ตอนที่ 471: เจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์
“สถานที่นั้นของเราเป็นเพียงเมืองเล็กๆ เจ้าไม่รู้ก็เป็นเรื่องปกติ แม้แต่ข้าเองก็เพิ่งจะรู้ความจริงเมื่อไม่นานมานี้ กงเหลียงเหลียวผู้โด่งดังที่เจ้ากับข้าเคยรู้จัก แท้จริงแล้วเป็นเพียงตาเฒ่าน่าสงสารที่ไปล่วงเกินผู้มีอำนาจเข้าจนถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงและไม่มีวันได้กลับไปอีก”
มุมปากของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย ในใจคิดว่า ‘มารดาผู้นี้รู้ตั้งนานแล้ว! แค่ไม่ได้บอกเจ้าเท่านั้น’
แต่บนใบหน้ากลับแสดงความประหลาดใจเล็กน้อยราวกับ ‘ข้าเพิ่งจะรู้’ แล้วลองหยั่งเชิงถาม “พวกเขาดูหมิ่นพวกเจ้าทั้งสามศิษย์อาจารย์เลยหรือ”
หลิวจี้ส่ายหน้า “ศิษย์พี่อย่างไรเสียก็เป็นเหลนรักของท่านอัครเสนาบดี อีกทั้งยังมีผู้ว่าการเฮ่อเป็นลุงเขยแท้ๆอยู่ทั้งคน ในพื้นที่ของจังหวัดจื่อจิงนี้ ใครจะกล้าว่าอะไรเขาได้”
อีกอย่าง อูฐที่ผอมตายก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า แม้กงเหลียงเหลียวจะล่วงเกินผู้มีอำนาจจนตกอับ แต่ความรู้ของเขากว้างขวางลึกซึ้ง การที่เขาไม่ลังเลที่จะล่วงเกิน.องค์หญิงใหญ่เพื่อปกป้องหลักจริยธรรมของแคว้นเซิ่ง ทำให้มีบัณฑิตลัทธิขงจื๊อมากมายที่สนับสนุนเขา
ถึงขนาดมีคนเอาเขาเป็นแบบอย่าง ยอมถวายฎีกาแม้ต้องโทษประหารเพื่อทูลขอให้ฝ่าบาทลงโทษ.องค์หญิงใหญ่อย่างหนักและทูลขอให้คืนตำแหน่งอาจารย์ของ.องค์รัชทายาทแก่กงเหลียงเหลียว
แน่นอนว่าสำหรับบัณฑิตหัวทึบพวกนี้ แม้แต่ตัวกงเหลียงเหลียวเองก็รู้สึกพูดไม่ออกเช่นกัน
บทเรียนที่เจ็บปวดของเขาวางอยู่ตรงหน้าก็เพื่อตักเตือนคนรุ่นหลังว่าอย่าทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด
ผลกลับกลายเป็นว่า พวกเขาดันแห่ทำตามกันเสียนี่ เป็นการตีความที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น สรุปได้ว่าจึงมีเพียงหลิวจี้คนเดียวที่ถูกรังแก ทั้งอาจารย์และศิษย์พี่ก็ปกป้องเขาได้ไม่มากนัก
เป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสามศิษย์อาจารย์จะตัวติดกันตลอดเวลา ทุกคนต่างก็มีเรื่องของตัวเองที่ต้องทำ
และหลิวจี้เองก็ไม่สามารถหลบซ่อนอยู่หลังอาจารย์และศิษย์พี่ไปได้ตลอดชีวิต หากเขาเป็นคนขี้ขลาดตาขาวเช่นนั้นจริงๆ กงเหลียงเหลียวคงเตะเขากระเด็นไปแล้ว
ศักดิ์ศรีของบุรุษ ต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง!
เพียงแต่ชาติกำเนิดของเขามันค้ำคออยู่ สำหรับบรรดาคุณชายสูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่แล้ว การที่คนพื้นเพเช่นหลิวจี้สามารถมาปรากฏตัวและร่ำเรียนด้วยกันกับพวกเขาในหอเอกสารได้ ถือเป็นการตีตนเสมอท่านและเป็นการยั่วยุพวกเขาอย่างหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ชาวบ้านป่าคนนี้ยังมีรูปโฉม.งดงามหาที่เปรียบมิได้ ชาวบ้านธรรมดาธรรมดา กลับทำให้เหล่าคุณชายสูงศักดิ์อย่างพวกเขาต้องกลายเป็นตัวประกอบไร้รัศมี จะมองเขาแล้วรู้สึกถูกชะตาได้ก็คงแปลก!
หลิวจี้แอบชำเลืองมองฉินเหยาแวบหนึ่ง พอเห็นสีหน้าเย็นชาของนาง เขาก็ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหางตาพอเป็นพิธี
“เมียจ๋า เจ้าอย่าเป็นห่วงข้าไปเลย ขอเพียงสอบได้เป็นขุนนาง ความลำบากแค่นี้ไม่นับเป็นอะไร ก็แค่ถูกถากถางด้วยวาจาบ้างบางครั้ง คอยหาเรื่องให้ข้าทำเสียงหมาเห่าต่อหน้าคนอื่นเพื่อเอาใจพวกเขาแล้วก็ใช้อำนาจบังคับให้ข้ารินน้ำชาให้ ข้าอดทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไป…”
“ขอแค่ได้อยู่ในหอเอกสาร ได้เห็นตำราฉบับเดียวที่ตกทอดมาเหล่านั้นและสามารถช่วงชิงตำแหน่งมาให้เมียจ๋าของข้าได้ ความน้อยเนื้อต่ำใจเพียงเท่านี้ไม่นับเป็นอะไรจริงๆ…”
“ที่ข้าเฝ้าคิดแต่เรื่องเงิน เป็นข้าที่ผิดเอง ข้าไม่ควรหัวสูงเช่นนี้ คิดจะเอาเงินไปซื้อของขวัญให้พวกเขาเพื่อประจบสอพลอ หวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบ จะได้มีเวลาตั้งใจอ่านหนังสือ”
หลิวจี้สูดจมูกฟุดฟิด ลุกขึ้นยืนอย่างเข้มแข็งแล้วมองสตรีในชุดสีชมพูตรงหน้าด้วยความซาบซึ้ง “เมียจ๋า แค่เจ้ามาหาข้า ข้าก็พอใจมากแล้ว”
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มอง ‘หน่อไผ่น้อย’ ที่แข็งแกร่งตรงหน้า สลับกับมองไปนอกห้องแล้วถามขึ้นทันที
“คนพวกนั้นอยู่ในเมืองกันหมดใช่หรือไม่”
หลิวจี้พยักหน้ารับคำ ก่อนจะแสดงสีหน้าตื่นตระหนกในทันใด “เมียจ๋า เจ้าคงไม่ได้จะไปสั่งสอนพวกเขาแทนข้าใช่หรือไม่ คนพวกนั้นจะเป็นภาระให้เมียจ๋าต้องลงมือได้อย่างไร ข้าอดทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว เมียจ๋า เจ้าอย่าลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับคนพาลเลยนะ เพื่อข้าแล้ว มันไม่คุ้มค่าหรอก”
ฉินเหยาจ้องมองใบหน้าของเขาที่ดูหล่อเหลางดงามยิ่งขึ้นใต้แสงจันทร์ แค่นเสียงหัวเราะที่ฟังไม่ออกว่ายินดีหรือโกรธเคือง “ขนาดมารดาผู้นี้ยังไม่เคยให้เจ้าทำเสียงหมาเห่าเลย พวกเขากล้าดีอย่างไร!”
“สวมเสื้อผ้าให้ดีแล้วไปกัน” ฉินเหยาเร่ง
หลิวจี้รีบสวมเสื้อผ้าอย่างคล่องแคล่วพลางเอ่ยถามเสียงแผ่ว “เมียจ๋า จะไปที่ใดหรือ”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไปล้างแค้นให้เจ้า”
น้ำเสียงเย็นเยียบและแววตาที่ดุดันขึ้นมาอย่างกะทันหันของนาง ดูน่าสะพรึงกลัวอยู่บ้างใต้แสงจันทร์จางๆ
หลิวจี้กลืนน้ำลายอย่างหวาดๆ ในใจคิดว่านางคงไม่ได้จะลงมือเด็ดหัวคนอีกแล้วใช่หรือไม่
เขาพูดเกินจริงไปหรือเปล่านะ
ยังไม่ทันจะคิดออกก็มีลมวูบหนึ่งพัดผ่านหน้าไป พอเงยหน้าขึ้นอีกที ร่างของเขาก็ถูกฉินเหยาโอบเอวพาขึ้นมาอยู่บนหลังคาแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวจี้ได้ขึ้นมาอยู่สูงขนาดนี้ ทัศนวิสัยกว้างไกลราวกับสามารถเหยียบย่ำเมืองทั้งเมืองไว้ใต้ฝ่าเท้า
ความรู้สึกเช่นนี้…ยอดเยี่ยมเป็นบ้า!
แต่สติสัมปชัญญะยังคงบอกเขาว่า ต้องรีบห้ามสตรีที่กำลังจะคลั่งตรงหน้าให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นผลที่ตามมาคงยากจะเดาได้
“เมียจ๋า เรากลับกันเถอะ เจ้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงของมณฑลยังไม่ทันได้พักผ่อนเลย ดึกป่านนี้แล้ว กลับไปนอนที่โรงเตี๊ยมก่อนเถอะ” หลิวจี้จับแขนเสื้อของนางไว้แน่นแล้วเกลี้ยกล่อม
ฉินเหยาเหลือบมองเขา “อะไรกัน เจ้าไม่อยากล้างแค้นแล้วหรือ”
หลิวจี้ส่ายหน้า แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่แล้ว แค้นนี้เขาต้องชำระ!
เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
“เมียจ๋า เจ้าพาข้าลงไปก่อน ข้าจะเล่ารายละเอียดให้ฟัง” หลิวจี้ชี้ไปที่เรือนรับรองใต้เท้า เขาก้ม.ลงมองแวบหนึ่ง แม่เจ้าโว้ย สูงจริงๆ!
ฉินเหยาไม่ขยับ กอดอกจ้องเขา “พูดตรงนี้แหละ”
“…ก็ได้” หลิวจี้คิดว่าพูดตรงนี้ก็ดีเหมือนกัน
เขาย่อตัวลงอย่างระมัดระวัง ลูบกระเบื้องมุงหลังคาแล้วนั่งลง
พระจันทร์เสี้ยวลอยอยู่บนท้องฟ้า ย่านจอแจที่อยู่ไกลออกไปสว่างไสวด้วยแสงไฟ ลมเย็นพัดเอื่อยๆ ทำให้รู้สึกสบายไปทั้งตัว
หลังจากอัดอั้นตันใจมานาน ในที่สุดเมื่อได้มองแสงไฟจากบ้านเรือนมากมาย หลิวจี้ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาชั่วขณะ
ฉินเหยานั่งลงข้างๆเขา ชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง วางข้อศอกบนเข่าแล้วเอียงศีรษะเป็นเชิงบอกให้เขารีบพูด
เมื่อเห็นความร้อนรนในแววตาของนาง หลิวจี้ก็เอียงศีรษะกะพริบตาปริบๆ คราวนี้เป็นลมที่พัดเอาน้ำตาสองหยดไหลออกมาจริงๆ
ฮือๆ เมียจ๋าของเขาดีจริงๆ!
“ความจริงข้าหาวิธีแก้ไขได้แล้ว เพียงแต่ในมือยังไม่มีเงิน เลยทำอะไรไม่สะดวกไปบ้าง”
หลิวจี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ข้างในเต็มไปด้วยแผนการอันมืดมน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม กล่าวเสียงเย็นว่า
“ชายผู้นั้นมาที่หอเอกสารพร้อมกับสหายสนิท สองคนนั้นอาศัยบารมีตระกูลคอยหาเรื่องข้า ส่วนพวกคุณชายคนอื่นๆ ก็แค่ต้องการประจบประแจงสองคนนี้เลยร่วมมือกับพวกเขา…”
สองคนนี้สนิทกันมาก มีสตรีก็เที่ยวเล่นด้วยกัน มีของอร่อยก็กินด้วยกัน นอนด้วยกันทุกวันสนิทสนมราวกับเป็นคนๆเดียวกัน ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องแน่นแฟ้นจนทำลายไม่ได้
มีเพียงเรื่องเดียวที่ทั้งคู่ใส่ใจอย่างยิ่ง คือสถานะของตนเองในสายตาคนนอก ขอเพียงมีคนชมคนใดคนหนึ่ง อีกคนก็จะฝืนยิ้มออกมา
ดังนั้น เขาเพียงแค่พูดยุยงไปประโยคเดียวว่า พวกคุณชายคนอื่นๆ รู้สึกว่าหนึ่งในสองคนนั้นดูเป็นสุภาพบุรุษมากกว่าอีกคน บรรยากาศระหว่างทั้งสองก็จะแปลกไปทันที
“สองวันนี้ข้าสบายขึ้นเยอะแล้ว เจ้าสุนัขสองตัวนั่นเริ่มระแวงกันเอง ขาดก็แต่รอให้ข้าไปสุมไฟอีกหน่อย สุนัขตัวที่ขี้อิจฉามากกว่าก็จะคลั่งแล้วกัดอีกตัวจนตาย!”
ต่อหน้าฉินเหยา หลิวจี้ไม่คิดจะปิดบังด้านมืดของตนเองเลยแม้แต่น้อย ไม่เสแสร้งแม้แต่นิดเดียว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธาตุแท้ของเขาเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าสตรีใจร้ายนางนี้อีกแล้ว ดังนั้นการปิดบังจึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเลย
ฉินเหยาจุปากสองครั้ง “หลิวซานเอ๋อร์ เจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์นี่…พูดไปพูดมา ก็ยังเป็นเรื่องเงินอยู่ดี!”
นางเงื้อมือขึ้นทำท่าจะตบ หลิวจี้ก็รีบยื่นหน้าหล่อๆของตนเข้าไปหาพลางกล่าวอย่างน่าสงสารว่า “เมียจ๋า เจ้าตบเลย ถูกเจ้าตบย่อมดีกว่าถูกเจ้าสุนัขสองตัวนั่นตบ”
ฝ่ามือที่เงื้อขึ้นของฉินเหยาชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนจะใช้เท้าถีบเขาร่วงลงไป!
ตอนที่ 472: เตรียมจัดการสุนัข
เรือนรับรองของตระกูลเฮ่อเงียบสงัด มีเพียงเสียงใบไม้ที่สั่นไหวตามสายลมดังซ่าๆ
ฉินเหยาจากไปแล้วอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย
โชคดีมากที่หลิวจี้ไม่ตกลงมาตาย
เขานอนอยู่บนเตียง มองขื่อคานที่นางเคยใช้ห้อยตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและอาลัยอาวรณ์
หากเป็นไปได้ ตอนนี้เขาอยากจะกลับไปที่โรงเตี๊ยมกับนาง ซักผ้า ทำอาหารและอุ่นเตียงให้นาง!
แต่เรื่องนี้ก็ได้แต่คิดเท่านั้น กำแพงบ้านของตระกูลเฮ่อ เขาปีนข้ามไปไม่ได้หรอก
เมื่อนึกอะไรขึ้นได้ หลิวจี้ก็พลิกตัวไปคลำก้อนเงินขนาดใหญ่และแข็งโป๊กที่ด้านในของเตียง เขาหยิบมันขึ้นมาจูบฟอดใหญ่สองที ก่อนจะรู้สึกสบายใจอย่างถึงที่สุด
ก่อนไปเมียจ๋าบอกแล้วว่านางจะอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลหลายวัน มีเมียจ๋าผู้ชาญฉลาดและเก่งกาจคอยคุมเชิงอยู่ คราวนี้มาดูกันว่าเขาจะจัดการเจ้าสุนัขสองตัวนั่นได้หรือไม่!
คืนนั้น หลิวจี้พลิกตัวไปมาด้วยความตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ
ในที่สุดก็ทนรอจนฟ้าสว่าง เขาจงใจแต่งตัวเป็นพิเศษแล้วส่งคนไปแจ้งท่านอาจารย์คำหนึ่ง ก่อนจะออกจากบ้านไป
ในเวลานี้ ฉินเหยายังคงนอนหลับอยู่ในห้องพักที่โรงเตี๊ยม
ส่วนซ่งอวี้ตื่นแต่เช้าตรู่แล้ว เขาเขียนเทียบเชิญ เรียกเสี่ยวเอ้อร์ในโรงเตี๊ยมมา แล้วให้เงินค่าเสียเวลาไปห้าสิบเหวิน ให้เสี่ยวเอ้อร์ช่วยนำเทียบเชิญไปส่งที่ห้างการค้าฟู่หลง
ระหว่างที่รอการตอบกลับ ซ่งอวี้ก็รับประทานอาหารเช้าที่โถงด้านล่างเพียงคนเดียว พอเห็นว่าได้เวลาแล้ว ขณะที่กำลังจะให้ลูกจ้างของโรงเตี๊ยมนำอาหารเช้าขึ้นไปส่งที่ห้องของฉินเหยาก็เห็นบุรุษผู้มีรูปโฉมเหนือสามัญในชุดบัณฑิตสีขาวพระจันทร์เดินออกมาจากครัวด้านหลังร้าน ในมือถือของบางอย่างแล้วเดินขึ้นไปยังห้องพักแขกชั้นสอง
ซ่งอวี้รีบส่ายศีรษะแล้วเพ่งมองอีกครั้ง หากไม่นับรวมกลิ่นอายหล่อเหลาสง่างามเหนือโลกีย์นั่นแล้ว บุรุษในชุดสีขาวจันทร์กระจ่างผู้นั้นจะเป็นใครไปได้อีกเล่า นอกจากนายท่านใหญ่ของเขา!
