stepmother ep551-560

ตอนที่ 551: ย่างเท้าเข้าสู่เส้นทางสู่เมืองหลวง


เดิมทีฉินเหยาเพียงแค่ต้องการเปิดประชุมสั้นๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายการผลิตกล่องเครื่องใช้สตรีชุดที่สอง


ไม่คาดคิดว่าทุกคนจะถกเถียงกันอย่างกระตือรือร้นจนได้ข้อสรุปที่คาดไม่ถึง ยิ่งคุยก็ยิ่งตื่นเต้น ไม่ได้กินข้าวกลางวันกันเลยจนกระทั่งถึงตอนบ่ายทุกคนต่างก็คอแห้งผาก อ่อนเพลีย ถึงได้แยกย้ายกันไปอย่างไม่เต็มใจ


ตอนนี้ฉินเหยาได้ตัดสินใจแล้วว่าของชุดที่สองจะส่งมอบกล่องเครื่องใช้สตรีประดับมุกหนึ่งร้อยชิ้น จากนั้นก็ผลิตกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นฤดูใบไม้ผลิห้าสิบชิ้นและกล่องเครื่องใช้สตรีสีผสมอีกห้าสิบชิ้นพร้อมๆ กัน เพื่อกระตุ้นตลาดหลังปีใหม่


และในกล่องเครื่องใช้สตรีชุดใหม่ จะเพิ่มหนังสือนิทานเล่มเล็กพร้อมภาพประกอบเข้าไปด้วย เพื่อสร้างความประทับใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้แก่เหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวง


หากไม่มีอะไรผิดพลาด ด้วยการดำเนินการสองระลอกนี้ ผลิตภัณฑ์ชุดกล่องเครื่องใช้สตรีระดับสูงก็น่าจะสามารถยืนหยัดในตลาดได้อย่างมั่นคงในเมืองหลวงแล้ว


แต่เมื่อเทียบกับเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้ฉินเหยาให้ความสนใจกับเงินค่าสินค้าชุดแรกมากกว่า


เงินสดขนส่งไม่สะดวก ทางด้านชิวเยี่ยนหลังจากหักผลกำไรส่วนของตนเองออกไปแล้ว เงินที่เหลืออีกเก้าพันตำลึงจึงเปลี่ยนเป็นตั๋วเงินทั้งหมดแล้วส่งคนสนิทมามอบให้ถึงมือฉินเหยาโดยเฉพาะ


คนที่มาก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากับฉินเหยา


“ไม่คิดว่าเถ้าแก่จะส่งรองผู้ดูแลมา” ฉินเหยากล่าวด้วยความประหลาดใจพลางเชิญเจี่ยงเหวินเข้ามานั่งในบ้าน


เจี่ยงเหวินยิ้มอย่างอิจฉา “นี่มันตั๋วเงินเก้าพันตำลึงเชียวนะ ให้คนอื่นมาเถ้าแก่ก็คงไม่วางใจ”


“จะว่าไปแล้วกิจการของเราทั้งสองก็ร่วมมือกันมาพักหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้มาดูเลยสักครั้ง ครั้งนี้เป็นโอกาสดี ข้าเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่ากล่องเครื่องใช้สตรีนี่ทำออกมาได้อย่างไร”


ทั้งสองคนนั่งลงในห้องโถง หลี่ซื่อก็ยื่นน้ำชาและเค้กไข่ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆมาให้ ดูแล้วก็ธรรมดา แต่กลิ่นหอมหวานนั้นกลับทำให้ดวงตาของเจี่ยงเหวินเป็นประกาย


“นี่คือ” เขาชี้ไปที่จานเค้กไข่สีทองฟูนุ่ม


ฉินเหยาอธิบายว่า “เค้ก เป็นของกินเล่นที่ทำขึ้นมามั่วๆ รสชาติก็ไม่เลว ท่านลองชิมดูสิ”


เจี่ยงเหวินบอกว่าไม่เกรงใจก็คือไม่เกรงใจจริงๆ ใช้มือหยิบไม่สะดวก เขาจึงยกจานขึ้นมาเสียเลยแล้วใช้ช้อนเงินที่หลี่ซื่อเตรียมมาให้โดยเฉพาะตักขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วตักเข้าปากชิม


ความรู้สึกแรกที่เข้าปากคือหอมและนุ่ม ไม่ใช่นุ่มแบบขนมแป้ง แต่เป็นความนุ่มละมุนเหมือนปุยเมฆที่ละลายในปาก เจี่ยงเหวินไม่เคยลิ้มรสสัมผัสแบบนี้มาก่อนจึงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง


พอได้ลิ้มรสชาติอย่างละเอียดแล้ว นี่จะเรียกว่ารสชาติไม่เลวได้อย่างไร นี่มันของวิเศษชัดๆ!


เขากินไปครึ่งจานรวด ถึงได้หยุดเพราะติดคอ ดื่มชาไปสองสามอึกเพื่อล้างคอจนเกือบจะสำลักออกมาทำให้ฉินเหยาหัวเราะขำ


“พอใช้ได้หรือไม่” ฉินเหยาถามด้วยรอยยิ้มจางๆ ท่าทางใสซื่อราวกับไม่เห็นว่าเขาทำอะไรน่าอายลงไปอย่างนั้น


เจี่ยงเหวินพยักหน้าอย่างอดกลั้น ตักอีกช้อนเข้าปากแล้วกลืนลงไป ถึงได้พูดว่า “ไม่เลวเลย”


ของก็กินแล้ว ตั๋วเงินก็ส่งมอบแล้ว ถึงเวลาคุยธุระแล้ว


ฉินเหยาเห็นว่าเจี่ยงเหวินดูกระปรี้กระเปร่าดีจึงพาเขาไปเดินชมโรงงานเครื่องเขียนรอบหนึ่ง แล้วก็พาไปเดินดูตามที่ต่างๆในหมู่บ้าน ถือโอกาสเล่าเรื่องที่ตนเองอยากจะเปิดร้านเฉพาะทางสำหรับกล่องเครื่องใช้สตรีในเมืองหลวงให้ฟัง


“ร้าน…เฉพาะ…ทาง” เพราะไม่เคยได้ยินคำแบบนี้มาก่อน เจี่ยงเหวินจึงพูดออกมาทีละคำ กลัวว่าจะพูดผิด


หมู่บ้านตระกูลหลิวนี้ดูห่างไกล แต่กลับมีคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนมากมาย


เช่น หัวหน้านักออกแบบ กลุ่มศึกษาเฉพาะทาง โรงอาหาร อาหารกลางวันสำหรับพนักงาน เป็นต้น เมื่อครู่เขานึกว่าเป็นภาษาถิ่นของหมู่บ้านนี้เสียอีก


