ตอนที่ 51: ยิงธนูไม่พลาดเป้า
ธนูหยั่งเชิงดอกหนึ่งยิงเข้ามาจากฝ่ายตรงข้าม ลูกธนูพุ่งเป็นเส้นโค้งแฝงไปด้วยความเย็นยะเยือกแหวกอากาศเข้ามา
ลูกธนูทะลุผ่านหน้าต่างห้องโถงเข้าไปด้านใน
หากในห้องมีคนอยู่ก็ไม่อยากนึกถึงผลที่ตามมาเลยแม้แต่น้อย
ในลานบ้านเงียบสงัด ไม่มีเสียงกรีดร้องเพราะความตกใจจากลูกธนูที่พุ่งเข้าไปเหมือนที่กลุ่มโจรคาดคิด
โจรทั้งสองหันมองหน้ากันก่อนจะพลิกกายลงจากม้าแล้วพุ่งตรงมายังประตูใหญ่
ในตอนนั้นเอง ฉินเหยาตั้งคันธนูในมือขึ้น สายธนูที่ถูกน้าวจนตึงถูกปล่อยออก ลูกธนูสองดอกถูกยิงออกไปพร้อมกัน ธนูทั้งสองดอกแยกออกจากกันกลางอากาศพุ่งตรงไปยังโจรสองคนที่กำลังวิ่งเข้ามา
ได้ยินเพียงเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกันสองครั้ง จากนั้นก็มีเสียงทึบเสียงหนึ่งดังตามมา โจรคนหนึ่งถูกธนูยิงเข้าที่กลางหน้าผากล้มลงไปกองกับพื้น
อีกคนโชคดีที่ลมหนาวจากหุบเขาพัดลงมาในจังหวะนั้นพอดี ลูกธนูจึงเบี่ยงออกจากระยะยิงเล็กน้อยและพุ่งไปปักที่ไหล่ซ้ายของเขาแทน
เมื่อเห็นสหายล้มลง ทั้งตนเองยังถูกยิง เขาจึงรีบวิ่งลงเนินกลับไปขึ้นม้าอย่างไม่ลังเล ดึงม้าของสหายกระตุกเชือกหนีไปในทันที
“หนีหรือ สายไปแล้ว”
ฉินเหยายิงธนูอีกดอกออกไป โจรหมอบร่างแนบไปกับหลังม้าเพื่อหลบเลี่ยง
แต่ลูกธนูดอกนั้นราวกับมีตาก็ไม่ปาน เสียงลูกธนูทะลุผ่านเนื้อหนังดังขึ้น จากนั้นร่างของโจรที่กำลังควบม้าอย่างบ้าคลั่งก็ร่วงลงมาจากหลังม้า กลิ้งลงเนินไปหลายตลบก่อนจะกระแทกเข้ากับกองหินระเกะระกะอย่างแรง ร่างกระตุกเล็กน้อยก่อนจะขาดใจ
ยิงธนูออกไปสามดอกสังหารได้เพียงสองคน ทำเอาฉินเหยารู้สึกปวดใจเหลือเกิน
คันธนูดีๆนั้นหายาก แต่ลูกธนูคมๆกลับหายากยิ่งกว่า
หลิวจี้ไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านนอกแล้วจึงวางดาบลงข้างประตู ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถง หยิบลูกธนูที่ตกอยู่ด้านในขึ้นมาส่งให้ฉินเหยาที่อยู่บนบันได
“เอามาให้ข้าทำไม” ฉินเหยาขมวดคิ้วถาม
หลิวจี้ยกธนูขึ้นสูงอีก “ใช้ยิงอย่างไรเล่า อย่างน้อยก็ช่วยเติมในลูกธนูในกระบอกได้บ้าง”
ฉินเหยาถอนหายใจด้วยความอ่อนใจ หยิบลูกธนูที่หางขาดวิ่นขึ้นมาดูแวบหนึ่งก่อนจะโยนคืนไป “ใช้ไม่ได้แล้ว”
“เจ้าไปที่หน้าประตู ไปเก็บลูกธนูสามดอกที่ข้ายิงออกไปเมื่อครู่กลับมา” ฉินเหยามอบหมายหน้าที่ใหม่ให้เขา
หลิวจี้ชะงักไปชั่วครู่ คิดว่าตัวเองฟังผิดไป “ตอนนี้น่ะหรือ”
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่งด้วยสายตาสื่อความหมายว่า ไม่เช่นนั้นเล่า?
หลิวจี้ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ออกไปตอนนี้ไม่เท่ากับส่งตัวเองไปตายหรือ
ฉินเหยามองท่าทางขี้ขลาดของเขาแล้วเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้างนอกไม่มีพวกโจรแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นมีใครมา อีกอย่างข้าก็ยังอยู่ตรงนี้ช่วยคุ้มกันเจ้าอยู่ เจ้าจะกลัวอะไร!”
พอเห็นฉินเหยาเริ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ หลิวจี้ก็ได้แต่กัดฟันตอบตกลง
เขาเลื่อนท่อนไม้ที่ดันประตูไว้ออก ก่อนจะมองฉินเหยาอีกครั้ง เมื่อเห็นนางพยักหน้าบอกว่าไม่มีปัญหาจึงรีบแง้มประตูออกเล็กน้อยก่อนพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ออกไป หลิวจี้ก็เกือบลื่นล้มเพราะหิมะ เขาลื่นไปจนถึงข้างศพของโจร เมื่อเห็นดวงตาที่เบิกกว้างตายตาไม่หลับของอีกฝ่าย เขาก็ร้องโหยหวนออกมาด้วยความตกใจ มือข้างหนึ่งปิดตา มืออีกข้างหนึ่งคลำหาลูกธนู ดึงมันออกมาแล้วโยนกลับเข้าไปในลานบ้านอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็วิ่งไปที่ริมแม่น้ำ ไม่กล้ามองมากกว่านั้นก็เก็บลูกธนูจากศพของโจร ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าบ้าน ปิดประตูดังปังแล้วนั่งลงหอบแฮ่กๆอยู่หลังประตู
พักหายใจได้สักพักก็รู้สึกว่าตนเองเพิ่งทำผลงานใหญ่สำเร็จจึงเงยหน้ามองฉินเหยาที่ลงมาจากกำแพงเพื่อขอคำชม
ไม่คิดเลยว่าลูกธนูสามดอกที่เขาเก็บกลับมานั้นจะมีสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่าลูกธนูที่พวกโจรยิงเข้ามาเสียอีก หัวธนูมีเศษเนื้อติดอยู่ แกนไม้มีรอยร้าว เหลือแค่ขนหางที่ยังสมบูรณ์
สิ่งที่ฉินเหยาต้องการมีเพียงขนหางและหัวธนู นางจึงหักลูกธนูทั้งสี่ดอกอย่างแรงเก็บหัวธนูสี่อันและขนหางสามอันไว้ จะได้เอาไปให้หยางต้าทำลูกธนูใหม่ในภายหลัง
หลิวจี้ไม่เข้าใจ เพียงตกใจมาก คิดในใจว่าทำเช่นนี้ก็ได้หรือ
แต่พอคิดว่าหัวลูกธนูมีเนื้อมนุษย์ติดอยู่ เขาก็รู้สึกอยากจะอาเจียน
ฉินเหยามองเขาด้วยสายตาขบขัน “ทนไม่ได้แล้วหรือ อย่างนั้นเจ้าดูเลือดบนมือเจ้าสิ” นั่นน่าขยะแขยงยิ่งกว่าเสียอีก
หลิวจี้ “…” ขอบคุณมากนะ!
นางเดินเข้ามาตบไหล่เขาเบาๆ “เดี๋ยวเจ้าก็ชินไปเอง”
เทียบกับซอมบี้เน่าเฟะในอดีตแล้ว แค่นี้ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร
ฉินเหยาได้ยินเสียงโกลาหลในหมู่บ้านเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ นางจึงปีนขึ้นไปบนบันไดอีกครั้ง คิดไม่ถึงว่าจะมีพวกโจรไม่มีตาวิ่งมาทางบ้านนางอีกแล้ว
ม้าสองตัวไร้เจ้าของถูกพวกโจรจูงกลับไป ศพของโจรสองคนที่ตายนั้นก็ถูกทิ้งไว้อย่างนั้น มีโจรสี่ห้าคนขึ้นมาแทน
ฉินเหยาเห็นดังนั้นก็ยิงธนูติดต่อกันไปหลายดอก ไม่มีพลาดเป้าเลยแม้แต่ดอกเดียว ทั้งห้าคนล้มลงกับพื้นทันที
โจรที่เหลือไม่คิดว่าหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้จะมีนักธนูฝีมือเทพอยู่ พวกมันตกใจจนถอยร่นกลับไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้ากลับไปทางหมู่บ้านแทน
พวกโจรนั้นเน้นความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการโจมตี เมื่อพวกมันเห็นว่าฉินเหยายากจะต่อกรจึงตัดสินใจละทิ้งบ้านของนางแล้วหันไปปล้นบ้านชาวบ้านคนอื่นๆในหมู่บ้านแทน
ตอนนี้เองหลิวจี้จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ “ท่านพ่อข้า! แย่แล้ว! พวกท่านพ่อจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากฉินเหยา เขาก็เงยหน้ามองนางที่อยู่บนกำแพง ก่อนจะเรียกเสียงแผ่วเบา “เมียจ๋า?”
ฉินเหยามองไปยังหมู่บ้านที่เปลวไฟลุกโหมพร้อมกับเสียงระฆังเรียกรวมพลที่ดังไม่หยุดท่ามกลางเสียงร้องของหัวหน้าตระกูลและผู้ใหญ่บ้าน นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะกระโดดลงมาจากกำแพง
“เมียจ๋า!!” หลิวจี้มองนางอย่างคาดหวัง
ฉินเหยาหยิบดาบที่หลังประตูขึ้นมา ดวงตาเย็นเยียบของนางจ้องตรงไปยังเขา “หากมีใครข้ามกำแพงเข้ามา เจ้าพาเด็กๆหนีไปทางด้านหลังเขา อย่าคิดว่าจะรับมือพวกมันได้”
“ได้ๆ ข้ารู้แล้ว เจ้ารีบไปเถอะ” หลิวจี้เร่งนาง
ฉินเหยาชูดาบขึ้นกวัดแกว่งต่อหน้าเขาด้วยความไม่สบอารมณ์ ลมจากคมดาบวาดผ่านใบหน้าไปทำเอาหลิวจี้ตกใจเสียจนต้องย่นคอ
“เจ้านี่ช่างใจกล้าเสียจริง อาศัยแรงคนอื่นมาทำงานให้ตัวเอง!” นางกล่าวเยาะ
หลิวจี้กัดฟันอดทนต่อขาที่อ่อนเปลี้ย ฉีกยิ้มเอาใจออกมา “เมียจ๋า เจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ ข้ากับลูกๆ จะรอเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย”
“เกรงว่าเจ้าคงอยากให้ข้าตายภายใต้คมดาบของพวกโจรล่ะสิ คงไม่มีอะไรดียิ่งกว่านี้แล้ว” ฉินเหยาหัวเราะเสียงเย็น นางย่อมรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆของเขาอยู่แล้ว
นางเตือนเขาให้ปิดประตูให้ดี ก่อนจะสะพายธนูและแบกดาบหนักมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้ปิดประตูเรียบร้อย จากนั้นก็ปีนบันไดขึ้นไปบนกำแพง มองดูนางที่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วราวกับเสือดาวตัวหนึ่ง เพียงไม่นานก็ข้ามสะพานและหายเข้าไปในหมู่บ้าน เขาถอนหายใจอย่างจนใจออกมา
“คราวนี้เจ้ากล่าวหาข้าเสียแล้ว”
เขาเคยเห็นแต่นางฆ่าคน ไม่คิดเลยว่าวันนี้นางจะช่วยคน
ฉินเหยาเดินทางอย่างราบรื่นเข้าไปในหมู่บ้าน สิ่งแรกที่เห็นคือควันดำพวยพุ่งขึ้นจากหลังคาบ้านของหลิวต้า ฝูผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน
บ้านของเขาร่ำรวยที่สุดจึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของพวกโจร
แต่ในทางกลับกัน บ้านของชาวบ้านธรรมดาก็เผชิญแรงกดดันน้อยลงมาก
ฉินเหยาไม่สนใจคนอื่น เป้าหมายของนางชัดเจนคือมุ่งตรงไปยังเรือนเก่าของตระกูลหลิว
ระหว่างทางนางพบโจรสองกลุ่มที่เพิ่งปล้นชิงของชาวบ้านกำลังออกมาจากลานบ้านพอดี นางฟันดาบเข้าใส่พวกนั้นอย่างไม่ลังเล
ดาบที่หลิวจี้ต้องใช้ถึงสองมือจึงจะสามารถเหวี่ยงได้ นางกลับฟันมันด้วยมือเดียวชวนให้ผู้คนตาลาย
โจรยังไม่ทันได้ตอบโต้ก็ล้มลงด้วยคมดาบในมือนาง
ชาวบ้านในเรือนตกใจจนแทบขวัญหนี คิดว่าเทพสังหารมาอีกองค์แล้ว แต่พอเพ่งมองกลับพบว่าเป็นฉินเหนียงจื่อของบ้านหลิวจี้จึงทั้งตกใจและดีใจ
ฉินเหยาคว้าสิ่งของที่พวกโจรปล้นชิงมาโยนกลับเข้าไปในลานบ้าน พยักหน้าให้ชาวบ้าน ก่อนจะเดินหน้าต่อไป
ตอนที่ 52: หนทางรอดของผู้อ่อนแอ
เมื่อใกล้ถึงเรือนเก่าตระกูลหลิว นางก็พบหลิวไป่และหลิวเฝยสองพี่น้องกำลังต่อสู้กับโจรอยู่ นางพุ่งเข้าไปใช้สันดาบฟาดแรงๆหนึ่งครั้ง โจรภูเขาทั้งสามที่กำลังปล้นชิงสิ่งของก็ถูกโจมตีจนถอยกรูดไปหลายก้าว
กระสอบธัญพืชที่ทั้งสองฝ่ายแย่งชิงกันตกลงบนพื้น ฉินเหยาเตะมันออกไปด้านหนึ่ง ยกดาบขึ้นกวัดแกว่งจัดการโจรทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว
ทุกดาบล้วนฟันเข้าที่ลำคอ เพราะเสื้อผ้าหนาห่อหุ้มจึงเกิดแรงต้าน หากฟันเข้าที่ร่างกาย ดาบเดียวก็ไม่แน่ว่าจะถึงแก่ชีวิต
แต่ลำคอที่เผยออกมานั้น ง่ายที่สุดที่จะลงดาบ
ฉินเหยาจัดการโจรเสร็จแล้วหันกลับไปมองก็เห็นหลิวไป่และหลิวเฝยมองนางตาค้าง ลืมเคลื่อนไหว นางจึงตะคอกออกไป
“เอาธัญพืชกลับบ้าน เดี๋ยวนี้!”
ทั้งสองตอบรับเสียงหนึ่งอย่างมึนงง ก่อนจะไปเก็บกระสอบธัญพืชแล้วเดินเข้าไปลานบ้านภายใต้การคุ้มกันของฉินเหยา
ประตูหน้าลานถูกกระแทกจนเสียหาย หลิวเหล่าฮั่นและหลิวจ้งกำลังใช้แผ่นไม้จากเตียงมายันประตูไว้
เหล่าสตรีพากันกอดเด็กๆหลบอยู่ในเรือน เพราะตกใจน้ำตาจึงไหลอาบหน้าโดยไม่รู้ตัว ส่วนจินเป่าและจินฮวาก็เอามืออุดปากตนเอง ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ตัวสั่นเทาไม่กล้าส่งเสียง
ตอนที่ฉินเหยาถืออาวุธนำหลิวไป่และหลิวเฝยปรากฏตัวขึ้นนั้น คนทั้งครอบครัวล้วนตื่นเต้นราวกับได้พบผู้ช่วยชีวิตก็ไม่ปาน
“น้องสะใภ้ เจ้ามาได้อย่างไร เด็กๆที่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” นางชิวถามอย่างร้อนรนด้วยความกังวล
ฉินเหยาส่ายหน้า “พวกเราไม่เป็นอะไร บ้านอยู่ไกล อีกทั้งยังมีรั้วที่เพิ่งสร้างใหม่”
ฉินเหยามองไปรอบๆลานบ้านที่เละเทะไปหมด อาหารค่ำวันสิ้นปีที่เพิ่งจัดวางลงบนโต๊ะกระจัดกระจายอยู่บนพื้น แม่ไก่ที่เลี้ยงไว้ในกรงก็หายไป เหลือเพียงกรงที่พังแล้ว
โชคดีที่ทุกคนยังอยู่กันครบ บางคนบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่เป็นอะไรมาก
เพราะคนในบ้านมีกันหลายคน โจรจึงเข้ามาปล้นชิงแค่สิ่งของเท่านั้น ไม่ได้เกิดการต่อสู้กันแต่อย่างใด
ที่สำคัญคือหลิวเหล่าฮั่นเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนจึงมีประสบการณ์มาก เขาเพียงแค่คุ้มครองคนในบ้าน แต่ไม่ได้ขัดขวางเหล่าโจรที่ถือดาบเข้ามาปล้นชิงสิ่งของ
ส่วนสาเหตุที่หลิวไป่และหลิวเฝยไล่ตามพวกโจรออกไปนอกบ้านก็เป็นเพราะความเลือดร้อนของวัยหนุ่มสาวที่ไม่ฟังคำเตือน เกือบทำให้หลิวเหล่าฮั่นโมโหตายแล้ว
แต่ตอนนี้ชิงธัญพืชกลับคืนมาได้ เป็นธัญพืชหยาบสองกระสอบซึ่งเป็นสองกระสอบสุดท้ายที่เหลืออยู่แล้ว
“ของอื่นๆถูกปล้นไปหมดแล้วหรือ” ฉินเหยาขมวดคิ้วถาม
นางจางพยักหน้าอย่างเจ็บปวด กระทั่งเสื้อนอกตัวใหม่ยังถูกปล้นไปด้วย
เสียงจากเรือนข้างๆ ฟังดูน่ากลัวยิ่งกว่า เสียงกรีดร้องของสตรีและเด็กดังอยู่พักหนึ่ง
ฉินเหยามองไปยังพวกหลิวเหล่าฮั่นที่อยู่ด้านหลังแผ่นไม้พลางกล่าวว่า “ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลลั่นระฆังรวมพลแล้ว ให้บุรุษสองคนอยู่ที่บ้านปกป้องสตรีและเด็ก ที่เหลือให้ถืออาวุธที่ใช้ได้ตามข้าไป”
“หากปล่อยพวกโจรจากไปง่ายๆเช่นนี้ ครั้งหน้าพวกมันก็จะกลับมาอีก! และอาจย่ามใจหนักขึ้นด้วย!”
