stepmother ep541-550

ตอนที่ 541: เครื่องแขวนรูปคน


พอคนตระกูลม่อจากไป หลิวจี้ก็คว้าไม้กวาดวิ่งกลับเข้าไปในห้องหนังสือของตนแล้วเริ่มทำความสะอาดอย่างฉุนเฉียว


ตอนที่เดินผ่านหน้าฉินเหยา ยังมองนางอย่างตัดพ้ออีกแวบหนึ่ง


เป็นนางนั่นแหละ ที่รั้งคนตระกูลม่อไว้เพื่อจงใจทรมานเขา!


ฉินเหยาแค่นเสียงออกมาทีหนึ่ง ‘รู้อยู่แล้วว่าเจ้าเป็นคนอย่างไร ครั้งนี้ถือโอกาสให้เจ้าได้ลิ้มรสผลของการหลงระเริงล่วงหน้าเสียหน่อย’


“เมียจ๋า เจ้าจะเอาข้าวสาร ไข่ไก่ เนื้อให้พวกเขาทำไม ข้าเอาไปให้วัวกินยังดีเสียกว่า!”


หลิวจี้กวาดเศษอาหารในห้องหนังสืออย่างระมัดระวังพลางเอ่ยถามอย่างหัวเสีย


ฉินเหยาไม่มีทีท่าว่าจะช่วยทำความสะอาด นางยืนอยู่ริมประตูใช้มือปิดปากปิดจมูกกันฝุ่นละออง เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากฝ่ามือจึงฟังดูอู้อี้


นางกล่าว “ข้าไม่เหมือนเจ้า พวกเราเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ พวกเขามาเกวียนเปล่าแล้วจะปล่อยให้กลับไปเกวียนเปล่าได้อย่างไร เจ้าคิดดูว่าพรุ่งนี้คนในหมู่บ้านจะลือกันว่าอย่างไร”


หลิวจี้ทำเสียงขึ้นจมูก “เจ้ากับข้ายังมีชื่อเสียงดีๆเหลืออยู่อีกหรือ”


“เจ้าไม่มี แต่ข้ามีได้” น้ำเสียงของฉินเหยาเย็นเยียบ


หลิวจี้พลันไม่กล้าพูดอะไรอีก การกวาดพื้นนี่มันทำให้เขาแทบบ้า!


เขาใช้ไม้กวาดค้ำร่างมองไปรอบๆ ยังมีของอีกกองหนึ่งรอให้เขาเช็ดถูจัดวาง ยิ่งทำให้ความโกรธที่เพิ่งจะสงบลงไปลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง


“อา…” ยังไม่ทันได้ตะโกนเรียกคำว่า ‘วั่ง’ ออกมาก็เห็นคนเดินตามฉินเหยาเข้าไปในห้องโถง ทั้งสองคนมีท่าทีเหมือนมีเรื่องสำคัญต้องคุยกัน


เรื่องของประมุขของบ้าน หลิวจี้ไม่เคยกล้ายุ่ง ได้แต่หุบปากของตนอย่างไม่พอใจ ก้มหน้าก้มตาเก็บกวาดห้องหนังสือต่อไป


ในห้องโถง


เมื่อรู้สึกว่าสายตาของนายท่านใหญ่หายไปแล้ว อาวั่งก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อกทันที


เขารู้อยู่แล้วว่านายท่านใหญ่ไม่มีทางปล่อยโอกาสที่จะใช้เขาทำงานไปแน่ ดังนั้นเมื่อครู่เขาจึงใช้ไหวพริบ บอกฮูหยินว่ามีเรื่องสำคัญจะรายงาน


“ว่ามา มีเรื่องอะไร” ฉินเหยานั่งบนเก้าอี้ราชครู เอ่ยถามพลางยื่นมือไปหมายจะหยิบผลไม้แห้งมากินสักสองสามชิ้น


ผลคือคว้าได้แต่อากาศ ขนมและผลไม้บนโต๊ะเหล่านั้น กระทั่งน้ำตาลทั้งกล่องถูกหลิวจี้กวาดขนเอาไปยัดใส่มือของม่อเป่าเอ๋อร์หมดแล้ว


ฉินเหยาทำได้เพียงดึงมือกลับอย่างกระอักกระอ่วนและจดบัญชีแค้นหลิวจี้ไว้ในสมุดเล่มเล็กในใจ!


อาวั่งคืนเงินที่เหลืออีกสี่สิบตำลึงให้ฉินเหยา “ฮูหยิน การเดินทางไปสอบย่วนซื่อครั้งนี้ไม่มีโอกาสได้ใช้เงินเลยขอรับ”


ก้อนเงินเล็กๆสี่ก้อนเห็นได้อย่างชัดเจน ฉินเหยาจำได้ว่าตนให้ไปห้าสิบตำลึงจึงถามด้วยความสงสัย


“ในเมื่อไม่มีโอกาสได้ใช้เงินแล้วทำไมถึงขาดไปสิบตำลึงเล่า”


อาวั่งหยิบกระต่ายหยกออกมาหนึ่งรังแล้วยื่นส่งให้ “ซื้อของสิ่งนี้มาขอรับ”


เดิมทีอยากจะบอกว่าเป็นของขวัญที่ตนมอบให้ แต่เมื่อคิดดูแล้ว นึกถึงท่าทีน่ากลัวของนายท่านใหญ่ที่จ้องเขม็งมาเมื่อครู่ อาวั่งจึงเปลี่ยนคำพูด “เป็นนายท่านใหญ่…กับข้าซื้อมาให้พวกฮูหยินขอรับ”


ฉินเหยารับกระต่ายหยกมา ฝีมือการแกะสลักไม่เลว เนื้อหยกก็พอใช้ได้ แต่ว่า “เจ้าจะบอกข้าว่าของสิ่งนี้ราคาตั้งสิบตำลึงเชียวหรือ”


อาวั่งพยักหน้า “เจ้าของแผงบอกว่าสิบตำลึงขอรับ”


ฉินเหยาอ้าปากแล้วก็หุบ สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ยิ้มเล็กน้อย “สวยมาก ข้าชอบ ขอบคุณพวกเจ้ามาก” ‘ใช้เงินของข้าซื้อของที่ระลึกให้ข้าเนี่ยนะ!’


อาวั่งเกาหัวยิ้มอย่างเขินอาย “ฮูหยินชอบก็ดีแล้วขอรับ”


“จริงสิ” เขานึกถึงแปลงผักที่เพิ่งไปตรวจมาเมื่อครู่ มีบางอย่างอยากจะถามฮูหยิน


ฉินเหยารู้ล่วงหน้าแล้วว่าเขาอยากจะถามอะไรจึงหยิบเงินและกระต่ายหยกขึ้นมา ลุกขึ้นมองออกไปนอกประตูทันที “เด็กๆน่าจะเลิกเรียนกลับมาแล้วนะ ทำไมยังไม่ถึงอีก”


เพิ่งจะพูดจบ อาวั่งก็หูผึ่ง ได้ยินเสียงล้อรถม้าที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว


“ท่านอาจารย์ พวกเรากลับมาแล้ว!” อินเยว่ตะโกนเสียงดังที่หน้าประตูใหญ่


จากนั้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็ลากหีบหนังสือของตนเอง ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา พอเงยหน้าขึ้นเห็นอาวั่งก็ตื่นเต้นจนร้องเสียงหลง


“ท่านอาอาวั่ง!”


สี่พี่น้องทิ้งหีบหนังสือแล้ววิ่งเข้ามา.กอดอาวั่ง ท่าทีที่กระตือรือร้นนั้นทำเอาอาวั่งตกใจ รีบถอยหลังไปก้าวใหญ่


น่าเสียดายที่ยังช้าไปก้าวหนึ่ง ถูกสี่พี่น้องล้อมไว้ตรงกลาง ใช้เขาเป็นเสาไม้ปีนป่ายกันอย่างสนุกสนาน


บนตัวของอาวั่งมีเครื่องแขวนรูปคนห้อยอยู่สี่คน เขาต้องคอยระวังไม่ให้พวกเขาตกลงมาก็เลยลืมเรื่องที่จะถามฉินเหยาเกี่ยวกับแปลงผักของตนไปเสียสนิท


ในขณะนี้ หัวใจของอาวั่งที่ปกติไม่ค่อยแสดงอารมณ์ก็.อบอุ่นขึ้นมาด้วยความจริงใจของเด็กๆ เขาหัวเราะเสียงดังออกมา


หลังจากต้อนรับท่านอาอาวั่งอย่าง.อบอุ่นที่สุดแล้ว สี่พี่น้องก็นึกขึ้นได้ว่ายังขาดอะไรไปบางอย่าง


พวกเขาจึงถามขึ้นพร้อมกันว่า “ท่านอาอาวั่ง ท่านพ่อของข้าเล่าขอรับ/เจ้าคะ”


ในดวงตาของอาวั่งมีประกายลึกลับวูบไหว เขาชี้ไปที่ห้องหนังสือในสวนหลังบ้าน


เด็กทั้งสี่รีบวิ่งกรูกันไปยังสวนหลังบ้าน


“ท่านพ่อ!”


ในวินาทีต่อมา เสียงเรียกที่ตื่นเต้นก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องโหยหวน


แรงงานที่มาให้ใช้งานถึงที่ ไม่ใช้ก็โง่แล้ว


“มาๆๆ ต้าหลางเจ้าตัวสูง เอาตำราที่ปัดจนสะอาดแล้วพวกนี้ไปวางไว้บนชั้นหนังสือ”


“เอ้อร์หลางเจ้าเด็กนี่อย่าคิดหนี ไปตักน้ำสะอาดมาให้ข้าหนึ่งอ่าง เช็ดโต๊ะเก้าอี้ม้านั่งให้สะอาด!”


“ซานหลางคนดี มานี่ มานวดไหล่ให้พ่อหน่อย พ่อของเจ้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว งานถูพื้นนี่มันไม่ใช่งานที่คนทำจริงๆ”


พอเห็นลูกสาวคนเล็กย่อตัวกำลังจะหลบ หลิวจี้ก็ยื่นมือยาวออกไปคว้าคอเสื้อด้านหลังของนางดึงกลับมา อุ้มขึ้นมานั่งบนตัก บีบแก้มด้วยความเอ็นดู “ซื่อเหนียงสูงขึ้นอีกแล้วนะ ไม่ได้เจอพ่อนานขนาดนี้ คิดถึงพ่อบ้างหรือไม่”


ซื่อเหนียงปัดมือที่ซุกซนของท่านพ่อออก ใช้มือปิดหน้าของตัวเองไว้แล้วพูดอย่างมีความสุข “คิดถึงสิเจ้าคะ คิดถึงท่านพ่ออยากให้ท่านกลับมาทำงานที่สุดเลย~”


หลิวจี้ส่ายหน้าอย่างมั่นใจ “พ่อไม่เชื่อ ซื่อเหนียงจะแค่คิดถึง อยากให้พ่อกลับมาทำงานได้อย่างไร ต้องคิดอยากให้พ่อคนนี้ซื้อถังหูลู่กลับมาให้เจ้าด้วยใช่หรือไม่”


ซื่อเหนียงถอนหายใจอย่างจนใจ “ท่านว่าเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นเถิดเจ้าค่ะ”


หลิวจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘คำพูดนี้ทำไมถึงคุ้นหูจัง สตรีใจร้ายก็เคยพูดแบบนี้ไม่ใช่หรือ’


พอเห็นใบหน้าเล็กๆที่.งดงามของลูกสาวที่ราวกับย่อส่วนมาจากตนเองซึ่งมีสีหน้ารังเกียจไม่ต่างอะไรกับฉินเหยา หลิวจี้ก็พลันสะดุ้งโหยง ราวกับเห็นฉินเหยาอยู่ตรงหน้าจึงรีบวางนางลงกับพื้น


เขาโบกมือไล่ “ไปๆๆ ไปถามหลี่ซื่อสิว่าเมื่อไหร่จะได้กินข้าว พ่อของเจ้าจะหิวตายอยู่แล้ว”


ซื่อเหนียงขานรับแล้ววิ่งต๊อกๆไปยังประตูห้องครัว เอียงศีรษะพลางยิ้ม “น้าหลี่ อาหารเสร็จแล้วหรือยังเจ้าคะ”


หลี่ซื่อพยักหน้า “จัดชามกับตะเกียบได้แล้วเจ้าค่ะ”


ซื่อเหนียงรีบวิ่งกลับไปที่ห้องหนังสือทันทีเพื่อทำหน้าที่เป็นโทรโข่ง “ท่านพ่อ จัดชามกับตะเกียบได้แล้วเจ้าค่ะ!”


หลิวจี้มองห้องหนังสือที่ถูกต้าหลางและเอ้อร์หลางทำความสะอาดจนเรียบร้อยแล้วจึงส่งสัญญาณให้ฝาแฝดไปก่อน ส่วนตนลุกขึ้นโอบไหล่ลูกชายคนโตสองคน เดินไปยังห้องโถงพลางพูดอย่างโอ้อวดว่า


“เป็นอย่างไรบ้าง ความรู้สึกของการเป็นลูกชายของจวี่เหรินดีมากเลยใช่หรือไม่”


มุมปากของต้าหลางกระตุกเล็กน้อย เขาพูดตามความจริง “อาจารย์ที่สำนักศึกษาของตระกูลรู้เพียงว่าท่านแม่ของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านขอรับ”


หลิวจี้จิ๊ปาก “นั่นเป็นเพราะว่าตอนนี้พวกเขายังไม่รู้ว่าพ่อของเจ้าคือจวี่เหริน”


เอ้อร์หลางถามอย่างสงสัย “ท่านพ่อ ท่านสอบได้จวี่เหรินมาได้อย่างไรหรือขอรับ ช่วยสอนข้าหน่อยสิขอรับ”


เอ้อร์หลางขอคำชี้แนะอย่างจริงใจ


แต่ในสายตาของหลิวจี้แล้ว ลูกชายคนดี เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังสงสัยในความสามารถของพ่อเจ้าอยู่น่ะ


“ท่านพ่อ” เมื่อเอ้อร์หลางไม่ได้รับคำตอบจึงเร่งอีกครั้ง


สามพ่อลูกเดินเข้ามาในห้องโถง ฉินเหยาก็ได้ยินคำถามของเอ้อร์หลางเช่นกัน นางจึงเป็นตัวแทนของทุกคนในครอบครัวถามขึ้นอีกครั้ง “เล่ามาเถิด พวกเราทุกคนก็อยากรู้เหมือนกัน”


อาหารถูกยกมาตั้งจนครบแล้ว หลิวจี้หย่อนก้นลงนั่งบนที่ของตนแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมา “กินข้าวก่อน กินเสร็จแล้วค่อยว่ากัน”


อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่วิธีการที่น่าภาคภูมิใจอะไรนัก เขาต้องคิดหาคำพูดที่อ้อมค้อมมาชุดหนึ่งก่อน


ตอนที่ 542: สามีท่านอาจารย์ ท่านยังไม่นอนอีกหรือ


หลิวจี้โซ้ยข้าวอยู่คนเดียวอย่างเอร็ดอร่อย


ทุกคนที่รายล้อมอยู่ข้างกายต่างก็มองมาที่เขา รอให้เขาแบ่งปันเคล็ดลับการสอบระดับย่วนซื่อให้มีชื่อติดอันดับ


จริงสิ อาวั่งรู้ความจริงของเคล็ดลับนั้นแล้ว ดังนั้นจึงตั้งหน้าตั้งตากินข้าวของตนไป


หลังจากที่กินอาหารฝีมือตัวเองจนคุ้นชินมาทุกวัน พอได้ลองชิมฝีมือทำอาหารของคนอื่นดูบ้าง อาวั่งก็รู้สึกว่ามันดีมาก


หลิวจี้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาอันร้อนแรงของฉินเหยาและเหล่าลูกๆ เขาก็ยังคงสงบนิ่งกินจนอิ่ม เรอออกมาครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงคลายหัวไหล่อย่างเกียจคร้าน แบ่งปันบทความดีเด่นในการสอบระดับย่วนซื่อของเขา


‘เรื่องราวสองสามอย่างในชีวิตประจำวันของข้า กับท่านอาจารย์มหาบัณฑิตและศิษย์พี่ตัวน้อยอัจฉริยะจากตระกูลสูงศักดิ์’


หลิวจี้กล่าวอย่างฉะฉาน “รสนิยมของผู้คุมสอบระดับย่วนซื่อในครั้งนี้ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ บทความที่ข้าเขียนก็แค่บังเอิญถูกใจเขาเท่านั้นเอง”


“อันที่จริงการสอบระดับย่วนซื่อไม่ได้ยากอย่างที่ทุกคนคิดหรอก ขอเพียงแค่ในใจของเจ้ามีอุดมการณ์ กล้าที่จะแสดงมันออกมา มุ่งมั่นพยายามไปสู่เป้าหมาย ม้าพันลี้ก็ย่อมต้องได้พบกับป๋อเล่อของตนเองอย่างแน่นอน…”


ฉินเหยามองไล่ไปตามใบหน้าของเหล่าลูกๆและอินเยว่ทีละคน เมื่อเห็นว่าพวกเขาตั้งใจฟังจนเคลิบเคลิ้ม มีท่าทีราวกับได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความปรารถนา นางจึงรีบยกมือขึ้นหยุดคำพูดไร้สาระที่ดูจริงจังของหลิวจี้


หลิวจี้ยังไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ เขากำลังดื่มด่ำไปกับสายตาชื่นชมของเด็กๆที่อยู่ตรงหน้าจนตัวเขาเองก็พลอยเชื่อเรื่องไร้สาระของตัวเองไปด้วย


เมื่อเห็นฉินเหยาบอกให้หยุด เขาจึงถามอย่างอ่อนโยน “เมียจ๋า เป็นอะไรไป หรือว่าเป็นเพราะข้าพูดเร็วเกินไปเจ้าเลยฟังไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร เจ้าถามออกมาได้เลย ข้ารู้อะไรจะบอกให้หมดเปลือกอย่างแน่นอน”


อาวั่งเป็นคนซื่อตรง เขาลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “ฮูหยินรังเกียจที่นายท่านใหญ่จะสอนเด็กๆให้เสียคนขอรับ”


พูดจบก็ไม่มองใบหน้าหล่อเหลาที่ตกตะลึงของนายท่านใหญ่ รีบเก็บถ้วยชามและตะเกียบอย่างคล่องแคล่วแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงาน


“ข้าทำเอง ข้าทำเอง” อินเยว่รีบลุกขึ้นมาร่วมวงด้วย แย่งงานไปทำแทน จะปล่อยให้อาจารย์รู้สึกว่าตนเองมีประโยชน์น้อยกว่าอาวั่งไม่ได้เด็ดขาด!


