stepmother ep511-520

ตอนที่ 511: แล้วถ้าความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมาล่ะ


“ฟ้ามืดป่านนี้แล้ว กลับเข้าเมืองก็ไม่สะดวก หากใต้เท้าไม่รังเกียจก็พักที่บ้านข้าสักคืนดีหรือไม่”


ฉินเหยาที่ได้เงินไปแล้วราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน นางแบกดาบยาวขึ้นบ่า ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างยิ่ง


หากไม่ใช่เพราะหวังจิ่นยังคงรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่หลงเหลืออยู่บนลำคอก็คงจะสงสัยว่าความทรงจำของตนเองเกิดความผิดเพี้ยนไปแล้วหรือไม่


“ไม่ล่ะ ตอนนี้กลับไปยังทัน” หวังจิ่นปฏิเสธ ผิวปากเรียกม้ามาแล้วเตรียมจะจากไป


ฉินเหยายักไหล่ ไม่ได้รั้งไว้ อย่างไรเสียนางก็แค่พูดไปตามมารยาท


เมื่อมองดูหวังจิ่นที่มีสีหน้าเจ็บปวดใจ ฉินเหยาก็เอ่ยเย้า “ใต้เท้า ดูท่านสิ หากตอนแรกท่านไม่ทิ้งข้าไปก่อนแล้วจะมีเรื่องราวระหว่างเราสองคนในตอนนี้ได้อย่างไร ให้สักร้อยสองร้อยตำลึงก็คงพอแล้ว อย่างไรเสียระยะทางก็ไม่ไกล”


หวังจิ่นที่กำลังจะขึ้นม้าชะงักไปก่อนหันกลับมาพูดอย่างตื่นเต้นจนปิดไม่มิด “เช่นนั้นเจ้าก็คืนส่วนที่เกินมาให้ข้าสิ”


รอยยิ้มของฉินเหยาสลายหายไปในทันที “พูดมาสิว่าเจ้าอยากตายอย่างไร”


“คำพูดเมื่อครู่ถือว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน” หวังจิ่นมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูงมาก เขาพลิกตัวขึ้นหลังม้า กำชับนางว่าให้ไปเจอกันนอกเมืองอำเภอไคหยางในเช้าวันมะรืนแล้วประสานหมัด “ขอลา!”


ชั่วพริบตา ทั้งคนทั้งม้าก็หายไปจากสายตาของฉินเหยา


“เหอะ” ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างขบขัน แบกดาบยาวสองเมตรของตนเองขึ้นบ่าแล้วกลับบ้านไปนอนอย่างพึงพอใจ


เงินนี่เป็นของดีจริงๆ ตอนนี้นางไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย


หลับสบายไร้ฝันตลอดคืน ฉินเหยานอนหลับเต็มอิ่มอย่างมีความสุข ขับรถพาเด็กๆไปส่งที่สำนักศึกษาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า


เอ้อร์หลางดึงดันจะปีนขึ้นรถม้าไปสำนักศึกษาให้ได้ ฉินเหยาตรวจสอบรอยช้ำบนคอของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วจึงปล่อยให้เขาขึ้นรถม้าไป


ซื่อเหนียงอยู่บ้านคนเดียว เฝ้ารอของอร่อยจากหลี่ซื่อ เมื่อกินดื่มอิ่มหนำแล้วก็เรียกเสี่ยวไหลฝูไปช่วยกันให้อาหารไก่ นึกอยากจะลาเพิ่มอีกสักสองสามวันเสียด้วยซ้ำ


ฉินเหยาออกจากสำนักศึกษาตระกูลติง ไม่ได้กลับเข้าหมู่บ้านก่อน คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตรงไปยังอำเภอเลย


หวังจิ่นบอกว่าช่วงนี้ในอำเภอมีหูตามีมากมาย ฉินเหยาเพิ่งจะเข้าเมืองก็รู้สึกได้ทันที


มีทั้งคนขายรองเท้าฟางอยู่ริมถนน คนขายผักอยู่หน้าประตูเมืองและยังมีคนที่เดินปะปนไปกับฝูงชนขายของเล่นเล็กๆน้อยๆที่แทบไม่มีใครสนใจเลย


ไม่ได้ไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมมานานแล้ว ฉินเหยาจ่ายค่าดูแลรถม้าเพิ่ม ขับรถม้าเข้าเมือง จอดไว้ที่หลังร้านโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่านแล้วเดินเข้าไปในโถงใหญ่ สั่งอาหารจานเด็ดของโรงเตี๊ยมมาสองสามอย่าง


“แขกหายากมาแล้ว!” เถ้าแก่ฟ่านพอว่างก็เดินเข้ามาทักทาย


ฉินเหยาลุกขึ้นทำความเคารพ เชิญเขานั่งกินอะไรด้วยกัน เถ้าแก่ฟ่านโบกมือ ชี้ไปที่แขกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในโถงใหญ่ “ใกล้จะเที่ยงแล้ว เป็นช่วงที่ยุ่งที่สุด ข้ามาคุยกับเจ้าสองสามคำก็จะไปแล้ว”


พูดพลางรินน้ำชาให้ฉินเหยาหนึ่งถ้วยแล้วถามนางว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง


ฉินเหยาพยักหน้า “ก็ไม่เลว”


จังหวะที่รับถ้วยชา นางก็กระซิบข้างหูเถ้าแก่ฟ่านสองสามประโยค เถ้าแก่ฟ่านเบิกตากว้าง มองนางอย่างประหลาดใจแล้วจึงพยักหน้าอย่างลังเลเล็กน้อย


“เจ้ารอก่อน” เขาตบบ่าฉินเหยาเป็นเชิงให้นางกินก่อน เถ้าแก่ฟ่านหันหลังเดินไปยังห้องโถงด้านหลัง เรียกเสี่ยวเอ้อร์ที่ตนไว้ใจออกมาแล้วส่งเขาออกไปข้างนอก


รอจนฉินเหยากินใกล้จะอิ่มแล้ว ที่ประตูหลังของโรงเตี๊ยมก็มีรถเทียมล่อคันหนึ่งมาจอด บนรถเต็มไปด้วยเนื้อและผักที่โรงเตี๊ยมสั่งซื้อมา


สารถีที่ขับรถสวมหมวกงอบ สวมชุดผ้าป่าน ดูแล้วเหมือนชาวนาคนหนึ่ง


แต่หากสังเกตอย่างละเอียดก็จะพบว่าบนตัวของชาวนาคนนี้ไม่มีกลิ่นดินโคลนเลยแม้แต่น้อย


ประตูหลังถูกเคาะ เสี่ยวเอ้อร์เปิดประตูใหญ่ ถอดธรณีประตูออกให้รถล่อที่มาส่งผักเข้ามาด้านใน


รถล่อที่บรรทุกเพียงเนื้อและผักแต่ดูหนักอึ้งอย่างเห็นได้ชัดค่อยๆขับเข้ามาในสวนหลังบ้าน


ในลานบ้านยังคงจอดรถม้าของบ้านฉินเหยาอยู่ ตัวรถม้าสีดำทองหรูหราที่ได้มาจากหวังหม่าอู่เมื่อครั้งโน้นดูโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง


“เอาผักวางไว้ข้างประตูห้องครัวก็พอแล้ว” ในโถงใหญ่ยุ่งมาก พอสั่งเสร็จเสี่ยวเอ้อก็รีบวิ่งจากไป ในสวนหลังบ้านจึงเหลือเพียงสารถีที่มาส่งผัก


สารถีมองดูผักบนรถ ท่าทางไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี


“ย้ายของไปไว้บนรถของข้า”


ฉินเหยาปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ทำเอาสารถีตกใจไปชั่วขณะ เมื่อเห็นว่าเป็นนางก็รีบประสานหมัดทำความเคารพแล้วจึงเริ่มลงมือ


เนื้อและผักถูกขนลงมาอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นหีบไม้ใบใหญ่ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้


สารถีใช้แรงไปมาก แต่การเคลื่อนย้ายของก็ยังคงลำบากมากอยู่ดี


ฉินเหยาทนดูต่อไปไม่ไหวจึงเดินเข้าไปช่วย เมื่อสองคนช่วยกันในที่สุดก็นำหีบไม้ใบนี้ใส่เข้าไปในห้องโดยสารของรถม้าได้


ปลายนิ้วของฉินเหยาแตะไปที่กุญแจบนหีบไม้ นางจึงถามหยั่งเชิงขึ้นมาว่า “ข้างในนี้เป็นของอะไรหรือ ถึงกับต้องล็อกเอาไว้ด้วย”


ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างคนทั้งสองน่ะหรือ


หวังจิ่นแสดงออกว่า ไม่มีเลยสักนิด!


สารถีส่ายหน้า “ข้าน้อยก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไรขอรับ ส่งของถึงแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อน”


เขาพยักหน้าน้อยๆให้ฉินเหยาอย่างสุภาพแล้วหันหลังขึ้นรถล่อจากไป


ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น ฉินเหยาทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ชั่วคราว ล็อกประตูห้องโดยสารรถม้าแล้วกลับไปยังโถงใหญ่


“กินอิ่มแล้วหรือ” เถ้าแก่ฟ่านยิ้มถาม


ฉินเหยาพยักหน้าแล้วกล่าวขอบคุณที่เขาช่วยเหลือ ตอนจ่ายเงินก็ให้เงินเพิ่มไปอีกห้าตำลึง


เถ้าแก่ฟ่านดีใจ ไม่ได้เกรงใจกับนาง รับเงินนั้นไว้


“คราวหน้าหาเวลาว่างๆมาสิ พวกเรามาดื่มกันสักสองสามจอกรำลึกความหลังกัน” เถ้าแก่ฟ่านกล่าวอย่างกระตือรือร้น


ฉินเหยารับคำ ขับรถออกจากประตูหลังของโรงเตี๊ยม ออกจากอำเภอไป พอถึงตอนเที่ยงวันก็กลับมาถึงหมู่บ้าน


นัดกับหวังจิ่นไว้ว่าจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้เช้า ไปกลับครั้งนี้อาจจะต้องใช้เวลาเกือบสิบวัน พอฉินเหยากลับถึงบ้านก็นำหีบไม้ใบใหญ่หนักอึ้งไปไว้ในห้องนอนแล้วก็เริ่มจัดการเรื่องต่างๆ


เรื่องสัมภาระนั้นเป็นเรื่องรอง ที่สำคัญคือการรับส่งลูกๆ ไปกลับสำนักศึกษาและเรื่องเล็กๆน้อยๆในหมู่บ้าน


ฉินเหยาไปหาหัวหน้าตระกูลก่อน บอกกล่าวเรื่องที่ตนเองจะไม่อยู่สองสามวันให้เขาทราบ


“ไปเมืองหลวงของมณฑลอีกแล้วหรือ” หัวหน้าตระกูลคิดในใจ ผู้ใหญ่บ้านบ้านไหนกันที่ชอบเดินทางไกลขนาดนี้


ฉินเหยาเตรียมตัวมาอย่างดี นางเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ข้าไปเมืองหลวงของมณฑลครั้งนี้ จริงๆแล้วก็เพื่อหมู่บ้านของเรา”


หัวหน้าตระกูลไม่ค่อยเชื่อนัก “เพื่อหมู่บ้านของเราหรือ”


“ใช่แล้ว เพื่อชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านตระกูลหลิว!” ฉินเหยาหยิบกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นประณีตที่กลุ่มงานพิเศษของโรงงานเครื่องเขียนเพิ่งจะพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดออกมา


“ข้าไปเมืองหลวงของมณฑลครั้งนี้ก็เพื่อที่จะเสนอขายกล่องเครื่องใช้สตรีนี้ให้สำเร็จ เพื่อระดมทุนในการยกระดับอุตสาหกรรมของหมู่บ้านเรา”


หัวหน้าตระกูลงุนงงเล็กน้อย “อะไรนะ”


ฉินเหยาอธิบายว่า “เป็นเช่นนี้ หากข้าไปเมืองหลวงของมณฑลครั้งนี้แล้วได้ใบสั่งซื้อกล่องเครื่องใช้สตรีมา ข้าก็จะให้คนทั้งหมู่บ้านของเราระดมทุนเข้าร่วมหุ้นในโรงงานเครื่องเขียน ส่งเสริมให้โรงงานเครื่องเขียนทั้งหมดยกระดับครั้งใหญ่”


“จากเดิมที่หยาบก็ทำให้ละเอียดละออ ละทิ้งเส้นทางต้นทุนต่ำผลตอบแทนต่ำ หันมาสู่เส้นทางผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีต้นทุนสูงและผลตอบแทนสูง สร้างเสาหลักทางเศรษฐกิจที่เป็นแกนกลางที่เป็นของหมู่บ้านตระกูลหลิวโดยเฉพาะขึ้นมา!”


ฉินเหยาสรุปอย่างจริงจังและเคร่งขรึมว่า “ถึงตอนนั้น คนในหมู่บ้านของเรานั่งอยู่เฉยๆ ก็ได้รับเงินปันผล บวกกับผลผลิตในไร่นา ไม่ถึงสองปีก็สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างทั่วถึง”


แนวคิดเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีนี้ หัวหน้าตระกูลรู้


ฉินเหยาเคยเล่าให้พวกเขาฟัง บอกว่าสามารถกินอิ่มท้อง มีเสื้อผ้าใส่ เด็กๆยังมีการศึกษา ไม่ต้องกังวลเรื่องการอยู่รอดขั้นพื้นฐานอีกต่อไป


แต่ว่า ตอนนี้พวกเขายังไม่กล้ากินข้าวอย่างเต็มที่เลยด้วยซ้ำ สองปีให้หลังจะทำได้จริงๆหรือ


แต่เมื่อเห็นสีหน้ามั่นใจของฉินเหยา หัวหน้าตระกูลก็ยอมให้นางหลอกโดยสมัครใจ หากความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมาเล่า


ดังนั้นเขาจึงตบต้นขาฉาดหนึ่ง “ผู้ใหญ่บ้านท่านวางใจไปเถอะ ในหมู่บ้านยังมีข้าอยู่!”


ตอนที่ 512: กลยุทธ์ยั่วยุ


จัดการเรื่องหัวหน้าตระกูลเสร็จ ฉินเหยาก็มาที่เรือนเก่าของบ้านหลิวต้าฝู


อินเยว่เพิ่งจะเลิกงานจากโรงอาหารกลับมา วันนี้งานที่โรงอาหารเสร็จเร็ว ตอนนี้ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง นางจึงนำหนังวัวหนาผืนหนึ่งที่ได้มาจากการแลกหนังหมาป่าออกมา เตรียมจะทำเข็มขัดที่สามารถใส่มีดบินให้ตัวเอง


เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองหนังดีๆเช่นนี้ อินเยว่จึงคิดรูปแบบไว้ก่อนแล้วใช้กระดาษหยาบที่ทำจากเยื่อไม้ตัดออกมา


พอลงมือทำจริงๆ ก็เอาแบบกระดาษไปทาบบนหนังวัว ไม่เพียงแต่จะไม่ตัดเสีย ยังสามารถประหยัดวัสดุออกมาได้บางส่วนเพื่อเอาไปทำถุงเงินหนังวัวแบบพกพาให้ท่านอาจารย์และซื่อเหนียงน้อยคนละใบ


อินเยว่ที่กำลังตั้งใจกับงานในมือไม่ทันได้สังเกตเห็นการมาถึงของฉินเหยาจนกระทั่งฉินเหยากระแอมเบาๆ สองครั้ง นางจึงเงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ “ท่านอาจารย์ ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ!”


ฉินเหยาเดินเข้ามาในห้อง “ความระแวดระวังของเจ้ายังต่ำเกินไป”


อินเยว่ก้มหน้าลงอย่างละอายใจ โกรธที่ตนเองทำให้ท่านอาจารย์ต้องรอนาน นางรีบวางงานในมือลง ลุกขึ้นเตรียมจะรินน้ำให้ท่านอาจารย์


ฉินเหยาโบกมือ “ไม่ต้องวุ่นวาย เจ้านั่งลงเถอะ”


“พรุ่งนี้เช้าข้าจะออกเดินทางไปเมืองหลวงของมณฑล อาจจะต้องไปสักสิบวัน ช่วงเวลานี้เรื่องราวในบ้านข้าจะมอบให้เจ้าทั้งหมด เจ้าทำได้หรือไม่”


ข่าวมาอย่างกะทันหัน อินเยว่ตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่ก็สงบลงอย่างรวดเร็ว นางพยักหน้าหนักๆ “ข้าทำได้เจ้าค่ะ”


ฉินเหยาเผยรอยยิ้มชื่นชมแล้วก็เล่าสถานการณ์ในบ้านให้อินเยว่ฟังอย่างละเอียด


อย่างแรกคือเรื่องการรับส่งลูกๆ ไปกลับสำนักศึกษา


เพราะจะชนกับเวลาทำงานตอนเช้าที่โรงอาหาร ฉินเหยาจะไปบอกซ่งอวี้ไว้ ให้เขาไปประสานงานให้


อย่างที่สองคือเรื่องที่บ้านกำลังปูพื้น หลิวเหล่าฮั่นสั่งวัสดุไว้หมดแล้ว เรื่องนี้อินเยว่ไม่ต้องเป็นห่วง


เพียงแต่ถึงตอนนั้นคนจะเยอะเรื่องจะแยะ ของในบ้านต้องคอยดูไว้หน่อย โดยเฉพาะห้องนอนของนาง ฉินเหยาแนะนำให้อินเยว่ไปนอนที่ห้องนอนของนางเลยในช่วงสิบวันนี้


ฉินเหยาพยักหน้า พอดีเลย นางก็ไม่ค่อยชินกับกลิ่นของคนอื่นที่หลงเหลืออยู่บนเตียงของนางเช่นกัน


“ยังมีเรื่องสุดท้าย กุญแจโรงเก็บของที่บ้านข้าจะทิ้งไว้ให้เจ้ากับหลี่ซื่อคนละดอก ของใช้ประจำวันอยู่ห้องด้านนอก หลี่ซื่อมีกุญแจไม่ต้องมาหาเจ้า แต่หากที่บ้านมีเรื่องอะไร เจ้าสามารถปรึกษากับสามีภรรยาซ่งอวี้แล้วไปเอาเงินสดที่ห้องด้านในมาใช้ยามฉุกเฉินได้”


เงินสดที่บ้านมีไม่มาก มีเพียงเหรียญอีแปะสองตะกร้ากับเศษเงินอีกร้อยตำลึง ที่เหลือทั้งหมดนางฝากไว้ที่ร้านแลกเงิน


ส่วนที่ซ่อนตั๋วเงินนั้น มีเพียงฉินเหยาคนเดียวที่รู้ หากถูกขโมยไปก็ได้แต่ทำใจยอมรับโชคร้าย


เพราะโจรที่สามารถขโมยตั๋วเงินที่นางซ่อนไว้ได้นั้น ต่อให้มีอาวั่งอยู่ก็ไม่แน่ว่าจะหยุดยั้งได้


ฉินเหยาถอดกุญแจยื่นให้อินเยว่แล้วกระซิบเสริมอีกประโยคว่า “ที่บ้านเหลือเพียงเจ้ากับครอบครัวสามคนของซ่งอวี้ ถึงแม้หนังสือขายตัวของพวกเขาจะอยู่ที่ข้า แต่ถ้าเทียบกับระยะเวลาที่รู้จักกัน อย่างไรเสียเจ้าก็ยังนานกว่า ข้าเชื่อใจเจ้ามากกว่า”


เมื่อได้ยินเช่นนี้ อินเยว่ก็รีบกำกุญแจทองแดงเล็กๆในมือแน่น ยืดอกรับประกันอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ช่วงที่ท่านไม่อยู่ ข้ารับประกันว่าจะไม่ให้ที่บ้านเกิดเรื่องวุ่นวายแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ!”


