ้านของพวกเจ้า เขาก็บอกว่าอยากจะวางมือแล้ว ข้ายังนึกว่าเขาพูดเล่นเสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะเร็วถึงเพียงนี้”


อีกทั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ยังเป็นคนที่เขาคาดไม่ถึงด้วย


ฉินเหยาแย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า “ท่านหลี่เจิ้ง ผู้เยาว์ยังด้อยประสบการณ์นัก วันข้างหน้าคงต้องขอให้ผู้อาวุโสเช่นท่านช่วยชี้แนะให้มากแล้ว”


หลี่เจิ้งพยักหน้า สายตามองไหเหล้าหนึ่งไห ห่อชาหนึ่งห่อและขนมอีกสองห่อที่ฉินเหยายื่นให้ มุมปากยกขึ้นอีกเล็กน้อย “นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว”


“เพียงแต่นับตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนจนถึงบัดนี้ ข้ายังไม่เคยเห็นสตรีเป็นผู้ใหญ่บ้านมาก่อน เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจยิ่งนัก” หลี่เจิ้งกล่าวกึ่งจริงจังกึ่งล้อเลียน


ฉินเหยาแย้มยิ้มอีกครั้ง นางไม่ได้อธิบาย แต่เข้าเรื่องโดยตรง หยิบหนังสือคำร้องที่ตนเขียนขึ้นเองออกมาแล้วถามหลี่เจิ้งว่าใช้ได้หรือไม่ สามารถส่งไปยังจวนที่ว่าการอำเภอได้หรือเปล่า


หลี่เจิ้งผายมือให้ฉินเหยานั่งลง ส่วนตนเองก็ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาข้างประตู อาศัยแสงตะวันอ่านหนังสือคำร้องฉบับนี้จนจบ


เมื่อก่อนผู้ใหญ่บ้านคนเก่าไหนเลยจะเขียนหนังสือคำร้องอะไรเป็น มีเรื่องอะไรก็อาศัยเพียงปากมาบอกกล่าวแก่เขา เรื่องใดที่ต้องรายงานเบื้องบนล้วนเป็นหลี่เจิ้งที่เขียนด้วยตนเองทั้งสิ้น


พอฉินเหยายื่นหนังสือคำร้องฉบับนี้มา หลี่เจิ้งก็เหลือบมองนางอีกครา


พลันรู้สึกว่าการที่สตรีขึ้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน ดูเหมือนจะมิใช่เรื่องใหญ่อะไรจริงๆ ขอเพียงมีความสามารถ จะเป็นบุรุษหรือสตรีแล้วจะต่างกันอย่างไรเล่า


ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ของหมู่บ้านตระกูลหลิวในตอนนี้ ยังดีกว่าพวกผู้ใหญ่บ้านที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในหมู่บ้านอื่นเป็นไหนๆ


พอมาดูหนังสือคำร้องฉบับนี้ก็ไม่ได้มีประโยคที่ใช้ถ้อยคำสละสลวยมากมาย ล้วนเป็นภาษาพูดที่เรียบง่ายและชัดเจน แม้ลายมือจะไม่นับว่า.งดงาม ทว่าก็เป็นระเบียบเรียบร้อย อ่านแล้วเข้าใจได้ในทันที


เรื่องแรกนางชี้แจงถึงเหตุผลที่เขียนหนังสือคำร้องฉบับนี้ จากนั้นก็กล่าวถึงเรื่องที่หมู่บ้านตระกูลหลิวจะสร้างสำนักศึกษา


สถานที่ตั้งของสำนักศึกษา ขนาดพื้นที่โดยประมาณ ค่าใช้จ่าย ตลอดจนในอนาคตจะเปิดใช้งานอย่างไรเป็นต้นล้วนเขียนไว้อย่างชัดเจนทั้งหมด


ในตอนท้าย ยังกล่าวย้ำถึงความสำคัญของสำนักศึกษาแห่งนี้ที่มีต่อชาวบ้านตระกูลหลิวทั้งหมู่บ้านซึ่งเกี่ยวข้องกับอนาคตอันแข็งแกร่งของแคว้นเซิ่ง เป็นการยกระดับใจความสำคัญของหนังสือคำร้องทั้งฉบับขึ้นไปอีกขั้น


เมื่อหลี่เจิ้งอ่านจบก็ทั้งประหลาดใจระคนยินดี


สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ไม่นึกว่าฉินเหยาจะสามารถเขียนหนังสือคำร้องได้ดีถึงเพียงนี้


ส่วนที่น่ายินดีก็คือ รูปแบบของหนังสือคำร้องฉบับนี้ วันข้างหน้าตนก็สามารถลอกไปใช้ได้และไม่ต้องกลัดกลุ้มกับการเขียนหนังสือคำร้องอีกต่อไปแล้ว!


ฉินเหยาลอบสังเกตสีหน้าเล็กๆน้อยๆของหลี่เจิ้ง ปฏิกิริยาทั้งหมดของเขาล้วนอยู่ในสายตาของนาง มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามหยั่งเชิงไปว่า


“หลี่เจิ้ง ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้าง”


หลี่เจิ้งตอบกลับเพียงคำเดียวว่า “ดี!”


ตอนที่ 463: อิทธิพลที่ค่อยๆแทรกซึมมาตลอดหลายปี


หลี่เจิ้งมองหนังสือคำร้องอย่างเสียดายอีกสองครั้ง ถึงได้คืนหนังสือคำร้องให้ฉินเหยา


“ในช่วงสองวันนี้ข้าไม่ว่าง หากเจ้ารีบก็สามารถไปส่งที่ที่ว่าการอำเภอเองได้”


หากเป็นคนอื่น หลี่เจิ้งคงไม่พูดเช่นนี้


แต่ฉินเหยาและนายอำเภอซ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในอำเภอไคหยางนั้นไม่ใช่ความลับอีกต่อไป เขาจึงได้ให้คำแนะนำเช่นนี้


ฉินเหยาก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่เกรงใจที่หลี่เจิ้งอยู่ด้วยจึงไม่ดีที่จะข้ามหน้าข้ามตา เป็นการไว้หน้าเขาอยู่สองส่วน ถึงได้ไม่ไปที่จวนที่ว่าการอำเภอโดยตรง


ตอนนี้เมื่อหลี่เจิ้งพูดเช่นนี้แล้ว นางจึงถือโอกาสตอบตกลง


ถือโอกาสที่เวลายังเช้าอยู่จึงกล่าวลาหลี่เจิ้งแล้วมุ่งหน้าไปยังจวนที่ว่าการอำเภอทันทีเพื่อยื่นหนังสือคำร้อง


ซ่งจางได้รับรายงานจากคนที่ว่าการอำเภอก็ออกมาดูความสนุกด้วยตนเอง


เขาไม่ได้สวมชุดขุนนาง ไม่ได้ออกมาต้อนรับ เพียงแค่ยืนอยู่ด้านหลังเสมียนน้อยที่รับผิดชอบเรื่องเงินอุดหนุนสำนักศึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแล้วจ้องมองการทำงานของอีกฝ่าย


เสมียนน้อยตัวสั่นงันงก แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว!


นายอำเภอจ้องมองอยู่ ใครจะกล้าให้ฉินเหยาทำตามขั้นตอนที่ซับซ้อนเล่า


เขาจึงนำตัวนางเข้าไปในห้องทำงานโดยตรง หยิบหนังสือคำร้องมา พลิกไปพลิกมาดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วบันทึกเข้าระบบของที่ว่าการอำเภอ


เสมียนน้อยกล่าวอย่างเกรงใจ “ฉินเหนียงจื่อ ตอนนี้ที่ว่าการอำเภอได้รับหนังสือคำร้องแล้ว หลังจากสำนักศึกษาในหมู่บ้านของพวกท่านสร้างเสร็จ ท่านค่อยส่งคนมาแจ้งอีกครั้ง ทางที่ว่าการอำเภอจะกำหนดวันเพื่อไปตรวจสอบที่หมู่บ้านของพวกท่าน หากสำนักศึกษาไม่มีปัญหาอะไรก็จะคัดเลือกอาจารย์ให้ท่านหนึ่งและมอบเงินอุดหนุนสำหรับจ้างงานให้ยี่สิบตำลึง…”


เสมียนน้อยอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้ฉินเหยาฟังอย่างละเอียด


พูดจบก็ถามอย่างเกรงใจว่านางยังมีอะไรไม่เข้าใจอีกหรือไม่ เขาสามารถอธิบายให้นางฟังอย่างละเอียดได้อีก


ฉินเหยาเหลือบมองซ่งจางที่ยืนอยู่ด้านหลังของอีกฝ่ายแล้วมองเหงื่อเม็ดเล็กเต็มหน้าผากของเสมียนน้อยพลางพยักหน้าบอกว่าไม่มีแล้ว


เสมียนน้อยพลันถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก ไม่ได้ไล่นางไป แต่ให้นางพักผ่อนคลายร้อนในที่ว่าการอำเภอแล้วรีบหนีไปอย่างรวดเร็ว


ฉินเหยาได้แต่ส่ายหน้า อดที่จะหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้ “ไม่นึกเลยว่าวันนี้ข้าจะได้อาศัยบารมีผู้อื่นด้วย”


ซ่งจางชี้ไปที่ตราทองแดงตรงเอวของนางแล้วถามข้อสงสัยที่เขาอัดอั้นมานาน


“ตรานี่เจ้าได้มาอย่างไร ข้าไม่ยักรู้ว่าใต้อาณัติของอำเภอไคหยางยังมีหมู่บ้านที่เปิดกว้างถึงเพียงนี้ ยอมให้สตรีแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านกับบุรุษ แถมยังให้สตรีผู้นี้ชนะด้วย”


ฉินเหยาเลียริมฝีปากที่แห้งผากเล็กน้อยแล้วพูดอย่างมีเหตุผล “ท่านเลี้ยงเครื่องดื่มเย็นๆข้าสักถ้วย รอให้ข้าชุ่มคอแล้วจะค่อยๆเล่าให้ท่านฟังอย่างละเอียด ดีหรือไม่”


ซ่งจางรีบยกมือทำท่าเชิญทันที “ไป!”


เขาเดินนำหน้าไปก่อนราวกับทนรอไม่ไหวแล้ว ฝีเท้าไวราวกับลมพัด เดินออกไปอย่างรวดเร็ว


ฉินเหยาคิดว่าเขาจะพานางไปที่ร้านค้าเสียอีก แต่ใครจะคิดเล่าว่าเขาจะตรงไปที่จวนซ่ง


เมื่อเห็นสีหน้าดูแคลนของฉินเหยาที่ราวกับจะบอกว่า ‘ท่านขี้เหนียวเกินไปหน่อยหรือไม่’ ซ่งจางก็อธิบาย


“เครื่องดื่มเย็นนั่นถ้วยละตั้งห้าสิบหกสิบเหวิน ด้วยเบี้ยหวัดอันน้อยนิดของนายอำเภออย่างข้าดื่มไม่ไหวหรอก”


“แต่เมื่อเช้าพี่สาวข้าต้มน้ำบ๊วยเอาไว้ แช่เย็นในบ่อน้ำอยู่หลายชั่วยามแล้ว น่าจะคล้ายกับเครื่องดื่มเย็นนั่น เจ้าอยากดื่มกี่ถ้วยก็ได้ ไม่ใช่ว่าคุ้มกว่าหรือ”


ฉินเหยา “ท่านพูดเก่ง ท่านมีเหตุผล”


ตะวันยามต้นเดือนห้านี้ ช่วงเที่ยงวันแดดร้อนจนหนังศีรษะแทบจะลุกไหม้


คนรับใช้ในจวนซ่งยกน้ำบ๊วยมาสองถ้วย ในถ้วยมีไอเย็นลอยอวลออกมา ฉินเหยายกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ไม่ได้ด้อยไปกว่าเครื่องดื่มเย็นนั่นเลย พลันรู้สึกสดชื่นไปทั้งตัว


ส่วนถ้วยที่เหลือก็ใช้ช้อนค่อยๆชิมลิ้มรส เล่าเรื่องราวการแข่งขันที่ศาลบรรพชนหมู่บ้านตระกูลหลิวเมื่อวันก่อนให้ซ่งจางฟังเหมือนกำลังเล่านิทาน


ซ่งจางประหลาดใจเล็กน้อย “ราบรื่นถึงเพียงนี้เชียวหรือ”


อินเยว่โพล่งออกมาสองสามประโยค ชาวบ้านก็เปลี่ยนใจแล้วอย่างนั้นหรือ


ซ่งจางรู้สึกเหมือนกำลังฟังงิ้วอยู่ รู้สึกว่าฉินเหยาปิดบังข้อมูลสำคัญบางอย่างเอาไว้


แต่ฉินเหยาไม่ได้ปิดบังอะไรเลยสักนิดแล้วเรื่องนี้มันราบรื่นตรงไหนกัน


นางใช้เวลาหลายปีค่อยๆเปลี่ยนแปลงและลดอคติที่ชาวบ้านมีต่อสตรีลงอย่างช้าๆ สนับสนุนให้สตรีมีความมั่นใจและเข้มแข็งจนวันนี้ถึงได้รับตราทองแดงของผู้ใหญ่บ้านมาโดยชอบธรรม


แน่นอนว่าเรื่องนี้ นางต้องยกความดีความชอบครั้งใหญ่ให้อินเยว่!


เดี๋ยวอีกสักครู่นางจะไปสอบถามที่ร้านยาบนถนนดูว่า มียาขี้ผึ้งลบรอยแผลเป็นดีๆอะไรบ้าง


“ใต้เท้าทราบหรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ ข้าต้องใช้ความพยายามมากเพียงใดจึงจะได้รับคะแนนเสียงจากสตรีทั้งหมู่บ้านในครั้งนี้”


ฉินเหยานับนิ้วพลางแจกแจงให้ซ่งจางฟัง “ก่อนที่โรงงานเครื่องเขียนจะก่อตั้ง ที่นี่เคยเป็นเพียงโรงงานเล็กๆมาก่อน มีอวิ๋นเหนียงเป็นช่างฝีมือสตรีเพียงคนเดียว เพราะนางเรียนรู้งานไม้มาจากบิดา”


“ต่อมามีการเกณฑ์แรงงาน แต่ในหมู่บ้านไม่มีบุรุษ พวกสตรีจึงเข้ามาทำแทน โรงงานจึงไม่ล่ม”


“หลังจากนั้น โรงงานเครื่องเขียนก็รับสมัครช่างฝีมือสตรีมาเพิ่มอีกหลายคน ทั้งยังสร้างช่องทางทำเงินให้แก่สตรีในหมู่บ้านโดยรอบ อิทธิพลที่ค่อยๆแทรกซึมมาตลอดหลายปี บวกกับความสามารถอันโดดเด่นของข้าเองจึงเอาชนะคู่แข่งเหล่านั้นและบุกเบิกเส้นทางสายใหม่ขึ้นมาได้!”


