ตอนที่ 481: นักฆ่าตัวจริง
ชายในชุดดำตลอดร่างคนหนึ่งซึ่งกำลังมัดชายอีกคนในชุดลำลองสีแดงเข้ม สบเข้ากับสายตาของหลิวจี้ที่โผล่พรวดออกมาพอดี
ใบหน้าสองดวง ดวงตาสี่คู่ หนึ่งสายตาเย็นเยียบแฝงจิตสังหาร ส่วนอีกสายตาหนึ่งเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นที่ถูกคนพบ
นัยน์ตาทั้งหกสบประสานกัน อากาศในชั่วพริบตานั้นพลันหยุดนิ่ง
ดวงตาของหลิวจี้กลอกไปมา ในหัวมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างเชื่องช้า…ดูเหมือนข้าจะโผล่มาในที่เกิดเหตุลอบสังหารเสียแล้ว!
จิตสังหารในดวงตาของชายชุดดำเข้มข้นจนแทบจะปะทุออกมา
มีดสั้นคมกริบที่เดิมทีจ่ออยู่บนคอของชายในชุดลำลองสีแดงเข้มก็เบี่ยงออกเล็กน้อย
การเผชิญหน้ากันสั้นๆนี้ดูเหมือนจะยาวนานอย่างยิ่ง แต่ความจริงแล้วยังไม่ถึงครึ่งชั่วลมหายใจด้วยซ้ำ
ในชั่วพริบตานั้น หลิวจี้แทบจะทิ้งตัวไปด้านข้างและม้วนตัวไปกับพื้นตามสัญชาตญาณ!
มีดสั้นตวัดผ่านศีรษะของเขาดัง ‘ฉัวะ’ เส้นผมที่ปลิวไสวอย่างยุ่งเหยิงสัมผัสกับคมมีด ขาดไปส่วนหนึ่งแล้วค่อยๆร่วงหล่นลงตรงหน้าหลิวจี้
หัวใจของเขากระหน่ำเต้นรัว โดยไม่ลังเลอีก รีบใช้ทั้งมือทั้งเท้าตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งกลับไปทางเดิม ทั้งวิ่งทั้งตะโกนลั่นว่า “เมียจ๋า ช่วยข้าด้วย!”
ชายชุดดำหรี่ตาลง แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน จิตสังหารก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
ชายในชุดลำลองสีแดงเข้มที่ถูกจับพยายามจะขัดขวาง แต่เพราะสูดดมยาสลบเข้าไปไม่น้อยจึงไม่มีเรี่ยวแรงมากนัก เขาถูกชายชุดดำเตะกระเด็นไปอย่างแรง ทำได้เพียงร้องเตือนเสียงแผ่วว่า “ระวัง!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของเขา หลิวจี้ก็รู้สึกว่าคอเสื้อด้านหลังถูกใครบางคนกระชากอย่างแรง พอหันกลับไปมองก็เห็นดวงตาคู่เดียวที่โผล่ออกมาจากชุดดำของชายผู้ลึกลับ เต็มไปด้วยจิตสังหารที่พวยพุ่ง
มีดสั้นจ่อไปยังลำคอที่เงยขึ้นของหลิวจี้แล้วปาดเข้ามา
ทว่า เขาที่กำลังจะได้ไปพบพญายม.กลับไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ชั่วร้ายและเปี่ยมเสน่ห์
ใบหน้าของหลิวจี้นั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ รอยยิ้มนี้เมื่อประกอบกับเส้นผมที่ปลิวไสวยุ่งเหยิงก็ให้ความรู้สึก.งดงามน่าทึ่งจนหลุดพ้นจากโลกียะ ทั้งยังแฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนของภูตพรายที่ราวกับจะลากคนให้ตกลงไปในกับดัก
แววตาของชายชุดดำมืดครึ้ม.ลง ความเร็วในมือพลันเร่งขึ้นในบัดดล ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องกำจัดผู้เห็นเหตุการณ์ที่ยั่วยุคนนี้ให้สิ้นซากโดยเร็วที่สุด!
แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีก้อนหินแหลมคมก้อนหนึ่งลอยละลิ่วแหวกอากาศมา กระทบเข้าที่ข้อมือของเขาดัง “แกร๊ก”!
ก้อนหินเล็กๆนั้นมีขนาดเพียงเมล็ดพุทรา แต่กลับแฝงไปด้วยพลังมหาศาลดุจสายฟ้าฟาด กลิ่นคาวเลือดและความเจ็บปวดอย่างรุนแรงถาโถมเข้ามาพร้อมกัน บนข้อมือของชายชุดดำปรากฏรูเลือดขึ้นรูหนึ่ง มีดสั้นในมือพลันควบคุมไม่ได้ ร่วงหล่นลงในจังหวะที่ห่างจากคอของหลิวจี้ไม่ถึงครึ่งนิ้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจี้ยิ่งเผยความหยิ่งผยองและมั่นใจมากขึ้น ชวนให้ผู้ที่ได้เห็นรู้สึกหมั่นไส้จนคันไม้คันมือ
แต่ชายชุดดำกลับไม่สนใจเขา เงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว พลันเห็นร่างบอบบางร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าในพริบตา หมัดหนึ่งก็กวาดเข้ามาอย่างแรง!
ชายชุดดำคิดจะหลบ แต่นั่นเป็นเพียงความคิดที่แวบผ่านเข้ามาในหัว ร่างกายยังไม่ทันได้ตอบสนอง
หมัดที่ดูเหมือนจะเชื่องช้าแต่ความจริงแล้วรวดเร็วอย่างยิ่งนั้นก็ซัดเขากระเด็นออกไปอย่างแรง!
ชายชุดดำเป็นราวกับผ้าขี้ริ้วเก่าๆ เขาถูกหมัดนี้ซัดจนกระแทกลงไปในดิน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พลางกระอักเลือดออกมาคำโตแล้วตกอยู่ในสภาพกึ่งหมดสติ
ฉินเหยาอาศัยเพียงหมัดเดียว เขาก็ไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
ชายในชุดลำลองสีแดงเข้มที่คุกเข่าอยู่บนพื้นข้างๆ ร่างกายทั้งชาทั้งอ่อนแรง เบิกตากว้าง สีหน้าดูงุนงงอยู่บ้าง
เขาไม่อยากจะเชื่อว่าชายชุดดำที่เมื่อครู่เกือบจะเอาชีวิตตนไปได้ ยังไม่มีโอกาสได้ลงมือด้วยซ้ำก็ต้องลงไปนอนกองกับพื้นเช่นนี้แล้ว
เขาเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่ปรากฏกายขึ้นมาอย่างกะทันหันอย่างระแวดระวัง นางผู้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นสัมผัสได้ถึงสายตาของเขาทันทีจึงลดสายตาลงเหลือบมองมา พลังอำนาจอันแข็งแกร่งของนางราวกับอสูรยักษ์ที่อ้าปากดุจทะเลเลือดกว้างนั้นพร้อมที่จะกลืนกินฟ้าดิน!
ปุถุชนธรรมดาอย่างเขา เมื่ออยู่ต่อหน้านางก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก
“เมียจ๋า~” หลิวจี้เรียกสตรีที่อยู่ตรงหน้าเสียงแผ่วอย่างตื่นเต้น
เพียงแค่นางยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องทำสิ่งใดก็สามารถทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างเต็มเปี่ยมได้แล้ว
ฉินเหยามองไปยังร่างในชุดดำและชุดสีแดงเข้มที่นอนอยู่ตรงหน้าเขา หางตากระตุกแล้วกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “เจ้าช่างโชคดีเสียจริงนะ”
กลางวันแสกๆ เรื่องพรรค์นี้ก็ยังอุตส่าห์มาเจอได้!
หลิวจี้ยิ้มแหยๆให้นาง แววตาฉายความรู้สึกผิดออกมาอย่างปิดไม่มิด
รู้ว่าต่อให้ตนอธิบายตอนนี้ก็คงไร้ประโยชน์สำหรับนาง หลิวจี้จึงลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล ปัดฝุ่นที่หัวเข่า จัดผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ หยิบท่อนไม้ที่เพิ่งทิ้งไปขึ้นมาแล้วก้าวฉับๆไปข้างหน้าเพื่อสอบสวนชายชุดดำ
แต่ก่อนจะสอบสวน เขาฟาดท่อนไม้ลงบนหัวของอีกฝ่ายเพื่อระบายความโกรธเสียก่อน “บังอาจคิดจะฆ่าข้าเรอะ ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย!”
เขามองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าแล้วทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างรังเกียจ “ตัวประหลาดอะไรกัน กลางวันแสกๆยังใส่ชุดดำทั้งตัว น่าขันสิ้นดี บอกมา เจ้าเป็นใคร ถ้าสารภาพมาตามตรง ข้าผู้เป็นนายท่านใหญ่ที่หล่อเหลาและสง่างามผู้นี้ จะให้เมียจ๋าของข้าเหลือศพเจ้าครบส่วน!”
ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถูกยั่วยุ เขาลืมตาที่หรี่ปรือขึ้นทันใด จ้องมองมาอย่างดุร้ายแล้วทำท่าจะลุกขึ้นมาฆ่าเขาให้ตาย
หลิวจี้ร้องอุทานว่า “เวรแล้ว” ออกมาคำหนึ่งแล้วรีบถอยกรูดไปหลบอยู่ด้านหลังฉินเหยา
ฉินเหยา “…” บางครั้ง นางก็อยากจะตบคนจริงๆ
ครู่ต่อมา เมื่อไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวใดๆ หลิวจี้จึงค่อยๆโผล่หัวออกมาดู
ชายชุดดำไม่ได้ลุกขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ยังคงนอนอยู่ในหล่มโคลนรูปคนที่เขาจมอยู่
หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งอย่างลำพองใจแล้วใช้ท่อนไม้กระทุ้งชายชุดดำที่พยายามยันกายท่อนบนขึ้นอย่างยากลำบากให้ล้มลงไปอีกครั้งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “บอกมา! ถ้าไม่บอกข้าจะฝังเจ้าเสียเดี๋ยวนี้!”
ชายชุดดำยิ้มอย่างดูแคลน “เหอะ!”
หลิวจี้เบิกตาโพลง “บังอาจเยาะเย้ยนายท่านใหญ่อย่างข้ารึ”
เขาโกรธจนหน้าแดงก่ำ หันกลับไปตะโกนบอกฉินเหยาว่า “เมียจ๋า ฆ่ามันเลย”
ใช้หลุมที่มีอยู่ใต้ร่างของชายชุดดำนี่แหละ ฝังมันไปตรงๆเลย!
ชายชุดดำยังคงเยาะเย้ย แก้มที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าสีดำพลันขยับ เขากัดยาพิษแตก พิษร้ายแรงก็ออกฤทธิ์ในทันที ทั่วทั้งร่างของเขากระตุกอย่างรุนแรง
“แย่แล้ว รีบง้างปากเขาเร็ว!” ชายในชุดลำลองสีแดงเข้มร้องเตือนอย่างตื่นตระหนก
น่าเสียดายที่สองสามีภรรยาตรงหน้า ไม่มีใครขยับเลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้มองชายชุดดำที่ทั่วร่างชักกระตุกด้วยความตกตะลึง ในเวลาเพียงชั่วหนึ่งลมหายใจ ร่างของเขาก็แข็งทื่อและล้มลงบนพื้น สิ้นลมหายใจไปแล้ว
อย่าได้ถามว่าเหตุใดเขาถึงไม่เข้าไปง้างปากชายชุดดำเพื่อเอายาพิษออกมา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอเรื่องแบบนี้
สำหรับเขาแล้ว เรื่องของนักฆ่าในชุดดำอะไรทำนองนี้ เคยเห็นก็แต่ในหนังสือนิทานเท่านั้น
พอมาเจอตัวเป็นๆ แบบนี้ก็เลยทำอะไรไม่ถูกจริงๆ
อีกอย่างคือ เมียจ๋าของเขายังไม่ได้พูดอะไรแล้วเหตุใดเขาต้องไปฟังคำพูดของเจ้าคนชุดแดงเข้มนั่นด้วย!
“จิ๊ จิ๊” หลิวจี้ถอนหายใจออกมาสองครั้ง ก่อนจะโยนท่อนไม้ที่ใช้กระทุ้งชายชุดดำทิ้งไปอย่างรังเกียจว่าเป็นลางร้าย เขายังเช็ดฝ่ามือกับเสื้อผ้าของตนอย่างแรงจนสะอาดแล้วถอยไปยืนนิ่งๆอย่างเชื่อฟังอยู่ด้านหลังเมียจ๋าของตน
ฉินเหยามองไปยังสีหน้าที่มืดมนจนยากจะคาดเดาของชายชุดแดง ก่อนจะหันหลังกลับอย่างเย็นชาแล้วเรียกหลิวจี้ “ไปกันเถอะ”
เนื้อแพะย่างสุกได้ที่แล้ว ส่งเสียงฉี่ฉ่าและมีน้ำมันร้อนๆ หอมกรุ่นไหลออกมา
ซ่งอวี้พลิกเนื้อแพะบนโครงไม้ครั้งหนึ่งพลางมองฮูหยินและนายท่านของตนที่เดินออกมาจากพงหญ้าเบื้องหน้าอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อก
การได้ออกมากับฮูหยินในครั้งนี้ ทำให้เขาเข้าใจในอุปนิสัยและระดับพลังยุทธ์ของฮูหยินมากขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว
ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นในพงหญ้า ข้าไม่ถาม ข้าไม่พูด แค่แล่เนื้อแพะที่ย่างสุกแล้วถวายก็พอ
ฉินเหยารับชามไม้ที่เต็มไปด้วยเนื้อย่างมาอย่างพึงพอใจ ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเริ่มกินอย่างใจเย็น
ตอนที่ 482: ประสงค์จะว่าจ้างฮูหยิน
ตอนนี้ค่าพลังป้องกันของหลิวจี้ขึ้นถึงขีดสุดแล้ว เขาหันมาทุ่มเทให้กับการทำน้ำแกงเนื้อแพะของตนต่อ ตั้งใจว่าจะอาศัยน้ำแกงดีๆสักชามเพื่อจะได้โดนซ้อมน้อยลงสักยก
ก็เพราะ…หากไม่ใช่เพราะเขาจะไปหาเครื่องปรุง หากไม่ใช่เพราะเขาอยากรู้อยากเห็นเกินไป หากไม่ใช่เพราะเขาสังเกตเห็นความผิดปกติได้ไม่ทันท่วงที เมียจ๋าก็คงไม่ต้องลงมือ
ในเรื่องการตระหนักถึงข้อผิดพลาดของตนเอง เขาซิ่วไฉหลิวจี้ผู้นี้เป็นมืออาชีพ!
ผลสุดท้ายก็คือ น้ำแกงเนื้อแพะที่ไม่มีเครื่องปรุงรสย่อมไม่ได้อร่อยเลิศเลออะไรนัก
โชคดีที่ฉินเหยายังไว้หน้าเขาอยู่บ้าง ดื่มไปกว่าครึ่งชาม
หลิวจี้ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก หลังจากกินอาหารกลางวันมื้อพิเศษนี้เสร็จ เขาก็รีบยกชามไปล้างริมแม่น้ำอย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้ซ่งอวี้เข้ามายุ่งอย่างต้องการแสดงฝีมือครั้งใหญ่
เมื่อล้างหม้อและชามเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว แต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องนอนค้างแรมกลางแจ้งในคืนนี้เพราะฉินเหยาคำนวณเวลาและระยะทางไว้ในใจแล้ว
ด้วยความเร็วขนาดนี้ พอถึงช่วงพลบค่ำก็น่าจะไปถึงบริเวณใกล้ๆสถานีพักม้าพอดี
หากโชคดีหน่อย คืนนี้ที่สถานีพักม้าไม่มีขุนนางเข้าพัก พวกเขาก็จะได้ห้องพักแขกที่ปลอดภัยสักสองห้อง
แต่เห็นได้ชัดว่า หลังจากที่หลิวจี้ไปตีหญ้าให้งูตื่นจนเจอเข้ากับการลอบสังหารเมื่อตอนกลางวัน ชะตาก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าการเดินทางในวันนี้คงไม่ราบรื่นนัก
รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าได้ไม่ถึงห้าร้อยเมตร ร่างในชุดสีแดงเข้มร่างหนึ่งก็พลันกลิ้งลงมาจากเนินเล็กๆริมถนน
ใช่แล้ว กลิ้งลงมา
อาจเป็นเพราะหมดเรี่ยวแรงแล้ว เขาจึงนอนขวางอยู่บนเส้นทางที่รถม้าต้องผ่านไป กว่าจะยันกายท่อนบนลุกขึ้นมาได้ก็ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุโกลาหล ซ่งอวี้รีบหยุดรถม้าทันทีแล้วมองไปยังนายท่านใหญ่ข้างกายอย่างตกใจ “นายท่าน มีคนคนหนึ่งขวางทางอยู่ข้างหน้าเราขอรับ!”