“การฝึกฝนก็จะไม่ขาดตกบกพร่อง ข้าจะปฏิบัติตามมาตรฐานของท่านอย่างเคร่งครัด!”


เมื่อมองดูลูกศิษย์ที่คึกคักเป็นพิเศษราวกับถูกฉีดเลือดไก่คนนี้ ฉินเหยาก็พอใจอย่างยิ่งจึงตบไหล่ของนางอย่างแรง “สู้ๆ อาจารย์เชื่อมั่นในตัวเจ้านะ”


อินเยว่ต้องทนฝืนร่างกายเอาไว้จึงจะไม่ถูกฝ่ามือนี้ของท่านอาจารย์ตบจนจมดิน นางกัดกรามแน่นแล้วตอบรับเสียงอู้อี้


ฉินเหยาหยิบถุงเงินที่ลูกศิษย์ยังทำไม่เสร็จขึ้นมาดู ชี้ไปยังส่วนที่ปิดถุงแล้วพูดว่า “เพิ่มกระดุมไม้เข้าไป”


นางวางถุงลง ตบมือ เอามือไพล่หลังแล้วก้าวยาวๆจากไป


สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นมองตามไปตลอดทางจนกระทั่งถูกกำแพงขวางกั้นจึงหายไป


ฉินเหยาถอนหายใจออกมาเบาๆ มีลูกศิษย์ที่กระตือรือร้นเช่นนี้ นางที่เป็นอาจารย์ก็รู้สึกกดดันไม่น้อย


ตอนเย็น บนโต๊ะอาหาร ฉินเหยาบอกกับลูกๆ เรื่องที่ตนเองจะออกเดินทาง ต่อไปนี้จะให้ศิษย์พี่เยว่เป็นผู้รับผิดชอบในการรับส่งพวกเขา


รวมถึงการฝึกวรยุทธ์ในวันหยุดของต้าหลางก็สามารถไปฝึกซ้อมกับศิษย์พี่เยว่ได้


ถึงแม้ศิษย์พี่เยว่ของเขาอาจจะยังสู้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่…สิ่งสำคัญคือการอยู่เป็นเพื่อน


ต้าหลางเหลือบมองอินเยว่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งกำลังกอดชามข้าวกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ตอบรับอย่างเสียไม่ได้


เอ้อร์หลางมีวินัยในตนเองมาโดยตลอด ฉินเหยาไม่เคยเป็นห่วง


ฝาแฝดในตอนนี้ก็ติดอินเยว่เช่นกัน สำหรับการแยกจากท่านแม่ในช่วงสั้นๆ นี้จึงไม่ได้รู้สึกอะไร


ตอนกลางคืนก่อนนอน ฉินเหยามองดูห้องเด็กที่เงียบสงบ นึกถึงครั้งนี้ที่ตนเองจะออกเดินทางแล้วลูกๆที่บ้านไม่ร้องไห้ไม่โวยวายก็อดที่จะรู้สึกเศร้าสร้อยไม่ได้ “โตกันหมดแล้วสินะ…”


นางปิดประตูห้อง เป่าเทียนดับ กำลังจะเอนตัวลงนอนบนเตียงก็เหลือบไปเห็นหีบไม้ใบใหญ่แสนหนักอึ้งในห้อง ความสงสัยที่กดเอาไว้เมื่อตอนกลางวันก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง


ฉินเหยาเดินไปที่หน้าหีบไม้ เคาะสองสามครั้ง ตบสองสามที ฟังเสียงดูแล้ว ในหีบนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใส่ของไว้จนเต็ม


ไม่ได้ใส่ไว้เต็มยังหนักขนาดนี้ ไม่ได้ใส่ก้อนหินก็ต้องเป็นโลหะหนักที่มีความหนาแน่นสูง


แน่นอนว่า ก็อาจจะเป็นของจำพวกม้วนไม้ไผ่หรือหยกก็ได้


ฉินเหยามองดูกุญแจหัวเสือขนาดเท่าฝ่ามือบนหีบไม้ ครุ่นคิดอยู่ครึ่งนาทีเต็ม ในที่สุดก็โยนดาบยาวที่หยิบมาไว้ในมือตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ทิ้งไป เลิกล้มความคิดที่จะฟันกุญแจทิ้ง


ในเมื่อรับเงินของคนอื่นมาแล้วก็ต้องรักษาจรรยาบรรณในวิชาชีพให้ดี การค้าเช่นนี้จึงจะยั่งยืน


“เฮ้อ” นางถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง แยกดาบยาวออกเป็นสองท่อนใส่ลงในหีบไม้ที่สั่งทำพิเศษจากช่างไม้หลิวแล้วฉินเหยาจึงล้มตัวลงนอน


วันรุ่งขึ้นพอฟ้าสาง ฉินเหยาก็ตื่นแล้ว


กินซาลาเปาไส้เห็ดกับเนื้อที่หลี่ซื่อทำไว้หนึ่งเข่งแล้วก็ห่อแป้งทอดจากข้าวสาลีกรอบๆ อีกหนึ่งกล่องไว้เป็นเสบียง เติมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วจนเต็มกระบอกไม้ไผ่


พอเก็บสัมภาระเสร็จ ฉินเหยาก็เทียมรถม้าและนำหีบไม้ใบใหญ่ของหวังจิ่นและกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นใหม่ล่าสุดสองใบที่ตนเองจะนำไปเมืองหลวงของมณฑลขึ้นรถ


สวมหมวกงอบกันแดดกันฝนไว้บนศีรษะ บอกกล่าวคนในบ้านแล้วขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังอำเภอ


ของบนรถหนักมาก ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยามกว่าจึงจะเดินทางถึงนอกเมืองไคหยาง


หวังจิ่นยืนรออยู่ใต้กำแพงเมืองพร้อมกับม้าหนึ่งตัวและหีบเปล่าสองใบ


เมื่อเห็นรถม้าของฉินเหยาขับมาแต่ไกล หัวใจที่แขวนอยู่ของหวังจิ่นก็วางลงในที่สุด


ตามความคิดของหวังจิ่นคือให้ฉินเหยาอยู่ข้างหน้า ตนเองอยู่ข้างหลังเพื่อให้แน่ใจว่าของกลางจะถูกส่งถึงจังหวัดจื่อจิงอย่างปลอดภัย


คาดไม่ถึงว่า ยังไม่ทันจะรวมตัวกันใต้ประตูเมือง ฉินเหยาก็ขับรถม้าตรงไปยังถนนหลวงที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดจื่อจิงแล้ว


พลางทำมือเป็นสัญลักษณ์ ‘เจ้าไปนำหน้า’ ให้เขาจากที่ไกลๆ แล้วก็ไม่มองเขาอีกเลย


ทั้งสองคนเหมือนคนไม่รู้จักกัน แต่จุดหมายปลายทางคือจังหวัดจื่อจิงเหมือนกัน


ในใจของหวังจิ่นสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ก็เข้าใจในทันที นี่คือต้องการให้เขาไปล่อเป้าข้างหน้า ช่วยนางเปิดทาง!


พวกเขาตกลงใครเป็นนายจ้างใครเป็นผู้คุ้มกันกันแน่


ฉินเหยาเหวี่ยงแส้ม้า แสดงออกว่านี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอเพียงหลักฐานสามารถส่งไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยก็พอ


เมื่อเห็นว่ารถม้าวิ่งไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง หวังจิ่นก็ต้องยอมรับความจริงในที่สุดพลางขี่ม้าไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว


ตอนที่ทั้งสองคนสวนกัน หวังจิ่นเอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า “ฉินเหยา ทางที่ดีเจ้าจงรับประกันมาว่าข้าจะไม่ถูกดาบฟันจนตาย!”


ฉินเหยากวาดตามองเขาขึ้นลงแล้วเอ่ยหยอกล้อว่า “ท่านไม่ใช่ยอดฝีมือหรอกหรือ ตอนนี้อาการไม่คุ้นเคยกับต่างถิ่นก็หายดีแล้ว แค่ป้องกันตัวเองยังทำไม่ได้หรือ”


หวังจิ่นเงียบไป เป็นกลยุทธ์ยั่วยุที่ตื้นเขินมาก แต่ได้ผล


ตอนที่ 513: ผู้ขวางทางนางต้องตาย


“ห้าร้อยตำลึงนี้รวมค่าฝังศพแล้ว เจ้าอย่าลืมฝังศพด้วยเล่า”


หลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทิ้งท้ายประโยคนี้ไว้ หวังจิ่นก็ควบม้าผ่านรถม้าของฉินเหยาไป


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนุก พึมพำกับตัวเองเสียงเบาว่า “ได้”


นางอยากจะดูสิว่าเขาจะมีความสามารถสักแค่ไหน!


ความจริงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าหวังจิ่นไม่ได้โกหก เขาอายุยังน้อย แต่วรยุทธ์กลับสูงส่งอย่างยิ่ง


นักฆ่ากลุ่มแรกทิ้งไว้เพียงศพสิบศพเกลื่อนริมถนนสร้างความประหลาดใจให้ฉินเหยาไม่น้อย


แต่เมื่อดูจากร่องรอยที่หลงเหลืออยู่บนพื้น หวังจิ่นก็คงไม่ได้สบายนัก


ส่วนว่าเขาบาดเจ็บหรือไม่นั้น ฉินเหยาไม่สนใจ


นางจอดรถม้าไว้ริมถนน แบกพลั่วเหล็กที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ใช้หลักการใกล้ที่สุด ขุดหลุมตรงนั้นแล้วฝังศพน่าสยดสยองทั้งสิบศพอย่างรวดเร็ว


สุดท้ายก็คลุมด้วยหญ้าป่าชั้นหนึ่งเพื่อไม่ให้คนเดินทางตกใจ เรียกได้ว่ามืออาชีพสุดๆ!


เมื่อฟ้ามืดลง เพื่อความปลอดภัยฉินเหยาจึงหยุดพักเมื่อเจอโรงเตี๊ยม นางก่อไฟขึ้นที่ลานโล่งนอกสถานีพักม้า ใช้หม้อทหารต้มน้ำร้อน กินกับแป้งทอดจากข้าวสาลีที่นำมาจากบ้านเป็นอาหารเย็นอย่างง่ายๆในวันนี้


หวังจิ่นมาถึงสถานีพักม้าก่อนนางครึ่งวัน แต่ไม่ได้เดินทางต่อเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันกับหลักฐานเขาจึงรออยู่ในโรงเตี๊ยม รอจนกระทั่งเห็นรถม้าของฉินเหยาขับมาจึงวางใจแล้วหลับไป


ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งสองคนเพียงสบตากันจากระยะไกลผ่านลานโล่ง ต่างคนต่างทำธุระของตนไปเหมือนคนไม่รู้จักกันอย่างนั้น


ตอนกลางคืนเมื่อได้ยินเสียงขลุกขลักจากการรื้อค้นในโรงเตี๊ยม หวังจิ่นที่ถูกปลุกให้ตื่นก็พลันรู้สึกว่าการเดินทางตามแผนของฉินเหยาเช่นนี้ดูเหมือนจะดีไม่น้อย


อย่างน้อยวันนี้คนเหล่านั้นก็ยังคิดไม่ออกว่าของที่สำคัญที่สุดจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่เขาด้วยซ้ำ


แต่หากมีการไล่ล่าสังหารเหมือนวันนี้อีกระลอก เกรงว่าเขาจะทนไม่ไหวต้องทิ้งหีบเปล่าสองใบนั้นแล้วหนีเอาชีวิตรอด


เขามองไปยังทิศทางของลานโล่งที่กองคาราวานตั้งกระโจมอยู่แวบหนึ่ง หวังจิ่นก็หลับไปอย่างสบายใจ


เขาจ่ายเงิน นางรับงาน การคุ้มครองเขาและหลักฐานให้ปลอดภัยจึงเป็นหน้าที่ของนางโดยชอบธรรม เขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดต่อมโนธรรมเลยแม้แต่น้อย!


พอฟ้าสาง หวังจิ่นก็ออกเดินทางอีกครั้ง


ฉินเหยาออกเดินทางก่อนเขาครึ่งชั่วยาม แต่รถม้าบรรทุกของหนัก ไม่นานหวังจิ่นก็แซงนางไป


ตอนที่ทั้งสองคนสวนกัน หวังจิ่นทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า “วันนี้ข้าอาจจะทนไม่ไหว เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย”


ฉินเหยามองดูแขนซ้ายของเขาที่พันผ้าพันแผลอยู่แล้วพยักหน้าเบาๆ แสดงออกว่ารับรู้แล้ว


นางพูดกับแผ่นหลังที่อยู่ด้านหน้าว่า “หากสู้ไม่ไหว เจ้าก็ไปให้ช้าลงหน่อย”


หวังจิ่นหันกลับมา มองนางอย่างซาบซึ้งแวบหนึ่ง


เรื่องอื่นเขาไม่รู้ แต่ไม่ว่าจะเป็นการจ้างวานครั้งก่อนหรือครั้งนี้ ประสบการณ์ที่ฉินเหยามอบให้เขานั้นดีมาก


ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันเล็กน้อย แต่เมื่อประสบปัญหาขึ้นมานางก็เอาจริงเสมอ


หากวันหน้าเขายังมีโอกาสมาที่จังหวัดจื่อจิงอีก จะต้องจ้างนางอีกครั้งอย่างแน่นอน


ตอนเที่ยงวัน ฉินเหยาก็เก็บศพนักฆ่าอีกสองศพ นางจอดรถเพื่อฝังศพ


หลังจากนั้นตลอดทางก็จะเจอศพอีกเป็นระยะระยะ


ตอนที่นางฝังศพที่หกนั้น ริมถนนก็มีเศษซากหีบไม้ที่แตกหักเพิ่มขึ้นมาสองสามชิ้น


ทันใดนั้น ในใจของฉินเหยาก็ดิ่งวูบลง ดูท่าหวังจิ่นจะทนไม่ไหว ทิ้งหีบปลอมและหนีไปแล้ว


หากโชคดี คืนนี้น่าจะยังคงผ่านไปได้อย่างราบรื่น


หากโชคไม่ดี คืนนี้คงไม่ได้นอนกันทั้งคืน


หวังเพียงว่าหวังจิ่นจะยังมีชีวิตอยู่


ฉินเหยาฝังศพอย่างใจเย็นแล้วเดินทางต่อไปอย่างเต็มกำลัง ไปได้ไกลแค่ไหนก็แค่นั้น


การฝังศพใช้เวลาไปไม่น้อย ดังนั้นจึงพลาดสถานีพักม้าไป คืนนี้คงต้องเข้าเมืองไปพักโรงเตี๊ยม


ฉินเหยาไม่พบสัญลักษณ์ที่หวังจิ่นทิ้งไว้ตลอดทาง เขาน่าจะไม่รอนางแล้ว น่าจะตรงไปยังเมืองหลวงของมณฑลเลย


คืนนี้ ฉินเหยาผ่านไปได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางความระแวดระวังอย่างสูง


ห่างจากเมืองหลวงของมณฑลอีกหนึ่งร้อยลี้ ตามความเร็วของนางในตอนนี้ พอคืนนี้ไปถึงสถานีพักม้าแห่งถัดไปแล้วพักค้างสักคืน พรุ่งนี้เที่ยงก็คงจะถึงแล้ว


ฉินเหยาขับรถมุ่งหน้าไปยังสถานีพักม้าที่จะตั้งกระโจมคืนนี้อย่างสบายๆ ตลอดทางไม่มีศพเลยก็เลยไม่ต้องลำบากฝังศพ อารมณ์จึงยิ่งดีขึ้น


ตอนพลบค่ำก็มาถึงสถานีพักม้าตรงเวลา


แต่เพิ่งจะจอดรถที่หน้าประตูสถานีพักม้า ฉินเหยาก็ได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง


ใช่แล้ว สถานีพักม้าแห่งนี้เงียบสงัดจนน่ากลัว


ฉินเหยาจอดรถที่ลานโล่งนอกประตูใหญ่ของสถานีพักม้า ตะโกนเรียกชื่อเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าแห่งนี้เสียงดัง


ไม่มีใครตอบ


ฉินเหยาไม่แปลกใจ หยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาดื่มน้ำหนึ่งอึก หรี่ตามองประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมที่เปิดอ้าอยู่ตรงหน้า ฟ้ามืดแล้วยังไม่จุดไฟ ด้านในนั้นมืดทะมึนราวกับสัตว์ประหลาดที่กำลังอ้าปากกว้าง


หากไม่มีอะไรผิดพลาด เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าน่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันแล้ว


ศัตรูไม่ขยับข้าก็ไม่ขยับ ฉินเหยาจอดรถอยู่ริมถนนหลวงนอกสถานีพักม้า ใช้ตะบันไฟจุดตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งแขวนไว้บนตัวรถม้าเพื่อให้แสงสว่าง


ท่ามกลางความมืดมิด โลกใบเล็กของรถม้ากลายเป็นที่ที่มีสว่างเพียงแห่งเดียว พริบตาก็ดึงดูดสายตามากมายในทันที


ฉินเหยาที่กำลังกัดแป้งทอดจากข้าวสาลีอยู่ชะงักไป แต่เพียงสามวินาทีก็เคี้ยวต่อไป


กินแป้งทอดหมดไปสามแผ่นแล้ว ข้างในก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ


บางทีอาจเป็นเพราะปฏิบัติการของนางในครั้งก่อนได้ทิ้งความหวาดผวาเอาไว้ คนที่ซ่อนตัวอยู่ภายในโรงเตี๊ยมจึงไม่มีใครคิดจะบุกออกมาสังหารแม้แต่คนเดียว เพียงจ้องมองนางเท่านั้น


ภายใต้การจับตามองที่น่าอึดอัดเช่นนี้ สีหน้าของฉินเหยายังคงเป็นปกติ ทำในสิ่งที่ควรทำต่อไป


นางถอดตัวรถม้าออกก่อน ปล่อยม้าออกไปกินหญ้า ทันใดนั้นก็หยิบธนูแขนเทวะที่อยู่บนหลังคาตัวรถม้าออกมา


ชั่วพริบตา สายตาหลายคู่ที่จับจ้องอยู่บนร่างนางมาตลอดก็พลันเย็นเยียบลงจนถึงจุดเยือกแข็ง!