ไม่คิดว่า คนงานในโรงงานจะบอกว่าทั้งหมดนี้เรียนรู้มาจากผู้จัดการใหญ่ฉินของพวกเขา


ดูท่าแล้ว ผู้จัดการใหญ่ฉินคงจะชอบพูดคำศัพท์ใหม่ๆ ที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่านางไปเรียนมาจากไหน


ฉินเหยากล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆว่า “ใช่ ร้านเฉพาะทาง ก็คือร้านที่ขายเฉพาะกล่องเครื่องใช้สตรี ตั้งแต่การต้อนรับหน้าร้านไปจนถึงบริการหลังการขายครบวงจร เพียงเพื่อให้บริการระดับสูงแก่ผู้ซื้อกล่องเครื่องใช้สตรีเท่านั้น”


“แน่นอนว่าเงินเปิดร้านเราเป็นคนออก แต่เนื่องจากเราไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ไม่เหมือนกับห้างการค้าของท่านที่มีรากฐานมั่นคง ดังนั้นจึงยังต้องอาศัยห้างการค้าช่วยดูแลเป็นอย่างมาก ร้านถึงจะเปิดได้”


เจี่ยงเหวินฟังแล้วก็งงไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นท่าทางของฉินเหยาที่เหมือนกับวางแผนเรื่องนี้มานานแล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องเตือนนางสักหน่อย


“ผู้จัดการใหญ่ฉิน ไม่มีใครเปิดร้านขายของเพียงอย่างเดียวหรอกนะ ท่านรู้หรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า “ข้ารู้ ดังนั้นเราถึงได้ทำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาอีกสองแบบมิใช่หรือ เมื่อครู่รองผู้ดูแลท่านก็ได้ดูแล้วก็พอใจมากมิใช่หรือ”


เจี่ยงเหวินตะลึงไป แค่สีต่างกันก็เรียกว่าของใหม่แล้วหรือ


เขารู้สึกว่ามันไร้สาระมาก แต่พอคิดอีกที การร่วมมือกับนางก็เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่แล้ว การจะน่าเหลือเชื่อต่อไปอีกหน่อยก็คงไม่เป็นไร


“การจะเปิดร้านในเมืองหลวงสักร้านไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านคิดดีแล้วหรือ” เจี่ยงเหวินเตือนอย่างจริงจัง


ฉินเหยาพยักหน้าอย่างหนักแน่น


เจี่ยงเหวินมองนางอย่างสงสัยอยู่เป็นเวลานาน “หากเปิดร้านขึ้นมา นั่นก็จะไม่ใช่กล่องเครื่องใช้สตรีที่มาจากห้างการค้าฟู่หลงแล้วนะ ตอนนี้เหล่าคุณหนูในเมืองหลวงรู้จักแต่กล่องเครื่องใช้สตรีที่มาจากห้างการค้าฟู่หลงของเราเท่านั้น อย่างอื่นล้วนไม่ยอมรับ”


ฉินเหยายิ้ม ยิ้มอย่างสบายใจ “ดังนั้นข้าถึงได้บอกว่าร้านค้าโรงงานเครื่องเขียนของเราจะเป็นคนเปิด แต่การบริหารจัดการจะยังคงมอบให้ห้างการค้าของท่านเป็นผู้ดูแล ในด้านการบริการลูกค้า เราไม่มีประสบการณ์เลยและก็ไม่กล้าที่จะบริหารเองด้วย”


“ให้เปล่าหรือ” เจี่ยงเหวินกลับยิ่งสงสัยในตัวนางมากขึ้นไปอีก ในโลกนี้ไม่มีของให้เปล่า


ฉินเหยายักไหล่ “เช่นนั้นหากข้าเสนอความคิดเห็นเรื่องการเปิดร้านขายเฉพาะทาง ห้างการค้าของท่านจะยอมรับหรือไม่”


“ค่าเช่าร้านทำเลดีในเมืองหลวงหนึ่งปีก็ต้องสามพันตำลึงแล้ว ยังไม่รวมค่าตกแต่งและค่าใช้จ่ายอื่นๆจิปาถะ รวมๆแล้ว อย่างน้อยก็ต้องใช้ห้าพันตำลึงต่อปีถึงจะประคองร้านไว้ได้” เจี่ยงเหวินกลัวว่านางจะไม่รู้จึงช่วยคำนวณบัญชีให้เสร็จสรรพ


แน่นอนว่ามีส่วนที่พูดเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก


รอยยิ้มของฉินเหยาลึกล้ำขึ้น นางขยิบตาให้เขา อย่าลืมสิว่าตอนนี้นางคือคนที่มีตั๋วเงินเก้าพันตำลึงอยู่ในมือ


อีกอย่าง เงินที่พวกนางหามาได้ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่สำหรับตัวเองเท่านั้น แต่ยังมี.องค์หญิงใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังอีกด้วย


ในใจของเจี่ยงเหวินหนักอึ้ง “ข้ากลับไปจะเรียนให้เถ้าแก่ทราบ”


ฉินเหยาพอใจแล้ว นางถามเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “ผู้ดูแลคิดจะกลับเมื่อใดหรือ”


“พรุ่งนี้เช้าตรู่เลย” หมู่บ้านตระกูลหลิวแห่งนี้เขาไม่กล้าอยู่นานแม้แต่นิดเดียว


ฉินเหยาร้อง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่ง ส่งเขาไปถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้วพูดขึ้นมาว่า “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะให้หลิวเฝยไปกับท่านด้วย เด็กหนุ่มบ้านนอกไม่เคยออกจากอำเภอเลย พอไปถึงเมืองหลวงแล้วต้องรบกวนเถ้าแก่ช่วยชี้แนะด้วย”


เจี่ยงเหวินเบิกตากว้าง เถ้าแก่ของเขายังไม่ได้ตกลงเลยนะ! จะมายัดเยียดคนให้แบบนี้ไม่ได้!


ฉินเหยาไม่มองเขา ช่วยหวดม้าให้เขาไปหนึ่งทีแล้วร้องกระตุ้นม้า เมื่อม้าเจ็บก็ออกวิ่งทันที พาเจี่ยงเหวินที่กำลังฉุนเฉียวเข้าไปในอำเภอไคหยาง


ที่บ้านไม่มีห้องว่าง จะให้เจี่ยงเหวินมาเบียดเสียดก็ไม่ดี ดังนั้นจึงจัดให้เขาไปพักที่โรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่านหนึ่งคืน เลี้ยงดูด้วยสุราอาหารอย่างดี โดยลงบัญชีนางไว้


มองส่งเจี่ยงเหวินจากไป ฉินเหยาก็รีบกลับบ้านทันที หยิบลูกคิดขึ้นมาคำนวณบัญชี


ตั๋วเงินเก้าพันตำลึงไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่ากับเงินหลายหีบ มันเบาหวิว ไม่ให้ความรู้สึกตื่นเต้นเลย


