stepmother ep521-530

ตอนที่ 521: ก็ยังเป็นเด็กอยู่เลยนะ


หลังจากกำชับอินเยว่ว่าตอนบ่ายอย่าลืมไปรับเด็กๆเลิกเรียน ฉินเหยาก็ขับรถม้าไปส่งเด็กๆที่สำนักศึกษา จากนั้นจึงรีบขับรถม้าเข้าเมืองไป


ช่วงนี้ซ่งอวี้และหลิวจ้งต้องวิ่งเข้าอำเภอทุกวันและได้พบไป๋ซั่นกำลังขายผลไม้สดที่นำมาจากทางใต้อยู่ในเมือง เขาเดินทางกลับมาได้ระยะหนึ่งแล้ว


เขายังตั้งแผงขายผลไม้ประจำและกิจการก็ดีมากทีเดียว


เมื่อฉินเหยาเข้ามาในเมืองก็เดินชมไปตามถนน ไม่นานก็ได้เห็นแผงขายผลไม้ที่ไม่เหมือนใครแผงนั้น


บนแผงที่ใช้ใบตองรองพื้น มีทั้งท้อขาว สาลี่แดง แตงหวาน และลิ้นจี่ไส้ผลไม้ซึ่งล้วนเป็นของที่สถานที่เล็กๆอย่างอำเภอไคหยางไม่ค่อยได้เห็นในยามปกติ


ดังนั้น ถึงแม้ว่าแผงเล็กๆนี้จะตั้งราคาสูงลิ่ว แต่ก็ยังคงถูกเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านที่ออกมาจับจ่ายซื้อของจากจวนต่างๆล้อมรอบจนแน่นขนัด เกรงว่าจะแย่งชิงผลไม้ที่สดใหม่ที่สุดไม่ทัน


ฉินเหยายืนรออยู่ข้างๆ เป็นเวลาหนึ่งเค่อเต็มๆ ฝูงชนที่แออัดจึงค่อยสลายตัวไป


และภายในหนึ่งเค่อนั้น ผลไม้บนแผงก็ถูกแย่งซื้อไปจนหมดเกลี้ยง


ตระกูลใหญ่ไม่ขาดแคลนเงินทองล้วนซื้อกันทีละตะกร้าตะกร้า


ฉินเหยาได้กลิ่นหอมของผลไม้ที่ลอยมาในอากาศก็ใช้มือต่างพัดโบกไปมา แต่ก็ยังคงรู้สึกคอแห้งจนทนไม่ไหว


นางล้วงเงินออกมาห้าสิบเหวินเพื่อซื้อเครื่องดื่มเย็นหนึ่งถ้วยจากแผงขายน้ำแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาไป๋ซั่นที่กำลังนับเงินอยู่


นางร้อง “เฮ้!” ออกไปเสียงหนึ่ง ไป๋ซั่นที่กำลังนับเงินอยู่ก็ตกใจจนรวบเงินทั้งหมดเข้ามากอดไว้ในอกแล้วเงยหน้าขึ้นมาอย่างระแวดระวัง นึกว่าเป็นโจรหน้าด้านคนไหนที่กล้าปล้นกลางวันแสกๆ แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้สบตากับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มล้อเลียนของฉินเหยา เขาชะงักไปครู่หนึ่ง


“เป็นเจ้านี่เอง!” ไป๋ซั่นกล่าวอย่างตำหนิ “ทำข้าตกใจหมด”


“ทำเงินได้ไม่เลวนี่” ฉินเหยามองหีบเงินที่เต็มแน่นอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างอิจฉาแล้วถอนหายใจ “ในเมืองนี้คนรวยยังคงมีอยู่มาก ลูกท้อขาวราคาห้าสิบเหวินต่อหนึ่งจินก็ยังซื้อกันเป็นตะกร้า ดูท่าว่าฤดูร้อนนี้แตงเย็นของหมู่บ้านเราคงขายดีไม่มีปัญหา”


ไป๋ซั่นดีใจขึ้นมา “แตงสุกแล้วหรือ”


เมื่อเห็นฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า เขาก็รีบปิดหีบเงิน ให้ลูกจ้างเก็บร้านก่อนแล้วพาฉินเหยาไปที่แผงขายน้ำข้างๆ สั่งน้ำชาสมุนไพรที่ถูกที่สุดมาสองถ้วย


เขาพูดอย่างถ่อมตนว่า “ผลไม้พวกนี้ก็แค่หาเงินค่าเหนื่อยได้เล็กๆน้อยๆเท่านั้น ทำกำไรอะไรได้ไม่มากนักหรอก”


ฉินเหยาเชื่อเขาก็แปลกแล้ว


ลำบากนั้นลำบากจริง เพราะอย่างไรเสียก็เป็นการขนส่งทางไกลในยุคโบราณ ความยากลำบากในการเดินทางเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้


แต่กำไรในนั้นก็มหาศาลเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงกำไรสองเท่า อย่างน้อยๆหนึ่งเท่าก็ต้องมี


แต่การไม่ซักไซ้การค้าของผู้อื่นถือเป็นมารยาท ฉินเหยาจึงพูดถึงผลผลิตแตงโมของหมู่บ้านในปีนี้และถามไป๋ซั่นว่าเมื่อใดจะว่างไปดูด้วยตนเอง


“คราวก่อนท่านฝากคนมาบอกข้าว่ามีแตงเย็นเท่าไรก็จะรับซื้อทั้งหมด ยังนับอยู่หรือไม่” ฉินเหยาถามหยั่งเชิง


ไป๋ซั่นดื่มชาสมุนไพรเข้าไปสองอึกใหญ่ๆ เพื่อให้ลำคอที่แห้งผากจากการตะโกนขายของได้ชุ่มชื้นขึ้น จากนั้นจึงพยักหน้ายิ้มแล้วกล่าวว่า “ยังนับอยู่ แต่ถ้าปริมาณมาก ราคาข้าคงให้สูงเท่าปีที่แล้วไม่ได้”


ฉินเหยาเตรียมใจไว้แล้ว “ได้ เช่นนั้นท่านจะมาวันไหน”


ไป๋ซั่นคำนวณเวลาแล้วมองดูดวงอาทิตย์ ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงวัน “ถ้าเช่นนั้นก็วันนี้เลย!”


ฉินเหยายินดีเป็นอย่างยิ่ง “ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันตอนนี้เลยดีหรือไม่”


“นี่ๆ ดื่มชาเย็นถ้วยนี้ให้หมดก่อนสิ” ไป๋ซั่นร้องบอก


ฉินเหยาเบ้ปากอย่างรังเกียจ “ข้าไม่กระหาย”


ก็ได้ ไป๋ซั่นหยิบชามชาสมุนไพรของนางที่ยังไม่ถูกแตะต้องขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว


ไป๋ซั่นกลับไปที่พักเพื่อจูงม้า ฉินเหยาก็ขับรถม้าออกจากเมือง ทั้งสองนัดพบกันที่ชานเมืองแล้วมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวด้วยกัน


เมื่อมาถึงหมู่บ้านในช่วงบ่ายแก่ๆ ฉินเหยาก็บอกให้แต่ละบ้านเก็บแตงโมของตนแล้วนำมารวมกันที่บ่อน้ำของหมู่บ้านเพื่อให้ไป๋ซั่นประเมินราคา


ยามเย็นของวันนั้น หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ก็คึกคักเป็นพิเศษ


บ้านที่ปลูกแตงโม ต่างก็อุ้มแตงโมที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีของตน รอคอยการประเมินราคาจากไป๋ซั่นด้วยความคาดหวังและกังวลใจ


ส่วนบ้านที่ไม่ได้ปลูกแตงโมก็ถือชามข้าวของตนมาเพื่อกินรอดูเรื่องสนุกและร่วมวงดูความคึกคัก


พวกเด็กๆนั้นดีใจที่สุด ทุกครั้งที่ผ่าแตงโมหนึ่งลูก หลังจากที่ไป๋ซั่นหยิบไปหนึ่งชิ้นแล้ว ฉินเหยาก็จะนำแตงโมไปให้พวกเขาแบ่งกันกิน


เด็กทุกคนในหมู่บ้านล้วนได้ส่วนแบ่ง บางคนกินไปชิ้นหนึ่งแล้วยังได้กินชิ้นที่สองอีก ตลอดทั้งช่วงเย็น ในหมู่บ้านจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของเด็กๆ


แต่หลังจากราคาออกมาก็มีทั้งบ้านที่ดีใจและบ้านที่กลุ้มใจ


ของบ้านฉินเหยาและบ้านหลิวเฟิ่นตั้นนั้นได้ราคาจินละยี่สิบเหวิน


ของบ้านหลิวเหล่าฮั่นได้ราคาจินละสิบสองเหวิน


ที่เหลือทั้งหมดล้วนรับซื้อจินละสิบเหวิน นี่ยังเป็นราคาที่ให้เพราะเห็นแก่หน้าฉินเหยาด้วย


มิฉะนั้นแล้วแตงโมรูปร่างบิดเบี้ยวเหล่านี้เขาก็ไม่อยากจะรับซื้อจริงๆ


แต่ถ้าเป็นราคาจินละสิบเหวินล่ะก็ เมื่อนำไปขายที่ตำบลซึ่งอยู่ไกลออกไปหน่อยก็ยังพอมีกำไรอยู่บ้างเพราะไม่มีสินค้าคู่แข่ง


อาจเป็นเพราะปีที่แล้วแตงโมบ้านฉินเหยาขายได้สามสิบเหวินต่อหนึ่งจินจึงทำให้ชาวบ้านคาดหวังไว้สูงเกินไป เมื่อต้องเผชิญกับราคาที่ลดลงถึงสามเท่าในทันทีจึงยอมรับได้ยากอยู่บ้าง


บ้านที่ปลูกแตงโมไว้มากก็ตกลงขาย


ส่วนบ้านที่มีแตงโมน้อยก็ตัดสินใจว่าจะนำไปขายเอง


แต่ก็ยังคงมีเสียงบ่นอยู่บ้างไม่มากก็น้อย


อินเยว่กล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “แม้ว่าปีนี้จะเจอฝนตกหนัก สวรรค์ไม่เป็นใจ แต่ด้วยเมล็ดพันธุ์เดียวกันและสายฝนเดียวกัน เหตุใดหลิวเฟิ่นตั้นกลับปลูกได้ถึงยี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินเล่า พวกท่านออกแรงปลูกแตงไปมากเท่าใดใจย่อมรู้ดี”


“อีกอย่าง สิบเหวินก็ไม่นับว่าต่ำแล้ว มีแต่แตงบิดๆเบี้ยวๆ ดูแล้วก็ไม่น่ากิน ขายได้เงินก็ควรจะขอบคุณฟ้าดินแล้ว”


ชาวบ้านที่กำลังบ่นอยู่พลันหน้าดำคล้ำ แต่ก็รู้ดีว่าตนเองใส่ใจไม่เท่าหลิวเฟิ่นตั้นจึงไม่มีอะไรจะพูดและยอมรับแต่โดยดี


เมื่อถึงวันที่ไป๋ซั่นนำรถม้ามารับซื้อสินค้า พอเงินมาอยู่ในมือจริงๆ ชาวบ้านก็ไม่มีใครบ่นอีกต่อไปและต่างแอบตัดสินใจกันว่าปีหน้าจะตั้งใจปลูกแตงเย็นให้ดี เพื่อที่จะได้ขายในราคายี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินให้ได้เช่นกัน


บ้านหลิวเฟิ่นตั้นปลูกได้หนึ่งพันจิน คำนวณตามราคายี่สิบเหวินต่อหนึ่งจินก็ได้เงินไปถึงยี่สิบตำลึง


เมื่อถือเงินไว้ในมือ หลิวเฟิ่นตั้นก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป


ชาวบ้านคนอื่นๆก็มองจนตาค้าง ไม่คิดว่าจะได้มากขนาดนี้!


ชาวบ้านที่ปีนี้ไม่ได้ไปรับเมล็ดแตงมาปลูกก็เสียใจจนไส้แทบขาด


นางจางปลูกแตงไว้สองหมู่ เนื่องจากเจอฝนตกหนัก แม้จะพยายามกอบกู้ในภายหลังก็ได้ผลผลิตเพียงหนึ่งพันสามร้อยจินเท่านั้น ในราคาซื้อสิบสองเหวินต่อหนึ่งจินจึงได้เงินมาสิบห้าตำลึงหกเฉียน


ทว่านี่ก็ยังเป็นรายได้ก้อนโต นางจางดีใจมากจนอดไม่ได้ที่จะเร่งรัดเรื่องแต่งงานกับหลิวเฝยที่เพิ่งกลับมาบ้านในช่วงวันหยุดพักผ่อน “ตอนนี้มีเงินค่าสินสอดแล้วนะ เจ้าลูกคนนี้ไปถูกใจคุณหนูบ้านไหนเข้ากันแน่ แม่จะได้ไปสู่ขอให้!”


หลิวเฝยที่กำลังกินแตงโมอยู่ได้ยินดังนั้นก็ตัวสั่นสะท้าน เขาทิ้งเปลือกแตงโมลง ยกมือขึ้นอุดหูแล้ววิ่งหนีออกจากตรงนั้น


ด้านหลังเขายังมีพวกต้าหลางสี่พี่น้อง จินเป่า จินฮวา ต้าเหมา และเด็กๆอีกหลายคน รวมถึงเสี่ยวไหลฝูและกลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาวในหมู่บ้านอีกขบวนใหญ่ วิ่งตามไปเป็นพรวนจนชาวบ้านพากันหัวเราะลั่น


“ก็ยังเป็นเด็กอยู่เลย จะรีบไปทำไม” หัวหน้าตระกูลเอ่ยหยอกล้อหลิวเหล่าฮั่นและนางจาง


แม้แต่หลิวเหล่าฮั่นเองก็ยังอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ทำให้นางจางโกรธจนแอบทุบเขาไปทีหนึ่ง นางพยักหน้าให้ฉินเหยาแล้วเดินกระทืบเท้ากลับบ้านไป


ฉินเหยาส่ายศีรษะอย่างขบขันแล้วช่วยชาวบ้านชั่งน้ำหนักและคิดเงินต่อไป


คราวนี้ชาวบ้านที่ปลูกแตงโมได้อย่างน้อยที่สุดก็มีเงินเข้าสองตำลึง คนที่ได้มากที่สุดคือหลิวเฟิ่นตั้นซึ่งได้เงินถึงยี่สิบตำลึง


บ้านของฉินเหยาเองก็มีไร่แตงโมห้าหมู่ เก็บไว้ครึ่งหมู่สำหรับกินเอง ที่เหลือขายไปทั้งหมด ได้เงินมาเจ็ดสิบสองตำลึงถ้วน


เมื่อขายแตงโมได้แล้ว เรื่องการระดมทุนเพื่อร่วมหุ้นก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น


ชาวบ้านต่างก็อยากเข้าร่วมด้วยความกระตือรือร้น บ้านที่ซื้อหนึ่งหุ้นไม่ไหวก็จะรวมเงินกันจากสองสามบ้านให้ครบหนึ่งหุ้น ในที่สุดก็รวบรวมเงินได้ทั้งสิ้นสองร้อยแปดตำลึง


ฉินเหยาควักเงินของตนเองเพิ่มอีกหนึ่งพันตำลึง รวมเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้นหนึ่งพันสองร้อยแปดตำลึง การยกระดับโรงงานเครื่องเขียนอย่างเต็มรูปแบบจึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ


ตอนที่ 522: เก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์


พอผ่านพ้นเทศกาลจงหยวนไป ชาวนาทั่วทั้งอำเภอไคหยางก็เริ่มยุ่งวุ่นวาย


ทุ่งนาสีทองเหลืองอร่ามอันน่าชื่นชมนั้นคอยย้ำเตือนเหล่าชาวนาผู้ขยันขันแข็งว่า ฤดูเก็บเกี่ยวได้มาถึงอีกครั้งแล้ว


คนงานเจ็ดในสิบส่วนของโรงงานเครื่องเขียนทั้งหมดได้ลาหยุดเพื่อกลับบ้านไปเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วง


คนงานที่เหลืออีกสามส่วนซึ่งได้รับค่าจ้างรายเดือนเป็นสองเท่าก็ยังคงทำหน้าที่ของตนต่อไปอย่างแข็งขัน


ในฐานะผู้ดูแลหลักของโครงการผลิตกล่องเครื่องใช้สตรี ช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้อวิ๋นเหนียงจึงยังคงอยู่ที่โรงงานเพื่อรับผิดชอบงานด้านการส่งมอบผลิตภัณฑ์ใหม่และเพื่อให้มั่นใจว่ากล่องเครื่องใช้สตรีชุดแรกจำนวนหนึ่งร้อยกล่องจะสามารถผลิตเสร็จและส่งมอบได้ตามกำหนด


มีซ่งอวี้รับผิดชอบเรื่องกิจการในโรงงาน ปีนี้ฉินเหยาจึงหาข้ออ้างที่จะไม่ลงนาไม่ได้แล้ว


ทว่าเมื่อตนเองลำบากแล้วก็อย่าหวังว่าคนทั้งครอบครัวจะหนีรอดไปได้


นอกจากหลี่ซื่อที่ต้องซักผ้าทำอาหารให้ทุกคนและเสี่ยวไหลฝูที่ต้องเลี้ยงวัวเลี้ยงม้าแล้ว คนที่เหลืออย่างอินเยว่และพวกต้าหลางสี่พี่น้องล้วนต้องลงนาทั้งหมด


ในขณะนี้ ภายใต้การทำลายล้างอย่างโหดเหี้ยมของดวงตะวันอันแผดจ้า สี่พี่น้องที่ถือเคียวเก็บเกี่ยวซ้ำไปซ้ำมาก็เริ่มคิดถึงบิดาแก่ๆ ผู้ ‘เปี่ยมเมตตา’ อย่างหาที่สุดมิได้ของพวกเขาขึ้นมา


หากท่านพ่ออยู่ที่บ้าน การเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกในนาปีนี้ก็คงไม่ถึงตาของพวกเขา


สี่พี่น้องแอบสบตากัน ในวันที่สี่สิบห้าที่ท่านพ่อจากบ้านไป พวกเขาคิดถึงเขา…อยากให้เขากลับมาทำงาน


หลี่ซื่อหิ้วอาหารกลางวันที่เตรียมเสร็จแล้วมาที่นา อินเยว่ซึ่งถูกแดดเผาจนหนังศีรษะแทบจะปริก็รีบโยนเคียวทิ้งแล้ววิ่งเข้าไปหาทันที


นางอ้างอย่างสวยหรูว่าของมันหนัก จะช่วยถือให้


ทันทีที่ผ้าโปร่งบนตะกร้าถูกเปิดออก อินเยว่ก็ตะโกนอย่างดีใจว่า “ท่านอาจารย์ มีน้ำแตงเย็นด้วย!”