“ฟิ้วๆๆ!”


เสียงแหวกอากาศดังขึ้น ห่าธนูอันหนาแน่นตกลงมาราวกับฟ้าถล่ม ก่อตัวเป็นตาข่ายไร้หนทางหลบหนี กักตัวฉินเหยาเอาไว้อย่างแน่นหนา


ฉินเหยาไม่ได้ปะทะซึ่งหน้า นางม้วนตัวอยู่กับที่หลายครั้งแล้วอาศัยต้นไม้โดยรอบเป็นที่กำบัง


หลังจากห่าธนูระลอกหนึ่งผ่านไปก็มีช่องว่างสั้นๆเกิดขึ้น


จังหวะนี้แหละ!


เปลวไฟกลุ่มหนึ่งลุกโชนขึ้น ธนูแขนเทวะของฉินเหยาที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วส่งลูกศรขนาดมหึมาอาบเปลวไฟพุ่ง “ฟิ้ว” ออกไปด้วยความเร็วสูง จุดไฟเผาโถงใหญ่ของสถานีพักม้าอันมืดมิดในทันที


แสงไฟสว่างวาบขึ้นทำให้เหล่านักฆ่าพลีชีพที่ซ่อนตัวอยู่ภายในไม่มีที่ให้หลบซ่อน ท่ามกลางความตกตะลึง หนึ่งในนั้นก็ถูกลูกศรขนาดยักษ์อีกดอกยิงทะลุร่าง ตรึงติดกับผนังอย่างแรง


แต่ยังไม่ทันที่คนอื่นๆโดยรอบจะได้เคลื่อนไหว ลูกศรขนาดยักษ์แฝงกลิ่นอายความตายดอกแล้วดอกเล่าก็เข้าเก็บเกี่ยวชีวิตของพวกเขาไปอย่างต่อเนื่อง


ฉินเหยายิงธนูไปพลางก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง หนึ่งคนกับธนูหนึ่งคันก็สามารถกดดันฝ่ายตรงข้ามได้อย่างหนักหน่วง ขัดขวางมิให้เกิดห่าธนูระลอกที่สองได้


เมื่อมองดูร่างแล้วร่างเล่าที่ล้มลง เลือดทั่วร่างของนางก็พลันเดือดพล่าน จิตต่อสู้ก็พลุ่งพล่าน


สถานีพักม้าลุกเป็นไฟ คนที่ซ่อนตัวอยู่ข้างในไม่สามารถซ่อนตัวต่อไปได้อีก


พวกเขาถืออาวุธบุกออกมา ล้วนกลายเป็นเป้ามีชีวิตให้ฉินเหยาได้ฝึกฝีมือ


ธนูแขนเทวะมีอานุภาพมหาศาล ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับพละกำลังอันน่าทึ่งของฉินเหยา ผลลัพธ์ของลูกศรยักษ์ที่ยิงออกไปนั้นจึงยิ่งน่าสะพรึงกลัว ทุกดอกสามารถยิงทะลุร่างคนจนกระเด็น โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่ว สร้างภาพที่น่าสยดสยองอย่างยิ่งให้แก่เหล่านักฆ่าพลีชีพ


ผู้ใดที่ขวางทางนางล้วนต้องตายสถานเดียว!


ชะตากรรมแห่งความตายที่ถูกกำหนดไว้แล้วนี้ทำให้ผู้คนบังเกิดความหวาดกลัว


หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ นักฆ่าพลีชีพสิบกว่าคนก็บุกออกมาจากสถานีพักม้าที่ลุกไหม้ ดวงตาทั้งคู่ซึ่งเป็นเพียงส่วนเดียวที่เผยออกมานั้นแดงก่ำราวกับมีเลือดหยด พวกเขาดาหน้ากันเข้ามาหาฉินเหยา


ทว่า เพียงสายธนูสั่นไหว ลูกธนูก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นลวดเหล็กกล้าที่เหนียวแน่นที่สุด พุ่งออกไปเก็บเกี่ยวชีวิตของพวกเขาอย่างเลือดเย็น


ไฟลุกลามใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ลามไปจนถึงชั้นสองของโรงเตี๊ยม หน้าต่างห้องพักแขกก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างกะทันหัน


หวังจิ่นที่ถูกมัดมือมัดเท้าอุดปากไว้เกือบจะตกลงมาจากหน้าต่างด้วยแรงกระแทกของตนเอง


ยังไม่ทันที่เขาจะทรงตัวได้ เปลวไฟก็ปะทุลามมาถึงใบหน้า โชคดีที่เขาตอบสนองได้รวดเร็ว มิฉะนั้นวันนี้คงต้องจบชีวิตลงที่นี่แล้ว


ทว่า ฉินเหยาที่กำลังคลุ้มคลั่งจากการสังหารนั้นกลับไม่สังเกตเห็นเขาเลย


หวังจิ่นปากพูดไม่ได้ มือเท้าก็ขยับไม่ได้ ในใจร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ทำได้เพียงใช้ร่างกายกระแทกกำแพงอย่างแรงให้เกิดเสียงดังสนั่นเพื่อดึงดูดความสนใจของฉินเหยา


ฉินเหยา!


ช่วยด้วย!


ตอนที่ 514: ทุ่มเทกับงานเกินไปแล้ว


ในที่สุด ขณะที่หวังจิ่นใกล้จะสิ้นหวังแล้วนั้น ฉินเหยาที่เหยียบย่ำอยู่บนกองศพก็แหงนใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสดๆ แล้วตะโกนใส่เขาจากชั้นล่างว่า “รีบกระโดดลงมาเร็ว!”


ใบหน้าที่อาบด้วยเลือดดูบิดเบี้ยวอยู่ท่ามกลางแสงไฟนั้น สมควรจะน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งจึงจะถูก


แต่ในยามนี้หวังจิ่นกลับรู้สึกว่านางเป็นดั่งนางฟ้าที่จุติลงมาจากสวรรค์ สูงส่งเหนือโลกีย์และงดงามจนมิอาจหาผู้ใดเปรียบได้!


เปลวไฟลามขึ้นมาถึงชั้นสองแล้ว ควันหนาทึบลอยคละคลุ้ง หวังจิ่นถูกมัดทั้งมือและเท้า การจะกระโดดออกจากวงล้อมของเปลวไฟนั้นยากยิ่งนัก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ทำได้เพียงเสี่ยงดูสักตั้ง


เขากระโดดถอยหลังไปหนึ่งก้าว จากนั้นโคจรพลังรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดไว้ที่เท้าทั้งสองข้าง เขย่งปลายเท้ากระโจนขึ้นพุ่งศีรษะออกไปนอกหน้าต่าง ร่างกายเขาโค้งเป็นเส้นสายอยู่ในอากาศราวกับนักกีฬากระโดดน้ำจากที่สูง ก่อนจะทิ้งตัวลงไปในทะเลเพลิง


ควันหนาทึบแทรกซึมไปทุกหนทุกแห่ง ในชั่วพริบตาที่กระโดดลงมา หวังจิ่นรู้สึกเพียงว่าประสาทสัมผัสทั่วร่างถูกปกคลุมไปด้วยควันที่ร้อนระอุราวกับจะย่างเขาให้สุกทั้งเป็น


กลิ่นไหม้สารพัดชนิดทำให้รู้สึกสิ้นหวัง เปลวไฟร้อนแรงเลียร่างเขาไปครั้งหนึ่ง วินาทีต่อมาก็รู้สึกว่าตนเองตกลงไปในอ้อมกอดอันนุ่มนวล


เบื้องหน้าของเขาทุกอย่างหมุนคว้าง กลิ่นของหญ้าสดและดินโคลนนำมาซึ่งความสดชื่นราวกับว่าได้เดินทางจากทะเลเพลิงมาสู่อีกโลกหนึ่งแล้ว


ฉินเหยาอุ้มหวังจิ่นกลิ้งไปบนพื้นสามรอบ ยังไม่ทันได้ดูว่าเขาเป็นหรือตายก็ลุกขึ้นแบกเขาขึ้นบ่า จากนั้นก็ออกตัววิ่งไปอย่างบ้าคลั่ง


ได้ยินเพียงเสียง “ครืน!” ดังสนั่นมาจากด้านหลัง สถานีพักม้าทั้งหลังไม่อาจทนต่อการแผดเผาของเปลวเพลิงได้อีกต่อไป มันถล่มลงมาด้านหน้าอย่างรุนแรง


กระเบื้องที่ถล่มลงมากระเด็นไปทั่วทิศทาง ฉินเหยารู้สึกว่าน่องของตนเองพลันเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อก้มลงดูก็เห็นกระเบื้องแหลมคมชิ้นหนึ่งกระเด็นออกมาปักเข้าที่น่องของนาง


เลือดสดๆไหลซึมออกมาในทันที ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยจนกระทั่งวางหวังจิ่นลงในที่ปลอดภัยข้างตัวรถม้าแล้วจึงก้มลงดึงกระเบื้องชิ้นนั้นออกมาแล้วโยนทิ้งไว้ข้างๆ


นางถือโอกาสดึงเศษผ้าที่อุดปากหวังจิ่นออกแล้วแก้เชือกที่มัดตัวเขาออก


หวังจิ่นที่กำลังจะขาดอากาศหายใจตายในที่สุดก็ได้พักหายใจ เขาจึงรีบสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเฮือกใหญ่…แต่แล้วก็เผลอสำลักจนไอออกมาไม่หยุด


“แค่กๆๆ!”


หวังจิ่นพิงตัวนั่งอยู่บนล้อรถม้า เขาไอราวกับว่าปอดจะฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ ผ่านไปเนิ่นนานอาการถึงค่อยๆทุเลาลง


บนใบหน้าที่ดำทะมึนนั้นมีน้ำตาสีดำสองสายไหลลงมา ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำมองมาทางฉินเหยาอย่างซาบซึ้ง “ขอบใจมาก”


ฉินเหยาพยักหน้า ไม่ได้สนใจบาดแผลบนร่างกายของตนเอง วางธนูแขนเท.วะลงแล้วยื่นกระบอกน้ำให้เขา หยิบดาบเล่มใหญ่เดินตรงไปยังสถานีพักม้าที่ไฟกำลังลุกไหม้อย่างโชติช่วงนั้น


เมื่อเจอกับนักฆ่าพลีชีพที่ยังมีลมหายใจเหลืออยู่กำลังคลานออกมา นางก็ซ้ำดาบให้รายคนจนแน่ใจว่าตายสนิท


จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีภัยคุกคามใดๆเหลืออยู่อีก นางถึงได้ลากดาบเล่มใหญ่ที่หนักร้อยจินกลับมายังข้างตัวรถม้า


เหล่าหวงตกใจเพราะเปลวไฟ มันกินหญ้าไปได้เพียงครึ่งหนึ่งก็วิ่งกลับมาแล้ว ฉินเหยาตบหัวของมันเบาๆ “ไม่เป็นไร เจ้ากินของเจ้าต่อเถอะ กินเยอะๆ กินให้อิ่ม พรุ่งนี้จะได้มีแรงเดินทาง”


เหล่าหวงถูไถไปกับฝ่ามือของนาง จากนั้นถึงได้หันหลังกลับไปหาหญ้ากินในบริเวณใกล้เคียง


ข้างสถานีพักม้ามีพื้นที่โล่งที่ถูกถางเอาไว้ ฉินเหยาจึงไม่ต้องกังวลว่าไฟจะลามมาถึง


เพียงแต่เดิมอากาศก็ร้อนอยู่แล้ว ข้างๆยังมีกองไฟขนาดใหญ่อีกกอง ทำเอาร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย นางจึงถอดเสื้อตัวนอกออก เหลือเพียงเสื้อตัวในบางๆตัวเดียว


ฉินเหยานั่งลงข้างๆหวังจิ่นแล้วถกขากางเกงขึ้นเพื่อดูบาดแผล


เศษกระเบื้องปักอยู่ลึกมาก โชคดีที่บาดแผลไม่ใหญ่


ด้วยข้อจำกัดของสถานการณ์และไม่มีอุปกรณ์ฆ่าเชื้อใดๆ ฉินเหยาจึงทำได้เพียงใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วล้างทั้งด้านในและด้านนอกให้สะอาด จากนั้นทาด้วยยาขี้ผึ้งสำหรับใช้กับบาดแผลภายนอกแล้วใช้แถบผ้าฝ้ายพันไว้ก่อน


ตลอดกระบวนการ ฉินเหยาไม่มีแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาสักนิดกลับกันเป็นหวังจิ่นที่ไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองไปทางนาง ในหูได้ยินเสียงนิ้วมือของนางที่กำลังแหวกเนื้อเพื่อล้างแผล ทำเอาเขาขนลุกไปทั้งตัว


“อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หวังจิ่นเอ่ยถามด้วยความห่วงใย


ฉินเหยาตอบ “แค่ถลอกนิดหน่อย เรื่องเล็กน้อย”


เสื้อผ้าบนตัวของหวังจิ่นถูกควันรมจนดำไปแถบหนึ่ง มองไม่เห็นว่าเขาบาดเจ็บตรงไหน แต่ฉินเหยาได้กลิ่นคาวเลือดซึ่งหนักหนากว่าบาดแผลของนางมาก


หวังจิ่นพยักหน้า คิดจะให้ฉินเหยาส่งของให้เขาแล้วเขาจะจัดการเอง


อย่างไรเสียบุรุษสตรีก็มิควรใกล้ชิดกัน!


ไม่คาดคิดว่าเมื่อฉินเหยาเห็นเขาพยักหน้า นางกลับถือทั้งน้ำและยาขี้ผึ้งแล้วยื่นมือมาทางเขา ให้ตายเถอะ พอนึกถึงวิธีการพันแผลให้ตัวเองอย่างโหดเหี้ยมเมื่อครู่ของนาง หวังจิ่นก็สะดุ้งสุดตัว รีบหลบไปทางด้านหลังทันที


แต่คาดไม่ถึงว่าจะขยับแรงเกินไป บาดแผลบริเวณสะบักจึงรู้สึกเจ็บปวดมากจนเขาต้องสูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง เหงื่อกาฬพรั่งพรูลงมาเป็นสาย


ฉินเหยาชะงักไป วางของลงข้างมือเขา เมื่อเสร็จแล้วก็ไม่ลืมที่จะเยาะเย้ยไปประโยคหนึ่งว่า “เจ้านี่ช่างอ่อนหัดเสียจริง”


หวังจิ่นเงยหน้าขึ้นคิดจะถลึงตาใส่นาง แต่กลับมองเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งอันร้อนแรงภายใต้เสื้อตัวในบางๆ เข้าโดยไม่ทันตั้งตัว เขาจึงรีบหดศีรษะกลับ ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับมีไฟลุก


โชคดีที่ใบหน้าของเขาถูกควันรมเสียจนดำสนิทอยู่แล้วจึงมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใด


“เหตุใดเจ้าถึงไม่สวมเสื้อผ้า!” เขาคำรามเสียงต่ำอย่างฉุนเฉียว


ฉินเหยากลอกตาอย่างพูดไม่ออก “ที่อยู่บนตัวข้านี่ไม่ใช่เสื้อผ้าหรือ”


หวังจิ่นไม่ต้องการโต้เถียงกับนาง เขาฝืนทนต่อความเจ็บปวดเคลื่อนตัวไปอยู่ด้านหลังตัวรถม้าแล้วกำชับนางอีกครั้ง “เจ้าสวมเสื้อผ้าให้ดีด้วย”


จากนั้นจึงลงมือทำแผลด้วยตนเอง


นอกจากบาดแผลเดิมที่แขนแล้ว ตอนนี้ยังมีแผลเพิ่มที่ด้านหลังอีกแห่ง โชคดีอย่างยิ่งที่แผลไม่ลึกและเลือดก็ออกไม่มาก


บาดแผลเล็กๆที่เหลือมีมากมายจนหวังจิ่นขี้เกียจจะนับ แผลไหนที่พันได้ก็พันไปก่อน ผ้าฝ้ายสะอาดมีไม่พอแล้วก็เลยไม่สนใจแล้ว


อย่างไรเสียบาดแผลเพียงเท่านี้ก็ไม่ถึงตาย รอจนกว่าจะไปถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้วค่อยหาโรงหมอดีๆรักษา


แต่ยาขี้ผึ้งที่ฉินเหยาให้มานี้ออกฤทธิ์ได้ดีไม่เลวเลย พอทาลงไปก็รู้สึกเย็นสบาย ความเจ็บปวดลดลงไปมาก


ฉินเหยาคิดในใจ ยาขี้ผึ้งที่เติมสรวลสารครึ่งก้าวสิ้นลงไป มันไม่ได้มีดีแค่ระงับความเจ็บปวดหรอกนะ


หวังจิ่นไม่เคยเป็นคนที่อดทนอดกลั้น เมื่อก่อนเวลาบาดเจ็บและทำแผล หากเจ็บเขาก็จะร้องออกมา


แต่วันนี้เพราะถูกฉินเหยากระตุ้น เขาจึงกัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย


ฉินเหยารออยู่ครู่ใหญ่แต่ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ นึกว่าเขาจะหมดสติไปเพราะเสียเลือดมาก นางจึงโผล่ศีรษะออกไปดูทันที เกือบทำให้หวังจิ่นที่ยังสวมเสื้อผ้าไม่เสร็จตกใจจนพลังวัตรแตกซ่าน


“อ้อ ยังไม่สลบไปนี่เอง ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าทำต่อเถอะ”


ฉินเหยารีบสำรวจรูปร่างของเขาอย่างรวดเร็วแล้วหดศีรษะกลับไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


สมแล้วที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ รูปร่างและกล้ามเนื้อดูแลได้ดีเลย ไม่เลว ไม่เลว แต่กล้ามอกใหญ่ไปหน่อย จิ๊จิ๊ ไม่ชอบเลย


หวังจิ่นหน้าแดงก่ำแต่พยายามทำหน้านิ่ง รีบสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว พอได้ยินเสียงฉินเหยาจิ๊ปากสองครั้ง เขาก็กัดฟันกรามจนแทบแหลก


บอกไม่ถูกว่าในใจรู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่ามันไม่ดีเอาเสียเลย!