ทุกเรื่องที่ทำมาทั้งหมดนี้ หากขาดไปแม้เพียงเรื่องเดียว นางก็คงไม่ได้รับตราทองแดง


แต่พอเทียบกันแล้ว คนอย่างหลิวต้าฝูและหลิวหยางทำอะไรไว้น้อยกว่านางนัก ความสามารถก็ไม่เก่งกาจเท่านาง แต่กลับมีชื่อเป็นผู้ท้าชิงได้อย่างง่ายดาย


จริงสิ ยังมีหลิวจี้อีกคน ขนาดตัวไม่อยู่ในหมู่บ้านแท้ๆ ยังมีชื่อติดเข้ามาได้ คิดแล้วมันน่าโมโหจนต้องหัวเราะออกมา


ฉินเหยายกน้ำบ๊วยขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วยจึงค่อยรู้สึกว่าเพลิงโทสะในอกบรรเทาลงบ้าง


ซ่งจางสัมผัสได้ถึงเพลิงโทสะที่คุกรุ่นจากตัวนาง แม้จะรู้ว่าไม่ได้มุ่งตรงมาที่ตนก็อดประหม่าจนต้องลอบกลืนน้ำลายไม่ได้


แต่ว่า…


“ที่เจ้ากล่าวว่า ‘อิทธิพลที่ค่อยๆแทรกซึมมาตลอดหลายปี’ นั้น หมายความว่าอย่างไรรึ”


ฉินเหยาแย้มยิ้มพลางเอ่ยถามเชิงหยั่งท่าที “ใต้เท้าไม่หวั่นเกรงว่าสตรีจะขึ้นมามีอำนาจแทนหรือเจ้าคะ”


ซ่งจางส่ายหน้า แย้มยิ้มบางเบา ทว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หากต้องเสียอำนาจให้สตรีเช่นเจ้าแล้วมันจะทำให้ขุนนางชั่วที่ขูดรีดราษฎรลดน้อยลงไปได้บ้าง ข้าก็ยินดีเป็นล้นพ้น”


เขายังกล่าวเสริมอีกว่า “อันที่จริงเจ้ากับข้าต่างก็เป็นคนเหมือนกัน ศัตรูที่แท้จริงของเราไม่ใช่กันและกัน แต่เป็นเหล่าคนชั่วที่คิดร้ายต่อเราต่างหาก เราไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ประโยคเมื่อครู่ของซ่งจางดูเหมือนจะแฝงความนัยบางอย่าง


นางเอ่ยชมจากใจจริง “ใต้เท้า ในบรรดาคนที่ข้าเคยพบเจอมาทั้งหมด ท่านนับว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจกว้างขวางที่สุด!”


ซ่งจางหัวเราะเสียงดังลั่น นานๆจะได้ฟังคำชมจากฉินเหยาสักครั้ง เขาจึงอดที่จะดีใจไม่ได้จริงๆ


แต่จะว่าไปแล้ว “เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่า ‘อิทธิพลที่ค่อยๆแทรกซึมมาตลอดหลายปี’ นั้นหมายความว่าอย่างไร”


ฉินเหยาเลื่อนถ้วยเปล่าไปตรงหน้า “ขอน้ำบ๊วยอีกถ้วยเจ้าค่ะ ดื่มหมดแล้วจะเล่าให้ฟัง”


แค่น้ำบ๊วยถ้วยเดียว จะไปยากอะไร


ซ่งจางส่งถ้วยให้สาวใช้ ไม่เพียงสั่งให้นางเติมจนเต็ม แต่ยังให้ไปนำไหมาบรรจุอีกหนึ่งไหเพื่อให้ฉินเหยาห่อกลับไปด้วย


“คราวนี้บอกได้แล้วกระมัง” ซ่งจางถามอย่างนึกขัน


ฉินเหยาพยักหน้าแล้วจึงเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เขาฟัง


นิทานที่บัณฑิตทุกคนล้วนรู้จักกันดี…เรื่องมารดาเมิ่งย้ายบ้านสามครั้ง


นิทานเรื่องนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่มีต่อการเติบโตของคนคนหนึ่ง


และสภาพแวดล้อมที่ว่านี้ นอกจากจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว มนุษย์ก็สามารถสร้างและแทรกแซงได้เช่นกัน


เพียงแต่ว่ายิ่งพื้นที่กว้างขวางมากเท่าไร ความยากก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น


ทว่าหากพื้นที่เล็กๆแต่ละแห่งมารวมกันเข้าก็จะกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ใหญ่ขึ้นได้


“ข้าไม่ได้ทำอะไรมากมาย เพียงแค่ให้เหล่าสตรีในหมู่บ้านได้ลองทำในสิ่งที่พวกนางคิดว่าทำไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วกลับทำได้ ทั้งยังทำได้ดีมากเสียด้วย”


พอพูดจบ น้ำบ๊วยถ้วยที่สามก็หมดลงพอดี


ฉินเหยาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับมุมปากอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหยิบน้ำบ๊วยไหที่สาวใช้เตรียมไว้ให้เป็นพิเศษแล้วลุกขึ้นขอตัวลา


เมื่อนางเดินออกจากประตูใหญ่ของจวนซ่ง ซ่งจางยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะหินตัวที่ทั้งสองนั่งดื่มกันเมื่อครู่ราวกับสติหลุดลอยไป


ตอนที่ 464: นางมาร


ฉินเหยาเดินออกจากจวนซ่ง แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดกระทบราวกับจะโอบล้อมนางไว้ด้วยอุณหภูมิที่ร้อนระอุ ความร้อนแรงนั้นช่างน่าหวั่นใจ


ฉินเหยาประคองไหน้ำบ๊วยในอ้อมแขน รีบหลบเข้าไปใต้ชายคาของร้านค้าแล้วอาศัยร่มเงาเดินเข้าไปในโรงหมอเพียงแห่งเดียวของเมือง


ท่านหมอใหญ่ไม่อยู่ มีเพียงเด็กจัดยาสองคนดูแลร้านและช่วยจัดยาให้ลูกค้าตามใบสั่งยา


มีคนต่อแถวรอรับยาอยู่มากมาย ที่นี่ไม่มีระบบคิวหรือการนัดหมายล่วงหน้า ฉินเหยาจึงยืนรออยู่ในโถงพักหนึ่ง เมื่อเห็นเด็กจัดยาคนหนึ่งว่างลงก็รีบเข้าไปสอบถามเรื่องยารักษาแผลเป็นทันที


เด็กจัดยาคนนั้นรับแขกมาทั้งวันแล้วจึงเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “แผลเป็นจากอะไร แมลงกัดต่อยหรือว่าพิษจากต้นไม้ใบหญ้า ถ้าเป็นพิษจากต้นไม้ใบหญ้า ต้องพาคนไข้มาด้วย เราไม่กล้าจัดยาให้ส่งเดช”


“แผลไฟไหม้” ฉินเหยายังคงกล่าวด้วยท่าทีเป็นมิตรพร้อมกับทำท่าทางบอกขนาดของแผลเป็นและลักษณะที่เป็นอยู่ตอนนี้


เด็กจัดยาสะดุ้งเล็กน้อย “เป็นที่ใดหรือ”


ฉินเหยาตอบ “ใบหน้า ด้านซ้าย”


เด็กจัดยาขมวดคิ้วมุ่น “เหตุใดจึงโดนที่ใบหน้าเล่า เป็นมานานเท่าใดแล้ว แผลเป็นนี่ค่อนข้างใหญ่นะ…หนังใหม่ขึ้นแล้วหรือยัง เคยลองจับดูหรือไม่”


ฉินเหยาบอกเพียงว่าเป็นอุบัติเหตุถูกไม้ฟืนลวกเอา ส่วนเรื่องอื่นนางไม่ทราบแน่ชัด แต่ดูเหมือนว่าผิวหนังใหม่ยังขึ้นไม่เต็มที่ดี


นางเห็นอินเยว่ใช้มือลูบใบหน้าและขมวดคิ้วอยู่หลายครั้ง


อีกทั้งวิธีการรักษาของเสาเย่าในตอนนั้นก็ทั้งหยาบกระด้างและไม่ละเอียดอ่อน ฉินเหยาจึงสังหรณ์ใจว่าแผลไฟไหม้นั้นยังไม่หายดี


เมื่อได้ฟังคำอธิบายของนาง เด็กจัดยาก็กลอกตาอย่างระอา “พวกท่านนี่ช่างใจเย็นกันเสียจริง บาดเจ็บจนป่านนี้แล้วเพิ่งจะคิดมาหาหมอเพื่อจัดยา ถ้าแผลไฟไหม้มันใหญ่ขนาดนั้นจริง นอกจากจะมีเซียนมาเปลี่ยนผิวหนังให้ใหม่ มิเช่นนั้นแผลเป็นไม่มีทางหายไปได้แน่!”


“ข้าให้ได้แค่ยาขี้ผึ้งรักษาแผลไฟไหม้ อย่างมากก็แค่ช่วยไม่ให้ผิวหนังอักเสบเน่าเปื่อยขึ้นมาอีก จะเอารึไม่เอา”


ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าจัดยาขี้ผึ้งมาให้ข้าเถิด ข้าจะลองนำกลับไปให้นางใช้ดูก่อน”


“บ้านเจ้าอยู่ที่ใดหรือ” เด็กจัดยาเอ่ยถามขณะจรดพู่กันลงบนใบสั่งยา


ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างระแวดระวัง เขากลอกตาอีกครั้ง “อย่าคิดมากน่า ข้าแค่จะบอกว่าถ้าบ้านเจ้าอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอ คราวหน้าพาคนเจ็บมาที่โรงหมอให้ท่านอาจารย์ข้าดูอาการหน่อยก็ดี”


เขาตวัดพู่กันสองสามครั้งก็เขียนใบสั่งยาเสร็จ ยื่นให้ฉินเหยาแล้วชี้ไปยังโต๊ะคิดเงินทางซ้ายที่มีคนต่อแถวยาวเหยียด “ไปรับยาตรงนั้น นอกจากยาขี้ผึ้งที่ช่วยลดอักเสบขับพิษแล้ว ข้ายังสั่งยาสำหรับรับดื่มให้อีกสองชุด อย่าลืมกำชับคนเจ็บด้วยว่าห้ามกินของเผ็ดร้อนหรือของแสลง”


ฉินเหยาหยิบใบสั่งยาขึ้นมาดู ลายมือหวัดเสียจนคนธรรมดาอย่างนางดูไม่อาจเข้าใจจึงเลิกล้มความพยายาม


“ยาสำหรับดื่มนี้ต้องทำอย่างไรหรือแล้วของแสลงที่ว่ามีอะไรบ้าง” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจจริงๆ


เด็กจัดยาคนนั้นเมื่อให้ใบสั่งยาแล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เอนกาย รินชาให้ตัวเองแล้วยกขึ้นดื่มโดยไม่สนใจคำถามของฉินเหยาแม้แต่น้อย


เมื่อครู่เห็นท่าทีไม่สบอารมณ์ของเขา ฉินเหยาก็นึกว่าคงเพราะตรวจคนไข้มามากจึงพยายามอดทนไว้ อย่างไรเสียเขาก็ยังทำหน้าที่ซักถามอาการคนไข้อยู่


แต่ท่าทีเช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไร


คนไข้ถามแต่หมอกลับไม่ตอบ นี่เป็นยาที่ต้องกินเข้าไปในร่างกาย เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย จะปล่อยให้เขาละเลยดูแคลนเช่นนี้ได้อย่างไร


ฉินเหยาบันดาลโทสะ ตบใบสั่งยาลงบนโต๊ะคิดเงินเสียงดังปัง!


เสียงดังราวกับฟ้าร้องทำให้ถ้วยชาในมือของเด็กจัดเยาสั่นไหว น้ำชาหกกระจาย เขาตกใจจนรีบลุกขึ้น แต่เพราะเป็นเก้าอี้เอนจึงเสียหลักล้มกลับลงไปอีกครั้ง น้ำชาสาดรดเต็มตัว สภาพดูไม่ได้


เด็กจัดยาร้องออกมาอย่างหัวเสีย กำลังจะอาละวาดก็พลันเงยหน้าขึ้นสบตากับสตรีที่เมื่อครู่ยังมีใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทีนอบน้อม บัดนี้นางจับจ้องมาที่เขาอย่างเย็นชา แววตาคมกริบดุจน้ำแข็ง


ฉินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง ยานี้ต้องต้มอย่างไรและของแสลงที่ห้ามกินมีอะไรบ้าง”


เด็กจัดยารู้สึกว่าตนเองคงป่วยเป็นไข้แดดเป็นแน่ มิเช่นนั้นเหตุใดตอนนี้เขาถึงได้ปากคอแห้งผาก หัวใจเต้นระรัว ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเล่า


“เจ้าเป็นใบ้รึ” ฉินเหยารออยู่ชั่วอึดใจ แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ดวงตาของนางก็หรี่ลงอย่างน่ากลัวราวกับพยัคฆ์ร้ายที่เตรียมจะกระโจนเข้าขย้ำเหยื่อให้แหลกเป็นชิ้นๆ


เด็กจัดยาตัวสั่นเทิ้ม ในจินตนาการบังเกิดภาพปากเสือที่โชกเลือดน่ากลัว เขาตอบออกไปตามสัญชาตญาณ


“ใบสั่งยา…ในใบสั่งยาเขียนไว้แล้ว หนึ่งห่อต้มดื่มได้สามวัน วันละสองครั้ง สองห่อก็ดื่มได้หกวัน…”


ฉินเหยาเหลือบตามองใบสั่งยาที่ลายมือหวัดยุ่งเหยิง ขานรับเสียงเรียบแล้ววิจารณ์เบาๆ “ลายมือหวัดเกินไป อ่านไม่ออก คราวหน้าจำไว้ว่าให้เขียนให้เรียบร้อยกว่านี้”


เด็กจัดยารีบรับคำ “ขอรับ…ขอรับ คราวหน้าข้าจะแก้ไขแน่นอน”


พอตอบเสร็จ เขาก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจอีกครั้ง ไม่นึกว่าตนเองจะคล้อยตามคำพูดของนางเช่นนี้


ฉินเหยาจุปากเบาๆ รอฟังคำตอบของคำถามถัดไป


เด็กจัดยากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในที่สุดก็นึกขึ้นได้ว่าต้องยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้เอน


พอวิสัยทัศน์สูงขึ้น ความรู้สึกกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็ดูเหมือนจะลดน้อยลงไปมาก เขากำชับด้วยความจริงจังว่า


“ต้นหอม ขิง และเนื้อสัตว์ที่มีฤทธิ์ร้อนล้วนเป็นของแสลง หากคิดว่ายุ่งยากนัก ต้มโจ๊กขาวจะดีที่สุด”


พูดจบก็มองฉินเหยาด้วยสายตาคาดหวัง ขาดก็แต่เพียงเอ่ยถามว่า ‘ท่าทีเช่นนี้เจ้าพอใจแล้วหรือไม่’


ฉินเหยาพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ “เอาล่ะ คราวนี้ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจมาก”


“จริงสิ!” นางหันกลับมาอย่างกะทันหัน เด็กจัดยาที่กำลังจะผ่อนลมหายใจก็ถึงกับกลั้นหายใจในทันที แข็งทื่อไปทั้งร่าง


นางกล่าวว่า “อย่าลืมไปสวดปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรให้มากขึ้นหน่อย”


เด็กจัดยาชะงักไป หมายความว่าอย่างไร


ฉินเหยาเอ่ยทีละคำ “ฝึก! จิต!”


