ตอนที่ 531: บุรุษเสเพลกลับใจอันดับหนึ่ง
คืนนี้ ฉินเหยาฝันเป็นครั้งแรกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางฝันว่าเพราะผลการสอบย่วนซื่อไม่ดี หลิวจี้กลัวว่าจะถูกนางตำหนิจึงหลบเลี่ยงการควบคุมของอาวั่งแล้วหนีไป
หลายปีต่อมา หลิวจี้กลายเป็นขอทานพเนจร ผ่านความทุกข์ยากมามากมาย ในที่สุดก็คลานมาถึงหน้าประตูบ้านทีละก้าว แหงนใบหน้าที่ซูบซีดไร้ราศีขึ้นมา เรียกนางด้วยน้ำเสียงเปี่ยมรักว่าเมียจ๋า…
ฉินเหยาหยุดหายใจไปชั่วขณะ ร้อง “เฮือก!” คำหนึ่งด้วยความตกใจแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง
เสียงสุนัขเห่าในหมู่บ้านและเสียงผู้คนขวักไขว่จากการทำงานดังเข้ามาในหู นางจึงได้ตระหนักว่าตนเองเพิ่งจะฝันร้ายอย่างถึงที่สุดไป
“ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ หากไม่ออกจากบ้านตอนนี้จะไปสำนักศึกษาสายแล้ว!”
อินเยว่เร่งเร้าอยู่ด้านนอกลานบ้าน
พวกต้าหลางสี่พี่น้องรีบหิ้วหีบหนังสือวิ่งออกจากประตู ในปากของซานหลางยังคาบขนมไหว้พระจันทร์ที่ทำไว้เมื่อช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์อยู่ครึ่งชิ้น
หลี่ซื่อวิ่งไล่ตามออกมา “กล่องอาหาร ยังมีกล่องอาหารอีก!”
เสี่ยวไหลฝูวิ่งออกมาพร้อมกับกระบอกน้ำสองใบพลางโยนขึ้นไปบนรถม้า “พี่ต้าหลาง รับให้ดี!”
ต้าหลางยื่นตัวออกไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งมือถือหนึ่งใบ รับกระบอกน้ำไว้ได้อย่างมั่นคง จากนั้นหันไปส่งให้ซานหลางและซื่อเหนียงแล้วพูดอย่างจนใจว่า “คราวหน้าอย่าลืมอีกเล่า”
ฝาแฝดรับคำอย่างว่าง่าย
หลังจากรับจินฮวาจินเป่าจากเรือนเก่าแล้ว รถม้าก็แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว
สมกับที่เป็นศิษย์อาจารย์กัน อินเยว่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากฉินเหยามาอย่างแท้จริง บังคับรถม้าจนให้ความรู้สึกเหมือนรถบินได้ ตลอดทางฝุ่นตลบอบอวลราวกับมีเคล็ดวิชาในตัว
เมื่อมาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ จินฮวาที่ชะโงกศีรษะออกไปมอง เห็นชายสองคนสวมชุดเจ้าหน้าที่ของทางการสีแดงขี่ม้ามาจากถนนหลวงก็รีบดึงซื่อเหนียงพูดว่า “มีเจ้าหน้าที่ของทางการไปที่หมู่บ้านของพวกเราด้วย”
ซื่อเหนียงมองออกไปอย่างสงสัย ในใจคล้ายกับมีลางสังหรณ์บางอย่าง นางเบิกตากว้าง คาดเดาเสียงเบา “คงไม่ใช่ว่าท่านพ่อของข้าสอบผ่านแล้วหรอกนะ”
“หา” จินฮวาได้ยินไม่ชัดเจน ปากที่อ้าอยู่กลับถูกฝุ่นควันที่ม้วนตลบเข้ามาเต็มปาก รีบหดกลับเข้าไปในรถ ถ่มน้ำลายออกมาสองสามที ถึงได้ขจัดรสชาติฝุ่นในปากออกไปได้
ซื่อเหนียงพูดซ้ำอีกครั้ง “ท่านพ่อสอบผ่านแล้วหรือเปล่า เจ้าหน้าที่ของทางการชุดสีแดงคือคนที่มาส่งข่าวดี ข้าเคยได้ยินคุณหนูตระกูลติงพูดว่า ตอนที่นายท่านติงสอบผ่านก็มีเจ้าหน้าที่ทางการชุดสีแดงมาตีฆ้องแจ้งข่าวดีเช่นกัน”
“จริงหรือ” จินฮวาและจินเป่าต่างก็ตื่นเต้นขึ้นมา
แต่ซื่อเหนียงกลับขมวดคิ้วน้อยๆของนางอีกครั้ง “ข้าแค่เคยได้ยินมาเท่านั้น”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็ตื่นเต้นขึ้นมาในใจชั่วครู่ แต่แล้วก็ส่ายหน้า คิดว่านั่นเป็นไปไม่ได้ ส่งสัญญาณให้ซื่อเหนียงอย่าเพิ่งคิดไปไกล จะได้ไม่รบกวนสมาธิในการฟังท่านอาจารย์สอน
ซื่อเหนียงรับคำ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเลิกม่านรถม้าขึ้นมองออกไปข้างนอกอีกครั้ง
น่าเสียดายที่เวลากระชั้นชิด ศิษย์พี่เยว่ขับรถม้าเร็วอย่างยิ่ง ควันหนาทึบบดบังทัศนวิสัย เจ้าหน้าที่ของทางการที่ขี่ม้าทั้งสองคนก็หายไปนานแล้ว ไม่สามารถยืนยันได้ว่าไปทางหมู่บ้านตระกูลหลิวหรือไม่
ซื่อเหนียงทำได้เพียงเก็บความตื่นเต้นไว้ในใจ จับที่นั่งให้แน่น ปรับตัวให้เข้ากับจังหวะโคลงเคลงเหมือนกับท่านแม่ของนางพลางหวนนึกถึงความสุขเมื่อครั้งที่ท่านอาอาวั่งยังอยู่บ้าน
ทางด้านนั้น ฉินเหยาเพิ่งจะยกชามอาหารเช้าขึ้นมา นอกประตูก็มีเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นของนางเหอดังเข้ามา
“น้องสะใภ้! น้องสะใภ้เจ้ารีบออกมาเร็ว! เจ้าหน้าที่แจ้งข่าวดีของทางการมาแล้ว!”
ฉินหยาวางชามลงอย่างประหลาดใจ ปกติแล้วนางเหอไม่ควรจะอยู่ที่โรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียนหรอกหรือ
ข่าวจากทางการมาถึงเร็วกว่าจดหมายของหลิวจี้ เมื่อวานนี้จวนที่ว่าการอำเภอได้รับรายชื่อผู้สอบผ่านการสอบระดับย่วนซื่อแล้ว ทั้งอำเภอไคหยางมีผู้สอบผ่านเพียงสามคน ในจำนวนนั้นมีหลิวจี้อยู่ด้วยหนึ่งคน
ต้องขอบคุณฉินเหยา เจ้าหน้าที่ของทางการที่ทำงานในจวนที่ว่าการอำเภอมองปราดเดียวก็จำได้ว่าหลิวจี้ผู้นี้คือสามีรูปงามผู้ไร้ประโยชน์ของฉินเหนียงจื่อแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว บุรุษเสเพลกลับใจอันดับหนึ่งแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว
ได้ยินมาว่าโชคชะตายังดีอย่างยิ่ง ได้คารวะมหาบัณฑิตเป็นอาจารย์ ทั้งยังได้เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักกับเด็กอัจฉริยะแห่งเมืองหลวงอีกด้วย
วันนี้เมื่อเห็นข่าวการสอบผ่านนี้ เจ้าหน้าที่ของทางการทุกคนต่างก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากความตกใจแล้ว ยังมีความรู้สึกเห็นด้วยอย่างประหลาดว่านี่ต่างหากคือระดับความสามารถที่สามีของฉินเหนียงจื่อควรจะมี
เรื่องการแจ้งข่าวดีเช่นนี้ ถือเป็นงานที่เจ้าหน้าที่ของทางการในจวนที่ว่าการอำเภอชอบรับที่สุด โดยทั่วไปแล้วจะได้รับเงินรางวัล อย่างน้อยก็หลายสิบเหวิน อย่างมากก็หลายตำลึงเลยทีเดียว
หากเจ้าบ้านดีใจจัดงานเลี้ยงก็ยังสามารถร่วมวงกินดื่มได้อีกด้วย
และแตกต่างจากที่ชาวบ้านทั่วไปเห็นเจ้าหน้าที่ของทางการแล้วจะหวาดกลัวระแวดระวัง เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ ไม่มีชาวบ้านคนใดที่ไม่ดีใจ ต่างยิ้มแย้มต้อนรับ ดีใจจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้คนรู้สึกสบายใจ
ดังนั้น ด้วยความที่ตนเองพอจะมีความคุ้นเคยกับฉินเหนียงจื่ออยู่บ้าง โจวเจิ้งจึงรับงานนี้มาแล้วพาลูกน้องของตนมาที่หมู่บ้านตระกูลหลิวแต่เช้าตรู่
นี่เป็นครั้งแรกที่มาถึงหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าบ้านของฉินเหนียงจื่ออยู่ที่ไหนจึงถามไถ่ที่ด้านนอกโรงงานเครื่องเขียน
ตอนเช้าอินเยว่จะมาถึงสายหน่อย นางเหอเป็นคนใจร้อน รอให้อินเยว่กลับมาล้างผักไม่ไหว เตรียมจะไปล้างที่ริมแม่น้ำด้วยตนเอง
ช่างบังเอิญเหลือเกิน คนที่โจวเจิ้งถามก็คือนางเหอนั่นเอง
พอนางเหอมองเห็นการแต่งกายของเจ้าหน้าที่ของทางการทั้งสองคนนี้ ทั้งยังมีฆ้องทองแดงที่ถืออยู่ในมือ พอได้ยินว่าพวกเขามาถามหาว่าบ้านของหลิวจี้อยู่ที่ไหน ในใจก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ทิ้งตะกร้าผักลงแล้วเสนอตัวนำทางให้คนทั้งสอง
เสียงของนางเหอดังมาก่อน เสียงฆ้องทองแดงของโจวเจิ้งทั้งสองคนก็ตามมาติดๆ
เพื่อที่จะเอาใจฉินเหนียงจื่อ ลูกน้องของโจวเจิ้งยังซื้อประทัดมาสองม้วน พอมาถึงหน้าบ้านของฉินเหยาก็จุดขึ้นทันที
เสียงประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ทำให้เรื่องที่หลิวจี้สอบผ่านก็เข้าสู่หูของฉินเหยาตามไปด้วย
โจวเจิ้งส่งเอกสารให้ฉินเหยาที่มีสีหน้าสงบนิ่ง ในใจก็ลอบถอนหายใจ สมกับที่เป็นคนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ไม่แสดงความยินดียินร้ายออกมาทางสีหน้า
ฉินเหยายิ้มและพยักหน้าให้โจวเจิ้งแล้วส่งสายตาให้ซ่งอวี้ที่ตามคนกลุ่มใหญ่มา
ซ่งอวี้พยักหน้าอย่างเข้าใจ กลับเข้าบ้านไปเตรียมซองแดง
เดิมทีฉินเหยาคิดจะเข้าไปดูในบ้านก่อน แต่หลิวเหล่าฮั่นนำคนในตระกูลวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น นางจึงทำได้เพียงเปิดเอกสารต่อหน้าทุกคน
ถึงแม้จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็ทำเหมือนกับว่าอ่านออกอย่างนั้น มองอย่างตั้งอกตั้งใจ
ตัวอักษรอื่นหลิวเหล่าฮั่นอ่านไม่ออก แต่คำว่า ‘หลิวจี้’ สองคำ เขากลับจำได้ในทันที ขณะนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้วตะโกนเสียงดังลั่นว่า “เจ้าสามของข้าเป็นนายท่านจวี่เหรินแล้ว!” เกือบจะหมดสติไป
เหล่าท่านลุงท่านอาในตระกูลรีบปรี่เข้ามาประคองเขาไว้แล้วพูดกับเขาด้วยรอยยิ้มว่า “สอบได้แล้ว สอบได้แล้ว เกอเอ๋อร์เขาได้ดีแล้ว เจ้าเป็นท่านพ่อของนายท่านจวี่เหริน ต่อไปเจ้าก็จะได้เป็นนายท่านแล้ว!”
บรรดาป้าสะใภ้ต่างก็มองนางจาง นางเหอ นางชิวอย่างตื่นเต้นพลางพยักหน้าไม่หยุด ดีใจจนพูดไม่ออก
มีป้าสะใภ้สองคนที่ฉินเหยาไม่ค่อยได้พบเห็นเท่าใดนัก ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา บอกว่าเมื่อก่อนพวกนางก็รู้สึกว่าหลิวจี้เด็กคนนี้มีแววไม่ธรรมดามาแต่กำเนิด วันนี้ก็เป็นจริงดั่งคาดอะไรทำนองนั้น
ฉินเหยารวบรวมสติ ดึงความสนใจกลับมาจากปฏิกิริยาของคนรอบข้างแล้วมองดูเนื้อหาบนเอกสารอย่างละเอียดอีกครั้ง มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
ความฝันกับความจริงตรงกันข้ามกันเสมอ
หากโชคชะตาก็เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถของคนคนหนึ่ง เช่นนั้นแล้วในตอนนี้ฉินเหยาก็.อดไม่ได้ที่จะยอมรับว่า หลิวจี้มีความสามารถอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
บวกกับเขายังพอจะเชื่อฟังอยู่บ้าง ดังนั้นนางจึงไม่คัดค้านใดๆ ที่จะร่วมมือกันต่อไปจนถึงที่สุด
ทางการยังมอบเงินรางวัลให้แก่ผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับย่วนซื่ออีกด้วย รวมทั้งสิ้นยี่สิบตำลึงเต็ม โจวเจิ้งมอบให้ฉินเหยาพร้อมกัน
ถึงแม้ว่าบิดามารดาของหลิวจี้จะยังอยู่ แต่ทั้งสองฝ่ายได้แยกบ้านกันแล้ว ดังนั้นจึงสมควรเป็นภรรยาของจวี่เหรินที่จะเป็นผู้รับเงินรางวัลนี้
หลิวเหล่าฮั่นได้รับการตบปลอบใจจากพี่น้อง ในที่สุดก็หายใจหายคอได้สะดวก เมื่อเห็นฉินเหยารับเงินรางวัล ในใจก็พลันเกิดความไม่พอใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
หลิวเหล่าฮั่นตกใจกับความคิดนี้ของตนเอง รีบหลับตาลง ตั้งสติให้มั่น
เขารู้ดีว่าตนเองคงจะหลงไปกับภาพลักษณ์เสียแล้ว คำพูดที่ว่า ‘ท่านพ่อนายท่านจวี่เหริน’ ทำให้คนอดที่จะหลงระเริงไม่ได้จึงอดไม่ได้ที่จะคิดไปเองว่า ตอนนี้ตนเองไม่ใช่ชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นพ่อแท้ๆของจวี่เหริน เป็นนายท่านแล้ว
ตอนที่ 532: มหันตภัยล้างตระกูล
หลิวเหล่าฮั่นลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ค่อยๆผลักการประคองอย่างประจบประแจงของญาติๆออกไป แล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้คนที่รายล้อมอยู่หน้าประตูบ้านของเจ้าสาม
มีทั้งสายตาที่อิจฉา ริษยา และทั้งอิจฉาทั้งริษยา อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชาวบ้านทำให้ผู้คนหลงลืมไปว่าในตอนแรกพวกเขาเคยรังเกียจและชี้หน้าว่าหลิวจี้อย่างไร
คนผู้หนึ่งซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้ดีอะไรถูกชาวบ้านกล่าวขานว่าเป็นดั่งบุตรแห่งสวรรค์ ทั้งยังกล่าวว่าพฤติกรรมเลวร้ายต่างๆนานาของเขาก่อนหน้านี้เป็นเพราะเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นดาวเหวินฉวี่จุติลงมาเกิด ย่อมแตกต่างจากปุถุชนทั่วไป
หลิวเหล่าฮั่นฟังคำพูดเหล่านี้แล้วเกือบจะเคลิบเคลิ้มหลงเข้าไป เขาจึงรีบมองไปทางฉินเหยา
นางมีสีหน้าเรียบเฉย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดูออกว่าดีใจเช่นกัน
แต่ความดีใจนั้นไม่ได้กัดกร่อนจิตใจของนาง ดวงตาสีดำสงบนิ่งดุจผืนน้ำ สะท้อนภาพท่าทีต่างๆนานาของผู้คนหน้าประตูได้อย่างชัดเจน
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของเขา ฉินเหยาก็มองตอบกลับมา พยักหน้าเล็กน้อย “ท่านพ่อ พวกท่านช่วยข้าต้อนรับชาวบ้านก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะพาท่านเจ้าหน้าที่ทั้งสองเข้าไปพักในบ้านสักครู่”
หลิวเหล่าฮั่นรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้าอย่างจัง ความรู้สึกเห่อเหิมในใจในที่สุดก็จางหายไป เขากำชับฉินเหยาให้เก็บเงินรางวัลไว้ให้ดี ส่วนเรื่องชาวบ้านทางนี้พวกเขาจะรับมือเอง
หลี่ซื่อนำขนม ลูกกวาดและผลไม้แห้งที่มีอยู่ในบ้านออกมาทั้งหมด หลิวเหล่าฮั่นเรียกเหล่าสตรีในบ้านที่เกือบจะมึนงงไปกับเสียงแสดงความยินดีและคำอวยพรต่างๆนานา แล้วนำลูกกวาดและขนมมาแจกจ่ายให้ชาวบ้าน เพื่อร่วมยินดีในเรื่องมงคล
ฉินเหยานำโจวเจิ้งและอีกคนไปดื่มชาที่ห้องโถง มอบเงินรางวัลให้สองชุดและชวนทั้งสองคนอยู่ทานข้าวที่บ้าน
ทั้งสองคนเกรงใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ขอตัวลา
ฉินเหยาไม่ได้รั้งไว้ เพียงแต่บอกว่าวันหน้าหากไปที่อำเภอจะเลี้ยงข้าวทั้งสองคนเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง โจวเจิ้งมองดูเหล่าชาวบ้านที่มาแสดงความยินดีอยู่ด้านนอกลานบ้านของฉินเหยาก็ไม่คิดที่จะอยู่ต่อจริงๆ ยิ้มรับคำว่าไว้พบกันวันหน้าแล้วขี่ม้าจากไป
หลังจากโจวเจิ้งและอีกคนจากไปแล้ว ชาวบ้านก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ทุกคนต่างก็กระตือรือร้น ฉินเหยาก็เปิดประตูบ้านให้ทุกคนเข้ามานั่งเล่น กินขนม หรือดื่มชาสักถ้วย
