stepmother ep501-510

ตอนที่ 501: นอนไม่พอ


ฟืนมีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าสามนิ้วมือ ซึ่งแค่ต้องตัดให้เป็นท่อนๆเท่านั้น


ไปจนถึงท่อนใหญ่ขนาดเท่าขาคนและปากชามซึ่งทั้งหมดล้วนต้องผ่าให้มีความหนาประมาณสามนิ้วมือ


อินเยว่หยิบขวานขึ้นมา มันหนักอึ้ง แต่ตอนอยู่ที่โรงอาหารนางคุ้นเคยกับงานผ่าฟืนดีอยู่แล้ว การถือขวานจึงไม่เป็นปัญหา


แต่กองฟืนที่ต้องผ่ากลับสูงท่วมหัวของนาง!


อินเยว่ลอบกลืนน้ำลาย ในใจได้แต่ร่ำร้องอย่างบ้าคลั่ง ‘อาวั่ง เจ้าจะหาฟืนกลับบ้านมาเยอะแยะขนาดนี้ทำไมกัน!’


นางวางขวานลงแล้วหันไปดูถังไม้ที่มีรูรั่วสองใบ ในโอ่งน้ำมีน้ำอยู่ นางตักขึ้นมาหนึ่งถัง น้ำก็ไหลพรวดลงมาเป็นสาย แม้สายน้ำจะเล็ก แต่กลับไหลเร็วจนน่าตกใจ พอธูปไหม้ไปสองส่วน น้ำในถังก็ไหลจนหมดสิ้น


ดังนั้น หากต้องการตักน้ำให้เต็มโอ่ง ทุกเที่ยวที่นางใช้เวลาเดินทางจะต้องไม่เกินหนึ่งในห้าส่วนของธูปหนึ่งดอก


จริงสิ ก้นถังยังพอมีน้ำน้อยๆที่ยังไม่ไหลออกมา


ดังนั้น นางยังสามารถวิ่งเพิ่มอีกหลายสิบเที่ยวค่อยๆเติมน้ำในโอ่งให้เต็มได้


แต่ทั้งสองวิธีนี้ล้วนไม่ใช่วิธีที่ดีเลย


ไม่วิ่งจนตายก็ต้องเหนื่อยตาย


ธูปเหลืออีกเพียงครึ่งดอก อินเยว่ก็ไม่กล้าเสียเวลาอีกต่อไป รีบหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทันที นางวิ่งไปที่เก้าอี้เอนแล้วเอ่ยถามถึงวิธีผ่าฟืนไม่ให้ปวดแขนและวิธีเก็บน้ำในถังให้นานขึ้นระหว่างทาง


เป็นคำถามที่ดี ล้วนเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาและเป็นสิ่งที่นางจำเป็นต้องเรียนรู้มากที่สุดในตอนนี้


ฉินเหยาพลางลุกขึ้นสาธิตพลางสังเกตท่าทีของอินเยว่ ทันใดนั้นก็พบว่าศิษย์ของตนนับว่ามีไหวพริบอยู่ไม่น้อย


คำพูดของอาวั่งในวันนั้นปรากฏขึ้นในใจของนางอีกครั้ง


‘อินเยว่ฉลาดมาก เรียนรู้ตัวอักษรได้เร็ว ความจำดี ทั้งยังอดทน แม้อายุจะมากไปหน่อย แต่นางมีพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์ ฮูหยิน ท่านควรจะลองดู’


ดังนั้น ภายใต้เงื่อนไขของการหาบน้ำและผ่าฟืน ฉินเหยาจึงได้เพิ่มภารกิจฝึกฝนพื้นฐานด้วยการวิ่งห้ากิโลเมตรในตอนเย็นให้อินเยว่เข้าไปด้วย


และยังมีชั้นเรียนวิทยายุทธ์แบบสุ่มหลังมื้ออาหารเย็น ซึ่งก็แล้วแต่อารมณ์ของนาง


ศิษย์อายุเท่านี้ย่อมไม่สามารถฝึกฝนพื้นฐานแบบเด็กๆได้แล้ว และฉินเหยาเองก็ไม่มีเวลาสามถึงห้าปีมาฝึกสอนโดยเฉพาะ


ดังนั้น หลักสูตรเร่งรัดจึงกลายเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างศิษย์อาจารย์ไปโดยปริยาย


ฉินเหยามุ่งเป้าไปที่สภาพร่างกายของอินเยว่และตัดสินใจฝึกฝนนางในด้านการระเบิดพลังในชั่วพริบตา


การฝึกพื้นฐานต้องอาศัยการสั่งสม หากไม่มีเวลาสามถึงห้าปีก็ไม่อาจฝึกพละกำลังและความอดทนที่มั่นคงได้


ดังนั้น จุดนี้จึงสามารถหลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวันได้ เช่น งานบ้านอย่างการหาบน้ำและผ่าฟืน


การวิ่งห้ากิโลเมตรในตอนเย็น มีจุดประสงค์หลักเพื่อฝึกฝนความจุของปอดของอินเยว่ ทำให้ลมหายใจยาวขึ้นเพื่อให้สามารถระเบิดพลังออกมาได้นานขึ้น


และการระเบิดพลังในชั่วพริบตาก็ย่อมขาดความเร็วไปไม่ได้


รวดเร็ว แม่นยำ เหี้ยมโหด นี่คือบทเรียนแรกที่อินเยว่ต้องเรียนรู้


แต่ก่อนหน้านั้น นางยังต้องเลือกอาวุธที่เหมาะสมกับตนเองหนึ่งชิ้น


พอดีกับที่ช่างตีเหล็กแห่งหมู่บ้านเซี่ยเหอฝากคนมาบอกว่ากระบองเหล็กหนักแปดสิบจินที่ฉินเหยาสั่งทำนั้นหลอมเสร็จแล้ว ให้นางหาเวลาว่างเอารถม้าไปรับ ฉินเหยาจึงได้พาอินเยว่ที่เพิ่งเลิกงานจากโรงอาหารออกเดินทางไปด้วยกัน


หลังจากที่อากาศแจ่มใสติดต่อกันมานาน วันนี้ก็เป็นวันฟ้าครึ้มอย่างหาได้ยาก ทำให้อากาศเย็นสบายขึ้นมาก


ฉินเหยาไม่ได้นั่งรถม้า แต่พาศิษย์ที่มีสีหน้าเหนื่อยล้าเดินเท้าไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหออย่างรวดเร็ว


เหตุผลข้อแรกคือเพื่อจะได้มีเวลาปรับตัวให้เข้ากับกระบองเหล็กหนักๆในตอนขากลับ


ส่วนเหตุผลข้อสอง…จะได้มีเวลาพูดคุยกับศิษย์ให้มากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจสภาพจิตใจของนางในตอนนี้


แต่เมื่อเหลือบมองถุงใต้ตาขนาดใหญ่และขอบตาดำคล้ำของอินเยว่ ฉินเหยาก็เดาะลิ้นเบาๆ แล้วชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม


“สองสามวันมานี้ปรับตัวได้บ้างหรือไม่”


“ปรับตัวไม่ได้เจ้าค่ะ” อินเยว่ส่ายหน้าตอบตามตรง


ถึงจะรู้ว่าคำตอบนี้อาจทำให้อาจารย์ไม่พอใจ แต่นางก็ไม่กล้าโกหก มิฉะนั้นจะยิ่งแย่กว่าเดิม


เพราะเมื่อวันก่อน นางได้เข้าใจถึงผลลัพธ์ของการพูดเกรงใจไม่ยอมพูดความจริงอย่างลึกซึ้งแล้ว


วันนั้นท่านอาจารย์ถามนางว่าหาบน้ำเป็นอย่างไรบ้าง นางตอบกลับไปอย่างไม่เต็มใจว่าพอได้ ทันใดนั้น รูรั่วบนถังน้ำก็ขยายจากขนาดเท่านิ้วก้อยของเด็กกลายเป็นขนาดเท่าหัวแม่มือของผู้ใหญ่!


ฉินเหยาขานรับคำหนึ่งแล้วถามด้วยความเป็นห่วง “มีอะไรที่ยังปรับตัวไม่ได้หรือ”


อินเยว่ “นอนไม่พอเจ้าค่ะ”


ใช่แล้ว การหาบน้ำผ่าฟืนนางสามารถทำได้หมด การวิ่งห้ากิโลเมตรในตอนเย็นกัดฟันก็ยังทนไหว แม้แต่ ‘การฝึกพิเศษด้วยการโดนซ้อม’ หลังมื้ออาหารเย็นก็ยังรับได้


มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพออย่างรุนแรง!


เพื่อที่จะตักน้ำใส่โอ่งในบ้านให้เต็มก่อนที่หลี่ซื่อจะทำอาหารเช้า นางต้องตื่นตั้งแต่ยามโฉ่วมิฉะนั้นไม่มีทางใช้ถังรั่วสองใบนั้นตักน้ำให้เต็มโอ่งได้


กว่าจะทำภารกิจหาบน้ำเสร็จ ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว รีบจัดการเนื้อตัวที่ชุ่มเหงื่ออย่างลวกๆ ก็ต้องไปทำงานที่โรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียน ยุ่งจนถึงหลังยามอู่จึงจะเลิกงาน


หลังจากเลิกงานก็ต้องไปผ่าฟืน หากผ่าขนาดไม่เท่ากันก็ยังต้องแก้ไข กว่าจะรู้ตัวก็ถึงเวลาวิ่งห้ากิโลเมตรแล้ว


หลังจากวิ่งเสร็จ ร่างกายก็เหนื่อยจนชา โชคดีที่อาจารย์อนุญาตให้นางกินข้าวที่บ้านได้จึงประหยัดแรงในการทำอาหารเอง มิฉะนั้นอินเยว่คงไม่อยากกินข้าวเย็นด้วยซ้ำ อยากจะใช้ช่วงเวลาก่อนการฝึกพิเศษยามค่ำคืนที่จะมาถึงพักผ่อนเพิ่มอีกสักหน่อย


หลังมื้ออาหารเย็น เพราะสองสามวันนี้อากาศดีมาก การฝึกพิเศษจึงย่อมต้องจัดขึ้นตามปกติ


การฝึกพิเศษก็ไม่ได้นับว่าเหนื่อยมากนัก ส่วนใหญ่คือการหลบหลีกก้อนหินหรือหมัดของอาจารย์ที่ลอยมาจากทุกทิศทุกทาง เพียงแค่ยืนอยู่กับที่แล้วใช้วิธีการที่อาจารย์สอนหลบหลีกก็พอ


ทว่า ในตอนกลางวันนางใช้พละกำลังและเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้นแล้ว สมองจึงตื้อไปหมด สองสามวันนี้รอยฟกช้ำจากหมัดและก้อนหินจึงปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งที่เสื้อผ้าสามารถบดบังได้


แถมอาจารย์ยังตั้งกฎว่า ในแต่ละวันการฝึกพิเศษจะต้องหลบการโจมตีของนางให้ได้สามครั้งจึงจะกลับไปพักผ่อนได้


ดังนั้น เวลาที่ได้กลับบ้านจึงเลื่อนจากปลายยามโหย่ว (หนึ่งทุ่ม) ไปเป็นปลายยามไฮ่ (ห้าทุ่ม)


ได้นอนไม่ถึงสองชั่วยาม (สี่ชั่วโมง) ก็ต้องลุกขึ้นมา เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหาบน้ำผ่าฟืน ไปทำงานที่โรงอาหาร อินเยว่รู้สึกนับถือตัวเองจริงๆ ที่ยังสามารถตื่นนอนตรงเวลาในยามโฉ่วได้


เพียงแต่ความเหนื่อยล้าบนใบหน้าก็ยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเช้านี้พี่สะใภ้ใหญ่เหอและพี่สะใภ้รองชิวยังถามนางเลยว่า “เยว่เหนียง นี่กลางค่ำกลางคืนเจ้าไปสู้กับผีมาหรืออย่างไร”


ไม่ใช่แค่ผีสาวเท่านั้นที่รักบัณฑิตหนุ่ม ผีหนุ่มเองก็รักหญิงงามเช่นกัน หากถูกวิญญาณชายหนุ่มจากภพอื่นตามตอแยเข้า นั่นนับว่าร้ายแรงมาก ด้วยเหตุนี้พี่สะใภ้ใหญ่เหอและพี่สะใภ้รองชิวจึงมองร่างกายที่นับวันยิ่งเหนื่อยล้าของอินเยว่ด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง


เพราะในสายตาของพวกนาง ฉินเหยาก็แค่ให้อินเยว่หาบน้ำผ่าฟืนนิดหน่อยแล้วก็วิ่งเล่นในหมู่บ้านตอนเย็นเท่านั้น ในเมื่อไม่ได้ประสบด้วยตนเอง ย่อมไม่เข้าใจถึงความยากลำบากที่ซ่อนอยู่


อินเยว่อยากจะอธิบาย แต่ก็กลัวว่าจะทำให้อาจารย์กลายเป็นปีศาจร้ายในสายตาคนอื่น ดังนั้นจึงไม่เคยเล่าถึงความยากลำบากเหล่านี้โดยละเอียด


ปล่อยให้พวกนางเข้าใจผิดไปเถอะ รอวันที่ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างสง่างาม จะทำให้พวกนางตกตะลึงไปเลย!


เมื่อเห็นศิษย์หญิงเปลี่ยนจากสีหน้าทุกข์ระทมเป็นความภาคภูมิใจ ฉินเหยาก็ลูบหัวนางอย่างสงสาร “จิตใจเข้มแข็งน่ายกย่องยิ่งนัก”


อินเยว่รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที “ท่านอาจารย์วางใจได้ ข้าไม่ทำให้สำนักของเราขายหน้าอย่างแน่นอน!”


ฉินเหยายิ้มเล็กน้อย ฝีเท้าของนางช้าลงอีก จากนั้นก็หยิบถุงขนมออกมาจากอกเสื้อ “ซานหลางกับซื่อเหนียงเก็บไว้ให้ บอกให้ข้าเอาไว้ให้พี่สาวกิน”


อินเยว่รับมาด้วยความประหลาดใจ ในถุงนั้นคือลูกกวาดฟักทองสีเหลืองอ่อน นางหยิบเม็ดหนึ่งใส่ปาก กลิ่นหอมของฟักทองก็อบอวลไปทั่วทั้งปาก รสหวานอ่อนๆ ซึมซาบเข้าสู่หัวใจ ความเหนื่อยล้าทั่วร่างคล้ายกับจะมลายหายไปสิ้น


“อร่อยหรือไม่” ฉินเหยาถาม


อินเยว่พยักหน้าหงึกๆ


ฉินเหยากล่าวว่า “พวกเขาสองคนบอกว่าพรุ่งนี้อยากจะทำผมทรงใหม่ไปสำนักศึกษา”


อินเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาทันที นางกินลูกอมฟักทองเข้าไปสามเม็ดรวดเดียว “เรื่องเล็กน้อยเจ้าค่ะ!”


พรุ่งนี้นางจะต้องทำให้ซานหลางและซื่อเหนียงกลายเป็นเด็กที่โดดเด่นที่สุดในสำนักศึกษาให้ได้!