สี่พี่น้องอดที่จะยิ้มออกมาอย่างมีความสุขไม่ได้


ท่านอาอาวั่งกลับมาบ้านนี่ดีจริงๆ


ฉินเหยาสั่งสี่พี่น้องว่า “นี่ก็ดึกมากแล้ว รีบไปล้างหน้าล้างตาให้สะอาดแล้วกลับห้องไปนอนเถอะ”


“ขอรับ/เจ้าค่ะ” สี่พี่น้องขานรับอย่างเชื่อฟังแล้วเดินไปยังห้องอาบน้ำ จากนั้นก็ล้างหน้าล้างเท้าด้วยตนเองแล้วกลับเข้าห้องไป


อินเยว่ยังมีเรียนเสริมรอบดึก ฉินเหยากำชับหลิวจี้ว่าอย่าลืมไปถามที่เรือนปทุม หากมีอะไรขาดเหลือก็ให้กลับมาเอาจากที่บ้านไปให้พวกเขา


ในหมู่บ้านนี้ หากขาดเหลืออะไรก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ในทันที คงไม่ดีนักหากทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกตนดูแลได้ไม่ดีพอ


หลังจากกำชับเสร็จ ฉินเหยาก็เรียกอินเยว่ซึ่งแย่งล้างจานในห้องครัวแพ้อาวั่งและกำลังยืนกลุ้มใจอยู่คนเดียวที่หน้าประตูห้องครัวออกมา สองศิษย์อาจารย์จึงขึ้นเขาไป


ห้องโถงที่เมื่อครู่ยังคงจอแจพลันเงียบสงบลงในใด


หลิวจี้นั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารที่เก็บกวาดจนสะอาดแล้ว เขามองไปยังประตูและหน้าต่างมืดๆของห้องเด็กที่ดับไฟแล้ว จากนั้นก็มองไปยังอาวั่งที่ทำงานในห้องครัวเสร็จแล้วและกำลังจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องใต้หลังคา ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อย อยากจะรั้งอีกฝ่ายไว้ แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป


เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะรั้งอีกฝ่ายไว้ทำไม เพียงแค่ไม่อยากจมอยู่กับอารมณ์ห่อเหี่ยวที่อธิบายไม่ถูกนี้เพียงลำพัง


ในไม่ช้า เรือนด้านหน้าทั้งหลังก็เงียบสงัดลง มีเพียงแสงสลัวๆจากโคมไฟสองดวงหน้าประตูห้องโถงเท่านั้นที่ยังส่องสว่างอยู่


ความว่างเปล่าที่บอกไม่ถูกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว หลิวจี้รู้สึกเหมือนว่าขาดอะไรบางอย่างไป


วันนี้เป็นวันแรกที่เขากลับถึงบ้าน เมียจ๋ากลับทิ้งเขาไว้ตรงนี้อย่างนี้เนี่ยนะ


ต้าหลางและคนอื่นๆต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปสำนักศึกษาในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นการที่พวกเขาเข้านอนเร็วเขาจึงเข้าใจได้


แต่!


เหตุใดนางถึงพาศิษย์ของนางขึ้นเขาไป ทิ้งเขาไว้ตรงนี้คนเดียว


เขาจากบ้านไปนานขนาดนี้ หรือว่านางไม่มีอะไรอยากจะถามเขาเลยหรือ


หลิวจี้คิดไม่ตก


เขาหยิบกระจกทองแดงบานเล็กที่พกติดตัวออกมาส่อง ในกระจกยังคงเป็นบุรุษผู้สง่างามและมีรูปโฉมเหนือสามัญ


หรือว่า…ความรักมันจืดจางได้ใช่หรือไม่


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความน้อยใจในใจของหลิวจี้รุนแรงเกินไปหรือไม่ ฉินเหยาที่กำลังตั้งใจฝึกซ้อมเพิ่มเติมกับศิษย์อยู่บนเขาถึงได้รู้สึกใจคอไม่ดีอยู่ตลอดเวลา เปลือกตากระตุกเป็นพักๆ


หลังจากเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศในยามค่ำคืนก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา


เมื่อครู่ตอนที่สองศิษย์อาจารย์ขึ้นเขามา อากาศยังคงสงบดี


แต่ตอนนี้ลมฤดูใบไม้ร่วงกลับพัดโหมกระหน่ำขึ้นมากะทันหัน ต้นไม้ในป่าถูกลมพัดจนเกิดเสียงดังซ่าๆ


“ท่านอาจารย์ ฝนอาจจะตกเจ้าค่ะ” อินเยว่เอ่ยเตือนขณะหอบหายใจ


ทุกวันนี้นางฝึกซ้อมเพิ่มเติมจนเหนื่อยแทบรากเลือด ต่อให้ในใจอยากจะแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด แต่โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วย่อมรักสบายเกลียดความลำบาก หากสามารถยุติการฝึกซ้อมเพิ่มเติมของวันนี้ได้เร็วกว่ากำหนดเพราะฝนตกก็ไม่รู้ว่าจะมีความสุขมากเพียงใด


น่าเสียดายที่อาจารย์ของนางไร้ความปรานีเป็นที่สุด


ฉินเหยายกมือขึ้นกดเปลือกตาซ้ายที่กระตุกขึ้นมาอีกครั้งแล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ฝนตกก็ดีแล้ว จะได้ให้เจ้าสัมผัสกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป”


สิ้นเสียง นางก็ไม่เปิดโอกาสให้อินเยว่ได้คร่ำครวญ มีดบินในมือก็ถูกขว้างออกไปดังฟิ้ว


“ซ่อนให้ดีเล่า ถ้าข้าหาเจ้าเจอเจ้าตายแน่!” ฉินเหยายิ้มอย่างชั่วร้ายแล้วพุ่งตรงไปยังที่ซ่อนของอินเยว่


มีดบินที่เพิ่งขว้างออกไปพลาดเป้า แต่อินเยว่ที่หลบหลีกกลับทำให้เกิดเสียงเคลื่อนไหวเล็กน้อย โชคร้ายที่นางถูกพบร่องรอยเข้าเสียแล้ว


อินเยว่ร้องโหยหวนอยู่ในใจ ภายใต้ความมืดมิดและป่าไม้ที่ช่วยอำพราง นางได้เริ่มต้น ‘การหลบหนี’ ของค่ำคืนนี้


ฝนตกลงมาจริงๆด้วย อินเยว่รู้สึกเพียงว่าในหูมีแต่เสียงเม็ดฝนกระทบใบไม้ดังเปาะแปะ เสียงรบกวนเหล่านี้ทำให้ความสามารถในการคาดเดาเส้นทางการเคลื่อนไหวของผู้ติดตามของนางลดลงอย่างมาก


อีกทั้งพื้นดินที่เฉอะแฉะไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหวของนาง แต่ยังทำให้เสียงฝีเท้าของนางดังขึ้นอีกด้วย


ทัศนวิสัยพร่ามัวเพราะสายฝน อินเยว่รู้สึกว่าค่ำคืนนี้มันเลวร้ายที่สุด


ทว่าพอนางเหม่อไปชั่วครู่ก็มีมีดบินสีเงินเล่มหนึ่งลอยผ่านข้างหูไป เป็นการเตือนว่าอย่าได้.วอกแวก


อินเยว่ตะโกน “อ๊า!” ออกมาครั้งหนึ่งเพื่อเรียกกำลังใจให้ตนเองแล้วรวบรวมสมาธิทั้งหมดวิ่งไปข้างหน้าทันที


ไม่นาน นางก็เริ่มสังเกตเห็นร่องรอยของผู้ติดตามได้บ้างและยังรู้วิธีใช้เสียงฝนเพื่ออำพรางตนเอง และเริ่มทำการติดตามกลับสองครั้ง


แม้ว่าจะจบลงด้วยความล้มเหลวทั้งสองครั้ง แต่สำหรับอินเยว่แล้ว เมื่อเทียบกับตัวเองในอดีต นี่ถือเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่แล้ว


พอฝนหยุด สองศิษย์อาจารย์ก็กลายเป็นมนุษย์โคลนไปแล้ว ทั้งสองสบตากัน ต่างก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูน่าเกลียดจนอดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นไม่ได้


“อาจารย์ กลับไปแล้วท่านเอาเสื้อผ้าที่สกปรกไปใส่ไว้ในรางหินนะเจ้าคะ พรุ่งนี้เช้าข้าจะตื่นมาซักให้ท่านเอง”


ระหว่างทางลงจากเขา อินเยว่กำชับฉินเหยาเหมือนเช่นเคย


ตอนนี้เสื้อผ้าของท่านอาจารย์ล้วนเป็นนางที่ซัก หลี่ซื่อดูแลแค่ของเด็กๆอย่างพวกต้าหลางและพวกผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มในบ้านเท่านั้น


อินเยว่รู้สึกว่าการที่อาจารย์ยอมให้นางซักเสื้อผ้า ให้ถือเป็นการแสดงออกถึงความสนิทสนมและไว้วางใจ ดังนั้นนางจึงดีใจเสียอีก


แต่อินเยว่ไม่คาดคิดว่าคนข้างๆ กลับพูดว่า “ไม่ต้อง เจ้าซักของตัวเองก็พอ เสื้อผ้าของข้าตอนนี้มีคนซักแล้ว”


อีกอย่างวันนี้เปื้อนโคลนไปทั้งตัว นางก็ไม่กล้าให้เด็กสาวตัวน้อยมาช่วยซัก


แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง นั่นก็นับว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง


หา อินเยว่รู้สึกงุนงงเล็กน้อย


ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองไปทางประตูหลัง ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งกำลังถือโคมไฟยืนอยู่ตรงนั้น


เมื่อเห็นสองศิษย์อาจารย์เดินมา เขาก็รีบถือโคมไฟเดินเข้ามาต้อนรับทันที


สามีท่านอาจารย์ ท่านยังไม่นอนอีกหรือเจ้าคะ อินเยว่กล่าวอย่างประหลาดใจเมื่อมองผู้มาใหม่และใน ทันใดนั้นนางก็เข้าใจขึ้นมาว่าคนที่อาจารย์พูดถึงว่าจะเป็นคนซักเสื้อผ้านั้นคือใคร


หลังจากคารวะหลิวจี้แล้ว อินเยว่ก็ถอยออกไปก่อนอย่างรู้ความ


แต่เมื่อมองดูโคลนบนตัวของตนเอง แล้วนึกถึงโคลนหนาเตอะที่เปรอะเปื้อนตัวอาจารย์ซึ่งมีมากกว่านางเสียอีก อินเยว่ก็ได้แต่ไว้อาลัยให้สามีท่านอาจารย์ในใจเป็นเวลาหนึ่งวินาที


ตอนที่ 543: ช่างหลอกง่ายเสียจริง


“ทางเรือนปทุมเป็นอย่างไรบ้าง”


ฉินเหยาเดินออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยความสดชื่นพลางยื่นถังเสื้อผ้าสกปรกออกไป


“ดีมาก” หลิวจี้รับถังเสื้อผ้าสกปรกมา ก้มลงมองแวบหนึ่ง ไม่อยากจะเชื่อสายตาจึงมองอีกครั้ง เขาใช้นิ้วสองนิ้วคีบชายเสื้อที่สกปรกขึ้นมา กลิ่นโคลนคาวคลุ้งรุนแรงก็พุ่งปะทะหน้า ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะที่ปลายนิ้วยิ่งทำให้รู้สึกคลื่นไส้


หากนี่ไม่ใช่เสื้อผ้าที่ถอดมาจากตัวนาง หลิวจี้คงโยนถังเสื้อผ้าสกปรกนี้ทิ้งไปแล้ว


“พวกเจ้าไปทำอะไรกันมาหา” หลิวจี้พยายามอดกลั้นความรู้สึกพังทลายที่ต้องซักเสื้อผ้าสกปรกเหล่านี้ พยายามบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สงบที่สุด “เจ้าไปเกลือกกลิ้งในบ่อโคลนมาหรือไง!”


ฉินเหยาตวัดสายตามอง “จะมายุ่งอะไรกับข้า ซักได้ก็ซัก ซักไม่ได้ก็ไสหัวไป”


หลิวจี้กลอกตาใส่นาง “ก็มีแต่ข้านี่แหละที่ไม่รังเกียจเสื้อผ้าสกปรก.สกปรกของเจ้า ยังจะมาบอกว่าซักไม่ได้ก็ไสหัวไปอีก ถ้าข้าไปแล้วใครจะซักเสื้อผ้าให้เจ้า หรือว่าเจ้าคิดไว้นานแล้วว่าจะให้ผู้ชายที่ไหนก็ได้มาซักให้ที่บ้าน”


ฉินเหยาถามอย่างหมดความ.อดทน “ตกลงเจ้าจะซักหรือไม่ซักกันแน่”


แต่หลิวจี้กลับไม่ตอบคำถามของนาง เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่งแล้วยกถังเสื้อผ้าเปื้อนโคลนที่หนักอึ้งเทลงในรางหิน เป็นการตอบด้วยการกระทำ


หลังจากราดน้ำลงไปสองถังใหญ่ ถึงจะพอมองเห็นสีเดิมของเสื้อผ้าได้บ้าง


“จิ๊ๆๆ~” หลิวจี้แทบทนดูไม่ได้ “ผ้าฝ้ายดีๆแบบนี้ ดูเจ้าทำสิ ช่วงที่ข้าไม่อยู่บ้านใครซักเสื้อผ้าให้เจ้ากันแน่ ปลายแขนเสื้อนี่ซักจนเป็นขุยหมดแล้ว ยังไม่รู้จักเก็บชายผ้า เย็บให้ใหม่หน่อย…”


วันแรกที่ถึงบ้าน หลิวจี้ก็ปรับตัวเข้ากับบทบาทพ่อบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีการขัดขืนแม้แต่น้อย


อีกทั้งยังพอใจอย่างยิ่ง ไม่รู้สึกเลยว่าการเป็นจวี่เหรินแล้วจะมีอะไรแตกต่างออกไป


ฉินเหยาเห็นว่าแม้เขาจะพูดมาก แต่การกระทำก็ยังคล่องแคล่วดีจึงไม่ถือสาหาความกับเขา นางเดินเข้าไปในห้องครัว เปิดตู้กับข้าว มองดูเตา “มีอะไรให้กินอีกบ้างไหม”


ชายหนุ่มที่อยู่หน้ารางหินหันขวับมาทันที เผยรอยยิ้มเยาะหยันราวกับจะบอกว่า ‘ข้ารู้อยู่แล้ว’ แล้วชี้ไปที่ห้องของนาง “เมื่อครู่ตอนที่เจ้าอาบน้ำ ข้าอุ่นข้าวต้มร้อนๆไว้ให้ชามหนึ่งแล้ว วางอยู่บนโต๊ะในห้องของเจ้า”


“ข้ายังต้มน้ำร้อนใหม่อีกด้วย แช่เท้าสักหน่อยดีหรือไม่” ประโยคหลังนี้ถามอย่างประจบประแจงเล็กน้อย นัยน์ตาดอกท้อเป็นประกาย ดูก็รู้แล้วว่าไม่บริสุทธิ์ใจนัก


ฉินเหยาหรี่ตามองเขาอยู่สามวินาที ในอากาศมีกลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆลอยมา ในความสงบนั้นกลับแฝงไปด้วยแรงกระตุ้นที่อยากจะถูกทำลายอย่างใจจดใจจ่อ


“เจ้ากำลังบอกใบ้อะไรข้างั้นหรือ” ฉินเหยาถามเสียงเบาอย่างไม่แน่ใจ


นางเดินเข้าไปใกล้เขา ใกล้จนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกับเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกของเขา นางย่นจมูกขึ้นดมกลิ่น “ยังจะอบตัวให้หอมขนาดนี้อีก”


“เจ้า…เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว!” หลิวจี้รีบถอยหลังไปสองก้าว เนื้อผ้าบริเวณหน้าอกของเขาถูกปลายจมูกของนางทำให้รู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย ราวกับมีมดนับล้านตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่บนตัว รู้สึกชาไปจนถึงโคนลิ้น ทำให้เขาพูดจาติดๆขัดๆ


“ข้าแค่มีบางเรื่องอยากจะถามเจ้า พูดให้ชัดเจนแล้วจะดีต่อเราทั้งคู่” หลิวจี้พยายามอธิบายอย่างจริงจังที่สุด


ฉินเหยาร้อง “โอ้” ออกมาคำหนึ่ง ปลายนิ้วชี้ยกขึ้น แตะลงบนกระดูกไหปลาร้าที่โผล่พ้นออกมาตรงกลางสาบเสื้อที่เปิดออกเล็กน้อยของเขา เมื่อเห็นว่าเขาสะดุ้งเล็กน้อย สายตาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางจึงกระชากคอเสื้อทั้งสองข้างเข้าหากัน “ตอนกลางคืนอากาศเย็น ใส่เสื้อผ้าให้ดี อย่าให้เป็นหวัด”


พูดจบก็ตบเบาๆอีกสองสามที ช่วยจัดเสื้อผ้าให้เขาจนมิดชิดเรียบร้อย จากนั้นจึงก้าวยาวๆไปยังเรือนหลัก


เอี๊ยด…หน้าต่างถูกนางเปิดค้ำไว้ นางนั่งลงข้างหน้าต่าง ใช้ขอบหน้าต่างเป็นโต๊ะ วางข้าวต้มร้อนๆชามใหญ่ลง กินไปพลางมองเขาซักผ้าไปพลาง


“เอื๊อก~”


หลิวจี้ลอบกลืนน้ำลายแล้วด่าในใจว่า นางปีศาจหื่นกาม!