ซ่งอวี้ตกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่านายท่านของตนเองพอแต่ง.องค์ทรงเครื่องแล้วจะหล่อเหลาถึงเพียงนี้
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก!”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฉินเหยาที่นอนอยู่บนเตียงพลันลืมตาขึ้นมาทันที ในดวงตายังคงมีความงัวเงียหลงเหลืออยู่
แต่ไม่นานก็กลับมาแจ่มใส นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ใคร”
“เมียจ๋า ข้านำอาหารเช้ามาส่งให้”
เสียงของหลิวจี้ดังมาจากนอกประตู ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
แต่พอคิดอีกที เมื่อวานนางเพิ่งให้เงินเขายี่สิบตำลึง การแสดงออกของเขาในวันนี้ก็ถือว่ายังรู้จักกาลเทศะอยู่บ้าง
“เข้ามาสิ ประตูไม่ได้ลงกลอน” ฉินเหยาลุกจากเตียงมาแต่งตัว หยิบหวีไม้ขึ้นมาสางผมยาวสลวย มวยผมขึ้นเป็นมวยเดี่ยวเรียบง่ายแล้วปักปิ่นรูปงูลงไป ชุดหรูฉวินสีชมพูขาวทำให้นางดูองอาจและสง่างาม
หลิวจี้ผลักประตูเข้ามา วางถาดลงบนโต๊ะพลางบ่นพึมพำ “เจ้านอนตอนกลางคืนไม่ลงกลอนประตูแบบนี้ไม่ได้นะ หากเจอขโมยจะทำอย่างไร คราวหน้าต้องจำไว้ว่าให้ลงกลอนประตูหน้าต่างให้ดี”
ฉินเหยาจัดการล้างหน้าล้างตาเสร็จก็นั่งลงที่โต๊ะอย่าง.องอาจ รับคำส่งๆไปทีหนึ่งแล้วมองอย่างสงสัยว่าเขาเตรียมอาหารเช้าอะไรมาให้
เป็นโจ๊กขาวใส่ผักและหมูสับหนึ่งชามพร้อมด้วยเครื่องเคียงอีกสองอย่าง คือยำแตงกวารสเปรี้ยวเผ็ดและผักเหมยกานไช่หนึ่งจาน
ดูเผินๆเป็นของธรรมดาทั้งหมด แต่ความจริงแล้วกลับแฝงความไม่ธรรมดาเอาไว้
หลิวจี้นั่งลงตรงข้ามนาง ช่วยตักโจ๊กพลางพูดว่า “เจ้าอย่าเห็นว่าเป็นแค่เครื่องเคียงสองจานนะ แต่ยำแตงกวานี่ข้าไปขอมาจากหัวหน้าพ่อครัวในครัวของหอเติงอวิ๋นเองเลย”
“แล้วก็ผักเหมยกานไช่จานนี้ ข้าดองเองกับมือ กินกับโจ๊กแล้วเข้ากันสุดๆ!”
ฉินเหยามองเขาอย่างประหลาดใจ “เจ้าดองผักเหมยกานไช่เป็นด้วยหรือ”
หลิวจี้พยักหน้าหงึกๆ “ก็ต้องประหยัดเงินหน่อยนี่นา ผักเหมยกานไช่ดองกับโจ๊กเปล่าๆ ข้าก็กินไปได้อีกหลายมื้อ”
ฉินเหยาไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะยอมปล่อยให้ตัวเองหิว แปดส่วนคงเป็นเพราะต้องการรักษาภาพลักษณ์บัณฑิต ‘ยากจนขยันหมั่นเพียร’ ของเขาในตอนนี้ให้มั่นคงมากกว่า
“นี่เจ้าเตรียมจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนรึ” ฉินเหยาถามขณะซดโจ๊ก
ดูจากการแต่งกายแบบ ‘ยากจน’ ของหลิวจี้แล้ว ไม่ใช่ว่าแต่งมาให้นางดูแน่นอน
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ “ไม่มีอะไรปิดบังสายตาของเมียจ๋าได้เลย ข้ากำลังจะไปจัดการสุนัขน่ะสิ”
“แต่ก็ยังเป็นห่วงว่าเมียจ๋าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงของมณฑลจะกินอะไรไม่คุ้นปาก เลยตั้งใจมาทำอาหารเช้าให้เจ้าก่อน รอเจ้ากินเสร็จข้าค่อยไป”
ฉินเหยาซดโจ๊กในชามจนหมดในอึกเดียว วางชามเปล่าลง “เอาล่ะ ข้ากินเสร็จแล้ว เจ้าไปเถอะ”
เสียงฝีเท้าของซ่งอวี้ที่กำลังขึ้นบันไดดังมาจากนอกประตู น่าจะเป็นทางห้างการค้าฟู่หลงที่ตอบกลับมาแล้ว
ดังนั้นนางก็ต้องออกไปทำธุระสำคัญเช่นกัน
แต่หลิวจี้ไม่มีหูทิพย์เช่นนั้น เขาเพียงรู้สึกว่าฉินเหยากำลังไล่คนจึงมองนางอย่างตัดพ้อ “ถ้าอย่างนั้นข้าไปแล้วนะ”
ฉินเหยาพยักหน้า “ไสหัวไปได้แล้ว”
“เดี๋ยวก่อน!” ทันใดนั้นนางก็เรียกเขาไว้
หลิวจี้ดีใจขึ้นมาทันที “เมียจ๋าตัดใจจากข้าไม่ลงแล้วหรือ ที่จริงอยู่อีกสักพักก็ไม่เป็นไร เจ้าสุนัขสองตัวนั่นตอนนี้ยังไม่ออกจากรังเลย”
ฉินเหยามองเขาอย่างพูดไม่ออกแล้วเตือนว่า “ข้าแนะนำว่าเจ้าอย่าทำเกินไปนัก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจี้หายไปทันที เขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เมียจ๋ากำชับเช่นนี้ ดูถูกคนเกินไปแล้วนะ ข้าเป็นคนใจแคบเช่นนั้นหรือ”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว ‘เจ้าไม่ใช่หรือ’
หลิวจี้ยู่ปาก หางตาเหลือบไปเห็นซ่งอวี้ที่มายืนอยู่ตรงประตูตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้จึงรับคำว่าอ้อเสียงหนึ่งแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง
เพียงแต่พอเขาหันกลับไป อารมณ์ทั้งหมดบนใบหน้าก็ถูกเก็บกลับไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาอันมืดมนน่าขนลุก
ซ่งอวี้เหลือบมองโดยไม่ตั้งใจ จากนั้นหัวใจพลันก็กระตุกวูบ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหม่อลอยไปบ้าง
บุรุษในชุดสีขาวจันทร์กระจ่างที่เดินจากไปไกลแล้วนั่น คือนายท่านใหญ่ของตนจริงๆใช่หรือไม่
เมื่อหันสายตากลับไปยังห้องพักแขก ฮูหยินกำลังรับประทานอาหารเช้าที่นายท่านนำมาส่งให้ ดังนั้น…บางที…อาจจะ…นั่นคงเป็นนายท่านใหญ่ของเขากระมัง
ซ่งอวี้เดินเข้ามาในห้อง เอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง “ฮูหยิน นายท่านเขา…”
“ไม่ต้องไปสนใจเขา มีเรื่องอะไรหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
ซ่งอวี้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะดึงสติกลับมาได้ เก็บความอยากรู้อยากเห็นของตนลงแล้วยื่นเทียบตอบกลับจากห้างการค้าฟู่หลงในมือส่งให้นาง
ฉินเหยาเปิดดูแวบหนึ่ง เจี่ยงเหวินนัดพบนางที่หอเติงอวิ๋นในตอนเย็น
“ไปหอเติงอวิ๋น…มาตรฐานสูงไปหน่อยนะ” ฉินเหยายักไหล่ วางเทียบตอบกลับลง
ปกติก็ได้แค่กินข้าวที่โรงเตี๊ยมอื่น ดูท่าเจ้าภาพครั้งนี้คงไม่ใช่เจี่ยงเหวิน แปดส่วนคงเป็นเจ้านายของเขาชิวเยี่ยน
ก็ดีเหมือนกัน จะได้นำกล่องเครื่องใช้สตรีไปคุยกับชิวเยี่ยนโดยตรง ประสิทธิภาพจะสูงกว่า
แต่ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ฉินเหยากินโจ๊กหมูสับใส่ผักในชามตรงหน้าจนหมดก็พาซ่งอวี้ไปพบเถ้าแก่ฟางผู้จัดหาวัตถุดิบให้โรงงานเครื่องเขียน
ทั้งสองฝ่ายทำความรู้จักกันแล้วหารือเรื่องราคาสินค้าชุดถัดไป เถ้าแก่ฟางคร่ำครวญว่าขาดทุนและขอขึ้นราคา ฉินเหยาไม่ตกลง ทั้งสองฝ่ายจึงเจรจากันไม่ราบรื่นนัก
หลังจากออกมาจากร้านของเถ้าแก่ฟาง ซ่งอวี้ก็ถามอย่างไม่เข้าใจ “ฮูหยิน เหตุใดไม่ลองหาพ่อค้าไม้รายอื่นดูเล่าขอรับ”
ฉินเหยาฝืนยิ้ม “เถ้าแก่ฟางผู้นี้ ในบรรดาพ่อค้าไม้ทั้งหมด ถือว่าฉลาดน้อยที่สุดแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งอวี้ก็รู้ว่าตนถามคำถามโง่ๆออกไป เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วลองเสนอแนะ “ถ้าเช่นนั้นหากเราเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อ เถ้าแก่ฟางอาจจะยอมไม่ขึ้นราคาก็ได้นะขอรับ”
ฉินเหยาก้มลงมองกล่องเครื่องใช้สตรีที่หุ้มด้วยถุงผ้าสีเทาในมือ เมื่อครู่เถ้าแก่ฟางพยายามจะเปิดถุงผ้าของนางดูหลายครั้งว่าข้างในคืออะไร แต่นางก็ปัดป้องไปอย่างแนบเนียน
พอเถ้าแก่ฟางถาม นางก็เพียงบอกว่าเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของโรงงาน
และเพราะเหตุนี้ แม้จะยังตกลงราคากันไม่ได้ แต่การเจรจาก็ยังไม่ถึงกับล้มเหลว
ฉินเหยากล่าวเสียงเรียบ “ตอนนี้ก็ต้องดูแล้วว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ชิ้นนี้จะเข้าตานายท่านชิวเยี่ยนแห่งห้างการค้าฟู่หลงหรือไม่”
ตอนที่ 473: การสร้างมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์
ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงเวลานัดหมาย ฉินเหยาและซ่งอวี้ไม่ได้กลับไปที่โรงเตี๊ยม แต่เลือกที่จะสอบถามข่าวคราวเกี่ยวกับห้างการค้าฟู่หลงตามท้องถนน
ผ่านไปครึ่งปี ด้วยการสนับสนุนจาก.องค์หญิงใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้ตอนนี้ห้างการค้าฟู่หลงแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก
ปัจจุบันผู้จัดจำหน่ายยาทั้งหมดในเมืองหลวงของมณฑลได้เปลี่ยนเป็นห้างการค้าฟู่หลงแล้ว ผ้าแพรพรรณในร้านผ้าต่างๆ ก็มาจากห้างการค้าฟู่หลงเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าใบชาและสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ
แม้จะยังไม่สามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดจื่อจิงได้ แต่ก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของกรมการขนส่งทางน้ำในปัจจุบัน
แขกในโรงน้ำชากล่าวกันว่า ตอนนี้ห้างการค้าฟู่หลงกำลังเตรียมที่จะเหมาเรือทุกลำของท่าเรือในสังกัดกรมการขนส่งทางน้ำของจังหวัดจื่อจิง เพื่อกอบโกยเงินจากการขนส่งทางน้ำ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ร้านค้าทั่วไปจะทำได้ ต้องมีคนใหญ่คนโตคอยหนุนหลังจึงจะมีความหวังที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการของทางการได้
และเป็นเพราะการวางตัวอย่างอวดโอ่ของห้างการค้าฟู่หลงในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ถึงกับมีคนในแวดวงการค้าคาดเดากันว่า เป็นชิวเยี่ยนที่จ้างวานฆ่าเถ้าแก่กัวหลินแห่งห้างการค้าจิ่งหยุนและตอนนี้ก็เตรียมที่จะเข้ามาแทนที่
เมื่อซ่งอวี้ไปสืบข่าวนี้มาได้ ฉินเหยากำลังจะยกชาเย็นขึ้นดื่มพอดี นางเกือบจะพ่นน้ำชาออกมา
แน่นอนว่านางเป็นมืออาชีพจึงไม่ได้พ่นชาออกมาจริงๆ
แต่เพราะซ่งอวี้ยืนอยู่ใกล้มาก เขาจึงสังเกตเห็นอะไรบางอย่างได้และเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ฮูหยิน ท่านไม่เป็นไรนะขอรับ”
ฉินเหยาโบกมือ แต่สุดท้ายก็ยังดื่มชาเย็นในถ้วยจนหมดแล้วพูดให้ความยุติธรรมกับชิวเยี่ยนประโยคหนึ่ง
นางกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่ชิวเยี่ยนจะฆ่ากัวหลิน”
คนที่กำลังถกเถียงกันอย่างออกรสหลายคนหันมามองฉินเหยาทันทีแล้วถามอย่างไม่ยอม “เจ้าอาศัยอะไรมายืนยันเช่นนั้น!”
ฉินเหยาคิดในใจ ‘คนที่มารดาผู้นี้ฆ่าเองกับมือ มารดาผู้นี้จะไม่รู้ได้อย่างไร’
แต่บนใบหน้ากลับสงบนิ่งแล้วกล่าวว่า “คนสองคนนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย อีกทั้งขอบข่ายการทำการค้าก็ต่างกัน นายท่านชิวไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น”
อย่างไรเสียนางก็ได้ชี้แจงแล้ว จะเชื่อหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับนางแล้ว
“ไปกันเถอะ” ฉินเหยาบอกให้ซ่งอวี้หยิบกล่องเครื่องใช้สตรีขึ้นมา ได้เวลาแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังหอเติงอวิ๋นตามนัด
ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินมาถึงก่อนแล้ว เมื่อพบหน้ากันก็ล้วนเป็นคนคุ้นเคย ฉินเหยาจึงแนะนำซ่งอวี้ให้รู้จักแล้วทั้งสี่ต่างก็นั่งลงประจำที่
อาหารถูกยกขึ้นโต๊ะอย่างรวดเร็ว หลังจากกินไปได้ไม่กี่คำ ทุกคนก็เริ่มเข้าเรื่องสำคัญ
สำหรับการชำระเงินงวดสุดท้ายนั้น ครั้งนี้ไม่ต้องรอให้ฉินเหยาเอ่ยปาก เจี่ยงเหวินก็เป็นฝ่ายยื่นตั๋วเงินมาให้ด้วยตนเอง
ยอดสั่งซื้อครั้งก่อนคือหีบหนังสือห้าพันใบซึ่งได้จ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าไปแล้วหนึ่งพันตำลึง ตอนนี้จึงเหลือเงินงวดสุดท้ายที่ต้องชำระอีกหนึ่งพันตำลึง
ซ่งอวี้รับตั๋วเงินมาตรวจสอบดูว่าถูกต้องจึงพยักหน้าให้ฉินเหยา
ชิวเยี่ยนเอ่ยขึ้นว่า “ครั้งนี้ยังต้องการอีกห้าพันใบ ขอให้ส่งของก่อนกลางเดือนสิบสองก็พอ”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ปริมาณการสั่งซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าหีบหนังสือพลังเซียนจะพ้นช่วงที่ขายดีที่สุดไปแล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่ายอดสั่งซื้อตลอดทั้งปีหน้าอาจจะไม่ถึงหนึ่งหมื่นใบด้วยซ้ำ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินเหยาก็ขยิบตาให้ซ่งอวี้เป็นสัญญาณ ให้เขานำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาให้ทั้งสองคนดู
อันที่จริง ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินเห็นหีบใบนั้นที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีเทาตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว เพียงแต่ฉินเหยาไม่เอ่ย พวกเขาจึงไม่กล้าเอ่ยปากถามไปก่อน
ครั้นเห็นซ่งอวี้ดึงผ้าคลุมออก เผยให้เห็นกระเป๋าถือใบกะทัดรัดที่อยู่ข้างใน ภาพแกะสลักนูนต่ำรูปดอกท้อบนฝากล่องก็ทำให้ทั้งสองดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
ชิวเยี่ยนมองไปยังฉินเหยาด้วยแววตาสนใจใคร่รู้อย่างยิ่ง “นี่คือ”
“กล่องเครื่องใช้สตรีเจ้าค่ะ” ฉินเหยาพยักหน้า ซ่งอวี้เข้าใจความหมายจึงลุกขึ้นเก็บถ้วยชามบนโต๊ะเพื่อจัดเตรียมพื้นที่แล้วจึงสาธิตวิธีการใช้งานและอธิบายแนวคิดการออกแบบของกล่องเครื่องใช้สตรีให้ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินฟังอย่างละเอียดรอบด้าน
เพียงแค่ประโยคว่า “ออกแบบมาเพื่อสตรีสูงศักดิ์โดยเฉพาะ” ก็ทำให้เจี่ยงเหวินถึงกับตาเป็นประกาย
โดยเฉพาะกระจกทองแดงบานเล็กที่ฝังอยู่ด้านในนั้น ดูแปลกใหม่และน่าสนใจเป็นพิเศษ
แน่นอนว่าเหล่าคุณหนูสูงศักดิ์ต่างก็มีหีบเครื่องแป้งของตนเองซึ่งย่อมมีกระจกทองแดงไว้เพื่อความสะดวกในการแต่งหน้าอยู่แล้ว
แต่กระจกเหล่านั้นไม่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก ทั้งยังไม่เล็กน่ารักเหมือนกระจกบานนี้
สรุปคือ แม้แต่เจี่ยงเหวินที่เป็นบุรุษเพศ เมื่อเห็นกล่องเครื่องใช้สตรีใบนี้ก็ยังรู้สึกว่าหากซื้อกลับไปฝากภรรยาและลูกสาว พวกนางจะต้องถูกใจเป็นแน่
ฉินเหยาค่อยๆตักน้ำแกงชั้นเลิศที่พ่อครัวใหญ่ของหอเติงอวิ๋นบรรจงเคี่ยวนานถึงเก้าชั่วยามขึ้นมาละเลียดชิมพลางกล่าวว่า
“ครั้งนี้ ข้าตั้งใจจะเจาะตลาดระดับกลางถึงบน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือครอบครัวของขุนนางและคหบดีผู้มั่งคั่ง สตรีในกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงที่สุดและมีต้นทุนมากพอที่จะใช้กล่องเครื่องใช้สตรีเช่นนี้ได้”
“ถ้าผู้ดูแลและเถ้าแก่เห็นว่าน่าสนใจ เราก็มาลองร่วมมือกันอีกสักครั้ง เราเป็นผู้ผลิต ส่วนพวกท่านรับผิดชอบด้านการตลาดและการจัดจำหน่าย”
ชิวเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาได้ยินคำศัพท์ใหม่คำหนึ่ง “การตลาด?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” ฉินเหยายิ้ม “ถ้าข้าบอกว่านี่คือหีบที่ใช้ใส่ของได้ มันก็เทียบไม่ได้เลยกับหีบไม้ใบใหญ่อื่นๆ และจะไม่มีใครยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อมัน”
“แต่ถ้าข้าบอกว่านี่คือกระเป๋าถือที่ออกแบบมาเพื่อสตรีสูงศักดิ์โดยเฉพาะ เป็นสัญลักษณ์ของสถานะ ความมั่งคั่งและอำนาจ มันก็จะไม่ใช่แค่หีบไม้ที่ดูไร้ประโยชน์อีกต่อไป แต่เป็นกล่องเครื่องใช้สตรีสำหรับสตรีสูงศักดิ์โดยเฉพาะ”
คำอธิบายนี้เรียบง่ายและเข้าใจง่าย ชิวเยี่ยนพยักหน้า เขาเข้าใจความหมายของนางแล้ว…ก็คือการโม้ โม้ให้ยิ่งใหญ่เข้าไว้!