“อะไรนะ อะไรนะ” ซานหลางรีบเบียดตัวเข้ามา “ว้าว! น้ำแตงเย็นนี่เอง!”


หลี่ซื่อเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของซานหลางออกด้วยความสงสารพร้อมกับเรียกให้ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงมาพักสักครู่


“ฮูหยิน ท่านก็มาพัก…” ยังไม่ทันที่หลี่ซื่อจะพูดจบ ฉินเหยาก็ผลุบมาอยู่ตรงหน้า คว้าน้ำแตงโมที่อินเยว่รินไว้ขึ้นมาดื่มอย่างบ้าคลั่งก่อนใคร


หลี่ซื่อหัวเราะอย่างจนใจ นางนั่งยองๆลง ปูผ้าโปร่งออกแล้วจัดวางอาหาร


การเกี่ยวข้าวเป็นงานที่ต้องใช้แรง สองวันนี้จึงมีเนื้อสัตว์ทั้งสามมื้อ อาหารกลางวันวันนี้คือหมูตุ๋นน้ำแดงและไข่ผัดพริกหยวกพร้อมด้วยแกงจืดผักกาดขาวเต้าหู้อีกหนึ่งหม้อ


ทั้งเนื้อและไข่ล้วนให้มาในปริมาณที่เยอะมาก รับรองว่าอิ่มแน่นอน


แกงจืดเต้าหู้ถูกทิ้งไว้ให้เย็นล่วงหน้าครึ่งชั่วยามแล้ว ตอนนี้ความร้อนได้คลายลงจนหมดสิ้น ดื่มแล้วเย็นกำลังดี สดชื่นอย่างยิ่ง


หลี่ซื่อจัดวางอาหารเรียบร้อยดีแล้ว ฉินเหยาและลูกๆก็ก้มหน้าก้มตากินราวกับภูตผีที่หิวโหยมาเกิด


พวกเขากินอย่างรวดเร็วจนข้าวหมดไปกว่าครึ่งชาม เมื่อความว่างเปล่าในท้องได้รับการเติมเต็มแล้วจึงค่อยๆช้าลง อาศัยร่มเงาจากเพิงหญ้าและสายลมที่พัดมาจากริมแม่น้ำ กินข้าวไปพลางชื่นชมผลงานจากแรงกายของตนเองในช่วงสองวันที่ผ่านมา


ที่นาห้าหมู่ของบ้านเก็บเกี่ยวไปแล้วกว่าครึ่ง ทำงานอีกครึ่งวันในช่วงบ่ายวันนี้ก็จะเสร็จสิ้นทั้งหมด


นี่ยังถือว่าเป็นความเร็วที่แม่ลูกไม่กี่คนทำงานครึ่งชั่วยามก็พักหนึ่งเค่อ หากเป็นบ้านอื่น ป่านนี้คงเก็บเกี่ยวที่นาเจ็ดแปดหมู่เสร็จไปแล้ว


หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จและพักผ่อนครู่หนึ่ง ดื่มน้ำแตงโมจนหมดเกลี้ยง ฉินเหยาจึงเรียกให้ลูกๆ และศิษย์ของนางลงไปทำงานในนาต่อ


อินเยว่ ต้าหลางและเอ้อร์หลางรับหน้าที่เกี่ยวข้าว ซานหลางและซื่อเหนียงรับหน้าที่มัดรวงข้าวด้วยฟางข้าวเป็นกำๆ ส่วนฉินเหยาก็จะนวดข้าวเปลือกเหล่านี้ออกจากรวงด้วยถังนวดข้าวตรงนั้นเลย


หากนางทำงานได้เร็วก็จะหยิบเคียวขึ้นมาร่วมวงเก็บเกี่ยวด้วย


วุ่นวายอยู่เช่นนี้จนถึงพลบค่ำ ใช้เวลาไปสองวัน ในที่สุดข้าวในนาห้าหมู่ของบ้านก็เก็บเกี่ยวจนเสร็จสิ้น


ขั้นตอนต่อไปคือการตากข้าวเปลือก


การขยายสวนหลังบ้านเสร็จสมบูรณ์แล้ว ครอบครัวของซ่งอวี้ทั้งสามคนก็ย้ายเข้ามาอยู่ก่อนเทศกาลจงหยวนแล้วเช่นกัน


ตอนนี้พื้นบ้านถูกปูด้วยหินสีเขียว ห้องนอนหลักหลายห้องก็ปูด้วยแผ่นไม้ ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดสะอ้าน เด็กๆทุกคนรู้สึกว่าบ้านดูกว้างขวางขึ้น


เมื่อที่บ้านมีสวนหลังบ้านที่กว้างขวาง ก่อนถึงช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ฉินเหยาจึงเข้าเมืองไปซื้อเสื่อสำหรับตากข้าวกลับมารวดเดียวหกผืน ตอนนี้เมื่อกางออกทั้งหมดก็สามารถตากข้าวเปลือกที่เพิ่งนวดมาใหม่ของปีนี้ได้จนหมด


ภายใต้กลยุทธ์การเพาะปลูก ‘ที่นาดีสามส่วนทำนาแบบพิถีพิถัน ที่นาปานกลางเจ็ดส่วนทำนาแบบหยาบ’ ผลผลิตโดยรวมของหมู่บ้านตระกูลหลิวในปีนี้จึงเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วหนึ่งส่วน


ที่นาที่ทำนาแบบพิถีพิถันเหล่านั้น ให้ผลผลิตต่อหมู่อย่างน้อยสี่ร้อยสามสิบจิน


ที่ได้มากกว่านั้นก็มี เช่นบ้านของหลิวต้าฝู ที่นาเขาดีบวกกับการทำนาแบบพิถีพิถัน ในจำนวนนั้นมีแปดหมู่ที่ให้ผลผลิตสูงถึงห้าร้อยสามสิบจิน ทำลายสถิติผลผลิตต่อหมู่ที่บ้านสกุลฉินเหยาเคยทำไว้ในปีนั้น


กลับกันคือบ้านของฉินเหยา ปีนี้ผลผลิตต่อหมู่ลดลงไปกว่าปีที่แล้วมาก ยังไม่ถึงห้าร้อยจิน ที่ดินห้าหมู่ได้ผลผลิตรวมเพียงสองพันสามร้อยจิน


แน่นอนว่าสาเหตุก็ง่ายมาก ก็ใครใช้ให้นางนำที่ดินห้าหมู่ของบ้านไปให้หลี่เจิ้งและผู้ใหญ่บ้านของแต่ละหมู่บ้านและตำบลใช้เป็นนาทดลองเล่า


ทิ้งข้าวเปลือกที่บ้านไว้ให้อินเยว่และพวกเด็กๆดูแล ฉินเหยาก็รีบรุดเข้าไปในเมืองอย่างไม่หยุดพัก


หลังจากช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงก็คือการเก็บภาษี สำหรับทั้งแคว้นเซิ่งแล้ว ไม่มีเรื่องใดสำคัญไปกว่าเรื่องนี้อีก


เพื่อให้แน่ใจว่าภาษีข้าวจากทุกที่จะถูกเก็บได้อย่างครบถ้วน แคว้นเซิ่งจึงได้กำหนดขั้นตอนการจัดเก็บภาษีที่ละเอียดมาก


เจ้าพนักงานคลังผู้รับผิดชอบการเก็บภาษีในแต่ละพื้นที่ได้เริ่มมอบหมายภารกิจการเก็บภาษีให้กับเมืองและอำเภอต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองตั้งแต่ก่อนที่ช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว


ฉินเหยาซึ่งเป็นเพียงผู้ใหญ่บ้านตัวเล็กๆ จะต้องรับบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในฐานะผู้ประสานงานระดับรากหญ้าในงานเก็บภาษีครั้งนี้


การเก็บภาษีจะดำเนินการจากล่างขึ้นบน ส่งต่อไปทีละขั้นและหมู่บ้านแต่ละแห่งก็คือจุดเริ่มต้นของการเก็บภาษี


ฉินเหยาพร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านอื่นๆ อีกหลายแห่งในเมืองจินสือได้เดินทางมาที่บ้านของหลี่เจิ้ง เพื่อรายงานสถานการณ์การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงของหมู่บ้านตนในปีนี้และรับมอบภารกิจการเก็บภาษีจากหลี่เจิ้ง


เนื่องจากวิธีการทำนาแบบพิถีพิถันได้เผยแพร่ออกไปจากหมู่บ้านตระกูลหลิว ทางอำเภอจึงให้ความสนใจกับผลผลิตของหมู่บ้านตระกูลหลิวในปีนี้เป็นพิเศษ


งานรวบรวมข้อมูลสถิติการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงของหมู่บ้าน ฉินเหยามอบหมายให้หลิวหยางและหลิวฉีเป็นผู้รับผิดชอบ


แต่ข้าวเปลือกนั้นมีทั้งพันธุ์ที่สุกเร็วและสุกช้า ตอนนี้เพิ่งจะต้นเดือนแปด ยังต้องรออีกครึ่งเดือนจึงจะสามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดได้เสร็จสิ้น


แต่เพียงแค่ข้อมูลการเก็บเกี่ยวครึ่งหนึ่งที่ฉินเหยานำมาในตอนนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านอื่นอิจฉาแล้ว


“ปีนี้ผลผลิตต่อหมู่ที่สูงที่สุดของหมู่บ้านตระกูลหลิวคือของบ้านหลิวต้าฝูซึ่งได้ถึงห้าร้อยสามสิบสองจินต่อหนึ่งหมู่”


“ผลผลิตต่อหมู่ที่ต่ำที่สุดจากการทำนาแบบพิถีพิถันก็ยังคงสูงถึงสี่ร้อยสามสิบจิน ส่วนที่นาชั้นรองที่ทำนาแบบหยาบ เนื่องจากได้คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีเยี่ยมตั้งแต่แรก ปีนี้ผลผลิตจึงยังคงอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย”


ฉินเหยาเก็บต้นฉบับของนาง เงยหน้าขึ้นมองผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านต่างๆ แล้วกล่าวสรุปด้วยรอยยิ้ม


“โดยสรุปแล้ว แผนการเพาะปลูก ‘ที่นาดีสามส่วนทำนาแบบพิถีพิถัน ที่นาชั้นรองเจ็ดส่วนทำนาแบบหยาบ’ ของหมู่บ้านตระกูลหลิวในปีนี้ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น! ทำให้ผลผลิตโดยรวมของหมู่บ้านตระกูลหลิวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึงหนึ่งส่วน!”


หลี่เจิ้งมองฉินเหยาอย่างพึงพอใจ เป็นหญิงสาวผู้นี้เองที่นำความประหลาดใจครั้งใหญ่มาสู่เมืองจินสือของพวกเขา


เพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน นี่เป็นเรื่องที่เมื่อก่อนไม่เคยกล้าคิดฝันถึงมาก่อน


หากนำวิธีการเพาะปลูกของหมู่บ้านตระกูลหลิวไปใช้กับหมู่บ้านอื่นๆ ภายใต้การปกครองของเมืองจินสือ เช่นนั้นแล้วในปีหน้าผลผลิตของทั้งเมืองจินสือก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วนเช่นกัน


ถ้าเทียบกับผลผลิตต่อหมู่ที่หนึ่งร้อยจิน การเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วนก็คือหนึ่งร้อยสิบจิน


เมื่อรวมที่นาหลายหมื่นหมู่ทั่วทั้งเมืองเข้าด้วยกันก็จะได้ข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นหลายแสนจิน!


แค่เพียงคิด หลี่เจิ้งก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นจนน้ำตาแทบไหล


แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตื่นเต้นจนพอใจ ฉินเหยาก็เป็นตัวแทนของชาวบ้านทุกคนถามคำถามที่ทุกคนกังวลใจมากที่สุดออกมา


“ท่านหลี่เจิ้ง ปีนี้ภาษีข้าวยังคงเป็นสิบห้าส่วนเอาหนึ่งส่วนอยู่หรือไม่”


ตอนที่ 523: เพิ่มภาษี


หลี่เจิ้งพลันเงียบไป


หัวใจของผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านอื่นพลันหนักอึ้ง


“ท่านหลี่เจิ้ง เรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านฉินถาม ท่านก็ตอบมาสิ”


“หรือว่าปีนี้ภาษีจะเพิ่มขึ้น”


ฉินเหยาก็ขมวดคิ้วเช่นกัน


หลี่เจิ้งส่งสัญญาณให้ทุกคนนั่งลงก่อน เขาทิ้งให้ลูกชายคอยดูแลรินชาให้ทุกคน ส่วนตัวเองก็หันหลังเดินเข้าห้องด้านในแล้วหยิบเอกสารม้วนหนึ่งออกมา


ไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้านทุกคนจะมีความสามารถในการอ่านเอกสาร ดังนั้นหลี่เจิ้งจึงไม่ได้ส่งเอกสารให้เหล่าผู้ใหญ่บ้านเวียนกันอ่าน


เขาคลี่เอกสารออกแล้วอ่านเนื้อหาด้านบน


คำบรรยายที่เป็นทางการบนเอกสารนั้นฉินเหยาฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ประโยคที่ว่า ‘เก็บภาษีข้าวสิบสองส่วนเอาหนึ่งส่วน’ กลับได้ยินอย่างชัดเจน


เมื่ออ่านเนื้อหาทั้งหมดจบ หลี่เจิ้งก็ม้วนเอกสารกลับอย่างนอบน้อมแล้วเก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ จากนั้นจึงถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม


“เพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ประกอบกับปีนี้ผลผลิตของแต่ละหมู่บ้านก็ค่อนข้างดี ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”


พูดก็พูดไปเถอะ แต่นอกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวของฉินเหยาแล้ว หมู่บ้านอื่นไม่ได้มีผลผลิตที่ดีถึงเพียงนั้น


แม้ว่าในช่วงฤดูไถหว่านท่านนายอำเภอจะพาทุกคนไปเรียนรู้วิธีทำนาที่หมู่บ้านตระกูลหลิว แต่การนำไปปฏิบัติจริงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย


คนหัวรั้นมีอยู่มาก ยิ่งมาจากถิ่นทุรกันดารที่ยากจนเท่าไรก็ยิ่งหัวรั้นมากขึ้นเท่านั้น


เหล่าผู้ใหญ่บ้านและคนหนุ่มสาวที่ไปเรียนรู้ต่างเกลี้ยกล่อมจนน้ำลายแห้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำนาแบบพิถีพิถันตามอย่างหมู่บ้านตระกูลหลิว


ตราบใดที่ยังไม่เห็นผลประโยชน์ก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่จะระแวดระวังและสงสัยในสิ่งใหม่ๆ


คนที่ไปหมู่บ้านตระกูลหลิวได้เห็นมากับตา ดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อ


แต่ชาวบ้านคนอื่นๆที่ไม่ได้ไปด้วยกลับไม่ค่อยเชื่อ เพราะเรื่องแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน ไม่มีอะไรให้อ้างอิง การที่จะรู้สึกหวาดหวั่นและยึดติดกับสิ่งเก่าๆ จึงเป็นเรื่องธรรมดา


นั่นก็หมายความว่าภาษีอากรที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ถือเป็นการสูญเสียที่เห็นได้ชัดสำหรับชาวบ้านส่วนใหญ่


เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพอกลับถึงหมู่บ้านยังต้องไปเกณฑ์ชาวบ้านให้จ่ายภาษีข้าว ใบหน้าของผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่บ้านก็พลันดำคล้ำ


บ้านไหนบ้างจะไม่มีพวกหัวแข็งที่ไร้เหตุผลอยู่สักสองสามคน


ภาษีข้าวจะขาดไปแม้แต่ตำลึงเดียวก็ไม่ได้ เหล่าผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนจากความยินดีเมื่อครู่ที่พูดคุยเรื่องผลผลิตกลายเป็นคนที่มีสีหน้าอมทุกข์อย่างแสนสาหัส เริ่มระบายความอัดอั้นออกมาอย่างบ้าคลั่ง พร่ำบ่นกับหลี่เจิ้งถึงความยากลำบากของงานเก็บภาษี


หลี่เจิ้งรู้สึกว่าหูของตนเองกำลังจะระเบิดและคอก็จะแหบแห้งอยู่แล้ว พอหันไปก็พบว่าฉินเหยากำลังถือถ้วยชา จิบชาอย่างใจเย็นพลางมองท้องฟ้าสีครามและเมฆขาวนอกบ้าน อารมณ์ที่มั่นคงเช่นนี้กระตุ้นให้หลี่เจิ้งตบโต๊ะดัง “ปัง!” แล้วตะคอกใส่ผู้ใหญ่บ้านหลายคน


“หุบปากให้หมด!”


“มาพูดเรื่องนี้กับข้าจะมีประโยชน์อะไร นี่เป็นพระราชโองการจากราชสำนัก ถ้าพวกเจ้าเก่งจริงก็ไปโต้เถียงกับท่านนายอำเภอสิ!”


ถ้วยชาในมือของฉินเหยาสั่นเล็กน้อย โชคดีที่นางประคองมือไว้ได้ทันจึงทำให้น้ำชาไม่หกออกมา


นางหันไปมองเหล่าผู้ใหญ่บ้านที่ยืนนิ่งตะลึงราวกับไก่ไม้อย่างไม่รู้ไม่ชี้ ฉินเหยาคิดอยากจะปลอบใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดอีกที หากตนเองเอ่ยปากตอนนี้เกรงว่าจะถูกมองว่าเป็นการโอ้อวด มิสู้หุบปากไว้เสียจะดีกว่า


ฉินเหยาวางถ้วยชาลง ขอให้หลี่เจิ้งนำเอกสารการเก็บภาษีมาให้ตนคัดลอกฉบับหนึ่ง เมื่อคัดลอกเสร็จแล้วก็รีบเผ่นทันที


ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอหวังเซี่ยวอวี้วิ่งตามออกมา ถามนางอย่างสงสัยว่า “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าไม่กังวลเลยหรือ จากสิบห้าส่วนเก็บหนึ่งส่วนเพิ่มเป็นสิบสองส่วนเก็บหนึ่งส่วน เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องเสียข้าวสารเพิ่มขึ้นเท่าใด”


ฉินเหยาตอบคำถามแรกก่อน “กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้อยคำขององค์จักรพรรดิมิใช่เรื่องล้อเล่น พระราชโองการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ พวกเราทำได้เพียงยอมรับความจริงเท่านั้น”


“มีเวลาไปทะเลาะวิวาท สู้เอาเวลาไปคิดหาวิธีปลอบใจพวกชาวบ้านจะดีกว่า เพราะอย่างไรเสีย…”


ฉินเหยาหันกลับไปมองบ้านของหลี่เจิ้งแวบหนึ่ง “เมื่อถึงตอนนั้น สถานการณ์ของหลี่เจิ้งก็คือสถานการณ์ของพวกเรา ข้าไม่อยากถูกน้ำลายของชาวบ้านถ่มรดจนตายหรอกนะ”


หวังเซี่ยวอวี้ขมวดคิ้วแน่น ในใจยิ่งกังวลมากขึ้น


ฉินเหยาตอบคำถามที่สองต่อทันที “ท่านลุงเซี่ยวอวี้ ข้าพอจะคำนวณเลขเป็นอยู่บ้าง รู้ดีว่าสิบสองกับสิบห้าต่างกันอย่างไร”


“หมู่บ้านอื่นเป็นอย่างไรข้าไม่รู้ แต่คนในหมู่บ้านเซี่ยเหอของเรากว่าครึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานเครื่องเขียนของบ้านข้า ปีนี้ผลผลิตก็ไม่เลว คิดว่าอารมณ์ต่อต้านของชาวบ้านคงไม่รุนแรงนัก ท่านแค่ปลอบใจพวกเขาดีๆก็พอแล้ว”


หวังเซี่ยวอวี้มองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าพูดจาเหมือนไม่เกี่ยวกับตัวเองเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าวสารคือชีวิตของทุกคนนะ เจ้ากลับพูดออกมาได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้!”