คำพูดประโยคหลังของฉินเหยา ทำให้ทุกคนในเรือนตัวสั่นไปตามๆกัน
หลิวไป่และหลิวเฝยลุกขึ้นทันที ตัดสินใจจะไปกับฉินเหยา
นางเหอเริ่มร้อนรน เอ่ยเสียงต่ำว่า “พวกเราสู้พวกมันไม่ได้หรอก ตอนนี้คนในบ้านล้วนปลอดภัย เหตุใดไม่หลบอยู่ในบ้านรอให้พวกมันจากไปเองเล่า เหตุใดต้องไปสู้กับพวกโจรด้วย”
คำพูดของนางฟังดูมีเหตุผล หลิวเหล่าฮั่นเองก็เห็นด้วย แต่เขายังคงมองไปที่ฉินเหยา อยากฟังว่านางจะพูดว่าอย่างไร
ฉินเหยากล่าว “พวกเราเดิมก็เป็นฝ่ายอ่อนแอ ตอนนี้หากอดทน ฝ่ายที่แข็งแกร่งย่อมคิดว่าการรังแกพวกเรานั้นเป็นเรื่องง่าย ครั้งหน้าหากพวกมันขาดแคลนอาหารย่อมต้องมุ่งมาหาพวกเราอีก เพราะคนหมู่บ้านตระกูลหลิวนั้นโง่เง่าแต่เสบียงเยอะ ทั้งยังไม่คิดต่อต้าน สามารถปล้นชิงได้ตามใจ”
“แต่หากครั้งนี้เราต่อต้าน แม้จะไม่สามารถแย่งเอาของของเรากลับมาได้ แต่ก็จะทำให้พวกโจรรู้ว่าหมู่บ้านตระกูลหลิวเป็นพวกกระดูกแข็งเคี้ยวยาก หากยุ่งกับพวกเราฟันของพวกมันก็อาจต้องหัก ครั้งหน้าก่อนปล้นพวกมันจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเลือกหลีกเลี่ยงหมู่บ้านของเราไปเลือกเป้าหมายที่อ่อนแอกว่า ไม่มุ่งเป้ามาที่พวกเราอีก!”
เป็นหลักการง่ายๆเท่านี้
หลักการที่ผู้อ่อนแอกว่าจะสามารถอยู่รอดได้เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่ง!
นางเหอไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่คิดว่าครั้งหน้าจะต้องเจอกับหายนะแบบนี้อีก นางก็รู้สึกสิ้นหวัง
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน ฉินเหยาจึงพยักหน้าให้หลิวจ้งและหลิวเหล่าฮั่น ทั้งสองขยับแผ่นไม้เตียงเปิดช่องออกเล็กน้อยเพื่อปล่อยทั้งสามคนออกไป
ในบ้านยังเหลือมีดพร้ากับขวาน หลิวไป่และหลิวเฝยหยิบติดมือมาด้วย พวกเขาเดินตามหลังฉินเหยาไปด้วยความตึงเครียด วิ่งเหยาะๆไปยังบ้านหลิวต้าฝู
โจรที่พบน้อยลงไปมาก แต่หน้าบ้านของพวกชาวบ้านกลับเต็มไปด้วยภาพแสนโหดร้าย
เมื่อคนอื่นเห็นทั้งสาม หลิวเฝยก็เอ่ยว่าพวกเขากำลังจะไปต่อสู้กับพวกโจรตามการเรียกระดมพล
เรื่องอันตรายใดๆ หากมีคนเริ่มนำย่อมกระตุ้นความกล้าหาญในใจของผู้คนขึ้นมาได้
หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านหยิบเครื่องมือการเกษตรติดตามมาเรื่อยๆ เมื่อใกล้ถึงบ้านของหลิวต้าฝู คนหนุ่มในหมู่บ้านที่ตามหลังพวกฉินเหยามาก็มีจำนวนมากถึงยี่สิบกว่าคนแล้ว
พวกโจรรวมตัวกันอยู่ที่หน้าบ้านหลิวต้าฝูพลางขนย้ายเสบียงออกมาอย่างต่อเนื่อง กำลังพลของพวกมันมารวมตัวกันอยู่ที่นี่จึงทำให้โจรระหว่างทางดูบางตา
โจรภูเขาเหล่านี้ไม่กังวลเลยสักนิดว่าจะมีคนในหมู่บ้านคิดต่อต้าน พวกมันขนย้ายสิ่งของขึ้นหลังม้าอย่างเปิดเผยที่หน้าบ้านหลิวต้าฝู
เมื่อจู่ๆเห็นฉินเหยาและพวกปรากฏตัว หัวหน้าโจรร่างสูงใหญ่สวมหมวกขนจิ้งจอกก็ชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าแปลกใจเป็นอย่างมาก
ภรรยาและบุตรสาวของหลิวต้าฝูถูกมัดอยู่บนโต๊ะแปดเซียนหน้าหิ้งบูชาเทพ รอบๆมีศพของบิดามารดาหลิวต้าฝูและบุตรชายสามคนของเขาที่ถูกตีขาจนหัก
เพราะถูกพวกโจรข่มขู่ หลิวต้าฝูจึงทำได้เพียงหยิบเงินและเสบียงที่ซ่อนเอาไว้ออกมาทีละอย่าง หวังเพียงให้ภรรยาและบุตรสาวปลอดภัย
ชั่วขณะที่สายตาของฉินเหยาประสานกับหัวหน้าโจร ลูกธนูในมือนางก็ถูกยิงออกไปในทันที!
ลูกธนูดอกนี้คือสัญญาณของเริ่มการโจมตี ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านข้างกายนางต่างพากันยกอาวุอย่างจอบ เคียว และขวานขึ้นฟันเข้าใส่โจรที่กำลังขนย้ายเสบียงทันที
เสียงตะโกนและเสียงฆ่าฟันดังก้องไปทั่วทั้งหมู่บ้านในทันที
ลูกธนูดอกนั้นของฉินเหยายิงหมวกของหัวหน้าโจรจนปลิวตกไป เขาทั้งโกรธทั้งตกใจ คาดไม่ถึงว่าสตรีตัวเล็กๆจะเก่งกาจถึงเพียงนี้
แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงสตรี เขาหัวเราะเสียงเหี้ยม ก่อนจะสั่งให้พวกโจรโจมตีฉินเหยาในทันที
ฉินเหยาย่อกายลงเพื่อสะสมแรง ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกกระสุน นางกระโดดลอยตัวขึ้นสูง และเล็งดาบฟันไปยังศีรษะของหัวหน้าโจร
หัวหน้าโจรเลิกคิ้วขึ้น แต่เขายังคงประมาทอยู่ เพียงยกแขนใหญ่ราววานรขึ้นเพื่อรอการโจมตีของฉินเหยา
แต่คาดไม่ถึงว่า สิ่งที่ปะทะเข้ากับท่อนแขนของเขานั้นจะไม่ใช่พละกำลังเพียงร้อยกว่าจินเท่านั้น แต่กลับเป็นพลังมหาศาล!
ได้ยินเพียงเสียงกระดูกแตกดังขึ้น ฉินเหยาเหยียบท่อนแขนใหญ่ราววานรของเขา ก่อนยืมแรงดีดตัวขึ้นกลางอากาศแล้วหมุนตัวเตะเข้าเต็มแรงกลางศีรษะของหัวหน้าโจร
ด้วยพละกำลังที่มีมากกว่าคนทั่วไป ลูกเตะนี้ถึงกับทำให้ชายร่างกำยำหนักเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบจินกระเด็นไปกับพื้นในทันที
แต่ไรมาตอนสังหารคนฉินเหยาไม่เคยยอมมือ นางฟันดาบลงไปในทันที
ภายใต้สายตาตกตะลึงของพวกโจรภูเขาและชาวบ้านเต็มลาน แขนข้างหนึ่งขาดกระเด็นตกลงบนพื้น
ในสถานการณ์คับขัน หัวหน้าโจรเลือกที่จะเสียสละแขนหนึ่งข้างเพื่อรักษาศีรษะเอาไว้
“ถอย!!!”
หัวหน้าโจรคำรามเสียงดัง คว้าตัวชาวบ้านที่อยู่ด้านข้างผลักไปทางฉินเหยา เพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของนาง
มารดามันเถอะ!
ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ไม่นึกเลยว่าจะมีสตรีที่น่ากลัวถึงเพียงนี้อยู่ด้วย หากรู้ก่อน เขาคงไม่มาแล้ว!
ความเจ็บปวดจากแขนที่ขาดกระตุ้นสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดของหัวหน้าโจร เขาไม่สนใจสิ่งใดอีก ขึ้นม้าได้ก็คิดหนีทันที
ตอนที่ 53: นับจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
ลูกพี่กำลังจะหนี ทั้งยังเสียแขนไปหนึ่งข้าง ลูกสมุนก็แตกพ่ายในทันที
หลิวเฝยเลือดเดือดพล่าน ตะโกนดังลั่นว่า “พวกเราสู้ตายกับพวกมัน เอาของกลับมาให้ได้!”
ทุกคนตอบรับพร้อมกัน พวกเขาโกรธจนตาแดงก่ำ กระทั่งเสื้อผ้าของพวกโจรยังถอดออกจนหมด
เสียงกีบเท้าม้าเลือนลั่น พวกโจรที่ไม่โลภรีบตามหัวหน้าขี่ม้าฝ่าวงล้อมชาวบ้านออกไปทันที
ส่วนพวกที่โลภอยากขนของไปอีกเล็กน้อยล้วนถูกชาวบ้านที่โกรธจัดจับตัวเอาไว้ทั้งหมด
หลายคนรุมโจมตีคนเดียว ใช้ทั้งจอบและเคียวเข้าฟาดฟันพร้อมๆกัน
หลิวไป่วิ่งเข้ามาในลานบ้าน ถามฉินเหยาว่าจะตามอีกหรือไม่
ฉินเหยากล่าวเสียงหนัก “ตาม! ต้องตาม! หัวหน้าโจรต้องตาย!”
พูดจบนางก็พุ่งออกไปทันที
หลิวไป่รีบเรียกชาวบ้านให้ตามไป กลุ่มชาวบ้านจำนวนมากไล่ตามพวกโจรไปจนถึงปากหมู่บ้านแล้วยังตามไปจนถึงถนนสายเล็ก
แต่สองขาไหนเลยจะวิ่งทันม้าสี่ขา สุดท้ายก็ถูกทิ้งห่างออกไป
มีเพียงฉินเหยาที่ยังไล่ตามไปอย่างบ้าคลั่งตลอดทาง สุดท้ายนางเล็งธนูไปยังแผ่นหลังของหัวหน้าโจรแล้วยิงออกไปอย่างแรง!
ขณะที่คิดจะยิงซ้ำอีกดอก พวกโจรก็เลี้ยวเข้าหุบเขาไปแล้ว หลังจากเล็งอยู่พักหนึ่ง นางจึงลดคันธนูลง
โดนลูกธนูของนางเข้าไปทั้งยังเสียแขนไปหนึ่งข้าง ย่อมไม่มีทางรอดชีวิตได้!
หลิวเฝยนำเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันสองคนวิ่งหอบตามมาจนทัน “พี่สะใภ้สาม…ยังจะตามต่ออีกหรือไม่”
ฉินเหยามองไปที่ปากทางเข้าหุบเขาแล้วส่ายหน้า
นางหันกลับไปมองหลิวเฝยที่เต็มไปด้วยเลือดของพวกโจรก็ยิ้มเอ่ย “เจ้าหนุ่ม วันนี้เจ้าทำได้ไม่เลวเลย”
หลิวเฝยกลับยิ้มไม่ออกสักนิด เขาเพิ่งผ่านการต่อสู้สุดชีวิตมา ไม่รู้สึกถึงสิ่งใดทั้งสิ้น ตอนนี้เพิ่งมานึกได้ว่าตนเองอาจจะฆ่าคนไปก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
…....
ฉินเหยาประคองหลิวต้าฝูขึ้นมา มองไปยังเรือนด้านหลังของหลิวต้าฝูที่กำลังโดนไฟไหม้ เอ่ยเตือนเขาว่า “ดับไฟก่อนเถิด”
หลิวต้าฝูตอบรับ ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างพากันมาช่วยดับไฟ
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เปลวเพลิงก็ถูกดับลงจนหมด
ตัวแทนจากแต่ละบ้านมารวมตัวกันในศาลบรรพชน
ส่วนคนที่เข้าไปไม่ได้ก็พากันเบียดเสียดอยู่ที่หน้าประตูศาล
“ฉินเหนียงจื่อมาแล้ว!”
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา แต่ในศาลบรรพชน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำตระกูล และครอบครัวหลิวต้าฝูที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดต่างพากันลุกขึ้นยืน
ฉินเหยากลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมนำข่าวที่ว่าโจรภูเขาหนีไปแล้วเล่าให้คนในบ้านฟัง จากนั้นก็ปลอบเด็กทั้งสี่ที่ยังตกใจจนสงบ ก่อนจะกินข้าวต้มหมูเต้าหู้ใส่ผักกาดขาวที่หลิวจี้ตั้งใจยกมาให้แล้วค่อยถือโคมแดงเดินมายังศาลบรรพชน
หลิวจี้และเด็กทั้งสี่คนตามมาด้วย แต่น่าเสียดายที่พวกเขาเข้าไปในศาลด้วยไม่ได้
แต่เพราะฉินเหยา ชาวบ้านที่หน้าประตูจึงพากันหลีกทางให้พื้นที่กับหลิวจี้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความมืดยามค่ำคืนหรือไม่ สายตาที่ทุกคนมองหลิวจี้ถึงดูอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
หลิวจี้รู้สึกประหลาดใจที่ได้รับความรัก เขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่ดีเช่นนี้จากคนในหมู่บ้านมาก่อน
หลิวจี้ยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงเล่าเรื่องที่ฉินเหยาไล่สังหารจนหัวหน้าโจรหลบหนีไปให้เขาฟัง
หลิวจี้เบิกตากว้าง มองฉินเหยาที่อยู่ในศาลบรรพชนอย่างไม่อยากเชื่อ เขาไม่คิดเลยว่ากระทั่งหัวหน้าโจรนางก็ยังไม่กลัว
สีหน้าของพวกต้าหลางปรากฏความนับถือ ไม่คิดเลยว่าแม่เลี้ยงจะเก่งกาจถึงเพียงนี้!