เจี่ยงเหวินลองถาม “ถ้าเช่นนั้น กล่องเครื่องใช้สตรีนี้ ที่โรงงานสามารถผลิตได้ปีละกี่ใบ”
“อืม…” ฉินเหยาทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง แต่น้ำเสียงที่พูดออกมากลับดูเหมือนไม่ใส่ใจเท่าใดนัก “กำหนดไว้คร่าวๆสักสองพันใบก่อนแล้วกัน อย่างไรเสียก็เป็นงานฝีมือล้วนๆ เป็นรุ่นจำกัดที่เหล่าคนงานบรรจงแกะสลักอย่างประณีต”
เจี่ยงเหวินแทบจะกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่
ชิวเยี่ยนก็เช่นกัน เขาเตือนฉินเหยาอย่างจนใจเล็กน้อย “ทั่วใต้หล้ามีช่างฝีมือเก่งๆอยู่มากมาย หากช่วงแรกสินค้ามีไม่พอ ต่อให้พวกเราจะมีฝีมือสูงล้ำเพียงใดก็ไม่สามารถขวางการปรากฏตัวของสินค้าลอกเลียนแบบได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์อาจจะไม่สนใจของๆเราด้วยซ้ำ!”
เมื่อซ่งอวี้ได้ยินเขาพูดเช่นนั้น เขาก็ตกใจ ใช่แล้ว เกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย
จะขัดขวางผู้ลอกเลียนแบบได้อย่างไร
จริงๆแล้วนี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือ จะทำอย่างไรให้กล่องเครื่องใช้สตรีของพวกเขากลายเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเหมือน
ซ่งอวี้กลัวว่าแม้แต่ฉินเหยาเองก็อาจจะยังคิดไม่ถึงจุดนี้ เพราะตลอดทางที่มาด้วยกัน ฉินเหยาไม่ได้พูดถึงเรื่องวิธีการเสนอขายกล่องนี่เลย
ความกังวลน่ะหรือ
สำหรับนางแล้วมันไม่มีอยู่หรอก
สายตาสามคู่จับจ้องมา ฉินเหยายังคงดื่มน้ำแกงอย่างใจเย็นกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่รีบร้อนว่า
“เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้ การที่จะทำให้กล่องเครื่องใช้สตรีของห้างการค้าฟู่หลงกลายเป็นหนึ่งเดียวนั้น ความจริงแล้วง่ายมากก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนใช้มันและใช้แต่ของห้างการค้าฟู่หลงของเราเท่านั้น”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็เลิกคิ้วให้ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวิน คำใบ้ของนางไม่ต่างอะไรกับการบอกตรงๆแล้ว ทั้งสองคนน่าจะเข้าใจว่านางหมายถึงใคร
“แล้วก็…” ฉินเหยาหยิบกล่องเครื่องใช้สตรีบนโต๊ะขึ้นมา ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ นางกล่าวขึ้นทันที
“ในเมื่อเจาะตลาดระดับกลางถึงบน วัตถุดิบของกล่องนี้ก็ต้องยกระดับขึ้นอย่างน้อยสองขั้น ตัวกล่องต้องใช้ไม้ที่ดีที่สุด ซับในต้องใช้ผ้าไหม กลไกปริศนาตัวเลื่อนต้องทำจากหยก ที่หูหิ้วก็ต้องพันด้วยแถบผ้าไหม”
“ไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องทำเครื่องหมายป้องกันการปลอมแปลง เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถแยกความแตกต่างจากสินค้าลอกเลียนแบบอื่นๆได้”
“เอาล่ะ ตอนนี้ข้าคิดออกเพียงแค่นี้ อาหารจะเย็นหมดแล้ว พวกท่านไม่กินอะไรเพิ่มอีกหน่อยหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างจริงใจ
ซ่งอวี้ ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวิน ต่างมองนางอย่างเหม่อลอย นี่เพิ่งจะพูดจนคนอื่นตื่นเต้นจนเลือดลมสูบฉีดแล้วใครจะยังมีแก่ใจกินลงอีก!
ฉินเหยา “ถ้าอย่างนั้นข้ากินหมดเลยนะ”
ทั้งสามคนยังคงจมอยู่กับแนวคิดทางการตลาดที่แปลกใหม่นี้จนยังดึงสติกลับมาไม่ได้ ไม่ได้สนใจเลยว่านางจะกินจนหมดหรือไม่
ตอนที่ 474: พี่น้องบาดหมาง
เมื่อจานบนโต๊ะถูกฉินเหยาจัดการจนเกลี้ยง ซ่งอวี้และคนอื่นๆจึงเพิ่งจะดึงสติกลับมาได้
ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินหยิบกล่องเครื่องใช้สตรีใบนั้นขึ้นมาดูแล้วดูอีก เห็นได้ชัดว่าสนใจมากแล้ว แต่ก็ยังคงพูดอย่างมีเหตุผลว่าจะขอพิจารณาดูอีกครั้ง
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างใจกว้าง “ได้ พวกท่านลองพิจารณาดูก่อน ช่วงนี้ข้ายังอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑล หากมีข่าวคราวเมื่อใดก็ส่งคนมาแจ้งข้าได้ทุกเมื่อแล้วเราค่อยมาคุยรายละเอียดกัน”
อย่างไรเสียวันนี้นางก็ได้เงินงวดสุดท้ายคืนมาแล้ว ทั้งยังได้คำสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนชุดใหม่มาอีกห้าพันใบ ถือว่าภารกิจพื้นฐานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว
ส่วนเรื่องกล่องเครื่องใช้สตรีนั้นยังไม่รีบร้อน ตอนนี้มันยังเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก
เวลาก็ไม่เช้าแล้ว ชิวเยี่ยนและเจี่ยงเหวินจึงขอตัวกลับไปก่อน
ฉินเหยาและซ่งอวี้รออยู่ครู่หนึ่ง จัดการเก็บกล่องเครื่องใช้สตรีและสัญญาเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกจากห้องส่วนตัว
เวลานี้ในโรงเตี๊ยมกำลังคึกคักเป็นอย่างยิ่ง ผลการสอบระดับฝู่ซื่อยังไม่ประกาศออกมา บัณฑิตจำนวนมากจึงยังคงพักอยู่ในเมืองหลวงของมณฑล หอเติงอวิ๋นจึงได้ตั้งเวทีในโถงใหญ่เพื่อคลายความกังวลให้แก่ผู้เข้าสอบเหล่านี้ โดยได้เชิญคณะงิ้วมาแสดง
นักแสดงบนเวทีกำลังขับขานบทเพลงและร่ายรำ ด้านล่างมีผู้คนนั่งชมอยู่เต็มไปหมด
ฉินเหยาไม่ได้สนใจความคึกคักเหล่านี้เท่าใดนัก สุราชั้นเลิศบนโต๊ะวันนี้ล้วนตกมาอยู่ในท้องของนางคนเดียว มีอาการมึนเมาเล็กน้อย นางเพียงอยากกลับโรงเตี๊ยมไปงีบหลับสักพักและถือโอกาสจัดการบัญชีให้เรียบร้อย
แต่ซ่งอวี้กลับมองไปยังโถงใหญ่นั้นหลายครั้งและบังเอิญเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเข้า
“ฮูหยิน คนที่อยู่ด้านล่างนั่นดูเหมือนจะเป็นนายท่านนะขอรับ” ซ่งอวี้ชี้ไปยังกลางโถงอย่างไม่แน่ใจนัก
ฉินเหยามองตามทิศที่เขาชี้ไป แม้จะยังมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่ก็ได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะที่คุ้นเคยแว่วเข้ามาในหูก็แน่ใจได้ทันทีว่าเป็นหลิวจี้อย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อครู่ตอนที่มา หลิวจี้ยังไม่ได้อยู่ที่หอเติงอวิ๋น บางทีเขาอาจจะเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน
ฉินเหยามองสำรวจคนรอบๆตัวเขา ทุกคนล้วนเป็นบัณฑิตหนุ่มอายุราวๆยี่สิบปี สวมใส่อาภรณ์ราคาแพง ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่คนรวยก็ต้องเป็นคนใหญ่คนโต
ส่วนหลิวจี้ที่อยู่ในชุดสีขาวปะปนอยู่ในกลุ่มนั้น ความยากจนของเขาช่างดูโดดเด่นสะดุดตา
แต่ถึงจะดูยากจนข้นแค้น เขากลับอาศัยเพียงใบหน้าที่หล่อเหลาโดดเด่นและรูปร่างสูงสง่า ดึงดูดสายตาของสตรีเกือบทั้งหมดในโถงได้
แม้แต่เด็กสาวตัวน้อยที่กำลังขับร้องอยู่บนเวที ปากร้องเพลงไป แต่สายตาก็จับจ้องไปยังเขาอย่างไม่วางตา ทอดมองอย่างหวานซึ้งราวกับตกอยู่ในภวังค์แห่งรัก
ชายในชุดผ้าไหมสีแดงชาดที่นั่งอยู่ในที่นั่งประธานมองไปยังหลิวจี้ที่กำลังประจบประแจงผู้อื่นและทำตัวนอบน้อม จากนั้นก็มองไปยังนักร้องหญิงบนเวที อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะออกมา
ประสาทสัมผัสของหลิวจี้เฉียบคมอย่างยิ่ง แต่เขากลับแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของชายชุดแดง ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หันกลับไปยิ้มให้เขาแล้วยกกาเหล้าขึ้นรินให้
“คุณชายหนิง คืนนี้ขอบคุณท่านที่เลี้ยงข้าว หากไม่ใช่เพราะท่าน บัณฑิตยากจนจากชนบทเช่นข้าไหนเลยจะมีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาที่หอเติงอวิ๋นแห่งนี้ได้”
หลิวจี้ยกจอกสุราขึ้นด้วยตนเอง ยื่นไปตรงหน้าคุณชายหนิง “สุรานี้รสชาติดีจริงๆ คุณชายหนิงท่านก็ลองชิมดูสิ!”
คุณชายหนิงเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยง ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ทั้งยังปรายตามองหลิวจี้อย่างล้อเลียน “นี่นับเป็นสุราชั้นดีอันใดกัน หากไม่ใช่เพราะสถานที่เล็กๆแห่งนี้หาซื้อได้แต่สุราคุณภาพต่ำเช่นนี้ ต่อให้เอามาให้คุณชายอย่างข้าดื่มแก้กระหาย ข้าก็ยังไม่แม้แต่จะแตะต้องมันเลย!”
พูดจบ พอเขาเห็นรอยยิ้มของหลิวจี้แข็งค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ ในใจก็รู้สึกสะใจอย่างยิ่ง พออารมณ์ดีขึ้นมา ปากก็ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจอีกต่อไป หัวเราะเยาะแล้วกล่าวว่า
“ฮ่าๆๆ กลิ่นอายความจนคลุ้งขนาดนี้ ช่างเข้ากับพี่หลิวเสียจริง พวกเจ้าว่าจริงหรือไม่!”
คนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ข้างๆ อีกหลายคนก็หัวเราะลั่นขึ้นมาทันที
มีเพียงหลิวจี้ที่ยังคงถือจอกสุราค้างอยู่ จะยื่นไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะถอยกลับก็ไม่ได้
แต่ทุกคนที่กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งกลับไม่ทันสังเกตเห็นว่า ภายใต้สีหน้าที่อึดอัดและอับอายของเขานั้น มีความเกลียดชังอันรุนแรงพาดผ่านในนัยน์ตาสีดำวูบหนึ่ง
หลิวจี้เค้นยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก “ในเมื่อคุณชายหนิงไม่ดื่ม ถ้าเช่นนั้นข้าดื่มเองก็ได้ ข้าอุตส่าห์ใช้เงินไปตั้งสิบตำลึง ไม่ดื่มก็น่าเสียดายแย่”
เป็นท่าทีของคนใจแคบที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง แต่ยังพยายามฝืนทำเป็นใจสู้
เพียงแค่ได้เห็นสีหน้าต่ำต้อยเช่นนี้ปรากฏบนใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา ในใจของคุณชายหนิงก็พลันสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น สะใจจนแทบจะตาย!
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่า หากในอนาคตมีลูกน้องรูปงามหาที่เปรียบมิได้เช่นนี้คอยอยู่ข้างกาย ให้ตนเองรังแกหยอกเล่นอยู่เสมอก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ได้เป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตแล้วอย่างไรเล่า
มีรูปโฉมงดงามหาที่เปรียบมิได้แล้วจะอย่างไร
สุดท้ายก็ต้องถูกเขาเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าอยู่ดี!
หลิวจี้ดื่มสุราจนหมดจอกในรวดเดียว ดูเหมือนจะทนรสชาติอันร้อนแรงไม่ไหวจึงกำหมัดก้มหน้าไอออกมาเบาๆสองสามครั้ง
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นได้ กวาดตามองไปรอบๆ แล้วถามอย่างสงสัย “เหตุใดคุณชายฟ่านยังไม่มาอีกเล่า คุณชายหนิงท่านกับคุณชายฟ่านรักกันดั่งพี่น้องร่วมสายเลือด วันนี้เป็นวันเกิดของท่านซึ่งเป็นวันที่สำคัญถึงเพียงนี้ เขาคงไม่เบี้ยวนัดกระมัง”
คุณชายหนิงชะงักไป เขาปัดคนที่กำลังจะเข้ามาคารวะสุราออกไปแล้วลุกพรวดขึ้น ถามผู้ติดตามที่รออยู่ตรงประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยม “พี่ฟ่านมาแล้วหรือยัง”
ผู้ติดตามวิ่งเหยาะๆเข้ามา ส่ายหน้าแล้วรายงาน “นายน้อย คุณชายฟ่านยังไม่มาขอรับ”
คุณชายหนิงขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะถูกสหายใจแคบผู้นี้ทำให้ขุ่นเคืองใจอยู่หลายครั้งจนเกิดความบาดหมางกันขึ้นบ้าง แต่ก็คบหากันมานานหลายปี วันนี้เป็นวันเกิดของตน อุตส่าห์ตั้งใจเชิญเขามา เป็นการหยิบยื่นไมตรีให้ถึงเพียงนี้ เขาก็น่าจะยอมรับแล้วไม่ใช่หรือ
“ซี๊ด~” หลิวจี้พลันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่ ท่าทางหยาบกระด้างจนทุกคนจะไม่ให้ความสนใจก็คงจะยาก
คุณชายหนิงเห็นสหายสนิทยังไม่มาเสียทีพลันนึกถึงเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเล็กๆน้อยๆของคนทั้งสองเมื่อหลายวันก่อน พอมาเห็นท่าทีของหลิวจี้ในตอนนี้เข้า สีหน้าก็พลันมืดครึ้มลง
เขาตวาดเสียงเย็น “มีอะไรก็พูดมา!”
หลิวจี้ลุกขึ้นยืน ประสานหมัดกำลังจะเอ่ยปาก แต่หูก็พลันกระดิก ได้ยินเสียงตะโกน “หนิงอู๋โยว ข้าจะฆ่าเจ้า!” ดังแว่วมาจากไกลๆ และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
หลิวจี้รีบยืดตัวตรง ชี้ไปยังนอกประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด “คุณชายฟ่าน…อยู่ตรงนั้น”
ทุกคนหันขวับไปมองพร้อมกัน ในใจพลันกระตุกวูบ
เห็นเพียงบุรุษร่างสูงใหญ่ผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมชุดตัวในสีขาวบางเบาเปื้อนเลือด ในมือถือกระบี่เปื้อนเลือดเล่มหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นที่นอกประตูใหญ่ของหอเติงอวิ๋นอย่างกะทันหัน
ภายใต้เรือนผมที่ยุ่งเหยิงนั้นคือดวงตาสีแดงฉานที่เต็มไปด้วยความเดือดดาล เขากวาดตามองทุกคนในโถงใหญ่รอบหนึ่ง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของคุณชายหนิง
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายกกระบี่เปื้อนเลือดในมือขึ้นแล้วพุ่งเข้ามาสังหารทันที!