ตอนที่ 502: รับอาวุธ


เมื่ออินเยว่กินลูกอมฟักทองหมดถุงก็มาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอพอดี


ช่างตีเหล็กกำลังตีจอบให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน เมื่อเห็นฉินเหยามาถึง เขาก็ชี้ไปที่ข้างประตูบ้านแล้วก้มหน้าทำงานของตนต่อไป


ฉินเหยาเดินไปที่ข้างประตูบ้านด้วยความคาดหวังเล็กน้อย กระบองเหล็กที่นางสั่งทำตั้งอยู่อย่างโดดเด่นท่ามกลางเครื่องมือการเกษตรมากมาย โลหะสีเงินเข้มแผ่ไอเย็นออกมา ในฤดูที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้ให้ความรู้สึกราวกับได้ดื่มน้ำแข็งเข้าไปอึกใหญ่ สบายไปทั่วทั้งร่าง


ฉินเหยาเอื้อมมือไปหยิบกระบองยาวขึ้นมา ความรู้สึกหนักอึ้งในมือช่างถูกใจนางยิ่งนัก ถึงขั้นที่ว่าเพราะไม่ได้ใช้อาวุธหนักขนาดนี้มานานแล้ว พอหยิบขึ้นมากะทันหันจึงรู้สึกหนักมือไปบ้าง ทำให้ปวดข้อมือเล็กน้อย


ฉินเหยาชั่งน้ำหนักเพื่อปรับตัวให้เข้ากับน้ำหนักของกระบองเหล็ก ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพอใจ พอเกิดครึ้ม.อกครึ้มใจขึ้นมาก็โบกมือไล่ลูกศิษย์อินเยว่ที่อยู่ข้างๆ แล้วร่ายรำกระบองตรงนั้นทันที


เสียงลมหวีดหวิวที่ดังขึ้นทำให้ช่างตีเหล็กที่กำลังตั้งใจทำงานตกใจเป็นอย่างมาก เขาหันไปมองตามเสียงก็เห็นกระบองเหล็กสีเงินเข้มแทงเข้าใส่ต้นอวี๋เก่าแก่หน้าประตูบ้านของตนอย่างรวดเร็ว เสียงดัง “ปัง” สนั่นหวั่นไหว ต้นอวี๋ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งก็ถูกแทงจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่


ฉินเหยาอยู่ด้านหนึ่งของรูโหว่ ช่างตีเหล็กอยู่อีกด้านหนึ่ง ตาทั้งสี่สบประสาน ความหยิ่งผยองในดวงตาสีดำคู่นั้น ทำให้ช่างตีเหล็กกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว


ถ่านหินในเตาหลอมลุกโชนรุนแรง ประกายไฟสีแดงที่กระเด็นออกมาภายใต้อุณหภูมิสูงลอยวนอยู่เหนือเตาหลอม สะเก็ดไฟสองสามดวงบังเอิญกระเด็นออกมาตกลงบนขอบไม้ของแท่นตีเหล็กทำให้เกิดเสียงดังฉ่าๆขึ้น ช่างตีเหล็กจึงได้สูดลมหายใจเข้าลึกและได้สติกลับคืนมา


“ผู้จัดการใหญ่ฉินพอ…พอใจหรือไม่ขอรับ” ช่างตีเหล็กเสียงสั่น ทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวเล็กน้อย


ฉินเหยาตบเศษไม้ที่ติดอยู่บนกระบองเหล็กเบาๆ แล้วแบกขึ้นบ่าพยักหน้าพร้อมกับยิ้ม “ข้าพอใจมาก! ลำบากท่านแล้ว”


ช่างตีเหล็กรีบโบกมือ “พอใจก็ดีแล้วขอรับ ไม่ลำบาก ไม่ลำบากเลย”


เพราะผลกำไรที่กระบองเหล็กท่อนนี้นำมาให้เขานั้นสูงกว่าเครื่องมือการเกษตรที่เขาตีอยู่เป็นประจำมากนัก


แต่ช่างตีเหล็กยังคงต้องเตือนฉินเหยา “งานแบบนี้ ข้าไม่กล้ารับอีกแล้วจริงๆ ผู้จัดการใหญ่ฉินวันหน้าไปหาช่างตีเหล็กคนอื่นในเมืองเถิดขอรับ”


“ทำไมเล่า” ฉินเหยาถามอย่างไม่เข้าใจ วันนี้ที่นางพาอินเยว่มาด้วยก็เพื่อให้นางได้ลองอาวุธต่างๆ ที่ช่างตีเหล็กคนนี้มีอยู่แล้วถือโอกาสสั่งทำชุดที่ถนัดมือกลับไปด้วย


ช่างตีเหล็กทำหน้าขมขื่น กวักมือเรียกฉินเหยาให้เข้าไปใกล้ๆ แล้วกระซิบบอกนางว่า ตนเองอายุมากแล้ว ไม่กล้าไปหาพ่อค้าที่ลักลอบขายเหล็กอีก


ส่วนกระบองเหล็กของนาง หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่เงิน ช่างตีเหล็กก็ไม่อยากจะเสี่ยงอีกเลยแม้แต่น้อย


เกลือและเหล็กเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุมของราชสำนัก การควบคุมเป็นไปอย่างเข้มงวด ช่างตีเหล็กและพ่อค้าเกลือทุกคนจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจากทางการก่อนจึงจะสามารถเปิดร้านขายเกลือและร้านตีเหล็กได้


และเกลือกับเหล็กก็ต้องสั่งซื้อจากเหมืองของทางการ ปริมาณการซื้อโดยพื้นฐานมีกำหนดไว้ จะซื้อเพิ่มย่อมเป็นไปไม่ได้


อุปทานไม่เพียงพอต่ออุปสงค์จึงเกิดเป็นห่วงโซ่อุปทานใต้ดินขึ้นมาโดยธรรมชาติ


แต่เรื่องที่ผิดกฎหมายของทางการเช่นนี้ ชาวบ้านทั่วไปทำครั้งสองครั้งก็ยังพอได้ หากทำเป็นประจำความเสี่ยงจะสูงเกินไป


พวกที่ลักลอบค้าเกลือและเหล็กล้วนเป็นคนใจเหี้ยมอำมหิต การติดต่อกับพวกเขาแต่ละครั้ง ช่างตีเหล็กรู้สึกเหมือนตนเองได้เดินผ่านประตูผีมาแล้วครั้งหนึ่ง


ฉินเหยาถอนหายใจ “เช่นนั้นท่านยังมีของดีอะไรที่ทำเสร็จแล้วบ้างหรือไม่”


ฉินเหยาเหลือบมองไปนอกประตู “นี่คือศิษย์คนใหม่ที่ข้ารับมา เดิมทีวันนี้ยังคิดจะให้นางสั่งทำอาวุธที่ถนัดมือสักชุดหนึ่ง”


ช่างตีเหล็กเหลือบมองไปทางอินเยว่ เมื่อหญิงสาวเห็นเขามองมาก็ยิ้มให้อย่างสุภาพ


อินเยว่ไม่สวมผ้าปิดหน้าอีกต่อไปแล้ว อากาศร้อนก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือนางสามารถยอมรับสภาพของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แล้ว


หากคนที่เดินผ่านไปมาถูกทำให้ตกใจ นางก็ไม่สนใจอีกต่อไป


พวกเขาคิดมากกันไปเองแล้วเกี่ยวอะไรกับนางเล่า นางไม่จำเป็นต้องไปอธิบายอะไรให้กับคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย


ในพื้นที่เล็กๆแห่งนี้ หากมีเรื่องราวใหม่ๆเกิดขึ้นในแต่ละหมู่บ้าน ไม่เกินสามวันก็จะแพร่กระจายไปทั่วแล้ว เรื่องที่หมู่บ้านตระกูลหลิวมีหญิงสาวที่ใบหน้ามีแผลเป็นมาอยู่ ช่างตีเหล็กก็ได้ยินมาบ้าง


แต่ไม่คิดว่าจะเป็นศิษย์ของฉินเหยา


ช่างตีเหล็กพยายามระงับความอยากรู้ในใจลงแล้วกวักมือเรียกอินเยว่เข้ามา


ตอนนี้ช่างตีเหล็กไม่คิดจะรับการค้าแบบนี้อีกแล้ว รอให้จัดการของที่มีอยู่หมดในเดือนนี้ ที่เหลือเขาก็ตั้งใจจะหลอมทิ้งทั้งหมดแล้วทำแต่เครื่องมือการเกษตรโดยเฉพาะ


“จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเพราะผู้จัดการใหญ่ฉินท่านนั่นแหละ” ช่างตีเหล็กกล่าวโทษ


ฉินเหยารู้สึกงุนงง “ข้าไม่ได้ไปแจ้งความจับท่านนะ ข้ายังช่วยท่านปิดบังด้วยซ้ำ”


ช่างตีเหล็กดึงม่านที่ประตูลงมาพลางหยิบสินค้าคงคลังออกมาแล้วกล่าว


“หมู่บ้านของพวกท่านจัดทำโครงการท่องเที่ยวอะไรขึ้นมา ถึงกับเชิญใต้เท้านายอำเภอไป ตอนนี้บนถนนสายนี้ของเรา สองสามวันก็มีเจ้าหน้าที่ของทางการมาตรวจตราทำเอาข้าตกใจแทบแย่ ไม่กล้าทำการค้าแบบนี้กับพวกท่านอีกแล้ว”


แต่เมื่อเห็นว่าตอนนี้มีคนเดินทางมากขึ้น การค้าที่ถูกกฎหมายก็ดีกว่าเมื่อก่อน เขาก็จะไม่ถือสากับคนหมู่บ้านตระกูลหลิวก็แล้วกัน


ฉินเหยาหัวเราะอย่างจนใจ เมื่อเห็นช่างตีเหล็กนำสินค้าคงคลังออกมาวางทั้งหมดก็ส่งสัญญาณให้อินเยว่เข้าไปเลือก


“เจ้าลองดูก่อนว่าอันไหนถนัดมือ”


อินเยว่พยักหน้ารับคำแล้วเดินเข้าไปอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย ที่เห็นอยู่คืออาวุธเจ็ดแปดชิ้น มีทั้งมีดบิน มีดสั้น ดาบใหญ่และกระบองหนาม เป็นต้น


คันธนูก็มีอยู่ชุดหนึ่งและยังมีอาวุธรูปร่างแปลกตาอย่างโซ่ดาวคู่


ในสมัยนี้ไม่มีการควบคุมอาวุธแต่อย่างใด ยกเว้นแต่เมืองบางแห่งหรือสถานที่พิเศษบางแห่งจึงจะมีการจำกัด โดยกำหนดให้ผู้ที่เข้าไปต้องส่งมอบอาวุธ


ดังนั้น บนท้องถนนจึงมักจะเห็นผู้คุ้มกันภัยในกองคาราวานหรือผู้ติดตามและผู้คุ้มกันของขุนนางผู้ดีมีตระกูลพกพาอาวุธอย่างดาบเป็นต้น


เมื่อเห็นอาวุธธรรมดาธรรมดามามากแล้ว พอเห็นโซ่ดาวคู่เข้า อินเยว่ก็สนใจขึ้นมา


แต่พอหยิบขึ้นมาดูอย่างกระตือรือร้นจึงพบว่าของสิ่งนี้ไม่เพียงแต่ใช้งานยาก ทั้งยังทำให้ตนเองบาดเจ็บได้ง่ายจึงล้มเลิกความคิดนี้ไปทันที


ส่วนกระบองหนามนั้นหนักอึ้งจนนางเหวี่ยงไม่ไหวก็ต้องยอมแพ้


มีดสั้นอินเยว่ไม่สนใจ นางรู้สึกว่ามันไม่ใช่อาวุธ เป็นเพียงเครื่องป้องกันตัวเท่านั้น


แต่คันธนูและดาบนั้น เพราะเห็นฉินเหยาใช้บ่อยๆ จึงรู้สึกสนใจอยู่บ้าง


ทว่าความเป็นจริงกลับทำให้อินเยว่ต้องผิดหวังอย่างแรง


รูปร่างของดาบใหญ่เกินไป เกะกะขวางทาง เหวี่ยงไปไม่กี่ทีก็ล้มก้นกระแทกพื้น เกือบจะโดนดาบฟันเอา


ส่วนคันธนูลองเอาออกไปยิงดูก็เกิดเสียงดัง ‘เปรี๊ยะ’ ตัวคันธนูแตกออก


อินเยว่ตกใจเล็กน้อย นี่นางเพิ่งจะฝึกฝนขั้นพื้นฐานกับอาจารย์ได้ไม่กี่วัน พลังก็เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้เลยหรือ


เห็นได้ชัดว่านางคิดมากไป


ฉินเหยาขมวดคิ้ว “ช่างตีเหล็ก สินค้าของท่านนี่มันชุ่ยเกินไปหน่อยหรือไม่”


ช่างตีเหล็กกระแอมไอแห้งๆอย่างเขินอายแล้วรีบอธิบายว่า “คงวางไว้นานเกินไปแล้ว เรายังลองมีดบินได้นี่นา”


รีบเอาคันธนูชุดนี้ไปเก็บเสีย เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นแล้วจะเสียชื่อเปล่าๆ


ไม่มีทางเลือก เหลือเพียงมีดบินที่อินเยว่ไม่คิดจะพิจารณาตั้งแต่แรกแล้ว


ฉินเหยาให้กำลังใจนาง “เจ้าลองดูก่อน”


“เจ้าค่ะ”


อินเยว่กดอคติในใจลง นางรู้สึกว่าถ้าตัวเองใช้มีดบินก็จะไม่เหมือนศิษย์ของอาจารย์เลยแม้แต่น้อย


ดาบกับคันธนูดูมีสง่าราศีกว่าตั้งเยอะ!


ตอนที่ 503: พรสวรรค์อันโดดเด่น


มีดบินชุดนี้มีทั้งหมดสิบสองเล่ม ทั้งน้ำหนักเบาและมีคุณภาพดี


ฉินเหยาหยิบขึ้นมาเล่มหนึ่ง เล็งแล้วขว้างไปที่ต้นอวี๋ก็ปักเข้าที่เหนือรูโหว่ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้พอดิบพอดี


นางเลิกคิ้วให้อินเยว่ ส่งสัญญาณให้ใช้รูโหว่นั้นเป็นเป้า


อินเยว่กลืนน้ำลายอย่างประหม่า ทำท่าเลียนแบบอาจารย์แล้วขว้างมีดบินออกไป


ระยะสิบห้าเมตร มีดบินก็ทะลุผ่านรูโหว่ไปตกลงบนพื้นพอดี


ฉินเหยาเหลือบมองนางอย่างประหลาดใจ เชิดคางขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงบอก “ลองอีกครั้ง”


อินเยว่ประหลาดใจมาก นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนเองจะแม่นยำถึงเพียงนี้พลันรู้สึกสนใจขึ้นมาจึงหยิบมีดบินขึ้นมาขว้างอีกเล่ม


มีดบินหลุดจากมือ พุ่งผ่านรูโหว่ไปได้สำเร็จ


“ท่านอาจารย์!” อินเยว่มองฉินเหยาอย่างยินดี “ข้าเพิ่งจะรู้สึกว่ามีดบินก็ไม่เลวเหมือนกันนะเจ้าคะ”


พูดจบก็รีบวิ่งไปเก็บมีดบินสองเล่มกลับมาใช้แขนเสื้อเช็ดอย่างทะนุถนอมจนสะอาดแล้วจึงวางไว้บนโต๊ะ ยกมือทั้งสองข้างของตนขึ้นมาดูแล้วดูอีกอย่างตื่นเต้น


นี่น่ะหรือคือสิ่งที่อาจารย์เคยพูดไว้ พรสวรรค์อันโดดเด่น


จะใช่พรสวรรค์อันโดดเด่นหรือไม่นั้นฉินเหยาไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคืออินเยว่มีความแม่นยำสูงมาก ซึ่งนับว่าดีไม่น้อยสำหรับการใช้อาวุธลับ


หลังจากต่อรองราคากับช่างตีเหล็กอยู่พักใหญ่ ฉินเหยาก็ใช้เงินสองตำลึงซื้อมีดบินชุดนี้มาได้สำเร็จ


เพราะไม่มีซองหนังที่เข้าชุดกันมาให้ อินเยว่จึงต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อไว้ก่อน ตั้งใจว่ากลับไปแล้วจะหาผ้าดีๆ มาทำเป็นซองมีดสำหรับคาดเอวสักชุด


จริงสิ นางยังต้องซื้อเชือกสีมาทำเครื่องหมายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองไว้บนมีดบินแต่ละเล่มด้วย!


หลังจากซื้อของเสร็จ ศิษย์อาจารย์ทั้งสองคนก็ไม่ได้กลับในทันที แต่ไปรออยู่ข้างทางในที่ที่ไม่มีคน


รออยู่ไม่นานก็เห็นขบวนรถม้าขบวนหนึ่งค่อยๆเคลื่อนมา


ฉินเหยายิ้มบาง “ดูท่าพี่รองคงจะเจอพวกพี่ใหญ่แล้ว”


วันนี้หลิวจ้งว่างงานอย่างหาได้ยากนัก ตอนเที่ยงเขาจึงเดินทางเข้าอำเภอเพื่อไปซื้อหยกที่อวิ๋นเหนียงต้องการ ขากลับตอนบ่ายก็แวะไปรับเด็กๆที่สำนักศึกษาตระกูลติงกลับบ้าน ช่วยให้ฉินเหยาประหยัดแรงไปได้มาก


รถม้าขับมาได้ครึ่งทางก็เจอเข้ากับพวกหลิวไป่ที่กำลังเดินทางกลับด้วยรถม้าเปล่าหลังจากไปส่งกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนให้ไป๋ซั่นจึงได้เดินทางกลับมาพร้อมกัน


จินเป่าที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างรถม้าและกำลังพูดคุยอยู่กับท่านพ่อของตนเห็นศิษย์อาจารย์ฉินเหยาสองคนอยู่ข้างทางก่อนใครเพื่อนจึงตะโกนเรียกอย่างตื่นเต้น


“อาสะใภ้สาม!”


พวกต้าหลางสี่พี่น้องโผล่ศีรษะออกมาจากตัวรถม้าอย่างดีใจ “ท่านแม่! ศิษย์พี่เยว่!”