ฉินเหยานั่งลงบนม้านั่งในศาลบรรพชน ชี้ไปที่ศพของโจรด้านนอกศาลแล้วถามว่า “ศพพวกนั้นจะไม่จัดการหรือ”
ผู้ใหญ่บ้านอธิบายว่า เขาได้ส่งคนไปแจ้งทางการแล้ว ไปกลับเร็วที่สุดคงต้องรอจนเช้าเจ้าหน้าที่ถึงจะมา
ศพเหล่านี้ต้องรอให้เจ้าหน้าที่มาแล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไร
ฉินเหยาพยักหน้าเล็กน้อยแสดงออกว่ารับทราบแล้ว
เหล่าผู้อาวุโสมองนางด้วยสายตาเมตตาปรานี ถามว่ามีสิ่งใดอยากถามอีกหรือไม่ หากไม่มีจะได้คุยประเด็นสำคัญกัน
ฉินเหยายิ้มบางๆ ก่อนจะส่ายหน้า
หัวหน้าตระกูลลุกขึ้นยืน บุตรชายคนโตของเขานำสมุดและกระดาษพู่กันมาเพื่อจดความเสียหายของแต่ละบ้านพร้อมทั้งจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
กระบวนการนี้เต็มไปด้วยความเศร้าโศก นอกจากบ้านที่ถูกถาม คนอื่นๆล้วนพากันเงียบไม่เอ่ยคำใด
ช่วงปีใหม่กลับเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ไม่ว่าใครก็ไม่อาจมีความสุขอยู่ได้
ในหมู่บ้านมีทั้งหมดสี่สิบสองครัวเรือน สตรี เด็ก และคนชรารวมแล้วสองร้อยสิบแปดคน
วันนี้มีชาวบ้านตายไปหกคน ในจำนวนนี้เป็นสตรีสองคน คนชราสองคน และชายหนุ่มอีกสองคน
ผู้บาดเจ็บมีมากกว่าครึ่ง บาดเจ็บเล็กน้อยประมาณแปดสิบเก้าคน และบาดเจ็บสาหัสสิบสองคน
โชคดีที่หมอเฒ่าไม่เป็นอะไร ขณะนี้กำลังรักษาชาวบ้านที่บาดเจ็บอยู่ที่บ้านหลิวต้าฝู
ในจำนวนผู้บาดเจ็บสาหัสสิบสองคน มีคนในครอบครัวหลิวต้าฝูถึงสามคน
ผู้เสียชีวิตสองคนที่เป็นคนชราก็คือบิดามารดาของหลิวต้าฝู
คนในเรือนเก่าตระกูลหลิวไม่มีใครเป็นอะไรมาก หลิวไป่และหลิวเฝยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยต่างกันไป เพียงไปเอายาจากหมอเฒ่าและดื่มยาอีกสองชุดก็หายแล้ว
นางจางกราบไหว้ท้องฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ขอบคุณสวรรค์ที่คุ้มครอง
หลิวเหล่าฮั่นกล่าวเหน็บว่า “หากจะขอบคุณก็ต้องขอบคุณสะใภ้สามต่างหาก”
นางจางพยักหน้าเห็นด้วย ขณะเดียวกันก็ถลึงตาใส่หลิวเหล่าฮั่นเพราะนางเองก็ไม่กล้าล่วงเกินสวรรค์
หลิวเหล่าฮั่นมองบ้านที่ถูกโจรกวาดทำลาย ดวงตาพลันชื้นขึ้น เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มกลั้นความรู้สึกแล้วพับแขนเสื้อขึ้นเริ่มเก็บบ้าน
แต่ละบ้านสถานการณ์ไม่ต่างกันมากนัก บางบ้านเพียงย่ำแย่เล็กน้อย ขณะที่บางบ้านย่ำแย่เสียจนเกินคำบรรยาย
หัวหน้าตระกูลสรุปสถานการณ์ทั้งหมดพร้อมทั้งรายงานความเสียหายของทรัพย์สินแต่ละบ้าน
เนื่องจากพวกโจรหนีไปแล้ว ทรัพย์สินเช่นสัตว์เลี้ยงและเสบียงจึงแทบไม่ได้รับความเสียหาย แต่เงินทองส่วนใหญ่นั้นเอาคืนมาไม่ได้แล้ว
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงฉินเหยาขึ้นมาอีกครั้ง หากวันนี้ไม่ได้นางเป็นผู้นำ สภาพการณ์ของหมู่บ้านจะเป็นอย่างไรพวกเขาไม่กล้าจินตนาการ
โดยเฉพาะหลิวต้าฝู เขากล่าวขอบคุณฉินเหยาและพวกชาวบ้านต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโส
เขากล่าวว่า “วันนี้หากไม่ได้ฉินเหนียงจื่อและทุกท่าน เกรงว่าครอบครัวข้าคงต้องตายภายใต้คมดาบของพวกโจรไปแล้ว ตอนนี้สามารถรักษาไว้ได้ทั้งเสบียงและชีวิต ข้าจึงอยากแบ่งธัญพืชครึ่งหนึ่งของบ้านข้าให้แก่ชาวบ้านที่มาช่วยข้าหลิวต้าฝูในวันนี้…”
การกระทำของหลิวต้าฝูทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้น ชาวบ้านบางคนที่ยามนั้นกลัวจนไม่ได้ออกมาช่วยเสียใจอย่างมาก
ฉินเหยาเข้าใจเหตุผลที่หลิวต้าฝูทำเช่นนี้
ข้อแรกคือเขาต้องการขอบคุณจากใจจริง
เหตุผลข้อสองคือธัญพืชทั้งหมดที่เขาซ่อนเอาไว้ถูกพวกโจรขนออกมาก็เหมือนกับถูกเปิดเผยออกมาจนหมดต่อหน้าทุกคน
ปกติทุกคนรู้เพียงว่าหลิวต้าฝูร่ำรวยและครอบครองที่นาในหมู่บ้านเกือบครึ่ง แต่ไม่มีใครรู้จำนวนที่แน่ชัด
แต่ยามนี้จำนวนที่แท้จริงถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้ ยามนี้ทุกคนยังคิดถึงแค่เรื่องโจร แต่รอจนคืนนี้ผ่านพ้นพวกเขาสงบสติได้แล้วก็จะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
ธัญพืชจำนวนมากเช่นนี้จะดึงดูดหมาป่าร้ายกาจเพียงใดมากัน เพียงแค่คิดก็ชวนให้คนหวาดกลัวแล้ว
ตอนนี้บุตรชายสามคนของเขาล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส หากเกิดเรื่องขึ้น พวกเขาไม่มีทางรับมือได้ สู้แบ่งธัญพืชออกไปเสียจะดีกว่า จะได้ไม่มีใครมาจับจ้อง
นอกจากนี้ คนที่ได้รับธัญพืชไปก็จะกลายเป็นผู้สนับสนุนครอบครัวเขาไปโดยปริยาย ทั้งยังช่วยข่มขวัญคนที่คิดร้ายเหล่านั้นอีกด้วย
ชาวบ้านเพิ่งเผชิญกับเหตุโจรปล้น ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องการการปลอบขวัญ การกระทำของหลิวต้าฝูจึงเหมือนเป็นการช่วยหัวหน้าหมู่บ้านและผู้อาวุโสแก้ไขปัญหานี้ลงได้
เมื่อไม่มีใครคัดค้าน หลิวต้าฝูจึงหาชาวบ้านที่ไว้ใจไปขนธัญพืชจากบ้านของเขามาแจกจ่ายที่ศาลบรรพชน
ความยินดีจากการได้รับธัญพืชช่วยบรรเทาความเศร้าหมองที่โจรภูเขานำมาได้อย่างรวดเร็ว
ตอนที่ 54: เจ้าหน้าที่มาแล้ว
ฉินเหยาได้รับข้าวฟ่างคุณภาพดีสีเหลืองทองมาหนึ่งกระสอบ หนักห้าสิบจิน หากคำนวณเป็นเงิน เท่ากับครึ่งตำลึงเงินทีเดียว
หลิวจี้และบุตรชายทั้งสี่ตาเป็นประกาย เมื่อฉินเหยาส่งข้าวฟ่างมา หลิวจี้ก็รีบยื่นมือออกไปรับไว้พร้อมเอ่ยชมว่า “เมียจ๋า บ้านนี้หากไม่มีสตรีงดงามและจิตใจดีเช่นเจ้าจะอยู่กันได้อย่างไรนะ”
ฉินเหยากระทั่งกลอกตาใส่เขายังขี้เกียจจะทำ เพียงส่งสัญญาณให้เด็กทั้งสี่คนตามนางจากไป
หลิวไป่และหลิวเฝยได้ข้าวเปลือกหนักห้าสิบจินมาคนละกระสอบ รวมแล้วเป็นหนึ่งร้อยจิน แม้จะสีเอาเปลือกออกก็ยังเหลือมากเสียจนทำให้คนอื่นอิจฉาตาร้อนตายได้
สองพี่น้องเร่งตามมา แต่เพราะแบกข้าวหนักๆ จึงเดินได้ไม่เร็วนัก ได้แต่ตะโกนว่า “น้องสะใภ้ เจ้ารอก่อน!”
บ้านของทั้งสองครอบครัวไปทางเดียวกัน เดินไปด้วยกันจะได้มีเพื่อน
ฉินเหยาหยุดเดิน หลิวจี้เองก็หยุดตาม เมื่อได้ข่าวว่าพี่ใหญ่และหลิวเฝยผู้เป็นน้องชายก็ถืออาวุธเข้าร่วมต่อสู้ขับไล่พวกโจรไปได้ เขาก็อดเลิกคิ้วไม่ได้ มองประเมินทั้งสองด้วยความประหลาดใจก่อนจะเอ่ยเหน็บว่า
“ไม่คิดเลยว่าจะมีช่วงเวลาที่พี่ใหญ่เป็นวีรบุรุษเช่นนี้ด้วย ก่อนหน้านี้ข้าดูแล้วเหมือนพี่รองจะเลือดร้อนกว่ากลับกลายเป็นว่าวันนี้เขาจะขี้ขลาดเสียอย่างนั้น”
หลิวไป่รู้นิสัยของเขาดีจึงไม่ได้ถือสา
แต่หลิวเฝยกลับไม่ยอมปล่อยผ่าน เอ่ยเสียดสีกลับว่า “หากไม่ใช่เพราะพี่สะใภ้สามของข้า ท่านคงกลัวจนฉี่ราดกางเกงแล้วกระมัง ยังมีหน้ามาว่าพี่รองของข้าอีก ไม่อายบ้างหรือไร…”
“พี่รองของเจ้าก็เป็นพี่รองของข้าเหมือนกันมิใช่รึ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เจ้าเด็กนี่ยังมีหน้ามาพูดเหมือนเป็นสองบ้านเสียอีก” หลิวจี้หันไปยิ้มให้ฉินเหยา แสดงท่าทางไม่อยากถือสาเด็กน้อย
พูดพลางเข้าไปใกล้หลิวเฝย เอื้อมมือไปลูบกระสอบข้าวบนไหล่ของเขา พอรู้ว่าเป็นข้าวเปลือกก็ยิ่งได้ใจ
เขาตบกระสอบข้าวฟ่างบนไหล่ตนเองพลางเอ่ยว่า “ข้าวฟ่างสีเหลืองทอง ร่อนเปลือกแล้ว”
หลิวเฝยทนการยั่วยุของเขาไม่ไหวจึงหันไปมองพี่ใหญ่ด้วยความโมโห “พี่ใหญ่ ท่านไม่ปรามเขาหน่อยหรือ!”
“พอแล้ว!” หลิวไป่เองก็เริ่มรำคาญ “หุบปากกันทั้งหมดนั่นแหละ!”
หลิวจี้จึงรีบก้าวเท้าห่างออกจากหลิวเฝยไกลหน่อย
ฉินเหยาถามว่า “ธัญพืชที่ถูกปล้นไปจากบ้านได้กลับคืนมาหมดแล้วหรือยัง”
หลิวไป่ตอบรับ “ได้กลับมาหมดแล้ว เพียงแต่แม่ไก่สี่ตัวหายไปหนึ่งตัว ไม่รู้ว่าพวกโจรเอาไปหรือมีคนจับไปเชือดกินแล้ว”
“ท่านแม่บอกว่าแม่ไก่ที่เหลืออยู่อีกสามตัวตกใจกลัวจนไม่แน่ใจว่าจะออกไข่ได้อีกหรือเปล่า”
“อ้อ จริงด้วย ท่านพ่อกับท่านแม่ฝากมาบอกเจ้าว่าพรุ่งนี้เช้าให้มากินข้าวที่บ้าน ท่านแม่จะฆ่าไก่ตัวหนึ่งทำกับข้าว”
ได้ยินว่าทำเพื่อขู่ไก่ที่เหลืออีกสองตัวให้ตกใจ เผื่อมันจะกลับมาออกไข่ได้เหมือนเดิม
ฉินเหยารับคำ
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูเรือนเก่า ครอบครัวฉินเหยาก็ไม่ได้เข้าไป แต่ตรงกลับบ้านตนเองทันที
โคมแดงที่ควรจะแขวนอย่างมีความสุขอยู่ใต้ชายคา ตอนนี้กลับถูกฉินเหยาถือไว้ในมือเพื่อส่องแสง
เมื่อมองจากระยะไกล ในความมืดดำมีเพียงแสงสีแดงที่ลอยอยู่ ดูแล้วชวนขนลุกเล็กน้อย
เด็กทั้งสี่จับมือกันเดินอยู่ระหว่างพ่อแม่ ครอบครัวหกคนย่ำหิมะเปียกชื้นหน้าบ้านก่อนจะกลับถึงบ้านในที่สุด
หลิวจี้ขนข้าวไปเก็บไว้ในห้องเก็บของข้างเตาไฟ ก่อนจะเริ่มทำงานในครัวอย่างจุดไฟต้มน้ำร้อนตามความเคยชิน
ทั้งครอบครัวล้อมรอบเตาไฟ ดื่มน้ำร้อนให้ร่างกายอบอุ่น ก่อนจะแยกย้ายกันเข้าห้องพักผ่อน
วันนี้วุ่นวายเสียจนสภาพจิตใจของทุกคนรับไม่ไหวแล้ว เมื่อหัวถึงหมอนก็หลับลึกในทันที
รุ่งสาง ยังไม่ทันฟ้าสว่าง ขบวนทหารในเครื่องแบบราชการกลุ่มหนึ่งก็ขี่ม้า ถือคบเพลิง เดินทางเข้าสู่หุบเขา แสงจากคบไฟเรียงรายกันบนเส้นทางสายเล็กต่อเนื่องกันเป็นมังกรไฟตัวยาวตัวหนึ่ง
ฉินเหยาตื่นขึ้นเพราะเสียงกีบเท้าม้า ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงแว่วมาจากฝั่งศาลบรรพชนจึงคิดว่าทหารคงมาถึงแล้ว นางจึงพลิกตัวเพื่อนอนต่อ
รอจนนางตื่น ทหารส่วนใหญ่ก็จากไปแล้วเหลือเพียงเจ้าหน้าที่สองคนยังอยู่ที่ศาลเพื่อสอบถามเหตุการณ์กับพวกชาวบ้าน
หลิวจี้เรียกเด็กทั้งสี่ให้ตื่น สวมเสื้อผ้าหนาๆให้ความ.อบอุ่น ล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เร่งให้ฉินเหยาออกจากบ้าน
เขาจะรีบไปดูความครึกครื้นเสียหน่อย เสร็จแล้วจะได้รีบไปดื่มน้ำแกงไก่ที่เรือนเก่าด้วย
พ่อลูกห้าคนวิ่งเหยาะๆไปบนถนนที่หิมะเริ่มละลายจับตัวกันเป็นน้ำแข็ง ฉินเหยามองดูพวกเขาพากันลื่นล้มด้วยท่วงท่าน่าขัน ในใจรู้สึกปลอดโปร่งถึงขั้นอยากจะหัวเราะออกมา
เอ้อร์หลางโทษซานหลาง ส่วนซานหลางก็พึมพำว่าเป็นเพราะพี่ใหญ่ถึงล้ม ขณะที่ต้าหลางถลึงตาใส่บิดาด้วยความขุ่นเคือง ท่านพ่อต่างหากที่เป็นตัวต้นเหตุ
ซื่อเหนียงตะโกนลั่น “ข้าไม่เล่นกับพวกท่านแล้ว!”
นางลุกขึ้นมาปัดก้นยืนนิ่งด้วยความน้อยใจอยู่ตรงนั้นรอฉินเหยาเดินมาหา นางจะเดินไปกับท่านแม่
ม้าและศพที่พวกโจรทิ้งเอาไว้ถูกเจ้าหน้าที่นำกลับไปหมดแล้ว
เมื่อมาถึงศาลบรรพชน ฉินเหยาและคนอื่นๆถึงเพิ่งรู้ว่า ก่อนพวกโจรจะมาที่หมู่บ้านตระกูลหลิวนั้น พวกมันได้ปล้นชิงหมู่บ้านใกล้เคียงที่ชื่อวังเจียอ่าวจนเกลี้ยงไปแล้ว
จำนวนประชากรในหมู่บ้านนั้นมีจำนวนใกล้เคียงกับหมู่บ้านตระกูลหลิว แต่เพราะไม่มีใครเป็นผู้นำเช่นฉินเหยาพวกเขาจึงไม่อาจต่อต้านพวกโจรได้ ธัญพืช สัตว์เลี้ยง เงินทอง สตรีและเด็กล้วนถูกปล้นชิงไปจนหมด
ก่อนพวกโจรจะจากไป พวกมันยังจุดไฟเผาศาลบรรพชนของวังเจียอ่าวจนพังยับเยินอีกด้วย
การกระทำอันเลวร้ายเช่นนี้ ช่างชวนให้ผู้คนขนลุกขนพองเสียจริง
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ โจรที่มายังหมู่บ้านตระกูลหลิวเมื่อวานนี้เป็นเพียงหน่วยย่อยหน่วยหนึ่งเท่านั้น
กลุ่มโจรกลุ่มนี้มีจำนวนกว่าร้อยคน เป็นกลุ่มปล้นสะดมที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ
กองกำลังหลักปล้นหมู่บ้านวังเจียอ่าวเสร็จแล้วกลับไปฉลองกันบนค่ายโจร ทิ้งหน่วยย่อยที่มายังหมู่บ้านตระกูลหลิวเมื่อวานนี้ให้ค้นหาสิ่งของในหมู่บ้านรอบๆ
เมื่อได้ยินข้อมูลเหล่านี้ หลิวจี้ถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก
ทุกคนต่างพากันโล่ง.อกที่เมื่อวานนี้เป็นเพียงหน่วยย่อยที่มา ไม่เช่นนั้นโศกนาฏกรรมเช่นหมู่บ้านวังเจียอ่าวคงเกิดขึ้นในหมู่บ้านตระกูลหลิวแน่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สองคนที่เหลืออยู่ก็บอกว่า นายอำเภอและรองนายอำเภอได้รับแจ้งเหตุเมื่อคืน พวกเขาไม่อยู่ฉลองปีใหม่ด้วยซ้ำก็รีบส่งคนไปยังหมู่บ้านและตำบลข้างเคียงอำเภอไคหยางเพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนระวังตัว
พร้อมกันนั้นก็ส่งเรื่องถึงท่านผู้ว่าการ ขอให้ทหารในค่ายใกล้กับศาลากลางจัดกำลังพลเพื่อมาปราบโจรทันที
ฟังดูแล้วก็ชวนให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นบ้าง อย่างน้อยทางการก็ยังให้ความสนใจและลงมือจัดการ
ไม่จัดการก็ไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุเดี่ยวๆ แต่เป็นรังโจรที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ ความร้ายแรงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
แคว้นเซิ่งเพิ่งสถาปนาราชวงศ์ใหม่ ขณะนี้อำนาจรวมศูนย์อยู่ในมือจักรพรรดิ หากราชสำนักรู้ว่าแม้แต่โจรภูเขากลุ่มเดียวแต่ละมณฑลก็ยังไม่สามารถจัดการได้ ความพิโรธขององค์จักรพรรดิย่อมนำมาซึ่งปัญหาใหญ่หลวง
เจ้าหน้าที่สองคนที่เหลืออยู่ในศาล หลังจัดการงานเสร็จก็รับเพียงซาลาเปาแป้งขาวสองลูกจากภรรยาผู้ใหญ่บ้านและปฏิเสธคำเชิญของหลิวต้าฝูที่อยากให้พวกเขาอยู่ทานมื้อเที่ยง
ก่อนจากไป ทั้งสองมองฉินเหยาด้วยสายตาสื่อว่านางเองก็ไม่ได้มีสามเศียรหกกรเสียหน่อย พยักหน้าให้นางเล็กน้อย ก่อนพลิกตัวขึ้นม้าแล้วควบจากไป
“ไม่มีอะไรแล้ว แยกย้ายกันเถอะ หิมะกำลังจะละลายแล้ว ยังมีงานไถพรวนฤดูใบไม้ผลิให้ทำอีก”
ผู้ใหญ่บ้านเดินมาที่ประตูศาลบรรพชน โบกมือให้ทุกคนกลับบ้านตนเองไปเสีย
เมื่อได้ยินคำว่าไถพรวนฤดูใบไม้ผลิ ฉินเหยาถึงกับสะดุ้ง
นางนึกถึงทุ่งข้าวสาลีสองหมู่ที่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรขึ้นมา กระทั่งน้ำแกงไก่หอมกรุ่นที่นางจางเคี่ยวมาตลอดทั้งเช้ายังพลอยจืดชืดไปด้วย
เมื่อเห็นนางนิ่งไม่ขยับ หลิวจี้ที่กินน้ำแกงหมดแล้วก็หน้าด้านเข้ามาถามว่าอยากให้เขาช่วยกินหรือไม่ เขาไม่รังเกียจ
ฉินเหยาตะคอกเสียงเย็นทันที “ไสหัวไป!”