คุณชายหนิงยังไม่ทันได้ตั้งตัว กระบี่เปื้อนเลือดก็มาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
คนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึงกับภาพที่เห็นไปนานแล้วจึงไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
“หนิงอู๋โยว เจ้ากับข้าเป็นสหายรักกันถึงเพียงนี้ เจ้ากลับกล้าหักหลังข้า นำความลับของข้าไปบอกนังคณิกาชั้นต่ำคนหนึ่ง ให้นางมาหัวเราะเยาะข้า ข้าจะ…ข้าจะฆ่าเจ้า!”
คุณชายฟ่านคลุ้มคลั่งขึ้นมา กระบี่ยาวในมือก็แทงเข้ามาโดยตรง
ฉึก! เสียงเนื้อหนังถูกแทงทะลุดังขึ้น โลหิตสดๆไหลซึมออกมาจากหน้าอกของคุณชายนหนิง แผ่ขยายเป็นวงสีแดงคล้ำบนชุดอาภรณ์หรูหราสีแดงชาดอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดทุกคนที่ตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อก็ได้สติ รีบเข้าไปประคองคุณชายหนิงที่ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
เมื่อคุณชายฟ่านแทงกระบี่ออกไป ดูเหมือนเขาจะสงบลงได้บ้าง มือที่กำกระบี่รีบคลายออกอย่างลนลานแล้วถอยหลังไปไกล
แต่ไม่คาดคิดว่าคุณชายหนิงที่ถูกแทงจะระเบิดพลังออกมาในฉับพลัน เขาคว้ากาสุราที่หลิวจี้ยกขึ้นเมื่อครู่บนโต๊ะขึ้นมาแล้วใช้แรงทั้งหมดขว้างออกไปเต็มกำลัง
ตำแหน่งของกาสุรานั้น ช่างหยิบได้ถนัดมือและพอดิบพอดีเหลือเกิน
เพล้ง! เสียงดังลั่น กาสุราแตกละเอียดบนศีรษะของคุณชายฟ่าน เลือดไหลทะลักออกมา ทำให้เกิดเป็นรอยแผลฉกรรจ์บนใบหน้าที่บ้าคลั่งนั้น
สหายรักในวันวาน บัดนี้กลับจ้องมองอีกฝ่าย ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างท่วมท้นที่อยากจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายๆไปเสีย!
ตอนที่ 475: เขาก้าวหน้าขึ้นแล้ว
ค่ำคืนนี้ในหอเติงอวิ๋นเต็มไปด้วยความโกลาหล
บทเพลงของนักแสดงเล่นผิดเพี้ยนไปหมด เสียงร้องของนักร้องสาวก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนที่บาดหู
เหล่าลูกจ้างพยายามควบคุมสถานการณ์ ผู้คุ้มกันกรูกันเข้ามาควบคุมตัวคุณชายฟ่านแล้วกดลงกับพื้น
เถ้าแก่ส่งคนไปแจ้งทางการ ทั้งยังวุ่นวายกับการไปเชิญท่านหมอ หอเติงอวิ๋นที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบรรยากาศอันดีงาม บัดนี้ได้กลายเป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมอันน่าสยดสยองไปแล้ว
เจ้าหน้าที่ทางการมาถึงอย่างรวดเร็ว สองสหายฟ่านและหนิงรวมถึงพรรคพวกคนอื่นๆล้วนถูก ‘เชิญ’ ตัวไป
มีเพียงหลิวจี้ที่ไม่รู้ว่าไปยืนปะปนอยู่ในฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อใด เขามองกลุ่มคุณชายสูงศักดิ์ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทางการควบคุมตัวไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและร้อนใจ
ก็ใครใช้ให้เขาแต่งตัวซอมซ่อเล่า เจ้าหน้าที่ทางการจึงไม่ได้มองว่าเขาเป็นพวกเดียวกับคนเหล่านั้น
จนกระทั่งเถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวขอขมาและจ่ายค่าชดเชยพร้อมทั้งส่งแขกทุกคนกลับไปหมดแล้ว หลิวจี้จึงเดินจากไปอย่างเชื่องช้าเพียงลำพังภายใต้แสงจันทร์สีเงินนวลของค่ำคืนนี้
เขาไม่ได้กลับไปยังตระกูลเฮ่อในทันที
แม้จะรู้ว่าการกลับไปยังตระกูลเฮ่อในตอนนี้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่ก็ต้องเสี่ยงกับการที่เจ้าหน้าที่ทางการอาจย้อนกลับมาจับตัวเขาไป เขาจึงซื้อเกี๊ยวมื้อดึกมาหนึ่งชามและถังหูลู่รสเปรี้ยวอมหวานอีกสองไม้แล้วเดินอย่างอารมณ์ดีมายังโรงเตี๊ยมที่ฉินเหยาพักอยู่
ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูเบาๆดังขึ้นสองครั้ง “เมียจ๋าเมียจ๋า เปิดประตูให้ข้าที”
ประตูถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ฉินเหยากอดอกพิงวงกบประตูอย่างเกียจคร้าน มองดูชุดบัณฑิตยากจนสีขาวนวลของเขาด้วยรอยยิ้มที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ไม่ถูกเจ้าหน้าที่ทางการจับตัวไปด้วย ดูท่าความสามารถจะพัฒนาขึ้นไม่น้อย
ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจของหลิวจี้พลันกระตุกวูบ รู้สึกเหมือนตนเองถูกเปลื้องผ้าจนเปลือยเปล่า ให้ฝ่ายตรงข้ามมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น
มุมปากที่อุตส่าห์หุบไว้ตลอดทาง ในที่สุดก็อดไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ฉีกยิ้มกว้างออกมา “เมียจ๋า ข้าดีใจเหลือเกิน! ในที่สุดเจ้าสุนัขบ้าสองตัวนั่นก็ได้รับกรรมตามสนองแล้ว!”
ฉินเหยาผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนจะกลับมายังโรงเตี๊ยมไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ นางเดินไปที่โต๊ะอย่างใจเย็น หยิบอาหารที่เขาซื้อขึ้นมาแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ความลับอะไรกันที่ทำให้คุณชายฟ่านคลุ้มคลั่งได้ถึงเพียงนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มสดใสบนมุมปากของหลิวจี้ก็พลันแข็งค้าง เขามองฉินเหยาอย่างเคลือบแคลงใจ “เมียจ๋า เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคุณชายฟ่านคลุ้มคลั่ง”
ข่าวในเมืองหลวงของมณฑลแพร่กระจายเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ฉินเหยากัดถังหูลู่ไปหนึ่งคำแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “บังเอิญข้าก็อยู่ที่หอเติงอวิ๋นเช่นกัน ตำแหน่งของกาสุรานั่นวางได้เหมาะเจาะยิ่งนัก พอคุณชายหนิงคิดจะใช้ขว้างคนก็คว้าได้ทันที”
หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆอย่างน่าอึดอัดใจ เขาไม่มีทางยอมรับเด็ดขาดว่าเป็นคนจงใจย้ายตำแหน่งกาสุรานั่นเอง!
เขาทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามฉินเหยาแล้วแสร้งชวนคุยเรื่องอื่น “เมียจ๋า ถังหูลู่อร่อยหรือไม่”
ฉินเหยาเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง “เจ้ายังไม่ตอบคำถามของข้า”
หลิวจี้ร้อง “โอ๊ย” ออกมาอย่างตัดพ้อ “เจ้าอย่าถามเลยน่า ข้าบริสุทธิ์ผุดผ่องนะ สายตาที่เจ้ามองมาทำเอาข้านึกว่าตัวเองไปทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามอะไรมาเสียอีก”
ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชา ทันใดนั้นก็โยนถังหูลู่ในมือทิ้ง ตวาดเสียงเข้ม “คำกำชับของข้าก่อนที่เจ้าจะออกไปเมื่อเช้านี้ เจ้าไม่ได้ฟังเข้าไปเลยสินะ!”
นี่ถึงกับเลือดตกยางออกแล้ว เกรงว่าจะต้องมีคนตาย
หากทางการสืบสวนเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ช้าก็เร็วผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังจะต้องถูกลากตัวออกมา
ที่แท้หลิวจี้ก็นึกว่านางโกรธที่เขาใช้เงินสิบตำลึงซื้อสุราเสียอีก ที่ไหนได้เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง
เขากล่าวอย่างมั่นใจ “เมียจ๋า เจ้าอย่าโกรธไปเลยน่า เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าในชีวิตนี้คนที่ข้าหลิวจี้เชื่อฟังที่สุดก็คือเจ้า? ข้าจัดการเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”
พูดพลางก็เลื่อนชามเกี๊ยวร้อนๆไปตรงหน้านาง “เจ้าลองชิมดูสิ เกี๊ยวร้านนี้อร่อยมาก ปกติเวลานี้ก็ขายหมดแล้ว โชคดีที่วันนี้ทุกคนพากันไปดูเรื่องสนุกที่หอเติงอวิ๋น ถึงได้มีเหลือ”
ฉินเหยาไม่ขยับ หลิวจี้รีบตักเกี๊ยวป้อนถึงปากนาง เอาอกเอาใจอย่างยิ่ง “ลองชิมดูสิ อร่อยจริงๆนะ”
ฉินเหยาไม่ยอมอ้าปาก หลิวจี้ลองง้ออีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผลก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง อ้าปากกว้างแล้วกินเข้าไปเองคำโต
เขาก้มหน้าลงเหลือบมองกำปั้นของฉินเหยาที่กำแน่นจนส่งเสียงดังกร๊อบแกร๊บอย่างรวดเร็ว หลิวจี้เปลี่ยนจากท่าทีไม่เอาไหนเป็นจริงเป็นจัง เขารีบวางชามเกี๊ยมหอมฉุยลง นั่งตัวตรงแล้วสารภาพความผิดแต่โดยดี
เขาเล่ารายละเอียดทั้งหมดออกมาอย่างหมดเปลือกว่าตนเองวางแผนและลงมืออย่างไร
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อครึ่งเดือนกว่าก่อน
ตอนนั้นเขาอาศัยสูตรเค้กจนได้เข้าไปในหอเอกสารเรียบร้อย แต่วันแรกที่ไปถึงก็ถูกสองสหายหนิงและฟ่านหาเรื่องด้วยวาจา
เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังถูกหว่านลงในตอนนั้นเอง
หลิวจี้ไม่เคยบอกว่าตนเองเป็นสุภาพบุรุษ ดังนั้นเมื่อคนเลวคิดจะแก้แค้นก็เอาคืนได้ทั้งเช้าจรดค่ำ!
วันนั้นเองเขาก็เริ่มรวบรวมข้อมูลของสองสหายหนิงและฟ่าน อาศัยคนของศิษย์พี่ตัวน้อยฉีเซียนกวนจนสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่คนทั้งสองชอบและเกลียดได้สำเร็จ
ตระกูลหนิงมีฐานะดีกว่าตระกูลฟ่านเล็กน้อย เขาย่อมเป็นคนหยิ่งยโสโอหัง ชอบทำตัวโดดเด่นเป็นที่สุดและก็เกลียดที่สุดเวลาที่มีคนมาแย่งหน้าแย่งตา แม้แต่พี่น้องแท้ๆก็ไม่มีข้อยกเว้น
ส่วนคนแซ่ฟ่านนั้นดูภายนอกเป็นคนดี แต่ความจริงใจแคบยิ่งกว่าปลายเข็ม เรื่องล้อเล่นสบายๆระหว่างเพื่อนฝูงเขาก็ยังถือมาเป็นจริงเป็นจัง ทั้งยังเป็นประเภทที่เมื่อตนเป็นฝ่ายถูกก็จะไม่ยอมปล่อยคนอื่นไปง่ายๆ การกระทำก็สุดโต่ง
หลังจากได้ข้อมูลสำคัญมาแล้ว หลิวจี้ก็ใช้คารมคมคายของตนประจบสอพลอคนทั้งสอง อีกด้านหนึ่งก็ทนรับความอัปยศเพื่อภารกิจอันหนักอึ้ง สืบหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายจากปากของแต่ละคนและคอยยุยงให้แตกแยกกันอยู่ทุกวัน
ในที่สุด สวรรค์ก็ไม่ทอดทิ้งผู้มีความพยายาม เขาได้ล่วงรู้ความลับที่ใหญ่ที่สุดของคุณชายฟ่านจากปากของคุณชายหนิงในยามเมามาย
ที่แท้เขาเป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยานอกบ้าน มารดาเป็นนางคณิกาที่ต่ำต้อยที่สุด เป็นเพราะบิดากับนายหญิงใหญ่ของบ้านไม่มีทายาทจึงได้รับกลับมาเลี้ยงดูในจวน
เรื่องนี้คนแซ่ฟ่านเคยบอกกับคนแซ่หนิงเพียงคนเดียว
แต่บังเอิญว่าหลิวจี้ก็ได้ล่วงรู้เข้าด้วย
ก่อนที่ฉินเหยาจะมาถึงเมืองหลวงของมณฑล เขาก็ครุ่นคิดหาวิธีใช้ความลับนี้ทำให้หนิงและฟ่านกัดกันเองอยู่แล้ว
นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขาพี่น้องรักกันมากจนถึงขั้นใช้ผู้หญิงร่วมกันได้หรอกหรือ หลิวจี้จึงนึกถึงโฉมงามในหอหงซิ่วขึ้นมา
และก็บังเอิญอีกเช่นกัน เพื่อที่จะโอ้อวด หนิงเคยพาเขาไปพบโฉมงามคนนั้นมาแล้ว
จากนั้น แผนการหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ
ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดก็แต่เพียงเงินเท่านั้น
หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างตื่นเต้นแล้วกล่าวว่า “เมียจ๋า เจ้ามาได้ถูกเวลาจริงๆ หากเจ้าไม่มา ข้าคงต้องถูกเจ้าสุนัขสองตัวนั่นรังแกไปอีกหลายวัน”
เมื่อได้เงินที่เมียจ๋าให้เมื่อคืน พอออกจากโรงเตี๊ยมเมื่อเช้านี้ เขาก็รีบใช้เงินส่งต่อความลับเรื่องชาติกำเนิดของฟ่าน ผ่านมือคนเจ็ดแปดทอดไปจนถึงมือโฉมงามแห่งหอหงซิ่ว
ส่วนที่ว่าทำไมวันนี้เขาถึงคาดการณ์ได้ว่าฟ่านจะไปที่หอหงซิ่วน่ะหรือ นั่นก็เป็นเพราะเขาจงใจวางแผนล่อคนไปที่นั่นเอง
แน่นอนว่าหลิวจี้ไม่ได้มีสายตากว้างไกลหยั่งรู้ฟ้าดินปานนั้น เขาก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าวันนี้ฟ่านจะบุกไปฆ่าคนถึงหอเติงอวิ๋น
เพียงแต่หญิงงามเมืองเหล่านี้มักจะเห็นแก่เงินมากกว่าความสัมพันธ์ เขาจึงมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องนำเรื่องนี้ออกมาพูดไม่ช้าก็เร็ว
ดังนั้นต่อให้วันนี้ฟ่านไม่ได้ฆ่าคน มิตรภาพระหว่างเขากับหนิงก็ต้องขาดสะบั้นลง
เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงได้ถูกหว่านลงไปแล้ว ขอเพียงมีคนคอยเติมเชื้อไฟอีกหน่อย คนทั้งสองจะต้องขัดแย้งกันอย่างรุนแรงและเริ่มกัดกันเองอย่างแน่นอน
เมื่อถึงตอนนั้น ทั้งสองคนต่างต่อสู้กันจนเสียหายย่อยยับทั้งคู่ ตัวเขาก็ไม่ต้องทนถูกรังแกอีกต่อไป
บัณฑิตย่อมรักชื่อเสียง สองคนนี้แสร้งทำเป็นพี่น้องที่รักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง แต่กลับมาแตกหักกันเพราะคณิกานางหนึ่ง
ตอนนี้ผลสอบระดับฝู่ซื่อยังไม่ประกาศออกมา คนทั้งสองมีพฤติกรรมเลวทรามเช่นนี้ สำนักข้าหลวงกรมศึกษาไม่มีทางอนุญาตให้คนทั้งสองติดอันดับรายชื่อเด็ดขาด
เท่ากับว่าเขาสามารถกำจัดคู่แข่งที่แข็งแกร่งไปได้อีกสองคนโดยที่ไม่มีใครสังเกต!
ฉินเหยามองหลิวจี้ที่กำลังสารภาพผิดอย่างว่าง่ายเงียบๆ ในใจพลันรู้สึกซับซ้อนขึ้นมา
จอมเสเพลชื่อดังแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวผู้นี้ เขากำลังพัฒนาก้าวไปบนเส้นทางที่มิอาจบรรยายได้!