ฉินเหยาส่งแป้งทอดจากข้าวสาลีให้สองแผ่น หวังจิ่นรับมาแล้วค่อยๆแทะ พยายามรักษาความสง่างามของชนชั้นสูงไว้อย่างเต็มที่


เพียงแต่มีกลิ่นเนื้อไหม้ลอยมาจากโรงเตี๊ยมที่กำลังลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา…หวังจิ่นหยุดแทะแป้งทอด หันไปมองที่ตัวรถม้าแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “สินค้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”


ฉินเหยาเคาะหีบไม้ที่หนักอึ้งใบนั้นให้เขาฟังเสียง “ข้าทำงานเจ้าวางใจได้เลย เรียบร้อยดี”


“รอให้ไฟมอดก่อนพวกเราค่อยเดินทาง” ฉินเหยาชี้ไปที่เสื่อที่นางเพิ่งปูบนพื้นหญ้า “เจ้าพักผ่อนก่อน ข้าจะอยู่ยามเอง”


ภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง แผ่นหลังที่มีผมยุ่งเหยิงราวกับรังไก่นั้นดูราวกับรูปปั้นหินสูงตระหง่านที่ไม่เคยล้ม คอยปกป้องอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างมั่นคง


ในใจของหวังจิ่นพลันอบอุ่นขึ้น รู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย นางช่าง…ทุ่มเทให้กับงานเกินไปแล้ว!


ตอนที่ 515: คารวะใต้เท้าผู้ตรวจการ


ตอนที่หวังจิ่นตื่นขึ้นมา ขอบฟ้าเพิ่งจะปรากฏแสงสีขาวราวกับท้องปลารำไร


เมื่อคืนเขาเผลอหลับไปจึงไม่เห็นว่าโรงเตี๊ยมกลายเป็นเช่นไร วันนี้พอได้เห็นถึงได้รู้ว่าไฟเมื่อคืนนี้น่าสะพรึงกลัวเพียงใด


ในจมูกมีกลิ่นไหม้จางๆของเศษไม้และเศษกระเบื้อง สถานีพักม้าทั้งหลังถูกเผาทำลายจนสิ้น ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องและศพของเหล่านักฆ่าพลีชีพก็กลายเป็นเถ้าถ่านสีดำ เหลือเพียงซากกำแพงที่ถูกควันรมจนดำเป็นตอตะโก


ฉินเหยาถือพลั่วอยู่ในมือกำลังดับไฟตามที่ต่างๆ


นางเฝ้าดูกองไฟขนาดมหึมานี้มาทั้งคืน ในตอนนี้หลังจากใช้ดินกลบประกายไฟสุดท้ายจนดับสนิทแล้ว ถึงได้ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง


เมื่อหันกลับมา เห็นหวังจิ่นตื่นแล้วและกำลังนั่งมองตนนิ่งๆอยู่บนเสื่อด้วยท่าทางงุนงง นางจึงยกมือขึ้นโบกไปทางเขา “อรุณสวัสดิ์!”


“…อรุณสวัสดิ์” หวังจิ่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงเพิ่งได้สติแล้วพยักหน้า


“เจ้าไม่ได้นอนทั้งคืน แค่เพื่อเฝ้าดู.กองไฟนี้หรือ” เขาเอ่ยถามหยั่งเชิง


เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้า ในแววตาของเขาก็ฉายความประหลาดใจออกมา “ทำไมเล่า”


ฉินเหยาโยนพลั่วเหล็กเข้าไปในตัวรถม้า ตบมือแล้วหยิบน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ จากนั้นจึงมองดูภูเขาเขียวขจีเบื้องหน้าแล้วกล่าวว่า


“ตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อนจัด ขอเพียงมีประกายไฟกระเด็นออกไปนิดเดียว ป่าทั้งผืนนี้ก็จะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน ต้นไม้ใบหญ้าเหล่านี้ต้องใช้เวลาสิบกว่าปี หลายสิบปีกว่าจะเติบโตเป็นป่าเขาทั้งผืนเช่นนี้ เผาทิ้งไปน่าเสียดายออก”


“มนุษย์สร้างความเสียหายให้ธรรมชาติมามากเกินไปแล้ว เจ้าก็คิดเสียว่าข้ากำลังไถ่บาปแทนมนุษยชาติก็แล้วกัน” ฉินเหยากล่าวอย่างกึ่งจริงจังกึ่งล้อเล่น


มุมปากของหวังจิ่นกระตุกเล็กน้อย ไม่ซักไซ้ถึงสาเหตุอีก เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ ก็ถามฉินเหยาว่าจะพักผ่อนสักครู่หรือไม่


“ไม่ต้อง ไปกันเถอะ ไปถึงเมืองหลวงของมณฑลเร็วหน่อย ข้าก็จะได้นอนชดเชยเร็วหน่อย”


ฉินเหยาผิวปาก เหล่าหวงที่ถูกปล่อยไปก็วิ่งกลับมา


ทั้งสองคนเทียมรถเรียบร้อย ไม่ได้กินอาหารเช้าก็ออกเดินทางในทันที


ช่วงระยะทางสั้นๆ ต่อจากนี้ สบายกว่าก่อนหน้านี้มากนัก เมื่อใกล้ถึงเมืองหลวงของมณฑล กองคาราวานที่พบบนท้องถนนก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ


ยิ่งคนเยอะสายตาที่จับจ้องมาก็ยิ่งมากกลับกลายเป็นว่าปลอดภัยสำหรับคนทั้งสอง


เพียงแต่ว่าโรงเตี๊ยมถูกเผาทำลาย เรื่องนี้ยังคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปรบกวนทางการ


เมื่อออกจากเขตแดนของอำเภอไคหยาง ฉินเหยาก็ไม่รู้ว่าขุนนางที่นี่อยู่ฝ่ายไหนกำลังคิดจะผลักหวังจิ่นออกไปเป็นโล่กำบังเพียงคนเดียว หวังจิ่นก็ยกมือขึ้นทำท่าทางให้นางใจเย็นๆก่อน


“ไม่เป็นไร คนกันเอง”


หวังจิ่นกระซิบประโยคนี้เบาๆ แล้วก็กระโดดลงจากรถม้า เดินไปยังเหล่าทหารที่ล้อมรถม้าอยู่ข้างหน้าอย่างมั่นใจ


เขาแสดงป้ายประจำตัว


เหล่าทหารก็มองหน้ากัน


วินาทีต่อมา ทหารที่เป็นหัวหน้าก็โบกมือใหญ่ คำรามสั่ง “จับตัวคนร้ายสองคนที่เผาทำลายสถานีพักม้าและดูหมิ่นกฎหมายบ้านเมืองไว้!”


ซวยแล้ว ฉินเหยาร้องในใจ


หวังจิ่นไม่มีเวลาตกใจ รีบหันกลับไปมองฉินเหยาเพื่อแสดงออกว่าตนเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมเรื่องราวถึงกลายเป็นเช่นนี้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวงนาง


ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างพูดไม่ออก ชักดาบออกจากฝัก ประกอบด้ามดาบเข้าด้วยกัน แบกดาบยาวสองเมตรขึ้นบ่าแล้วกระโดดลงจากรถม้า ดึงหวังจิ่นไปไว้ด้านหลัง ขวางกั้นเหล่าทหารที่กำลังจะเข้ามาจับคน


ไม่คาดคิดว่าฉินเหยาจะกล้าชักดาบใส่ทหาร เหล่าทหารตกใจก่อนในตอนแรก จากนั้นก็โกรธจนหน้าแดงก่ำและตะคอกเสียงดัง


“เจ้าผู้ร้ายแสนอุกอาจ กล้าขัดขืนการจับกุม!”


ฉินเหยายืนขวางอยู่เบื้องหน้าหวังจิ่นอย่างมั่นคงดุจภูผา นางเงยหน้าขึ้นมองนายทหารผู้นำที่อยู่บนหลังม้าแล้วกล่าวเสียงดังว่า


“ท่านทหารทั้งหลาย ไม่ถามไถ่กันสักคำก็จะจับกุมคนเดินทางผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ขอเรียนถาม ท่านเป็นทหารที่ถูกส่งมาจากที่ว่าการอำเภอแห่งใด”


นายทหารผู้นั้นยิ้มอย่างเหยียดหยาม “สตรีหยาบกระด้างเช่นเจ้าก็กล้าถามข้าว่ามาจากที่ว่าการอำเภอแห่งใดรึ”


สีหน้าของเขาเย็นชาลง “จับพวกมัน! ไม่ต้องสนว่าจะเป็นหรือตาย!”


เมื่อได้ยินคำสั่งนี้ เหล่าทหารใต้บังคับบัญชาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เงื้อดาบหมายจะฟันฉินเหยาทันที


นี่คือทหาร ไม่ใช่โจรป่าหรือเหล่านักฆ่าพลีชีพที่ลอบสังหารผู้คนอย่างลับๆ หากลงมือจริง อย่างน้อยฉินเหยาก็จะมีความผิดฐานทำร้ายทหารของราชสำนัก


หากนางอยู่ตัวคนเดียวก็ยังพอว่า อย่างมากก็แค่หลบหนีไป


แต่นางไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ไม่เพียงเท่านั้นนางยังมีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านตระกูลหลิว หากถึงเวลาที่ถูกสืบสวนเอาความขึ้นมาจริงๆ คนทั้งตระกูลจะต้องถูกกำจัดสิ้น!


ในขณะที่ฉินเหยากำลังลังเลและถอยหลังไปทีละก้าว หวังจิ่นในครานี้ได้เปลี่ยนท่าทีหน้าหนาไร้ยางอายก่อนหน้านี้ของตนไปโดยสิ้นเชิง เขายกป้ายคำสั่งของผู้ตรวจการขึ้นสูงทันทีแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม


“ข้าคือหวังจิ่น ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง ครั้งนี้เดินทางมายังจังหวัดจื่อจิงเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบแทนโอรสสวรรค์ ผู้ใดที่กล้าขัดขวางข้าก็เท่ากับขัดขวางฮ่องเต้ ล่วงเกินองค์เหนือหัว มีโทษถึงตายสถานเดียว!”


พูดจบ เขาก็สั่งฉินเหยาทันที “ฉินเหยา ข้าขอสั่งให้เจ้าจับกุมคนชั่วช้าที่กล้าล่วงเกินองค์เหนือหัวทั้งหมดนี้โดยเร็วแล้วส่งมอบให้ผู้ว่าการที่ว่าการอำเภอเพื่อพิจารณาโทษ!”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินเหยาก็หันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง ใต้เท้า เจ้าแน่ใจหรือว่าจะคุ้มครองข้าได้?


หวังจิ่นพยักหน้าอย่างหนักแน่น สีหน้าจริงจังและเคร่งขรึม


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นทันที ถ้าเช่นนั้นนางก็จะลงมือแล้วนะ!


ในจังหวะที่เหล่าทหารกำลังตกตะลึงกับคำพูดของหวังจิ่นที่ว่าเขาปฏิบัติหน้าที่แทนโอรสสวรรค์นั้น ดาบเล่มใหญ่ในมือของฉินเหยาก็เคลื่อนไหวทันที


ดาบยาวตวัดออกไปทีหนึ่ง กวาดเรียบ!


หมุนหัวดาบกลับ ใช้กระบองเหล็กฟาดลงไปอย่างหนัก ทุกคนก็ล้มลง


อย่าว่าแต่จะต่อต้านเลย พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ ดาบยาวก็ถูกเก็บเข้าฝักไปแล้ว เชือกป่านถูกโยนออกมา ไม่รู้ว่านางเคลื่อนไหวอย่างไร ในชั่วพริบตาก็จับมือของทุกคนมัดเข้าด้วยกัน


“เรียบร้อย!”


ฉินเหยาตบมือแล้วลุกขึ้นยืน เงยหน้ามองนายทหารผู้นำเพียงคนเดียวที่ยังอยู่บนหลังม้าแล้วยิ้มถามอย่างเป็นมิตร “เจ้าจะลงมาให้จับเสียโดยดี หรือจะให้ข้าช่วยสักหน่อย?”


นายทหารผู้นั้นเบิกตากว้าง ทั้งโกรธทั้งตกใจ สีหน้าของเขาแสดงออกชัดเจนว่า ‘เจ้ากล้าดีอย่างไร!’


แต่ริมฝีปากของเขาก็ขยับอยู่สองสามครั้งด้วยความโกรธแต่ก็ยังพูดไม่ออกสักคำ


ฉินเหยาไม่ใช่คนที่มีความอดทนสูงนัก เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบ นางจึงช่วยเขาตัดสินใจ ฟาดด้ามดาบออกไปทีหนึ่งก็กวาดเขาตกลงมาจากหลังม้า ปรี่เข้าไปมัดมือทั้งสองข้างแล้วคว้าหญ้าแห้งริมทางกำหนึ่งยัดใส่ปากที่กำลังจะด่าทอของเขาไว้


“ขอเรียนถามใต้เท้าผู้ตรวจการ ขั้นต่อไปพวกเราจะทำอย่างไรดี” ฉินเหยาเอ่ยถามเพื่อขอคำสั่งอย่างจริงจัง


แสดงท่าทีราวกับว่านางเป็นเพียงคนงานผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจำใจเชื่อฟังคำสั่งของเขา ทุกสิ่งที่ทำลงไปล้วนไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของตนเอง


หวังจิ่นเหลือบมองนางอย่างไม่คุ้นชิน เขามองทหารสิบกว่าคนที่ถูกมัดรวมกันเป็นพวงอยู่เบื้องหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงสั่งการว่า


“เจ้าขับรถม้าต่อไป ส่วนข้าจะขี่ม้าจูงพวกคนชั่วที่กล้าหมิ่นองค์เหนือหัวพวกนี้เอง พวกเราจะเข้าเมืองตรงไปยังที่ว่าการอำเภอของผู้ว่าการ!”


ฉินเหยาประสานหมัด “น้อมรับคำสั่ง”


นางจึงส่งเชือกในมือให้เขาแล้วขึ้นรถม้าไปอย่างคล่องแคล่ว


เหล่าทหารตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง เกิดอะไรขึ้น? ทิศทางของเรื่องราวไม่เหมือนกับที่พวกเขาคาดการณ์ไว้เลยแม้แต่น้อย!


ไม่ใช่ว่าพวกเขาต้องเป็นฝ่ายจับกุมผู้ร้ายหรอกหรือ


เหตุใดอยู่ดีๆตนเองถึงกลายเป็นผู้ร้ายไปได้?


ขบวนคนเดินทางมาถึงใต้ประตูเมืองอันสูงตระหง่านของจังหวัดจื่อจิงอย่างยิ่งใหญ่ คนที่สงสัยเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงเหล่าทหารที่ถูกมัดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นและทหารยามที่รักษาการณ์อยู่ที่ประตูเมืองอีกด้วย


หวังจิ่นมองทะลุความคิดของคนชั้นผู้น้อยเหล่านี้ได้นานแล้ว เขาไม่อธิบายอะไร ทำเพียงตีหน้าขรึมแล้วควักป้ายผู้ตรวจการออกมา จากนั้นโยนใส่อ้อมอกของทหารยามอย่างหมดความอดทน


ทหารยามทั้งสี่นายเมื่อได้เห็นก็เบิกตากว้างในทันที มองไปยังหวังจิ่น สลับกับมองไปยังสหายร่วมงานหน้าคุ้นที่เขาจูงมาเป็นพรวน


ในยามนี้ความเงียบดังเสียยิ่งกว่าเสียงพูดใดๆ หวังจิ่นเหลือบมองไปอย่างถือตัว ทหารยามทั้งสี่ก็ตัวสั่นสะท้าน รีบส่งคืนป้ายคำสั่งด้วยสองมืออย่างนอบน้อมแล้วคุกเข่าคำนับ “พวกข้าน้อยขอคารวะใต้เท้าผู้ตรวจการ!”


ตอนที่ 516: ถึงตายได้จริงๆ


คราวนี้เหล่าชาวบ้านมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว


“เรื่องประหลาดมีทุกปี แต่ปีนี้สดใหม่ที่สุด พวกท่านทายดูสิว่าเป็นเรื่องอะไร”


บัณฑิตคนหนึ่งในโรงเตี๊ยมถูกเหล่าแขกเหรื่อห้อมล้อมพลางยืนอยู่บนโต๊ะกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า


“เหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการที่เพิ่งจะออกจากเมืองไปจับกุมคนร้าย ถูกใต้เท้าผู้ตรวจการจับมัดเรียงแถวกลับมาในทันใด พวกท่านว่าเรื่องนี้ประหลาดหรือไม่”


ผู้คนที่มุงดูรีบกล่าวสมทบ “นี่ไหนเลยจะใช่แค่เรื่องประหลาด แต่เป็นเรื่องพิลึกพิลั่นโดยแท้!”


บัณฑิตกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “พิลึกพิลั่นแล้วจะทำไม ยังมีเรื่องที่พิลึกพิลั่นกว่านั้นอีก ท่านผู้ตรวจการผู้สูงส่งกลับถูกมองว่าเป็นคนร้าย จิ๊จิ๊จิ๊…”


เสียงจิ๊จิ๊ที่ราวกับจะชี้โพรงให้กระรอกนี้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนทั้งหมดออกมา ต่างเร่งเร้าให้บัณฑิตรีบอธิบายสาเหตุให้ชัดเจน เลิกอารัมภบทเสียที


บัณฑิตไม่รีบร้อนยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดัดจริตว่า


“เมื่อวานซืนโรงเตี๊ยมที่เนินไกลออกไปห้าสิบลี้จากนอกเมืองเกิดเพลิงไหม้ขึ้นอย่างน่าประหลาด เผาโรงเตี๊ยมจนวอดวายเป็นเถ้าถ่าน ได้ยินมาว่าแม้แต่ศพของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าก็หาไม่พบ ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปด้วย”


“ทางการได้รับเบาะแสว่ามีคนจงใจลอบวางเพลิงเผาสถานีพักม้าจึงรีบเดินทางออกนอกเมืองเพื่อไปจับกุมคนร้ายตัวจริงที่หลบหนีไป…ใครเลยจะคาดคิดว่าจะจับกุมไปถึงตัวท่านผู้ตรวจการแผ่นดินหวังจิ่น!”


พอพูดถึงตรงนี้ บัณฑิตก็จงใจหยุดเว้นจังหวะทิ้งปริศนาไว้แล้วจึงกล่าวต่อว่า


“บังเอิญว่าข้างกายใต้เท้าหวังผู้นั้นมียอดฝีมืออยู่คนหนึ่ง นางใช้กำลังเพียงคนเดียวก็สามารถจัดการทหารของทางการสิบกว่านายที่เข้าใจผิดคิดว่าท่านเป็นคนร้ายลอบวางเพลิงได้ ทั้งยังจับพวกเขาทั้งหมดมัดเรียงเป็นแถวยาวพาไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อพบผู้ว่าการ จิ๊จิ๊จิ๊ พวกท่านไม่ได้เห็นภาพนั้นกับตาตนเอง ท่านผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ถึงกับหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ…”


เหล่าผู้ฟังต่างร้อนใจซักถามว่า “แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร แม้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่เขาก็เป็นถึงผู้ตรวจการจากราชสำนัก ไม่เพียงแต่ถูกเหล่าทหารกล่าวหาเช่นนี้ ยังทำให้ดูเหมือนว่าทหารท้องถิ่นของเราไร้ความสามารถ คิดว่าใต้เท้าผู้ตรวจการคงจะไม่ปล่อยไปง่ายๆเป็นแน่”


บัณฑิตพยักหน้าอย่างแรงหนึ่งครั้ง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความสะใจ “ย่อมไม่ปล่อยไปง่ายๆ และก็ไม่ควรจะปล่อยเหล่าทหารไร้ความสามารถที่ดีแต่ขูดรีดชาวบ้านแต่ไม่ทำงานทำการพวกนี้ไปด้วย!”


“ภายใต้คำร้องขอของท่านผู้ว่าการและท่านผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ โทษตายละเว้นได้ แต่โทษเป็นนั้นหนีไม่พ้น ทั้งหมดถูกปลดออกจากตำแหน่ง โบยสามสิบไม้และจำคุกสามปี”


มีคนหนึ่งได้ยินการลงโทษนี้ก็เบ้ปากอย่างไม่พอใจนัก ไม่นึกว่าจะไม่มีการประหารชีวิตในทันที นี่เป็นการลงโทษที่เบาเกินไปแล้ว


บัณฑิตเห็นปฏิกิริยาของทุกคนก็คิดในใจว่าผลการตัดสินนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว


ชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียวจะไปรู้เรื่องคดเคี้ยวในแวดวงขุนนางได้อย่างไร ทหารที่เป็นหัวหน้านั้นเป็นน้องชายแท้ๆของภรรยาของท่านผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ ส่วนทหารที่เหลือก็ล้วนเป็นญาติพี่น้องที่เกี่ยวดองกัน หากท่านผู้ว่าการสั่งตัดศีรษะจริงๆ เกรงว่าคนรับใช้ใต้บังคับบัญชาเหล่านี้คงจะก่อเรื่องวุ่นวายจนฟ้าถล่มดินทลายเป็นแน่


แค่นี้ ยังเป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้พิจารณาตัดสินคดีด้วยตนเองและต้องอ้างถึงราชโองการของฝ่าบาท

…...


ภายในจวนรับรองขุนนาง


หวังจิ่นนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ


ฉินเหยายืนอยู่ด้านหลังเขา ในมือถือข้าวหน้าเนื้อมองไปยังผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามหวังจิ่นพลางฟังคำพูดลับๆ ที่คนซื่อไม่มีทางเข้าใจที่เขากำลังพูดและกินอย่างเอร็ดอร่อย


อย่างไรเสียก็เป็นเพียงคำพูดแก้ตัวชุดเดิมๆ อะไรๆก็ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด ท่านอย่าได้คิดมากล้วนเป็นเพราะคนหนุ่มสมองไม่ดี ไม่รู้ความ ถึงได้ทำเรื่องที่เข้าใจผิดว่าท่านเป็นคนร้ายเช่นนี้


โปรดอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองเขาผู้เป็นผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์และมองว่าเป็นศัตรู เพียงเพราะความไม่รู้ความของคนหนุ่มเลย


บนใบหน้าของหวังจิ่นปรากฏรอยยิ้มเย็นชา “ที่เห็นข้าผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์คงจะผิดหวังมากสินะ”


เสียงในใจพูดต่อ ข้าผู้นี้คือคนร้ายลอบวางเพลิง แต่เจ้าจะทำอะไรข้าได้!


ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธ “มิกล้า มิกล้า ท่านล้อเล่นแล้ว”


ในใจรู้ดีว่าต่อให้เกรงใจต่อไปก็ไม่สามารถทำให้หวังจิ่นลดความระแวดระวังลงไปได้แม้แต่น้อย ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์จึงเปลี่ยนเรื่อง เอ่ยถามหยั่งเชิงว่า


“ได้ยินว่าครั้งนี้ใต้เท้าหวังนำหลักฐานกลับมาจากอำเภอไคหยางไม่น้อย…”


พูดยังไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงดังเพล้ง ฉินเหยาทำราวกับว่าไม่ระวัง ทำจานเปล่าในมือหล่นแตก


“ขออภัย มือมันลื่น” นางกล่าวอย่างเก้อเขิน รีบย่อตัวลงเก็บเศษจาน


หวังจิ่นถอนหายใจอย่างจนใจ “ให้คนรับใช้มาเก็บก็พอ”


เขาหันหน้าไปเรียกให้บ่าวรับใช้รีบมาเก็บกวาดแล้วยังถามฉินเหยาด้วยความเป็นห่วงว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ไม่รอนางตอบก็เร่งให้คนพานางไปหาหมอแล้ว


ฉินเหยามองมือของตนเองที่สะอาดสะอ้านไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน…อย่างน้อยก็ช่วยแสดงให้มันเหมือนหน่อยสิ!


เพราะทั้งสองคนต่างก็มีบาดแผลบนร่างกาย ท่านหมอจึงเตรียมพร้อมรอรับคำสั่งอยู่ที่จวนรับรองขุนนางตลอดเวลาจึงมาถึงอย่างรวดเร็ว


ดังนั้น ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์จึงถูกปล่อยให้รอเก้ออยู่ข้างๆเช่นนั้น


เมื่อฉินเหยาและหวังจิ่นสองคนหันกลับไปมอง คนผู้นั้นก็จากไปอย่างฉุนเฉียวนานแล้ว


“ทั้งจังหวัดจื่อจิงถูกแทรกซึมอย่างหนัก ตอนนี้เจ้ายังแสดงตนเป็นศัตรูกับผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์อย่างเปิดเผยอีก เขาต้องกังวลว่าเจ้าจะกลับไปเมืองหลวงแล้วทูลฟ้องเขาแน่ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะมีชีวิตรอดกลับไปถึงเมืองหลวงได้” ฉินเหยาถามอย่างสงสัยพลางดึงขากางเกงลง


บาดแผลบนน่องของนาง หากท่านหมอมาดูช้ากว่านี้อีกหน่อยก็คงจะสมานตัวเองไปแล้ว


หวังจิ่นลูบผ้าพันแผลบนแขน บาดแผลข้างในคันมาก แต่ก็ไม่กล้าเกาแรงๆ ไม่เพียงแต่เกาแล้วไม่หายคันกลับยิ่งทำให้ตนเองหงุดหงิดขึ้นมา


เขาข่มกลั้นความหงุดหงิด เหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่ง “เจ้าช่วยพูดอะไรที่เป็นมงคลหน่อยได้หรือไม่”


ฉินเหยา “ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้เจ้าร่ำรวยเงินทอง”


หวังจิ่น “…”


“พูดเรื่องจริงจังนะ คนของเจ้าจะมาถึงเมื่อใด” ฉินเหยาถามอย่างจริงจัง


หวังจิ่นก็ตอบอย่างจริงจังเช่นกันว่า “ไม่รู้”


ตามหลักแล้ว สองวันนี้ควรจะมีคนมาแจ้งข่าวเขา แต่ตลอดสองวันที่ผ่านมากลับไม่มีข่าวคราวใดๆเลย


ฉินเหยาขมวดคิ้ว คาดเดาว่า “คงไม่ได้ถูก…กลางทางแล้วหรอกนะ” นางทำท่าเชือดคอ


หวังจิ่นปฏิเสธทันที “เป็นไปไม่ได้”


“รออีกสองวัน สองวันนี้เจ้าก็พักอยู่กับข้าที่จวนรับรองขุนนางต่อไป” หวังจิ่นรู้สึกกระดากอายเล็กน้อยแล้วพูดอย่างน่าสงสารว่า “ตอนกลางคืนข้ากลัวความมืด เจ้าช่วยอยู่เฝ้ายามให้ข้าได้หรือไม่”


“ใต้เท้า นี่เป็นราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มนะ” ฉินเหยาพูดด้วยท่าทีจริงจัง


หวังจิ่นถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ถ้าเช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ ตอนนี้เขาไม่มีเงินจ่าย งบประมาณถูกใช้จนเกลี้ยงไปนานแล้ว


“เจ้าต้องดูแลหลักฐานให้ดีนะ!” ก่อนจะแยกจากกัน หวังจิ่นก็กำชับอย่างจริงจังยิ่ง


ฉินเหยาอดสงสัยไม่ได้ “ในหีบมีอะไรอยู่กันแน่ แม้แต่ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ก็ยังมาสอบถาม เป็นของที่อันตรายถึงชีวิตหรือ”


หวังจิ่นขานรับเสียงหนึ่ง “มันอันตรายถึงชีวิตได้จริงๆ”


หากพูดออกไปเกรงว่าจะทำให้นางตกใจจนตาย


ฉินเหยาเบ้ปาก “เหอะ!”


เมื่อม่านราตรีโรยตัวลงมา ฉินเหยาก็ทำได้เพียงนั่งอยู่บนหีบไม้ใบใหญ่นั้น มองดูตลาดที่คึกคักนอกหน้าต่าง ในใจก็คิดว่า ถ้ามีบริการส่งอาหารก็คงจะดี อย่างน้อยก็ยังสามารถกินของอร่อยๆ เพื่อตอบแทนกระเพาะของตนเองได้ ฆ่าเวลาที่น่าเบื่อนี้


เพื่อเฝ้าหีบไม้ใบนี้ ฉินเหยาจึงไม่ออกจากจวนรับรองขุนนางแม้แต่ครึ่งก้าว เมื่อถึงยามค่ำคืน ยิ่งไม่ออกไปจากห้อง


เมื่อพูดถึงความเป็นมืออาชีพ หวังจิ่นไม่ยอมรับใครนอกจากนาง ดังนั้นไม่นานเขาจึงหลับไปอย่างสบายใจ


กลางดึก บนถนนนอกจวนรับรองขุนนางพลันมีเสียงกีบเท้าม้า “กุบกับ” ดังขึ้น


มันเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งเย็นชาและเคร่งขรึม


เสียงดังจากไกลขยับเข้ามาใกล้และหยุดลงอย่างกะทันหันที่หน้าประตูใหญ่ของจวนรับรองขุนนางในที่สุด


ฉินเหยาคิดว่าคนที่มารับหวังจิ่นอาจจะตายกลางทางไปแล้วจึงไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาหาถึงที่เร็วเช่นนี้


นางชะโงกหน้าลงไปจากหน้าต่างด้วยดวงตาที่ยังง่วงซึม


บนหลังม้าศึกสีดำตัวใหญ่ แม่ทัพหญิงในชุดเกราะสีแดงก็เงยหน้าขึ้นด้วยสายตาคมกริบ


สี่ตาสบประสานกัน ทั้งสองคนต่างก็ตกใจ


ตอนที่ 517: สองหน้า


มู่หลิงขมวดคิ้วอย่างสงสัย “เหตุใดจึงเป็นเจ้า”


ฉินเหยายิ้มอย่างมีเลศนัย “กลับเป็นท่าน!”


ไม่น่าแปลกใจที่หวังจิ่นบอกว่าคนที่จะมาสมทบไม่มีทางถูกกำจัดได้ ที่แท้ก็คือหน่วยราชองครักษ์ของ.องค์หญิงใหญ่ผู้โด่งดังนี่เอง


หวังจิ่นเปิดประตูใหญ่ของจวนรับรองขุนนาง เห็นภาพของคนทั้งสองกำลังสบตากันจากระยะไกล ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง


หวังจิ่นมองดูฉินเหยาที่หน้าต่างชั้นสองแล้วก็หันไปมองมู่หลิงที่อยู่บนหลังม้า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสตรีที่แข็งแกร่งที่สุดข้างกายเขาสองคนนี้จะรู้จักกัน!


“ท่านแม่ทัพ ในที่สุดท่านก็มาถึง” หวังจิ่นเข้าไปทำความเคารพ พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งร่างก็ผ่อนคลายลง


มู่หลิงละสายตาจากฉินเหยา ก้มลงมองหวังจิ่นแล้วพยักหน้าอย่างเย็นชาและห่างเหินเป็นการตอบรับ ไม่ได้มีความคิดที่จะลงจากหลังม้า


“เพื่อไม่ให้เรื่องยืดเยื้อจนเกิดปัญหา ขอให้ใต้เท้าหวังนำของออกมาแล้วออกเดินทางไปกับข้าทันที”


หวังจิ่นตกใจ “ตอนนี้เลยหรือ”


ท้องฟ้าด้านบนยังคงมืดสนิท เหลือเวลาอีกสองชั่วยามกว่าประตูเมืองจะเปิด


ถึงแม้เขาจะรู้ว่าสถานการณ์เร่งด่วน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้


มู่หลิงกลับไม่มีทีท่าว่าจะอธิบายให้เขาฟัง กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ให้เวลาใต้เท้าเตรียมตัวครึ่งเค่อ”


พอหวังจิ่นได้ยินก็ทำได้เพียงสลัดสมองที่ยังไม่ค่อยตื่นของตนเองแล้วรับคำ


“สินค้ามีน้ำหนักมากนัก ขอให้ท่านแม่ทัพให้ข้าน้อยยืมกำลังคนสักสองคน” หวังจิ่นเอ่ยขออย่างสุภาพ


มู่หลิงเลิกคิ้วขึ้น เหลือบมองไปยังหน้าต่างที่ปิดแล้วบนชั้นสองแวบหนึ่ง ทันใดนั้นก็พลิกตัวลงจากหลังม้าแสดงออกให้หวังจิ่นนำทาง


หวังจิ่นประหลาดใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก รีบกล่าวว่า “มิกล้ารบกวนท่านแม่ทัพ เพียงแค่ขอพี่สาวสองคนไปกับข้าน้อยก็พอแล้ว”


“อย่าพูดจาไร้สาระ! นำทาง” มู่หลิงปฏิเสธอย่างรำคาญใจแล้วก้าวเดินเข้าไปในจวนรับรองขุนนาง


หวังจิ่นเข้าใจแล้ว เกรงว่านางไม่ได้ลงจากหลังม้ามาเพื่อช่วยเขาขนของ แต่เพื่อไปพบกับสตรีที่แข็งแกร่งอีกคนหนึ่งต่างหาก


ไม่รู้ว่าสองคนนี้ ใครจะเก่งกว่าใคร หวังจิ่นนำทางอยู่ข้างหน้าพลางคิดฟุ้งซ่านในใจ


เมื่อทั้งสองคนมาถึงหน้าห้องของฉินเหยา ยังไม่ทันที่หวังจิ่นจะเคาะประตู มู่หลิงก็เตะเข้าไปหนึ่งที


ประตูไม้บางๆสองบานนั้นไม่อาจทนทานไหว หลังจากเสียงดังปัง มันก็ล้มลงกับพื้น


ในใจของหวังจิ่นสั่นสะท้าน นี่คงจะมีเรื่องบาดหมางกันสินะ


“ท่านแม่ทัพ ประตูพังแล้วต้องชดใช้เงินด้วยนะเจ้าคะ” ฉินเหยายืนอยู่ในประตู ถือเชิงเทียนแล้วพูดอย่างยิ้มแย้ม


แสงเทียนส่องสว่างไปทั่วห้อง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่คล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้มของมู่หลิง


“ใต้เท้าหวังจะชดใช้ให้เอง” นางก้าวข้ามประตูเข้ามา สายตาที่เต็มไปด้วยเลศนัยกวาดมองใบหน้าของฉินเหยาแล้วก็หันไปยังหีบไม้ใบใหญ่ที่สะดุดตาในห้องทันที


“เปิด!” มู่หลิงสั่งหวังจิ่น นางต้องการจะตรวจสอบสิ่งของในหีบอีกครั้ง


หวังจิ่นเหลือบมองไปทางฉินเหยา “ยังมีคนนอกอยู่ที่นี่…”


เขาส่งสายตาให้ฉินเหยาอย่างบ้าคลั่งว่า ‘เจ้าออกไปสิ’


ฉินเหยายักไหล่ วางเชิงเทียนลงแล้วกำลังจะออกไปก็ได้ยินเสียงมู่หลิงพูดเสียงทุ้มว่า “ไม่เป็นไร”


ฉินเหยาหยุดฝีเท้า ความสนใจที่ถูกกดไว้หลายวันนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว มาดูกันว่าในหีบใบนี้มีของอะไรอยู่กันแน่


หวังจิ่นประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเลือกที่จะทำตามคำสั่ง หยิบกุญแจออกมาแล้วไขเปิดหีบไม้อย่างเด็ดเดี่ยว เมื่อเปิดฝาหีบออกก็เผยให้เห็นของที่อยู่ข้างใน


มันคืออาวุธสองสามชิ้นและยังมีของที่ใส่ไว้ในหีบไม้ที่เล็กกว่าอีกใบหนึ่ง


มู่หลิงหยิบอาวุธเหล่านั้นขึ้นมาดู ไม่ใช่ดาบหรือกระบี่ที่คนในยุทธภพนิยมใช้ แต่เป็นทวนที่ใช้ในกองทัพ


ของสิ่งนี้ถือเป็นเครื่องประกอบพิธีอย่างหนึ่ง ตอนที่แต่งตั้งอ๋อง ขุนนางผู้ประกอบพิธีจะใช้มันในขบวนแห่


มุมปากของมู่หลิงปรากฏรอยยิ้มเย็นชา วางทวนที่มีรูปแบบเหมือนกันและยังสลักตัวอักษรไว้เหล่านี้ลง ส่งสัญญาณให้หวังจิ่นเปิดหีบใบเล็กข้างใน


หวังจิ่นหยิบหีบออกมาวางไว้บนโต๊ะในห้องพักแขกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ปลดล็อกแล้วเปิดออก


สีดำสายหนึ่งปรากฏแก่สายตา บนนั้นมีด้ายสีทองปักเป็นรูปเกล็ดมังกรอัน.งดงามทีละชิ้นทีละชิ้น ต่อให้ฉินเหยาไม่เคยเห็นว่าฉลองพระองค์ที่ฮ่องเต้แคว้นเซิ่งทรงสวมใส่มีลักษณะเป็นเช่นไรก็พอจะเดาได้ว่าลวดลายเกล็ดมังกรบนนี้ต้องเป็นของต้องห้ามอย่างแน่นอน


“ถึงกับลอบสร้างฉลองพระองค์!” มู่หลิงตกใจอย่างยิ่ง จากนั้นก็หัวเราะออกมา คู่ต่อสู้ของ.องค์หญิงน้อยลงไปอีกคนหนึ่งแล้ว!