หลิวจี้ “ได้จ้า~”
…....
ในเดือนถัดมา ทหารเข้ามาที่หมู่บ้านสองสามครั้ง แต่ละครั้งล้วนมาสอบถามเกี่ยวกับจำนวนโจรภูเขา ลักษณะรูปร่าง และเบาะแสของพวกมัน
ผู้ใหญ่บ้านตอบคำถามทุกครั้งอย่างจริงจัง และเพราะเจ้าหน้าที่ทางการแวะมาเป็นระยะระยะ ความกังวลของชาวบ้านจึงค่อยๆลดลง ทุกคนล้วนมุ่งความสนใจไปที่การเริ่มไถพรวนรอบใหม่
ตอนที่ 55: นั่งมองเมฆพลิ้วไหว
หิมะละลายหมดแล้ว อากาศอบอุ่นขึ้นทุกวัน ระดับน้ำในแม่น้ำก็สูงขึ้น ฉินเหยาจึงไม่อนุญาตให้เด็กๆในบ้านไปเล่นที่ริมแม่น้ำ
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางกลับมาวิ่งตอนเช้าอีกครั้งหลังจากหยุดไปเพราะหิมะ
สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนการไถพรวนฤดูใบไม้ผลิคือเก็บเกี่ยวข้าวสาลีที่ปลูกไว้ปลายฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกข้าว
ในเรื่องนี้ ฉินเหยาและหลิวจี้กลับรู้ใจกันและกันอย่างแปลกประหลาด
เดือนสองผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว ในไร่นามีแต่ชาวนาที่กำลังยุ่งง่วน เรือนเก่าตระกูลหลิวเองก็เช่นกัน ทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะชายหญิงหรือเด็กผู้ใหญ่ล้วนออกมาช่วยงาน
แม้แต่จินฮวาที่เพิ่งอายุหกขวบก็ต้องออกไปพร้อมกันด้วย นางสะพายตะกร้าใบเล็กบนหลัง ในขณะที่ผู้ใหญ่ยุ่งอยู่ในไร่นา นางและจินเป่าก็จะช่วยกันเก็บผักป่าบนคันนาเพื่อนำกลับบ้านไปเลี้ยงไก่
ในบรรยากาศวุ่นวายของหมู่บ้านตระกูลหลิว ครอบครัวฉินเหยาที่อยู่ลำพังบนเนินเขาทางเหนือกลับดูแปลกแยก
เช้าตรู่ ขณะที่คนอื่นแบกจอบและไม้หาบลงไปเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ครอบครัวของนางกลับปรากฏภาพแม่เลี้ยงพาลูกเลี้ยงทั้งสี่วิ่งไปทั่วหมู่บ้าน
หลังวิ่งเสร็จ บางครั้งก็จะเห็นฉินเหยาหิ้วถังน้ำขนาดใหญ่ที่สั่งทำจากช่างไม้หลิวไปตักน้ำที่บ่อน้ำในหมู่บ้าน
คนอื่นต้องวิ่งสองรอบกว่าจะเติมน้ำในโอ่งหนึ่งใบจนเต็ม แต่นางวิ่งแค่รอบเดียวก็เติมน้ำในโอ่งสองใบที่บ้านจนเต็มแล้ว
จากนั้นควันไฟก็ลอยขึ้น บนเนินเขาที่เต็มไปด้วยดอกไม้ป่ามีกลิ่นหอมของอาหารลอยฟุ้ง
ในขณะที่ชาวบ้านกลับไปกินข้าวเช้า ที่บ้านของนางจะมีเสียงเด็กๆอ่านหนังสือดังแว่วออกมา
ตอนเที่ยง ชาวนากลับไปทำงานในไร่ ส่วนบ้านของนางกลับเงียบสนิทจนผิดสังเกต หากมีใครผ่านไปแถวแม่น้ำและลองแอบฟังดูก็จะได้ยินเสียงกรนเบาๆ
พอตกบ่าย ในลานบ้านก็มีเสียงฝึกยุทธ์ดังขึ้น
ควันไฟจากเนินเขาลูกนั้นลอยขึ้นมาเร็วที่สุด ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันตกดิน ควันบางเบาก็ลอยขึ้นจนถึงหลังคาแล้ว
ตอนที่เหล่าชาวนาแบกเครื่องมือการเกษตรกลับบ้านใต้แสงจันทร์นั้น บ้านเล็กๆบนเนินเขากลับเงียบสงัด เพราะทั้งครอบครัวเข้านอนหมดแล้ว
นี่มันชีวิตแบบไหนกัน?
กินดื่มตามใจ นั่งมองฟ้ากว้างยามเมฆเคลื่อนคล้อยไปมา ชีวิตแบบนี้แม้แต่เทพเซียนก็ยังไม่กล้าฝันถึง!
ในที่สุด หลิวเหล่าฮั่นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในบ้านหมดแล้ว เขาจึงส่งสะใภ้รองที่เพิ่งตั้งครรภ์และอยู่ว่างๆไปสอบถามสถานการณ์
“เจ้าไปถามเจ้าสามซิว่ายังจะใช้ชีวิตต่อไปหรือเปล่า! ข้าวสาลีไม่เก็บ ไร่นาก็ไม่ทำ คิดจะนั่งรอจนไม่มีอะไรกินหรือไร!”
หลิวจ้งมองส่งภรรยาและบุตรสาวออกไปแล้วหันไปมองหลิวเหล่าฮั่นที่กำลังร้อนใจ และเพิ่มเชื้อไฟเข้าไปอีก
“ท่านพ่อ ท่านก็ไม่ดูเสียบ้างว่าที่สองหมู่นั้นมีหญ้าขึ้นมากกว่าข้าวสาลีหรือเปล่า ทั้งฤดูหนาวบ้านเจ้าสามไม่เคยไปดูแลเลย ข้าว่าคงเก็บข้าวได้ไม่กี่จินหรอก”
ที่นาที่แพ้วถางขึ้นมาจากที่รกร้างนั้น เดิมก็เป็นที่ดินที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว หากไม่ดูแลอย่างใส่ใจ ยิ่งไม่ต้องคาดหวังผลผลิตเลย
พอหลิวเหล่าฮั่นได้ฟังก็ลุกพรวดขึ้นทันที “ข้าจะออกไปดูสักหน่อย”
แม้เขาจะไม่ได้บอกว่าจะไปไหน ทุกคนก็รู้ว่าเขาจะไปหาเจ้าสาม
สำหรับชาวนาแล้ว ที่ดินและธัญชืชคือรากฐานของการดำรงชีพ หากไม่มีธัญพืชในมือก็ยังพอทนได้ แต่หากไม่มีที่นาแม้แต่ความหวังที่จะอยู่รอดก็ไม่มีแล้ว
นางชิวเดินพาจินฮวาเดินไปช้าๆ พอถึงริมแม่น้ำหลิวเหล่าฮั่นก็ตามมาทัน เขาบอกให้พวกนางกลับบ้านไปก่อน เขาจะไปคุยด้วยตัวเอง
นางชิวมองบ้านเล็กๆตรงข้ามแม่น้ำแล้วยิ้มออกมาอย่างจนใจ ก่อนจะจูงมือบุตรสาวกลับไป
ฉินเหยาคาดไว้แล้วว่าไม่ช้าก็เร็วหลิวเหล่าฮั่นต้องมาหานาง
นี่อย่างไรเล่า ผู้เฒ่าเดินมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว ฉินเหยาที่กำลังนั่งตากแดดบนเก้าอี้ไม้ไผ่ในลานบ้านรีบเตะหลิวจี้ที่กำลังพิงขอบอ่างน้ำให้ตื่นขึ้นทันที
“ท่านพ่อเจ้ามา”
“อะไรนะ?” หลิวจี้เช็ดน้ำลายที่มุมปากแล้วเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงง ไหนเลยยังเหลือเค้าสง่างามอีก “ท่านพ่อเจ้าอะไร พ่ออะไรของเจ้า”
หลิวเหล่าฮั่นก้าวเข้าประตูใหญ่มาพอดี เมื่อได้ยินคำนี้เข้าและเห็นสภาพง่วงซึมเหมือนคนขี้เกียจของหลิวจี้ก็คำรามเสียงดังลั่น “พ่อเจ้ามาแล้วอย่างไรเล่า!”
คราวนี้หลิวจี้ถือว่าตื่นเต็มตาแล้ว เขามองหลิวเหล่าฮั่นที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราดอย่างตกใจ ขณะถอยหลังไปก็ถามอย่างระแวดระวังว่า
“ท่านพ่อ ท่านมีเรื่องอะไรหรือ กินอะไรมาหรือยัง เข้าไปพักในบ้านก่อนดีไหม”
“พักรึ” หลิวเหล่าฮั่นยกมือตบศีรษะหลิวจี้ไปทีหนึ่ง “ข้าวสาลีที่บ้านข้าเก็บเกี่ยวจนเสร็จแล้ว แต่เจ้ากลับยังมานอนหลับอยู่ที่นี่ ข้าวสาลีในที่นาของเจ้าจะไม่คิดจะเก็บเกี่ยวแล้วหรือ ฤดูใบไม้ผลินี้เจ้ามีแผนอะไร เจ้าคิดจะทำอย่างไร”
หลิวจี้ยกมือกุมหัว วิ่งไปหลบอยู่ข้างฉินเหยา เอ่ยด้วยใบหน้าขลาดกลัวว่า “ท่านพ่อ บ้านเรานั้นเมียจ๋าดูแลเรื่องนอกบ้าน ส่วนข้าดูแลเรื่องในบ้าน ข้าไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก ท่านจะมาตีข้าทำไม ท่านก็ไปถามนางสิ!”
ฉินเหยาลุกขึ้นอย่างอึดอัดเล็กน้อย นางกระแอมเบาๆ รู้ดีว่าเรื่องที่ต้องเผชิญหน้านี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ”
ไม่มีผู้ใดลงไม้ลงมือกับคนที่ยิ้มให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอีกฝ่ายคือสะใภ้ของตนเองด้วยแล้ว
หลิวเหล่าฮั่นสูดลมหายใจเข้าลึก ฝืนเปลี่ยนท่าทางเป็นเมตตาปรานี แต่คิ้วที่กระตุกนั้นดูอย่างไรก็เห็นว่าเขากำลังหงุดหงิดงุ่นง่านเหลือทน
“ท่านเชิญเข้าไปนั่งในบ้านก่อน” ฉินเหยาชี้ไปยังห้องโถง
พอหลิวเหล่าฮั่นเข้าบ้านไปแล้ว ฉินเหยาจึงเตะหลิวจี้ที่อยู่ข้างๆ แล้วสั่งว่า “ไป ไปเอาน้ำร้อนมาให้ท่านพ่อชามหนึ่ง ไม่รู้จักดูสถานการณ์เอาเสียเลย!”