หลิวไป่หยุดรถม้าข้างทาง ฉินเหยาและอินเยว่ขึ้นไปบนรถม้าพร้อมกับโบกมือทักทายพวกเด็กๆที่อยู่บนรถม้าของหลิวจ้ง


ต้าหลางมองกระบองเหล็กยาวที่ฉินเหยาแบกอยู่บนบ่าอย่างสงสัย “ท่านแม่ ท่านถืออะไรอยู่หรือขอรับ”


พวกหลิวไป่ทุกคนก็เห็นกระบองเหล็กของนางเช่นกัน ไม่รอให้ฉินเหยาตอบ หลิวจ้งก็อุทานเสียงต่ำออกมาก่อน


“ช่างตีเหล็กตีกระบองเสร็จแล้วหรือ”


เมื่อเห็นฉินเหยาแบกมันขึ้นมาอย่างสบายๆ หลิวจ้งก็รู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง “นี่หนักแปดสิบจินจริงๆหรือ”


ฉินเหยาหยิบกระบองเหล็กลงจากบ่าแล้วยื่นส่งไปให้ “ท่านลองดูก็รู้แล้วมิใช่หรือ”


หลิวจ้งเอื้อมมือไปรับอย่างตื่นเต้น พอจับปลายกระบองได้ข้างหนึ่ง ฉินเหยาก็คลายแรงลงทันที น้ำหนักอันมหาศาลของกระบองเหล็กกดลงมาทำให้มือของหลิวจ้งถูกดึงลงไปอย่างควบคุมไม่ได้ เกือบจะทับขาของตนเองเข้าให้แล้ว


โชคดีที่ฉินเหยาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วจึงคว้ากระบองเหล็กกลับคืนมาได้ทัน หลิวจ้งจึงรอดพ้นจากเคราะห์ร้ายไปได้


เขายังอยากจะลองอีกครั้ง คราวนี้เตรียมใจไว้แล้วจึงรับกระบองเหล็กมาได้สำเร็จ


เพียงแต่น้ำหนักของเด็กๆเต็มคันรถบวกกับตัวเขาเองและกระบองเหล็กจึงทำให้ม้าหยุดเดินกะทันหัน ไม่ยอมไปต่อ


หลิวจ้งรีบส่งกระบองเหล็กที่หนักจนเหวี่ยงไม่ไหวคืนให้ฉินเหยาแล้วเร่งม้าอีกครั้ง รถม้าจึงค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้าต่อ


หลิวไป่ถามอย่างแปลกใจ “น้องสะใภ้ เจ้าตีกระบองหนักขนาดนี้มาทำอะไรหรือ”


นี่เป็นสิ่งที่พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็สงสัยเช่นกัน สายตาจึงหันไปจับจ้องที่ฉินเหยา


“ไม่ได้ทำอะไร แค่สนุกดี” ฉินเหยาตอบกึ่งจริงกึ่งเล่น


หลิวจ้งเองก็ไม่กล้าเปิดโปงความจริง เพียงแค่นึกถึงภาพดาบจันทร์เสี้ยวที่ตนเองส่งให้กับมือของนางในวันนั้นถูกประกอบเข้ากับกระบองเหล็กท่อนนี้แล้วร่ายรำออกมาอย่างทรงพลังก็.อดรู้สึกเสียวสันหลังวาบไม่ได้


ฉินเหยาไม่อยากพูดถึงกระบองเหล็กของตนเองมากนักจึงเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงสถานการณ์ทางฝั่งของไป๋ซั่น


หลิวไป่กล่าวว่า “ทางเถ้าแก่ไป๋ทุกอย่างราบรื่นดี จริงสิ เขาให้ข้ามาถามเจ้าว่าถ้าแตงในไร่สุกแล้วให้บอกเขาด้วย ฟังจากความหมายแล้ว ปีนี้ดูเหมือนว่าเขาอยากจะรับซื้อแตงเย็นทั้งหมดของหมู่บ้านเรา”


ฉินเหยาพยักหน้า “หากราคาเหมาะสม ให้เขาไปทั้งหมดก็ดีเหมือนกัน ประหยัดแรงดี”


แต่อีกกว่าหนึ่งเดือนแตงจึงจะสุก ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที ปีนี้แตงโมในหมู่บ้านถูกน้ำท่วมมาทั้งหมด ไม่รู้ว่าคุณภาพจะเป็นอย่างไร


ฉินเหยากลับคิดในแง่ดี อย่างมากก็แค่กินเอง กินไม่หมดก็เอาไปให้วัวกิน


แต่พอนึกถึงชาวบ้านสองสามครัวเรือนในหมู่บ้านที่ยากจนเสียจนเสื้อผ้าขาดวิ่นและหวังจะใช้แตงโมมาใช้หนี้ก็ได้แต่แอบภาวนาในใจ ขอให้สวรรค์คุ้มครอง


ขบวนรถม้าเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างเอิกเกริกแล้วแยกย้ายกันไปหน้าโรงงานเครื่องเขียน


ฉินเหยาพาลูกๆทั้งสี่คนกลับบ้าน หลี่ซื่อก็กำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารในครัว กลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจนทุกคนพร้อมใจกันกลืนน้ำลาย


“ฮูหยิน เตรียมกินข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อพยักหน้าให้ฉินเหยาจากในห้องครัว แล้วผัดหมูสามชั้นหั่นบางในกระทะต่อไป


ญาติๆที่มาช่วยสร้างบ้านที่สวนหลังบ้านได้กลับไปพร้อมกับหลิวเหล่าฮั่นแล้ว คนเยอะงานจึงเดินเร็ว ฉินเหยาไปดูที่สวนหลังบ้านแวบหนึ่ง กำแพงบ้านสูงขึ้นมากว่าหนึ่งเมตรในวันเดียว พรุ่งนี้จะเริ่มวางคานไม้ ใช้เวลาอีกสองวันมุงหลังคากระเบื้องก็น่าจะใกล้เสร็จแล้ว


ส่วนการตกแต่งภายใน ถึงตอนนั้นยังต้องเรียกช่างไม้หลิวมาทำเครื่องเรือนดีๆสักสองสามชิ้น ช่วงกลางถึงปลายเดือนเจ็ดก็น่าจะให้ครอบครัวซ่งอวี้และอินเยว่ย้ายเข้ามาอยู่ได้แล้ว


จริงสิ ถึงตอนนั้นห้องต่างๆ ในเรือนส่วนหน้าก็จะได้รับการปูพื้นใหม่ทั้งหมดพร้อมกัน


ห้องโถงและลานเรือนส่วนหน้าปูด้วยแผ่นหิน ห้องนอนยกพื้นสูงปูแผ่นไม้ จะได้อยู่อาศัยอย่างสะอาดสะอ้านและสบายมากขึ้น


เมื่อจินตนาการถึงความสบายในฤดูหนาวปีนี้ของที่บ้าน ฉินเหยาก็กลับมาที่เรือนส่วนหน้าอย่างพอใจ “กินข้าว!”


เด็กๆล้างมือเสร็จแล้วก็ตักข้าวให้ตัวเอง ร้องเอะอะวิ่งเข้าไปในห้องโถงพลางนั่งรอ


ซื่อเหนียงมองไปรอบๆ ไม่เห็นอินเยว่จึงถามอย่างสงสัย “ท่านแม่ เราไม่รอศิษย์พี่เยว่หรือเจ้าคะ”


ฉินเหยาพยักหน้า “เหลือข้าวและกับข้าวไว้ให้นางแล้ว ไม่ต้องรอนาง พวกเรากินกันก่อนเลย”


การวิ่งห้ากิโลเมตรเป็นภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ นางไม่มีทางใจอ่อนทำลายกฎที่ตนเองตั้งไว้เด็ดขาด


ซื่อเหนียงแลบลิ้น ศิษย์พี่เยว่ผู้น่าสงสาร


เมื่อฉินเหยาเริ่มขยับตะเกียบ เด็กๆก็หยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าว บนโต๊ะอาหารเงียบไปชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงตะเกียบกระทบจานชามเบาๆ


รอจนพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว อินเยว่จึงเดินโซซัดโซเซกลับมาอย่างอ่อนแรง


ซื่อเหนียงที่กำลังเขียนการบ้านอยู่รีบวางพู่กันลง กระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งออกมาแล้วรินน้ำให้นางหนึ่งถ้วย


อินเยว่ดื่มรวดเดียวจนหมด นางลูบหัวเด็กหญิงตัวน้อยแล้วโบกมือเป็นเชิงบอกให้นางรีบไปเขียนการบ้านต่อ ไม่ต้องสนใจตนเอง


พร้อมทั้งขยิบตาให้เด็กหญิงตัวน้อย “พรุ่งนี้ข้าจะรีบทำภารกิจหาบน้ำให้เสร็จเร็วหน่อยแล้วจะมาถักผมให้เจ้ากับซานหลางนะ”


“จริงสิ ลูกอมฟักทองอร่อยมาก ข้ากินหมดแล้ว” อินเยว่กระซิบเสริม


เมื่อเห็นซื่อเหนียงแสดงสีหน้ายินดีออกมาตามคาด อินเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอีกครั้ง ในใจรู้สึกอบอุ่น


ตอนที่ 504: มโนไปเองล้วนๆ


“รีบไปทำการบ้านเถอะ ยิ่งทำเสร็จเร็วก็จะได้พักผ่อนเร็ว พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้าอีกนะ” อินเยว่เร่ง


“อื้มๆ” ซื่อเหนียงพยักหน้า บอกอินเยว่ว่าอาหารเย็นเหลือไว้ให้บนเตาในห้องครัวแล้ว จากนั้นก็วิ่งไปที่ห้องโถงช่วยตักน้ำใส่ชามไว้ให้ชามหนึ่งแล้วจึงกลับเข้าห้องไปนั่งทำการบ้านที่หน้าต่าง


ทั้งสองคนอยู่คนละฝั่งของลานบ้าน แต่ก็ยังส่งยิ้มให้กัน


เมื่อเห็นซื่อเหนียงเริ่มทำการบ้านแล้ว อินเยว่จึงเดินเข้าห้องครัวไปกินข้าวเย็น


นางใช้พลังงานไปมาก ปริมาณอาหารที่กินจึงเพิ่มขึ้นมาก ข้าวและกับข้าวชามใหญ่ที่หลี่ซื่อเหลือไว้ให้เป็นพิเศษถูกกินจนเกลี้ยง ทั้งยังดื่มน้ำไปอีกสองชามใหญ่จึงค่อยเรอออกมาอย่างพอใจ


ฉินเหยาค้นหาหนังหมาป่าที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ผืนหนึ่งออกมาจากยุ้งฉางแล้วยื่นให้อินเยว่ “หนังวัวใช้ทำเข็มขัดได้ดีที่สุด เจ้าเอาหนังหมาป่าผืนนี้ไปแลกหนังวัวมาสักผืนหนึ่ง”


อินเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ดูทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง


“พรุ่งนี้ฝนจะตก การวิ่งและการฝึกพิเศษตอนกลางคืนยกเลิกทั้งหมด” เวลาครึ่งค่อนวันที่เหลือนี้ จะได้ให้นางฟื้นฟูกำลังบ้าง


“มัวเหม่ออะไรอยู่ รับไปสิ!” เมื่อเห็นอินเยว่ไม่ขยับ ฉินเหยาก็ยัดหนังหมาป่าใส่อ้อมแขนของนางแล้วเตือนให้นางไปหาตนเองที่หลังเขาในอีกสองเค่อ จะได้สอนวิธีใช้มีดบินให้นาง


อินเยว่จ้องมองแผ่นหลังของนางที่เดินจากไปอย่างเหม่อลอย ผ่านไปครู่ใหญ่จึงกะพริบตาแล้วก้มลงมองหนังหมาป่าแสนนุ่มนิ่มในอ้อมแขนพลางลองใช้แก้มถูไถดูอย่างสงสัย ขนนั้นอ่อนนุ่มมาก ทันใดนั้นนางก็รู้สึกเสียดายไม่อยากจะนำไปแลกกับหนังวัวแล้ว


แต่เข็มขัดก็ต้องทำ ทั้งนางยังยากจนข้นแค้น…อย่างไรก็ต้องแลก


อินเยว่ถูไถหนังหมาป่าอีกสองสามครั้งอย่างเสียดายแล้วจึงพับหนังเก็บไว้ นั่งลงนวดขาของตนเองเพื่อคลายเส้น


เมื่อหมดเวลาพักผ่อนก็รวบรวมสติแล้วออกเดินทางทันที คืนนี้นางต้องพยายามนอนให้เร็วขึ้นให้ได้!


น่าเสียดายที่คืนนี้ก็ยังคงเป็นปลายยามไฮ่ (ห้าทุ่ม) เช่นเคยกว่าศิษย์อาจารย์ทั้งสองจะลงมาจากหลังเขา


อินเยว่ใช้ไม้เท้าค้ำยันร่างค่อยๆเดินทีละก้าวอย่างยากลำบากกลับไปยังหมู่บ้านท่ามกลางสายตาจนใจของอาจารย์


ฉินเหยาอดเป็นห่วงไม่ได้จนกระทั่งเห็นแสงไฟในบ้านเก่าของหลิวต้าฝูที่อยู่อีกฝั่งของหมู่บ้านสว่างขึ้นจึงรู้ว่าคนกลับไปถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว นางจึงปิดประตูใหญ่แล้วกลับเข้าห้องไปนอน


อาจเป็นเพราะวันนี้ได้กระบองเหล็กซึ่งเป็นอาวุธชั้นเลิศมาจึงทำให้รู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับไปชั่วขณะ


นับวันดูแล้ว หลิวจี้กับอาวั่งน่าจะลงเรือไปแล้วกระมัง


ตามที่นางกำชับไว้ว่าก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินทาง ก่อนลงเรือให้ส่งจดหมายมาบอกนางฉบับหนึ่ง ตอนนี้จดหมายคงจะอยู่ระหว่างทางแล้ว


แต่สถานการณ์จริงกลับไม่เป็นอย่างที่ฉินเหยาคาดการณ์ไว้ หลิวจี้กับอาวั่งเพิ่งจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงของมณฑลในวันนี้เอง


กลางดึกสงัด หลิวจี้พลันสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายจึงลุกพรวดขึ้นนั่ง “แย่แล้ว ลืมเขียนจดหมายหาเมียจ๋า!”


เขารีบคลานไปที่โต๊ะ จุดเทียนบนเชิงเทียน กางกระดาษออกแล้วเริ่มฝนหมึก


เพราะพรุ่งนี้เช้าตรู่พวกเขาก็จะต้องลงเรือแล้ว คืนนี้ต้องเขียนจดหมายให้เสร็จ พรุ่งนี้เช้าจึงจะสามารถส่งออกไปได้ทันที


เพื่อไม่ให้การสอบขุนนางต้องล่าช้า ในช่วงเวลานี้เรือของตระกูลฉีจะไม่จอดเทียบท่าที่ไหนเลย ตลอดสิบวันเต็มจึงจะไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้


ดังนั้น หากเผลอหลับไป ผลที่ตามมาคงจะเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้!


หลิวจี้มือหนึ่งฝนหมึก อีกมือหนึ่งก็ตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติ เขารู้สึกโชคดีที่ตนเองยังไม่ได้หลับไปจริงๆ


ท่ามกลางสายตาอยากจะฆ่าคนของอาวั่งที่หลับอยู่ในห้องเดียวกันและถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา หลิวจี้ก็จรดพู่กันเริ่มเขียนจดหมาย


จรดพู่กันครั้งแรก เดิมทีเขาอยากจะเล่าเรื่องน่าตกใจและอกสั่นขวัญแขวนแต่ก็ไม่ได้มีอันตรายอะไรเกิดขึ้นจริงตลอดการเดินทางให้นางฟัง แต่พอจรดพู่กันลงไปก็รู้สึกว่าอย่าพูดเลยจะดีกว่า


เพราะตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ความ.อกสั่นขวัญแขวนทั้งหมดนั้นล้วนเกิดจากการที่เขามโนไปเองทั้งนั้น


เรื่องนี้ หลิวจี้รู้สึกว่าตนเองน่าสงสารมาก


ก่อนออกเดินทางจู่ๆก็พบว่าตนเองมีลูกน้อง เขาทั้งดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง


แต่ว่า!


เขาแค่เสเพลแต่ไม่ได้โง่ ตัวเขาก็มีสมองเหมือนกันนะ!


สตรีใจร้ายส่งอาวั่งมาให้เขาโดยไม่มีเหตุผล หมายความว่าอย่างไร


เป็นห่วงว่าเขาจะเจออันตรายอะไรระหว่างทางหรือ


อาทิเช่นอันตรายถึงชีวิตแบบนั้น


มิฉะนั้นเหตุใดจึงไม่ใช่เฉียนวั่งหรือซ่งอวี้หรือไม่ก็พวกพี่ใหญ่พี่รองมาเป็นลูกน้องแทนเล่า


วันแรกที่ออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิว หลิวจี้อยู่ในสภาวะที่ยิ่งคิดก็ยิ่งสยองขวัญ


ตอนที่รถม้าเกิดไปทับก้อนหินแล้วกระเด้งกระดอนขึ้นมาหนึ่งที เขาก็ตกใจร้องเสียงหลงราวกับหมูถูกเชือด


อาวั่งรู้สึกจนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องขับรถม้าต่อไปอย่างใจเย็น


หลิวจี้ไม่ชอบทรมานตัวเองมาแต่ไหนแต่ไรจึงเริ่มหยั่งเชิงถามอ้อมๆ


“อาวั่ง เจ้าตามนายท่านอย่างข้าออกมา ในใจรู้สึกไม่พอใจใช่หรือไม่”


อาวั่งตอบ “ไม่ขอรับ”


“ไม่แล้วทำไมเจ้าไม่ยิ้มเลยเล่า”


อาวั่ง “ข้าเป็นคนที่ไม่ค่อยยิ้มมาแต่ไหนแต่ไรแล้วขอรับ”


“ฮ่าๆๆ ถูกข้าจับไต๋ได้แล้วใช่ไหมล่ะ เจ้ารีบสารภาพมาตามตรงเถอะ! พวกเราถูกใครบางคนจับตามองอยู่ใช่หรือไม่ มีคนอิจฉาในรูปโฉมงดงามสะท้านปฐพีของนายท่านของเจ้าจึงอยากจะกำจัดให้สิ้นซากใช่ไหม!”


อาวั่งกะพริบตาถี่ขึ้นอีกเล็กน้อยแล้วตอบตามตรง “ไม่มีใครอิจฉาในความงดงามสะท้านปฐพีของนายท่านทั้งนั้นขอรับ”


หลิวจี้เลิกคิ้ว โอ้โห ไม่ได้ปฏิเสธคำถามแรกของเขานี่นา


แสดงว่าถูกจับตามองอยู่จริงๆ!


จบสิ้นแล้ว หลิวจี้คิดในใจ


พอดีกับที่มีลมพัดมาวูบหนึ่ง อาวั่งเพียงรู้สึกว่าร้อนอบอ้าว แต่นายท่านของเขากลับสะดุ้งตกใจทันที เหงื่อเย็นไหลท่วมตัว รีบห่อตัวเสียแน่นหนาแล้วมองไปรอบๆ


อาวั่งเอ่ย “นายท่าน ท่านไม่ต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ ไม่มีใครจะฆ่าท่านหรอกขอรับ”


ดวงตาของหลิวจี้เบิกกว้างขึ้นในทันที “เจ้าพูดว่าอะไรนะ มีคนจะฆ่าข้าจริงๆหรือ ใครกัน! ช่างใจกล้าเทียมฟ้า บังอาจจะฆ่าซิ่วไฉผู้เป็นขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้งอย่างข้า!”