หลังจากการต้อนรับอย่างเรียบง่ายผ่านไป เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงบ่ายคล้อย
นางเหอและนางชิวกลับไปที่โรงงานเครื่องเขียนพร้อมกับซ่งอวี้นานแล้ว หลิวจ้งก็มีธุระถูกคนในโรงงานเรียกตัวไป ในที่สุดจึงเหลือเพียงหลิวเหล่าฮั่นและนางจางสองสามีภรรยาอยู่ที่บ้านของฉินเหยา
“เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!” หลิวเหล่าฮั่นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วถอนใจกล่าว “ไม่นึกเลยว่าทุกคนจะสนิทสนมกันขนาดนี้ สนิทสนมจนข้าเริ่มจะกลัวแล้ว”
นางจางพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอย่างยิ่ง รับน้ำหวานที่หลี่ซื่อส่งมาให้ ดื่มรวดเดียวไปกว่าครึ่งชาม ถึงได้รู้สึกว่าลำคอที่แห้งผากนั้นดีขึ้นบ้าง
ส่วนฉินเหยากลับไม่เป็นอะไรมากนัก หัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโสในตระกูลต่างก็กำชับนางไม่หยุดว่าให้บอกหลิวจี้ว่าวันหน้าเมื่อได้ดีแล้วอย่าได้ลืมรากเหง้าของตนเอง ต้องจดจำคนในตระกูลเดียวกันไว้
นางล้วนตอบกลับไปอย่างคลุมเครือ ปลอบประโลมจิตใจที่ร้อนรนของเหล่าผู้อาวุโสในตระกูล ทั้งยังไม่ลืมที่จะบอกเผื่อไว้ก่อน เพื่อไม่ให้พวกเขาคาดหวังกับหลิวจี้มากจนเกินไป
ฉินเหยากล่าวกับผู้อาวุโสทั้งสองว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ คืนนี้ทานข้าวที่บ้านข้านะเจ้าคะ พวกเรามาฉลองกันก่อน ส่วนเรื่องจะจัดงานเลี้ยงฉลองกับชาวบ้านหรือไม่นั้นก็รอให้หลิวจี้กลับมาก่อนค่อยว่ากัน”
ผู้อาวุโสทั้งสองรับคำอย่างยินดี พวกเขาไม่มีความเห็น
ทั้งสองคนพักได้ไม่นาน พอเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาอาหารเย็นก็ลุกขึ้นไปทำธุระของตนเอง
หลิวเหล่าฮั่นไปเตรียมธูปเทียนและกระดาษเงินกระดาษทองสำหรับไหว้เจ้ามาไม่น้อย รอว่าหลิวจี้กลับมาก็ตั้งใจจะให้เขาไปที่ศาลบรรพชนเพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษให้ดี
ส่วนนางจางก็ไปอุ้มต้าเหมามา ทั้งยังเก็บผักตามฤดูกาลมาหนึ่งตะกร้า มาช่วยงานในห้องครัวพร้อมกับหลี่ซื่อ
อินเยว่กลับมาแล้ว เมื่อรู้ว่าสามีท่านอาจารย์สอบผ่านก็ดีใจยิ่งกว่าใครทั้งหมด พอทำงานในโรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียนเสร็จก็รีบกลับบ้านมาช่วยเตรียมอาหารเย็นทันที
กลับเป็นฉินเหยาที่ยืนอยู่ข้างๆทุกคน ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้าง เพราะงานที่ทำได้ล้วนมีคนทำไปหมดแล้ว
เอาเถอะ นางไปเล่นกับต้าเหมาดีกว่า ถือโอกาสหยอกล้อเสี่ยวไหลฝูที่ไม่ค่อยชินกับการหยอกล้อไปด้วย
หลี่ซื่อและคนอื่นๆกำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารในห้องครัวอย่างขะมักเขม้น ส่วนฉินเหยาก็พาเด็กสองคนไปกำจัดวัชพืชในแปลงผักที่สวนหลังบ้านอย่างสบายอารมณ์
นางเป็นคนสั่ง เด็กน้อยสองคนเป็นคนทำ
เด็กๆรู้สึกว่ามันน่าสนุกจึงทำงานกันอย่างกระตือรือร้นสุดๆ
ข่าวจากทางการมาถึงแล้ว คิดว่าหลิวจี้และอาวั่งคงจะอยู่ระหว่างการเดินทางกลับแล้ว เวลาที่เหลือให้ฉินเหยาเตรียมตัวมีไม่มากนัก
นางต้องรีบจัดการแปลงผักให้ดูดีเสียก่อนเพื่อไม่ให้อาวั่งกลับมาแล้วพบว่ามีอะไรผิดปกติ
ตอนค่ำ ทุกคนในเรือนเก่าทยอยกลับมา ไม่ต้องให้ฉินเหยาพูดอะไร ทุกคนต่างก็รู้ระดับฝีมือการทำงานบ้านของนางดีอยู่แล้ว ต่างคนต่างก็เริ่มทำงานของตนเอง จัดเตรียมอาหารเย็นมื้อหนึ่งได้อย่างสวยงาม
เพราะเตรียมการแต่เนิ่นๆ อาหารเย็นจึงตั้งโต๊ะเร็วเช่นกัน เมื่อต้าหลางและเด็กๆ กลับจากสำนักศึกษาถึงบ้าน ทั้งครอบครัวก็รอเพียงพวกเขามานั่งก็สามารถเริ่มทานอาหารได้ทันที
วันนี้หลิวจ้งเป็นคนไปรับเด็กๆ ระหว่างทางก็ได้เล่าเรื่องที่หลิวจี้สอบผ่านให้เด็กๆฟังแล้ว ทำให้เกิดสายตาเคลือบแคลงสงสัยที่ไม่เชื่อถึงหกคู่
นี่อย่างไรเล่า พอเข้าประตูมา ทุกคนก็วิ่งไปอยู่ตรงหน้าฉินเหยาเพื่อสอบถาม พอได้รับการยอมรับจากปากของนางเอง พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็พากันตกตะลึง
เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ พวกเขาไม่กล้าเชื่อเลย
แม้ว่าตอนเช้าวันนี้ระหว่างทางไปสำนักศึกษา ซื่อเหนียงจะเคยคาดเดาว่าท่านพ่ออาจจะสอบผ่าน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสงสัยของเด็กหญิงตัวน้อยที่มีต่อเนื้อหาการสอบขุนนางในขณะนี้อย่างลึกซึ้ง
“รอท่านพ่อกลับมาข้าจะต้องถามท่านให้ได้ ว่าสอบผ่านได้อย่างไรกันแน่” ซื่อเหนียงกำหมัดน้อยๆ พูดพึมพำอย่างจริงจัง
ปฏิกิริยาของจินฮวาและจินเป่าแสดงออกมาชัดเจนกว่ามาก สงสัยรึ ไม่มีทาง!
รู้เพียงว่าตอนนี้ท่านอาสามเป็นนายท่านจวี่เหรินแล้ว ต่อไปก็ยังจะได้เป็นขุนนางอีกด้วย!
ประโยคหลังนี้นางเหอเป็นคนพูด
นางเหอหยิบช้อนขึ้นมา ตักน้ำแกงและเนื้อให้เด็กแต่ละคนช้อนใหญ่ๆ แล้วยังตักให้ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางเพิ่มอีกคนละชิ้น พูดพลางเอ่ยเย้าอย่างจริงจังว่า
“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลางเอ๋ย ต่อไปพวกเจ้าก็จะเป็นนายน้อยบ้านขุนนางแล้วนะ อย่าลืมช่วยส่งเสริมพี่น้องจินเป่าของพวกเจ้าให้มากๆด้วยเล่า”
ซานหลางรับคำอย่างว่าง่าย กัดกินน่องไก่อย่างมีความสุขโดยไม่มีความรู้สึกกดดันใดๆ
ต้าหลางและเอ้อร์หลางรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่งจึงพยักหน้าส่งๆ แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าว แทบอยากจะมุดศีรษะเข้าไปในชามข้าวเพื่อหลบเลี่ยงสายตาอันร้อนแรงของทุกคนในเรือนเก่า
นางเหอยังคิดจะพูดต่อ นางจางก็กระแอมขึ้นมาสองที นางถึงได้นั่งลงใหม่อีกครั้งพลางบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างไม่พอใจเล็กน้อย
นางชิวและหลิวจ้งสบตากัน ลุกขึ้นคารวะสุราให้ท่านพ่อท่านแม่และฉินเหยาหนึ่งจอก กล่าวแสดงความยินดีแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก ตั้งใจดูแลลูกๆกินข้าว
บางเรื่องไม่จำเป็นต้องพูดให้ชัดเจนจนเกินไป อย่างไรเสียวันนี้จากการกระทำของเหยาเหนียงที่เลี้ยงอาหารเย็น พวกเขาก็สัมผัสได้แล้วว่านางจะไม่ทอดทิ้งทุกคนในเรือนเก่า แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
เพียงแต่พี่น้องหลายคนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก สถานะและตำแหน่งอยู่ๆก็แตกต่างกันมากขนาดนี้ ยังคงทำให้หลิวไป่และหลิวจ้งรู้สึกสะท้อนใจอยู่พักใหญ่
ขณะที่กำลังสะท้อนใจอยู่นั้นก็พลันถูกคำพูดหนึ่งของหลิวเฝยที่รีบกลับมาจากสำนักศึกษาในอำเภอกลางดึก ทำให้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
หลิวเฝยพูดอย่างร้อนรนว่า “ด้วยนิสัยอย่างพี่สามนั่นน่ะนะ เป็นแค่ซิ่วไฉแล้วโอ้อวดนิดๆหน่อยๆ ก็พอทนอยู่หรอก แต่ถ้าหากได้เป็นขุนนางขึ้นมาจริงๆล่ะก็ จะต้องใช้อำนาจในทางที่ผิด รับสินบน หลอกลวงเบื้องบนปิดบังเบื้องล่าง กอบโกยทรัพย์สมบัติอย่างมโหฬาร กดขี่ข่มเหงประชาชนเป็นแน่…”
“เรื่องราวทั้งหมดต้องมีวันที่ถูกเปิดโปง เขายิ่งก้าวขึ้นไปสูงเท่าใด ในภายภาคหน้าพวกเราก็ยิ่งจะต้องตายอย่างน่าอนาถมากขึ้นเท่านั้น พวกท่านยังคิดที่จะไปข้องแวะกับเขาอีกหรือ เช่นนั้นแล้วเรือนเก่าตระกูหลิวของพวกเราก็จะต้องถูกล้างตระกูลไปพร้อมกับเขาด้วยมิใช่หรือ”
ในชั่วพริบตา ทั้งเรือนเก่าก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
ตอนที่ 533: ได้รับการชี้แนะจนปัญญาเปิดกว้าง
ฉินเหยายังคิดว่าวันรุ่งขึ้นพวกพี่น้องสะใภ้จะมาพูดเรื่องพี่น้องช่วยเหลือกัน เกียรติยศของตระกูลอะไรทำนองนี้เสียอีก
นางเตรียมพร้อมแล้วว่าจะให้ของอะไรบางอย่างเพื่อส่งพวกเขาไปแล้วคืนความสงบสุขให้แก่ตนเอง
คาดไม่ถึงเลยว่าไม่เพียงแต่คนจะไม่มา แม้แต่เหล่าท่านลุงท่านอาที่ก่อนหน้านี้ยังกระตือรือร้นอย่างยิ่งก็ไม่มาเช่นกัน
กระทั่งตอนที่พบนางบนถนน คนที่หลบได้ก็หลบไป คนที่หลบไม่ได้ก็ฝืนยิ้มแห้งๆ พอยิ้มเสร็จก็หันหลังวิ่งหนีไปทันที
ผิดปกติ นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว!
ฉินเหยาจะทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ได้อย่างไร
นางคว้าตัวหลิวเฝยที่กำลังจะวิ่งผ่านหน้าตนเองไปไว้ทันที
“พี่สะใภ้สามไว้ชีวิตข้าด้วยเถิดขอรับ!”
หลิวเฝยร้องขอชีวิตเสียงดังลั่น ไม่กล้าขัดขืน กลัวว่าถ้าหากตนขัดขืนเมื่อใด จะได้ไปยิ้มแย้มอยู่ในปรโลกแทน
ฉินเหยาพูดไม่ออก นางดูเหมือนคนที่จะเอาชีวิตคนอื่นอย่างนั้นหรือ
นางใช้ฝ่ามือตบลงไปบนท้ายทอยของหลิวเฝยฉาดหนึ่ง “เจ้าเด็กนี่กลับมาจากสำนักศึกษาตั้งแต่เมื่อใดกัน ข้าไม่เห็นรู้เรื่องเลย! หรือว่ากลับมานานแล้ว แต่จงใจหลบหน้าข้างั้นรึ”
“ไม่เลย ไม่เลย ข้าเพิ่งกลับมาเมื่อคืนวานซืน กลัวว่าจะรบกวนพี่สะใภ้สามจึงไม่ได้ไปคารวะท่าน!” หลิวเฝยเน้นคำว่าคารวะเป็นพิเศษเพื่อแสดงความเคารพของตน
ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างอันตราย คว้าตัวหลิวเฝยที่หันหลังให้ตนเองอยู่ให้หมุนกลับมาเผชิญหน้ากัน เพียงแค่มองแวบเดียวเห็นท่าทางมีพิรุธและหวาดกลัวของเขา นางก็รู้ได้ทันทีว่าในใจของเด็กคนนี้มีเรื่องปิดบังอยู่
“พูดมา ทำไมเห็นข้าแล้วต้องวิ่งหนี” ฉินเหยาปล่อยคอเสื้อของหลิวเฝยแล้วกอด.อกถาม
เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้จับตัวเขาไว้ แต่ต่อให้หลิวเฝยมีความกล้ามากกว่านี้ร้อยเท่าเขาก็ไม่กล้าวิ่งหนี
“ไม่มีอะไรขอรับ” สายตาของหลิวเฝยหลุกหลิก
สายตาของฉินเหยาเย็นเยียบลง
เมื่อรู้ดีว่าหากไม่พูดความจริงอีกตนเองคงจะต้องนอนอยู่บนเตียงไปครึ่งปี หลิวเฝยก็เหลือบตา.มอง ไม่กล้าสบตาฉินเหยา ปากก็พูดรัวเร็วอยู่ในลำคอ
ฉินเหยาต้องใช้ความพยายามในการแยกแยะอยู่ครู่หนึ่งถึงจะฟังออกว่าเขาพูดอะไร
ที่แท้ที่ญาติพี่น้องในหมู่บ้านเห็นนางแล้วกลัวก็เป็นเพราะหลิวเฝยเจ้าเด็กคนนี้นี่เองที่ไปเที่ยวพูดจาไปทั่ว บอกว่าถ้าหากหลิวจี้ได้เป็นขุนนางก็ต้องเป็นขุนนางชั่วฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องนำภัยมาสู่ญาติพี่น้อง
เจ้าหลิวสามสอบได้จวี่เหรินก็จริงอยู่ แต่เขาก็ยังคงเป็นเจ้าหลิวสามคนเดิมที่เป็นอันธพาลอยู่!
คำพูดที่กระจ่างแจ้งของหลิวเฝยนี้ เปรียบดั่งการบรรลุธรรมอย่างฉับพลัน ทำให้เหล่าญาติที่กำลังดีใจกันอยู่นั้นสงบลงในทันที หลบยังแทบไม่ทัน ใครเล่าจะกล้าโลภเลือดเนื้อของประชาชนที่เจ้าหลิวสามรีดไถมาจากผู้โชคร้ายคนไหนก็ไม่รู้นั่น
หากวันหน้าเรื่องแดงขึ้นมา ทางการสืบสวนลงมา พวกเขาอย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้สักคน
ปลายนิ้วของฉินเหยาเคาะอยู่บนแขนของตน ทำไมนางถึงคิดวิธีการอันยอดเยี่ยมนี้ไม่ได้กันนะ
“ทำได้ดีมาก พูดมาเถอะ เจ้าต้องการรางวัลอะไร ขอเพียงไม่มากเกินไป พี่สะใภ้สามจะให้เจ้าทั้งหมด” ฉินเหยามองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพึงพอใจแล้วเอ่ยอย่างใจกว้าง
หลิวเฝยตะลึงไปครู่หนึ่ง “พี่สะใภ้สามจะให้รางวัลข้าหรือขอรับ”
นางไม่โกรธหรือ
ฉินเหยายักไหล่ นางจะโกรธไปทำไมกันเล่า ครานี้ก็จะไม่มีใครมารบกวนนางอีกแล้ว มีอะไรไม่ดีกัน
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของฉินเหยาไม่เหมือนโกหก ในใจของหลิวเฝยก็ดีใจขึ้นมา เอ่ยเสนออย่างกล้าๆว่า “พี่สะใภ้สาม ข้าอยากจะกลับไปเป็นผู้จัดการที่โรงงานเครื่องเขียนอีกครั้งขอรับ”
“ได้สิ!” ฉินเหยาถามอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าอยากจะไปอยู่แผนกไหน”
ความประหลาดใจมาเร็วเกินไป หลิวเฝยจึงรีบตั้งสติแล้วตอบว่า “ข้าอยากจะไปอยู่กับผู้จัดการอวิ๋น ทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ขอรับ”
“ได้ยินมาว่ากล่องเครื่องใช้สตรีถูกส่งไปขายที่เมืองหลวงโดยเฉพาะ ข้าก็อยากจะไปดูที่เมืองหลวงบ้าง”
ฉินเหยายิ้มถาม “ไม่ไปสำนักศึกษาแล้วหรือ”
“ไม่ไปแล้วขอรับ” หลิวเฝยอธิบาย “การสอบขุนนางไม่เหมาะกับข้า ข้าไม่อยากจะเสียพลังงานมากมายไปกับเรื่องที่พยายามไปก็ไม่มีผลลัพธ์”
“อีกอย่างตอนนี้พี่สามก็สอบผ่านแล้ว ต่อไปในแวดวงขุนนางก็ต้องใช้เงินมากขึ้น เพื่อไม่ให้เขาไปคิดถึงเงินในกระเป๋าของคนอื่นแล้วนำภัยพิบัติมาสู่ทั้งครอบครัว ข้ายิ่งต้องหาเงินให้มากขึ้น”
ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย นางนึกว่าหลิวเฝยกับหลิวจี้จะเป็นศัตรูกันไปจนวันตายเสียอีก ไม่นึกว่าจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลถึงเพียงนี้
นางไม่รู้ว่าตนเองจะจากที่นี่ไปเมื่อใด แต่สามารถยืนยันได้ว่านางจะไม่ใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลิวไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน
หากวันหน้าต้องจากหมู่บ้านไป กิจการโรงงานเครื่องเขียนนี้ก็ยังต้องการคนช่วยดูแลรักษา
ซ่งอวี้ก็ดีมาก แต่รูปแบบการทำงานของเขาเหมาะกับการรักษาพื้นฐานเดิมมากกว่า
แต่หลิวเฝยกลับไม่เป็นเช่นนั้น คนหนุ่มสาวมีไฟแรง สถานะก็มีความเป็นอิสระมากกว่า บางทีอาจจะนำผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดมาให้นางได้
นางส่งสัญญาณให้หลิวเฝยเดินตามตนมา ฉินเหยาเดินไปทางโรงงานเครื่องเขียนพลางถามเขาว่า “เจ้าอยากจะทำการค้าด้วยตนเองหรือไม่”
นี่คือเส้นทางที่หลิวเฝยไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตอบทันทีว่า “อยาก! ข้าอยากขอรับ!”