หลิวจี้กลอกตาอย่างแรง ก่อนจะทำท่าเหวี่ยงหมัดไปทางแผ่นหลังของฉินเหยาอย่างขัดใจ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นศีรษะน้อยๆ ทั้งสี่ซ้อนกันอยู่ที่ขอบหน้าต่าง เขาก็หัวเราะแยกเขี้ยว
“มองอะไรกัน! เขียนอักษรเสร็จหรือยัง” หลิวจี้ตะโกนดุเสียงดัง
เด็กทั้งสี่รีบหดศีรษะกลับไปนั่งลงหน้าโต๊ะใหญ่เช่นเดิม ใช้กิ่งไม้แทนพู่กันขีดเขียนลงไปในกระบะที่เต็มไปด้วยทรายละเอียด
หลิวเหล่าฮั่นมองไปทางห้องของเด็กๆอย่างแปลกใจแวบหนึ่ง “ยังฝึกเขียนอักษรกันอีกหรือ”
ฉินเหยานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “หลิวจี้เคยไปเรียนหนังสือที่อำเภอตั้งปีครึ่งนี่เจ้าคะ เรียนมาแล้วก็ไม่ควรเสียเปล่า เลยให้เขาสอนอักษรให้เด็กๆหน่อย ตอนนี้พวกเขายังเล็ก ความจำดี ให้เรียนรู้ไว้เยอะๆจะดีกว่า”
หลิวเหล่าฮั่นประหลาดใจกว่าเก่า “เขาเป็นอาจารย์ได้ด้วยหรือ”
หลิวจี้ถือถ้วยน้ำร้อนเข้ามา วางลงข้างมือหลิวเหล่าฮั่นแล้วยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ “ง่ายมาก แค่สอนพวกเขาอ่านเขียน ฝึกไปสักพักเดี๋ยวก็เป็นแล้ว”
พูดเหมือนง่าย แต่มีเพียงฉินเหยาที่รู้ว่าหลิวจี้ถูกเด็กทั้งสี่ทำให้โมโหจนแทบอยากผูกคอตายแล้ว
แต่ถึงอย่างไร พวกเขาก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องพูดออกไป
เมื่อได้ยินว่าหลิวจี้ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เพลิงโทสะของหลิวเหล่าฮั่นก็สงบลงไปไม่น้อย แต่เขายังไม่ลืมจุดประสงค์ที่มาจึงถามฉินเหยาว่ามีความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับการไถพรวนในฤดูใบไม้ผลิหรือไม่
ฉินเหยามองปราดเดียวก็รู้ว่าผู้เฒ่ามีเรื่องอยากพูดจึงคล้อยตามและขอคำชี้แนะจากเขา
หลิวเหล่าฮั่นจิบน้ำร้อนไปครึ่งถ้วย ก่อนจะเหลือบมองไปยังที่นาผืนงามทางตะวันออกของหมู่บ้านที่เชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียวแล้วเอ่ยอย่างชาญฉลาดว่า
“ข้ามองว่าการซื้อที่ดินคงเป็นไปไม่ได้ มิสู้เจ้าถือโอกาสที่มีบุญคุณต่อหลิวต้าฝู ขอเช่าที่นาดีๆสักยี่สิบหมู่จากเขาดีกว่า”
เขาคำนวณไว้แล้ว ผลผลิตจากไร่นาดีๆยี่สิบหมู่ หักค่าเช่าและภาษีธัญพืชหนึ่งในสิบห้า หากปลูกปีละสองครั้ง จะเหลือธัญพืชปีละประมาณสี่พันกว่าจิน
หากคำนวณทั้งหมดเป็นเงิน จะมีรายได้ยี่สิบห้าตำลึงและเมื่อหักค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องมือการเกษตร จะเหลือออมประมาณยี่สิบตำลึง
ครอบครัวที่มีผู้ใหญ่สองคนและเด็กสี่คน แม้ไม่ถึงขั้นอยู่ดีกินดี แต่ก็พอจะดำเนินชีวิตต่อไปได้
นอกจากนี้ ที่นายี่สิบหมู่ให้คนสองคนดูแลจัดการก็ไม่ถือว่าหนักหนาเกินไป ฉินเหยายังมีพละกำลังมากอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องง่ายเสียด้วยซ้ำ
ฉินเหยาฟังแผนการของหลิวเหล่าฮั่นจบก็คิดในใจว่า ท่านพ่อ การทำนากับการฟันคนนั้นมันคนละเรื่องกัน ท่านประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว
ปีที่แล้ว นางยังปลูกข้าวสาลีบนที่ดินสองหมู่ไม่สำเร็จเลย นับประสาอะไรกับยี่สิบหมู่เล่า
ตอนที่ 56: ปล่อยให้เขาตายไปเลยเถอะ
ฉินเหยาถอนหายใจ
ช่วงนี้นางพยายามคิดวิธีหาเงินมาตลอด แต่คิดไปคิดมากลับทำได้เพียงนำเอ็นวัวสองเส้นมาทำหนังยาง นอกจากนั้นก็ยังทำอะไรไม่ได้เลย
“อย่างนั้นก็ลองดู?” ฉินเหยาเอ่ยอย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าใดนัก
หลิวเหล่าฮั่นตบต้นขาดังฉาด “งั้นตกลงตามนี้ เจ้ากับเจ้าสามคุยกันเอาเองนะ ข้าขอกลับบ้านก่อน”
ข้าวสาลีที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมายังต้องตากแดดให้แห้ง หลังจากนั้นยังต้องเอาไปโม่อีก
เท่านั้นยังไม่พอ ต้องรีบไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอยืมวัวมาไถนา นี่ถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดตอนนี้
หากไม่มีวัว อาศัยแรงคนล้วนๆมาไถนา ที่ดินกว่าร้อยหมู่คงไถจนคนหมดแรงตายเสียก่อน
หลิวจี้มองส่งบิดาจนลับสายตา จากนั้นจึงเดินกลับเข้าลานบ้าน
สองสามีภรรยาสบตากัน เหมือนหลิวจี้จะพอเดาออกว่าฉินเหยาจะพูดอะไร เขาจึงรีบพูดขึ้นก่อนว่า “เมียจ๋า ข้าวสาลีสองหมู่นั่นของเรา เอาไปขายดีไหม”
ฉินเหยานึกในใจ ฉลาดนักนะเจ้า
“เจ้าก็ไม่ดูเลยว่าที่ดินของเรานั่นหญ้าเยอะยิ่งกว่าข้าวสาลีเสียอีก จะมีใครอยากได้กัน” หลายเดือนแล้วที่ไม่ได้ไปดูที่นาเลย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหญ้าคงมีมากกว่าข้าวแน่นอน
ฉินเหยากำชับว่า “พรุ่งนี้เช้าไปดูที่นากัน”
“ไปด้วยกันหรือ” ไม่ใช่ให้เขาไปคนเดียวหรือ
หลิวจี้หัวเราะฮี่ๆ “อย่างนั้นก็ได้”
ไม่ได้ก็ต้องได้แล้ว ฉินเหยามองท้องฟ้าพลางคิดว่าทิวทัศน์ในชนบทนี่ช่างงดงามเสียจริง ท้องฟ้าสีฟ้าสดใสไร้สิ่งปนเปื้อน ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว ทุ่งดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งไปทั่วภูเขา สายลมอ่อนพัดผ่านโชยมา เมื่อลองสูดลมหายใจลึกๆ ความสดชื่นก็อบอวลไปถึงหัวใจ
สองสามีภรรยาเดินเข้าไปในครัว คนหนึ่งทำอาหาร ส่วนอีกคนเข้าไปในห้องเก็บของเพื่อหาเครื่องมือการเกษตร
ฉินเหยาค้นดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเคียวขึ้นสนิมแล้วมาสองเล่ม ไม้หาบอีกสองอัน จอบอีกหนึ่งเล่ม ทั้งหมดนี้คือเครื่องมือการเกษตรที่มีแล้ว
ฉินเหยาเคยไปเรือนเก่าตระกูลหลิวหลายครั้ง นางจำได้ว่าโรงเก็บเครื่องมือการเกษตรที่นั่นมีเครื่องมือหลากหลายแบบ เช่น คราด จอบใบกว้าง และอื่นๆที่นางไม่รู้จักชื่อ
อย่างไรก็ตาม ลำพังแค่จอบก็มีหลายแบบแล้ว ทั้งสำหรับถางหญ้า ขุดร่องน้ำ หรือถางที่รกร้าง
ฉินเหยาหยิบหินลับมีดออกมา เติมน้ำใส่กะละมัง วางเก้าอี้ตัวเล็กลงแล้วนั่งอยู่ข้างรางน้ำหน้าครัว เริ่มลับเคียวที่ขึ้นสนิม
เสียงลับเคียวดังเสียดหูเสียจนหลิวจี้ขนลุกไปทั้งตัว ฟังราวกับเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวคล้ายกำลังเตรียมตัวไปสังหารใครสักคนอย่างนั้น
เห็นได้ชัดว่านางต่อต้านการลงไปทำงานในไร่นา แต่เขาเองก็ไม่ต่างกัน
หลังคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลิวจี้ก็รวบรวมความกล้าพูดขึ้นอีกครั้ง “ไม่เช่นนั้นเราขายที่สองหมู่นั่นเถอะ หากราคาแพงไปไม่มีคนซื้อ เราก็ขายถูกหน่อยก็ได้”
“อย่างไรเมียจ๋าก็ล่าสัตว์เป็น ถึงฤดูใบไม้ร่วงก็เข้าป่าไปล่าหมีมาสักตัว แค่นั้นก็พอให้พวกเรากินดีอยู่ดีไปทั้งปีแล้ว จะลำบากเพียงนี้ไปทำไมกัน”
“หลิวจี้” คนที่หน้าประตูหันมามองเขาด้วยสายตาคมกริบ ขณะที่มือยังคงลับเคียวไม่หยุดพลางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าคิดจะกินข้าวนิ่มไปตลอดเลยสินะ”
ไม่รอให้เขาตอบ นางก็โยนเคียวในมือลงในกะละมังน้ำเสียงดังโครมแล้วกล่าวว่า “พรุ่งนี้เจ้าต้องไปเกี่ยวข้าวสาลีสองหมู่นั่นคนเดียว หากหายไปสักเมล็ด…ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”
พูดจบ นางก็ก้าวยาวๆไปที่กลางลาน หยิบไม้กระบองขนาดเท่าช่วงแขนขึ้นมาแล้วเดินไปยังลานฝึกยุทธ์หลังบ้าน ควงกระบองอย่างดุเดือดจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว
อยากจะกินข้าวนิ่มรึ ไม่ดูตัวเองเสียบ้างว่าคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้านี้มีคุณสมบัตินั้นหรือเปล่า
หลิวจี้กำตะหลิวในมือแน่น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฟืนยังไม่แห้งดีหรือเปล่าควันในเตาถึงทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำ
หรือเป็นเพราะความคับแค้นใจที่ไม่อาจระบายทะลักล้นออกมาจากดวงตากันแน่
หลิวจี้โยนตะหลิวลงในกระทะเหล็กร้อนฉ่าอย่างแรง ชีวิตเช่นนี้ข้าไม่อยากอยู่แล้ว!
ทั้งวันเอาแต่จะฆ่าแกงกัน ให้เขาตายไปเสียเลยยังจะดีกว่า!
เสียงตะหลิวเสียดสีกับกระทะดังลั่น ฉินเหยาคิดในใจ คิดต่อต้านสินะ พลางหยิบไม้กระบองอันใหญ่มุ่งหน้าไปที่ประตูครัวทันที
“เมียจ๋า เจ้าหิวแล้วหรือ เดี๋ยวก็เสร็จแล้วล่ะ เจ้าไปนั่งรอในโถงก่อนเถอะ ข้าจะยกอาหารไปให้เดี๋ยวนี้เลย”
ในห้องครัว อาหารกำลังปรุงอยู่ ชายหนุ่มสวมผ้ากันเปื้อน มือถือตะหลิวผัดอาหารอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันมายิ้มให้นางอย่างอบอุ่น
ตราบใดที่หลิวจี้ไม่รู้สึกว่าแปลกประหลาด เพียงใบหน้านั้นของเขาก็สามารถชวนให้คนเกิดความรู้สึกดีด้วย ความโกรธสลายหายไปจนสิ้น
ฉินเหยาแค่นเสียง “นับว่าเจ้ายังรู้ตัว”
พูดจบ นางก็ถือไม้กระบองเดินจากไป
ชายหนุ่มในครัวยกชายเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก พลางขยับมือปรุงอาหารอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานผัดผักชามหนึ่งก็เสร็จเรียบร้อย
หลังจากนั้นเขาก็ผัดไข่อีกชามเพื่อให้มีทั้งอาหารคาวและผักครบถ้วน เมียจ๋าของเขาชอบกิน
หลังกินอาหารเย็นเสร็จ ท้องฟ้ายังไม่ทันมืดสนิท ฉินเหยาก็ไล่เด็กๆทั้งสี่ลงไปเก็บผักป่าที่ตีนเขากลับมา ถือเป็นการย่อยอาหาร
นางหยิบเมล็ดพันธุ์ผักที่นางจางให้มาเมื่อปีที่แล้วออกมาพร้อมทั้งคว้าจอบหนึ่งเล่ม เดินไปยังแปลงผักสองแปลงที่เตรียมไว้ที่เรือนหน้าพลางคิดวิธีปลูกผัก
วันๆหนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการซื้อผักหมดไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ช่วงนี้ผักของแต่ละบ้านล้วนมีไม่พอ จะซื้อก็ไม่มีขาย ต้องอาศัยน้ำใจจากคนอื่นที่ให้ผักมาบ้างเล็กน้อยถึงจะมีผักเขียวให้เห็นบ้าง
ดังนั้นในชนบท หากไม่ปลูกผักเองก็อยู่ยาก
ฉินเหยาพรวนดินแปลงผักทั้งสองแปลงสองรอบ พรวนจนดินร่วนซุยจนพร้อมสำหรับการขุดหลุมเพื่อลงเมล็ดพันธุ์
แต่พอนางพรวนดินเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทเสียแล้ว
น้ำมันตะเกียงก็เป็นของสิ้นเปลือง คบเพลิงก็ทำให้บ้านเป็นคราบเขม่าดำๆ บ้านที่เพิ่งซ่อมแซมใหม่จะให้สกปรกได้อย่างไร นางจึงหยุดพัก
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งสาง หลิวจี้ก็ตื่นแล้ว แต่ร่างกายของเขากลับขัดขืนไม่อยากลุกจากผ้าห่มอุ่นๆ จนกระทั่งมีเสียงกระแอมเตือนดังมาจากห้องฉินเหยา เขาจึงต้องลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้
เขาเริ่มจากการนำแป้งที่หมักไว้เมื่อคืนไปนึ่ง ระหว่างรอก็หยิบไม้กวาดมากวาดลานหน้าบ้านและหลังบ้านให้สะอาด รอจนทำความสะอาดในโถงและห้องอาบน้ำเสร็จแป้งก็นึ่งสุกพอดี
คนในบ้านยังไม่ตื่น เขาจึงโชคดีได้กินหมั่นโถวร้อนๆเป็นคนแรก
เมื่ออิ่มแล้ว เขาจึงหยิบผ้าผืนหนึ่งมาห่อหมั่นโถวสี่ลูก เตรียมน้ำหนึ่งกระบอกไม้ไผ่พร้อมด้วยคานไม้และเคียว เดินออกจากบ้านไปยังไร่ด้วยสีหน้าเหมือนกำลังเดินเข้าสู่สนามรบ
เขาออกไปตั้งแต่เช้าจนเย็น พระอาทิตย์เกือบตกดินแล้วถึงกลับมา
ระหว่างวัน ฉินเหยาเองก็ไม่ได้อยู่ว่าง นอกจากการฝึกประจำวันแล้ว นางยังปลูกผักในแปลงทั้งสองแปลงและรดน้ำจนเสร็จเรียบร้อย
นางถึงขั้นใช้ผ้าปิดจมูก เดินไปที่ส้วมตัก ‘ปุ๋ยทองคำ’ มารดให้ต้นไม้เพิ่ม หวังว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะงอกงามเร็วๆ
พอหลิวจี้กลับมาก็ดึงดูดให้เกิดความฮือฮาในหมู่บ้าน ฉินเหยาไม่ต้องออกจากบ้านก็ได้ยินเสียงโวยวายดังแว่วมา
พวกต้าหลางรีบวิ่งออกไปในทันที ฉินเหยาวางกระบวยที่ถืออยู่ก่อนเดินตามออกไป
ทั้งห้าคนยืนอยู่ที่หน้าบ้าน เห็นหลิวจี้ที่บนศีรษะพันด้วยผ้าเช็ดเหงื่อ แบกฟางข้าวสาลีมาเต็มคานไม้ เดินหอบผ่านไร่เข้ามาอย่างทุลักทุเล
ชาวบ้านในไร่พากันตกตะลึง วิจารณ์ว่านี่ใช่เจ้าหลิวสามที่พวกเขารู้จักหรือไม่
แต่เมื่อมองดีๆ ในฟางสองมัดนั้น ข้าวสาลีกับหญ้าปนกันอย่างละครึ่ง ใช่แล้วล่ะ เป็นเขาแน่ๆ เพราะไม่มีใครในหมู่บ้านที่จะทำผิดพลาดถึงขั้นแยกข้าวสาลีกับหญ้าไม่ออกเช่นนี้
ตอนที่ 57: แผลงฤทธิ์และดิ้นพล่าน
พอหลิวจี้เห็นประตูบ้านตนเอง เขาก็เดินต่อไม่ไหวแม้เพียงครึ่งก้าว
มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเส้นทางบนภูเขานั้นไกลเพียงใด เขายังต้องแบกข้าวสาลีจำนวนมากเช่นนี้กลับมา ระหว่างทางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรง
ระหว่างทางกลับ เขาสบถด่าตนเองไปแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยรอบ
“เจ้าหลิวสามเอ๋ย เจ้าหลิวสาม เหตุใดเจ้าถึงไม่ขายที่ดินสองหมู่นั่นไปเสียตั้งแต่แรก ตอนนี้เจ้าทำร้ายตัวเองแท้ๆ”
เมื่อความเหนื่อยล้าพรั่งพรูออกมา ทั้งตัวคนและคานไม้บนบ่าก็ล้มลงกับพื้น เขานอนราบอยู่บนกองฟาง หอบจนตาเหลือก ไม่รู้วันคืนอีกต่อไปแล้ว
ฉินเหยาจุปากเพราะรู้ว่าการทำงานในไร่นั้นเหนื่อยเพียงใด นางจึงเหลือบมองหลิวจี้ด้วยความสงสารอย่างหากได้ยาก
เด็กทั้งสี่คนรีบล้อมเข้ามาด้วยความเป็นห่วง คนหนึ่งถือถังน้ำ คนหนึ่งเช็ดเหงื่อ อีกสองคนถามไถ่อาการ
ได้รับการดูแลแบบนี้ช่างหาได้ยากนัก เจ้าคิดว่ามีบ้านไหนที่คนกลับมาจากไร่พร้อมข้าวสาลีแล้วจะได้รับการเอาใจใส่เช่นนี้อีกหรือ
ผู้อื่นเขาล้วนวางคานไม้ลงแล้วหันไปแบกมัดถัดไปต่อทันทีต่างหากเล่า
ฉินเหยาเดินเข้าไปยกร่างเขาขึ้นจากกองฟางแล้วรับคานไม้มาแทน ก่อนจะยกฟางสองมัดใหญ่เข้าไปในลานบ้าน
หลิวจี้จ้องมองนางตาค้าง เมื่อเห็นว่าฟางที่เกือบทับเขาจนตายถูกนางยกขึ้นด้วยมือข้างเดียว เขาก็อยากจะถามเหลือเกินว่าในเมื่อนางทำได้ เหตุใดต้องทรมานเขาด้วย
แต่เขาไม่กล้าถาม ได้แต่คลานเข้าไปในลานบ้านแล้วตะโกนว่า “หิว! ข้าว!”
