stepmother ep491-500

ตอนที่ 491: เหลิง


“มาแล้ว! มาแล้ว!”


เสี่ยวไหลฝูจูงมือซานหลาง ทั้งสองคนวิ่งหน้าตั้งกลับมาจากช่องเขาตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน วิ่งพลางตะโกนเรียกเสียงดังลั่นอย่างตื่นเต้น


ต้าหลางและเอ้อร์หลางที่รออยู่หน้าโรงงานเครื่องเขียนพอได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งเฮือก รีบวิ่งกลับไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านทันที


ได้ยินเพียงเสียงของเอ้อร์หลางตะโกนก้องว่า “ท่านอาอาวั่ง ท่านพ่อท่านแม่ของข้ากลับมาแล้ว!”


อาวั่งและอินเยว่ที่กำลังนั่งเรียนอยู่ใต้ระฆังทองแดงกลางหมู่บ้านพลันหยุดชะงักแล้วพรวดพราดลุกขึ้นยืน


อาวั่งตีระฆังเพื่อส่งสัญญาณให้ชาวบ้านมารวมตัวกัน


อินเยว่รีบหยิบป้ายผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะหินขึ้นมาถือไว้ข้างหนึ่งแล้วโยนอีกข้างให้อาวั่ง


ทั้งสองคนก้าวแยกออกไปทางซ้ายและขวา พรึ่บเดียว ป้ายผ้าสีแดงผืนหนึ่งก็ค่อยๆ ถูกกางออก


เมื่อเห็นชาวบ้านรีบแบกกลองใบใหญ่และหิ้วฆ้องทองแดงมารวมตัวกัน ทั้งสองก็สบตากันครั้งหนึ่ง ก่อนจะชูป้ายผ้าเดินตรงไปข้างหน้า


“เมียจ๋า เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่”


ตรงช่องเขา หลิวจี้ที่นั่งอยู่บนคานลากรถม้าพลันหูกระดิก เขาเอ่ยถามคนที่อยู่ด้านหลังอย่างสงสัย


ฉินเหยาซึ่งกำลังหลับตาพักผ่อนอยู่ในรถม้า พอได้ยินก็ลืมตาขึ้นพลางเงี่ยหูฟัง เสียงฆ้องกลองดังสนั่นหวั่นไหวและใกล้เข้ามาทุกขณะ


ครู่ต่อมา รถม้าก็วิ่งพ้นจากช่องเขา ทันใดนั้นประทัดสองม้วนก็ราวกับร่วงหล่นจากฟ้า เสียงประทัดที่ดังเปรี๊ยะปร๊ะทำให้ทั้งม้าหนึ่งตัวและคนสามคนตกใจเป็นอย่างมาก


ฉินเหยาโผล่หน้าออกจากตัวรถม้า เงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นตอของเสียงฆ้องกลองที่ดังสนั่น ดวงตาของนางก็พลันเบิกกว้าง


เห็นเพียงเงาคนจำนวนมากอยู่เบื้องหน้า ดูจากท่าแล้ว คาดว่าผู้เฒ่าและเด็กๆ จากหมู่บ้านตระกูลหลิวคงพากันมาจนหมดสิ้นแล้ว


สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเป็นอันดับแรกคือป้ายผ้าสีแดงสด บนนั้นเขียนไว้ว่า ‘ยินดีต้อนรับซิ่วไฉกงหลิวจี้กลับสู่บ้านเกิด!’


ใต้ป้ายผ้าคือกลองใบใหญ่ที่ฉินเหยาไม่เคยเห็นมาก่อน ต้าหลางยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นว่านางมองมา ค้อนไม้ในมือก็ทุบลงไป ‘ตุ้ม ตุ้ม’ เสียงกลองดังกึกก้องสะเทือนฟ้า


ด้านหลังกลองคือเหล่าคนจากเรือนเก่าตระกูลหลิวที่กำลังถือผ้าสีโบกสะบัดอย่างสุดแรง


ส่วนชาวบ้านที่เหลือล้วนล้อมอยู่ด้านหลัง ตะโกนข้อความบนป้ายผ้าเสียงดังว่า “ยินดีต้อนรับซิ่วไฉกงหลิวจี้กลับสู่บ้านเกิด!”


เสียงที่ดังสนั่นนั้นทำให้หลิวจี้ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ


จากนั้นมุมปากก็ยกสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งชนิดที่ห้ามไม่อยู่ แทบไม่ต้องครุ่นคิด เขาลุกขึ้นยืนบนคานลากรถม้าตามสัญชาตญาณ โบกแขนทั้งสองข้างตอบรับอย่างอบอุ่น “พี่น้องทั้งหลาย ข้าเจ้าหลิวสามกลับมาแล้ว!”


เมื่อได้รับการตอบรับ ทุกคนก็ยิ่งตื่นเต้น โบกผ้าสีในมือราวกับจะให้มันขาดสะบั้นไปข้างหนึ่ง


ซ่งอวี้เร่งรถม้ามาถึงเบื้องหน้าทุกคน ซื่อเหนียงวิ่งออกมาพร้อมกับดอกไม้ป่าช่อใหญ่ในอ้อมแขน นางยิ้มพลางยื่นให้ท่านพ่อ จากนั้นก็ไม่แม้แต่จะมองอ้อมแขนที่พ่อของนางกางออกรอกลับกระโดดขึ้นไปบนรถม้าแล้วโผเข้าสู่อ้อมกอดของท่านแม่ทันที


ฉินเหยาลูบศีรษะเล็กๆของนางเบาๆ พลางมองไปยังอาวั่งและอินเยว่ที่ชูป้ายผ้าสูง มุมปากของนางพลันกระตุกอย่างแรง ด้านหนึ่งเค้นรอยยิ้มเพื่อรับมือกับความกระตือรือร้นของชาวบ้าน อีกด้านหนึ่งก็กัดฟันถามเสียงลอดไรฟัน


“นี่เป็นความคิดของผู้ใด”


ซื่อเหนียงกระซิบข้างหูท่านแม่ “เป็นความคิดของพวกเราทุกคนเจ้าค่ะ แต่ท่านปู่เป็นคนต้นคิด”


“ท่านแม่ ที่บ้านจัดโต๊ะเลี้ยงแล้วนะเจ้าคะ เมื่อวานรอพวกท่านไม่มา ทุกคนก็กินกันไปแล้วรอบหนึ่ง ทั้งป้าใหญ่ ภรรยาท่านลุงรองแล้วก็ญาติๆฝั่งบ้านเดิมของท่านย่า ทุกคนมากันหมดเลยเจ้าค่ะ!”


พูดพลางชี้ไปที่กลองใบใหญ่ที่พี่ใหญ่กำลังตีอย่างเมามันจนเสียงดังตุ้มๆ “กลองใบใหญ่นี่ยังยืมมาจากหมู่บ้านของภรรยาของท่านลุงรองด้วย”


“ท่านแม่ ท่านพ่อของข้าเป็นซิ่วไฉแล้วจริงๆหรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงเบิกตากลมโตอย่างคาดหวัง ถามด้วยความดีใจ


ฉินเหยาพยักหน้า รอยยิ้มที่มุมปากจริงใจขึ้นเล็กน้อย “ใช่แล้ว ได้ที่โหล่เลยล่ะ”


ซื่อเหนียงไม่สนใจเลยว่าจะได้ลำดับที่เท่าไร ในเมื่อท่านแม่บอกว่าเป็นก็หมายความว่าตอนนี้ท่านพ่อเป็นซิ่วไฉตัวจริงเสียงจริงแล้ว!


เด็กหญิงตัวน้อยซบอยู่ในอ้อมอกของท่านแม่ มองแผ่นหลังสูงใหญ่ที่กำลังถูกชาวบ้านห้อมล้อมเดินเข้าไปในหมู่บ้านด้วยรอยยิ้ม นางก็พลันรู้สึกว่า ท่านพ่อในวันนี้สิจึงจะสมกับเป็นท่านพ่อ


“ผู้ใหญ่บ้าน ยินดีด้วยขอรับ! ตอนนี้ท่านก็ได้เป็นฮูหยินซิ่วไฉแล้ว!”


หลิวต้าฝูเดินออกมาจากฝูงชน มาหยุดอยู่หน้ารถม้าแล้วกล่าวแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้ม


ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับฉินเหยาก็ตามมาสมทบเพื่อแสดงความยินดีกับนาง ในไม่ช้า รถม้าก็ถูกห้อมล้อมจนไม่มีทางไป


ฉินเหยาไม่เหมือนหลิวจี้ที่คล่องแคล่วราวกับปลาได้น้ำ นางกลัวสถานการณ์ที่คนเยอะๆเช่นนี้จะตาย พอฝืนรับคำไปได้สองสามประโยคก็ส่งสัญญาณให้ซ่งอวี้เคลื่อนรถกลับบ้านราวกับจะหลบหนี


ทว่าพอมาถึงหน้าประตูบ้าน นางถึงได้รู้ว่าที่เมื่อครู่ซื่อเหนียงบอกว่าที่บ้านจัดงานเลี้ยงนั้นเป็นอย่างไร


สวนหลังบ้านของนางถูกขยับขยาย กำแพงล้อมรอบถูกสร้างเสร็จเรียบร้อย ตัวบ้านสร้างไปแล้วกว่าครึ่ง ที่เหลือล้วนเป็นที่ว่างกว้างขวาง


ในเวลานี้ ที่เรือนส่วนหน้ามีโต๊ะจัดเลี้ยงยาวเหยียดหนึ่งแถวยังไม่พอ สวนหลังบ้านยิ่งน่าตกใจกว่า มีโต๊ะจัดเลี้ยงถึงสามแถว ทำเอาฉินเหยาตกตะลึงไปเลย


“โอ๊ะ! นั่นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวมาแล้ว!”


ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้น ฉินเหยาที่เพิ่งหนีจากปากทางเข้าหมู่บ้านก็ถูกเหล่าญาติจากต่างหมู่บ้านที่อยู่ในลานบ้านเข้ามารุมล้อม


ซื่อเหนียงมองใบหน้าที่ยิ้มจนแข็งค้างของท่านแม่ก็ป้องปากแอบหัวเราะ แอบลงจากรถม้าเพื่อไปตามกองหนุน


เพราะฉินเหยาขับรถม้ามา ความเร็วจึงไวกว่าพวกของหลิวจี้ที่เดินเท้าอยู่บ้าง ในตอนนี้กองทัพใหญ่ของหมู่บ้านตระกูลหลิวและหลิวจี้ยังคงอยู่ข้างหลัง


ตามธรรมเนียม เมื่อถูกหลิวเหล่าฮั่นลากมาที่ศาลบรรพชน จะต้องคุกเข่าคารวะบรรพบุรุษก่อน พอเสร็จพิธีแล้ว ทุกคนจึงพากันมุ่งหน้าไปยังเรือนของฉินเหยา


“ท่านพ่อ!” ซื่อเหนียงอาศัยความตัวเล็กของตนมุดผ่านฝูงชนเข้าไปราวกับปลาไหลจนมาถึงเบื้องหน้าท่านพ่อที่กำลังดีใจจนลืมตัว นางกระตุกแขนเสื้อของเขาอย่างแรง บิดาแก่ๆจึงเพิ่งจะก้มหน้าลงมาเห็น


ซื่อเหนียงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงเอ่ยว่า “ท่านแม่เรียกเจ้าค่ะ!”


บิดาแก่ๆ พลันได้สติในทันที เขาโบกมือปฏิเสธคำเชิญของชาวบ้านที่ชวนไปดื่มเหล้าที่บ้านเป็นพัลวันพลางแหวกกลุ่มพี่น้องที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้า พลางวิ่งกลับบ้านและตะโกนไปด้วยว่า


“ไปๆๆ ไปที่บ้านข้ากันให้หมด ข้าจะเอาเหล้าดีที่บ้านออกมา คืนนี้พวกเราไม่เมาไม่เลิก!”


ทุกคนพากันหัวเราะแล้วเดินตามไปเป็นขบวน


พวกเด็กๆดีใจกันที่สุด มีต้าหลางและจินเป่านำขบวน ด้านหลังมีเด็กเล็กๆเดินตามเป็นพรวน วิ่งวุ่นไปมาในลานบ้าน ไม่ยอมพลาดของอร่อยแม้สักอย่างเดียว


โต๊ะจัดเลี้ยงเตรียมพร้อมแล้ว พอคนมากันครบ นางเหอและหลี่ซื่อก็ตวัดตะหลิว เริ่มงานเลี้ยง!


เนื้อหมูครึ่งซีกที่ฉินเหยาซื้อกลับมาไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย หลิวเหล่าฮั่นควักเงินเก็บส่วนตัวทั้งหมดออกมาซื้อหมูอ้วนมาทั้งตัว รับรองว่ามีข้าวและเนื้อให้กินอย่างไม่อั้น


แม้นางจางจะอดบ่นไม่ได้ว่าพวกเขาบ้าตามกระแส แต่ครั้งนี้หลิวจี้ก็ทำให้ทั้งบ้านได้หน้าไม่น้อย เอาเถอะ…ก็ปล่อยให้พวกเขาบ้ากันไปอีกสักสองสามวันก็แล้วกัน


คืนที่ฉินเหยาได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านยังไม่คึกคักเท่าวันนี้ ตลอดงานเลี้ยงแม้ว่านางจะไม่ต้องกังวลใจอะไรเลย แต่กลับรู้สึกมึนงงอยู่ตลอดเวลา


จนกระทั่งเที่ยงคืน ทุกคนแยกย้ายกันกลับไป ในลานบ้านพลันเงียบสงบลง เมื่อมองดูสภาพที่เละเทะเกลื่อนลานบ้าน นางถึงค่อยรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง


หลิวจี้เมาจนหมดสติ อาวั่งแบกเขาไปยังห้องหนังสือและจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้นายท่านใหญ่ผู้หล่อเหลาองอาจของตนอย่างยากลำบาก จากนั้นจึงถอยออกมา


หลังงานเลี้ยงมีถ้วยชามหม้อไหกองอยู่มากมาย อาวั่งเก็บกวาดเรือนส่วนหน้า หลี่ซื่อรับผิดชอบสวนหลังบ้าน ซ่งอวี้และเสี่ยวไหลฝูก็เข้ามาช่วยด้วย ไม่เช่นนั้นคงเก็บกวาดไม่เสร็จ


ส่วนพวกต้าหลางสี่พี่น้องพากันเล่นกับเด็กๆในหมู่บ้านจนลืมโลก ตอนที่ท่านแม่กลับมาก็ยังไม่ทันได้มาเจอหน้า ตอนนี้พลังงานหมดเกลี้ยงแล้วจึงนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง


อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาที่ได้สัมผัสถึงความรักความเอาใจใส่ในเชิงบวกจากบิดา


ชาวบ้านที่เคยรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขาอย่างยิ่งในวันวาน วันนี้กลับยกย่องพวกเขาเสียจนลอย


เมื่อต้องเผชิญกับความห่วงใยและไมตรีจิตมากมายขนาดนี้อย่างกะทันหัน แม้แต่ผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหลิงขึ้นมาบ้าง นับประสาอะไรกับเด็กๆที่เคยถูกกีดกันมาโดยตลอด


ฉินเหยามองจันทร์เสี้ยวสว่างนอกหน้าต่างแล้วยิ้มบางๆ นางวางผลไม้แห้งที่ซื้อมาไว้ข้างหัวเตียงของเด็กๆ จุมพิตที่หน้าผากของพวกเขาแต่ละคน แล้วกล่าวว่า “ราตรีสวัสดิ์”


ตอนที่ 492: คนประเภทเดียวกัน


ในครั้งนี้ฉินเหยานอนหลับสนิทมาก แม้แต่เสียงก่อสร้างบ้านในสวนหลังบ้านก็ไม่สามารถปลุกนางให้ตื่นได้


หลิวจี้คนขี้เมานั่นยิ่งหลับเป็นตาย เขานอนหลับลึกไปจนถึงบ่ายถึงเพิ่งจะตื่นขึ้นมาในสภาพที่ราวกับลืมวันลืมคืน


ฉินเหยาตื่นก่อนเขาหนึ่งชั่วยามและได้พาพวกเด็กๆไปที่เรือนเก่ามารอบหนึ่งแล้ว


ฉินเหยานำเงินสิบตำลึงไปให้หลิวเหล่าฮั่น นางจะปล่อยให้ผู้เฒ่าเป็นคนออกเงินค่าจัดเลี้ยงได้อย่างไร ย่อมต้องนำเงินไปคืนให้อยู่แล้ว


ส่วนที่เกินมาก็ถือว่าเป็นค่าเหนื่อยให้กับท่านผู้เฒ่าไป


ตอนแรกหลิวเหล่าฮั่นไม่ยอมรับ แต่พอนึกถึงเมื่อคืนที่กลับบ้านไปแล้วโดนนางจางบิดหูจนเจ็บระบมก็สูดปากรับเงินไปอย่างอิดออด


ฉินเหยาส่งยิ้มล้อเลียนราวกับมองออกทุกอย่าง พยักหน้าให้ชายชราแล้วจึงนำขบวนหางน้อยๆทั้งสี่ของนางจากไปเพื่อเริ่มตรวจตราตามที่ต่างๆ


ที่โรงงานเครื่องเขียนมีซ่งอวี้อยู่ เรื่องนั้นจึงไม่รีบร้อน


นางไปดูความคืบหน้าที่สำนักศึกษาก่อน


ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงติดตามท่านแม่ไปไม่ห่างกาย


พอตื่นเช้ามาเห็นผลไม้แห้งที่หัวเตียง สามพี่น้องชายจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้พวกเขาไม่ได้ทักทายท่านแม่ที่กลับมาถึงบ้านเลย


หัวใจที่พองฟูจากการประจบประแจงของชาวบ้านพลันสงบลงไม่น้อย เมื่อมองผลไม้แห้งในมืออีกครั้งก็รู้สึกผิดขึ้นมาในใจ


ด้วยเหตุนี้ เมื่อเช้าสามพี่น้องจึงเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องของฉินเหยา ภายในระยะหนึ่งจั้งไม่มีคนหรือสัตว์เลี้ยงเข้ามาใกล้ได้ ใครกล้ารบกวนการนอนของท่านแม่ พวกเขาก็จะถลึงตาใส่คนนั้น


แม้แต่หลี่ซื่อที่กำลังทำอาหารก็ยังต้องเคลื่อนไหวให้เบาลงโดยไม่รู้ตัว พอนางรู้ตัวอีกทีก็ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี


ตอนนี้ฉินเหยาบอกสามพี่น้องไปแล้วว่าตนไม่ได้โกรธ แต่ทั้งสามที่ยังรู้สึกผิดก็ยังไม่ยอมไปไหน


พวกเขาเดินตามหลังฉินเหยาและถามไม่หยุดว่า “ท่านแม่ มีอะไรให้พวกเราทำหรือไม่ขอรับ”


ต้าหลาง “น้าเหยา ท่านอยากดื่มน้ำหรือไม่ขอรับ”


เอ้อร์หลาง “ท่านแม่ ท่านร้อนหรือไม่ ให้ข้าใช้ใบตองพัดให้เอาไหมขอรับ”


ซานหลางที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ เอ่ยถามว่า “ท่านแม่ ท่านหิวหรือไม่ จะกินผลไม้แห้งหน่อยไหมขอรับ”


ซื่อเหนียงจูงมือท่านแม่ หันกลับไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พวกพี่ชายแล้วกระซิบกับฉินเหยาเสียงเบาว่า “ท่านแม่ เราอย่าไปสนใจพวกเขาเลยเจ้าค่ะ”


ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ เมื่อเด็กๆได้ยินเสียงหัวเราะของนางก็พากันหัวเราะตามอย่างเซ่อซ่า ทั่วทั้งภูเขาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของห้าแม่ลูก


ฉินเหยาเด็ดหญ้าหางสุนัขต้นหนึ่งมาหมุนเล่นบนปลายนิ้ว ความรู้สึกของการได้กลับบ้านนี่มันดีจริงๆ!


สำนักศึกษาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ตอนนี้ลุงเก้าได้จัดตารางการทำงานให้ชาวบ้าน ทุกคนจะผลัดกันมาทำงานครึ่งวัน เพื่อไม่ให้กระทบกับงานในไร่นาและคนที่มาทำงานก็จะได้ไม่เหนื่อยเกินไป


ดูจากความคืบหน้าในตอนนี้แล้วก็น่าจะคาดหวังได้ว่าสำนักศึกษาจะสร้างเสร็จก่อนเดือนเก้าในปีนี้


เด็กๆในหมู่บ้านที่ไม่มีอะไรทำก็จะมาช่วยด้วย หวังว่าสำนักศึกษาจะสร้างเสร็จในเร็ววัน


เมื่อเห็นฉินเหยามาตรวจดู พวกเด็กๆที่กำลังช่วยผู้ใหญ่ขนอิฐอยู่ที่สถานที่ก่อสร้างก็รีบกรูกันเข้ามา ถามนางอย่างตื่นเต้นว่าเหรียญรางวัลทำเสร็จแล้วหรือยัง


ฉินเหยาเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว พอโดนเด็กๆเตือนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้


แต่นางไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า ตอบกลับไปอย่างใจเย็นว่า “ข้าเขียนแบบเสร็จแล้ว วางใจเถอะ ช่างตีเหล็กของหมู่บ้านเซี่ยเหออีกไม่นานก็ทำออกมาได้แล้ว”


นางส่งสัญญาณให้ทุกคนตั้งใจทำงาน หากมีเรื่องอะไรก็ให้ไปหานางได้เลย จากนั้นฉินเหยาก็พาลูกๆทั้งสี่คนไปเดินดูรอบๆบ้านร้างในหมู่บ้าน


บ้านของซ่งจางได้เริ่มก่อสร้างแล้ว มีการส่งพ่อบ้านคนหนึ่งมาควบคุมงาน ตอนนี้รากฐานก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว


ที่ดินในหมู่บ้านหลายแปลงถูกบัณฑิตที่มีเงินซื้อไป ตอนนี้ก็ได้เริ่มลงมือก่อสร้างแล้วเช่นกัน


ฉินเหยาจากไปเพียงครึ่งเดือน แต่หมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมู่บ้านกลับกลายเป็นสถานที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ไปแล้ว


มีหน่วยก่อสร้างจากภายนอกอยู่หลายหน่วย หน่วยหนึ่งมีประมาณสิบคน ทำให้มีคนเดินอยู่ในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นหลายสิบคน


เมื่อรวมกับคนงานกว่าร้อยคนในโรงงานเครื่องเขียน พอถึงตอนเย็น คนที่เดินออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวสามารถเรียงกันเป็นแถวยาวได้เลย


มีคนก็มีการพัฒนา โรงน้ำชาของบ้านช่างไม้หลิวได้เพิ่มส่วนของร้านอาหารเข้ามา เตรียมอาหารกลางวันให้หน่วยก่อสร้างจากภายนอกทุกวัน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกก้อนหนึ่ง


เมื่อคนกินข้าวเยอะขึ้น ความต้องการผักก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตอนนี้ไข่ไก่ของท่านยายหวังสามารถขายภายในหมู่บ้านจนหมดได้แล้ว


ฉินเหยาคิดว่า หากสามารถทำให้การค้ากล่องเครื่องใช้สตรีลุล่วงและเป็นไปได้ด้วยดี หมู่บ้านตระกูลหลิวก็จะอยู่ไม่ไกลจากการหลุดพ้นจากความยากจนแล้ว


เด็กทั้งสี่คนเดินตามหลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไม่หยุด ตอนแรกฉินเหยายังรู้สึกว่าแปลกใหม่ดี แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าหนวกหูจึงหาข้ออ้างไล่สี่พี่น้องกลับบ้านไปหาพ่อของพวกเขาเพื่อทำการบ้าน


นางมาที่โรงงานเครื่องเขียนตามลำพัง เรียกผู้จัดการของแต่ละแผนกมาที่ห้องทำงานเล็กๆของนาง เพื่อเปิดประชุมย่อยสั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาและปรับปรุงกล่องเครื่องใช้สตรี จากนั้นได้จัดตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาที่นำโดยอวิ๋นเหนียงขึ้นมา รับผิดชอบงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยเฉพาะ


เมื่อจัดการเรื่องงานเสร็จสิ้นก็เดินจากไปอย่างสง่างาม


“ผู้จัดการใหญ่ฉิน!”


เสียงสตรีอันไพเราะที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ฉินเหยาไม่เพียงไม่หยุด แต่กลับเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น


อินเยว่รีบวิ่งตามมา แต่น่าเสียดายที่ฉินเหยาฝีเท้าเร็วกว่า นางจึงทำได้เพียงหยุดและตะโกนบอกเสียงดังว่า


“ข้าเรียนรู้ตัวอักษรได้เจ็ดร้อยแปดสิบตัวแล้ว!”


ฉินเหยาตบหน้าผากตัวเอง สบถเสียงเบาว่า “ให้ตายสิ” ฝีเท้าของนางเร่งก็ขึ้นอีกครั้งและหายไปจากสายตาของอินเยว่ในชั่วพริบตา


นางมองถนนในหมู่บ้านที่ว่างเปล่า ไม่เพียงไม่รู้สึกผิดหวัง แต่กลับรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาอีก อีกไม่นานแล้ว อีกไม่นานนางก็จะสามารถเร็วได้เหมือนผู้จัดการใหญ่ฉิน!


พอคิดเช่นนี้ อินเยว่ก็ตื่นเต้นจนตัวสั่นสะท้าน นางกำหมัดแน่น หันหลังกลับและเดินกลับไปยังโรงอาหารเพื่อทำงานเก็บกวาดจิปาถะของตนต่อ


ในแต่ละวันนางทำงานเพียงครึ่งวัน เวลาที่เหลือสามารถนำมาใช้เรียนหนังสือได้ทั้งหมด ตอนนี้อินเยว่รักงานจิปาถะในโรงอาหารนี้จะตายอยู่แล้ว


อีกด้านหนึ่ง


ฉินเหยาหน้าบึ้ง ก้าวฉับๆเข้าไปในบ้าน ปัดหลิวจี้ที่เข้ามาประจบสอพลอออกไปแล้วเดินอ้อมลูกๆทั้งสี่คนที่กำลังขบคิดทำการบ้านอย่างหนัก เดินผ่านญาติๆที่ทำงานอยู่ในสวนหลังบ้านและมุ่งตรงไปยังแปลงผักในสวนหลังบ้านทันที


“อาวั่ง!”


เสียงตะโกนดังลั่นจากด้านหลัง ทำให้กระบวยตักมูลในมือของอาวั่งสั่นเล็กน้อยจนเกือบจะหกออกมาสองสามหยด


เขาวางกระบวยตักมูลลงอย่างมั่นคง หันกลับมามองสตรีที่กำลังยืนเท้าสะเอวจ้องตนอย่างเกรี้ยวกราดด้วยความไม่เข้าใจ


“มีเรื่องอะไรหรือขอรับ” อาวั่งถาม


หากไม่ใช่เพราะเมื่อครู่เห็นกระบวยในมือเขาสั่น ฉินเหยาคงเกือบโดนสายตาไร้เดียงสาของเขาหลอกไปแล้ว


ฉินเหยาคาดคั้นอย่างหงุดหงิดว่า “ทำไมเจ้าถึงสอนตัวอักษรนางเยอะขนาดนี้”


อาวั่ง “นางเรียนรู้เร็ว”


ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึก ตะคอกเสียงต่ำว่า “นางเรียนรู้เร็วเจ้าก็สอนเร็วงั้นรึ”


อาวั่งพยักหน้า “ใช่ มีปัญหาอะไรหรือขอรับ”


ฉินเหยา “…”


อาวั่งทำราวกับไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ เขาลุกขึ้นยืนและพูดอย่างจริงจังซึ่งหาได้ยากว่า


“อินเยว่ฉลาดมาก เรียนรู้ตัวอักษรได้เร็ว ความจำดีและอดทนต่อความลำบากได้ แม้จะอายุมากไปหน่อย แต่ก็มีพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์ ฮูหยินท่านน่าจะลองดู”


ฉินเหยาแทบไม่เชื่อว่าคำพูดนี้จะออกมาจากปากของอาวั่ง นางหรี่ตาลง รู้สึกว่าตนเองคงต้องประเมินท่อนไม้ที่อยู่ตรงหน้านี้ใหม่เสียแล้ว


อาวั่งย่อมสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของนาง เขาจึงชิงพูดขึ้นก่อนที่ฉินเหยาจะทันได้เอ่ยปากถามว่า


“ฮูหยินอย่าคิดมาก ข้ากับอินเยว่เป็นสหายกัน”


เพราะกลัวว่าฉินเหยาจะไม่เชื่อ อาวั่งจึงเสริมขึ้นอีกประโยคว่า “ถึงแม้พวกเราจะไม่เคยพูดออกมา แต่ข้ารู้สึกได้ว่านางก็รู้สึกว่าข้ากับนางเป็นคนประเภทเดียวกัน”


ล้วนเป็นคนที่ค่อยๆตื่นขึ้นมาจากความมึนงงสับสนและไม่มีตัวตน


ตอนที่ 493: ครอบครัวเดียวกัน


“ข้าไม่เคยรู้สึกว่าวิธีที่ข้าสอนอินเยว่เพื่อเสริมสร้างความจำจะมีอะไรผิด แต่ถ้าฮูหยินไม่พอใจเพราะเรื่องนี้…”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น นึกว่าเขากลัวจะโดนตนทุบตีจนตายก็เลยจะเลือกพูดว่าจะไม่ช่วยเหลืออินเยว่ต่อไปแล้ว


แต่คาดไม่ถึงเลยว่า!


อาวั่งพูดว่า “เช่นนั้นข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้”


“ซู้ด…” ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึก โดนทำให้โมโหเข้าแล้ว!


แต่นางไม่อยากจะชกท่อนไม้ที่ทำให้ตนโมโหแทบตายตรงหน้านี่เลยสักนิด


ในหัวของนางพลันสงบลง ฉินเหยาถามอย่างสงสัยว่า “เจ้าแน่ใจรึว่านางมีพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์”


อาวั่งพยักหน้าอย่างแน่วแน่แล้วจึงย่อตัวลงหยิบกระบวยตักมูลของเขาขึ้นมาดูแลแปลงผักล้ำค่าของตนต่อ


“เมียจ๋า ทำไมหน้าเจ้าถึงดำคล้ำเช่นนี้”


หลิวจี้โผล่มาที่แปลงผักตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ เขาเหลือบมองสีหน้าเคร่งขรึมของฉินเหยาแล้วเหลือบมองท่าทีรดน้ำผักราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นของอาวั่งอีกครั้ง พลันเบิกตากว้าง ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ชี้ไปที่อาวั่งแล้วถามอย่างโกรธเกรี้ยวว่า


“ใช่เจ้าเด็กอาวั่งนี่หรือไม่ที่ทำให้เจ้าไม่พอใจ”


เมื่อเผชิญหน้ากับการใส่ร้ายอย่างไร้มูลความจริงของนายท่านใหญ่ตนเอง อาวั่งก็เต็มไปด้วยความสงสัย ไม่ใช่อินเยว่หรอกหรือที่ทำให้ฮูหยินไม่พอใจ


ฉินเหยาโบกมือไม่ต้องการพูดถึงเรื่องเมื่อครู่อีกพลางมองหลิวจี้อย่างสงสัย “เจ้ามาทำอะไร”


หลิวจี้ทำได้เพียงเก็บความสงสัยของตนไว้แล้วตอบว่า “เมื่อครู่จินเป่ามาบอกว่า คืนนี้ให้พวกเราไปกินข้าวเย็นที่เรือนเก่า”


พูดจบก็เบ้ปาก กุมหน้าผากแล้วพูดว่า “ข้ายังเวียนหัวอยู่เลย”


ความนัยก็คือ เขาไม่อยากไปกินข้าวเย็นที่เรือนเก่ามื้อนี้


ฉินเหยาเห็นปฏิกิริยาของเขาก็พอจะเดาได้ในใจ คงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสถานะซิ่วไฉของหลิวจี้ในตอนนี้เป็นแน่


“เรื่องภาษีที่นาที่ดินต่อให้เจ้าไม่เอ่ยปาก ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมาถึงอยู่ดี ในเมื่อพวกเขาเรียกเราไปกินข้าวก็ไปเถอะ ถือโอกาสที่สองวันนี้เจ้าอยู่บ้าน จัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นแต่เนิ่นๆ”


เมื่อได้ยินฉินเหยาพูดเช่นนี้ หลิวจี้ก็ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ไม่ได้โวยวายว่าตนปวดหัวอีกต่อไป


สองสามีภรรยากลับไปยังเรือนส่วนหน้า ฉินเหยาให้หลี่ซื่อเตรียมอาหารเย็นสำหรับเด็กๆที่บ้านต่อไป


ในเมื่อเป็นการพูดคุยเรื่องสำคัญ เรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ย่อมหลีกเลี่ยงการโต้เถียงไม่ได้ เป็นการดีที่สุดที่พวกเด็กๆจะไม่เข้าไปยุ่งด้วย


รอจนกระทั่งจินฮวาและจินเป่ามาเรียก ฉินเหยาและหลิวจี้ที่ไม่เต็มใจนักจึงเพิ่งจะออกจากบ้าน


เมื่อวานเพิ่งจะกินเลี้ยงไป แต่วันนี้อาหารที่เรือนเก่าเตรียมไว้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย มีทั้งไก่แก่ตุ๋นหนึ่งตัว ปลาตุ๋นหนึ่งตัว แถมยังมีขาหมูต้มอีกครึ่งขา


กลิ่นหอมของเนื้อนั้นเข้มข้นยิ่งกว่าตอนวันปีใหม่เสียอีก คนที่ไม่รู้เรื่องคงนึกว่าคนเรือนเก่าถูกหวย ถึงได้ใจป้ำขนาดนี้


ฉินเหยาและหลิวจี้สบตากัน หลิวจี้ก้าวเข้าไปในประตูก่อน ส่วนฉินเหยาเดินรั้งท้ายไปสองก้าว


นี่เป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง ปกติแล้วหลิวจี้จะเป็นฝ่ายเดินตามหลังฉินเหยาเสมอ


นางจางที่กำลังจัดถ้วยชามตะเกียบอยู่ในห้องโถงเห็นดังนั้นก็แอบขยิบตาให้หลิวเหล่าฮั่น เตือนให้เขาสังเกตรายละเอียดนี้


แต่หลิวเหล่าฮั่นกลับหัวเราะออกมา เขามั่นใจในแผนการของวันนี้มาก


บอกตามตรงว่ากับฉินเหยานั้นเขารับมือไม่ไหวจริงๆ แต่เจ้าสามก็เป็นลูกชายแท้ๆของตน ในเมื่อวันนี้คนตัดสินใจคือเจ้าสาม ความหวังที่จะสำเร็จก็ย่อมมีสูงมาก


“ท่านพ่อ ท่านแม่” ฉินเหยาเอ่ยเรียกพลางยิ้ม


หลิวจี้ทำได้เพียงพยักหน้าให้ผู้ใหญทั้งสองอย่างเสียไม่ได้และไม่ต้องรอให้ใครเชิญก็นั่งลงในตำแหน่งที่เขาคิดว่ามีกับข้าวดีที่สุดเหมือนเช่นเคย


หากเป็นเมื่อก่อนฝ่าเท้าของหลิวเหล่าฮั่นคงฟาดลงไปแล้ว


แต่วันนี้ชายชรากลับเปลี่ยนไป ไม่เพียงไม่ทำหน้าถมึงทึงใส่เขา ยังเชื้อเชิญฉินเหยาให้นั่งอย่างกระตือรือร้น


แถมยังให้นางจางจัดสำรับใหม่เลื่อนกับข้าวดีๆ ไปไว้ตรงหน้าสองสามีภรรยา


หลิวไป่และหลิวจ้งนำสุราออกมา พูดอย่างกระตือรือร้นว่า “เจ้าสาม เมื่อวานเจ้ามัวแต่สนใจคนอื่น วันนี้ต้องมาดื่มกับพวกเราดีๆสักสองจอกนะ”


นางเหอนำผัดไข่ใส่กุยช่ายจานสุดท้ายมาวาง พลางตีมือจินเป่าและจินฮวาที่แอบยื่นมาหยิบแล้วยิ้มแย้มพลางยกจานไปวางตรงหน้าสองสามีภรรยาฉินเหยาซึ่งตรงหน้าเต็มไปด้วยถ้วยชามแล้วพูดว่า


“เหยาเหนียงเอ๋ย วันนี้กินให้เต็มที่เลยนะ พี่สะใภ้รองของเจ้าอุตส่าห์หุงข้าวเพิ่มไว้หม้อหนึ่ง รับรองว่าพอแน่นอน!”