ฉินเหยายกมุมปากยิ้ม “ดี กลับไปที่โรงงานเครื่องเขียนก่อน หลังจากนี้มีความคิดอะไรก็มาบอกข้าได้โดยตรง ขอเพียงไม่ไร้สาระจนเกินไป ข้าสนับสนุนทั้งหมด”
หลิวเฝยตื่นเต้นอย่างยิ่ง ยิ่งรู้สึกว่าคำพูดที่ตนเองแพร่งพรายออกไปเมื่อเช้านี้ช่างไม่ยุติธรรมต่อฉินเหยาเอาเสียเลยจึงกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉินเหยายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาหุบปาก หลิวเฝยถึงได้หยุดลงแล้วเดินตามฉินเหยาไปยังโรงงานเครื่องเขียนอย่างมีความสุข
หลังจากจัดการเรื่องของหลิวเฝยเรียบร้อยแล้ว รับจดหมายที่ส่งมาจากอิงเทียนฝู่ ฉินเหยาก็กลับบ้านไป
นี่คือจดหมายของหลิวจี้ มาถึงช้ากว่าข่าวดีจากทางการหนึ่งวัน ฉินเหยาเห็นเนื้อหาในจดหมายแล้ว ในใจก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นใดๆอีก
กลับกัน จากเวลาที่หลิวจี้ทิ้งไว้ในจดหมาย สามารถคาดเดาเวลาที่แน่นอนที่ทั้งสองจะกลับถึงบ้านได้
พวกเขาต้องตามฉีเซียนกวนกลับไปไหว้บรรพบุรุษที่ถิ่นบรรพชนก่อน จากนั้นจึงจะมาที่หมู่บ้านตระกูลหลิวพร้อมกัน
นับวันดูแล้ว ตอนนี้น่าจะถึงบ้านบรรพชนของตระกูลฉีแล้ว
เช่นนั้นแล้วกว่าจะถึงหมู่บ้านก็คงจะอยู่ในช่วงสี่ห้าวันนี้
ต้าหลางสนิทกับฉีเซียนกวนมาก ฉินเหยาจึงกลับบ้านไปบอกข่าวนี้แก่เขา
ต้าหลางดีใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อนที่หาได้ยาก เดิมทีเตรียมจะฝึกวรยุทธ์ จากนั้นก็จะไปเล่นบนภูเขากับเด็กๆในหมู่บ้าน
ตอนนี้เขากลับเปลี่ยนใจทันที เขาไปเกลี้ยกล่อมเอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง แล้วยังบวกเสี่ยวไหลฝูเข้าไปด้วย ไปขอกุญแจเรือนปทุมจากฉินเหยา เตรียมจะไปทำความสะอาดเรือนปทุมเพื่อรอฉีเซียนกวนกลับมา
ฉินเหยาให้กุญแจไปแล้วกำชับพวกเขาว่า “อย่าทำของตกแต่งในบ้านเสียหายเล่า ระวังยุงและงูพิษด้วย”
ต้าหลางร้องอุทานออกมา “ใช่แล้ว ต้องเอาหญ้าอ้ายไปด้วย เอาไปรมควันในลานเรือนปทุมเสียหน่อย”
ซื่อเหนียงถือจอบเล็กๆ พูดว่า “ยังต้องกำจัดวัชพืชในแปลงดอกไม้ด้วย คราวก่อนที่ไปเล่นหน้าประตูเรือนปทุม ข้าเห็นวัชพืชในกำแพงงอกยอดออกมาแล้ว”
ฉินเหยาไปหยิบหญ้าอ้ายให้พวกเขา คิดแล้วก็ไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่ เพราะเรือนปทุมไม่มีคนอยู่นานแล้ว ทั้งยังผ่านช่วงฤดูร้อนมาทั้งฤดู ไม่แน่ว่าข้างในอาจจะมีสัตว์ป่าอะไรเข้าไปอยู่ นางโบกมือคราหนึ่งแล้วนำคณะไปด้วยตนเอง มุ่งหน้าสู่เรือนปทุมพร้อมกัน
แม่ลูกห้าคนบวกกับเสี่ยวไหลฝู ยุ่งอยู่ตั้งแต่เที่ยงจนถึงพลบค่ำ ทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอกเรือนปทุมจนสะอาดเอี่ยม
เมื่อมองดูลานบ้านที่สะอาดเรียบร้อย ทั้งหกคนก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เมื่อลงกลอนประตูบ้านเรียบร้อยแล้ว ซื่อเหนียงก็ฮัมเพลงพื้นบ้านสั้นๆ ที่ท่านอาจารย์ในสำนักศึกษาสอน พลางเดินนำอยู่ข้างหน้า ฉินเหยาและเด็กๆที่เหลือก็ฮัมเพลงตามอยู่ข้างหลัง ในมือถือไม้กวาด ผ้าขี้ริ้ว จอบและเครื่องมืออื่นๆ เดินกลับบ้านไปอย่างมีความสุข
ลานบ้านเล็กๆในหมู่บ้านของซ่งจางก็สร้างเสร็จแล้ว ว่ากันว่าหลังเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็เตรียมจะพาครอบครัวมาอยู่ด้วยกันสักหลายวัน น่าเสียดายนี่ก็กลางเดือนเก้าแล้วก็ยังไม่มา
รอบๆ บริเวณบ้านของเขายังมีบ้านเล็กๆอีกหลายหลัง ล้วนเป็นผู้ที่ได้ยินชื่อเสียงจึงเดินทางมาเพื่อขอพบมหาบัณฑิตแล้วก็ถูกทิวทัศน์ชนบทของหมู่บ้านตระกูลหลิวดึงดูดใจ ตั้งใจที่จะพักอยู่ที่นี่อย่างสงบเพื่อศึกษาเล่าเรียนอย่างแท้จริง
ตะวันลาลับขอบฟ้า ควันไฟจากการหุงหาอาหารก็ลอยสูงขึ้น
ริมแม่น้ำมีเสียงเด็กๆ ฮัมเพลงอย่างมีความสุขดังมา บัณฑิตที่นั่งอ่านตำราอยู่หน้าประตูก็แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน
ตอนที่ 534: ท่านลุงใหญ่ของเขา
เกวียนวัวคันหนึ่งกำลังวิ่งอยู่บนถนนจากหมู่บ้านเซี่ยเหอไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว บนรถมีคนห้าคน เป็นฮูหยินผู้เฒ่าหนึ่งคน ชายชราหนึ่งคนและยังมีสามีภรรยาวัยหนุ่มสาวพร้อมด้วยลูกชายวัยแปดขวบ
เมื่อคืนลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมา กลางดึกฝนตกหนักจึงทำให้ถนนเปียกลื่นไม่ค่อยสะดวก โชคดีที่ถนนเส้นนี้ขยายกว้างขึ้นมากจึงยังพอเดินได้ เพียงแต่ไม่กล้าไปเร็วเกินไปนัก กลัวว่าวัวจะลื่นล้ม
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮูหยินผู้เฒ่าเดินทางผ่านเส้นทางนี้ แต่ในรอบสิบกว่าปีมานี้กลับเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าถนนของหมู่บ้านตระกูลหลิวสายนี้เดินทางสบาย
“ท่านแม่ ท่านดูถนนเส้นนี้สิเจ้าคะ ปีนั้นตอนที่พวกเรามายังเดินไม่สะดวกเช่นนี้เลย ป่านนี้หมู่บ้านตระกูลหลิวคงจะเจริญขึ้นมากแล้วกระมัง!” สตรีวัยเยาว์ที่อุ้มลูกอยู่บนเกวียนเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
พูดไปพลางก็นึกอะไรขึ้นมาได้ นางรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาบ้าง “ไม่รู้ว่าน้องเขยกลับมาแล้วหรือยัง หากน้องเขยไม่อยู่…”
สตรีผู้นั้นไม่ได้พูดประโยคถัดไปออกมา เด็กน้อยนั่งรถมานานเกินไปจนรู้สึกเบื่อจึงร้องไห้งอแงขึ้นมา นางทำท่าขู่จะตี แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือก็ถูกพ่อแม่สามีถลึงตาใส่เสียก่อน
“เอ้านี่ กินขนมเสีย อย่าร้องไห้ไปเลย เดี๋ยวก็ใกล้จะถึงบ้านลุงเขยของเจ้าแล้ว พอถึงตอนนั้นก็มีของดีๆให้เจ้าอีกเยอะแยะ อย่าไม่อดทนเช่นนี้ หากยังร้องอีก คราวหน้าก็จะไม่พาด้วยมาแล้วนะ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าล้วงเอาขนมน้ำตาลครึ่งชิ้นออกมาจาก.อกเสื้อ ไม่รู้ว่าเก็บซ่อนไว้นานเท่าใดแล้ว บนนั้นมีขุยจากเสื้อผ้าป่านติดอยู่ ดูแล้วสภาพไม่น่าดูชมอย่างยิ่ง
แต่สำหรับเด็กน้อยแล้ว กลับเป็นของอร่อยล้ำเลิศในปฐพี
พอได้รับขนมก็รีบยัดเข้าปากไปทันที ใบหน้าที่ร้องไห้ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม “อ้อๆๆ ไปหาท่านอาเขยเอาของดีๆ!”
เด็กน้อยพอดีใจก็พูดคำที่พวกผู้ใหญ่ในบ้านพูดกันบ่อยที่สุดในช่วงสองวันนี้ออกมา
ผู้ใหญ่สี่คนบนรถต่างมองหน้ากันล้วนอดที่จะคาดหวังไม่ได้
เมื่อวานตอนเย็น ซุ่นจื่อทำงานและยุ่งอยู่ที่โรงงานจนดึกมาก เพื่อไม่ให้ตนเองต้องตายจากการทำงานหนักจึงได้ขอลากับผู้จัดการซ่งเป็นพิเศษครึ่งวัน ตั้งใจว่าจะนอนหลับอยู่ที่บ้านให้เพียงพอแล้วค่อยออกไปทำงาน
ขณะนี้เขากำลังขี่ลาตัวน้อยที่บ้านเพิ่งซื้อมาในปีนี้อยู่บนถนน ยังคิดว่านี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วคงจะไม่เจอผู้ใด ไม่นึกว่าเบื้องหน้าจะปรากฏเกวียนวัวที่ไม่เคยเห็นคันหนึ่ง
เขาขี่ลาตัวน้อยเร่งความเร็วไล่ตามไปข้างหน้าครู่หนึ่ง หันศีรษะไปมองบุรุษที่ขับเกวียนวัวคันนั้น ในใจก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
“พี่ใหญ่ม่อ?” ซุ่นจื่อลองเอ่ยเรียกดู
อีกฝ่ายหันหน้ามา ท่าทางจะจำหน้าตาของเขาไม่ค่อยได้ คิดอยู่ครู่ใหญ่จึงถามเขาอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจนักว่า “เจ้าคือสหายของบ้านน้องเขยข้าใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว ข้าคือซุ่นจื่อ พี่ใหญ่ยังจำข้าได้” ซุ่นจื่อยิ้มแย้มแล้วก็พยักหน้าให้แก่สามีภรรยาสูงวัยและพี่สะใภ้ใหญ่ม่อที่อยู่บนรถอย่างสุภาพ
แต่ที่จริงแล้วในใจของเขากลับมีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่น แย่แล้ว แย่แล้ว ต้องแย่แน่ๆ!
ซุ่นจื่อพยายามข่มความตื่นตระหนกที่อธิบายไม่ถูกไว้ในใจแล้วลองหยั่งเชิงถามดูว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านผู้เฒ่าจะไปที่ใดกันหรือขอรับ”
พี่ใหญ่ม่อดีใจมากที่ได้เจอคนรู้จักจึงรีบสอบถามซุ่นจื่อทันทีว่าเรื่องที่น้องเขยของตนสอบได้เป็นจวี่เหรินนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่
“เมื่อวานพวกเราก็ได้ยินข่าวนี้แล้ว คนที่บ้านดีใจกันแทบแย่ ไม่นึกเลยว่าน้องเขยที่ไม่เอาไหนของข้าจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ นี่ก็เลยออกบ้านมากันแต่เช้า ตั้งใจจะพาเจ้าหนูที่บ้านมาพบอาเขยของเขา ให้ได้รู้จักหน้าค่าตากัน”
ข้อสงสัยในใจของซุ่นจื่อได้รับการยืนยัน ฉับพลันนั้นภาพดวงตาที่ดุร้ายของฉินเหยาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ทำเอาเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัวจึงเอ่ยเตือนอย่างกระอักกระอ่วนว่า
“หลิวจี้ไม่อยู่บ้านนะขอรับ มีเพียงผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นที่อยู่ เด็กๆจะมาพบอาเขย หากไปวันนี้เกรงว่าจะต้องเสียเที่ยวเปล่า”
คนตระกูลม่อชะงักไปครู่หนึ่ง อันที่จริงพวกเขาก็เคยได้ยินชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของฉินเหยามา ยิ่งตอนนี้นางยังได้เป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านตระกูลหลิวอีก ไม่รู้ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด
ดังนั้นหากต้องเผชิญหน้ากับนางจริงๆ ในใจของคนตระกูลม่อก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่หลิวจี้สอบได้ซิ่วไฉพวกเขาก็คิดจะมาดูแล้ว เพียงแต่นึกถึงฉินเหยาขึ้นมา ในใจจึงยังไม่กล้าพอจึงได้แต่กดความคิดต่างๆนานาไว้ในใจ
ทว่าเมื่อวานพอได้ยินว่าหลิวจี้สอบได้ตำแหน่งจวี่เหริน คนตระกูลม่อก็นั่งไม่ติดอีกต่อไปแล้ว
หากไม่ไปปรากฏตัวให้เห็นซึ่งๆหน้า หลิวจี้ย่อมต้องลืมญาติพี่น้องอย่างพวกเขาไปจนหมดสิ้นเป็นแน่ ถึงวันข้างหน้าพวกเขายังจะได้รับผลประโยชน์อะไรอีกเล่า
ภายใต้สิ่งล่อใจอันเป็นผลประโยชน์อันมหาศาล คนตระกูลม่อเอาชนะความหวาดกลัวที่มีต่อฉินเหยาได้ชั่วคราว วันนี้จึงพาเด็กๆออกจากบ้านมาตั้งแต่เช้าตรู่
แต่หลิวจี้ไม่อยู่ ทำให้พวกเขาต้องไปเผชิญหน้ากับฉินเหยา ในใจก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง
ขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่าม่อและท่านปู่ม่อกำลังตื่นตระหนกเล็กน้อย พี่สะใภ้ใหญ่ม่อก็รับคำพูด โบกมือแล้วยิ้มกล่าวว่า
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่ได้เจอลูกๆทั้งสี่ของน้องสาวข้านานแล้วเหมือนกัน มาถึงนี่แล้ว อย่างไรก็ต้องไปดูพวกเขาสักหน่อย มิเช่นนั้นเด็กๆจะคิดว่าบ้านน้าไม่เป็นห่วงพวกเขา”
ซุ่นจื่อกวาดตามองเกวียนวัวที่ว่างเปล่ามีเพียงคนนั่งอยู่ มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย ไม่เคยเห็นใครมาเยี่ยมญาติโดยที่ไม่เอาอะไรติดมือมาเลย
“พวกต้าหลางไปสำนักศึกษากันหมดแล้ว หากจะพบพวกเขาก็ไปรอเด็กๆ เลิกเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลติงได้” ซุ่นจื่อบอกใบ้เป็นครั้งที่สอง
ทว่าคนตระกูลม่อไม่รับมุกของเขา ฮูหยินผู้เฒ่าม่อดูออกถึงเจตนาที่จะไล่ให้กลับของเขา ถึงแอบถลึงตาใส่เขาไป
ซุ่นจื่อพูดอะไรไม่ออกในใจ ในเมื่อเกลี้ยกล่อมคนตระกูลม่อให้กลับไปไม่ได้ เขาก็ทำได้เพียงไปแจ้งให้ฉินเหยาทราบล่วงหน้าเท่านั้น
หลังจากกล่าวลาคนตระกูลม่อ ซุ่นจื่อก็แสร้งทำเป็นว่ามีธุระต้องไปก่อน
เขาขี่ลาตัวน้อย รีบร้อนมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว พอถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็เจอกับฉินเหยาที่กำลังอู้งานอยู่ในโรงโม่พอดีจึงรีบตะโกนเรียกนาง
ฉินเหยารับผิดชอบในการเป็นคนหาบ หลี่ซื่อรับผิดชอบในการเฝ้าดูการโม่อยู่ข้างใน ทั้งสองคนแบ่งงานกันอย่างชัดเจน นางจึงรออยู่ตรงประตูอย่างสบายใจ
เมื่อเห็นซุ่นจื่อยังไม่ทันจอดลาตัวน้อยดีก็รีบวิ่งมาหาตนเอง ท่าทางร้อนรน ฉินเหยาจึงก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วถามอย่างเป็นห่วงว่า
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำให้เจ้ารีบร้อนถึงเพียงนี้?”