ฉินเหยาไม่อยากทำกับข้าวและนางก็ทำไม่เป็นด้วยจึงต้มโจ๊กขาวหม้อหนึ่ง
หลิวจี้มองโจ๊กที่ไม่ชวนกิน ก่อนถามเบาๆ “เมียจ๋า ข้าใส่น้ำตาลหน่อยได้ไหม”
ฉินเหยามองฟางสองมัดในลานบ้านแล้วพยักหน้าให้
เด็กทั้งสี่รีบใส่น้ำตาลคนละครึ่งช้อนตามบิดาทันที เช่นนี้โจ๊กขาวจึงหวานและอร่อยขึ้น
ฉินเหยารู้สึกว่าเด็กสี่คนนี้ดูแลง่ายมาก ไม่เลือกกิน กินอะไรก็ได้ ไม่เคยบ่นและยังช่วยเก็บผักป่าได้อีกด้วย
นางเงยหน้ามองตะกร้าผักป่าที่แขวนอยู่บนคานห้องครัวพลางคิดว่าพรุ่งนี้จะผัดผักกินตอนเที่ยง ลองดูว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร
เพราะกินผักน้อยไป ช่วงนี้เวลาเข้าส้วมจึงไม่ใคร่จะสบายตัวนัก
เช้านี้ซื่อเหนียงก็นั่งเบ่งอยู่ครึ่งค่อนวัน ก่อนจะกลับมาด้วยน้ำตาคลอเบ้าแล้วพูดว่า “ท่านแม่ ท้องแน่นแน่น”
ฉินเหยาใช้มือลูบท้องนางดู มั่นใจว่านี่คืออาการท้องผูก
เรื่องแบบนี้จะว่าเล็กก็เล็ก จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ คนในหมู่บ้านส่วนมากไม่สนใจ แม้บางครั้งเด็กจะตายเพราะสาเหตุนี้ก็ตาม ด้วยความเร่งรีบจากการทำงานในไร่จึงไม่ได้ใส่ใจ
แต่ฉินเหยาไม่วางใจ นางยื่นเงินยี่สิบเหรียญทองแดงให้ต้าหลางไปเอายาระบายที่บ้านท่านหมอหลิวมา
หลังจากกินโจ๊กขาวตอนเย็นเสร็จ ฉินเหยาก็ต้มยาให้ทุกคนในบ้านกินกันคนละถ้วยเล็ก
“ช่วงนี้ดื่มโจ๊กไปก่อน จะได้ย่อยง่าย” ฉินเหยากล่าวอย่างหนักแน่น
พ่อลูกห้าคนไม่มีความเห็นอะไร ขอเพียงกินอิ่มก็พอ ยิ่งกว่านั้นยังเป็นโจ๊กข้าวขาวซึ่งอร่อยกว่าข้าวหยาบเป็นร้อยเท่าด้วย
หลังจากกินยา หลิวจี้ก็เอนร่างนั่งพิงเก้าอี้อยู่ในโถงราวกับจิตใจล่องลอยออกไปไกล
ในวันปกติ เขามักพูดเจื้อยแจ้วเสียจนฉินเหยารู้สึกรำคาญ
แต่วันนี้พอเขาเงียบไป บ้านจึงดูเงียบเหงาอย่างน่าประหลาด
นางไปอาบน้ำร้อนในห้องอาบน้ำแล้วตักน้ำร้อนสองถังใส่ไว้ให้พวกต้าหลางกับน้องๆไว้ใช้เช็ดตัวและสระผม
ตลอดฤดูหนาวที่ผ่านมาทุกคนกลัวจะเป็นหวัดเลยไม่มีใครอาบน้ำสระผม ยกเว้นนางที่ทนไม่ไหว สระผมไปสองครั้ง
ตอนอากาศหนาวยังพอไหว แต่ตอนนี้อุณหภูมิสูงขึ้น กลิ่นตัวเริ่มมา หากไม่รีบอาบคงจะเหม็นไปถึงไหนต่อไหน
ฉินเหยาหยิบผ้าแห้งมานั่งเช็ดผมอยู่หน้าโถง พลางถามว่า “ยังเหลือข้าวสาลีที่ยังไม่ได้เกี่ยวอีกเท่าไหร่”
หลิวจี้ได้ยินคำถามของนาง ดวงตาก็พอมีชีวิตชีวากลับมาบ้าง ก่อนตอบอย่างหมดแรงว่า
“วันนี้เกี่ยวไปแล้วหนึ่งหมู่ พรุ่งนี้จะเกี่ยวอีกหนึ่งหมู่ จากนั้นใช้เวลาอีกสองวันขนกลับมา”
เสียงของเขาค่อยๆแผ่วลง จนกระทั่งเงียบไปพักหนึ่ง จู่ๆก็โผล่มาอยู่ข้างหลังฉินเหยาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาเอื้อมมือมาดึงชายเสื้อของนางเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างระแวดระวังว่า “เมียจ๋า เจ้าไว้ชีวิตข้าเถอะนะ หากทำงานเช่นนี้ต่อไป พรุ่งนี้ข้าคงตายอยู่ในไร่แน่ๆ!”
ฉินเหยาสะดุ้งกับคำพูดของเขา ก่อนขมวดคิ้วดึงชายเสื้อกลับแล้วตอบว่า “วันนี้ยังไม่ตาย พรุ่งนี้เจ้าก็ไม่มีทางตายหรอก”
หลิวจี้เริ่มร้องไห้เสียน่าเวทนา เขาถลกแขนเสื้อและขากางเกงขึ้นพลางพูดว่า “เมียจ๋า สงสารข้าบ้างเถอะ เจ้าดูตัวข้าสิ ไม่มีเนื้อส่วนไหนดีเลย ล้วนถูกหนามข้าวสาลีตำ ไหนจะยุงและแมลงมีพิษกัดจนหัวข้าหมุนไปหมด แค่คิดว่าพรุ่งนี้ต้องไปอีก ข้ายอมให้เจ้าตีข้าจนตายเสียเลยดีกว่า”
ฉินเหยาหัวเราะเยาะออกมาเบาๆ
“เจ้าตีข้าให้ตายเลยเถอะ พอตายแล้วจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีก!”
จู่ๆหลิวจี้ก็นอนลงไปบนพื้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสิ่งใดที่เรียกว่า คนไร้ยางอาย ย่อมไร้เทียมทาน
ต้าหลางและน้องทั้งสามที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำพอดีก็เห็นพ่อแท้ๆของพวกเขานอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนพื้นห้องโถง เขาหมุนซ้ายสามรอบ ขวาสามรอบ แสดงบทบาทคนขี้เกียจพึ่งพาไม่ได้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชวนให้ทุกคนตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ฉินเหยาเองก็อึ้งไป นางนิ่งไปห้าวินาทีก่อนจะตั้งสติได้แล้วเตะเขาไปหนึ่งที ตัวหนอนบนพื้นจึงค่อยๆลุกขึ้น
“เจ้าบ้าหรือเปล่า! แค่เกี่ยวข้าวสาลี ต้องขนาดนี้เลยหรือ” ฉินเหยาขมวดคิ้วเอ่ยเสียงดัง
หลิวจี้ถอยไปพิงกรอบประตู ก้มหน้าลง ไหล่ลู่ต่ำ ดวงตาเรียวยาวแดงก่ำ ริมฝีปากบางกัดชายเสื้อเอาไว้แล้วตอบกลับอย่างอ่อนแรง “ต้องขนาดนี้แหละ…”
ฉินเหยา “…”
นางยอมแล้วจริงๆ เมื่อเห็นต้าหลางกับน้องๆออกมาแล้วจึงชี้ไปทางห้องอาบน้ำพร้อมเอ่ยเร่งด้วยความรังเกียจว่า
“ไปอาบน้ำ เหม็นจะตายอยู่แล้ว!”
หลิวจี้ขยับตัวเล็กน้อยแต่ยังคงเกาะกรอบประตูไว้ด้วยสองมือ ท่าทางเหมือนกระดูกทั้งตัวแยกออกจากกันก็ไม่ปาน ดวงตาเรียวยาวของเขาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
ฉินเหยาจำต้องยอมรับเลยว่า เขาดูน่าสงสารอยู่เล็กน้อย
แต่นางยังคงตะคอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา “รีบไป!”
“พรุ่งนี้เจ้ารับผิดชอบเกี่ยว ส่วนข้าจะรับผิดชอบขน พยายามเอาข้าวสาลีที่เหลือกลับมาให้หมดภายในวันเดียว” นางเอ่ยเสริมขึ้นมาอีกประโยค
ดวงตาที่หม่นหมองของหลิวจี้สว่างวาบขึ้นทันที
เขาตื่นเต้นเสียจนยื่นมือออกไปหวังจะจับมือนาง แต่ฉินเหยาเอนกายหลบอย่างว่องไว เขาจึงดึงมือกลับอย่างเก้อเขินแล้วเผยรอยยิ้มกว้างและเอ่ยด้วยความยินดีว่า “เมียจ๋า ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจิตใจดีเสียยิ่งกว่าพระโพธิสัตว์เสียอีก!”
ทันใดนั้นเขาก็มีแรงขึ้นมา รีบเข้าไปในครัวเทน้ำร้อนจากหม้อลงในถังไม้แล้วหิ้วเข้าห้องอาบน้ำไปเพื่ออาบน้ำ
ฉินเหยาช่วยซานหลางกับซื่อเหนียงเช็ดผมให้แห้ง เมื่อเห็นว่าพระจันทร์ลอยเด่นขึ้นมาแล้ว นางจึงตบก้นน้อยๆ แล้วพูดว่า “กลับเรือนไปนอนได้แล้ว”
จากนั้นก็หันไปกำชับต้าหลางว่า “พรุ่งนี้เช้าข้าจะต้มโจ๊กหม้อใหญ่ไว้ให้ ข้าวเช้ากับเที่ยงพวกเจ้าก็จัดการกันเองนะ อยู่บ้านก็ฝึกเขียนอักษรให้ดี”
ต้าหลางรู้ว่าพรุ่งนี้พวกผู้ใหญ่จะลงไปไร่จึงตอบอย่างรู้ประสาว่า “ท่านน้า วางใจเถอะ ข้าจะดูแลเอ้อร์หลางกับพวกน้องๆให้ดี ไม่ปล่อยให้พวกเขาวิ่งเล่นไปทั่วแน่นอน”
ฉินเหยาตบบ่าเด็กหนุ่มด้วยความพึงพอใจ ต้าหลางมองนางอย่างเขินอาย ก่อนจะพาน้องชายและน้องสาวกลับเรือนนอนไป
เมื่อเห็นไฟในห้องเด็กๆดับลง ฉินเหยาก็หันกายกลับ แล้วทันใดนั้นก็เห็นหลิวจี้ในชุดตัวในสีขาวบางเบา ผมดำเงางามยาวสยายราวกับน้ำตก ก้าวยาวๆออกมาจากห้องอาบน้ำ
เขาเทน้ำสกปรกที่เหลือลงในร่องน้ำ วางถังไว้หน้าประตูห้องอาบน้ำ ขณะที่เงยหน้าขึ้น แสงจันทร์ก็ตกกระทบลงบนใบหน้าหล่อเหลาสง่างามของเขาพอดี
ฉินเหยาเบิกตากว้าง ความขุ่นเคืองพุ่งขึ้นในใจ
เหตุใดสวรรค์ถึงได้มอบใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติให้คนไม่เป็นโล้เป็นพายเช่นนี้นะ
“หลิวจี้ ชาติก่อนเจ้าช่วยชีวิตเทพเซียนองค์ไหนไว้กันแน่นะ” ฉินเหยากัดฟันถามด้วยความสงสัย
หลิวจี้รู้สึกว่าคำถามนี้ฟังแล้วคุ้นหูอยู่บ้าง เหมือนมีคนเคยถามเขาแบบนี้มาก่อน
แต่เป็นใครนั้น เขาจำไม่ได้แล้ว
เขาหันกลับมาด้วยความงุนงง ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นของเขาแม้มองสุนัขยังสามารถมองอย่างเปี่ยมไปด้วยความรักได้ หากฉินเหยาไม่ได้เห็นเขากลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นมาก่อนหน้านี้ บางทีนางอาจจะเผลอหวั่นไหวไปแล้ว
นางเอ่ยเพียง “พรุ่งนี้ตื่นเช้าหน่อย” จากนั้นก็หันหลังกลับเรือนเพื่อเข้านอน
หลิวจี้คิดว่าพรุ่งนี้ในที่สุดเขาจะไม่ต้องทนทุกข์เพียงลำพังแล้ว นั่นทำให้เขารู้สึกโล่งใจมากขึ้น ขณะหลับมุมปากของเขาก็ยังยกยิ้ม
ตอนที่ 58: ลงสนามกันทั้งบ้าน
ราวๆตีสี่ครึ่ง ฉินเหยาและหลิวจี้ก็ตื่นแล้ว
หลังจากนอนหลับไปหนึ่งคืน แขนของหลิวจี้ที่เมื่อวานยังไม่มีอาการใดๆ บัดนี้ปวดเมื่อยเสียจนแทบทนไม่ไหว ขาเองก็หนักอึ้ง ขณะที่ก้าวลงบันได ความเมื่อยล้าก็ทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าลึก
สำหรับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายมานาน การทำงานหนักในทันทีเป็นเรื่องปกติที่ร่างกายจะรับมือไม่ไหว ฉินเหยาพยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นก็ส่งเคียวให้เขา “ไปกันเถอะ”
ทั้งสองคนกินอะไรง่ายๆรองท้อง จากนั้นก็เตรียมอาหารกลางวันและน้ำแล้วออกเดินทาง
ฉินเหยาหิ้วคานไม้และเชือก ศีรษะสวมหมวกคลุมหน้าที่ขอยืมมาจากนางเหอซึ่งใช้กันแดดได้ดี อีกทั้งผืนผ้าที่เชื่อมลงมาจากปีกหมวกถึงช่วงอกยังช่วยกันยุงได้ โผล่ออกมาแค่ดวงตาเท่านั้น
นอกจากนี้ยังสวมรองเท้าและถุงเท้าที่คล่องตัว กางเกงถูกมัดปลายเก็บเข้าในถุงเท้าแล้วผูกแน่นด้วยสายรัด ครั้งนี้นางเตรียมตัวมาดีมาก
พวกเขาออกจากหมู่บ้าน เดินทางเกือบหนึ่งชั่วยามถึงจะมาถึงจุดหมาย
พื้นที่นี้เชื่อมต่อกับป่าของหมู่บ้านข้างเคียง ข้างๆยังมีที่ดินที่ถูกถางไว้ซึ่งเป็นของชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น
เมื่อทั้งสองมาถึง คนจากหมู่บ้านอื่นก็เริ่มทำงานในไร่กันมาสักพักแล้ว
พวกเขาไม่คุ้นเคยกันจึงไม่จำเป็นต้องทักทาย เพียงแค่ลงไร่แล้วทำงานของใครของมัน
เมื่อเห็นสภาพในไร่ ฉินเหยาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดข้าวสาลีที่หลิวจี้แบกกลับไปเมื่อวานถึงมีหญ้าปนอยู่พอๆกันเช่นนั้น
เพราะในไร่นี้ มองไปทางไหนก็มีแต่หญ้า!
ที่ดินที่ไม่มีคนดูแล แต่ข้าวสาลียังสามารถออกรวงได้ก็ถือว่าน่าประหลาดใจมากแล้ว
แม้จะน้อยนิดเพียงใดแต่ก็ยังเป็นข้าว ที่ดินสองหมู่นี้หากสีข้าวสาลีออกมาได้ก็น่าจะได้ประมาณหนึ่งร้อยจิน
หลิวจี้เกี่ยวไปแล้วหนึ่งหมู่เมื่อวาน วันนี้ฉินเหยารับผิดชอบมัดและขนย้าย เขาจึงลงไปเกี่ยวข้าวสาลีอีกหนึ่งหมู่ที่เหลือทันที
ทุกครั้งที่ฉินเหยามัดฟางได้เต็มคาน นางก็จะใช้คานไม้หาบกลับไปก่อน
นางเดินคนเดียวกลับเดินได้เร็วกว่ามาก ใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่งต่อหนึ่งรอบ เมื่อหาบไปกลับได้สองรอบ ข้าวสาลีฝั่งหลิวจี้ก็เกี่ยวเสร็จพอดี ขณะนั้นเขานั่งอยู่ใต้ร่มไม้ กินอาหารที่เตรียมมาเมื่อตอนเช้า
ฉินเหยาวางไม้คานลงเช่นกันแล้วนั่งลงกินอาหารพร้อมพักเหนื่อยสักครู่
หลังจากกินเสร็จ หลิวจี้ที่ตั้งใจจะนอนก็ถูกฉินเหยาบังคับให้ลุกขึ้นมาช่วยมัดฟางข้าว
ฉินเหยาพูดว่า “รีบหน่อย ยิ่งเสร็จเร็วเท่าไหร่ก็กลับไปพักได้เร็วเท่านั้น ดีสำหรับทุกคน ไม่อย่างนั้นอย่าโทษที่ข้าตบเจ้านะ!”