ฉินเหยาถือใบสั่งยาเดินไปต่อแถวรับยา เด็กจัดยาพลันหมดเรี่ยวแรงฟุบหน้าลงกับโต๊ะคิดเงินพลางหอบหายใจอย่างหนัก


หัวใจดวงน้อยๆของเขากระหน่ำเต้นรัวราวกับจะกระดอนออกมาจากลำคอเสียให้ได้


เขาเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัยใคร่รู้ อยากจะเห็นว่ากลิ่นอายความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างของนางนั้นจางลงแล้วหรือยัง


ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะราวกับมีตาหลัง นางหันขวับกลับมาทันที เด็กจัดยาตกใจจนรีบย่อตัวลงไปหลบหลังโต๊ะคิดเงิน


โต๊ะคิดเงินที่สูงใหญ่ช่วยบดบังสายตาคมกริบคู่นั้นเอาไว้ เด็กจัดยากอดเข่าขดตัวสั่นสะท้าน


ในใจกรีดร้อง ‘เหตุใดในโลกนี้ถึงมีสตรีที่น่ากลัวถึงเพียงนี้ได้!’


ฉินเหยามองมวยผมที่สั่นระริกซึ่งโผล่ออกมาจากหลังโต๊ะคิดเงินโดยไม่ตั้งใจ นางยักไหล่แล้วละสายตากลับมา


คาดไม่ถึงเลยว่าคนที่เคยต่อแถวอยู่ข้างหน้านางก่อนหน้านี้จะหลีกทางให้หมดตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ราวกับกำลังหลบหนีสัตว์ร้ายที่น่ากลัวอย่างนั้น


มุมปากของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย เอาเถอะ เช่นนั้นก็ถือโอกาสแซงแถวเลยแล้วกัน


แต่เบื้องหน้าของนางกลับว่างเปล่า ไม่มีคิวให้แซงแล้ว มีเพียงพี่ชายเด็กจัดยาที่ยืนฝืนทำใจสงบอยู่หน้าตู้ยาเท่านั้น


ฉินเหยารู้สึกว่าเมื่อครู่ตนเองวางท่ามากเกินไปจึงกระแอมไออย่างไม่เป็นธรรมชาติสองสามครั้ง เก็บกลิ่นอายของตนลงแล้วเผยรอยยิ้มที่คิดว่านุ่มนวลที่สุดพร้อมกับยื่นใบสั่งยาไปให้ “รับยา ทั้งหมดเท่าใดหรือ”


“สามเฉียนขอรับ”


สมแล้วที่เป็นพี่ชายเด็กจัดยา อาวุโสกว่า ประสบการณ์ก็มากกว่า เคยพบเจอคนประหลาดมาทุกรูปแบบ สายตาของเขาไม่วอกแวก มือไม่สั่น เขาห่อยาทั้งสองชุดอย่างดีแล้วยื่นให้นางพร้อมกับยาขี้ผึ้งลดอักเสบขับพิษตลับเล็ก


“ขอบใจ” ฉินเหยาวางเงินลง มือหนึ่งประคองไหน้ำบ๊วย อีกมือหนึ่งก็ถือห่อยาแล้วเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี


หารู้ไม่ว่าในวันรุ่งขึ้น ทั่วทั้งอำเภอไคหยางก็มีเรื่องราวของนางมารฆ่าคนเล่าลือกันไปทั่ว


ว่ากันว่าวันนั้นที่โรงหมอมีนางมารฆ่าคนผู้หนึ่งอุ้มไหใส่ศีรษะคนมา นางปลอมตัวมาเพื่อรับยา แต่แท้จริงแล้วต้องการใช้ยามาทำลายศพเพื่ออำพรางคดี


ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าไหใบนั้นยังมีน้ำเลือดสีแดงซึมออกมาด้วย ทำเอาเด็กเล็กในเมืองไม่กล้าร้องไห้ยามค่ำคืน เพราะกลัวว่าจะถูกนางมารฆ่าคนจับยัดใส่ไหแล้วใช้สมุนไพรละลายให้กลายเป็นน้ำเลือด…


หลายวันต่อมาเมื่อฉินเหยาได้ยินนิทานที่ไม่รู้ว่าเป็นฉบับที่เท่าไรแล้วจากปากของผู้อื่น นางก็ถึงกับขมวดคิ้ว เหตุใดนางถึงไม่ยักรู้ว่าตนเองชอบกินเด็กด้วย


ตอนที่ 465: ดูแนวทาง


“ผู้ใหญ่บ้าน!”


ลุงเก้าตะโกนเรียกจากกลางลานโล่งที่เพิ่งถางหญ้าออกไป


ฉินเหยาได้สติกลับคืนมาพลางหัวเราะเยาะตนเองอยู่ในใจ นางนำแบบร่างฉบับง่ายที่ร่างขึ้นเองไปให้ลุงเก้าดู ทั้งสองคนก็ช่วยกันกำหนดทิศทางการก่อสร้างสำนักศึกษาแห่งใหม่คร่าวๆ


แต่พอเป็นรายละเอียดยิบย่อย เช่น การจัดวางผังของสำนักศึกษา ลุงเก้าเองก็จนปัญญาเช่นกัน


“ให้ข้าไปดูแนวทางที่สำนักศึกษาตระกูลติงสักหน่อยดีหรือไม่” ฉินเหยาลองเอ่ยถามเชิงหยั่งท่าที


ลุงเก้ารอคอยคำนี้จากนางอยู่แล้ว เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “ทางนี้ข้าดูแลเอง เจ้าวางใจไปลอกแบบแปลนของสำนักศึกษาตระกูลติงกลับมาได้เลย”


“ลอกอะไรกัน นั่นไม่เรียกว่าลอกเสียหน่อย เรียกว่าดูแนวทางต่างหาก!” ฉินเหยาแก้คำพูดของเขาอย่างจริงจัง


ลุงเก้าไม่รู้ว่าสองคำนี้มันต่างกันอย่างไร จะเรียกอย่างไรก็ช่างเถิด ขอเพียงได้แบบมาก็พอ


เรื่องการจัดซื้อวัสดุก่อสร้าง ฉินเหยามอบหมายให้หลิวจ้งไปจัดการพร้อมกันนั้นก็ให้ซื้อวัสดุสำหรับสร้างบ้านใหม่ของนางมาด้วยในคราวเดียว ซื้อของเยอะจะได้ประหยัดเงินไปได้บ้าง


ตอนนี้ลุงเก้ากำลังนำชาวบ้านที่ว่างงานมาช่วยกันวางรากฐานที่นี่ เด็กๆในหมู่บ้านที่พอจะถือจอบไหวก็กระตือรือร้นมาช่วยงานเช่นกัน เพียงเพื่อหวังจะได้เหรียญรางวัลที่ฉินเหยาเคยสัญญาไว้


ชาวบ้านไม่เคยเห็นลูกหลานของตนเชื่อฟังและรู้ความเช่นนี้มาก่อน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพอสร้างสำนักศึกษาแล้วช่างแตกต่างไปจริงๆ แม้แต่เด็กๆในหมู่บ้านก็ยังเชื่อฟังมากขึ้น


ตอนนี้ที่นี่ไม่มีงานหนักอะไรให้ฉินเหยาต้องทำแล้ว นางมองดูตะวันที่เพิ่งจะเลยเที่ยงวันไป หากออกเดินทางไปจวนตระกูลติงตอนนี้ ในตอนเย็นก็ยังทันรับเด็กๆกลับมาพอดี


เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ฉินเหยากำชับลุงเก้าและคนอื่นๆ ให้บุกเบิกพื้นที่ตามแบบแปลนที่นางวางไว้ก่อนแล้วจึงปลีกตัวออกมา


เมื่อเช้านี้พอหลิวเหล่าฮั่นเห็นว่าที่สำนักศึกษาเริ่มมีการขุดดินแล้ว ประกอบกับงานในไร่นาก็เสร็จไปเกือบหมด เขาจึงเรียกเหล่าลูกพี่ลูกน้องมาดูที่ที่บ้านของฉินเหยา


งานนี้มีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจอยู่บ้าง เหล่าผู้เฒ่าไปยืมจานเทียบทิศมาจากหัวหน้าตระกูลแล้วเดินไปมาบนที่ว่างหลังบ้าน ครู่หนึ่งก็กำหนดตำแหน่งทีหนึ่ง วุ่นวายกันอยู่ครึ่งค่อนเช้า ในที่สุดก็กำหนดทิศทางของตัวห้องได้


พอดีกับที่ฉินเหยากลับมา หลิวเหล่าฮั่นจึงให้พรรคพวกกลับไปพักผ่อนก่อน ส่วนตนเองอยู่รอเพื่อพาฉินเหยาไปดู


“ถึงตอนนั้นก็ทุบกำแพงด้านหลังห้องหนังสือของเจ้าสามออก ขยับออกไปอีกหน่อยแล้วล้อมรั้วสวนผักหลังบ้าน สนามฝึกยุทธ์และห้องที่สร้างใหม่เข้าไว้ด้วยกัน เจ้าว่าดีหรือไม่”


หลิวเหล่าฮั่นอธิบายพลางใช้จานเทียบทิศชี้ประกอบ “เจ้าดูเข็มชี้บนจานนี่สิ มันชี้ไปทางยอดเขาตลอดเลย ข้ากับพวกอาๆของเจ้าดูแล้ว กำแพงนี่ต้องขยับออกไปให้ได้ หากในบ้านเดียวกันยังมีกำแพงกั้นอยู่ก็จะยืมพลังจากภูเขาด้านหลังไม่ได้ โชคลาภก็จะไม่มารวมกัน”


ฉินเหยาฟังแล้วเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่นางมีตาจึงมองเห็นภาพตามได้


หากปรับปรุงตามที่หลิวเหล่าฮั่นและพวกอาๆบอกก็จะสามารถเชื่อมต่อลานส่วนหน้าและสวนหลังบ้านเข้าด้วยกันได้ทั้งหมด ทั้งสนามฝึกยุทธ์และสวนผักก็จะถูกล้อมรวมอยู่ในกำแพงบ้านทำให้พื้นที่ใช้สอยของผู้อยู่อาศัยกว้างขวางขึ้น


ส่วนห้องที่สร้างใหม่นั้น จะเชื่อมต่อกับฝั่งตะวันออกของบ้านทั้งหลัง ทำให้เมื่อมองจากมุมสูง โครงสร้างของบ้านจะเปลี่ยนจากรูปทรง ‘ดวงอาทิตย์’ ในปัจจุบัน เป็นรูปทรง ‘ดวงตา’


ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสนามฝึกยุทธ์ก็จะกว้างขวางขึ้นเช่นกัน หากในอนาคตมีการต่อเติมบ้านเพิ่ม โครงสร้างโดยรวมก็จะมีความสมมาตรกัน


หลิวเหล่าฮั่นยิ้มพลางถาม “เป็นอย่างไรบ้าง”


ฉินเหยายกนิ้วโป้งให้ “ดีมากเลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อ พวกท่านเก่งมากจริงๆ!”


หลิวเหล่าฮั่นหัวเราะเสียงดัง เขารู้อยู่แล้วว่านางต้องพอใจแน่นอน


เมื่อหัวเราะเสร็จ หลิวเหล่าฮั่นก็มาพักที่ห้องโถงพร้อมฉินเหยา เมื่อเห็นพื้นดินโคลนที่ถูกบดอัดจนแน่นก็เสนอแนะขึ้นว่า “เหยาเหนียง หากเจ้าไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง ครั้งนี้จะปรับปรุงพื้นตรงนี้ไปด้วยเลยดีหรือไม่”


และหากจะทำก็ควรทำทั้งหมด จะได้ไม่ดูว่าพื้นตรงนั้นเก่าแต่ตรงนี้ใหม่ พอฝนตกหนักโคลนก็เข้ามาในบ้านอีก


ฉินเหยารีบร้อนจะออกไปข้างนอก อาวั่งตอนนี้ถูกนางส่งออกไปทำธุระ หลี่ซื่อก็ดูแลปศุสัตว์ไม่เป็น นางจึงต้องจูงม้ามาเทียมรถเอง


นางยืนอยู่ที่ประตูแล้วตะโกนบอกหลิวเหล่าฮั่นที่อยู่ในบ้านไปว่า “ท่านพ่อ ท่านจัดการให้ดีที่สุดได้เลยเจ้าค่ะ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา!”


หลิวเหล่าฮั่นโบกมือ “ไม่มีอะไรต้องซื้อ เจ้าไปทำธุระของเจ้าก่อนเถิด ในเมื่อเจ้าบอกว่าเงินทองมีพอ ข้าคงต้องคิดให้ดีๆเสียแล้ว…”


พูดไปพูดมาเสียงก็เงียบไป ฉินเหยาหันไปมองในลานบ้าน อ้อ เขากลับไปนั่งยองๆอยู่ในลานอีกแล้ว


คนขยันนี่แค่นั่งเฉยๆยังทำไม่ได้


นางกำชับหลี่ซื่อให้ดูแลหลิวเหล่าฮั่นให้ดีแล้วกระโดดขึ้นรถม้า สะบัดบังเหียนแล้วออกเดินทาง!


เมื่อมาถึงริมแม่น้ำ อาวั่งที่ฉินเหยาสั่งให้ไปส่งยาให้อินเยว่ก็กลับมาพอดี


“ฮูหยิน ท่านจะไปที่ใดหรือ” อาวั่งเอ่ยถามอย่างสงสัย


ฉินเหยาโบกมือเป็นสัญญาณให้เขาหลีกทาง อย่าขวางทาง “บ่ายนี้เจ้าไม่ต้องไปรับเด็กๆแล้ว ข้าจะไปจวนตระกูลติงแล้วจะรับพวกเขากลับมาด้วยเลย”


อาวั่งพยักหน้ารับคำพลางมองรถม้าที่วิ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็วแล้วตะโกนเสียงดังว่า


“อินเยว่ฝากข้ามาบอกท่านว่า นางเรียนรู้ตัวอักษรได้สองร้อยยี่สิบตัวแล้ว”


ฉินเหยาที่กำลังถือบังเหียนเตรียมจะเร่งความเร็วเต็มที่ถึงกับใจหายวาบ ทำเอาเหล่าหวงที่กำลังจะยกกีบเท้าขึ้นถึงกับชะงักงัน จะยกต่อก็ไม่ได้ จะไม่ยกก็ไม่ได้ มันจึงพ่นลมหายใจร้อนๆออกมาอย่างหงุดหงิดสองสามครั้ง


ฉินเหยาร้องตะโกน “ย่าห์!”


เหล่าหวงก็ส่งเสียงร้องอย่างคึกคักแล้วควบตะบึงไปข้างหน้าทันที


ฉินเหยาโคลงเคลงไปตามแรงเหวี่ยงของรถม้า ในใจเต้นรัวไม่หยุด เรียนรู้ได้รวดเร็วเพียงนี้ อินเยว่เจ้าไม่ต้องการชีวิตแล้วหรือ!


หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การเรียนรู้ตัวอักษรให้ครบหนึ่งพันตัวก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้เวลานานเลย


ฉินเหยารู้สึกกดดันอย่างยิ่ง เวลาสำหรับให้นางขบคิดเหลือน้อยเต็มที


ดังนั้นนางจึงครุ่นคิดถึง ‘ด่านต่อไป’ ตลอดทางพลางควบรถม้าอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงจวนตระกูลติง


“หยุด!”


ฉินเหยาร้องห้ามม้าที่ยังคงคึกคักอย่างเต็มที่ มันหมุนตัวอย่างสวยงามหนึ่งรอบก่อนจะหยุดนิ่งลงที่หน้าประตูใหญ่ของสำนักศึกษาตระกูลติง


ฝุ่นดินตลบอบอวลไปทั่วจนพื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นสีขมุกขมัว


ฉินเหยาสูดฝุ่นเข้าไปโดยไม่ทันตั้งตัวจนสำลักน้ำหูน้ำตาไหล ไม่น่าทำอะไรวู่วามเลย!


หลังจากพักสักครู่จนหายดีแล้ว ฉินเหยาก็กระโดดลงจากรถม้า ตบหัวเหล่าหวงเบาๆ “เจ้าอยู่ตรงนี้อย่างสงบเสงี่ยมนะ ข้าจะไปเดินดูแถวๆนี้หน่อย”


ฉินเหยาผูกม้าไว้กับต้นไม้ใหญ่ริมทางแล้วเดินเอามือไพล่หลังสำรวจรอบๆสำนักศึกษาตระกูลติงอย่างช้าๆ


ภายในสำนักศึกษามีเสียงอ่านหนังสือดังแว่วมาเป็นระลอกพร้อมกับเสียงดุด่าอย่างโกรธเกรี้ยวของท่านอาจารย์ท่านหนึ่งที่ไม่รู้ว่าถูกนักเรียนคนไหนยั่วโมโหเข้า


ฉินเหยาเขย่งปลายเท้าแอบมองผ่านหน้าต่างทรง.ดอกเหมยที่อยู่สูงบนกำแพง นางเห็นทั้งนักเรียนโง่เขลาที่กำลังสะอึกสะอื้นเพราะถูกดุด่าและจดจำผังภายในสำนักศึกษาไว้ในใจ


นางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กและแท่งถ่านที่พกติดตัวออกมา ระดมเซลล์ศิลปินทั้งหมดในร่างกายแล้วบรรจงร่างภาพลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว


สำนักศึกษาตระกูลติงเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ที่มีเรือนสองหลัง ภายในมีห้องเรียนน้อยใหญ่รวมกันแปดห้อง มีทั้งห้องเรียนที่ก่อด้วยอิฐมุงด้วยกระเบื้องที่แสนกว้างขวางและห้องโถงเปิดโล่งทั้งสี่ด้านซึ่งสว่างไสวและเย็นสบาย


ไม่ว่าจะเป็นในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว เหล่านักเรียนต่างก็มีสถานที่ที่เหมาะสมให้ไปอยู่เสมอ


ฉินเหยามองอย่างชื่นชม ไม่นานก็วาดแบบร่างโครงสร้างคร่าวๆเสร็จสิ้น


ตอนนี้ภารกิจของนางเสร็จสิ้นแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของลุงเก้าแล้ว


ขณะที่ฉินเหยากำลังจะผ่อนลมหายใจอย่างโล่ง.อกก็พลันมีเสียงแหลมตวาดถามดังขึ้นจากด้านหลัง


“ใครมาทำลับๆล่อๆอยู่หน้าสำนักศึกษา!”


ตอนที่ 466: ความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง


แววตาของฉินเหยาทอประกายเย็นชา นางรีบเก็บสมุดเล่มเล็กเข้าที่แล้วหันกลับไปอย่างใจเย็น


บนถนนปรากฏกลุ่มบ่าวชายและหญิงรับใช้กลุ่มหนึ่ง


ฮูหยินผู้เฒ่าติงซึ่งออกมาตรวจดูไร่นาและผ่านมาทางสำนักศึกษาของตระกูลกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้มีที่วางแขนซึ่งถูกบ่าวชายแบกหามขึ้นสูง


หญิงรับใช้ในชุดผ้าเนื้อหยาบ


และคนที่ตวาดฉินเหยาก็คือหญิงรับใช้ในชุดผ้าเนื้อหยาบที่อยู่เบื้องหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าติงผู้นั้น


เมื่อเห็นว่าคนที่ทำลับๆล่อๆอยู่บนกำแพงสำนักศึกษาของตระกูลนางคือฉินเหยา ดวงตาที่เดิมทีหรี่ปรืออย่างเกียจคร้านของฮูหยินผู้เฒ่าติงก็เบิกกว้างขึ้น สีหน้าปรากฏความดูแคลนเด่นชัดโดยไม่ปิดบัง


“หญิงชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลหลิวมาทำอะไรที่นี่” นางเอ่ยถามหญิงรับใช้เบื้องหน้าด้วยเสียงที่แผ่วเบา


หญิงรับใช้ในชุดผ้าเนื้อหยาบพลันตะโกนถามฉินเหยาเสียงดัง “เจ้ามาทำลับๆล่อๆอะไรที่สำนักศึกษาตระกูลติงของข้า”


ฉินเหยาไม่มีท่าทีตื่นตระหนกหรือโกรธเคืองแม้แต่น้อย นางเดินเข้ามาอย่างสงบนิ่งแล้วชี้ไปยังผืนนาเบื้องหน้า “ข้ามาดูนาของข้าแล้วก็แวะมารับลูกๆกลับบ้าน มีปัญหาอะไรรึ”


นางพูดจาดี ทั้งยังให้เหตุผลที่เปิดเผยตรงไปตรงมา หญิงรับใช้ในชุดผ้าเนื้อหยาบถึงกับชะงัก ท่าทีโกรธเกรี้ยวที่เตรียมจะแสดงออกมาพลันสะดุดลง พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ


ฉินเหยาไม่สนใจนาง นางเดินมาถึงเบื้องหน้าขบวนแล้วคารวะฮูหยินผู้เฒ่าติงอย่างผู้น้อยพลางยิ้มบางๆ


“ฉินเหยา ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิว ขอคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”


ขณะคารวะ ฝ่ามือของนางเหมือนจะปัดไปโดนชายเสื้อจนเปิดขึ้นเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ เผยให้เห็นตราทองแดงขนาดเล็กสีทองแดงอร่ามที่ห้อยอยู่ที่เอว


ฮูหยินผู้เฒ่าติงยังไม่ถึงวัยที่สายตาฝ้าฟาง สายตาของนางยังดีอยู่


และเพราะสายตาดีเกินไป พอฉินเหยาย่อตัวคารวะนางจึงเห็นตราทองแดงขนาดเล็กที่เอวของนางทันที นางตกใจจนนั่งตัวตรง


หญิงชาวบ้านหยาบกระด้างที่นางดูแคลนผู้นี้กลับได้เป็นถึงผู้ใหญ่บ้านเชียวหรือ


แล้วก็ นาผืนนี้ที่อยู่ติดกับจวนตระกูลติงของนางก็เป็นของนางด้วยรึ


สตรีคนหนึ่ง อาศัยความสามารถของตนเองล้วนๆ จนได้นาชั้นดีมาหนึ่งร้อยหมู่ ทั้งยังได้เป็นถึงผู้ใหญ่บ้านอีก


ในสายตาของฮูหยินผู้เฒ่าติงผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมเก่าแก่ เรื่องนี้มันช่างบ้าบอยิ่งกว่าตัวละครในนิทานที่โรงงิ้วแต่งขึ้นเสียอีก


“เจ้า…เจ้า…” นางตกใจมากจนถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ


อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นความตกใจของนาง เมื่อคารวะเสร็จก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านอายุมากแล้วยังต้องออกมาตรวจดูไร่นาอีก แดดแรง ท่านต้องระวังหน่อยนะเจ้าคะ อย่าให้เป็นไข้แดดไปเสีย”


ในที่สุดหญิงรับใช้ในชุดผ้าเนื้อหยาบก็ได้สติกลับคืนมา นางโต้กลับอย่างไม่พอใจ “ฮูหยินผู้เฒ่าของข้าร่างกายแข็งแรงดี ไม่ต้องให้หญิงชาวบ้านอย่างเจ้ามาเป็นห่วง เจ้าเป็นสตรี ออกมาเปิดหน้าเปิดตาเช่นนี้ ช่างไร้ระเบียบแบบแผน…”


หญิงรับใช้ในชุดผ้าเนื้อหยาบ


“ซิ่งจือ!” ฮูหยินผู้เฒ่าติงตวาดเสียงเย็น หยุดหญิงรับใช้ในชุดผ้าเนื้อหยาบที่กำลังจะพล่ามไม่หยุด


ซิ่งจือยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นางหันกลับไปมองฮูหยินผู้เฒ่าของตนด้วยแววตาตัดพ้อ


หากไม่มีคนนอกอยู่ด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าติงคงกระโดดลงจากเก้าอี้มาตบหน้าหญิงรับใช้โง่เง่าคนนี้สักฉาดไปแล้ว


ต่างก็ ‘เปิดหน้าเปิดตา’ ออกมาตรวจดูไร่นาเหมือนกัน ใครกันแน่ที่ไร้ระเบียบแบบแผน!


ฉินเหยาพูดอย่างนึกขัน “ท่านป้าซิ่งจือ นี่มันราชวงศ์ใหม่แล้ว คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ยังเข้าค่ายทหารไปเป็นท่านแม่ทัพได้เลย ข้าแค่ออกมาดูไร่นา ฮูหยินผู้เฒ่าก็ออกมาตรวจดูไร่นาเหมือนกัน นี่มันเป็นการเปิดหน้าเปิดตาไร้ระเบียบแบบแผนตรงไหน”


สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าติงพลันดำคล้ำลงทันที นางรู้ดีว่าหญิงชาวบ้านหยาบกระด้างผู้นี้ไม่มีทางปล่อยหญิงรับใช้โง่เง่าที่เผลอพลั้งปากผู้นั้นไปง่ายๆแน่


เห็นเพียงสีหน้าของซิ่งจือเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วรีบคุกเข่าลงขออภัย ฮูหยินผู้เฒ่าติงก็ตวาดเสียงกร้าวด้วยความไม่ได้ดั่งใจ “ถอยไป!”


ซิ่งจือรู้ตัวว่าตนเองพูดผิดไปแล้วจึงรีบคลานเข่าไปอยู่ด้านหลังขบวน เมื่อแน่ใจแล้วว่าจะไม่รกหูรกตาฮูหยินผู้เฒ่าอีกต่อไปจึงค่อยลุกขึ้นยืน ก้มหน้าสำนึกผิดอยู่เงียบๆ


ฉินเหยาจุปากสองครั้ง “ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ คงต้องให้คนรับใช้อ่านหนังสือให้มากขึ้นหน่อยแล้ว จะได้ไม่ตกข่าวว่าโลกภายนอกเขาเปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว พอคนอื่นถามอะไรก็ตอบไม่ได้ จะทำให้ท่านขายหน้าเปล่าๆ”


พอนางพูดเองเออเองจนจบ เสียงระฆังเลิกเรียนก็ดังส่งมาจากในสำนักศึกษา ไม่รอให้ฮูหยินผู้เฒ่าติงส่งสายตาเย็นชามา ฉินเหยาก็ชิงเอ่ยขึ้นก่อน “สำนักศึกษาเลิกแล้ว ผู้เยาว์ต้องขอตัวไปทำธุระก่อนนะเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าก็เดินทางระวังระวังด้วย”


พูดจบ ฉินเหยาก็หันหลังแล้วก้าวยาวๆ ไปทางประตูใหญ่ของสำนักศึกษา


ฮูหยินผู้เฒ่าติงหรี่ตามองตามนางจากไปไกล เมื่อแน่ใจว่านางไม่ได้ยินเสียงของตนแล้วจึงเอ่ยถามบ่าวชายข้างกายด้วยเสียงแผ่วเบาเจือความประหลาดใจว่า “เดี๋ยวนี้คุณหนูสูงศักดิ์เข้าค่ายทหารไปเป็นแม่ทัพได้แล้วรึ”


บ่าวชายตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “เรียนฮูหยินผู้เฒ่า เหมือนว่าคราวก่อนที่นายท่านใหญ่กลับมาจากเมืองหลวง จะเคยเล่าว่าท่านทั่นฮวาหลางคนใหม่ถูกเหล่าทหารหญิงที่กำลังตรวจตราในย่านการค้าขวางไว้เกี้ยวพากลางถนน…”


พอพูดถึงตรงนี้ บ่าวชายก็รีบชำเลืองมองสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่า เมื่อเห็นว่านางไม่มีปฏิกิริยาโมโหโทโสเหมือนเช่นเคย เขาจึงพยักหน้าแล้วกล่าวเสริม


“ดังนั้น ที่ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวพูดก็น่าจะเป็นเรื่องจริงนะขอรับ”


มิเช่นนั้นแล้ว สตรีจากหมู่บ้านตระกูลหลิวจะเป็นผู้ใหญ่บ้านได้อย่างไรกัน บ่าวชายคิดในใจอย่างประหลาดใจ


ฮูหยินผู้เฒ่าติงนิ่งอึ้งไปราวกับกำลังพยายามจินตนาการภาพที่ท่านทั่นฮวาหลางถูกเหล่าทหารหญิงในเมืองหลวงขวางทางเกี้ยวพากลางถนน


แต่นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดนางจึงนึกภาพไม่ออก


ทว่าภาพของหญิงชาวบ้านที่โดดเด่นราวกับหงส์ในฝูงไก่ซึ่งอยู่หน้าประตูสำนักศึกษาตระกูลติงของนาง ภาพที่นางกางแขนออกรับตัวฝาแฝดแล้วโยนขึ้นไปสูงๆ พลางหัวเราะอย่างเป็นอิสระนั้นกลับสร้างแรงโจมตีทางสายตาให้นางได้มากกว่า


“นางช่างมีเรี่ยวแรงมหาศาลจริงๆ!” ฮูหยินผู้เฒ่าติงจุปากเอ่ย


น้ำเสียงนั้นไม่เหมือนรังเกียจและไม่ใช่ความประหลาดใจ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความอิจฉาอยู่หลายส่วน


อิจฉาในความเยาว์วัยของนาง อิจฉาที่นางไม่ถูกจารีตประเพณีผูกมัด กล้าที่จะใช้ชีวิตในความเป็นไปได้อีกแบบหนึ่งของสตรี


ในตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าติงพลันรู้สึกเสียใจขึ้นมา ที่เมื่อปีก่อนปฏิเสธคำเชิญของบุตรชายคนโต ไม่ได้เดินทางไปยังเมืองหลวงพร้อมกับพวกเขาสามคนพ่อลูกเพื่อดูว่าโลกภายนอกตอนนี้เป็นอย่างไรแล้ว


“ไปกันเถอะ” ฮูหยินผู้เฒ่าติงสั่ง


ขบวนคนจึงเคลื่อนจากไปอย่างยิ่งใหญ่


“ท่านน้าเหยา นั่นฮูหยินผู้เฒ่าติงขอรับ” ต้าหลางขึ้นรถม้าเป็นคนสุดท้าย เขาเหลือบไปเห็นขบวนยาวเหยียดที่กำลังจากไปไกลๆ จึงชี้ให้ฉินเหยาดู


เมื่อครู่พอเห็นมารดาเลี้ยงมารับก็ดีใจจนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง พอขึ้นรถม้าแล้วถึงได้เห็นว่าบนถนนยังมีขบวนของฮูหยินผู้เฒ่าติงอยู่


ฉินเหยาขานรับในลำคอทีหนึ่ง เป็นสัญญาณให้เขาเข้าไปในตัวรถม้า “นั่งดีๆนะ เราจะออกเดินทางกันแล้ว”


ต้าหลางเห็นว่ามารดาเลี้ยงไม่มีทีท่าว่าจะพูดคุยเรื่องของฮูหยินผู้เฒ่าติง เขาจึงไม่ได้ถามต่อ เก็บหีบหนังสือเข้าไปในตัวรถม้าแล้วปีนขึ้นไปนั่งบนคานลากรถม้าแทน


“พวกเขาเสียงดังเกินไป ข้าอยากนั่งข้างนอกขอรับ” ต้าหลางอธิบายหน้าตาย ซ่อนแผนการเล็กๆของตนไว้


ฉินเหยาคว้าแขนของเด็กหนุ่มไว้อย่างนึกขันแล้วดึงเข้ามาใกล้ๆ “มานั่งใกล้ๆข้า อย่าให้ตกลงไปเล่า”


“ขอรับ” มุมปากของต้าหลางยกสูงขึ้น เขาช่วยหยิบแส้ขึ้นมาแต่ไม่กล้าตีเหล่าหวงจึงใช้ฝ่ามือตบก้นม้าเบาๆ “เหล่าหวง กลับบ้าน!”