ซุ่นจื่อโบกมือแสดงว่าไม่ใช่เรื่องของโรงงาน พอหายใจหายคอได้ทั่วท้องแล้วก็รีบกล่าวอย่างเร่งร้อนว่า “พี่สะใภ้สาม คนบ้านม่อมาแล้ว ข้าเพิ่งเจอพวกเขาที่กลางทางเมื่อครู่นี้ มีชายชรา ฮูหยินผู้เฒ่า พี่ใหญ่ม่อกับพี่สะใภ้ใหญ่แล้วก็พาเด็กผู้ชายมาคนหนึ่งด้วย”
“ดูท่าแล้วน่าจะมาเพราะเรื่องที่พี่สามสอบจวี่เหรินได้ ข้าบอกว่าพี่สามไม่อยู่ก็เกลี้ยกล่อมพวกเขาให้กลับไปไม่ได้”
ซุ่นจื่อคิดในใจว่า เขาพยายามเกลี้ยกล่อมแล้วนะ ยืนอยู่ข้างนางอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นท่าทีแสดงความภักดีของซุ่นจื่อก็หัวเราะออกมา “มาก็มาสิ เจ้าจะร้อนใจไปทำไม ข้ารู้แล้ว เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ”
“ถ้างั้น…ข้าไปทำงานแล้วนะ?” ซุ่นจื่อถามอย่างไม่สบายใจ แปลกจริง นางยิ้มแย้มเช่นนี้เขายิ่งรู้สึกหวาดหวั่นใจ
ฉินเหยาโบกมือ บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม ซุ่นจื่อรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย หันหลังจูงลาตัวน้อย เดินไปสามก้าวแล้วหันกลับมามองหนึ่งครั้งแล้วเข้าไปในโรงงานเครื่องเขียน
“ฮูหยิน แป้งโม่เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อเรียกเบาๆจากข้างใน
ฉินเหยาก้าวฉับๆเข้าไปในโรงโม่ หาบสัมภาระหนักอึ้งสองหาบขึ้นมา “คนจากบ้านน้าของพวกต้าหลางมาแล้ว”
หลี่ซื่อสับสนไปชั่วขณะ ถึงจะเข้าใจความสัมพันธ์ในนั้นได้ รีบมองสีหน้าของฉินเหยา นางยิ้มบางๆ ท่าทางดูอารมณ์ดี
หลี่ซื่อยิ่งคาดเดาความคิดของนางไม่ออก ลองเอ่ยถามดูว่า “เตรียมต้อนรับหรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยาพยักหน้า สั่งการอย่างใจเย็นว่า “เลี้ยงดูด้วยของกินดื่มอย่างดีแล้ค่อยเอาเงินให้ห้าตำลึง ส่งคนกลับไป”
ตอนนี้นางเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว ชื่อเสียงสำคัญมาก หากให้ผลประโยชน์แล้วยังไม่รู้ความรีบจากไปนางก็จะทิ้งไว้รอให้หลิวจี้กลับมาจัดการเอง
“จริงสิ เดี๋ยวให้เสี่ยวไหลฝูไปบอกอินเยว่ที่โรงอาหารด้วยว่า เลิกงานแล้วให้รีบกลับบ้านมา เฝ้าประตู”
ดวงตาของหลี่ซื่อกลอกไปมา เข้าใจความหมายในทันที นี่คือจะขังคนไว้ในบ้าน ไม่ให้ออกไปไหน
เมื่อออกจากประตูไม่ได้ ไม่ว่าในบ้านจะเอะอะโวยวายเพียงใด คนข้างนอกก็ไม่มีทางรู้
ตอนที่ 535: เหตุใดจึงไม่เป็นอย่างที่จินตนาการไว้
เมื่อเสี่ยวไหลฝูวิ่งเข้าไปในโรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียนเพื่อแจ้งอินเยว่ เกวียนวัวของตระกูลม่อก็แล่นเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลหลิว
คนในหมู่บ้านหากไม่กำลังยุ่งอยู่ในโรงงานก็กำลังทำนาอยู่ตามท้องไร่ท้องนา ประกอบกับปีนี้มีคนนอกเข้าออกอยู่ตลอด ดังนั้นจึงมีเพียงไม่กี่คนที่สังเกตเห็นการมาถึงของคนตระกูลม่อ
เกวียนวัวแล่นผ่านเรือนเก่าของตระกูลหลิว ท่านปู่ม่อคิดว่าไม่ต้องเข้าไปแล้ว สองฝ่ายได้แยกบ้านกันแล้ว พวกเขาไปที่บ้านของหลิวจี้โดยตรงเลยจะดีกว่า
เมื่อนึกถึงครั้งก่อนที่มาหมู่บ้านตระกูลหลิวและได้พบกับฉินเหยาอย่างเร่งรีบเพียงครั้งสองครั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าม่อและพี่สะใภ้ใหญ่ม่อก็สบตากัน ต่างก็เห็นความประหม่าในแววตาของอีกฝ่าย
ครั้งที่แล้วท่านปู่ม่อสุขภาพไม่ดีจึงไม่ได้มาด้วย ได้แต่ฟังคนที่กลับไปบ้านด่าทอว่าหลิวจี้เป็นคนเนรคุณอกตัญญู ลืมภรรยาที่ตายไปแล้วจนหมดสิ้น จำได้เพียงแต่ภรรยาใหม่
นี่ยังไม่ทันได้พบหน้าฉินเหยาก็ตีตราให้นางในใจว่าเป็นนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ไปเสียแล้ว
พอเห็นบุตรชายถือแส้มาหยุดอยู่ที่ริมสะพาน สีหน้าก็เคร่งขรึมลง มีท่าทีของเจ้าบ้านอยู่หลายส่วน สะบัดศีรษะแล้วเอ่ยว่า “ไป!”
มีบิดาคอยหนุนหลัง ในใจของพี่ใหญ่ม่อก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน สะบัดแส้หนึ่งครั้งก็เร่งเกวียนวัวที่ยืมมาขึ้นสะพาน มาถึงหน้าบ้านหลังเล็กที่กำแพงก่อด้วยอิฐเขียวและมุงกระเบื้องสีครามซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ
บ้านในหมู่บ้านของพวกเขานั้น หากไม่ทำจากดินก็ทำจากโคลน บ้านที่ก่อด้วยอิฐเขียวและกระเบื้องสีครามและทากำแพงสีขาวเช่นนี้สักหลังก็ไม่มี
พอได้เห็นบ้านหลังเล็กที่เรียกได้ว่าโอ่อ่าเช่นนี้ ในใจของคนตระกูลม่อหลายคนก็ทั้งอิจฉาทั้งริษยา
ก้มลงมองดูเสื้อผ้าป่านหยาบๆ รองเท้าฟางขาดๆของตนเองแล้วยังมีมือใหญ่หยาบกร้านดำคล้ำอีกหนึ่งคู่ ในใจก็รู้สึกชิงชังขึ้นมาเล็กน้อย
ลูกสาวบ้านม่อของพวกเขาต้องสละชีวิตเพื่อบ้านหลังนี้ ผลสุดท้ายลูกเขยกลับมีชีวิตที่ดีขึ้นแต่กลับไม่นึกถึงพ่อตาแม่ยายและพี่ชายภรรยาของตนเองเลยสักนิด ช่างน่าชิงชังอย่างแท้จริง!
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อวางลูกลงบนพื้นก่อน จากนั้นตนเองก็กระโดดลงจากเกวียนวัวเพื่อประคองพ่อแม่สามีลงมา
พี่ใหญ่ม่อจอดเกวียนวัวไว้ที่หน้าประตูใหญ่อย่างลวกๆ เมื่อได้รับสัญญาณทางสายตาจากบิดามารดาก็ก้าวฉับๆไปข้างหน้า เตรียมจะเคาะประตูไม้หนาหนักที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อครู่นี้ยังรู้สึกประหม่าอยู่เลย พอได้เห็นเรือนที่ดูมั่งคั่งร่ำรวยของหลิวจี้เช่นนี้ก็เหลือเพียงความโกรธเกรี้ยว
พี่ใหญ่ม่อยกมือขึ้นกำลังจะทุบลงไปบนประตู
ไม่คาดคิด ประตูใหญ่กลับเปิดออกมาก่อน
หลี่ซื่อยืนยิ้มอยู่หน้าประตูพลางเอ่ยถาม “คงเป็นญาติของท่านเขยสินะเจ้าคะ ฮูหยินได้รับข่าวล่วงหน้าแล้วจึงมีคำสั่งให้ข้าเตรียมน้ำชาร้อนไว้ที่บ้านเพื่อคอยรับท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”
มีคำกล่าวว่า ‘ไม่ตีคนที่ยิ้มให้’ หมัดที่พี่ใหญ่ม่อเงื้อขึ้นจำต้องลดลงอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาพยักหน้าตอบ “ใช่ ข้าคือลุงใหญ่ของเขา นั่นคือป้าสะใภ้ใหญ่และเป่าเอ๋อร์ลูกพี่ลูกน้องของเขาแล้วก็ยังมีท่านตาท่านยายอีกด้วย”
“เจ้าเป็นใครหรือ” พี่ใหญ่ม่อถามหลี่ซื่อ
หลี่ซื่อคารวะผู้สูงวัยทั้งสองก่อนแล้วจึงกล่าวว่า “ข้าเป็นแม่ครัวของบ้านเจ้าค่ะ”
พูดพลางก็เอี้ยวตัวเชิญหลายคนเข้าประตูแล้วกล่าวเสริมว่า “ท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าเดินทางมาเหนื่อยแล้ว บ่าวได้เตรียมสำรับอาหารตามคำสั่งของฮูหยินไว้เรียบร้อยแล้ว เชิญพวกท่านทานอาหารก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
คนสกุลม่อสบตากันไปมา นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดจึงไม่เหมือนกับที่จินตนาการไว้
เมื่อได้รับการต้อนรับอย่างสุภาพเช่นนี้ ใบหน้าที่เคร่งขรึมของท่านปู่ม่อก็แทบจะรักษาไว้ไม่อยู่ รีบถามว่าฉินเหยาอยู่ที่ใด
หลี่ซื่อนำทุกคนไปยังสวนหลังบ้าน นางทำตามคำสั่งของฮูหยิน เปิดห้องหนังสือของนายท่านใหญ่พร้อมทั้งจัดเตรียมน้ำชาร้อนและของว่างไว้ด้านใน
“สองวันมานี้ฮูหยินตื่นเต้นดีใจมากเกินไป เมื่อคืนฝนตกไม่ทันระวังจึงเป็นหวัด เพื่อเลี่ยงไม่ให้ติดต่อไปถึงท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าจึงมิได้ออกมาต้อนรับแขกเจ้าค่ะ”
พูดพลางแจ้งแก่คนตระกูลม่อว่าหากเหนื่อยก็พักผ่อนในห้องหนังสือนี้ได้ ส่วนตนจะไปยกสำรับอาหารมาให้แล้วจึงหมุนตัวจากไป
เมื่อเห็นหลี่ซื่อเดินไปไกลแล้ว คนตระกูลม่อก็สุดจะทนอีกต่อไป พวกเขาเดินวนไปทั่วห้อง จับโน่นดูนี่ไปทั่ว
หลิวจี้รักห้องหนังสือของเขายิ่งนัก ของตกแต่งภายในจึงล้วนเป็นของดีที่เขาไปเสาะหามาจากในอำเภอด้วยตนเอง แม้จะไม่ได้มีค่ามากมาย แต่ส่วนใหญ่ล้วนมีเพียงชิ้นเดียวในโลก
คนตระกูลม่อไหนเลยจะเคยเห็นพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก แจกันล้ำค่า หินแกะสลักและชั้นวางบอนไซเหล่านี้ ได้แต่รู้สึกว่าบ้านของครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดก็คงเป็นเช่นนี้กระมัง
พวกผู้ใหญ่เดินดูของไปทั่ว ทิ้งให้เป่าเอ๋อร์นั่งอยู่บนโต๊ะลายดอกโบตั๋นตัวโปรดของหลิวจี้เพียงลำพัง กำลังแทะขนมกลิ่นหอมฉุยจนเศษขนมร่วงหล่นเต็มผ้าปูโต๊ะ
พอกินขนมเสร็จก็รู้สึกคอแห้ง เป่าเอ๋อร์จึงสวมรองเท้าปีนขึ้นไปบนเก้าอี้แล้วยื่นมือไปหยิบกาน้ำชาและถ้วยชาที่อยู่กลางโต๊ะ
ถ้วยชานั้นเล็กกระทัดรัด บนถ้วยวาดเป็นรูปต้นกล้วยไม้ เป็นหนึ่งในชุด ‘เหมย กล้วยไม้ ไผ่ เบญจมาศ’ ที่หลิวจี้ตั้งใจสะสม ถ้วยชาสี่ใบเป็นหนึ่งชุด เขาใช้เงินเก็บส่วนตัวแอบเก็บสะสมอยู่นานกว่าจะได้มาครบชุด
ปกติเขาจะเก็บไว้ในห้อง ยอมนำออกมาใช้รินชาให้ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ตัวน้อยดื่มเท่านั้น
หากเป็นพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่เข้าใกล้ เขาคงจะโมโหจนบ้านแตกแล้ว
ในตอนนี้ ถ้วยลายกล้วยไม้ใบนี้กลับถูกเป่าเอ๋อร์หยิบไว้ในมือ เตรียมจะรินน้ำชาดื่มเอง
แต่คาดไม่ถึงว่ากาน้ำชาจะหนักเกินไป ทำให้คุมแรงไว้ไม่อยู่ น้ำชาจึงหกออกมาทั้งหมด ไม่เพียงแค่หกเลอะเต็มผ้าปูโต๊ะ เด็กน้อยที่ยืนอยู่บนเก้าอี้ยังตกใจจนยืนไม่มั่นคง ทั้งคนทั้งถ้วยชาและกาน้ำชาจึงร่วงลงมาพร้อมกัน
“ท่านแม่!”
เสียงร้องตกใจของเป่าเอ๋อร์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเครื่องกระเบื้องที่แตกละเอียด ดังเข้าไปในหูของคนในตระกูลม่อพร้อมกัน
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อที่กำลังลูบไล้ม่านเตียงอันอ่อนนุ่มในห้องของหลิวจี้อย่างชื่นชมถึงกับสะดุ้งตกใจ รีบวิ่งออกมาจากห้องด้านใน
เมื่อเห็นลูกชายล้มลงกับพื้น กาน้ำชาแตกเป็นเสี่ยงๆ น้ำชาหกนองเต็มพื้น พี่สะใภ้ใหญ่ม่อก็ถึงกับลมหายใจสะดุด นางร้องเสียงหลงพลางรีบเข้าไปอุ้มลูกชายคนเล็กขึ้นมา ทั้งร้อนใจทั้งโมโห ตรวจดูร่างกายของลูกไปพลางตวาดถามอย่างฉุนเฉียวไปพลาง
“ทำอะไร! อยู่ดีๆ เหตุใดถึงได้ตกลงมา!”
พอถูกมารดาดุเข้า เป่าเอ๋อร์ที่ตกใจอยู่แล้วก็ปล่อยโฮออกมาทันที
พวกผู้เฒ่ารีบเข้ามาแล้วดึงพี่สะใภ้ใหญ่ม่อออกไป ก่อนจะดึงเป่าเอ๋อร์เข้ามากอดปลอบ “เป่าเอ๋อร์ เป่าเอ๋อร์” เมื่อได้ยินเด็กน้อยบอกว่าที่ตกลงมาเพราะจะรินน้ำชา พวกเขาก็แสร้งทำเป็นกระทืบเท้าลงบนเศษกระเบื้องบนพื้นสองสามที “บังอาจทำให้เป่าเอ๋อร์ของข้าหกล้ม ข้าจะเหยียบพวกเจ้าให้แหลกเลย!”
เป่าเอ๋อร์จึงค่อยๆหยุดร้องไห้ คลายมือที่กำถ้วยชาลายกล้วยไม้แน่นออก “ท่านย่า ข้าหิวน้ำ”
ฮูหยินผู้เฒ่าม่อจึงรับถ้วยชาใบจิ๋วมาอย่างรังเกียจเล็กน้อย เดินออกไปที่หน้าประตูแล้วตะโกนเสียงดัง “มีใครอยู่หรือไม่ เอาน้ำชามาใหม่อีกกา!”
เสียงของนางยังไม่ทันขาดคำ หลี่ซื่อก็มาถึงแล้ว
นางได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากสวนหลังบ้านจึงตกใจรีบวิ่งมาดู เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าม่อถือถ้วยลายกล้วยไม้อยู่ในมือ ในใจก็พลันโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
หากถ้วยใบนี้แตกไป พอนายท่านใหญ่กลับมาคงได้ฉีกคนจากบ้านฝั่งภรรยาเป็นชิ้นๆ เป็นแน่
เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีก หลี่ซื่อจึงกำชับว่า “ของในห้องนี้ล้วนเป็นของที่นายท่านตั้งใจเสาะหามาและรักถนอมเป็นที่สุด หากเกิดความเสียหาย เกรงว่าพอนายท่านกลับมาจะโมโหเอาได้…คิดว่าท่านผู้เฒ่าและพวกท่านคงจะทราบดีถึงนิสัยของนายท่านใหญ่บ้านเรา ดังนั้นโปรดอย่าแตะต้องข้าวของของนายท่านเลยนะเจ้าคะ”
พูดจบนางก็ไม่รอให้ท่านปู่ม่อรู้สึกอับอายจนโมโห หลี่ซื่อรีบนำชุดน้ำชาชุดใหม่เข้ามาให้พร้อมบอกว่าเป็นความผิดของตนเองที่เตรียมการไม่ดี ทำให้คนในตระกูลม่อไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อสงบลงเล็กน้อย รีบเอ่ยว่าเข้าใจแล้ว
รอจนหลี่ซื่อทำความสะอาดพื้นเสร็จและจากไปแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ม่อจึงอธิบายภายใต้สายตาโกรธเคืองของพ่อแม่สามี
“ตอนนี้น้องเขยไม่ใช่พวกนักเลงหัวไม้เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะเจ้าคะ ตอนนี้เขาเป็นถึงนายท่านจวี่เหริน หากพวกเราทำของของเขาเสียหาย พอกลับมาเขาต้องโมโหใส่พวกเราซึ่งนั่นไม่ดีแน่”
ผู้เฒ่าทั้งสองพลันเข้าใจในทันที “มีเหตุผล มีเหตุผล” พวกเขาจึงรีบนำชุดถ้วยชาล้ำค่าอะไรนี่ไปวางไว้บนชั้นสูงๆ ทั้งยังกำชับเป่าเอ๋อร์อย่างจริงจังว่าห้ามซุกซน มิฉะนั้นเดี๋ยวท่านเขยจะไม่ให้ของดีๆแก่เขาอีก
เป่าเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา ชี้ไปทางหลี่ซื่อที่กำลังยกอาหารเข้ามาพลางตะโกนอย่างตื่นเต้น “เนื้อ!”