“แล้วจะให้ทำอย่างไรได้เล่า” ฉินเหยาถามกลับด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงและน้ำเสียงเรียบเฉย


หวังเซี่ยวอวี้ถึงกับพูดไม่ออกในทันที ใช่แล้ว จะให้ทำอย่างไรได้เล่า


“ท่านพ่อ!” หวังอวี่จูงเกวียนวัวร้องเรียกเขาจากข้างทาง


หวังเซี่ยวอวี้มองฉินเหยาอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ลูกชายข้ามารับแล้ว จะกลับด้วยกันหรือไม่”


ฉินเหยาโบกมือปฏิเสธแล้วผิวปากหนึ่งครั้งก็ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าดังมาจากริมฝั่งแม่น้ำ ไม่นานม้าตัวใหญ่สีน้ำตาลเหลืองตัวหนึ่งก็วิ่งมาอยู่ตรงหน้าฉินเหยาแล้วใช้หัวถูไถนางอย่างว่าง่าย


“ท่านลุงเซี่ยวอวี้ พวกเราเป็นผู้ใหญ่บ้าน ภารกิจของผู้ใหญ่บ้านคือการเก็บภาษีให้สำเร็จและรับประกันความปลอดภัยของคนทั้งหมู่บ้าน เก็บอารมณ์ส่วนตัวไว้บ้างจะดีกว่า”


พูดจบ ฉินเหยาก็พลิกตัวขึ้นม้า ควบม้านำไปก่อนหนึ่งก้าว


หวังเซี่ยวอวี้ตัวสั่นสะท้านราวกับถูกปลุกให้ตื่นด้วยคำพูดของฉินเหยา สมองของเขาพลันปลอดโปร่งขึ้นมา


เรื่องภาษีข้าวเป็นเรื่องใหญ่ หากไม่สามารถส่งมอบได้ตามกำหนด เมื่อทางการสืบสวนลงมา ทั้งหมู่บ้านจะต้องจบเห่!


ในตอนนี้ ความสำคัญเร่งด่วนก็ปรากฏชัดเจนแล้ว หากไม่อยากตายก็ต้องใจแข็ง


ฉินเหยาขี่ม้า แต่ไม่ได้มุ่งตรงไปยังทิศทางของหมู่บ้านตระกูลหลิว แต่เลี้ยวที่ทางแยกบนถนนหลวงแล้วเข้าไปในจวนตระกูลติง


นางจะไปดูสถานการณ์การเก็บเกี่ยวของผู้เช่านาของตนในปีนี้และถือโอกาสอธิบายเรื่องการเก็บภาษีของปีนี้ด้วย


ตอนนี้หลิวจี้เป็นซิ่วไฉแล้ว ภาษีอากรที่บ้านจึงได้รับการยกเว้นทั้งหมด ดังนั้นค่าเช่าของผู้เช่านาจึงต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อย


ตอนแรกหลิวจี้และผู้เช่านาตกลงกันว่าจะรับผิดชอบภาษีอากรกันคนละครึ่ง


ฉินเหยาตั้งใจจะหาทางประนีประนอม โดยจะแบ่งภาษีอากรในส่วนที่แต่เดิมเหล่าผู้เช่านาต้องจ่าย มาจ่ายกันคนละครึ่ง


ปีนี้ภาษีอากรคือสิบสองส่วนเอาหนึ่งส่วน นางจะเอาเพียงครึ่งหนึ่งของส่วนนั้น ที่เหลือก็จะยกให้ผู้เช่านา


เจ้าของที่ดินคนอื่นๆก็ทำเช่นนี้ บางคนถึงกับไม่ได้เอาแค่ครึ่งเดียวแต่เอาไปเกินครึ่งด้วยซ้ำ


แต่สำหรับผู้เช่านาแล้ว ตราบใดที่ยังพอมีส่วนต่างให้ได้กำไร พวกเขาก็ยินดีที่จะเช่าที่นาของเหล่าซิ่วไฉและจวี่เหรินมากกว่า


กว่าฉินเหยาจะกลับจากจวนตระกูลติงถึงหมู่บ้านตระกูลหลิว แสงสนธยาก็แผ่เต็มท้องฟ้าแล้ว


คนในหมู่บ้านต่างก็จับตาดูความเคลื่อนไหวของฉินเหยาอยู่ ตลอดทางกลับบ้านจึงมีชาวบ้านที่หาบข้าวเปลือกอยู่เข้ามาสอบถามว่าปีนี้ภาษีข้าวเป็นเท่าใด


ฉินเหยาไม่ตอบ เพียงแต่กล่าวว่า “คืนนี้ข้าจะคัดลอกเอกสารออกมา พรุ่งนี้จะนำไปติดไว้ที่กระดานประกาศหน้าหมู่บ้าน ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะรู้เอง”


ชาวบ้านยิ้มๆ และไม่ได้ซักไซ้ถามต่อ


ปีนี้ผลผลิตดี แต่ละครอบครัวยังมีรายได้ค่าจ้างจากการทำงานในโรงงานเครื่องเขียนและเงินจากการขายแตงโม เมื่อเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่เริ่มดีขึ้นก็ยากที่จะไม่มีความสุข


แต่ยิ่งชาวบ้านในขณะนี้มีความสุขมากเท่าไร ในใจของฉินเหยาก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นคงมากขึ้นเท่านั้น


การวางมาดต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การต้องลงสนามไปเป็นคนร้ายด้วยตนเองจริงๆ นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


อาศัยที่คืนนี้เอกสารเก็บภาษียังไม่ได้ถูกติดประกาศออกไป นางต้องรีบคิดหาวิธีเบี่ยงเบนความเกลียดชังโดยเร็ว


ฉินเหยาครุ่นคิดพลางเดินเข้าประตูบ้านไป ยังไม่ทันที่นางจะคิดอะไรออก อินเยว่ซึ่งกำลังนำพวกต้าหลางสี่พี่น้องเก็บข้าวเปลือกอยู่ที่สวนหลังบ้านก็วิ่งมาส่งจดหมายสองฉบับให้แก่ฉินเหยา


“ท่านอาจารย์ นี่คือจดหมายที่ผู้จัดการใหญ่ซ่งเพิ่งนำมาให้ท่าน”


เมื่อส่งจดหมายให้แล้ว นางก็รีบร้อนกลับไปที่สวนหลังบ้านเพื่อเก็บข้าวเปลือกต่อ


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ศิษย์คนนี้มีแววที่จะทำงานหนักเยี่ยงวัวเยี่ยงม้าจริงๆ~


ตอนที่ 524: ค่าประชาสัมพันธ์


หลิวจี้ก็ส่งจดหมายมาด้วย


อีกฉบับหนึ่งมาจากชิวเยี่ยนแห่งห้างการค้าฟู่หลง


ฉินเหยาไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางกลับเข้าห้องไป นั่งลงริมหน้าต่างแล้วเปิดจดหมายที่ชิวเยี่ยนส่งมาก่อน


หลี่ซื่อนำเค้กไข่ไก่ที่เพิ่งอบเสร็จเมื่อบ่ายวันนี้ใส่จานเล็กๆมาให้ พร้อมด้วยน้ำบ๊วยดำผสมน้ำผึ้งทำเองหนึ่งถ้วย เมื่อวางของลงแล้วนางก็พับแขนเสื้อเข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็น


แม้ว่าครอบครัวของซ่งอวี้สามคนจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยแล้ว แต่ก็ยังคงรักษานิสัยการกินแยกกันเหมือนเมื่อก่อน


เมื่อทำอาหารฝั่งบ้านของนายหญิงเสร็จแล้ว หลี่ซื่อก็จะเลิกงานกลับไปที่ที่พักในสวนหลังบ้านเพื่อเตรียมอาหารสำหรับครอบครัวทั้งสามคนของตนเอง


แต่ในช่วงที่ทำนาอย่างหนักหน่วงนั้น พวกเขาก็กินข้าวด้วยกัน ไม่ได้พิถีพิถันอะไรขนาดนั้น เพราะหลังจากอยู่กับครอบครัวฉินเหยามานาน ซ่งอวี้และหลี่ซื่อก็ได้รับอิทธิพลมาบ้างไม่มากก็น้อยและไม่ได้ดูถูกตนเองมากเท่ากับตอนที่มาถึงใหม่ๆ


ฉินเหยาหยิบเค้กขึ้นมาชิ้นหนึ่ง อ่านจดหมายไปพลางกินไปพลางด้วยความรวดเร็ว


เนื้อหาในจดหมายของชิวเยี่ยนมีมากและเต็มไปด้วยข้อมูลสำคัญ


กล่องเครื่องใช้สตรีชุดแรกได้รับการจัดส่งเรียบร้อยแล้วและถูกส่งขึ้นเรือสินค้าที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงแล้ว


ทางฝั่งเมืองหลวงได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมสรรพแล้ว รอเพียงสินค้าไปถึงก็จะวางขายได้ทันที


เมื่อรู้ว่าโครงการกล่องเครื่องใช้สตรีกำลังดำเนินไปอย่างมั่นคง ฉินเหยาก็เบาใจไปมาก


หลังจากพูดคุยเรื่องธุรกิจเสร็จ ชิวเยี่ยนยังได้เปิดเผยข่าวใหญ่ที่น่าตกตะลึงให้ฉินเหยาฟังอีกด้วย


แม้จะผ่านไปกว่าครึ่งเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่นางคุ้มกันหวังจิ่นไปยังเมืองหลวงของมณฑล แต่ภาพเหตุการณ์นองเลือดอันน่าตื่นตะลึงในครั้งนั้นก็ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำของฉินเหยา


ตอนนั้นแค่เสื้อคลุมมังกรและอาวุธในหีบไม้ก็น่าตกตะลึงพอแล้ว ไม่นึกว่าเรื่องราวหลังจากนั้นจะน่าตกตะลึงยิ่งกว่า


ชิวเยี่ยนเขียนมาเล่าให้ฟังในจดหมายว่า นับตั้งแต่หวังจิ่นกลับไปถึงเมืองหลวง เขาก็ได้จุดชนวนการต่อสู้ทางการเมืองอย่างดุเดือดขึ้นในเมืองหลวง


กระบวนการโดยละเอียดนั้นเขาเองก็ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหมู่ขุนนางระดับสูงและฉีอ๋องก็สิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหัน


เพราะกลัวว่าฉินเหยาจะพลาดข่าวสดใหม่ ชิวเยี่ยนจึงใช้พื้นที่ครึ่งหน้ากระดาษเขียนแนะนำประวัติส่วนตัวของฉีอ๋องผู้นี้อย่างละเอียด


ฉีอ๋องเป็นพระโอรสของฮ่องเต้.องค์ปัจจุบันกับกุ้ยเฟย เป็น.องค์ชายลำดับที่สามและเป็นพระอนุชาต่างมารดากับ.องค์หญิงใหญ่และรัชทายาท.องค์ปัจจุบัน


ว่ากันว่าฉีอ๋องผู้นี้ได้ดีเพราะมารดามีบรรดาศักดิ์สูง ตั้งแต่เด็กจึงเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้เป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์อายุได้สิบสามปี ในช่วงที่ทั้งแผ่นดินเพิ่งถูกยึดกลับคืนมาและยังไม่มั่นคงนักก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอ๋องแล้ว ทั้งยังพระราชทานแคว้นฉีที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดให้เป็นที่ดินศักดินาอีกด้วย


เนื่องจากกุ้ยเฟยไม่ต้องการพรากจากโอรส ฉีอ๋องจึงอาศัยอยู่ในเมืองหลวงจนกระทั่งอายุได้ยี่สิบปี หลังจากอภิเษกสมรสแล้วจึงได้เดินทางไปยังที่ดินศักดินาของตน


บัดนี้กลับสิ้นลงพระชนม์อย่างกะทันหันด้วยวัยเพียงยี่สิบสองพรรษา


บทสรุปของชิวเยี่ยนคือ สาเหตุการตายไม่แน่ชัด แต่ชาวบ้านคาดเดากันว่าสาเหตุที่ฉีอ๋องสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันนั้นเป็นเพราะพระองค์แอบซ่องสุมกำลังทหารโดยมีเจตนาบีบบังคับให้รัชทายาทสละราชสมบัติและก่อการกบฏ เมื่อความลับถูกเปิดโปงจึงถูกฮองเฮาวางยาพิษจนสิ้นพระชนม์ไปเงียบๆ


สรุปก็คือ ตอนนี้เมืองหลวงเพิ่งจะผ่านพ้นพายุฝนฟ้าคะนองครั้งใหญ่มาและเพิ่งจะสงบลง


ชิวเยี่ยนยังบอกข่าวดีแก่ฉินเหยาสองเรื่อง


เรื่องแรกคือหลังจากการสิ้นพระชนม์ของฉีอ๋อง บุคคลสำคัญที่เคยข่มขู่เขาอย่างลับๆ ว่าไม่ให้ร่วมมือกับนางก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย


อีกเรื่องคือกล่องเครื่องใช้สตรีได้ถูกส่งเข้าไปในจวน.องค์หญิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว องค์หญิงใหญ่ยังได้นำกล่องเครื่องใช้สตรีทั้งสองใบนั้นเข้าวังไปร่วมประชุมขุนนางด้วย


นอกจากนี้ หน่วยราช.องครักษ์ยังได้นำพระดำรัสของ.องค์หญิงใหญ่มาแจ้งว่า ของไม่เลว


เมื่ออ่านจดหมายมาถึงตรงนี้ หัวใจของฉินเหยาก็พลันเต้นผิดจังหวะ


หากผู้ยิ่งใหญ่ไม่พูดอะไรก็ยังดีอยู่ แต่พอผู้ยิ่งใหญ่เอ่ยปากขึ้นมา ลักษณะของเรื่องก็จะเปลี่ยนไปเล็กน้อย


ฉินเหยาหยิบลูกคิดออกมาดีดคำนวณอย่างบ้าคลั่งในทันที ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะแบ่งผลกำไรออกมาอีกหนึ่งในสามส่วนเพื่อเป็น ‘ค่าประชาสัมพันธ์’ ให้แก่.องค์หญิงใหญ่


ด้วยวิธีนี้ ก็เท่ากับว่ามีองค์หญิงคอยหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง ต่อไปจะทำอะไรก็ย่อมง่ายดายขึ้นมาก


สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเช่นนี้ ฉินเหยาไม่เคยรู้สึกเสียดายเลยสักครั้ง นางบันทึกรายจ่ายพิเศษสำหรับค่าประชาสัมพันธ์ลงในบัญชีอย่างง่ายดาย


ตอนนี้โรงงานเครื่องเขียนทั้งหมดเป็นของฉินเหยา นางจึงเป็นผู้ตัดสินใจ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปปรึกษาใครเป็นพิเศษ นางจัดการได้ด้วยตนเอง


เมื่อจัดการเรื่องการค้าเสร็จเรียบร้อย ทางฝั่งหลี่ซื่อก็ทำอาหารเย็นเสร็จแล้ว


อินเยว่และเด็กๆ คลุมข้าวเปลือกเสร็จก็ล้างหน้าล้างมือเรียบร้อยและกำลังนั่งรอนางอยู่ในห้องโถง


ฉินเหยาวางจดหมายอีกฉบับที่ยังไม่ได้เปิดลงชั่วคราวแล้วออกจากห้องไปล้างมือเพื่อกินข้าว


สำนักศึกษาให้นักเรียนหยุดสิบวัน เมื่อคิดว่ายังเหลืออีกสี่วัน หลังอาหารเย็น ฉินเหยาจึงกำชับอินเยว่และเด็กๆว่า


“พรุ่งนี้พวกเจ้าไปเก็บค่าเช่ากันเองได้หรือไม่”


เพราะกลัวว่าเด็กๆจะไม่มีแรงจูงใจ ฉินเหยาจึงเสริมขึ้นอีกประโยคว่า “ข้าจะให้ค่าเหนื่อยคนละสามร้อยเหวิน”


“จริงหรือ” สี่พี่น้องซึ่งเดิมทียังไม่ค่อยกล้าลงมือทำ ถามขึ้นพร้อมกันอย่างตื่นเต้น


ฉินเหยาพยักหน้า “จริงสิ แต่มีเงื่อนไขว่าพวกเจ้าต้องเก็บค่าเช่าให้ครบและต้องคำนวณบัญชีไม่ผิด”


เอ้อร์หลางรีบตบอกอย่างมั่นใจ “ไม่มีทางคำนวณบัญชีผิดแน่นอนขอรับ!”