รถม้าเคลื่อนตัว เด็กทั้งห้าคนในตัวรถม้าก็ส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่มีสาเหตุ


เมื่อผ่านทางแยกที่จะเข้าสู่ถนนในเมือง ฉินเหยาก็หยุดรถม้าแล้วถามพวกเขาว่า “หิวกันรึยัง”


ซานหลางและจินฮวารีบร้องขึ้นพร้อมกัน “ข้าหิว ข้าหิว!”


เอ้อร์หลางจุปากใส่พวกเขาทีหนึ่ง อย่าคิดว่าเขาไม่รู้นะว่าพวกเขาอยากกินขนมน่ะ


ฉินเหยาตามใจพวกเขา นางเรียกพี่ชายทั้งสามคนคือต้าหลาง เอ้อร์หลางและจินเป่าลงจากรถแล้วยื่นพวงเหรียญทองแดงหนึ่งร้อยเหวินให้ “ไปดูในเมืองสิว่ามีอะไรอร่อยๆบ้าง พวกเราจะรออยู่ตรงนี้ รีบไปรีบมานะ!”


ความจริงแล้วนางเองก็อยากกินเหมือนกัน อุตส่าห์เข้าเมืองมาทั้งที จะให้กลับไปมือเปล่าได้อย่างไร ใช่หรือไม่


“ท่านอาสะใภ้สาม ข้าชอบท่านที่สุดเลย ท่านใจดีที่สุด~” จินฮวาเกาะขอบประตูรถม้าพลางออดอ้อนอย่างน่าเอ็นดู


ซื่อเหนียงรีบพูดขึ้นบ้าง “ท่านแม่ของข้าเป็นท่านแม่ที่ดีที่สุดในใต้หล้า!”


มุมปากของฉินเหยายกขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางพึงพอใจกับการประจบของเด็กหญิงตัวน้อยๆ เหล่านี้มาก


ตอนที่ 467: ถึงเหยาเหนียงภรรยาสุดที่รัก เปิดผนึกโดยเร็ว


เพื่อแลกกับการได้กินขนมจึงต้องเสียเวลาไปเกือบสองเค่อ เมื่อฉินเหยาพาเด็กๆกลับมาถึงหมู่บ้าน ตะวันก็ใกล้จะตกดินแล้ว


รถม้าจอดลงที่หน้าเรือนเก่าครู่หนึ่งเพื่อส่งเจ้าตัวแสบสองคนลงแล้วจึงบรรทุกเด็กที่เหลืออีกสี่คนที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกลับบ้านต่อไป


อาวั่งออกมารอต้อนรับ ฉินเหยาลงจากรถม้าแล้วไล่เด็กๆเข้าไปในลานบ้านพลางกำชับ “ทำการบ้านให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกินข้าวพร้อมกันตอนข้ากลับมา!”


หลี่ซื่อขานรับเสียงใสพลางยิ้มอย่างเบิกบาน


น่าสงสารสี่พี่น้องที่พากันหน้าเสียในทันที


ฝาแฝดลากหีบหนังสือเข้าห้องโถงไปอย่างหมดแรง เปิดหีบหนังสือแล้วนำตำราออกมา ลังเลอยู่นานว่าจะเขียนหรือไม่เขียนดี


เสี่ยวไหลฝูวิ่งมาจากสวนหลังบ้าน ในมือเต็มไปด้วยรำข้าวที่ผสมกับเศษผักเน่าๆ “ซานหลาง ซื่อเหนียง ไปให้อาหารไก่กันเถอะ!”


สองพี่น้องที่เมื่อครู่ยังทำหน้าเหมือนสิ้นหวังในชีวิตพลันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง


แต่เพราะกลัวท่านแม่จะดุจึงแอบโผล่หัวออกไปมองที่ประตูใหญ่ เมื่อเห็นว่าท่านแม่ไม่ได้เข้ามา แต่กำลังถือของบางอย่างตรงไปยังหมู่บ้าน สองพี่น้องก็สบตากัน ดวงตาคู่โตกลอกไปมาแล้วก็ดึงตัวเสี่ยวไหลฝูวิ่งปรู๊ดออกไปอย่างตื่นเต้นดั่งโจรน้อย


ไม่แม้แต่จะรังเกียจที่มือของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยรำข้าวเหนียวๆ และเศษผักเน่าๆ


เอ้อร์หลางร้อง “อี๋~” ออกมาทีหนึ่ง เขาตักน้ำล้างมือจนสะอาดแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องหนังสือของท่านพ่อ ยึดโต๊ะทั้งตัวไว้คนเดียวแล้วเริ่มทำการบ้านอย่างตั้งใจ


ต้าหลางที่เดิมทีคิดจะกินขนมที่ซื้อมาจากในเมืองอีกสักสองสามคำแล้วค่อยพักสักครู่ เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง จำต้องลุกขึ้นกลับห้องไปอ่านหนังสืออย่างจำนน


ฉินเหยามอบหมายให้อาวั่งไปปลดเทียมรถม้า ส่วนนางตรงไปยังบ้านของลุงเก้าทันที เพื่อนำสิ่งที่ได้มาจากสำนักศึกษาตระกูลติงไปให้เขา


ลุงเก้าชวนนางกินข้าวเย็นด้วยกัน แต่ฉินเหยาปฏิเสธ นางแทบจะวิ่งพรวดออกจากประตูบ้านของลุงเก้าเพื่อหนีจากความกระตือรือร้นนั้น


“น้องสะใภ้สาม!”


มีเสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง ฉินเหยาหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างประหลาดใจ “พี่ใหญ่! ขบวนรถม้ากลับมาวันนี้รึ”


หลิวไป่พยักหน้า เขาเดินเร็วๆมาหยุดอยู่หน้าฉินเหยาแล้วยิ้ม “เจ้าเพิ่งออกจากหมู่บ้านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงพอดี”


พูดจบ เขาก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยื่นส่งให้นางพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัยและล้อเลียนเงียบๆ


ฉินเหยาไม่ทันสังเกต นึกว่าเป็นจดหมายจากห้างการค้าฟู่หลงจึงเอื้อมมือไปรับพลางถามอย่างสงสัย “จดหมายจากเจี่ยงเหวินรึ”


ซองจดหมายถูกพลิกกลับมา บนซองเขียนอักษรไว้ตัวโตว่า ‘ถึงเหยาเหนียงภรรยาสุดที่รัก เปิดผนึกโดยเร็ว’


มุมปากของฉินเหยากระตุก “นี่มันอะไรกัน!”


หลิวไป่หัวเราะเสียงดังลั่น “เจ้าสามนี่ปกติดูจะเป็นคนเหลาะแหละ ไม่นึกเลยว่าจะหวานเลี่ยนขนาดนี้”


“น้องสะใภ้เจ้ารับกลับไปค่อยๆอ่านเถิด ข้ากลับก่อนล่ะ เรื่องที่ห้างการค้าข้าแจ้งพี่ใหญ่ซ่งไปแล้ว เดี๋ยวเขาจะบอกเจ้าอีกที”


หลิวไป่พูดจบก็หันหลังกลับเรือนเก่าไป


จากบ้านไปเกือบครึ่งเดือน เขาก็อยากจะเจอหน้าคนในครอบครัวเร็วๆเช่นกัน


ฉินเหยาถือจดหมายกลับบ้าน รู้สึกเหมือนจดหมายในมือนี่ร้อนผ่าว แทบจะอดใจไม่ให้โยนมันทิ้งลงแม่น้ำไม่ไหว


เมื่อกลับถึงบ้าน กินข้าวเย็นกับเด็กๆ เสร็จแล้วและกลับมาอยู่คนเดียวในห้อง นางจึงค่อยเปิดจดหมายฉบับนี้ออก


ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ลูกๆรู้ว่าบิดาแท้ๆของพวกเขาส่งจดหมายมา แต่ดูจากตัวอักษรหลายตัวบนซอง ‘ถึงเหยาเหนียงภรรยาสุดที่รัก เปิดผนึกโดยเร็ว’ แล้ว สัญชาตญาณบอกนางว่าเนื้อหาข้างในน่าจะไม่เหมาะกับเด็ก


เมื่อเปิดจดหมายออก ข้างในมีกระดาษซ้อนทับกันอยู่หลายแผ่น หนามิใช่น้อย


แผ่นแรก ทั้งหน้ากระดาษเต็มไปด้วย ‘เมียจ๋า สบายดีไหม’ ‘เมียจ๋า อยู่รึเปล่า’ ‘เมียจ๋า กินข้าวอร่อยไหม’ ‘เมียจ๋า นอนหลับสบายดีไหม’


ฉินเหยาเพียงกวาดตามองแวบเดียวก็คว่ำกระดาษแผ่นนั้นลง ไม่อยากให้จิตใจของตนเองต้องแปดเปื้อน


“เขาบ้าไปแล้วหรือไง…”


ไม่รู้ว่าเขาอยู่ในสภาวะจิตใจแบบไหน ถึงได้เขียนคำทักทายเต็มหน้ากระดาษขนาดนี้ออกมา


โชคยังดีที่เนื้อหาในจดหมายแผ่นที่สองกลับมาเป็นปกติในที่สุด ยกเว้นประโยคขึ้นต้นที่ว่า ‘เมียจ๋า ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน’


หลิวจี้เขียนในจดหมายว่า เขาได้เข้าไปอาศัยอยู่ในตระกูลเฮ่อเป็นที่เรียบร้อยแล้วและหลังจากผ่านความวุ่นวายมาพักหนึ่ง เขากับฉีเซียนกวนก็ทำเค้กออกมาได้สำเร็จ


แต่ผลที่ตามมาค่อนข้างจะเลวร้าย ฉีเซียนกวนมือชาจนยกพู่กันไม่ขึ้น ทำเอาท่านป้าฉีตกใจยกใหญ่ ถึงกับไปเชิญหมอชื่อดังทั่วทั้งเมืองกลับมาดูอาการ ผลปรากฏว่า เป็นเพียงเพราะตอนตีไข่ใช้แรงไม่ถูกวิธี กล้ามเนื้อจึงบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น


พักฟื้นไม่กี่วันก็หายดี ไม่ได้พิการและไม่ส่งผลกระทบต่อการสอบ


แน่นอนว่า หลิวจี้ผู้ชาญฉลาดอย่างเขาได้มอบหมายงานตีไข่ให้สือโถวและอากู่ทำตั้งแต่แรกจึงรอดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ไปได้อย่างงดงาม


เขายังบอกให้ฉินเหยาไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งเขาและฉีเซียนกวนจะไม่พลาดการสอบแน่นอน


ท้ายสุด เขาวาดรูปรอยยิ้มขนาดใหญ่และวาดรูปลูกศรชี้ให้ดูหน้าถัดไป


ฉินเหยาล่ะยอมใจเขาจริงๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงตัวอักษร แต่นางกลับมองเห็นใบหน้ายียวนกวนประสาทของหลิวจี้ลอยออกมาจากตัวอักษรเหล่านั้น


ฉินเหยาพลิกไปยังหน้าถัดไปตามคำใบ้ของหลิวจี้ ปรากฏว่าเป็นภาพวาด


ลายเส้นที่หวัดและไม่ใส่ใจเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือของหลิวจี้แน่นอน


ในภาพวาดวาดอาคารที่เหมือนหอคอยสูง บนนั้นมีป้ายเขียนไว้ว่า ‘หอเอกสาร’


ใต้หอ มีคนตัวเล็กๆสามคน


ด้านซ้ายคือเด็กหนุ่มที่ทำหน้าบึ้งและกอดอกอยู่


ตรงกลางคือชายชราผมขาวที่นั่งอยู่บนรถเข็น


ส่วนด้านขวาคือชายหนุ่มรูปงามที่กำลังโบกมืออย่างสุดความสามารถ


เหตุใดถึงดูออกว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามน่ะหรือ


ก็เพราะบนใบหน้าของคนผู้นั้น มีตัวอักษรสองตัวเขียนไว้โต้งๆว่า ‘รูปงาม’ น่ะสิ!