เขาก้มหน้าลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆอยู่ครู่หนึ่ง ข่มความว้าวุ่นในใจ เปลี่ยนความโกรธให้เป็นพละกำลัง หยิบเสื้อผ้าในรางหินขึ้นมาขยี้อย่างแรง


เสียงดังเกินไป ฉินเหยาจึง.อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเตือน “เบาๆหน่อย คนในบ้านนอนกันหมดแล้ว”


“อ้อ!” หลิวจี้ตอบรับอย่างไม่พอใจ รีบซักเสื้อผ้าแล้วนำไปตาก เมื่อเห็นว่าในที่สุดนางก็กินอาหารว่างยามดึกเสร็จแล้ว เขาก็เทน้ำล้างเท้าแล้วยกเข้าไปให้


เขาใช้เท้าปิดประตู หลิวจี้วางอ่างล้างเท้าไว้ข้างเตียงแล้วไปปิดหน้าต่าง เมื่อถูกถามก็ตอบว่า “กลางคืนอากาศเย็น ข้าแต่งตัวบาง กลัวเมียจ๋าจะเป็นห่วง”


ฉินเหยา “ข้าไม่เป็นห่วง”


หลิวจี้ก็ถลึงตาใส่นางแล้วพูดว่า “เจ้าเป็น!”


สุดท้ายยังกุมคอเสื้อของตัวเอง เพื่อพิสูจน์ว่าเมื่อครู่นางเพิ่งจะพูดจาห่วงใยเขา


ฉินเหยาพูดไม่ออก นางก้มลงถอดรองเท้าและถุงเท้าออก จุ่มเท้าที่เย็นเล็กน้อยลงในอ่างน้ำอุ่นสบาย รู้สึกดีจนแทบขาดใจ


หลิวจี้กลับมาบ้านก็ดีเหมือนกัน ทำให้นางได้กลับมาใช้ชีวิตแบบมีคนคอยรับใช้อีกครั้ง


แต่ความคิดนี้เพิ่งจะแวบเข้ามาในหัว ฉินเหยาก็ตกใจตัวเอง จริงดังที่ว่า ‘จากประหยัดสู่ฟุ่มเฟือยนั้นง่าย จากฟุ่มเฟือยสู่ประหยัดนั้นยาก’ นางเกือบจะถูกลูกปรายเคลือบน้ำตาลเหล่านี้หลอกล่อเสียแล้ว


เมื่อตั้งสติได้แล้ว ฉินเหยาก็ชี้ไปที่ม้านั่งเตี้ยๆ ฝั่งตรงข้ามเป็นสัญญาณให้หลิวจี้นั่งลง “เจ้ามีอะไรจะถามก็รีบถามรีบนอน ข้าชักง่วงแล้ว”


ทันทีที่พูดจบ นางก็หาวออกมาหวอดใหญ่


หากเทียบเป็นเวลาสมัยใหม่ ตอนนี้ก็คือห้าทุ่มแล้ว ทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวมีเพียงพวกเขาสองคนที่ยังไม่นอน


หลิวจี้นั่งลงตรงข้ามเตียง เช็ดคราบน้ำบนมือพลางถามคำถามที่อัดอั้นมาตลอดทางออกมาตรงๆ


“เหตุใดเจ้าถึงให้เงินอาวั่งมากกว่าข้า”


“อะไรนะ” ฉินเหยามีสีหน้าประหลาดใจ เขาทำท่าทีจริงจังถึงเพียงนี้ ทั้งซักผ้า ทั้งทำอาหารว่างยามดึก ทั้งเทน้ำล้างเท้าให้ นางก็นึกว่าจะถามเรื่องใหญ่อะไรเสียอีก


เช่น เรื่องเงินๆทองๆ หรือเรื่องการไปมาหาสู่กันหลังจากสอบติด


ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องนี้


“เจ้าหมายถึงเงินห้าสิบตำลึงที่ข้าให้อาวั่งน่ะหรือ”


ฉินเหยาเหลือบมองรังกระต่ายหยกที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งหัวเตียงแล้วรู้สึกปวดใจ แต่ก็แสดงออกมาไม่ได้ เพราะอย่างไรนี่ก็เป็นความหวังดีของอาวั่งและเจ้าคนไร้ประโยชน์อย่างหลิวจี้


นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนให้ของขวัญนาง หากนางปฏิเสธไปก็จะทำร้ายจิตใจที่เปราะบางของชายสองคนนี้ ครั้งต่อไปเกรงว่าจะไม่มีของขวัญให้รับอีกแล้ว


พอคิดถึงครั้งต่อไป ฉินเหยาถึงได้รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย


หลิวจี้พูดอย่างจริงจังว่า “ข้าคือสามีของเจ้านะ เมียจ๋า เจ้าให้เงินชายอื่นมากกว่าข้าเสียอีก แบบนี้ทำให้ข้าเสียใจมาก”


ใบหน้าแสดงท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจ


แต่ในใจกลับกำลังตะโกนก้องว่า ทำไม! ทำไม! ทำไม!


นัยน์ตา.ดอกท้อจ้องเขม็งไปที่นาง ทันทีที่พบว่านางเริ่มมีอารมณ์ไม่ปกติใดๆเกิดขึ้น เขาก็จะกำจัดมันทิ้งเสียตั้งแต่เนิ่นๆ


เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ดุร้ายของหลิวจี้ ฉินเหยาก็คิดในใจว่า เจ้าเป็นคนอย่างไรตัวเองไม่รู้หรือ ยังจะมีหน้ามาถามอีก!


แต่ตอนนี้เขาอุตส่าห์สอบได้จวี่เหรินกลับมาก็นับว่าเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ ต้องไว้หน้าเขาสักหน่อย


ฉินเหยาแทบไม่ต้องคิดก็อ้าปากพูดออกไปว่า “อันที่จริงเงินพวกนั้นเตรียมไว้ให้เจ้าทั้งหมดนั่นแหละ อาวั่งเป็นแค่คนดูแล เขาวรยุทธ์สูงส่ง ต่อให้ถูกโจรหมายตาก็ไม่ต้องกังวล”


นางยังพูดไม่ทันจบ หลิวจี้ก็แสดงอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัด ถามย้ำไม่หยุด “จริงหรือ เจ้าไม่ได้หลอกข้านะ”


แววตาดุร้ายในดวงตาหายไปในทันที ถูกแทนที่ด้วยความคาดหวัง


ฉินเหยาพยักหน้าอย่างขอไปที อยากจะเอาเท้าที่แช่จนสบายแล้วออกมาแล้วไล่เขาไป


ไม่คาดคิด หลิวจี้กลับคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ เงยหน้ามองนางแวบหนึ่งแล้วใช้มือใหญ่ทั้งสองข้างกดขาที่นางเตรียมจะยกขึ้นไว้


“เมียจ๋าอย่าเพิ่งรีบ ข้านวดเท้าให้เจ้าอีกหน่อยนะ” ท่าทางนั้นเต็มใจอย่างยิ่ง


ฉินเหยาลอบสูดหายใจเข้าลึกๆ การนวดเท้านี้สบายมากก็จริง แต่! ความรู้สึกผิดที่อธิบายไม่ได้ในใจนี่มันคืออะไรกัน


เจ้าหลิวสาม ตอนนี้เจ้าจะหลอกง่ายเกินไปหน่อยแล้วหรือไม่!


ตอนที่ 544: เทียบเชิญหนึ่งปึก


“เอ๊ะ เมียจ๋า เหตุใดบนน่องของเจ้าถึงมีแผลเป็นนี่เพิ่มขึ้นมาเล่า”


ฉินเหยาจำต้องเล่าเรื่องของตนกับหวังจิ่นให้เขาฟังคร่าวๆอีกครั้ง


แน่นอนว่าเรื่องที่ได้เงินมาห้าร้อยตำลึงนั้นนางไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว


แต่ต่อให้นางไม่พูด หลิวจี้ก็เดาได้ว่านางต้องได้รับผลประโยชน์มาไม่น้อยแน่ๆ เพราะท้ายที่สุดแล้วนางมีนิสัยอย่างไร ไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว


เพียงแต่ ด้วยฝีมือของสตรีใจร้าย เหตุใดถึงยังได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ได้


ปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของหลิวจี้ก็คือ “เจ้าคนถ่อยไร้ยางอายหวังจิ่นนั่นหลอกเจ้าอีกแล้วหรือ”


“ครั้งนี้เปล่า” ฉินเหยาปล่อยให้แรงของเขายกเท้าของนางขึ้นวางบนเข่า รอให้เขาใช้ผ้าขนหนูแห้งเช็ดคราบน้ำออกให้สะอาดพลางพูดด้วยดวงตาหรี่ปรือว่า “แผลนี้ได้มาเพราะช่วยเจ้าไก่อ่อนหวังจิ่นนั่นต่างหาก”


แววตาของหลิวจี้มืดลง เขาถามหยั่งเชิง “เขาไม่ได้บอกหรือว่าตนเองก็เป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง”


ฉินเหยาสบถ “สองหมัดย่อมยากจะต้านสี่มือ ปัญหาที่เขาก่อมันใหญ่เกินไป”


“แล้วเมียจ๋าได้รับเงินมาพอหรือไม่” หลิวจี้เป็นกังวลอย่างยิ่ง หากขาดทุนจะทำอย่างไรดี


ฉินเหยาเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย มองเขาแวบหนึ่ง “เจ้าลองเดาสิ”


หลิวจี้ยิ้มแหะๆ “ข้าไม่เดาหรอก เมียจ๋ายังไม่ได้พูดอะไรเลย แสดงว่าต้องให้เงินมามากพออย่างแน่นอน”


“เพียงแต่…” เขาอาศัยจังหวะที่เช็ดเท้า ลูบรอยแผลเป็นนั้น มันยาวประมาณครึ่งนิ้วของเขา “ท้ายที่สุดก็ยังทำให้เมียจ๋าต้องบาดเจ็บหนักขนาดนี้ แถมยังทิ้งรอยแผลเป็นยาวขนาดนี้ไว้อีก”


ต่อให้เขาสร้างปัญหาให้นางมากแค่ไหนก็ไม่เคยทำให้นางต้องมีรอยแผลเป็นเช่นนี้


หวังจิ่นเอ๋ยหวังจิ่น รอให้บิดาไปถึงเมืองหลวงเมื่อใด จะจัดการเจ้าให้สิ้นซากเลยคอยดู!


หลิวจี้ช่วยฉินเหยาเช็ดเท้าจนแห้งแล้วยกอ่างน้ำล้างเท้าจากไป


ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมให้นางเห็นแววตาที่อำมหิตและเหี้ยมโหดของเขา


อาวั่งส่งเด็กๆไปสำนักศึกษาแล้ว อินเยว่ก็ทำงานหาบน้ำของตนเสร็จแล้วไปทำงานที่โรงงานเครื่องเขียน เสี่ยวไหลฝูจูงวัวไปกินน้ำกินหญ้าที่ริมแม่น้ำ ในบ้านมีเพียงเสียงเบาๆของหลี่ซื่อที่กำลังโม่ถั่วเหลืองอยู่ในลานบ้าน


เมื่อเงี่ยหูฟัง ในสวนหลังบ้านไม่มีใครอยู่ คิดว่าหลิวจี้คงไปที่เรือนปทุมเพื่อเข้าเรียนกับอาจารย์และศิษย์พี่แล้ว


เมื่อคืนฝนตกหนัก ไม่คิดว่าวันนี้กลับเป็นวันที่มีแดดจ้า


แสงแดดส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาในห้อง ทอดเงาเป็นประกายสีทองระยิบระยับบนพื้นไม้สีธรรมชาติที่เพิ่งปูใหม่


ฉินเหยารู้สึกราวกับได้ยื่นมือไปกอบโกยแสงแดด ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความ.อบอุ่น


เวลาราวกับหยุดนิ่งในชั่วขณะนี้ ช่างเงียบสงบและเปี่ยมสุข


ฉินเหยา.นอนอืดอยู่บนเตียงเป็นเวลานานค่อยๆ ซึมซับความสงบเงียบชั่วขณะที่หาได้ยากนี้


จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าของหลิวจี้เดินเข้ามาในประตู เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นดวงอาทิตย์อยู่กลางศีรษะแล้ว นางนอนอืดจนถึงเที่ยงวัน!


วันนี้อาวั่งยังมีภารกิจไปซื้อวัตถุดิบทำอาหาร คงไม่กลับบ้านเร็วขนาดนี้ ตอนเที่ยงในห้องโถงจึงมีเพียงสองสามีภรรยาฉินเหยาและสองแม่ลูกหลี่ซื่อ


ความสงบของฉินเหยาถูกทำลายลงหลังอาหารกลางวัน เมื่อซ่งอวี้นำเทียบเชิญปึกหนึ่งกลับมา


“ฮูหยิน เทียบเชิญเหล่านี้ล้วนส่งมาให้นายท่านขอรับ”


ซ่งอวี้ยื่นเทียบเชิญให้ฉินเหยาดูทีละฉบับ ฉินเหยาดูไปเพียงสามฉบับก็ไม่ดูต่อแล้วล้วนเป็นเทียบเชิญจากคหบดีร่ำรวยในอำเภอไคหยางที่เชิญหลิวจวี่เหรินไปร่วมงานเลี้ยง


เทียบเชิญที่เหลือก็มีเนื้อหาเหมือนกัน เพียงแต่บางฉบับก็พูดตรงไปตรงมา บางฉบับก็พูดจาอ้อมค้อม


สรุปก็คือ เชิญไปกินข้าวโดยมีจุดประสงค์แอบแฝง


ฉินเหยาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสถานะจวี่เหรินจะเป็นที่ต้องการขนาดนี้ หลิวจี้เพิ่งกลับมาได้สองวันก็มีเทียบเชิญส่งมามากมายขนาดนี้แล้ว


ในแคว้นเซิ่ง สิทธิประโยชน์สองข้อของจวี่เหรินที่น่าปรารถนาที่สุด ข้อแรกคือสามารถลดหย่อนภาษีอากรและแรงงานเกณฑ์ของตนเองและครอบครัวได้


ข้อที่สองคือเอกสิทธิ์ทางการศาล หากจวี่เหรินพัวพันกับคดีความ สามารถไม่ต้องไปปรากฏตัว ไม่ต้องขึ้นศาล ไม่ต้องคุกเข่าและไม่ต้องรับโทษทัณฑ์


กล่าวได้ว่า นอกจากจะคิดสั้นก่อกบฏแล้ว ในกรณีส่วนใหญ่สามารถรอดพ้นจากโทษประหารชีวิตได้


นอกจากสองข้อนี้แล้ว ยังมีประโยชน์แฝงอีกข้อหนึ่ง


นั่นก็คือเครือข่ายความสัมพันธ์ของบัณฑิตจวี่เหริน


สิ่งที่เหล่าคหบดีร่ำรวยขาดไปก็คือสามสิ่งนี้แหละ แต่จำนวนจวี่เหรินในอำเภอหนึ่งๆนั้นมีจำกัด ดังนั้นทุกปีเมื่อมีบัณฑิตเคอจวี่คนใหม่เกิดขึ้นก็จะได้รับความสนใจอย่างใกล้ชิดจากเหล่าคหบดีผู้ร่ำรวย


คหบดีผู้ร่ำรวยมีทรัพย์สินมากมาย ภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปีจึงเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่


ในข้อนี้ ฉินเหยาซึ่งบริหารโรงงานเครื่องเขียนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง


ดังนั้นต่อให้ต้องแบ่งผลประโยชน์ส่วนใหญ่ให้แก่บัณฑิตจวี่เหรินก็ยังคุ้มค่ากว่าการจ่ายภาษีให้ราชสำนักมากนัก


การสะสมทุนรอนในยุคแรกเริ่มของจวี่เหรินส่วนใหญ่ก็มาจากของกำนัลของคหบดีร่ำรวยเหล่านี้ สำหรับทั้งสองฝ่ายแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์


เมื่อมองดูเทียบเชิญปึกนี้ในมือ ฉินเหยาก็ทั้งตื่นเต้นและสงบนิ่งอย่างยิ่ง


นางปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เสมอมา รับเงินคนอื่นเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้เขา ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงด้วย


ดังนั้น เทียบตอบกลับนี้จะตอบกลับไปกี่บ้านและตอบกลับบ้านไหน ยังต้องสืบสวนดูก่อน


เมื่อเห็นว่าฉินเหยาไม่ตอบกลับเสียที ซ่งอวี้จึงรวบรวมความกล้าถามหยั่งเชิง “ฮูหยิน จะถามนายท่านก่อนดีหรือไม่ขอรับ”


ฉินเหยาพยักหน้า “ต้องบอกเขาสักหน่อย”


ใช่ แค่บอกสักหน่อย


ดังนั้นในเมื่อตอนนี้หลิวจี้กำลังเรียนอยู่กับอาจารย์ที่เรือนปทุมก็อย่าไปรบกวนเขาเลย