ต้าหลางก็ลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้นแล้วกล่าวว่า “ข้าขับเกวียนวัวเป็นแล้ว”


ซานหลางและซื่อเหนียงแม้จะตื่นเต้น แต่เมื่อคิดว่าท่านพ่อท่านแม่และท่านอาอาวั่งไม่อยู่ก็ยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง


ซื่อเหนียงดึงแขนเสื้อของฉินเหยาแล้วถามว่า “ท่านแม่ไม่ไปด้วยหรือเจ้าคะ”


“แม่ต้องยุ่งกับเรื่องการเก็บภาษี ไม่มีเวลาไปกับพวกเจ้าแล้ว” ฉินเหยากล่าวอย่างจนใจ


แน่นอนว่าหากจัดสรรเวลาดีๆ ก็พอจะมีเวลาอยู่บ้าง แต่นางรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะฝึกฝนให้เด็กๆจัดการเรื่องต่างๆได้ด้วยตนเอง จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องให้กำลังใจพวกเขาให้กล้าหาญมากขึ้น


ฉินเหยามองเด็กทั้งสี่ที่อยู่ตรงหน้าแล้วถามอย่างคาดหวัง “เมื่อฤดูใบไม้ผลิพวกเจ้าก็เคยเก็บค่าเช่ามาแล้วครั้งหนึ่ง เพียงแค่ครั้งนี้เปลี่ยนจากข้าวสาลีเป็นข้าวเปลือก นอกนั้นก็ไม่มีอะไรต่างจากครั้งก่อนเลย ดังนั้นพวกเจ้าทำได้ใช่หรือไม่”


สี่พี่น้องมองหน้ากัน ต้าหลางและเอ้อร์หลางเต็มไปด้วยความมั่นใจ ส่วนซานหลางและซื่อเหนียงลังเลเล็กน้อยแล้วหันไปมองอินเยว่ที่กำลังยิ้มร่าอยู่อย่างไม่รู้ตัว


“แล้วศิษย์พี่เยว่เล่าเจ้าคะ” ฝาแฝดเอียงคอถาม


พวกนางอยากรู้ว่าศิษย์พี่เยว่จะรับผิดชอบส่วนไหน


อินเยว่ยกมือทั้งสองข้างขึ้น อวดกล้ามเนื้อจางๆที่แขนซึ่งได้มาจากการฝึกฝนแล้วตบไปที่ผ้าคาดเอวที่เต็มไปด้วยอาวุธลับของตนเอง เชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “ศิษย์พี่จะเป็นนักเลงคอยคุมให้พวกเจ้าเอง พวกชาวบ้านหัวดื้อทั้งหมดจงหมอบลงให้ข้า!”


ทว่า นอกจากฉินเหยาแล้ว สี่พี่น้องต่างก็สงสัยในเรื่องนี้อย่างสุดซึ้ง


“ศิษย์พี่เยว่ ท่านจะไหวหรือ” ต้าหลางเหลือบมองผ้าคาดเอวหนังวัวอันหนาของนางอย่างสงสัย เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นศิษย์พี่เยว่ใช้อาวุธลับมาก่อน


อินเยว่ใช้นิ้วเคาะหน้าผากของเจ้าตัวเล็กทั้งสี่เบาๆอย่างขุ่นเคือง แต่ก็ไม่ได้หยิบอาวุธลับออกมาเพื่อพิสูจน์ฝีมือในทันที


แต่กลับหันไปมองฉินเหยาเป็นเชิงถาม


อาจารย์เคยกำชับไว้อย่างจริงจังว่าเส้นทางของนางคือวิถีของผู้ซ่อนเร้น แตกต่างจากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป ต้องซุ่มพัฒนาฝีมืออย่างเงียบๆ ถ้าไม่ลงมือก็แล้วไป แต่ถ้าลงมือต้องสังหารในดาบเดียว!


ฉินเหยามองเห็นความสงสัยที่เด็กๆมีต่ออินเยว่ อินเยว่คือศิษย์ของนาง การสงสัยในตัวอินเยว่ก็เท่ากับสงสัยในตัวนางเอง


ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องให้เจ้าเด็กพวกนี้ได้เปิดหูเปิดตาเสียบ้าง


ฉินเหยาถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วพยักหน้าให้อินเยว่เบาๆ


อินเยว่เผยรอยยิ้มตื่นเต้นออกมาทันที เพราะเก็บกดมานานเกินไป รอยยิ้มของนางจึงดูดุร้ายไปบ้าง


เมื่อรอยยิ้มอันดุร้ายนั้นมุ่งตรงมายังสี่พี่น้อง หัวใจของพวกต้าหลางก็พลันกระตุกวูบ เกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาทันใด


“เก็บถ้วยชามตะเกียบไปเถอะ” อินเยว่สั่งด้วยรอยยิ้มหวาน


สี่พี่น้องไม่เข้าใจเจตนาของนาง แต่เมื่อกินอาหารเย็นเสร็จแล้วก็ควรจะเก็บถ้วยชามและตะเกียบจริงๆ


วันนี้เป็นเวรของต้าหลางและซื่อเหนียง ทั้งสองคนซ้อนถ้วยชามและตะเกียบทั้งหมดขึ้น ถือเดินไปยังห้องครัวพลางหันกลับมามองเป็นระยะ


ทันใดนั้น เอ้อร์หลางและซานหลางที่ยังอยู่ในห้องโถงก็รู้สึกถึงลมวูบหนึ่งพัดผ่านข้างกายไป พวกเขาหันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ อินเยว่ที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ข้างๆ กลับหายตัวไปแล้ว


สองพี่น้องรีบหันกลับมาอีกครั้ง ในสายตาของพวกเขาไม่มีเงาร่างของอินเยว่แล้ว แต่พวกเขากลับรู้สึกได้ว่านางยังคงอยู่ที่ไหนสักแห่งในลานบ้าน


ทางฝั่งต้าหลางพลันสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาคว้าตัวซื่อเหนียงแล้วเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว


การโจมตีครั้งที่สองตามมาติดๆ ในมุมที่รับมือได้ยากอย่างยิ่ง


ต้าหลางใช้มือข้างหนึ่งประคองชามที่ซ้อนกันอยู่ ทั้งยังต้องดึงน้องสาวไปด้วย การเคลื่อนไหวจึงถูกจำกัด


ทันใดนั้น ทุกคนในห้องก็ได้ยินเสียง “เพล้ง” ดังขึ้นสองครั้งติดกัน รีบเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นชามดินเผาใบเล็กที่วางอยู่บนสุดในกองชามของสองพี่น้องปรากฏรอยร้าวอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะแตกละเอียดแล้วร่วงหล่นลงพื้น


ตอนที่ 525: ข้าคิดถึงเจ้ามาก


ชามดินเผาไม่มีทางแตกได้เอง อินเยว่ก็ยังไม่ได้เรียนรู้วิชาฝ่ามือแหวกอากาศพวกนั้นจนเป็น


ดังนั้น…ต้าหลางเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง ไหนเล่ามีดบิน ไหนล่ะคน


อินเยว่เดินออกมาจากหลังเสา ในมือถือมีดบินสองเล่มที่ผูกเชือกไว้ ชามสองใบที่แตกเมื่อครู่ก็ถูกทำลายโดยมีดบินพิเศษสองเล่มนี้นี่เอง


“เป็นอย่างไร คราวนี้เชื่อแล้วหรือยัง” อินเยว่เดินมาอยู่ตรงหน้าสองพี่น้อง ยกมือเท้าสะเอวแล้วถามพลางยิ้ม


ซื่อเหนียงร้องว้าวออกมา ดวงตากลมโตจ้องมองมีดบินในมือของนางแล้วถามอย่างสงสัย “ศิษย์พี่เยว่ เหตุใดท่านจึงต้องผูกเชือกไว้กับมีดบินด้วยเล่าเจ้าคะ”


ต้าหลางเองก็มองมาอย่างสงสัยเช่นกัน แม้จะไม่อยากพูด แต่เขาก็ยอมรับแล้วจริงๆ


เพราะอย่างไรเสียศิษย์พี่เยว่ก็เพิ่งเริ่มฝึกยุทธ์ได้เพียงสองเดือนกว่า หากไม่ได้แอบฝึกฝนอย่างหนักย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเชี่ยวชาญอาวุธลับประเภทนี้ได้ในเวลาอันสั้น


อินเยว่นำมีดบินที่พันเชือกของตนเองมาตรงหน้าให้สองพี่น้องดู


มีดบินของคนอื่นจะผูกเชือกสีแดงหรือเครื่องหมายอื่นๆไว้ที่ปลาย แต่ของนางกลับผูกเชือกเกลียวที่ทั้งเรียวและแข็งแรงไว้ทั้งหมด


อินเยว่ถามอย่างภาคภูมิใจ “ยอดเยี่ยมใช่หรือไม่ แบบนี้ข้าก็ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเพื่อเก็บมีดบินแล้ว!”


แน่นอนว่านางยังเหลืออีกแปดเล่มที่ไม่ได้ผูกเชือกไว้ซึ่งสามารถใช้ได้ในระยะที่ไกลกว่า


อีกทั้งหากระยะทางไกลเกินไป เชือกที่ยาวเกินไปก็จะเพิ่มน้ำหนักและแรงต้าน ทำให้อานุภาพของมีดบินลดลงอย่างมาก


เอ้อร์หลางและซานหลางวิ่งเข้ามาดู มองดูมีดบินที่ผูกเชือกสลับกับชามดินเผาที่แตกกระจายบนพื้นแล้วอุทานพร้อมกันเสียงเบา “ทำแบบนี้ก็ได้หรือ”


ทำไมจะไม่ได้เล่า อินเยว่เก็บมีดบินเข้าผ้าคาดเอวของตน นั่งยองๆลงเก็บเศษกระเบื้องแตกไปพลางพูดไปพลาง


“ของดีไม่จำเป็นต้องเหมาะสม แต่สิ่งที่เหมาะสมกับตนเองนั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด”


สี่พี่น้องพยักหน้าหงึกๆ พากันคิดว่า ‘ได้เรียนรู้แล้ว ได้เรียนรู้แล้ว’


เมื่อนึกถึงเรื่องการเก็บค่าเช่าในวันพรุ่งนี้ ผู้ใหญ่หนึ่งคนกับเด็กสี่อีกคนก็สบตากัน รีบเก็บถ้วยชามและตะเกียบให้เรียบร้อยแล้วช่วยกันเตรียมงานสำหรับเก็บค่าเช่าในวันพรุ่งนี้ด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง


ฉินเหยากลับมาที่ห้องนอน ปิดประตูเพื่อกั้นเสียงจอแจในลานบ้านไว้ด้านนอก จุดเทียนบนเชิงเทียนในห้อง นั่งลงที่โต๊ะแล้วเปิดจดหมายฉบับที่ยังไม่ได้อ่านก่อนหน้านี้


เมื่อเปิดจดหมายออกก็พบว่าแตกต่างจากรูปแบบที่ยืดยาวเยิ่นเย้อในอดีต คราวนี้มีเพียงสองหน้ากระดาษ


เมื่อเห็นคำสี่คำที่เขียนอย่างขี้เล่นในตอนต้นว่า “คำนับเมียจ๋าที่รัก” ฉินเหยาก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง พลันรู้สึกว่าในช่วงเวลาอันแสนวุ่นวายและเหน็ดเหนื่อยนี้ ในที่สุดก็มีเรื่องน่าสนุกขึ้นมาบ้าง


‘เมียจ๋า ข้ากับอาวั่งเดินทางถึงอิงเทียนฝู่อย่างปลอดภัยแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด ตอนที่เจ้าได้รับจดหมายฉบับนี้ ข้าคงจะเข้าสนามสอบไปแล้ว อวยพรให้ข้าสอบผ่านด้วยเถิด เมียจ๋า!’


ที่เหลือต่อจากนั้น ทั้งหน้ากระดาษล้วนเป็นคำทักทายที่หลิวจี้ฝากถึงคนในครอบครัว


‘เมียจ๋า ต้าหลางสบายดีหรือไม่ เอ้อร์หลางสบายดีหรือไม่ ซานหลางสบายดีหรือไม่ ซื่อเหนียงสบายดีหรือไม่ เหล่าหวงกับเหล่าชิงยังสบายดีอยู่หรือไม่ แล้วเจ้าเล่า สบายดีหรือไม่’


‘ข้ากับอาวั่งสบายดีมาก ท่านอาจารย์ก็สบายดีมาก ศิษย์พี่ตัวน้อยก็สบายดีมาก สือโถวกับอากู่พวกเขาก็สบายดีกันทุกคน…’


ฉินเหยาขมวดคิ้ว นางสงสัยจริงๆ ว่าหลิวจี้กำลังเขียนคำเยิ่นเย้อเพียงเพื่อให้กระดาษจดหมายแผ่นนี้ดูเต็มและสวยงามขึ้น


ในตอนท้ายของจดหมาย ถึงจะมีประโยคที่ไร้สาระน้อยลงมาหน่อย ‘เมียของข้า ข้าคิดถึงเจ้ามาก’


“ซี้ด~” ฉินเหยาพลันรู้สึกเสียวฟันขึ้นมา นางกวาดตา.มอง บนโต๊ะยังมีน้ำบ๊วยดำผสมน้ำผึ้งที่หลี่ซื่อเพิ่งนำมาให้จึงรีบหยิบขึ้นมาดื่มอึกใหญ่


รสหวานของน้ำผึ้งช่วยขจัดความรู้สึกแสบซี้ดนั้นไปในทันที ในที่สุดฟันของนางก็รู้สึกสบายขึ้น


ฉินเหยาวางกระดาษจดหมายลงแล้วหันกลับไป นอกหน้าต่างที่เปิดกว้าง ดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้ายามค่ำคืน


โคมไฟสองสามดวงในลานบ้านแกว่งไกวเบาๆไปตามสายลม ผู้คนที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงจอแจอยู่ในลานบ้านหายไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ โลกทั้งใบเงียบสงบจนน่าประหลาด สามารถได้ยินเสียงลมภูเขาพัดผ่านได้อย่างชัดเจน…


“อินเยว่! ถึงเวลาเรียนเสริมแล้ว!”


ฉินเหยาลุกพรวดขึ้นยืน ตะโกนไปยังสวนหลังบ้านแล้วก้าวฉับๆออกจากประตู พับแขนเสื้อแล้วมุ่งหน้าไปยังหลังเขา


เสียงตอบรับอย่างประหม่าของอินเยว่ดังมาจากเรือนข้างที่เพิ่งสร้างใหม่ในสวนหลังบ้าน จากนั้นประตูห้องก็เปิดออก อินเยว่รีบวิ่งตามฝีเท้าของอาจารย์ไปพลางผูกชุดฝึกของตนไปพลาง


สองศิษย์อาจารย์ฝึกกันจนถึงต้นยามไฮ่จึงลงมาจากหลังเขา อินเยว่เหนื่อยจนหอบแฮ่ก


การที่ครอบครัวของหลี่ซื่อย้ายกลับมาอยู่ด้วยมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือสองศิษย์อาจารย์ที่กลับมาดึกๆดื่นๆ สามารถอาบน้ำก่อนกลับเข้าห้องไปนอนได้


ในห้องครัวมีน้ำร้อนต้มไว้หม้อใหญ่ สองศิษย์อาจารย์ถือถังน้ำร้อนไปคนละถัง คนหนึ่งไปที่ห้องอาบน้ำเก่า อีกคนไปที่ห้องอาบน้ำที่เพิ่งสร้างใหม่ในสวนหลังบ้าน หลังจากรีบอาบน้ำอย่างรวดเร็วแล้ว ไฟในลานบ้านก็ดับลงทั้งหมด ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ


ก่อนจะหลับไป ในหัวของฉินเหยายังคงขบคิดว่าจะเบี่ยงเบนความเกลียดชังของชาวบ้านในเช้าวันพรุ่งนี้ได้อย่างไร


คิดไปคิดมา นางก็ล้มเลิก


เรื่องของวันพรุ่งนี้ค่อยคิดวันพรุ่งนี้ ไปเข้าเฝ้าโจวกงดีกว่า!


หลับสบายตลอดคืน ฉินเหยานอนจนตื่นเองตามธรรมชาติ


เสียงของอินเยว่ที่ออกไปหาบน้ำตอนรุ่งสางนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางคุ้นชินแล้วหรือว่าเหนื่อยเกินไปกันแน่ นางไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย


ตอนที่ฉินเหยาตื่นนั้น เกวียนวัวและรถม้าของบ้านก็ถูกเทียมเรียบร้อยและจอดรออยู่นอกประตูใหญ่แล้ว


สี่พี่น้องตั้งใจเปลี่ยนไปสวมชุดผ้าป่านที่เย็นสบายและสะดวกต่อการเคลื่อนไหว กำลังขนของที่พวกเขาจะนำไปด้วยขึ้นไปบนรถ


ตะกร้าสานสองสามคู่ที่บ้านก็ถูกนำไปด้วย จะได้ขนข้าวเปลือกกลับมาได้มากขึ้นและลดจำนวนเที่ยวลง


ยังมีลูกคิดและตาชั่ง นี่เป็นของที่สำคัญที่สุดจะลืมไม่ได้เด็ดขาด


พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกล้วนถูกเก็บไว้ในหีบหนังสือของเอ้อร์หลาง เมื่อยัดหีบหนังสือทั้งใบขึ้นไปบนรถแล้ว พวกเขาก็ตบมือแล้วกลับมากินอาหารเช้า


อาหารเช้าวันนี้ทำอย่างเรียบง่าย เป็นโจ๊กขาวกับเครื่องเคียง ในตอนเช้าที่ร้อน.อบอ้าว ได้กินอะไรแบบนี้จะทำให้รู้สึกสบายไปทั้งวัน


เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จ แม่ลูกห้าคนบวกกับอินเยว่อีกหนึ่งคนก็ออกเดินทางไปด้วยกัน


อินเยว่ขับรถม้าโดยมีเอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงนั่งไปด้วย


ต้าหลางขับเกวียนวัวด้วยตัวเอง ฉินเหยาไม่ค่อยวางใจนักจึงนั่งรถคันเดียวกับเขาไปจนถึงบ่อน้ำของหมู่บ้าน เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มขับเกวียนวัวได้คล่องแคล่วดีแล้ว นางจึงวางใจ


“เดินทางช้าๆหน่อยนะ” ฉินเหยากำชับ


ทุกคนขานรับพลางยิ้มแล้วขับรถออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปอย่างมั่นคง มุ่งหน้าไปยังตัวเมือง


ฉินเหยามองตามพวกเขาไปจนลับสายตา จากนั้นจึงละสายตากลับมา ตั้งสติให้มั่นแล้วเริ่มทำงานสำคัญ


นางคลี่เอกสารเก็บภาษีที่คัดลอกมาจากบ้านหลี่เจิ้งออก ทาด้วยโจ๊กเหลวที่นำมาจากบ้าน เป่าเล็กน้อยแล้วอาศัยความเหนียวติดเอกสารลงบนกระดานประกาศของหมู่บ้าน


ชาวบ้านพากันเข้ามารุมล้อมและถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านผู้ใหญ่บ้าน นั่นคือเอกสารภาษีข้าวใช่หรือไม่”


เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้า ชาวบ้านก็ยิ่งมารวมตัวกันมากขึ้น ผู้คนรุมล้อมกระดานประกาศ คนที่อ่านหนังสือออกก็อ่านเนื้อหาบนเอกสารให้ชาวบ้านคนอื่นๆฟัง


ฉินเหยายืนอยู่ข้างๆ คอยอธิบายเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา


เมื่อเห็นว่าชาวบ้านรู้เรื่องการเพิ่มภาษีข้าวในปีนี้แล้ว ต่างก็ตกใจอย่างมากและเตรียมจะเข้ามาซักถามตน ฉินเหยาจึงตะโกนขึ้นก่อน


“ข้ารู้ว่าทุกคนร้อนใจ แต่ขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งร้อนใจ ฟังข้าก่อน!”