ท้ายภาพยังเขียนไว้ว่า ‘บันทึกการเที่ยวหอเอกสารหนึ่งวัน’


เมื่อเห็นถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็ถึงกับกุมขมับ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงเปิดดูหน้าถัดไป


ยังคงเป็นภาพวาด เป็นภาพชายหนุ่มรูปงามกับฮูหยินผู้เฒ่าที่ยิ้มแย้มกำลังกินเค้กด้วยกัน ข้างๆยังมีชายร่างอ้วนพุงพลุ้ยสวมชุดบัณฑิตยืนอย่างนอบน้อมอยู่ ศีรษะสวมหมวกทรงสี่เหลี่ยม


ท้ายภาพเขียนไว้ว่า ‘บันทึกการกินเค้กครั้งแรกกับเจ้าของหอและมารดาของเจ้าของหอ’


หลังจากภาพนี้ ยังมีอีกสองภาพ แม้ลายเส้นจะหวัด แต่รูปแบบการวาดนั้นแปลกใหม่ ทำให้ฉินเหยารู้สึกเหมือนกำลังอ่านการ์ตูนอยู่


ในภาพล้วนเป็นเรื่องราวน่าสนใจที่เจ้าหลิวสามคิดว่าควรค่าแก่การบันทึกไว้ เมื่อภาพวาดถูกคลี่ออก ชีวิตของเขาในเมืองหลวงของมณฑลก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าฉินเหยาอย่างมีชีวิตชีวา


ทั้งๆที่นางไม่เคยเห็น แต่กลับรู้สึกเหมือนได้มีส่วนร่วมในทุกๆวันที่วุ่นวายของเขา


เมื่อดูภาพวาดหลายแผ่นจบ ฉินเหยากลับรู้สึกว่ายังไม่เต็มอิ่ม


กระดาษจดหมายแผ่นสุดท้าย


‘เมียจ๋า อีกสามวันก็จะเข้าสนามสอบแล้ว ในยามนี้ ข้าเงยหน้ามองจันทร์ ในสมองไม่ได้คิดถึงข้อสอบ ไม่ได้คิดถึงคำสอนของอาจารย์ แต่กลับคิดถึงสีหน้าดุร้ายของเจ้าตอนที่ลงมือซ้อมข้า…’


‘ข้ารู้ว่าพูดแบบนี้เจ้าต้องโกรธแน่ แต่เมียจ๋าเจ้าอย่าเพิ่งโกรธนะ การสอบฝู่ซื่อครั้งนี้ ข้ามั่นใจเจ็ดส่วน รอข้าสอบติดก่อน เมียจ๋าเจ้าค่อยโกรธก็ยังไม่สาย ที่ข้าเขียนจดหมายฉบับนี้ก็เพียงหวังว่าเมียจ๋าเจ้าจะวางใจได้’


‘ข้าอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลสบายดี เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง แค่เงินไม่ค่อยพอใช้เท่านั้นเอง เมียจ๋าผู้สวยสดงดงามและอ่อนโยนของข้า ได้โปรดให้พี่ใหญ่ส่งเงินมาให้ข้าบ้างเถิด!’


ท้ายสุด เขาวาดรูปคนตัวเล็กๆ คุกเข่าขอความเมตตา


ฉินเหยาตบปึกจดหมายลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ นี่สินะคือเป้าหมายที่แท้จริงของเจ้า หลิวจี้!


เดิมทีจะโกรธอยู่แล้ว แต่ที่น่าแปลกคือ เมื่อเห็นรูปคนตัวเล็กๆที่คุกเข่าขอความเมตตานั้น ใบหน้าที่เย็นชาก็พลันคลายลง


นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ที่สับสนวุ่นวายแล้วกลับมาอ่านจดหมายอีกครั้ง


จดหมายถูกส่งมาก่อนเข้าสนามสอบสามวัน ตอนนี้มาถึงมือนางแล้ว คำนวณดู วันนี้ก็คือวันเข้าสนามสอบพอดี


ไม่รู้ว่าความมั่นใจเจ็ดส่วนที่หลิวจี้ว่านั้น จะสอบออกมาได้ผลเช่นไร


ตอนที่ 468: กล่องเครื่องใช้สตรี


วันรุ่งขึ้น ซ่งอวี้มาหาฉินเหยาที่บ้านในช่วงบ่าย เขานำใบสั่งซื้อสินค้ารอบที่แล้วของห้างการค้าฟู่หลงมาด้วย


ครั้งนี้หลังจากที่หลิวไป่และคนอื่นๆกลับมา หีบหนังสือที่ต้องส่งมอบให้ห้างการค้าฟู่หลงก็ถูกส่งมอบไปทั้งหมดแล้ว


เมื่อส่งสินค้าเรียบร้อยก็ถึงเวลาต้องเรียกเก็บเงินงวดสุดท้ายอีกห้าส่วนที่เหลือ


ตามปกติแล้ว ฉินเหยาจะเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลด้วยตนเองเพื่อชำระเงินงวดสุดท้ายให้เรียบร้อยและจะนำใบสั่งซื้อรอบถัดไปกลับมาด้วย


แต่ตอนนี้ซ่งอวี้ทำหน้าที่ดูแลโรงงานเครื่องเขียนแทนฉินเหยา เขาจึงเดินทางมาเพื่อสอบถามและขอคำชี้แนะโดยเฉพาะ


เมื่อคืนฉินเหยาอ่านจดหมายจนนอนดึกไปหน่อย ตอนที่ซ่งอวี้มาถึง นางเพิ่งจะตื่นนอนและกินข้าวมื้อเช้าควบเที่ยงเสร็จ แสงแดดในช่วงใกล้เที่ยงสาดส่องลงมาทำให้นางรู้สึกเกียจคร้านไร้เรี่ยวแรง


หลังจากฟังรายงานของซ่งอวี้จบ ตาของฉินเหยาก็ใกล้จะปิดอยู่รอมร่อแล้ว


“ฮูหยิน” ซ่งอวี้จงใจเรียกเสียงดังขึ้น


คนที่นอนอยู่บนเก้าอี้จึงค่อยลืมตาขึ้น นางกวักมือเป็นสัญญาณให้เขานำบัญชีมาให้ดู


ซ่งอวี้ยื่นบัญชีและสัญญาของใบสั่งซื้อรอบที่แล้วให้ฉินเหยาพร้อมกับอธิบายว่า


“ฮูหยิน ใบสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนห้าพันใบจากห้างการค้าฟู่หลงเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ส่วนกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนของเถ้าแก่ไป๋ซั่นก็ส่งมอบไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยังเหลืออีกห้าหมื่นกล่อง คาดว่าจะส่งมอบได้ทั้งหมดราวเดือนสามปีหน้า”


ฉินเหยาฟังไปพลางตรวจสอบบัญชีไปพลาง เมื่อยืนยันว่าไม่มีข้อผิดพลาด นางก็ปิดบัญชีแล้วเงยหน้าขึ้นมองซ่งอวี้


ซ่งอวี้ขอคำชี้แนะ “ฮูหยิน เงินงวดสุดท้ายจากห้างการค้าฟู่หลงยังเหลืออีกหนึ่งพันตำลึง ครั้งนี้ท่านยังจะเดินทางไปเองหรือไม่ขอรับ”


ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าจัดการเรื่องในโรงงานให้เรียบร้อย พรุ่งนี้เช้าเดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลพร้อมข้า ข้าจะพาเจ้าไปแนะนำให้รู้จักคนก่อน คราวหน้าเจ้าจะได้ไปจัดการเอง”


ซ่งอวี้ดีใจมาก รีบขานรับทันที


นี่หมายความว่าเขาผ่านช่วงทดลองงานหนึ่งเดือนและได้รับการยอมรับจากฮูหยินอย่างเป็นทางการแล้ว


ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ซ่งอวี้จึงถือโอกาสนี้พูดถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผู้จัดการเฉียวอวิ๋นและคนงานคนอื่นๆ ร่วมกันคิดค้นขึ้นมาในเดือนนี้


เดิมทีนี่เป็นสิ่งที่เขาเตรียมไว้เพื่อใช้ผ่านการทดลองงาน ไม่นึกว่าการทดลองงานจะผ่านไปได้ราบรื่นกว่าที่คาดไว้


เรื่องที่อวิ๋นเหนียงกำลังศึกษาผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่นั้นฉินเหยารู้อยู่แล้วและเพราะรู้เรื่องนี้ นางจึงให้ซ่งอวี้ผ่านงานก่อนกำหนดอย่างง่ายดายเช่นนี้


แต่ผลการศึกษาเป็นอย่างไรนางไม่รู้จริงๆ นางจึงลุกขึ้นทันทีแล้วเดินตามซ่งอวี้ไปยังโรงงานเครื่องเขียนด้วยความคาดหวัง


เพื่อให้อวิ๋นเหนียงได้ศึกษาอย่างเต็มที่ ซ่งอวี้จึงได้แบ่งห้องเล็กๆห้องหนึ่งให้นางโดยเฉพาะ


ภายในห้องเล็กๆนี้มีเครื่องมือครบครัน มีไม้หลากหลายชนิด เป็นห้องทำงานวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ เห็นแล้วแม้แต่คนทำงานไม้ไม่เป็นอย่างฉินเหยาก็ยังรู้สึกคันไม้คันมือ


หลังมื้ออาหารกลางวันอวิ๋นเหนียงไม่ได้พักผ่อน พอกินข้าวเสร็จนางก็กลับไปยังห้องวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อนำเอาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทำเสร็จไว้ก่อนหน้านี้มาลงสีเป็นขั้นตอนสุดท้าย


ฉินเหยาและซ่งอวี้มาถึงอย่างกะทันหัน อวิ๋นเหนียงที่กำลังจดจ่ออยู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเรียกเบาๆของซ่งอวี้


เมื่อหันกลับมาเห็นว่าเป็นใคร นางก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาเล็กน้อย แต่ก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


ฉินเหยาเดินเข้ามาแล้วชี้ไปที่กล่องบนโต๊ะตรงหน้าอวิ๋นเหนียง “ให้ข้าดูหน่อย”


อวิ๋นเหนียงพยักหน้าพลางอธิบายอย่างเขินอาย “พอได้จับของพวกนี้ทีไร ข้าก็ลืมนึกเรื่องอื่นไปหมดเลย พอมีเสียงอะไรนิดหน่อยก็ตกใจตลอด ผู้จัดการใหญ่ฉินท่านอย่าหัวเราะเยาะข้านะ”


ฉินเหยาส่ายหน้าแสดงออกว่านางจะไม่ทำเช่นนั้น แต่ก็อดที่จะยกมุมปากขึ้นไม่ได้


สิ่งที่อวิ๋นเหนียงทำยังคงเป็นกล่องใบหนึ่ง รูปแบบคล้ายกับหีบหนังสือพลังเซียนมาก แต่หีบหนังสือพลังเซียนเป็นทรงตั้งและมีล้อ ส่วนกล่องใบใหม่นี้เป็นทรงแนวนอน ไม่มีคันชักและล้อ มีเพียงหูหิ้วเท่านั้น


ทั้งกล่องดูมีขนาดเท่ากับหีบเดินทาง ขนาดสิบหกนิ้ว หูหิ้วที่ทำจากไม้ถูกขัดจนเรียบเนียนกลมมน ฉินเหยาลองยกขึ้นเบาๆ กล่องใบนี้เบาอย่างไม่น่าเชื่อ


อวิ๋นเหนียงยิ้มเล็กน้อย นางอาสารับกล่องไปวางบนโต๊ะแล้วอธิบายให้ฉินเหยาฟัง


นางทำกล่องที่สามารถใส่สัมภาระได้ แต่แตกต่างจากหีบไม้ที่เห็นกันทั่วไป ไม่ได้เปิดปิดด้วยบานพับ แต่ใช้การเลื่อนฝากล่องเข้าออก


ฝากล่องนี้เป็นแบบเดียวกับที่ใช้บนหีบหนังสือพลังเซียน


หีบไม้นี้ไม่ได้เปิดแยกออกเป็นสองส่วนจากตรงกลาง แต่มีแผ่นกั้นตรงกลางและเปิดโดยการเลื่อนฝาจากด้านซ้ายและขวา


อวิ๋นเหนียงกล่าวว่า “แบบนี้ก็จะมีสองส่วนไว้สำหรับใส่ของที่แตกต่างกันได้ ด้านหนึ่งข้าใช้กระดาษเคลือบน้ำมันกันน้ำรองพื้น อีกด้านหนึ่งเป็นพื้นไม้ธรรมดา ทั้งกล่องทาด้วยน้ำมันเคลือบกันน้ำ ถึงไม่มีกระดาษเคลือบน้ำมันก็ไม่ทำให้ของข้างในเปียกง่ายๆ”


“ตัวกลอนตรงฝาปิด ข้าใช้กลไกชนิดหนึ่ง เมื่อปิดฝาลงแล้วจะต้องเลื่อนปริศนาตัวเลื่อนบนฝากล่องจึงจะลงกลอนแน่นสนิท หากมิใช่เจ้าของ ย่อมไม่มีผู้ใดรู้วิธีไขกลไกนี้ได้ หากภายในเก็บของมีค่าก็ไม่ต้องหวั่นว่าจะถูกขโมยไปโดยง่าย…”


ยิ่งพูดอวิ๋นเหนียงก็ยิ่งตื่นเต้น นางยังแสดงให้ฉินเหยาดูถุงแบ่งช่องหลายชั้นที่นางไปให้ช่างฝีมือสตรีเย็บให้เป็นพิเศษ ถุงนี้สามารถติดไว้ในหีบไม้ ใช้สำหรับใส่ของที่บอบบางได้หลายอย่าง เช่น ชุดน้ำชา ชุดถ้วยชามและชาดกับแป้งผัดหน้าที่คุณหนูและฮูหยินอาจต้องใช้บ่อยๆ


ที่สำคัญที่สุดคือ ในกล่องนี้ยังมีกระจกทองแดงทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือฝังอยู่ด้วย!


ฉินเหยาคิดในใจ นี่มันคือการผสมผสานระหว่างหีบเดินทางใส่รหัสผ่านสมัยใหม่กับกระเป๋าเครื่องสำอางแบบหิ้วของผู้หญิงชัดๆ!