ตอนที่ 476: ชื่อเสียงฉาวโฉ่
คดีของฟ่านและหนิง ในวันรุ่งขึ้นก็ได้มีการไต่สวนอย่างเปิดเผยที่ที่ว่าการอำเภอ
หนิงถูกแทงด้วยกระบี่ แต่กระบี่แทงไม่ลึก หลังผ่านการรักษาอย่างเร่งด่วนของหมอก็ไม่เป็นอะไรมากแล้ว
ศีรษะของฟ่านก็มีแผลแตก ทั้งสองคนถูกคนรับใช้ของตนหามขึ้นศาลมา นอนฟังการไต่สวน
นอกจากสองคนนี้ ยังมีสตรีจากหอหงซิ่วอีกนางหนึ่งถูกฟ่านที่โกรธและอับอายแทงจนบาดเจ็บสาหัส นางไม่สามารถมาที่ศาลได้ ผู้ดูแลหอจึงมาขึ้นศาลแทนนาง
ในรอบครึ่งเดือนที่ว่าการอำเภอของเมืองหลวงแห่งมณฑลแทบจะไม่เปิดศาลไต่สวนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ครั้งนี้ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริกก็เป็นเพราะสถานะพิเศษของฟ่านและหนิง
บนศาล สองสหายในวันวานกลับกลายเป็นศัตรูที่ไม่เผาผีกัน สร้างความวุ่นวายในศาล ทำให้ชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลได้ดูเรื่องสนุกฉากใหญ่
ความจริงแล้วเหตุการณ์นั้นชัดเจนอย่างยิ่ง ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นที่คุณชายฟ่าน เขาถือกระบี่ทำร้ายคนสองคนด้วยความโกรธหลังดื่มสุรา เดิมทีควรจะถูกปรับและจำคุกทันที
แต่เพราะอีกฝ่ายยอมจ่ายค่าเสียหายจำนวนมหาศาล หอหงซิ่วจึงถอนฟ้อง หนิงก็ยินยอมไกล่เกลี่ยในศาล เขาจึงถูกปล่อยตัวไปโดยไม่มีความผิด
ระหว่างนั้น เหล่าบัณฑิตที่อยู่กับหนิงเมื่อวานก็ถูกเชิญมาให้การที่ศาลทุกคน
เมื่อคืนหลิวจี้หนีรอดไปได้ แต่วันนี้กลับหนีไม่พ้น
ก็ใครใช้ให้เขาอาศัยอยู่ที่จวนของผู้ว่าการเฮ่อเล่า เช้านี้ผู้ว่าการเฮ่อมาหาเขาถึงเรือนรับรองด้วยตนเอง ทั้งสองจึงเดินทางไปที่ว่าการอำเภอด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเพียงการไปตามพิธีเท่านั้น เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหลิวจี้ เขาเพียงแค่ต้องไปให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หอเติงอวิ๋นเมื่อวานให้ชัดเจนก็พอ
คดีความไต่สวนจนถึงตอนเที่ยง ทุกฝ่ายจึงแยกย้ายกันไป
หนิงและฟ่านต่างคนต่างเดินแยกกันไปคนละทาง นับจากนี้ไปเกรงว่าคงจะตัดขาดกันไปจนวันตาย
ส่วนเรื่องที่คนของหอหงซิ่วรู้ความลับเรื่องชาติกำเนิดของฟ่านได้อย่างไรนั้น โฉมงามอธิบายว่าได้ยินมาจากคนอื่น แต่ฟ่านไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย
เขายืนกรานว่าเป็นหนิงที่ปล่อยข่าวออกไป
อีกทั้งเพราะหนิงเป็นคนปากพล่อย ตอนนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็จำไม่ได้แล้วว่าตนเป็นคนปล่อยข่าวออกไปตอนเมาหรือไม่
คนทั้งสองไม่เคยคิดเลยแม้แต่น้อยว่าเบื้องหลังเรื่องนี้จะมีคนวางแผนอย่างแยบยล
ก็ดูรอยยิ้มประจบประแจงของบัณฑิตชุดขาวนั่นสิ เขาจะเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมลึกล้ำเช่นนั้นได้อย่างไร
ต่อให้มีจริง ในฐานะคนบ้านนอกคอกนา เขาจะกล้าดีมาวางแผนยุยงตระกูลสูงศักดิ์ได้อย่างไรกัน
วันต่อมา ตระกูลฟ่านและตระกูลหนิงก็ส่งคนมารับตัวทั้งสองกลับบ้านไปอย่างแข็งขัน เพื่อไม่ให้สร้างความวุ่นวายจนชื่อเสียงของตระกูลต้องมาป่นปี้เพราะคนทั้งสองไปมากกว่านี้
แตกหักกันเพราะสตรีจากหอโคมเขียว ทั้งยังสร้างความวุ่นวายไปถึงศาล ช่างเป็นการสร้างความอัปยศให้ทั้งตระกูลโดยแท้!
ตอนนี้เหลือเวลาไม่ถึงสองวันก็จะถึงวันประกาศผลสอบแล้ว หลิวจี้กับอาจารย์และศิษย์พี่เดินทางมายังหอเอกสารอีกครั้ง เมื่อมองชั้นหนังสือที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่ภายในหอก็รู้สึกสดชื่นปลอดโปร่ง
ไม่มีเสียงสุนัขมาเห่าหอนกวนใจอีกต่อไป
กงเหลียงเหลียวไปเล่นหมากล้อมกับเจ้าของหอที่สวนด้านหลังตามปกติ ในหอตำราจึงเหลือเพียงศิษย์พี่ศิษย์น้องฉีเซียนกวนและหลิวจี้สองคน
หลิวจี้เลือกตำราโบราณมาเล่มหนึ่ง หาที่นั่งริมหน้าต่างที่มีแดดส่องถึงแล้วนั่งลงอ่านอย่างสงบใจ
แสงแดดสาดส่องลงบนร่างของเขาทำให้ทั้งร่างอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสง่างามศักดิ์สิทธิ์ ราวกับเป็นคนละคนกับในยามปกติที่มีท่าทีเจ้าเล่ห์
ฉีเซียนกวนยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงหน้าเขา จ้องมองแล้วมองอีก เขารู้สึกอยู่เสมอว่าเรื่องของฟ่านและหนิงไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยัน
อย่างไรก็ตาม จุดพิรุธที่ใหญ่ที่สุดก็คือการไม่มีพิรุธเลยนี่ล่ะ
“ศิษย์น้อง ระยะนี้เจ้าดูสุขุมขึ้นมากนะ” ฉีเซียนกวนกล่าวเสียงเรียบ ไม่ใช่คำชม ไม่ใช่คำตำหนิ เป็นเพียงการเตือนว่าปฏิกิริยาที่ปกติเกินไปของเขากลับดูไม่ปกติ
ทุกคนในหอตำราต่างรู้ดีว่าฟ่านหนิงทั้งสอง ใช้หลิวจี้สมุนผู้นี้เป็นเป้าหมายในการรังแก
ดังนั้น หลิวจี้จึงควรเกลียดสองคนนี้ถึงจะถูก
ฟ่านหนิงทั้งสองก่อเรื่อง ทั้งยังถูกคนในครอบครัวลากตัวออกจากหอเอกสารไปอย่างแข็งขัน ต่อให้เขาไม่แสดงท่าทีดีใจออกมาก็ไม่ควรมีท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนเช่นนี้
ฉีเซียนกวนเตือนอย่างจริงจังว่า “นี่มันน่าสงสัยยิ่งนัก”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฉีเซียนกวนเห็นขนตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยและมีปฏิกิริยาตอบสนอง ก็รู้ว่าเขาฟังเข้าหูแล้วจึงหันหลังเดินจากไปหาตำราของตนเอง
หลิวจี้ยักคิ้วงามพลางปิดตำราลงทันที เลิกแสร้งทำเป็นสงบนิ่งแล้วรีบเดินตามเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหน้าไม่กี่ก้าวไป ยื่นมือไปกอดศีรษะนั้นจากด้านหลังแล้วขยี้แรงๆอย่างสะใจ
“ศิษย์พี่ตัวน้อยของข้า เหตุใดสมองของเจ้าจึงได้เฉียบแหลมนักนะ!” หลิวจี้กล่าวลอดไรฟัน
ฉีเซียนกวนเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟในทันที งอแขนหมายจะถองศอกใส่เขา แต่หลิวจี้เบี่ยงตัวหลบได้ทัน ก่อนจะสลัดตัวหลุดออกมา หันกลับมาจะชกคืน แต่กลับถูกหลิวจี้ซึ่งแขนยาวกว่าคว้ากดศีรษะเอาไว้ได้ก่อน
ฉีเซียนกวนเหวี่ยงหมัด แต่กลับชกโดนเพียงอากาศธาตุ เฉียดหลิวจี้ไปเพียงนิดเดียวเสมอ เขาอดที่จะโกรธจนหน้าแดงไม่ได้จึงตะโกนเสียงดังลั่น “ใครอยู่ข้างนอก!”
สือโถวและผู้คุ้มกันคนอื่นๆรีบกรูเข้ามาทันที หลิวจี้สะดุ้งเฮือก ก่อนจะจุปากใส่ฉีเซียนกวนแล้วร้องว่า “ไม่เล่นแบบนี้สิ!”
เขารีบปล่อยมือแล้วเผ่นแน่บหนีไปอย่างรวดเร็ว
สือโถวรีบกวาดตามองคุณชายของตน เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไร เพียงแต่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนกก็มองไปยังร่างที่กำลังวิ่งหนีไปด้านนอกแล้วเอ่ยถาม
“คุณชาย จะให้ตามไปหรือไม่ขอรับ”
ฉีเซียนกวนโบกมือปฏิเสธ จัดเสื้อผ้าของตนเองให้เข้าที่ จัดผมให้เรียบร้อยอีกครั้ง ตบเข่าสองสามทีแล้วไล่ตามออกไปเอง
“หลิวจี้ เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้นะ!”
เหล่าผู้คุ้มกันมองศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองที่กำลังวิ่งไล่กันอยู่ในแปลงดอกไม้แล้วสบตากันอย่างจนใจ พูดอะไรไม่ออก
ไม่รู้ว่าครั้งหน้าที่กลับเมืองหลวง หากนายท่านผู้เฒ่าเห็นคุณชายน้อยที่ ‘เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง’ เช่นนี้ จะโกรธจนจับพวกเขามาตีด้วยไม้เรียวหรือไม่
ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองคนดูเหมือนกำลังต่อสู้กัน แต่ความจริงแล้วเป็นศิษย์น้องที่แกล้งหยอกศิษย์พี่เล่น หลังจากส่งเสียงดังอยู่เป็นนาน ในที่สุดก็คืนดีกันและกลับมานั่งอ่านตำราคัดลอกบันทึกด้วยกัน
พอถึงตอนเย็น ทั้งสองคนก็ไปรับอาจารย์ที่สวนด้านหลัง จากนั้นจึงออกจากหอตำราและเดินทางกลับเข้าเมือง
ศิษย์อาจารย์ทั้งสามกลับเข้าเมืองได้ทันก่อนประตูเมืองจะปิดเพียงหนึ่งวินาที ฉีเซียนกวนกำลังจะเอ่ยปากถามหลิวจี้ว่าคืนนี้จะกินข้าวเย็นด้วยกันหรือไม่ก็เห็นมุมปากของอีกฝ่ายยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอวดดี “ข้าจะไปกินข้าวกับเมียจ๋าของข้า”
สุดท้าย ภายใต้สายตาอันมืดมนของกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวน เขาก็เสริมขึ้นอีกประโยคว่า “สองวันนี้ข้าไม่กลับมานะ ข้าจะนอนกับเมียจ๋า”
พูดจบก็ทิ้ง ‘คนโสด’ ทั้งแก่และเด็กสองคนไว้เบื้องหลัง เลิกม่านรถม้าขึ้น กะตำแหน่งของโรงเตี๊ยมให้แม่นยำ รอจนกระทั่งรถม้ามาถึงหน้าโรงเตี๊ยมพอดีก็กระโดดลงไปอย่างคล่องแคล่ว
ซ่งอวี้และฉินเหยากำลังจะเดินออกมาส่งเถ้าแก่ฟางซึ่งเป็นพ่อค้าไม้ สองสามีภรรยาสบตากัน ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยคำใด หลิวจี้ก็เปลี่ยนบทบาทเป็นสามีของเถ้าแก่เนี้ยอย่างรวดเร็ว ก้าวเข้าไปทักทายเถ้าแก่ฟางอย่างกระตือรือร้น
หลังจากส่งคนไปแล้ว หลิวจี้ก็รีบเข้ามาหาทันทีพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เมียจ๋า การค้าขายเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ซ่งอวี้ไปสั่งอาหารโต๊ะหนึ่งแล้วพาหลิวจี้ไปหาที่ว่างในโถงของโรงเตี๊ยม เมื่อนั่งลงแล้วจึงกล่าวว่า “นับว่าราบรื่นดี”
ทางเถ้าแก่ฟางได้เจรจาเรื่องราคาเรียบร้อยแล้ว เขารับปากนางว่าจะไม่ขึ้นราคาไม้ในรอบนี้
แต่ในรอบถัดไปเขาไม่สามารถตัดสินใจได้อีก เว้นเสียแต่ว่ายอดสั่งซื้อของฉินเหยาจะมากกว่าเดิมสามส่วน
น่าเสียดายที่ทางห้างการค้าฟู่หลงยังไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัดกับนาง พวกเขายังคงลังเลเรื่องกล่องเครื่องใช้สตรี
แต่สำหรับฉินเหยาแล้ว เรื่องนี้ยังพอรับได้ เงินที่ได้จากคำสั่งซื้อรอบที่แล้ว เมื่อหักต้นทุนและค่าภาษีออกไปก็ทำกำไรเข้าบัญชีได้สำเร็จหกร้อยห้าสิบตำลึง
เมื่อรวมกับเงินเก็บที่มีอยู่เดิมของที่บ้าน ตอนนี้นางก็มีเงินก้อนใหญ่อยู่ในมือถึงหนึ่งพันห้าร้อยสิบตำลึง
ต่อให้หลังจากนี้จะไม่ทำอะไรเลย แค่อาศัยเงินเก็บก้อนนี้กับไร่นาก็สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องแล้ว
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าจะไม่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือภัยจากน้ำมือมนุษย์ขึ้น
ตอนที่ 477: กินจนอิ่ม
เมื่อในกระเป๋ามีเงิน ฉินเหยาย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
นางคิดในใจว่าหากห้างการค้าฟู่หลงไม่ทำการค้ากล่องเครื่องใช้สตรี มารดาผู้นี้ก็จะทำเอง
หลิวจี้รู้ว่าฉินเหยาไม่ชอบให้ตนเองเข้าไปยุ่งเรื่องการค้าของนาง เขาจึงไม่ถามอะไรมากอีกอย่างรู้งาน เพียงแต่เอ่ยถามเชิงหยั่งเชิงว่า
“เมียจ๋า พรุ่งนี้ก็จะประกาศผลสอบแล้วนะ”
“ข้ารู้แล้ว”
เสี่ยวเอ้อร์ในร้านยกน้ำชามาขึ้นโต๊ะ ฉินเหยาก็รินให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง แต่น้ำชากลับอุ่น ดื่มแล้วไม่ชื่นใจ
หลิวจี้รีบถลึงตาใส่เสี่ยวเอ้อร์ทันที ก่อนจะสั่งด้วยท่าทีทรงอำนาจเต็มเปี่ยม “เมียจ๋าของข้าชอบดื่มของเย็นๆ เอาน้ำแข็งไสที่ดีที่สุดในร้านของพวกเจ้ามาสามถ้วย!”
พอสั่งเสี่ยวเอ้อร์เสร็จ เขาก็รีบอธิบายกับฉินเหยาว่า “เมียจ๋า ข้าเลี้ยงเอง”
นี่ช่างเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก ฉินเหยาโบกมือให้เสี่ยวเอ้อร์ที่มองมาทางนางเพื่อขอคำยืนยัน ให้ไปเตรียมของตามที่หลิวจี้สั่ง
หลิวจี้ล้วงถุงเงินใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้อย่างว่าง่าย
“หอเติงอวิ๋นยกเว้นค่าเครื่องดื่มให้แขกทุกคนในคืนนั้น นี่คือเงินค่าเหล้าที่ได้คืนมา สิบตำลึงเชียวนะ” เขาพูดราวกับกำลังมอบของล้ำค่า
นัยน์ตาดอกท้อของเขากะพริบปริบๆ ส่งสายตาอย่างคาดหวังว่า ‘รีบชมข้าเร็วเข้าสิ’
ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะมองเขาอีกสองสามครั้ง นี่เขาไปเจอเรื่องกระทบกระเทือนใจอะไรมา ถึงได้เปลี่ยนนิสัยไปได้?