ซ่งอวี้ “…”
“จะลงไปดูหน่อยหรือไม่ขอรับ” ซ่งอวี้ถามอย่างเป็นกังวลพร้อมขอคำสั่งจากฉินเหยาที่อยู่ในตัวรถม้า
คนผู้นั้นดูท่าทางไม่ค่อยดีนัก แต่กลับสวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมทอลายเนื้อดี เห็นได้ชัดว่าฐานะไม่ธรรมดา
ฉินเหยาโผล่ศีรษะออกมาดูแวบหนึ่งก็เห็นว่าเป็นชายคนเดียวกับที่ถูกชายชุดดำลอบสังหารเมื่อครู่นี้เอง
เขาลุกขึ้นจากพื้นอย่างโซซัดโซเซ ฝืนยืนอยู่กลางถนน ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องมายังรถม้าของพวกเขาอย่างไม่วางตา
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านี่เป็นตัวปัญหาใหญ่จึงออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดว่า “อ้อมไป”
เสียงของนางไม่ดังแต่ก็ไม่เบาจนเกินไป พอที่จะทำให้อีกฝ่ายได้ยินอย่างแจ่มชัด
ชายผู้นั้นชะงักไปอย่างเห็นได้ชัดอาจไม่เคยคิดว่าตนจะถูกรังเกียจเช่นนี้
แต่พอนึกย้อนไปถึงตอนที่ชายชุดดำกัดยาพิษฆ่าตัวตายเมื่อครู่ ท่าทางที่ไม่สะทกสะท้านของสตรีผู้นี้ก็ทำให้รู้ว่านางไม่ใช่คนที่มองด้วยสามัญสำนึกทั่วไปได้
ซ่งอวี้สังเกตเห็นเค้าลางบางอย่างจากสายตาของฮูหยินและนายท่านของตนจึงพยักหน้า รับคำสั่งแล้วขับรถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าอีกครั้ง ตั้งใจจะอ้อมไปทางริมถนน
ไม่คาดคิดว่า ขณะที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนผ่านชายผู้นั้นไป ฝ่ามือกว้างใหญ่ข้างหนึ่งก็พลันวางลงบนคานลากรถม้า
“ขออาศัยรถไปด้วยสักระยะได้หรือไม่” เขาถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
สายตาของเขามิได้มองชายสองคนบนคานลากรถม้า แต่มองไปยังฉินเหยาที่อยู่ด้านในรถม้า
ฉินเหยาลดสายตาลงมองฝ่ามือใหญ่บนคานลากรถม้าซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปอยู่บ้าง ฝ่ามือนั้นหนาและกว้างเป็นพิเศษ นิ้วทั้งห้าเรียวผอม ทั้งยังผิดรูปเล็กน้อย
ฝ่ามือเช่นนี้ มีเพียงผู้ฝึกวรยุทธ์ที่ใช้อาวุธมาเป็นเวลานานเท่านั้นจึงจะมีได้
แววตาฉงนฉายวาบผ่านดวงตาของฉินเหยา คนผู้นี้เมื่อครู่นี้เกือบจะถูกชายชุดดำคนนั้นฆ่าตายงั้นหรือ ไม่น่าจะเป็นไปได้
แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางด้วยเล่า!
“ไม่ได้” นางกล่าวอย่างเย็นชา
หลิวจี้สมกับเป็นสมุนมือเอกของฉินเหยา เขารีบชี้ไปที่มือของชายผู้นั้นซึ่งวางอยู่บนคานลากรถม้าแล้วกล่าวซ้ำอย่างเกรี้ยวกราด “บอกว่าไม่ได้อย่างไรเล่า ยังไม่รีบปล่อยมืออีก!”
เสียง “ตุบ” ดังขึ้นทีหนึ่ง ชายผู้นั้นก็หยิบป้ายคำสั่งออกมาแผ่นหนึ่งแล้วโยนเข้ามาในตัวรถม้าด้วยความจำใจอยู่บ้าง
ฉินเหยาใช้เท้าเหยียบไว้ ก่อนจะก้มลงหยิบขึ้นมาเปิดดู มันคือป้ายโลหะที่หนักอึ้ง ด้านหน้าสลักอักษรตัวใหญ่สี่คำว่า ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’
โอ้โฮ ที่แท้ก็เป็นขุนนาง!
“เมียจ๋า นั่นอะไรน่ะ ระวังอย่าให้โดนอาวุธลับเขาเข้านะ…” หลิวจี้ชะโงกหน้าเข้ามาอย่างเป็นห่วง คำเตือนของเขาขาดห้วงไปเมื่อเห็นอักษรสี่ตัวบนป้าย น้ำเสียงพลันเปลี่ยนไป “ผู้ตรวจการแผ่นดิน?!”
เขารีบเงยหน้าขึ้นมองฉินเหยาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นนางพยักหน้ายืนยันว่าป้ายเป็นของจริงก็รีบหันขวับกลับไปมองชายสภาพน่าสมเพชที่จับคานลากรถม้าของพวกเขาไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด เสื้อผ้าเปื้อนเลือด ผมเผ้ายุ่งเหยิง
หลิวจี้ถามเสียงเบาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ท่านคือผู้ตรวจการแผ่นดินหรือขอรับ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หัวใจของหลิวจี้ก็เต้นรัวขึ้นมาสองครั้ง ในหัวพลันมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามา ชายชุดดำนั่นตายก็เพราะมาเจอเข้ากับข้า ถ้าคิดแบบนี้ ปัดเศษขึ้นลงแล้วก็เท่ากับว่าข้าช่วยชีวิตขุนนางคนนี้เอาไว้มิใช่หรือ
เมื่อชายผู้นั้นเห็นสองสามีภรรยาเงียบไป ความหวังก็ผุดขึ้นในใจอีกครั้ง
เขาปล่อยมือจากคานลากรถม้า ถอยหลังไปครึ่งก้าวเล็กน้อย ฝืนร่างกายที่อ่อนแรงของตนแล้วประสานหมัดคารวะ “ข้าน้อยเป็นคนจากเมืองหลวง…”
แต่คาดไม่ถึงว่า เพิ่งจะเริ่มแนะนำตัวเองได้เพียงประโยคเดียว สตรีในรถม้าก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องแนะนำตัว ข้าไม่อยากฟังและก็ไม่อยากรู้ ขึ้นรถมาเถอะ จะไปส่งที่โรงเตี๊ยม ส่วนที่เหลือท่านก็จัดการเองแล้วกัน”
ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ปฏิบัติหน้าที่แทนโอรสสวรรค์ยังถูกลอบสังหารได้ เรื่องราวเบื้องหลังที่พัวพันอยู่นี้ เพียงแค่คิดฉินเหยาก็รู้สึกหนังศีรษะชาไปหมดแล้ว
อีกทั้ง ผู้ตรวจการท่านนี้ยังมีวรยุทธ์ เห็นได้ชัดว่าคนที่ส่งเขามาก็รู้ว่าการเดินทางครั้งนี้อันตรายจึงได้ส่งคนเช่นนี้มา
ดังนั้น ทำเป็นไม่รู้อะไรเลยจะดีที่สุด!
ส่งคนไปที่สถานีพักม้าแล้วมอบให้เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าจัดการ ให้คนของทางการเหล่านี้จัดการกันเอง
นางส่งสายตาให้หลิวจี้และซ่งอวี้ ทั้งสองคนก็ลงจากรถแล้วช่วยกันพยุงผู้ตรวจการสภาพน่าสมเพชผู้นี้ขึ้นไปบนรถม้า
ฉินเหยาขยับไปนั่งริมประตูรถม้า เหลือพื้นที่ในตัวรถม้าทั้งหมดไว้ให้เขานอน
หลิวจี้ที่เมื่อครู่ยังทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา ตอนนี้กลับเปลี่ยนมามีใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ทั้งป้อนน้ำป้อนเสบียงแห้งให้ ทั้งยังกำชับว่าหากรู้สึกไม่สบายตรงไหนให้บอกได้เลย พวกเขาสามารถชะลอรถม้าให้ช้าลงได้
จนกระทั่งหลิวจี้พยายามจะแอบสอบถามว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงถูกลอบสังหาร ฉินเหยาที่ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งมาตลอดถึงได้ถีบเขากระเด็นออกจากตัวรถม้าไป
หลิวจี้ลูบจมูกอย่างเจื่อนๆ ไม่ถามก็ไม่ถาม ตัวเขาก็ไม่ได้อยากจะฟังนักหรอก
แต่ว่าพวกเขาก็ควรจะทิ้งชื่อไว้บ้างมิใช่หรือ มิฉะนั้นในภายภาคหน้า ผู้ตรวจการท่านนี้จะไปตามหาผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณได้จากที่ใด
มีหรือที่ฉินเหยาจะมองแผนในใจของเขาไม่ออก นางยกมือขึ้นทำท่าปาดคอ ใครบางคนก็พลันสงบเสงี่ยมในทันที
ผู้ตรวจการท่านนี้กินดื่มเสร็จแล้วก็ล้มตัวลงนอนหลับไปอย่างสะลึมสะลือ
ฉินเหยายัดป้ายคำสั่งของเขาคืนไปให้ราวกับเป็นเผือกร้อนแล้วกล่าวว่า “อีกเดี๋ยวถึงสถานีพักม้าแล้วข้าจะเรียกท่าน”
ชายที่หลับใหลอย่างมึนงงได้ยินคำพูดของนางก็ฝืนยกเปลือกตาที่หนักอึ้งให้เปิดขึ้นอีกครั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงเจรจาต่อรองอย่างอ่อนแรงว่า
“ฮูหยินท่านนี้ ท่านน่าจะมองออกว่าข้าเองก็เป็นผู้ฝึกวรยุทธ์คนหนึ่ง ไม่ขอปิดบัง จริงๆแล้ววรยุทธ์ของข้าไม่ได้ด้อยเลย ที่วันนี้เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดภายใต้น้ำมือศัตรูก็ล้วนเป็นเพราะไม่คุ้นกับสภาพบ้านเมืองต่างถิ่น”
“ร่างกายของข้ายังต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกหลายวัน แต่การลอบสังหารตลอดเส้นทางนี้ย่อมไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่…”
เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตนาอันแรงกล้าของฉินเหยาที่อยากจะอุดปากเขา เขาก็รีบหยุดพูดไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวต่อ
“วรยุทธ์ของฮูหยินไม่ธรรมดา ข้าประสงค์จะว่าจ้างฮูหยินให้เดินทางคุ้มกันข้าไปจนถึงจวนที่ว่าการมณฑลของอำเภอไคหยาง ไม่ทราบว่าฮูหยินจะยินดีช่วยเหลือหรือไม่”
เขารับปากอย่างจริงจังว่า “เมื่อถึงที่หมายแล้ว ข้าจะตอบแทนอย่างงามแน่นอน! และจะไม่ให้ปัญหาย่างกรายไปถึงตัวฮูหยินด้วย!”
ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างประหลาดใจ บังเอิญถึงเพียงนี้เชียวหรือ เขาก็จะไปอำเภอไคหยางด้วย?
ตอนที่ 483: ไม่คุ้นชินกับสภาพบ้านเมืองต่างถิ่น
เมื่อมองดวงตาอันจริงใจของชายที่นอนอยู่ในตัวรถม้าของตน ในใจของฉินเหยากลับเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ
“ผู้ตรวจการแผ่นดินผู้ทรงเกียรติเดินทางคนเดียวเช่นนี้หรือ ไม่มีแม้แต่ผู้ติดตามหรือองครักษ์สักคนเลย?”
ชายที่นอนอยู่เผยสีหน้าขมขื่น “ฮูหยินคงจะเห็นแล้วว่าการเดินทางครั้งนี้อันตรายเพียงใด ผู้ติดตามล้วนเป็นคนธรรมดา ข้าจึงทิ้งพวกเขาไว้ที่อื่น” เมื่อเห็นฉินเหยายังคงมองตนอย่างสงสัย ไม่ได้ตอบตกลงเรื่องการคุ้มกันในทันที ชายผู้นั้นจึงกล่าวออกมาตรงๆ “หนึ่งร้อยตำลึง”
มุมปากของฉินเหยาขยับยกขึ้นเล็กน้อย ความสงสัยในแววตาไม่ได้ลดลง แต่เห็นได้ชัดว่ามีความสนใจเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน “ข้าว่าชีวิตของท่านอย่างน้อยก็มีค่าสองร้อยตำลึง”
ผู้ตรวจการร้องโหยหวนในใจ ฉวยโอกาสขึ้นราคา!
แต่ปากกลับตอบอย่างไม่ลังเล ทั้งยังฝืนแรงเฮือกสุดท้ายประสานหมัดขึ้น “เช่นนั้นคงต้องรบกวนฮูหยินแล้ว!”
การที่เขาตอบตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ทำให้ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจนึกสงสัยว่าตนเรียกราคาต่ำไปหรือไม่
แต่ร่างกายซื่อตรงกว่าสมอง นางตอบรับในทันที “ตกลง!”
ฉินเหยายื่นมือออกไป ดึงมือที่อ่อนแรงของอีกฝ่ายขึ้นมาแล้วตบฝ่ามือเป็นอันตกลง
เมื่อเสร็จสิ้นก็หันไปสั่งหลิวจี้ที่อยู่ด้านนอก “เขียนใบเสร็จ!”
หลิวจี้ที่เงี่ยหูฟังอยู่ตลอดเวลารีบหยิบสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัวออกมาจากอกเสื้อ เมื่อหาน้ำมาฝนหมึกไม่ได้ก็เอาปลายพู่กันใส่ปากใช้ลิ้นเลียให้เปียก แตะลงบนแท่นฝนหมึกแล้วลงมือเขียนอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้ประหลาดใจที่พบว่าตนเองแทบไม่ต้องใช้ความคิดใดๆ ก็สามารถเขียนใบเสร็จสำหรับการว่าจ้างชั่วคราวฉบับหนึ่งออกมาได้อย่างง่ายดาย
จริงดังว่า มีเงินก็ใช้ผีโม่แป้งได้!
เมื่อเขียนเสร็จก็ไม่จำเป็นต้องเป่าให้แห้ง เพราะรอยหมึกนั้นจางอยู่แล้ว เขาจึงยื่นใบเสร็จเข้าไปในตัวรถม้าด้วยสองมือ
ฉินเหยารับมาแล้วหยิบตลับหมึกสีแดงออกมา ประทับลายนิ้วมือของตนลงบนชื่อ ‘ฉินเหยา’ ก่อน จากนั้นจึงส่งให้คนที่นอนอยู่แทบเท้า
พออ้าปากจะเรียกคนก็พลันนึกขึ้นได้ว่ายังไม่รู้จักชื่อของอีกฝ่าย
“ไม่ทราบใต้เท้ามีนามว่าอะไรหรือเจ้าคะ” ฉินเหยาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
ลูกค้าคือพระเจ้า ท่าทีของฉินเหยาจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บริการก็ดีเยี่ยม
ชายที่อยู่ในสภาพกึ่งหมดสติฝืนแรงเปิดปาก “ฮูหยินเรียกข้าว่าจินโต้วก็พอ”
พูดจบก็ไม่ลืมที่จะทำตามกฎของฉินเหยา อธิบายต่อว่า “นี่เป็นชื่อรองของข้า ฮูหยินวางใจได้”
ลูกค้าที่เข้าใจกฎระเบียบดีเช่นนี้ เถ้าแก่คนไหนจะไม่ชอบเล่า
ฉินเหยาบอกชื่อของตน “ข้าชื่อฉินเหยา นอกรถคือสามีของข้าหลิวจี้และพ่อบ้านซ่งอวี้”
จินโต้วพยักหน้าอย่างอ่อนแรงแสดงว่ารับรู้แล้วแล้วฝืนแรงประทับลายนิ้วมือลงไป
เมื่อมองดูลายนิ้วมือสีแดงสดสองอันบนใบเสร็จ ฉินเหยาก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที เรียกหลิวจี้ให้เข้ามา ส่วนตนเองก็ถอยออกไปนั่งที่คานลากรถม้าแทนพร้อมกับกำชับว่า “เจ้าดูแลนายท่านจินให้ดีๆ”
นายท่านจิน?
จินโต้วขมวดคิ้วมุ่น ปีนี้เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบห้า คิดในใจว่าตนเองก็ไม่ได้แก่ถึงเพียงนั้นเสียหน่อย
หลิวจี้เหลือบมองหนวดเคราเต็มใบหน้าของเขาแล้วคิดว่าคนผู้นี้น่าจะอายุมากกว่าตนไม่น้อย เพื่อแสดงความสนิทสนมจึงเอ่ยปากเรียก “พี่ใหญ่จิน หากท่านหิวหรือกระหายน้ำก็บอกได้เลยนะ”
จินโต้วหายใจเข้าลึกๆ ดูท่าว่าตลอดการเดินทางนี้คงจะไม่ได้นอนพักอย่างสงบเสียแล้ว!
เขาลืมตา ลุกขึ้นนั่ง กวาดสายตาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจมองใบหน้าขาวๆของคนตรงหน้าขึ้นๆลงๆ “ขอถามนายท่านหลิว ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วหรือ”
หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ พลางเสยผมหน้าม้าอย่างมั่นใจ “ยี่สิบหก ดูหนุ่มมากใช่หรือไม่ ใครๆก็พูดเช่นนี้”
จินโต้ว “....”
เขายอมรับว่าชายตรงหน้าดูอ่อนกว่าตนที่ต้องหลบหนีการลอบสังหารมาตลอดทาง ทั้งยังไม่คุ้นชินกับสภาพบ้านเมืองต่างถิ่นจนทั้งอาเจียนทั้งท้องเสีย ไม่ได้ดูแลใบหน้ามาหลายวันแล้วจริงๆ
แต่ว่า!
จินโต้วเตือน “นายท่านหลิว ถ้านับอายุแล้วปีนี้ข้าก็เพิ่งยี่สิบห้าปี คงมิกล้ารับคำว่าพี่ใหญ่จากท่านหรอก”
หลิวจี้ตกใจ มองเขาขึ้นๆลงๆอย่างไม่อยากจะเชื่อในตอนแรก จากนั้นก็ส่ายหน้าแล้วพูดอย่างมั่นใจว่า “พี่ใหญ่จินล้อเล่นแล้ว ฮ่าๆๆ…”
จินโต้ว ช่างเถอะ นอนต่อดีกว่า การมาเถียงเรื่องอายุช่างเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี
ว่าแล้วก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
เดิมทีจินโต้วคิดว่าตนเองคงจะนอนพักบนรถม้าของคนแปลกหน้าคันนี้อย่างไม่สงบสุขแน่
สถานีพักม้าห้องพักแขก
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า เขาจะนอนหลับยาวไปจนถึงสถานีพักม้า ตอนลงจากรถหลิวจี้ก็ยังปลุกเขาไม่ตื่น สุดท้ายเป็นซ่งอวี้กับหลิวจี้ที่ช่วยกันหามเขาเข้าไปในห้องพักแขกของสถานีพักม้า
ฉินเหยาหยิบป้ายคำสั่งที่เพิ่งยัดคืนให้จินโต้วออกมาจากกระเป๋าของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเห็นก็รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
“ฉินเหนียงจื่อไปเป็นผู้คุ้มกันของใต้เท้าผู้ตรวจการตั้งแต่เมื่อใดกันขอรับ” เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเอ่ยถามหยั่งเชิง
ขบวนรถม้าของโรงงานเครื่องเขียนได้ทักทายโรงเตี๊ยมและสถานีพักม้าตลอดทั้งเส้นทางไว้แทบทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าย่อมต้องรู้จักฉินเหยาเป็นธรรมดา
เมื่อเห็นนางแจ้งว่ากลุ่มของตนเป็นผู้คุ้มกันและผู้ติดตามกับพ่อบ้านของใต้เท้าผู้ตรวจการแผ่นดิน ในใจก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง
การที่ฉินเหยาทำเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลของนางอยู่แล้ว พรุ่งนี้หลังจากออกจากสถานีพักม้าก็จะเข้าสู่เขตแดนของอำเภอไคหยาง การที่นางปล่อยข่าวให้ผู้ไม่หวังดีรู้ว่าตนกำลังคุ้มกันจินโต้วไปด้วย อย่างน้อยก็ทำให้อีกฝ่ายได้ประเมินกำลังของตนเองว่าจะทนรับหมัดของนางไหวหรือไม่!