พอมองดูลวดลายดอกท้อแกะสลักบนหีบเดินทางแบบหิ้วใบนี้อีกครั้ง บวกกับน้ำมันเคลือบสีชมพูขาวที่ลงไว้อย่างปราณีตก็ช่างงดงามจนชวนให้หวั่นไหว


อวิ๋นเหนียงลูบไล้ดอกท้อสีชมพูขาวนั้น แววตาอ่อนโยน รอยยิ้มหวานละมุน “เหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงขี่ม้าท่องไปตามท้องถนน ช่างอิสระเสรีชวนให้คนอิจฉาจริงๆ”


“ข้าก็เลยคิดว่า ในเมื่อบุรุษมีหีบหนังสือพลังเซียนได้แล้วสตรีจะมีหีบเดินทางที่ทั้งเบาและไว้สำหรับใส่ของใช้ส่วนตัวที่ชื่นชอบบ้างไม่ได้หรือ”


อวิ๋นเหนียงเงยหน้าขึ้นมองฉินเหยา แววตาสาดประกายร้อนแรง “ข้าตั้งชื่อให้มันว่า กล่องเครื่องใช้สตรี”


ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะถาม “ต้นทุนคงแพงมากเลยสินะ”


อวิ๋นเหนียงพยักหน้า แพงจริง แต่ก็ถูกกว่าหีบหนังสือพลังเซียน เพราะใช้ไม้น้อยกว่าและกระจกทองแดงด้านในสามารถถอดออกได้ นางจะเว้นช่องไว้ให้สตรีที่พอจะซื้อกระจกทองแดงได้ไปติดตั้งเอง


ฉินเหยาหยิบกล่องเครื่องใช้สตรีใบนี้ขึ้นมาแล้วลองเดินไปมาในลานด้านนอก แต่เพราะนางแรงเยอะจึงไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ


นางจึงกวักมือเรียกหยางฟาง ลูกศิษย์ของอวิ๋นเหนียงให้มาลองดู


“ใส่ของใช้ที่ใช้บ่อยๆ เข้าไปแล้วลองยกดูว่าเดินได้นานแค่ไหน สะดวกต่อการเคลื่อนไหวหรือไม่” ฉินเหยากำชับ


แม้จะไม่รู้ว่าทำไมนางถึงสั่งเช่นนี้ แต่หยางฟางก็เลือกที่จะทำตามโดยไม่คิดอะไร ผู้จัดการใหญ่ฉินสั่งแบบนี้ย่อมต้องมีเหตุผลของนาง


อวิ๋นเหนียงและหยางฟางหาของมาใส่เข้าไปหลายอย่าง อวิ๋นเหนียงเคยทดสอบความจุด้วยตัวเองแล้ว ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นพื้นฐานสามารถใส่ได้หมด ยังสามารถใส่เสื้อผ้าและรองเท้าถุงเท้าที่ใช้ประจำได้อีกสองชุด


เมื่อยัดของใส่กล่องจนเต็มแล้วก็เลื่อนฝาปิดแล้วใช้กลไกรหัสลงกลอนให้แน่น หยางฟางลองยกขึ้นอีกครั้ง


นางเรียนรู้การล่าสัตว์กับครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก แรงจึงเยอะกว่าสตรีทั่วไป พอยกหีบไม้ขึ้น ไหล่ก็ทรุดลงเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ทรงตัวได้แล้วเดินไปมาในลานได้อย่างคล่องแคล่ว


เมื่อเห็นเช่นนี้ ฉินเหยาก็เรียกช่างฝีมือสตรีที่รูปร่างค่อนข้างเล็กมาอีกสองสามคน กล่องเครื่องใช้สตรีที่ใส่ของจนเต็ม พวกนางก็สามารถยกขึ้นได้ แม้จะหนักไปหน่อย แต่การถือเดินนานกว่าครึ่งชั่วยามก็ไม่ใช่ปัญหา


และนี่คือน้ำหนักในกรณีขีดสุด ชุดน้ำชาหรือถ้วยชามทั่วไปหรือกล่องชาดกับแป้งฝุ่นล้วนไม่ได้หนักขนาดนี้


ดังนั้น ฉินเหยาจึงรีบให้อวิ๋นเหนียงเขียนรายละเอียดต้นทุนลงในใบเสร็จแล้วส่งให้นางทันที พรุ่งนี้นางจะนำกล่องเครื่องใช้สตรีใบนี้เดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลด้วย


ไม่แน่ว่ากลับมาครั้งนี้อาจจะได้คำสั่งซื้อใหม่กลับมาด้วย


ตอนที่ 469: สีชมพูอันอ่อนหวาน


ตอนเย็นเมื่อเด็กๆเลิกเรียนกลับมา พอรู้ว่าท่านแม่จะต้องไปเมืองหลวงของมณฑลอีกแล้ว สี่พี่น้องก็พากันมายืนเรียงหน้ากระดานต่อหน้าฉินเหยาจ้องมองนางด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง


ฉินเหยามองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกเขาคงยังคิดถึงการเดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลเมื่อปีที่แล้วและกำลังรอนางโกหกเพื่อลาหยุดให้พวกเขา จะได้ไปด้วยกัน


น่าเสียดายที่สถานการณ์ปีที่แล้วกับปีนี้แตกต่างกัน


ปีที่แล้วทั้งครอบครัวมีเพียงหกคน ผู้ใหญ่สองคนเดินทางไป ทิ้งสี่พี่น้องไว้ทำให้นางไม่วางใจ แถมยังเป็นโอกาสอันหาได้ยากที่จะพาเด็กๆออกไปเปิดหูเปิดตาในโลกกว้างซึ่งเป็นทางเลือกที่ดี


แต่ปีนี้ที่บ้านมีทั้งอาวั่งและหลี่ซื่อ คอยดูแลเรื่องอาหารการกินและการไปสำนักศึกษา นางจึงเดินทางไปได้อย่างไร้กังวล


อีกทั้งการเรียนในปีนี้ก็หนักหน่วง ไม่เหมือนปีที่แล้วที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้และยังเล่นๆได้อยู่


รอบกายนางก็ไม่มีหลิวจี้ผู้เป็นที่พึ่งคอยช่วยสอนการบ้านให้ตลอดเวลา จะให้นางสอนเองน่ะหรือ


ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด นางยังอยากมีชีวิตอยู่อีกหลายปี


“ท่านแม่~” ซื่อเหนียงเรียกเสียงออดอ้อน ในแววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะไปเมืองหลวงของมณฑล


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางไม่พูดอะไร แต่สายตาที่ร้อนแรงนั้นสามารถหลอมละลายคนได้


ฉินเหยาจิบชาจากถ้วยชาอย่างมีชั้นเชิง พริบตาก็คิดหาข้ออ้างได้แล้ว


นางวางถ้วยชาลงแล้วกล่าวว่า “ครั้งนี้ข้าไปเพียงไม่กี่วัน เดี๋ยวก็กลับแล้ว ที่บ้านมีท่านอาอาวั่งกับน้าหลี่อยู่ ไม่เป็นอะไรหรอก”


เมื่อซื่อเหนียงได้ยินเช่นนั้น ปากน้อยๆของนางก็เบะออก ก่อนจะสะบัดหน้าอย่างงอนๆ แล้วลากหีบหนังสือกลับห้องไปทำการบ้าน


ต้าหลางและเอ้อร์หลางสบตากัน เป็นไปตามที่คาดไว้จึงไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมากมาย


แต่หากท่านแม่ยอมจริงๆก็คงจะดีมาก!


มีเพียงซานหลางที่ร้องไห้โฮออกมา เขาร้องไปพลางสะอึกสะอื้นไปพลาง “ข้าเสียใจมาก ฮือๆๆ…”


เด็กโง่คนนี้ ฉินเหยากุมขมับอย่างจนปัญญา นางอุ้มเขาขึ้นมาทั้งตัวแล้วยัดใส่อ้อมแขนของต้าหลางกับเอ้อร์หลาง “รีบไปทำการบ้าน เดี๋ยวจะได้กินข้าว”


เอ้อร์หลางจิ้มหยดน้ำตาบนแก้มของน้องชาย “ถ้าร้องอีกข้าจะกัดเจ้านะ”


ซานหลางรีบหยุดร้องทันที น้ำมูกไหลย้อยออกมา เขาทำปากยื่นๆแล้วสูดน้ำมูกเข้าไป ฮือๆๆ ยังคงเสียใจอยู่ดี อยากไปเมืองหลวงของมณฑล ไม่อยากไปสำนักศึกษา…


ฉินเหยาเหลือบตามองมาทีหนึ่ง สามพี่น้องก็รีบเผ่นหนีไปทันที


เรื่องการสร้างสำนักศึกษาในหมู่บ้านฉินเหยามอบหมายให้ลุงเก้ารับผิดชอบ ส่วนการสร้างเรือนใหม่ก็มีหลิวเหล่าฮั่นคอยดูแล เรื่องในโรงงานเครื่องเขียนซ่งอวี้ก็ได้จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว


เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากส่งเด็กๆไปสำนักศึกษาแล้ว ฉินเหยาและซ่งอวี้ก็ขับรถม้าของโรงงานออกเดินทางไปพร้อมกับขบวนรถม้าที่จะไปส่งกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนให้ไป๋ซั่น


จนกระทั่งถึงทางแยกนอกอำเภอไคหยาง ทั้งสองขบวนจึงแยกจากกัน


ขบวนรถม้าเดินทางไปทางทิศตะวันตก ส่วนฉินเหยาเดินทางไปทางทิศเหนือ


เส้นทางจากอำเภอไคหยางไปยังเมืองหลวงของมณฑลนี้ ฉินเหยาเดินทางมาหลายครั้งแล้ว


ครั้งนี้นางพาซ่งอวี้มาด้วย ทุกครั้งที่ผ่านสถานีพักม้าที่ร่วมมือกันนางก็จะพาเขาลงไปทำความรู้จักและฝากฝังให้ช่วยดูแลคนของนางด้วย


ตอนกลางคืนฉินเหยาไม่ได้นอนค้างแรมในป่าอีกต่อไป นางกะเวลาอย่างดีและเข้าพักในโรงเตี๊ยมตลอด


ดังนั้น ในตอนเย็นของสามวันให้หลัง ทั้งสองก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงของมณฑลโดยสวัสดิภาพ


การมาของฉินเหยาในครั้งนี้ นางไม่ได้แจ้งใครล่วงหน้า


ทั้งสองเข้าพักในโรงเตี๊ยม หลังจากชำระล้างร่างกายและกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ซ่งอวี้เห็นว่าฉินเหยายังไม่มีทีท่าว่าจะออกไปไหนจึงลองเอ่ยถามขึ้น


“ฮูหยิน ท่านไม่ไปเยี่ยมนายท่านหรือขอรับ”


ฉินเหยานวดข้อมือที่ปวดเมื่อยของตนพลางหาวหวอดใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบ “วันนี้เหนื่อยแล้ว กลับห้องพักผ่อนก่อน มีอะไรพรุ่งนี้ตื่นมาค่อยว่ากัน”


ซ่งอี้พยักหน้ารับคำและไม่ถามต่ออย่างรู้ความ


แต่พอถูกซ่งอวี้ทักเช่นนั้น เมื่อฉินเหยากลับมาถึงห้องพักแขกนางกลับนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น


นางพลิกตัวไปมาบนเตียงแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างหงุดหงิด


เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้านอกหน้าต่าง พระจันทร์เสี้ยวโค้งลอยเด่นอยู่บนม่านฟ้ายามราตรี ข้างหูมีเสียงค้าขายจอแจจากตลาดด้านล่างดังแว่วมา


โคมไฟเริ่มสว่างไสว ชีวิตยามค่ำคืนของชาวเมืองหลวงของมณฑลเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น


แต่การจะไปเยี่ยมตระกูลเฮ่อในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะสม


ราวกับมีบางสิ่งดลใจ ฉินเหยาเปลี่ยนไปสวมชุดหรูฉวินซึ่งตัดจากผ้าไหมเนื้อดีทอลายสีชมพูขาวที่หลี่ซื่อเพิ่งตัดให้ใหม่แล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยม


นางเดินผ่านตลาดที่คึกคักตลอดทาง ระหว่างทางยังซื้อขนมขบเคี้ยวติดมือมาไม่น้อย ของอร่อยก็กินจนหมด ของไม่อร่อยก็โยนให้ขอทานที่อยู่ข้างถนนไป


เมื่อฉินเหยาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใต้ฝ่าเท้าก็คือเรือนอันงดงามของตระกูลเฮ่อ


นางเหยียบลงบนกระเบื้องมุงหลังคา เดินราวกับแมวย่องโดยไม่มีเสียงแม้แต่น้อย นางค้นหาไปทีละห้องทีละห้อง ก่อนจะกระโจนลงมาจากหลังคาแล้วหยุดยืนอยู่หน้าห้องหนึ่งที่จุดเทียนสว่างไสวและเปิดหน้าต่างกว้าง


มีคนกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือริมหน้าต่าง กำลังจดจ่ออยู่กับการจรดพู่กันเขียนบางสิ่งบางอย่าง


ฉินเหยาชะโงกหน้าเข้าไปดู บนกระดาษซวนจื่อสีเหลืองอ่อนใต้นิ้วของเขา เขียนไว้คำว่า ‘เงิน เงิน เงิน!’ ไว้แน่นเอี๊ยด


“เจ้าหลิวสาม เจ้าคิดถึงเงินจนเป็นบ้าไปแล้วรึ”


ปลายพู่กันพลันชะงัก หลิวจี้เงยหน้าขึ้นอย่างตกใจสุดขีด จากนั้นก็รีบโยนพู่กันทิ้งไปแล้วถอยกรูดไปอย่างตกใจยิ่ง ตะโกนเสียงดังลั่นจนตับไตไส้พุงแทบจะขาดว่า “ผีหลอก!”


เขากอดศีรษะเตรียมจะวิ่งหนีออกไป แต่กลับมีร่างสีชมพูร่างหนึ่งขวางทางออกที่หน้าประตูไว้ ทั้งยังยื่นมือออกมาผลักเขากลับไปที่เก้าอี้แล้วปิดปากของเขาไว้


ฉินเหยาตวาดอย่างจนปัญญา “หุบปาก! ข้าเอง”


เมื่อเสียงที่คุ้นเคยดังเข้าหู หลิวจี้ก็ค่อยๆเผยอเปลือกตาที่ปิดแน่นออกเป็นรอยแยกเล็กๆ ใบหน้านั้นเป็นใบหน้าที่คุ้นเคย แต่ชุดสีชมพูชุดนี้…


หลิวจี้รีบปิดตาลงทันที เขาผลักคนที่ขวางอยู่ข้างหน้าออกไป “ปีศาจร้ายเจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงได้ปลอมเป็นเมียข้ามาล่อลวงข้า! ข้าขอเตือนให้เจ้ารีบถอยออกไปโดยเร็ว มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”


ทั้งๆ ที่กลัวมาก แต่ในใจกลับคิดว่า ‘จะปลอมตัวทั้งทีก็ให้มันเหมือนหน่อยสิ เมียดุร้ายของข้าจะใส่ชุดสีชมพูได้อย่างไร ทั้งชีวิตนี้นางไม่มีทางใส่!’


ในห้องพลันเงียบสงัดลง ไร้เสียงใด


แต่เสียงลมหายใจแผ่วเบายังคงวนเวียนอยู่เหนือศีรษะของเขา


หลิวจี้หลับตาหดตัวอยู่บนเก้าอี้ ตกใจอย่างมาก


ว่ากันว่าคนกลัวผีสามส่วน ผีกลัวคนเจ็ดส่วน เขาขู่ขนาดนี้แล้ว ปีศาจตนนี้ยังไม่ถอยไปอีก ดูท่าว่าปีศาจตนนี้จะมีวิชาแก่กล้า รับมือได้ไม่ง่ายเสียแล้ว


ฉินเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย มองชายที่ตัวสั่นงกตรงหน้า ปากของเขายังคงพร่ำสวดนามของทวยเทพทั้งหลายอยู่ กำปั้นของนางก็กำแน่นแล้วคลายออกอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ซัดหมัดเข้าไปที่ใบหน้างดงามซึ่งซีดเผือดด้วยความกลัว


หมัดนี้ไม่ได้ใช้แรงมากนัก สำหรับหลิวจี้ที่ทนทายาดอยู่แล้วจึงไม่เจ็บไม่คัน


แต่ความรู้สึกที่คุ้นเคยนี้…


“เจ้าลืมตาดูข้านี่!” ฉินเหยากดเสียงคำรามต่ำ


หลิวจี้พลันตื่นขึ้นเต็มตา เขาเบิกตาขึ้นอย่างแรง เต็มไปด้วยความตกใจ “เมียจ๋า! เป็นเจ้าจริงๆรึ”


“เจ้าใส่ชุดแบบนี้ ข้านึกว่าเป็นภูตผีปีศาจที่ไหนปลอมตัวมาเสียอีก!”