หลิวซานเอ๋อร์ผู้นี้ มีวันที่จะยอมคืนเงินด้วยตัวเองด้วยหรือนี่
แต่ใครกันจะไปมีปัญหากับเงินเล่า ฉินเหยามองเขาอย่างพึงพอใจแล้วยิ้มออกมา ก่อนจะเก็บเงินใส่กระเป๋าของตัวเองอย่างเด็ดขาด
แม้จะไม่ได้รับคำชมที่คาดหวังไว้ แต่หลิวจี้ก็ไม่ได้ท้อใจ เขายังคงหยั่งเชิงต่อไป “พรุ่งนี้ประกาศผลแล้ว เมียจ๋าจะไปดูกับข้าหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอนว่าข้าต้องไปดูอยู่แล้ว”
หากเขาสอบผ่าน ทุกคนก็ย่อมยินดี
แต่ถ้าหากยังสอบไม่ผ่าน เช่นนั้นก็…
ทันใดนั้นหลิวจี้ก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกเสียใจขึ้นมา
หากนางไม่ไป อย่างน้อยถ้าสอบไม่ผ่าน เขาก็อาจจะมีเวลาหนีเอาตัวรอดได้มากขึ้น
ตอนนี้ดีเลย พูดออกไปแล้ว ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีชื่อบนป้ายประกาศ…หลิวจี้เหลือบมองสตรีตรงข้ามอย่างระมัดระวัง ใบหน้าเย็นชานั้นทำให้หัวใจดวงน้อยของเขาสั่นสะท้าน
นะโม อมิตาภพุทธ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ผู้เมตตา เง็กเซียนฮ่องเต้ ท่านดาวเหวินฉวี่ ได้โปรดอวยพรให้ข้าสอบผ่านด้วยเถิด! คนตัวเล็กในใจของหลิวจี้พนมมือขึ้นอธิษฐานอย่างบ้าคลั่ง
โชคดีที่เสี่ยวเอ้อร์ยกนำน้ำแข็งไสมาขึ้นโต๊ะได้ทันเวลา มิฉะนั้นหลิวจี้คงรู้สึกว่าตนเองจะถูกสายตาเย็นชาของฉินเหยาแช่แข็งจนตายคาที่อยู่ตรงนั้น
ซ่งอวี้กลับมาพร้อมกับอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ สามคนกินกับข้าวหกอย่าง มีทั้งปลาและเนื้อ ทั้งยังมีข้าวสวยหุงจากข้าวสารอย่างดีอีกหนึ่งถังใหญ่
อาหารล้วนเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองหลวงของมณฑล ฉินเหยายึดมั่นในความคิดที่ว่า ‘ในเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องกินดื่มให้เต็มที่’ หลายวันที่ผ่านมานี้นางกับซ่งอวี้จึงได้ลิ้มลองอาหารจานเด็ดของพ่อครัวในโรงเตี๊ยมไปเกือบจะครบทุกอย่างแล้ว
หลิวจี้มองอย่างตกตะลึงอ้าปากค้าง “พวกเจ้ากินดีขนาดนี้เลยหรือ”
เมื่อซ่งอวี้ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย นับตั้งแต่มาถึงเมืองหลวงของมณฑล เรื่องใหญ่น้อยโดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นฮูหยินที่จัดการ เขาก็เป็นได้แค่ลูกมือคอยวิ่งซื้อของเท่านั้น
ความใจกว้างของฮูหยินทำให้บ่าวที่ติดตามมาอย่างเขารู้สึกดีใจจนทำอะไรไม่ถูก
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขากิน ไม่ต้องไปฟังหลิวจี้พล่ามไร้สาระ นางคีบปลาตุ๋นชิ้นใหญ่ขึ้นมาเองแล้วเริ่มเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ
หลิวจี้ตกตะลึง “นี่มันชีวิตเทพเซียนอะไรกัน!”
ทันใดนั้นก็รู้สึกเสียใจที่เพิ่งคืนเงินกลับไป
เมื่อนึกถึงวันที่ตนเองต้องดองผักดองกินเองในเรือนรับรองของตระกูลเฮ่อเพื่อรักษาภาพลักษณ์ กินแต่โจ๊กขาวกับผักดองทุกวัน หลิวจี้ก็แทบจะร้องไห้ออกมา
ถึงแม้ว่าศิษย์พี่ตัวน้อยจะนำของดีๆมาให้กินเป็นครั้งคราว แต่! มันก็ไม่ได้มีให้กินทุกมื้อนี่!
“เจ้าจะกินหรือไม่กิน” ฉินเหยาถูกเขามองจนเริ่มรำคาญจึงถามอย่างไม่สบอารมณ์
หลิวจี้รีบพยักหน้า “กินสิ ข้ากิน!”
เขาไม่เพียงแต่จะกิน แต่ยังจะกินให้อิ่มแปล้ไปเลย!
หลิวจี้หยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเนื้อชิ้นใหญ่หลายชิ้น หางปลาครึ่งชิ้นและผักอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งใส่ชามข้าวของตัวเองจนพูน
ไม่ใช่ว่าฉินเหยาดูถูกเขา แต่ปริมาณขนาดนั้นไม่ใช่สิ่งที่กระเพาะของหลิวจี้จะรับไหวจริงๆ
ฉินเหยากล่าวเสียงเย็น “ข้าขอเตือนเจ้า ถ้ากล้าคายออกมาให้เสียของล่ะก็ สามวันต่อจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้กินเนื้ออีกแม้แต่คำเดียว!”
หลิวจี้เชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งผยอง ไม่ได้พูดอะไร
หางตาของเขาเหลือบเห็นว่าฉินเหยาก้มหน้าลงแล้ว ไม่ได้สนใจตนเองจึงรีบคีบอาหารในชามของตนไปให้ซ่งอวี้ครึ่งหนึ่งทันที
ซ่งอวี้งงไปเล็กน้อย ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากปฏิเสธ สายตาดุจมีดที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธของนายท่านใหญ่ของเขาก็ตวัดมาแล้ว
ซ่งอวี้จะทำอะไรได้อีกเล่า ก็ต้องกินน่ะสิ
โชคดีที่เมื่อครู่เขาไม่ได้ตักอาหารมาเยอะ มิฉะนั้นคนที่จะไม่ได้กินเนื้อในอีกสามวันข้างหน้าคงจะกลายเป็นตัวเอง!
แม้อาหารจะมีมากมาย แต่เมื่อมีนักกินจุอย่างฉินเหยาอยู่ด้วย ภารกิจกินให้เกลี้ยงจานก็ยังคงดำเนินต่อไปจนสำเร็จ
หลิวจี้กินจนจุก แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะลุกจากไปเพื่อกลับไปยังตระกูลเฮ่อ
ซ่งอวี้หาเหตุผลปลีกตัวออกไปก่อนตั้งแต่ตอนที่ฉินเหยาวางตะเกียบแล้ว
เขาเป็นคนมีไหวพริบ ว่ากันว่าห่างกันไม่นาน ใกล้ชิดกว่าข้าวใหม่ปลามัน เขาจึงไม่อยู่เป็นก้างขวางคอที่นี่หรอก
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ฉินเหยาพักผ่อนจนเกือบจะเพียงพอแล้วจึงลุกขึ้นเตรียมกลับห้อง
นางไม่ได้เรียกหลิวจี้ แต่คนบางคนกลับย่องตามหลังมาอย่างลับๆล่อๆ
เมื่อเห็นนางหันกลับมามอง เขาก็ยิ้มประจบประแจงทันทีพร้อมกับอธิบายอย่างจริงจังว่า
“ที่นี่อยู่ใกล้กับจวนที่ว่าการมณฑล พรุ่งนี้เช้าจะได้สะดวกไปดูป้ายประกาศด้วยกัน อีกอย่างตระกูลเฮ่อก็นอนกันเร็ว ป่านนี้เจ้าบ้านคงจะนอนกันหมดแล้ว ข้าเป็นแขกคนนอก ตอนนี้กลับไปย่อมต้องรบกวนพวกเขาเป็นแน่”
ฉินเหยามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า “วันนี้เจ้าอาบน้ำแล้วหรือยัง”
บัดนี้เป็นปลายเดือนห้า อากาศร้อนระอุ แค่เดินออกไปข้างนอกไม่กี่ก้าวก็เหงื่อท่วมตัวแล้ว ฉินเหยาจึงต้องอาบน้ำทุกวัน
มาตรฐานที่สูงเช่นนี้ ส่งผลให้ซ่งอวี้ต้องเปลี่ยนนิสัยเดิมๆของตนเองไปด้วย ตอนนี้เขาจึงอาบน้ำวันละครั้ง
สีหน้าของหลิวจี้แข็งทื่อไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่าตระกูลเฮ่อจะไม่มีธรรมเนียมเช่นนี้
แขกย่อมต้องตามใจเจ้าบ้าน ครั้งสุดท้ายที่เขาอาบน้ำ…ดูเหมือนจะเป็นครั้งที่แล้วนั่นแหละ
“ถ้ายังไม่อาบน้ำให้สะอาดก็ห้ามเข้าห้องข้า” ทิ้งคำพูดนี้ไว้ ฉินเหยาก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเขาคิดไปถึงไหน ในดวงตาของเขาก็พลันปรากฏแววเขินอายตื่นเต้นขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาอยากจะหัวเราะแต่ก็พยายามกลั้นไว้จนต้องเม้มปาก
ครึ่งชั่วยามต่อมา ประตูห้องของฉินเหยาก็ถูกเคาะ
“เข้ามา!” นางพิงอยู่ข้างเตียง กำลังดีดลูกคิดดังกรอกแกรก
หลิวจี้ใช้เท้าเตะประตูเปิดเข้ามา เขาเดินเข้ามาพร้อมกับอุ้มเครื่องนอนที่ขอมาจากเสี่ยวเอ้อร์ของร้านอย่างรู้งาน
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นก็เห็นบุรุษรูปงามในชุดสีขาวหลวมๆ ปล่อยผมสีดำขลับสยายเต็มแผ่นหลัง กำลังอุ้มม้วนเครื่องนอนปรากฏกายอยู่ตรงหน้า ดวงตาดอกท้อที่ชุ่มชื้นคู่นั้นมองมาที่นางอย่างเขินอาย
เขาที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ผิวพรรณถูกไอน้ำรมจนขาวอมชมพู ช่างเป็นภาพของปีศาจล่มเมืองโดยแท้
ฉินเหยารู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาทันใด นางวางลูกคิดลง ลุกขึ้นเดินอ้อมเขาไปรินชาเย็นที่โต๊ะเพื่อดับกระหาย
ตั้งแต่ต้นจนจบ สายตาของนางไม่เคยละไปจากร่างของเขาเลย สายตาที่จ้องมองอย่างไม่ปิดบังและเต็มไปด้วยการคุกคามก้าวร้าวนั้น กลายเป็นตาข่ายที่แน่นหนา ดักจับเขาไว้ในพื้นที่แคบๆจนขยับไปไหนไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
นิ้วเรียวยาวของหลิวจี้ที่อุ้มเครื่องนอนอยู่หดเกร็งโดยไม่รู้ตัว กอดผ้าห่มในอ้อมแขนแน่นขึ้น
เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก รู้สึกเพียงว่าห้องพักแขกที่คับแคบนี้ร้อนอบอ้าวเหลือเกิน ร้อนจนเลือดทั่วทั้งร่างกายแทบจะลุกเป็นไฟ
“มานี่” ฉินเหยาสั่งขึ้นมาทันที
หลิวจี้หันกลับไป นางไปนั่งอยู่บนโต๊ะตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ ไขว่ห้าง กอดอกมองลงมาที่เขาอย่างคนที่เหนือกว่า
ตอนที่ 478: สอบผ่านแล้ว
“คุกเข่าลง” นางสั่งอีกครั้ง
หลิวจี้พยักหน้าอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อมองท่าทีหยิ่งทะนงของนางที่นั่งอยู่บนโต๊ะในขณะนี้ สมองของเขาว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไรและก็จะไม่ปฏิเสธด้วย
เขาวางเครื่องนอนในอ้อมแขนลงบนพื้นเพื่อรองไว้ งอเข่าทั้งสองข้างลงเล็กน้อย ดวงตามองตรงไปที่นาง เข่าซ้ายงอลงก่อนแล้วตามด้วยเข่าขวา คุกเข่าลงตรงๆต่อหน้านาง
สุดสายตาของเขาคือชายกระโปรงที่นางเลิกขึ้นสูงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผ้าบางๆที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆกองอยู่บนต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาที่เห็นลายกล้ามเนื้อชัดเจน ทั้งเหยียดตรงและเรียวยาว
นางลดสายตาลงมองเขา เขาต้องเงยหน้าขึ้นสูงจึงจะสบสายตากับนางได้
ใต้ลำคอที่เรียวยาวคือไหปลาร้าสองข้างที่งดงามสมส่วน เสื้อผ้าที่เปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นแผ่นอกกว้างที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
“จับขาข้าไว้”
ลมหายใจของหลิวจี้ติดขัด ในสมองที่เลือนลางของเขาพลันมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามา ที่แท้นางชอบเล่นแบบนี้นี่เอง!
มือใหญ่ที่เห็นข้อนิ้วชัดเจนจับข้อเท้าที่ไขว่ห้างอยู่นั้นไว้อย่างแผ่วเบา นางมีพละกำลังมหาศาล แต่ข้อเท้ากลับบอบบางจนเขาสามารถกุมไว้ได้ทั้งฝ่ามือ
ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ ช่างทำให้คนตื่นเต้นจนอยากจะทำเรื่องที่ล่วงเกินกับมันอย่างรุนแรง
…...
“เมียจ๋า น้ำหนักมือกำลังดีหรือไม่”
ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
หญิงสาวสูดปากเสียงดัง สั่งเสียงต่ำอย่างไม่พอใจ “เมื่อครู่เจ้าไม่ได้กินข้าวหรือ ออกแรงอีกหน่อย!”
ชายหนุ่มไม่มีคำบ่นแม้แต่คำเดียว “ได้เลย”
แต่ในชั่วขณะที่ก้มหน้าลง ในแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูดออกมา
น้ำหนักที่กดลงมาไม่เบาไม่หนัก แต่ก็ทำเอาเขาหายใจไม่ออก หลิวจี้รีบเก็บความคิดอกุศลทั้งหมดของตนในทันที ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างยอมจำนน วางขาของนางไว้บนตักของตนแล้วนวดๆ
ฉินเหยาหรี่ตาลง ถอนหายใจออกมาอย่างสบายใจ “ไม่เลว ฝีมือดีขึ้นเรื่อยๆ”
นั่งบนโต๊ะจนเจ็บก้น ทั้งสองจึงย้ายไปที่เครื่องนอนบนพื้น หลังจากนอนไปสักพักฉินเหยาก็รู้สึกว่ายืดแข้งยืดขาไม่สะดวกเลยย้ายสมรภูมิไปที่เตียงอีกครั้ง
ไม่รู้ว่านวดไปนานเท่าไหร่แล้ว ในตอนที่หลิวจี้รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นเครื่องนวดไร้ความรู้สึก ในที่สุดเสียงนอนหลับอุตุของใครบางคนก็ดังมาจากบนเตียง
มือของเขาไม่กล้าหยุด เขาเอียงศีรษะมองนางแวบหนึ่ง
จะว่าแปลกก็แปลก สตรีดุร้ายที่ฆ่าคนไม่กะพริบตา ทั้งยังชอบบิดหัวคนให้หลุดจากคอ พอหลับไปกลับมีท่าทางไร้เดียงสาไม่เป็นพิษเป็นภัย ช่างทำให้คนโมโหจนเขี้ยวสั่นระริกจริงๆ
ขาในมือของเขาไร้เรี่ยวแรงแล้ว วางพาดอยู่บนฝ่ามือของเขาอย่างอ่อนปวกเปียก ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในใจหลิวจี้ จากนั้นเขาก็อ้าปากขึ้นทันที คิดจะกัดขาข้างนี้แรงๆสักคำ!
“เจ้าอยากตายหรือ!”
ในชั่วพริบตาก่อนที่ปลายฟันจะสัมผัสเข้ากับผิวหนัง คนที่หลับสนิทอยู่บนเตียงก็พลันลืมตาขึ้น
สายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารกลายเป็นคมมีด จ่ออยู่ที่คอของเขา
ร่างกายของหลิวจี้แข็งทื่อ เขาค่อยๆถอยกลับไป วางขาของนางลงอย่างเบามือและห่มผ้าห่มบางๆให้เรียบร้อย จากนั้นก็กลิ้งลงไปบนพื้นอย่างคล่องแคล่วแล้วม้วนตัวเองเข้าไปในเครื่องนอน
ฉินเหยาส่งเสียงเหอะในลำคออย่างเย็นชา จากนั้นจึงหลับตาลงและนอนหลับไปอีกครั้ง
ร่างกายได้รับการผ่อนคลายอย่างเต็มที่ การนอนครั้งนี้ฉินเหยาหลับสบายเป็นอย่างยิ่ง
เพียงแต่สายตาขุ่นเคืองคู่นั้นที่ข้างเตียงมันช่างร้อนแรงเกินไป นางจึงจำต้องลืมตาตื่นขึ้นมาก่อนเวลาแล้วยื่นมือออกไปชกเขาทีหนึ่ง!
เสียงหมัดกระทบเนื้อดังตุบ ก้องกังวานชัดเจนเป็นพิเศษภายในห้องพักแขกที่เงียบสงบ
หลังจากความเงียบอันน่าประหลาดผ่านไปชั่วครู่ เสียงร้องโหยหวนของหลิวจี้ก็ดังขึ้นในห้องทันที
เขากุมจมูกกลิ้งไปมาบนเครื่องนอน ผ่านไปครู่ใหญ่ความเจ็บปวดจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่จึงค่อยๆบรรเทาลง
มีของเหลวอุ่นๆไหลออกมาจากจมูก หลิวจี้ใช้หลังมือเช็ดจมูกโดยไม่รู้ตัว พอยกขึ้นมาดูก็พบว่า “ละ…เเลือดกำเดาไหล?”
ในไม่ช้า เสียงกรีดร้องราวกับหมูถูกเชือดก็ดังลั่นไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม
ซ่งอวี้มาถึงเป็นคนแรก ขณะที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู ประตูก็ถูกฉินเหยาเปิดออกมาก่อน
นางกุมขมับอย่างจนใจ สั่งซ่งอวี้ว่า “ไปตักน้ำบ่อมาสักอ่าง เร็วหน่อย”
ซ่งอวี้เหลือบมองนายท่านของตนที่หันหลังให้ประตูห้องและกำลังขดตัวด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น ข้าน้อยมิกล้าถาม ข้าน้อยมิกล้าเอ่ย เมื่อได้รับคำสั่งแล้วก็รีบวิ่งลงไปตักน้ำข้างล่าง
หลังจากประคบด้วยน้ำเย็น เลือดกำเดาที่ทะลักไม่หยุดของหลิวจี้ก็หยุดไหลในที่สุด
ฉินเหยามองผ้าเช็ดหน้าที่ใช้อุดจมูกหลายผืนในอ่างน้ำ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย นางแค่ต่อยเบาๆไปทีเดียว คนที่ทนมือทนเท้าอย่างหลิวจี้ถึงกับเลือดกำเดาไหลมากขนาดนี้เชียวหรือ นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย
เมื่อสายตาสำรวจของนางกวาดมา คนบางคนก็ร้อนตัวรีบหันหน้าหนี ไม่ยอมสบตากับนาง
คนตัวเล็กในใจของหลิวจี้ร้องไห้สะอึกสะอื้น นางทำให้เลือดลมของคนพลุ่งพล่านครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายของเขายังไม่พังก็ถือว่าดีมากแล้ว แค่เลือดกำเดาไหลเพิ่มอีกหน่อยจะเป็นอะไรไป!