ฉินเหยายิ้มเล็กน้อยแล้วตอบว่า “เมื่อสองชั่วยามก่อน”
“เป็นอะไรไปหรือ มีปัญหาอะไรงั้นหรือ” ฉินเหยาถามเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้ากลับ
เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าชะงักไปเล็กน้อย มองนางอีกสองครั้ง จากนั้นจึงคืนป้ายคำสั่งให้แล้วจัดหาห้องพักแขกให้แก่พวกเขา
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าเห็นผู้ที่ถูกเรียกว่าใต้เท้าผู้ตรวจการแผ่นดินถูกหลิวจี้และซ่งอวี้หามลงมาจากรถม้า สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยก็ไม่ได้ละไปจากร่างของฉินเหยาเลย
จนกระทั่งจินโต้วฟื้นขึ้นมาและอธิบายด้วยตนเองว่าตนไม่ได้ถูกจับเป็นตัวประกัน เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าจึงเก็บความสงสัยเต็มท้องเอาไว้แล้วจัดหาอาหารให้แก่คนทั้งกลุ่ม
หลิวจี้และฉินเหยากินอาหารคำโตอย่างเอร็ดอร่อย คนหนึ่งฝีมือสูงส่งจึงใจกล้า ไม่กังวลแม้แต่น้อย ส่วนอีกคนก็เชื่อมั่นในตัวเมียจ๋าอย่างไม่ลืมหูลืมตาจึงใช้ชีวิตอย่างสบายใจไร้กังวล
มีเพียงซ่งอวี้และจินโต้วที่มองท้องฟ้ายามค่ำคืนนอกสถานีพักม้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลยิ่ง
ทั้งสองคนมีลางสังหรณ์ว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาด คืนนี้จะต้องมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
จินโต้วเขี่ยชามข้าวในมือ เมื่อนึกถึงอาการท้องร่วงของตนที่เพิ่งจะดีขึ้นก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้ากินมาก
แต่จะไม่กินก็ไม่ได้เด็ดขาด เขายังไม่รู้แน่ชัดว่าฉินเหนียงจื่อที่กินข้าวรวดเดียวห้าชามตรงหน้าเขานี้มีฝีมือที่แท้จริงเป็นอย่างไร
หากอีกฝ่ายส่งยอดฝีมือมาเพิ่ม…
“นายท่านจิน ท่านมองข้าทำไม” เหยาจอมเขมือบขมวดคิ้วถามอย่างไม่พอใจ
หลิวจี้ก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องเขม็ง “พี่ใหญ่จิน ท่านมองเมียจ๋าของข้าทำไม”
จินโต้วเบือนสายตาไปอย่างเฉยชา มองไปยังซ่งอวี้ ฮูหยินและนายท่านของบ้านเจ้าเป็นบ้าเช่นนี้มาตลอดเลยหรือ
ซ่งอวี้กัดตะเกียบ กะพริบตาปริบๆอย่างไร้เดียงสา
“ช่างเถอะ” จินโต้วโบกมือ วางชามและตะเกียบลง กุมท้องแล้ววิ่งไปยังห้องน้ำ
เขารู้อยู่แล้วว่ากินอาหารของจังหวัดจื่อจิงมากไม่ได้!
ฉินเหยาถามอย่างไม่แน่ใจนัก “เขาป่วยหรือเปล่า”
หลิวจี้ยักไหล่ “ป่วยหนักแน่นอน”
เมื่อมองดูจินโต้วที่เดินประคองกำแพงกลับไปยังห้องพักแขกด้วยใบหน้าที่อ่อนแรง ฉินเหยาก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อาการไม่คุ้นชินกับสภาพบ้านเมืองต่างถิ่นมันจะรุนแรงขนาดนี้เลยหรือ”
หลิวจี้และซ่งอวี้พยักหน้าอย่างแรง เมื่อดูจากสภาพของจินโต้วแล้วก็นับว่ารุนแรงมากจริงๆ
น่าเสียดายที่นี่เป็นที่ห่างไกล ชั่วครู่ชั่วยามคงจะหาหมอมารักษาไม่ได้
เพราะกลัวว่าลูกค้าจะยังไม่ทันถูกลอบสังหารก็มาตกตายเพราะท้องร่วงเสียก่อน ก่อนนอนฉินเหยาจึงตั้งใจไปถามไถ่อาการที่หน้าห้องของเขา
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับอย่างอ่อนแรงดังมาจากในห้อง นางจึงค่อยวางใจแล้วกลับห้องไป
ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา ฉินเหยาตบใบเสร็จสำหรับว่าจ้างที่อกเบาๆ พลางคิดอย่างเป็นสุขว่า ที่แท้การเป็นองครักษ์ก็ทำเงินได้ดีเช่นนี้ ไว้วันหลังเปิดร้านคุ้มภัยสักร้านดีหรือไม่
ตอนที่ 484: กลุ่มงานมืออาชีพ
ในตอนกลางคืนฝนก็เริ่มตกอีกครั้ง
เงาไม้ไหวเอนอยู่นอกหน้าต่าง เสียงม้าร้องอย่างกระวนกระวายเพราะตกใจเสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบดังมาจากโรงม้าชั้นล่าง
โคมไฟนอกประตูโรงเตี๊ยมถูกลมฝนพัดดับไปในทันใด พื้นที่เล็กๆที่เคยส่องแสงอบอุ่นเพียงแห่งเดียวในค่ำคืนที่ฝนตกนี้ก็พลันจมดิ่งสู่ความมืดมิด
หากอยู่ที่บ้าน ในวันฝนตกเช่นนี้ มีกระเบื้องหนาและกำแพงสูงคอยกำบัง ผู้คนที่อยู่ภายใต้ที่กำบังจะรู้สึกสบายใจและปลอดภัยอย่างประหลาด
แต่ทว่านี่คือระหว่างการเดินทาง นอกสถานีพักม้าออกไปในรัศมีห้าลี้ล้วนเป็นภูเขาและทุ่งร้าง ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ มีแต่จะทำให้จิตใจของผู้คนไม่สงบ
สายฟ้าสีเงินสายหนึ่งฟาดลงมา ส่องสว่างให้ห้องที่มืดสลัวสว่างวาบขึ้นมาชั่วขณะ
ร่างสองร่าง หนึ่งดำหนึ่งขาวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในแสงสว่างนั้น
สี่สายตาสบประสานกันในชั่วพริบตา สตรีในชุดขาวที่สวมเพียงเสื้อตัวในเอนกายพิงม่านเตียงอย่างเกียจคร้าน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มดูแคลน
คมมีดสีเงินในมือของชายชุดดำสั่นไหวเล็กน้อยชั่วขณะ จากนั้นก็แทงเข้ามาอย่างไม่ปรานี!
ฉินเหยาเอี้ยวตัวหลบเล็กน้อย ดูแล้วเหมือนยกมือขึ้นส่งๆ แต่แท้จริงแล้วกลับจับข้อมือที่ฟาดเข้ามาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
นิ้วเรียวยาวทั้งสองของนางราวกับหลอมมาจากเหล็กร้อน เมื่อถูกจับแล้วไม่เพียงแต่จะดิ้นไม่หลุด ยังแฝงไปด้วยพลังที่ราวกับจะแผดเผาเส้นเอ็น กระดูกและเนื้อหนัง
“พวกเจ้าช่างทุ่มเทกับการทำงานเสียจริง ฝนตกหนักขนาดนี้ยังออกมาปฏิบัติภารกิจอีก” นางพึมพำพลางคว้ามืออีกข้างของชายชุดดำที่จู่โจมเข้ามา
เมื่อจับไว้ได้มั่นทั้งสองมือแล้วกระชากลงก็เกิดเสียงกระดูกแตกหักดังลั่น
เสียงร้องโหยหวนเกือบจะเล็ดลอดออกมา รบกวนนายทุนที่นอนหลับอย่างไม่สงบอยู่บนเตียง
ฉินเหยาขมวดคิ้ว ปล่อยแขนทั้งสองข้างนั้นออกแล้วบีบคอของอีกฝ่ายไว้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ก่อนจะบิดมันจนหัก!
เมื่อชายชุดดำล้มลง นางก็ยื่นเท้าออกไปรองรับร่างไว้แล้วเหวี่ยงไปด้านข้างพร้อมกันนั้นก็รับมีดสั้นที่หลุดจากมือของชายชุดดำที่กำลังจะตกถึงพื้นได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อทำทั้งหมดนี้เสร็จ นางก็หันกลับไปมองนายทุนที่ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงแล้วลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
รับเงินคนอื่นแล้วก็ต้องช่วยขจัดภัยให้คนอื่น มีจิตสำนึกในการบริการสูงขนาดนี้ นายทุนคนไหนจะต้านทานไหว?
ฉินเหยาปัดปอยผมที่ติดอยู่ข้างขมับออกอย่างพึงพอใจ จัดศพของชายชุดดำให้นอนตรงๆ เก็บ ‘ของดี’ หลังจากที่ฆ่าคนออกมาจำนวนหนึ่งแล้วจึงค่อยๆถอยออกมาอย่างเงียบเชียบ
ก่อนจะจากไป นางยังปิดหน้าต่างที่ถูกชายชุดดำแงะให้กลับสู่สภาพเดิม ทั้งยังเช็ดรอยโคลนบนขอบหน้าต่างจนสะอาด
กระทั่งใส่ใจถึงขั้นดึงเสื้อของชายชุดดำขึ้นมาคลุมหน้าเขาไว้เพื่อไม่ให้นายทุนต้องตกใจเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า
ส่วนสาเหตุที่ไม่จัดการกับศพ…ฉินเหยาได้แต่ยักไหล่ เพราะนั่นมันอีกราคาหนึ่ง!
ฝนเริ่มตกหนักขึ้น พอถึงช่วงครึ่งหลังของคืน ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมก็มีแต่เสียงน้ำไหลซู่ซ่า ผู้ที่ไม่รู้คงคิดว่าพวกตนพักอยู่กลางแม่น้ำเป็นแน่
แต่ข้อดีของการพักที่สถานีพักม้าก็แสดงให้เห็นในตอนนี้ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าและคนงานกลัวว่าฝนจะท่วมสถานีพักม้าจึงลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อช่วยกันระบายน้ำ
เหล่าพ่อค้าที่เดินทางผ่านมาและพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมซึ่งอยู่ติดกันก็ส่งคนมาช่วย ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องสถานีพักม้าเอาไว้ได้
จนกระทั่งฟ้าสาง พายุฝนเมื่อคืนจึงได้หยุดลง
น่าสงสารก็แต่แขกที่เดินทางผ่านไปมา หลังจากถนนถูกฝนตกหนักชะล้างก็เต็มไปด้วยโคลนและลื่นจนทั้งรถม้า คนและสัตว์ต่างไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ จำใจต้องพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมต่อไป
ด้วยนึกถึงน้ำใจที่ทุกคนช่วยกันปกป้องสถานีพักม้าเมื่อกลางดึก เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าจึงเปิดประตูใหญ่เพื่อให้แขกที่ผ่านทางเหล่านี้ได้มีที่แห้งๆพักพิง
จินโต้วตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงจอแจในโถงใหญ่ของสถานีพักม้า
เมื่อคืนช่วงหัวค่ำเพราะอาการท้องร่วง ท้องของเขาจึงร้องอยู่เป็นเวลานานทำให้นอนหลับได้ไม่ดีนัก
แต่พอถึงช่วงครึ่งหลังของคืน ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวันก็ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทำให้เขาหลับสนิทไปจนไม่ได้ยินเสียงความวุ่นวายที่ชั้นล่างตอนที่ทุกคนกำลังระบายน้ำฝนด้วยซ้ำ
อีกทั้งเพราะฉินเหยาได้กำชับเป็นพิเศษว่าอย่าให้ใครไปรบกวนการนอนพักผ่อนของใต้เท้านายทุนของนาง ดังนั้นจินโต้วจึงได้นอนหลับยาวจนตะวันโด่งถึงได้ตื่น
หลังจากถูกแดดส่องมาตลอดทั้งเช้า พื้นดินที่เฉอะแฉะก็ดีขึ้นบ้างแล้ว เหล่าพ่อค้าที่หยุดพักอยู่ในโรงเตี๊ยมกำลังเตรียมจัดสินค้าขึ้นรถม้าอีกครั้ง ตั้งใจจะฉวยโอกาสที่แดดยังมีออกเดินทาง รีบเร่งเดินทางไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยเหตุนี้จึงวุ่นวายและเสียงดังอย่างยิ่ง
จินโต้วสัมผัสได้ถึงแสงแดดอบอุ่นที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบบนม่านเตียง ร่างกายที่รู้สึกไม่สบายมาหลายวันก็ดีขึ้นมาก เขารู้สึกสบายตัวจนบิดขี้เกียจครั้งใหญ่
นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงอีกครู่หนึ่ง ข้อมูลต่างๆที่วุ่นวายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวทันใด อารมณ์สบายๆพลันมลายหายไป เขาลุกขึ้นนั่ง
ก้มศีรษะลงหมายจะสวมรองเท้า หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาดำวูบหนึ่ง การเคลื่อนไหวของเขาหยุดชะงัก
เมื่อเห็นศพนั้นอย่างชัดเจน หากไม่ใช่เพราะปฏิกิริยาตอบสนองอย่างใจเย็นตามสัญชาตญาณที่ฝึกฝนมานานหลายปี จินโต้วคงได้ร้องลั่นออกมาด้วยความหวาดกลัวเป็นแน่
ขณะที่หัวใจของเขากำลังเต้นระรัว ประตูก็ถูกเคาะเบาๆ
หลิวจี้ยืนอยู่หน้าประตู เอ่ยทักทายเสียงเบา “พี่ใหญ่จิน ท่านตื่นแล้วหรือยัง อาหารกลางวันพร้อมแล้ว พวกเรารอท่านอยู่ข้างล่างจะได้กินมื้อเที่ยงพร้อมกัน”
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในห้อง หลิวจี้ก็พูดต่อ “เมียจ๋าของข้าสั่งไว้ว่าตอนเที่ยงแดดแรง พวกเรากินมื้อเที่ยงเสร็จแล้วค่อยออกเดินทาง บนถนนก็น่าจะดีขึ้นแล้ว หากเดินทางเร็วหน่อยก็น่าจะไปถึงสถานีพักม้าแห่งต่อไปก่อนตะวันตกดิน”
พูดจบ เขาก็หันหลังเตรียมจะจากไป แต่พลันนึกขึ้นได้ว่ายังมีรายละเอียดที่ยังไม่ได้บอกจึงหันกลับไปแนบตัวกับประตูเพื่อเตรียมจะพูดต่อ
ประตูพลันถูกกระชากเปิดออกดัง ‘ผัวะ’!
หลิวจี้แทบจะยกสองมือขึ้นป้องกันศีรษะและใบหน้าตามสัญชาตญาณ ถอยหลังไปก้าวใหญ่ เกือบจะตะโกนคำว่า “เมียจ๋าใจเย็นๆ” ออกไปแล้ว
ทว่าในเสี้ยววินาทีสำคัญก็พลันนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้กำลังปลุกสตรีใจร้ายขี้เซาให้ลุกจากเตียงเสียหน่อย เหตุใดต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ด้วย!
“แค่กๆ!” หลิวจี้วางมือที่ป้องกันใบหน้าลงอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ตบเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เรียบแล้วยิ้มให้จินโต้วที่อยู่ในประตู “พี่ใหญ่จิน ลงไปกินมื้อเที่ยงกัน”
“จริงสิ เมียจ๋าของข้าบอกว่าสองสามวันนี้ฝนจะตกหนักตอนกลางคืน ดังนั้นตอนเช้าจึงไม่ต้องรีบเดินทาง พวกเรารอกินมื้อเที่ยงเสร็จแล้วค่อยออกเดินทาง ถนนหนทางจะได้ดีขึ้นบ้าง”
“แต่ว่าวันที่เราจะไปถึงอำเภอไคหยางก็คงจะช้าไปสองวัน”
จินโต้วพยักหน้ารับคำ ขณะเดียวกันก็เหลือบมองเข้าไปในห้อง ศพของชายชุดดำถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยกลางห้องพักแขก หันหน้ามาทางประตูพอดี
ดังนั้น หลิวจี้ที่อยู่ตรงหน้าเขานี่ตาบอดหรืออย่างไร!