“ใต้เท้าหวัง ทำได้ไม่เลวเลย กลับไปแล้วข้าแม่ทัพจะนำเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่นี่ไปรายงาน.องค์หญิงตามความเป็นจริงอย่างแน่นอน” มู่หลิงตบแขนของหวังจิ่นเบาๆอย่างพึงพอใจ เป็นเชิงบอกให้เขาวางใจ “องค์หญิงใหญ่จะไม่ปฏิบัติต่อท่านอย่างไม่เป็นธรรม”


แต่ไม่คาดคิดว่า หวังจิ่นกลับขยับหลบมือของนาง ทำความเคารพอย่างเคร่งขรึมอีกครั้งหนึ่งแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า


“ข้าน้อยรับบัญชามาจากฝ่าบาท ทุกสิ่งที่ทำไปก็เพื่อราษฎรแคว้นเซิ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าน้อยสมควรทำ”


มู่หลิงค่อยๆลดมือที่ค้างอยู่กลางอากาศลง รอยยิ้มเลือนหายไป จ้องหวังจิ่นอย่างเย็นชาครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขายังไม่เปลี่ยนท่าที สีหน้าก็บึ้งสนิท


“หวังจิ่น ในเมื่อเจ้าไม่เต็มใจที่จะรับใช้องค์หญิง คราวหน้าก็อย่าได้มาร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าสมเพชที่จวน.องค์หญิงอีก!”


แม้มู่หลิงใบหน้าจะแสดงออกอย่างเย็นชา แต่ความโกรธเกรี้ยวแทบจะทะลักออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง อยากจะแผดเผาผู้ตรวจการแผ่นดินตัวเล็กๆ ที่โลภมากไม่รู้จักพออย่างหวังจิ่นคนนี้ให้ตายตกไป


หวังจิ่นกล่าวอย่างไม่ถ่อมตนหรือหยิ่งยโสว่า “ข้าน้อยคิดว่าองค์หญิงทรงรักราษฎรดั่งบุตร จะไม่เพิกเฉยต่อคนทรยศที่ลอบสั่นคลอนราชบัลลังก์ของแคว้นเซิ่งเช่นนี้จึงได้ไปร้องขอที่จวน.องค์หญิง ขอให้องค์หญิงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”


“บัดนี้องค์หญิงทรงยินดีส่งท่านแม่ทัพมาช่วยเหลือ หวังจิ่นซาบซึ้งใจยิ่งนัก รอจนถึงเมืองหลวงแล้ว จะหน้าด้านไปเข้าพบเพื่อขอบคุณน้ำพระทัยของ.องค์หญิงที่มีต่อราษฎรด้วยตนเอง”


ไม่รอให้มู่หลิงได้พูดอะไร หวังจิ่นก็รีบพูดขึ้นอีกว่า “หากท่านแม่ทัพคิดว่าองค์หญิงทรงยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพียงเพราะข้าน้อยซึ่งเป็นแค่ผู้ตรวจการแผ่นดินขั้นเจ็ดเล็กๆคนหนึ่ง เช่นนั้นข้าน้อยก็เห็นว่า เป็นท่านแม่ทัพเองนั่นแหละที่กำลังลบหลู่คุณธรรมอันสูงส่งของ.องค์หญิง!”


มู่หลิงเอ่ยอย่างโกรธจัด “หวังจิ่น ข้าภักดีต่อ.องค์หญิงอย่างสุดหัวใจ เจ้ากล้าดีอย่างไรมายุแยง!”


“มิกล้า” หวังจิ่นทำท่าทีนอบน้อม “ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ”


“ดี ดี ดี! เจ้าหนูเจ้าเก่งมาก!” มู่หลิงชี้หน้าหวังจิ่นอย่างดุเดือด “ก็หวังว่าคำพูดและการกระทำของเจ้าจะตรงกัน เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินขั้นเจ็ดตัวเล็กๆของเจ้าไปให้ดีตลอดชีวิตเถิด อย่าทำให้ความไว้วางใจที่องค์หญิงมีต่อเจ้าต้องสูญเปล่า!”


หวังจิ่นโค้งคำนับอย่างลึกซึ้งไปทางทิศของเมืองหลวง “หวังจิ่นจะไม่ทำให้ความไว้วางใจของ.องค์หญิงต้องสูญเปล่าอย่างแน่นอน!”


เช่นนี้แล้วมู่หลิงจะยังพูดอะไรได้อีก เขาไม่เต็มใจ เขาไม่ยอมเลือกข้าง นางซึ่งเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ หรือจะต้องลดตัวลงไปขอให้เขามอบความภักดี?


แค่ผู้ตรวจการแผ่นดินขั้นเจ็ดคนหนึ่ง ในเมืองหลวงมีอยู่ถมไป ขาดหวังจิ่นไปสักคนก็ไม่เป็นไร!


“เจ้า แบกหีบลงไป” มู่หลิงหันไปหาฉินเหยาอย่างกะทันหัน ชี้ไปที่หีบไม้แล้วออกคำสั่ง


ฉินเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย นี่นางพูดจาข้าๆเจ้าๆกับใครกัน!


มู่หลิงจ้องกลับไปอย่างมั่นใจ เรื่องวุ่นวายกองพะเนินที่พวกเจ้าสองคนทิ้งไว้ยังต้องให้ข้าแม่ทัพตามเช็ดล้างให้พวกเจ้า สั่งให้พวกเจ้าทำงานนิดๆหน่อยๆ แล้วมันจะทำไม?


รู้จักเอาตัวรอดคือยอดคน เมื่อคิดถึงชาวบ้านกว่าสองร้อยชีวิตในหมู่บ้านตระกูลหลิว ฉินเหยาก็ฉีกยิ้มออกมา “ได้เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ รับคำสั่งเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ”


มู่หลิงแค่นเสียงในลำคออย่างพึงพอใจ หันไปมองหวังจิ่นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันตราย “ใต้เท้าหวังยังไม่ไปเก็บของอีกหรือ”


หวังจิ่นตบหน้าผากตัวเอง “ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้”


จากนั้นก็หันไปยิ้มประจบฉินเหยา เมื่ออยู่ใต้ชายคาบ้านใครก็ต้องรู้จักก้มหัวให้เป็น อย่าได้คิดไปต่อกรกับผู้มีอำนาจเป็นอันขาด


จากนั้นจึงถอยออกจากห้อง พุ่งตรงไปยังห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว


พอเขาจากไป มู่หลิงก็ทิ้งมาดในทันที เข้าไปใกล้ฉินเหยาที่กำลังเก็บหีบไม้แล้วถามอย่างสงสัยว่า “หวังจิ่นให้เงินเจ้าเท่าไร ข้าให้สองเท่า ขอเพียงเจ้าไปเมืองหลวงกับข้า”


หากตอนนี้หวังจิ่นยังอยู่ที่นี่ ได้เห็นน้ำเสียงที่เกือบจะเป็นการหลอกล่อของมู่หลิง เขาจะต้องถามด้วยความโกรธอย่างแน่นอนว่า ท่านแม่ทัพเหตุใดท่านจึงมีสองหน้าสองมาตรฐาน!


ตอนที่ 518: ใหญ่ที่สุด ดีที่สุด


ฉินเหยาแบกหีบขึ้นบ่า ยิ้มปฏิเสธ “ขอบคุณในความเมตตาของท่านแม่ทัพ แต่ตอนนี้ข้ายังไม่สนใจที่จะไปเมืองหลวง”


คำตอบนี้อยู่ในความคาดหมาย มู่หลิงจึงไม่ได้รู้สึกผิดหวังแต่อย่างใด นางยิ้มให้ฉินเหยา “รอจนเจ้าอยากไปเมื่อไหร่ก็อย่าลืมมาหาข้าเล่า”


ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอนเจ้าค่ะ”


เมื่อทั้งสองคนมาถึงหน้าประตูจวนรับรองขุนนาง ทหารหญิงก็จูงรถม้ามา ฉินเหยาจึงนำหีบไม้ขึ้นไปวางบนรถ ตบมือ ภารกิจสำเร็จลุล่วง


หวังจิ่นกอดสัมภาระที่น้อยนิดจนน่าสงสารของตนเองปีนเข้าไปในรถม้า โผล่ศีรษะออกมาจากหน้าต่างรถแล้วประสานหมัดให้ฉินเหยาอย่างจริงจัง “หากมีวาสนาคงได้พบกันอีก!”


ฉินเหยาพยักหน้า อวยพรคนทั้งสองอย่างจริงใจ “เดินทางโดยสวัสดิภาพ”


มู่หลิงยกมุมปากขึ้นยิ้ม โบกมือคราหนึ่ง ขบวนคนก็ค่อยๆจากไปไกล


ฉินเหยายืนส่งอยู่ที่หน้าประตูจวนรับรองขุนนางอยู่ครู่หนึ่งจึงกลับเข้าห้องไปนอนชดเชยต่อ


เมื่อไร้ภาระ การนอนหลับในช่วงครึ่งหลังของคืนนี้จึงสบายเป็นพิเศษ


พอฟ้าสาง ฉินเหยาก็คืนห้องแล้วจากไป ขับรถม้าของตนเอง นำกล่องเครื่องใช้สตรีมุ่งตรงไปยังร้านสาขาของห้างการค้าฟู่หลง


ข่าวการเข้าเมืองของนาง ชิวเยี่ยนรู้มานานแล้ว อย่างไรเสียฉากเด็ดอย่าง ‘ทหารถังหูลู่เสียบไม้’ ที่หน้าประตูเมืองในวันนั้นก็โด่งดังไปทั่วทั้งเมือง อยากจะไม่รู้ก็ยาก


กล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นใหม่ครั้งนี้ผ่านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจากสมาชิกหน่วยพัฒนาจึงมีความแตกต่างอย่างมากจากรุ่นแรก


ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ วัสดุที่ใช้ หรือรายละเอียดการแบ่งช่องภายในล้วนได้รับการยกระดับคุณภาพขึ้นทั้งนั้น


ตัวกล่องใช้ไม้ราคาสูงที่ค่อนข้างแข็งแรงและมีน้ำหนักเบา ภายในกล่องทั้งหมดบุด้วยผ้าลายตารางสีชมพูอ่อนที่สั่งทำขึ้นพิเศษ หูหิ้วก็เปลี่ยนเป็นหนัง ตัวกลอนใช้หยกสีอ่อนที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีและมีสีสม่ำเสมอ


ส่วนผิวเคลือบนั้นทาถึงเจ็ดชั้น ทำให้มีความแวววาวดุจอัญมณี ลวดลายดอกไม้ที่วาดด้วยมือบนผิวกล่องก็เปลี่ยนเป็นการฝังมุก ยิ่งขับเน้นให้ดูหรูหราสูงค่า


สิ่งที่ประณีตยิ่งกว่าคือการออกแบบตัวกล่องทั้งหมดซึ่งหลุดออกจากรูปแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั่วไป โดยทำเป็นทรงกล่องแนวนอน


ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเช่นนี้เมื่อวางอยู่ตรงหน้าก็ไม่ต่างอะไรกับงานศิลปะอันงดงามชิ้นหนึ่ง ช่างเจริญตาเจริญใจ


ชิวเยี่ยนรับถุงมือผ้าฝ้ายที่ฉินเหยาส่งมาสวมไว้บนมือจึงค่อยกล้าใช้มือแตะสัมผัสความละเอียดอ่อนของตัวกล่องอย่างพินิจพิเคราะห์


องค์ประกอบที่แสดงถึงความมั่งคั่งเหล่านี้บนพื้นผิวค่อนข้างพบเห็นได้ทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้ชิวเยี่ยนรู้สึกทึ่งคือการบุผ้าลายข้าวหลามตัดสีชมพูด้านใน


หากเขาดูไม่ผิด บนลายข้าวหลามตัดนี้ยังมีตัวอักษรลายศิลป์ที่ปักด้วยมือล้วนๆอยู่ด้วย


แต่ตัวอักษรนั้นดูแปลกๆ คล้ายกับอักษรสันสกฤต แต่ก็คล้ายกับตัวเลขอารบิกที่มาจากแคว้นซีอวี้ เขาถึงกับอ่านไม่ออก


ฉินเหยาอธิบายขึ้นมาก่อน “นี่คือสัญลักษณ์ของสินค้า เป็นตัวอักษรลายศิลป์ที่ออกแบบโดยใช้อักษรตัวแรกจากชื่อตระกูลเฉียวของนักออกแบบเฉียวอวิ๋นซึ่งเขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ได้ว่าQ และอักษรตัวแรกของตระกูลฉินของข้าซึ่งเขียนเป็นตัวพิมพ์เล็กได้ว่าq โดยเรียกย่อๆว่าสัญลักษณ์Qคู่”


พูดพลาง เมื่อเห็นแววตาสับสนของชิวเยี่ยนที่อยากจะถามรายละเอียดว่าอะไรคือตัวอักษรพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก ฉินเหยาก็รีบยกมือห้าม


“เรื่องตัวอักษรหรือไม่ใช่ตัวอักษรนั้นไม่สำคัญ เถ้าแก่เพียงแค่รู้ว่าสัญลักษณ์ของกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นนี้ของเราลอกเลียนแบบได้ยากก็พอแล้ว เพราะสมาชิกหน่วยพัฒนาของเรายังได้ใส่วิธีการป้องกันการปลอมแปลงแบบพิเศษบางอย่างเข้าไปด้วย”


อย่างแรกคือด้ายปัก ในนั้นมีส่วนผสมของแร่ย้อมสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเขตจังหวัดจื่อจิง ที่อื่นไม่สามารถผลิตออกมาในปริมาณมากได้


อย่างที่สองคือสัญลักษณ์Qคู่ บนพื้นผิวด้านในของกล่องเครื่องใช้สตรีทุกใบจะมีสัญลักษณ์Qคู่เก้าตัวที่ใช้วิธีการปักแบบอื่น อีกทั้งตำแหน่งการปักยังสอดคล้องกับหมายเลขเฉพาะตัวของกล่องเครื่องใช้สตรีแต่ละใบ ทำให้แยกแยะได้ง่ายขึ้นอย่างมาก


สุดท้ายนี้ สินค้าของแท้จัดจำหน่ายโดยห้างการค้าฟู่หลงโดยตรง ไม่มีสาขาอื่น


ด้วยวิธีการเหล่านี้อย่างน้อยก็จะสามารถรับมือกับโรงงานไม้ในตลาดได้ถึงร้อยละเก้าสิบแล้ว


ส่วนที่เหลืออีกร้อยละสิบก็ต้องอาศัยความภักดีของผู้บริโภคในการแก้ไขปัญหา


“พวกเราต้องสร้างตราสินค้านี้ให้โด่งดังและเชื่อมโยงมันเข้ากับห้างการค้าฟู่หลงอย่างลึกซึ้ง จากนั้นไปค้นหาเรื่องราวของคนดังจากในตำราโบราณเพื่อนำมาอ้างอิงเชื่อมโยง สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ระดับสูงสุดที่เป็นอมตะออกมา…”


ฉินเหยาพูดรวดเดียวเสียยืดยาวก็ไม่รู้ว่าชิวเยี่ยนจะฟังเข้าใจได้เท่าไร อย่างไรเสียส่วนที่ไม่เข้าใจค่อยมาหารือกันอย่างละเอียดในวันหน้า เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือจะทำการค้านี้หรือไม่


ฉินเหยาดื่มชาเย็นในถ้วยรวดเดียวจนหมด เช็ดปากอย่างองอาจพลางเลิกคิ้วถาม


“เถ้าแก่คิดถี่ถ้วนแล้วหรือไม่ หากว่าคิดถี่ถ้วนดีแล้ว ข้าคิดว่าวันนี้พวกเราก็สามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้เลย”


ชิวเยี่ยนรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ความรู้สึกเลือดร้อนที่อยากจะสร้างการค้าให้ยิ่งใหญ่นี้ ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับตนคือตอนที่เขาอายุสิบแปดปีเพิ่งจะรับช่วงต่อการค้าของตระกูล


น่าเสียดายที่ในช่วงกลียุค การที่สามารถรักษากิจการของบรรพบุรุษไว้ได้ก็ใช้พละกำลังของเขาไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว


บัดนี้เบื้องหลังได้รับการชื่นชมจากผู้สูงส่ง ห้างการค้าทั้งหมดจึงสามารถผงาดขึ้นมาได้กลายเป็นห้างการค้าอันดับหนึ่งของจังหวัดจื่อจิงแห่งนี้


แต่เพื่อให้ตำแหน่งมั่นคง ยังต้องมีความสามารถที่แท้จริงอันโดดเด่นด้วย


เมื่อมองดูกล่องเครื่องใช้สตรีอัน.งดงามที่อยู่เบื้องหน้านี้อีกครั้ง ชิวเยี่ยนก็เกิดความรู้สึกรุนแรงขึ้นมาว่าต้องไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปเด็ดขาด


เขาเงยหน้าขึ้นมองฉินเหยา น้ำเสียงทุ้มต่ำ “ทำ และจะต้องทำให้ใหญ่ที่สุด ดีที่สุด!”