เขาลุกพรวดขึ้น ถอยหลังไปสองก้าวใหญ่แล้วชี้ไปที่ชุดของฉินเหยา “สีชมพูอ่อนหวาน ตอนนี้เจ้า…” คำว่า ‘อายุเท่าไหร่แล้ว’ ถูกสายตาเย็นเยียบของฉินเหยาบังคับให้กลืนกลับลงไปในลำคอ


“ฮ่าๆๆ เมื่อครู่ข้ายังคิดอยู่เลยว่าในโลกนี้จะมีสตรีที่อ่อนหวานน่ารักขนาดนี้ได้อย่างไร ที่แท้ก็เป็นเมียจ๋าเจ้านี่เอง เช่นนั้นก็ไม่แปลกแล้ว” หลิวจี้หัวเราะแห้งๆ พยายามอธิบาย


“จริงสิเมียจ๋า เจ้ามาได้อย่างไร” แล้วยังไม่เข้าทางประตูหน้า แต่ลอยลงมาจากบนหลังคาอีก


ฉินเหยาแค่นเสียงเหอะในลำคอ ไม่คิดจะตอบคำถามโง่ๆแบบนี้ นางนั่งลงบนเก้าอี้แล้วยกมือชี้ไปที่ ‘เงิน’ ที่เขียนเต็มโต๊ะหนังสือ


“นี่รึที่เจ้าทุบอกรับประกันกับข้าว่าจะติดอันดับรายชื่อให้ได้ แบบนี้เจ้าจะติดอันดับรายชื่อได้รึ”


ตอนที่ 470: ตายใต้บุปผาราชัน


ฉินเหยาคิดว่าหลิวจี้จะเถียงกับนางว่าเขาขยันหมั่นเพียรในการสอบเคอจวี่เพียงใด


นางถึงกับคิดคำแก้ตัวของเขาออกล่วงหน้าแล้วด้วยซ้ำ อย่างเช่น “เมียจ๋า เจ้าเข้าใจผิดแล้ว นี่ข้าเพียงผ่อนคลายหลังจากสอบเสร็จ วันธรรมดาข้าขยันมากนะ”


ที่คาดเดาได้ไม่ยากก็คือ เขายังจะยกเอาอาจารย์ที่คอยเข้าข้างเขามาอ้างอีก บอกว่าหากนางไม่เชื่อก็ให้ไปถามตาเฒ่ากงเหลียงเหลียวนั่น ให้ชายชราเป็นพยานให้เขา


แต่คาดไม่ถึงเลยว่า!


หลิวจี้กลับคุกเข่าลงทันที โผเข้ากอดขานางพลางซบศีรษะลงบนต้นขา กล่าวด้วยสีหน้าสลดว่า


“เมียจ๋า เจ้าไม่รู้หรอก วันเวลาที่เจ้าไม่อยู่… ข้าลำบากยิ่งนัก”


ขณะที่พูด เขาก็จับมือนางขึ้นมาวางบนใบหน้าของตนอย่างเอาแต่ใจ ช้อนตามองนางจากมุมต่ำแล้วใช้ใบหน้าถูไถกับฝ่ามืออุ่นๆของนาง


คนตระกูลเฮ่อนอนกันเร็ว แขกย่อมทำตามเจ้าบ้าน หลิวจี้จึงเปลี่ยนเป็นชุดตัวในสีขาวเนื้อบางเบาเตรียมจะเข้านอนแล้ว


เพียงแต่ก่อนนอนอดไม่ได้ที่จะระบายความคับข้องใจของตนลงบนกระดาษเสียหน่อย เพื่อจะได้ไม่นอนหลับไปพร้อมอารมณ์ขุ่นมัวซึ่งจะส่งผลต่อความ.งดงามของตน


ดังนั้น ในยามนี้เส้นผมสีดำขลับราวกับน้ำตกของเขาจึงมีเพียงปอยหนึ่งที่ถูกปิ่นหยกปักไว้อย่างหลวมๆด้านหลังศีรษะ ส่วนที่เหลือทั้งหมดถูกปล่อยสยายลงบนแผ่นหลังอันแน่นไปด้วยมัดกล้าม


ชุดตัวในสีขาวบางเฉียบแนบสนิทไปกับลำตัว ท่าคุกเข่าหมอบลงของเขาทำให้แนวกระดูกสันหลังที่เหยียดตรงอยู่กลางแผ่นหลังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน


ถัดลงไปคือเอวคอดบาง สะโพกกลมกลึงงอนงามซึ่งซ่อนอยู่ระหว่างเส้นผมสีดำขลับ เผยให้เห็นวับแวม


ฉินเหยาย่อตัวลง ยื่นมือขวาข้างที่ไม่ได้ถูกเขาจับไว้แล้วตบลงไปฉาดใหญ่ทันที


ร่างของหลิวจี้สั่นสะท้าน ดวงตาดอกท้อที่เมื่อครู่ยังหรี่ปรืออยู่เบิกกว้างยิ่งกว่าระฆังทองแดงราวกับเกิดเรื่องที่ไม่อยากจะเชื่อสายตาขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง อีกทั้งยังมีความรู้สึกดำมืดอันแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบายฉายออกมาด้วย


เขาราวกับต้องการจะยืนยันอะไรบางอย่างจึงเหลือบตาขึ้นมองนางอย่างรวดเร็ว


สตรีนางนั้นกลับไปนั่งตัวตรงแล้ว ทอดสายตามองเขาจากมุมสูง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ แฝงแววเย้ยหยันและท้าทายว่าข้าจะดูซิว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้


ทันใดนั้นนางก็ยื่นมือออกมาอีกครั้ง บีบคางของเขาที่กำลังจะถอยหนีอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วเย็นเฉียบที่หยาบกว่าสตรีทั่วไปเล็กน้อยลูบไล้แก้มของเขาไปมา นางมองซ้ายมองขวา จุปากสองครั้งแล้วออกแรงดึงร่างเขาทั้งร่างขึ้นมาในฉับพลัน


เพราะแรงที่มหาศาล หลิวจี้ซึ่งถูกจับคางอยู่จึงถูกบังคับให้เปลี่ยนจากท่าคุกเข่าเป็นท่ายืน


เขาโซเซไปหลายก้าว ก่อนที่หลังส่วนล่างจะกระแทกเข้ากับโต๊ะหนังสือจึงจะยืนทรงตัวได้


ลมร้อนแห่งคิมหันต์ฤดูพัดเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดกว้างด้านหลัง เส้นผมสีดำขลับของเขาสะบัดปลิวไสว พันเกี่ยวร่างกายของเจ้าของอย่างอาลัยอาวรณ์


หลิวจี้มองดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อยของคนตรงหน้าที่ราวกับช่องแคบลึกล้ำที่นำไปสู่ใจกลางโลก หลอกล่อให้คนล่วงล้ำเข้าไปแล้วถูกคลื่นความร้อนของลาวาที่ปะทุอยู่ภายในกลืนกินในพริบตา เผาไหม้จนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน!


เห็นได้ชัดว่านางอันตรายถึงเพียงนั้น แต่กลับสวมชุดกระโปรงสีชมพูที่ใช้พรางตัวได้อย่างดีเยี่ยม


เอวที่เพรียวบางแต่แข็งแรงถูกขับเน้นด้วยกระโปรงอย่างสมบูรณ์แบบ อาจเพราะค่ำคืนในฤดูร้อนนั้นร้อนเกินไป คอเสื้อแบบไขว้จึงถูกนางเปิดออกสวมใส่เป็นคอแบะ เผยให้เห็นไหปลาร้าที่เฉียบคมเช่นเดียวกับเจ้าของ ทำให้ลำคอดูระหงยิ่งขึ้น


หัวใจของหลิวจี้เต้นระรัว ปากคอแห้งผาก ในใจร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง กลืนน้ำลายลงคอไปอย่างเงียบๆ


ในใจก็สบถด่า ‘นี่มันนางปีศาจชัดๆ!’


พอเห็นนางลุกขึ้นยืน หัวใจของหลิวจี้ก็พลันบีบรัดอย่างรุนแรง เขาค้นพบอย่างน่าประหลาดว่าตนเองกลับคาดหวังอยู่บ้าง


ทว่า นางเพียงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา กอด.อกแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ว่ามาสิ ลำบากอย่างไร”


“อะ…อะไรนะ”


รอบกายอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเย็นเยียบจากตัวนาง หลิวจี้ที่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นสมองกลับว่างเปล่า ไม่ทันได้ตอบสนองและได้ยินไม่ชัดว่านางพูดอะไร


รู้สึกเพียงว่าริมฝีปากบางสีชมพูคู่นั้นขยับขึ้นลง พ่นลมหายใจหอมยั่วยวนออกมา ทำให้ทั้งร่างเขาแข็งทื่ออยู่กับที่


ฉินเหยาก้มหน้าลงมองแวบหนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง


หลิวจี้คว้าปึกกระดาษซวนจื่อที่เขียนเรื่องเงินๆทองๆเต็มไปหมดบนโต๊ะมาบังส่วนล่างไว้อย่างขุ่นเคือง นัยน์ตาที่ปกติจะฉายแววเหลาะแหละกลับจ้องไปยังนางอย่างแน่วแน่ ท่าทางราวกับว่าหากนางขยับอีกเพียงนิดเดียว เขาก็พร้อมจะสู้ตาย


ตายใต้บุปผาราชัน แม้เป็นผีก็ยังสุขสม!


ฉินเหยามองเขา


หลิวจี้ก็มองนางเช่นกัน


เพราะความต่างของส่วนสูง ในตอนนี้หลิวจี้กลับมีพลังบางอย่างที่ดูสูสีกับนาง


ไม่รู้เพราะเหตุใด พอเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา ในใจของฉินเหยาก็พลันรู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาชั่วขณะ


ปลายนิ้วที่ทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัวลูบไล้กันไปมา สายตาไล่จากแผง.อกลงไปยังช่วงเอว อยากจะคว้าเอวคอดๆนั่นไว้ พลิกตัวเขากดลงกับโต๊ะหนังสือแล้วตีบั้นท้ายให้ลายพร้อยไปเลย


นัยน์ตาของสตรีที่มืดครึ้มลงอย่างกะทันหันทำให้สัญญาณเตือนภัยในใจของหลิวจี้ดังลั่น ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้น พลันมีเสียงฝีเท้าวิ่งเหยาะๆดังมาจากนอกห้อง


เป็นคนรับใช้ตระกูลเฮ่อที่อยู่เฝ้าแถวนั้น เมื่อได้ยินเสียงหลิวจี้ร้องว่า “ผีหลอก!” เมื่อครู่ก็กังวลว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับเขา หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอื่นใดจากเรือนรับรองจึงรีบมาดูสถานการณ์


“คุณชายหลิว ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”


คนรับใช้ตระกูลเฮ่อยืนอยู่ในลานบ้านอย่างรู้มารยาท มองคนที่อยู่ด้านในหน้าต่างแล้วเอ่ยถามด้วยความห่วงใย


หลิวจี้หันกลับมา หางตาแดงก่ำ แต่สีหน้ากลับเรียบเฉย โบกมือแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไร เมื่อครู่แค่ตกใจเงาต้นไม้เท่านั้น เจ้าถอยไปเถอะ คุณชายผู้นี้จะพักผ่อนแล้ว”


คนรับใช้ตระกูลเฮ่อมองเขาอย่างกังวล “ให้บ่าวไปบอกห้องครัวต้มน้ำแกงสงบใจให้คุณชายสักชามดีหรือไม่ขอรับ”


คุณชายน้อยกำชับไว้เป็นพิเศษว่าต้องดูแลศิษย์น้องร่วมสำนักของเขาผู้นี้อย่างระมัดระวัง คนรับใช้จึงไม่กล้าละเลยและเป็นห่วงอย่างยิ่ง


หลิวจี้เหลือบตามองร่างสีชมพูที่ห้อยหัวอยู่บนขื่อบ้านแวบหนึ่ง ก่อนจะโบกมืออีกครั้ง “ไม่ต้องรบกวนห้องครัว ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว”


พูดจบก็เก็บไม้ค้ำ ปิดหน้าต่างที่เปิดอยู่ เป่าเทียนบนเชิงเทียนจนดับ ทำทีเป็นเตรียมจะเข้านอน


เมื่อคนรับใช้เห็นดังนั้นก็ล่าถอยไปอย่างเงียบๆ


รอจนเสียงฝีเท้าไกลออกไป ฉินเหยาจึงค่อยๆโรยตัวลงมาจากขื่อบ้านและลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบา


คืนนี้แสงจันทร์ไม่สว่างนัก ในห้องจึงมืดสลัว มองเห็นเพียงเงาร่างเลือนราง ดูน่าขนลุกราวกับผี บรรยากาศวาบหวามเมื่อครู่หายไปโดยสิ้นเชิง


หลิวจี้สะบัดศีรษะอย่างแรงจ้องมองนางอย่างฉุนเฉียว แต่ได้แต่เก็บความโกรธไว้ไม่กล้าพูดออกไป


แต่ในวินาทีต่อมา ฉินเหยาก็เอ่ยถามขึ้นว่า “ว่ามาสิ เอาเงินไปใช้ที่ไหนหมด!”


ตุบ เขาทรุดตัวลง คุกเข่าอีกครั้ง นั่งลงบนพื้นแล้วยกแขนเสื้อขึ้นมาเริ่มร้องไห้คร่ำครวญถึงความทุกข์ยากที่ได้รับในช่วงหลายวันมานี้


ฉินเหยานึกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร ที่แท้ก็แค่ถูกพวกคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ที่ใช้เงินเข้ามาในหอเอกสารกลั่นแกล้งหยอกเล่นเท่านั้น


“อาจารย์ของเจ้าไม่ได้บอกเจ้าหรือว่า ต้องผ่านความลำบากแสนสาหัสจึงจะอยู่เหนือคนอื่นได้ นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เจ้าก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ”


หลิวจี้แค่นเสียงหึ “พูดน่ะมันง่าย แต่ข้ามาจากครอบครัวต้อยต่ำ คนพวกนี้ก็ไม่ใช่พวกไร้ประโยชน์ที่ดีแต่เปลือกนอกอย่างฝานซิ่วไฉ พวกเขาเป็นถึงคุณชายสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงอย่างแท้จริง เป็นคนที่แม้แต่นายท่านเฮ่อยังต้องให้ความเกรงใจสามส่วน ข้าเป็นแค่ชาวบ้านบ้านนอกคนหนึ่ง ถูกรังแกก็ไม่กล้าต่อต้าน”


ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งดูจริงจังขึ้นเรื่อยๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความน้อยใจของเขาฟังดูน่าสงสารอยู่หลายส่วน


“แล้วอาจารย์กับศิษย์พี่ของเจ้าไม่จัดการให้หรือ” ฉินเหยาหรี่ตาถาม


นางไม่ถามยังจะดีเสียกว่า พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา หลิวจี้ก็ยิ่งเดือดดาล


“เมียจ๋า เจ้ารู้หรือไม่ว่าขาของท่านอาจารย์หายไปได้อย่างไร” เขาถามขึ้นเองโดยไม่หวังว่าฉินเหยาจะล่วงรู้ความลับของคนใหญ่คนโตเช่นนี้ และไม่รอให้นางตอบ เขาก็พูดอย่างเดือดดาลว่า “เขาถูกคนใส่ร้าย!”


จบตอน

Comments