ชาวบ้านทุกคนหันมามองนาง


ฉินเหยาถูกห้อมล้อมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและความไม่เข้าใจ นางแข็งใจกล่าวประณามอย่างจริงจัง


“เป็นความผิดของท่านหลี่เจิ้งที่ปิดบังเรื่องนี้อย่างมิดชิด มิฉะนั้นข้าคงไม่รู้เรื่องที่ราชสำนักเพิ่มภาษีข้าวหลังจากกลับมาจากเมืองเมื่อคืนนี้หรอก ทำให้ทุกคนไม่ได้เตรียมตัวและต้องมารู้สึกเจ็บใจเช่นนี้…”


ความไม่เข้าใจในแววตาของชาวบ้านพลันกระจ่างใสขึ้น พวกเขากล่าวกับฉินเหยาอย่างใจกว้างว่า “ไม่โทษท่านผู้ใหญ่บ้านหรอก หากจะโทษก็ต้องโทษท่านหลี่เจิ้ง ข่าวใหญ่ปานนี้ก็ยังจะปิดบัง พอถึงเวลาใกล้ๆถึงค่อยมาบอก ทำให้ทุกคนไม่พอใจกันไปหมด!”


หลี่เจิ้งที่อยู่ไกลออกไปในเมืองพลันจามเสียงดังสนั่น เขามองดูดวงอาทิตย์ที่แผดจ้าอยู่บนศีรษะอย่างแปลกใจ


ก็ไม่หนาวนี่นา เหตุใดจึงรู้สึกเย็นสันหลังวาบเล่า


ตอนที่ 526: เทศกาลไหว้พระจันทร์


ฉินเหยาอาศัยการโยนความผิด ชี้นำให้ชาวบ้านระบายความไม่พอใจออกมาได้สำเร็จ


เมื่ออารมณ์สงบลงแล้ว งานเก็บภาษีจึงดำเนินไปได้อย่างราบรื่น


อันที่จริงสำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้ว ตราบใดที่พระราชโองการของราชสำนักไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นทำให้พวกเขาอยู่ไม่ได้ พวกเขาก็ไม่เคยกล้าต่อต้าน


ดังนั้นแม้ในใจจะมีความไม่พอใจและความคับข้องใจมากเพียงใด แต่ภายใต้การกดขี่ของอำนาจราชวงศ์ที่แข็งแกร่ง เมื่อถึงเวลาต้องเสียภาษีก็ต้องเสีย


อย่างมากที่สุด ในแต่ละหมู่บ้านก็จะมีพวกหัวแข็งอยู่สองสามคน คอยสร้างปัญหาเล็กๆน้อยๆให้กับเหล่าผู้ใหญ่บ้าน


เช่น พวกที่ชั่งน้ำหนักขาดๆเกินๆ หรือพวกที่เอาของคุณภาพต่ำมาแทนของคุณภาพดีและพวกที่แกล้งทำเป็นฟังไม่รู้เรื่องและไม่ยอมปฏิบัติตาม


สรุปคือ คนเหล่านี้ที่หวังพึ่งโชคช่วยจะต้องก่อเรื่องวุ่นวายทุกปี


ในปีก่อนๆ ผู้ใหญ่บ้านคนเก่าอายุมากแล้วและไม่มีเรี่ยวแรงมากนักจึงทำได้เพียงปล่อยให้พวกเขาก่อเรื่องวุ่นวายไปก่อนแล้วค่อยจัดการหลังจากเก็บภาษีข้าวส่วนใหญ่ได้ครบแล้ว


แต่วิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอนเกินไป


ฉินเหยาไม่ยอมให้ใครมาสร้างความรำคาญให้นางตอนที่นางกำลังทำงานอยู่เด็ดขาด


ดังนั้นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเก็บภาษีอย่างเป็นทางการ นางจึงไปหาครอบครัวที่ไม่เชื่อฟังจากปีที่แล้วสองสามหลังก่อน ‘ทั้งปลอบทั้งขู่’ ไม่ถึงครึ่งวันก็ยุติเรื่องราวได้


เมื่อพวกหัวแข็งถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น เรื่องราวหลังจากนั้นก็ราบรื่นขึ้นมาก


ศาลบรรพชนของหมู่บ้านต้องทำหน้าที่เป็นโกดังในช่วงเวลาเก็บภาษี ฉินเหยาตั้งโต๊ะ เก้าอี้และตาชั่งไว้ที่หน้าประตูศาลบรรพชน นางมาถึงเป็นคนแรกและกลับไปเป็นคนสุดท้ายทุกวัน


หลังจากเฝ้าอยู่สามวันติด ฉินเหยาก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา นางจะปล่อยให้ตัวเองเป็นลมแดดไม่ได้ ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านยังรอนางเป็นผู้นำอยู่


นางจับตัวพวกไม่เอาถ่านในหมู่บ้านที่เดินตามรอยเท้าของหลิวจี้มาได้ห้าคน กดตัวพวกเขาไว้ที่หน้าประตูศาลบรรพชนแล้วสั่งให้ทำงานรับใช้ผู้ใหญ่บ้านคนนี้ให้ดี!


อะไรนะ


เขียนหนังสือไม่เป็น ดูตาชั่งไม่เป็น ทั้งยังคิดเลขไม่เป็นอีกงั้นรึ


“พวกเจ้าอยากจะดูหรือไม่ว่าหมัดของผู้ใหญ่บ้านอย่างข้าใหญ่แค่ไหน” ฉินเหยายิ้มอย่างชั่วร้ายพลางพิงเก้าอี้ไม้ไผ่แล้วหมุนข้อมือ


ชายหนุ่มว่างงานทั้งห้าคนตกใจจนไม่กล้าพูดคำว่า ‘ไม่’ ออกมาอีก เรียน! ตอนนี้ต้องเรียนกันให้ตายไปข้างหนึ่ง!


ท่ามกลางความวุ่นวาย เทศกาลไหว้พระจันทร์ก็มาถึง


ข้าวเปลือกในนาของหมู่บ้านเก็บเกี่ยวไปแล้วเก้าส่วน เหลือเพียงข้าวเปลือกในนาที่อยู่ห่างไกลบางส่วนที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวกลับมา


ช่วงเวลานี้สวรรค์เมตตาเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีฝนตกหนักเลย


สำหรับชาวบ้านแล้ว นี่คือปีที่ลมฝนเป็นใจและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างอุดมสมบูรณ์ซึ่งหาได้ยากยิ่ง


ในวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทุกครัวเรือนต่างหยุดพักผ่อนหนึ่งวัน โรงงานเครื่องเขียนก็หยุดพักหนึ่งวันเช่นกัน


ผู้คนนำของอร่อยทั้งของกินและเครื่องดื่มในบ้านออกมา ทั้งครอบครัวมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขที่หาได้ยากนี้


ทางฝั่งเรือนเก่าเรียกให้ครอบครัวของฉินเหยาไปฉลองเทศกาลด้วยกัน แต่ฉินเหยาปฏิเสธ ปีนี้นางต้องการฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่บ้านของตนเองให้ดีสักครั้ง


“พวกเรามาทำขนมไหว้พระจันทร์กันเถอะ!” ฉินเหยากล่าวอย่างกระตือรือร้น


ซานหลางตอบรับทันที “ท่านแม่ ข้าอยากกินขนมไหว้พระจันทร์!”


ซื่อเหนียงเหลือบมองพี่สามของตนอย่างรังเกียจ “ตะกละตายไปเลยเถอะ”


แต่เมื่อหันไปหาท่านแม่ก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าคาดหวัง “ท่านแม่ ท่านทำขนมไหว้พระจันทร์เป็นด้วยหรือเจ้าคะ”


เมื่อเห็นต้าหลาง เอ้อร์หลางและอินเยว่ต่างมองมาอย่างสงสัย ฉินเหยาก็แบมือสองข้างออก “ไม่เป็น”


ทุกคน “…”


“แต่ต้องมีคนทำเป็นแน่นอน” ฉินเหยาเดินมาที่นอกประตูห้องครัวแล้วส่งเสียง “ฟืดฟาด” พยายามจะเรียกความสนใจจากหลี่ซื่อที่กำลังยุ่งอยู่กับการนวดแป้ง


หลี่ซื่อไม่ได้หูหนวก นางได้ยินเสียงแม่ลูกคุยกันในลานบ้านตั้งนานแล้ว


นางหันกลับมาพูดอย่างขบขัน “ไปล้างมือเถอะ เดี๋ยวพอข้าเตรียมแป้งกับไส้เสร็จจะยกไปให้ที่ห้องโถง พวกเราจะได้ทำด้วยกัน”


เด็กๆพลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที ส่งเสียงโห่ร้องวิ่งไปต่อแถวล้างมือที่อ่างล้างหน้า จากนั้นก็วิ่งเข้าไปรอในห้องโถง


ฉินเหยาและอินเยว่ก็ถามอย่างมีความสุข “พวกเราพอจะช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่”


หลี่ซื่อสั่งการอย่างไม่เกรงใจ “ฮูหยินไปจุดเตาอบเถิดเจ้าค่ะ ส่วนแม่นางเยว่ท่านก็ไปเก็บโต๊ะในห้องโถงให้เรียบร้อย ทางนี้ข้าใกล้จะเสร็จแล้ว”


สองศิษย์อาจารย์พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น รับบัญชา!


เมื่อห้องโถงและเตาอบพร้อมแล้ว วัตถุดิบทางฝั่งของหลี่ซื่อก็เตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน


ทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องโถง เริ่มเรียนรู้วิธีห่อขนมไหว้พระจันทร์จากหลี่ซื่อ


เมื่อถึงตอนใช้แม่พิมพ์ของที่บ้าน ต้าหลางและซื่อเหนียงก็หยิบแม่พิมพ์เหล่านี้ขึ้นมาแนะนำอย่างตื่นเต้น


“นี่คือแม่พิมพ์ลายดอกเหมยกับแม่พิมพ์อักษรฝูที่พวกเราทำกับท่านอาอาวั่งเมื่อปีที่แล้ว!”


พูดจบ พวกเขาก็พลันเศร้าลง


ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมอง สี่พี่น้องบวกกับเสี่ยวไหลฝูอีกหนึ่งคนล้วนมีสีหน้าคิดถึง


“เป็นอะไรไป คิดถึงอาวั่งแล้วรึ” นางถามอย่างขบขัน


เด็กทั้งห้าคนพยักหน้าหงึกๆ ท่านอาอาวั่งจากไปนานมากแล้ว


ฉินเหยายิ้มบางๆ “นับวันดูแล้ว เดือนหน้าพวกเขาก็น่าจะกลับมาแล้ว อีกไม่นานหรอก”


ซื่อเหนียงพลันนึกถึงท่านพ่อผู้ไม่เอาไหนของตนขึ้นมาได้ นางพึมพำอย่างกังวล “ไม่รู้ว่าคราวนี้ท่านพ่อจะยังสอบได้ที่โหล่อีกหรือไม่”


เอ้อร์หลางพูดไม่ออก


ซานหลางกระซิบเสียงเบา “น้องสาว เจ้าจะหวังให้ท่านพ่อสอบได้ที่รองโหล่ก็ได้นี่นา”


“เลิกกระซิบกระซาบกันได้แล้ว ท่านน้าหลี่คนเดียวจะทำขนมไหว้พระจันทร์เสร็จหมดแล้ว” ต้าหลางเตือนอย่างจนใจ


ส่วนท่านแม่กับศิษย์พี่เยว่ คนหนึ่งไม่ได้เรื่องยิ่งกว่าอีกคนหนึ่ง เมื่อมองดูขนมไหว้พระจันทร์ลายดอกเหมยสองสามชิ้นที่ไส้แทบจะทะลักออกมาจากเปลือก ต้าหลางก็ถอนหายใจยาว


เด็กหนุ่มตักไส้ขนมชามเล็กๆออกมาวางไว้ตรงหน้าสองศิษย์อาจารย์ “ท่านแม่ ศิษย์พี่เยว่ ท่านสองคนไปเล่นกันเองทางโน้นเถอะ”


อินเยว่ประหลาดใจ “จริงหรือ”


ฉินเหยาถลึงตาใส่ศิษย์ของตน ชี้ไปที่ขนมไหว้พระจันทร์เปลือกแตกตรงหน้านาง “นี่เจ้าทำอะไรของเจ้า ไม่รู้หรือว่าแป้งสาลีอย่างดีมันแพง พออบเสร็จแล้วเจ้าต้องกินทั้งหมดนี่ให้หมด!”


อินเยว่เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ในใจคิดว่า ‘ท่านอาจารย์ ท่านไม่ดูขนมไหว้พระจันทร์ในมือของท่านหน่อยหรือว่ามันเละเทะแค่ไหน’


แน่นอนว่าคำพูดนี้ย่อมไม่กล้าพูดออกไป


อาจารย์คือฟ้าดิน อาจารย์ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น การรับผิดแทนอาจารย์ถือเป็นโชคของศิษย์!


หลังจากล้างสมองตัวเองเสร็จ อินเยว่ก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ท่านอาจารย์วางใจเถิด ศิษย์จะกินให้หมด”


ฉินเหยาจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เด็กคนนี้พอจะสั่งสอนได้


นางวางแม่พิมพ์ในมือลง “เหลืออีกไม่กี่ชิ้นแล้วทิ้งไว้ให้พวกเจ้าคนหนุ่มสาวได้ฝึกฝนกัน”


พูดจบก็ลุกกลับเข้าห้องไปนอนอย่างเปิดเผย


นางหยิบลูกคิดอันเล็กออกมา คำนวณผลผลิตของบ้านในปีนี้


อินเยว่พาเด็กสี่คนไปเก็บค่าเช่า ได้ข้าวเปลือกกลับมาหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อยจินและถั่วเหลืองหนึ่งพันหนึ่งร้อยจิน


ไร่แตงโมห้าหมู่ของบ้านขายได้เงินเจ็ดสิบสองตำลึง นาข้าวห้าหมู่ให้ผลผลิตข้าวเปลือกสองพันสามร้อยจิน


ภาษีข้าวได้รับการยกเว้น ดังนั้นผลผลิตที่ได้จึงเป็นของตนเองทั้งหมด


ในครึ่งปีแรกยังมีข้าวเปลือกเหลืออยู่ไม่น้อย คราวนี้จึงเติมเข้าไปให้ครบหนึ่งหมื่นจินเพื่อกักตุนไว้ ข้าวเปลือกที่เหลืออีกแปดพันจินขายไปทั้งหมดในราคาสามเหวินต่อหนึ่งจิน ได้เงินมายี่สิบสี่ตำลึง


ถั่วเหลืองทั้งหมดเก็บไว้กินเอง ฝีมือทำอาหารของหลี่ซื่อนั้นยอดเยี่ยม ทั้งน้ำเต้าหู้ เต้าฮวยและเต้าหู้ล้วนสลับสับเปลี่ยนทำได้หลากหลาย


ยังสามารถเพาะถั่วงอกไว้กินเป็นผักสดในฤดูหนาวได้อีกด้วย


หรือไม่ก็ทำเต้าหู้เพิ่มขึ้นแล้วนำไปแปรรูปเป็นเต้าหู้แห้งรสชาติต่างๆ


ฉินเหยาเคยคิดที่จะเพิ่มการค้าใหม่ เช่น นำเต้าหู้แห้งที่หลี่ซื่อทำไปขายตามโรงเตี๊ยม


แต่ภายหลังเมื่อคำนวณต้นทุนและผลกำไรแล้ว เครื่องเทศราคาสูง การทำเต้าหู้แห้งใช้เวลานาน แรงงานก็มีจำกัด ประกอบกับในเมืองและในอำเภอก็มีคนทำการค้านี้อยู่แล้ว การแข่งขันจึงสูง ต่อให้หลี่ซื่อทำงานจนตายก็คงไม่ได้กำไรอะไรมากนัก นางจึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดนี้อย่างเด็ดขาด


ทำให้คนในครอบครัวกินเองจะดีกว่า


เมื่อดีดลูกคิดรายการสุดท้ายเสร็จสิ้น จำนวนเงินบนลูกคิดก็คือจำนวนเงินสดทั้งหมดที่ฉินเหยามีอยู่ในมือตอนนี้…หนึ่งพันหนึ่งร้อยเก้าสิบหกตำลึง


ตอนที่ 527: ดูผลสอบ


พอเข้าเดือนเก้า ทางการก็ส่งคนมาเร่งเก็บภาษีข้าว


โชคดีที่ภาษีข้าวของหมู่บ้านรวบรวมไว้หมดแล้ว วันรุ่งขึ้นหลังจากฉินเหยาได้รับคำสั่งก็จัดแจงให้คนหนุ่มในหมู่บ้านนำข้าวสารไปส่งที่ยุ้งฉางของอำเภอ ทำภารกิจการจ่ายภาษีได้อย่างราบรื่น


เช่นนี้แล้ว ฤดูเก็บเกี่ยวอันแสนวุ่นวายก็สิ้นสุดลงเสียที ฉินเหยาในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็ถอนหายใจออกมาได้อย่างโล่ง.อก


แต่ระหว่างนั้น ทางการก็มาเกณฑ์แรงงานอีกสิบกว่าคนไปสร้างเขื่อนที่เมืองข้างๆ


การเกณฑ์แรงงานภายในอำเภอเช่นนี้ถือว่าดีมากแล้ว เพราะเป็นงานที่ใช้แรงงานหนัก ทางการจะแจกจ่ายเสบียงให้คนละสี่จินต่อวัน ไม่จำเป็นต้องนำอาหารมาเอง


เพียงแต่ลำบากคนที่บ้าน ในช่วงเวลาสำคัญอย่างช่วงเก็บเกี่ยวต้องมาขาดแรงงานหลักไปหนึ่งคนจึงลำบากขึ้นมาก


ในยามนี้เองที่ชาวหมู่บ้านตระกูลหลิวได้ค้นพบอย่างยินดีว่า ตลอดทั้งปีที่วุ่นวายกันมานี้ ที่บ้านของตนมีเงินเหลือพอที่จะจ้างคนงานชั่วคราวได้แล้ว


และทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความดีความชอบของโรงงานเครื่องเขียน


เมื่อมองดูโรงงานเครื่องเขียนที่ทุกคนในหมู่บ้านร่วมกันลงทุนสร้างขึ้นใหม่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ชาวหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกคนต่างก็คาดหวังว่าหลังจากสร้างเสร็จแล้วจะนำพาความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่มาสู่หมู่บ้านได้อย่างไร


แต่ก่อนที่โรงงานแห่งใหม่จะสร้างเสร็จ โครงการก่อสร้างที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในหมู่บ้านก็ได้เสร็จสิ้นลงก่อนแล้ว