ฉินเหยายกฝ่ามือขึ้น ชิวเยี่ยนก็ประกบมือกับนาง เสียง “แปะ” ดังขึ้นอย่างสดใส การซื้อขายได้บรรลุข้อตกลงแล้ว ทั้งสองคนมองหน้ากันแล้วยิ้ม ต่างก็รู้สึกตื่นเต้น


ชิวเยี่ยนถาม “จะตั้งราคาเท่าไหร่”


ตามความคิดของเขา ในเมื่อก่อนหน้านี้มีรูปแบบความร่วมมือประจำอยู่แล้ว ครั้งนี้ก็ควรจะเหมือนเดิม


ถึงแม้จะมีการแก้ไขก็คงไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก


คาดไม่ถึงเลยว่าฉินเหยาจะพูดว่า “ราคาข้าเป็นคนกำหนด ของข้าก็จะเป็นคนทำ ข้าจะจ่ายเงินให้ท่านเพื่อซื้อช่องทางการจัดจำหน่ายของท่าน”


พูดจบก็เสนอราคาทันที “ข้าจะให้ส่วนแบ่งแก่ห้างการค้าฟู่หลงหนึ่งส่วนจากยอดขายทั้งหมด ทุกๆหนึ่งพันกล่องเครื่องใช้สตรีที่ขายได้ ค่าตอบแทนที่จ่ายให้แก่ห้างการค้าของท่านก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วนและสูงสุดอยู่ที่สามส่วน”


เมื่อเห็นว่าชิวเยี่ยนขมวดคิ้วแน่นขึ้น ฉินเหยาก็เสริมขึ้นอีกประโยคหนึ่งว่า “กล่องเครื่องใช้สตรีหนึ่งกล่องตั้งราคาไว้ที่หนึ่งร้อยตำลึง ดังนั้นวิธีการที่ข้าพูดจึงนับเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับห้างการค้าของท่าน”


มิฉะนั้นแล้ว ต่อให้ห้างการค้าฟู่หลงเทหมดหน้าตักก็ไม่สามารถสั่งซื้อกล่องเครื่องใช้สตรีหนึ่งพันกล่องได้


ตามวิธีการคำนวณของฉินเหยา ทุกครั้งที่ห้างการค้าฟู่หลงขายกล่องเครื่องใช้สตรีได้หนึ่งกล่อง อย่างน้อยที่สุดก็จะได้กำไรสิบตำลึงและอย่างมากที่สุดก็สามารถทำกำไรได้ถึงสามสิบตำลึง


เมื่อเทียบกับรูปแบบการสั่งซื้อแล้วส่งของแบบเดิม แผนการใหม่นี้เห็นได้ชัดว่ามั่นคงปลอดภัยกว่า อีกทั้งฉินเหยายังมอบแผนการตลาดครบชุดให้เปล่าๆด้วย ถือเป็นการค้าที่รับประกันว่าจะได้กำไรไม่มีขาดทุน


และในทางกลับกัน หากกล่องเครื่องใช้สตรีและห้างการค้าฟู่หลงผูกติดกันอย่างลึกซึ้งแล้ว สำหรับโรงงานเครื่องเขียนก็จะมีความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวงที่จะถูกผูกขาดและควบคุม


แน่นอนว่า เป้าหมายของฉินเหยาไม่ได้มีเพียงเท่านี้


ในตอนนี้ นี่เป็นเพียงก้าวแรกในแผนการของนาง


เมื่อโรงงานเครื่องเขียนสะสมเงินทุนเริ่มต้นได้ถึงระดับหนึ่ง การเข้าซื้อกิจการห้างการค้าฟู่หลงทั้งหมดจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด


แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องเหล่านี้ เพราะนี่เป็นเพียงการวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวตามความเคยชินของนางเท่านั้น สุดท้ายแล้วการค้านี้จะทำไปได้นานแค่ไหนก็ยังไม่รู้


หากดูจากสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายในตอนนี้ ห้างการค้าฟู่หลงคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุด


แผนการที่นางเสนอขึ้นมานั้นก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดให้กับโรงงานเครื่องเขียน ดังนั้นจึงไม่รังเกียจที่จะแสดงภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูซื่อบริสุทธิ์และไม่มีพิษมีภัยราวกับ ‘พร้อมจะถูกกินรวบได้ทุกเมื่อ’ ให้ห้างการค้าฟู่หลงได้เห็น


เมื่อได้ยินราคาที่สูงถึงหนึ่งร้อยตำลึง ชิวเยี่ยนก็ตกใจก่อนในตอนแรก จากนั้นก็จมอยู่ในความคิด


หากไม่นับเรื่องราคาที่สูงจนน่าเหลือเชื่อที่หนึ่งร้อยตำลึง ยิ่งเขาคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าแผนการแบ่งผลประโยชน์นี้สำหรับห้างการค้าฟู่หลงแล้ว ที่จริงมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย


ดังนั้นเขาจึงยิ่งคิดไม่ตกว่าทำไมฉินเหยาถึงทำเช่นนี้ รู้สึกอยู่ตลอดว่าในเรื่องนี้มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรซ่อนอยู่


ฉินเหยาไม่ปล่อยให้เขาคิดนานนัก นางลุกขึ้นยืนแล้วถามอย่างหงุดหงิดว่า “เถ้าแก่ให้คำตอบที่แน่นอนมาเถอะ ข้าเองก็เหนื่อยแล้ว เตรียมจะกลับไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนหน่อย”


“หลายวันนี้ข้าติดตามท่านผู้ตรวจการวิ่งวุ่นทำงานหนักก็เหนื่อยพอสมควร” ฉินเหยาแสร้งทำเป็นเหนื่อยล้าแล้วนวดขมับของตนเอง


ตอนที่ 519: แตงสุกแล้ว


ชิวเยี่ยนกัดฟัน “เจ้ามีข้อเรียกร้องอื่นอีกหรือไม่”


เช่นว่าต้องยืมเงินเขาเพื่อสร้างโรงงานอะไรทำนองนั้น


ฉินเหยายิ้มจางๆ ตอนนี้นางมีเงินอยู่แล้ว แต่มีรายละเอียดเล็กน้อยที่ต้องอธิบายให้เขาฟังอย่างชัดเจน


“หากห้างการค้าฟู่หลงไม่สามารถประชาสัมพันธ์กล่องเครื่องใช้สตรีและขายออกไปได้ ข้าจะไปหาห้างการค้าอื่นเพื่อร่วมมือด้วยก็สมเหตุสมผลดีใช่หรือไม่”


ชิวเยี่ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย “ตอนนี้ในจังหวัดจื่อจิงมีเพียงห้างการค้าฟู่หลงของข้าที่มีศักยภาพแข็งแกร่งที่สุด หากแม้แต่พวกเรายังทำไม่สำเร็จ ห้างการค้าอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว”


ฉินเหยายังคงยิ้มจางๆ “แต่ใต้หล้านี้ก็ไม่ได้มีเพียงแค่จังหวัดจื่อจิงที่เดียวเสียหน่อย”


สิ้นเสียง เมื่อเห็นว่าสีหน้าของชิวเยี่ยนดูไม่ค่อยดีนัก ฉินเหยาก็รีบพูดขึ้นว่า “แต่ข้าเชื่อว่าด้วยศักยภาพของห้างการค้าฟู่หลง พวกเราสองฝ่ายร่วมมือกัน จะต้องทำให้กล่องเครื่องใช้สตรีขายดีเป็นเทน้ำเทท่าได้อย่างแน่นอน!”


“นั่นเป็นเรื่องธรรมดา” ในที่สุดใบหน้าของชิวเยี่ยนก็มีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง เมื่อเห็นว่าฉินเหยาเหนื่อยแล้วก็บอกให้นางไปพักผ่อนที่เรือนพักแขกในสวนด้านหลังก่อนได้ รอให้ตนเองร่างสัญญาเสร็จแล้วค่อยเรียกนางมาตรวจสอบ


ฉินเหยาก็ไม่ได้เกรงใจ กล่าวขอบคุณแล้วตามลูกจ้างของห้างการค้าไปยังสวนด้านหลังเพื่อพักผ่อน


ชิวเยี่ยนทำงานได้รวดเร็วมาก พอฉินเหยาตื่นจากการนอนกลางวัน สัญญาก็ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว


ทั้งสองคนตรวจสอบความถูกต้อง ณ ที่นั้นแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ประทับตราของตนเอง อาศัยจังหวะที่ฟ้ายังไม่มืดก็รีบไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อหาคนกลางมาเป็นพยาน สัญญาจึงมีผลบังคับใช้ทันที


ก่อนจะแยกย้ายกัน ชิวเยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะพูดอีกประโยคหนึ่งว่า “หากฉินเหนียงจื่อขัดสนเรื่องเงินทองก็บอกมาได้เลย ขอเพียงแค่ยังอยู่ในความสามารถของข้าผู้แซ่ชิว จะไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน”


สายตาที่มองมายังฉินเหยานั้นแฝงไปด้วยการลองเชิง


เขาสงสัยจริงๆ ว่าในมือนางมีเงินอยู่เท่าไหร่กันแน่ จะสามารถทำกล่องเครื่องใช้สตรีที่หรูหราเช่นนี้ออกมาได้หรือไม่


ตามข้อตกลง โรงงานเครื่องเขียนจะส่งมอบกล่องเครื่องใช้สตรีหนึ่งร้อยใบให้แก่ห้างการค้าก่อนวันไหว้พระจันทร์ในเดือนแปด เพื่ออาศัยช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์เปิดตัวที่เมืองหลวงของมณฑลเป็นครั้งแรกและสร้างกระแสออกไป


กำไรของโรงงานเครื่องเขียน ชิวเยี่ยนสามารถคำนวณออกมาได้ ดังนั้นจึงสามารถคำนวณส่วนที่อยู่ในมือของฉินเหยาได้เช่นกัน


แต่เขาไม่รู้ว่าฉินเหยายังมีรายได้พิเศษอีกไม่น้อย รวมถึงกิจกรรมระดมทุนเข้าร่วมหุ้นหลังจากกลับหมู่บ้าน ในใจจึงไม่ค่อยมั่นใจนัก


ฉินเหยากล่าวอย่างจริงจังว่า “วางใจเถอะ จำนวนสินค้าที่ตกลงกันไว้ข้าจะส่งมอบให้ตรงเวลา รับประกันทั้งคุณภาพและปริมาณ”


เมื่อได้ยินคำพูดของนาง ชิวเยี่ยนจึงวางใจลงได้อย่างแท้จริง คืนนั้นพอกลับถึงห้างการค้าก็เรียกผู้ดูแลทั้งหมดมาประชุมทันที เริ่มลงมือปูทางสร้างกระแสสำหรับการเปิดตัวครั้งแรกของกล่องเครื่องใช้สตรี


ทางด้านฉินเหยาก็ไม่หยุดนิ่งเช่นกัน พอได้สัญญามา วันรุ่งขึ้นก็รีบเดินทางกลับ


เมื่อไม่มีหวังจิ่นแล้ว ตลอดทางจึงปลอดภัยอย่างยิ่ง


แต่ในวันที่ฉินเหยามาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว ทันใดนั้นนางก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากชิวเยี่ยน


ในจดหมายบอกฉินเหยาอย่างชัดเจนว่ามีผู้มีอำนาจออกมาข่มขู่ห้างการค้าฟู่หลงให้ยุติการค้าทั้งหมดกับโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิว


แต่ทั้งหมดถูกชิวเยี่ยนแก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว บอกให้ฉินเหยาวางใจผลิตกล่องเครื่องใช้สตรี ไม่ต้องกังวลมากเกินไป กล่องเครื่องใช้สตรีสองใบที่นางทิ้งไว้ที่เมืองหลวงของมณฑลกำลังอยู่ในระหว่างทางส่งไปยังเมืองหลวง


เพราะความเข้าใจผิดที่สวยงามครั้งก่อน ชิวเยี่ยนยังแอบถามฉินเหยามาสองสามประโยคว่ายังคงติดต่อกับองค์หญิงใหญ่ผู้สูงศักดิ์อยู่หรือไม่


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น บางครั้งนางก็รู้สึกว่าตนเองหน้าหนาไม่เบา ไม่ได้อยากจะชี้แจงความเข้าใจผิดที่สวยงามนี้เลย


โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่ตนเองยังถูกผู้มีอำนาจจับตามองอยู่ หากไม่ยืมชื่อเสียงขององค์หญิงใหญ่มาใช้ โรงงานเครื่องเขียนคงจะตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่


ดังนั้นจึงหยิบป้ายคำสั่งที่มู่หลิงให้ไว้ก่อนหน้านี้ออกมา ใช้หมึกคัดลอกลงบนกระดาษขาว ให้ขบวนรถม้าของหลิวไป่นำไปยังเมืองหลวงของมณฑล


พอชิวเยี่ยนได้ดูภาพคัดลอกบนจดหมายตอบกลับก็วางใจลง


ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาทำได้เพียงต่อรองกับผู้มีอำนาจท่านนั้นต่อไป ทุกอย่างต้องรอให้ใต้เท้าผู้ตรวจการเดินทางไปถึงเมืองหลวง


แต่ก็รู้ว่าสุนัขบ้าที่ใกล้จะตายมักจะกัดไม่เลือกหน้า ทางด้านชิวเยี่ยนเองก็มีความกดดันไม่น้อย


กลับเป็นทางด้านฉินเหยา ที่การกวาดล้างหลายครั้งได้ทิ้งเงามืดขนาดใหญ่ไว้ให้อีกฝ่าย ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่กล้าโผล่หัวออกมาก่อกวนนาง


บวกกับที่อำเภอไคหยางยังมีซ่งจางอยู่ ขอเพียงฉินเหยาไม่ออกจากอำเภอไคหยางก็ถือว่าปลอดภัย


เมื่อสลัดสงครามในที่ลับของชนชั้นสูงเหล่านี้ไป ฉินเหยาก็ทุ่มเททั้งกายและใจให้กับเรื่องการยกระดับโรงงานเครื่องเขียนอย่างเต็มที่


เมื่อมีซ่งอวี้ผู้ช่วยมืออาชีพคนนี้อยู่ ฉินเหยาจึงต้องกังวลเพียงสองเรื่องเท่านั้น


เรื่องแรก…เงิน


เรื่องที่สอง…ก็ยังคงเป็นเงิน!


แต่เรื่องแรกคือเงินส่วนของนางเอง ส่วนเรื่องหลังคือเงินที่ระดมทุนเข้าร่วมหุ้น


วันที่สองหลังจากกลับจากเมืองหลวงของมณฑลมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว ฉินเหยาก็อาศัยจังหวะช่วงเย็นที่ชาวบ้านกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว จัดประชุมเข้าร่วมหุ้นขึ้นที่ศาลบรรพชน


เนื่องจากระดับการศึกษาของชาวบ้านมีจำกัด อย่างมากที่สุดก็เพียงแค่รู้จักตัวอักษรหนึ่งถึงสองร้อยตัวจากชั้นเรียนสอนหนังสือของโรงงานเครื่องเขียน การจะเข้าใจเรื่องการระดมทุน เงินปันผล การเข้าร่วมหุ้นที่ฉินเหยาพูดนั้นยังต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย


ดังนั้นสามวันให้หลัง ฉินเหยาจึงจัดประชุมหารืออีกครั้ง เพื่อสอบถามความคิดเห็นของชาวบ้านทั้งหมู่บ้านและตอบคำถามและข้อสงสัยของชาวบ้าน


ด้วยความเชื่อมั่นในตัวฉินเหยาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ชาวบ้านส่วนใหญ่ในที่ประชุมต่างก็แสดงความต้องการที่จะเข้าร่วม แต่พอได้ยินฉินเหยาบอกว่าห้าตำลึงเงินถึงจะซื้อได้หนึ่งหุ้นก็ทำเอาชาวบ้านตกใจจนหน้าซีด


แต่คนฉลาดก็ย่อมมีอยู่เสมอ สถานการณ์ของโรงงานเครื่องเขียนทุกคนต่างก็เห็นกันอยู่ ดูจากบ้านหลังใหญ่ที่สร้างขึ้นใหม่ของบ้านช่างไม้หลิวและไร่นาที่เพิ่งซื้อใหม่ก็รู้แล้ว


ห้าตำลึงเงิน จริงๆแล้วก็ไม่ถือว่ามากเกินไป ครอบครัวหนึ่งช่วยกันรวบรวมก็พอจะหาได้


ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ยังสามารถขายที่ดินสักหนึ่งถึงสองหมู่ได้


ถ้าแม้แต่ที่ดินก็ไม่มี…แตงเย็นในไร่ก็สุกแล้ว


ตอนที่อินเยว่และเด็กๆกอดแตงโมที่ทุบแตกแล้วสองชิ้นวิ่งกลับเข้าบ้านไปอย่างตื่นเต้น ฉินเหยาก็กำลังคำนวณเงินในมือของตนเองอยู่


ไม่คำนวณก็ไม่รู้ พอคำนวณดูแล้วก็ต้องตกใจ


นี่ยังไม่รวมรายได้จากการสั่งซื้อหีบหนังสือกับห้างการค้าฟู่หลงอีกหกร้อยห้าสิบตำลึงและรายได้จากกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนจากทางไป๋ซั่นอีกสองร้อยสี่สิบตำลึง


ในโรงงานเครื่องเขียนก็ยังเหลือเงินอีกสองร้อยห้าสิบตำลึงไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียน


เมื่อคำนวณเช่นนี้แล้ว การยกระดับโรงงานเครื่องเขียนในครั้งนี้ รวมถึงเงินที่ต้องใช้ในการสร้างโรงงานเพิ่มเติม ความกดดันก็ไม่มากนักแล้ว หรืออาจจะพูดได้ว่าสบายๆเลยทีเดียว


เพราะตามบัญชีของซ่งอวี้ การลงทุนในการผลิตกล่องเครื่องใช้สตรีครั้งนี้ต้องการเงินเพิ่มอีกเพียงหนึ่งพันสองร้อยตำลึงเท่านั้น


ในจำนวนนี้หนึ่งร้อยตำลึงเป็นค่าก่อสร้างและยกระดับโรงงาน ที่เหลืออีกหนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงเป็นเงินค่าวัตถุดิบทั้งหมด…และการเข้าซื้อกิจการร้านปักผ้าในอำเภอและโรงงานแปรรูปหยก


เมื่อคำนวณเช่นนี้แล้ว ฉินเหยาก็ยิ่งวางใจในเรื่องการยกระดับโรงงานอย่างเต็มที่มากขึ้น


พอดีกับที่กลิ่นหอมหวานของแตงโมลอยมาทำให้รู้สึกเบิกบานไปทั้งกายและใจ


ต้าหลางประคองแตงโมครึ่งลูกที่ตนเองทุบแตกยื่นมาตรงหน้านางแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านแม่ แตงในไร่กินได้แล้วขอรับ!”