อาวั่งขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เกลียดปากของตนเองที่โกหกไม่เป็น


ยิ่งพูดยิ่งผิด ยิ่งพูดน้อยยิ่งผิดน้อย ดังนั้นอาวั่งจึงเลือกที่จะเงียบ


แต่หารู้ไม่ว่าในสายตาของหลิวจี้ ความเงียบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ เทียบเท่ากับการตัดสินประหารชีวิตเขาแล้ว


ตอนกลางคืนทั้งสองคนพักค้างแรมกันนอกเมือง ฟังเสียงลมเสียงนกในป่า หลิวจี้ก็ลืมตาจนสว่าง ไม่กล้านอนเลยแม้แต่น้อย


อาวั่งเห็นแล้วว่าสภาพจิตใจเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อการสอบเลยจึงใช้ความสามารถของตนเองปลอบขวัญนายท่านที่ตื่นตกใจ…ด้วยการพานายท่านเข้าไปพักค้างแรมในป่า


พอรุ่งเช้าของวันที่สอง สัตว์ที่ล่ามาได้ก็กองอยู่เต็มพื้นจนกินไม่หมด


ทั้งสองคนยังเข้าเมืองเอาของไปขายได้ไม่น้อย ได้เงินมาห้าตำลึง ตอนกลางคืนจึงได้เข้าพักในโรงเตี๊ยมหรูหราสำเร็จ


เพียงแต่โชคไม่ดี คืนนั้นในโรงเตี๊ยมเกิดเหตุการณ์ปล้นสะดมอย่างโหดเหี้ยมขึ้นทำให้หลิวจี้ตกใจเป็นอย่างมาก คิดว่าเป็นฝีมือของคนที่พุ่งเป้ามาที่ตนเองจึงใช้ชีวิตบีบบังคับให้อาวั่งพาตนเองกลับเข้าไปนอนในป่าอีกสองวัน ระหว่างนั้นก็ไม่ยอมลงจากเขาเด็ดขาด


จนกระทั่งอาวั่งทนไม่ไหวอีกต่อไป แบกเขาลงมาจากภูเขาอย่างแข็งขัน ทั้งสองจึงได้ออกเดินทางต่อไป


ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เดินทางมาถึงเมืองหลวงของมณฑลจึงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงสามวันเต็ม!


เพียงไม่กี่วัน อาวั่งก็ได้สัมผัสกับความเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แม้แต่ตอนที่ตนเองหนีตายในอดีตก็ยังเทียบไม่ติด เขารู้สึกคิดถึงวันเวลาที่ตนเองทำไร่ไถนาในหมู่บ้านอย่างสุดซึ้ง


โชคดีที่คืนนี้มาถึงจวนเฮ่อแล้ว ในที่สุดก็สามารถผ่อนคลายได้เสียที


อาวั่งอาบน้ำอย่างสบายตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้าน นอนลงบนผ้าห่มที่นุ่มฟูจึงได้ฟื้นคืนเรี่ยวแรงทั้งกายและใจที่เสียไป


แต่ว่า!


นายท่านบางคนที่ปลุกคนให้ตื่นขึ้นมานั้นไม่สนใจความเป็นความตายของเขาเลย พอเขียนจดหมายเสร็จก็กระชากเขาขึ้นมา ยัดจดหมายใส่มือแล้วกำชับว่า “พรุ่งนี้เช้าตรู่เอาออกไปส่งด้วย”


ทันใดนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแล้วหลับไปอย่างสบายใจ


อาวั่งก้มลงมองจดหมายในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองหลิวจี้ที่นอนกรนอยู่บนเตียงแล้วขบกรามแน่น


เขาเกิดความคิดบังอาจอย่างหนึ่งขึ้น ไม่รู้ว่าควรคิดดีหรือไม่…นั่นคือส่งนายท่านใหญ่ไปสังเวยด้วยกันเสียเลย


ตอนที่ 505: ต่างก็ปรารถนาในพละกำลัง


ฝนเดือนหกอยากจะตกก็ตกเอาเสียดื้อๆ ผู้คนยังคงง่วนอยู่กับงานในไร่นา ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งก็พลันมืดครึ้มไปด้วยเมฆดำ


ฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมา ฉินเหยาที่กำลังถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักไม่ทันตั้งตัวจึงเปียกปอนไปทั้งร่าง นางรีบโยนเคียวในมือทิ้งแล้ววิ่งกลับบ้าน


ห้องสองห้องที่สร้างขึ้นใหม่ในสวนหลังบ้านได้มุงหลังคาปูกระเบื้องเรียบร้อยแล้ว เหล่าคนงานทำงานเสร็จและกลับไปตั้งแต่เมื่อเย็นวาน


เม็ดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วดังเปาะแปะกระทบลงบนอิฐเขียวและกระเบื้องสีครามที่เพิ่งมุงใหม่ ก่อนจะไหลรวมกันเป็นสายร่วงหล่นตามชายคา


หลี่ซื่อส่งผ้าแห้งมาให้พลางเหลือบมองบ้านใหม่ในสวนหลังบ้านแล้วเอ่ยหยอกเย้า “ฝนตกมาได้จังหวะพอดี จะได้ทดสอบฝีมือช่างปูกระเบื้องไปในตัว”


ฉินเหยารับผ้ามาเช็ดน้ำฝนบนศีรษะและไหล่ให้แห้ง กำชับหลี่ซื่อว่าอีกครู่พอฝนหยุดให้ไปดูว่าบ้านที่สร้างใหม่รั่วหรือไม่ จากนั้นก็กลับเข้าห้องนอน ถือโอกาสช่วงที่ฝนตกเอนหลังพักผ่อนสักครู่


งานในแปลงผักนี้ถือว่าเบาที่สุดแล้ว แต่สำหรับฉินเหยา มันก็ดีกว่าการทำนาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


น่าเสียดายที่รับปากอาวั่งไว้ว่าจะดูแลแปลงผักของเขาให้ดี คนเราต้องรักษาสัจจะ ถึงนางไม่อยากทำก็ต้องฝืนใจทำ


แต่ด้วยระดับทักษะการปลูกผักของฉินเหยา แม้แต่หลี่ซื่อที่ไม่ค่อยได้ทำการเกษตรยังทนมองแทบไม่ไหว


โชคยังดีที่ผักในแปลงไม่กี่หมู่เหล่านั้นมีชีวิตชีวาและแข็งแกร่ง ถึงขนาดสูงกว่าหญ้าเล็กน้อย ประคองไปจนกว่าพ่อบ้านอาวั่งจะกลับมาคงไม่มีปัญหา


เช้านี้หลิวจ้งกลับมาจากในอำเภอและนำจดหมายที่หลิวจี้ส่งมาจากเมืองหลวงของมณฑลกลับมาด้วย


ตอนนั้นฉินเหยาเพิ่งไปส่งพวกเด็กๆที่สำนักศึกษา กลับมาก็ต้องรีบจัดการกับแปลงผักสุดที่รักของอาวั่งจึงยังไม่มีเวลาเปิดอ่าน


อย่างไรเสีย การมีจดหมายส่งมาก็หมายความว่าพวกเขาทั้งสองคนปลอดภัยดี


ตอนนี้พอมีเวลา ทั้งยังเลยเวลานอนกลางวันไปแล้ว ฉินเหยาจึงหยิบจดหมายขึ้นมา เอนกายลงบนเตียงแล้วอ่านจดหมายไปพลางฟังเสียงเม็ดฝนพรำอยู่ริมหน้าต่างไปพลาง


เนื้อหาในจดหมายสั้นกระชับเกินคาด หลิวจี้เพียงบอกว่าทั้งสองคนเดินทางถึงเมืองหลวงของมณฑลโดยสวัสดิภาพและได้รวมตัวกับฉีเซียนกวนและคนอื่นๆแล้ว ทุกอย่างราบรื่นดี ขอให้นางวางใจ


จดหมายเป็นลายมือของหลิวจี้ แต่ตรงมุมซองจดหมายกลับมีรอยน้ำสีเข้มกว่าอยู่


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงลุกขึ้นเดินไปที่เชิงเทียน จุดเทียนแล้วนำซองจดหมายไปอังเหนือเปลวไฟ


ในไม่ช้า ตัวอักษรสีดำแถวหนึ่งก็ปรากฏขึ้น


เป็นลายมือของอาวั่ง เขียนว่า ‘ทุกอย่างราบรื่นดี ไม่มีสายลับติดตาม’


เดี๋ยวก่อน!


ยังมีอีกประโยค


‘ฮูหยินโปรดจำไว้ ต้นอ่อนแตงกวาใส่ปุ๋ยเดือนละครั้งก็พอ มากไปจะทำลายต้นอ่อน’


“เฮือก” ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ชะโงกศีรษะมองไปทางแปลงผักในสวนหลังบ้าน ในช่วงครึ่งเดือนนี้นางใส่ปุ๋ยไปสองครั้งแล้ว จะทำอย่างไรดี


ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย!


ฉินเหยาแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เก็บกระดาษจดหมายและซองจดหมายใส่ลิ้นชักแล้วลงกลอนไว้


ฝนห่าใหญ่มาเร็วไปเร็ว บัดนี้ฝนหยุดตกแล้ว นางจึงพับแขนเสื้อแล้วถอนหญ้าต่อไป


นางว่าแล้วเชียว ทำไมหญ้าในแปลงผักนี้ถึงโตเร็วนัก ที่แท้ก็พลอยได้รับปุ๋ยไปพร้อมกับต้นกล้าผักนี่เอง


อีกสักครู่ยังต้องไปรับพวกเด็กๆกลับมาจากในเมือง เวลาที่เหลือสำหรับกำจัดหญ้าจึงมีไม่มากแล้ว


ฉินเหยาเหวี่ยงเคียวฉับๆจนเกิดเสียงลม ในกองวัชพืชที่สุมอยู่ข้างเท้านั้นก็ไม่รู้ว่ามีต้นกล้าผักผู้บริสุทธิ์มากกว่าหรือวัชพืชมากกว่ากันแน่


แสงแดดสาดส่องลงมาอีกครั้ง แผดเผาหยาดฝนบนพื้นดิน ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดินอันเป็นเอกลักษณ์


โรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียนนั้นเลิกงานแล้ว อินเยว่สูดอากาศเข้าไปเต็มปอด นางชอบกลิ่นดินหลังฝนตกเช่นนี้ มันให้ความรู้สึกสงบเป็นพิเศษ


หลังจากสูดอากาศเช่นนี้เข้าไปเต็มๆสองเฮือกใหญ่ อินเยว่ก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าเก่าแล้วเดินไปยังเรือนเล็กบนเนินลาดฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ


ที่ข้างสะพาน นางเห็นร่างที่ไม่คุ้นตาเข้าโดยบังเอิญ


“หลิวหยาง” อินเยว่ร้องเรียกออกมาอย่างไม่แน่ใจ


หลิวหยางที่ในมือกำลังถืออะไรบางอย่างอยู่หันกลับมา เมื่อเห็นว่าเป็นอินเยว่ก็พยักหน้าให้นางอย่างเก้อเขินเล็กน้อย


“เจ้าก็จะไปบ้านท่านอาจารย์หรือ” อินเยว่ถามอย่างสงสัย


หลิวหยางพยักหน้ารับพลางยกสมุดในมือขึ้น “ใช่ ไปคุยธุระกับท่านผู้ใหญ่บ้านหน่อย”


อินเยว่ส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนเดินไปด้วยกัน


หลิวหยางให้นางไปก่อน ส่วนตนเองเดินทิ้งห่างออกไปราวห้าสิบเมตรแล้วถอนหายใจอย่างโล่ง.อกเงียบๆ


อินเยว่หันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้ทื่อมะลื่อราวกับท่อนไม้จึงขี้เกียจจะเกรงใจเขาอีก รีบเดินไปยังบ้านของอาจารย์ ทักทายหลี่ซื่อที่อยู่ในลานบ้าน จากนั้นก็เดินไปที่โรงเก็บฟืนด้วยตัวเองแล้วเริ่มงานผ่าฟืนสำหรับวันนี้


รอจนนางผ่าฟืนไปได้หลายท่อนแล้ว หลิวหยางจึงมาถึงหน้าประตูแล้วเคาะประตูเสียงดังปังๆ พลางถามเสียงดังว่า “ท่านผู้ใหญ่บ้านอยู่หรือไม่”


หลี่ซื่อที่กำลังตากผ้าอยู่รีบวางงานในมือลงแล้วออกมาต้อนรับ เมื่อเห็นว่าเป็นหลิวหยางก็เชิญเขาเข้าไปนั่งในห้องโถงพลางกล่าวว่า


“ฮูหยินไปรับคุณหนูและนายน้อยที่ในเมือง แต่ก็ใกล้จะกลับแล้วล่ะ หากไม่รีบ ข้าจะไปชงชามาให้ ท่านนั่งรอที่นี่สักครู่ดีหรือไม่”


หลิวหยางพยักหน้า หาที่นั่งรอในห้องโถงอย่างอึดอัดเล็กน้อย


หลี่ซื่อยกชาเย็นมาให้พร้อมกับวางขนมไว้หนึ่งจาน จากนั้นจึงถอยออกไปทำงานต่อ


ในลานบ้านเงียบสงัดมาก เสียงผ่าฟืนจึงฟังดูชัดเจนเป็นพิเศษ หลิวหยางมองไปยังต้นเสียงอย่างสงสัย โรงเก็บฟืนถูกห้องครัวบังไว้ครึ่งหนึ่ง เขาจึงเห็นเพียงมือคู่หนึ่งที่พับแขนเสื้อขึ้นสูง เผยให้เห็นท่อนแขนขาวสองข้างกำลังกุมขวานด้ามหนึ่งไว้ ยกขึ้นสูงแล้วสับลงมาอย่างแรง!


การออกแรงทำให้กล้ามเนื้อบนท่อนแขนขาวทั้งสองข้างเกร็งขึ้นในทันใด แสดงให้เห็นถึงความเปี่ยมด้วยพละกำลัง


หลิวหยางยกถ้วยชาขึ้นดื่มชาอึกหนึ่ง ในใจพลันนึกถึงคำโบราณประโยคหนึ่งขึ้นมา…อย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก น้ำทะเลไม่อาจตวงวัดได้ด้วยกระบวย


เสียงผ่าฟืนในโรงเก็บฟืนดังอยู่สองเค่อเต็มจึงหยุดลง


อินเยว่วางขวานลง เหลือบมองเงาไม้ที่ทอดลงบนกำแพงเพื่อประเมินเวลาที่ใช้ไปในวันนี้


นางยิ้มอย่างยินดี “เร็วกว่าเมื่อวานถึงครึ่งก้านธูป!”


นางปัดมือ บอกกล่าวกับหลี่ซื่อแล้วก้าวยาวๆมายังห้องโถง


บนโต๊ะมีกาน้ำชาอยู่ นางหยิบกาน้ำชาขึ้นมารินน้ำจนเต็มแล้วดื่มรวดเดียวหมดชาม เช็ดคราบน้ำที่มุมปากแล้ววิ่งออกไปข้างนอกพร้อมรอยยิ้ม


ยังต้องไปวิ่งเหยาะๆอีกสิบลี้ วันนี้ต้องพยายามกลับมากินข้าวเย็นให้ทัน


หลิวหยางนั่งเงียบๆอยู่ข้างประตูห้องโถงตลอดเวลา จนกระทั่งร่างนั้นวิ่งออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม เขาจึงค่อยได้สติกลับคืนมาเล็กน้อย


เขาขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจเล็กน้อยแล้วถามหลี่ซื่อว่า “นางไปทำอะไรหรือ”


“หา” หลี่ซื่อที่กำลังยุ่งอยู่กับการนึ่งหมั่นโถวยังไม่ทันเข้าใจว่าเขาถามถึงใคร เมื่อเห็นหลิวหยางชี้ไปนอกประตูก็หัวเราะออกมา “อ้อ แม่นางเย่วน่ะหรือ นางออกไปวิ่งน่ะสิ ขอแค่ฝนไม่ตกก็จะต้องวิ่งวันละสิบลี้”


“อะไรนะ” สิบลี้? หลิวหยางนึกถึงรูปร่างเล็กๆของนาง “นางยังวิ่งได้ถึงสิบลี้เชียวหรือ”


หลี่ซื่อหัวเราะแล้วพูดว่า “นี่มีอะไรน่าแปลกใจหรือเจ้าคะ หากข้าฝึกทุกวัน ข้าก็วิ่งได้เหมือนกัน น่าเสียดายที่ฮูหยินไม่รับศิษย์แล้ว”


หลี่ซื่อถอนหายใจอย่างเสียดาย หากนางอายุน้อยกว่านี้สักสิบปี ต่อให้ฮูหยินบอกว่าไม่รับศิษย์แล้ว นางก็จะลองเสี่ยงดูสักครั้ง


เมื่อสัมผัสได้ถึงความอิจฉาในน้ำเสียงของหลี่ซื่อ หลิวหยางก็ตะลึงไปเนิ่นนาน ที่แท้ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีต่างก็ปรารถนาในพละกำลังเช่นเดียวกัน


เขานึกว่าพวกนางชอบเพียงงานเย็บปักถักร้อย ทำอาหาร ทำงานบ้าน เลี้ยงลูกเสียอีก ดูท่าแล้ว เป็นเขาเองที่สายตาคับแคบเกินไป


ไม่น่าแปลกใจที่บิดาของเขาพร่ำบ่นอยู่ทุกวันว่าให้เขาเรียนรู้จากท่านผู้ใหญ่บ้านให้มากขึ้น


ที่หน้าประตูรั้วมีเสียงรถม้าดังแว่วมา หลี่ซื่อชะโงกหน้าออกไปดูแล้วเอ่ยอย่างยินดีว่า “ฮูหยินกลับมาแล้ว!”