สำนักศึกษาสร้างเสร็จแล้ว


เด็กๆมีหนังสือให้อ่านแล้ว


ในวันที่มีพิธีเปิดสำนักศึกษา ฉินเหยาก็นำเหรียญรางวัลที่ตนสั่งให้ช่างตีเหล็กหมู่บ้านเซี่ยเหอทำขึ้นมาตามสัญญา นำมามอบให้กับเด็กๆในหมู่บ้านที่ช่วยผู้ใหญ่ทำงานที่สำนักศึกษาอย่างแข็งขันคนละหนึ่งเหรียญ


เสี่ยวไหลฝูได้รับหนึ่งเหรียญ เขาดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ประคองไว้ในฝ่ามือ ไม่กล้าแม้แต่จะกลัด ได้แต่มองอย่างมีความสุข


ท่าทางที่มีความสุขนั้นทำให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องอิจฉาจะแย่แล้ว


“ท่านแม่ ปีหน้าพวกเราจะกลับมาเรียนที่หมู่บ้านได้หรือไม่เจ้าคะ”


ระหว่างทางกลับจากสำนักศึกษา ซานหลางและซื่อเหนียงเอ่ยถามอย่างคาดหวัง


เด็กๆยังไม่เข้าใจว่าคุณภาพการสอนในแต่ละที่นั้นแตกต่างกัน คิดว่าขอเพียงเป็นอาจารย์สอน นักเรียนก็จะได้เรียนเหมือนกันหมด


เมื่อนึกถึงความยุ่งยากที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปสำนักศึกษาในเมืองทุกวันก็ย่อมคาดหวังว่าจะได้เรียนหนังสือที่หน้าประตูบ้าน


ทว่า ฉินเหยากลับส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ต้าหลางและเอ้อร์หลางเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาของตระกูลติงมาโดยตลอด พวกเจ้าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง”


“ส่วนเจ้าสองคนเล็ก เมื่อถึงปีหน้าก็จะครบสองปีแล้ว หากสำนักศึกษาตระกูลติงยินดีรับนักเรียนคนอื่นเข้าไปในสำนักศึกษาสาขาหลักของตระกูลพวกเขา เช่นนั้นแล้วไม่ว่าค่าเล่าเรียนจะสูงหรือต่ำเพียงใด ข้าก็จะให้พวกเจ้าเรียนต่อที่นั่น”


“หากพวกเขาไม่ต้องการให้คนอื่นเข้าไปในสำนักศึกษาสาขาหลักของตระกูล ข้าก็จะลองคิดหาวิธีการอื่นดูอีกที”


สรุปคือ หากอยู่ต่อได้ก็อยู่ต่อ


ต้าหลางและเอ้อร์หลางเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่างไรเสียก็โตกว่าน้องๆหลายปี อีกทั้งยังอยู่กับพวกเด็กๆจากสาขาหลักของตระกูลติงมาโดยตลอด จึงพอจะแยกแยะได้ว่าสาขาหลักและสาขาย่อยของสำนักศึกษานั้นแตกต่างกันมาก


สาขาย่อยของสำนักศึกษาสอนเพียงความรู้เบื้องต้น แต่สาขาหลักนั้นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ท่านอาจารย์ล้วนมุ่งมั่นที่จะให้พวกเขาสอบขุนนางให้ได้ ไม่เพียงแต่สอนหนังสือ แต่ยังชี้แนะเรื่องราวทางโลก มารยาทสังคมและสถานการณ์ในราชสำนักอีกด้วย


แม้จะเทียบไม่ได้กับอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงอย่างกงเหลียงเหลียว แต่สำหรับนักเรียนที่อาศัยอยู่ในอำเภอที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้แล้ว สิ่งที่เหล่าอาจารย์ในสำนักศึกษาจากสาขาหลักของตระกูลติงพูดถึงนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลเพียงแห่งเดียว


น่าเสียดายที่เจ้าตัวเล็กสองคนยังคิดไปไม่ถึงขั้นนั้น


พอได้ยินท่านแม่บอกว่าไปสำนักศึกษาในหมู่บ้านไม่ได้ ไหล่เล็กๆก็ลู่ตกลงทันที พวกเขาถอนหายใจเฮือกๆ แขนทั้งสองข้างห้อยต่องแต่งแกว่งไปมา เดินกลับบ้านเหมือนผีเร่ร่อน


ฉินเหยามองดูแล้วทั้งขบขันทั้งจนใจ ไม่ได้พูดว่าที่แม่ทำไปก็เพื่อพวกเจ้า แต่เลือกที่จะบอกความจริงแก่พวกเขา


“เรียนกับท่านอาจารย์จากสาขาหลักของตระกูลติง ถึงจะสามารถสอบเคอจวี่ได้”


ซานหลางยังคงไม่ดีใจ เขายังไม่เคยคิดเรื่องที่จะสอบเคอจวี่เลยสักนิด แค่อยากจะนอนหลับต่ออีกสักหนึ่งชั่วยามในทุกวัน


ส่วนซื่อเหนียงกลับตื่นเต้นเล็กน้อย รีบวิ่งกลับมาตรงหน้าท่านแม่แล้วเงยหน้าถามว่า “ท่านแม่ เช่นนั้นข้าก็สอบเคอจวี่ได้หรือเจ้าคะ”


ในเรื่องสำคัญ ฉินเหยาไม่เคยโกหกหลอกเด็ก นางตอบไปอย่างจริงจังว่า “สตรีเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ไม่ได้”


“ถ้าเช่นนั้นหากข้าเปลี่ยนเป็นบุรุษเล่าเจ้าคะ” ซื่อเหนียงรีบถามต่อ ทว่าพอถามจบ คิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที ก่อนจะพูดอย่างแน่วแน่ว่า “แต่ข้าก็ยังชอบเป็นสตรีอยู่ดี นอกจากท่านแม่แล้ว ข้าก็ชอบตัวเองที่สุด”


ฉินเหยาอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยที่หลงตัวเองขึ้นมาแล้วเดินพลางยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “การเรียนหนังสือไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อเข้าสอบเคอจวี่เท่านั้น แต่ยังทำให้ได้รู้จักโลกที่กว้างใหญ่ขึ้น เรื่องราวมากขึ้น ผู้คนมากขึ้น มิใช่หรือ”


ซื่อเหนียงเอียงคอคิด จริงด้วย การเรียนหนังสือก็ยังน่าสนใจอยู่ดี


“ท่านแม่ เช่นนั้นข้าจะฟังท่านทุกอย่าง” เด็กหญิงตัวน้อยโอบรอบคอท่านแม่อย่างสนิทสนมแล้วพูดข้างหูของนางอย่างจริงจัง


ฉินเหยาเอียงศีรษะหอมแก้มยุ้ยๆนั้น “ที่รัก น่ารักที่สุด”


“ท่านแม่ อะไรคือที่รักหรือเจ้าคะ”


“ซื่อเหนียงก็คือที่รักของแม่อย่างไรเล่า”


เด็กหนุ่มสามคนที่เดินหอบแฮ่กๆตามอยู่ข้างหลัง พยายามวิ่งไล่ตามท่านแม่ที่ไม่รู้ตัวว่าเดินเร็วเพียงใด เมื่อได้ยินคำพูดเลี่ยนๆที่ดังมาจากข้างหน้าก็พากันชะงักไปพร้อมกัน


ซื่อเหนียงเป็นที่รักแล้วพวกเขาเล่า


แสดงว่าพวกเขาล้วนเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงสินะ

........


ฝนตกหนักแล้ว


ทว่า ใต้กำแพงประกาศผลสอบนอกจวนที่ว่าการมณฑลของอิงเทียนฝู่กลับไม่มีผู้ใดหลบฝนเลยสักคน


“ศิษย์พี่ตัวน้อย ประกาศผลสอบออกมาแล้วนะ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ลงไปดู”


บนรถม้าที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหราคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ริมถนน กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนยังคงสงบนิ่ง มีเพียงหลิวจี้ที่ขยับไปมาอยู่ไม่สุขราวกับลิงที่กระโดดโลดเต้น


หลิวจี้รู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนถูกศิษย์พี่ตัวน้อยหยามเข้าให้แล้ว


“ได้ เจ้าสูงส่ง เจ้าทระนง ข้าไปดูเองก็ได้” เขาหันขวับ เตรียมจะเปิดประตูรถม้ากระโดดลงไป


ฉีเซียนกวนเองก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเตือนเขาว่า “ข้างนอกฝนตกหนักอยู่ รอพวกสือโถวอยู่บนรถม้าไม่ดีกว่าหรือ”


คนบางคนทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียวว่า “ไม่เอา” จากนั้นก็พุ่งเข้าไปท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำอย่างไม่ลังเล


อาวั่งที่สวมหมวกงอบยืนมองฝูงชนแออัดอยู่นอกรถม้าด้วยใจที่สงบนิ่งพลันรู้สึกว่ามีบางสิ่งเคลื่อนผ่านหน้าตนไปอย่างรวดเร็ว


พอเงยหน้าขึ้นมองอย่างว่องไว อ้อ ที่แท้ก็เป็นนายท่านที่สติหลุดเป็นประจำนี่เอง เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว


ฝนตกหนักมาก พอออกมา หลิวจี้ก็เปียกโชกราวกับลูกไก่ตกน้ำ


เขารู้สึกเสียใจขึ้นมานิดหน่อย แต่ทว่าคนข้างหลัง…ไม่มีใครตะโกนเรียกให้เขากลับไปเลยสักคน


ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเลือกเส้นทางนี้เอง ต่อให้ต้องคลานก็ต้องไปให้ถึงที่สุด


อีกอย่าง คนอื่นดูให้กับการได้เห็นด้วยตาตัวเอง มันจะเหมือนกันได้อย่างไร


หากได้เห็นชื่อของตนอยู่บนป้ายประกาศด้วยตาของตัวเอง หลิวจี้ก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าตนจะมีความสุขมากเพียงใด


แน่นอนว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น บนป้ายประกาศต้องมีชื่อของเขาด้วย


น่าจะมีใช่หรือไม่


หลิวจี้มุ่งมั่นเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชนด้วยความคาดหวังเก้าส่วนและความประหม่าหนึ่งส่วน


พื้นหินสีเขียวที่ถูกแดดแผดเผามาเป็นเวลานาน พอถูกฝนเย็นราดรดก็ระเหยไอที่ทั้งร้อนทั้งอับชื้นออกมา ประกอบกับกลิ่นตัวของผู้คน หลิวจี้แทบจะอาเจียนออกมา


เขายืดตัวขึ้น เงยหน้าสูดหายใจเฮือกหนึ่ง พอก้มลงมองก็พบว่ายังอยู่ห่างจากป้ายประกาศราวหนึ่งช่วงตัว ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เบียดเข้าไปไม่ได้แล้ว


ช่วยไม่ได้ ทนมาถึงตรงนี้เขาก็เสียใจกับการกระทำที่พรวดพราดลงมาจากรถม้าของตนแล้ว ทำได้เพียงตะโกนเรียกอย่างร้อนรนว่า “อาวั่ง! อาวั่ง”


ลมวูบหนึ่งพัดผ่านศีรษะไป หลิวจี้มาถึงใต้ป้ายประกาศได้สำเร็จ เขาถูกอาวั่งผู้ไร้ซึ่งอารมณ์ใดยกขึ้นสูง โดดเด่นอยู่เหนือฝูงชน


ท่าทางที่คุ้นเคยนี้ ทำให้หลิวจี้อดนึกถึงความทรงจำอันแสนสุขกับเมียจ๋าเมื่อครั้งก่อนที่เมืองหลวงของมณฑลไม่ได้…


หยุดก่อน หยุดก่อน ดูผลสอบก่อน


ตอนที่ 528: อาจารย์ของข้าคือมหาบัณฑิต


ชายคาของกำแพงที่ติดป้ายประกาศยื่นยาวออกมาครึ่งเมตรกว่า พอจะบังสายฝนไม่ให้สาดเข้าตาได้ หลิวจี้เบิกตากว้าง มองจากซ้ายไปขวา มองพลางตบไหล่ที่อยู่ใต้ก้นของตน “ขวา ขวา ไปทางขวาอีกหน่อย”


อาวั่งทนไม่ไหวอีกต่อไป บ่นพึมพำเสียงเบา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดนายท่านไม่มองจากอันดับสุดท้ายเล่า”


คนที่อยู่บนไหล่ไม่ตอบกลับ ไม่รู้ว่าแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินหรือตั้งใจมองจนลืมตัวไปแล้วจริงๆ


ท่ามกลางเสียงบ่นของผู้คน ทั้งสองคนก็เดินจากซ้ายสุดไปยังขวาสุด


ในใจของอาวั่งไม่ได้คาดหวังอะไรแล้ว เพราะเขารู้ดีว่านายท่านของตนมีความสามารถระดับใด


พื้นฐานย่ำแย่เกินไป ต่อให้พอมีไหวพริบอยู่บ้างก็ใช่ว่าจะโชคดีทุกครั้งไป


ทว่า วินาทีก่อนหน้าอาวั่งเพิ่งจะคิดเช่นนั้น


วินาทีถัดมาก็ได้ยินเสียงสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บดังมาจากเหนือศีรษะ


หัวใจของอาวั่งพลันบีบรัด เกิดความคาดหวังขึ้นมาอย่างหาสาเหตุมิได้ เขาเงยหน้าขึ้นถาม “นายท่าน ผลเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”


“ขั้นหนึ่งอันดับที่ยี่สิบ ฉีเซียนกวน” หลิวจี้เอ่ยชื่อและอันดับของศิษย์พี่ตัวน้อยออกมาด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน


การติดประกาศรายชื่อเป็นแนวนอน ขั้นหนึ่งจะอยู่แถวบนสุด ส่วนขั้นสองและขั้นสามจะอยู่ตรงกลางค่อนไปทางล่าง ยิ่งอันดับต่ำเท่าใดก็ยิ่งอยู่ทางขวามากเท่านั้น


อาวั่งไม่ควรคาดหวังกับนายท่านสูงเกินไปจริงๆ!


ด้วยวิธีการจัดอันดับเช่นนี้ มิน่าเล่าสือโถวกับอากู่จึงมองหาอยู่ด้านหน้าตั้งนานก็ยังไม่เจอชื่อนายน้อยของตน


หลิวจี้ทำใจให้สงบลง สายตากวาดลงไปด้านล่าง


เขากลัวว่าหากมองเร็วจนเกินไปจะพลาด แต่ก็อยากจะรีบมองรายชื่อสองสามแถวสุดท้ายนี้ให้จบโดยเร็ว เพื่อค้นหาชื่อของตนเองให้พบ


อาวั่งรู้สึกว่ามือที่จับศีรษะของตนอยู่นั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อ ร้อนจนกลางกระหม่อมของเขารู้สึกชา


ไม่รู้ว่าฝนเม็ดใหญ่กลายเป็นฝนพรำตั้งแต่เมื่อใด เหลือเพียงละอองฝนปรอยๆ หลิวจี้เช็ดน้ำฝนบนใบหน้า ส่งสัญญาณให้อาวั่งปล่อยตนลง


เหลือเพียงสามแถวสุดท้ายด้านล่างสุดแล้ว


“หลิวจี้…หลิวจี้!” อาวั่งไม่รู้เลยว่าเหตุใดปากของตนจึงได้พูดจาติดขัดเช่นนี้ เดิมทีเขาอยากจะพูดว่า ‘นายท่าน ท่านรีบดูชื่อบนป้ายประกาศเร็วเข้า’ แต่ผลลัพธ์คืออ้ำอึ้งอยู่ครู่ใหญ่กลับเค้นออกมาได้เพียงสองคำนี้


หลิวจี้ที่ถูกเรียกชื่อเงยหน้าขึ้นมอง ในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาชี้นิ้วไปยังชื่อ ‘หลิวจี้’ สองคำบนป้ายประกาศนั้นแล้วมองไปยังอาวั่งอย่างตื่นเต้น


อาวั่งพยักหน้าอย่างแรง ชี้ไปยังบ้านเกิดที่เขียนไว้ด้านหลัง สายตาสอบถามว่าตนไม่ได้ดูผิดไปใช่หรือไม่


“ไม่ผิด คือนายท่านผู้หล่อเหลาองอาจของเจ้าคนนี้เอง!” หลิวจี้แหงนหน้าหัวเราะเสียงดังสามครา หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายก็วางลงได้ในที่สุด


ครานี้พอกลับไปก็สามารถอธิบายให้สตรีใจร้ายนางนั้นฟังได้แล้ว!


นายบ่าวสองคนมองหน้ากันแล้วยิ้ม จากนั้นก็อ่านอันดับบนป้ายประกาศอย่างละเอียดอีกสามรอบ คือขั้นสามอันดับที่ยี่สิบเก้า


มีทั้งหมดเพียงสามสิบอันดับ หลิวจี้อยู่อันดับรองสุดท้าย


แต่ต่อให้เป็นรองสุดท้าย นั่นก็ถือว่าติดอันดับรายชื่อแล้ว


ความยินดีในใจไม่รู้จะแสดงออกมาอย่างไร หลิวจี้จึงเหยียบย่ำแอ่งน้ำแล้วหมุนตัวอยู่หลายรอบ ปากก็พร่ำบ่นพึมพำว่า


“สอบได้แล้ว สอบได้แล้ว ข้าสอบได้แล้ว ข้าสอบผ่านแล้ว…”


เขาหมุนตัวออกจากกลุ่มคนที่มุงดูป้ายประกาศไปตลอดทาง ดึงดูดสายตาอิจฉาริษยาและชิงชังนับไม่ถ้วน แต่กลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่ใส่ใจจนกระทั่งชนเข้ากับข้างรถม้าดัง “ปัง” ถึงได้หยุดลง


หลิวจี้ตั้งสติ เลิกม่านรถม้าขึ้น ยื่นศีรษะเข้าไปแล้วพูดกับอาจารย์และศิษย์พี่ตัวน้อยที่ตกใจในรถม้าอีกครั้งด้วยท่าทีจริงจัง


“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ตัวน้อย ข้าสอบผ่านแล้ว!”