หักต้นทุน โบนัสคนงานและเงินปันผลให้คนในหมู่บ้านแล้ว ยังเหลือเงินอีกเจ็ดพันห้าร้อยตำลึง


ในจำนวนนี้สามส่วนซึ่งก็คือสองพันสองร้อยห้าสิบตำลึง ไม่ว่าองค์หญิงใหญ่จะต้องการค่าประชาสัมพันธ์นี้หรือไม่ ฉินเหยาก็เตรียมจะมอบให้ด้วยความเต็มใจ


ที่เหลืออีกห้าพันสองร้อยห้าสิบตำลึง คือผลกำไรส่วนตัวของฉินเหยา


อาจเป็นเพราะความต้องการทั้งหมดในปัจจุบันได้รับการตอบสนองโดยพื้นฐานแล้ว เงินห้าพันกว่าตำลึงนี้จึงไม่สามารถทำให้ในใจของนางเกิดความรู้สึกใดๆได้


แต่สำหรับหลิวเฝยที่พกตั๋วเงินจำนวนมหาศาลถึงเจ็ดพันตำลึงติดตัว กำลังจะติดตามเจี่ยงเหวินเข้าเมืองหลวงของมณฑล ไปยังเมืองหลวงและยังต้องไป ‘ถวายเครื่องบรรณาการ’ ที่จวน.องค์หญิงอีก ความไว้วางใจที่พี่สะใภ้สามมอบให้นี้ เป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าที่เขาจะแบกรับไหว!


แต่นั่นคือเมืองหลวงเลยนะ หนุ่มน้อยผู้เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นก็ยัง.อดไม่ได้ที่จะใฝ่ฝันถึง


ดังนั้น ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมด้วยความหวังของทุกคนในครอบครัว หลิวเฝยผู้พกเงินก้อนโต แบกรับภารกิจสำคัญในการเปิดร้านที่พี่สะใภ้สามมอบหมายและความคาดหวังในการค้นหาตนเอง ก็ได้ย่างเท้าเข้าสู่เส้นทางสู่เมืองหลวงด้วยใจที่สั่นระรัว


ตอนที่ 552: ละอายใจในความด้อยของตน


หลิวจี้ขับเกวียนวัวที่บรรทุกของมาเต็มคัน ค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่หมู่บ้านอย่างช้าๆ


ออกจากบ้านไปไม่กี่วัน เขาก็จัดการธุระที่เมียจ๋ามอบหมายให้เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว ตอนนี้เขาคือหลิวจวี่เหรินผู้ครอบครองที่ดินสามพันหมู่!


แน่นอนว่า ที่ดินยังคงเป็นของคนอื่น เขาเป็นเพียงเจ้าของในนามเท่านั้น


แต่เนินเขาสาลี่สีทองสามสิบหมู่นั้น เรือนเล็กชานเมืองที่ให้เช่าได้เงินปีละสิบตำลึงและร้านค้าเล็กๆ ในเมืองที่ค่าเช่าปีละสามสิบตำลึงกลับเป็นของเขาอย่างแท้จริง


อ้อ ไม่สิ เป็นของเมียจ๋าผู้สง่างามและทรงพลังของเขาต่างหาก


หันกลับไปมองสาลี่ที่บรรจุเต็มตะกร้าบนเกวียนวัว หลิวจี้ก็ลูบไล้ผลสาลี่สีเหลืองน่ารักเบาๆ เผยรอยยิ้มอย่างพอใจ


สาลี่ไม่กี่ตะกร้านี้ล้วนเป็นสาลี่ที่เขาเก็บมาจากภูเขาด้วยตนเอง เลือกแต่ลูกที่ใหญ่ที่สุดและกลมที่สุด บวกกับค่าเช่าในกระเป๋า หลิวจี้สามารถจินตนาการถึงรอยยิ้มอันสดใสที่ปรากฏขึ้นบนมุมปากของเมียจ๋าของเขาได้แล้ว


เมียจ๋ามีความสุข เขาก็มีความสุข ครอบครัวก็จะอยู่เย็นเป็นสุขและกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง


ส่วนความผิดเล็กๆน้อยๆที่เขาเคยทำไว้ก่อนหน้านี้ เมียจ๋ามีงานยุ่งรัดตัว คงจะจำไม่ได้แล้ว


ในใจของหลิวจี้รู้สึกเบิกบาน ครู่หนึ่งก็เร่งให้วัวเดินเร็วขึ้นหน่อย อย่าทำให้เขาพลาดโอกาสร่วมโต๊ะอาหารเย็นกับเมียจ๋า


ครู่หนึ่งก็หันกลับไปลูบตะกร้าสาลี่ รู้สึกเพียงว่าทิวทัศน์ของภูเขาตรงหน้านี้ช่างงดงามเหลือเกิน


ฤดูใบไม้ร่วงผ่านไปแล้ว ในภูเขาเต็มไปด้วยใบไม้ที่ย้อมเป็นสีทองอร่าม ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น ส่องประกาย.อบอุ่น เมื่อ.ลมพัดเบาๆ ก็ร่วงหล่นลงมาราวกับฝนทองคำที่โปรยปราย


วัวจำทางได้ มันบรรทุกเจ้านายเข้าสู่หมู่บ้าน เมื่อเห็นทิวทัศน์ที่คุ้นเคย วัวก็.อดไม่ได้ที่จะร้อง “มอ” ออกมา


หลิวจี้ที่กำลังง่วงซึมเพราะโดนแดดยามเย็นส่องก็พลันสะดุ้งตื่นขึ้นมา


พอนั่งตัวตรงแล้วมองดูก็พบว่ามาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว


เมื่อเกวียนวัวเคลื่อนผ่านหน้าประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียน หลิวจี้ก็ประหลาดใจเมื่อพบว่า ในเวลานี้ชาวบ้านซึ่งควรจะอยู่บ้านเตรียมอาหารเย็นกลับไม่ได้อยู่บ้าน แต่กลับมาต่อแถวยาวเหยียดอยู่หน้าประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียน


แต่ละคนยิ้มแย้มแจ่มใส ชะเง้อมองไปข้างหน้า ไม่รู้ว่ามีเรื่องน่ายินดีอะไร ถึงได้ทำให้พวกเขาตั้งตารอคอยกันขนาดนี้


มีคนเห็นหลิวจี้ขับเกวียนเข้ามาก็พยักหน้าทักทาย “นายท่านจวี่เหรินกลับมาแล้ว!”


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาคิดไปเองหรือไม่ หลิวจี้รู้สึกว่าสายตาที่ชาวบ้านมองมาที่ตนนั้นดูเป็นกันเองเป็นพิเศษ


เขาหยุดรถแล้วถามอย่างสงสัยว่า “ทุกคนมาทำอะไรกันที่นี่หรือ”


พี่สะใภ้โจวหัวเราะร่าแล้วถามกลับว่า “นายท่านจวี่เหรินไม่รู้หรือเจ้าคะ การค้ากล่องเครื่องใช้สตรีที่เมืองหลวงไปได้ดีแล้ว ผู้ใหญ่บ้านกำลังแจกเงินปันผลให้ทุกคนอยู่เลย!”