หลิวหยางรีบลุกขึ้นต้อนรับ รอจนกระทั่งฉินเหยาจัดการรถม้าเรียบร้อยแล้วก็รีบยื่นสมุดในมือของตนให้ทันที


“ท่านผู้ใหญ่บ้าน เรื่องที่ท่านมอบหมายมา ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของคนงานต่างถิ่นทั้งหมด ข้ารวบรวมไว้ในสมุดเล่มนี้แล้ว”


ตอนที่ 506: จับโจร


ฉินเหยากำกับให้พวกเด็กๆดื่มน้ำคลายร้อนแล้วพาหลิวหยางเข้าไปนั่งในห้องโถง รับสมุดที่เขายื่นมาแล้วเปิดอ่านอย่างละเอียด


ข้อมูลที่รวบรวมมาเป็นสถิติทำให้ดูง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น


ก่อนเปิดสมุด ฉินเหยายังรู้สึกว่าหลิวหยางใช้เวลาทำภารกิจนี้นานเกินไป เพียงแค่รวบรวมจำนวนคนงานก่อสร้างต่างถิ่นก็ใช้เวลาไปครึ่งเดือน


แต่พอเปิดสมุดดูในตอนนี้ นางก็ต้องรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง


ไม่น่าแปลกใจที่เขาใช้เวลานานถึงเพียงนั้น ที่แท้เขารวบรวมประชากรแฝงจากต่างถิ่นทั้งหมดในหมู่บ้านตระกูลหลิวในปัจจุบันออกมา


ปกติแล้วทุกคนเพียงรู้สึกว่าคนต่างถิ่นในหมู่บ้านมีมากขึ้น แต่พอเห็นตัวเลขถึงได้รู้ว่าประชากรแฝงจากนอกหมู่บ้านตระกูลหลิวมีมากถึงสองร้อยสามสิบห้าคน


ในจำนวนนี้มีคนงานก่อสร้างต่างถิ่นมากถึงเจ็ดสิบแปดคน ที่เหลือคือคนงานที่โรงงานเครื่องเขียนรับมาจากหมู่บ้านอื่น


ต้องรู้ก่อนว่าถัดเข้าไปจากหมู่บ้านตระกูลหลิวยังมีหมู่บ้านซ่างเหอซึ่งทั้งหมู่บ้านรวมทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีไม่ถึงหกสิบคนด้วยซ้ำ


จำนวนประชากรแฝงมากมายขนาดนี้ในหมู่บ้านตระกูลหลิวถือว่าเยอะมากแล้ว


หากปล่อยให้ประชากรแฝงเหล่านี้เพิ่มขึ้นต่อไปโดยไม่มีการจัดการและรวบรวมข้อมูล ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา


หลิวหยางเฝ้าสังเกตสีหน้าของฉินเหยาอย่างประหม่า เมื่อเห็นนางขมวดคิ้วอย่างเคร่งขรึมในตอนแรกแล้วคลายคิ้วออกพร้อมกับเผยรอยยิ้มยินดีจางๆ ในใจที่แขวนอยู่ก็พลันวางลงไปกว่าครึ่ง


การรวบรวมข้อมูลเป็นงานที่ยุ่งยาก หลิวหยางได้ตรวจสอบชื่อ อายุ บ้านเกิด จำนวนสมาชิกในครอบครัวของทุกคนรวมทั้งข้อมูลว่ามีญาติหรือสหายคนอื่นอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวด้วยหรือไม่


สองสามรายการแรกเป็นข้อมูลพื้นฐาน ส่วนรายการหลังนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการคัดกรอง


ผู้ที่มีญาติหรือสหายอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิว ไม่เพียงแต่สามารถเป็นพยานให้กันและกันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้


ยังสามารถทำหน้าที่สอดส่องดูแลซึ่งกันและกัน ลดโอกาสการก่อเหตุได้อีกด้วย


ฉินเหยาจำรูปพรรณของสายลับสองคนนั้นได้อย่างชัดเจน นางบอกลักษณะรูปพรรณของทั้งสองคนให้หลิวหยางฟัง ให้เขาชี้คนที่ตรงตามลักษณะให้ดู


ในไม่ช้าก็คัดกรองข้อมูลของคนสองคนออกมาได้ คนหนึ่งชื่อจางซาน อีกคนชื่อหวังอู่ ทั้งสองคนอายุยี่สิบสามปีและเป็นคนจากลั่วเจียหวานเหมือนกัน


“มีแค่นี้หรือ ไม่มีข้อมูลอื่นอีกแล้วหรือ พวกเขาแต่งงานแล้วหรือยัง มีภรรยาชื่ออะไร ในบ้านยังมีสมาชิกคนอื่นอีกหรือไม่” ฉินเหยาถามอย่างสงสัย


หลิวหยางส่ายหน้า “ไม่มีขอรับ ทั้งสองคนเป็นเด็กกำพร้า บอกว่าบ้านยากจนเลยยังไม่ได้แต่งงาน”


พอฉินเหยาได้ฟัง น่าสงสัยถึงเพียงนี้ หากพวกเจ้าสองคนไม่ใช่โจรแล้วใครจะเป็นโจรได้อีกเล่า!


ฉินเหยาใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปบนชื่อของสองคนนี้หนักๆ แล้วเงยหน้ามองหลิวหยางด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


ในใจของหลิวหยางสั่นสะท้าน “ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านหมายความว่า…สองคนนี้อาจจะเป็นโจรหรือขอรับ”


“จับเลย” ฉินเหยาลุกขึ้นพูดอย่างเหี้ยมเกรียม


สีหน้าของหลิวหยางเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งตื่นเต้นและประหม่าเล็กน้อยเพราะเขาไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร


“ท่านผู้ใหญ่บ้าน จะไปจับตอนนี้เลยหรือขอรับ”


ฉินเหยาพยักหน้าหนักๆ “เดี๋ยวนี้แหละ จะได้ไม่ทำให้พวกนั้นรู้ตัวแล้วหนีไปก่อน เจ้ารีบไปหาชายฉกรรจ์ร่างกำยำมาสองสามคน อาศัยจังหวะที่ตอนนี้พวกเขากำลังเตรียมอาหารเย็นยังไม่ทันระวังตัวแล้วจับมัดไว้เลย พรุ่งนี้ข้าจะส่งตัวไปที่ว่าการอำเภอด้วยตัวเอง ให้ท่านนายอำเภอตัดสิน”


หลิวหยางถามฉินเหยาว่ามีอะไรจะสั่งการเพิ่มเติมอีกหรือไม่ด้วยสีหน้าจริงจัง


ฉินเหยากล่าวว่า “เจ้าไปหาคนก่อน ข้าจะไปเฝ้าดูคนที่บ้านเช่าของพวกเขาเดี๋ยวนี้ จำไว้ว่าต้องเร็วและเบา”


“ขอรับ!” หลิวหยางรับคำแล้วทำท่าจะวิ่งออกไป ฉินเหยาจึงรีบเรียกตัวเขาไว้ “เดินไปก็พอ”


ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืด หากวิ่งไปจะดูสะดุดตาเกินไป


“ต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ฉินเหยากำชับอีกครั้ง


หลิวหยางลูบหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆสองครั้งเพื่อให้ตัวเองดูเป็นปกติแล้วจึงก้าวเร็วๆเข้าไปในหมู่บ้าน


เมื่อคาดว่าเขาเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว ฉินเหยาจึงหาเชือกป่านมาสองมัด ออกมานอกประตูแล้วมองไปริมฝั่งแม่น้ำ ไม่เห็นร่างของสายลับสองคนนั้น คิดว่าน่าจะกลับไปทำอาหารแล้ว


เพราะถึงจะเป็นสายลับมืออาชีพแต่ก็ยังเป็นคน ต้องเติมท้องให้อิ่มก่อนถึงจะปฏิบัติภารกิจต่อไปได้


ทันใดนั้น ฉินเหยาก็สั่งการกับต้าหลางและน้องๆของเขาว่า “พวกเจ้ากินข้าวกันก่อนเลย ข้าจะออกไปทำธุระหน่อย”


พูดจบก็แบกเชือกป่านขึ้นบ่า รีบรุดไปยังที่พักของจางซานกับหวังอู่ทันที


ในบ้านร้างที่ผุพังมีควันไฟลอยออกมาเป็นสาย เสียงพูดคุยดังแว่วมาแต่ไกล


ฉินเหยานั่งยองๆอยู่ในพงหญ้าข้างบ้าน หวังอู่ที่ยืนอยู่ในลานบ้านคล้ายจะรู้สึกตัวจึงเงยหน้ามองมาทางพงหญ้ารกร้างสองสามครั้ง เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติจึงละสายตากลับไป


สองคนนี้ระมัดระวังตัวมาก อาจเป็นเพราะช่วงนี้ในหมู่บ้านเริ่มมีการตรวจสอบข้อมูลประชากรจากต่างถิ่น พวกเขาจึงเริ่มระแวงว่านี่อาจจะเป็นการพุ่งเป้ามาที่ตัวเอง


แต่เมื่อเห็นฉินเหยาทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็อดสงสัยว่าเป็นเพราะตนเองคิดมากไปเองหรือไม่


เพราะการตรวจสอบครั้งนี้มีขอบเขตกว้างขวางมาก ไม่ละเว้นคนต่างถิ่นแม้แต่คนเดียว ทั้งจริงทั้งเท็จทำให้ชั่วขณะหนึ่งผู้คนรู้สึกสับสนว่าต้องการจะทำอะไรกันแน่


แต่การสำรวจสำมะโนครัว สำหรับพวกเขาสองคนไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน


เพียงแต่ทั้งสองคนคาดไม่ถึงว่าเรื่องไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นกะทันหันถึงเพียงนี้


พลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากทางด้านหลัง ฉินเหยาและหวังอู่ที่เฝ้าระวังอยู่ในลานบ้านมองไปยังต้นเสียงพร้อมกัน คนหนึ่งยกมุมปากขึ้น ส่วนอีกคนสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที!


“มีคนจากในหมู่บ้านมา!” หวังอู่รีบตะโกนบอกจางซานที่กำลังทำอาหารอยู่ในบ้าน


จางซานรีบโยนตะหลิวทิ้งแล้วออกมานอกประตู ในชั่วพริบตาเดียว ประตูรั้วไม้ไผ่ก็ถูกเตะพังเข้ามา


ฉินเหยาเป็นผู้นำ ด้านหลังตามมาด้วยหลิวหยางและชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านอีกเจ็ดแปดคนที่ถือเครื่องมือเกษตรอยู่ในมือ พวกเขาบุกเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด


ฉินเหยายกมือชี้ไปที่คนสองคนในลานบ้านแล้วสั่งว่า “จับโจรสองคนนี้ให้ข้า!”


ชาวบ้านรีบเข้ามาล้อมทั้งสองคนไว้ทันที


จางซานและหวังอู่มีสีหน้าตื่นตระหนก จางซานยังคงทำหน้าตาไร้เดียงสาอธิบายว่า “ท่านผู้ใหญ่บ้านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าขอรับ พวกเราไม่ได้ขโมยของ…”


ฉินเหยาไม่ให้โอกาสเขาอธิบาย ตวาดเสียงดังว่า “อย่าไปฟังพวกเขาพูดจาไร้สาระ รีบจับตัวไว้!”


พอทั้งสองคนเห็นเช่นนั้นก็รู้แล้วว่าฐานะของตนถูกเปิดเผยแล้วจึงไม่พูดอะไรอีก แยกย้ายกันหนีไปคนละทาง


ฉินเหยาแค่นเสียงหัวเราะ โยนเชือกป่านในมือออกไปแล้วมัดคล้องพวกเขาไว้ จับทั้งคู่มัดไว้อย่างแน่นหนาแล้วกระตุกเชือกเข้าหากันอย่างแรง ทั้งสองคนร้องด้วยความเจ็บปวดแล้วล้มลงกับพื้นทันที


หลิวหยางและคนอื่นๆ เห็นโอกาสก็กรูกันเข้าไป ใช้เครื่องมือเกษตรกดตัวทั้งสองคนเอาไว้


ฉินเหยาต่อยไปอีกคนละหมัด ทั้งสองคนยังไม่ทันได้โต้ตอบแม้แต่ครึ่งกระบวนท่าก็สลบคาที่ไปแล้ว


ฉินเหยาสั่งให้ทุกคนใช้เชือกป่านมัดมือมัดเท้าของสองคนนี้ไว้ด้วยกัน อาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่ทันสังเกตแอบยัดหยกที่เตรียมไว้สำหรับสองคนนี้เข้าไปในอกเสื้อของพวกเขาเพื่อใช้เป็นของกลาง


หยกนี้ยากที่จะประเมินมูลค่าได้ ด้านบนยังทำเครื่องหมายเอาไว้แล้ว ถึงตอนนั้นนางบอกว่ามันมีค่าเท่าไหร่ก็ย่อมต้องเป็นตามนั้น


แน่นอนว่ากลอุบายตื้นๆ เช่นนี้ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของเหล่ามือปราบมืออาชีพไปได้


แต่โชคดีที่ ‘เด็กกำพร้า’ สองคนนี้ไม่มีใครร้องทุกข์ให้ ความผิดนี้จึงต้องแบกรับไว้แน่แล้ว


ตั้งแต่บุกเข้าไปในลานบ้านจนถึงจับสายลับสองคนได้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งถ้วยชา รวดเร็วเสียจนคนอื่นๆในหมู่บ้านยังไม่ทันได้รู้ตัว


นางเหอถือชามข้าวของตนยืนอยู่ที่หน้าประตู มองดูขบวนควบคุมตัวโจรเดินผ่านหน้าตนไปอย่างยิ่งใหญ่แล้วถามด้วยความตกใจว่า “พวกเจ้าไปทำอะไรกันมาหรือ”


หลิวหยางตะโกนตอบเสียงดังโดยไม่หันกลับมา “ไปจับโจรมา!”


“หา” นางเหอสำลักข้าวออกมาสองสามเม็ดเพราะความตื่นเต้น รีบเรียกคนในบ้านให้ตามไปดูเรื่องสนุกด้วยกัน


ตอนที่ 507: บทเรียนเล็กๆน้อยๆ


ข่าวการจับกุมโจรแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่กำลังกินข้าวเย็นอยู่ต่างก็ยกชามข้าวของตนตามมาที่ศาลบรรพชน เพียงเพื่อจะได้มาดูเรื่องสนุกสดใหม่นี้


ฉินเหยาพาหลิวหยางและทุกคนมาที่ลานโล่งหน้าประตูศาลบรรพชน แต่มิได้เปิดประตูใหญ่ของศาลบรรพชน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกโจรมาทำให้ศาลบรรพชนต้องมัวหมอง


ท้องฟ้ามืดลงแล้ว คบเพลิงถูกจุดขึ้น แสงไฟส่องสว่างไปทั่วบริเวณลานโล่งแห่งนี้


โจรสองคนที่ถูกมัดมือมัดเท้าราวกับหมูป่า พวกเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงจอแจ จากนั้นก็ต้องเผชิญกับน้ำลายที่ชาวบ้านพากันถ่มใส่


ทั้งสองคนพยายามจะอ้าปาก แต่กลับพบว่าปากถูกอุดไว้ด้วยฟางข้าวอย่างแน่นหนา ส่งเสียงออกมาไม่ได้เลยสักนิด


ฉินเหยายืนอยู่บนบันไดหน้าประตูศาลบรรพชน กล่าวเพียงไม่กี่คำก็ตัดสินโทษฐานลักขโมยให้แก่คนทั้งสอง


หลังจากสืบหากันมาครึ่งเดือน ชาวบ้านเพิ่งจะมารู้ในวันนี้เองว่าคนที่ของหายก็คือท่านผู้ใหญ่บ้าน


เมื่อมองดูโจรสองคนที่ดิ้นรนอย่างรุนแรงราวกับลูกแกะที่รอถูกเชือด ชาวบ้านก็จุปากแสดงความเห็นใจออกมา


ขโมยของใครไม่ขโมย ดันมาขโมยของบ้านผู้ใหญ่บ้าน ทางดีๆมีให้เดินไม่เดินดันเลือกมาเดินเข้าทางตัน!