ซ่งอวี้เข้าใจความหมายของฮูหยินจึงไม่พูดอะไรอีก


“อาวั่งยังไม่กลับมาอีกหรือ” ฉินเหยาลุกขึ้นมองออกไปนอกประตู


ซ่งอวี้ส่ายหน้า “ยังไม่เห็นพ่อบ้านอาวั่งกลับมาเลยขอรับ”


“เอาล่ะ งั้นเจ้าไปทำงานก่อนเถอะ ให้อินเยว่เลิกงานแล้วกลับบ้านมาก่อน ข้ามีเรื่องจะสั่งนาง”


กำชับเสร็จ ฉินเหยาก็หยิบเทียบเชิญปึกนั้นกลับเข้าห้องไปคัดกรองข้อมูล


นางบริหารโรงงานเครื่องเขียนมาหลายปี สถานการณ์ของคหบดีร่ำรวยในที่ต่างๆของอำเภอไคหยางก็พอจะรู้มาบ้าง นางจึงคัดแยกคนที่นางรู้จักและไม่รู้จักออกจากกันก่อน


เทียบเชิญสิบสองฉบับ หกคนรู้จัก อีกหกคนเคยได้ยินแต่ชื่อไม่เคยเห็นตัวจริง


รอจนอินเยว่กลับมาบ้าน ฉินเหยาก็ยื่นเทียบเชิญหกฉบับที่นางรู้จักให้ไปสืบข่าวคราวดู อย่างไรเสียก็เป็นมือใหม่ จะให้งานที่ยากเกินไปตั้งแต่แรกก็ไม่ได้


“ให้ไปสืบเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” การออกปฏิบัติภารกิจครั้งแรก อินเยว่รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่สับสนมากกว่า


แต่คนเก่งๆก็ล้วนผ่านการฝึกฝนจากความสับสนครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงที่เป็นมือใหม่มิใช่หรือ


ฉินเหยาเขียนรายการคำถามลงบนกระดาษอย่างใจเย็นแล้วยื่นให้อินเยว่ ให้นางไปหาคำตอบตามคำถามในรายการนั้นกลับมาให้


นอกจากนี้ยังหยิบเงินหนึ่งตำลึงยื่นให้นาง “นี่เป็นเงินทุนสำหรับภารกิจของเจ้า ข้าให้เวลาเจ้าสองวัน มะรืนนี้เช้าตรู่มารายงานข้า”


“แล้วงานที่โรงงานล่ะเจ้าคะ”


ฉินเหยากล่าวเสียงเข้ม “ข้าจะลาให้เจ้าเอง วางใจเถอะ”


“เจ้าค่ะ!” อินเยว่รับคำอย่างหนักแน่น หลังจากตรวจสอบรายชื่อในภารกิจซ้ำสองรอบแล้วก็หยิบร่มกระดาษเคลือบน้ำมันคันหนึ่งแล้วก้าวออกจากบ้านไป


พอนางก้าวเท้าออกไป อาวั่งก็ก้าวเท้าเข้ามาพอดี ฉินเหยายื่นรายชื่อคนสิบสองคนให้อาวั่ง โดยไม่ได้ให้เงินแม้แต่เหวินเดียว “เจ้าไปช่วยข้าสืบสถานการณ์ของบ้านพวกนี้หน่อย ตอนบ่ายข้าจะให้หลิวจ้งไปรับเด็กๆกลับจากสำนักศึกษาแทนเอง”


อาวั่งหยิบรายชื่อขึ้นมาดูแล้ววางคืนให้นาง เขาไปที่ห้องครัวแล้วกินเต้าฮวยที่หลี่ซื่อเพิ่งทำเสร็จไปสองชาม ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า “ข้าจะกลับมาตอนกลางคืนขอรับ” แล้วก็ขี่ม้าหายลับไปจากหมู่บ้านตระกูลหลิว


หลี่ซื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากในห้องครัว นางพอจะดูออกแล้วว่าฮูหยินมีมาตรฐานในการปฏิบัติต่อคนสองแบบ


ไม่สิ ควรจะบอกว่าหลายแบบ


ต่อนายน้อยคุณหนูแบบหนึ่ง ต่อเรือนเก่าแบบหนึ่ง ต่อคนนอกแบบหนึ่งและต่อนายท่านใหญ่ ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง


ตอนที่ 545: หนทางสู่ความสุขถูกปิดตายทั้งหมด


ในที่สุดหลิวจี้ก็ได้ข่าว รู้ว่าคหบดีร่ำรวยชื่อดังในท้องถิ่นจะเชิญตนไปร่วมงานเลี้ยง เขาจึงรีบทำการบ้านที่เรือนปทุมให้เสร็จ หลังจากหลอกล่ออาจารย์จนหัวเราะร่าแล้วก็รีบวิ่งกลับบ้านอย่างตื่นเต้น


พอเข้าประตูมาก็ตรงไปหาฉินเหยาที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในสวนหลังบ้าน เขาพุ่งไปตรงหน้านางแล้วถามอย่างตื่นเต้นว่า “เมียจ๋า เทียบเชิญของข้าเล่า รีบเอามาให้ข้าดูเร็วเข้า!”


ในชีวิตนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตนเองเป็นที่ต้อนรับขนาดนี้!


ฉินเหยาวางดาบใหญ่ลง มองดูท่าทางดีใจของเขา ขาดก็แค่หางสุนัขที่กระดิกอย่างบ้าคลั่งด้านหลังเท่านั้น


“อยู่บนโต๊ะในห้องของข้า…” ประโยคหลังที่ว่า ‘อยากดูก็ไปหยิบเอาเอง’ ยังไม่ทันได้พูดออกมา คนตรงหน้าก็หายตัวไปเสียแล้ว


มุมปากของฉินเหยากระตุกเล็กน้อย นางยกดาบใหญ่ขึ้นเตรียมจะฝึกซ้อมต่อ แต่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของใครบางคนดังมาจากเรือนหลักพร้อมกับตะโกนอย่างตื่นเต้นว่า “มีตระกูลฝานด้วย!”


ตระกูลฝาน?


ฉินเหยานึกถึงเงาคนเลือนรางขึ้นมาได้ เหมือนว่าตอนที่หลิวจี้อยู่ที่สำนักศึกษาในอำเภอ เขาจะสนิทสนมกับซิ่วไฉแซ่ฝานคนหนึ่ง


คนที่สามารถคบหากับหลิวจี้ในอดีตได้ คิดว่าคงไม่ใช่คนดีอะไรนัก ฉินเหยาจึงขีดชื่อตระกูลฝานออกจากรายชื่อที่จะตอบรับคำเชิญทันที


หลิวจี้ไม่รู้เรื่องนี้ เขารู้แค่ว่าคุณชายฝานชอบการพนัน หากสองตระกูลมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เขาก็จะสามารถใช้เงินของคนอื่นไปเปิดหูเปิดตาดูชีวิตผู้คนในบ่อนพนันได้


เขาแยกเทียบเชิญของตระกูลฝานออกมาไว้ต่างหาก หาพู่กันเตรียมจะเขียนเทียบตอบกลับ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็เพิ่งจะนึกได้ว่าตัวเองยังอยู่ในห้องของสตรีใจร้าย


“เมียจ๋า เจ้าคงมีงานยุ่งจนไม่มีเวลามาจัดการเทียบเชิญเหล่านี้ เช่นนั้นให้สามีนำไปเขียนตอบที่ห้องหนังสือทีเดียวเลยดีหรือไม่” หลิวจี้ยื่นหน้าออกมานอกหน้าต่าง ถามฉินเหยาที่อยู่ในสวนหลังบ้านอย่างประจบประแจง


มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้นเล็กน้อย “ได้สิ เจ้าเขียนเทียบตอบกลับให้เสร็จก่อนแล้วกัน”


หลิวจี้ไม่ได้สังเกตคำว่า ‘ก่อน’ เขาได้ยินแค่นางพูดว่าได้ก็ดีใจจนเนื้อเต้น หยิบเทียบเชิญทั้งสิบสองฉบับแล้วตรงไปยังห้องหนังสือ


เขาขบคิดข้อความในเทียบตอบกลับอยู่หลายแบบ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ดีพอ ตอนอาหารเย็นจึงชวนฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวมากินข้าวที่บ้าน ถือโอกาสขอคำชี้แนะจากทั้งสองคน


ฉีเซียนกวนยังไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน เขาจึงมองศิษย์น้องที่ดีใจจนเนื้อเต้นด้วยความประหลาดใจ “นี่เจ้ากำลังหลอกลวงราชสำนักมิใช่หรือ”


หลิวจี้ยังไม่ได้เป็นขุนนางเสียหน่อยก็มีคหบดีเจ้าเล่ห์ที่คิดจะหาช่องโหว่จากราชสำนักมาหาถึงที่แล้ว หากวันหน้าเขาได้เป็นขุนนางขึ้นมาจะขนาดไหน


หลิวจี้ยิ้มแหะๆ “ศิษย์พี่ตัวน้อยคิดมากไปแล้ว เรื่องของคนในครอบครัวเดียวกันจะเรียกว่าหลอกลวงได้อย่างไร อีกอย่างท่านดูในเทียบเชิญนี่สิ มีประโยคไหนที่พูดไม่ถูกบ้าง พวกเขาจริงใจมอบที่ดิน บ้านเรือน ร้านค้าให้ข้า หากข้าปฏิเสธไป นั่นมิใช่ว่าข้าทำลายน้ำใจอันดีงามของพวกเขาหรอกหรือ”


ฉีเซียนกวนปัดมือของหลิวจี้ที่กำลังจะมาลูบหัวตนออกแล้วหันไปมองกงเหลียงเหลียว “ท่านอาจารย์!”


กงเหลียงเหลียวกินอาหารอย่างสงบ ท่าทางราวกับเห็นจนชินแล้ว เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบช้าๆ


“จิ่งเซวียน ขอเพียงแค่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ก็ไม่ผิด”


ฉีเซียนกวนไม่คิดว่าท่านอาจารย์จะพูดเช่นนี้จึงรีบถามกลับไปว่า “ไม่ผิดก็คือถูกต้องหรือขอรับ”


เขากังวลเรื่องศิษย์น้องหลิวจี้คนนี้อย่างยิ่ง เดิมทีก็ไม่ใช่คนที่มีจิตใจดีงามอยู่แล้ว ท่านอาจารย์ยังจะตามใจและปกป้องเช่นนี้อีก มิใช่ว่ากำลังทำร้ายเขาหรอกหรือ!


กงเหลียงเหลียวยิ้มอย่างลึกลับ “ถูกผิดล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมา ความแตกต่างอยู่ที่ว่าคนที่กำหนดกฎเกณฑ์นั้นเขาเอนเอียงไปทางไหน”


“จิ่งเซวียนเอ๋ย” กงเหลียงเหลียวมองฉีเซียนกวนด้วยแววตาเมตตา “หากเจ้าคิดว่ามันผิด นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่เจ้าคิด ถ้าเจ้าไม่สามารถเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ได้ เจ้าก็ทำได้เพียงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เข้าใจหรือไม่”


“แน่นอนว่าอาจารย์ไม่ได้บอกว่าเจ้าต้องกลายเป็นคนที่รู้แต่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์จนลืมจิตใจดั้งเดิมของตนเองไป เพียงแต่หวังว่าเจ้าจะสามารถเป็นเหมือนศิษย์น้องของเจ้าได้ โทษคนอื่นให้มาก ตำหนิตัวเองให้น้อย แล้วมีความสุขขึ้นอีกหน่อย”


บางครั้ง การเป็นคนที่ไหลไปตามสถานการณ์ก็จะสบายกว่า


แน่นอนว่าคำพูดเช่นนี้กงเหลียงเหลียวจะไม่พูดกับคนอย่างหลิวจี้ เป็นเพราะรู้ว่าในใจของเด็กหนุ่มคนนี้ยึดมั่นในสิ่งใด เขาถึงได้หวังว่าอีกฝ่ายจะสามารถปล่อยตัวปล่อยใจได้บ้าง


“ท่านอาจารย์” คิ้วของฉีเซียนกวนขมวดลึกยิ่งขึ้น เขามองชายชราตรงหน้าที่นานๆครั้งจะแสดงแววตาเมตตา ในดวงตาก็พลันปรากฏความกังวลขึ้นมา


“อยู่ดีๆ เหตุใดท่านถึงได้พูดจาเหมือนกับจะสั่งเสียก่อนจากข้าไปเช่นนี้เล่าขอรับ”


กงเหลียงเหลียวชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะฮ่าๆออกมา


หลิวจี้และฉีเซียนกวนสบตากัน สองศิษย์พี่ศิษย์น้องสังเกตเห็นความผิดปกติของอาจารย์ได้อย่างพร้อมเพรียงกันเป็นครั้งแรก


หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ระหว่างทางที่ไปส่งกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนกลับเรือนปทุม หลิวจี้ก็ลองถามชายชราดูว่าอยากจะไปหาหมอในอำเภอให้ตรวจดูหรือไม่


ฉีเซียนกวนก็พูดเสริมว่า “ท่านอาจารย์ ท่านไม่ได้ให้หมอมาตรวจนานแล้วนะขอรับ”


แต่ไม่คาดคิดว่าพอทั้งสองคนพูดจบ ใบหน้าของกงเหลียงเหลียวก็ดำคล้ำลงทันที


สองศิษย์พี่ศิษย์น้องรีบหุบปากทันที ทำได้เพียงลอบสังเกตร่างกายของชายชราดูว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่


แต่สังเกตมาตลอดทางจนถึงเรือนปทุมก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ


เดิมทีหลิวจี้ยังคิดจะปรนนิบัติอาจารย์อาบน้ำ ถอดเสื้อผ้าออกให้หมดแล้วดูว่าแผลที่ขาที่ขาดไปมีหนองหรือไม่ แต่ผลคือชายชรากลับตบเข้าที่ท้ายทอยของเขาฉาดใหญ่


หลิวจี้กุมหัววิ่งหนีออกจากประตูบ้าน ยังได้ยินเสียงตะโกนดังก้องมาจากข้างหลังว่า “ร่างกายของข้าผู้เฒ่าแข็งแรงดี!”


หลิวจี้ตบหน้าอกตัวเองกลับถอนหายใจอย่างโล่งอก


พลังเสียงนี้ยังดีกว่าเขาเสียอีก ดูท่าแล้วร่างกายของอาจารย์คงไม่มีปัญหาจริงๆ


เดินเล่นกลับมาถึงบ้าน เห็นว่าไฟในห้องของฉินเหยายังสว่างอยู่ หลิวจี้จึงนำเทียบตอบกลับทั้งสิบสองฉบับที่อาจารย์และศิษย์พี่ช่วยขัดเกลาแล้วไปส่งให้ วานให้ฉินเหยาหาซ่งอวี้เพื่อให้เขานำเทียบตอบกลับไปส่ง


“รู้แล้ว” ฉินเหยากำลังดู ‘รายงาน’ การสืบสวนสถานการณ์ของแต่ละบ้านที่อาวั่งนำกลับมา นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาเลย โบกมือเป็นสัญญาณให้หลิวจี้ปิดประตู


หลิวจี้ยิ้มร่า “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนเมียจ๋าแล้ว”


หลังจากปิดประตูเรือนหลักแล้ว เท้าของเขาก็เหมือนติดสปริง กระโดดโลดเต้นกลับไปยังห้องหนังสือ ตั้งตารอฉากอันงดงามที่ตนจะได้ไปร่วมงานเลี้ยงสิบสองบ้านติดต่อกันแล้วผล็อยหลับไปอย่างมีความสุข


เพียงแต่คาดไม่ถึงเลยว่า ฉินเหยากลับตอบรับไปเพียงสามฉบับเท่านั้น


“ทำไมเล่า”


หลิวจี้ที่รู้ความจริงแล้วพยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา เขาพุ่งไปอยู่ตรงหน้าฉินเหยาอย่างฉุนเฉียว เท้าสะเอวถาม


“ในเมื่อจะตอบรับแค่สามบ้าน เหตุใดเมียจ๋าถึงให้ข้าเขียนเทียบตอบกลับจนครบทั้งสิบสองบ้านด้วยเล่า!”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ถามอย่างประหลาดใจ “เจ้าไม่ได้โกรธเพราะไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงสิบสองบ้านติดต่อกันหรอกหรือ”


แน่นอนอยู่แล้ว! หลิวจี้ตอบในใจ


แต่ถ้าพูดออกไปแบบนั้น เขาก็คงอยู่ไม่ไกลจากโดนตีแล้ว


อย่างไรเสียความคิดเล็กๆน้อยๆของตนเองก็เปิดเผยไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ยกเรื่องที่ตนเขียนเทียบตอบกลับสิบสองฉบับขึ้นมาซักถามนาง


ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างมีเลศนัยแล้วเรียกอาวั่งกับอินเยว่มา “พวกเจ้าบอกเขาสิว่าทำไมถึงตอบรับไปแค่สามฉบับ”


อาวั่งมองไปที่อินเยว่ ส่งสัญญาณให้นางเป็นคนพูด


อินเยว่กระแอมเบาๆครั้งหนึ่งแล้วอธิบายให้สามีท่านอาจารย์ฟังอย่างจริงจังและเคร่งครัดว่า


“คืออย่างนี้เจ้าค่ะ จากการสืบสวนซ้ำสองรอบของข้ากับอาวั่ง พวกเราพบว่าในบรรดาคหบดีร่ำรวยสิบสองบ้านนี้ ลูกหลานตระกูลจางมีพฤติกรรมแปลกประหลาด นายท่านตระกูลเซวียนมักมากในกาม ตระกูลอู๋ ตระกูลหวัง ตระกูลฟ่านชื่นชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย ส่วนตระกูลฝานก็ชอบการพนัน…”


“การคบหากับคนประเภทนี้จะทำให้ชื่อเสียงของสามีท่านอาจารย์ต้องมัวหมอง เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการงานของท่าน ดังนั้นสุดท้ายจึงเหลือเพียงตระกูลเติ้ง ตระกูลเฉียนและตระกูลเสิ่นซึ่งเป็นสามตระกูลที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะและมีคุณธรรมอันดีงามไว้เท่านั้นเจ้าค่ะ”


หลิวจี้ฟังจบ น้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความซาบซึ้ง เขาชี้ไปที่อาวั่งและอินเยว่แล้วพูดติดๆกันสองครั้งว่า “ดีมาก ดีมาก”


ทำได้ดีมาก ไม่เหลือหนทางสู่ความสุขไว้ให้เขาเลยแม้แต่ทางเดียว!