พอพูดถึงตรงนี้ พี่สะใภ้โจวก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง ประสานมือทั้งสองข้างแล้วสะบัดไปมา “ไม่คิดว่าจะได้รับเงินปันผลเร็วขนาดนี้ โชคดีที่ตอนนั้นเชื่อคำพูดของผู้ใหญ่บ้านแล้วลงหุ้นไปด้วย ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เจอเรื่องดีๆแบบนี้หรอก นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลยก็มีเงินปันผลให้รับแล้ว”


กำลังพูดอยู่ ข้างในก็มีคนตะโกนเรียกชื่อคนบ้านโจวขึ้นมาพอดี พี่สะใภ้โจวรีบตอบรับเสียงดัง “อยู่ อยู่ ข้าอยู่นี่!”


“โอ๊ย นายท่านจวี่เหรินข้าคงจะเสียเวลากับท่านอีกไม่ได้แล้ว ข้าเข้าไปก่อนนะเจ้าคะ” พี่สะใภ้โจวไม่มีเวลาแม้แต่จะยิ้มให้หลิวจี้ นาง.ยกชายกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งผ่านชาวบ้านที่ต่อแถวอยู่เข้าไปในโรงงาน


คนอื่นๆมองอย่างอิจฉา แต่พอคิดว่าตัวเองก็มีส่วนด้วยก็.อดทนรอต่อไป รอให้ข้างในเรียกชื่อ


ไม่นานนัก พี่สะใภ้โจวก็เดินออกมาอย่างร่าเริง ชาวบ้านรีบถามนางว่า “ได้เท่าไรหรือ”


“ห้าตำลึงถ้วน!” คำตอบของพี่สะใภ้โจวดังกังวานไปทั่วทั้งแถวและยังดังไปถึงหูของหลิวจี้ที่อยู่ข้างทางอีกด้วย ทำให้เขาสะท้านไปทั้งตัว


“ห้าตำลึง ครั้งเดียวก็ได้ทุนคืนแล้ว!” ชาวบ้านไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อเห็นพี่สะใภ้โจวแบมือออก ในนั้นก็มีเงินก้อนเล็กๆห้าตำลึงจริงๆ แต่ละคนก็ตาเป็นประกาย


มีคนตบไหล่หลิวกงแล้วถามว่าบ้านเขาลงหุ้นไปหลายหุ้นเลยใช่หรือไม่


หลิวกงพยักหน้าอย่างถ่อมตน “ก็ไม่มากเท่าไร แค่สิบหุ้นเอง”


พี่สะใภ้โจวร้องโอ้โฮอย่างเกินจริง “สวรรค์ช่วย ทีเดียวก็ได้เงินห้าสิบตำลึงเลยนะนั่น!”


หลิวกงยิ้มจางๆ “เป็นพ่อข้าที่ลงหุ้นไว้ ตอนนั้นพวกเรายังห้ามเขาอยู่เลย”


“ต้าฝูเก่งจริงๆ” บรรดาผู้เฒ่าทั้งชื่นชมทั้งอิจฉา ได้แต่เสียใจว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่กัดฟันลงหุ้นเพิ่มอีกสักหน่อย


แต่ตอนนี้ก็ดีมากแล้ว นี่เป็นแค่เงินปันผลชุดแรกเอง ผู้ใหญ่บ้านเพิ่งจะบอกไปว่าพอถึงสิ้นปีจะแจกอีกครั้งหนึ่ง ปีนี้ชาวบ้านจะต้องได้ฉลองปีใหม่อย่างคึกคักแน่นอน


หลิวจี้ที่ยืนดูอยู่ก็ได้แต่มองชาวบ้านรับเงินออกมาอย่างตาปริบๆ เกือบจะอิจฉาจนร้องไห้


“สวัสดีขอรับนายท่านจวี่เหริน!”


มีเงาคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นข้างเกวียนวัวตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ หลิวจี้เกือบจะถูกเขาทำให้ตกใจ


เมื่อหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มที่แต่งตัวเรียบร้อยคนหนึ่ง ดูจากอายุแล้วน่าจะใกล้เคียงกับเขา ข้างกายยังมีเด็กชายหน้าผอมอีกคนหนึ่งตามมาด้วย


หลิวจี้ขมวดคิ้ว “เจ้าเป็นใครหรือ”


ในหมู่บ้านตระกูลหลิวของเขามีคนแบบนี้ด้วยหรือ


อาจจะเพราะไม่คิดว่านายท่านจวี่เหรินจะจำตนเองไม่ได้ หลิวเฟิ่นตั้นจึงพูดอย่างเขินอายเล็กน้อยว่า “ข้าคือหลิวเฟิ่นตั้น นายท่านจวี่เหรินท่านจำข้าไม่ได้แล้วหรือขอรับ ตอนเด็กๆ เราสองคนยังเคยเก็บมูลวัวด้วยกันเลยนะขอรับ”


หลิวจี้ตกใจในใจ ชายหนุ่มที่แต่งตัวเรียบร้อย หน้าตาพอจะเรียกได้ว่าดูดีคนนี้คือหลิวเฟิ่นตั้น คนจนที่สุดในหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเขางั้นหรือ


เมื่อสัมผัสได้ถึงความประหลาดใจของหลิวจี้ หลิวเฟิ่นตั้นเองก็รู้สึกเขินอายอยู่บ้าง “นี่เป็นเพราะว่าท่านป้าโจวบอกว่าจะหาหญิงสาวมาให้ข้าดูตัวก็เลยแต่งตัวเสียหน่อย จะได้ไม่ถูกหญิงสาวบ้านนั้นรังเกียจตอนที่มาดูตัว”


เด็กชายดึงชายเสื้อของท่านพ่อ เตือนว่าอย่ามัวแต่คุย หลิวเฟิ่นตั้นถึงได้นึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่ได้มาทักทายสหายในวัยเด็ก แต่มาเพื่อนำไข่ไก่มาให้ผู้ใหญ่บ้าน


“ที่บ้านเพิ่งเลี้ยงแม่ไก่ไม่กี่ตัว นี่เป็นไข่ที่เพิ่งเก็บมาได้ ได้ยินว่าผู้ใหญ่บ้านชอบกินขนมที่ทำจากไข่ไก่จึงอยากรบกวนนายท่านจวี่เหรินช่วยนำไปมอบให้นางด้วยนะขอรับ”


พูดพลางก็วางตะกร้าไข่ไก่ลงบนที่ว่างของเกวียนวัวแล้วยิ้มให้หลิวจี้อีกครั้ง ถึงได้จูงลูกจากไป


หลิวจี้อ้าปากค้างเล็กน้อย จ้องมองตะกร้าไข่ไก่นั้นอยู่เป็นเวลานานถึงครึ่งเค่อ ถึงได้หุบปากลงอย่างแข็งทื่อ


เขาเงยหน้ามองฟ้าแล้วก็มองดูประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียนที่คึกคัก จากนั้นก็มองดูสองพ่อลูกที่เดินจากไปไกล หลิวจี้อดไม่ได้ที่จะตบหน้าตัวเองเบาๆ


เขาเพิ่งจะจากหมู่บ้านไปห้าวันเองใช่หรือไม่


ทำไมถึงรู้สึกเหมือนจากไปห้าปีเลย!