จินโต้วชี้ไปที่ศพในห้องแล้วขมวดคิ้วถาม “นายท่านหลิวไม่เห็นหรือ”
หลิวจี้เหลือบมองเข้าไปในห้อง ร้อง “อ้อ” คำหนึ่ง แล้วตอบอย่างใจเย็นมาก “เห็นแล้วขอรับ แล้วท่านพึงพอใจกับบริการของพวกเราหรือไม่”
จินโต้วแทบจะเค้นเสียงพูดคำสี่คำนี้ออกมาจากไรฟัน “พอ-ใจ-อย่าง-ยิ่ง”
พร้อมกันนั้นก็แสดงความเห็นอย่างจริงใจว่า หากสองสามีภรรยาไม่นำศพมาวางไว้ตรงหน้าเขาและจัดการมันให้เรียบร้อย ก็จะดียิ่งกว่านี้
หลิวจี้ทำหน้าจริงจังยื่นมือออกมา ใช้นิ้วหัวแม่มือถูปลายนิ้วชี้และนิ้วกลาง “เมียจ๋าของข้าบอกว่า นั่นเป็นราคาอื่น”
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบก็จำต้องยอมก้มหัว จินโต้วสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเสนอราคาค่าฝังศพครั้งละห้าตำลึง
หลิวจี้เลิกคิ้วหล่อเหลาขึ้นทันที ตบอกรับประกันว่าเรื่องที่เหลือหลังจากนี้ไม่ต้องให้เขากังวลอีก
ด้วยความสงสัยอยู่บ้าง จินโต้วจึงลงไปกินข้าวกับซ่งอวี้ที่ชั้นล่างก่อน
รอจนเขากินไปได้เจ็ดแปดส่วนก็เห็นสองสามีภรรยาฉินเหยาและหลิวจี้ คนหนึ่งแบกจอบ คนหนึ่งถือพลั่ว พูดคุยหัวเราะกันกลับมาจากข้างนอก
จินโต้วรีบขึ้นไปดูชั้นบนทันที ศพหายไปแล้วจริงๆ
เขาวิ่งลงมาชั้นล่างอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ สองสามีภรรยาที่นั่งโซ้ยข้าวคำโตอยู่ที่โต๊ะแล้ว หันมายิ้มให้เขาเป็นเชิงว่าให้วางใจ เรื่องฝังศพน่ะ พวกเราเป็นมืออาชีพ!
จินโต้วอดทอดถอนใจในอกไม่ได้ อำเภอไคหยางเล็กๆแห่งนี้กลับกลายเป็นสถานที่ซ่อนพยัคฆ์ซุ่มมังกรเสียได้
ตอนที่ 485: ลดให้สองส่วน
หลังอาหารกลางวัน พื้นดินที่เฉอะแฉะและลื่นก็ถูกแดดเผาจนแห้ง กลุ่มของฉินเหยาก็ออกเดินทางอีกครั้ง
สถานีพักม้าแห่งต่อไปอยู่ห่างออกไปสามสิบลี้ เพื่อที่จะไปให้ถึงก่อนฟ้ามืด รถม้าจึงวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด เกือบจะทำให้จินโต้วที่ร่างกายเพิ่งจะดีขึ้นหน่อยถึงกับอาเจียนเพราะความกระแทกกระทั้น
เมื่อมองดูหลิวจี้ที่ถือตำราอ่านออกเสียงเบาๆในรถม้า ร่างกายโคลงเคลงไปตามการเคลื่อนไหวของรถม้าและฉินเหยาที่นิ่งราวกับภูผาอยู่บนคานลากรถม้า จินโต้วก็สงสัยอย่างยิ่งว่าตนเองร่างกายอ่อนแอเกินไปหรือไม่ ถึงได้เกิดภาพหลอนว่ารถม้ากระแทกกระทั้นเกินไป
เขามองไปยังแสงแดดจ้าที่นอกหน้าต่าง ใครจะไปคิดว่าอากาศเช่นนี้พอถึงตอนกลางคืนจะมีฝนตกหนัก แถมยังตกติดต่อกันหลายวันอีกด้วย?
จินโต้วปิดปากของตนไว้ พยายามอย่างสุดกำลังที่จะต้านทานความรู้สึกคลื่นไส้ในกระเพาะ เขาเริ่มรู้สึกกังวลกับการเดินทางที่เหลืออยู่แล้ว
ต้องออกเดินทางหลังเที่ยงทุกวัน เพื่อที่จะไปให้ถึงสถานีพักม้าแห่งต่อไปก่อนฟ้ามืด กำหนดการเดินทางนี้ช่างกระชั้นชิดอยู่บ้าง
แต่การพักแรมในป่าเขายิ่งอันตรายกว่า
ดังนั้น อดทนเอาเถอะ นี่ก็อดทนจากเมืองหลวงมาจนถึงตอนนี้แล้วนี่นา สองสามวันนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันนักหรอก
ตอนกลางวันที่ต้องเร่งเดินทาง จินโต้วบ่นในใจหลายเรื่อง
แต่พอถึงตอนกลางคืนที่เข้าพักในสถานีพักม้า เขากลับรู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ตนเองเกิดหน้ามืดตามัว ใช้เงินสองร้อยตำลึงจ้างฉินเหยาผู้คุ้มกันคนนี้มาในราคาสูง
ศัตรูที่อยู่เบื้องหลังนั่น ช่างอหังการอย่างยิ่ง!
วันก่อนส่งมาหนึ่งคน ไม่ได้กลับไป
คืนนี้ ก็เลยมีกลุ่มนักฆ่าห้าคนมา
กลางดึกสงัด จินโต้วตื่นขึ้นมาด้วยจิตสังหารอันรุนแรง ก็เห็นห้องพักแขกที่ไม่ใหญ่อยู่แล้วเต็มไปด้วยผู้คน
ท่ามกลางแสงฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้อง ดาบแหลมคมห้าเล่มร่ายรำอยู่หน้าเตียงจนลมไม่อาจลอดผ่าน
ทว่า กระบวนท่าสังหารเหล่านี้กลับถูกคนคนหนึ่งสกัดไว้ได้ทั้งหมด
เมื่อสัมผัสได้ว่าคนที่อยู่ด้านหลังตื่นขึ้นแล้ว ฉินเหยาก็หันกลับไปมองแวบหนึ่ง ลอบรู้สึกขุ่นเคืองในใจ จะปล่อยให้ลูกค้าตกใจได้อย่างไร?!
ดังนั้นเมื่อหันกลับไปเผชิญหน้ากับนักฆ่าทั้งห้าคน นางก็คิดในใจว่าในเมื่อคนตื่นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องยั้งมือยั้งเท้าอีกต่อไป
จิตสังหารในแววตาพลันลุกโชนขึ้นมา เปลี่ยนจากท่าทีไม่ใส่ใจก่อนหน้านี้ไปโดยสิ้นเชิง นางชักดาบยาวที่อยู่ในฝักออกมา กวัดแกว่งไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าที่ราวกับจะกวาดล้างกองทัพ เก็บเกี่ยวไปสองชีวิต
สามคนที่เหลือเมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวนี้ก็ตกใจอย่างยิ่ง เมื่อครู่พวกเขายังคิดว่าตนเองมีคนมากกว่า สตรีผู้นี้คงรับมือได้อย่างยากลำบากคาดไม่ถึงเลยว่า นางเพียงแค่หยอกล้อพวกเขาเล่นเท่านั้น ยังไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดด้วยซ้ำ
ในขณะนี้ กลิ่นอายอันแข็งกร้าวของฉินเหยาได้แผ่ครอบคลุมไปทั่ว ทั้งสามคนที่เหลือต่างตกตะลึงจนเกิดความคิดที่จะถอยหนี
ไม่ใช่เพราะกลัวตาย แต่เพราะฝีมือของเป้าหมายแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก พวกเขาต้องรีบนำข่าวนี้ออกไปแจ้งให้นายเหนือหัวทราบทันที
ฉินเหยามองปราดเดียวก็รู้ถึงความคิดที่จะถอยของทั้งสามคน ดาบยาวในมือจึงฟันเข้าไปทันที
เนื่องจากพลังของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเกินไป แม้ว่าท่วงท่าของพวกเขาจะปราดเปรียว การหลบหลีกจะว่องไว แต่ภายใต้พลังอันมหาศาล ทุกกระบวนท่าจึงล้วนไร้ความหมาย
ตัวดาบฟาดลงไปครั้งหนึ่ง แรงปะทะมหาศาลก็ซัดทั้งสามคนกระเด็นออกไป!
หลังจากเสียงตุบดังขึ้นสามครั้งก็ตามมาด้วยเสียงกระดูกคอที่ถูกบิดหักอันน่าสยดสยอง
ฉินเหยาจัดการทั้งสามคนรวดเดียวแล้วยังรับร่างของพวกเขาที่กำลังจะกระแทกพื้นไว้ได้ทันท่วงที วางลงบนพื้นเบาๆ เป็นอันสิ้นสุดการฆ่ากลับที่ไร้ซึ่งความตื่นเต้นใดๆ
“ลดให้สองส่วน”
“ห้าคน ยี่สิบห้าตำลึงเงิน คราวหน้าถ้าครบสิบคนจะลดให้ท่านสองส่วน”
ฉินเหยาหยิบลูกคิดเล็กๆออกมาดีดดังกรอกแกรกเพื่อคำนวณราคาค่าฝังศพแล้วยื่นไปตรงหน้าดวงตาที่เบิกกว้างของจินโต้ว รอให้เขายืนยัน
“…ลำบากท่านแล้ว” จินโต้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบกลืนน้ำลายแล้วฝืนพยักหน้าให้
ฉินเหยาเก็บลูกคิดไปอย่างพึงพอใจ ยิ้มให้เขาอย่างเริงร่า “ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ลำบากเลย ท่านนอนต่อเถอะ ข้าจะทำความสะอาดห้องเดี๋ยวนี้”
พูดจบ นางก็ก้มลงแบกสองคนที่ถูกแทงตายข้างเตียงออกไปก่อน
ไม่ถึงครึ่งนาทีก็กลับมาอย่างรวดเร็วแล้วลากสามคนที่คอหักออกไปพร้อมกัน
หลิวจี้ที่ถูกฉินเหยาปลุกขึ้นมาจากเตียงกลางดึกหาวหวอดๆ ถือถังน้ำและผ้าขี้ริ้วเข้ามา จัดการเช็ดคราบเลือดบนพื้นจนสะอาดสะอ้านอย่างคล่องแคล่วแล้วถอยออกไปอย่างเงียบๆ พร้อมกับปิดประตูให้อย่างใส่ใจ
สุดท้าย เขายังโปรยเครื่องหอมที่หยิบฉวยมาจากศิษย์พี่ตัวน้อยซึ่งปกติแล้วไม่กล้าใช้เลยแม้แต่น้อยเพื่อกลบกลิ่นคาวเลือด จะได้ให้ผู้ว่าจ้างนอนหลับอย่างสบายใจ
ตลอดกระบวนการ จินโต้วเอาแต่นั่งอยู่บนเตียง กอดผ้าห่มผืนบางไว้ ไม่จำเป็นต้องลงจากเตียงด้วยซ้ำ ปัญหาก็ถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว
เมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกบัวในอากาศ จินโต้วก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่ง.อก พลางคิดในใจว่าตอนกลางวันที่ต้องเดินทาง ถ้ารถม้าจะกระแทกกระทั้นไปบ้างก็ช่างมันเถอะ ว่าแล้วก็ล้มตัวลงนอนหลับไปอย่างเป็นสุข
ช่วงครึ่งหลังของคืนฝนเริ่มซาลง พอฟ้าสางท้องฟ้าก็ปลอดโปร่งแล้ว
ดวงอาทิตย์ขึ้นสูง พื้นดินที่เปียกลื่นค่อยๆถูกเผาจนแห้ง พอถึงตอนเที่ยง คนทั้งสี่ก็ออกเดินทางอีกครั้ง
วันนี้ดูเหมือนจะราบรื่นกว่าปกติ ระยะทางไปอำเภอไคหยางก็ใกล้เข้ามาแล้ว ฉินเหยารู้สึกเหมือนได้มาถึงถิ่นของตนเอง ผู้คนที่เดินผ่านไปมาส่วนใหญ่ก็เป็นใบหน้าที่คุ้นเคย
แม้จะเรียกชื่อไม่ได้ แต่ต่างฝ่ายต่างก็จะพยักหน้าทักทายกัน
รถม้าวิ่งกระแทกกระทั้นมาตลอดทาง เมื่อถึงสถานีพักม้าทุกคนก็กินอาหารเย็นง่ายๆ แล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อน
คาดไม่ถึงว่าค่ำคืนที่ฝนตกในครั้งนี้จะไม่มีใครมารบกวน พวกเขานอนหลับอย่างสงบสุขจนถึงเช้า
ปริมาณน้ำฝนก็ลดลงไปมาก พื้นดินถูกแดดเผาตลอดช่วงเช้าจนแห้งสนิท
ฉินเหยาตัดสินใจออกเดินทางก่อนเวลา เพื่อที่จะได้เข้าเมืองก่อนประตูเมืองอำเภอไคหยางจะปิด
หากราบรื่นและเดินทางได้เร็วขึ้น หลังจากส่งจินโต้วถึงจวนที่ว่าการอำเภอแล้ว พวกนางก็ยังมีเวลาออกจากเมืองเพื่อกลับไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว
ดังนั้น เมื่อเห็นว่าพื้นแห้งแล้ว ทุกคนจึงออกเดินทางในทันที
ท้องฟ้าสีคราม เมฆสีขาว สายลมโชยพัดใบหน้า ในอากาศ.อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของรวงข้าวที่ลอยมาจากทุ่งนา ประกอบกับร่างกายที่ค่อยๆดีขึ้น จินโต้วจึงได้มีช่วงเวลาแห่งความสุขชั่วครู่ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
เพียงแต่ภายใต้ความสงบสุขเช่นนี้ ในใจของเขาก็ยังคงไม่สงบ แม้ว่าชัยชนะจะอยู่เบื้องหน้า แต่เขากลับรู้สึกอยู่เสมอว่าการเดินทางช่วงสั้นๆ สุดท้ายนี้ จะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
หลิวจี้สลับกับฉินเหยา ขึ้นมาบนคานลากรถม้าเพื่อบังคับรถร่วมกับซ่งอวี้ ในสมองกำลังคำนวณว่าสองวันที่ผ่านมานี้ตนหาเงินจากการฝังศพได้เท่าไหร่
สตรีใจร้ายบอกว่าจะแบ่งให้เขาครึ่งหนึ่ง สองครั้งแรกฝังไปหกคน คนละห้าตำลึง ครึ่งหนึ่งก็คือสิบห้าตำลึง
พอคิดเช่นนี้ ความเศร้าโศกที่ทำเงินห้าตำลึงหายไปที่โรงเตี๊ยมในเมืองหลวงของมณฑลก่อนหน้านี้ก็หายไปจนหมดสิ้น!
น่าเสียดาย วันนี้คลื่นลมสงบ เกรงว่าจะไม่ได้หาเงินเพิ่มอีกแล้ว
ขณะที่หลิวจี้กำลังรู้สึกเสียดายอยู่ก็พลันรู้สึกว่าเหนือศีรษะมีเงาทอดลงมา
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง รถม้าก็ได้ออกจากถนนใหญ่ที่ไม่มีสิ่งใดบดบัง เข้าสู่ป่าที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง
ในช่วงเวลาบ่ายคล้อยเช่นนี้ ข้างหน้าไม่มีแขกเดินทาง ข้างหลังไม่มีขบวนสินค้า มีเพียงรถม้าของพวกเขาที่วิ่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวในป่า
หลิวจี้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นี่มันไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการลอบสังหารหรอกหรือ
เขาหันกลับไปมองผู้ว่าจ้างที่แสร้งนอนหลับอยู่ในตัวรถม้าแวบหนึ่งแล้วหันกลับมากวาดตามองป่าโดยรอบ ไม่รู้ว่าเป็นภาพหลอนของเขาหรือไม่ แต่เหมือนจะได้ยินเสียงกรอบแกรบบางอย่างจริงๆ
ภายในตัวรถม้า จินโต้วที่แสร้งหลับอยู่พลันลืมตาขึ้น เรียกฉินเหยาที่กำลังงีบหลับจริงๆ ด้วยเสียงเบาว่า “ฉินเหยา ตื่นเร็ว!”
นางค่อยๆลืมตาขึ้น
ในขณะนี้ รถม้าได้หยุดลงแล้ว
ซ่งอวี้และหลิวจี้กำลังมองกลุ่มคนที่ขี่ม้าวิ่งมาจากเส้นทางเล็กๆ ในป่าฝั่งตรงข้ามด้วยความสงสัย
พวกเขาไม่ใช่กลุ่มนักฆ่าที่แต่งกายเหมือนกันและได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แต่เป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดธรรมดา ขี่ม้าแคระสารพัดสี
คนที่นำหน้าสุดนั้น หลิวจี้คุ้นหน้าจนไม่กล้าจะทัก…เป็นซ่งจาง
ฉินเหยามองผู้มาใหม่ด้วยความประหลาดใจ แล้วหันกลับไปมองจินโต้วในตัวรถม้าที่พลันมีสีหน้ายินดีปรีดาขึ้นมา นางขมวดคิ้วถาม “คนที่ท่านเรียกมาหรือ”
ตอนที่ 486: คนถ่อยไร้ยางอาย
จินโต้วพยักหน้า ประสานหมัดให้ฉินเหยาอย่างเปิดเผย “คนที่มารับข้ามาถึงแล้ว ต่อจากนี้ไปคงไม่ต้องรบกวนฉินเหนียงจื่อและนายท่านหลิวแล้ว”
“แต่ในเมื่อฉินเหนียงจื่อไม่ต้องส่งข้าไปถึงจวนที่ว่าการมณฑลของอำเภอไคหยางแล้ว ค่าจ้างสองร้อยตำลึงนั้น ข้าก็จะลดลงครึ่งหนึ่งจ่ายให้ท่านหนึ่งร้อยตำลึง”
พอพูดถึงตรงนี้ ฉินเหยายังไม่ทันมีปฏิกิริยาใด หลิวจี้ก็เดือดดาลขึ้นมาแล้ว
แต่ยังไม่ทันได้ระเบิดอารมณ์ก็ถูกฉินเหยาโบกมือห้ามไว้เสียก่อน
นางมองซ่งจางที่มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าจะมาพบนางที่นี่
นางพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยแล้วเบนสายตากลับไปมองจินโต้วที่หยิบตั๋วเงินสองใบออกมาจากช่องลับที่พื้นรองเท้า
ใบหนึ่งหนึ่งร้อยตำลึง อีกใบห้าสิบตำลึง รวมเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง
หนึ่งร้อยตำลึงเป็นค่าคุ้มกัน สามสิบตำลึงเป็นค่าฝังศพ ส่วนที่เกินมาอีกยี่สิบตำลึง ถือเป็นคำขอบคุณสำหรับการดูแลอย่างเอาใจใส่ตลอดสามวันที่ผ่านมา
จินโต้ววางตั๋วเงินไว้ในตัวรถม้าแล้วกระโดดลงจากรถม้าทันที ขึ้นไปบนม้าแคระตัวหนึ่งที่พวกซ่งจางนำมาด้วย
“ยุทธภพกว้างใหญ่ คงไม่มีวันได้พบกันอีก!” เขาประสานหมัดให้ทางรถม้าแล้วก็ควบม้าจากไปราวกับกำลังหลบหนี
ซ่งจางเหลือบมองสองสามีภรรยาฉินเหยาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นฉินเหยาไม่ได้ทักทายอย่างชัดเจน นั่นก็หมายความว่านางไม่ต้องการจะยุ่งเกี่ยวมากเกินไป เขาย่อมไม่ก้าวเข้าไปพูดคุยให้มากความเพื่อสร้างความลำบากให้ทั้งสองฝ่าย
เขารีบควบม้านำทหารนอกเครื่องแบบที่มาจากที่ว่าการอำเภอตามผู้ตรวจการแผ่นดินที่ราชสำนักส่งมาไป ขบวนคนทั้งหมดหายลับเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเสียงกีบม้าที่ห้อตะบึง
หลิวจี้ที่อัดอั้นมาจนถึงตอนนี้ ทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เขายืนขึ้นบนคานลากรถม้าแล้วตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “จินโต้ว เจ้าคนถ่อยไร้ยางอาย!”