ตอนที่ 546: ภาพลูกไก่จิกข้าว


แม้ว่าจะไม่ได้คาดหวังอะไรกับการไปร่วมงานเลี้ยงที่กำลังจะมาถึงแล้ว แต่เมื่อถึงวัน หลิวจี้ก็ยังต้องออกจากบ้านอยู่ดี


แต่เช้าตรู่ ฉินเหยาก็ให้หลี่ซื่อนำชุดใหม่เอี่ยมมาให้เขา เป็นชุดบัณฑิตที่ทำจากผ้าไหม รัดเกล้าที่ทำจากเงิน แม้แต่รองเท้าก็เป็นรองเท้าผ้าฝ้ายพื้นหนาพันชั้นคู่ใหม่


ช่วงไม่กี่วันนี้อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ พอถึงปลายเดือนเก้า ในตอนเช้าและตอนเย็นก็เริ่มสัมผัสได้ถึงไอเย็นจางๆของต้นฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง


ชุดนี้เหมาะกับการสวมใส่ในฤดูกาลนี้พอดี


หลิวจี้เปลี่ยนเสื้อผ้า ต้องบอกเลยว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง พอแต่งตัวเสร็จแล้วส่องกระจกดูตัวเอง หลิวจี้ก็ถึงกับตะลึงในความหล่อของตัวเองไปชั่วขณะ


ชายหนุ่มรูปงามสง่าผ่าเผยในกระจกนี่ คือตัวข้าเองหรือ


พอกลอกตาไปมาก็เห็นสตรีใจร้ายมายืนอยู่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ กำลังใช้สายตามองสำรวจเขาตั้งแต่บนลงล่าง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย นางพยักหน้าเบาๆเป็นครั้งคราว ดูเหมือนจะพอใจกับการแต่งตัวของเขาอยู่ไม่น้อย


หลิวจี้รีบเก็บกระจกบานเล็กแล้วถามอย่างประหลาดใจ “เมียจ๋าเจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”


“เมื่อกี้นี้เอง” ฉินเหยาตอบพลางก้าวเข้ามาในห้อง เดินวนรอบตัวหลิวจี้สามรอบด้วยความชื่นชมแล้วพูดอย่างพอใจว่า “ไม่เลว…เสื้อผ้าสวยดีจริงๆ”


มุมปากของหลิวจี้ที่กำลังจะยิ้มกว้างพลันแบะลงอย่างไม่สบอารมณ์ ที่แท้ก็แค่เสื้อผ้าสวยดีอย่างนั้นรึ ไม่ควรจะเป็นตัวเขาที่ดูดีหรอกหรือ


“อาวั่งรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว เจ้าไปเถอะ รีบกลับมาหน่อยล่ะ” ฉินเหยากำชับด้วยรอยยิ้มจางๆ


การกำชับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มของนางเช่นนี้ ทำให้หลิวจี้รู้สึกไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง รู้สึกเหมือนมีเลศนัยอะไรบางอย่าง เขาจึงลองถามหยั่งเชิงอย่างอ่อนแรงว่า


“เมียจ๋าเจ้าจะไปกับข้าด้วยหรือไม่”


ฉินเหยาโบกมือ “ข้าเป็นสตรี ไม่ออกไปเปิดหน้าเปิดตาข้างนอกหรอก”


หลิวจี้เบิกตากว้าง “เมียจ๋าเจ้าพูดอะไรนะ” เขาสงสัยว่าหูตัวเองเสียไปแล้ว ถึงได้หูแว่วไป


หลิวจี้ตกใจจนผงะ รีบเดินอ้อมนางออกไปนอกประตูพลางตบหน้าอกและบ่นพึมพำ “ไม่ไปก็ไม่ไปสิ พูดเรื่องเปิดหน้าเปิดตาอะไร ตกใจหมดเลย”


ฉินเหยาเดินตามไปอย่างพูดไม่ออก พอมาถึงนอกลานบ้านก็กำชับอาวั่งให้ขับรถม้าอย่างระมัดระวังแล้วโบกมือพูดว่า “ไปเถอะ”


เดิมทีหลิวจี้ก็ไม่สนใจการไปร่วมงานเลี้ยงวันนี้อยู่แล้ว พอเห็นปฏิกิริยาของฉินเหยาอีกก็ยิ่งไม่มีกะจิตกะใจ พอรถม้าเคลื่อนตัว เขาก็นอนแผ่หลาอยู่ในตัวรถม้า


นอนไปสักพักก็รู้สึกเบื่อจึงลุกขึ้นมาพิงประตูรถม้าแล้วถามคำถามอาวั่งไปเรื่อยเปื่อย


ทนมาจนถึงอำเภอ ในที่สุดพอได้สัมผัสกับความคึกคักของตลาด คนถึงได้มีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง


เมื่อรถม้าหยุดลงหน้าประตูใหญ่สีแดงชาดอันโอ่อ่าของจวนเสิ่น ดวงตาของหลิวจี้ก็ค่อยๆเป็นประกายขึ้น


เขาคิดในใจว่า อย่างไรเสียก็เป็นมหาเศรษฐี บางทีตนควรจะคาดหวังกับพวกเขามากกว่านี้อีกสักหน่อย


ทว่า พอไปถึงงานเลี้ยง ความคาดหวังในใจของหลิวจี้ก็ดับวูบลงในที่สุด


และก็เข้าใจขึ้นมาในทันทีว่าเหตุใดฉินเหยาถึงไม่ยอมตามมาด้วย


ดูเจ้าบ้านตระกูลเสิ่นนั่นสิ พูดจาเป็นการเป็นงานอิงแบบแผน ไม่ยิ้มไม่แย้ม ท่าทางแบบนั้นไม่ชวนให้คนอยากจะพูดคุยด้วยเลยแม้แต่น้อย


งานเลี้ยงในจินตนาการของหลิวจี้คือมีการดื่มอวยพรกันอย่างครื้นเครง คึกคัก มีชีวิตชีวา มีหญิงขับร้องและนางรำพร้อมหน้าพร้อมตา


อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะมีนักเล่านิทานสักคนสองคน เจ้าบ้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สุราเลิศรสและอาหารชั้นดีถูกยกมาขึ้นโต๊ะไม่ขาดสาย


แต่ในความเป็นจริงคือ เจ้าบ้านมีอาหารดีๆอยู่บ้าง แต่ก็เป็นอาหารที่หลิวจี้เคยกินเคยเห็นมาแล้ว พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือ ยังไม่ดีเท่าตอนที่เขาไปเป็นแขกที่ตระกูลฉีเลยด้วยซ้ำ


ส่วนความบันเทิงอื่นๆนั้นไม่มีเลยแม้แต่อย่างเดียว แม้แต่สุรายังไม่มียกขึ้นโต๊ะ มีแต่ชาต้าหงเผาชั้นเลิศอะไรเทือกนั้นที่เขากินแล้วก็ไม่รู้รสชาติ


พองานเลี้ยงดำเนินไปได้ครึ่งหนึ่ง อาจเป็นเพราะบรรยากาศมันแปลกประหลาดเกินไป ในที่สุดเจ้าบ้านก็รู้ตัว ให้คนรับใช้นำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมา ให้เขาแต่งกลอนแก้เบื่อ


ตอนนั้นหลิวจี้มีสีหน้าเดียวคือ…สิ้นหวังในชีวิต


ก็ต้องโทษตัวเองด้วยที่สร้างภาพลักษณ์คนจนที่เคร่งครัดในระเบียบวินัยต่อภายนอก เจ้าบ้านตระกูลเสิ่นนี่ก็เชื่อเป็นตุเป็นตะ ไม่เล่นตามบทเลยสักนิด


โชคยังดีที่โฉนดที่ดิน บ้านเรือนและร้านค้าที่มอบให้ในตอนท้ายยังไม่เลวนัก


มิฉะนั้น หลิวจี้เกรงว่าจะอดใจไม่ไหวสาดชาใสถ้วยนี้ใส่ตัวเจ้าบ้านตระกูลเสิ่นไปแล้ว


ชา ชา ชา บ้านเจ้ากินแต่ชากันทั้งบ้านเลยหรือไง!


เพียงแต่ไม่รู้ว่าเจ้าบ้าที่ไหนนำคำพูดไร้สาระที่ว่าเขาไม่ชอบการร้องรำทำเพลงและความฟุ่มเฟือยไปบอกต่อถึงตระกูลเติ้งและตระกูลเฉียนที่จะต้องไปเยือนในภายหลัง ทำให้งานเลี้ยงสองครั้งถัดมา เขาถูกรินชาให้ดื่มไปถึงสามกาเต็มๆ ถูกบังคับให้วิจารณ์กลอนเปรี้ยวๆไปอีกห้าบท


แถมยังวาดภาพลูกไก่จิกข้าวไปอีกสิบภาพ


“ภาพลูกไก่จิกข้าว?”


ฉินเหยาฟังรายงานของอาวั่งแล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัย การดื่มชาวิจารณ์กลอนยังพอว่า อยู่ในขอบเขตความสามารถของหลิวจี้


แต่เขาลงมือวาดภาพด้วยตัวเอง นี่มันลูกเล่นอะไรกัน


ฝีมือวาดภาพแค่นั้นของเขา ยังกล้าเอามาอวดอีกหรือ


มุมปากของอาวั่งกระตุกเล็กน้อย ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ชี้ไปทางห้องหนังสือ เป็นนัยว่าให้นางไปดูเองก็จะรู้


ฉินเหยาลุกขึ้นทันทีแล้วเดินไปยังห้องหนังสือของหลิวจี้ ประตูห้องเปิดกว้าง หลิวจี้นั่งหันหลังให้ประตูอยู่ที่หน้าโต๊ะแปดเซียน กำลังนับอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ


หูของฉินเหยากระดิกเล็กน้อย เหมือนจะได้ยินเสียงทื่อๆของก้อนเงินที่กระทบกัน


นางก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ก้มหน้าลงมองบนโต๊ะ สีเงินขาวโพลนจนแทบจะทำให้ตานางบอด!


หลิวจี้ไม่แปลกใจกับการมาถึงของนาง เขาเลื่อนก้อนเงินทั้งหมดบนโต๊ะมาตรงหน้านางอย่างรู้หน้าที่แล้วพูดด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจว่า


“เมียจ๋า ต่อไปนี้เจ้าแค่นั่งเสวยสุขอยู่ที่บ้านก็พอ เรื่องเล็กน้อยอย่างการหาเงินปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามีอย่างข้าเอง ขอเพียงแค่เจ้าปรนนิบัติข้าให้ดี รับรองว่าจะทำให้เจ้าได้กินดีอยู่ดี”


พูดจบ เขาก็เลิกคิ้วใส่นางอย่างลำพอง “ไม่ต้องประหลาดใจในความสามารถของสามีเจ้าเกินไปหรอก เอาไปสิ ใช้ไปเลยตามสบาย อยากจะใช้อย่างไรก็ใช้! ใช้หมดแล้วก็ยังมีอีก!”


“ใช้หมดแล้วก็ยังมีอีก?” คิ้วของฉินเหยาขมวดแน่น นางมองดูกองเงินก้อนเล็กๆบนโต๊ะซึ่งมีไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึงแล้วมองดูท่าทางลำพองของหลิวจี้ ก่อนจะถามอย่างอันตรายว่า “เจ้าใช้วิธีไหนหลอกเอามา”


“หลอกอะไรกัน” หลิวจี้ลุกพรวดขึ้นมา พูดอย่างมีเหตุผลว่า “นี่เป็นเงินที่ข้าหามาได้ด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ ใสสะอาดบริสุทธิ์”


“ความสามารถของเจ้าน่ะหรือ” ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะออกมา “ก็คือภาพลูกไก่จิกข้าวนั่นน่ะนะ”


นางพอจะรู้แล้วว่าทำไมอาวั่งถึงอ้ำๆอึ้งๆไม่กล้าพูด


“เจ้าขายภาพไปได้เงินเท่าไร” ฉินเหยานั่งลง หยิบเงินก้อนขึ้นมาโยนเล่นสองสามก้อน มันหนักอึ้ง เป็นเงินแท้ๆทั้งหมด


หลิวจี้เดาความหมายของนางไม่ออก เขาใช้มือทั้งสองข้างค้ำโต๊ะแล้วโน้มตัวลงมา ถามหยั่งเชิง “เมียจ๋า ข้าหาเงินได้แล้วเจ้าไม่ดีใจหรือ”


ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นจ้องมองดวงตาวิบวับของเขา ท่าทีพลันก็เปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมาทันที ดวงตาเย็นเยียบราวกับมีดแหลมคมที่ทิ่มแทงเข้ามา ทำให้รอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าของหลิวจี้นั้นหายวับไปใน เขารีบสารภาพว่า


“มีคนอยากให้ข้าช่วยทำธุระเล็กๆน้อยๆให้ ข้าก็เลยวาดภาพลูกไก่จิกข้าวสิบภาพนี้ขึ้นมา ข้าวหนึ่งเม็ดแทนเงินหนึ่งตำลึง พวกเขาแต่ละคนใช้เงินยี่สิบสามสิบตำลึงประมูลไป ด้วยวิธีนี้เงินก็จะมาถึงมือข้าได้อย่างสมเหตุสมผล ต่อให้วันหน้ามีคนสังเกตเห็นก็ดูไม่ออกถึงความผิดปกติ”


“เมียจ๋า นี่เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเต็มใจ อีกอย่างเงินนี่ตอนนี้ก็ฟอกจนขาวสะอาดแล้ว รับรองว่าเมียจ๋าเอาไปใช้จะไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย”


ยิ่งพูดหลิวจี้ยิ่งมั่นใจ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด จะร้อนรนไปทำไม


ตอนที่ 547: บรรยากาศในบ้านไม่สู้ดี


หลิวจี้กล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “เมียจ๋า เจ้าชอบพูดเสมอว่าข้าไม่มีความสามารถ เป็นคนไร้ประโยชน์ ข้าก็แค่อยากจะหาเงินมาให้เจ้าใช้ ให้เจ้ามีความสุขเท่านั้นเอง นี่ก็ผิดด้วยหรือ”


“อีกอย่าง เจ้าเองก็รับเงินของหวังจิ่นมา ช่วยเขาทำธุระมิใช่หรือ เหตุใดถึงได้ ‘อนุญาตให้ขุนนางวางเพลิง แต่ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านจุดตะเกียง’ เล่า”


ฉินเหยาหัวเราะเยาะ หากไม่ใช่นางที่คบหากับหลิวจี้มาหลายปี ลองเปลี่ยนเป็นคนอื่นมา เกรงว่าคงจะถูกท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจของเขาในตอนนี้หลอกล่อจนมองข้ามแก่นแท้ของเรื่องไปแล้ว


“ข้ารับเงินมาแล้วทำงานให้สำเร็จได้ เจ้าทำได้หรือไม่”


“ทำไม่ได้ขอรับ”


หลิวจี้ยอมรับอย่างไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย พอเห็นว่าแววตาของนางไม่ดุดันเหมือนเมื่อครู่แล้ว ความกล้าก็เพิ่มขึ้น เขาพูดพลางยิ้มแหะๆว่า “ดังนั้นข้าถึงได้เอาเงินทั้งหมดมาให้เมียจ๋าเจ้าแล้วอย่างไรเล่า ด้วยความสัมพันธ์ของเจ้ากับนายอำเภอซ่ง การจะจัดการเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ให้เรียบร้อยก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือมิใช่หรือ…”


ยังไม่ทันจะสิ้นเสียง ก็เห็นแววตาของนางมืดลงในทันที เปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร


หลิวจี้รีบหุบปากทันทีและถอยหลังไปอย่างระแวดระวัง


เขาลอบกลืนน้ำลาย แก้ตัวเสียงอ่อน “งะ…งั้นถ้าเจ้าไม่เต็มใจ ข้าจะเอาเงินไปคืนพวกเขาแล้วเอาภาพวาดกลับมาดีหรือไม่”


ฉินเหยาไม่พูดอะไร


หลิวจี้รออยู่ครู่หนึ่ง เห็นนางไม่พูดอะไรก็นึกว่านางเองก็เสียดาย ในใจจึงดีใจขึ้นมา


ทว่าความดีใจในใจเพิ่งจะเผยออกมา พอเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาสีนิลของนางก็ได้ยินเสียงตะคอกดังราวกับฟ้าร้อง


“เจ้ายังไม่ไปอีกหรือ?!”


“อ๊า~~” หลิวจี้ถูกเสียงตะคอกกะทันหันนี้ทำเอาใจสั่นสะท้านไปหมด เสียงก็เพี้ยนไป เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง ถึงจะหาเสียงของตัวเองเจอแล้วรีบตอบรับว่า


“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ไปเดี๋ยวนี้เลย! เมียจ๋าเจ้าต้องระงับโทสะไว้ อย่าโมโหจนร่างกายย่ำแย่ไปเล่า!”