“เอาล่ะ ตอนนี้จับโจรได้แล้ว ทุกคนก็วางใจกันได้แล้ว วันนี้วุ่นวายกันมาทั้งวัน เหล่าผู้กล้าทุกท่านลำบากแล้ว”


ฉินเหยาพยักหน้าให้หลิวหยางและคนอื่นๆอย่างซาบซึ้งพลางกำชับว่า “พวกเราจับโจรสองคนนี้ไปมัดไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านก่อน พรุ่งนี้ข้าจะส่งตัวคนไปยังที่ว่าการอำเภอด้วยตัวเอง”


แล้วนางก็หันไปพูดกับชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องสนุกว่า “ทุกคนแยกย้ายกันไปเถิด กำชับลูกหลานที่บ้านให้ดี คืนนี้อย่ามาแถวบ่อน้ำของหมู่บ้าน เผื่อว่าโจรสองคนนี้อาจจะทำร้ายเด็กๆเอาได้”


พอได้ยินว่าเด็กๆอาจจะได้รับบาดเจ็บ ชาวบ้านก็ใส่ใจขึ้นมาทันที รีบจับเจ้าตัวเล็กจอมซนของบ้านตัวเองกลับบ้านไป


หลิวหยางและคนอื่นๆ นำหวังอู่และจางซานไปมัดไว้ที่ลำต้นของต้นไม้แล้วจึงจากไป


ฉินเหยามองส่งพวกเขากลับบ้านไป พอคนลับสายตาไปแล้วนางก็หันกลับไปขยับเชือกให้แน่นขึ้นอีกรอบแล้วต่อยพวกเขาไปอีกคนละหมัดท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างอาฆาตแค้นของคนทั้งสอง ช่วยให้พวกเขาหลับไปจนถึงรุ่งเช้า


อินเยว่และเด็กๆทั้งสี่ยังคงรอนางกลับมากินข้าวเย็นด้วยกัน


เมื่อเห็นว่าอินเยว่ทำภารกิจวิ่งห้ากิโลเมตรเสร็จก่อนเวลา ฉินเหยาก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “ก้าวหน้าเร็วไม่เบานี่”


อินเยว่กล่าวอย่างถ่อมตน “เป็นเพราะวิธีการหายใจที่อาจารย์สอนได้ผลเจ้าค่ะ”


ฉินเหยานั่งลงบนที่ว่าง หยิบตะเกียบขึ้นแล้วส่งสัญญาณให้ทุกคน “กินเถอะ”


แต่มีเพียงอินเยว่ที่หิวจนท้องกิ่วแล้วเท่านั้นที่ขยับตะเกียบตักกับข้าวและซดน้ำแกงคำโต


“กินสิ ไม่หิวกันหรือ” ฉินเหยามองเด็กๆทั้งสี่อย่างขบขัน


สี่พี่น้องส่ายหน้าพร้อมกัน พวกเขาไม่หิว มีเพียงความสงสัย


“ท่านแม่ สองคนนั้นเป็นโจรจริงๆหรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงมองไปทางบ่อน้ำของหมู่บ้านอย่างหวาดๆ นางเคยเห็นคนสองคนนั้น ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะขโมยของ


ฉินเหยาพุ้ยข้าวเข้าปากไปสองคำแล้วคีบซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงของโปรดให้เด็กหญิงตัวน้อยหนึ่งชิ้น “โจรไม่มีทางเขียนคำว่าโจรไว้บนหน้าผากหรอกนะ…”


เด็กชายทั้งสามมองมา ฟังฉินเหยาอธิบายว่าจะสังเกตโฉมหน้าที่แท้จริงของโจรจากรายละเอียดได้อย่างไร


อินเยว่ลดความเร็วในการกินลงแล้วตั้งใจฟังด้วย


ยิ่งฟัง ดวงตาก็ยิ่งเบิกกว้าง วันนี้เป็นวันที่ได้ความรู้เพิ่มอีกแล้ว!


“ต่อไปพวกเจ้าก็ใช้วิธีการที่ข้าบอกไปลองสังเกตคนรอบข้างดู บางทีอาจจะได้ค้นพบสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้” ฉินเหยากล่าวเสียงอ่อนโยน


สี่พี่น้องเกิดความสนใจขึ้นมาทันที ไม่ยอมกินข้าวแต่จับจ้องสังเกตคนอื่นแทน ฉินเหยาจึงต้องเอ็ดห้ามทั้งสี่คนไว้


นางเปลี่ยนจากสีหน้าอ่อนโยนเป็นกดเสียงต่ำลง “เวลากินข้าวก็ต้องตั้งใจกินข้าว อาวั่งไม่อยู่บ้าน ตอนกลางคืนหากหิวขึ้นมาไม่มีใครลุกขึ้นมาทำมื้อดึกให้พวกเจ้ากินหรอกนะ”


เอ้อร์หลางพึมพำว่าตนเองก็ทำเป็น แต่ไม่ช้าก็ต้องหุบปากลงเพราะสายตาเย็นชาของท่านแม่พลางหยิบชามข้าวขึ้นมาตักกินคำโตอย่างว่าง่าย


หลังกินข้าวเสร็จ ต้าหลางก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เขาถามอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านแม่ พรุ่งนี้พวกเราต้องนั่งรถไปกับโจรสองคนนั้นด้วยหรือไม่ขอรับ”


ฉินเหยาชะงักไป “เหมือนจะใช่นะ”


สิ้นเสียงก็เห็นสี่พี่น้องมีสีหน้าตื่นเต้นและคาดหวัง


รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องนั่งรถคันเดียวกับพวกโจร ไม่กลัวก็ช่างเถิด ยังจะตื่นเต้นคาดหวังอีกหรือ


ฉินเหยาขมวดคิ้ว การไม่รู้จักเกรงกลัวนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย


แต่ความกล้าหาญของเด็กๆนั้นเหมือนจะเป็นเพราะนางตามใจจนเคยตัว เพราะรู้ว่ามีนางอยู่จึงคิดไปเองว่านางสามารถจัดการกับอันตรายทุกอย่างได้ ดังนั้นจึงขวัญกล้าเทียมฟ้าเช่นนี้


“ซี๊ด” ฉินเหยาบีบสันจมูก หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ วันใดวันหนึ่งหากนางไม่อยู่แล้วพวกเขายังคงใจกล้าเช่นนี้ เกรงว่าตนเองตายอย่างไรเจ้าตัวก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ


ฉินเหยาทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งพาสี่พี่น้องไปที่ห้องเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของบทเรียนล่าสุดของพวกเขา อีกด้านก็ครุ่นคิดว่าพรุ่งนี้คงต้องให้สายลับสองคนนั้นสร้างความตกใจเล็กๆน้อยๆให้กับเจ้าตัวเล็กที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าพวกนี้เสียหน่อย


ให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของโลกมนุษย์ จะได้ลดความกล้าบ้าบิ่นลงเสียบ้าง

……

ปลายยามอิ๋น บ้านของฉินเหยาก็จุดตะเกียงสว่างขึ้น


อินเยว่ที่หาบน้ำจนเต็มโอ่งเรียบร้อยกลับไปเตรียมตัวเข้างานที่โรงงานเครื่องเขียนแล้ว หลี่ซื่อก็กำลังทำอาหารเช้าอยู่ในห้องครัว


กลิ่นหอมหวานของอาหารที่ทำจากแป้งลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเคาะประตูห้องเด็ก “ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง ตื่นได้แล้ว!”


เมื่อได้ยินเสียงตอบรับจากในห้อง นางจึงก้าวยาวๆไปยังสวนหลังบ้าน


จูงม้าออกมา เทียมรถม้า ไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างบ่อน้ำของหมู่บ้านก่อน โยนสายลับสองคนที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยน้ำค้างและกำลังดิ้นรนอย่างอเนจอนาถขึ้นไปบนรถม้า


ณ วินาทีนี้ หากทั้งสองคนยังไม่รู้อีกว่าฉินเหยาแสร้งแสดงละครเพื่อปั่นหัวพวกเขาสองคนมาตั้งแต่ต้น เช่นนั้นการฝึกฝนอย่างมืออาชีพหลายปีมานี้ของพวกเขาก็สูญเปล่าแล้ว


เมื่อเห็นว่าฉินเหยาถึงกับส่งลูกๆของตนเองให้มานั่งในห้องโดยสารรถม้ารวมกับพวกเขาสองคน ดวงตาของทั้งสองก็พลันส่องประกายแห่งความหวังออกมา


ฉินเหยาจงใจให้จินฮวากับจินเป่าอยู่บนคานลากรถม้า พอนางกระตุ้นรถม้าก็บรรทุกเด็กๆเต็มคันรถไปยังสำนักศึกษาทันที


เมื่อรู้ว่าในห้องโดยสารรถม้ามีโจรอยู่ จินฮวาจินเป่าจึงเลิกม่านรถขึ้นมองเข้าไปข้างในด้วยความสงสัย


จางซานกับหวังอู่เงยหน้ามองมา สายตาที่ดุร้ายนั้นทำเอาสองพี่น้องตกใจจนตัวสั่น รีบหดศีรษะกลับไปแล้วเบียดตัวเข้าหาอาสะใภ้สามแน่นขึ้นอีก


ในห้องโดยสารรถม้า ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงนั่งอยู่บริเวณใกล้ประตู จางซานกับหวังอู่นั่งอยู่ด้านในสุด ระหว่างสองฝ่ายมีพื้นที่ว่างเว้นเอาไว้


แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่ดุร้ายของจางซานและหวังอู่ นอกจากซานหลางที่กลัวเล็กน้อยแล้ว ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงที่เหลือไม่เพียงแต่ไม่กลัวยังยื่นมือออกไปลูบเชือกบนตัวของคนทั้งสองอย่างกล้าหาญอีกด้วย


แต่ไม่คิดว่าจางซานจะคายฟางข้าวในปากออกอย่างกะทันหัน ในช่วงเวลาสั้นๆที่พี่น้องหลายคนยังคงตกตะลึงอยู่นั้น เขาก็ยกมือที่ถูกมัดไว้ขึ้นมาที่ปากแล้วใช้ฟันแก้เชือกออกอย่างรวดเร็ว


“อ๊ะ”


ซื่อเหนียงยังไม่ทันได้ร้องเรียกท่านแม่ จางซานก็บีบคอของนางอย่างแรงแล้ว


เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป อีกทั้งในห้องโดยสารรถม้าก็คับแคบ ต้าหลางมีปฏิกิริยาตอบสนองทันที เตรียมจะเข้าไปช่วยน้องสาวแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว


กลับเป็นเอ้อร์หลางที่กัดมือของจางซานอย่างแรงทำให้จางซานชะงักไปครึ่งวินาที


ทว่าในวินาทีต่อมา เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงก็ถูกจางซานบีบคอไว้พร้อมกัน


ต้าหลางมองดูมือใหญ่หยาบกร้านคู่นั้นบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ ความกลัวที่จะต้องสูญเสียพี่น้องไปพร้อมกันถึงสองคนก็ถาโถมเข้ามา ในหัวร้องตะโกนว่าให้รีบลงมือ แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่ง ตัวแข็งทื่อไปหมด


ชั่วพริบตา รถม้าที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคงก็โคลงเคลงอย่างรุนแรง คนในรถม้าไม่สามารถควบคุมร่างกายได้จึงกลิ้งรวมกันเป็นก้อน


ฉินเหยาผลักประตูรถเข้ามา ด้านในรถวุ่นวายไปหมด


ต้าหลางถูกหวังอู่ที่ลอยมาชนจนล้มลงจนเกือบจะหายใจไม่ออก


ซานหลางกลิ้งออกไปจากห้องโดยสารรถม้าและถูกฉินเหยาคว้าตัวเอาไว้ได้ นางปล่อยเขาลงจากรถม้า


มือของจางซานยังคงบีบคอของเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงอยู่ ทั้งสามคนเบียดเสียดกันอยู่ที่มุมรถม้า สองพี่น้องใบหน้าซีดเผือด ตาทั้งสองข้างโปนขึ้นเล็กน้อยทั้งยังแดงก่ำ ดูน่าสงสารราวกับกำลังจะขาดใจตายก็ไม่ปาน


ตอนที่ 508: ใจที่ยำเกรง


เมื่อเห็นฉินเหยาปรากฏตัวก็นึกถึงความเหี้ยมโหดของนาง ในใจของจางซานหวาดกลัวขึ้นมาทันที รีบจับคอของเด็กทั้งสองคนไว้แน่นแล้วตวาดเสียงดัง


“อย่าเข้ามา! ไม่อย่างนั้นข้าจะบีบคอพวกเขาให้ตายเดี๋ยวนี้!”


สีหน้าของเด็กน้อยทั้งสองคนซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด


ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ระเบิดพลังออกมาทันที สองมือพุ่งเข้าหาศีรษะของจางซานราวกับสายฟ้า ในชั่วพริบตาที่ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ได้ยินเสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น ศีรษะของจางซานบิดเบี้ยวไปอย่างแปลกประหลาด สิ้นลมหายใจไป


มือที่บีบคอเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงเอาไว้ร่วงตกลงมาอย่างไร้เรี่ยวแรง


อากาศไหลเข้าสู่โพรงจมูกอีกครั้ง ร่างของเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงอ่อนระทวยล้มลงบนพื้นห้องโดยสารรถม้าพลางหายใจหอบอย่างแรง


ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียใจที่ตนเองไม่รู้จักยำเกรงอันตรายหรือเป็นเพราะหวาดกลัวต่อความตายที่มาเยือน พวกเขาจึงเอาแต่ร้องไห้เงียบๆ น้ำมูกน้ำตาไหลออกมาหมด


ซื่อเหนียงมีปฏิกิริยารุนแรง นางเริ่มอาเจียนแห้งๆออกมา ต้าหลางผลักหวังอู่ที่ทับอยู่บนร่างออกไป คิดจะเข้าไปปลอบนางแต่กลับถูกสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของฉินเหยาตรึงไว้กับที่


“เอื้อก”


ต้าหลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากพลางก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกซับซ้อน


ฉินเหยามองหวังอู่ที่อยู่ด้านล่างด้วยสายตาเย็นชา ดวงตาของเขาเหลือกกว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อรู้สึกได้ว่านางกำลังมองตนอยู่ก็หนาวสะท้านไปทั้งร่าง


หากไม่ได้เห็นกับตาตนเอง เขาคงไม่เชื่อว่าบนโลกนี้จะมีคนลงมือได้รวดเร็วถึงเพียงนี้อยู่ด้วย


เร็วเสียจนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะตอบสนองได้ทัน นี่ยังเป็นคนอยู่หรือไม่


นางคือนางมารฆ่าคนที่พร้อมจะคลุ้มคลั่งได้ทุกเมื่อชัดๆ!


“อื้อๆๆ!” หวังอู่ดิ้นรนอย่างรุนแรง แต่เพราะมือเท้าถูกมัดเอาไว้ เขาจึงเคลื่อนตัวหนีออกไปนอกห้องโดยสารรถม้าราวกับหนอน


ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว ฉินเหยาไม่มีเวลาจะมาเสียไปกับเขา นางจึงเตะเขาเข้าไปยังมุมในสุดของตัวรถม้า ให้อยู่กับจางซานที่ตายไปแล้ว


“เจ้าอยู่นิ่งๆจะดีกว่า ไปถึงที่ว่าการอำเภอบางทีอาจจะยังมีทางรอด”


ฉินเหยากล่าวเสียงกร้าว “เดิมทีข้าไม่ได้ต้องการชีวิตของพวกเจ้า แต่น่าเสียดายที่เพื่อนของเจ้าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำที่สุด กล้าลงมือสังหารเด็ก ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป!”


“เจ้าเองก็ควรจะดูสถานการณ์ให้ออกเสียบ้าง”


นางเหลือบมองหวังอู่อย่างเย็นชา เมื่อเห็นว่าในที่สุดเขาก็สงบลง ฉินเหยาจึงอุ้มซานหลางเข้าไปในห้องโดยสารรถม้าแล้วจัดให้จินฮวาจินเป่านั่งบนคานลากรถม้าแล้วกำชับเด็กทั้งสองว่า “อย่ามองเข้าไปในรถ ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาก็รับผิดชอบเอาเองนะ”


บนใบหน้าของนางมีรอยยิ้มจางๆ แต่กลับดูน่าขนลุก จินฮวาจินเป่ากลืนน้ำลายอย่างประหม่า นั่งนิ่งอยู่บนคานลากรถม้า ไม่กล้าหันกลับไปมองเลยแม้แต่น้อย


ส่วนเรื่องที่มีคนตายเพิ่มขึ้นมาในห้องโดยสารรถม้านั้น หากมองไม่เห็นเขาก็ไม่มีตัวตน ใช่แล้ว ก็คือไม่มีตัวตน!


รถม้าเคลื่อนที่อีกครั้ง ในตัวรถม้าเงียบสงัดอย่างน่าประหลาดหนึ่งเค่อเต็มๆ จากนั้นจึงมีเสียงไอที่กลั้นไว้ไม่อยู่ดังขึ้นสองสามครั้ง


ซื่อเหนียงและเอ้อร์หลางซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของพี่ใหญ่ ซานหลางใช้มือตบหลังน้องสาวอย่างน่าสงสารอยู่ข้างๆพี่น้อง ครั้งนี้พวกเขาอยู่ห่างจากจางซานและหวังอู่ไกลมาก พวกเขาเบียดชิดอยู่ตรงขอบประตูรถพร้อมที่จะกระโดดลงจากรถได้ทุกเมื่อ


ต้าหลางจ้องเขม็งไปที่หวังอู่ ไม่กล้าประมาทอีกต่อไป เพียงแค่หวังอู่ขยับตัวเล็กน้อย เขาก็จะยืดตัวตรงทันที แสดงท่าทีเตรียมพร้อมป้องกันออกมา


ปกติแล้วเอ้อร์หลางเป็นคนที่ดูเหมือนจะเฉยชาที่สุดในบรรดาสี่พี่น้อง อารมณ์ดีใจหรือเสียใจสุดขีดแทบจะไม่ปรากฏบนใบหน้าของเขาเลย


แต่วันนี้หลังจากได้เดินผ่านหน้าตำหนักยมบาลมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้เขาจึงกำลังซบหน้าอยู่บนไหล่ของพี่ใหญ่ ร้องไห้หนักยิ่งกว่าซื่อเหนียงเสียอีก


ซื่อเหนียงอดกลั้นมานาน ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจจึงไม่กลั้นเสียงไว้อีกต่อไป นางร้องไห้โฮออกมาทันที


นอกรถ ฉินเหยาได้ยินเสียงร้องไห้ดังลั่นนี้ ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก หันกลับไปมองที่ห้องโดยสารรถม้าแวบหนึ่ง เด็กหญิงตัวน้อยรู้สึกได้ เสียงร้องไห้จึงยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม


ถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการให้กอดให้ปลอบ


ฉินเหยาเปลี่ยนท่านั่ง ไม่สนใจนางอีก ต้องทิ้งความทรงจำอันลึกซึ้งไว้ให้พวกเขาเสียหน่อยจึงจะดี


เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงตัวน้อยนั้นช่างโหยหวนบาดใจ หวังอู่ที่ขดตัวอยู่คนเดียวในมุมรถม้ายังอดที่จะสงสารนางไม่ได้


แต่พอมองไปยังฉินเหยาที่กำลังขับรถม้าอยู่และทำท่าเหมือนกับไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น ไม่เสียแรงที่เป็นแม่เลี้ยง ช่างใจร้ายใจดำเสียจริง!