ในเรื่องธาตุแท้ของมนุษย์ บางครั้งหลิวจี้ก็มองทะลุปรุโปร่งเป็นพิเศษ
จะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ได้อย่างไร ต้องเป็นเจ้าคนถ่อยจินโต้วนั่นแน่ๆ ที่ต้องการจะจ่ายค่าคุ้มกันน้อยลงจึงได้แอบส่งสาส์นลับไปให้ทางซ่งจางลับหลังพวกเขา
เงินแปดสิบตำลึงหายไปต่อหน้าต่อตา แม้ว่าเงินนั้นอาจจะไม่ได้ตกถึงมือตนเอง แต่ยิ่งคิดหลิวจี้ก็ยิ่งโมโห เจ็บใจจนแทบกระอัก
ตอนนี้เขาไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่ เขาเร่งให้ซ่งอวี้ขับรถม้าไล่ตามไป เขาจะด่าไอ้โจรเฒ่าไร้ยางอายนั่นให้จมดินไปเลย
ฉินเหยาถือตั๋วเงินนั่งอยู่ในรถม้า ไม่ได้ห้ามปรามพฤติกรรมของหลิวจี้ที่ไล่ตามไปด่าทอ ก็พอจะมองเห็นทัศนคติของนางได้
เพียงแต่ความเร็วของรถม้ายังช้ากว่าอยู่มาก พอเขาด่าไปได้สักพัก ขบวนคนและม้าข้างหน้าก็ทิ้งห่างพวกเขาไปไกลแล้ว
แม้จะด่าต่ออีกฝ่ายก็ไม่ได้ยินแล้ว หลิวจี้จึงหยุด.ลงอย่างไม่พอใจ
ฉินเหยายื่นกาน้ำให้หลิวจี้แล้วกำชับด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เจ็บแล้วต้องจำ คราวหน้าถ้าจะเขียนใบเสร็จอีก อย่าลืมเพิ่มเข้าไปข้อหนึ่งว่า หากผู้ว่าจ้างยกเลิกความร่วมมือกลางคันแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนให้แก่ผู้รับจ้าง!”
หลิวจี้ดื่มน้ำไปครึ่งการวดเดียว เช็ดคราบน้ำที่มุมปากแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่นเป็นการบอกว่าทั้งชีวิตนี้เขาจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด!
ทางฝั่งซ่งจาง เมื่อได้ยินเสียงด่าทอที่แผ่วลงเรื่อยๆ จากด้านหลังก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อก
เขาเงยหน้าขึ้นมองใต้เท้าผู้ตรวจการที่ขี่ม้าอยู่ข้างหน้าตนซึ่งเหงื่อท่วมตัวแล้วก็ถอนหายใจอย่างจนใจ “ใต้เท้า ท่านไปยั่วยุสองสามีภรรยานั่นทำไมกันขอรับ…”
ใต้เท้าผู้ตรวจการไม่กล้าพูดอะไร การหนีเอาชีวิตรอดสำคัญที่สุดในตอนนี้
ส่วนเรื่องที่หลิวจี้ไล่ด่ามาตลอดทาง เขาทำได้เพียงบอกว่า นี่เป็นผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงจริงๆ!
ซ่งจางเห็นคนที่อยู่ข้างหน้าไม่มีปฏิกิริยา ในใจก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ในเมื่อผู้ตรวจการหาผู้คุ้มกันฝีมือดีเช่นฉินเหยาได้แล้ว เหตุใดจึงยังต้องส่งสาส์นลับให้เขามารับในช่วงสั้นๆนี้ด้วย?
การกระทำนี้จะว่าอย่างไรดีเล่าก็เหมือนกับการถอดกางเกงตด เป็นการกระทำที่ไม่จำเป็นเลย
แต่เป็นการกระทำที่ไม่จำเป็นจริงๆหรือ
ซ่งจางขมวดคิ้วมุ่น เมื่อมองไปยังใต้เท้าผู้ตรวจการที่ควบม้าอย่างรวดเร็วอยู่เบื้องหน้า ในใจก็พลันเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
เขามองย้อนกลับไปบนถนนด้านหลังตามสัญชาตญาณ ป่าเล็กๆถูกพวกเขาทิ้งไว้ข้างหลังไกลแล้ว
ตามหลักเหตุผลแล้ว ต่อให้รถม้าจะช้าเพียงใด ป่านนี้ก็น่าจะขับออกมาจากป่าเล็กๆนั่นได้แล้ว
แต่รถม้าคันที่ควรจะออกมาแล้วกลับไม่มีวี่แววว่าจะโผล่ออกมาเลยแม้แต่น้อย
ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ ในใจของซ่งจางพลันเคร่งเครียดขึ้นมา เขากระตุ้นม้าให้เร็วขึ้น ควบไปข้างหน้าจนขนานกับใต้เท้าผู้ตรวจการที่วิ่งอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง
“ใต้เท้า การกระทำของท่านครั้งนี้เสี่ยงเกินไปหรือไม่ขอรับ หากว่า…ผู้ใต้บังคับบัญชาหมายถึงเผื่อว่า หากครั้งนี้ศัตรูทุ่มสุดกำลัง คนสามคนนั้นอาจจะต้องตายนะขอรับ”
ต่อให้ถอยไปอีกหมื่นก้าว หากสามคนนั่นไม่ตาย ผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างเขาเกรงว่าคงจะต้องเผชิญหน้ากับการแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งของเหนียงเหนียงปีศาจร้ายแห่งอำเภอไคหยางของพวกเขา ต้องตายทั้งเป็น!
จินโต้วไม่ลดความเร็วลง ไม่แม้แต่จะหันศีรษะกลับมา เขาเพียงมองเส้นทางข้างหน้าแล้วกล่าวด้วยเสียงเย็นชาว่า “เป้าหมายของอีกฝ่ายคือข้า หากรู้ว่าข้าไม่ได้อยู่ในรถแล้ว พวกเขาย่อมสลายตัวไปเอง จะไม่เอาชีวิตของคนพวกนั้น”
ซ่งจางถามต่ออย่างสงสัย “ใต้เท้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือขอรับ”
อีกฝ่ายไม่ตอบตรงๆ แต่กลับย้อนถามเขาว่า “หรือว่าตอนนี้เจ้าจะย้อนกลับไปเตือนพวกนาง?”
“เรื่องของราชสำนักสำคัญหรือสามัญชนสามคนสำคัญกว่ากัน ข้าคงไม่ต้องพูดมาก ใต้เท้าซ่งท่านก็น่าจะรู้ดีแก่ใจ!”
มือของซ่งจางที่จับบังเหียนอยู่กำแน่นขึ้น ตะโกน “ย่าห์!” ออกมาคำหนึ่งแล้วเร่งให้ลูกน้องของตนทั้งหมดเพิ่มความเร็ว
หากเป็นจริงดังที่ผู้ตรวจการพูด ศัตรูหาตัวการใหญ่ไม่พบก็จะต้องไล่ตามมาอย่างสุดกำลังเป็นแน่
ส่วนฉินเหยานั้น สัญชาตญาณของซ่งจางบอกเขาว่า นักฆ่าธรรมดาสามัญไม่มีทางเอาชีวิตนางได้อย่างแน่นอน
ซ่งจางคาดการณ์ได้ดีทีเดียว
ฉินเหยาที่ถูกผู้ว่าจ้างหักหลัง เวลานี้กำลังมองนักฆ่าสวมหน้ากากสองแถวที่ยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ตรงหน้า ได้แต่เสียใจว่าเหตุใดเมื่อครู่นี้นางจึงไม่เด็ดหัวจินโต้วไปส่งให้ศัตรูของเขาเพื่อแลกกับเงินรางวัลมหาศาล!
ซ่งอวี้และหลิวจี้ยืนอยู่ข้างคานลากรถม้า กวาดตามองเหล่านักฆ่าที่ล้อมรถม้าไว้จนแน่นหนาทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้วกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
อะไรคือช่องว่างทางข้อมูล?
นี่แหละคือสถานการณ์ตรงหน้า
ตัวจินโต้วไม่ได้อยู่บนรถม้าของพวกเขาแล้ว แต่ศัตรูของเขาไม่รู้นี่นา
ดังนั้น การที่อีกฝ่ายสกัดรถม้าของพวกเขาไว้จึงสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง!
อีกทั้งข่าวที่ฉินเหยาจงใจปล่อยออกไป อีกฝ่ายก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก รู้ว่านางเป็นคนที่ไม่ควรหาเรื่องด้วยในอำเภอไคหยาง นี่ไง ถึงได้ส่งคนมาทั้งหมด ไม่คิดจะเหลือใครไว้ให้รอดชีวิตเลย
“เมีย…เมียจ๋า พวกเรายังมีโอกาสรอดชีวิตหรือไม่” หลิวจี้ถามเสียงสั่นเครือ
ซ่งอวี้พูดอะไรไม่ออกแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงครึ่งชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะต้องมาตายด้วยคมดาบเช่นนี้
ในตอนนี้ ภาพชีวิตอันแสนสั้นของเขาวาบผ่านเข้ามาในหัวราวกับฉากในละคร เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะสละชีวิตเพื่อคุ้มกันฮูหยินผู้เป็นคนเดียวที่มีโอกาสรอดให้หนีไป
มีเพียงฮูหยินยังมีชีวิตอยู่ ภรรยาและลูกๆของเขาจึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
จากความเข้าใจที่เขามีต่อฮูหยินในช่วงเวลานี้ หากเขาตายไปจริงๆ ฮูหยินจะต้องดูแลภรรยาและลูกๆของเขาเป็นอย่างดีแน่นอน
ส่วนนายท่านใหญ่…ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมเถอะ
ในฐานะบ่าวรับใช้ธรรมดาคนหนึ่ง ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายเช่นนี้ สิ่งเดียวที่ซ่งอวี้คิดได้ก็คือ จะทำอย่างไรให้การสละชีวิตของตนเกิดประโยชน์สูงสุด
ดังนั้น เขาจึงก้มศีรษะลงกล่าวกับฉินเหยาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและภักดีว่า “ฮูหยิน บ่าวผู้นี้จะขอสละชีวิตเพื่อคุ้มกันฮูหยินให้หนีไป ขอเพียงฮูหยินหาโอกาสได้แล้วก็ขอให้ไปอย่างสุดกำลัง อย่าได้ห่วงบ่าวจนทำให้เสียโอกาสไป”
เวลากระชั้นชิด ซ่งอวี้พูดเร็วมาก แต่ฉินเหยากลับได้ยินทุกคำที่เขาพูดอย่างชัดเจน
นางเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุใดเขาจึงเลือกเช่นนี้ แต่! นาง ฉินเหยาจะไม่มีวันยอมให้ลูกน้องของตนต้องพบกับจุดจบเช่นนี้เด็ดขาด!
ตอนที่ 487: กลิ่นมันช่างฉุนแปลกๆ
ฉินเหยาส่งสายตาให้คนทั้งสองที่อยู่ข้างหน้า หาอาวุธ สู้!
ทั้งสองคนประหลาดใจเล็กน้อย
แต่หลิวจี้ก็พลันหายตื่นตระหนกไป
สตรีใจร้ายยังคงใจเย็นถึงเพียงนี้ นางต้องมีวิธีรับมือแน่นอน
การต่อสู้ เป็นเพียงทางเลือกสุดท้ายที่เลวร้ายที่สุด
แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องใช้ทางเลือกสุดท้ายนั้น
แน่นอนว่านั่นก็ไม่ได้ขัดขวางเขากับซ่งอวี้ที่จะหาอาวุธไว้ก่อนเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
เป็นจริงดังคาด วินาทีต่อมาฉินเหยาก็เปิดประตูรถม้าออกกว้าง เผยให้เห็นภายในตัวรถม้าที่ว่างเปล่า นางช้อนดวงตาเย็นชาขึ้นมองเหล่านักฆ่าที่ล้อมรอบตนเองอยู่แต่ยังไม่ลงมือเสียทีแล้วกล่าวเสียงดังว่า
“คนที่พวกเจ้าต้องการไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว เดิมทีพวกเราก็ไม่ได้มีความแค้นต่อกัน เหตุใดต้องมาพัวพันกับข้าอย่างไร้ประโยชน์ด้วย”
“หากข้าเป็นพวกเจ้า ตอนนี้จะรีบไล่ตามขบวนคนข้างหน้าไปทันที สังหารเป้าหมายให้สิ้นซาก ทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงแล้วกลับไปรายงาน”
ชายชุดดำที่เป็นหัวหน้าได้ยินคำพูดของนาง แววตาก็เต็มไปด้วยความสงสัย
ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชาคราหนึ่ง หยิบตั๋วเงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงในอกเสื้อออกมา “ความร่วมมือระหว่างข้ากับเขาสิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าจะฆ่าเขาหรือจะตีเขาก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้าทั้งสิ้น”
ชายชุดดำยังคงไม่มีท่าทีว่าจะถอยกลับไป
ฉินเหยาเข้าใจในทันที พวกนางทั้งสามคนต้องอยู่ในรายชื่อที่ต้องสังหารด้วยอย่างแน่นอน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดไม่ฉวยโอกาสที่พวกเขายังเกรงกลัวนางอยู่ ไม่กล้าลงมือก่อน ชิงลงมือก่อนเล่า
น่าเสียดายที่นางไม่ได้นำธนูแขนเทวะมาด้วย แต่การรับมือกับคนสามสิบคนตรงหน้านี้ แค่ดาบยาวก็เพียงพอแล้ว!
ขณะที่ในใจกำลังคิดเช่นนี้ ร่างกายของฉินเหยาก็เคลื่อนไหวแล้ว ขณะที่เอื้อมมือไปชักดาบยาวใต้รถม้า นางก็โยนหลิวจี้และซ่งอวี้ที่เพิ่งหาแส้ม้าและไม้เขี่ยไฟมาเป็นอาวุธได้ขึ้นไปบนรถม้าอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกับที่ดาบยาวฟาดฟันออกไปก็ได้ยินเสียงนางตะโกนลั่น “ขับรถฝ่าไปทางขวา!”
หลิวจี้ที่ทนทุกข์จาก ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ มาเป็นเวลานาน มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำสั่งของนางโดยอัตโนมัติ สมองยังไม่ทันได้ประมวลผล เขาก็โยนไม้เขี่ยไฟในมือให้ซ่งอวี้แล้วคว้าบังเหียน หันหัวม้าทันที
และในชั่วขณะที่เสียงของฉินเหยาสิ้นสุดลง ชายชุดดำสามคนที่ขวางอยู่ทางด้านขวาของรถม้าก็ถูกดาบยาวที่กวาดเข้ามาตัดผ่านลำคอ
โลหิตสดๆพุ่งกระฉูดออกมา สาดใส่ใบหน้าของหลิวจี้และซ่งอวี้จนเปียกโชก
หลิวจี้คำรามลั่น “เมียจ๋า ตอนเจ้าจะลงมือบอกล่วงหน้าสักคำได้หรือไม่!”