แล้วตะโกนเรียกคนที่อยู่ในลานบ้านด้วยความตกใจกลัวว่า “อาวั่ง รีบจูงม้ามาเร็วเข้า!”


เขาพลิกผ้าปูโต๊ะขึ้น ห่อก้อนเงินทั้งหมดบนโต๊ะไว้แล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันที


เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว นอกลานบ้านก็มีเสียงกีบเท้าม้าห้อตะบึงดังขึ้น


ในห้องหนังสือ เงียบสงัดไปเป็นเวลานาน


อาวั่งแอบชะโงกหน้าเข้าไปมองข้างในก็สบเข้ากับดวงตาที่เย็นชาของฉินเหยาพอดี ในทันใดนั้นลมหายใจของเขาก็สะดุด


นางหรี่ตาลงอย่างอันตรายแล้วถามว่า “เจ้าไม่ตามไปแล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าหลิวจี้เอาเงินไปคืนจริงๆ หรือแค่แกล้งทำ”


อาวั่งกลั้นหายใจจนใกล้จะตายแล้ว แต่เขาก็ชื่นชมสมองของตัวเองมากที่ในสถานการณ์เช่นนี้ยังคิดได้ว่า ‘ฮูหยินท่านคิดมากไปแล้ว ข้าขอพนันด้วยสวนผักสิบหมู่ ต่อให้นายท่านใหญ่มีความกล้ามากกว่านี้ร้อยเท่า วันนี้เขาก็ไม่กล้าใช้ลูกเล่นใดๆทั้งสิ้น!’


ส่วนร่างกายนั้นกลับรักชีวิตอย่างยิ่ง เขาประสานหมัดรับคำสั่ง จากนั้นก็ใช้พละกำลังทั้งหมดบังคับร่างกายที่แข็งทื่อของตนให้หันหลัง ทะยานข้ามหลังคาแล้วไล่ตามนายท่านใหญ่ของตนที่ขี่ม้าหายไปอย่างรวดเร็ว

......

บรรยากาศในบ้านไม่สู้ดีนัก


พวกต้าหลางสี่พี่น้องพอกลับจากสำนักศึกษามาถึงบ้าน เห็นลานบ้านที่เงียบสงบและท่านแม่ที่นั่งอยู่คนเดียวในห้องโถงพลางมองไปทางทิศตะวันออกก็รู้สึกเช่นนี้


“ชู่ว์~” หลี่ซื่อโผล่ออกมาจากห้องครัว ทำท่าจุ๊ปากใส่อินเยว่และสี่พี่น้องแล้วโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขากลับเข้าห้องของตนไป


หนึ่งผู้ใหญ่กับเด็กอีกสี่คนจึงมองดูหลี่ซื่อแล้วก็มองดูสตรีที่นั่งหน้าดำคล้ำเป็นหมึกอยู่ในห้องโถง ต่างก็ยกมือขึ้นปิดปากของตนเองแล้วเดินย่องเบาๆ กลับเข้าห้องของตนไป


มื้อเย็นหลี่ซื่อเป็นคนแบ่งอาหารแล้วนำไปส่งให้พวกเขาถึงในห้อง


ตอนนี้เองที่ต้าหลางสี่พี่น้องถึงได้มีโอกาสรู้จากปากของท่านน้าหลี่ว่าตอนกลางวันที่บ้านเกิดอะไรขึ้น


พอรู้เรื่องที่ท่านพ่อขายภาพลูกไก่จิกข้าว ในใจของสี่พี่น้องพลันก็กระตุกวูบ


“ท่านพ่อคิดวิธีการรับสินบนเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกัน” เอ้อร์หลางตกใจอย่างยิ่งและยังแอบชื่นชมสมองของพ่อตัวเองอยู่หน่อยๆ


แต่ในใจของต้าหลางกลับคิดว่าแย่แล้ว ท่านพ่อกล้าทำแบบนั้นได้อย่างไรกัน!


ฝาแฝดสบตากันแล้วพึมพำอย่างเป็นกังวลว่า “ท่านพ่อจะรอดชีวิตจากคืนนี้ไปได้หรือไม่”


หลี่ซื่อสูดหายใจเข้าลึกๆ รอดจากคืนนี้หรือ?


นางมาอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลิวได้ไม่นาน ช่วงเวลานี้ที่ได้เจอหลิวจี้รวมๆกันแล้วก็ไม่นานนัก ดังนั้นจึงไม่ค่อยเข้าใจวิธีการใช้ชีวิตคู่ของสามีภรรยาคู่นี้เท่าไรนัก


แต่ก็พอจะรู้คร่าวๆ ว่านายท่านของตนนับถือยำเกรงฮูหยินเป็นอย่างยิ่ง


ส่วนเหตุผลที่นับถือยำเกรงถึงเพียงนี้ คิดว่าคงเป็นเพราะฮูหยินมีวรยุทธ์ที่เหนือกว่า


แต่เมื่อกี้ฟังจากน้ำเสียงของเหล่านายน้อยและคุณหนูแล้ว ถึงกับต้องเอาชีวิตกันเลยหรือ


เมื่อเห็นท่าทางตกใจของหลี่ซื่อ สี่พี่น้องก็ตบข้อมือของนางเบาๆเพื่อปลอบใจ


ต้าหลางปลอบไปอย่างจริงจังว่า “ไม่เป็นไรขอรับท่านน้าหลี่ ท่านไม่ต้องกังวลเกินไป เมื่อดูจากประโยชน์ที่สถานะปัจจุบันของท่านพ่อจะนำมาให้ได้แล้ว ท่านแม่คงยังไม่เอาชีวิตเขาในตอนนี้หรอกขอรับ”


“แต่ว่า…” เด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่อง คิ้วขมวดขึ้น “ถ้าท่านพ่อรนหาที่ตายเองก็พูดยากเหมือนกันขอรับ”


“แต่น้าหลี่อย่ากังวลไปเลย กลับห้องไปพักผ่อนเถอะขอรับ เสี่ยวไหลฝูยังรอท่านทำมื้อเย็นให้อยู่นะขอรับ” ต้าหลางกล่าวพลางยิ้ม


เด็กหนุ่มตัวน้อย ดูช่างเข้มแข็งเสียนี่กระไร


หลี่ซื่อ “…”


“น้าหลี่ พรุ่งนี้เช้าเจอกันใหม่นะเจ้าคะ” ฝาแฝดโบกมืออย่างว่าง่าย


เอ้อร์หลางเดินไปส่งนางด้วยตนเอง จากนั้นก็ปิดประตูเสียงดังปังเพื่อกันไม่ให้อีกฝ่ายโดนลูกหลงไปด้วย


หลี่ซื่องุนงงและตัวสั่นเทาไปหมด เมื่อกลับไปยังสวนหลังบ้านก็พอดีกับที่ซ่งอวี้เลิกงานกลับมาจึงอยากจะเล่าข่าวร้ายที่เพิ่งได้ยินมาจากพวกต้าหลางสี่พี่น้องให้เขาฟัง


แต่ยังไม่ทันจะได้พูดก็ถูกซ่งอวี้ใช้มือปิดปากไว้


“พ่อบ้านอาวั่งกับนายท่านกลับมาแล้ว” ซ่งอวี้ส่งสัญญาณให้ภรรยาอย่าพูดอะไรออกมา เพราะเขารู้ดีกว่านางว่าฮูหยินร้ายกาจเพียงใด


อย่างไรเสียนั่นก็คือคนที่โหดเหี้ยมถึงขนาดที่สามารถตัดศีรษะคนสามสิบคนได้ด้วยตัวคนเดียว


ทั้งสามคนในครอบครัวขลุกตัวอยู่ในห้อง ปิดประตูหน้าต่างอย่างดี เอาสำลีอุดหู รีบกินข้าวไปไม่กี่คำแล้วก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง


เสี่ยวไหลฝูไม่รู้ว่าที่บ้านเกิดอะไรขึ้น เขารู้สึกเพียงว่าท่าทีของท่านพ่อท่านแม่ช่างแปลกประหลาด แต่การเอาสำลีอุดหูก็สนุกดีเหมือนกัน


ในคืนนั้น หลิวเหล่าฮั่นและหลิวเฝยสองพ่อลูกที่เรือนเก่าพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝันเพราะเสียงกรีดร้อง แต่พอตั้งใจฟังอีกทีกลับไม่ได้ยินอะไรเลย


แต่พอจะนอนต่อก็รู้สึกใจคอไม่ดี ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ


ส่วนที่เรือนปทุม สือโถวกลับได้ยินเสียงกรีดร้องที่คุ้นเคยดังมาจากเนินเขาทางทิศเหนืออย่างชัดเจน ทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน


สองศิษย์อาจารย์ที่กำลังเล่นหมากล้อมอยู่ในห้องขมวดคิ้วพร้อมกัน ฉีเซียนกวนถามสือโถวว่าเป็นเสียงกรีดร้องของใคร


สือโถวตอบ “เป็นของคุณชายจี้ขอรับ”


ฉีเซียนกวนแทบไม่ได้คิดอะไร ในใจก็มีลางสังหรณ์บอกเขาว่า ต้องเป็นหลิวจี้ที่นำเรื่องเล่าเกี่ยวกับภาพลูกไก่จิกข้าวที่ตนบอกเขาไปปฏิบัติจริงแล้วอย่างแน่นอน


ในใจรู้สึกไม่สงบ เขาลุกขึ้นเตรียมจะไปดู


แต่กลับถูกกงเหลียงเหลียวห้ามไว้


ชายชรากล่าวอย่างสมน้ำหน้าว่า “เจ้าเด็กนี่โอหังมาตลอดทาง แม้แต่กับอาจารย์ก็เริ่มจะปล่อยตัวปล่อยใจ ให้เหยาเหนียงสั่งสอนเขาเสียบ้าง จะได้ไม่เหลิงจนไม่รู้ว่าตัวเองมีดีแค่ไหน”


“แต่ทำแบบนี้จะไม่ถึงกับตายหรือขอรับ” ฉีเซียนกวนกังวลอย่างยิ่ง มองไปยังทิศทางของเนินเขาทางทิศเหนืออยู่บ่อยครั้ง


“ไม่หรอก” กงเหลียงเหลียวกล่าวอย่างมั่นใจ


เขาเพิ่งจะพูดจบ เสียงกรีดร้องนั้นก็พลันเงียบหายไป ทั้งหมู่บ้านเงียบสงัดลง ได้ยินเพียงเสียงแมลงและนกร้องมาจากในภูเขา


ฉีเซียนกวนลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แค่กรีดร้องไปสองสามครั้ง ศิษย์น้องคงจะไม่เป็นอะไรมากหรอก…ใช่หรือไม่


ตอนที่ 548: รู้จักผิด รู้จักแก้ไข


ฟ้ายังไม่สว่าง ฉีเซียนกวนก็อ้างเรื่องการฝึกฝนยามเช้า ถือกระบี่เล่มหนึ่งมาที่โรงโม่น้ำริมฝั่งแม่น้ำแล้วแอบซุ่มรออยู่เงียบๆ


รอไม่นานนักก็เห็นเงาคนที่คุ้นเคยสวมหมวกที่มีม่านคลุมหน้า บนบ่าแบกจอบ เดินโซซัดโซเซลงมาจากภูเขา ตรงไปยังทุ่งนา


ตอนที่เดินผ่านโรงโม่น้ำ เงานั้นก็เห็นเขา เพียงแต่เอียงศีรษะเล็กน้อย ไม่ได้ทักทายเขาสักคำแล้วก็เดินจากไป


ฉีเซียนกวนตามไปอย่างสงสัย เขาตามไปตลอดทางจนถึงที่นาของบ้านฉินเหยา ถึงได้ร้องเรียกอย่างไม่แน่ใจว่า “ศิษย์น้อง?”


ผู้ที่สวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าไม่ได้หยุดเดิน เพียงตอบรับในลำคอเสียงอู้อี้


ไม่รู้ว่าตนเองคิดมากไปหรือไม่ ฉีเซียนกวนรู้สึกว่าน้ำเสียงนี้แหบแห้งเป็นพิเศษ


เดี๋ยวก่อน!


หลิวจี้แบกจอบลงไปทำงานในนาด้วยตัวเองเนี่ยนะ


ฉีเซียนกวนรีบเดินไปสองก้าว ตามฝีเท้าของคนข้างหน้าไป น่าเสียดายที่คันนาแคบ เขาพยายามจะเดินเข้าไปดูหน้าของคนคนนั้นหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ แถมยังเกือบจะตกลงไปในนาอีกด้วย


โชคยังดีที่คนข้างหน้าตาไว มือไวจึงยื่นมือออกมาคว้าตัวเขาไว้ได้ทัน


“ศิษย์พี่ตัวน้อยโปรดมองทางใต้เท้าให้ดีด้วยขอรับ” หลิวจี้วางเขาลง หยุดอยู่ที่ที่นาของตน พับแขนเสื้อขึ้น ถ่มน้ำลายสองทีแล้วจับจอบให้มั่นก่อนจะลงไปในนา


ฉีเซียนกวนยืนนิ่งอยู่บนคันนา มองดูเขาที่กำลังขุดพรวนดินแห้งอย่างขยันขันแข็งและจริงจัง เขาหลับตาลงแน่น หรือว่านี่จะเป็นภาพหลอน


แต่พอเปิดตาขึ้นมา คนที่กำลังพรวนดินก็ยังคงขยันขันแข็งอยู่


“ศิษย์น้อง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ฉีเซียนกวนขมวดคิ้วแน่น ถามหยั่งเชิง


คนที่พรวนดินไม่ได้หันกลับมา พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ข้าสบายดี ขอบคุณศิษย์พี่ที่เป็นห่วง อุตส่าห์มารอข้าที่ปากทางแต่เช้า”


ฉีเซียนกวนถาม “เหตุใดเจ้าถึงต้องสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าด้วยเล่า”


เมื่อเงยหน้ามองฟ้า ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลย อีกอย่างก็ผ่านฤดูใบไม้ร่วงไปแล้ว แดดตอนนี้ไม่แรงเลยสักนิด


หรือว่าเป็นเพราะถูกฉินฮูหยินทุบตีจนหน้าตาบวมปูด ไม่กล้าสู้หน้าคนเลยต้องสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าเพื่อปกปิดไว้


ฉีเซียนกวนกำลังคาดเดาความเป็นไปได้ต่างๆนานาก็เห็นคนในนาลุกขึ้นยืนตรง ค่อยๆหันกลับมาแล้วถอดหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าออกต่อหน้าเขา


ผิดคาด ไม่มีรอยฟกช้ำใดๆ


แต่ก็เป็นไปตามคาด บนใบหน้ามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่น่ามองจริงๆ


เห็นเพียงนัยน์ตาดอกท้อที่เคยสดใสและมีเสน่ห์ที่สุดคู่นั้น ตอนนี้กลับบวมแดงราวกับผลเหอเถา ฉีเซียนกวนไม่ทันได้ตั้งตัว ถึงกับสะดุ้งตกใจ


“ศิษย์น้อง ตาของเจ้า…”


“ใช่ ตาของข้าเอง” หลิวจี้ยิ้มอย่างขมขื่น ยกมือขึ้นลูบดวงตาเบาๆ เพียงแค่สัมผัสเบาๆ ก็เจ็บจนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าดังซี๊ด “นี่คือน้ำตาแห่งความเสียใจที่ข้าหลั่งออกมา”


พอนึกถึงเมื่อคืน ในดวงตาที่บวมแดงจนเหลือเพียงรอยขีดบางๆของเขาก็มีน้ำตาคลออยู่รำไร


แต่เมียจ๋าบอกว่า รู้จักผิดรู้จักแก้ไขนับเป็นคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ แก้ไขได้ทันท่วงทีก็ยังเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง!


หลิวจี้กะพริบตา ขับไล่น้ำตาหยดนั้นออกมาแล้วสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้ากลับเข้าไปใหม่ เริ่มแพ้วถางต่อไป


ที่ดินสิบหมู่เชียวนะ มีเขาอยู่คนเดียว ถ้าไม่ทำงานหนักแทบเป็นแทบตาย หากพลาดช่วงเวลาเพาะปลูกข้าวสาลีไป ถึงตอนนั้นเมล็ดพันธุ์ที่จะถูกฝังลงในดินผืนนี้ก็จะกลายเป็นเขาแทน


เมื่อเห็นศิษย์น้องของตนที่ปกติแล้วยกของก็ไม่ไหว แบกของก็ไม่รอด กลายร่างเป็นมนุษย์จอบสายลมกรด ฉีเซียนกวน ก็ยืนนิ่งไม่ได้สติอยู่บนคันนาเป็นเวลานาน


จนกระทั่งแสงแดดแรกสาดส่องลงบนใบหน้า ร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้น ถึงได้สะดุ้งตื่นขึ้นมา


เขาถามด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง “ศิษย์น้อง ฮูหยินไม่ได้ทำอะไรเจ้าจริงๆหรือ”


หลิวจี้หันกลับมายิ้มอย่างซาบซึ้ง “เมียจ๋าตีข้าเพราะรักข้า ข้าไม่มีอะไรจะต้องเสียใจ”


ในใจของฉีเซียนกวนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ที่แท้ศิษย์น้องก็เป็นศิษย์น้องแบบนี้นี่เอง!


แต่เรื่องที่น่าตกใจขนาดนี้จะรู้เพียงคนเดียวได้อย่างไร เขาจะกลับไปบอกท่านอาจารย์ต่อ!