ตอนที่ 536: รอท่านเขยกลับมา
“ศิษย์พี่เยว่ ทางนี้ขอรับ”
เสี่ยวไหลฝูนำทางอินเยว่ ทำท่าทางลับๆล่อๆ เข้าไปในประตูรั้วแล้วชี้ไปทางสวนหลังบ้าน จากนั้นก็ชี้ไปที่ห้องหลักซึ่งประตูแง้มเปิดอยู่
อินเยว่พยักหน้ารับรู้ โบกมือเป็นสัญญาณให้เขาออกไปวิ่งเล่นข้างนอก
มองส่งเสี่ยวไหลฝูจนลับตา อินเยว่จึงละสายตา แอบย่องไปที่ระเบียงแล้วชำเลืองมองไปยังสวนหลังบ้าน
ประตูห้องหนังสือของสามีท่านอาจารย์เปิดกว้างอยู่ ด้านในมีคนแปลกหน้าสองสามคนกำลังนั่งอยู่ พวกเขาหยิบตะเกียบขึ้นมาพร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์อาหารที่เต็มโต๊ะ พูดกันว่ากับข้าวจานนี้อร่อย เนื้อชิ้นนั้นหอมยิ่งนัก ทั้งยังส่งเสียงเคี้ยวดังมากอีกด้วย
อินเยว่กวาดตามองคนข้างในอีกครั้ง จากนั้นจึงหันหลังเดินไปยังห้องหลัก
“ท่านอาจารย์” อินเยว่ก้าวเข้าไปในประตูอย่างแผ่วเบาก็เห็นสตรีผู้หนึ่งนอนหลับตาพักผ่อนอยู่บนเตียงทันที
ใบหน้าของนางดูมีเลือดฝาด ไม่เหมือนคนที่ป่วยเป็นหวัดอย่างที่เสี่ยวไหลฝูบอกเลยสักนิด
ฉินเหยาเปิดเปลือกตาขึ้น ประกายคมปลาบวาบผ่านไปในดวงตา นางลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง กวักมือเรียกให้อินเยว่เข้าไปใกล้ๆ
อินเยว่ชี้ไปที่สวนหลังบ้าน “คนพวกนั้นเป็นใครหรือเจ้าคะ”
“ท่านตาท่านยายและลุงกับป้าสะใภ้ของต้าหลาง” ฉินเหยาอธิบายง่ายๆ แล้วหยิบเงินห้าตำลึงออกมาจากใต้หมอนส่งให้อินเยว่ “เจ้าเอาเงินนี่ไล่พวกเขาไปเสีย”
อินเยว่ถามอย่างสงสัย “ท่านอาจารย์ เหตุใดท่านไม่ไปด้วยตนเองเล่าเจ้าคะ”
ฉินเหยาหาวอย่างเกียจคร้าน “ข้าเป็นหวัด ไม่สะดวก”
“จริงหรือเจ้าคะ” อินเยว่กวาดตามองท่านอาจารย์ขึ้นลง “ท่านแน่ใจนะเจ้าคะว่าไม่ใช่เพราะกลัวความยุ่งยาก”
ฉินเหยาเหลือบตามองเล็กน้อย “ให้เจ้าไปก็ไปสิ พูดจาไร้สาระอยู่ได้”
อินเยว่ยิ้มเผล่ถอยหลังไปสองก้าว เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านอาจารย์จู่โจมกะทันหันจนนางรับมือไม่ทันแล้วประสานมือคารวะอย่างจริงจัง “น้อมรับบัญชา! ศิษย์ไปเดี๋ยวนี้ล่ะเจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นอินเยว่ออกจากประตูไป ฉินเหยาก็ลงจากเตียงไปนั่งข้างหน้าต่าง แง้มหน้าต่างออกเป็นช่องเล็กๆ เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวทางฝั่งสวนหลังบ้าน
การจะทำอะไรก็ต้องเหลือทางหนีทีไล่ไว้บ้าง การรับมือกับญาติอย่างตระกูลม่อที่มาด้วยจุดประสงค์ชัดเจนเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์เช่นนี้ จะแตกหักกับพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด
มิฉะนั้นรับรองได้เลยว่าพวกเขาจะต้องอาละวาดจนบ้านแตกแน่
ทางที่ดีที่สุดคือให้ของเล็กๆน้อยๆ แล้วส่งกลับไป แต่ก็ไม่อาจจะสนองความต้องการของพวกเขาอย่างไร้เงื่อนไขได้
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายจะรู้ความหรือไม่
ไม่รู้ว่าอินเยว่จะจัดการได้หรือไม่
“เจ้าเป็นใครกัน”
เมื่อเห็นอินเยว่เดินเข้าประตูมา ท่านปู่ม่อก็ขมวดคิ้วถามอย่างคาดคั้น
หลี่ซื่อทำแกงจืดผักกาดดองวุ้นขาหมูมาหนึ่งชาม ชายชรากินจนวุ้นเนื้อติดเต็มหนวดเครารอบปาก ระหว่างที่พูดก็ยังมีเศษผักกาดดองกระเด็นออกมาจากซอกฟันที่หลออีกด้วย
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าม่อและพี่สะใภ้ใหญ่ม่อกลับสูดลมหายใจเฮือกหนึ่งเมื่อเห็นใบหน้าที่เสียโฉมของอินเยว่ แววตาเผยความรังเกียจออกมา
อินเยว่แอบถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างเงียบๆ แล้วฉีกยิ้ม “คารวะท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่า ข้าชื่อเยว่เหนียง เจ้าของบ้านนี้คือท่านอาจารย์ของข้าเจ้าค่ะ”
“ท่านอาจารย์สุขภาพไม่ค่อยดีจึงให้ข้ามาดูแลทุกท่านแทน ไม่ทราบว่าอาหารมื้อนี้ถูกปากหรือไม่เจ้าคะ”
อินเยว่พูดพลางเดินมาที่โต๊ะ กวาดตามองสภาพเละเทะบนผ้าปูโต๊ะ มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย
หากสามีท่านอาจารย์กลับมาเห็นว่าอาณาเขตส่วนตัวของตนถูกทำให้เป็นเช่นนี้ เกรงว่าจะต้องคลั่งแน่ๆ
วิธีการของท่านอาจารย์ช่างร้ายกาจนัก
อินเยว่กดความสงสารที่มีต่อสามีท่านอาจารย์ของตนลงไปในใจพลางส่งสัญญาณให้ทุกคนกินต่อ ส่วนตัวเองก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ แล้วเอ่ยถามคำถามตามมารยาท
เช่นว่าปีนี้ที่บ้านเก็บเกี่ยวเป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพของผู้สูงวัยทั้งสองยังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่
เพียงไม่นาน ก็สืบรู้เรื่องราวของตระกูลม่อจนหมดสิ้น ทั้งยังหยั่งเชิงถึงจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ของพวกเขาได้อีกด้วย
ตระกูลม่อมีข้อเรียกร้องสามประการ หนึ่งคืออยากให้ลูกๆได้เข้าสำนักศึกษาและเพราะบ้านอยู่ไกลเกินไปจึงอยากจะให้เด็กๆ มาอาศัยอยู่ที่บ้านของอาเขยและรบกวนให้อาเขยช่วยดูแล
อินเยว่ส่ายหน้าเงียบๆ ข้อนี้ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด ตอนนี้ที่บ้านมีเด็กๆอยู่มากมายจนเสียงดังน่าปวดหัวอยู่แล้ว หากรับเด็กๆตระกูลม่อมาเพิ่มอีก จิ๊ จิ๊ จิ๊ ภาพนั้นอินเยว่ไม่กล้าคิดเลย
อีกอย่าง หากให้เด็กๆเข้ามาอยู่ก่อน ต่อไปคนตระกูลม่ออาจจะอ้างว่าเพื่อความสะดวกในการดูแลลูกๆ แล้วขอเข้ามาอยู่ด้วย เมื่อถึงตอนนั้นก็คงจบสิ้นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น จากการพูดคุยกันเพียงชั่วครู่ อินเยว่ก็ดูออกว่าคนตระกูลม่อนั้นอยากจะอยู่ที่นี่จริงๆ
สองคือ พวกเขาต้องการผลประโยชน์ที่จับต้องได้อย่างเงินทอง เนื้อสัตว์ และธัญพืช
ก่อนหน้านี้ที่เกิดภัยตั๊กแตน ชีวิตของตระกูลม่อก็ลำบากไม่น้อยจนถึงปีนี้ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ประกอบกับปีนี้ภาษีข้าวเพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่งเสร็จสิ้นช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง แต่ที่บ้านก็ทำได้เพียงกินโจ๊กผักประทังชีวิตไปวันๆ
ส่วนเหตุผลที่พวกเขาไม่มาหาท่านเขยที่น่ารักของตนตั้งแต่ปีที่เกิดภัยตั๊กแตน ก็เพราะเรื่องของหวังหม่าอู่ได้แพร่ไปถึงหมู่บ้านตระกูลม่อ ชื่อเสียงด้านความโหดเหี้ยมของฉินเหยาเลื่องลือไปไกล พวกเขาจึงไม่กล้า
อันที่จริง ก่อนจะมาในวันนี้ พวกเขาก็รู้สึกหวาดหวั่นใจอย่างยิ่ง
ทว่าข่าวที่หลิวจี้สอบได้ตำแหน่งจวี่เหรินนั้นกระตุ้นพวกเขาได้มากกว่า ความกลัวจึงถูกกดลงไปชั่วคราว
พอมาเห็นว่าวันนี้ครอบครัวได้รับการต้อนรับด้วยอาหารและเครื่องดื่มอย่างดีจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดอื่นขึ้นมา
นั่นก็คือข้อเรียกร้องสุดท้าย
พี่ใหญ่ม่ออยากให้ท่านเขยของตนช่วยหางานที่เป็นหลักเป็นแหล่งให้ จะเป็นเพียงเสมียนน้อยในที่ว่าการอำเภอก็ได้ หรือถ้าได้เป็นมือปราบก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก
อินเยว่รู้สึกว่าเรื่องนี้ ท่านลุงมาหาคนผิดแล้ว เขาควรจะไปหาอาจารย์นางถึงจะถูก
สามีท่านอาจารย์อาจจะไม่สามารถทำให้ท่านลุงได้เข้าไปทำงานในที่ว่าการอำเภอได้ แต่ท่านอาจารย์ทำได้อย่างแน่นอน!
แน่นอนว่า นอกจากข้อเรียกร้องที่สองแล้ว ข้ออื่นๆ อินเยว่บอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น
“ว่าอะไรนะ เป็นไปไม่ได้” ฮูหยินผู้เฒ่าม่อร้อนใจจนลุกพรวดขึ้น เศษกระดูกบนเสื้อผ้าก็ร่วงกราวลงเต็มพื้นไปด้วย
“ท่านเขยบ้านข้าตอนนี้เป็นถึงนายท่านจวี่เหรินแล้ว การจะหาตำแหน่งในที่ว่าการอำเภอให้พี่ชายภรรยาสักตำแหน่งจะไปยากอะไร!”
ฮูหยินผู้เฒ่าม่อจ้องหน้าอินเยว่แล้วตวาดนาง “เจ้ายังเด็กไม่รู้ความ ข้าจะไม่ถือสาหาความกับเจ้า แต่เจ้าบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้อย่างนั้นรึ ข้าจะฟังจากปากของท่านเขยของบ้านข้าเอง ตอนนี้พวกเราจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะรอท่านเขยกลับมาที่นี่แหละ!”
ยิ่งพูดเสียงของนางก็ยิ่งดังขึ้น ทั้งยังตั้งใจหันไปตะโกนโหวกเหวกไปทางเรือนส่วนหน้าราวกับกลัวว่าคนที่อยู่ในห้องหลักจะไม่ได้ยิน
ฉินเหยาปิดหน้าต่างอย่างเด็ดขาดแล้วขึ้นเตียงนอนกลางวันต่อ
เป็นไปตามคาด ไม่นานอินเยว่ก็ย่องเข้ามาข้างเตียงของนางด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวพร้อมกับวางเงินห้าตำลึงกลับคืนมา
“ท่านอาจารย์ ข้ายังไม่มีโอกาสได้เอาเงินออกไปเลยด้วยซ้ำ พวกเขาต้องการมากเกินไป ข้าจะยอมให้พวกเขาเอาเปรียบไม่ได้เด็ดขาด!”
พูดจบ เมื่อเห็นท่านอาจารย์เพียงแค่ยัดเงินใส่ไว้ใต้หมอน ไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตา อินเยว่จึงลองหยั่งเชิง
“หรือจะให้ข้าข่มขู่พวกเขาดีเจ้าคะ”
ฉินเหยาแค่นเสียง “ถ้าจะข่มขู่ ยังต้องรอให้เจ้าลงมืออีกรึ เชื่อหรือไม่ว่าขอเพียงข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา พวกคนแซ่ม่อนั่นก็ไม่กล้าแม้แต่จะผายลมออกมาสักแอะแล้วก็จะรีบไสหัวกลับไปทันที!”
“ที่ข้าทำเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลของข้า พวกเขาอยากรอก็ให้รอไป ข้าไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องอาหารไม่กี่มื้อหรอก ไม่กี่วันนี้ก็ให้พวกเขาพักอยู่ในห้องของท่านเขยที่พวกเขารักนักรักหนานั่นแหละ”
อินเยว่ร้อง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่ง ลุกขึ้นยืน รู้สึกว่าตนควรจะไปได้แล้ว แต่ก็หันกลับมาถามอย่างสงสัย “ท่านอาจารย์ เหตุผลอะไรของท่านหรือเจ้าคะ”
ฉินเหยา “ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น ข้าแค่ขี้เกียจจะสนใจ”
อินเยว่ขมวดคิ้วอย่างจนใจ ท่านอาจารย์ตอบได้อย่างขอไปทีจริงๆ อย่างไรเสียนางก็ไม่เชื่อ
“ปิดประตูให้ข้าด้วย”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนเย็นเด็กทั้งสี่จะเลิกเรียนแล้วกลับมาบ้าน ฉินเหยาก็กำชับอีกว่า “เฝ้าประตูไว้ให้ดี นอกจากไปห้องน้ำแล้ว อย่าให้พวกเขาออกจากห้องหนังสือแม้แต่ครึ่งก้าว”
“…เจ้าค่ะ” อินเยว่สงสัยอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็รับคำในทันที
ในใจก็ได้แต่คิดไปว่า รอให้สามีท่านอาจารย์กลับมา คงได้คลั่งตายเป็นแน่
ตอนที่ 537: ไปรับเขาด้วยตนเอง
พอตกเย็นเด็กๆก็เลิกเรียนกลับมา เมื่อรู้ว่าท่านตาและท่านลุงมาด้วยก็เห็นได้ชัดว่าตกใจมากกว่าดีใจ
สี่พี่น้องสบตากัน สีหน้าดูเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์เล็กน้อย
ฉินเหยานั่งอยู่ในห้องโถง ส่งสัญญาณว่าพวกเขาจะไปที่ห้องหนังสือเพื่อพบปะกันก็ได้
“ข้าไม่ไป” เอ้อร์หลางหยิบหีบหนังสือของตนแล้วเดินเข้าห้องไป กางตำราออกมาอ่าน
ซานหลางและซื่อเหนียงชะโงกศีรษะมองไปยังสวนหลังบ้านอย่างสงสัย ประตูห้องหนังสือเปิดกว้างอยู่ ด้านในมีร่างที่ทั้งแปลกหน้าและคุ้นเคยอยู่หลายคน กำลังดื่มชาและแทะเมล็ดแตงโมอย่างมีความสุข
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อเหลือบไปเห็นใบหน้าเล็กๆ สองดวงที่โผล่ออกมาจากเรือนส่วนหน้าก็โบกมืออย่างตื่นเต้น กำลังจะก้าวขาออกจากประตูก็เห็นอินเยว่ถือท่อนไม้อยู่ในมือท่อนหนึ่ง กำลังร่ายรำอยู่ที่หน้าประตูห้องหนังสือพอดิบพอดี
สีหน้าของพี่สะใภ้ใหญ่ม่อพลันเคร่งขรึม แยกเขี้ยวใส่อินเยว่เพื่อแสดงความรังเกียจ
แต่อินเยว่กลับยิ้มแย้ม กล่าวอย่างเป็นมิตรว่า “ข้างนอกอากาศหนาว ท่านลุงเข้าไปอยู่ในห้องเถิดเจ้าค่ะ ไม่ใช่ว่าท่านจะรอท่านเขยกลับมาหรอกหรือ ค่อยๆรอไปเถิด ไม่ต้องรีบร้อน”
ฮูหยินผู้เฒ่าม่อได้ยินก็รู้ทันทีว่านางกำลังประชดประชันจึงเดือดดาลจนถ่มน้ำลายออกมา
“ข้าว่าแล้ว เหตุใดหญิงร้ายกาจผู้นั้นถึงได้เกรงใจเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นนางแอ่นประตูแดง อันใดนั่น มีลูกไม้ซ่อนอยู่นี่เอง! ข้าจะรออยู่ตรงนี้ ดูซิว่าพอลูกเขยของข้ากลับมาแล้วนางยังจะเล่นลูกไม้อะไรได้อีก!”