เขาเพิ่มแรงในมือ ฉวยแส้ม้าของซ่งอวี้มา หลิวจี้เผชิญหน้ากับเลือดร้อนๆที่อาบใบหน้า บังคับม้าเหยียบร่างทั้งสามที่ล้มลงแล้วพุ่งทะยานออกจากทางด้านขวา
การประสานงานระดับนี้ แม้แต่ฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมเบาๆว่า “งดงาม~”
หัวหน้ากลุ่มคนชุดดำได้สติกลับมาแล้วในตอนนี้ ขณะที่ในใจกำลังตื่นตระหนก เขาก็ยกอาวุธในมือขึ้นแล้วพุ่งเข้าสังหารฉินเหยาอย่างรวดเร็ว
แต่ฉินเหยากลับไม่แม้แต่จะชายตามองเขา นางใช้เท้ากวาดทรายและฝุ่นขึ้นมาเป็นวงกลม กรวดละเอียดที่กระเด็นขึ้นมาเป็นราวกับกระสุนความเร็วสูง พุ่งเข้าใส่ดวงตาของเหล่านักฆ่า ในชั่วพริบตาก็ล้มลงไปอีกสามคน
นางเตะนักฆ่าสวมหน้ากากที่พุ่งเข้ามาข้างหน้ากระเด็นออกไป พลังมหาศาลไม่เพียงแต่เตะคนกระเด็นออกไปโดยตรง แต่ยังพานักฆ่าที่อยู่ข้างหลังอีกฝ่ายล้มลงไปอย่างแรงด้วย
ในไม่ช้า ตรงหน้าของนางที่ถูกปิดล้อมก็ปรากฏเส้นทางขึ้นมาสายหนึ่ง
ฉินเหยาวิ่งฝ่าออกไป ไล่ตามนักฆ่าหลายคนที่กำลังจะไปไล่ล่ารถม้าและทันทีที่ดาบตวัดลง ศีรษะก็ร่วงหล่นลงพื้น
มองดูสีหน้าไม่อยากจะเชื่อในดวงตาของศีรษะหลายศีรษะที่กลิ้งหลุนๆอยู่ ฉินเหยาก็ยักไหล่ ช่วยไม่ได้ นางคุ้นเคยกับการฆ่าซอมบี้ ไม่คุ้นเคยกับการทิ้งศพให้ครบสมบูรณ์
เมื่อมองดูรถม้าที่ขับออกจากวงล้อมไปได้อย่างปลอดภัย มุมปากของฉินเหยาก็ยกสูงขึ้น นางหยุดอยู่กับที่แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆสองครั้ง
ในช่วงเวลาเพียงสองลมหายใจนั้น นักฆ่าที่เหลือทั้งหมดก็กรูเข้ามาล้อมนางไว้ตรงกลาง
การจู่โจมอย่างกะทันหันของนางครั้งนี้ นักฆ่าจากเดิมสามสิบคน บัดนี้ลดลงไปสิบคน เหลือเพียงยี่สิบคนเท่านั้น
ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังเตรียมจะใช้ลูกไม้อื่นกับนาง ฉินเหยาที่เคยโดนมาก่อนแล้วก็ชิงลงมือก่อนหนึ่งก้าว โปรย ‘สรวลสารครึ่งก้าวสิ้น’ ฉบับปรับปรุงที่เป็นผงซึ่งอาวั่งมอบให้ออกไปทั้งหมด!
มันเป็นยาสลบ ไม่มีพิษ แต่การสูดดมเข้าไปเพียงเล็กน้อยจะทำให้คนสับสนมึนงง สติเลือนรางและร่างกายตอบสนองช้าลง
ทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันมาก แม้ว่าตอนที่ฉินเหยาโปรยผงยาออกมาเหล่านักฆ่าจะกลั้นหายใจตามสัญชาตญาณ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสูดดมเข้าไปในปริมาณเล็กน้อย
เพียงเล็กน้อยเท่านี้ สำหรับนักฆ่ามืออาชีพแล้วกลับเป็นอันตรายถึงชีวิต
ความเชื่องช้าเพียงครึ่งวินาทีก็ทำให้นางสามารถฟันพวกเขาลงได้อย่างง่ายดาย
ครั้งนี้ ฉินเหยาที่ถืออาวุธเทวะในมือก็ไม่ต่างอะไรกับเทพสังหาร ดาบและกระบี่ธรรมดาที่ปะทะกับดาบใหญ่ยาวหนึ่งเมตรของนาง มีเพียงผลลัพธ์เดียวคือแตกหักเป็นเสี่ยงๆ
หลังจากสังหารนักฆ่าไปสิบคนรวด ฉินเหยาที่อาบไปด้วยเลือดที่ยังเปียกชุ่มก็ถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นคาวเลือดและจิตต่อสู้อันแรงกล้า ดวงตาทั้งสองข้างของนางแดงก่ำ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยไอสังหารที่โหดเหี้ยม จิตสังหารรอบกายน่าเกรงขามจนทำให้หายใจไม่ออก
ภายใต้การไล่ล่าด้วยกระบวนท่าสังหารที่เปิดกว้างและทรงพลังอย่างต่อเนื่องราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของนาง นักฆ่าที่เหลือต่างก็หอบหายใจราวกับวัว ดาบในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
หัวหน้ากลุ่มคนชุดดำเพียงรู้สึกว่าคนอาบเลือดตรงหน้าไม่เหมือนคนอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องจักรสังหารที่ไร้ความปรานี
บอกตามตรง เขาเตรียมใจที่จะไปพบพญายมแล้ว
แล้วในวินาทีต่อมา สายตาของเขาก็ลดต่ำลงเป็นเส้นตรง ศีรษะร่วงหล่นลงสู่พื้น
ก่อนจะหมดสติไปโดยสิ้นเชิง หัวหน้ากลุ่มคิดในใจ ที่แท้ความตายก็ไม่ได้เจ็บปวดเลย
ฉินเหยาเตะศีรษะของหัวหน้าที่กลิ้งมาที่เท้าของนางกระเด็นออกไป ท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของนักฆ่าที่เหลืออีกไม่กี่คน นางใช้ดาบเดียวสังหารทีละคน ช่วยให้พวกเขาจบชีวิตอันแสนสั้นและไร้ศักดิ์ศรีนี้ลง
สายลมพัดผ่านหมู่ไม้ในป่า ใบไม้สั่นไหว เกิดเสียงเสียดสีดังซ่าๆ
จากนั้น ทั้งป่าเขาก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดอันน่าประหลาด
ปลายดาบปักลงบนพื้น ฉินเหยาใช้สองมือค้ำอยู่บนด้ามดาบ โน้มตัวลงเล็กน้อยยืนอยู่ท่ามกลางทะเลเลือด สีแดงในดวงตาค่อยๆจางหายไป สติสัมปชัญญะก็ค่อยๆกลับคืนมา
เมื่อเห็นภาพการสังหารนองเลือดที่อยู่เบื้องหน้า นางก็ยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ไม่คิดเลยว่าตนเองข้ามภพมาอยู่ในโลกที่ไม่มีซอมบี้และพืชกลายพันธุ์แล้วก็ยังจะตัดหัวคนมากมายขนาดนี้ในคราวเดียว
แต่ในไม่ช้า ในใจของนางก็กลับสู่ความสงบ ยอมรับภาพอันนองเลือดนี้ได้
“เมียจ๋า เจ้าเช็ดหน้าหน่อยเถอะ”
มือข้างหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตา ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดผืนหนึ่งถูกยื่นมาให้ด้วยมือที่สั่นเทา
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้น นางที่อาบโชกไปด้วยเลือดไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตนเองดูน่ากลัวเสียยิ่งกว่าภูตผีอีก
นางเห็นเพียงชายหนุ่มรูปงามหมดจดที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าซีดเผือดลงในทันใด
นางฉีกยิ้มอย่างนึกสนุก “ไม่เช็ด เก็บไว้อย่างนี้แหละ”
นางจะให้ใต้เท้าผู้ตรวจการได้เห็นผลงานดีๆที่เขาทำไว้!
หลิวจี้ตัวสั่นอย่างแรง คราวนี้มีคนต้องซวยหนักแล้ว
แต่ว่า….
“เมียจ๋า เจ้าแน่ใจนะว่าไม่เช็ด” กลิ่นมันช่างฉุนแปลกๆ หลิวจี้เบิกตาโตอย่างใสซื่อแล้วกะพริบตาปริบๆ
สตรีนางนั้นแค่นเสียงอย่างหยิ่งผยอง ก่อนจะยอมเงยหน้าขึ้น
ซ่งอวี้ที่เกาะต้นไม้โก่งคออาเจียนอยู่ข้างๆ ในที่สุดก็พอจะหายใจหายคอได้บ้าง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นภาพฉากหนึ่ง
ท่ามกลางศพที่นองเลือด เทพสังหารที่ราวกับคลานออกมาจากขุมนรกอเวจีคุกเข่าอยู่บนพื้นพลางค้ำดาบไว้
ตรงหน้านาง ชายหนุ่มในชุดขาวใช้มือข้างหนึ่งประคองใบหน้าที่เปื้อนเลือดของนางไว้อย่างระมัดระวัง มืออีกข้างหนึ่งก็ถือผ้าเช็ดหน้าสะอาดกำลังก้มลงเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าของนางอย่างเบามือ
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงบนร่างของชายหนุ่ม บดบังใบหน้าที่ซีดขาวของเขา เพิ่มความอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน ทั้งยังหลอมละลายไอน้ำแข็งที่เย็นเยียบทั่วร่างของเทพสังหารให้กลายเป็นสายน้ำ
การเคลื่อนไหวของหลิวจี้คล่องแคล่วมาก เขาเช็ดได้ทั้งสะอาดและไม่ทำให้ใบหน้าของฉินเหยาเจ็บ ในไม่ช้าก็ช่วยกอบกู้ใบหน้างดงามของนางออกมาจากคราบเลือดได้
เมื่อเช็ดหน้าจนสะอาดแล้ว หลิวจี้ก็รีบโยนผ้าเช็ดหน้าที่สกปรกทิ้งไป
กลิ่นคาวเลือดอันรุนแรงห่อหุ้มประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาไว้ หลิวจี้ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ยกมือขึ้นปิดปากแล้ววิ่งเข้าไปในป่า!
ตอนที่ 488: หนี้น้ำใจอันใหญ่หลวง
หลิวจี้อาเจียนอย่างหนักอยู่ในป่าเป็นเวลาหนึ่งเค่อ
ข้าวที่กินไปเมื่อคืนก่อนก็ถูกอาเจียนออกมาจนหมดจนในท้องไม่มีอะไรจะให้อาเจียนอีกแล้วจึงค่อยรู้สึกดีขึ้น
เขาประคองต้นไม้เดินออกมา มองสบกับใบหน้าที่ซีดขาวไม่แพ้กันของซ่งอวี้ สองนายบ่าวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าสร้อยราวกับเป็นผู้ร่วมชะตาที่ระหกระเหินพเนจรมาจากฟากฟ้าเดียวกัน
ฉินเหยาพักผ่อนเพียงพอแล้ว นางถือดาบก้าวเข้ามา กวาดตามองท่าทาง ‘ไตพร่อง’ ของทั้งสองอย่างรังเกียจ ชี้ไปยังสภาพเละเทะตรงหน้าแล้วจัดการสั่งงานอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้และซ่งอวี้รวบรวมศพมากองรวมกัน ฉินเหยาใช้กำลังมหาศาลขุดหลุมขนาดใหญ่ริมถนนแล้วฝังพวกเขาตรงนั้นทันที
เหลือไว้เพียงศีรษะของคนเหล่านั้น ทั้งหมดถูกบรรจุลงในถุงป่าน ได้ถึงสามถุงใหญ่ๆ แล้วนำขึ้นรถม้า
ทั้งสามคนรีบเร่งจนเข้าเมืองได้ทันเวลาพอดิบพอดี ก่อนที่ประตูเมืองอำเภอไคหยางจะปิดลงเพียงเสี้ยววินาที
ส่วนเรื่องศีรษะคนสามถุงใหญ่บนรถม้านั้น ฉินเหยาบอกว่าระหว่างทางนางเจอโจรอีกแล้ว แต่พวกพี่ชายเจ้าหน้าที่ทางการเลิกงานแล้วจึงไม่สะดวกจะรบกวนอีก ให้นางนำไปส่งที่จวนที่ว่าการอำเภอด้วยตนเองก็พอ
พวกพี่ชายเจ้าหน้าที่ทางการยิ้มอย่างยินดีปรีดา พลางคิดในใจว่า ฉินเหนียงจื่อช่างเป็นคนดีเสียนี่กระไร
ทว่า เมื่อรถม้าเข้าเมืองแล้วขับไปในทิศทางของที่ว่าการอำเภอกลับไม่ได้เข้าไปในที่ว่าการอำเภอ
แต่กลับอ้อมผ่านที่ว่าการอำเภอ มาถึงหน้าประตูใหญ่ของจวนซ่ง
ซ่งอวี้หยุดรถม้าแล้วหันกลับไปมองฉินเหยาอย่างเคารพ.นอบน้อม
หากจะกล่าวว่าเมื่อก่อนสายตาที่เขามองฮูหยินนั้นเต็มไปด้วยความเคารพที่เจือปนด้วยความนับถืออยู่หลายส่วนแล้วล่ะก็ ตอนนี้กลับมีแววแห่งความหวาดกลัวที่เขาคิดว่าตนซ่อนไว้อย่างดีเพิ่มเข้ามา
ฉินเหยารู้ดีว่า ในใจของซ่งอวี้ในขณะนี้ นางอาจไม่ต่างอะไรกับนางมารฆ่าคน
ความกลัวนั้นเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
หากซ่งอวี้ไม่กลัวนางสิ นางกลับจะต้องสงสัยว่าสมองของเขาเสียไปแล้วหรือไม่
แต่ฉินเหยาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะอธิบายอะไรให้ใครฟัง นางพยักหน้า ส่งสัญญาณให้ซ่งอวี้เดินไปเคาะประตู
เมื่อได้รับสัญญาณ ซ่งอวี้ก็ก้มศีรษะลงจากรถม้า หันกายเดินไปเคาะประตูใหญ่ของจวนซ่ง
ไม่นานนักก็มีคนเฝ้าประตูโผล่ตัวออกมาจากประตูเล็กเพื่อสอบถาม
ซ่งอวี้กล่าวว่า “ข้าคือผู้จัดการทั่วไปของโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิว ช่วยไปเรียนด้วยว่าฮูหยินและนายท่านของข้ามีของขวัญจะมอบให้ใต้เท้า ขอให้ใต้เท้าออกมารับด้วยตนเอง”
คนเฝ้าประตูพอได้ยินว่าเป็นคนจากโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวก็รู้ได้ทันทีว่าผู้มาเยือนคือฉินเหยาจึงมองไปยังรถม้าที่อยู่นอกประตูอย่างประหลาดใจ
สองสามีภรรยานั่งอยู่บนรถม้า ฉินเหยากำลังยิ้มและพยักหน้าให้เขา
ฟ้ามืดแล้ว แสงเทียนจากโคมไฟหน้าประตูสลัวจนส่องไปไม่ถึงตำแหน่งที่นางอยู่ ดังนั้นคนเฝ้าประตูจึงไม่เห็นคราบเลือดสีแดงคล้ำที่แห้งกรังอยู่เต็มตัวของฉินเหยา
มีเพียงกลิ่นแปลกๆ ที่ไม่น่าพิสมัยนักโชยมาเป็นระยะระยะถึงหน้าประตูจวน
“ขอฮูหยินรอสักครู่ ผู้น้อยจะรีบไปเรียนนายท่านบัดเดี๋ยวนี้!” คนเฝ้าประตูพูดกับฉินเหยาอย่างค่อนข้างสุภาพแล้วจึงรีบกลับเข้าไปในลานบ้านเพื่อรายงาน
ขณะนั้นเป็นเวลาอาหารเย็นของจวนพอดี ซ่งจางและใต้เท้าผู้ตรวจการที่กลับมาถึงอำเภอล่วงหน้าสองชั่วยามเพิ่งจะจุดกำยานและอาบน้ำเสร็จ กำลังผ่อนคลายเตรียมจะกินข้าว
เนื่องจากการเดินทางของผู้ตรวจการครั้งนี้เป็นเรื่องพิเศษ ซ่งจางจึงบอกกับคนในครอบครัวเพียงว่านี่คือสหายที่มาจากเมืองหลวง คนในครอบครัวจึงไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่าย
ทุกคนกำลังกินข้าวด้วยกันในห้องอาหาร บรรยากาศก็นับว่ากลมเกลียวดี
จนกระทั่งคนเฝ้าประตูเข้ามาแล้วรายงานเสียงดัง “นายท่าน ฉินเหนียงจื่ออยู่ที่หน้าประตู บอกว่ามีของขวัญจะมอบให้ท่าน ขอให้ท่านออกไปรับด้วยตนเองนอกจวนขอรับ”
เสียง ‘แปะ’ ดังขึ้น ถั่วลิสงที่คีบอยู่บนตะเกียบของซ่งจางร่วงหล่นลงบนโต๊ะ เขามองไปยังใต้เท้าผู้ตรวจการที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานอย่างแข็งทื่อ
อีกฝ่ายก็คิดไปในทางเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายพลันเกร็งขึ้นมาทันที กลืนน้ำแกงไก่ในปากที่กำลังจะค่อยๆละเลียด.ลงไปในคราวเดียว
ซ่งฮูหยินรู้สึกได้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ปกติ แต่ก็ยังคงลุกขึ้นด้วยความยินดี เตรียมจะสั่งให้คนไปรับฉินเหยาเข้ามาในจวน
“เพิ่มถ้วยกับตะเกียบมาอีกสองชุด…”
พอซ่งฮูหยินสั่งจบ ซ่งจางก็วางตะเกียบลงดังปังแล้วร้องห้ามอย่างร้อนรน “ไม่ต้อง!”
พลางพูดพลางเหลือบมองใต้เท้าผู้ตรวจการแล้วพูดกับซ่งฮูหยินว่า “ฮูหยินช่วยดูแลน้องจินแทนข้าด้วย ข้าออกไปดูแล้วจะกลับมา”
สุดท้ายยังเสริมอีกประโยคว่า “ฉินเหนียงจื่อสั่งความไว้เช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลของนาง ข้าไปดูก็รู้เอง”
พูดจบก็ส่งสายตาเตือนอย่างเป็นนัยอันตรายให้ใต้เท้าผู้ตรวจการว่าห้ามออกมาเด็ดขาด ยกมือส่งสัญญาณให้คนเฝ้าประตูนำทางแล้วยกชายเสื้อขึ้นก่อนจะรีบร้อนจากไป
ตอนแรกซ่งจางเดินอย่างรวดเร็ว พอใกล้จะถึงประตูใหญ่ เขากลับสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วจงใจชะลอฝีเท้าลง
พอมาถึงหลังประตูใหญ่จริงๆ หัวใจของเขาก็เต้นรัวราวกับกลอง ยืนสงบสติอารมณ์อยู่กับที่อยู่นานจึงค่อยส่งสัญญาณให้คนเฝ้าประตูเปิดประตูใหญ่
ถุงป่านใบใหญ่สามใบปรากฏแก่สายตาก่อนเป็นอันดับแรก คราบเลือดที่เข้มข้นบนถุงผ้าทำให้ไม่อาจมองข้ามได้
ซ่งจางมองไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้เตรียมใจ ทันใดนั้นก็ถอยหลังไปก้าวใหญ่ สูดหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเยือก
“กินข้าวแล้วหรือยังเจ้าคะ” ฉินเหยาเอ่ยถามพลางยิ้ม
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนี้ ซ่งจางก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก “เจ้าไม่เป็นอะไรก็…” คำว่า ‘ดี’ คำเดียวนี้ติดอยู่ในลำคอ เมื่อเห็นฉินเหยาที่อาบไปด้วยเลือดสดๆ อย่างไรก็พูดออกมาไม่ได้
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของคนเฝ้าประตูดังขึ้น ซ่งจางจึงได้ผ่อนลมหายใจนั้นออกมาแล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างตกตะลึง “ฉินเหยา เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ เหตุใดจึงอยู่ในสภาพนี้”
“เร็วเข้า ไปตามท่านหมอมา!”