พูดจบก็ดึงศีรษะออกมา หยิบยันต์สีเหลืองที่ไปขอมาจากศาลเจ้าเมื่อวันก่อนออกจากอกเสื้อแล้วจูบแรงๆสองที


ศาลเจ้านี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก รอวันหน้าเมื่อเขาได้เข้ารับราชการในราชสำนัก จะต้องบริจาคเงินก้อนหนึ่งเพื่อบูรณะซ่อมแซมศาลเจ้าโทรมๆแห่งนั้นให้ดี


ทางที่ดีที่สุดคือสร้างศิลาจารึกขึ้นอีกหนึ่งหลัก เขียนเรื่องราวชีวประวัติทั้งหมดของเขาลงไปแล้วตั้งไว้หน้าปากทางเข้าภูเขา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม


เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่น่าพึงพอใจในชีวิตเช่นนั้น มุมปากของหลิวจี้ที่เพิ่งจะกดลงก็กลับมายกขึ้นสูงอย่างบ้าคลั่งจนควบคุมไม่ได้อีกครั้ง


ฉีเซียนกวนออกมาจากรถม้า เดิมทีคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นท่าทางเคลิบเคลิ้มของศิษย์น้องก็พลันนึกถึงบันทึกนอกประวัติศาสตร์ที่เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มไหนสักเล่ม


กล่าวกันว่าบัณฑิตยากจนคนหนึ่งสอบมาครึ่งค่อนชีวิตก็ยังไม่ผ่าน วันหนึ่งเมื่อสอบผ่านจริงๆ เขากลับตื่นเต้นดีใจจนเสียสติไป


ดังนั้น ฉีเซียนกวนจึงเก็บคำพูดที่จะกล่าวออกมาไว้แล้วส่งสัญญาณให้อาวั่ง ให้เขาพยุงหลิวจี้ขึ้นรถม้า คณะเดินทางจึงกลับไปยังเรือนรับรองที่เช่าไว้ชั่วคราวก่อน


หัวใจที่ตื่นเต้นของหลิวจี้ ในที่สุดก็สงบลงในยามนี้ เขาออกคำสั่งกับอาวั่งอย่างได้ใจ “คืนนี้ข้าจะกินปลา”


อาวั่งร้องรับคำหนึ่งเสียง หยิบตะกร้าผักในโรงครัวแล้วออกจากบ้านไปซื้อปลาให้เขา


เพราะวันนี้เป็นวันที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองจริงๆ


เมื่อกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนเห็นเช่นนั้นก็เต็มไปด้วยความคาดหวังกับมื้ออาหารเย็นในคืนนี้


นับตั้งแต่หลิวจี้นำอาวั่งขึ้นเรือมาด้วยกัน กงเหลียงเหลียวก็ไม่กินอาหารที่เหล่าสาวใช้เตรียมให้อีกเลย


อย่างไรเสียเขาก็เป็นอาจารย์ การกินอาหารสามมื้อร่วมกับศิษย์ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล


ส่วนฉีเซียนกวน ตอนแรกไม่ค่อยกล้าที่จะรบกวนอาวั่ง กินอาหารคนเดียวอยู่สองวัน ในที่สุดภายใต้คำเชิญอย่างเกรงใจของหลิวจี้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นับจากนั้นมาก็หยุดไม่ได้อีกเลย


อาวั่งกลับไม่รู้สึกว่าการทำอาหารเพิ่มอีกสองชุดเป็นเรื่องลำบากอะไร ตอนนี้เขาค่อนข้างว่างและยินดีที่จะใช้เวลาในการศึกษาเรื่องอาหารการกินมากขึ้น


ด้วยการเลี้ยงดูของอาวั่งมาตลอดทาง กงเหลียงเหลียวก็เริ่มมีหน้าท้อง ส่วนสูงของฉีเซียนกวนก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


แต่หลิวจี้กลับไม่ปรากฏว่ามีเนื้อเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ครั้นเมื่อถูกถามก็ตอบว่า “เมียจ๋าของข้าไม่ชอบบุรุษร่างกายกำยำ ดังนั้นข้าจึงต้องกินน้อยหน่อย”


ฉีเซียนกวนรับคำอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ที่แท้นี่คือความสุขในชีวิตสมรสของพวกท่านสินะ


ว่าก็ว่าเถอะ ครั้งนี้ที่ตนเองจะติดรายชื่อ ฉีเซียนกวนคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว


เพื่อที่จะไม่เป็นที่โดดเด่น เขายังยั้งฝีมือไว้เล็กน้อย ได้มาเพียงอันดับท้ายๆของขั้นหนึ่งเท่านั้น


แต่หากจะช่วงชิงอันดับหนึ่งบนป้ายประกาศ เขาก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเช่นกัน


ทว่าหลิวจี้กลับสามารถติดรายชื่อในอันดับท้ายๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายของฉีเซียนกวนจริงๆ


หากมิใช่เพราะสองเดือนกว่ามานี้พวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา พอผลออกมาในวันนี้ เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าศิษย์น้องของตนถูกภูตผีปีศาจตนใดสับเปลี่ยนสมองไปแล้วหรือไม่


ความสงสัยนี้ ฉีเซียนกวนเก็บงำไว้จนกระทั่งอาวั่งยกมื้อเย็นขึ้นโต๊ะ ถึงได้อดที่จะถามออกมาไม่ได้


เพราะกลัวว่าความสงสัยของตนจะทำร้ายจิตใจศิษย์น้อง เขาจึงถามอย่างอ้อมค้อมที่สุดว่า


“ศิษย์น้อง เรียงความในการสอบย่วนซื่อครั้งนี้เจ้าเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรหรือ”


กงเหลียงเหลียวกินอาหารอย่างใจเย็น ชายชราไม่เพียงแต่ไม่สนใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ทั้งยังแสดงท่าทีเฉยเมยต่อเรื่องที่หลิวจี้ติดรายชื่อในวันนี้อีกด้วย


ก่อนหน้านี้ฉีเซียนกวนไม่ได้สังเกต แต่เมื่อมองดูอาจารย์ในตอนนี้อีกครั้ง เขาก็พลันตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างได้


เรียงความในการสอบระดับมณฑลครั้งนี้ไม่ได้กำหนดหัวข้อ ปล่อยให้ผู้เข้าสอบแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ


หัวข้อเช่นนี้จริงๆ แล้วเขียนให้ดีได้ยากกว่าเรียงความที่กำหนดหัวข้อ ทั้งยังเป็นการทดสอบประสบการณ์ส่วนตัวและภูมิหลังของตระกูลผู้เข้าสอบเป็นอย่างมาก


ดังนั้น จะเรียกว่านี่เป็นการบรรยายความอย่างอิสระก็มิสู้กล่าวว่าเป็นการคัดกรองโลกทัศน์และฐานะของผู้เข้าสอบเสียมากกว่า


เช่นเดียวกับศิษย์จากตระกูลสามัญชนอย่างหลิวจี้ การที่จะติดรายชื่อในการสอบขุนนางครั้งนี้ได้ ไม่ใช่มีแค่โชคดีก็สามารถทำได้


เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่อยากรู้อยากเห็นของศิษย์พี่ตัวน้อย หลิวจี้ก็ดูดกินหัวปลาในชามจนหมดก่อนแล้วคีบเนื้อปลาส่วนท้องที่ท่านอาจารย์ชอบที่สุดใส่ลงในชามของเขา จากนั้นจึงกระแอมสองทีแล้วพูดอย่างจริงจังและเคร่งขรึมว่า


“เรียงความที่ข้าเขียน มีชื่อหัวข้อว่า…เรื่องราวสองสามอย่างในชีวิตประจำวันของข้ากับท่านอาจารย์มหาบัณฑิตและศิษย์พี่ตัวน้อยอัจฉริยะจากตระกูลสูงศักดิ์”


ตอนที่ 529: ยกไปทั้งรัง


“อะ…อะไรนะ”


ฉีเซียนกวนสงสัยว่าเมื่อครู่ตนเองฟังผิดไป


แต่เมื่อเห็นหลิวจี้ยังคงเอ่ยถึงเนื้อหาเรียงความที่เขาเขียนในตอนนั้นด้วยน้ำเสียงหวนรำลึก สีหน้าของเด็กหนุ่มก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ดวงตาเบิกกว้างราวกับกระดิ่งทองแดง ปากอ้าค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้สองฟอง ไหล่ทั้งสองข้างลู่ลง อยู่ในท่าทางตกตะลึงจนหมดอาลัยตายอยาก


อาวั่งที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินข้าวถูกศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้ขัดจังหวะ


เขาเงยหน้าขึ้นมองศิษย์อาจารย์สามคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หลิวจี้ที่กำลังทบทวนเนื้อหาในกระดาษคำตอบอย่างจริงจังโดยไม่หน้าแดงใจสั่น กงเหลียงเหลียวที่ตั้งใจเลาะก้างปลาอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนและฉีเซียนกวนที่ไม่อาจรักษาท่าทีสูงส่งของตนไว้ได้อีกต่อไปจนกลายเป็นเด็กหนุ่มผู้สิ้นหวัง ในใจก็พลันคิดขึ้นมาว่า ที่แท้การสอบขุนนางยังเล่นแบบนี้ได้ด้วยหรือ


เช่นนั้นแล้วหากเขาเขียนว่า ‘สายสัมพันธ์เป็นตายระหว่างข้ากับอ๋องเฟิงและฮองเฮา’ จะสามารถคว้าตำแหน่งจวี่เหรินมาครองบ้างได้หรือไม่


หลิวจี้เล่าเรื่องเรียงความในการสอบขุนนางของตนจนจบ เมื่อเห็นศิษย์พี่ตัวน้อยยังคงมีท่าทางเหม่อลอย ในใจก็ถอนหายใจอย่างลับๆ ว่าช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารแล้วยื่นมือไปช่วยปิดปากที่อ้ากว้างของเขา


“ยังคงเป็นท่านอาจารย์ที่คาดการณ์ได้แม่นยำดั่งเทพ สอนวิธีการที่ดีเช่นนี้ให้แก่ศิษย์ ครั้งนี้จึงสามารถสอบผ่านได้”


หลิวจี้ยืนขึ้น มองไปยังกงเหลียงเหลียวด้วยความรู้สึกขอบคุณแล้วยกจอกสุราขึ้น “ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์หนึ่งจอก! ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะ”


พูดจบก็ดื่มสุราในจอกรวดเดียวจนหมด ช่างรู้สึกสดชื่นยิ่งนัก


กงเหลียงเหลียวยกมุมปากขึ้นอย่างเฉยเมย ส่งเสียง “อืม” หนึ่งคำแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก เอาแต่ตั้งใจกินข้าว


ฉีเซียนกวนมองท่านอาจารย์ทีหนึ่งแล้วก็หันไปมองศิษย์น้องของตน ในใจสั่นสะท้านเป็นเวลานาน ไม่คาดคิดว่าท่านอาจารย์จะทำอะไรไม่เข้าท่าเช่นนี้ด้วย


หลิวจี้ขยิบตาให้ศิษย์พี่ตัวน้อย ลูบศีรษะของเด็กหนุ่ม ปลอบประโลมจิตใจที่ตกตะลึงของเด็กน้อยอย่างขอไปที


เมื่อกินข้าวเสร็จ หลิวจี้ก็ถามขึ้น “ผลการสอบออกมาแล้ว ท่านอาจารย์ตั้งใจจะเดินทางกลับเมื่อใดหรือขอรับ”


“เดินทางกลับรึ” กงเหลียงเหลียวถือถ้วยชาที่เต็มไปด้วยสุรา ช้อนเปลือกตาขึ้นมองมา ในดวงตาฉายแววคาดหวังอยู่หลายส่วน “กลับไปที่หมู่บ้านรึ”


หลิวจี้พยักหน้าตอบรับ “ใช่แล้วขอรับ ออกจากบ้านมานาน เมียจ๋าของข้าคงจะคิดถึงข้ามากแล้ว ศิษย์ทนปล่อยให้นางรอนานกว่านี้ไม่ได้”


เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สุราที่กงเหลียงเหลียวเพิ่งจะอมเข้าไปในปากก็เกือบจะพ่นออกมา


แต่เพราะเป็นคนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากจึงแข็งใจกลืนสุราในปากลงคอไปได้ วางถ้วยชาลงแล้วเหลือบมองท่าทางไม่เอาไหนของหลิวจี้อย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าว่าดูเหมือนเจ้าจะป่วยเป็นโรคคิดถึงเสียแล้วกระมัง”


ใบหน้าหล่อเหลาของหลิวจี้แดงก่ำขึ้น ขนตาที่ทั้งยาวและงอนงามตกลง “ที่ไหนกัน~”


ในที่สุดฉีเซียนกวนก็รู้สึกถึงการมีตัวตนของตนเองในฐานะศิษย์พี่ขึ้นมาได้ เขายืนขึ้นอย่างจริงจังแล้วตบไหล่ของหลิวจี้เบาๆ “ศิษย์น้อง การร่ำเรียนสำคัญที่สุด หากการใหญ่ยังไม่สำเร็จ เรื่องรักๆใคร่ๆของหนุ่มสาวคงต้องพักไว้ก่อน…”


หลิวจี้ปัดมือเล็กๆบนไหล่ของตนออก ไม่คิดที่จะถกเถียงเรื่องความรักระหว่างผู้ใหญ่เหล่านี้กับเด็กเหลือขอที่ขนยังขึ้นไม่เต็มที่


เขากับเมียจ๋ารักกันมาก เขาไม่เคยเห็นเมียจ๋าปฏิบัติต่อบุรุษอื่นเหมือนที่ปฏิบัติต่อเขาเลย!


ตอนนี้ทั่วทั้งตัวของเขาล้วนเป็นร่องรอยที่ถูกนางทุบตีทั้งสิ้น!


หลิวจี้ส่งเสียง ‘ชิ’ ในลำคอ หันหน้าไปมองกงเหลียงเหลียวแล้วพูดคุยเรื่องการเดินทางกลับเมื่อครู่ต่อ


อันที่จริงกงเหลียงเหลียวก็อยากกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลหลิวอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ทางฝั่งของฉีเซียนกวนมีเรื่องยุ่งยากอยู่เล็กน้อย


ด้วยเหตุนี้ ศิษย์อาจารย์ทั้งสองที่มีความคิดเห็นตรงกันจึงพากันมองไปยังฉีเซียนกวนตัวน้อยอย่างรอคอย


ฉีเซียนกวนรู้สึกหวั่นไหวอย่างยิ่ง ใครบ้างจะไม่ชอบออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก อีกอย่างปีนี้เขาก็ยังไม่ได้กลับไปที่เรือนปทุมเลย นั่นคือโลกใบเล็กที่เขาสร้างขึ้นด้วยมือของตนเอง แต่ว่า “ข้าต้องกลับไปที่บ้านบรรพบุรุษก่อน…”


แววตาของกงเหลียงเหลียวล้ำลึก


ประกายในดวงตาของหลิวจี้เองก็ฉายแววอันตรายราวกับหมาป่าที่หิวโหย ‘ผู้ใดขวางทางข้ากลับหมู่บ้านไปพบเมียจ๋าของข้า มันผู้นั้นต้องตาย!’


ฉีเซียนกวนเปลี่ยนเรื่องพูดในทันที “แต่หลังจากไหว้บรรพบุรุษเสร็จแล้ว พวกเราสามารถกลับไปที่เรือนปทุมด้วยกันและอยู่จนถึงก่อนสิ้นปีได้”


หลิวจี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ โบกมืออย่างใจกว้าง “เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางกันมะรืนนี้เลยเถอะ”


กงเหลียงเหลียวไม่มีความเห็น อาวั่งยิ่งไม่มีความเห็น ฉีเซียนกวนและสือโถวกับคนอื่นๆก็ไม่มีความเห็นเช่นกัน


เมื่อกำหนดวันได้แล้ว ทุกคนก็พลันรู้สึกว่าเวลากระชั้นชิดขึ้นมา รีบกลับเข้าห้องไปเก็บสัมภาระ


สัมภาระของหลิวจี้มีไม่มากนัก ของอาวั่งยิ่งเรียบง่ายกว่า มีเพียงเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนซักสองชุด


กลับเป็นคณะเดินทางของฉีเซียนกวนที่ใหญ่โตโอฬาร คนก็เยอะของก็มาก มีเวลาเก็บของเพียงวันเดียว ยิ่งวุ่นวายมากขึ้นไปอีก


แต่เพราะใจร้อนรนอยากจะกลับบ้านราวกับลูกศรที่หลุดจากคันธนู ทุกคนจึงไม่มีใครบ่นเลยสักคำ


หลังจากหลิวจี้เก็บสัมภาระส่วนตัวเสร็จก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงจัดเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกแล้วลงมือเขียนจดหมายถึงที่บ้านเพื่อแจ้งกำหนดการกลับและเรื่องที่ตนเองสอบผ่าน


หากเมียจ๋าของเขารู้ว่าเขาเก่งกาจถึงเพียงนี้ คงจะไม่พูดว่าเขาเป็นคนไร้ประโยชน์อีกเป็นแน่


ไม่แน่ว่า นางอาจจะซบอยู่ในอ้อมอกของเขาด้วยสายตาชื่นชม บอกว่าเขาคือมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของนาง กำชับว่าในภายภาคหน้าเขาจะต้องทำเพื่อประชาชนให้ดี เป็นใต้เท้าผู้เที่ยงธรรมอะไรทำนองนั้น


เมื่อนึกถึงตรงนี้ หัวใจของหลิวจี้ก็เต้นรัวขึ้นมาสองที รีบวางพู่กันลง ยกสองมือขึ้นปิดหน้าแล้วจมดิ่งลงสู่ความมืด ครู่ใหญ่ถึงจะค่อยๆระงับความตื่นเต้นลงได้


อาวั่งที่อยู่ห้องเดียวกับเขาพิงอยู่ข้างประตู หางตาเหลือบไปเห็นเข้าพอดี ใบหน้าก็กระตุกอย่างรุนแรง ช่างหลงตัวเองเสียจริงนะนายท่าน


อาวั่งละสายตาไป มองดวงจันทร์บนท้องฟ้า ต้นเดือนมักจะเป็นจันทร์เสี้ยว ปลายแหลมเพียงเล็กน้อย


ท้องฟ้าของอิงเทียนฝู่ดูเหมือนจะถูกบดบังด้วยหมอกบางๆอยู่เสมอ แม้แต่ดวงจันทร์ก็ยังดูสลัวลงไปมาก


อาวั่งพลันนึกถึงดวงจันทร์ที่หมู่บ้าน ถึงแม้จะมีเพียงจันทร์เสี้ยว แต่ก็ส่องสว่างเป็นประกายอยู่เสมอ


ไม่รู้ว่าเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ ต้าหลางกับเด็กๆอีกหลายคนได้ทำขนมไหว้พระจันทร์กินกันบ้างหรือไม่


“เขียนเสร็จแล้ว!”