ซานหลางและซื่อเหนียงน้ำลายสอด้วยความอยากกิน จ้องมองแตงสีแดงสดอีกครึ่งลูกในมือของพี่รองตาไม่กะพริบ รอเพียงแค่ท่านแม่เอ่ยปากก็จะลงมือกัดทันที


อินเยว่เพิ่งจะเคยเห็นแตงโมของจริงเป็นครั้งแรก ถึงแม้จะหอมแปลกๆ แต่ก็ยังคงสงสัยในลายเปลือกของมันอยู่ “ท่านอาจารย์ แตงเย็นนี่อร่อยขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ”


ฉินเหยาวางลูกคิดลงแล้วลุกขึ้นยืน ส่งสัญญาณให้ทุกคนตามมา หลายคนมาถึงห้องครัว นางก็ให้หลี่ซื่อนำมีดทำครัวมา ฉินเหยาฟันฉับๆสองสามครั้งก็หั่นแตงสองซีกนี้เป็นชิ้นเล็กๆเท่าๆกัน


นางหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น กินก่อนเป็นคนแรก น้ำหวานฉ่ำแตกระเบิดในปาก ในฤดูร้อนที่ร้อนระอุเช่นนี้นำมาซึ่งความเย็นสดชื่นที่ซึมซาบเข้าสู่หัวใจ


มีเพียงคำคำเดียวว่า “สุดยอด!”


ตอนที่ 520: ยากจนอย่างมั่นคง


ฉินเหยากินหมดหนึ่งชิ้นในสองสามคำ เมื่อเห็นว่าทุกคนยังคงตั้งตารอคำสั่งจากนาง นางจึงเชิดคางขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนเริ่มกินได้


ฝาแฝดรีบยื่นมือออกไปทันที มือหนึ่งหยิบชิ้นหนึ่ง สองมือทำงานพร้อมกัน กินจนน้ำแตงโมไหลเยิ้ม


ต้าหลางและเอ้อร์หลางเพราะอายุมากกว่าหน่อย ถึงวัยที่ต้องรักษาภาพลักษณ์แล้วจึงหยิบไปคนละชิ้นและกินอย่างสุภาพเรียบร้อย


เมื่อเห็นแม่ลูกทั้งห้าคนกินอย่างมีความสุข หลี่ซื่อและอินเยว่ก็รู้สึกคาดหวังขึ้นมาบ้าง ทั้งสองหยิบขึ้นมาคนละชิ้น กัดไปที่มุมหนึ่งก่อน ไม่นึกเลยว่าจะหวานสดชื่นเกินความคาดหมาย


“อร่อยมาก!” อินเยว่ร้องออกมาอย่างประหลาดใจ


หลี่ซื่อก็พยักหน้าไม่หยุด ไม่ยอมเอ่ยปากพูดเพื่อจะได้กินแตงเพิ่มอีกสักสองสามคำ


ชั่วขณะหนึ่ง ในลานบ้านจึงเหลือเพียงเสียงเคี้ยวแตงโมดังกร้วมๆของคนไม่กี่คน


เสี่ยวไหลฝูที่กำลังเล่นอยู่ตรงบริเวณที่ก่อสร้างสำนักศึกษา ได้ยินเด็กในหมู่บ้านพูดว่าเห็นอินเยว่ ต้าหลางและเอ้อร์หลางอุ้มแตงเย็นอร่อยๆ กลับไปก็รีบวิ่งกลับบ้านด้วยความคาดหวัง ไม่คิดว่าจะมาช้าไปหนึ่งก้าว สิ่งที่เหลือมีเพียงเปลือกแตงโมสีเขียวมรกตเต็มกะละมัง


เมื่อได้กลิ่นหอมหวานที่ยังคงตกค้างอยู่ในอากาศภายในลานบ้านและมองดูท่าทางของท่านแม่และพวกฮูหยินสองสามคนที่นั่งหมดแรงอย่างพึงพอใจอยู่ในห้องโถง เสี่ยวไหลฝูที่ไม่ได้กินแตงโมแม้แต่คำเดียวก็รู้สึกเหมือนหัวใจดวงน้อยๆของตนถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง


เขาร้องไห้โฮออกมา!


ฉินเหยาหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ รีบให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องพาเด็กน้อยผู้น่าสงสารไปที่ไร่เพื่อเก็บแตงโมกลับมาอีกสองสามลูก


ด้วยเหตุนี้ เสี่ยวไหลฝูจึงเปลี่ยนจากร้องไห้เป็นยิ้มได้และตามพวกต้าหลางสี่พี่น้องไปที่แปลงแตงโมอย่างมีความสุข


ฉินเหยาพักอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตกและอากาศไม่ร้อนแล้วจึงพาอินเยว่ออกไปตรวจดูแปลงแตงโมของชาวบ้านคนอื่นๆ ว่าแตงโมของแต่ละบ้านเติบโตเป็นอย่างไรบ้าง


ปีนี้ไร่แตงโมจำนวนมากในหมู่บ้านถูกฝนตกหนักถล่ม ต้นกล้าแตงโมที่กู้คืนมาได้ก็ปลูกอย่างบิดๆเบี้ยวๆ ตอนนี้เมื่อมันสุกแล้ว คุณภาพของแตงโมจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด


ของบ้านนางค่อนข้างดี นอกจากสีจะไม่แดงสดเท่าที่ควรแล้ว รสชาติก็ยังดี ทั้งกรอบและหวาน


ฉินเหยาไล่ดูตั้งแต่ใกล้ไปไกล โดยเริ่มจากบ้านที่อยู่ใกล้ๆก่อน จากนั้นจึงไปดูบ้านที่อยู่ไกลออกไปตรงเชิงเขา


ระหว่างทางมีชาวบ้านจำนวนมากตามมาด้วย ทุกคนต่างก็อยากรู้เกี่ยวกับผลผลิตในไร่แตงโมของบ้านอื่น


แตงโมที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านปลูกนั้นแตกต่างจากของฉินเหยา พวกเขาไม่ได้ดูแลเอาใจใส่มากนัก แตงโมจึงมีขนาดเล็กและไม่กลม


จะว่าชาวบ้านเกียจคร้านก็ไม่ใช่ เพียงแต่ภารกิจหลักยังคงเป็นการปลูกพืชผลหลักที่ใช้บริโภค เช่น ถั่วเหลืองและข้าวจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทุ่มเทพลังงานให้กับไร่แตงโมมากเกินไป


แตงโมของบ้านเหล่านี้เมื่อผ่าออกมา ส่วนใหญ่เนื้อเป็นสีชมพูอ่อน ดูไม่น่ากิน


โชคดีที่ยังพอมีรสหวานอยู่บ้างและยังมีน้ำมากกว่าพุทราแดงและสาลี่สีทองทั่วไป


ทางฝั่งเรือนเก่าดูแลได้ค่อนข้างดี แม้ภายนอกจะดูธรรมดา แต่เนื้อด้านในเป็นสีแดง ทั้งยังมีน้ำเยอะและมีความหวานกำลังดี


ยิ่งเดินลึกเข้าไป ฉินเหยาก็ยิ่งไม่คาดหวังกับผลผลิตแตงโมของหมู่บ้านตระกูลหลิวในปีนี้แล้ว


ไม่นึกว่าเมื่อเดินมาถึงกลางเนินเขา นางจะสะดุดเข้ากับแตงโมลูกใหญ่


ก้มลงมองก็พบว่ามันใหญ่กว่าแตงโมในไร่ของนางเสียอีก ขนาดเท่ากับลูกบาสเกตบอลในยุคปัจจุบัน ทั้งยังกลมดิก


หากไม่ใช่เพราะเพิ่งเห็นแตงโมรูปร่างบิดเบี้ยวเหล่านั้นที่ตีนเขา ฉินเหยาก็คงไม่เชื่อว่านี่คือแตงโมที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์ที่นางแจกจ่ายออกไป


“นี่เป็นของบ้านไหนรึ” ฉินเหยาชี้ไปที่แตงโมที่อยู่ตรงเท้าของนางแล้วหันไปถามชาวบ้านสองสามคนที่เดินตามหลังมาตลอดทาง


ชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าป่านขาดๆ ยาวแทบจะไม่คลุมก้น ท่อนล่างนุ่งเตี่ยวที่ทำจากฟางถัก ผมเผ้ายุ่งเหยิงก็ก้าวออกมาด้วยเท้าเปล่า


ฉินเหยารู้จักชายผู้นี้ เขาคือคนจากบ้านที่อยู่ในแอ่งเขาที่ลึกที่สุดของหมู่บ้าน ชื่อว่าหลิวเฟิ่นตั้น อายุราวยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี


ที่ฉินเหยาจำเขาได้ เป็นเพราะชายคนนี้ทั้งยากจนอย่างมั่นคงและโดดเด่น ทั้งยังติดหนี้ข้าวสารของตระกูลอยู่หนึ่งร้อยจิน


ภรรยาของเขาหนีกลับบ้านเดิมไปแต่งงานใหม่นานแล้วเพราะครอบครัวยากจนเกินไป ตอนที่จากไปนางยังเอาของมีค่าเพียงอย่างเดียวในบ้านซึ่งก็คือชามดินเผาสามใบไปด้วย


หลายปีมานี้หลิวเฟิ่นตั้นเลี้ยงดูลูกชายที่ผอมแห้งอยู่ตัวคนเดียว อาศัยการเช่าที่นาเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ


เมื่อไม่ได้อยู่ในฤดูทำนาที่วุ่นวาย สองพ่อลูกก็จะถือชามไม้เก่าๆออกไปขอทาน


กล่าวได้ว่าเขาโชคร้ายนัก ในช่วงเริ่มต้นราชวงศ์ใหม่ ทุกคนล้วนได้รับส่วนแบ่งเป็นป่าเขาและที่ดิน แม้ว่าคนธรรมดาจะไม่ได้ที่ดินดีๆ แต่หากมีปริมาณมากพอก็สามารถเพาะปลูกจนไม่ถึงกับอดตายได้


แต่สวรรค์ก็ชอบเล่นตลกกับผู้คน ตอนที่ครอบครัวของหลิวเฟิ่นตั้นกำลังบุกเบิกที่ดินก็เกิดดินถล่ม ไม่เพียงแต่ที่ดินจะถูกฝังไปทั้งหมด คนก็ถูกฝังไปด้วย เหลือรอดมาเพียงเขาคนเดียว


โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านคนเก่ามีความสามารถ เขาไปรายงานต่อทางการและขอความเมตตาให้จัดเขาเป็นครัวเรือนที่ได้รับการยกเว้นภาษีจึงทำให้เขาไม่ต้องเสียภาษีที่ดินเหล่านั้นและสามารถมีชีวิตรอดมาได้อย่างยากลำบากด้วยการเช่าที่ดินทำกินอย่างขยันขันแข็งและด้วยความช่วยเหลือจากคนในตระกูล


ต่อมาเมื่อมีลูกชาย ชีวิตก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้น


ด้วยสภาพครอบครัวเช่นนี้ ต่อให้ขยันแค่ไหน แต่เมื่อพื้นฐานอ่อนแอ หรือกระทั่งติดลบ การจะพลิกฟื้นสถานะก็ยากเย็นราวกับปีนขึ้นสวรรค์


หลิวเฟิ่นตั้นพูดเสียงอู้อี้ว่า “ปีนี้ข้าคิดว่าจะอาศัยไร่แตงโมหนึ่งหมู่นี้เพื่อใช้หนี้ที่ติดค้างตระกูล ข้าจึงตั้งใจดูแลพวกมันเป็นพิเศษ ดูภายนอกแล้วก็เติบโตคล้ายๆกับของบ้านท่านผู้ใหญ่บ้าน เพียงแต่ไม่รู้ว่าข้างในจะแดงหรือไม่”


ฉินเหยาถามเขา “จะลองหามาสักลูกแล้วผ่าดูหรือไม่”


แววตาของหลิวเฟิ่นตั้นฉายแววเสียดาย แต่เขาก็ยังเดินเข้าไปในไร่แตงโมแล้วเลือกลูกที่เล็กกว่าและไม่กลมเท่าไรนักออกมาส่งให้ฉินเหยา


“หลายปีมานี้ต้องขอบคุณคนในตระกูลที่คอยดูแล แตงลูกนี้ถือว่าเป็นการขอบคุณทุกคนก็แล้วกัน” แค่แตงเย็นลูกเดียว ยังจะนับเป็นบุญคุณอีก ท่าทางขี้เหนียวของเขาทำให้ชาวบ้านส่ายหน้า


แต่เมื่อคิดถึงสถานการณ์ของบ้านเขาแล้วก็พอจะเข้าใจได้ ในที่สุดก็ไม่มีใครพูดจาถากถางเขาพร้อมกับยื่นมีดให้ฉินเหยา เชิญให้นางเป็นคนผ่า


ฉินเหยาใช้มีดผ่าลงไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเนื้อสีแดงสดน่ากิน นางกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “ดูท่าแล้วไม่เลวเลย”


นางหั่นแตงโมเป็นชิ้นเล็กๆต่อแล้วแบ่งให้ทุกคนได้ลิ้มลองพร้อมทั้งยื่นให้หลิวเฟิ่นตั้นชิ้นหนึ่งด้วย


“เจ้าปลูกแตงนี้เองก็ลองชิมดูสิ” ฉินเหยากล่าว


หลิวเฟิ่นตั้นยังไม่เคยกินแตงโมมาก่อน เมื่อได้กลิ่นหอมหวานจากในมือก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ เขาก้มหน้าลงกัดคำเล็กๆอย่างทะนุถนอม


รสชาติหวานสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วปลายลิ้นในทันที หลิวเฟิ่นตั้นที่ไม่เคยกระทั่งลิ้มรสน้ำตาลถึงกับตกตะลึงกับน้ำแตงโมที่หวานฉ่ำนี้และกลืนลงไปโดยไม่รู้ตัว


เขาเลียริมฝีปากพลางคิดอย่างตื่นเต้นว่า ที่แท้บนโลกนี้ก็มีผลไม้ที่อร่อยถึงเพียงนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ปีที่แล้วสามารถขายได้ถึงสามสิบเหวินต่อหนึ่งจิน!


แตงโมที่เหลือถูกเขากินรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง


เมื่อกินเสร็จ เขาก็เห็นฉินเหยาและคนอื่นๆ พยักหน้าอย่างพึงพอใจก็ทั้งรู้สึกดีใจและเสียดายเงินในเวลาเดียวกัน


แตงโมลูกเมื่อครู่คงจะหนักราวเจ็ดแปดจิน นั่นมันเงินกว่าสองเฉียนเชียวนะ แค่ไม่กี่คำก็หมดไปแล้ว


ฉินเหยาไม่ได้สนใจความรู้สึกเสียดายของเขา นางเดินเข้าไปในไร่เพื่อดูรอบๆ ก็พบว่าหลิวเฟิ่นตั้นพลิกแตงโมทุกลูก มิฉะนั้นสีของมันคงไม่สม่ำเสมอเช่นนี้


“แตงของเจ้านี้ทั้งน่ากินและรสชาติดี น่าจะขายได้ราคาดี” ฉินเหยากล่าวอย่างมั่นใจ


หลิวเฟิ่นตั้นตื่นเต้นอย่างมาก “จริงหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้า “อืม”


หลิวเฟิ่นตั้นดีใจมากจนทรุดตัวลงนั่งยองๆ และลูบไล้แตงโมของตัวเองเบาๆอย่าง.อดกลั้นที่สุด ความปีติยินดีแทบจะเอ่อล้นออกมา


ชาวบ้านคนอื่นๆเริ่มร้อนใจ รีบถามว่า “ท่านผู้ใหญ่บ้าน แล้วของพวกเราเล่า จะขายได้ราคาเท่าไร”


ฉินเหยาตอบ “ไม่รู้ รอข้าไปถามดูก่อน”


“จริงสิ แตงเย็นของพวกเจ้าวางแผนจะนำไปขายเองหรือจะให้ข้าหาคนมารับซื้อทั้งหมดในคราวเดียว”


ฉินเหยาพูดดักไว้ก่อน “ราคาที่รับซื้อทั้งหมดในคราวเดียวย่อมต่ำกว่าราคาขายในตลาดมาก แต่ข้อดีคือสะดวกสบายและไม่ยุ่งยาก พวกเจ้าลองคิดดูก่อน ไม่ต้องรีบตอบข้า รอให้ข้าไปตกลงราคาในวันพรุ่งนี้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”


พูดจบ นางก็โบกมือ ทุกคนจึงแยกย้ายกันตรงนั้น ต่างคนต่างกลับบ้านของตน


จบตอน

Comments