หลิวเฟิ่นตั้นที่จนที่สุดในหมู่บ้านดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาไม่พอ ยังมีแม่สื่อมาทาบทามเขาอีกหรือ


แล้วยังมีชาวบ้านในหมู่บ้านอีก นั่งอยู่บ้านเฉยๆ เงินก็มาส่งถึงที่ อย่างน้อยก็ได้ห้าตำลึง นี่มันชีวิตเทพเซียนอะไรกัน


มองดูหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ หลิวจี้รู้สึกแปลกหน้า นี่คือหมู่บ้านตระกูลหลิวที่เขารู้จักจริงๆหรือ


ใช่และก็ไม่ใช่


หมู่บ้านก็ยังคงเป็นหมู่บ้านเดิม คนก็ยังคงเป็นคนกลุ่มเดิม เพียงแต่ผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนเป็นฉินเหยาเท่านั้น


หลิวจี้หยุดอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ของโรงงานเครื่องเขียน มองดูชาวบ้านทีละคนทีละคน ถือเงินจากไปอย่างมีความสุข จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า ยามโพล้เพล้มาเยือน สตรีผู้เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านก็ปรากฏตัวขึ้นพลางบิดขี้เกียจ


“กลับมาแล้วหรือ” นางยิ้มให้เขา ดูออกว่าอารมณ์ดีมาก แม้ว่าในแววตาจะมีความเหนื่อยล้าอยู่บ้าง


หลิวจี้พยักหน้า ชี้ไปยังที่นั่งว่างข้างกาย รอให้นางขึ้นมานั่งแล้วขับรถกลับบ้านด้วยกัน


“เจ้าช่างเก่งกาจจริงๆ” เขาพึมพำขึ้นมาทันที


น้ำเสียงนั้นอิจฉาอยู่บ้างและก็ละอายใจในความด้อยของตนอยู่บ้าง


ตอนที่ 553: จี้ผู้นอบน้อม


สองสามีภรรยากลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาที่ฟ้ามืดสนิทแล้ว


“ท่านพ่อกลับมาแล้ว!”


ซื่อเหนียงร้องตะโกนด้วยความประหลาดใจแล้ววิ่งออกมารับหน้าเป็นคนแรก เมื่อเห็นสาลี่บนรถก็ถามอย่างสงสัย


“ท่านพ่อซื้อสาลี่กลับมามากมายขนาดนี้ พวกเราจะกินหมดหรือเจ้าคะ”


หลิวจี้จอดเกวียนวัวแล้วกระโดดลงจากรถเป็นคนแรก หันไปจะพยุงฉินเหยา แต่ก็ไม่น่าแปลกใจที่ถูกนางรังเกียจและหลบออก


หลิวจี้ยักไหล่ เตรียมจะขนของลง เขายกตะกร้าสาลี่สี่ใบจากบนรถเข้าไปในลานบ้าน หนึ่งมือถือตะกร้าหนึ่งใบ


ต้าหลางและคนอื่นๆที่ตามออกมาต่างก็ร้องอุทานว่า “สาลี่เยอะจัง!”


ซานหลางยื่นมือไปจะหยิบมาชิมสักลูก แต่กลับถูกหลิวจี้ปัดออกอย่างไม่ไยดี “ไปๆๆ นี่พ่ออุตส่าห์เก็บมาให้แม่ของเจ้าด้วยตัวเอง ท่านแม่เจ้ายังไม่ได้กินเลยนะ”


ซานหลางเบะปากแล้ววิ่งไปหาท่านแม่ทันที เงยหน้าขึ้นพูดเสียงดังว่า “ท่านแม่ ข้าอยากกินสาลี่!”


“ข้าด้วย ข้าด้วย!” ซื่อเหนียงรีบพูดตามทันที


ฉินเหยาดึงฝาแฝดออกจากร่างอย่างขบขัน ส่งสัญญาณให้อาวั่งจูงเกวียนวัวไปแล้วสั่งอินเยว่กับหลี่ซื่อว่า “ล้างมาสักอ่างหนึ่งลองชิมดูสิ สาลี่ลูกเล็กขนาดนี้ไม่รู้ว่าจะหวานหรือไม่”


อินเยว่ขานรับแล้วรีบนำอ่างไม้มาใส่สิบกว่าลูกนำไปล้างที่ข้างโอ่ง


น้ำ ฝาแฝดที่ตะกละจนทนไม่ไหวรีบวิ่งตามไปทันที พอสาลี่เพิ่งจะโดนน้ำก็หยิบขึ้นมากัดคำโต


กรอบสดชื่น เปลือกหนาไปหน่อย แต่น้ำกลับหวานฉ่ำ ซื่อเหนียงรีบวิ่งไปอยู่หน้าท่านแม่ เขย่งปลายเท้าจะให้นางชิมสักคำ


“หวานมากเจ้าค่ะ” ซื่อเหนียงยื่นเข้าไปอีกอย่างคาดหวัง ฉินเหยาปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ นี่ก็ส่งมาถึงปากแล้ว หากไม่กัดสักคำเด็กหญิงตัวน้อยคงไม่ยอมเลิกรา


สาลี่นี้ไม่ใช่สาลี่หิมะที่เปลือกบางเนื้อนุ่ม แต่เป็นสาลี่พื้นเมือง เปลือกเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง รูปร่างกลม ขนาดเท่ากำปั้นของเด็กอายุเจ็ดแปดขวบ สุกในเดือนแปดเดือนเก้า ตอนนี้เข้าสู่เดือนสิบแล้ว น่าจะเป็นชุดสุดท้ายแล้ว


ท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของซื่อเหนียง ฉินเหยาก้มลงกัดไปคำเล็กๆ เนื้อหนาและแข็งเล็กน้อย น้ำไม่ค่อยฉ่ำนัก แต่ก็หวานจริงๆ


“เจ้าเก็บสาลี่บนภูเขามาหมดเลยหรือ” ฉินเหยาถามพลางเดินไปยังข้างโอ่งน้ำ


หลิวจี้ย้ายตะกร้าที่จะส่งให้อาจารย์และศิษย์พี่ไปไว้ใต้ระเบียง สั่งเด็กๆว่าอย่าไปยุ่งกับตะกร้านี้แล้ววิ่งเหยาะๆ ตามหลังฉินเหยาไปพลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า