ดังนั้น ตอนเที่ยงวันที่แดดกำลังดี


บนคันนา มีคนกลุ่มหนึ่งยืนล้อมวงดูเขาอยู่


ในบรรดาคนเหล่านี้ นอกจากกงเหลียงเหลียวและเหล่าผู้คุ้มกันที่ฉีเซียนกวนพามาในตอนแรกแล้ว ยังมีชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวอีกกว่าครึ่งหมู่บ้าน


อย่างไรเสียก็ยังไม่เคยเห็นนายท่านจวี่เหรินลงมาทำงานในนา และนายท่านจวี่เหรินคนนี้ก็ยังเป็นหลิวซานเอ๋อร์คนเสเพลที่ขึ้นชื่อในหมู่บ้านอีกด้วย ยิ่งน่าแปลกใจเข้าไปใหญ่


ด้วยความบังเอิญ ชื่อเสียงในด้านการไม่ลืมรากเหง้าของหลิวจี้ก็ค่อยๆแพร่กระจายออกไปในหมู่บ้าน ใครก็ตามที่ได้ยินชื่อหลิวจี้ล้วนอดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทีชื่นชม


มีเพียงสองศิษย์อาจารย์กงเหลียงเหลียวที่รู้ความจริงเท่านั้น ที่เมื่อได้ยินชาวบ้านชื่นชมหลิวจี้ก็รู้สึกว่าโลกนี้มันช่างไร้สาระสิ้นดี!


ตลอดห้าวันเต็ม ด้วยการทำงานอย่างขยันขันแข็งทั้งวันทั้งคืนของหลิวจี้ ในที่สุดที่ดินสิบหมู่ก็พรวนดินเสร็จ


หลังจากใช้เวลาอีกสามวันในการเพาะปลูกเมล็ดข้าวสาลีจนหมด ในที่สุดชีวิตที่ทุกข์ทรมานราวกับตายทั้งเป็นของเขาก็จบลงชั่วคราว


“เมียจ๋า ข้าทำเสร็จแล้ว!”


ตอนเย็น บนโต๊ะอาหาร ขณะที่ฉินเหยาและเด็กๆกำลังจะหยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าว หลิวจี้ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยก็พุ่งเข้ามาในประตูด้วยความดีใจแล้วรายงานเสียงดัง


นัยน์ตาดอกท้อที่หายบวมแดงแล้วมองดูอาหารเลิศรสบนโต๊ะอย่างปรารถนา อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย


ช่วยไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้นั่งกินข้าวบนโต๊ะติดต่อกันมาแปดวันแล้ว สามมื้อในแต่ละวันมีแต่โจ๊กขาวกับผักดอง ที่เขายังทนอยู่ได้ ก็เพราะได้ไปแอบกินเนื้อสองชิ้นที่เรือนปทุมทุกวัน


ส่วนเรือนเก่านั้นไม่กล้าไปเลย สตรีใจร้ายได้สั่งไว้ล่วงหน้าแล้วว่าใครกล้าให้เขาไปกินข้าวที่บ้านก็อย่าหวังจะได้ทำงานในโรงงานเครื่องเขียนอีกต่อไป


เรือนปทุมซึ่งเป็นที่เดียวที่กล้าให้ที่พักพิงแก่เขาก็ไม่กล้าให้เขาอยู่นาน เพียงแค่ให้เขานั่งยองๆที่หน้าประตูใหญ่ แล้วแอบกินเนื้อสองชิ้นในแต่ละวันเท่านั้น


ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ฉีเซียนกวนไม่กล้ามาหาต้าหลางที่บ้านของฉินเหยาในช่วงไม่กี่วันนี้ กลัวว่าจะเจอฉินเหยาแล้วถูกสายตาอันเฉียบคมของนางทิ่มแทง


สรุปก็คือ ตลอดแปดวันนี้ ไม่เพียงแต่หลิวจี้จะใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานราวกับตายทั้งเป็น คนอื่นๆในบ้านก็พลอยต้องระมัดระวัง ไม่กล้าทำอะไรเสียงดังไปด้วย


ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าท่านพ่อทำงานในนาเสร็จแล้ว ทุกคนบนโต๊ะก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก จากนั้นก็หันไปมองฉินเหยาพร้อมกัน รอคำตัดสินสุดท้ายของนาง


เมื่อถูกสายตาหลายคู่จ้องมอง ฉินเหยาก็วางตะเกียบที่เพิ่งหยิบขึ้นมาลงอย่างสงบแล้วหันไปถาม


“ข้าวสาลีสิบหมู่ทำเสร็จตามมาตรฐานของอาวั่งเมื่อปีที่แล้วทั้งหมดแล้วหรือ”


หลิวจี้พยักหน้าหงึกๆ สายตาจริงใจอย่างยิ่ง “ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย”


ฉินเหยาส่งสายตาให้อาวั่ง อาวั่งก็ลุกออกจากโต๊ะไป ครึ่งเค่อต่อมาก็กลับมารายงานว่า “ฮูหยิน เสร็จเรียบร้อยแล้วจริงๆขอรับ”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ดูเหมือนว่าคนอย่างหลิวจี้นี่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัดจริงๆ


เพียงแต่สมองหมูนั่นมักจะคิดอะไรไม่ค่อยออก ต้องคอยเคาะเป็นครั้งคราวเพื่อให้เขาได้สติ


“เมียจ๋า ข้าขึ้นโต๊ะกินข้าวได้แล้วหรือยัง” หลิวจี้จ้องมองไก่ เป็ด ปลา และเนื้อบนโต๊ะ แล้วถามอย่างระมัดระวัง


ฉินเหยาหยุดไปครู่หนึ่ง พอแสงแห่งความคาดหวังในดวงตาของหลิวจี้ค่อยๆเลือนหายไป นางถึงได้ตอบรับ “ไปจัดการตัวเองให้สะอาด อย่ามาทำโต๊ะเก้าอี้ของข้าสกปรก”


ความประหลาดใจมาเร็วเกินไป หลิวจี้จึงควบคุมรอยยิ้มบนใบหน้าไว้ไม่อยู่เลย เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด “ได้เลยขอรับ!”


เขาทิ้งเครื่องมือเกษตรในมือทันที ล้างมือล้างหน้าแล้วใช้น้ำที่เปียกมือจัดแต่งผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่แล้วนั่งลงบนโต๊ะอย่างเป็นผู้เป็นคน


หลี่ซื่อยกถ้วยตะเกียบชุดใหม่มาให้ หลิวจี้ก็หยิบตะเกียบขึ้นมากำลังจะกินก็ได้ยินเสียงต้าหลางกระแอมแรงๆ ถึงได้นึกขึ้นได้ว่าประมุขของบ้านยังไม่ได้เริ่มกินเลย


เขารีบวางตะเกียบลงแล้วยิ้มแห้งๆ ทำท่าผายมือเชิญฉินเหยาอย่างประจบประแจงอย่างยิ่ง


ตอนที่ 549: กล่องเครื่องใช้สตรีขายดีเป็นเทน้ำเทท่า


ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จ ล้างหน้าล้างตาให้สะอาดแล้วมาหาข้าที่ห้อง”


“เอ่อ นี่ นี่…” หลิวจี้มองดูเด็กๆ อินเยว่และอาวั่งที่อยู่บนโต๊ะแล้วพูดกับฉินเหยาอย่างอิดออดเจือเขินอายว่า “เด็กๆก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา พูดแบบนี้จะไม่ค่อยดีเท่าไรกระมัง”


สีหน้าของฉินเหยาเคร่งขรึมลง ใครบางคนรีบหุบปากทันที ยิ้มน้อยพลางพยักหน้า “เข้าใจแล้ว เมียจ๋ารีบกินข้าวเถอะ”


ถ้ายังไม่ได้กินอีก เขาคงจะหิวจนคลั่งแล้ว!


ฉินเหยาส่ายหน้า ขี้เกียจจะมองท่าทางซอมซ่อแบบชาวนาของเขา หยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วเริ่มกิน


หลังอาหารเย็น ฉินเหยากลับเข้าห้องไปก่อน ทุกคนในบ้านจัดการธุระของตนเองเสร็จก็แยกย้ายกันกลับเข้าห้องของตน


หลิวจี้เป็นคนสุดท้ายที่เดินออกมาจากห้องอาบน้ำ หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกายอย่างพิถีพิถันแล้ว เขาก็รู้สึกว่าตัวเบาขึ้นสองเหลี่ยง


เขาสูดหายใจเข้าลึกๆใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน ในที่สุดเจ้าหลิวสามคนนี้ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง!


เงยหน้าขึ้นมองเรือนหลักฝั่งตรงข้ามที่ยังเปิดไฟสว่างอยู่ หลิวจี้ก็ก้มหน้าลงจัดรอยยับบนชุดคลุมสีขาวให้เรียบร้อย คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ดึงคอเสื้อให้เปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าวับๆแวมๆ


จะสามารถง้อสตรีใจร้ายให้หายโกรธได้สำเร็จหรือไม่ จะได้สถานะเดิมกลับคืนมาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคืนนี้แล้ว


ด้วยความกล้าหาญที่พร้อมสละชีพล้นเต็มอก หลิวจี้ก้าวเดินไปยังหน้าประตูเรือนหลักแล้วยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ


“เมียจ๋า ข้าเข้าไปนะ”


“เข้ามา”


ประตูถูกผลักเปิดออกแล้วก็ปิดลงเบาๆ


ในห้องจุดเทียนไว้เพียงเล่มเดียว ส่องสว่างเพียงพื้นที่เล็กๆบริเวณหน้าโต๊ะ


ฉินเหยานั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะ มือหนึ่งดีดลูกคิด อีกมือหนึ่งก็จดบันทึก บนโต๊ะวางโฉนดที่ดิน บ้านและร้านค้าที่ตระกูลเสิ่น ตระกูลเติ้งและตระกูลเฉียนส่งมาให้ไว้


รับของของคนอื่นมาแล้วก็ต้องจัดการเรื่องให้เรียบร้อย ฉินเหยาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาเลย ชี้ไปที่ที่นั่งว่างฝั่งตรงข้ามเป็นสัญญาณให้หลิวจี้นั่งลงแล้วกำชับว่า


“พรุ่งนี้เจ้าเข้าเมืองไป จัดการเรื่องของสามตระกูลนี้ให้เรียบร้อย ในเมื่อรับผลประโยชน์ของเขามาแล้วก็อย่าให้เขาต้องมาเร่งเรา”


พูดพลางยื่นรายการที่ดิน บ้าน และร้านค้าที่คำนวณไว้แล้วให้หลิวจี้ดู “ตระกูลเสิ่นให้เรือนเล็กสองตอนที่ชานเมืองหลังหนึ่งและร้านค้าติดถนนขนาดสิบห้าผิง


บนถนนสายตะวันออกในเมืองอีกหนึ่งห้อง”


“ตระกูลเติ้งให้นาชั้นดีสิบหมู่ ป่าเขาสามสิบหมู่ ทั้งหมดอยู่ที่เมืองหลานเซียง”


“ยังมีของตระกูลเฉียนอีก ร้านผ้าของบ้านนี้เป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอไคหยางของเรา ส่งผ้าไหมเนื้อดีมาสิบพับ ผ้าฝ้ายยี่สิบพับ ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่สามารถคำนวณราคาออกมาได้ชัดเจนและยังเปลี่ยนเป็นเงินได้ง่ายที่สุดด้วย”


แค่ใช้เองในบ้านก็ใช้ไม่หมดแล้ว ฉินเหยาจึงเตรียมผ้าไหมเนื้อดีห้าพับเพื่อส่งไปให้เรือนปทุมในนามของหลิวจี้


ผ้าฝ้ายให้เรือนเก่าไปห้าพับ ผู้เฒ่าทั้งสองคนละพับ ที่เหลือแบ่งกันบ้านละพับ


ร้านค้าและเรือนที่ตระกูลเสิ่นให้มา ฉินเหยาวางแผนจะปล่อยเช่าทั้งหมด สามารถเก็บค่าเช่าได้ไม่น้อยในแต่ละเดือน


ส่วนนาและที่ดินป่าเขาที่ตระกูลเติ้งให้มา ยังต้องไปสำรวจพื้นที่จริงก่อนถึงจะวางแผนได้


นานั้นจัดการง่าย ปล่อยเช่าไปเสียก็สิ้นเรื่อง ส่วนที่ดินป่าเขาผืนนั้นได้ยินว่าปลูกต้นผลไม้ไว้ หากสามารถให้ผลผลิตได้ ฉินเหยาวางแผนจะให้ซ่งอวี้หาเกษตรกรในท้องถิ่นมาช่วยดูแล


หลิวจี้ฟังเสียงลูกคิดที่ดังเปาะแปะอยู่ในห้องแล้วก็ยืนนิ่งไป ที่แท้เมียจ๋าให้เขามาหาที่ห้องตอนกลางคืน ไม่ใช่เพราะอยากจะทำเรื่องไม่ดีไม่งามอะไรหรอกหรือ


“ที่ข้าพูด เจ้าได้ยินชัดเจนแล้วหรือไม่ หรือว่าเจ้าอยากจะลงไปทำนาต่อ” ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นถามอย่างอันตราย


หลิวจี้รีบรวบรวมสมาธิ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วสรุปเรื่องที่นางเพิ่งสั่งไปทีละเรื่องโดยไม่ตกหล่น


ฉินเหยาพยักหน้าอย่างพอใจ เก็บของบนโต๊ะให้เรียบร้อย พอเห็นว่าหลิวจี้ยังไม่ไปจึงถามอย่างเย็นชาว่า “เจ้าอยากจะอยู่ต่อหรือ”


“ไม่ๆๆ เมียจ๋าพักผ่อนเถอะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” หลิวจี้รีบลุกขึ้น ก่อนจะออกจากประตูก็พูดอย่างประจบประแจงว่า “เมียจ๋าวางใจเถิด พรุ่งนี้เช้าข้าจะเข้าเมืองไปจัดการเรื่องที่เมียจ๋าสั่งให้เรียบร้อยทั้งหมด รับรองว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย”


พูดจบก็ค่อยๆถอยออกไปแล้วปิดประตูให้เรียบร้อยอย่างใส่ใจ


ลมยามค่ำคืนค่อนข้างแรง พัดจนคอของหลิวจี้เย็นวาบ เขารีบดึงคอเสื้อที่เพิ่งเปิดออกให้กระชับ กอด.อกเดินไปยังห้องหนังสือ มุมปากก็ค่อยๆยกสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว


เมียจ๋ามอบหมายงานให้เขาอีกแล้ว~ แสดงว่านางยังคงเชื่อใจเขาอยู่มาก!


พอคิดถึงตรงนี้ มุมปากของหลิวจี้ก็ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก อาการบาดเจ็บภายในที่เจ็บปวดอยู่ลึกๆก็ดูเหมือนจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง


กลับมาถึงโลกส่วนตัวเล็กๆของตนเอง หลิวจี้หยิบกระจกออกมาส่อง เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ซูบซีดลงของตนเอง อารมณ์ก็ซับซ้อน


สตรีใจร้ายคนนี้ เวลาลงมือก็ช่างโหดเหี้ยมเหลือทน แต่ก็ยังรู้จักหลีกเลี่ยงใบหน้าที่หล่อเหลาล่มเมืองของเขา ไม่ทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าคนอื่น ยังคงรักษาหน้าตาของจวี่เหรินไว้ให้ก็นับว่าใส่ใจเขาอยู่ใช่หรือไม่


อาศัยการมโนไปเอง อารมณ์ของหลิวจี้ก็กลับมาดีขึ้น นอนหลับเต็มอิ่ม ตื่นเช้ามาก็เปลี่ยนจากสภาพที่ทรุดโทรมก่อนหน้านี้ไปเป็นสดชื่นแจ่มใสแล้วเข้าเมืองไปทำธุระ


ฉินเหยายืนอยู่ในลานหน้าบ้าน มองดูแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างสบายอารมณ์ คิ้วก็ขมวดเล็กน้อย


ฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้ เป็นเพราะใจกว้าง หรือว่าไม่ได้จดจำบทเรียนครั้งนี้ไว้ในใจเลยกันแน่


ไม่ทันให้ฉินเหยาได้คิดมาก หลิวไป่ก็นำจดหมายที่ส่งมาจากเมืองหลวงของมณฑลมาให้ถึงบ้าน


เป็นจดหมายจากชิวเยี่ยน ฉินเหยาเปิดอ่านเนื้อหาในจดหมายคร่าวๆ มุมปากก็ยกสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้


หลิวไป่ถามอย่างสงสัย “มีเรื่องดีอะไรหรือ”


ฉินเหยายื่นจดหมายให้เขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “กล่องเครื่องใช้สตรีขายดีเป็นเทน้ำเทท่าที่เมืองหลวง ชิวเยี่ยนถามข้าว่าก่อนสิ้นปีจะส่งของให้เขาได้เท่าไร ยิ่งเยอะยิ่งดี”


หลิวไป่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจอย่างยิ่ง รีบรับจดหมายมาอ่านอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ชั้นเรียนสอนหนังสือที่ไปเรียนมาไม่เสียเปล่า ตอนนี้เขาสามารถอ่านเข้าใจได้ถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว


เขาส่งจดหมายคืนให้ฉินเหยาแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “เช่นนั้นต้องรีบไปบอกข่าวนี้กับผู้จัดการซ่ง จะได้ให้โรงงานเร่งผลิตเต็มกำลัง ตามความเร็วปกติของเราแล้ว สองสามพันชิ้นก็ผลิตออกมาได้”


ฉินเหยายกมือขึ้น “ไม่ต้องมากขนาดนั้น”


ไม่ได้มองสีหน้างุนงงของหลิวไป่ ฉินเหยาก็สั่งว่า “พี่ใหญ่ท่านกลับไปที่โรงงานก่อนแล้วบอกเรื่องนี้กับซ่งอวี้ ให้เขาเรียกเหล่าผู้จัดการไปที่ห้องประชุม เดี๋ยวข้าตามไป”