เมื่อเห็นซ่งจางหันหน้าไปจะเรียกคนรับใช้ทั้งหมดมา ฉินเหยาผู้มีใบหน้าเรียบเฉยก็แสยะยิ้มออกมาในที่สุดแล้วโบกมือ “ใต้เท้าไม่ต้องตกใจ ระหว่างทางแค่เจอโจรไร้ตาไม่กี่คนเท่านั้น”
“นั่น” นางชี้ไปที่ถุงผ้าเปื้อนเลือดสามใบที่ดูน่ากลัวอย่างยิ่ง “ศีรษะทั้งหมดอยู่ในนี้แล้ว”
นางเขย่งปลายเท้ายืดคอไปมองด้านหลังซ่งจาง แต่ก็ไม่เห็นคนผู้นั้น ฉินเหยาส่ายศีรษะอย่างดูแคลน “ผู้ตรวจการแผ่นดินหวังจิ่นไม่ได้อยู่กับใต้เท้าหรอกหรือ เหตุใดจึงไม่เห็นเขาเล่า”
“เจ้ารู้ชื่อจริงของเขารึ” ซ่งจางประหลาดใจอย่างยิ่งจนลืมกลัวถุงป่านที่เต็มไปด้วยศีรษะคนตรงหน้าไปเลย
ฉินเหยาชี้ไปที่ถุงใบใหญ่สามใบนั้น “คนตายด้วยดาบของข้าไปตั้งเยอะ การจะรู้ชื่อจริงของเขายังจะยากอีกหรือ”
ข้อมูลของหวังจิ่นนางค้นเจอในอกเสื้อของหัวหน้าคนชุดดำ เครือข่ายข่าวกรองของศัตรูเขานั้นร้ายกาจมาก มันละเอียดเสียจนไม่น่าเชื่อ
ตอนนี้นางไม่เพียงแต่รู้ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินผู้นี้มีชื่อจริงว่าหวังจิ่น นางยังรู้ด้วยว่าบิดาของเขาชื่ออะไร มารดาของเขาเป็นใคร!
อีกทั้ง…เขายังมุ่งเป้าไปที่ใต้เท้าคนนั้นที่แม้แต่ซ่งจางก็ยังไม่กล้าแตะต้อง
นางจำได้ว่าคนผู้นั้นยังมีอีกชื่อหนึ่ง จ้าวต๋า!
หลังจากเห็นชื่อที่คุ้นเคยนี้ ฉินเหยาก็แทบไม่ลังเล ตัดสินใจนำศีรษะนักฆ่าสามสิบหัวมาหาหวังจิ่นทันที
ซ่งจางมองคราบเลือดหนาเตอะบนเสื้อผ้าของฉินเหยาแล้วมองศีรษะคนในถุงใบใหญ่สามใบตรงหน้าก็พลันรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ฝ่าเท้าขึ้นไปถึงกระหม่อม ต้องฝืนทนอย่างยิ่งจึงจะไม่ตัวสั่นเทา
คราวนี้หวังจิ่นทำให้ฉินเหยาขุ่นเคืองอย่างรุนแรงแล้วจริงๆ!
ซ่งจางกดเสียงให้ต่ำลงแล้วถามหยั่งเชิง “ของขวัญชิ้นใหญ่ของเจ้านี้ มอบให้ข้าจริงๆหรือ”
ฉินเหยายืด.อกกล่าว “ย่อมไม่ใช่ของท่านอยู่แล้ว”
“รบกวนใต้เท้าช่วยนำของขวัญชิ้นใหญ่นี้ไปมอบให้หวังจิ่น บอกเขาว่า เขาหวังจิ่นติดค้างหนี้น้ำใจอันใหญ่หลวงต่อข้า ฉินเหยา! เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะมาทวงคืนด้วยตนเอง!”
ทิ้งคำพูดไว้เบื้องหลัง ฉินเหยาก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วประสานหมัด หันหลังสะบัดชายเสื้อที่เปื้อนเลือดกระโดดขึ้นรถม้า จากไปอย่างสง่างาม
ซ่งจางมองตามรถม้าที่จากไปไกลลิบแล้วจึงละสายตากลับมา มองลงไปยังถุงป่านใบใหญ่ที่น่าสะพรึงกลัวสามใบตรงหน้า
กลุ่มนักฆ่าที่ใช้เวลาหลายปี ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจและเงินทองในการสร้างขึ้นมา ถูกทำลายล้างจนสิ้นซาก!
นี่มันมากกว่าการติดค้างหนี้น้ำใจอันใหญ่หลวงเสียอีก
นี่มันคือการติดค้างหนี้น้ำใจอันมหาศาลเลยทีเดียว!
ตอนที่ 489: เมียจ๋าก็ยังไม่ได้นอน
ซ่งจางฝืนทนความรู้สึกอยากจะอาเจียน ยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วถอยกลับเข้าไปในประตู โบกมือให้มุมมืด
ในความมืด มีร่างที่คล่องแคล่วว่องไวหลายร่างกระโจนออกมาทันทีแล้วรีบแบกถุงป่านไปอย่างรวดเร็ว
ซ่งจางไปที่ห้องโถงด้านข้างเพื่อล้างมืออย่างแรงถึงสามครั้งก่อน จากนั้นจึงก้าวเดินไปยังห้องอาหารอย่างหนักอึ้ง
อาหารบนโต๊ะพร่องไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว ซ่งฮูหยินเห็นสามีกลับมาจึงเรียกลูกๆ แล้วขอตัวออกไป
ขณะที่เดินผ่านข้างกายซ่งจาง ซ่งฮูหยินก็สูดจมูกฟุดฟิด พึมพำเสียงเบา “เหตุใดบนตัวท่านจึงมีกลิ่นแปลกๆ น่าคลื่นไส้…”
ซ่งฮูหยินมองซ่งจางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างสงสัย ไม่เห็นที่มาของกลิ่นเหม็นใดๆ จึงได้จากไป
รอจนนางจากไปแล้ว ซ่งจางถึงได้รีบยกชายเสื้อและแขนเสื้อของตนขึ้นมาดม “เห็นได้ชัดว่าไม่มีกลิ่นแล้วนี่ จมูกของพี่สาวไวถึงเพียงนี้เลยหรือ”
ถ้ารู้แต่แรกก็คงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าไปด้วยเสียเลย
สิ่งนี้ทำให้นึกถึงฉินเหยาที่อาบไปด้วยเลือดและถุงป่านใบใหญ่สามใบนั้น…
“อ๊อก…”
ซ่งจางวิ่งออกจากห้องอาหาร ในท้องปั่นป่วน ของเหลวร้อนๆก็พุ่งทะลักออกมา
หวังจิ่นขมวดคิ้วเดินมาข้างหลัง สูดกลิ่นคาวเลือดจางๆในอากาศแล้วถามอย่างเรียบเฉย “ไม่คิดเลยว่านางแค่บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น วรยุทธ์ของฉินเหยาผู้นี้ช่างร้ายกาจจริงๆ”
“ไม่ใช่” ซ่งจางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปาก ยกมือทำท่าเชิญเขาให้เข้าไปข้างใน ทั้งสองคนเดินเข้าไปในห้องโถง ซ่งจางก็รับน้ำชาเย็นมาจากคนรับใช้ บ้วนปากพลางพูดกับหวังจิ่นว่า
“นางไม่ได้บาดเจ็บ”
หวังจิ่นชะงักไป โต้กลับไปตามสัญชาตญาณ “เป็นไปไม่ได้”
เขารู้ดีถึงฝีมือของคู่ต่อสู้ ยิ่งเป็นการยกโขยงมาทั้งหมดด้วยแล้ว
แม้แต่คนที่ทำจากเหล็กก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่บาดเจ็บ ไม่ต้องพูดถึงฉินเหยาที่เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา การที่นางสามารถหนีรอดมาได้ในสภาพบาดเจ็บสาหัสก็นับว่าเหนือกว่าคนธรรมดามากแล้ว
หนีรอดมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บเลย นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร!
คำตอบที่เขาได้รับมา คือสายตาที่เงียบงันแต่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจของซ่งจาง
หวังจิ่นถูกเขามองจนใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก “นายอำเภอซ่ง ท่านมองข้าเช่นนี้ทำไม”
ซ่งจางอยากจะพูดว่า เจ้าตายแน่ เจ้าจบเห่แล้ว เจ้าไปมีเรื่องกับฉินเหยา ทั้งชีวิตนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย!
แต่อีกฝ่ายก็เป็นถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ตำแหน่งเล็กแต่อำนาจใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นระดับตำแหน่งของอีกฝ่ายยังสูงกว่าเขาซึ่งเป็นนายอำเภออยู่ครึ่งขั้น
ดังนั้น คำพูดเหล่านี้จึงได้แต่คิดให้สะใจอยู่ในใจเท่านั้น
ซ่งจางรู้สึกว่าหากตอนนี้เขาบอกหวังจิ่นว่าฉินเหยาไม่เพียงแต่หนีรอดมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ยังพาสามีและพ่อบ้านของนางหนีมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน ทั้งยังกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าจนสิ้นซาก หวังจิ่นก็คงจะคิดว่าเขากำลังยกยอฉินเหยาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ดังนั้น เขาจึงส่งสัญญาณให้หวังจิ่นตามตนมาเพื่อไปดูอะไรที่น่าตื่นเต้นด้วยกัน
จะปล่อยให้เขาอาเจียนเอากับข้าวของเมื่อคืนก่อนออกมาคนเดียวได้อย่างไร
ซ่งจางพาหวังจิ่นไปที่ห้องเก็บศพของจวนที่ว่าการอำเภอ
ศีรษะสามสิบหัวถูกทำความสะอาดและนำออกมาแล้ว จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบสามแถว วางอยู่บนพื้นซึ่งปูด้วยผ้าขาว
ซ่งจางรู้ระดับความกล้าของตนเองดี เขาจึงไม่เข้าไป
เขายกมือทำท่าเชิญให้หวังจิ่นเข้าไป
หวังจิ่นก็ก้าวเข้าไปในห้องเก็บศพอย่างสงสัย พอเงยหน้าขึ้น ร่างกายก็พลันแข็งทื่อราวกับถูกสะกัดจุด ตะลึงงันอยู่กับที่!
ภาพนั้นน่าสยดสยองและน่าตกตะลึงเกินไปจนกระทั่งในช่วงชีวิตที่เหลืออันยาวนานของเขา เพียงแค่ได้ยินคนเอ่ยชื่อ “ฉินเหยา” หวังจิ่นก็จะตัวสั่นอย่างรุนแรงโดยไม่อาจควบคุมได้
เนิ่นนาน หวังจิ่นจึงเดินออกมาจากห้องเก็บศพ ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ ฝีเท้าดูล่องลอยอยู่บ้าง
เขาถามว่า “นางได้ทิ้งคำพูดอะไรไว้หรือไม่”
ซ่งจางจึงนำคำพูดที่ฉินเหยาฝากให้ตนบอกต่อเอ่ยให้ฟังโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
“หากไม่ใช่เพราะวรยุทธ์ของฉินเหยาเหนือชั้น แม้แต่ยอดฝีมือเช่นใต้เท้า เมื่อเผชิญหน้ากับนักฆ่าเหล่านี้ก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย”
หวังจิ่นถอนหายใจ “เฮ้อ~” ออกมาเฮือกหนึ่ง “ข้าก็ไม่เคยคิดเช่นกันว่าพวกเขาจะไม่ละความพยายามที่จะสังหารข้าให้ตายถึงเพียงนี้”
แต่ตอนนี้พูดไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
หวังจิ่นเอ่ยถามหยั่งเชิง “จากความเข้าใจที่ใต้เท้าซ่งมีต่อฉินฮูหยิน ท่านคิดว่าคืนนี้นางจะมาลอบสังหารข้าหรือไม่”
ซ่งจางส่ายศีรษะ “คงไม่หรอกขอรับ แต่ว่า…”
หวังจิ่นเพิ่งจะผ่อนลมหายใจไปได้นิดหนึ่งก็ถูกซ่งจางทำให้ใจโหวงขึ้นมาอีกครั้ง เขาถามอย่างกระวนกระวายว่า “แต่ว่าอะไรหรือ”
ซ่งจางมองหวังจิ่นอย่างเห็นใจ “แต่ว่าน้ำใจครั้งนี้เกรงว่าท่านคงจะชดใช้ได้ไม่ง่ายนัก เท่าที่ข้ารู้จัก นางเป็นคนที่หากมีความแค้นก็จะชำระทันที หากมีโทสะก็จะระบายออกมาทันที แต่ครั้งนี้นางกลับ.อดทนไว้ แสดงว่าสิ่งที่นางวางแผนไว้ในอนาคตย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยธรรมดาเลย”
เมื่อหวังจิ่นได้ยินดังนั้น เขากลับรู้สึกวางใจลงจริงๆ ตอนนี้เขาไม่กลัวว่านางจะมีแผนการอะไร เขากลัวแค่ว่านางจะทนความโกรธนี้ไม่ไหวแล้วตนเองจะต้องมาตายอย่างอนาถในคืนนี้!
“เช่นนี้ก็ดีแล้ว เช่นนี้ก็ดีแล้ว…” หวังจิ่นตบ.อกพึมพำ ไม่กล้าหันกลับไปมองห้องเก็บศพอีกแม้แต่แวบเดียว
เขาเองก็เคยเป็นยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือมาก่อน แต่วันนี้เพิ่งจะรู้ว่าอะไรคือ ‘เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน’ ภูเขาลูกนี้สูงแล้วยังมีภูเขาที่สูงกว่า!
“พี่ซ่ง!”
ขณะที่ทั้งสองคนกลับมาถึงจวนตระกูลซ่งและเตรียมจะแยกย้ายกลับห้องไปนอน หวังจิ่นก็เรียกซ่งจางไว้ทันที
คำว่าพี่ซ่งคำเดียวทำเอาซ่งจางเหงื่อกาฬแตกพลั่ก จะวิ่งหนีไปเลยก็ไม่ดี ได้แต่ฝืนข่มความตื่นตระหนกแล้วหันกลับมา “ใต้เท้ายังมีธุระอะไรอีกหรือขอรับ”
หวังจิ่นเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น “ข้ากลัวความมืด พอมาถึงที่ที่ไม่คุ้นเคยอาการนี้ก็ยิ่งกำเริบหนัก คืนนี้ขอนอนห้องเดียวกับพี่ซ่งได้หรือไม่”
ซ่งจางเข้าใจในทันที นี่คือกลัวว่าฉินเหยาจะมาเด็ดหัวเอาตอนกลางดึกสินะ
เขาคิดในใจ ใต้เท้า ถ้ารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้แล้วทำอย่างนั้นไปตั้งแต่แรกทำไม
ทว่าก็ยังต้องรักษาหน้าเขาเอาไว้ ซ่งจางจึงจำใจตอบตกลง
แต่การนอนเตียงเดียวกันนั้นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ทำได้เพียงนอนห้องเดียวกัน โดยใต้เท้าหวังนอนบนพื้น ส่วนเขานอนบนเตียง
…...
ยามค่ำคืนของอำเภอไม่ได้คึกคักและเจริญรุ่งเรืองเท่ากับเมืองหลวงของมณฑล ขณะนี้เพิ่งจะยามไฮ่ (สามทุ่ม) ร้านรวงต่างๆก็ปิดหมดแล้ว ชาวบ้านต่างก็พากันไปเข้าเฝ้าเง็กเซียนนานแล้ว
หลิวจี้.นอนอยู่บนที่นอนประจำตัวของเขาบนพื้น พลิกไปพลิกมาอย่างไรก็นอนไม่หลับ เขาค่อยๆลุกขึ้นแอบมองไปทางเตียงแล้วดีใจอย่างยิ่ง เมียจ๋าก็ยังไม่ได้นอน!
เขารีบขยับเข้าไปใกล้ วางสองมือบนขอบเตียง เอาศีรษะวางบนหลังมือ เอียงคอยิ้มแล้วถามว่า “เมียจ๋า เจ้าก็นอนไม่หลับหรือ”
ตอนนี้พอหลิวจี้หลับตาลง ตรงหน้าก็จะมีแต่ภาพศีรษะคนที่กองเป็นภูเขา เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเครียดจากเหตุการณ์ฆ่าฟันเมื่อตอนกลางวัน
ฉินเหยาครางรับทีหนึ่ง แต่ที่นางนอนไม่หลับไม่ใช่เพราะเรื่องการฆ่าฟัน
นางกำลังทบทวนรายละเอียดก่อนและหลังที่ถูกหวังจิ่นหักหลังในวันนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ยิ่งโมโหก็ยิ่งคิด เอาล่ะ คราวนี้ไม่ต้องนอนกันพอดี!
หลิวจี้ถามอย่างไม่พอใจ “เมียจ๋า เรื่องนี้พวกเราจะทนไปอย่างนี้จริงๆหรือ หากไม่ใช่เพราะเมียจ๋ามียอดวิชาไร้เทียมทาน วันนี้อันตรายถึงเพียงนั้น พวกเราสามคนคงกลายเป็นศพตัวเย็นชืดไปแล้ว!”