เพราะมัวแต่เสียเวลากับเลือดกำเดาของหลิวจี้ไปไม่น้อย พอสองสามีภรรยาไปถึงจวนที่ว่าการมณฑล ป้ายประกาศผลการสอบระดับฝู่ซื่อก็ถูกติดขึ้นไปแล้ว
ใต้กำแพงสูงที่ติดป้ายประกาศ มีคนถอนหายใจอย่างผิดหวัง มีคนโห่ร้องอย่างตื่นเต้นและก็มีคนที่ความพากเพียรมาหลายปีสัมฤทธิ์ผลในที่สุด ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหล
ว่ากันว่าครั้งแรกไม่คุ้นเคย ครั้งที่สองย่อมคุ้นชิน แต่ครั้งที่สองนี้…ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ของผู้เข้าสอบรอบข้างหรือไม่ ฉินเหยากลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้
นางมีกำลังมาก แค่ใช้แขนสองข้างปัดซ้ายขวา หลิวจี้ก็สามารถเดินตามช่องทางเล็กๆที่นางเปิดให้เข้าไปอยู่หน้าป้ายประกาศได้อย่างง่ายดาย
ด้วยความมั่นใจในตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล เขาจึงเริ่มมองจากอันดับแรกของป้าย
ยิ่งมองไล่ลงมา ใจของหลิวจี้ก็ยิ่งเย็นเยียบ
ไม่น่าจะเป็นไปได้ เขาต้องสอบผ่านสิ!
เดี๋ยวนะ…
ฉินเหยากำลังรออย่างร้อนใจ ร่างสูงสง่าด้านหน้าพลันหันกลับมา ทั้งยังกลัวว่านางจะไม่ทันสังเกต เขาจึงกระโดดสูงๆ พร้อมโบกแขนไปมา
“เมียจ๋า! เจ้ามานี่เร็วเข้า!”
ฉินเหยาเดินเข้าไปอย่างสงสัยพลางถาม “มีอะไร”
หลิวจี้ชี้ไปที่ป้ายประกาศที่ติดอยู่สูงที่สุดบนกำแพง พูดเสียงค่อยอย่างกระอักกระอ่วน “เจ้าอุ้มข้าที ข้ามองตัวอักษรข้างบนไม่ค่อยชัด”
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างรังเกียจ กวาดสายตามองฝูงชนรอบๆอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจทางนี้ก็ส่งสายตาให้หลิวจี้พลันยื่นมือออกไปคว้าเอวคอดของเขาแล้วยกขึ้น
ระดับสายตาสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ป้ายประกาศสีแดงมาอยู่ตรงหน้าแล้ว หลิวจี้รีบตรวจสอบเพื่อยืนยัน
“จังหวัดจื่อจิง อำเภอไคหยาง เมืองจินสือ หมู่บ้านตระกูลหลิว…หลิวจี้ ขั้นสามอันดับที่ยี่สิบเอ็ด…ภรรยาแซ่ฉิน บุตรชายคนโตหลิวจื่อวั่ง บุตรชายคนรองหลิวจื่อซู บุตรชายคนที่สามหลิวจื่อหมิง บุตรสาวคนเล็กหลิวผิงหลิง ใช่แล้ว!”
“เมียจ๋า ข้าเอง ข้าเอง! ข้าสอบผ่านแล้วจริงๆ!” หลิวจี้ตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น
แต่ไม่คาดคิดว่าเสียงตะโกนนี้จะดึงดูดสายตาของคนรอบข้างได้ในทันที
ดังนั้น ชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลจึงได้เห็นภาพอัน.งดงามที่น่าจะทำให้พวกเขาตกตะลึงไปอีกหลายปี
ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งถูกหญิงสาวร่างบอบบางยกขึ้นกลางอากาศด้วยมือเพียงข้างเดียว
และเพราะเสียงตะโกนของชายผู้นั้น ผู้คนจึงพากันมองไปที่ป้ายประกาศ อ้อ คือหลิวจี้จากอำเภอไคหยางนั่นเอง
หลิวจี้ก้มหน้าลงมองฉินเหยาที่ยกตัวเองขึ้นอย่างง่ายดายอย่างแข็งทื่อแล้วหันไปมองชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลที่กำลังตกตะลึง เขาโกรธจนหน้าแดง “มองอะไรกัน! ไม่เคยเห็นภรรยายกสามีหรืออย่างไร!”
ชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลพยักหน้า ใช่แล้ว เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก แปลกใหม่ดี
หลิวจี้พยายามอย่างยิ่งที่จะข่มความอายจนแทบอยากจะเอานิ้วเท้าจิกพื้นแล้วตบแขนฉินเหยา เมียจ๋า รีบปล่อยสามีลงเร็วเข้า!
ฉินเหยายิ้มอย่างล้อเลียน ปล่อยเขาลงกับพื้นแล้วเงยหน้าขึ้นมองตัวอักษรสีดำบนป้ายสีแดง ขั้นสามอันดับที่ยี่สิบเอ็ด แม้จะเป็นอันดับสุดท้ายของผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับฝู่ซื่อในครั้งนี้ แต่ก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว
ดวงตาของนางส่องประกายดุจดวงดาว มองไปที่คนเจ้าเล่ห์ข้างกายแล้วถอนหายใจยาว
เป้าหมายเล็กๆอย่างแรก สำเร็จแล้ว
หลิวจี้กำลังตอบรับคนที่เข้ามาแสดงความยินดีกับตนเองโดยรอบทั้งไม่ว่าจะจริงใจหรือเสแสร้ง ทันใดนั้นเขาก็สงสัยว่าตอนนี้ฉินเหยารู้สึกอย่างไร
เมื่อหันกลับไปมองก็สบเข้ากับดวงตาสีดำคู่หนึ่งของนางที่สุกใสราวกับดวงดาว ท่ามกลางผู้คนมากมาย นางมองเพียงเขาผู้เดียว
ในชั่วพริบตานั้น หลิวจี้รู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขาถูกใครบางคนเตะอย่างแรง มันบีบรัดอย่างกะทันหัน ทั้งเจ็บแปลบและตื้นตัน
โดยหาสาเหตุไม่ได้ จู่ๆ ก็เกิดความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะรวบรวมของทุกอย่างที่นางชอบจากทั่วทุกมุมโลกมามอบให้นางโดยไม่เลือกวิธีการ เพียงเพื่อแลกกับสายตาที่เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้
ตอนที่ 479: เงินของเขา
ขณะนี้เป็นปลายเดือนห้า ยังเหลืออีกห้าถึงหกวันกว่าจะถึงเดือนหก
การสอบระดับย่วนซื่อครั้งถัดไปจะจัดขึ้นที่อิงเทียนฝู่ในช่วงต้นเดือนแปด
การเดินทางจากจังหวัดจื่อจิงไปยังอิงเทียนฝู่ต้องใช้เวลาเดินทางสิบวัน
จะว่าไกลก็ไม่ไกลนัก เดินทางโดยเรือไปตามทางน้ำ เพียงแต่ว่าการใช้ชีวิตบนเรือนั้นค่อนข้างลำบากอยู่บ้าง
ปีนี้ฉีเซียนกวนจะเข้าร่วมการสอบระดับย่วนซื่อต่อไป ตระกูลฉีได้เตรียมเรือไว้พร้อมแล้ว เพียงรอผลการสอบระดับฝู่ซื่อของหลิวจี้ประกาศออกมาก็จะออกเดินทางในเร็ววัน
หลิวจี้ติดรายชื่อสอบผ่านการสอบระดับฝู่ซื่อเป็นอันดับสุดท้าย แม้ว่ากงเหลียงเหลียวจะรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ถือว่าสอบผ่าน
ชายชราลอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อกและตั้งตารออย่างเงียบๆ ว่าศิษย์ทั้งสองของตนจะทำคะแนนได้เช่นไรในการสอบระดับย่วนซื่อ
แต่กงเหลียงเหลียวหารู้ไม่ว่า ศิษย์สายตรงทั้งสองของเขา คนหนึ่งได้อันดับหนึ่งของขั้นหนึ่ง อีกคนได้อันดับสุดท้ายของขั้นสาม บัดนี้ได้กลายเป็นหัวข้อซุบซิบนินทาของชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลไปแล้ว
แต่เมื่อมองกลับกัน บัณฑิตอันดับสุดท้ายผู้นี้ใช้เวลาอ่านหนังสืออย่างจริงจังเพียงสองปีก็สามารถเอาชนะผู้เข้าสอบจำนวนนับไม่ถ้วนที่ขยันหมั่นเพียรมาตั้งแต่เด็กและผ่านการสอบระดับฝู่ซื่อไปได้ นี่จะไม่เรียกว่าเป็นอัจฉริยะที่ฉายแววช้าอีกรูปแบบหนึ่งได้อย่างไรเล่า
อีกทั้งมาตรฐานการรับศิษย์ของมหาบัณฑิตก็เข้มงวดอยู่แล้ว หากเขาไม่มีดีอะไรเลยจะเข้ามาเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตได้อย่างไร
แล้วจะได้รับการยอมรับจากคุณชายน้อยตระกูลฉีผู้เป็นศิษย์พี่ซึ่งมีฉายาว่าเป็นอัจฉริยะได้อย่างไร
ทิศทางลมเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ เมื่อผู้คนเอ่ยถึงซิ่วไฉกงหลิวจี้ผู้ได้อันดับสุดท้ายในปีนี้ก็มักจะเผลอนึกโยงไปถึงภาพลักษณ์ในแง่บวกอย่าง ‘ผู้ยิ่งใหญ่ย่อมสำเร็จช้า’ หรือ ‘ตราบใดที่ขยันอ่านหนังสือ ก็ไม่มีคำว่าสายเกินไป’ ที่ให้แรงบันดาลใจโดยไม่รู้ตัว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซ่งอวี้ที่แอบทำตามคำสั่งของฮูหยินตนเอง ไปหาคนสร้างกระแสไปทั่ว กล่าวว่า สิ่งที่เจ้าเชื่อก็เป็นแค่สิ่งที่คนอื่น ‘อยากให้เจ้าเชื่อ’ เท่านั้นแหละ
ส่วนความจริงน่ะหรือ ใครจะสนใจกัน
นับจากนั้นเป็นต้นมา หลิวจี้ก็ถูกผูกติดกับภาพลักษณ์ของคนขยันหมั่นเพียร ยากจนและเป็นอัจฉริยะที่ฉายแววช้าอย่างไม่อาจหวนกลับ
และเพราะท่าทางดูป้ายประกาศอันแปลกประหลาดของสองสามีภรรยาในวันนั้น ในเดือนห้านี้หลิวจี้จึงกลายเป็นที่โด่งดังขึ้นมาเล็กน้อย
จากคนไร้ชื่อเสียงเรียงนามกลายเป็นชาวบ้านยากจนที่บัณฑิตในจังหวัดจื่อจิงพอจะจดจำได้บ้าง
เพื่อให้ทันการสอบระดับย่วนซื่อที่อิงเทียนฝู่ หลิวจี้จึงต้องรีบกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องและซับซ้อนให้เรียบร้อย
ประจวบเหมาะกับที่ฉินเหยาก็กำลังจะเดินทางกลับเช่นกัน หลิวจี้ถึงกับร้องออกมาว่ายอดเยี่ยมจริงๆ!
คืนก่อนเดินทางกลับ ตระกูลเฮ่อเชิญสองสามีภรรยาไปร่วมงานเลี้ยงที่จวน เพื่อแสดงความยินดีกับหลิวจี้ที่สอบได้และเพื่อเลี้ยงส่งคนทั้งสอง
ซิ่วไฉที่เป็นอัจฉริยะที่ฉายแววช้าและยังขยันหมั่นเพียร ไม่ว่าอาจารย์หรือศิษย์พี่ของเขาจะเป็นใคร ในสายตาของตระกูลใหญ่เช่นตระกูลเฮ่อก็ล้วนมีคุณค่าพอที่จะลงทุนด้วยแล้ว
ดังนั้นอาหารมื้อค่ำนี้จึงจัดเตรียมไว้อย่างหรูหราอลังการ สองสามีภรรยากินดื่มกันอย่างเต็มที่จนกระทั่งดึกดื่นจึงกลับมายังโรงเตี๊ยม
หลิวจี้เมาจริงๆ มีชีวิตอยู่มาค่อนชีวิต ค่ำคืนนี้คือช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดในชีวิตของเขา
ใต้เท้าผู้ว่าการถึงกับรินสุราให้เขาด้วยตนเอง กวาดตามองไปทั่วทั้งจังหวัดจื่อจิง จะมีซิ่วไฉสักกี่คนที่ได้รับเกียรติเช่นนี้กัน!
เขาโซซัดโซเซพุ่งเข้าไปในห้องพักแขก เมื่อได้กลิ่นเครื่องนอนของตนเองก็ทิ้งตัวลงบนที่นอนอันอ่อนนุ่มดังตุบแล้วซุกหน้าหัวเราะเสียง “เหะๆๆ”
ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้ที่กำลังดิ้นอยู่บนพื้นอย่างพูดไม่ออก ขมับของนางพลันเต้นตุบๆ
นางเอื้อมมือไปปิดประตู เดินอ้อมคนที่กำลังดิ้นอยู่แล้วมายังชั้นวางอ่างล้างหน้าเพื่อเทน้ำเตรียมล้างหน้าล้างตา
ไม่คาดคิดว่า เงาดำสายหนึ่งจะคลานเข้ามาที่เท้าของนางแล้วกอดขาของนางไว้อย่างกะทันหัน
ฉินเหยาก้มหน้าลงก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เส้นผมยุ่งเหยิงและดวงตาแดงก่ำกำลังช้อนขึ้นมองนาง ดูเหมือนสติสัมปชัญญะของเขาจะเลือนรางไปแล้ว
“ตอนนี้ข้าเป็นซิ่วไฉ เจ้าก็คือภรรยาของซิ่วไฉ แหะๆๆ ดีใจหรือไม่”
เขาถามโดยไม่รอนางตอบก็ฟุบหน้าลงแล้วเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นวางอำนาจ “ฉินเหยา! เจ้าต้องดูแลสามีอย่างข้าให้ดี ในภายภาคหน้าเจ้าจะได้กินหรูอยู่สบายไม่ลำบาก เข้าใจหรือไม่”
ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างอันตราย
“ดูนี่!” เขาโยนก้อนเงินเล็กๆหนักห้าตำลึงก้อนนี้ใส่อ้อมแขนของนางอย่างอวดเบ่ง “ข้าให้รางวัลเจ้า! รับไปดีๆล่ะ! วันหน้าอย่าได้พูดว่านายท่านน้อยผู้นี้เอาแต่จ้องจะเอาเงินของเจ้า ตอนนี้นายท่านน้อยอย่างข้าก็เป็นคนที่หาเงินเองได้แล้ว…”
พูดไปพูดมา เขาก็พลันปล่อยขาของนาง ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นแล้วยกมือปิดหน้าพลางร้องไห้ฮือๆ ราวกับว่าได้รับความคับข้องใจมาอย่างแสนสาหัส
ฉินเหยามุมปากกระตุก ดูท่าครั้งนี้เขาคงจะเมาแล้วจริงๆ
หลิวจี้เริ่มร้องไห้ฟูมฟาย “ท่านแม่ ท่านไม่รู้หรอก ลูกของท่านถูกคนรังแกอย่างน่าอนาถ สตรีใจร้ายนางนั้นทุบตีคนเจ็บมาก ยังชอบบิดหัวคนอีก ลูกกลัวจะตายอยู่แล้ว…อ๊า!”
ฉินเหยาใช้สันมือสับลงไปทีหนึ่ง หลิวจี้ก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้วสลบไปกองกับพื้น
ในที่สุดโลกก็สงบสุขเสียที
ฉินเหยาลองชั่งน้ำหนักก้อนเงินเล็กๆที่นายท่านใหญ่หลิวประทานให้ตนดู เงินห้าตำลึงนี้น่าจะเป็นค่าเดินทางที่ทางการและคหบดีในท้องถิ่นร่วมกันสนับสนุนให้เหล่าซิ่วไฉในปีนี้ใช้สำหรับการไปสอบระดับย่วนซื่อ
แต่กลับถูกเจ้าคนอย่างหลิวจี้ซ่อนเอาไว้ หากไม่ใช่เพราะเมาจนลืมตัว เกรงว่าเขาคงไม่ยอมปริปากบอกนางแม้เพียงครึ่งคำ
ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชา เก็บก้อนเงินขึ้นมาก่อน จากนั้นก็ยกคนที่นอนขดอยู่บนพื้นขึ้นไปไว้บนที่นอน ล้างหน้าล้างเท้า เป่าตะเกียงแล้วเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวจี้สะดุ้งพรวดขึ้นมาจากความฝัน เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่สมองกลับว่างเปล่า นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าผิดปกติที่ตรงไหน
เขาลูบคลำไปทั่วตัวรอบหนึ่ง ในใจพลันกระตุกวูบ เงินก้อนสุดที่รักหายไปแล้ว!