หลิวจี้วางพู่กันลง เป่ากระดาษจดหมายแล้วใช้แท่นฝนหมึกทับไว้ก่อน รอให้พรุ่งนี้แห้งแล้วก็จะนำออกไปหาคนช่วยส่งกลับบ้าน


ถอดเสื้อผ้าขึ้นเตียงนอน ดึงผ้าห่มบางๆขึ้นมาคลุม หลับตาลงก็หลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม


อาวั่งถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ดับเปลวเทียนแล้วก็นอนหลับไปบนที่นอนของตนเอง


วันรุ่งขึ้นพอฟ้าสาง คนทั้งสองก็ทิ้งทุกคนไว้เบื้องหลัง ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าตรู่


เริ่มจากฝากคนให้ช่วยส่งจดหมายไปก่อน จากนั้นก็หาร้านอาหารเล็กๆจัดการมื้อเช้า เวลาที่เหลือก็เตรียมที่จะเดินเล่นชมเมืองอิงเทียนฝู่นี้


หลิวจี้ลองโยนถุงเงินในมือดู เหรียญอีแปะและเศษเงินข้างในกระทบกัน เกิดเป็นเสียงที่ไพเราะ


คนอัจฉริยะเช่นเขา สอบครั้งเดียวก็ผ่าน ครั้งต่อไปที่จะมาเยือนอิงเทียนฝู่เกรงว่าคงจะเป็นครั้งหน้านู่นเลย


โอกาสเช่นนี้หาได้ยาก เลือกซื้อของพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์กลับไปบ้างก็สามารถทำให้คนในครอบครัวมีความสุขได้


เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลิวจี้ก็กวักมือเรียกอาวั่งให้มาด้วยกัน เตรียมที่จะใช้เขาเป็นคนแบกของ


ทว่าเขากวักมือเรียกอยู่ครู่ใหญ่ เบื้องหลังกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ


หลิวจี้หันกลับไปมองอย่างหงุดหงิดก็เห็นอาวั่งกำลังยืนนิ่งอยู่หน้าร้านแผงลอยที่ขายงานแกะสลักหยก จ้องมองกระต่ายหยกหนึ่งรังบนแผงของคนอื่นตาไม่กะพริบ


กระต่ายรังนั้นมีหกตัว ใหญ่สองเล็กสี่ ตัวใหญ่ขนาดเท่าไข่ห่าน ตัวเล็กขนาดเท่าไข่นก ทั้งตัวเป็นสีฟ้าอ่อน สีใสเป็นประกาย ดูแล้วก็รู้ว่าคงไม่ถูกนัก


เมื่อเห็นหลิวจี้เดินเข้ามาใกล้ อาวั่งก็ชี้ไปที่กระต่ายหยกหกตัวนั้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ แล้วแนะนำทีละตัว “ข้า ฮูหยิน ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง”


หลิวจี้ถลึงตาใส่เขาไปหนึ่งที ชี้ไปที่กระต่ายหยกหกตัวนั้นแล้วพูดอย่างดุร้ายว่า “ข้า! เมียจ๋าของข้า! ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง”


อาวั่งก็ไม่ได้แย่งกับเขา พูดอย่างจริงใจว่า “ซื้อกลับบ้านเถอะ”


หลิวจี้พอใจกับท่าทีรู้ความของเขาเป็นอย่างมาก เชิดจมูกใส่เถ้าแก่แล้วเอ่ยปากถามราคา


เถ้าแก่กวาดตามองคนทั้งสองแวบหนึ่ง ในใจคิดว่าบุรุษตัวโตสองคนนี้คงมีอะไรผิดปกติเป็นแน่ ถึงได้มาจ้องก้อนหยกไม่กี่ก้อนแล้วเรียกเป็นชื่อคน


แต่เมื่อมีการค้าให้ทำย่อมต้องทำจึงเอ่ยปากว่า “สิบตำลึง”


หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บในใจ “เช่นนั้นก็ไม่เอาแล้ว” ลังเลอีกเพียงวินาทีเดียวก็เท่ากับไม่ให้ความเคารพต่อถุงเงินของตนเอง!


คาดไม่ถึงว่า อาวั่งจะคลำหาที่เอวของตนแล้วหยิบเงินก้อนสิบตำลึงออกมาวางไว้บนแผงลอยแล้วยกกระต่ายหยกหกตัวนั้นไปทั้งรัง


หลิวจี้ตกใจจนตัวแข็ง เขายังไม่รู้อีกหรือว่าบนตัวของอาวั่งสะอาดหมดจดเพียงใด แต่เขากลับควักเงินสิบตำลึงออกมาโดยไม่กะพริบตา เขาไปเอาเงินมาจากที่ไหนกัน


หลิวจี้ก้าวเท้ายาวๆตามอาวั่งไป ถามอย่างตื่นตระหนก “เจ้ามีเงินมากขนาดนี้ได้อย่างไร”


ขออย่าให้เป็นคำตอบที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุดเลย


ตอนที่ 530: เมื่อฟ้าให้วั่งมาเกิดแล้ว ไยต้องให้จี้มาเกิดด้วย


อาวั่งนำกระต่ายหยกทั้งหมดใส่ไว้ในถุงใบเล็กให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงล้วงเงินก้อนที่เหลืออีกสี่ก้อนออกมาจากเข็มขัด พูดด้วยความโอ้อวดและภาคภูมิใจว่า “ฮูหยินให้มา ยังเหลืออีกสี่ก้อนแน่ะ”


แปลกจริง เหตุใดนายท่านใหญ่จึงไม่พูดอะไร


อาวั่งเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นหลิวจี้กำลังจ้องเขม็งมาที่เขา ดวงตาดอกท้อที่เคยเปล่งประกายคู่นั้นกลับมืดมนลงอย่างถึงที่สุด เป็นแววตาที่อาวั่งไม่เคยเห็นมาก่อน มองจนใจของเขากระตุกวูบ


เขานำกระต่ายหยกหนึ่งรังออกมาอีกครั้ง สองมือประคองส่งไปตรงหน้าหลิวจี้ ท่าทางคล้ายกำลังง้อเด็กที่กำลังโกรธอยู่ “นายท่านใหญ่ ให้ท่าน”


หลิวจี้หลุบสายตาลงมองกระต่ายรังนั้นแล้วลืมตาที่อยากจะฆ่าคนคู่นั้นขึ้นจ้องมองอาวั่งอีกครั้ง นิ้วมือเรียวยาวชี้ไปที่เอวของเขา


ในที่สุดอาวั่งก็เข้าใจ นายท่านใหญ่ไหนเลยจะต้องการกระต่ายหยก


สิ่งที่เขาต้องการ…เห็นได้ชัดว่าเป็นชีวิตของเขาต่างหาก!


หากเขากล้าให้นายท่านใหญ่จัดการเรื่องเงินเอง หลังจากกลับถึงหมู่บ้าน ฮูหยินจะต้องใช้ไม้ทุบเขาให้ตายอย่างไม่ลังเลเป็นแน่


อาวั่งถอยหลังไปหนึ่งก้าว อยากจะเดินอ้อมไป เดิมทีคิดว่าจะถูกขวางไว้ แต่นึกไม่ถึงว่านายท่านใหญ่จะยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ


หลิว(จวี่เหริน)จี้ แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสี่สิบห้าองศา แสงแดดร้อนแรงจนทำให้รู้สึกเวียนศีรษะ


เขาคิดว่า เขาคงจะไม่รักอีกต่อไปแล้ว!


สำหรับเรื่องที่ฉินเหยาลอบให้เงินอาวั่ง ทั้งยังให้เขามากกว่าที่ให้ตนเอง หลิวจี้ยังคงเก็บมาใส่ใจอยู่ตลอดเวลา


ตลอดการเดินทางกลับหลังจากนั้น ขอเพียงแค่อาวั่งปรากฏตัว หลิวจี้ก็จะใช้สายตาที่ราวกับจะกินคนจ้องมองเขา


บรรยากาศอันมืดมนแผ่ออกมาจากร่างของหลิวจี้ กงเหลียงเหลียวและคนอื่นๆ ต่างก็ประหลาดใจเมื่อพบว่าคนที่ไม่เอาไหนเช่นนี้เวลาโกรธขึ้นมากลับมีพลังข่มขวัญได้อย่างน่ากลัว


กงเหลียงเหลียวสงสัยจึงไปสืบถามจนรู้สาเหตุ ส่งเสียงจุ๊ๆสองครา ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ


แต่ถึงกระนั้นก็ยังเรียกฉีเซียนกวนและคนอื่นๆมา กำชับพวกเขาว่าอย่าได้ไปยั่วยุหลิวจี้ในช่วงเวลานี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พูดจาไม่เข้าหูแล้วบางคนอาจจะคลั่งขึ้นมาอาละวาดพังโต๊ะทันที


กงเหลียงเหลียวกล่าวว่า “ตอนนี้ก็มีเพียงข้าผู้เฒ่าที่พอจะข่มเขาไว้ได้บ้าง ตลอดการเดินทางนี้ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อเหยาเหนียงไม่อยู่ ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครสามารถควบคุมเขาได้อย่างแท้จริง ดังนั้นทุกคนอดทนได้ก็อดทนไปก่อนเถอะ”


อันธพาลไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคืออันธพาลเกิดความหึงหวงแล้วยังมีความรู้


ความใจแคบของซานเอ๋อร์ผู้นั้น กงเหลียงเหลียวมองทะลุปรุโปร่งมานานแล้ว ผิวเผินดูเหมือนจะยิ้มแย้มไม่ใส่ใจอะไร แต่ความจริงแล้วใจคอคับแคบยิ่งกว่ารูเข็มเสียอีก


ฉีเซียนกวนเห็นด้วยอย่างยิ่ง พยักหน้าอย่างจริงจัง “ท่านอาจารย์อย่ากังวลไปเลย อีกไม่กี่วันศิษย์น้องก็คิดได้เอง พอถึงตอนนั้นก็จะดีขึ้นเองขอรับ”


กงเหลียงเหลียวส่ายหน้า ไม่มีทางดีขึ้นได้หรอก นอกเสียจากว่าอาวั่งจะยอมมอบเงินออกมา


แต่ว่า!


คนทั้งลำเรือของพวกเขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอาวั่งคนเดียว!


ดังนั้นจึงไม่มีทางแก้ไข


“ฉินเหนียงจื่อผู้นี้ไปเก็บอาวั่งมาจากที่ใดกัน” สือโถวทั้งสงสัยทั้งอิจฉา ถอนใจกล่าวว่า “อาวั่งมีวรยุทธ์สูงส่ง ทั้งยังภักดีต่อฉินเหนียงจื่อถึงเพียงนี้ สายตาของคุณชายจี้หลายวันนี้ข้าเห็นแล้วยังรู้สึกกลัว แต่อาวั่งกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จิตใจเช่นนี้ ไม่รู้ว่าทื่อเกินไปหรือว่าหลุดพ้นจากทางโลกไปแล้วกันแน่”


หลิวจี้ที่นั่งยองๆอยู่ในมุมมืดได้ยินคำพูดของเขา ในใจแทบจะกระอักเลือดเก่าออกมาคำใหญ่


เป็นเขาต่างหากที่เก็บกลับมา!


เป็นเขา! เป็นเขาเองที่เมื่อก่อนถูกมันหมูบดบังตา หาตัวหายนะเช่นนี้มาให้ตนเอง!


แต่เมื่อนึกถึงเงินสี่สิบตำลึงในเข็มขัดของอาวั่ง หลิวจี้ก็อดไม่ได้ที่หัวใจจะเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง


เขาไม่ได้นึกอยากจะได้เงินสี่สิบตำลึงนั่น แต่เป็นเพราะ…เหตุใดเมียจ๋าจึงไม่ไว้วางใจเขาถึงเพียงนี้!


เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะพอเขารับเงินมาแล้วจะเอาไปเที่ยวเตร่เสเพล ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ตั้งใจเล่าเรียนอย่างนั้นหรือ


อาวั่งยกอาหารเย็นของวันนี้เดินเข้ามาในห้องโดยสาร สายตากวาดมองคนที่นอนคว่ำหน้าบึ้งตึงอยู่ในมุมมืด ดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นก็ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจคนได้ เอ่ยปากพูดอย่างจริงจังว่า “ท่านก็คงจะทำเช่นนั้นจริงๆ”


หลิวจี้!!!


โดยไม่สนใจท่าทีหม่นหมองของนายท่านใหญ่ที่ซุกตัวอยู่เงียบๆ อาวั่งจัดวางอาหารแต่ละอย่างลงบนโต๊ะ


เต้าหู้ตุ๋นถั่วลันเตากับไข่หนึ่งชาม เต้าหู้ขาวที่ถูกหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมซ้อนกันเป็นรูปทรงพีระมิด ด้านบนราดด้วยน้ำแกงไข่ข้นร้อนๆ ทำให้รสชาติเค็มกลมกล่อมซึมซาบเข้าไปในเนื้อเต้าหู้แล้วประดับด้วยถั่วลันเตาที่ผ่านการปรุงง่ายๆ จนมีสีเขียวสดใสดั่งมรกต


เห็นได้ชัดว่าเป็นสีสันที่ดูค่อนข้างจืดชืด แต่ในสายตาของฉีเซียนกวนและคนอื่นๆที่กินของมันๆบนเรือแล้วจะอาเจียนกลับรู้สึกว่าดวงตาสว่างวาบขึ้นมาทันที กลิ่นหอมอ่อนๆของถั่วลันเตาและน้ำแกงไข่ที่ผสมผสานกันทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า


โจ๊กปลาใส่ผักสดหนึ่งหม้อ เนื้อปลานั้นคัดสรรเฉพาะเนื้อส่วนท้องชิ้นใหญ่ที่ไม่มีก้าง เวลาที่ใส่ลงไปในโจ๊กขาวนั้นจึงลงตัวอย่างแท้จริงทำให้รสหวานของเนื้อปลาผสมผสานเข้าไปในโจ๊ก แต่เนื้อปลาก็ยังคงความสดใหม่และนุ่มนวล


ผักสดที่ใช้มือฉีกล้วนๆ ถูกใส่ลงไปในโจ๊กปลาเป็นลำดับสุดท้าย ทำให้มีสีสันสดใสสวยงาม รสชาติหวานสดชื่นและกรอบอร่อย


สุดท้ายคือน้ำปรุงพริกเผาดองเองหนึ่งจาน มีสีแดงสด มันแต่ไม่เลี่ยน รสชาติเค็มจัดเผ็ดจัด เพียงแค่ใส่ลงไปในโจ๊กเล็กน้อยก็ช่วยให้เจริญอาหารขึ้นมาก


เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังน้ำลายสออยากกินอาหารของตน กำลังจะลงตะเกียบ


หลิวจี้ที่อยู่ในมุมมืดก็พรวดพราดออกมา คว้าชุดชามและตะเกียบของตนเอง “ท่านอาจารย์ ศิษย์กินก่อนนะขอรับ”


อาวั่งก็ส่วนอาวั่ง อาหารก็ส่วนอาหาร เขาหลิวจี้แยกแยะได้ชัดเจนเสมอมา ไม่เคยโกรธคนแล้วพาลไปลงที่อาหารเลิศรส


เพียงแต่เมื่อกินข้าวเสร็จ หลิวจี้ก็อดไม่ได้ที่จะมองเงาจันทร์ในน้ำบนแม่น้ำ พลางครุ่นคิดในใจว่า เขาจะต้องทำอย่างไร เมียจ๋าของเขาถึงจะไว้วางใจในตัวเขา


“ฮัดชิ้ว!”


ฉินเหยาขยี้ปลายจมูก ลมบนภูเขาแรงเกินไปหรือไร


อินเยว่มองมีดบินที่ปักอยู่บนเสื้อบริเวณไหล่ของตนเอง ระยะห่างนี้ห่างจากลำคอที่บอบบางของนางไม่ถึงครึ่งนิ้วเสียด้วยซ้ำ หรือว่าท่านอาจารย์ต้องการจะฆ่านาง


เมื่อคิดถึงตรงนี้ อินเยว่ก็รีบเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่เดินออกมาจากมุมมืดในป่ามายืนอยู่ใต้แสงจันทร์ นางกำลังขยี้ปลายจมูก หันศีรษะมองไปรอบๆ ปากก็พึมพำอะไรบางอย่าง


แต่นี่ดูไม่เหมือนท่าทีของคนที่คิดจะฆ่านางเลย


ดังนั้นคือ…ท่านอาจารย์แค่พลั้งมือไปอย่างนั้นหรือ


ฉินเหยาที่จามออกมาเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่ดูเหมือนตนเองจะมือลื่นไปหน่อย


รีบถามออกไปว่า “ยังไม่ตายใช่หรือไม่”


“…ยังเจ้าค่ะ”


เดิมทีฉินเหยายังคิดจะฝึกต่อ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้วอุณหภูมิระหว่างวันกับกลางคืนแตกต่างกันมากหรือไม่ นางรู้สึกว่าลมภูเขาในวันนี้พัดมาอย่างผิดปกติไปหน่อย กลัวว่าอีกสักพักหากเผลอไผลอาจจะซัดลูกศิษย์จนตายได้จริงๆ จึงโบกมือแล้วพูดกับอินเยว่ว่า


“การฝึกซ้อมพิเศษคืนนี้พอแค่นี้ก่อน กลับบ้านไปนอนเถอะ”


เมื่อเดินมาถึงข้างกายอินเยว่ เห็นว่าเด็กคนนี้ยังคงตัวแข็งทื่ออยู่ ฉินเหยาก็ช่วยดึงมีดบินที่ไหล่ของนางออกให้แล้วถือโอกาสดึงคอเสื้อเพื่อมองเข้าไปข้างในแวบหนึ่ง “ไม่เป็นไร แค่มีรอยแดงนิดหน่อย ฝีมือการเล็งของอาจารย์ยังพอเชื่อถือได้อยู่”


อินเยว่พยักหน้าหงึกๆ นางเชื่อว่าเมื่อครู่อาจารย์เพียงแค่เพิ่มระดับความยากในการฝึกเท่านั้น


“เฮ้อ~” อินเยว่ก้มหน้าลง “ข้ายังอ่อนหัดเกินไป ฝึกมานานขนาดนี้แล้ว กลับยังไม่สามารถหลบกระบวนท่าของท่านอาจารย์ได้ทั้งหมด”


ฉินเหยาตบบ่าของหญิงสาว โบกมือเป็นสัญญาณให้นางไปอาบน้ำนอนเสีย อย่าได้คิดเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อีก


ส่วนตนเองก็ใช้น้ำร้อนที่หลี่ซื่อยกมาให้ล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็ว กลับเข้าห้อง นอนลง พลางนับวันในใจ ผลการสอบย่วนซื่อน่าจะออกมาแล้ว ไม่รู้ว่าทางฝั่งของหลิวจี้เป็นอย่างไรบ้าง


อีกอย่าง อากาศก็หนาวลงแล้วจริงๆ ฉินเหยาห่อตัวด้วยผ้าห่มบางๆ ที่หลี่ซื่อเพิ่งจะเปลี่ยนให้ในวันนี้ เมื่อนึกถึงลูกๆที่อยู่ห้องข้างๆก็ลุกขึ้นไปดูประตูหน้าต่างอีกครั้ง ตรวจดูจนแน่ใจว่าปิดดีแล้วจึงกลับเข้าห้องนอนหลับไป


จบตอน

Comments