ซื่อเหนียงร้องไห้จนเสียงแห้งไปสักพัก เมื่อเห็นว่าท่านแม่ไม่มีทีท่าว่าจะมาอุ้มตน ริมฝีปากก็เบะลงและหยุดร้องไห้ไป


ภูเขาไม่มาหาข้า ข้าก็จะไปหาภูเขาเอง!


ฉินเหยารู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากทางด้านหลัง วินาทีต่อมา เสื้อผ้าด้านหลังของนางก็ถูกมือเล็กๆดึงไว้ แถมยังเขย่าอย่างเอาใจอีกด้วย


“ท่านแม่ ข้ากลัว…”


เสียงที่เจือสะอื้นนั้นอ่อนหวาน ฟังแล้วใจอ่อนยวบ


ฉินเหยากระแอมเสียงต่ำ สลัดไหล่เป็นเชิงให้นางปล่อยมือ


ซื่อเหนียงไม่ยอม ยังคงจับเอาไว้แน่น แถมยังจะปีนขึ้นมาอีก นางเอื้อมแขนไปกอดคอท่านแม่ไว้ ร่างเล็กๆเกาะติดอยู่บนหลังของนางเหมือนปลาหมึกยักษ์


นางเอียงศีรษะ แก้มที่เปื้อนคราบน้ำตาถูไถกับแก้มของฉินเหยา “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว…”


เด็กหญิงตัวน้อยเดิมทีไม่อยากร้องไห้แล้ว ไม่คิดว่ายังพูดไม่ทันจบประโยค น้ำตาก็ไหลออกมา


ศีรษะเล็กๆเอาแต่ซุกไซร้ซอกคอของฉินเหยา สะอึกสะอื้นไปพลางพูดไปพลาง “กอดหน่อยสิ… ท่านแม่กอดข้าหน่อยสิ…”


ฉินเหยาถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย แบบนี้ใครจะไปทนไหว!


ใบหน้าที่แกล้งทำเป็นเคร่งขรึมนั้นเผยให้เห็นรอยร้าวเล็กน้อย มือซ้ายที่ไม่ได้ถือแส้เอื้อมไปทางด้านหลังแล้วกอดก้อนเนื้อบนหลังเอาไว้ “เอาล่ะ เอาล่ะ กลับไปนั่งก่อน ใกล้จะถึงสำนักศึกษาแล้ว”


ซื่อเหนียงส่ายหน้า ไม่ยอมกลับไปนั่ง ปีนอยู่บนหลังของท่านแม่ กอดคอของนางไว้แล้วพูดอย่างน่าสงสารว่า “ท่านแม่ เจ็บหน้าอก”


สีหน้าเคร่งขรึมบนใบหน้าของฉินเหยาพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง นางตอบอย่างปวดใจว่า “เดี๋ยวจะลาหยุดให้เจ้ากับเอ้อร์หลาง กลับบ้านไปพักผ่อนสักสองวันก็คงดีขึ้น”


เอ้อร์หลางที่ยังคงซบหน้าอยู่บนไหล่ของพี่ใหญ่และร้องไห้อย่างหนัก พอได้ยินเข้าก็ชะงักไปทันที ไม่ต้องไปสำนักศึกษาหรือ


นั่นไม่ได้เด็ดขาด!


ถ้าหากเรียนไม่ทันจะทำอย่างไร!


เอ้อร์หลางเช็ดน้ำตาบนใบหน้าจนแห้งแล้วพูดเสียงแหบว่า “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไร ข้ายังไปสำนักศึกษาได้!”


ซานหลางมองเขาอย่างตกตะลึง “พี่รองท่านบ้าไปแล้วหรือ”


ไม่ต้องไปสำนักศึกษา เขากลับปฏิเสธ นี่มันใช่เรื่องที่คนทำกันหรือ


“ท่านแม่ พี่รองไม่อยากลา ท่านก็ลาให้ข้าเถอะ ข้าก็เจ็บหน้าอกอึดอัดเหมือนกัน ต้องพักผ่อนสองวันถึงจะดีขึ้น” ซานหลางขยับเข้ามาใกล้พลางเสนอตัวเองอย่างจริงใจ


ฉินเหยาหันกลับไปมองอย่างเย็นชา “ข้าดูแล้วเจ้าก็สบายดีทุกอย่างนี่ เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้าอึดอัดที่หน้าอกน่ะ”


“…ไม่อึดอัดแล้วขอรับ” ซานหลางลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอยกลับไปอย่างร้อนตัว


ฉินเหยามองไปยังต้าหลางที่กัดฟันแน่นโดยไม่รู้ตัว เอ่ยถามอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”


ต้าหลางส่ายหน้าแล้วจึงคลายกรามที่เผลอกัดแน่นจนกระตุกเกร็งออก


ฉินเหยาถามสี่พี่น้อง “ครั้งนี้รู้หรือยังว่าต้องกลัว”


ศีรษะเล็กๆบนหลังพยักหน้าอย่างแรง “กลัวเจ้าค่ะ”


ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางที่เหลือก็รีบพยักหน้า ในดวงตาเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัว


ฉินเหยาเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนและเรื่องราวใดๆที่ตนเองไม่รู้จัก จะต้องมีความยำเกรงอยู่เสมอ จำได้หรือไม่”


สี่พี่น้องตอบพร้อมกัน “จำได้แล้วขอรับ/เจ้าค่ะ!”


เอ้อร์หลางลูบคอของตนเองพลางคิดอย่างขมขื่นว่าชั่วชีวิตนี้เขาคงยากที่จะลืมได้


ต่อไปหากมีคนถามเขาว่าความตายรู้สึกอย่างไร เขาคงจะตอบได้แล้ว


การขาดอากาศหายใจ ทุกอย่างพลันเงียบงัน ประสาทสัมผัสทั้งหมดหายไป โลกกำลังถอยห่างออกจากตัวอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความหนาวเย็นและความกลัวอันไร้ที่สิ้นสุด


แค่เพียงนึกย้อนกลับไป เอ้อร์หลางก็.อดไม่ได้ที่จะอยากร้องไห้


แต่กลัวว่าท่านแม่จะเห็นเข้าจึงรีบเช็ดน้ำตาให้แห้งแล้วเบียดตัวเข้าหาพี่น้องสองคนเพื่อหาความอบอุ่น


ตอนที่ 509: หน้าหนาไร้ยางอาย


ถึงแม้เอ้อร์หลางจะยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะไปสำนักศึกษา แต่ฉินเหยาก็ยังคงลาหยุดให้เขากับซื่อเหนียงสองวัน


หลังจากส่งจินฮวาจินเป่า ต้าหลางและซานหลางเข้าสำนักศึกษาแล้วก็พาเอ้อร์หลางกับซื่อเหนียงที่อาการดีขึ้นมากแล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังอำเภอต่อไป


ในรถมีคนตายอยู่ สำหรับเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เพราะสภาพศพนั้นดูสงบมาก


แต่วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่วิธีการที่ท่านแม่ทำยามปกติ เอ้อร์หลางนึกสงสัยว่าเป็นเพราะเห็นแก่พวกเขาสี่พี่น้อง ท่านแม่จึงเหลือศพที่ครบสมบูรณ์ไว้เช่นนี้


กลับเป็นหวังอู่ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหากที่ทำให้คนรู้สึกหวาดกลัวมากกว่า


แต่เมื่อมีบทเรียนจากจางซานเป็นตัวอย่างแล้ว ตลอดทางเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงจึงไม่ได้แสดงความสงสัยที่ไม่จำเป็นออกมาอีกแม้แต่น้อย


คนหนึ่งเกาะติดอยู่บนหลังของท่านแม่ นั่งอย่างเรียบร้อย


อีกคนหนึ่งหยิบหนังสือออกมาอ่าน


ตามหลักแล้วสายลับที่ไม่คิดจะหนีนั้นไม่ใช่สายลับที่ดี ดังนั้นการจะบอกว่าหวังอู่ไม่คิดจะหนีนั้นเป็นไปไม่ได้เลย


เพียงแต่เด็กเหลือขอสองคนในรถไม่ได้สร้างโอกาสหนีให้เขาอีกต่อไป หลังจากเรื่องของจางซาน ฉินเหยาก็ช่วยยัดฟางข้าวในปากของเขาให้แน่นขึ้นอีกครั้ง แน่นเสียจนหายใจยังลำบาก


หวังอู่พยายามหาโอกาสหนีตลอดทาง แต่น่าเสียดายที่จนกระทั่งถึงที่ว่าการอำเภอ เขาก็ยังหาโอกาสที่เหมาะสมไม่ได้


ตอนนี้ ทำได้เพียงภาวนาให้เบื้องบนสังเกตเห็นความผิดปกติแล้วมาช่วยเท่านั้น


ฉินเหยาให้สองพี่น้องรออยู่ที่หน้าประตูจวนที่ว่าการอำเภอ ถีบหวังอู่เข้าไปในประตูใหญ่แล้วจึงกลับไปแบกจางซานที่ตายจนตัวแข็งทื่อแล้วจากรถ เดินก้าวยาวๆเข้าไป


เหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการในที่ว่าการอำเภอเพียงแค่ตกใจเล็กน้อยแล้วก็เผยสีหน้าเป็นปกติออกมา


เพราะความสามารถในการจับโจรของฉินเหนียงจื่อนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งอำเภอ การแบกคนตายอะไรทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรแล้ว


รองนายอำเภอได้รับข่าวก็รีบมา พอดีกับที่ฉินเหยาโยนร่างของจางซานลงจากบ่าเสียงดังตึง ร่างนั้นไม่เอนไม่เอียง ขวางอยู่ตรงหน้าของเขาพอดี


“เฮือก” รองนายอำเภอสูดหายใจเข้าลึก รีบถอยหลังไปก้าวใหญ่แล้วจึงมีอารมณ์ไปมองหวังอู่ที่ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาอีกคน “ผู้ใหญ่บ้านฉิน นี่มันเรื่องอะไรกันอีกแล้วขอรับ”


ฉินเหยากลับไม่ตอบ กวาดสายตามองไปรอบๆ ขมวดคิ้วแล้วถาม “ใต้เท้าซ่งไม่อยู่อีกแล้วหรือ แล้วท่านผู้ตรวจการแผ่นดินเล่า ไม่อยู่เหมือนกันหรือ”


สายตาที่เฉียบคมราวกับจะทะลุผ่านกำแพงหนาของห้องโถงทำให้คนสองคนที่ยืนอยู่หลังกำแพงตกใจจนเหงื่อท่วมตัว


ซ่งจางเช็ดหยาดเหงื่อบนหน้าผาก ลองเสนอขึ้นว่า “ใต้เท้าไปพบนางสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ”


หวังจิ่นแสร้งทำเป็นสุขุมแล้วโบกมือ “ไม่ต้องแล้ว ข้าย่อมต้องรักษาสัญญา คืนความสงบสุขให้นาง”


เขาพยักเพยิดคางไปทางซ่งจาง “คนสองคนที่ส่งมานี้ เจ้าก็ไปจัดการเสีย อ้อ คนที่ยังมีชีวิตอยู่ให้เก็บไว้ก่อน บางทีอาจจะสอบถามอะไรที่มีประโยชน์ออกมาได้บ้าง”


“เช่นนั้น…” ซ่งจางเอ่ยอย่างลำบากใจเล็กน้อย “เรื่องที่จะขอให้นางช่วยยังจะทำอยู่หรือไม่ขอรับ”


ช่วงนี้ เรื่องราวดำเนินไปค่อนข้างราบรื่น หลักฐานสำคัญเขากับหวังจิ่นก็ได้มาไว้ในมือแล้ว


เพียงแต่ว่าอำนาจของหวังจิ่นนั้นทำได้เพียงจัดการกับจ้าวต๋าคนเดียวเท่านั้น ส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังจ้าวต๋าเกี่ยวข้องกับสมาชิกภายในราชวงศ์ เขาจึงไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ


ดังนั้น หวังจิ่นจึงต้องนำหลักฐานความผิดที่อยู่ในมือตอนนี้กลับเมืองหลวงทันที ทูลถวายให้เบื้องบนทรงทราบเพื่อให้ฮ่องเต้ทรงตัดสิน


นี่ไม่ใช่เรื่องยาก แต่คนที่หวังจิ่นทิ้งไว้นอกจังหวัดจื่อจิงล้วนถูกฆ่าตายหมดแล้ว


ตอนนี้เขาต้องกลับเมืองหลวงตัวคนเดียว จะมีชีวิตรอดออกจากจังหวัดจื่อจิงได้หรือไม่ยังไม่รู้เลย


แต่เบื้องหลังหวังจิ่นก็มีผู้มีอำนาจสนับสนุนอยู่และได้ส่งคนมาแล้ว เขาเพียงแค่ต้องไปถึงท่าเรือของจังหวัดจื่อจิงเพื่อสมทบกับพวกเขาก็พอ


แต่ว่า!


ฝั่งซ่งจางมีเพียงผู้คุ้มกันส่วนตัวและเจ้าหน้าที่ของทางการไม่กี่คน จะให้พวกเขาไปต่อสู้กับนักฆ่ามืออาชีพนั้น คงสู้ไม่ได้แน่


อีกทั้งอำเภอไคหยางก็มีทหารอยู่เพียงไม่กี่คน เสียไปครึ่งหนึ่งเขาก็ใจจะขาดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุ้มกันหวังจิ่นที่ต้องมีคนตายอย่างแน่นอน ซ่งจางเองก็ไม่อาจผ่านด่านมโนธรรมในใจของตนเองนี้ไปได้


ดังนั้นซ่งจางจึงเสนอว่า “ใต้เท้ามีวรยุทธ์สูงส่ง เดินทางปลอมตัวไปคนเดียวย่อมง่ายกว่าพาคนไปด้วย เดินทางไปถึงจังหวัดจื่อจิงก็น่าจะราบรื่นไม่มีปัญหา”


หวังจิ่นเอ่ย “ข้อเสนอแนะของเจ้าดีมาก แต่คราวหน้าไม่ต้องเสนออีก”


“ข้าต้องการคนช่วยถือสัมภาระ” นี่เป็นข้อเรียกร้องเพียงอย่างเดียวของหวังจิ่นที่ยอมลดลงมา


สัมภาระนี้ก็คือหลักฐานที่เขากับซ่งจางรวบรวมมาด้วยกัน จะต้องนำกลับไปยังเมืองหลวง ให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตรจึงจะมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ


สัมภาระหนักอึ้ง ส่วนเขาก็ไม่ใช่คนมีพละกำลังมหาศาล เดินทางคนเดียว หากปกป้องสัมภาระก็ไม่อาจปกป้องตนเองได้ หากปกป้องตนเองได้ก็ไม่อาจปกป้องสัมภาระได้


ด้วยเหตุนี้ซ่งจางจึงเอ่ยถึงเรื่องขอให้ฉินเหยาช่วย


แน่นอนว่า ระหว่างหน้าตาและศีรษะนั้น หวังจิ่นยังคงลังเลอยู่


ในตอนนี้เมื่อเห็นว่าฉินเหยามาที่ว่าการอำเภอก่อน ซ่งจางจึงคิดว่าหากตอนนี้ยังไม่พูด เกรงว่าหลังจากนี้คงไม่มีโอกาสได้พูดแล้ว


การทำให้คนผิดหวังอยู่เสมอนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย


ถึงแม้หวังจิ่นจะจัดการกับผู้บังคับบัญชาของสายลับสองคนนั้น รวมถึงผู้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาไปแล้ว แต่ฉินเหยายังไม่รู้นี่!