ฉินเหยาไม่พูดอะไร ทว่าความคิดที่สับสนวุ่นวายกลับหยุดลง
หลิวจี้พูดต่ออย่างขุ่นเคือง “ไอ้ขุนนางชั่วนี่ ไม่เห็นชีวิตของชาวบ้านอย่างพวกเราอยู่ในสายตาเลย ถ้ารู้แต่แรก ปล่อยให้เขาถูกนักฆ่าพวกนั้นฆ่าตายเสียก็ดี!”
“ระวังคำพูดด้วย” ฉินเหยาส่ายศีรษะ “ในเมื่อติดค้างหนี้น้ำใจกันแล้ว เรื่องนี้ก็อย่าพูดถึงอีก”
“ต่อให้ฆ่าเขาได้จริงๆ ก็เป็นเพียงการระบายความโกรธเท่านั้น จะมีประโยชน์อะไรกับพวกเราหรือ การกระทำเพื่อความสะใจชั่ววูบเช่นนี้มีความหมายใดกัน การสังหารขุนนางราชสำนักจะนำมาซึ่งภัยล้างตระกูล ไม่คุ้มค่าเลย”
คำพูดเหล่านี้ของฉินเหยา ไม่เหมือนพูดให้หลิวจี้ฟังกลับเหมือนพูดให้ตัวเองฟังเสียมากกว่า
“บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า…การเป็นขุนนาง…ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่จริงๆ”
ภายในห้องพักแขกอันมืดสลัว ได้ยินเพียงเสียงฉินเหยาพึมพำกับตนเองเช่นนี้
หลิวจี้ที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียงพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นจริงจังเป็นพิเศษ “เมียจ๋า รอข้าได้เป็นขุนนางใหญ่เมื่อใด เรื่องแรกที่จะทำก็คือตัดหัวหวังจิ่นมาให้เจ้าเตะเล่น!”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ข้าไม่ใช่คนวิปริตเสียหน่อย” ฉินเหยาตบฉาดหนึ่ง “ไปนอนได้แล้ว!”
หลิวจี้รีบล้มตัวลงนอน หลบได้อย่างพอดิบพอดี
ทว่าเงียบยังไม่ทันได้ถึงสามวินาที เขาก็ยื่นศีรษะขึ้นมาอีกครั้ง “เมียจ๋า ตอนนี้เจ้าอารมณ์ดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง”
ฉินเหยา “…”
เมื่อไม่ได้รับการตอบกลับ ใครบางคนก็เอาแต่ร้องเรียก “เมียจ๋า เมียจ๋า” ไม่หยุดราวกับสวดมนต์จนฉินเหยาที่รำคาญคว้าหมอนขว้างใส่เขา “หุบปากแล้วนอนไปเลย!”
หลิวจี้ “โอ้~”
เขานำหมอนที่ลอยมาหนุนไว้ใต้ศีรษะ ซบใบหน้าลงไปแล้วสูดดมเบาๆทีหนึ่ง กลิ่นหอมประหลาดทำใจสั่นไหวไปพักหนึ่ง จากนั้นจึงผล็อยหลับไป
ตอนที่ 490: จัดให้ยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ
หลังจากพักที่โรงเตี๊ยมในอำเภอหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นฉินเหยาและหลิวจี้ก็แยกกันเป็นสองทาง
ฉินเหยาและซ่งอวี้ไปซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันและขนมขบเคี้ยวกลับบ้านเพื่อให้เด็กๆได้ดีใจ
ส่วนหลิวจี้นำเอกสารประจำตัวของตนไปที่ที่ว่าการอำเภอเพื่อดำเนินการเรื่องทะเบียนบ้าน เพิ่มตำแหน่งบัณฑิตเข้าไปและถือโอกาสยื่นคำร้องขอเอกสารที่จำเป็นสำหรับการสอบระดับย่วนซื่อไว้ล่วงหน้า
เวลาค่อนข้างกระชั้นชิดเพื่อไม่ให้กระทบกำหนดการเดินทางไปสอบระดับย่วนซื่อหลิวจี้จึงมีเวลาเพียงห้าวันเท่านั้น
อย่างช้าที่สุดคือในอีกห้าวัน เขาจะต้องนำเอกสารรับรองทั้งหมดเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อสมทบกับฉีเซียนกวน
ตามความเห็นของฉินเหยา ในเมื่อเวลามีจำกัด เรื่องเอกสารรับรองจากหมู่บ้านและอื่นๆ นางสามารถกลับไปเตรียมที่หมู่บ้านแทนเขาแล้วนำมาส่งให้ที่อำเภอโดยตรงได้เลย เพื่อให้หลิวจี้อยู่จัดการเรื่องราวต่างๆในอำเภอให้เสร็จสิ้นไป
น่าเสียดายที่บางคนทำตัวเป็นกอเอี๊ยะหนังหมาตามติดแจ บอกว่าจะกลับหมู่บ้านไปกับนางให้ได้
เหตุผลก็คือ บรรดาเด็กๆไม่ได้เจอหน้าพ่อแท้ๆมานานแล้ว ควรให้พวกเขาได้พบกันบ้าง
อีกอย่างเผื่อว่ามีเรื่องการบ้านที่ฉินเหยาจัดการไม่ได้ก็ยังต้องพึ่งเขาอยู่ดี
“เจ้าเคยพูดว่าอย่างไรนะ ไม่ว่าจะอย่างไรก็จะปล่อยให้เรื่องสำคัญอย่างการเรียนของลูกต้องล่าช้าไม่ได้” หลิวจี้กล่าวอย่างจริงจัง
ซ่งอวี้เตือนจากข้างๆ “ฮูหยินพูดว่าต่อให้จนก็จนการศึกษาไม่ได้ ต่อให้ลำบากก็ลำบากลูกไม่ได้ขอรับ”
หลิวจี้พยักหน้าหงึกๆ “ใช่ ข้าก็หมายความเช่นนั้นแหละ ดังนั้นฮูหยิน เจ้าต้องรอข้ากลับมานะ พวกเราจะได้ออกจากเมืองไปพร้อมกัน!”
เพราะกลัวว่าฉินเหยาจะรอไม่ไหว หลิวจี้จึงรีบสะพายหีบหนังสือแสนโดดเด่นของตนแล้วมุ่งหน้าไปยังจวนที่ว่าการอำเภอทันที
ฉินเหยายักไหล่ บอกให้ซ่งอวี้ไปเตรียมรถม้าให้พร้อมแล้วออกไปซื้อของ
ข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และธัญพืชที่บ้านตอนนี้ไม่ขาดแคลน ส่วนผักสดนั้นนับตั้งแต่อาวั่งบุกเบิกสวนผักก็ไม่เคยขาดอีกเลย
แต่ที่เป็นปัญหาคือเนื้อสดและเครื่องปรุงรส ด้วยคนที่บ้านมีมากจึงไม่เคยพอกิน
วันนี้ฉินเหยาตื่นแต่เช้า พอดีกับที่เขียงหมูมีเนื้อสดมาลง นางจึงซื้อกลับไปถึงครึ่งซีก
ข่าวที่หลิวจี้สอบผ่านการสอบระดับฝู่ซื่อครั้งนี้คงจะแพร่มาถึงอำเภอแล้ว ถึงแม้พวกนางไม่อยากจะจัดงานเลี้ยง แต่คนในหมู่บ้านก็คงจะมาแสดงความยินดี ในฐานะเจ้าบ้านก็ต้องเลี้ยงอาหารดีๆสักมื้อ
ระหว่างทางผ่านร้านขายของชำก็ได้ซื้อของแห้งอย่างถั่วลิสง เห็ดหูหนู และเห็ดอื่นๆอีกไม่น้อย
ส่วนของอย่างอื่น แค่เพิ่มเมล็ดแตงโมและลูกกวาดอีกหน่อยก็พอแล้ว ที่หมู่บ้านมีทั้งไก่ เป็ด ปลา เนื้อสัตว์ครบครัน ถึงเวลาค่อยหาซื้อสดๆก็ได้
ฉินเหยาจัดการธุระจนถึงช่วงสายก็กลับมาที่โรงเตี๊ยม
หลิวจี้กลับมาถึงตอนเที่ยงพอดี ร้อนจนเหงื่อท่วมหัว
ฉินเหยาสั่งอาหารง่ายๆ ทั้งสามคนหลังจากที่กินที่โรงเตี๊ยมจนอิ่มท้องแล้วก็ออกเดินทางกลับบ้าน
นับดูแล้ว ครั้งนี้พวกเขาจากบ้านไปนานกว่าที่คาดไว้ เดิมทีฉินเหยาตั้งใจว่าจะใช้เวลาแค่เจ็ดแปดวัน ไม่คิดว่าพอมีเรื่องติดขัดก็กลายเป็นว่าจากไปถึงครึ่งเดือน
ไม่รู้ว่าเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ซานหลางซื่อเหนียงจะโกรธนางหรือไม่
แต่ว่า…เมื่อหันไปมองผลไม้แห้งที่ห่อด้วยกระดาษเคลือบน้ำมันจนเต็มอยู่ในตัวรถม้า ฉินเหยาก็รู้สึกว่าคงไม่มีปัญหาอะไร
สองสามวันนี้อากาศร้อนเกินไป ทางสำนักศึกษากลัวว่านักเรียนจะเป็นไข้แดดจึงได้อนุมัติวันหยุดเป็นพิเศษห้าวัน ให้นักเรียนกลับบ้านไปพักผ่อนหลบร้อน
วันนี้เป็นวันหยุดวันแรกพอดี รถม้าค่อยๆแล่นผ่านถนนหลวง เลี้ยวเข้าสู่เส้นทางเล็กๆในชนบท ริมฝั่งแม่น้ำตลอดเส้นทาง มักจะเห็นกลุ่มเด็กซนเล่นน้ำอยู่ริมแม่น้ำเป็นครั้งคราว
แม่น้ำแถบนี้ไม่ลึก พวกผู้ใหญ่ก็ไม่ค่อยจะจัดการดูแลเท่าไหร่กลับเป็นคนเดินทางผ่านอย่างฉินเหยาทั้งสามคนที่มองดูแล้วใจหายใจคว่ำ
พอเห็นเด็กคนไหนจะลงน้ำ ซ่งอวี้ก็จะตะโกนเสียงดังขึ้นมาทันที
เด็กเหล่านั้นพอถูกเขาตะคอกใส่ก็ตกใจจนแตกฮือไปคนละทิศละทาง
“อย่าเห็นว่าน้ำตื้นเชียว มันก็ทำให้คนจมน้ำตายได้เหมือนกันนะ” ซ่งอวี้ส่ายหน้าถอนหายใจอย่างจนใจ
ตอนที่เด็กในหมู่บ้านตระกูลหลิวตกน้ำ หลิวจี้ไม่อยู่บ้าน มารู้เรื่องทีหลังก็ตอนที่ซ่งอวี้เล่าให้ฟัง
ขณะนี้มองดูเด็กๆที่ตกใจวิ่งหนีไปไกล เขาก็แอบคิดในใจว่า หากกลับหมู่บ้านไปแล้วเจอว่าต้าหลางพาน้องชายน้องสาวไปเล่นน้ำในแม่น้ำ จะต้องจับมาสั่งสอนให้หนักสักยก
ในขณะนี้ ทั้งสามคนที่เพิ่งขับรถผ่านหมู่บ้านเซี่ยเหอยังไม่รู้เลยว่าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านได้เตรียมเรื่องน่าประหลาดใจครั้งใหญ่ไว้ให้พวกเขาแล้ว
สองวันก่อน เมื่อรายชื่อผู้สอบผ่านการสอบระดับฝู่ซื่อของจังหวัดจื่อจิงได้ถูกนำมาติดไว้บนกระดานประกาศนอกที่ว่าการอำเภอไคหยาง
หลิวเฝยซึ่งอยู่ที่สำนักศึกษาเมื่อได้ข่าวก็รีบไปดูทันที เขากวาดตามองรายชื่อตั้งแต่ต้นจนจบ เดิมทีก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่เมื่อเห็นชื่อหลิวจี้สองคำนี้อยู่ที่อันดับท้ายสุดก็ไม่อาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไปแล้วระเบิดร้องเสียงแหลมออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
“สอบได้แล้ว! สอบได้แล้ว!” เขาตื่นเต้นจนหมุนตัวอยู่กับที่ราวกับว่าคนที่สอบได้เป็นตนเองเสียอย่างนั้น
คนอื่นๆ เมื่อเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาถามว่าใครกันที่สอบได้
หลิวเฝยที่ปกติเวลาอยู่ข้างนอกมักจะเรียกชื่อหลิวจี้ตรงๆ ตอนนี้กลับชี้ไปที่ชื่อบนกระดานประกาศแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า
“พี่ชายข้าเอง พี่สามของข้าสอบได้แล้ว!”
คนอื่นๆ ต่างก็ยิ้มและร่วมแสดงความยินดีกับเขา
หลิวเฝยรีบขอบคุณในความหวังดีของทุกคน เขามองดูชื่อบนกระดานประกาศอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ตาฝาดไปแล้วรีบวิ่งกลับไปที่สำนักศึกษาเพื่อเก็บสัมภาระ รีบรุดเดินทางกลับหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อแจ้งข่าวดีนี้ให้แก่คนทั้งหมู่บ้านโดยไม่หยุดพักแม้แต่น้อย
หลิวเหล่าฮั่นพยายามข่มใจที่ตื่นเต้นและมือที่สั่นเทาเอาไว้แล้วหัวเราะฮ่าๆ “บรรพบุรุษคุ้มครองจริงๆ!”
จากนั้นก็ถามหลิวไป่ว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหยาเหนียงจะกลับบ้านวันไหน”
ในเมื่อเจ้าสามสอบได้แล้วก็ต้องกลับมาพร้อมกับเหยาเหนียงเพื่อมาพบปะกับพ่อแม่พี่น้องในหมู่บ้านอย่างแน่นอน!
หลิวไป่คำนวณวันดูแล้วกล่าวว่า “อย่างเร็วที่สุดก็พรุ่งนี้ ช้าที่สุดก็มะรืนนี้ก็น่าจะถึงแล้ว”
หลิวเหล่าฮั่นลูบศีรษะที่กำลังงุนงงของต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงทั้งสี่พี่น้องแล้วโบกมือ “จัดงาน! ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่!”
เห็นบ้านหลิวต้าฝูรุ่งเรืองมานานหลายปี จะบอกว่าไม่อิจฉาก็คงเป็นไปไม่ได้ ในที่สุดคราวนี้ก็ถึงคราวที่เรือนเก่าตระกูลหลิวของพวกเขาจะได้รุ่งเรืองบ้างแล้ว
นางจางก็ดีใจเช่นกัน แต่ก็ลังเลอยู่บ้าง “รอให้เหยาเหนียงกลับมาก่อนแล้วค่อยปรึกษากันดีหรือไม่”
“ไม่ต้อง!” หลิวเหล่าฮั่นมั่นใจเต็มเปี่ยม “ต่อให้เหยาเหนียงรู้ นางก็ต้องเห็นด้วยที่จะจัดงานใหญ่ เจ้าวางใจไปจัดการเถอะ”
พูดพลางก็ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนเป็นครั้งแรก เขาบอกนางจางและบรรดาลูกสะใภ้ว่าถ้าต้องการใช้เงินก็ให้มาขอจากเขาได้เลย หลายปีมานี้เขาแอบเก็บเงินส่วนตัวไว้บ้าง คราวนี้ดีใจ จะใช้ทั้งหมดก็ไม่เป็นไร
หลิวเหล่าฮั่นที่กำลังมีความสุข รับคำยินดีจากชาวบ้าน ไม่ได้สังเกตเห็นสายตาที่ราวกับจะกินคนของนางจางเลย
นอนเตียงเดียวกันมาหลายปี นางกลับไม่เคยรู้เลยว่าตาเฒ่าบ้านี่แอบซ่อนเงินเก็บส่วนตัวไว้!
นางเหอและนางชิวที่สังเกตเห็นว่าท่าทีของแม่สามีไม่ปกติก็ลอบสบตากัน ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับสายตาอิจฉาของเหล่าหญิงสาวในหมู่บ้านก็รีบหลบฉากไป
พ่อสามีบอกว่าจะจัดงานใหญ่ พวกนางย่อมไม่ลืมที่จะแจ้งข่าวให้บ้านเดิมของตนทราบ
เมื่อคิดว่าในอนาคตตนเองจะได้เป็นถึงพี่สะใภ้แท้ๆ ของซิ่วไฉกง นางเหอก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มจนแก้มปริ
อาศัยบารมีของอาสามของเขา คราวนี้พ่อแม่พี่น้องที่บ้านเดิมจะไม่เอาใจนางผู้นี้ได้อย่างไร
นางชิวเป็นคนคิดมากโดยธรรมชาติ หลังจากดีใจแล้วก็เริ่มครุ่นคิดถึงแผนการจัดงานใหญ่ ทั้งรู้สึกดีใจและกังวล
พวกต้าหลางสี่พี่น้องเบียดเสียดฝูงชนออกมาจากประตูหลังของเรือนเก่าได้อย่างยากลำบาก มองดูท้องฟ้าสีครามแล้วมองดูพื้นดินสีเทาอมเหลือง สุดท้ายก็สบตากันแล้วยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว
ซื่อเหนียงกำหมัดแล้วพูดอย่างดีใจ “ในที่สุดท่านพ่อก็ทำให้พวกเราได้เชิดหน้าชูตาสักครั้ง”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อกแทนท่านพ่อของตนเช่นกัน ต่อไปท่านพ่อน่าจะโดนตีน้อยลงแล้วสินะ ครอบครัวจะได้ปรองดองกันมากขึ้น~
ซานหลางเป็นคนประเภทลงมือทำทันทีจึงตะโกนเรียกเสี่ยวไหลฝูที่ยังหัวเราะเล่นอยู่กับเด็กในหมู่บ้านแถบเรือนเก่า ว่า “ไปกัน! พวกเราไปรอท่านพ่อท่านแม่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน!”
ท่านแม่บอกว่าตอนกลับมาจะเอาของอร่อยมาฝากเขา พอนึกถึงถังหูลู่รสเปรี้ยวอมหวานและผลไม้แห้งที่ช่วยเรียกน้ำย่อย ซานหลางก็อยากกินจนกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
จบตอน
Comments
Post a Comment