ตอนที่ฉินเหยาลุกขึ้นมาจากเตียง คนบางคนก็กำลังคลานหาของอยู่บนพื้นห้องให้วุ่น
นางยักไหล่ ไม่ได้เอ่ยถาม ลงจากเตียงไปล้างหน้าล้างตา จัดเก็บสัมภาระใส่ห่อผ้าให้เรียบร้อยแล้วจึงแสร้งทำเป็นรำคาญเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าหาอะไรอยู่หรือ”
หลิวจี้ฝืนยิ้มออกมา “ไม่มีอะไร ข้าแค่ดูว่าพื้นของโรงเตี๊ยมนี้แข็งแรงดีหรือไม่”
“เมียจ๋า เจ้าเก็บของเสร็จแล้วหรือ”
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าและกลัวว่าหากให้นางรอนานนางจะอาละวาด หลิวจี้จึงฝืนทนความเจ็บปวดใจ กัดฟันยอมแพ้
เขาลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็วแล้วบอกว่าจะลงไปดูข้างล่างก่อนว่าซ่งอวี้เตรียมรถม้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
ขณะลงบันไดก็ฉวยโอกาสมองหาไปด้วย แต่ก็ไม่พบแม้แต่ร่องรอย
แต่เมื่อคิดดูแล้วก็ใช่ หากทำหายจริงๆ คนอื่นเห็นก็คงเก็บไปนานแล้ว
จนกระทั่งขึ้นรถม้า มองดูกำแพงเมืองหลวงของมณฑลที่ค่อยๆห่างออกไป จนรู้แก่ใจว่าไม่มีหวังที่จะหาเจอแล้ว ชายผู้เข้มแข็งมาทั้งชีวิตคนนี้ ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ามองท้องฟ้าเป็นมุมสี่สิบห้าองศาและหลั่งน้ำตาแห่งความเสียใจจนแทบขาดใจ
ฮือๆๆ เงิน! เงินของข้า!
ด้านในรถม้า
ฉินเหยากำลังไล่ดูหยกคุณภาพต่ำและเศษผ้าไหมเนื้อดีที่อยู่ในหีบ นางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเลยเพราะกลัวว่าจะมีคนเห็นมุมปากของตนที่กำลังจะฉีกยิ้มแทบจะถึงใบหู
เรื่องการค้าขายกล่องเครื่องใช้สตรี ในที่สุดห้างการค้าฟู่หลงก็ให้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว
พวกเขาอยากจะทำ แต่ต้องขอดูผลิตภัณฑ์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วก่อนแล้วจึงจะลงนามทำการค้ากับโรงงานเครื่องเขียน
ฉินเหยาตอบตกลงอย่างยินดีและยังได้หยกกับเศษผ้าไหมมาจากห้างการค้าฟู่หลงอีกด้วย นางตั้งใจว่าพอกลับไปถึงจะให้ซ่งอวี้จัดตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาเล็กๆขึ้นมา เพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่เสร็จสมบูรณ์ออกมาให้เร็วที่สุด
นอกรถม้า หลิวจี้ที่ถูกความเศร้าโศกเข้าครอบงำในที่สุดก็ค่อยๆดีขึ้น เขากุมหน้าอกพลางพูดเข้าไปในรถม้า พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของตนเองไปจากเรื่องก้อนเงิน
เห็นแก่หน้าก้อนเงินที่อยู่ในอกเสื้อ ฉินเหยาก็เลยตอบรับไปส่งๆว่า “อืม โอ้ อ่า”
คนทั้งสองคุยกันจนกระทั่งหลิวจี้พูดถึงเรื่องที่จะต้องไปหาผู้ใหญ่บ้านที่หมู่บ้านเพื่อประทับตราในเอกสาร ฉินเหยาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนจะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกเจ้าหลิวจี้คนดวงซวยคนนี้
แต่ว่า ควรจะบอกเขาในตอนนี้ดีหรือไม่นะ
ฉินเหยาล้วงตราทองแดงเล็กๆ ที่ตนซ่อนไว้ในรอยพับของเข็มขัดออกมาแล้วยิ้มอย่างชั่วร้าย
ถ้าอย่างนั้นก็เพิ่มความตกตะลึงเล็กๆน้อยๆให้กับชายผู้น่าสงสารที่ทำเงินหายคนนี้อีกสักหน่อยแล้วกัน!
ตอนที่ 480: คนแรก
“อะไรนะ”
“เจ้าซึ่งเป็นสตรีนางหนึ่งกลับได้เป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านตระกูลหลิวของเราหรือ”
หลิวจี้แทบไม่เชื่อหูและสายตาของตัวเอง
ทว่าตราทองแดงที่คุ้นเคยในมือของฉินเหยากลับคอยย้ำเตือนเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่านี่คือเรื่องจริง
นางได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน!
หลิวจี้เบิกตากว้างมองตราทองแดง จากนั้นจึงหันไปมองซ่งอวี้ซึ่งเป็นคนขับรถม้า “บอกข้าที ว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง”
ซ่งอวี้ยิ้มเสียใจ “นายท่าน เป็นเรื่องจริงขอรับ ฮูหยินได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่แล้ว ชาวบ้านทุกคนร่วมกันลงคะแนนที่ศาลบรรพชน”
“ไม่!”
เสียงคำรามอย่างแตกสลายดังก้องไปทั่วทั้งป่าราวกับสายฟ้าฟาดในวันฟ้าโปร่ง ทำให้นกนับไม่ถ้วนในป่าแตกตื่นจนบินหนีไป
เปรี้ยง! พลันปรากฏสายฟ้าสีเงินสายหนึ่งฟาดลงมาจากท้องฟ้าที่แจ่มใส
หลิวจี้ที่กำลังแหงนหน้าคำรามลั่นอยู่บนรถม้าถึงกับตัวสั่นสะท้าน ไม่ใช่กระมัง ความคับแค้นใจของเขามากมายถึงขั้นเรียกสายฟ้าได้แล้วหรือ
เห็นได้ชัดว่าเขาคิดมากไป
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมอง ท้องฟ้าที่แจ่มใสพลันถูกเมฆดำที่ม้วนตัวมาจากแดนไกลบดบังอย่างรวดเร็วพลันมีสายฟ้าอีกสายฟาดลงมา ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องอู้อี้ดังลั่นจากเบื้องบน ฝนเม็ดใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดได้ทันตั้งตัว โหมกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
หลิวจี้รีบมุดเข้าไปในตัวรถม้า ซ่งอวี้ก็รีบคุมรถม้าไปจอดชิดริมถนนด้านใน
ฉินเหยาส่งหมวกงอบออกมาใบหนึ่ง ส่วนตัวเองก็สวมอีกใบแล้วมุดออกจากตัวรถม้าพลางมองฝ่าม่านฝนสีเทาหม่น นางจำได้ว่าแถวนี้น่าจะมีศาลาพักริมทางอยู่
น่าเสียดายที่ฝนตกหนักเกินไป เส้นทางเบื้องหน้าจึงถูกบดบังด้วยม่านน้ำจนหมดสิ้น
“ฮูหยิน ฝนห่าใหญ่นี้มาทั้งเร็วทั้งแรง น่าจะหยุดในไม่ช้า พวกเราจะรออยู่ริมถนนแล้วค่อยเดินทางต่อดีหรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้า โบกมือเป็นสัญญาณให้เขาเข้าไปในตัวรถม้าด้วยกัน ประทุนรถและตัวรถม้าที่เคลือบเงาไว้กันฝนได้ดีพอสมควร
เพียงสงสารเจ้าม้าเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เหล่าหวงของตนเอง ฉินเหยาตบหัวม้าเบาๆเป็นการปลอบโยน เป็นเชิงบอกให้มันอยู่เฉยๆ จากนั้นจึงเข้าไปในตัวรถม้า
เสียงฟ้าผ่ายังคงดังไม่หยุด เป็นเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่ฉินเหยาเคยได้ยินมาในปีนี้
ฉินเหยาหันกลับไปชำเลืองมองหลิวจี้ที่ยังคงมีสีหน้าไม่ยินยอม “ก็เจ้านั่นแหละเสียงดัง จะตะโกนตอนไหนไม่ตะโกน ดันมาตะโกนเรียกฝนเสียได้ ทีนี้สนุกแล้วใช่หรือไม่”
หลิวจี้เบือนหน้าหนีพลางแค่นเสียง ‘เหอะ’ ในลำคอ แค่รู้ว่าฉินเหยาได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาก็แทบจะสติแตกอยู่แล้ว เรื่องนี้มันพลิกการรับรู้ของเขาไปโดยสิ้นเชิง
แต่เรื่องนี้ยังไม่นับเป็นอะไร ทันใดนั้นซ่งอวี้ก็บอกเขาว่า แต่เดิมชื่อของเขาก็อยู่ในรายชื่อผู้ท้าชิงด้วยเช่นกัน
เมื่อได้รู้รายละเอียดนี้ หลิวจี้ก็แทบจะกระอักเลือดเลยทีเดียว
เมื่อคืนที่งานเลี้ยงของจวนตระกูลเฮ่อ เขายังแอบยินดีกับตัวเองอยู่เลยว่า บัดนี้ตนเองก็เป็นนายท่านซิ่วไฉแล้ว สตรีร้ายกาจที่บ้านน่าจะสงบเสงี่ยมลงบ้าง คงไม่กล้าลงไม้ลงมือกับเขาโดยง่ายอีกแล้วกระมัง
อย่างไรเสียเขาก็มีตำแหน่งทางการติดตัว ไม่ว่าจะอยู่ในตระกูลหรือข้างนอก การจะบีบจะสตรีนางหนึ่งให้อยู่ในกำมือนั้น จะไปยากอะไร
ใครจะคิด!
นางกลับได้เป็นผู้ใหญ่บ้านเสียอย่างนั้น!
บัดนี้เอกสารที่เขาต้องใช้เพื่อเดินทางไปอิงเทียนฝู่สำหรับเข้าร่วมการสอบระดับย่วนซื่อล้วนต้องผ่านมือนาง!
แต่หลิวจี้เป็นคนรู้จักปลอบใจตัวเอง เศร้าได้ไม่เกินหนึ่งถ้วยชาเขาก็นึกขึ้นได้ทันที…เมียของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน นี่เป็นคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์เลยนะ
“ฮี่ๆๆ~” เขาไม่อาจหักห้ามมุมปากที่ยกสูงขึ้นได้จนส่งเสียงหัวเราะออกมา
หากไม่ใช่เพราะฝนห่าใหญ่ด้านนอกเพิ่งจะหยุดตกพอดี ฉินเหยาเห็นท่าทางเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายราวกับคนบ้าของเขาคงได้ตบหน้าเขาไปฉาดใหญ่แล้ว
หลิวจี้คุกเข่าประสานหมัดคำนับ “น้อมรับบัญชา!”
แล้วรีบมุดออกจากตัวรถม้า คว้าสายบังเหียน เตรียมจะบังคับม้าให้เดินทางต่อ
ซ่งอวี้รีบตามออกมา “นายท่าน ให้ข้าน้อยทำเองเถิดขอรับ”
“เช่นนั้นก็ได้” หลิวจี้จึงส่งสายบังเหียนให้ซ่งอวี้แล้วหันไปยิ้มให้ฉินเหยาอย่างใสซื่อ
ฉินเหยาขี้เกียจจะสนใจเขา ผลักเปิดประตูรถม้าด้านหลังแล้วเอาหมวกงอบที่เปียกฝนไปแขวนไว้ท้ายรถให้แห้ง
หลิวจี้มองถนนโคลนข้างหน้าอย่างเบื่อหน่าย ทันใดนั้น เงาดำๆในพงหญ้าริมถนนก็ปรากฏแก่สายตา
เขาตื่นเต้นจนลุกขึ้นยืนบนคานลากรถม้าแล้วเพ่งมองดู เป็นแพะภูเขาสีดำตัวหนึ่งที่วิ่งลงมาจากภูเขา เปียกโชกจากฝนห่าใหญ่ กำลังสลัดขนอยู่ตรงนั้น
“เมียจ๋า เมียจ๋า!” หลิวจี้กดเสียงต่ำรายงานเข้าไปในรถม้าอย่างตื่นเต้น “มีแพะภูเขาสีดำตัวหนึ่ง”
พูดจบก็อดเลียริมฝีปากไม่ได้ เนื้อแพะภูเขาเอามาตุ๋นกินนี่แหละสุดยอดที่สุดแล้ว
ฉินเหยาปิดประตูหลังรถอย่างใจเย็นแล้วเงยหน้ามองออกไปนอกรถ ในพงหญ้าที่ห่างออกไปร้อยก้าว สามารถมองเห็นเขาแพะสองข้างได้อย่างชัดเจน
นางโบกมือ หลิวจี้ก็รีบถอยออกจากตำแหน่งข้างประตู
เห็นเพียงฉินเหยามาที่คานลากรถม้า ก้มตัวลงไปใต้รถแล้วดึงเอาบางสิ่งออกมา ดาบเล่มใหญ่ที่หนักอึ้งสีเงินก็เผยความคมปลาบ
ซ่งอวี้สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ อดไม่ได้ที่จะพลอยตึงเครียดไปด้วยจึงชะลอความเร็วรถลง
รถม้าค่อยๆเข้าไปใกล้ เงาดำในพงหญ้าพลันหยุดนิ่ง รู้สึกถึงความผิดปกติ
น่าเสียดายที่สายเกินไป
ฉินเหยาเหวี่ยงดาบออกไป!
ได้ยินเพียงเสียงดัง ‘ฉัวะ’ แพะภูเขายังไม่ทันส่งเสียงร้องโหยหวนก็ถูกดาบที่ลอยมาสับเข้าให้
หลิวจี้รีบลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะๆเข้าไปดู แหวกพงหญ้าออกดูแล้วส่ายหน้า “จิ๊จิ๊จิ๊~”
เพลงดาบของสตรีใจร้ายผู้นี้ยังคงโหดเหี้ยมเช่นเคย!
หัวแพะที่สมบูรณ์หัวหนึ่งตกอยู่บนพื้นหญ้า ข้างๆคือดาบเล่มใหญ่ที่ปักเฉียงอยู่บนพื้น
เลือดสดๆไหลทะลักออกมาจากตัวแพะ หลิวจี้พลันหมดความอยากกินมันขึ้นมาทันที
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาจากด้านหลัง หลิวจี้ก็หันกลับไปทำหน้าเหมือนจะร้องไห้พลางอ้อนวอน “เมียจ๋า คราวหน้าพวกเราลงมือเบาหน่อยได้หรือไม่ อย่างน้อยก็ช่วยเหลือซากที่สมบูรณ์ไว้ให้หน่อยเถิด สภาพเละเทะเลือดท่วมเช่นนี้จะเอาขึ้นรถม้าได้อย่างไร”
“เอาขึ้นไม่ได้ก็ไม่ต้องเอาขึ้น” ฉินเหยาดึงดาบของตนเองออกมา ดาบดีก็คือดาบดี ไม่มีเลือดสดๆ ติดอยู่แม้แต่หยดเดียว ทั้งหมดไหลไปตามร่องเลือดลงสู่พื้นดินจนหมดสิ้น
นางชี้ไปยังแม่น้ำสายเล็กๆที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน “เอาไปจัดการตรงนั้น ถือโอกาสหยุดพักกินข้าวเที่ยงด้วยเลย”
ไม่ต้องเอาไปด้วย หลิวจี้ก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก รีบจัดการกับแพะภูเขาผู้น่าสงสารตัวนี้แล้วเรียกซ่งอวี้ให้ไปล้างมันที่ริมแม่น้ำด้วยกัน
ทางด้านฉินเหยา หลังจากจอดรถม้าเรียบร้อยแล้วก็ปล่อยม้าให้ออกไปกินหญ้าและหาฟืนกลับมา ทางฝั่งของหลิวจี้และซ่งอวี้ก็จัดการเสร็จพอดีจึงนำแพะกลับมา
หลิวจี้ทิ้งส่วนที่จัดการลำบากอย่างหัวแพะ เครื่องในและลำไส้ไปอย่างฟุ่มเฟือย อีกทั้งยังฉีกหนังออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหลือเพียงลำตัวส่วนที่มีเนื้อเยอะที่สุดแล้วแบกกลับมา
ฉินเหยาตั้งโครงย่างเตรียมไว้แล้ว สามารถนำมันไปมัดไว้บนโครงย่างได้เลย
เมื่อคิดว่าการกินแต่เนื้อย่างเดียวอาจจะฝืดคอไปหน่อย หลิวจี้จึงไปนำหม้อทหารที่ฉินเหยาพกติดตัวทุกครั้งที่ออกจากบ้านออกมา หั่นเนื้อแพะส่วนที่ดีที่สุดสองสามชิ้นแล้วใส่ลงไปในหม้อเพื่อตุ๋น
ยังขาดต้นหอม ขิง และกระเทียมสำหรับดับกลิ่นคาว หลิวจี้ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปรอบๆ ที่นี่มีผักป่าและหญ้าหลากหลายชนิดอยู่ค่อนข้างเยอะ หลังจากขออนุญาตเมียจ๋าแล้ว ถึงได้เดินลึกเข้าไปเพื่อค้นหา
ด้านในมีวัชพืชขึ้นสูงมาก หลิวจี้จึงเก็บท่อนไม้ขึ้นมาท่อนหนึ่งพลางใช้มันแหวกทางพลางเดินไป
ตุบ ท่อนไม้ไม่ได้ตีถูกวัชพืช แต่กลับเหมือนฟาดไปโดนสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ทั้งนุ่มและแข็งในเวลาเดียวกัน
ดวงตาของหลิวจี้เป็นประกายขึ้นมาทันทีหรือว่ายังมีแพะภูเขาสีดำอีกตัว
ไม่ทันได้ฉุกคิดว่าเหตุใดสัตว์ป่าที่ถูกกิ่งไม้ฟาดถึงไม่วิ่งหนีไป
คิดเพียงว่าวันนี้ตนเองโชคดีเป็นพิเศษ เขาจึงรีบชักไม้กลับมาแล้วใช้สองมือแหวกพงหญ้าที่ขึ้นรกทึบเป็นพิเศษตรงหน้าออก ยื่นศีรษะออกไปดูอย่างตื่นเต้น…
จบตอน
Comments
Post a Comment