อินเยว่ไม่สนใจ อย่างไรเสียนางก็ฝึกวรยุทธ์อยู่ที่สวนหลังบ้านทุกวันทุกคืนอยู่แล้ว หากก้าวออกจากห้องหนังสือแล้วถูกนางทำร้ายโดยไม่ตั้งใจ นั่นก็คงเป็นเรื่องบังเอิญ
เมื่อปากยังไม่ถูกปิด พี่สะใภ้ใหญ่ม่อจึงเอ่ยปากตะโกนขึ้นว่า “ซานหลางกับซื่อเหนียงกลับมาแล้วรึ”
ฝาแฝดที่ชะโงกหน้าอยู่หดศีรษะกลับไปทันที รีบวิ่งเข้าห้องไปเข้าร่วมกลุ่มเรียนหนังสือกับพี่รอง ราวกับว่าป้าสะใภ้ของตนถูกปีศาจสิงสู่ก็มิปาน
ต้าหลางถอนหายใจอย่างจนใจ แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยชอบญาติฝ่ายลุงเท่าไรนัก แต่เมื่อท่านตาท่านยายมาแล้วก็ยังคงต้องไปทักทาย
“ท่านแม่ ข้าไปดูที่สวนหลังบ้านหน่อยนะขอรับ” ต้าหลางขออนุญาตจากฉินเหยา
ฉินเหยาพยักหน้า “ไปเถิด ญาติผู้น้องชายของเจ้าจากบ้านลุงใหญ่ก็มาด้วย”
ฉินเหยาบอกให้นำชากาใหม่ไป บอกให้ต้าหลางถือไปด้วย ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้นจะต้องไม่ขาดตกบกพร่องเป็นอันขาด
ต้าหลางพูดอย่างเขินอายเล็กน้อย “ทำให้ท่านแม่ลำบากแล้ว”
ฉินเหยาเคาะหน้าผากของเด็กหนุ่มไปทีหนึ่ง แรงไม่เบาเลย จนต้าหลางร้อง “โอ๊ย” ออกมาคำหนึ่งแล้วก็ไม่รู้สึกเขินอายอีกต่อไป ในใจก็ผ่อนคลายลง มองฉินเหยาอย่างนึกไม่ถึงแล้วจึงถือกาชาไปยังห้องหนังสือในสวนหลังบ้าน
ไม่นานนักก็มีเสียงร้องโหยหวนคร่ำครวญของฮูหยินผู้เฒ่าม่อดังมาจากทางห้องหนังสือ
ยังคงเป็นบทละครเดิมที่ฉินเหยาเคยเห็นมาก่อน ร้องไห้ว่าลูกสาวของตนน่าสงสาร ร้องไห้ว่าหลานชายของตนน่าน่าสงสาร ร้องไห้ว่าตัวเองน่าสงสาร
ต้าหลางถูกจับมือไว้ข้างหนึ่ง มองดูฮูหยินผู้เฒ่าม่อที่นั่งร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่ตรงหน้าราวกับนั่งอยู่บนเข็ม นั่งไม่ติดที่
หลังจากอดทนอยู่นานครึ่งเค่อ ต้าหลางก็ทนไม่ไหว แอบดึงมือของตนกลับแล้วหาข้ออ้างปลีกตัวออกมา
เมื่อกลับมาถึงโต๊ะอาหารในห้องโถง ต้าหลางก็เช็ดเหงื่อบนหน้าผากราวกับได้เกิดใหม่ “ท่านยายร้องไห้เก่งเกินไปแล้ว”
เอ้อร์หลางทำหน้าเหมือนกับว่าข้ารู้อยู่แล้ว ตบไหล่พี่ใหญ่ด้วยความเห็นใจ “ลำบากพี่ใหญ่แล้ว”
ต้าหลางส่ายหน้า แสดงออกว่าตนไม่เป็นไร
เขากลับเป็นห่วงบิดาแท้ๆของตนขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ท่านแม่ ท่านพ่อจะกลับมาพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ขอรับ” ต้าหลางถาม
ฉินเหยากินข้าวไปพลางตอบอย่างอู้อี้ “น่าจะใช่”
เมื่อกลืนข้าวในปากลงไปแล้ว ฉินเหยาจึงกล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปส่งพวกเจ้าที่สำนักศึกษาแล้วแวะไปที่อำเภอเสียหน่อย เอาเรื่องสำนักศึกษาของหมู่บ้านไปแจ้ง จะได้รีบเชิญท่านอาจารย์กลับมาเร็วๆ”
สี่พี่น้องแอบสบตากันแล้วก็แอบยิ้ม ท่านแม่ต้องไปรับท่านพ่อแน่ๆ
“ยิ้มอะไรกัน กินข้าวดีๆ!” ฉินเหยาส่งสายตาคมกริบไปให้ สี่พี่น้องก็กลายเป็นเด็กดีในทันที อุ้มชามข้าวขึ้นมาแล้วกินคำใหญ่
แต่พอคิดว่าพรุ่งนี้ท่านพ่อกับท่านอาอาวั่งจะกลับมาก็อดไม่ได้ที่มุมปากจะยกขึ้นสูง
หลังมื้ออาหารเย็น คนตระกูลม่อก็ขอผ้าห่มผืนหนึ่งมาปูนอนกับพื้น หลังจากนั้นก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรอีก
คืนนั้นผ่านไปอย่างสงบสุข
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่ลูกห้าคนกินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ขับรถม้าออกจากบ้านไป
อินเยว่ยังคงอยู่ที่บ้าน คอยเฝ้าคนตระกูลม่ออยู่ที่สวนหลังบ้านต่อไป
ตามแผนเดิมของตระกูลม่อ พวกเขาตั้งใจจะให้ฮูหยินผู้เฒ่าม่อกับพี่สะใภ้ใหญ่ม่อสองคนอาศัยจังหวะที่ฉินเหยาออกจากบ้าน ไปป่าวประกาศทั่วหมู่บ้านตระกูลหลิว
เมื่อถึงตอนนั้นหากสามีภรรยาฉินเหยาไม่ให้ผลประโยชน์อะไรแก่พวกเขาบ้างก็จะถูกคนนินทาว่าร้ายได้
น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเขาออกจากประตูห้องหนังสือไม่ได้ คนตระกูลม่อหลายคนจึงทำได้เพียงนั่งกินอาหารเช้าอย่างดีอยู่ในห้อง มองหน้ากันไปมา
แต่ต้องยอมรับเลยว่า อาหารที่บ้านท่านเขยนี่หอมอร่อยจริงๆ!
เป่าเอ๋อร์ถึงกับรู้สึกว่า เขาไม่ต้องการของดีอะไรจากอาเขยอีกแล้ว ขอแค่ได้แทะน่องไก่อีกสักชิ้นก็พอ
ล้อรถม้าหมุนไปข้างหน้าแล้วก็หยุดลงกะทันหันที่หน้าประตูสำนักศึกษาตระกูลติง ฝุ่นควันนั้นตลบอบอวลไปหมด
คนอื่นๆ ที่เห็นก็ไม่ต้องเดาเลย คนที่ขับรถม้าเช่นนี้ทั้งเมืองมีเพียงคนเดียว นั่นก็คือผู้ใหญ่บ้านฉินเหนียงจื่อแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว
เมื่อฝุ่นควันเบื้องหน้าจางลงก็เป็นไปตามคาด นั่นคือฉินเหนียงจื่อนั่นเอง
“ตั้งใจเรียนเล่า” ฉินเหยากำชับเด็กๆด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการ
จินฮวาจินเป่าเอ่ย “เจ้าค่ะ/ขอรับ”
พวกต้าหลางสี่พี่น้อง “ท่านแม่เดินทางกลับดีๆนะขอรับ/เจ้าคะ”
ฉินเหยาทำมือเป็นสัญลักษณ์ว่าโอเค มองส่งเด็กๆเดินเข้าไปในสำนักศึกษาแล้วก็เลี้ยวหัวรถม้าขับต่อไปยังอำเภอไคหยาง
นางเข้าเมืองมาแต่เช้า พอจัดการเรื่องของหมู่บ้านเสร็จ ดวงอาทิตย์ก็เพิ่งจะลอยขึ้นมาถึงกลางฟ้า
ซ่งจางรู้ว่านางมาจึงให้คนไปเรียกนางมาที่บ้านเพื่อสังสรรค์กันเล็กน้อย แต่คาดไม่ถึงว่าฉินเหยาจะปฏิเสธ
นางขับรถม้ามาหาที่ร่มๆ ข้างถนนหลวงนอกเมือง กำลังจะเอาใบตองที่เด็ดมาจากข้างทางมาปิดหน้าเพื่อพักผ่อนสักครู่พลันก็ได้ยินเสียงเรียกอย่างดีใจดังขึ้นที่ข้างหูว่า
“เมียจ๋า!”
“เมียจ๋า ใช่เจ้าหรือไม่เมียจ๋า?!”
ฉินเหยาหันไปมองด้านหลังรถม้าก็เห็นขบวนคนกลุ่มหนึ่งกำลังขับเคลื่อนมาด้วยความเร็วคงที่บนถนนหลวง
คนที่นำหน้าเปิดทางคือสือโถวกับอากู่สองคน
ส่วนเสียงเรียกอย่างดีใจนั้น ดังมาจากรถม้าที่อยู่ด้านหลังของคนทั้งสอง
เดิมทีหลิวจี้คิดว่าตนเองตาฝาดไป เมื่อเห็นคนบนรถม้าที่อยู่ข้างทางข้างหน้าหันมามอง ใบหน้าที่มักจะปรากฏขึ้นในความคิดถึงก็ปรากฏขึ้นในสายตา แววตาก็พลันสว่างวาบขึ้นทันที
เขาโผล่ออกมาจากตัวรถม้าแล้วเร่งสารถีอย่างใจร้อน “อาวั่ง เจ้าเร็วหน่อย!”
“เมียจ๋า!” หลิวจี้ยื่นมือออกไปยาวๆ โบกมืออย่างแรง กลัวว่านางจะไม่เห็นตน
ทว่า พอฉินเหยามองมาจริงๆ รอยยิ้มของหลิวจี้ก็พลันแข็งทื่อไป
เขานึกขึ้นได้ว่า ตลอดทางมานี้เขากังวลเรื่องเงินห้าสิบตำลึงในกระเป๋าของอาวั่งอยู่ตลอดเวลา แล้วตัดสินใจแล้วว่าครั้งนี้กลับบ้านไปจะต้องไม่ทำสีหน้าดีๆกับสตรีใจร้ายนางนี้ก่อนเด็ดขาด เขาจะทำให้นางรู้ว่าเขาโกรธแค่ไหน จะทำให้นางรู้ว่าตัวเองผิดมหันต์เพียงใด!
ทว่า เมื่อครู่เพียงเขาเห็นรถม้าที่คล้ายกับรถม้าที่บ้านก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ยิ้มออกมาอย่างดีใจและตื่นเต้นทันที
เพราะ…สตรีใจร้ายมารับเขากลับบ้านด้วยตนเองเลย!
นางมารับเขาด้วยตนเอง!
ความโกรธที่หลิวจี้เก็บกดไว้ในใจมานานกว่าครึ่งเดือนก็พลันมลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
รถม้าจอดลงข้างทาง หลิวจี้ก็กระโดดลงจากรถม้าทันทีแล้วเดินเร็วๆมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉินเหยา อ้าแขนออกแต่ก็หุบลง อยากจะปล่อยตัวปล่อยใจแต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายก็อดไม่ได้ อ้าแขนออกเตรียมจะดึงนางเข้ามากอดให้แน่นๆ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามคาดและอยู่เหนือหลักเหตุผล หน้าอกของเขาถูกชกเข้าอย่างจัง
หลิวจี้เซถอยหลังไป กุมหน้าอกที่เจ็บปวด เงยหน้าขึ้นถอนหายใจอย่างพึงพอใจ “ใช่ ความรู้สึกนี้แหละ!”
กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนบนรถม้า ช่างน่าสมเพชเสียจริง
ตอนที่ 538: เจ้าว่าเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นเถิด
เมื่อเห็นท่าทางเคลิบเคลิ้มของหลิวจี้ ฉินเหยาก็หมุนข้อมือ อยากจะซัดเขาอีกสักหมัดเพื่อให้เขาตื่นขึ้นมาเสียหน่อย
ดูเหมือนคนบางคนจะสัมผัสได้ถึงอันตราย แผ่นหลังจึงยืดตรงกลับสู่สภาพปกติ แต่ดวงตาดอกท้อที่เปี่ยมไปด้วยความรักคู่นั้นกลับก้มลงมองนางพลางเอ่ยถามเสียงเบา “เมียจ๋า เจ้าตั้งใจมารับข้าโดยเฉพาะเลยใช่หรือไม่”
ไม่รอนางตอบ เขาก็ยกนิ้วชี้เรียวยาวขึ้นมาตรงหน้านาง ส่งสัญญาณให้นางเงียบ ไม่ต้องพูด
แล้วก็พูดกับตัวเองว่า “เมียจ๋าเจ้าต้องบอกว่าไม่ใช่แน่ๆ แต่ข้ารู้ว่าต้องใช่ มิฉะนั้นแล้วเจ้าคงไม่มาปรากฏตัวบนเส้นทางที่พวกเราต้องผ่านในเวลาพอดิบพอดีเช่นนี้หรอก!”
เห็นหรือไม่ นางใส่ใจเขามากเพียงใด!
ฉินเหยาปัดนิ้วที่อยู่ตรงหน้าออก “เจ้าว่าเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นเถิด”
ฉินเหยาเดินมาหยุดข้างรถม้าของตระกูลฉี อาวั่งมองนางอย่างตื่นเต้นราวกับในที่สุดก็ได้รับการปลดปล่อย
ฉินเหยารู้ว่าเขามีเรื่องมากมายจะพูดกับนาง แต่ว่า ได้โปรดอย่าเพิ่งพูด
“ท่านอาจารย์ คุณชายน้อยฉี” ฉินเหยาเดินมาที่หน้าต่างรถม้า ทักทายศิษย์อาจารย์ทั้งสองอย่างเป็นมิตร
ฉีเซียนกวนพยักหน้าตอบอย่างมีความสุข เพราะอย่างไรเสียทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้พบกันนานแล้ว
กงเหลียงเหลียวยังคงเก็บอาการอยู่บ้าง แต่ก็ดูออกว่าทั้งร่างดูผ่อนคลายลงมาก
ฉินเหยายิ้มกล่าว “รู้ว่าพวกท่านจะมาถึงวันนี้ ข้าเลยได้ทำความสะอาดเรือนปทุมไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเนื้อสัตว์ ธัญพืชและผักสดสำหรับบริโภค เมื่อเช้านี้ก็ได้ให้คนส่งไปที่เรือนแล้ว กลับถึงหมู่บ้านก็พักผ่อนได้อย่างสบายใจเลยนะเจ้าคะ”
กงเหลียงเหลียวถอนหายใจอย่างซาบซึ้งพลันนึกถึงความสบายที่เรือนปทุมก็ยิ่งรู้สึกสุขใจ
การเดินทางต่อเป็นเรื่องสำคัญกว่า ฉินเหยาจึงไม่ได้พูดคุยให้มากความ ส่งสัญญาณให้ขบวนของตระกูลฉีตามนางมาแล้วก็กลับขึ้นไปบนรถม้าของตนเอง ขับนำทางไปก่อน
หลิวจี้ไม่กลับไปแล้ว ตอนที่ฉินเหยาขึ้นรถม้า เขาก็นั่งลงบนคานลากรถม้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังเว้นที่ว่างครึ่งหนึ่งไว้ให้นางด้วย
“เมียจ๋า เจ้าพักผ่อนเถิด ข้าจะขับรถม้าเอง” เขายิ้มให้นางอย่างสดใสแล้วสะบัดบังเหียน เหล่าหวงก็เริ่มก้าวเดิน
ฉีเซียนกวนและคนอื่นๆตามมาข้างหลัง ขบวนคนมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างยิ่งใหญ่
ยิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านมากเท่าไร อารมณ์ของหลิวจี้ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น เขาเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง “เมียจ๋า ครั้งนี้ในหมู่บ้านคงไม่มีเรื่องประหลาดใจอะไรรอข้าอยู่อีกใช่หรือไม่”
ฉินเหยายกมุมปากขึ้น “มีแน่นอน รอเจ้าอยู่ที่บ้าน เป็นเรื่องประหลาดใจที่ใหญ่มากด้วย”
ดวงตาของหลิวจี้เป็นประกาย ถามอย่างสงสัย “เรื่องประหลาดใจอะไรหรือ หรือว่าเมียจ๋าเจ้าจัดงานเลี้ยงเชิญคนทั้งหมู่บ้านแล้ว รอแค่ข้าที่เป็นจวี่เหรินไปร่วมงานเท่านั้น”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะ “นั่นเจ้าก็คิดมากเกินไปแล้ว เพิ่งจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเอง ข้าว่าครั้งนี้พวกเราทำตัวเรียบง่ายหน่อยจะดีกว่า”
“แล้วเรื่องประหลาดใจอะไรกัน” ในที่สุดหลิวจี้ก็ได้กลิ่นของความไม่ชอบมาพากล เอ่ยถามอย่างระแวดระวัง
ฉินเหยาเอียงศีรษะยิ้มให้เขา “บอกเจ้าไปก็ไม่เสียหาย เมื่อวานคนตระกูลม่อมาที่บ้าน ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านผู้เฒ่าแล้วก็ครอบครัวทั้งสามคนของพี่ชายภรรยาเจ้า ตอนนี้กำลังรอท่านเขยอย่างเจ้าอยู่ในห้องหนังสือเพื่อให้เจ้าจัดการธุระให้พวกเขาอยู่”
“อะไรนะ” รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจี้หายวับไปในทันที
เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่เหมือนกำลังโกหกเพื่อแกล้งขู่ตน เหงื่อก็ผุดซึมขึ้นที่ขมับของหลิวจี้อย่างประหม่า พอเห็นรอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตาของฉินเหยา หัวใจก็เย็นวูบไปครึ่งหนึ่ง
“เมียจ๋า พวกเขาไม่ได้ทำให้เจ้าโกรธใช่หรือไม่” หลิวจี้ถามอย่างระมัดระวัง
ฉินเหยายักไหล่ ไม่ได้บอกว่าโกรธ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่โกรธ
หลิวจี้คิดในใจว่า แย่แล้ว หากเรื่องนี้จัดการไม่ดี เขากลับบ้านไปคงไม่มีวันสงบสุขแน่
“พวกเขามาได้อย่างไรกัน” พอนึกถึงคนตระกูลม่อ หลิวจี้ก็หงุดหงิด เขานึกว่าครั้งที่แล้วที่ถูกตนด่าจนออกจากบ้านไป คนตระกูลม่อจะไม่มาอีกแล้วเสียอีก
“แน่นอนว่าต้องมาหาท่านเขยจวี่เหรินอย่างเจ้าอยู่แล้ว” ฉินเหยาพูดอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นอยู่บ้างแล้วเล่าข้อเรียกร้องสามประการของตระกูลม่อให้หลิวจี้ฟัง จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก
หลิวจี้เบิกตากว้าง “พวกเขาบ้าไปแล้วหรือ คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ยังคิดจะมาอยู่บ้านข้า กินของข้า ใช้ของของข้าอีก”
พอพูดถึงตรงนี้ อาจจะรู้สึกว่าใช้คำพูดไม่ถูกต้องอยู่บ้างจึงรีบแก้ตัวในทันทีว่า “ของในบ้านเราล้วนเป็นสิ่งที่เมียจ๋าเจ้าหามาด้วยความยากลำบาก ใครกล้าเอาเปรียบเมียจ๋าแม้เพียงครึ่งส่วน ข้าหลิวจี้จะจัดการมันให้ถึงที่สุด!”