ฉินเหยาเพียงยิ้มและพยักหน้ารับคำ ไม่ได้พูดอะไรอีก


ท่าทางดูไม่กระตือรือร้น แต่ก็ไม่เย็นชา


ปกตินางก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ทุกคนจึงไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ


มีเพียงจินฮวา จินเป่า และต้าเหมาที่วันนี้โดนผู้ใหญ่ไล่ไปนั่งโต๊ะเล็กในห้องครัว ไม่ให้ขึ้นโต๊ะกินข้าวด้วย


พวกเด็กๆนั้นรับรู้ได้ไวที่สุด พอเห็นสถานการณ์ก็รู้ว่าวันนี้ผู้ใหญ่ที่บ้านจะพูดเรื่องสำคัญ แต่ละคนได้น่องไก่ไปคนละหนึ่งชิ้นก็เลยยอมร่วมมืออย่างว่าง่าย ถือชามของตนไปยืนกินอยู่หน้าประตูห้องครัวพลางชะโงกหน้ามองมาทางห้องโถงอย่างอยากรู้อยากเห็น


เมื่อกับข้าวมาครบแล้ว นอกจากนางชิวที่ต้องดูแลต้าเหมาไม่ได้ขึ้นโต๊ะ คนอื่นๆในเรือนเก่าก็มานั่งกันพร้อมหน้า


ไม่มีใครขยับตะเกียบ ทุกคนต่างจับจ้องไปที่หลิวจี้


การปฏิบัติเช่นนี้เขาไม่เคยได้รับมาก่อนเลยในอดีต ในใจของหลิวจี้จึงค่อนข้างจะลำพองอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้ดีว่าการปฏิบัติเช่นนี้เป็นเพราะสถานะซิ่วไฉของตนจึงไม่ได้ลิงโลดจนลืมตัว


หลิวเหล่าฮั่นกระแอม “แค่กๆ” สองครั้ง แล้วยกจอกสุราขึ้นก่อนเป็นคนแรก ส่งสัญญาณให้หลิวจี้ “เจ้าสาม เจ้าพูดอะไรสักหน่อยสิ”


หลิวจี้เงยหน้าขึ้น มองไปที่ทุกคนบนโต๊ะอาหาร ทุกใบหน้า ทุกสีหน้าล้วนเต็มไปด้วยความยินดีและประจบเอาใจเล็กน้อย


ในบรรดาคนทั้งหมด สายตาของหลิวเหล่าฮั่นชัดเจนที่สุด เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและทะนงตน


ในใจของหลิวจี้ไหววูบ เขาลุกขึ้นยืน ไม่ได้พูดอะไร เพียงยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียว จากนั้นก็นั่งลงหยิบตะเกียบ “กินเถอะ”


ทุกคนต่างตกตะลึง แค่นี้เองรึ


เมื่อคืนเขาไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา วาทศิลป์ของเขาลื่นไหลไม่ขาด ได้แสดงฝีมือไปรอบใหญ่


หลิวเหล่าฮั่นเป็นคนที่ตั้งสติได้เร็วที่สุด เขายิ้มแล้วพูดว่า “กินเถอะ กินเถอะ คนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ”


ทุกคนหัวเราะฮ่าๆ แล้วเริ่มลงมือขยับตะเกียบ


นางเหอคีบปีกไก่ตุ๋นสีเหลืองน่ากินให้หลิวจี้ “เจ้าสาม พี่สะใภ้ใหญ่จำได้ว่าเจ้าชอบกินปีกไก่ที่สุด สมัยก่อนที่บ้านยังยากจน เพื่อของกินชิ้นนี้ เจ้าแอบฆ่าแม่ไก่ที่บ้านไปตัวหนึ่ง ทำให้พี่ใหญ่ของเจ้าโดนท่านพ่อเฆี่ยนไปหนึ่งหน เจ้ายังจำได้หรือไม่”


หลิวจี้แทะปีกไก่พลางพยักหน้าตอบอืมๆ “ข้าจำได้ว่าแม่ไก่ตัวนั้นเลี้ยงไว้ให้ออกไข่สำหรับให้พี่สะใภ้ใหญ่กินตอนอยู่เดือน แต่ผลสุดท้ายกลับโดนข้ากินแล้วโยนความผิดให้พี่ใหญ่ พี่ใหญ่มีปากก็พูดไม่ได้ โดนท่านพ่อตีไปหลายที แถมยังโดนพี่สะใภ้ใหญ่ด่าไปตลอดทั้งปีด้วย”


พูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็หัวเราะเหอะๆ พลางมองใบหน้าที่ยิ้มค้างของนางเหอแล้วถามว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ยังจำได้จนถึงตอนนี้ คงไม่ได้โกรธข้าเรื่องนี้อยู่หรอกนะ”


ขมับของนางเหอกระตุกสองสามครั้ง นางโบกมืออย่างไม่เป็นธรรมชาติ “ลืมไปนานแล้วน่า คนในครอบครัวเดียวกัน จะถือสาหาความกันจริงๆได้อย่างไร!”


“ใช่ๆๆ ครอบครัวเดียวกัน อย่าพูดเรื่องพวกนี้เลย รีบกินเถอะ อย่าให้เสียของดีๆบนโต๊ะนี้” หลิวเหล่าฮั่นเอ่ยชวน


นางจางก็พูดกับฉินเหยาเช่นกันว่า “เหยาเหนียงเจ้าก็กินเยอะๆนะ หากชอบกินล่ะก็ ต่อไปย้ายกลับมาอยู่ด้วยกัน แม่กับพี่สะใภ้จะทำให้เจ้ากินทุกวัน”


คำว่าย้ายกลับมานั้นถูกเน้นเสียงเป็นพิเศษ


นางเหอรีบขยิบตาให้หลิวไป่ทันที หลิวไป่ลังเลเล็กน้อย แต่โดนหลิวเหล่าฮั่นเหยียบเท้าอยู่ใต้โต๊ะจึงจำต้องเอ่ยปากถามอย่างกระอักกระอ่วนว่า


“เจ้าสาม เจ้าดูสิว่าพวกเจ้าจะหาฤกษ์ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ดีหรือไม่”


นางเหอรีบพูดต่อทันทีบอกว่าห้องใหม่ของหลิวเฝยที่สวนหลังบ้านนางเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว เข้าอยู่ได้สบายมาก


เมื่อพูดถึงขั้นนี้แล้ว หลิวเหล่าฮั่นก็แสดงท่าทีเช่นกัน เมื่อวานเขาได้ถามหัวหน้าตระกูลแล้ว บุตรชายที่แยกบ้านออกไปแล้วสามารถย้ายกลับเข้ามาใหม่ได้ ขอเพียงหลิวจี้เห็นด้วย พวกเขาก็จะกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง


เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวเหล่าฮั่น หลิวจี้และฉินเหยาก็วางตะเกียบลงพร้อมกัน


ปูทางมาเสียยืดยาว ในที่สุดก็เข้าประเด็นสำคัญเสียที


ตอนที่ 494: อย่าให้ต้องมองหน้ากันไม่ติด


ท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของหลิวเหล่าฮั่น หลิวจี้ก็จริงจังขึ้นมาอย่างหาได้ยาก


เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “แยกบ้านไปหลายปี ข้าชินเสียแล้ว เรื่องย้ายกลับไม่เคยคิดและไม่มีความตั้งใจเช่นกัน”


พอเขาพูดจบ สีหน้าของหลิวเหล่าฮั่นที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจก็พลันเคร่งขรึมลงทันที ส่วนหลิวไป่ หลิวจ้ง นางเหอ นางชิวและคนอื่นๆ รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันหายวับไป


คนในหมู่บ้านโดยพื้นฐานแล้วเป็นคนตรงไปตรงมา คิดอะไรก็แสดงออกทางสีหน้า


ฉินเหยาเหลือบตามองไปรอบๆ หลิวเหล่าฮั่นและนางจางเต็มไปด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนไม่เคยคิดว่าหลิวจี้จะปฏิเสธข้อเสนอให้ย้ายกลับมารวมบ้าน


เพราะค่านิยมของครอบครัวในยุคนี้คือลูกๆหลานๆอยู่รวมกัน ทรัพยากรแบ่งปันกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากรวมกันได้ก็จะรวม หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ จะไม่ยอมแยกบ้านเด็ดขาด


หลิวไป่และหลิวจ้งต่างถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ดูเหมือนจะคาดเดาผลลัพธ์นี้ได้อยู่แล้ว แต่ก็ยังซ่อนความผิดหวังไว้ไม่มิด


ดวงตาของนางเหอแทบจะพ่นไฟออกมา ขาดเพียงแค่ชี้นิ้วไปที่จมูกของหลิวจี้แล้วตะคอกใส่หน้าว่า เจ้าสาม เจ้าทำแบบนี้ได้อย่างไร!


เมื่อเทียบกันแล้ว นางชิวไม่ได้พยายามเรียกร้องแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ พูดให้สวยหรูก็คือทุกอย่างแล้วแต่บุญวาสนา แต่ความจริงแล้วคือนางไม่อยากเสี่ยง ทั้งคาดหวังให้หลิวจี้ยอมย้ายกลับมา แต่ก็กลัวว่าจะทำให้ความสัมพันธ์ของสองบ้านในตอนนี้พังทลายลง


ฉินเหยาทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ แต่แล้วดวงตาที่ลุกเป็นไฟของนางเหอก็เหลือบมาทางนาง


นางเหอถามอย่างฉุนเฉียวว่า “เหยาเหนียง ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดไว้ไม่ใช่หรือว่าถ้ามีผลประโยชน์จะไม่ลืมคนในครอบครัวเด็ดขาด ใช่หรือไม่!”


ฉินเหยาพยักหน้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ข้าพูดคำไหนคำนั้น”


“แต่เรื่องย้ายกลับ ข้าเป็นแค่สะใภ้ตัดสินใจไม่ได้ ทุกอย่างแล้วแต่สามีจะจัดการ”


เรื่องที่ต้องไปขัดใจคนอื่น นางไม่ขอออกหน้าเด็ดขาด!


หลิวจี้ไม่สนใจเรื่องพวกนั้นอยู่แล้ว พอได้ยินประโยคที่ว่า ‘ทุกอย่างแล้วแต่สามีจะจัดการ’ ต่อให้ต้องเป็นคนออกหน้ารับแทนนาง เขาก็ไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย!


“แค่กๆ~” เขากำหมัดปิดปากไอพยายามกดมุมปากที่ยกขึ้นอย่างบ้าคลั่งลง ก่อนที่นางเหอจะระเบิดอารมณ์ เขาก็ยิ้มบางๆ แล้วพูดขึ้นว่า


“ข้ารู้ว่าต่อให้ข้าย้ายกลับจริงๆ พวกพี่ใหญ่ พี่รอง และเจ้าสี่ก็คงไม่ได้ดีใจอะไรนักหรอก ที่อยากให้ข้าย้ายกลับก็เพื่อผลประโยชน์จากการที่ซิ่วไฉสามารถได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงานและภาษีอากรก็เท่านั้น”


“ในเมื่อเมียจ๋าของข้าเคยพูดกับพวกพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองไว้แล้วว่ามีผลประโยชน์จะไม่ลืมคนในครอบครัวเด็ดขาด เช่นนั้นข้าย่อมต้องทำตามสัญญานั้นแทนนางอยู่แล้ว…”


ฉินเหยาลอบกลอกตา แต่ในเมื่อปล่อยให้เขาไปเป็นคนร้ายแล้ว นางก็ไม่ควรหักหน้า เอาเถอะ ปล่อยให้เขาลำพองใจไปอีกสักพักแล้วกัน


หลิวเหล่าฮั่นดีใจขึ้นมาทันที “เจ้าสาม เจ้าตกลงจะย้ายกลับแล้วรึ”


“ไม่ใช่” หลิวจี้โบกมือเป็นสัญญาณบอกให้บิดาอย่าเพิ่งใจร้อน “ข้ามีแผนหนึ่ง ไม่ต้องย้ายกลับแต่ก็สามารถทำให้พี่น้องบ้านเราได้รับการลดหย่อนภาษีอากรได้”


“แล้วการเกณฑ์แรงงานเล่า” หลิวเฝยสมกับเป็นคนที่ได้ไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษา ไม่เหมือนกับคนในครอบครัวที่กำลังดีใจ เขากลับมองเห็นช่องโหว่ในคำพูดของพี่สามได้ในทันที


พี่สามบอกแค่ว่าจะลดหย่อนภาษีอากร แต่ไม่ได้บอกว่าจะงดการเกณฑ์แรงงานด้วย


หลิวจี้ถลึงตาใส่หลิวเฝย มีแต่เจ้าคนเดียวที่ฉลาดนักนะ!


หลิวเฝยจ้องมองพี่สามของตนเขม็ง ไม่ได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย


หลิวจี้จึงจำต้องอธิบายให้ชัดเจน เขาไหวไหล่แล้วพูดว่า “เรื่องการเกณฑ์แรงงานนั้นข้าก็จนปัญญา”


นอกจากจะย้ายกลับมารวมบ้านกันจริงๆ ให้กลายเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง คนในครอบครัวของเขาถึงจะได้รับสิทธิพิเศษในการยกเว้นการเกณฑ์แรงงาน


“แต่!” หลิวจี้เปลี่ยนเรื่องและกล่าวปลอบ “ด้วยสถานการณ์ของบ้านเราตอนนี้ การหาคนไปเกณฑ์แรงงานแทนก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร อย่างไรเสียวิธีของข้าก็ช่วยได้แค่เรื่องการยกเว้นภาษีอากรเท่านั้น”


พูดพลางเห็นว่าท่าทีของคนในเรือนเก่าดูจะไม่ค่อยพอใจนัก หลิวจี้ก็ตบโต๊ะดังปัง! เมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ก็ต้องใช้ไม้แข็งทันที สัญชาตญาณอันธพาลกลับมาอีกครั้ง เขาแค่นเสียงกล่าวว่า


“แค่นี้พวกท่านยังไม่พอใจอีกหรือ ถ้าจะให้ข้าย้ายกลับให้ได้ ข้าก็ย้ายกลับมาได้ แต่ถึงตอนนั้นพวกพี่ใหญ่พี่รองอย่าเสียใจทีหลังแล้วกัน ถ้าคิดจะแยกบ้านไล่ข้าไปอีกรอบ ข้าไม่ไปแล้วนะ!”


พูดจบหลิวจี้ก็หักนิ้วคำนวณ “ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องแยกกันทำนาแยกกันใช้จ่าย เกียรติยศซิ่วไฉของข้าไม่ใช่ได้มาเปล่าๆ ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากเงินที่เมียจ๋าของข้าหามาอย่างยากลำบากทุกเหวิน หากพวกท่านยังไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายมันมากขนาดไหน ข้าจะเอาลูกคิดมาดีดให้ดูเดี๋ยวนี้เลย พี่น้องสี่คนเรามาหารเฉลี่ยกัน!”


“จะเอาแต่ผลประโยชน์โดยไม่ยอมจ่ายสักเหวินเดียวคงไม่ได้กระมัง”


สิ้นเสียงของหลิวจี้ ฉินเหยาก็หยิบลูกคิดขนาดพกพาที่นำติดตัวมาด้วยออกมาอย่างแนบเนียนแล้วยื่นให้เขาจากใต้โต๊ะ


หลิวจี้มองลูกคิดที่ถูกยัดใส่มือตนพลันเบิกตากว้าง สตรีใจร้ายสมกับที่เป็นสตรีใจร้าย เล่ห์เหลี่ยมนี้สูงส่งนัก!


เขายกลูกคิดขึ้นมาเขย่าลูกคิดให้เข้าที่แล้วกระดิกนิ้วเตรียมจะเริ่มคำนวณ


หลิวจ้งยื่นมือออกมาคว้าลูกคิดไปวางไว้ข้างๆ “เจ้าสาม เจ้าลองบอกมาสิว่าวิธีที่เจ้าว่าจะช่วยลดหย่อนภาษีอากรให้บ้านเราได้นั้นมันคือวิธีอะไร”


นางเหอยังไม่ทันตั้งตัว มองหลิวจ้งที่ขวางหลิวจี้ไม่ให้คิดบัญชีอย่างไม่พอใจ แต่แล้วหลิวไป่ก็ถลึงตาใส่นางทีหนึ่งแล้วพูดเสียงเบาว่า


“พอได้แล้วน่า ได้ลดหย่อนภาษีอากรก็ดีมากแล้ว ค่าใช้จ่ายนั้นพวกเรารับไม่ไหวหรอก”


“ครอบครัวเดียวกัน อย่าให้ต้องมองหน้ากันไม่ติด” หลิวไป่เน้นเสียงดังขึ้น นางเหอจึงเพิ่งจะสะดุ้งและได้สติกลับมา


ใช่แล้ว ทั้งครอบครัวต้องพึ่งพาครอบครัวของเจ้าสามอยู่ นางเกือบจะหน้ามืดตามัวไปแล้ว!