เรื่องที่ไม่รู้ ใครเล่าจะซาบซึ้งในบุญคุณของท่านได้


ที่สำคัญที่สุดคือ ซ่งจางรู้สึกว่าหากครั้งนี้ตนเองยังคงหลบซ่อนไม่ยอมปรากฏตัว เกรงว่าประตูใหญ่ของหมู่บ้านตระกูลหลิวจะปิดตายสำหรับเขาอย่างถาวร


พอหวังจิ่นไปแล้ว กองเรื่องวุ่นวายที่ทิ้งไว้นี้ก็ยังต้องให้เขามาจัดการเอง หากไม่มีฉินเหยาคอยช่วยเหลือ… ซ่งจางลูบต้นคอด้านหลังของตนเอง รู้สึกเย็นวาบขึ้นมา


“ช่วงนี้ว่าไปแล้วพวกเรายังต้องขอบคุณผู้ใหญ่บ้านฉิน หากไม่ใช่นางที่ดึงดูดความสนใจส่วนใหญ่ของอีกฝ่ายไป พวกเราก็คงทำเรื่องสำเร็จได้ยาก” ซ่งจางเตือนอย่างจริงจัง


การที่นักฆ่าฝีมือดีสามสิบคนถูกกวาดล้างจนหมดเกลี้ยงนั้น เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเกิดความหวาดระแวงต่อฉินเหยาอย่างลึกซึ้ง


เขากับหวังจิ่นย่อมรู้ดีว่าฉินเหยาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลับไม่รู้


เพราะในสายตาของคนนอก สิ่งที่ฉินเหยาทำล้วนเป็นการช่วยพวกเขาทั้งสองคน


ดังนั้นอีกฝ่ายจึงมุ่งความสนใจส่วนใหญ่ไปที่ฉินเหยา จับตาดูการเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของนาง นั่นกลับทำให้เขากับหวังจิ่นหาช่องโหว่ได้ไม่น้อย


นี่ก็เป็นสาเหตุที่หวังจิ่นยังคงไม่ไปจัดการกับสายลับสองคนนั้นที่หมู่บ้านตระกูลหลิวเสียที


ซ่งจางกล่าวว่า “ใต้เท้า คนเราก็ควรมียางอายกันบ้าง ผู้ใหญ่บ้านฉินไม่ใช่คนโง่ ไม่นานก็คงคิดได้ว่าท่านใช้ประโยชน์จากนางอีกแล้ว…”


หวังจิ่นยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ซ่งจางหยุดพูด “ข้าไม่ใช่คนหน้าหนาไร้ยางอายเช่นนั้น”


ซ่งจางยิ้มอย่างมีเลศนัย ในใจคิดว่า ‘ข้าน้อยไม่เคยเห็นผู้ใดหน้าหนาไร้ยางอายเท่าท่านมาก่อน!’


ที่ห้องโถงด้านหน้า ฉินเหยาเอ่ยเล่าสถานการณ์ด้วยท่าทีจริงจังแต่ใจความแสนเหลวไหลให้รองนายอำเภอฟังเสร็จแล้วก็กำลังจะจากไป


อย่างไรเสียคนสองคนที่ซ่อนอยู่ข้างหลังก็รู้ดีว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรจึงไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนปกติก็ได้


“ผู้ใหญ่บ้านฉินโปรดอยู่ก่อน”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น หันกลับไปมอง หวังจิ่นและซ่งจางสองคนสวมชุดลำลองเดินออกมาจากด้านหลังโถงใหญ่


ซ่งจางยิ้มให้นางอย่างเป็นมิตร ฉินเหยายิ้มตอบจางๆ


แต่รอยยิ้มนั้นพอหันไปทางหวังจิ่นก็จางหายไปทันที นางทำความเคารพอย่างสุภาพยิ่งนัก “ใต้เท้าหวัง”


นางยืดกายขึ้นแล้วมองเขาอย่างลึกล้ำคราหนึ่ง สายตาสื่อนัยว่า ‘มีลมก็รีบผาย มารดาผู้นี้ไม่มีความอดทนนักหรอกนะ’


“แค่กๆ!” หวังจิ่นกำหมัดจรดริมฝีปากแล้วไอออกมาอย่างกระอักกระอ่วนสองครั้งพลางส่งสายตาให้ซ่งจางไม่หยุด


ซ่งจางแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เขาเดินไปข้างหน้ามองออกไปนอกประตูใหญ่แล้วเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า “วันนี้เด็กๆไม่ไปสำนักศึกษาหรือ”


ฉินเหยาชี้ไปที่จางซานที่นอนอยู่บนพื้น “ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย เด็กๆตกใจก็เลยว่าจะพาพวกเขากลับบ้านไปพักผ่อนสักสองวัน”


ตอนที่ 510: เขาให้เยอะเกินไปจริงๆ


ซ่งจางพยักหน้าแสดงความเข้าใจ เมื่อเห็นว่าฉินเหยากำลังจะไปแล้วหวังจิ่นยังคงอ้ำอึ้งไม่ยอมพูด ในที่สุดก็ทน ‘ความนิ่ง’ ของหนุ่มน้อยหวังจิ่นไม่ไหว เอ่ยถามเสียงร้อนรน


“ไม่สู้พาลูกๆไปนั่งเล่นที่บ้านข้าสักหน่อยดีหรือไม่ พี่สาวทำขนมอร่อยๆไว้ไม่น้อยเลย จะได้ให้เด็กๆกินแก้ตกใจ”


พูดพลางเดินไปยังประตูใหญ่


เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงรีบทำความเคารพ “คารวะท่านนายอำเภอ!”


“ไม่ต้องมากพิธี วันนี้ไม่ได้สวมชุดขุนนาง เรียกข้าว่าท่านลุงซ่งจะดีกว่า” ซ่งจางลูบศีรษะเล็กๆ ของคนทั้งสองพลันเหลือบไปเห็นรอยแดงที่ลำคอของสองพี่น้องก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “นี่ไปโดนอะไรมา”


สองพี่น้องก้มหน้าลงอย่างอึดอัด ซื่อเหนียงจึงพูดเสียงเบาว่า “ไม่ระวังจึงถูกโจรทำร้ายเข้าเจ้าค่ะ…”


เอ้อร์หลางทำท่าทางราวกับผู้ใหญ่เก็บงำความลับอย่างนั้น ทำให้ซ่งจางไม่กล้าซักไซ้ต่อ


ได้แต่ห่วงใยอาการบาดเจ็บของทั้งสองคนว่าได้ไปหาหมอแล้วหรือไม่


“เป็นแค่แผลเล็กน้อยขอรับ อีกสองวันก็หายแล้ว” เอ้อร์หลางเหลือบมองท่านแม่แวบหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างระมัดระวัง


ซ่งจางลูบจมูกของตน ทำได้เพียงเปลี่ยนเรื่อง ชวนทั้งสองคนไปกินขนมที่บ้านตน


จะว่าชวนก็ไม่เชิง สู้บอกว่าลากไปเสียดีกว่า ยังไม่ทันรอให้สองพี่น้องตอบว่าจะไปหรือไม่ก็จับมือเด็กน้อยคนละข้างแล้วยิ้มพลางเดินไปยังบ้านของตน


กระตือรือร้นถึงเพียงนี้ เด็กน้อยทั้งสองคนย่อมต้านทานไม่ไหว หันกลับไปเห็นท่านแม่กับผู้ใหญ่ที่ไม่คุ้นหน้าอีกคนหนึ่งตามมาแล้วพวกเขาจึงถูกจูงแกมผลักเข้าไปในตระกูลซ่งเพื่อกินขนมหวานแสนอร่อย


เด็กน้อยสองคนกินขนมอยู่ในห้องโถงเล็ก ส่วนผู้ใหญ่สามคนยืนอยู่ด้านนอกโถง ตากแดดร้อนแรง ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากัน บรรยากาศน่าอึดอัด


ส่วนใหญ่แล้วเป็นซ่งจางที่อึดอัด


เมื่อถูกขนาบอยู่ระหว่างคนสองคน เขาก็อยากจะเป็นลมแดดสลบไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด


น่าเสียดายที่ร่างกายแข็งแรงเกินคาดแล้วเขาจะทำอะไรได้อีกเล่าก็ต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบก่อนน่ะสิ


“ฉินเหนียงจื่อ สองสามวันนี้พอจะมีเวลาว่างหรือไม่” ซ่งจางยิ้มถามราวกับเป็นการพูดคุยสัพเพเหระทั่วไป


ฉินเหยาเหลือบมองหวังจิ่นที่เบือนหน้าหนีไม่มองนาง เอาแต่จ้องมองใบไม้สีเขียวในลานบ้านแล้วเอ่ยตอบว่า “ไม่มี”


ซ่งจางหายใจสะดุด หวังจิ่นที่กำลังมองหญ้าอยู่ตัวแข็งทื่อเล็กน้อย


ฉินเหยาหัวเราะเยาะออกมา ตามใจจนเสียนิสัย!


นางก้าวยาวๆเข้าไปในห้องโถงเล็ก ลูบศีรษะของเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงแล้วถามอย่างอ่อนโยนว่า “กินอิ่มแล้วหรือยัง ถ้าชอบก็กินเยอะๆหน่อย”


สองพี่น้องเป็นเด็กมีไหวพริบจึงรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปากจนสะอาด ลุกขึ้นบอกว่ากินอิ่มแล้ว “ขอบคุณท่านลุงซ่งขอรับ/เจ้าค่ะ”


ซ่งจางวิ่งเหยาะๆเข้ามา รีบบอกว่าไม่ต้องเกรงใจแล้วถามว่าจะลองชิมอย่างอื่นอีกหรือไม่


ซื่อเหนียงโบกมือ “ไม่ต้องแล้วเจ้าค่ะท่านลุงซ่ง พวกเรากินอิ่มแล้ว”


นางตบพุงน้อยๆป่องๆของตน กินไม่ลงแล้วจริงๆ


“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” ฉินเหยาพยักหน้าให้ซ่งจางแล้วยกเท้าจากไป


เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงตามไปอย่างว่าง่าย พอเดินผ่านข้างกายหวังจิ่นก็ไม่ลืมที่จะทำความเคารพเขา จากนั้นจึงวิ่งตามฉินเหยาที่เดินนำหน้าไปไกลแล้ว แม่ลูกสามคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานออกจากจวนซ่ง


ซ่งจางโกรธจนถลึงตาใส่หวังจิ่น กำลังจะวิ่งตามไปก็ถูกหวังจิ่นรั้งไว้


ซ่งจางไม่เข้าใจ “ใต้เท้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”


หวังจิ่นทำท่าทางเหมือนถูกล่วงเกินพลันตะคอกเสียงดังด้วยความโกรธว่า “ผู้ใหญ่บ้านตัวเล็กๆคนหนึ่งกลับไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ข้าว่าเป็นเพราะท่านนายอำเภอตามใจจนเคยตัว นางอยากจะไปก็ปล่อยนางไปสิ!”


ซ่งจางเบิกตากว้าง นี่มันอะไรกัน


ทันใดนั้นก็เหลือบเห็นหวังจิ่นขยิบตา ซ่งจางงุนงงไปหมด แต่ก็ทำได้เพียงระงับใจไว้ก่อน


ตอนกลางคืน ทั้งสองคนยังคงนอนห้องเดียวกัน


ซ่งจางเปลี่ยนเป็นชุดชั้นในที่สบายและบางเบาเตรียมจะนอนแล้วจึงพบว่าคนที่นอนด้วยกันไม่เพียงแต่ไม่ถอดเสื้อผ้า แต่กลับเปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมสีดำทะมึนสำหรับพรางตัวยามราตรี


“ใต้เท้าจะไปที่ใดหรือขอรับ” ซ่งจางถามอย่างประหลาดใจ


หวังจิ่นทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า “หมู่บ้านตระกูลหลิว” แล้วก็หายไปจากห้อง


ซ่งจางดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ที่แท้คนหน้าหนาไร้ยางอายบางคนก็ไม่ใช่ว่าไม่กล้าเอ่ยปากขอร้องผู้อื่น แต่เพื่อสร้างภาพลวงตาให้คนนอกเห็นว่าฉินเหยาปฏิเสธพวกเขาต่างหาก


“เฮือก” ซ่งจางสูดลมหายใจเข้าลึก ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าหวังจิ่นยังมีส่วนที่น่าชื่นชมอยู่บ้าง


อย่างน้อยเขาก็รู้จักรักษาสัญญา


เช่นนี้แล้ว ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเป็นฉินเหยาที่คอยตามคุ้มกันอยู่อย่างลับๆ


แน่นอนว่า เงื่อนไขคือฉินเหนียงจื่อต้องยอมตกลงด้วย


แต่พอนึกถึงสีหน้าไม่น่าดูของฉินเหยาเมื่อตอนกลางวัน ซ่งจางก็แอบเหงื่อตกแทนหวังจิ่น


เพราะเท่าที่เขารู้ ฉินเหยาไม่ใช่คนที่เงินทองจะหว่านล้อมได้ง่ายๆ

…...

ทางด้านนั้น หวังจิ่นเพิ่งจะถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว ยังไม่ทันได้เข้าหมู่บ้านก็ถูกฉินเหยาใช้กระบองฟาดตกจากหลังม้า ทันใดนั้นดาบเล่มหนึ่งก็จ่ออยู่ที่ลำคอ!


ม้าร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ หวังจิ่นรีบผิวปากปลอบใจ ม้าจึงไม่ได้ทิ้งเขาไป


“ฉินเหนียงจื่อ เจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้าเอง!” หวังจิ่นรีบเปิดหมวกบนศีรษะของตนออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงแล้วรีบอธิบาย


ฉินเหยาแค่นเสียง “มิเช่นนั้นใต้เท้าคิดว่าคนที่ข้าดักรออยู่คือผู้ใดเล่า”


หวังจิ่นชะงักไป นางเดาได้ว่าเขาจะมาจริงๆ


ดังนั้น นี่คือคิดจะซ้อนแผน สังหารเขาในถิ่นของตนเองอย่างนั้นหรือ


เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วมองไปยังดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารของฉินเหยา หวังจิ่นก็หายใจสะดุด รีบอธิบาย


“ฉินเหนียงจื่อโปรดระงับโทสะ ข้าเองก็ถูกบีบบังคับจึงต้องใช้วิธีการเช่นนี้ เพราะไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้ฮูหยิน หวังจิ่นขออภัยฮูหยิน ณ ที่นี้ หวังว่าฮูหยินผู้มีใจกว้างขวางจะไม่ถือสาคนต่ำต้อย ยกโทษให้ข้าในครั้งนี้ด้วย”


พูดจบก็ค่อยๆยกมือขึ้นอย่างระมัดระวัง ค่อยๆเลื่อนดาบยาวหนึ่งเมตรที่จ่ออยู่บนคอของตนเองออก


พอดาบถูกวางลง หวังจิ่นก็รีบถอยห่างออกไปไกลห้าเมตรทันที ก่อนที่ฉินเหยาจะยกดาบขึ้นมาสังหารอีกครั้ง เขาก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประสาน ค้อมกายลง คารวะเต็มพิธี


เสียง “ตึง” ดังขึ้น ดาบยาวถูกปักลงบนพื้นอย่างแรง ทำให้พื้นใต้เท้าสั่นสะเทือนไปชั่วขณะ


หวังจิ่นถอยหลังไปอีกสองก้าวโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นฉินเหยาถือดาบนิ่งอยู่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก


เขาเล่าเรื่องที่ตนเองต้องนำหลักฐานหนึ่งหีบใหญ่มุ่งหน้าไปยังท่าเรือของจังหวัดจื่อจิงเพื่อสมทบกับกองกำลังเสริมออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม


“นายอำเภอซ่งบอกว่า ฉินเหนียงจื่อเป็นวีรสตรีผู้มีคุณธรรมสูงส่ง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของราษฎรนับหมื่นนับแสน ฉินเหนียงจื่อย่อมไม่นิ่งดูดายอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ไม่คล้อยตามเขา ยกดาบยาวในมือขึ้นแล้วถามต่อว่า “คนที่พวกท่านกำลังสืบสวนอยู่เป็นใครกันแน่”


หวังจิ่นลอบรวบรวมลมปราณ เตรียมพร้อมที่จะถอยทุกเมื่อแล้วจึงกล่าวว่า “รู้มากไปไม่ดีต่อเจ้า”


“ข้าอยากรู้!” น้ำเสียงของฉินเหยาแข็งกร้าวขึ้น “หากไม่พูดก็ไม่ต้องพูดอีกเลยตลอดกาล ข้าย่อมมีวิธีรู้ได้เอง”


หวังจิ่น “วิธีอะไร”


มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้น ดวงตาทั้งสองจ้องมองไปที่ศีรษะของเขา


หวังจิ่นเกลียดปากช่างซักของตัวเองนัก ไม่รู้จะถามนางมากขนาดนี้ไปทำไม!


แววตามืดลง ดูแล้วเหมือนจะสงบนิ่ง แต่จริงๆแล้วในใจร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง


ชั่วชีวิตนี้เขาไม่มีทางลืมความน่าสะพรึงกลัวของศีรษะสามสิบศีรษะที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบในห้องเก็บศพของจวนที่ว่าการอำเภอ


ดังนั้น ยอมเป็นศัตรูกับคนทั้งใต้หล้า ยังดีกว่าเป็นศัตรูกับนาง


ดูท่าแล้ว คงต้องใช้ไม้ตาย


หวังจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเจ็บปวดใจ ท่ามกลางสายตาอันตรายของฉินเหยา เขาหยิบตั๋วเงินปึกหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ


แล้วยื่นออกไปหนึ่งใบอย่างลองเชิง


ไอสังหารในดวงตาของฉินเหยาเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม “เจ้ากำลังดูถูกข้าอยู่หรือ?!”


หวังจิ่นเพิ่มให้อีกสองใบ


ฉินเหยานิ่งไม่ไหวติง


หวังจิ่นเพิ่มอีกสามใบ


ดวงตาฉินเหยาเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อย ไอสังหารลดลงเล็กน้อย


หวังจิ่นกัดฟัน ยื่นปึกที่อยู่ในมือทั้งหมดออกไป “ห้าร้อยตำลึง!”


ฉินเหยารับตั๋วเงินมาอย่างสงสัย ตรวจสอบทั้งหมดกับแสงจันทร์อีกครั้ง


ถูกต้องครบถ้วน


นางเก็บเข้าอกเสื้อ


นางเองก็อยากจะปฏิเสธอยู่หรอก แต่ว่า…


เขาให้เยอะเกินไปจริงๆ!


จบตอน

Comments