หลิวจี้เหนื่อยจนไม่อยากพูดอะไรอีก ได้แต่พยักหน้า มือที่เคยขยับอย่างช้าๆ เริ่มเร่งความเร็วขึ้นทันที
ช่วงพลบค่ำ ฟางสองมัดสุดท้ายก็ถูกมัดจนเสร็จ ทั้งคู่หาบคนละมัดกลับบ้าน สุดท้ายก็จัดการข้าวสาลีสองหมู่ได้สำเร็จ
ตลอดทั้งวัน ต้าหลางและน้องๆอยู่บ้านฝึกเขียนอักษรจนเสร็จ ไม่ได้ออกไปเล่นเลยแม้แต่น้อย
หลังจากกินอาหารเที่ยงเสร็จ พวกเขาก็เก็บข้าวสาลีที่พ่อแม่หาบกลับมา เก็บเอาหญ้าออก ใช้ค้อนไม้ทุบเมล็ดข้าวแล้วนำไปตากในลานบ้าน
งานพวกนี้ เด็กทั้งสี่ทำได้คล่องแคล่วกว่าฉินเหยาและหลิวจี้เสียอีก
ใบหน้าเนียนใสที่ซานหลางและซื่อเหนียงฟูมฟักมาตลอดฤดูหนาว ถูกหนามข้าวสาลีและหญ้าข่วนจนแดงก่ำ
แต่ทั้งสองไม่ปริปากบ่นเลยสักนิด พวกเขาตามหลังพี่ใหญ่กับพี่รองช่วยกันค่อยๆคัดแยกหญ้าออก เมื่อคัดหญ้าเสร็จก็หอบออกไปทิ้งไว้ข้างห้องเก็บฟืน เพราะหญ้าพวกนี้ยังสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้
ยามโพล้เพล้ ยามดวงอาทิตย์ครึ่งดวงลอยอยู่บนยอดเขา ฉินเหยากับหลิวจี้ก็หาบข้าวสาลีที่เหลือกลับมาถึงบ้าน
พอวางคานไม้ลง พวกเขาก็เห็นซานหลางกับซื่อเหนียงกำลังช่วยพี่ๆถือกระบุงเก็บข้าวสาลีที่ตากไว้ เพื่อป้องกันน้ำค้างในตอนเช้าทำให้ข้าวเปียก งานตากข้าวของวันนั้นจะได้ไม่สูญเปล่า
รวงข้าวที่คัดหญ้าออกแล้วมีเหลือไม่มาก กระบุงสองใบยังใส่ได้ไม่เต็มเลย
ฉินเหยาตักน้ำเย็นมาหนึ่งกะละมังเพื่อล้างหน้าและล้างมือ เมื่อเห็นใบหน้าแดงก่ำของเด็กทั้งสี่ก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้
“มานี่ มาเช็ดหน้ากัน” ฉินเหยาเรียกพวกเขาให้วางกระบุงลงแล้วบอกว่าจะยกเข้าไปในเรือนเอง
เด็กทั้งสี่ยิ้มพลางวิ่งเข้ามา ฉินเหยาตักน้ำล้างมือให้พวกเขาก่อนแล้วตักน้ำสะอาดอีกกะละมังมาเพื่อเช็ดหน้าให้
ซานหลางกับซื่อเหนียงหัวเราะคิกคัก มองฉินเหยาด้วยดวงตากลมโต ก่อนเรียกนางเสียงเบาว่า “ท่านแม่~”
ฉินเหยามองซานหลางด้วยความประหลาดใจ เด็กคนนี้ถึงกับเรียกนางตามน้องสาวว่าท่านแม่แล้ว
หัวใจของนางอ่อนยวบลงทันที ก่อนจะก้มลงหอมแก้มเด็กน้อยทั้งสองคนละที
ใบหน้าน้อยๆของซานหลางแดงขึ้น รีบหลบไปอยู่ด้านหลังน้องสาว เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่เป็นประกายวิบวับคู่นั้น
ซื่อเหนียงยกมือขึ้นแตะแก้มที่เพิ่งถูกหอม ก่อนอ้าปากหัวเราะออกมาอย่างซื่อๆ
เดิมทีนางก็ติดคนอยู่แล้ว ครั้งนี้ถึงขั้นดึงชายเสื้อฉินเหยาแล้วตามไปทุกที่ที่นางเดินไปราวกับลูกตุ้มอันเล็กที่ขาของฉินเหยา
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางสบตากันก่อนแอบหัวเราะเบาๆ
ส่วนหลิวจี้ พอเข้ามาในเรือนก็ตรงไปที่ครัว หยิบเอาน้ำตาลขาวออกมาผสมเป็นน้ำรสเปรี้ยวหวาน ดื่มอึกเดียวไปครึ่งชาม ก่อนเรอเสียงดังแล้วเอนตัวลงนั่งแผ่หน้ากระทะ ตาปรือเหมือนจะหลับ
ฉินเหยาทนไม่ไหว ต่อยเขาไปหนึ่งหมัด!
เมื่ออยู่ใกล้ฉินเหยานานเข้า หลิวจี้จึงฝึกฝนการหลบหลีกจนเชี่ยวชาญ เมื่อรู้สึกถึงหมัดที่กำลังพุ่งเข้ามา เขาก็เบี่ยงศีรษะหลบในทันที
แต่ไหล่กลับโดนเข้าเต็มๆหนึ่งหมัดเล่นเอาเขาหงายหลังล้มลงกับพื้น ร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวด
“ยังไม่ไปทำกับข้าวอีก” ฉินเหยาเอ่ยเร่งด้วยน้ำเสียงรำคาญ
บางทีการทำไร่คงจะทรมานเกินไป พอนางเห็นหลิวจี้ขี้เกียจเลยยิ่งโมโห
แต่หลิวจี้กลับนอนแผ่อยู่บนพื้น ร้องโอดโอยเสียงดังแต่ไม่ยอมลุกขึ้นมา
สุดท้ายต้าหลางกับเอ้อร์หลางที่กลัวพ่อแท้ๆ จะถูกแม่เลี้ยงตีจนตายก็ต้องเข้ามารับผิดชอบแทน
หลิวจี้พูดด้วยความซาบซึ้งใจ “ต้าหลาง เอ้อร์หลาง การมีพวกเจ้าเป็นลูก ถือเป็นโชคดีของพ่อจริงๆ!”
ฤดูหนาวครั้งนี้กินดีอยู่ดีไม่เลว ต้าหลางที่อายุเก้าขวบตัวโตขึ้นไม่น้อย ตอนนี้เขายืนหน้าเตาได้โดยไม่ต้องใช้ม้านั่งรองเท้าแล้ว
ต้าหลางให้เอ้อร์หลางช่วยก่อไฟ เด็กชายตัวน้อยทั้งสองทำกับข้าวด้วยท่าทีจริงจัง
“ท่านแม่ ท่านเหนื่อยไหม” ซื่อเหนียงถามด้วยความเป็นห่วง
ฉินเหยายิ้มให้นางอย่างอ่อนโยนก่อนตอบว่าไม่เหนื่อยแล้วเดินไปยกหลิวจี้ขึ้นโยนเข้าไปในห้องโถง ไม่อยากเสียแรงไปสนใจเขาอีก
เพราะวันนี้นางก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว ไม่มีแรงพอจะมาต่อกรกับเจ้าคนขี้เกียจนี่
เมื่อมีคนทำกับข้าวให้ ฉินเหยาก็รู้สึกสบายใจที่จะนั่งพักบนเก้าอี้ โดยมีซานหลางและซื่อเหนียงนั่งอยู่ข้างๆ ทั้งซ้ายและขวา ช่วยทุบขาให้นาง
มือเล็กๆไม่ได้มีแรงมากนัก แต่การทุบนั้นก็ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นในใจ ฉินเหยาหลับตาพลางถอนหายใจด้วยความพึงพอใจว่า
“วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ดีเหลือเกิน!”
หลิวจี้ที่นอนแผ่อยู่บนพื้นโดยไม่มีใครสนใจคิดในใจว่า คำว่าอิจฉา ข้าพูดจนเบื่อแล้ว!
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางทำโจ๊กผักป่า รสเค็มหวานกำลังดี ฉินเหยากินไปห้าชามใหญ่
พอกินอิ่ม นางก็กลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง
นางปล่อยให้เด็กสี่คนเก็บล้างชามแล้วลากหลิวจี้ออกมาที่ลานบ้านเพื่อคัดแยกข้าวสาลีที่เหลือกับหญ้าให้เสร็จ จะได้ตากในวันพรุ่งนี้
หลิวจี้ที่เพิ่งโดนหมัดมาเมื่อครู่เรียบร้อยขึ้นมาก เขาทนเจ็บแล้วทำงานหนักร่วมกับฉินเหยา ทั้งสองจุดโคมไฟทำงานในลานบ้านจนพระจันทร์ลอยเด่นกลางฟ้าจึงเสร็จงานแยกหญ้าทั้งหมดและทุบเอาเมล็ดข้าว ก่อนกลับเข้าห้องนอน
หลังจากทำงานในไร่มาทั้งวัน พอหัวถึงหมอนก็หลับไปในทันที แถมคุณภาพการนอนยังดีขึ้นอีกด้วย
สองวันถัดมาแดดดีมาก พวกเขานำข้าวสาลีทั้งหมดไปตากบนเสื่อเก่าๆ โดยฉินเหยากับหลิวจี้ผลัดกันคนละครึ่งวันช่วยพลิกข้าวเพื่อให้แห้งสม่ำเสมอ
เมื่อเทียบกับการเกี่ยวข้าวก่อนหน้านี้ งานตอนนี้ถือว่าเบามาก
เมื่อข้าวสาลีตากแห้งดีแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายคือการกะเทาะเปลือก
ข่าวดีคือ ข้าวสาลีมีไม่ถึงสองร้อยจินซึ่งพอดีกับกระบุงสองใบ
ข่าวร้ายคือ หินโม่ที่ใช้กะเทาะเปลือกนั้นต้องใช้แรงคน
ตอนที่ 59: โม่หินแรงคน
ในหมู่บ้านตระกูลหลิวมีโรงโม่ข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้น ตั้งอยู่บนลานเรียบข้างศาลบรรพชนของหมู่บ้าน
พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว สถานที่แห่งนี้ก็คึกคักที่สุด
ลานว่างเต็มไปด้วยพืชผลที่กำลังตากอยู่ โรงโม่เล็กๆนั้นมีคนอยู่ทั้งด้านในและด้านนอก
แต่ละครอบครัวที่มาใช้โรงโม่ต้องต่อคิว โดยยึดตามหลักว่าใครมาก่อนก็ได้ใช้ก่อน ใครมาช้าก็ต้องต่อท้าย
ในโรงโม่มีหินโม่สามชุด ใช้งานตลอดปี ไม่เคยหยุดพักเลย ทุกวันล้วนมีคนมาใช้งานตลอด
เนื่องจากการโม่เป็นงานที่เหนื่อยมาก หากไม่รีบขายข้าว ส่วนใหญ่จะเลือกโม่ทีละนิดๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือรอให้ข้าวในโอ่งหมดแล้วค่อยมาโม่ให้พอกินอีกหนึ่งถึงสองเดือน
ที่ฉินเหยาเร่งรีบมาโม่ในครั้งนี้ เพราะข้าวในบ้านใกล้จะหมดแล้ว
ครั้งล่าสุดที่นางซื้อข้าวคือปลายเดือนสิบปีที่แล้ว หลังจากฤดูหนาวผ่านไป โอ่งข้าวก็แทบจะว่างเปล่า
การโม่ข้าวสาลีด้วยหินโม่ จริงๆแล้วเป็นแค่การบดเปลือกด้านนอกให้แตก หลังจากนั้นต้องใช้เครื่องร่อนลมพิเศษเพื่อแยกเปลือกออกจากเมล็ดข้าวสาลีให้สะอาด ก่อนนำไปบริโภคได้
งานโม่ข้าวสาลีนี้ ฉินเหยาไม่คาดหวังพึ่งหลิวจี้คนไร้ประโยชน์ นางจึงปล่อยให้เขาอยู่บ้านทำอาหารแทนแล้วตัวเองหาบข้าวสาลีที่เพิ่งเก็บเกี่ยวไปยังโรงโม่
สิ่งที่เกษตรกรกังวลที่สุดคือผลผลิต ในโรงโม่แต่ละครอบครัวมักถามกันว่า “บ้านเจ้าปีนี้เก็บข้าวสาลีได้เท่าไหร่”
ทุกคนตอบว่ายังพอได้ เพราะสภาพอากาศไม่มีอะไรผิดปกติ เฉลี่ยหนึ่งหมู่จะเก็บเกี่ยวได้ประมาณสองร้อยจิน
ผลผลิตต่อหมู่นี้ไม่อาจเปรียบเทียบกับยุคหลังที่มีผลผลิตต่อหมู่ถึงหลักพันจินได้ แต่สำหรับพื้นที่อำเภอไคหยาง การเพาะปลูกแบบหยาบๆ แล้วยังได้ผลผลิตเท่านี้ นับว่าไม่เลวเลย
ในตอนนี้เอง ฉินเหยาก้มลงมองข้าวสาลีหนึ่งร้อยหกสิบจินของบ้านตนเอง ขนาดปลูกแบบตามมีตามเกิดก็ยังได้ผลผลิตเฉลี่ยแปดสิบจินต่อหมู่ นับว่าใช้ได้ทีเดียว
“ฉินเหนียง! ข้าเสร็จแล้ว เจ้าเข้ามาได้เลย”
ในโรงโม่ มีคนหนึ่งโม่เสร็จแล้วจึงตะโกนบอกฉินเหยาที่กำลังรอคิวอยู่ นางจึงรีบหาบข้าวสาลีเข้าไป
ในที่สุดก็มาถึงคิวของนาง
ครอบครัวก่อนหน้าทำความสะอาดเปลือกข้าวสาลีบนหินโม่จนเกลี้ยงก่อนจากไป ฉินเหยาที่แอบดูวิธีการโม่อยู่หน้าประตูมาก่อนแล้วจึงลองลงมือทำทันที รู้สึกว่านางน่าจะพอทำได้
แต่ถึงอย่างนั้น ประสิทธิภาพของการโม่ก็ยังเชื่องช้าเสียจนทำให้นางที่แม้มีแรงมากยังรู้สึกหงุดหงิด
ฉินเหยาใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มในการโม่ข้าวสาลีทั้งหมดหนึ่งร้อยหกสิบจิน
ด้วยความเร็วระดับนี้ คนรอบข้างล้วนมองด้วยความตกตะลึง หากเป็นคนธรรมดา คงพอจินตนาการได้ว่างานนี้จะเหนื่อยแค่ไหน
เมื่อนึกถึงเครื่องสีข้าวในยุคปัจจุบันที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ฉินเหยาที่กำลังหาบข้าวสาลีที่โม่เสร็จแล้วเดินกลับบ้านก็คิดในใจว่าจะมีวิธีใดบ้างที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของหินโม่ได้
หากเพิ่มประสิทธิภาพไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้ประหยัดแรงได้ก็คงจะดี
ใช้สัตว์ลากโม่ไม่ต้องพูดถึง ในหมู่บ้านวัวกับล่อถูกเลี้ยงดูเหมือนเป็นเทพเจ้า ไม่มีใครยอมให้มันมาลากโม่
ยิ่งไปกว่านั้น วัวม้าต้องกินอาหารทุกครั้งที่ขยับ ซึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายอีก
ขณะที่เดินข้ามสะพาน ฉินเหยาจู่ๆก็หยุดชะงัก มองไปที่น้ำในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว นางเกิดไอเดียขึ้นในทันที
แม่น้ำสายนี้ในหมู่บ้าน มีน้ำมากถึงสามในสี่ของปี นี่มันแหล่งพลังงานตามธรรมชาติชัดๆ!
ฉินเหยาเคยเข้าร่วมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของฐานทัพ การออกแบบกังหันน้ำที่เหมาะกับแม่น้ำในหมู่บ้านตระกูลหลิวไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนาง
ยิ่งไปกว่านั้น นางเคยคิดหาวิธีหาเงินอยู่แล้ว หากสามารถสร้างหินโม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังน้ำขึ้นมาได้ ในชนบทแบบนี้ย่อมเป็นที่ต้องการ
พอคิดได้ดังนี้ ฉินเหยาก็ตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
เนื่องจากชาวบ้านไม่มีเงินสดมากนัก นางจึงสามารถเก็บค่าบริการเป็นข้าวในสัดส่วนที่เหมาะสมได้ หากทำระยะยาว แค่หมู่บ้านตระกูลหลิวเพียงแห่งเดียวก็น่าจะได้ข้าวจำนวนไม่น้อย
เมื่อคนในบ้านมีไม่มาก หากนางออกล่าสัตว์เพิ่มเติมอีกนิด ก็น่าจะไม่ต้องลำบากทำไร่ทำนาอีกต่อไป
พอคิดว่าจะไม่ต้องทำไร่ ฉินเหยาก็ไม่อยากเสียเวลาอีกแม้แต่วินาทีเดียว นางหาบข้าวสาลีหนึ่งร้อยหกสิบจินวิ่งกลับบ้านทันที
หลิวจี้ยืมเครื่องร่อนลมมาจากเรือนเก่าเรียบร้อยแล้ว รอเพียงฉินเหยานำข้าวสาลีที่โม่เสร็จกลับมาเพื่อเริ่มร่อน
“กลับมาแล้วหรือ!”