“ใช่แล้ว ทุกผลข้าเลือกเองกับมือเลย ไม่หวาน ไม่ใหญ่ ไม่กลม ก็ไม่เอาเลย เป็นอย่างไรบ้าง เมียจ๋าเจ้าว่าอร่อยหรือไม่ ข้าฟังชาวสวนที่ทำงานอยู่ตรงนั้นแต่เดิมบอกว่า ปกติแล้วหนึ่งจินขายได้เจ็ดแปดเหวินเชียวนะ”


แต่ตอนนี้ก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว อากาศเริ่มเย็นลง สาลี่จึงขายไม่ดีแล้ว แทนที่จะปล่อยให้มันเน่าอยู่บนต้น มิสู้เก็บกลับมาเสียดีกว่า


หูของฉินเหยาเมินคำพูดไร้สาระครึ่งแรกของหลิวจี้ไปโดยอัตโนมัติ จับได้แต่ราคาของสาลี่พื้นเมืองเท่านั้น คิดว่าครั้งนี้เขาได้ไปสำรวจพื้นที่จริงมาแล้วจึงถามถึงอายุของต้นผลไม้และปริมาณผลผลิตอย่างละเอียด


หลิวจี้มีไหวพริบดีมาก ตักน้ำให้นางล้างมือ “ป่าเขาผืนนั้นใหญ่มาก ปลูกสาลี่สีทองไว้ทั้งหมด ต้นผลไม้ล้วนเป็นต้นแก่อายุสิบปีขึ้นไป ปีหนึ่งให้ผลผลิตเป็นหมื่นๆจิน ปีไหนอากาศดีๆก็ขายได้เป็นร้อยตำลึงเลยนะ”


ถือโอกาสเล่าเรื่องที่ปล่อยเช่าร้านค้าและเรือนพักไปอีกครั้ง เน้นเล่าว่าตนเองลำบากเพียงใดในการหาผู้เช่าที่น่าเชื่อถือและต้องใช้คารมคมคายเพียงใดถึงจะได้ราคาเช่าที่ดีเพียงนี้


ฉินเหยายกมือขึ้น นางไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระมากขนาดนั้น รับผ้าเช็ดหน้าที่หลิวจี้ยื่นมาให้เช็ดหน้าเช็ดมือแล้วถามตรงๆว่า “เงินเล่า”


หลิวจี้แขวนผ้าเช็ดหน้าไว้แล้วหยิบถุงเงินออกมามอบให้อย่างภาคภูมิใจ “ร้านค้าให้เช่าไปสามสิบตำลึง เรือนเล็กชานเมืองให้เช่าไปสิบตำลึง ยังมีนาของตระกูลเติ้งอีกสิบหมู่ ข้าคิดว่ามันอยู่ไกลจากบ้านเกินไปเลยขายให้เศรษฐีในหมู่บ้านไปในราคาหมู่ละแปดตำลึง รวมทั้งหมดเป็นเงินหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงถ้วน เมียจ๋าลองนับดูสิ”


อาศัยจังหวะที่ฉินเหยากำลังนับเงิน เขาก็พูดขึ้นอีกว่า “ครั้งนี้ข้าออกจากบ้านไปก็เจอคนอยากจะมาขอให้ข้าช่วยทำธุระให้ไม่น้อย แต่ข้าจดจำคำสอนของเมียจ๋าไว้ขึ้นใจ พอพวกเขาเข้ามาใกล้ ข้าก็ผลักออกไปทันที!”


“ข้าบอกพวกเขาไปว่า เมียจ๋าของข้าหาเงินมาได้ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ข้าไม่ขาดเงิน อย่าเอาเรื่องสกปรกอะไรมารบกวนข้า!”


พูดจบ เขาก็มองนางด้วยดวงตาโตอย่างคาดหวัง กะพริบตาปริบๆ


จำนวนเงินถูกต้อง ฉินเหยามัดถุงเงินแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าแล้วตบไหล่เขาอย่างพอใจ “ไปล้างมือแล้วมานั่งกินข้าวเถอะ”


“อ้อ ใช่แล้ว ข้าอยากดื่มน้ำสาลี่ เจ้าไปคั้นมาให้ข้าสักชามด้วย” สั่งเสร็จก็นึกอะไรขึ้นมาได้ หันกลับไปถามอินเยว่ ต้าหลางและเด็กคนอื่นๆที่กำลังแทะสาลี่อยู่ในลานบ้านว่า “พวกเจ้าอยากจะดื่มน้ำสาลี่หรือไม่”


สี่พี่น้องพูดออกมาโดยไม่ลังเลเลยว่า “อยาก!”


หลิวจี้ถลึงตา อินเยว่และอาวั่งที่กำลังจะพูดว่าอยากก็เงียบปากลงทันที แล้วกัดสาลี่ที่ปอกเปลือกแล้วในมือคำโต


หลิวจี้พยักหน้าอย่างพอใจแล้วพูดกับสี่พี่น้องว่า “กินสาลี่ไปแล้วก็อย่าดื่มน้ำสาลี่เลย สาลี่มีฤทธิ์เย็นเกินไป กินมากไปไม่ดีต่อร่างกาย”


พูดจบ ก็ไม่เปิดโอกาสให้สี่พี่น้องได้โต้เถียง หยิบสาลี่สามผลที่หลี่ซื่อเพิ่งปอกเสร็จเข้าไปในห้องครัว


หั่นสาลี่เป็นชิ้นเล็กๆใส่ลงในครกหินที่สะอาดแล้วตำให้ละเอียด จากนั้นก็นำไปกรองด้วยผ้าขาวบางสะอาดก็จะได้น้ำสาลี่สดชื่นหนึ่งชามที่ดูไม่ค่อยน่ากินเท่าไร แต่รสชาติดีมาก


กากที่เหลือยังสามารถนำไปให้วัวให้ม้ากินได้ ไม่เสียของเลยแม้แต่น้อย


บนโต๊ะอาหาร เมื่อมองดูภาพที่ฉินเหยาดื่มน้ำสาลี่สลับกับกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีหลิวจี้คอยตักกับข้าวให้และถามว่าจะรับน้ำสาลี่อีกสักชามหรือไม่ อินเยว่ อาวั่งและสี่พี่น้องต่างก็ส่ายหน้าพร้อมกัน


นอบน้อม นอบน้อมเกินไปแล้ว


เดิมทีเอาสาลี่มามากมายขนาดนี้ หลิวจี้ยังกังวลว่าถ้ากินไม่ทันจะเน่าเสียก่อน


แต่ตอนนี้พอมีฉินเหยาดื่มน้ำสาลี่วันละสามชามใหญ่ คนอื่นๆในบ้านยังกินไปได้ไม่กี่วันเลย พริบตาเดียวสาลี่ก็หมดแล้ว