หลิวไป่รีบตอบรับแล้ววิ่งเหยาะๆจากไป


ฉินเหยากลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เหมาะสม บอกหลี่ซื่อที่อยู่ที่บ้านว่าไม่ต้องเผื่ออาหารกลางวันให้ตนแล้วก้าวยาวๆ ไปยังโรงงานเครื่องเขียน


การปรับปรุงโรงงานใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว ที่ดินทั้งหมดถูกโรงงานเครื่องเขียนซื้อไว้แล้ว ตอนนี้โรงงานใหม่ก็สร้างอยู่ข้างๆ โรงงานเครื่องเขียนเดิม


โรงงานเก่าส่วนใหญ่ถูกทุบไปแล้ว แผนกต่างๆก็ย้ายเข้าไปในโรงงานใหม่แล้ว เหลือเพียงโรงอาหารเท่านั้น


สถานที่แห่งนี้ฉินเหยาไม่ได้วางแผนจะทุบทิ้ง การแยกโรงอาหารออกมาก็ดีเหมือนกัน อย่างไรเสียระยะห่างระหว่างโรงงานเก่ากับโรงงานใหม่ก็ห่างกันไม่ถึงห้าสิบเมตร


อีกทั้งพื้นที่ว่างที่เกิดจากการทุบทิ้ง ยังต้องสร้างเรือนใหญ่สองแถวเพื่อทำเป็นหอพักรวมเพื่อให้คนงานที่อยู่ไกลได้เช่าอาศัยในอนาคต


รูปแบบของโรงงานใหม่คล้ายกับของเดิม แต่สายการผลิตแบ่งออกเป็นสองสาย


สายหนึ่งเป็นขนาดเล็ก ใช้สำหรับผลิตหีบหนังสือพลังเซียนและกล่องของขวัญแบบเดิม


อีกสายหนึ่งเป็นขนาดใหญ่และยังเป็นสายที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ด้วย ใช้สำหรับผลิตกล่องเครื่องใช้สตรี


นอกจากนี้ ยังมีแผนกวัตถุดิบที่สำคัญอีกสองแห่งคือโรงปักผ้าและโรงงานหยกซึ่งตั้งอยู่นอกหมู่บ้านตระกูลหลิว


โรงปักผ้าดูแลผลิตภัณฑ์ผ้าทั้งหมด โรงงานหยกจะดูแลการผลิตชิ้นส่วนหยกทั้งหมด หลังจากผลิตเสร็จที่นั่นแล้วก็จะถูกส่งมาที่โรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อทำการประกอบและจัดส่งสินค้าในทีเดียว


มีซ่งอวี้และอวิ๋นเหนียงสองคนดูแลกิจการภายในโรงงาน ฉินเหยาแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย เพียงแค่ควบคุมทิศทางที่สำคัญเท่านั้น


เช่นจดหมายของชิวเยี่ยนในวันนี้ นางก็ต้องมาประกาศภารกิจการผลิตต่อไปด้วยตนเอง


เกี่ยวข้องกับการสร้างชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต ฉินเหยาจึงต้องมาคอยกำกับดูแลเหล่าผู้จัดการให้ดำเนินการด้วยตนเองถึงจะวางใจได้


ตอนที่ 550: ระดมความคิด


ภายในห้องประชุม ซ่งอวี้และผู้จัดการคนอื่นๆ ที่มาได้ก็มากันพร้อมหน้าแล้ว


นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเหยาได้เหยียบย่างเข้ามาในห้องประชุมใหญ่ที่ใหม่เอี่ยมและกว้างขวางแห่งนี้ มันมีโครงสร้างเป็นอิฐและไม้แบบโบราณ ดูโอ่อ่าสง่างาม ยากจะจินตนาการได้ว่าห้องเช่นนี้จะปรากฏอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆบนภูเขา


รสนิยมของช่างไม้หลิวช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ฉินเหยาพอใจอย่างยิ่ง รู้สึกว่าการเชิญช่างไม้หลิวกลับมาช่วยตกแต่งโรงงานใหม่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดของปีนี้


ภายในห้องประชุมที่กว้างขวาง มีโต๊ะยาวขนาดใหญ่ตัวหนึ่งวางอยู่ หน้าโต๊ะทำจากไม้โบราณแผ่นเดียว


รอบๆ เป็นม้านั่งธรรมชาติที่ทำจากรากไม้ต่างๆ เคลือบด้วยสีทาเคลือบใสเหมือนกันทั้งหมด เผยให้เห็นสีไม้ธรรมชาติที่ดูอบอุ่น


ฉินเหยานั่งลงบนที่นั่งประธานแล้วเข้าเรื่องทันที


“ข่าวดีจากเมืองหลวง ข้าคิดว่าทุกคนคงจะทราบกันแล้ว ข้าดีใจเช่นเดียวกับพวกท่าน แต่เรื่องการเฉลิมฉลองพักไว้ก่อน”


ฉินเหยามองไปยังอวิ๋นเหนียงและคนอื่นๆด้วยรอยยิ้ม “ก่อนสิ้นปีต้องส่งของชุดที่สองให้ห้างการค้าฟู่หลง พวกท่านลองคำนวณดูสิว่าตอนนี้เราสามารถทำกล่องเครื่องใช้สตรีส่งมอบได้กี่ชิ้น”


อวิ๋นเหนียงและหลิวจ้งฝ่ายจัดซื้อรีบคำนวณกันเบาๆทันที ในที่สุดก็ได้ตัวเลขที่ค่อนข้างแม่นยำออกมา


หลิวจ้งกล่าวว่า “หักเวลาที่ใช้ในการขนส่งแล้ว เรายังมีเวลาผลิตเต็มๆอีกสองเดือนคือเดือนสิบและเดือนสิบเอ็ด เมื่อครู่ข้ากับอวิ๋นเหนียงคำนวณคร่าวๆแล้ว ด้วยความเร็วในปัจจุบันของเรา หากทั้งโรงงานสลับกันทำงานไม่หยุดพัก น่าจะสามารถส่งมอบกล่องเครื่องใช้สตรีได้ประมาณสองพันหกร้อยกว่าชิ้น”


“แต่ว่า!” อวิ๋นเหนียงเสริมอย่างจริงจังว่า “ช่างปักที่โรงปักผ้าเกรงว่าจะทำงานไม่ทัน ต้องรับสมัครคนเพิ่ม และทางโรงงานหยก ถึงแม้ว่าเราจะตุนหยกสีเดียวกันไว้บ้างแล้ว แต่การจะให้เป็นสีเดียวกันทั้งหมด ในบรรดากล่องเครื่องใช้สตรีสองพันหกร้อยกว่าชิ้น เกรงว่าจะมีสีอื่นปนอยู่ประมาณสามส่วน”


เมื่อได้ฟังคำพูดของทั้งสองคน ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ขมวดคิ้ว


พวกเขาทุกคนต่างก็รู้ราคาขายของกล่องเครื่องใช้สตรี โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งเยอะยิ่งดีแน่นอน ยิ่งทำกำไรได้มากเท่าไรก็ยิ่งดีเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยหีบหนังสือพลังเซียนที่แผ่วปลายจนทำกำไรต่อได้ยาก


แต่ถ้าคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ชื่อเสียงก็จะเสียหายไปด้วย ย่อมทำเช่นนั้นไม่ได้


หลิวฉีถามอย่างร้อนรนว่า “แล้วตกลงเราจะส่งมอบกล่องเครื่องใช้สตรีคุณภาพสูงได้กี่ชิ้นกันแน่”


อวิ๋นเหนียงกล่าวอย่างเสียดายว่า “ถ้าไม่เร่งรับคนเพิ่มที่โรงปักผ้า คาดการณ์อย่างต่ำก็น่าจะได้ประมาณหนึ่งพันห้าร้อยถึงหนึ่งพันหกร้อยชิ้น”


เพียงเท่านี้ เหล่าช่างปักผ้าก็ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำกันอยู่พักใหญ่แล้ว


แน่นอนว่ายิ่งทำงานหนักผลตอบแทนก็ยิ่งสูง ค่าตอบแทนที่ควรจะได้รับจะไม่ขาดไปแม้แต่แดงเดียว


ทุกคนมองไปยังฉินเหยาอย่างกระวนกระวายใจ คิดว่านางคงจะไม่พอใจกับตัวเลขนี้


ทว่าคาดไม่ถึงว่าฉินเหยากลับกุมขมับแล้วถอนหายใจยาว กล่าวว่า “มากเกินไป”


เมื่อเห็นเหล่าผู้จัดการทำหน้างงงวยกับคำพูดของตน ฉินเหยาก็ยิ่งปวดหัว ทุกคนเป็นคนซื่อจริงๆ


เดิมทีนางยังคิดจะทดสอบดูว่าทุกคนมีความเข้าใจเรื่องการสร้างชื่อเสียงให้สินค้าเพียงใด แต่ไม่คิดว่าจะไม่มีเลย


แต่ซุ่นจื่อกลับยกมือขึ้นทันที แสดงออกว่าตนมีเรื่องจะพูด


ฉินเหยาพยักหน้า ส่งสัญญาณให้เขาพูด


ซุ่นจื่อกล่าวอย่างร้อนใจเล็กน้อยว่า “ของดีย่อมมีน้อย ทุกคนน่าจะทราบดี หากเราส่งมอบกล่องเครื่องใช้สตรีออกไปทีเดียวเป็นพันๆชิ้น แล้วจะยังมีคนยอมจ่ายเงินร้อยตำลึงเพื่อซื้อมันอีกหรือ”


ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็รู้ดีแก่ใจว่าต้นทุนของกล่องเครื่องใช้สตรีหนึ่งใบไม่ถึงแปดตำลึงด้วยซ้ำ ต่อให้รวมส่วนแบ่งที่ต้องให้ห้างการค้าฟู่หลงเข้าไปด้วยก็ยังถือว่าเป็นกำไรมหาศาล


ต่อให้พวกเขาจะผลิตออกมาได้ประณีตเพียงใด มันก็ยังคงเป็นแค่ผ้า หยก และไม้


ซุ่นจื่อกล่าวอย่างจริงใจว่า “ข้าคิดว่าเราแค่ผลิตออกมาห้าร้อยชิ้นก็เพียงพอแล้วและยังต้องทำให้ช้าลง ประณีตยิ่งขึ้น ต้องทำให้ทุกชิ้นออกมาดีที่สุด ต้องเน้นที่ปริมาณน้อยแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ เพื่อให้เป็นของหายาก ถึงจะเป็นหนทางที่ยั่งยืน”


ซุ่นจื่อรับผิดชอบงานเจรจาติดต่อกับภายนอกและโรงงานมาโดยตลอด บางครั้งก็ยังต้องติดตามขบวนรถม้าของหลิวไป่ไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อติดต่อกับผู้จัดการของห้างการค้าฟู่หลงจึงทำให้พอจะได้ยินเกี่ยวกับแนวคิดการขายสินค้าชั้นสูงของฉินเหยามาบ้าง


ตอนที่ได้ยินครั้งแรกเขาก็รู้สึกว่าความคิดนี้ยอดเยี่ยมมาก ตอนนี้พอได้เห็นความนิยมอย่างล้นหลามของกล่องเครื่องใช้สตรีชุดแรกแล้วก็ยิ่งหวังว่าจะสามารถผลักดันความคิดอันยอดเยี่ยมนี้ให้ถึงที่สุด


“ทุกคนอย่าคิดแต่จะฉวยโอกาสทำกำไรก้อนใหญ่เลย การทำกำไรในระยะยาวต่างหากคือของจริง” ซุ่นจื่อคิดในใจ ข้ายังอยากจะทำงานที่โรงงานเครื่องเขียนไปทั้งชีวิตนะ


“ซุ่นจื่อพูดถูก!” หลิวเฝยลุกขึ้นยืนแล้วเสนอแนะอย่างหยั่งเชิงว่า “ผู้จัดการใหญ่ฉิน ข้าคิดว่าห้าร้อยชิ้นยังมากเกินไป ครั้งนี้เราส่งมอบแค่ร้อยชิ้นดีหรือไม่”


“จากนั้นก็ทำสำรองไว้อีกร้อยชิ้น ให้ผู้จัดการอวิ๋นลองคิดการจับคู่สีใหม่ๆ ทำลวดลายใหม่ออกมาบ้างแล้วค่อยวางขายในฤดูใบไม้ผลิและวางขายเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ต่อไปทุกปีก็วางขายชุดแบบนี้เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้คนอยากซื้อก็ซื้อไม่ได้ ต้องรอคอย…”


คำพูดนี้ทำให้เหล่าผู้จัดการขมวดคิ้วแน่นขึ้น มีที่ไหนให้ลูกค้ารอแบบนี้ ใครจะบ้ายอมรอนานขนาดนั้นกัน


แต่อวิ๋นเหนียงกลับสังเกตเห็นว่าสีหน้าของผู้จัดการใหญ่ฉินอ่อนโยนลงเรื่อยๆ สายตาที่มองไปยังหลิวเฝยเต็มไปด้วยความประหลาดใจ


ในใจของนางกระตุกวูบ ลองคิดตามแนวทางที่หลิวเฝยพูดดูก็พลันรู้สึกว่า คนเรานี่บางทีก็แปลก ยิ่งของที่ได้มายากก็ยิ่งอยากได้!


อีกอย่าง สองปีมานี้นางได้พบเห็นพ่อค้าคหบดีที่ใช้เงินเป็นเบี้ยมากมาย สำหรับคนเหล่านี้แล้ว การใช้เงินไม่กี่สิบตำลึงหรือเป็นร้อยตำลึงก็เหมือนกับคนธรรมดาอย่างพวกนางที่ใช้เงินหนึ่งถึงสองร้อยเหวิน ไม่กลัวแพง กลัวแต่ว่าจะไม่มีที่ให้ใช้เงิน


“นี่มันดีมากเลยนะ” อวิ๋นเหนียงพึมพำ “หยกที่มีสีอื่นปนอยู่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความมีเอกลักษณ์มิใช่หรือ”


พอเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา อวิ๋นเหนียงก็รีรอไม่ได้อีกต่อไป ไม่สนใจว่ายังอยู่ระหว่างการประชุม นางลุกออกจากที่นั่งแล้วพุ่งไปยังห้องทำงานของตนทันที


รอจนหลิวเฝยเสนอความคิดเห็นจนจบและได้รับการยอมรับและชื่นชมอย่างสูงจากฉินเหยาแล้ว อวิ๋นเหนียงก็นำแบบร่างสดๆร้อนๆสองแผ่นกลับมา


ในยุคนี้ ช่างไม้อาจจะเขียนหนังสือไม่เป็น แต่ต้องเป็นยอดฝีมือด้านการวาดภาพอย่างแน่นอน!


กล่องเครื่องใช้สตรีสีเขียวขาวที่ดูสดชื่นใบหนึ่งและกล่องเครื่องใช้สตรีสีน้ำตาลเทาดำที่มีสีอื่นปนอยู่อีกใบหนึ่ง ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนต่อหน้าทุกคนเมื่อกระดาษถูกคลี่ออก


ในตอนนี้อวิ๋นเหนียงอาจจะยังไม่รู้จักแนวคิดของผลิตภัณฑ์ที่เป็นชุด แต่ในใจของนางก็เริ่มมีความคิดเช่นนี้แล้ว นางได้ทำเครื่องหมาย “หนึ่ง” เหมือนกันบนแบบร่างใหม่ทั้งสองแผ่นนี้และต่อท้ายด้วยชื่อของมัน


กล่องเครื่องใช้สตรีลงรักสีดำประดับมุกชุดแรกที่ส่งไปยังเมืองหลวง มีชื่อว่า (หนึ่ง.ไต้)


ส่วนสองแบบในแบบร่างตอนนี้ มีชื่อว่า [(หนึ่ง.ชุน)], [(หนึ่ง.ชาง)]


ภายในห้องประชุม เหล่าผู้จัดการใหญ่ทั้งหลายมองดูกล่องเครื่องใช้สตรีสีใหม่สองแบบนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง


“ข้าว่ามันสวยมากทีเดียว” ฉินเหยาเอ่ยขึ้นพลางถามทุกคนว่า “ทุกคนคิดว่าอย่างไร”


ทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย ชื่นชมอวิ๋นเหนียงที่สามารถคิดการจับคู่สีเช่นนี้ออกมาได้


อวิ๋นเหนียงกล่าวอย่างถ่อมตนว่า “ต้องขอบคุณความคิดของหลิวเฝย ไม่อย่างนั้นข้าก็คงคิดเรื่องพวกนี้ไม่ออก”


หลิวเฝยรับคำชมอย่างไม่เขินอายพลางหัวเราะฮี่ๆ เอ่ยถึงความคิดของตนเองต่อไป อย่างไรเสียเขาก็แค่เสนอความคิดเห็นไป ส่วนจะรับไปพิจารณาหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพี่สะใภ้สาม


“ข้าคิดว่าเรายังสามารถวาดนิทานลงไปแล้ว ทำเป็นหนังสือเล่มเล็กแนบไปกับกล่องเครื่องใช้สตรีแต่ละใบได้ด้วย”


ฉินเหยาประหลาดใจอีกครั้งแล้วมองไปยังอวิ๋นเหนียง


อวิ๋นเหนียงโบกมือ “ภาพในหนังสือข้าทำไม่ได้”


หลิวไป่หัวเราะแล้วพูดว่า “ในหมู่บ้านมีบัณฑิตไม่ใช่หรือ ให้พวกเขาลองทำดูดีหรือไม่ จะได้หาเงินค่าพู่กันและหมึกได้บ้าง”


ฉินเหยาพลันคิดขึ้นมาได้ ใช่แล้ว ต้องใช้ทรัพยากรในหมู่บ้านให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่!


จบตอน

Comments