คนตระกูลม่อนี่ช่างไร้ยางอายจริงๆ ตอนที่ด่าเขานั้นมีคำหยาบคายอะไรบ้างที่ไม่เคยพูดออกมาแล้วยังจะกล้ามาที่บ้านเพื่อขอผลประโยชน์จากเขาอีกหรือ
“เมียจ๋า เจ้าควรจะตีพวกเขาออกไปเลย!” หลิวจี้พูดเสียงเย็นชา
ฉินเหยาไม่สนใจเขา ตระกูลม่อมาหาท่านเขย เกี่ยวอะไรกับนางด้วย
อีกอย่าง ตอนนี้จะตะโกนเสียงดังไปก็ไม่มีประโยชน์ รอให้เจอคนตระกูลม่อจริงๆแล้ว หากเขายังคงรักษาความโกรธนี้ไว้ได้ เขาก็ไม่ชื่อว่าหลิวจี้แล้ว
“เมียจ๋าเจ้าทำสายตาแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร” หลิวจี้พึมพำเสียงเบา
ฉินเหยา “ไม่มีอะไร”
หลิวจี้จ้องมองนางอย่างสงสัยอยู่สามวินาทีก็ยอมแพ้ไป กัดฟันแน่น แอบคิดคำนวณในใจว่าจะจัดการคนตระกูลม่ออย่างไรดี
ทว่า เขาคิดคำนวณไปพันหมื่นครั้งก็ไม่เคยคิดว่าคนตระกูลม่อจะคุกเข่าลงแล้วบอกว่าเมื่อก่อนเป็นพวกเขาที่ผิดต่อเขา
......
ขบวนคนแยกกันที่หัวสะพาน ฉีเซียนกวนกับกงเหลียงเหลียวและคนอื่นๆ กลับไปพักผ่อนที่เรือนปทุมเลย
อาวั่งกลับขึ้นไปบนรถม้าของตนเอง ขับรถม้าพานายหญิงและนายท่านใหญ่กลับบ้าน
ลานบ้านที่คุ้นเคยดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
พื้นดินก่อนที่พวกเขาจะจากไปนั้นถูกปูด้วยแผ่นหินสีเขียวทั้งหมด ในลานบ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน มองดูแล้วก็ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งใจ
ไม่เพียงเท่านั้น ลานบ้านยังขยายออกไปทางหลังเขาอีกหนึ่งส่วน ตรงนั้นสร้างบ้านไว้หนึ่งหลัง รับครอบครัวทั้งสามคนของซ่งอวี้เข้ามาอยู่ด้วย
ในบ้านมีเครื่องเรือนใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย กำแพงลานบ้านก็ทาสีขาวใหม่ หลังคาห้องครัวและห้องอาบน้ำที่เคยเป็นหลังคาหญ้าก็เปลี่ยนเป็นอิฐเขียวและกระเบื้องสีคราม ทำให้ภาพรวมของลานบ้านดูเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น
ฉินเหยายังได้รับอินเยว่เป็นศิษย์ เข้ามาอาศัยอยู่กับอาจารย์อย่างนางในบ้าน แม้ว่าลานบ้านจะใหญ่ขึ้น แต่จำนวนคนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เมื่อจอดรถม้าเสร็จ ฉินเหยาก็นำหลิวจี้กับอาวั่งเดินเข้าลานบ้านไป หลี่ซื่อกับอินเยว่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็พากันออกมาต้อนรับ
“สามีท่านอาจารย์!” อินเยว่คารวะอย่างสง่างามแล้วก็ยิ้มให้อาวั่งอย่างซาบซึ้ง
นางรู้ว่าหากไม่ใช่อาวั่งที่แนะนำอย่างแข็งขัน ท่านอาจารย์ก็คงไม่พิจารณารับนางเป็นศิษย์เร็วเช่นนี้
อาวั่งพยักหน้าเบาๆ แล้วก็ก้าวยาวๆไปยังสวนผักหลังบ้าน
ฉินเหยาสบตากับหลี่ซื่ออย่างรู้สึกร้อนตัวเล็กน้อย หลี่ซื่อทำได้เพียงส่งสายตาปลอบใจนายหญิง ไม่เป็นไร อย่างไรเสียก็ยังปลูกผักขึ้นมาได้สองสามแถว
หลิวจี้ไม่มีเวลาสนใจศิษย์คนใหม่ของฉินเหยา วางสัมภาระลงแล้วก็ชะโงกศีรษะไปทางสวนหลังบ้านก็เห็นร่างของคนตระกูลม่ออยู่ในห้องหนังสือของตนจริงๆ จึงรีบหดศีรษะกลับมา ก้าวยาวๆไปยังห้องโถงเพื่อรินน้ำมาดื่มหนึ่งแก้วระงับความตกใจ
“ท่านอาจารย์” อินเยว่มองไปทางฉินเหยาแล้วชี้ไปทางสวนหลังบ้าน ถามว่าตนยังต้องไปเฝ้าประตูอีกหรือไม่
ฉินเหยาโบกมือ ส่งสัญญาณให้นางย้ายสัมภาระของหลิวจี้เข้าไปแล้วก็ถอยออกมาได้
อินเยว่เข้าใจในทันที ยกสัมภาระสองหีบใหญ่บนพื้นขึ้นมาแล้วก็เดินไปยังห้องหนังสือ
ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเรียกอย่างตื่นเต้นของท่านผู้เฒ่าม่อดังมาจากข้างหลังว่า “ท่านเขยกลับมาแล้ว!”
“เร็วเข้า! เร็วเข้า! เป่าเอ๋อร์มานี่ มากับปู่ ไปคารวะอาเขยของเจ้า!”
เสียงฝีเท้าของคนตระกูลม่อดังเข้ามา หลิวจี้เงยหน้าขึ้นมองไปทางฉินเหยาโดยไม่รู้ตัว
ฉินเหยาก็ถอยไปอยู่ข้างประตูห้องครัว ท่าทีเย็นชาสื่อว่าข้าจะดูว่าเจ้าจะจัดการอย่างไร
หัวใจของหลิวจี้สั่นไหว แล้วก็นึกถึงคนตระกูลม่อขึ้นมาอีก ความโกรธก็พุ่งขึ้นมาในใจ
เขาเพิ่งจะเข้าประตูมา ก้นยังไม่ทันจะได้นั่งเก้าอี้ให้ร้อน พวกเขามารบกวนตนแล้ว อย่างนี้ยังจะหวังให้เขาจัดการธุระให้อีกหรือ ฝันไปเถอะ!
ตอนที่ 539: ชมละครฉากใหญ่
“ท่านเขยกลับมาแล้วจริงๆ!”
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงก่อนใคร เมื่อเห็นหลิวจี้นั่งดื่มชาอยู่ข้างในก็ตะโกนบอกทุกคนที่อยู่ข้างหลังด้วยความดีใจ
ท่านปู่ม่อและฮูหยินผู้เฒ่าม่อเค้นรอยยิ้มออกมาบนใบหน้าที่เหี่ยวย่น ผลักเป่าเอ๋อร์ไปข้างหน้า “รีบคารวะอาเขยของเจ้าเสียสิ!”
เป่าเอ๋อร์ยังคงงุนงงและหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นคนที่เรียกกันว่าท่านอาเขยนั่งอยู่บนเก้าอี้ราชครู จ้องมองตนด้วยสายตาไม่เป็นมิตรก็ตกใจจนทรุดตัวลงกับพื้นเสียงดังตุบ คารวะแบบคุกเข่าในทันที
“นี่ทำอะไรกัน” หลิวจี้ถามอย่างไม่พอใจ
โชคดีที่ไม่มีคนนอกอยู่ มิฉะนั้นหากมีคนมาเห็นภาพนี้เข้า คงคิดว่าเขาทำอะไรเด็กน้อยคนนั้นไปแล้ว
ปฏิกิริยาของหลิวจี้กลับอยู่ในความคาดหมายของคนตระกูลม่อ
อย่างไรเสีย พวกเขาก็รู้ดีแก่ใจว่าในตอนนั้นตนปฏิบัติต่อท่านเขยสารเลวผู้นี้ไว้อย่างไรบ้าง
แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าอันธพาลที่ไม่เอาไหนในวันนั้น วันนี้จะกลายเป็นนายท่านจวี่เหรินผู้สูงส่งไปได้
หากรู้ว่าจะมีวันนี้ ในตอนนั้นพวกเขาก็คงไม่พูดจาดูถูกเหยียดหยามเขาถึงเพียงนั้น
และคงไม่เป็นเหตุให้เมื่อได้พบหน้าท่านเขยจวี่เหรินในวันนี้ อีกฝ่ายจึงไม่ไว้หน้าพวกเขาเช่นนี้
ผู้ใหญ่สี่คนของตระกูลม่อต่างมองหน้ากันไปมา ในที่สุดท่านปู่ม่อก็กัดฟันคุกเข่าลงข้างๆเป่าเอ๋อร์
“นายท่านจวี่เหริน เมื่อก่อนเป็นข้าผู้เฒ่าที่มีตาแต่หามีแววไม่ ขอท่านผู้สูงศักดิ์อย่าได้ถือสาคนต่ำต้อยเลย จะเกลียดก็เกลียดข้าผู้เฒ่าปากเสียผู้นี้เถิด อย่าได้ไปถือสาหาความกับเด็กรุ่นหลังเลย เพราะอย่างไรเสีย…พวกเราก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
ท่านปู่ม่อเช็ดน้ำตาพลางร้องไห้ “ที่บ้านลำบากจนอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ เห็นแก่ลูกสาวของข้าและต้าหลางกับเด็กๆเถิด ท่านโปรดเมตตา ช่วยเหลือพี่ชายภรรยาของท่านด้วยเถิด…”
เมื่อผู้เฒ่าคุกเข่าแล้ว พี่ใหญ่ม่อกับพี่สะใภ้ใหญ่ม่อก็รีบคุกเข่าลงตาม.ลงไป บอกว่าเมื่อก่อนพวกเขาผิดไปแล้ว ขอให้หลิวจี้อย่าได้ถือสาหาความกับพวกเขาเลย
การกระทำที่นอบน้อมเช่นนี้ การประจบประแจงเช่นนี้ อย่าว่าแต่หลิวจี้เลย ต่อให้เปลี่ยนเป็นฉีเซียนกวนผู้ซึ่งฝึกฝนคุณลักษณะของวิญญูชนมาโดยเฉพาะ ในยามนี้ก็อดที่จะใจอ่อนไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองดูคนที่เคยดูถูกตนเองอย่างยิ่งในอดีต ตอนนี้กลับยอมคุกเข่าลงแทบเท้าเพื่อยอมรับผิดด้วยความเต็มใจ ในใจของหลิวจี้ก็รู้สึกสะใจอย่างถึงที่สุด!
พูดตามตรง หากไม่ใช่เพราะเงยหน้าขึ้นไปแล้วเหลือบเห็นสายตาเย็นชาของสตรีใจร้ายที่หน้าประตูห้องครัว เขาคงจะแสร้งทำเป็นใจกว้างไม่ถือสาแล้วรับปากไปแล้วว่า เรื่องของพี่ชายภรรยาก็คือเรื่องของข้าเอง ทุกอย่างยกให้ข้าจัดการได้เลย!
แน่นอนว่า ในช่วงเวลาสำคัญ สมองก็พลันเยือกเย็นลง กดคำพูดในใจเอาไว้
หลิวจี้ลุกขึ้นยืน พยุงคนตระกูลม่อที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าให้ลุกขึ้น ยินดีที่จะแสดงบทบาทของท่านเขยผู้ไม่คิดแค้นพลางลูบศีรษะเล็กๆของเป่าเอ๋อร์เบาๆ หยิบขนมชิ้นหนึ่งจากบนโต๊ะให้เขาแล้วเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน
“อายุเท่าไรแล้ว เคยเรียนหนังสือไหม อยากจะสอบเคอจวี่เป็นนายท่านจวี่เหรินเหมือนอาเขยหรือไม่”
ถามเป่าเอ๋อร์ยังไม่พอ ยังพยุงผู้สูงวัยทั้งสองไปนั่ง บอกว่าเมื่อก่อนตนเองก็ไม่รู้ความเช่นกันแล้วถามไถ่ถึงสุขภาพของผู้สูงวัยทั้งสอง
สุดท้ายก็หันไปสั่งทางห้องครัวว่า “หลี่ซื่อ เจ้าเอาอาหารดีๆในบ้านออกมาให้หมด เดี๋ยวข้าจะไปดื่มกับพี่ชายภรรยาที่ห้องหนังสือสักสองสามจอก!”
“ฮ่าๆๆ เมื่อก่อนข้าต้องขอโทษพวกท่านจริงๆ ครานี้ต้องให้ข้าได้ชดเชยให้พวกท่านดีๆห้ามปฏิเสธเป็นอันขาด ไม่กี่วันนี้ก็พักอยู่ที่บ้าน กินดีอยู่ดี ไม่ต้องคิดจะประหยัดเงินให้ข้า!”
หลี่ซื่อทำหน้าตกตะลึง ไม่คิดว่านายท่านจะเปลี่ยนหน้าได้เร็วถึงเพียงนี้
นางมองไปทางนายหญิงที่อยู่ข้างประตูก่อน เมื่อเห็นว่านางไม่มีทีท่าว่าจะห้ามจึงได้รับคำ
แต่ในใจของหลี่ซื่อก็ยังคงกังวล “ฮูหยิน จะปล่อยให้นายท่านทำเช่นนี้โดยไม่สนใจหรือเจ้าคะ”
ฉินเหยานึกถึงสภาพเละเทะในห้องหนังสือ มุมปากยกก็โค้งขึ้น เผยรอยยิ้มชั่วร้าย “ปล่อยให้กระสุนบินไปสักพักก่อน”
“หา” หลี่ซื่อไม่เข้าใจ “ไข่อะไรหรือเจ้าคะ วันนี้นายหญิงอยากกินเค้กไข่หรือ”
“ไม่มีอะไร” ฉินเหยากระแอมสองสามทีเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนแล้วส่งสัญญาณให้หลี่ซื่อเตรียมการต่อ
ส่วนตนเองก็พิงอยู่ข้างประตู รอชมละครดีๆอีกสักครู่
ในห้องโถง หลิวจี้ถูกคนตระกูลม่อล้อมรอบ ฟังคำพูดประจบประแจงต่างๆของพวกเขา ดวงตาก็หรี่ลง เห็นได้ชัดว่าพึงพอใจอย่างยิ่ง
ทว่าสำหรับเรื่องตำแหน่งงานที่พี่ใหญ่ม่อเสนอขึ้นมานั้น หลิวจี้กลับไม่ได้ตอบรับในทันที
ตนเองมีดีแค่ไหน เขาย่อมรู้ดีที่สุด เรื่องนี้หากไม่มีเงินสินบนก็คงจัดการไม่ได้เป็นแน่และในกระเป๋าของเขา…ก็ไม่มีเงินเลยสักเหวินเดียว
ส่วนในกระเป๋าของคนตระกูลม่อนั้น เกรงว่าจะสะอาดยิ่งกว่าฝ่ามือขาวๆของเขาเสียอีก
ช่วยคนทำธุระ จะมีเหตุผลใดที่ไม่รับผลประโยชน์แล้วยังต้องควักเนื้ออีกเล่า
หลิวจี้ยิ้มฮ่าๆ ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนแม้แต่ครึ่งคำ
ผู้สูงวัยทั้งสองสบตากันแล้วผลักเป่าเอ๋อร์ไปข้างหน้า พูดถึงเรื่องการเข้าสำนักศึกษาของเด็ก
สำนักศึกษาของหมู่บ้านตระกูลหลิวสร้างเสร็จแล้ว เรื่องนี้หลิวจี้รู้ แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้าน เขาพูดแล้วจะนับได้หรือ
หลิวจี้พลันชะงักไป เมื่อครู่ยังถูกคนตระกูลม่อยกยอปอปั้นจนลอยขึ้นสวรรค์ คิดว่าตนเองรู้ทุกอย่างทำได้ทุกอย่าง มาตอนนี้ก็สงบลงได้อีกเล็กน้อย
ส่ายศีรษะไปมา หลิวจี้พยายามจะตั้งสติ
คาดไม่ถึงว่า พี่สะใภ้ใหญ่ม่อจะพูดถึงเรื่องที่หมู่บ้านบ้านเดิมของนางมีญาติผู้น้องหญิงที่ยังสาวและงดงามอยู่คนหนึ่ง หากท่านเขยไม่รังเกียจ นางจะไปรับญาติผู้น้องคนนั้นมาด้วยตนเอง มาอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยคลายเหงาให้ท่านเขย
หลี่ซื่อที่ได้ยินคำพูดนี้อยู่ในห้องครัวก็ตกใจจนตะหลิวเหล็กในมือแทบจะสั่นและหลุดมือไป
นางรีบหันกลับไปมองทางประตูห้องครัว ฉินเหยาไปหาเก้าอี้มาให้ตนเองตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมพลางมองดู ‘ละครโรงใหญ่’ ในห้องโถงอย่างสนใจราวกับไม่เกี่ยวกับตนเอง
เห็นได้ชัดว่านายหญิงไม่ได้หันมา แต่นางกลับเหมือนจะมองเห็นหลี่ซื่อได้จึงยกมือขึ้นโบกไปมา ส่งสัญญาณให้หลี่ซื่อผัดกับข้าวของนางต่อไป
คำพูดที่หลี่ซื่อกำลังจะเอ่ยว่า “ฮูหยินท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ” ก็ถูกกลืนกลับลงไปอย่างยากลำบาก
นางเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวในห้องโถง แอบภาวนาในใจขอให้นายท่านใหญ่อย่าได้ลิงโลดจนลืมตัว ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ลงไป
โชคดีที่ในห้องโถงไม่มีเสียงตอบรับอย่างดีใจของนายท่านใหญ่ดังออกมา
ได้ยินเพียงเสียงหลิวจี้ไออย่างรุนแรงขึ้นมาสองสามครั้ง ขัดจังหวะพี่สะใภ้ใหญ่ม่อที่ยิ่งพูดก็ยิ่งออกรสอย่างกระตือรือร้น
“ท่านเขยจวี่เหรินท่านเป็นอะไรไปหรือ” คนตระกูลม่อรีบแสดงความห่วงใยทันที พี่ใหญ่ม่อลูบหลังให้หลิวจี้อย่างเอาใจ
หลิวจี้พักอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยๆดีขึ้น ผลักคนตระกูลม่อที่เหม็นคลุ้งเพราะไม่ได้อาบน้ำมานานแค่ไหนก็ไม่รู้ออกไปแล้วลุกขึ้นถามว่า
“หลี่ซื่อ กับข้าวเสร็จหรือยัง”
หลี่ซื่อตอบ “ใกล้จะเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
หลิวจี้ร้องอ้อคำหนึ่งแล้วก็รู้สึกผิดในใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ได้มองไปทางฉินเหยาที่กำลังแทะเมล็ดแตงโมอยู่หน้าประตูแล้วชวนคนตระกูลม่อตามตนไปนั่งรออาหารที่ห้องหนังสือ
ฉินเหยาวางเมล็ดแตงโมในมือลงทันทีแล้วลุกขึ้นตามไป
หลิวจี้ไหวพริบดีมาก สัมผัสได้ทันทีว่านางตามมา แต่เมื่อคิดว่านางก็เป็นเจ้าของบ้านคนหนึ่งเช่นกัน การต้อนรับแขกก็ย่อมต้องทำร่วมกันจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
จากบ้านไปนาน สิ่งแรกที่หลิวจี้นึกถึงก็คือเงินในมือของสตรีใจร้ายที่บ้าน…
สิ่งที่สอง ก็คือห้องหนังสือที่เป็นโลกส่วนตัวของเขาเพียงผู้เดียว
หลิวจี้มาถึงหน้าประตูห้องหนังสืออย่างคาดหวัง อืม ประตูเปิดอยู่ ไม่เป็นไร คงเป็นเพราะเมื่อครู่คนตระกูลม่อรออยู่ข้างใน
ก้าวเข้าประตูไป เงยหน้าขึ้น
พื้นเต็มไปด้วยรอยรองเท้าสีดำ เศษกระดูกและเก้าอี้กับแจกันที่วางระเกะระกะ
ผ้าปูโต๊ะลายดอกโบตั๋นที่ยับยู่ยี่ส่งกลิ่นแปลกๆ ถูกปูอยู่บนโต๊ะแปดเซียนที่เขาตั้งใจเสาะหามาเป็นพิเศษ
สัมภาระที่วางเกลื่อนกลาด ผ้าเช็ดหน้าสีดำๆ ที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคลผืนหนึ่งพาดอยู่บนชั้นวางบอนไซที่เขาชอบที่สุด บังต้นสนสีเขียวเล็กๆข้างบนไว้จนมิด
ห้องด้านใน เตียงที่เคยสะอาดสะอ้านของเขากลับมีผ้าห่มที่กองสุมกันอย่างไม่เป็นระเบียบ บนพื้นยังมีที่นอนปูไว้อีกหนึ่งที่ ทับผ้าห่มขนแกะผืนงามของเขาจนยับยู่ยี่
หลิวจี้ไม่เชื่อสายตา ถอยออกมานอกประตู หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง…
ทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นเรื่องจริง!