โชคยังดีที่ตอนนี้ที่บ้านไม่ขาดแคลนของกินต่างๆ แล้วก็เลยไม่ได้คิดถึงมันมากนัก


อากาศหนาวลงทุกวัน ตอนกลางวันมีแดดยังพอทนได้ พอตกเย็นอุณหภูมิก็ลดลงฮวบฮาบ ตอนกลางคืนต้องก่อไฟในอ่างไฟถึงจะไม่รู้สึกหนาว


หลังจากฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ความหนาวเย็นก็พัดเข้ามา ในภูเขาเงียบเหงาไปหมด หนาวจนคนไม่อยากจะออกจากบ้าน


ครอบครัวของฉินเหยารีบเปลี่ยนไปใส่เสื้อกันหนาวหนาๆของปีที่แล้ว แต่พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ต้องรีบไปสำนักศึกษาแต่เช้าก็ยังคงหนาวสั่น


“ฮัดชิ้ว” ซานหลางจามออกมาเป็นฟองน้ำมูก อินเยว่รีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาช่วยเช็ดหน้าเล็กๆของเขาให้สะอาด อาวั่งก็ยื่นกระเป๋าน้ำร้อนที่เติมน้ำร้อนแล้วใส่มือเขา


พอมีแหล่งความร้อน น้ำมูกของซานหลางถึงได้หยุดไหล เขาไม่กล้าชักช้า รีบปีนเข้าไปในรถม้าที่กันลมได้ มุดเข้าไปในผ้าห่มหนาๆที่หลี่ซื่อเตรียมไว้แล้วห่มให้แน่น


หลิวจี้กอดอกเดินออกมามองดูท้องฟ้าที่มืดครึ้มแล้วบ่นพึมพำว่า “อากาศหนาวขนาดนี้ ถนนก็เปียกลื่น หรือว่าจะไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้วดี”


พอพูดคำนี้ออกมา แม้แต่เอ้อร์หลางเจ้าพ่อแห่งการเรียนผู้ใฝ่รู้ก็ยัง.อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น


ซานหลางที่มุดเข้าไปห่มผ้าแน่นอยู่ในตัวรถม้าแล้วก็ยิ่งรีบคลานออกมา จ้องมองท่านพ่อด้วยดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น “จริงหรือขอรับ”


หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างล้อเลียนแล้วชี้ไปที่เรือนหลักที่ปิดประตูแน่น


เวลานี้ ฉินเหยาไม่มีทางลุกขึ้นมาได้อย่างแน่นอน ยังคงนอนขี้เกียจอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ


หลิวจี้ทำท่าทางยุยงใส่ต้าหลาง “ไปถามท่านแม่ของพวกเจ้าสิ ขอเพียงแค่นางอนุญาต วันนี้ก็ไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้ว”


เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงรีบร้องเรียกอย่างคาดหวังทันที “พี่ใหญ่!”


“นี่ไม่ค่อยดีเท่าไรกระมัง” ต้าหลางลังเลเล็กน้อย ถ้าหากท่านแม่ถูกปลุกจนตื่นแล้วอาละวาดขึ้นมาจะทำอย่างไร


ตอนที่ 554: พลิกคว่ำ


แต่เมื่อมองดูสายตาที่คาดหวังของน้องชายและน้องสาว ต้าหลางก็ยังคงไม่อาจทำลายความหวังของพวกเขาได้ เขาเดินย่องเบาๆไปภายใต้สายตาที่ตื่นเต้นอย่างประหลาดของท่านพ่อแล้วยกมือขึ้นเคาะประตูเรือนหลักเบาๆ


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสีหน้าของต้าหลางที่ตึงเครียดเกินไปหรือไม่ ทุกคนในลานบ้านต่างก็กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เตรียมพร้อมรับมือกับพายุฝน


รอไม่นานนัก ในห้องก็มีเสียงถามแหบแห้งดังขึ้น “ทำอะไร”


ต้าหลางกลืนน้ำลาย ภายใต้สายตาที่ให้กำลังใจของท่านพ่อ เขาจึงถามเสียงเบาว่า “ท่านแม่ วันนี้หนาวเกินไป ถนนยังเปียกอยู่เลย ไม่ไปสำนักศึกษาได้หรือไม่ขอรับ”


“แค่วันเดียวขอรับ” เด็กหนุ่มเสริมอย่างตึงเครียด


ฉินเหยาถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ขานรับ “อื้อ” แล้วก็ฟุบหน้าหลับต่อไป


“อนุญาตแล้วหรือ” ต้าหลางยังคงงงงวยอยู่เล็กน้อย ง่ายเสียจนเขาไม่อยากจะเชื่อ


ซื่อเหนียงเป็นคนแรกที่รู้ตัว นางดึงหีบหนังสือกลับมาทันที พุ่งเข้าไปในห้อง ถอดรองเท้าออกแล้วมุดเข้าไปในผ้าห่มที่ยังอุ่นอยู่ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านแม่เป็นคนมีเหตุผลที่สุด~”


เพียงนางหลับตาลงก็สามารถหลับได้ในทันที


นอกห้อง เอ้อร์หลางยิ้มพลางมองซานหลาง “สำเร็จแล้วหรือ”


ซานหลางดีใจจนอยากจะตะโกนออกมา แต่ก็ถูกหลิวจี้ใช้มือปิดปากไว้ทัน “ชู่ว เราเบาๆหน่อย”


ซานหลางพยักหน้าแสดงออกว่าเข้าใจแล้วก็ให้ท่านพ่ออุ้มตนลงจากรถ วิ่งตามซื่อเหนียงไปติดๆ มุดกลับเข้าไปในผ้าห่มอีกครั้ง ดีใจจนกลิ้งไปมา


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางอยากจะหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า การนอนต่ออีกสักงีบนั้นเป็นไปไม่ได้แล้วจึงทำได้เพียงตามท่านพ่อกลับไปที่ห้องหนังสือ ผิงถ่านไฟอุ่นๆ กินอาหารเช้าอร่อยๆที่หลี่ซื่อทำ สามพ่อลูกซุกตัวอยู่หน้าโต๊ะเตี้ยตัวเดียวกัน อยากจะทำอะไรก็ทำ มีความสุขจนอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ


แต่ขอเพียงแค่เห็นมุมปากของคนใดคนหนึ่งยกขึ้น อีกสองคนก็จะรีบทำท่าจุ๊ปากเตือนว่าอย่าส่งเสียงดัง ให้เก็บความสุขไว้ในใจ