นางเหอรีบเค้นรอยยิ้มให้ฉินเหยาและหลิวจี้ ไม่พูดอะไรอีก


เมื่อเห็นท่าทีของพวกเขาเช่นนี้ ในใจของหลิวจี้ก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย ผลประโยชน์จากการยกเว้นภาษีอากรของเขานี้ก็ไม่ถือว่าให้ไปโดยเปล่าประโยชน์


สตรีใจร้ายเคยกล่าวไว้ว่า อยากให้ม้าวิ่งก็ต้องให้ม้ากินหญ้า


เขากับคนในเรือนเก่าแทบไม่มีความผูกพันอะไรกัน แต่ตอนที่สตรีใจร้ายอยู่บ้านคนเดียวก็ต้องการให้พวกเขาคอยช่วยเหลืออยู่บ้าง ผลประโยชน์จากตำแหน่งซิ่วไฉนี้ให้ไปบ้างก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้


หลังจากได้ออกไปเผชิญโลกภายนอกมาหลายครั้ง ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของตระกูลขุนนางเก่าแก่ ในใจของหลิวจี้ก็รู้ดีว่ายิ่งไต่เต้าสูงขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องการคนช่วยเหลือมากขึ้นเท่านั้น แต่คนที่ไว้ใจได้กลับยิ่งน้อยลง


และญาติพี่น้องในเรือนเก่าที่มีสายเลือดเดียวกับเขานี่แหละคือผู้ช่วยที่เขาสามารถไว้วางใจให้ใช้งานได้มากที่สุด


ยิ่งไปกว่านั้น มาตรฐานทางศีลธรรมของคนในเรือนเก่าก็สูงกว่าเขา ต่อให้เลวร้ายก็คงไม่ร้ายไปกว่านี้ การมีความปรารถนาและความโลภอยู่บ้างกลับทำให้ควบคุมได้ง่าย


ในใจของหลิวจี้กำลังคิดคำนวณแผนการ แต่ภายนอกกลับค่อยๆเอ่ยความคิดของตนออกมาอย่างไม่รีบร้อน


วิธีของเขานั้นเรียบง่ายและได้ผล นั่นคือให้คนในเรือนเก่า ‘ขาย’ ที่ดินทั้งหมดในนามของพวกเขาให้แก่ตน เช่นนี้ก็จะสามารถยกเว้นภาษีอากรทั้งหมดได้โดยปริยาย


แน่นอนว่าหากไม่วางใจ พวกเขาสองบ้านสามารถเขียนเอกสารอีกฉบับเป็นการส่วนตัวเพื่อรับประกันว่าที่ดินนั้นยังคงเป็นของทางเรือนเก่าอยู่


“อย่างไรที่ดินก็ยังเป็นของพวกท่าน เพาะปลูกเอง เก็บเกี่ยวเอง ข้าก็แค่มีชื่อในโฉนดเท่านั้น” หลิวจี้กางมือกล่าว


ในเมืองมีครอบครัวที่ทำแบบนี้อยู่มากมาย หากชาวบ้านไม่ฟ้องทางการก็ไม่สอบสวน ทุกคนต่างทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง เรื่องก็ผ่านไปอย่างเงียบๆ


บวกกับชื่อเสียงของฉินเหยาในอำเภอไคหยาง หลิวจี้ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าพอที่จะเปิดโปงตนเอง


“หากท่านพ่อว่าดี วันนี้ก็เอาโฉนดที่ดินมาให้ข้าเลย พรุ่งนี้ข้าเข้าเมืองไปทำธุระจะได้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยทีเดียว การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ พวกท่านก็จะได้ไม่ต้องเสียภาษีอากรอีก”


หลิวเหล่าฮั่นใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต แม้จะสนใจข้อเสนอของหลิวจี้มาก แต่เมื่อคิดถึงความเสี่ยงที่จะโดนเปิดโปงก็ลังเลใจ


หลิวไป่และพี่น้องอีกสองคนร้อนใจกันมาก ในที่สุดหลิวเหล่าฮั่นจึงยอมลุกขึ้นกลับเข้าห้องไปอย่างลังเลและนำโฉนดที่ดินทั้งหมดออกมา


ตอนที่ 495: ต้าหลางเปลี่ยนคำเรียกขาน


ขณะที่กำลังจะส่งให้หลิวจี้ เขาก็พลันนึกถึงเรื่องเลวร้ายที่เจ้าลูกชายเคยทำไว้ในอดีต หลิวเหล่าฮั่นพลันสะดุ้งโหยง ไม่กล้าปล่อยมือ


ถ้าหากเจ้าสามหลอกเขา เอาโฉนดที่ดินไปแล้วไม่ยอมรับ ครอบครัวของเขาก็แย่แล้วมิใช่หรือ


เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาไม่ไว้วางใจของหลิวเหล่าฮั่น หลิวจี้ก็พูดไม่ออกจนตาแทบเหลือกขึ้นฟ้า “ท่านพ่อ ท่านจะให้หรือไม่ให้กันแน่”


หลิวเหล่าฮั่นถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ค่อยๆคลายมือออก หลิวจี้จึงฉวยไปทันที


“งั้นเอาตามนี้ก่อน ตอนนี้ก็ไม่เช้าแล้ว พวกเรากลับก่อน พรุ่งนี้เช้าข้าจะได้ถือโอกาสไปจวนที่ว่าการอำเภอจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย”


หลิวจี้ดึงฉินเหยาลุกขึ้น ถือโฉนดที่ดินแล้วจากไป


หลิวเหล่าฮั่นตามไปถึงหน้าประตู อ้ำๆอึ้งๆ สุดท้ายก็ตบต้นขาฉาดใหญ่ ลองเสี่ยงดูสักตั้งแล้วกัน


เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความไม่ไว้วางใจเช่นนี้จากบิดาแท้ๆ หลิวจี้ก็โมโหอยู่บ้าง ระหว่างทางกลับบ้านก็ยังไม่วายบ่นกับฉินเหยา


“เมียจ๋าเจ้าว่าพ่อข้าหมายความว่าอย่างไร หรือว่าข้าที่เป็นถึงซิ่วไฉผู้ยิ่งใหญ่จะโลภที่ดินแค่ร้อยกว่าหมู่ของเขา”


“พ่อลูกคู่อื่นเขาเชื่อใจกัน มีใครเหมือนพ่อข้าบ้างเล่า ที่วันๆเอาแต่ระแวงลูกชายตัวเอง นี่ข้าอุตส่าห์เสี่ยงเพื่อหาผลประโยชน์มาให้เขา ไม่ขอบคุณสักคำก็ช่างเถอะ แต่เจ้าดูสายตาของเขาสิ ขาดแค่ชี้นิ้วมาที่จมูกข้าแล้วเตือนว่าอย่าได้ฮุบที่ดินของเขาไป!”


ฉินเหยาเห็นว่าเขาน่ารำคาญจึงตวัดสายตาเย็นชาไปทางเขา “ในใจเจ้ารู้ดีก็พอแล้ว พล่ามให้น้อยทำให้มาก เข้าใจหรือไม่”


หลิวจี้ทำเสียงจิ๊ๆในลำคอ “เมียจ๋า เจ้าเปลี่ยนสีหน้าเร็วจริงๆนะ เมื่อกี้ยังบอกว่าทุกอย่างแล้วแต่สามีอยู่เลย พอหันหลังกลับมาเจ้าก็…”


ฉินเหยายกฝ่ามือขึ้น ไม่ต้องมีท่าทางอะไรเพิ่มเติม คนบางคนก็รีบเอามือปิดปากเงียบเสียงไปเอง


แต่เมื่อมองดูโฉนดที่ดินในอกเสื้อ ในใจของหลิวจี้ก็อดจะแอบดีใจไม่ได้ เกียรติยศชื่อเสียงนี่ช่างเป็นของดีจริงๆ


เขาเพิ่งจะสอบได้ซิ่วไฉแท้ๆ ไม่ต้องพูดถึงเสียงยกยอปอปั้นในหมู่บ้าน แค่คิดว่าบิดาแท้ๆที่แต่ก่อนมีแต่รังเกียจไม่ก็ดุด่า ตอนนี้กลับต้องรอให้เขาขยับตะเกียบก่อนถึงจะเริ่มกินข้าวได้ มันช่างสะใจอะไรเช่นนี้


คืนนั้น หลิวจี้กอดโฉนดที่ดินกองนั้นของเรือนเก่าแล้วหลับไป


เป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง เขากลับฝันถึงสตรีสองนางที่ล่วงลับไปแล้ว คนหนึ่งคือมารดาผู้ให้กำเนิดตน ส่วนอีกคนคือมารดาผู้ให้กำเนิดของเด็กๆ


เขามองท้องฟ้าสีเทานอกหน้าต่าง วางโฉนดที่กระจัดกระจายในอกลง ลุกจากเตียงแต่งตัวอย่างรวดเร็วแล้วค้นหาของเสียงดังกุกกักอยู่ในบ้าน ก่อนจะไปปลุกพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ยังหลับอุตุอยู่ในผ้าห่ม ห้าพ่อลูกจึงออกจากบ้านไปแต่เช้าตรู่


ฉินเหยาที่อยู่ในห้องหาวออกมา หญิงสาวพอจะเดาได้ว่าพ่อลูกไม่กี่คนนั้นไปทำอะไรกันจึงเปลี่ยนท่านอนแล้วกลับไปนอนต่อ


เมื่อนอนตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ห้าพ่อลูกก็กลับมาแล้วและกำลังรอนางอยู่ที่ห้องโถงเพื่อรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน


ฉินเหยาบิดขี้เกียจพลางเดินเข้ามาในห้องโถง นางยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม หลิวจี้ที่กำลังจัดวางถ้วยชามก็ชิงเปิดปากอธิบายขึ้นก่อน


“เมื่อคืนข้าฝันไป ถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้บอกเรื่องที่ข้าสอบได้ซิ่วไฉให้ท่านแม่รู้ เช้านี้พอตื่นก็เลยไปไหว้ท่านเสียหน่อย ท่านจะได้วางใจ”


พูดถึงตรงนี้ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองฉินเหยาแวบหนึ่งแล้วเสริมอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อยว่า “ถือโอกาสแวะไปดูแม่แท้ๆของพวกเขาด้วย”


ฉินเหยานั่งลงบนที่ของตนแล้วพยักหน้า “ก็สมควรทำอยู่แล้ว”


หลิวจี้พลันเผยรอยยิ้มลึกลับออกมาทันทีพลางขยิบตาไปทางต้าหลางแล้วกระซิบกับฉินเหยาว่า “ลูกมีเรื่องจะบอกเจ้า”


ฉินเหยามองไปทางสี่พี่น้อง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงพร้อมใจกันหันไปมองพี่ใหญ่ ทำท่าเหมือนรอชมงิ้วอยู่


ฉินเหยายิ้มพลางเลิกคิ้ว “ทำลับๆล่อๆ มีเรื่องอะไรกันแน่”


ซานหลางขยับเข้ามาใกล้ ทำทีเป็นกระซิบเสียงเบาข้างหูฉินเหยาเพื่อฟ้องว่า “ท่านแม่ พี่ใหญ่เขาจะเปลี่ยนคำเรียก แต่เขาไม่กล้า”


ต้าหลางรีบถลึงตาใส่ทันที ซานหลางทำหน้าเจื่อนพลางเม้มปาก รีบถอยไปอยู่หลังน้องสาวซื่อเหนียงเพื่อหลบสายตาคมกริบของพี่ใหญ่


ซื่อเหนียงมองพี่สามอย่างระอา แต่ก็ไม่ได้ผลักเขาออกไป ในแววตาเต็มไปด้วยความอ่อนใจ ทำตัวราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อย ดูเผินๆนึกว่านางเป็นพี่สาวส่วนซานหลางเป็นน้องชายเสียอีก


ฉินเหยามองปฏิกิริยาของเด็กๆจนครบทุกคน สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ต้าหลางซึ่งมีท่าทางประหม่า


ด้วยแรงช่วยส่งของเอ้อร์หลาง ต้าหลางจึงโซซัดโซเซ “ตุบ” มาคุกเข่าลงตรงหน้าฉินเหยา


ถือโอกาสนี้ เด็กหนุ่มจึงโขกศีรษะลงกับพื้น เอ่ยเรียกอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ท่านแม่”


ฉินเหยาประหลาดใจอย่างยิ่งจนในตอนแรกไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง เรียกให้เด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องล่างลุกขึ้นไม่ทัน


ต้าหลางก้มศีรษะค้างอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยเงยหน้าขึ้นมา ในแววตาเต็มไปด้วยความรักและความเคารพอย่างสุดซึ้งที่ไม่ได้ปิดบังอีกต่อไป


ฉินเหยาตระหนักได้ว่า คำว่า ‘ท่านแม่’ นี้ไม่ได้เป็นเพียงคำเรียกขานเท่านั้น


แต่มันยังหมายถึงความไว้วางใจที่มอบให้ทั้งกายและใจ หาใช่สิ่งที่ควรทรยศหรือทอดทิ้งได้โดยง่ายไม่


ดังนั้น ฉินเหยาจึงขานรับอย่างให้เกียรติ “อืม ลุกขึ้นเถอะ”


“ต่อไปไม่มีอะไรก็ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว” นางเสริมพลางอมยิ้ม


ต้าหลางพยักหน้ารับ “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”


ครอบครัวทั้งหกคนกลับมานั่งที่อีกครั้ง หลิวจี้หัวเราะเสียงดังฮ่าๆ บรรยากาศที่เคร่งขรึมเกินไปในที่สุดก็กลับมาผ่อนคลายสบายๆตามปกติ


อาจเป็นเพราะอารมณ์ดี วันนี้ฉินเหยาจึงกินข้าวเช้าเพิ่มไปอีกชาม


หลังมื้ออาหาร อาวั่งก็เตรียมรถม้า พาหลิวจี้เข้าเมืองไป


เอกสารที่จำเป็นสำหรับการสอบ ฉินเหยาได้เตรียมไว้ให้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว การเข้าเมืองครั้งนี้ของหลิวจี้จึงมีเป้าหมายหลักสองอย่าง


หนึ่งคือเตรียมเอกสารที่จำเป็นฉบับสุดท้ายสำหรับเตรียมเข้าห้องสอบให้พร้อม สองคือจัดการเรื่องลดหย่อนภาษีอากรของเรือนเก่าให้เรียบร้อย


หากทุกอย่างราบรื่น มะรืนนี้หลิวจี้ก็จะสามารถออกเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อไปสมทบกับฉีเซียนกวนและคนอื่นๆได้


ฉินเหยาที่อยู่บ้านก็ไม่ได้ว่างเฉย ในหมู่บ้านมีคนทะเลาะกันเรื่องชักน้ำเข้านา นางจึงต้องไปไกล่เกลี่ย


เมื่อจัดการข้อพิพาทเรื่องการใช้น้ำของสองครอบครัวเสร็จก็รีบไปช่วยที่สำนักศึกษาต่ออย่างไม่หยุดพัก


ไม้บางท่อนหนักเกินไปและกำลังคนไม่พอ นางคนเดียวแทนคนสิบคน ย่อมต้องลงแรงช่วยอยู่แล้ว


พอออกมาจากสำนักศึกษา หลิวเหล่าฮั่นก็มาหานางที่บ้านอีก ด้านหนึ่งคือกังวลว่าหลิวจี้จะทำอะไรไม่เข้าท่าจึงคอยเลียบๆเคียงๆถามรายละเอียด อีกด้านหนึ่งก็ชวนคุยหาเรื่องปรึกษาเรื่องการต่อเติมบ้าน


ก่อนหน้านี้ฉินเหยาบอกว่าเงินไม่ใช่ปัญหา ให้สร้างแบบดีๆได้เลย


แต่ตอนนี้พอสร้างจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว หลิวเหล่าฮั่นถึงได้รู้ว่าที่แท้ฉินเหยาสร้างเพื่อให้ครอบครัวซ่งอวี้อยู่อาศัย เขาคิดในใจว่ามีที่ไหนที่เจ้านายอยู่บ้านดินแต่คนรับใช้ได้อยู่บ้านอิฐมุงหลังคากระเบื้องกันเล่า


เขาจึงเสนอให้ฉินเหยาสร้างห้องเพิ่มอีกสองห้องสำหรับตนเองแล้วให้ครอบครัวซ่งอวี้ไปอยู่บ้านเดิมของพวกนางก็สิ้นเรื่อง


ฉินเหยาลองคิดดูก็เห็นว่ามีเหตุผล แต่ขี้เกียจจะทำเรื่องยุ่งยากแล้ว “ช่างเถอะเจ้าค่ะ ยังคงทำตามแผนเดิมดีกว่า”


การต่อเติมสวนหลังบ้าน ทำให้มีคนเข้าๆออกๆ ชีวิตที่ไร้ความเป็นส่วนตัวเช่นนี้ฉินเหยาอยากจะให้มันจบลงเร็วๆ


หากจะสร้างจริงๆ ก็ควรรอให้คนพวกนี้ไม่อยู่แล้ว จ้างคนมาออกแบบบ้านที่สะดวกสบาย ทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ ทำให้เสร็จสมบูรณ์ในคราวเดียวไปเลย


ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ เสียงล้อรถม้าก็ดังมา หลิวเหล่าฮั่นไม่สนใจเรื่องจะต่อเติมหรือไม่ต่อเติมอีกต่อไป รีบลุกขึ้นพรวดและพุ่งออกไปนอกประตูใหญ่อย่างคล่องแคล่ว


อาวั่งเพิ่งจะจอดรถม้าเสร็จ หลิวจี้ก็รีบกระโดดลงมาจากรถม้าทันที


ทีแรกเขานึกว่าเสียงฝีเท้าที่วิ่งมาต้อนรับเป็นของฉินเหยา กำลังจะยิ้มกว้างประดุจดั่งดอกไม้บาน


แต่กลับต้องสบเข้ากับใบหน้าแก่ๆ ที่เต็มไปด้วยความกังวลและความคาดหวังของบิดาตนเองอย่างไม่ทันตั้งตัว รอยยิ้มก็พลันแข็งค้าง


“ท่านพ่อ เหตุใดจึงเป็นท่าน!” หลิวจี้อุทานอย่างผิดหวังและรังเกียจ


“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นใครเล่า” หลิวเหล่าฮั่นตบแขนเขาเบาๆอย่างร้อนรน “โฉนดที่ดินเล่า โฉนดที่นาเล่า”


ตอนที่ 496: เปลี่ยนชะตา


หลิวจี้ทำได้เพียงซ่อนความผิดหวังในใจ เค้นรอยยิ้มออกมาอย่างฝืดเฝื่อนแล้วหยิบโฉนดที่นาและโฉนดที่ดินที่เขียนชื่อของตนแล้วยื่นให้หลิวเหล่าฮั่นอย่างไม่สบอารมณ์


“เอ้านี่ โฉนดท่านเก็บไว้เอง ตอนนี้คงวางใจแล้วสินะ”


นึกว่าข้าจะโลภที่ดินพวกนี้จริงๆหรือ


ข้า หลิว·ซิ่วไฉ·จี้ เป็นคนใจแคบไร้ระดับขนาดนั้นเชียวรึ!