หลิวจี้ยกน้ำร้อนมารับนางด้วยความยินดี วันนี้เมียของเขาไม่ให้เขาไปโม่ข้าวเอง นางช่างดีจริงๆ
ฉินเหยาวางคานไม้ลง ดื่มน้ำร้อนอึกใหญ่ก่อนคืนชามให้หลิวจี้
“ข้าวสาลีโม่เสร็จแล้ว เจ้าร่อนออกนะ ส่วนข้าจะไปบ้านช่างไม้หลิวหน่อย ตอนเที่ยงเก็บข้าวไว้ให้ข้าด้วย อาจจะกลับช้าหน่อย”
นางสั่งงานเสร็จก็หันหลังออกจากบ้านทันที มุ่งหน้าไปยังบ้านช่างไม้หลิว
บ้านของช่างไม้หลิวตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ใกล้กับบ้านของหลิวต้าฝูมาก ครั้งก่อนที่โจรภูเขาเผาหลังบ้านหลิวต้าฝูก็เกือบลามไปถึงไม้ของช่างไม้หลิว
โชคดีที่ทุกคนช่วยกันดับไฟได้ทันเวลา ทำให้ไม้ของเขาไม่ได้รับความเสียหาย
ตอนนี้ฉินเหยาต้องการสร้างกังหันน้ำ วัสดุที่ต้องใช้ก็มีพร้อมอยู่แล้ว
เมื่อฉินเหยามาถึง ครอบครัวช่างไม้หลิวเพิ่งทานอาหารเช้าเสร็จไม่นาน คนในบ้านนอกจากช่างไม้หลิวที่ยังขัดไม้ คนอื่นๆ ก็กำลังยุ่งอยู่กับการตากข้าวสาลีและร่อนข้าว
ครั้งก่อนฉินเหยาเคยให้แบบร่างเตียงสองชั้นแก่ช่างไม้หลิว ซึ่งทำให้เขาดีใจมาก คราวนี้พอเห็นฉินเหยา เขาก็เดาว่านางคงมีความคิดใหม่ๆอีกจึงรีบพานางเข้าไปในบ้านอย่างกระตือรือร้น พร้อมถามว่านางอยากให้ทำเครื่องเรือนอะไร
ฉินเหยาเดินผ่านเศษขี้เลื่อยไม้ที่กระจายอยู่เต็มพื้นจนมาถึงโต๊ะใหญ่ของช่างไม้หลิว นางหยิบพู่กันและหมึกขึ้นมาอย่างชำนาญแล้วร่างภาพแบบคร่าวๆของกังหันน้ำลงบนแผ่นไม้เก่าชิ้นหนึ่ง
นางส่งสัญญาณให้ช่างไม้หลิวเข้ามาใกล้ๆ แล้วชี้ที่แบบร่างอธิบายว่า “ข้าต้องการสร้างกังหันน้ำตั้งตรงแบบนี้เพื่อใช้หมุนหินโม่ ข้าดูความสูงของน้ำที่หน้าบ้านข้าแล้ว ทำขนาดเท่านี้ก็พอแล้ว…”
นางยกมือประมาณขนาดซึ่งสูงพอๆกับตัวของนาง
ช่างไม้หลิวไม่เคยเห็นสิ่งประดิษฐ์แบบกังหันน้ำมาก่อน เมื่อได้ยินฉินเหยาบอกว่ากังหันน้ำนี้จะใช้ความต่างระดับของน้ำในการสร้างพลังงานเพื่อหมุนหินโม่หนักๆ เขาก็นึกภาพไม่ออกว่าเป็นอย่างไร
โชคดีที่ฉินเหยาอธิบายหลักการทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างอดทน จากนั้นก็ใช้อุปกรณ์ไม้เก่าในบ้านของช่างไม้หลิวสร้างต้นแบบเล็กๆ เพื่อสาธิตผลลัพธ์ให้ดู เมื่อรวมกับความเข้าใจที่ยอดเยี่ยมของช่างไม้หลิว เขาก็เข้าใจทันทีพร้อมอุทานด้วยความตกใจว่า
“ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งประดิษฐ์ที่ชาญฉลาดเช่นนี้ ฉินเหนียงจื่อ เจ้าเห็นสิ่งนี้มาจากที่ใดหรือ”
ฉินเหยาตอบว่า “ตอนข้ายังเด็ก ข้าเคยเห็นสิ่งนี้ในหนังสือเกี่ยวกับการชลประทานเล่มหนึ่ง”
ช่างไม้หลิวส่งเสียงรับคำแล้วไม่ถามอะไรต่อ
เพราะความรู้หรือเทคนิคเฉพาะตัวนั้นมักเป็นสิ่งที่แต่ละบ้านหวงแหน การซักไซ้มากเกินไปอาจถือว่าล่วงเกินกฎเกณฑ์ของคนอื่น
สิ่งที่ฉินเหยาชอบที่สุดในตัวช่างไม้หลิวก็คือ เขาไม่ซักถามจนเกินเหตุ ทำให้นางไม่ต้องเสียเวลาอธิบายมาก
หลังจากเข้าใจหลักการแล้ว ครั้งนี้ฉินเหยาใช้งานแบบคร่าวๆอธิบายอีกครั้ง ช่างไม้หลิวก็เข้าใจทันทีว่านางต้องการอะไร
นอกจากกังหันน้ำแล้ว ยังต้องเลือกไม้ทั้งต้นที่แข็งแรงสำหรับทำเพลาเพื่อรองรับแรงกระแทกจากกระแสน้ำและถ่ายโอนพลังงานไปยังแขนหมุนของหินโม่
ฉินเหยากล่าวว่า “ไม่ต้องทำให้ซับซ้อนมาก ขอแค่ระบบขับเคลื่อนทั้งหมดทำงานได้ก็พอ”
ช่างไม้หลิวมองดูภาพร่างคร่าวๆบนแผ่นไม้เก่า พร้อมเตือนนางว่า “ถ้าจะทำสิ่งนี้ คงต้องใช้วัสดุคุณภาพดีไม่น้อย ฉินเหนียงจื่อควรเตรียมเงินไว้ด้วย”
ฉินเหยาเดิมทีอยากจะโบกมือแล้วพูดว่าไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน!
แต่น่าเสียดายที่กระเป๋าเงินของนางแบนแฟบจึงต้องถามราคาคร่าวๆอย่างระมัดระวัง
ช่างไม้หลิวบอกว่า ถือเป็นการตอบแทนที่นางทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตา เขาจะทำให้ก่อนโดยไม่คิดค่าแรง แต่เฉพาะค่าวัสดุก็ต้องใช้อย่างน้อยหนึ่งตำลึงเงิน
ฉินเหยาตัดสินใจแน่วแน่ “ทำเลย!”
ตอนที่ 60: กังหันน้ำ
ฉินเหยาอยู่ที่บ้านช่างไม้หลิวจนถึงบ่ายสองถึงสามโมง ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดให้แน่ชัด พร้อมร่างแบบภาพที่ย่อขนาดตามสัดส่วนให้ใหม่อีกชุด ก่อนจะกลับบ้านด้วยท้องที่ร้องโครกคราก
ยามเที่ยงแดดกำลังดี ทุ่งข้าวสาลีของหลิวต้าฝูเกี่ยวเสร็จแล้วและเริ่มเผาตอซังข้าว ในหมู่บ้านทั่วทั้งทุ่งเต็มไปด้วยเกษตรกรที่กำลังยุ่งง่วนอยู่
ที่ดินอุดมสมบูรณ์ผืนใหญ่ติดแม่น้ำทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านทั้งหมดเป็นของหลิวต้าฝู ทุกปีเมื่อถึงฤดูเพาะปลูก ชาวบ้านจะนำไก่และเป็ดไปขอเช่าที่ดินจากเขาเพื่อเพาะปลูก
ฉินเหยานึกถึงคำแนะนำของหลิวเหล่าฮั่น ว่าการเช่าที่ดินของหลิวต้าฝูควรรีบทำแต่เนิ่นๆ
แต่เพียงคิดถึงความเหนื่อยล้าจากการทำงานในไร่เมื่อไม่กี่วันก่อน ร่างกายของนางก็ร้องตะโกนว่า รีบหนีไป!
ช่างมัน กว่าจะถึงฤดูเพาะปลูกยังเหลือเวลาอีกหลายวัน ให้นางลองสร้างเครื่องโม่พลังน้ำขึ้นมาก่อน หากสถานการณ์ไม่ดีค่อยไปหาหลิวต้าฝูภายหลัง
เมื่อคิดตกแล้ว ฉินเหยาก็ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดให้กับเครื่องโม่พลังน้ำของตน
นางเริ่มจากการจัดการที่ดินริมฝั่งแม่น้ำทางตอนเหนือของบ้านใกล้สะพานให้เป็นพื้นที่ราบ
จากนั้นก็ลงไปยังตอนล่างของแม่น้ำและขนหินก้อนใหญ่หนักหลายร้อยจินกลับมา
ทั้งวันของนาง เว้นการกิน ดื่มน้ำและนอนหลับ เวลาที่เหลือทั้งหมดล้วนทุ่มให้กับการใช้จอบตอกทุบก้อนหิน
หลังจากตอกทุบอยู่ห้าวันเต็ม นางก็สร้างหินโม่สองแผ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางแปดสิบเซนติเมตรและหนายี่สิบเซนติเมตรได้สำเร็จ
จากนั้นจึงเจาะรูที่ศูนย์กลางของหินโม่ ติดตั้งเพลาและด้ามจับไม้ ทำให้ได้หินโม่ขนาดใหญ่หนึ่งแผ่น
ในขณะเดียวกัน ข่าวจากช่างไม้หลิวก็มาถึง บอกว่าส่วนประกอบของกังหันน้ำทำเสร็จหมดแล้วและให้คนมาบอกให้นางไปร่วมประกอบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด
ฉินเหยากินอาหารเช้าเสร็จก็รีบไปบ้านช่างไม้หลิว ทั้งสองใช้เวลาทั้งวันในลานบ้านของเขาเพื่อประกอบกังหันน้ำที่สูงเท่าตัวคน
เพลาก็ทำเสร็จแล้ว ทั้งสองแทบรอไม่ไหวที่จะเห็นผลลัพธ์ พอถึงมื้อเย็นก็กินเพียงไม่กี่คำ จากนั้นหามกังหันน้ำและเพลาไปที่ริมแม่น้ำ
ชาวบ้านในหมู่บ้านพอกินมื้อเย็นเสร็จก็มีเวลาว่าง หลายวันมานี้พวกเขาเห็นฉินเหยาเคาะโน่นขุดนี่อยู่ริมแม่น้ำจึงสงสัยว่านางกำลังทำอะไร
พอเห็นฉินเหยากับช่างไม้หลิวแบกสิ่งของพวกนี้ไปที่ริมแม่น้ำ ทุกคนก็พากันตามไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อฉินเหยากับช่างไม้หลิวมาถึงริมแม่น้ำ ชาวบ้านที่ว่างอยู่ก็มาอยู่ที่นั่นกันหมด
คนจากเรือนเก่าตระกูลหลิวก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ฉินเหยาไม่ต้องเอ่ยปากเรียก พี่ชายและพี่สะใภ้ของนางก็มาช่วยเอง
เพราะอยากรู้เป็นคนแรกว่าฉินเหยากำลังสร้างอะไร
ผู้ใหญ่ไล่เด็กๆที่มุงดูออกไปแล้วช่วยกันวางกังหันน้ำลงในร่องน้ำที่ฉินเหยาจัดเตรียมไว้ โดยมีนางคอยกำกับ ฐานของกังหันถูกถ่วงด้วยหินจนแน่นหนา จากนั้นกังหันน้ำก็หมุนในกระแสน้ำอย่างมั่นคง
นี่เป็นเพียงขั้นตอนแรก ถัดไปคือต่อหินโม่เข้ากับเพลาและส่วนประกอบอื่นๆ
ขั้นตอนนี้ไม่มีใครช่วยได้ มีเพียงฉินเหยาและช่างไม้หลิวที่จัดการด้วยตัวเอง
โชคดีที่ฉินเหยามีแรงมาก ไม่เช่นนั้นคงยกเสาไม้หนักๆเหล่านี้ขึ้นไม่ได้
หลังจากประกอบเสร็จ ฉินเหยาก็ลองเขย่าเพื่อตรวจสอบความมั่นคง จากนั้นยกก้อนหินใหญ่ที่เตรียมไว้มาปิดทางน้ำ ทำให้กังหันน้ำหยุดหมุน ก่อนจะต่อปลายอีกด้านของเสาไม้กับกังหันน้ำแล้วใช้ไม้รองช่องว่างและตอกให้แน่น
เมื่อประกอบเสร็จ ฟ้าก็มืดลง เหลือเพียงแสงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มที่ปลายขอบฟ้า
แต่ชาวบ้านบนสะพานกลับไม่ได้ลดลง ตรงกันข้ามยังมากกว่าตอนแรกเสียอีก
ผู้ใหญ่บ้านและหลิวต้าฝูก็ถูกความครึกครื้นนี้ดึงดูดให้มาดูด้วย หลิวจี้จุดคบเพลิงและนำมาจากบ้าน ทำให้ลานโล่งมีแสงสว่างขึ้น
ฉินเหยาลงไปในแม่น้ำแล้วดึงก้อนหินใหญ่ที่ปิดทางน้ำออก ก่อนวิ่งขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว
ซ่า! กระแสน้ำไหลบ่าเข้าสู่ร่องน้ำแคบๆ ก่อให้เกิดแรงกระแทกอย่างรุนแรง กังหันน้ำเริ่มหมุนด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งพลังงานไปยังเพลาที่เชื่อมกับด้ามจับด้านบนของหินโม่ ทำให้หินโม่เริ่มหมุนช้าๆ
“หมุนแล้ว หมุนแล้ว! มันหมุนจริงๆ!” ช่างไม้หลิวร้องด้วยความตื่นเต้น
ฉินเหยารีบวิ่งไปดูหินโม่ เห็นว่าความเร็วของการหมุนค่อนข้างเร็ว อาจเป็นเพราะกระแสน้ำในเวลานี้แรงมาก
“มันหมุนเองได้จริงหรือ” ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาด้วยความสงสัย ชาวบ้านพากันหลีกทางให้เขา
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วยิ้ม ก่อนสั่งให้หลิวจี้ไปเอาข้าวสาลีที่ร่อนเสร็จแล้วมาจากบ้าน
หลิวจี้ตื่นเต้นยิ่งกว่าใคร รีบวิ่งกลับบ้านไปหยิบข้าวสาลี
เขาเห็นกับตาว่าฉินเหยาทำอะไรบางอย่างอยู่ริมแม่น้ำมาตลอดห้าหกวัน และวันนี้กลับสร้างกังหันน้ำขนาดใหญ่ที่ทำให้หินโม่หมุนได้เอง มันช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ คุ้มค่าให้โม้ไปได้อีกครึ่งปี
“มาแล้ว มาแล้ว ข้าวมาแล้ว!”
หลิวจี้วิ่งลงมาพร้อมถังสองใบ ใบหนึ่งว่างเปล่า อีกใบเต็มไปด้วยข้าวสาลี
เขายังรู้ดีว่าต้องนำถังเปล่ามาไว้รองด้วย
ฉินเหยารับข้าวสาลีมา หยิบขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วใส่ลงไปในรูตรงกลางของหินโม่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงบดดังเอี๊ยดๆ
ไม่นาน ข้าวสาลีที่บดแล้วก็ตกลงมา ฉินเหยาใช้มือตะล่อมให้มันไหลลงรางไม้ข้างหินโม่ จากนั้นมันก็ไหลตามความลาดชันลงถังเปล่าโดยอัตโนมัติ
ผู้ใหญ่บ้านรอฉินเหยาที่ทำอย่างเชื่องช้าไม่ไหว เขาจึงตักข้าวสาลีหนึ่งกระบวยเทลงในหินโม่ด้วยตัวเอง
ข้าวสาลีที่โม่รอบแรกไหลออกมาเสียงดังซู่ซ่า เมื่อนำไปโม่ซ้ำอีกสองรอบก็กลายเป็นแป้งเนื้อละเอียด
ค่ำคืนมาเยือน ริมแม่น้ำสว่างไสวด้วยแสงจากคบเพลิง เสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นก็ดังมาเป็นระยะ
“เครื่องโม่นี้บดได้เร็วกว่าคนอีกนะ แถมยังไม่เปลืองแรง ฉินเหนียงจื่อ เจ้าคิดสิ่งประดิษฐ์ดีๆเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”
ฉินเหยาตอบว่านางเห็นมาจากในหนังสือพร้อมลองหยั่งเชิงความเต็มใจของทุกคนที่จะจ่ายค่าบริการใช้เครื่องโม่พลังน้ำของนาง
พ่อค้าหาบเร่หลิวกระโดดออกมาจากกลุ่มคนแล้วถามว่า “ฉินเหนียงจื่อ เจ้ายินดีที่จะให้ทุกคนได้ใช้เครื่องโม่พลังน้ำนี้เพื่ออำนวยความสะดวกหรือไม่”
พอถามเสร็จก็กลัวว่าฉินเหยาจะคิดว่าเขาอยากใช้เปล่าจึงรีบเสริมว่า “ข้าไม่ได้จะใช้ของเจ้าเปล่าๆนะ บอกกฎของเจ้ามาได้เลย คิดว่าทุกคนคงยินดีอย่างแน่นอน”
หลิวจี้รีบดึงชายเสื้อฉินเหยาแล้วกระซิบว่า ของดีแบบนี้ต้องเก็บค่าบริการให้แพงหน่อย
ฉินเหยายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกำหนดราคาค่าใช้บริการอย่างไรดี แต่เมื่อเห็นว่าหลายคนดูสนใจ นางจึงตอบเสียงดังว่า
“วันนี้ดึกแล้ว ทุกคนกลับบ้านกันไปก่อนนะ เครื่องโม่พลังน้ำของข้ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ อีกสองสามวันข้าจะแจ้งกฎระเบียบให้ทุกคนทราบอีกที”
ชาวบ้านคิดดูแล้วก็เห็นว่าตอนนี้โรงโม่ยังดูเรียบง่ายเกินไป ไม่มีแม้แต่หลังคา หากฝนตกขึ้นมาข้าวก็จะเสียหายเอาได้
จึงกำชับฉินเหยาว่าเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ต้องอย่าลืมติดกฎระเบียบให้ทุกคนทราบ เพราะพวกเขารอใช้เครื่องโม่นี้ของนางกันอยู่
หลิวต้าฝูเป็นคนที่อยากใช้มากที่สุด เพราะบ้านเขามีข้าวจำนวนมาก หากใช้คนคนเดียวโม่ข้าวคงจะเหนื่อยจนตายแน่จึงจ้างคนมาช่วยโม่ถึงห้าคน
หากได้ใช้เครื่องโม่พลังน้ำของฉินเหยา งานก็คงสะดวกขึ้นมาก
แค่ส่งคนมาดูแลและใส่ข้าวลงในหินโม่ คนที่เคยต้องสลับกันผลักโม่ก็สามารถไปทำงานอื่นแทนได้
บางคนคิดจะให้ช่างไม้หลิวสร้างโรงโม่แบบนี้ให้บ้านตัวเองบ้าง
แต่ช่างไม้หลิวบอกว่า “การสร้างเครื่องโม่แบบนี้ ค่าแปรรูปไม้อย่างเดียวก็อย่างน้อยสองตำลึงเงินแล้ว ยังไม่รวมถึงหินโม่สองแผ่นใหญ่ที่ฉินเหนียงจื่อต้องไปหาและขนกลับมาจากแม่น้ำด้วยตัวเองแล้วยังต้องสกัดด้วยมืออีก”
ชาวบ้านจึงล้มเลิกความคิดที่จะสร้างโรงโม่แบบนี้ไว้ที่บ้านตัวเอง
เงินสองตำลึงเอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้หรือ ทำเครื่องโม่แบบนี้ เกรงว่าจะบ้าไปแล้วกระมัง?!!
จบตอน
Comments
Post a Comment