เมื่อนึกถึงขวดกระเบื้อง ถ้วยชาและหนังสือฉบับเดียวที่ตกทอดมาที่เขาสะสมไว้ หลิวจี้ก็รีบยกชายเสื้อขึ้นแล้ววิ่งเข้าไปในห้องหนังสือด้านข้าง
ที่นี่ไม่มีความสะอาดเรียบร้อยเหมือนตอนที่เขาจากไปเลย ของล้ำค่าของเขากระจัดกระจายอยู่ทุกมุมห้อง
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วก็หายใจเข้าลึกๆอีกครั้ง กำหมัดแน่น ควบคุมตัวเองไม่ได้เลยแล้วระเบิดเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวราวกับกระรอกดิน “อ๊า!!!”
ตอนที่ 540: ไสหัวไปให้พ้น!
“ฝีมือใคร!”
“นี่มันฝีมือใครกันวะ!”
หลิวจี้ยืนอยู่กลางลานบ้าน ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับจะพ่นไฟออกมาได้ ทำให้คนตระกูลม่อหลายคนตัวสั่นเทาและถอยหลังไม่หยุด
แม่เจ้าโว้ย ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเวลาท่านเขยโมโหจะน่ากลัวถึงเพียงนี้
เป่าเอ๋อร์ร้องไห้จ้าออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้ส่งเสียงร้องเต็มที่ก็ถูกพี่สะใภ้ใหญ่ม่อปิดปากไว้
สายตาพังทลายของหลิวจี้กวาดผ่านใบหน้าแต่ละคนตรงหน้า สุดท้ายก็จับจ้องไปที่คนตระกูลม่อหลายคนที่เห็นได้ชัดว่าร้อนตัว
พี่ใหญ่ม่อเอ่ยถามตะกุกตะกัก “น้องเขย เจ้า…เจ้าเป็นอะไรหรือ”
หลิวจี้คำรามด้วยความโกรธ “ข้าดูเหมือนคนที่ไม่เป็นไรหรือไง?!”
น้ำลายกระเด็นใส่หน้าพี่ใหญ่ม่อเต็มๆ เขาจึงรีบยกแขนเสื้อขึ้นมาบัง แต่น่าเสียดายที่ไม่เป็นผล
สำหรับคนตระกูลม่อแล้ว ความโกรธเกรี้ยวของหลิวจี้ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายโมโหเรื่องอะไร
บ้านของใครบ้างที่ไม่เป็นแบบนี้
พวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย แค่วางของไม่เป็นระเบียบไปหน่อย ยังไม่ทันได้เก็บกวาดเท่านั้นเอง
เมื่อเห็นว่าคนตระกูลม่อไม่มีท่าทีสำนึกผิด แถมยังมองตนด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ หลิวจี้ก็ไม่อาจสะกดกลั้นความโกรธในใจได้อีกต่อไป คว้าไม้กวาดในลานบ้านขึ้นมาแล้วเริ่มไล่คน
“ไสหัวไป!”
“ไสหัวไปให้พ้น!”
“หากบิดาเห็นพวกเจ้าอีกล่ะก็ ข้าจะตีให้ตายเลย!”
ทุกคนในตระกูลม่อตกใจจนหน้าซีดเผือด หลบไม้กวาดที่หลิวจี้ขว้างมาอย่างทุลักทุเลพลางอธิบายอย่างร้อนรนว่า “ท่านเขย ท่านเขย ท่านอย่าโมโหไปเลย พวกเราไปเก็บกวาดห้องให้ท่านเดี๋ยวนี้ก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ”
พวกเขาไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็ยังดี พอพูดขึ้นมา หลิวจี้ก็นึกถึงโลกใบเล็กๆที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างดี แต่บัดนี้กลับไม่ต่างอะไรกับคอกหมู ยิ่งทำให้เขาโมโหหนักขึ้นไปอีก ตะโกนลั่นไปทางสวนหลังบ้าน
“อาวั่ง เอาเกวียนวัวของพวกเขาไปเทียมซะ! ไสหัวไปให้ไกลๆ อย่าให้ข้าต้องมาเห็นหน้าตาที่น่ารังเกียจของพวกเจ้าอีก!”
เมื่อเห็นเป่าเอ๋อร์ถูกพวกผู้ใหญ่ที่วิ่งหนีทิ้งเอาไว้ ยืนร้องไห้อย่างหมดหนทางอยู่กลางลาน ด้วยความคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรลงที่เด็ก หลิวจี้จึงล้วงเอาเหรียญเงินทั้งหมดในอกเสื้อออกมา ยัดใส่คอเสื้อของเด็กจนหมดแล้วหิ้วคอเสื้อเด็กคนนี้ตรงไปยังประตูใหญ่
ความเร็วในการเทียมเกวียนของอาวั่งนั้นเรียกได้ว่าเป็นเลิศ เพียงชั่วครู่เดียว เกวียนวัวที่คนตระกูลม่อขับมาก็ถูกเทียมเรียบร้อยและจูงมาถึงหน้าประตูใหญ่แล้ว
หลิวจี้อุ้มเป่าเอ๋อร์วางบนเกวียนแล้วกำชับอย่างจริงจังว่า
“กินข้าวดีๆ อาบน้ำสระผมบ่อยๆ อย่าเอาอย่างพ่อแม่ปู่ย่าของเจ้า เป็นคนดีเข้าไว้ พึ่งพาความขยันของตัวเองเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี!”
เป่าเอ๋อร์ถึงกับงงจนลืมร้องไห้ แต่ก็ยังพยักหน้าอย่างว่าง่าย สะอึกสะอื้นพลางตอบ “รู้…รู้แล้วขอรับอาเขย”
หลิวจี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตบศีรษะของเด็กน้อยแล้วหันกลับเข้าไปในบ้านเพื่อเก็บของทั้งหมดในห้องโถงมา ทั้งขนมที่ยังกินไม่หมดและลูกกวาด เอามายัดใส่มือจนเป่าเอ๋อร์แทบจะถือไม่ไหว
หลิวจี้ตบมือแล้วหันกลับมาเห็นว่าผู้ใหญ่สี่คนของตระกูลม่อยังไม่ขึ้นเกวียนก็สติแตกทันที “ไสหัวไปสิ!”
ท่านปู่ม่อกุมหน้าอก ชี้หน้าหลิวจี้ ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธ “เจ้า…เจ้าคนพาลไร้ยางอาย! ข้าเป็นพ่อตาของเจ้านะ เจ้าทำกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร”
ดวงตาของหลิวจี้หรี่ลงอย่างอันตราย ดีนัก ตอนนี้ไม่เรียกเขาว่าท่านเขยจวี่เหรินอีกแล้ว แต่ด่าว่าเป็นคนพาลไร้ยางอายเลย!
หลิวจี้ถุยน้ำลาย “พ่อตา? ท่านเป็นพ่อตาบ้านไหนกัน ไปถามคนทั้งหมู่บ้านดูสิ คนจากบ้านเดิมของเมียจ๋าข้าตายไปหมดแล้ว!”
หลิวจี้ไม่อยากจะพูดกับพวกเขาอีกแม้เพียงครึ่งคำ มิฉะนั้นเขาเกรงว่าตนจะอดใจไม่ไหวฟาดไม้กวาดลงไปจริงๆ
ตอนนี้พอนึกถึงความสกปรกเหม็นอับในห้องหนังสือ หลิวจี้ก็เจ็บปวดใจจนแทบหายใจไม่ออก
“รีบไป!” หลิวจี้ส่งสายตาให้อาวั่งทันที
อาวั่งลังเลเล็กน้อย แอบมองเข้าไปในลานบ้าน เมื่อเห็นฮูหยินยิ้มพลางพยักหน้าให้ เขาจึงเข้าไป ‘พยุง’ สองผู้เฒ่าตระกูลม่อรวมถึงพี่ใหญ่ม่อและพี่สะใภ้ใหญ่ม่อขึ้นเกวียนวัว
“เดี๋ยวก่อน”
ฉินเหยาเอ่ยขึ้นมาทันที
ทุกคนหันไปมองก็เห็นสองมือนางถือกระสอบข้าวสารใบใหญ่ข้างละใบเดินออกมาอย่างรวดเร็ว วางลงบนเกวียนวัวของตระกูลม่อ
หลี่ซื่อตามออกมาทีหลัง ถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยไข่ไก่และหมูแดดเดียวห้าชิ้นเอามาวางไว้รวมกับข้าวสาร
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาประหลาดใจของคนตระกูลม่อ ฉินเหยาก็ฝืนยิ้มอย่างจนใจราวกับจะบอกว่านี่เป็นเรื่องน่าอายในครอบครัวที่ไม่อยากให้คนนอกรู้และนางเองก็จนปัญญาที่จะจัดการกับหลิวจี้ได้ ตบแขนของพี่สะใภ้ใหญ่ม่อหนักๆ ทุกอย่างล้วนอยู่ในความเงียบนั้นแล้ว
“เดินทางดีๆนะ” พูดจบ ฉินเหยาก็ถอยออกมา โบกมือให้คนตระกูลม่อ
เมื่อบรรยากาศมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้คนตระกูลม่อไม่อยากไปก็ต้องไป
พวกเขาเหลือบมองหลิวจี้ด้วยความเกลียดชังและความกลัวอีกสองสามครั้ง ก่อนจะขับเกวียนวัวจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
แต่เมื่อเห็นข้าวของที่เต็มคันเกวียนรวมถึงขนมและลูกกวาดที่เป่าเอ๋อร์อุ้มจนล้นมือ พวกเขาก็พลันรู้สึกผิดต่อฉินเหยาขึ้นมาเล็กน้อย
ที่แท้ก็เป็นเจ้าหลิวซานเอ๋อร์ที่พูดจาเหลวไหลทั้งเพ ที่จริงแล้วฉินเหนียงจื่อเป็นคนดีมาก ก่อนหน้านี้ยังเลี้ยงดูปูเสื่อพวกเขาอย่างดี ไม่เหมือนหลิวจี้ที่พลิกหน้าเป็นหลังมือไม่รู้จักคน
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อล้วงเหรียญเงินทั้งหมดออกจากคอเสื้อของลูกชายมานับดู มีถึงสองร้อยเหวิน
“หากรู้แต่แรกว่าท่านเขยเจ้าระเบียบขนาดนี้ ต่อให้พวกเราต้องนอนในลานบ้านก็ไม่กล้าแตะต้องของในห้องของเขาสักชิ้นหรอก…” ฮูหยินผู้เฒ่าม่อถอนหายใจอย่างเสียดาย
ท่านปู่ม่อยังคงโมโหอยู่ เขาสบตากับลูกชาย พวกสตรีก็เป็นพวกสายตาแคบสั้นมองการณ์ใกล้ ได้ข้าวสารมาหน่อยกับเงินสองร้อยเหวินก็ลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่เจ้าหลิวซานเอ๋อร์ด่าไล่พวกเขาออกมาอย่างไร
คำพูดของหลิวจี้ที่ว่าคนจากบ้านเดิมของเมียจ๋าเขาตายไปหมดแล้วนั้น ทิ่มแทงใจสองพ่อลูกตระกูลม่อเข้าอย่างจัง ทำให้ทั้งสองเจ็บจี๊ดจนสะเทือนใจ
ใช่แล้ว ตอนนี้เขามีภรรยาใหม่แล้ว จะมาสนใจไยดีญาติฝ่ายภรรยาเก่าอย่างพวกเขาอีกทำไมเล่า
“ท่านพ่อ ท่านว่าทำไมน้องสาวข้าถึงตายเร็วขนาดนี้นะ” พี่ใหญ่ม่อถามอย่างหัวเสีย
ท่านปู่ม่อไม่พูดอะไร มาเที่ยวนี้ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย แถมยังถูกตีไล่ออกมาให้คนหมู่บ้านตระกูลหลิวหัวเราะเยาะ ในใจไม่ต้องพูดเลยว่าอัดอั้นตันใจเพียงใด
“กิน กิน กิน รู้จักแต่กิน ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าแทะเศษกระดูกนั่นจนเกลื่อนพื้น อาเขยของเจ้าจะโมโหขนาดนี้หรือ แล้วจะไล่พวกเราออกมาหรือ”
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อได้แต่เงียบอยู่ในใจ แต่ก็ไม่กล้าว่าอะไรพ่อสามี ได้แต่ดึงลูกชายมาตรงหน้า ลูบใบหน้าเล็กๆของเขาเบาๆ “กลับบ้านเราค่อยกินนะลูก”
เป่าเอ๋อร์ไม่ยอม “พอกลับถึงบ้านก็ถูกพวกพี่ๆแย่งไปหมด ข้าก็ไม่ได้กินน่ะสิ”
นี่เป็นของที่อาเขยให้เขา เขาไม่อยากเอากลับไปแบ่งให้พวกลูกพี่ลูกน้อง
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อจิ้มหน้าผากของลูกชายคนเล็ก ‘ชอบกินคนเดียวจริงๆ’
แต่นางก็ไม่ได้พูดห้ามไม่ให้กินอีก พอแอบเปิดกระสอบข้าวสารดู ข้างในกลับเป็นข้าวฟ่างสีทองที่กะเทาะเปลือกแล้วทั้งสิ้น
“ท่านแม่!” พี่สะใภ้ใหญ่ม่อดึงแขนแม่สามีอย่างตื่นเต้น ส่งสัญญาณให้ท่านรีบดู
ฮูหยินผู้เฒ่าม่อยื่นหน้าเข้ามาดู ปากก็ยิ้มจนบิดเบี้ยว “ถ้ารู้แต่แรกจะรอท่านเขยกลับมาทำไมกัน ภรรยาของเขาคนนี้พูดจาง่ายกว่าเขาตั้งเยอะ แถมยังใจกว้างอีกด้วย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สองแม่สามีลูกสะใภ้ก็ชะงักไปพร้อมกัน ทันใดนั้นก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เมื่อวานนี้คนที่ชื่อเยว่เหนียงเหมือนจะบอกว่าเดิมทีฮูหยินเตรียมเงินห้าตำลึงไว้ให้พวกเขา
ผลสุดท้ายพวกเขากลับบอกจะรอท่านเขยกลับมาจนทำให้หญิงสาวคนนั้นโมโหจากไป
ตอนนั้นหญิงสาวยังบอกอีกว่า เรื่องของพวกเขาหลิวจี้จัดการให้ไม่ได้แน่นอน พวกเขายังไม่เชื่อ
คราวนี้ดีเลย เงินห้าตำลึงหลุดลอยไปแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สองแม่สามีลูกสะใภ้ก็เสียใจจนลำไส้แทบขาด
จบตอน
Comments
Post a Comment