หลิวเหล่าฮั่นเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วพิสูจน์ความไม่ไว้วางใจของตนด้วยการกระทำ


เขา “ถุย!” บ้วนน้ำลายออกมาเพื่อทำให้นิ้วชุ่มแล้วนับโฉนดทีละใบทีละใบ เมื่อแน่ใจแล้วว่าจำนวนครบจึงเก็บเข้าอกเสื้ออย่างดีใจพลางพยักหน้า “ดีๆๆ ครบแล้ว”


พูดจบก็ไม่ได้เหลือบมองหลิวจี้อีกแม้แต่น้อย ถือโฉนดเดินจ้ำอ้าวกลับบ้านไป อยากจะรีบนำข่าวดีนี้ไปบอกคนในครอบครัวเร็วๆ เพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้ดูเจ้าสามผิดไป เขาคืนโฉนดมาจริงๆ ภาษีอากรก็ได้รับการยกเว้นจริงๆ


หลิวจี้ขมวดคิ้ว มองดูฝีเท้าที่เปี่ยมสุขของบิดาแก่ๆของตนแล้วสูดปาก “ซี๊ด~”


ทันใดนั้นก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาหน่อยๆ ว่าไม่น่าคืนโฉนดให้ไปเลย ทำอย่างไรดี……


ต้าหลางกับพวกเด็กๆจับปลากลับมาจากนา แต่ละคนสกปรกมอมแมมจนดูไม่ได้ ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้านั้นกลับเจิดจ้าเสียจนแทบจะทำให้ตาของหลิวจี้บอด


“ท่านพ่อ!”


เมื่อเห็นเด็กๆที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลนพุ่งเข้ามาหา หลิวจี้ก็รีบถอยหลังกรูดทันที


“พวกเจ้าไปคลุกโคลนกันมาหรืออย่างไร” หลิวจี้ถามอย่างไม่เชื่อสายตา


เด็กๆหัวเราะแหะๆ พยายามจะเนียนๆผ่านไป ซื่อเหนียงพลันยกตะกร้าขึ้นมาอวดท่านพ่อ “ท่านพ่อท่านดูเร็ว ข้าจับได้ตัวใหญ่ที่สุดเลยนะ!”


ซานหลางแค่นเสียง “เห็นๆกันอยู่ว่าพี่ใหญ่กับพี่รองช่วยกันต้อนไว้ในสุ่ม เจ้าถึงจับได้”


พูดพลางก็อวดปลาตัวเล็กที่ตนจับได้ “ท่านพ่อดูที่ข้าจับสิ มีชีวิตชีวาที่สุดเลย คืนนี้ให้น้าหลี่ตุ๋นน้ำแกงดื่ม ต้องอร่อยเป็นพิเศษแน่”


เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตากลมโตที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังของฝาแฝดทั้งสองคู่ หลิวจี้ก็ไม่ได้ใจอ่อนแม้แต่น้อย เขาจับแขนของทั้งสองอย่างรังเกียจแล้วลากไปที่โอ่งน้ำ อยากจะจับเจ้าเด็กเปื้อนโคลนสองคนนี้โยนลงไปในโอ่งน้ำล้างๆเสียให้รู้แล้วรู้รอด


“จัดการตัวเองให้สะอาดเดี๋ยวนี้เลยนะ ให้ตายสิ พอลับหลังข้า พวกเจ้าแต่ละคนจะก่อกบฏกันหรืออย่างไร!”


หลิวจี้วางอ่างไม้ลง ตักน้ำให้พี่น้องไม่กี่คนเต็มอ่างใหญ่แล้วยืนเท้าสะเอวกำกับการอยู่ที่เดิม ให้พวกเขาจัดการตัวเองจนกลับมาดูเป็นผู้เป็นคน


ฉินเหยานั่งมองความวุ่นวายในลานบ้านจากในห้องโถง เมื่อมีเศษโคลนกระเด็นมา นางก็ขยับตัวเล็กน้อยหลบได้อย่างแม่นยำ ไม่เปื้อนน้ำโคลนแม้เพียงนิด


แต่หลิวจี้ไม่ได้โชคดีขนาดนั้น เนื้อตัวเขาเต็มไปด้วยเศษโคลน


เด็กที่บ้านสี่คนบวกกับเสี่ยวไหลฝูอีกหนึ่งคน รวมเป็นห้าคน ใช้น้ำในโอ่งจนหมดไม่เหลือสักหยด ถึงพอจะกลับมาดูเป็นผู้เป็นคนได้


อาวั่งผูกม้าและให้อาหารสัตว์เลี้ยงเสร็จก็กลับมาและหยิบปลานาในกระบุงนั้นมาควักไส้อย่างเป็นธรรมชาติ


เมื่อจัดการเสร็จ หลี่ซื่อก็มารับช่วงต่อ นำไปตุ๋นทั้งหม้อ กลิ่นหอมฟุ้งจนฉินเหยายังน้ำลายสอ


เด็กๆที่อาบน้ำจนสะอาดแล้วถูกหลิวจี้มอบหมายภารกิจใหม่ให้ไปตักน้ำ ถ้าน้ำในโอ่งไม่เต็ม ใครก็อย่าหวังว่าจะได้กินข้าวเลย


พี่น้องหลายคนใครมีถังก็ยกถัง ใครไม่มีถังก็ยกอ่างไป เดินเท้าเปล่าวิ่งไปยังบ่อน้ำของหมู่บ้านอย่างร่าเริง


ไม่นานก็วิ่งกลับมาอีกครั้ง น้ำในมือเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ เน้นสัมผัสประสบการณ์ระหว่างทางเป็นหลัก


สุดท้ายก็เป็นอาวั่งที่ทนดูต่อไปไม่ไหว เขาถือถังน้ำขนาดใหญ่พิเศษที่ฉินเหยาใช้เป็นประจำ ไปเที่ยวเดียวก็เติมน้ำในโอ่งที่บ้านจนเต็ม


ส่วนเสื้อผ้าสกปรกที่เปลี่ยนออกมา ในเมื่อสำนักศึกษาก็ปิดภาคเรียนอยู่ เสื้อผ้าของใครก็ซักกันเอาเองแล้วกัน


หลิวจี้ก็เปลี่ยนเป็นชุดสะอาดกลับมา พอเห็นว่ากับข้าวตั้งโต๊ะพร้อมแล้ว หลี่ซื่อก็พาเสี่ยวไหลฝูเลิกงานกลับไป ที่เหลืออยู่คือครอบครัวของฉินเหยาที่ในที่สุดก็ได้เริ่มกินข้าว


“เรื่องเอกสารธุระต่างๆ จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ” ฉินเหยาถามขณะกินปลาที่หลิวจี้แกะก้างออกให้หมดแล้ว


หลิวจี้พยักหน้า มือก็ยุ่งไม่หยุด พอเห็นฉินเหยากินปลาไปหลายคำ เขาก็เลือกปลาสองตัวมาวางบนจานเปล่า ดึงก้างออกแล้วคีบเนื้อไปไว้ในชามของนาง


ทุกครั้งที่เขาคิดจะทำอะไรแผลงๆก็มักจะเอาอกเอาใจเช่นนี้ ฉินเหยาชินเสียแล้วและรับบริการอย่างสบายใจ


“ท่านพ่อ ท่านจะไปเมืองหลวงของมณฑลเมื่อใดขอรับ” ต้าหลางถามด้วยความห่วงใย


หลิวจี้แกะก้างปลาไปพลางตอบโดยไม่เงยหน้า “ออกเดินทางเช้าตรู่ของวันมะรืน”


“หา ท่านพ่อเพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วันเองนะขอรับ” ซานหลางค่อนข้างจะรับไม่ได้


ถึงแม้ท่านพ่อจะอยู่บ้านหรือไม่อยู่ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนัก แต่แม้แต่ฉินเหยาก็ต้องยอมรับว่า ตอนที่หลิวจี้อยู่บ้าน ที่บ้านมักจะคึกคักเป็นพิเศษเสมอ


ก่อนหน้านี้จากไปทีก็สองเดือน เพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วันก็จะไปอีกแล้วและกว่าผลสอบระดับย่วนซื่อจะออกก็ปาเข้าไปเดือนเก้าแล้ว


ซื่อเหนียงหักนิ้วนับเวลา ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าปลาในชามไม่อร่อยอีกแล้ว


ส่วนเอ้อร์หลางกลับดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน เขาแค่สนใจว่าท่านพ่อจะยังคงโชคดีต่อไปได้หรือไม่


“ท่านพ่อ ท่านว่าการสอบระดับย่วนซื่อครั้งนี้ท่านจะได้ที่โหล่อีกหรือไม่ขอรับ” เอ้อร์หลางถามด้วยสีหน้าจริงจัง


หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าเขาจริงจังขนาดนี้ หลิวจี้คงสงสัยไปแล้วว่าเจ้าลูกชายคนดีคนนี้กำลังแดกดันตนเองอยู่


พอดีกับที่แกะก้างปลาเสร็จ เขาวางจานเนื้อปลาลงตรงหน้าฉินเหยาแล้ววางตะเกียบลง ตั้งใจจะอธิบายให้ลูกๆฟังดีๆ ว่าเคอจวี่นั้นเป็นเรื่องอย่างไรกันแน่


“พ่อจะบอกพวกเจ้าอย่างนี้นะว่าการจะสอบติดหรือไม่นั้น ที่จริงแล้วเป็นเรื่องของโชควาสนาล้วนๆ หากในชะตาติดสุดท้ายก็ต้องติด หากในชะตาไม่ติดก็อย่าได้ฝืนเลย”


อาวั่งถาม “แล้วในชะตาของนายท่านติดหรือไม่ขอรับ”


หลิวจี้ถึงกับพูดไม่ออก เลิกคิ้วอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “ก็น่าจะมีนะ…”


“หึ~” ฉินเหยาหัวเราะออกมา ไม่ได้หัวเราะหลิวจี้ แต่รู้สึกว่าท่าทีของอาวั่งและพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ตั้งใจฟังหลิวจี้พูดจาเหลวไหลอย่างจริงจังนั้นมันน่าขันอยู่หน่อยๆ


ทว่าในสายตาของหลิวจี้กลับกลายเป็นว่านางไม่เชื่อในความสามารถของเขา ถึงได้หัวเราะออกมา


เขาลุกขึ้นพรวดทันที ประกาศเสียงดังว่า “เพื่อความไม่ประมาท พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปที่วัดหาพระอาจารย์มาเปลี่ยนชะตาให้ข้า!”


ฉินเหยา “…”


อาวั่ง “ขอไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ” เขาดูเหมือนจะไม่เคยไปสถานที่อย่างศาลเจ้าหรือวัดมาก่อน


ดวงตาของพวกต้าหลางสี่พี่น้องพลันสว่างวาบ “พวกเราก็อยากไปด้วย!”


หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ โบกมืออย่างใจกว้าง “เช่นนั้นก็ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ!”


ฉินเหยาปฏิเสธ “ข้าไม่ไป พวกเจ้าอยากไปก็ไปกันเองเถอะ” นางไม่สนใจศาลเจ้าหรือวัดเลยแม้แต่น้อย


ยิ่งไปกว่านั้น อากาศร้อนๆเช่นนี้ นางอยากจะอยู่บ้านกินเค้กดื่มน้ำเย็นๆมากกว่า


ดังนั้นห้าพ่อลูกจึงพยักหน้าพร้อมกัน “ได้!”


ฉินเหยามองดูหลายคนที่เริ่มพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้นก็ส่ายหน้าแล้วหัวเราะออกมาอย่างจนใจ


เช้าตรู่วันถัดมา


หลิวจี้ก็ให้อาวั่งเตรียมรถม้า นำพวกต้าหลางสี่พี่น้องไปด้วยกัน มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าที่คึกคักที่สุดในอำเภอไคหยาง


แม้ฉินเหยาจะไม่เข้าร่วม ทำให้พ่อลูกไม่กี่คนรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่พอไปถึงศาลเจ้า พวกเขาก็ถูกสิ่งแปลกใหม่และทิวทัศน์ภูเขาที่งดงามจับใจดึงดูดไปจนหมดสิ้น ไม่ได้นึกถึงนางอีกเลย


พ่อลูกไม่กี่คนออกจากบ้านไปตอนเช้ากลับมาถึงก็ตอนเย็น ในมือแต่ละคนมียันต์คนละแผ่น อาวั่งยังพับกระดาษยันต์แผ่นนั้นแล้วใช้เชือกแดงร้อยแขวนคอไว้


เพราะนักพรตบอกว่า ในชะตาของเขามีไอมารติดตัวมาด้วยง่ายต่อการชักนำสิ่งชั่วร้าย พกยันต์นี้ติดตัวไว้จะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข


คนที่ไม่เคยมีความเชื่อใดๆมาก่อน ประสบความสำเร็จในการโดนนายท่านใหญ่ของตนพาออกนอกลู่นอกทาง หันมาเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจเสียแล้ว


พอมองไปที่เด็กๆสี่คนก็มีท่าทีเชื่อมั่นอย่างไม่สงสัยเช่นกัน พวกเขาวางกระดาษยันต์ที่พับไว้ใต้หมอน ถึงจะวางใจและนอนหลับไปได้


ฉินเหยามองยันต์สีเหลืองในมือตนเอง ใช่แล้ว พวกเขายังอุตส่าห์นำยันต์สงบจิตกลับมาฝากนางด้วยหนึ่งแผ่น บอกว่าหากพกติดตัวไว้จะสามารถหลีกเลี่ยงการธาตุไฟเข้าแทรกได้!


นี่แน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังแขวะนางอยู่


ตอนที่ 497: ปราบด้วยกำลัง


ฉินเหยาคิดว่าตนเองน่าจะติดเชื้อปัญญานิ่มมาจากเหล่าพ่อลูกแล้วเป็นแน่ ถึงได้นำยันต์สงบจิตแผ่นนั้นไปติดไว้ที่ประตูใหญ่ของห้องนอน


แต่พูดก็พูดเถอะ!


อักขระยันต์สีแดงที่แฝงด้วยกลิ่นอายของลัทธิเต๋าอันลึกลับนี้ ดูไปแล้วก็ให้ความรู้สึกที่ลึกลับอยู่ไม่น้อย


ทำให้รู้สึกขึ้นมาในทันทีว่าภูตผีปีศาจจะไม่กล้ำกรายเข้ามาในบ้านหลังนี้แล้ว!


อาวั่งเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ “ฮูหยิน ข้ามีเรื่องต้องรายงานขอรับ”


เสียงที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ฉินเหยาเกือบจะชกออกไปหนึ่งหมัด


นางแสร้งทำเป็นใจเย็นแล้วหันกลับไปมอง “มีเรื่องอะไรหรือ”


อาวั่งชี้ไปยังตีนเขาที่มืดสนิทในสวนหลังบ้านแล้วพุ่งตัวหายวับออกไป


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยแล้วก้าวเท้าตามไป


เมื่อมาถึงตีนเขาหลังบ้าน ท่ามกลางแสงจันทร์จางๆ อาวั่งปีนขึ้นไปยืนอยู่บนยอดไม้ ทางหนึ่งสังเกตสถานการณ์โดยรอบ อีกทางหนึ่งก็กระซิบกับฉินเหยาที่อยู่ใต้ต้นไม้


“ตั้งแต่วันที่ฮูหยินกับนายท่านใหญ่กลับมา ข้าก็รู้สึกอยู่ตลอดว่ามีคนแอบซุ่มมองอยู่ในที่มืด”


“ตอนแรกข้าคิดว่าตนเองคงกังวลเกินไป แต่เมื่อวานตอนที่ข้าไปส่งนายท่านที่จวนที่ว่าการอำเภอ ตอนออกจากหมู่บ้านก็รู้สึกถึงสายตาสอดส่องนี้อีก วันนี้หลังจากกลับเข้าหมู่บ้าน ข้าจงใจไปตักน้ำที่ริมแม่น้ำก็พบคนหน้าแปลกสองคนเข้าจริงๆ”


ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ช่วงนี้มีคนสร้างบ้านเยอะ คนงานจากข้างนอกก็เยอะ อาจจะเป็นคนงานที่มาใหม่หรือไม่”


อาวั่งส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่ใช่ขอรับ!”


เขาเคยผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นมืออาชีพ การจดจำใบหน้ายิ่งเป็นวิชาบังคับของนักฆ่าพลีชีพ ขอเพียงเป็นคนที่เขาเคยเห็นก็จะไม่มีวันลืม


แต่คนสองคนนั้น ไม่ได้เข้ามาพร้อมกับหน่วยก่อสร้าง


อีกทั้งเสียงฝีเท้าของคนงานทั่วไปก็ไม่ได้เบาถึงเพียงนั้นและจะไม่ปรากฏตัวอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเป็นพิเศษเพื่อคอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวในบ้านของพวกเขา


แต่เมื่อเขาลองยืนยันดูอีกครั้งในตอนเย็นวันนี้ก็พบว่าเป้าหมายที่อีกฝ่ายจับตามองคือฮูหยินและนายท่านใหญ่ของตน ไม่ใช่เขา


คนสองคนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเองก็เป็นวรยุทธ์


“ฮูหยิน ระหว่างทางกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่ขอรับ” อาวั่งถามหยั่งเชิง


อันที่จริงเมื่อวานและวันนี้ระหว่างทางเขาก็ได้ยินข่าวมาบ้าง เกี่ยวกับเรื่องผู้ตรวจการแผ่นดินและศีรษะของพวกโจร


ประกอบกับระหว่างทางไปศาลเจ้าในวันนี้ มีบางคำพูดที่นายท่านเผลอหลุดปากพูดออกมา เขาก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น


ฉินเหยาตกใจเล็กน้อย หากไม่ใช่อาวั่งเตือน นางก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆเลย


“ระหว่างทางกลับก็เจอปัญหาเข้าเล็กน้อยจริงๆ”


ฉินเหยาเล่าเรื่องที่ระหว่างทางรับงานคุ้มกันให้ผู้ตรวจการแผ่นดินหวังจิ่นและสังหารนักฆ่าไปสามสิบคนในคราวเดียวให้อาวั่งฟัง


ลองคิดในมุมกลับกัน หากนักฆ่าที่นางฝึกฝนมาด้วยตนเองถูกกวาดล้างรวดเดียวจนสิ้นซาก เกรงว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะไม่ตามสืบสาวราวเรื่อง


ฉินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “พวกเราอาจจะ…ไปล่วงเกินขุมอำนาจบางแห่งเข้าแล้ว”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในอกของฉินเหยา หวังจิ่นเคยบอกว่าจะไม่สร้างปัญหาให้นาง ผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนี้หรือ


เมื่ออาวั่งเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดแล้วกลับถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อก


ตามมาตรฐานการทำงานของพวกนักฆ่าพลีชีพ ปัญหาเช่นนี้ ฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง


ดังนั้นอาวั่งจึงกล่าวว่า “ฮูหยิน ข้าจะไปฆ่าสายลับสองคนนั้น”


ฉินเหยาส่ายหน้า “นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้ หากทำให้อีกฝ่ายโกรธเคืองขึ้นมา เกรงว่าจะสร้างปัญหาให้กับหมู่บ้านได้”


“เรื่องเร่งด่วนตอนนี้ คือต้องสืบให้รู้ถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายว่าเหตุใดจึงส่งสายลับมา พวกเขาอยากรู้อะไร หรืออยากจะทำอะไร”


แต่จะทำอย่างไรถึงจะรู้จุดประสงคพวกนี้ของอีกฝ่ายได้เล่า


จับสายลับสองคนนั้นมาทรมานเค้นความจริงน่ะหรือ


ไม่ได้!


ทำเช่นนั้นกลับเป็นการเปิดโปงว่าพวกนางรู้ตัวแล้วว่ามีสายลับของอีกฝ่ายอยู่ มีแต่จะทำให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้น


อาวั่ง “ไม่เช่นนั้นก็ฆ่าทิ้งเสียเถิดขอรับ”


เขารับรองได้ว่าจะฆ่าอย่างไร้ร่องรอย ทำให้คนเบื้องหลังของพวกเขาหาศพไม่เจอแม้แต่ซาก


ฉินเหยาส่งสายตาเหนื่อยหน่ายให้อาวั่ง “เมื่อเจอปัญหาอย่าเอาแต่ใช้กำลัง บางครั้งพวกเราก็ต้องลองใช้สมองคิดหาวิธีการดูบ้าง”


นางยกมือส่งสัญญาณให้อาวั่งหยุดพูด นางต้องการเวลาคิดเงียบๆ


สามวินาทีต่อมา


คิดอะไรกัน! คิดกับผีสิ!


ฉินเหยากัดฟันพูดอย่างโมโห “ใครเป็นคนก่อเรื่อง ผู้นั้นก็จงไปจัดการปัญหาให้มารดาผู้นี้เสีย!”


อาวั่งตะลึงงันไปชั่วขณะ ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วหรือว่าจะใช้สมองคิดน่ะ


ฉินเหยากวักมือเรียกให้เขาลงมา อย่าเอาแต่ยืนบนต้นไม้สิ มีวิชาตัวเบาแล้วอย่างไรเล่า ไม่รู้หรือว่าเงยหน้าพูดแล้วคอจะเคล็ดน่ะ


อีกอย่างก่อนหน้านี้นางคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงนี้จึงไม่ได้ระวังตัว


ตอนนี้รู้แล้วว่ามีสายลับอยู่ใกล้ตัว ด้วยความสามารถในการรับรู้ของนาง ขอเพียงอีกฝ่ายปรากฏตัวนางก็จะรับรู้ได้ในทันที ไม่จำเป็นต้องให้อาวั่งคอยสอดส่องอยู่บนต้นไม้


อาวั่งร้องโอ้เสียงหนึ่งแล้วกระโดดลงมาจากต้นไม้เบาๆ เท้าเหยียบลงบนใบไม้ได้เบาเสียยิ่งกว่าแมว มีเพียงเสียงเสียดสีเบาๆจนแทบไม่ได้ยิน


ฉินเหยาสั่ง “เดี๋ยวเจ้ากลับไปเก็บสัมภาระแล้วไปอิงเทียนฝู่กับหลิวจี้”


แม้ว่าเป้าหมายใหญ่ที่สุดของอีกฝ่ายอาจจะเป็นนาง แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ลงมือกับหลิวจี้


ฉินเหยาไม่อยากให้การลงทุนของตนเองที่เพิ่งจะเห็นผลตอบแทน ยังไม่ทันได้เสวยสุขกับผลประโยชน์มหาศาลก็ถูกคนอื่นกำจัดเสียแล้ว


อาวั่งไม่ได้ตอบรับในทันที คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยของเขาดูแล้วเหมือนไม่ค่อยเต็มใจนัก


เขาถามอย่างกังวล “แล้ววัวกับไก่ที่บ้านจะทำอย่างไรขอรับ ยังมีแตงกวาที่ข้าเพิ่งปลูก แตงเย็นในไร่ก็เริ่มออกผลเล็กๆแล้ว ช่วงนี้อากาศร้อน ต้องคอยดูน้ำในนา จะมากไปหรือแห้งไปก็ไม่ได้ มิฉะนั้นข้าวจะเติบโตไม่ดี….”


ฉินเหยาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอาวั่งจะพูดมากได้ถึงเพียงนี้ นางตกใจอย่างยิ่ง


แต่นางก็ได้สติในไม่ช้าแล้วจัดการให้เขาหุบปากด้วยหมัดเดียว


อาวั่งหลบไม่พ้นจึงโดนหมัดเหล็กซัดเข้าไปเต็มๆ ร่างปลิวกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร เท้าครูดไปบนพื้นทรายเป็นทางยาว ส้นเท้าหลังยันเข้ากับก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งไว้อย่างแรงจึงจะสามารถทรงตัวได้อย่างทุลักทุเล


เมื่อเห็นฉินเหยาเดินลงมาจากเชิงเขาอย่างใจเย็น อาวั่งก็กัดฟันขบกรามแน่น นี่เป็นการใช้กำลังปราบปรามที่ร้ายกาจนัก!


นางกำชับต่อ “เจ้าช่วยข้าจับตาดูหลิวจี้ไว้ให้ดี อย่าให้เขาไปมั่วสุมกับพวกคุณชายเสเพลจนเสียคนไปอีก”


หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะโดนอีกหมัด อาวั่งก็อยากจะพูดเสียจริงว่า ด้วยนิสัยอย่างนายท่านใหญ่ จะถูกผู้อื่นชักนำให้เสียคนได้อย่างไร เขาไม่ไปชักนำผู้อื่นให้เสียคนก็ดีมากแล้ว!


น่าเสียดายที่เขาไม่กล้าโต้เถียงเลยแม้แต่น้อย มิฉะนั้นเขาก็จะไม่ได้กลับบ้านอีก ต้นกล้าผักเล็กๆที่บ้านก็จะไม่มีคนดูแล พอไม่มีคนดูแล พวกมันก็จะเหลืองและเน่า…


“เจ้าฟังข้าพูดอยู่หรือไม่” ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างน่ากลัวพลางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา


อาวั่งประสานหมัดอย่างจริงจัง “ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าจะปกป้องนายท่านให้ปลอดภัยและจะดูแลนายท่านเป็นอย่างดี ไม่ให้เขาไปชักนำผู้อื่นให้เสียคนอย่างแน่นอน!”


“ไม่ใช่ขอรับ ต้องเป็นไม่ให้ผู้อื่นชักนำนายท่านให้เสียคนอย่างแน่นอน” อาวั่งรีบแก้คำพูดอย่างจริงจัง


ฉินเหยาหลุดหัวเราะออกมา “เจ้าก็มีอารมณ์ขันเหมือนกันนี่”


“ไปเตรียมตัวเถอะ เรื่องที่บ้านมีข้าอยู่ ไม่ปล่อยให้ต้นกล้าผักเล็กๆของเจ้าต้องเน่าเหลืองหรอก”


เมื่ออาวั่งได้ยินเช่นนี้ ในใจก็ไม่ค่อยเชื่อถือนัก แต่ในเมื่อฮูหยินพูดเช่นนี้แล้ว ต้นกล้าผักเล็กๆของเขาก็น่าจะรอดไปจนถึงวันที่เขากลับมาได้กระมัง


อาวั่งกลับห้องไปเก็บสัมภาระด้วยความกังวลและอาลัยอาวรณ์เต็มเปี่ยม


ฉินเหยาที่ยืนรับลมภูเขาอันเย็นสบายอยู่ในสวนหลังบ้าน แววตาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างยิ่งยวด


หากหวังจิ่นพูดแล้วไม่เป็นคำพูดก็อย่าโทษนางแล้วกันที่บิดศีรษะของเขาส่งไปให้ผู้อื่นเพื่อแลกกับความสงบสุข!


ตอนที่ 498: สร้างเรื่องเท็จ


หลิวจี้เตรียมใจพร้อมแล้วว่าจะต้องออกเดินทางลำพังอย่างน่าสงสารและเดียวดาย


ไม่คาดคิดเลยว่า ในช่วงเวลาก่อนออกเดินทาง เมียจ๋าจะจัดให้อาวั่งมาเป็นผู้ติดตามเขา


หลิวจี้รู้สึกประหลาดใจระคนยินดี ในตอนนั้นเขารู้สึกว่าก้างปลาที่ตนช่วยเลาะออกให้เมื่อสองวันก่อนนั้นไม่เสียแรงเปล่าแล้ว


การเดินทางไกลนั้นจะประหยัดเงินเกินไปไม่ได้ ฉินเหยาไม่เพียงแต่ให้เงินสิบห้าตำลึงซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของค่าฝังศพครั้งก่อนแก่หลิวจี้ตามสัญญา แต่นางยังฝากตั๋วเงินอีกห้าสิบตำลึงไว้กับอาวั่ง เผื่อใช้ในยามจำเป็นอีกด้วย


ประกอบกับเนื้อแดดเดียวและเสบียงแห้งที่อาวั่งจัดเตรียมเมื่อคืนก่อนเพียงพอให้คนทั้งสองกินไปตลอดทางจนถึงอิงเทียนฝู่ได้โดยไม่มีปัญหา


“นายท่าน ออกเดินทางได้แล้วขอรับ!” อาวั่งตะโกนมาจากนอกประตู


หลิวจี้จึงค่อยๆละสายตาจากฉินเหยาที่กำลังกินข้าวคำโตด้วยความอาลัยอาวรณ์ โบกมือให้ลูกๆทั้งสี่ “พ่อไปแล้ว อย่าทำให้ท่านแม่โมโหเล่า รู้หรือไม่”


ต้าหลางกำลังฝึกฝนยามเช้า เขาชูกระบองไม้หนักอึ้งขึ้นแล้วควงสองครั้งเป็นการแสดงออกว่ารับทราบแล้ว


เอ้อร์หลางกินอาหารเช้าอย่างลวกๆไปสองคำก็กลับเข้าห้องไปอ่านตำรา ตอนนี้จึงทำได้เพียงแค่โผล่หน้าขึ้นมาเหนือขอบหน้าต่างเพื่อมองส่ง


ซานหลางกับซื่อเหนียงกำลังผสมรำข้าวกับเศษใบผักให้ไก่กินอยู่ในลานบ้าน ท่านแม่ไม่เหมือนท่านพ่อ ไม่ว่าพวกนางจะเล่นซนเพียงใด ขอเพียงซักเสื้อผ้าของตนเองให้สะอาดก็พอ เด็กทั้งสองจึงเล่นกันอย่างสนุกสนาน


กว่าพวกเขานึกขึ้นได้ว่าต้องมาส่งท่านพ่อ หลิวจี้ก็ถูกอาวั่งที่รอไม่ไหวลากตัวขึ้นรถม้าไปแล้ว


ล้อรถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ฉินเหยาลุกขึ้นมายืนส่งที่ลานหน้าบ้าน มองตามไปตลอดทาง จนกระทั่งเห็นรถม้าหายลับเข้าไปในหุบเขา นางก็พลันหันขวับไปยังริมฝั่งแม่น้ำ บุรุษร่างกำยำในชุดเสื้อสั้นแบบคนงานสองคนก็ปรากฏเข้าสู่สายตาอันคมกริบของนางพอดี


คนทั้งสองตกใจไปชั่วขณะ แต่ก็กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังพยักหน้าให้นางอย่างสุภาพ ไม่ต่างจากคนงานคนอื่นๆในหมู่บ้านเลยแม้แต่น้อย


เพียงแต่ตอนที่คนทั้งสองหันหลังเดินจากไปกลับพบว่าสายตาคมกริบคู่นั้นยังคงจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของตน


จิตสังหารสายหนึ่งซึ่งไม่รุนแรงนัก แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้ยังคงวนเวียนอยู่ข้างหลังพวกเขา ความเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากฝ่าเท้า ทำให้คนทั้งสองสั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมกัน


ถูกจับได้แล้วหรือ


ทั้งสองสบตากัน หนึ่งในนั้นแสร้งทำเป็นหันกลับไปมองทางเนินนั้นอย่างไม่ตั้งใจ สตรีผู้นั้นยังคงยืนมองพวกเขาอยู่ที่เดิม


แต่เมื่อเห็นเขาหันกลับมามอง นางก็เผยรอยยิ้มสดใส โบกมือให้พวกเขาอย่างเปิดเผย แสดงท่าทีเป็นมิตรราวกับจะต้อนรับพวกเขามาสู่การพัฒนาและก่อสร้างหมู่บ้านตระกูลหลิว


นี่เป็นสิ่งที่ฉินเหยาทำจนเคยชินแล้ว หลายวันที่ผ่านมานี้นางเดินตรวจตราในหมู่บ้าน เมื่อเจอคนงานที่มาจากหมู่บ้านอื่นก็มักจะทำเช่นนี้เสมอ ทำให้ผู้คนรู้สึกดีและซื้อใจคนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง


คนทั้งสองจับตานางมาหลายวันแล้ว ย่อมรู้ดีถึงวิธีการนี้ของนาง


ในตอนนี้จึงวางใจลงอีกครั้ง คาดว่านางคงแค่รู้สึกถึงสายตาที่กำลังแอบมองของพวกเขา แต่ยังไม่สงสัยในความผิดปกติเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขา นางคงเพียงไม่ชอบที่ถูกคนมองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้ก็เท่านั้น


คนทั้งสองลอบสบตากันอีกครั้ง หนึ่งในเป้าหมายได้จากไปแล้ว ยังต้องรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปยังเบื้องบน


เดิมทีพวกเขาสองคนต่างเฝ้าจับตาดูอยู่คนละคน ตอนนี้ฝ่ายชายนั้นจากไปแล้ว จะให้คนหนึ่งอยู่ต่อและอีกคนจากไป หรือจะจากไปพร้อมกัน หรือว่าจะอยู่ต่อทั้งคู่ ทั้งหมดนี้ล้วนต้องรอฟังคำสั่งจากเบื้องบน


ดังนั้น คนทั้งสองจึงมัวแต่ยุ่งอยู่กับการส่งข่าวสาร เพียงชั่วขณะที่พวกเขาเผลอเรอจึงไม่ทันสังเกตว่าฉินเหยาได้ออกจากหมู่บ้านไปคนเดียวแล้ว


ฉินเหยาเปลี่ยนไปสวมชุดกระโปรงลายดอกไม้เล็กๆสีครามสลับขาวของหลี่ซื่อ ใช้ผ้าโพกศีรษะสีเดียวกันโพกผมไว้แล้วหาบข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้สีไปยังโรงโม่น้ำที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน


เมื่อวางข้าวเปลือกลงแล้ว สองชั่วยามผ่านไปก็ยังไม่ออกมา


เหล่าหวงที่บ้านถูกอาวั่งพาตัวไป ฉินเหยาจึงไปหาม้าตัวหนึ่งจากโรงงานเครื่องเขียนแล้วตามขบวนส่งของของหลิวไป่ออกจากหมู่บ้านไปพร้อมกัน


เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนหลวง นางก็แยกตัวออกจากขบวนเพียงลำพัง มุ่งตรงเข้าไปยังอำเภอไคหยาง


เพียงไม่กี่วัน ข่าวการมาถึงของผู้ตรวจการแผ่นดินก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองแล้ว


ฉินเหยาไม่สนใจว่านี่เป็นข้อมูลที่หวังจิ่นปล่อยออกมาเองเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูหรือเป็นฝีมือของคู่แข่งที่จงใจปล่อยข่าวออกมา ตอนนี้นางเพียงต้องการพบตัวหวังจิ่นเท่านั้น


ได้ยินข่าวว่าเขายังอยู่ในเมือง


ฉินเหยาผูกม้าไว้แล้วมุ่งตรงไปยังจวนซ่ง


อย่างไรเสียนางกับซ่งจางก็ถือว่าเป็นหุ้นส่วนกันในตอนนี้ การยืมมือเขาเพื่อขอพบหวังจิ่นย่อมง่ายกว่าและยังช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาของนางได้อีกด้วย


ผู้ที่ออกมาต้อนรับฉินเหยาคือซ่งฮูหยิน ซ่งจางไม่ได้อยู่ที่บ้าน และก็ไม่ได้อยู่ที่จวนที่ว่าการอำเภอ


เมื่อถามว่าไปที่ใด ซ่งฮูหยินก็ได้แต่ส่ายหน้า “เขาไม่ได้บอกข้า”


เมื่อเห็นความเป็นกังวลในแววตาของซ่งฮูหยินดูไม่คล้ายเสแสร้ง ฉินเหยาคำนวณเวลาของโรงโม่ดูในใจก็ถอนหายใจขุ่นเคืองออกมาเฮือกหนึ่งแล้วถามอีกครั้ง “แล้วใต้เท้าจะกลับมาเมื่อใดหรือเจ้าคะ”


ซ่งฮูหยินกล่าวอย่างไม่แน่ใจนัก “อาจจะกลับมาก่อนมื้อเย็น ฉินเหนียงจื่อ หากเจ้ามีเรื่องด่วนอันใด ไม่สู้พักที่จวนสักคืนหนึ่งดีหรือไม่”


ฉินเหยาโบกมือ “ไม่เป็นไร วันนี้ขอเพียงใต้เท้ากลับมาก็พอ ในเมื่อเขาไม่อยู่ เช่นนั้นข้าขอเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง รบกวนฮูหยินช่วยส่งต่อให้ใต้เท้าได้หรือไม่”


ซ่งฮูหยินพยักหน้าแล้วรีบให้สาวใช้คนสนิทไปนำกระดาษและพู่กันมา


ฉินเหยาใช้กระดาษสองแผ่น เขียนข้อความง่ายๆไม่กี่ประโยค


แผ่นหนึ่งเขียนถึงซ่งจาง ขอให้เขาช่วยส่งสารของนางต่อไปยังหวังจิ่น


อีกแผ่นหนึ่งคือข้อความที่ต้องการบอกหวังจิ่น มีใจความว่า ปัญหามาถึงตัวแล้ว หวังว่านายจ้างจะยังจดจำสัญญาในวันนั้นได้


นอกเหนือจากนี้ ฉินเหยาไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติมอีกแม้แต่ประโยคเดียว


คนที่คิดจะจัดการเรื่องให้ดี ไม่ต้องเขียนมากเขาก็จะจัดการได้เป็นอย่างดี


คนที่ไม่คิดจะจัดการเรื่องให้ดี ต่อให้เขียนคำขู่ไปมากเพียงใดก็ไร้ผล


เห็นแก่หน้าซ่งจาง ฉินเหยาตัดสินใจให้โอกาสหวังจิ่นอีกครั้ง


เมื่อผนึกซองจดหมายแล้วก็ยื่นส่งให้ซ่งฮูหยินด้วยสองมือ ฉินเหยายิ้มเล็กน้อยแล้วหันหลังเดินจากไป


ซ่งฮูหยินจะเดินไปส่งนาง แต่ก็ไล่ตามไม่ทัน


นางก้มลงมองจดหมายบางๆในมือ แววตาเต็มไปด้วยความกังวลลึกซึ้งยิ่งขึ้น นับตั้งแต่ผู้ตรวจการแผ่นดินท่านนั้นมา ไม่เพียงแต่สามีจะออกแต่เช้ากลับดึกทุกวัน แม้แต่บรรยากาศในเมืองก็ยังเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด


ฉินเหนียงจื่อหากไม่มีธุระก็ไม่เคยมาที่จวนเองเลย แต่วันนี้นางกลับมา เรื่องราวมากมายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ในทันใดนั้นซ่งฮูหยินก็รู้สึกถึงความเงียบสงัดอันเป็นลางบอกเหตุว่าพายุใหญ่กำลังจะมาเยือน


ฉินเหยากลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวก่อนที่โม่หินของโรงโม่จะหยุดหมุนแล้วหาบข้าวสารที่สีเปลือกออกแล้วกลับบ้านไป


เย็นวันนั้น หลังจากคนงานของโรงงานเครื่องเขียนและคนงานจากภายนอกเหล่านั้นกลับไปแล้ว นางก็เคาะฆ้องทองแดงทันทีเพื่อเรียกชาวบ้านมาชุมนุมหารือกันที่ศาลบรรพชน


มีคนงานที่บ้านอยู่ไกลจำนวนไม่น้อยยังคงพักอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิว แต่เพราะเป็นคนนอกจึงไม่สามารถเข้าใกล้ศาลบรรพชนได้ สายลับสองคนนั้นจึงทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่ไกลๆ


ฉินเหยาไม่ใช่คนประเภทที่จะรอเฉยๆให้คนอื่นมาช่วย นางมีแต่จะเป็นฝ่ายลงมือเพื่อช่วยตนเองก่อน


ในเมื่อตอนนี้นางเป็นผู้ใหญ่บ้านก็ย่อมต้องใช้สถานะผู้ใหญ่บ้านของตนให้เป็นประโยชน์


ในการประชุมที่ศาลบรรพชน ฉินเหยาสร้างเรื่องเท็จขึ้น โดยบอกว่าตนได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีของในบ้านถูกขโมยและสงสัยว่าจะเป็นการกระทำของคนงานจากภายนอกที่เพิ่งเข้ามาในช่วงนี้


นางไม่ได้บอกว่าเป็นใครที่แจ้งและก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นคนงานของบ้านไหน ปล่อยให้ชาวบ้านคาดเดากันไปเอง


“ข้ารู้ว่าทุกคนไม่ต้องการให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ดังนั้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าหวังว่าทุกคนจะตรวจสอบประวัติคนงานที่ตนเองจ้างมา หากพบความผิดปกติใดๆ โปรดรีบรายงานให้ข้าทราบทันทีแล้วจับตัวส่งทางการ!”


ฉินเหยากล่าวสั่งการด้วยสีหน้าจริงจัง “ในหมู่บ้านมีการขายที่ดินร้างสำหรับสร้างบ้านไปห้าแห่ง การตรวจสอบประวัติคนงานทางฝั่งนั้นมอบให้หลิวหยางเจ้ารับผิดชอบ”


หลิวหยางที่ถูกขานชื่อถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง กว่าจะก้าวออกมาขานรับก็เป็นตอนที่หัวหน้าตระกูลผู้เป็นบิดาของเขาสะกิดเรียก


ตอนที่ 499: ตัวแทนของอาวั่ง


“ขอรับ”


หลิวหยางรับภารกิจนี้มาด้วยความประหลาดใจระคนยินดี


เขาและผู้ใหญ่บ้านต่างก็เป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านครั้งก่อน ตอนนั้นเขายังเคยพูดประโยคที่ว่า ‘สตรีจะเป็นผู้ใหญ่บ้านได้อย่างไร’ ตามเหตุผลแล้วผู้ใหญ่บ้านไม่เก็บเรื่องนี้มาเจ็บแค้นก็นับว่าดีเท่าใดแล้ว ไม่คาดคิดว่านางไม่เพียงแต่ไม่เจ็บแค้น วันนี้ยังมอบหมายภารกิจให้เขาอีกราวกับเตรียมจะใช้เขาเป็นผู้ช่วยและให้ความไว้วางใจอย่างยิ่ง


ฉินเหยายิ้มเล็กน้อย ส่งสายตาให้กำลังใจไปยังหลิวหยางแล้วมองไปยังคู่แข่งในการเลือกตั้งของตนเองในอดีตอีกหลายคนทีละคน


“ไม่ว่าก่อนหน้านี้ทุกคนจะมีความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆอะไรกัน แต่เป้าหมายสุดท้ายของพวกเราล้วนเพื่อหมู่บ้านตระกูลหลิว หวังว่าหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเราจะมั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆ และแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ”


“พลังของคนคนเดียวมีจำกัด หากต้องการสร้างหมู่บ้านตระกูลหลิวให้ดี พวกเราจำเป็นต้องสามัคคีกัน!”


“วันธรรมดาจะทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างไม่เป็นไร แต่ในช่วงเวลาสำคัญ ข้าหวังว่าพวกเราทุกคนจะสามารถร่วมมือกันต่อสู้กับคนนอกและกำจัดภัยคุกคามที่อาจเป็นอันตรายต่อชาวบ้านในหมู่บ้านของเรา!”


ทุกคนต่างพยักหน้าแสดงความเห็นด้วย


เลือดร้อนในกายของหลิวหยางพลันพลุ่งพล่านขึ้นมา ครั้งนี้เขานับถือผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ผู้นี้จากใจจริง


การพ่ายแพ้ให้นาง ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยแม้แต่น้อย


ฉินเหยาโบกมือ “แยกย้ายกันได้แล้ว หลายวันนี้ทุกคนปิดประตูลงกลอนให้ดี ดูแลทรัพย์สินของตนเองให้ดี อย่าได้เปิดช่องให้ผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาสได้”


เมื่อชาวบ้านจากไปแล้ว ภายในศาลบรรพชนก็เหลือเพียงหัวหน้าตระกูลและหลิวหยางที่ยังคงจมอยู่ในความตื่นเต้นจนถอนตัวไม่ขึ้น ฉินเหยาตั้งใจเดินมาเบื้องหน้าหลิวหยางแล้วพยักหน้าให้เขาหนักๆ


“พี่ใหญ่หลิวหยาง การอุทิศตนอย่างเงียบๆ ของท่านเพื่อหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมด ข้ามองเห็นมาโดยตลอด ท่านไม่พูด ข้าก็รู้ว่าทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวของเรา มีเพียงท่านที่ขยันขันแข็งทำงานที่เป็นประโยชน์เพื่อพี่น้องผองเพื่อนอย่างแท้จริง”


พูดพลางก็เห็นหลิวหยางตัวสั่นเทา ตื่นเต้นจนแทบจะร้องไห้ นางจึงตบแขนเขาเบาๆแล้วเตือนว่า


“พวกผู้ร้ายนั้นมักจะกระทำการสกปรก การแหวกหญ้าให้งูตื่นในครั้งนี้อาจจะกระตุ้นให้พวกเขาเกิดคิดต่อต้านขึ้นมาได้ หลายวันนี้ท่านต้องระวังตัวให้มาก ทางที่ดีอย่าได้เดินทางตอนกลางคืน หากจำเป็นต้องไปจริงๆ จำไว้ว่าต้องหาสหายไปด้วย”


หลิวหยางรับคำด้วยเสียงสะอื้น “ข้าจะระวังตัว ผู้ใหญ่บ้านโปรดวางใจ”


ฉินเหยาพยักหน้า “ข้าเชื่อใจท่านเสมอมา”


หลิวหยางมีชื่อเสียงในหมู่บ้านว่าเป็นคนเถรตรงอย่างยิ่ง ในสายตาของคนอื่นอาจจะดูสุดโต่งเกินไป เถรตรงไม่ผ่อนปรนจึงไม่เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านนัก


โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเก็บภาษีข้าวในทุกปี นั่นเป็นช่วงเวลาที่ถูกเกลียดชังมากที่สุด


แต่ฉินเหยารู้สึกว่าเช่นนี้ดีแล้ว


การให้หลิวหยางรับผิดชอบตรวจสอบประวัติคนงาน รับรองว่าจะไม่มีใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!


“ดึกแล้ว หัวหน้าตระกูล พี่ใหญ่หลิวหยาง พวกท่านรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ ข้าดับไฟที่ศาลบรรพชนแล้วก็จะกลับเช่นกัน” ฉินเหยากล่าวด้วยรอยยิ้ม


หัวหน้าตระกูลพยักหน้าให้ฉินเหยาอย่างซาบซึ้ง หัวเราะอย่างจนใจพลางเรียกบุตรชายคนโตที่หลั่งน้ำตาเพราะความยินดีจากการถูกยอมรับเป็นครั้งแรกให้กลับบ้านไป


ฉินเหยาเป็นคนสุดท้ายที่จากไป นางดับเปลวเทียน ตรวจสอบประตูหน้าต่างเรียบร้อยแล้วจึงลงกลอนประตูใหญ่ของศาลบรรพชนแล้วเดินกลับบ้านอย่างสบายอารมณ์ใต้แสงจันทร์ที่ขาวนวลเป็นพิเศษในวันนี้


วันหยุดของสำนักศึกษาตระกูลติงสิ้นสุดลงแล้ว เด็กๆต้องกลับไปเข้าเรียน


เมื่อถูกปลุกให้ตื่นในตอนเช้า ฉินเหยายังคงมึนงงอยู่บ้าง นางหาวออกมาโดยไม่รู้ตัวแล้วถามว่า “อาวั่งเล่า ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนไปส่งพวกเจ้าที่สำนักศึกษารึ”


ต้าหลางเอ่ยเตือนอย่างจนใจ “ท่านแม่ ท่านอาอาวั่งเดินทางไปอิงเทียนฝู่กับท่านพ่อตั้งแต่เมื่อวานแล้วขอรับ”


ซื่อเหนียงชูสามนิ้วขึ้นมา “อย่างน้อยต้องอีกสามเดือนถึงจะกลับมานะเจ้าคะ”


เอ้อร์หลางกับซานหลางก็พยักหน้า “ใช่แล้ว สามเดือน”


ฉินเหยาสะบัดศีรษะ ตื่นเต็มตาในที่สุดแล้วจำใจลุกขึ้นไปส่งเด็กๆที่บ้านไปสำนักศึกษา


เมื่อไปถึงเรือนเก่าเพื่อรับจินฮวากับจินเป่าก็ค่อนข้างสายแล้ว ทำให้เด็กทั้งสองร้อนใจจนแอบร้องไห้ กลัวว่าเมื่อไปถึงสำนักศึกษาแล้วจะถูกท่านอาจารย์ลงโทษ


โชคดีที่ฝีมือการขับเกวียนของท่านอาสะใภ้สามยังคงดุดันเช่นเคย แม้ระหว่างทางจะกระเด้งกระดอนไปบ้าง แต่ในที่สุดก็ไปส่งพวกเขาถึงสำนักศึกษาได้อย่างปลอดภัยก่อนที่เสียงระฆังเข้าเรียนจะดังขึ้น


เหล่าบัณฑิตที่กลับมาจากวันหยุดต่างกรูกันเข้าสำนักศึกษา ชั่วพริบตาก็กลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง


ประตูใหญ่ของสำนักศึกษาปิดลงดังปัง ฉินเหยาที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่สะดุ้งเฮือก ในที่สุดก็ได้สติกลับคืนมา นางหันหัวเกวียนวัวกลับแล้วขับเกวียนอย่างช้าๆเพื่อกลับบ้าน


พออาวั่งจากไปก็รู้สึกไม่ชินเลยจริงๆ


ช่วงนี้หลิวจ้งที่ถูกอวิ๋นเหนียงดึงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มงานศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เองก็ยุ่งจนหัวหมุนเช่นกัน เรื่องการรับส่งลูกๆไปสำนักศึกษาอย่างน้อยครึ่งเดือนนี้คงต้องตกเป็นหน้าที่ของฉินเหยา


การไปส่งนั้นยังพอไหว แต่การไปรับค่อนข้างลำบากอยู่บ้าง แปลงแตงโมและสวนผักที่อาวั่งทิ้งไว้ยังต้องดูแลอีก


ฉินเหยาพลันตระหนักได้ว่า นอกจากอาวั่งแล้ว ตนเองก็ไม่มีคนอื่นให้ใช้งานได้อีก


เมื่อนึกถึงสายลับสองคนที่ยังไม่ทราบจุดประสงค์แน่ชัดในหมู่บ้าน รวมถึงสถานการณ์ในอำเภอที่มีแนวโน้มว่าพายุใหญ่กำลังจะมาเยือน นางก็ไม่วางใจที่จะมอบหมายหน้าที่รับส่งลูกๆ ให้คนอื่นในบ้านทำแทนจริงๆ


วัวตัวใหญ่สีเทาที่วิ่งอย่างบ้าคลั่งมาตลอดทางในตอนเช้า เพราะใช้พลังงานไปมากเกินไป ขากลับจึงบรรทุกนายหญิงของมันเดินไปอย่างเชื่องช้า กว่าจะกลับถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวก็เกือบจะเที่ยงแล้ว


เกวียนวัวขับผ่านซุ้มประตูของโรงงานเครื่องเขียน หางตาของฉินเหยาก็พลันเหลือบไปเห็นว่าริมฝั่งแม่น้ำ อินเยว่กำลังสวมผ้ากันเปื้อนแล้วพับแขนเสื้อขึ้นล้างผักอยู่


มือของนางทำงานอย่างขะมักเขม้น ปากก็ท่องตัวอักษรที่เรียนรู้แล้วไปพลาง พลางหยุดเป็นครั้งคราว ใช้นิ้วจุ่มน้ำเขียนวาดไปบนใบผัก ดูมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง


ฉินเหยาคิดในใจ ไม่รู้ว่าเด็กสาวคนนี้ไปเอาเรี่ยวแรงมหาศาลมาจากไหน ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด


คนหนึ่งอยู่บนถนน อีกคนหนึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เกวียนวัวเคลื่อนไปอย่างช้าๆ เสียงไม่ดังนัก แต่ฉินเหยากลับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เพื่อป้องกันไม่ให้บางคนพบเข้า


แต่อินเยว่ราวกับมีสัญชาตญาณพิเศษอย่างไรอย่างนั้น นางลุกพรวดขึ้นยืนแล้วตะโกนอย่างตื่นเต้นว่า “ผู้จัดการใหญ่ฉิน!”


เอาล่ะ เป็นเจ้าก็แล้วกัน!


ฉินเหยาร้องสั่งเสียงต่ำ วัวตัวใหญ่สีเทาก็หยุดลงกับที่ทันที


“ผู้จัดการใหญ่ฉิน ข้าท่องจำได้…”


“ตอนบ่ายหลังจากทำงานเสร็จแล้วมาหาข้าที่บ้านด้วย”


คำว่า ‘เก้าร้อยยี่สิบแปดตัวอักษรแล้ว’ ที่กำลังจะเอ่ยออกมาของอินเยว่พลันถูกกลืนกลับลงไป นางมองเกวียนวัวที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้าช้าๆอย่างงุนงง ผ่านไปราวครึ่งนาทีถึงได้สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อไม่ให้ตนเองต้องสลบไปเพราะความดีใจที่มาเยือนอย่างกะทันหันนี้


บนเกวียนวัวที่เคลื่อนห่างออกไป พอฉินเหยาได้ยินเสียงหัวเราะโง่งมดังมาจากริมฝั่งแม่น้ำก็ส่ายหน้า ไม่รู้ว่าการตัดสินใจของตนนั้นถูกหรือไม่


ช่างเถิด ไม่สนใจแล้ว จะสนใจทำไมว่าเป็นแมวอะไร ขอเพียงจับหนูได้ก็ล้วนเป็นแมวที่ดี!


เมื่อนึกว่าอินเยว่จะมาในตอนบ่าย หลังจากกลับถึงบ้านและกินอาหารกลางวันอย่างลวกๆแล้ว ฉินเหยาก็เริ่มลงมือเตรียมการล่วงหน้า


นางไม่เคยเป็นอาจารย์ของใคร แต่แม้ไม่เคยกินเนื้อหมู ทว่าก็เคยเห็นหมูวิ่งมิใช่หรือ


นางจึงทำตามตำราเป๊ะๆ จัดเตรียมโต๊ะอย่างจริงจัง แถมยังให้หลี่ซื่อไปหาเม็ดแตง ลูกกวาดและเนื้อขาหมูมาอีก ดูเป็นการเป็นงานมากทีเดียว


เมื่อหลี่ซื่อเห็นท่าทางของนางเช่นนี้ก็เดาได้แล้วว่าฉินเหยาจะทำอะไร มองดูท่าทีจริงจังจนดูประหม่าเล็กน้อยของนางก็รู้สึกว่าน่ารักอย่างน่าประหลาด


“เหตุใดจู่ๆ ฮูหยินถึงคิดจะรับศิษย์หรือเจ้าคะ” หลี่ซื่อถามด้วยความอิจฉาเล็กน้อย


ฉินเหยาที่กำลังหาเก้าอี้สักตัวที่ตนนั่งแล้วจะดูน่าเกรงขามก็ตอบไปตามจริงว่า “ขาดคนน่ะ”


หลี่ซื่อนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หรือว่าข้าไม่ใช่คน


หรือว่าคนที่ฮูหยินพูดถึง ไม่ใช่คนแบบที่นางคิด


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่คนแบบเดียวกัน คนที่นางต้องการคือคนที่ทั้งเชื่อฟังและต่อสู้เป็น


หรือจะเรียกอีกอย่างว่า…ตัวแทนของอาวั่ง


ตอนที่ 500: รับศิษย์


ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของอินเยว่ หลังจากพยายามข่มความตื่นเต้นและทำงานในโรงอาหารจนเสร็จแล้ว นางก็กลับไปยังที่พักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทะมัดทะแมงขึ้นแล้วรวบผมขึ้นเป็นมวยดูทะมัดทะแมงและแน่นหนาชนิดที่ว่าต่อให้สะบัดศีรษะอย่างไรก็ไม่หลุดลุ่ย


สุดท้ายก็มองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าที่คล้อยไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อยพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และท่องตัวอักษรที่ตนเองจำได้ในใจ เดินไปยังเบื้องหน้าของบุคคลที่ตนเองปรารถนาจะเป็นด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้น


เป้าหมายที่วาดไว้สำเร็จอย่างไม่คาดฝัน ในใจของอินเยว่จึงรู้สึกกังวลอย่างยิ่ง


ชั่วขณะก่อนที่จะก้าวเข้าประตูบ้านของฉินเหยา นางยังคงสงสัยว่าตนเองฟังผิดไปหรือไม่ เท้าที่ยกขึ้นชะงักไปครู่หนึ่งโดยไม่รู้ตัว ถึงขนาดมีความคิดที่จะถอยกลับออกไป


แต่ความคิดนี้คงอยู่เพียงชั่วครู่ก็ถูกนางปัดเป่าทิ้งไปอย่างเด็ดเดี่ยว


โอกาสไม่ได้มีอยู่เสมอไป สิ่งที่พลาดไปแล้วไม่เรียกว่าโอกาส แต่เรียกว่าความเสียใจ


มีเพียงโอกาสที่คว้าไว้ในมือเท่านั้น ถึงจะเป็นโอกาสที่แท้จริง!


“ผู้จัดการใหญ่ฉิน” อินเยว่ก้าวเข้าไปในลานบ้านที่เปิดประตูอ้าไว้ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นฉินเหยากำลังนั่งอย่างสง่างามน่าเกรงขามอยู่บนเก้าอี้ราชครูในห้องโถง


แสงสว่างภายในห้องค่อนข้างน้อย อินเยว่มองเห็นใบหน้าของนางได้ไม่ชัดเจนนัก แต่รัศมีอันทรงพลังประกอบกับสายตาที่นางมองมาราวกับกระแสคลื่นที่ซัดสาดเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง


อาจเป็นเพราะเส้นประสาทที่ตึงเครียดคลายลงกะทันหัน หรืออาจเป็นเพราะแสงแดดของเดือนหกนั้นร้อนแรงเกินไป เบื้องหน้าของอินเยว่จึงพร่ามัว ร่างกายนางโงนเงนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้


แต่ในขณะที่กำลังจะเซล้ม นางก็เงยหน้าขึ้น พยายามประคองร่างที่กำลังโอนเอนของตนเองไว้อย่างสุดความสามารถ


เมื่อสบเข้ากับดวงตาสีดำที่แฝงไปด้วยความเย็นชาหลายส่วนในห้องโถง อินเยว่ก็ก้าวขาออกไปข้างหน้า ทีละก้าว ทีละก้าว


ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เหงื่อเม็ดโตก็ยิ่งผุดพรายราวกับสายน้ำ ไหลรินลงมาจนชุ่มแก้ม


ผ้าปิดหน้าที่ใช้บดบังรอยแผลเป็นเปียกชื้นแนบสนิทอยู่บนใบหน้าของนาง รอยแผลเป็นที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าผืนนั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมา มันเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับต้องการจะทะลวงสิ่งกีดขวางทั้งหมดออกมา เพื่อเผยตัวสู่แสงแดดและอากาศอย่างอิสระ


ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะยิ่งทำให้อินเยว่หายใจไม่สะดวก นางจึงกระชากผ้าปิดหน้าที่แนบอยู่บนใบหน้าที่ทำให้นางแทบหายใจไม่ออกผืนนั้นทิ้งไป!


อากาศที่สดชื่นเป็นพิเศษทำให้ผู้คนราวกับได้เกิดใหม่ นางสูดหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ห้องโถง มาถึงเบื้องหน้าเก้าอี้ราชครูตัวนั้น


มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้นเล็กน้อย เอ่ยถาม “ชื่ออะไร”


“อินเยว่”


“อินเยว่เจ้าค่ะ”


“อายุเท่าใด”


“ยี่สิบเจ้าค่ะ”


“มาที่นี่ด้วยเหตุใด”


อินเยว่กะพริบตา หยาดเหงื่อที่ไหลจากหน้าผากมาถึงหางตาก็ร่วงหล่นลงมาด้วย ทัศนวิสัยกลับมาชัดเจนอีกครั้ง หัวใจที่ปั่นป่วนวุ่นวายของนางก็สงบลงด้วย


นางคุกเข่าลงอย่างนอบน้อมกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “มาขอคารวะท่านอาจารย์เพื่อฝึกวรยุทธ์ หวังเพียงให้มีพลังไว้ป้องกันตัวและหวังว่าจะสามารถกุมชะตาชีวิตของตนเองได้เช่นเดียวกับท่าน”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นมาจากเหนือศีรษะ “ไม่แก้แค้นให้พี่น้องคนดีของเจ้าแล้วรึ”


“หรือว่ากลัวข้าจะถือสาว่าเจ้าจะนำเภทภัยมาให้จึงจงใจปิดบังไม่ยอมพูด”


“ไม่ใช่เจ้าค่ะ!” อินเยว่รีบอธิบาย “ทุกคำที่ข้าพูดในวันนี้ล้วนออกมาจากใจจริง ไม่กล้าหลอกลวงท่านอย่างเด็ดขาด!”


เมื่อนางพูดเช่นนี้ ฉินเหยากลับยิ่งสงสัย “เหตุใดจู่ๆถึงไม่อยากแก้แค้นอีกแล้วเล่า”


อินเยว่ตอบ “เรื่องเฉพาะทางย่อมมีผู้เชี่ยวชาญดำเนินการอยู่แล้ว ข้าเชื่อว่าท่านผู้ตรวจการแผ่นดินจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง จะต้องลงโทษเหล่าคนชั่วอย่างหนักและชำระล้างวงการราชการให้สะอาดได้อย่างแน่นอน”


“ข่าวสารของเจ้านี่ช่างรวดเร็วนักนะ” มุมปากของฉินเหยายกสูงขึ้นกว่าเดิม


อินเยว่เดาว่านางน่าจะพอใจกับคำตอบนี้ของตนจึงก้มหน้าคุกเข่าอยู่เช่นนั้นแล้วคารวะลงไปอย่างจริงจัง “ขอท่านอาจารย์โปรดรับอินเยว่เป็นศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ!”


คำพูดที่แสดงถึงความซาบซึ้งในบุญคุณ หรือคำมั่นว่าจะคอยปรนนิบัตินางไปจนวาระสุดท้าย ครั้งนี้อินเยว่ไม่ได้พูดออกมาแม้แต่คำเดียว


นางไม่อยากสืบสาวให้มากความว่าเหตุใดสตรีเบื้องหน้านางผู้นี้จึงเปลี่ยนใจกะทันหันและไม่สนใจว่านางจะใช้ประโยชน์จากตนเองหรือไม่ ตอนนี้อินเยว่มีความปรารถนาเพียงอย่างเดียว นั่นคือการได้ไปยืนอยู่เคียงข้างนาง!


ดังนั้นนางจึงเงยหน้าขึ้น เผยความคลั่งไคล้ในใจของตนเองออกมาต่อหน้าฉินเหยาอย่างไม่ปิดบัง


หากจะใช้คำว่า ‘ติ่ง’ มาอธิบายความคลั่งไคล้นี้ของอินเยว่ เช่นนั้นในตอนนี้ นางก็คือแฟนคลับผู้คลั่งไคล้ฉินเหยาอย่างหัวปักหัวปำ


ฉินเหยาไม่สงสัยเลยว่าหากตอนนี้นางยื่นมีดเล่มหนึ่งให้อินเยว่แล้วสั่งให้ไปลอบสังหารหวังจิ่น นางก็จะรับมีดแล้วหันหลังไปสังหารเขาทันทีโดยไม่ถามไถ่แม้แต่คำเดียว!


หลี่ซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆตลอดเวลา มองมาทางฉินเหยา


ฉินเหยาพยักหน้าเล็กน้อย หลี่ซื่อก็เข้าใจความหมายแล้วยิ้มจางๆ นางยกถ้วยชาที่เตรียมไว้แล้วเดินมาเบื้องหน้าอินเยว่ ย่อตัวลงส่งให้ถึงข้างมือนาง


หัวใจของอินเยว่เต้นแรง นางไม่กล้ารีรอ รีบยกถ้วยชาร้อนขึ้น คลานเข่ามาสองก้าวแล้วยกขึ้นยื่นต่อหน้าอาจารย์


ฉินเหยารับถ้วยชามาดื่มอึกใหญ่ นางวางมาดมานานขนาดนี้ กำลังรู้สึกคอแห้งผาก ชาถ้วยนี้มาได้เวลาพอดีจริงๆ


“ลุกขึ้นเถอะ ไปจุดธูปหนึ่งดอก นับจากนี้ไป เจ้าก็คือคนของตระกูลฉินแล้ว” ฉินเหยาลุกขึ้น ชี้ไปที่โต๊ะเครื่องเซ่นด้านหลังแล้วสั่ง


“ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ!”


หลังจากโขกศีรษะไปอีกครั้ง อินเยว่จึงลุกขึ้นยืน แขนแนบชิดข้างลำตัว ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น นางถามออกไปอย่างคาดหวังอยู่บ้างว่า “ท่านอาจารย์ ข้าต้องเปลี่ยนไปใช้แซ่ฉินหรือไม่เจ้าคะ”


ฉินเหยามองนางอย่างจนใจพลางบอกว่าไม่จำเป็น นั่นทำให้อินเยว่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย


แต่ไม่เป็นไร นับจากนี้ไป นางเป็นก็เป็นคนของท่านอาจารย์ ตายก็เป็นผีของท่านอาจารย์ จะแซ่ฉินหรือแซ่อินก็ล้วนไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว!


อินเยว่จุดธูปหนึ่งดอกอย่างนอบน้อมหน้าโต๊ะเครื่องเซ่นที่ไม่มีป้ายบรรพบุรุษแม้แต่ป้ายเดียว


ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างรุนแรงที่มาจากพิธีกรรม ในตอนนี้ได้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด สีหน้าของอินเยว่ผ่อนคลายลงหลายส่วน เพียงแต่สายตาที่เปี่ยมสุขนั้นมักจะมองไปยังฉินเหยาเป็นครั้งคราว ความสุขนั้นไม่อาจเก็บงำไว้ได้


ฉินเหยามองนางอย่างระอาใจ แต่อินเยว่ก็ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย


วันนี้นางได้เกิดใหม่แล้ว จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร


“รอให้เรือนในสวนหลังบ้านซ่อมเสร็จแล้ว เจ้าก็ย้ายเข้ามาอยู่ได้เลย”


ฉินเหยากวักมือเรียกอินเยว่มาที่ลานบ้าน เพื่อแนะนำเรื่องราวต่างๆในบ้านให้นางฟัง


เมื่อมาถึงประตูห้องครัว ฉินเหยาชี้ไปที่โอ่งน้ำใบใหญ่สองใบในบ้าน “ต่อไปนี้การหาบน้ำเป็นหน้าที่ของเจ้า ก่อนที่หลี่ซื่อจะทำอาหารในทุกวัน เจ้าต้องหาบน้ำให้เต็มโอ่งทั้งสองใบ”


อินเยว่คิดในใจว่านี่ไม่ใช่ปัญหา นางเดินไปที่กำแพงแล้วหยิบถังน้ำขนาดปกติสองใบที่วางอยู่ตรงนั้นขึ้นมาถามว่า “ท่านอาจารย์ ใช่ถังสองใบนี้หรือไม่เจ้าคะ”


ฉินเหยาเผยรอยยิ้มประหลาด นางส่งสัญญาณให้อินเยว่เอาถังไม้มาแล้วหยิบหินลับมีดบนพื้นขึ้นมา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของอินเยว่ นางก็ทุบ “ปัง ปัง” สองครั้ง เจาะรูบนถังไม้ทั้งสองใบแล้วยัดใส่มือของอินเยว่ด้วยตนเอง “ใช่แล้ว ก็คือถังสองใบนี้”


“จำไว้ ก่อนที่หลี่ซื่อจะทำอาหาร โอ่งน้ำจะต้องเต็ม” ฉินเหยากำชับอย่าง ‘ใจดี’


เมื่อเดินมาถึงโรงเก็บฟืน “การผ่าฟืนก็เป็นงานของเจ้าเช่นกัน เห็นฟืนที่วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ข้างๆ หรือไม่ ขนาดต้องเป็นไปตามนี้”


กองฟืนในโรงเก็บฟืนเป็นผลงานชิ้นเอกของอาวั่ง ทั้งขนาด ความยาวล้วนต้องเท่ากัน ไม่มีความคลาดเคลื่อนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน


“เบื้องต้นก็มีแค่สองอย่างนี้แหละ ตอนนี้เจ้ามีปัญหาอะไรก็รีบถามมา ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่อ” ฉินเหยากอดอกพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เอนไม้ไผ่กลางลานบ้าน อาศัยร่มเงาจากกำแพงสูงที่ทอดลงมาแล้วหรี่ตาลงอย่างผ่อนคลาย


หลี่ซื่อจุดธูปหนึ่งดอกแล้วนำไปปักไว้ข้างอ่างหินสำหรับล้างมือ การนับถอยหลังจึงได้เริ่มขึ้น


อินเยว่สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที รีบเข้าไปสำรวจกองฟืนในโรงเก็บฟืนที่อยู่ใกล้ๆก่อนเป็นอันดับแรก


จบตอน

Comments