แต่ก็ลำบากอาวั่งแล้ว เด็กสี่คนที่บ้านไม่ต้องออกจากบ้านแล้ว แต่ยังมีจินฮวาจินเป่ารอให้เขาไปส่งอยู่ อย่างไรเสียสองบ้านก็ตกลงกันไว้ตั้งนานแล้วว่าจะไปรับไปส่งด้วยกัน


“เดินทางดีๆนะ” อินเยว่กำชับด้วยความเห็นใจ พลางกอดถุงน้ำร้อนของตนเองแล้วออกไปทำงาน


อาวั่งถอนหายใจแผ่วเบา เขาเป็นคนเหล็ก ไม่กลัวความหนาว! แล้วขับรถม้าออกไป


อีกทั้งเรื่องที่พวกต้าหลางสี่พี่น้องไม่ต้องไปสำนักศึกษาก็ทำให้ที่เรือนเก่าเกิดความโกลาหลวุ่นวาย อาวั่งจึงไปรับจินฮวาจินเป่าที่ถูกพ่อแม่ตีจนร้องไห้จ้าได้สำเร็จแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองจินสือ


ฉินเหยานอนหลับยาวจนกระทั่งอาวั่งกลับมาถึงบ้านจึงตื่น ในห้องถูกอ่างไฟรมจนร้อนผ่าว นางเพียงแค่นั่งลงก็สามารถรับประทานอาหารร้อนๆ ควันฉุยได้ในทันที


หลิวจี้ไปที่เรือนปทุมแล้ว เด็กทั้งสี่ในบ้านก็ไม่ได้เกียจคร้านเพราะไม่ต้องไปสำนักศึกษา หลังจากนอนชดเชยจนเต็มอิ่มแล้ว คนที่อ่านหนังสือก็อ่านไป คนที่คัดอักษรก็คัดไป


ฉินเหยากินข้าวเสร็จก็เดินไปดูอยู่ครู่หนึ่ง ชี้แนะพวกเขาอย่างสนใจอยู่พักหนึ่งและก่อนที่อารมณ์จะเริ่มขุ่นมัวก็ถอยออกมาอย่างใจเย็น


เมื่อกลับมาที่ห้องโถงก็ดื่มน้ำแกงร้อนๆ กินถั่วลิสงที่หลี่ซื่อเพิ่งคั่วเสร็จใหม่ๆ พลางเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนเก้าอี้ราชครู ปล่อยสมองให้ว่างเปล่า สุขสบายอย่างยิ่ง


หากเป็นไปได้ ฉินเหยาหวังว่าเวลาจะหยุดนิ่ง ณ วินาทีนี้


แต่สวรรค์คงไม่อยากเห็นนางว่างงาน ขณะที่กำลังสบายจนเคลิ้มจะหลับ เสียงตะโกนเรียก “ผู้ใหญ่บ้าน!” ของหลิวหยางก็ดึงฉินเหยาจากความสุขสบายกลับสู่ความเป็นจริงได้สำเร็จ


“แย่แล้ว! ผู้ใหญ่บ้านแย่แล้ว!”


หลิวหยางผลักประตูห้องโถงใหญ่พุ่งเข้ามาพร้อมกับไอเย็น “ผู้ใหญ่บ้านแย่แล้ว ท่านอาจารย์ที่มาใหม่ตกลงไปในหุบเขาทั้งคนทั้งรถแล้วขอรับ!”


ฉินเหยาลุกพรวดขึ้นนั่งตัวตรงในทันที แต่ด้วยความเคยชินจึงถามอย่างใจเย็นว่า “เกิดขึ้นเมื่อใดรึ เป็นหุบเขาช่วงไหน ท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง”


หลิวหยางชื่นชมในท่าทีสุขุมเยือกเย็นไม่ตื่นตระหนกเมื่อเผชิญหน้ากับอันตรายของผู้ใหญ่บ้าน แต่เขากลับทำไม่ได้เลยจึงกล่าวอย่างร้อนรนว่า


“ก็ตรงหุบเขาหินกรวดที่เคยใช้สกัดหินโม่นั่นแหละขอรับ วันนี้ถนนลื่นมาก ท่านอาจารย์อาจจะมาเป็นครั้งแรกเลยไม่คุ้นทาง พอไม่ทันระวังก็เลยลื่นตกลงไปในหุบเขา เป็นพวกพี่ซุ่นจื่อที่ผ่านไปเจอตอนเข้าเมืองไปซื้อของพอดี ตอนนี้ทั้งรถม้าและท่านอาจารย์ยังอยู่ในหุบเขา ทุกคนกำลังหาวิธีดึงคนขึ้นมาอยู่ขอรับ…”


เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเหยาก็ตระหนักได้ว่าชาวบ้านไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์กะทันหันนี้ได้ทันท่วงทีจึงสั่งให้หลิวหยางไปหาแผ่นประตูและเชือกตามไปแล้วรีบมุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุทันที


นางรวดเร็วมาก หลิวหยางตามไม่ทันเลย ทำได้เพียงรีบไปหาคนมาถอดแผ่นประตู


แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดผู้ใหญ่บ้านถึงสั่งเช่นนี้ แต่ทำตามไว้ก่อนย่อมไม่ผิดพลาด


ฉินเหยาวิ่งไปยังที่เกิดเหตุสุดฝีเท้า ระหว่างทางก็นึกถึงสภาพของถนนช่วงหุบเขาหินกรวดไม่หยุด ยิ่งคิดใจก็ยิ่งดิ่งลง


หลังจากสำนักศึกษาสร้างเสร็จ นางก็รายงานขึ้นไป ขอให้ทางการรีบส่งอาจารย์มาโดยเร็วที่สุด เพื่อที่เด็กๆในหมู่บ้านจะได้เริ่มเรียนโดยเร็ว


รอไม่นาน ทางการก็มีข่าวมาบอกว่ามีคนจากตระกูลติงยินดีมาที่หมู่บ้านตระกูลหลิว แถมยังเป็นอาจารย์อาวุโสที่มีประสบการณ์มากด้วย


อาวุโส นั่นก็หมายความว่าร่างกายคงไม่แข็งแรงเท่าไรแล้ว


ในหุบเขาหินกรวดเต็มไปด้วยหินกรวด มีความลาดชันสูงและลึกกว่าเจ็ดแปดเมตร อย่าว่าแต่คนชราเลย ต่อให้เป็นคนหนุ่มที่ทนทายาดอย่างหลิวจี้ก็เกรงว่าจะต้องเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่ง


เหตุผลบอกกับฉินเหยาว่า อาจารย์ท่านนี้เกรงว่าคงรอดยากแล้ว


แต่ก็อดไม่ได้ที่จะภาวนาในใจ ขอให้อาจารย์ดวงแข็งหน่อย มิฉะนั้นหากเรื่องนี้แพร่ออกไปก็ไม่รู้ว่าอาจารย์คนต่อไปจะมาเมื่อไร


ผ่านไปหนึ่งเค่อกว่า ฉินเหยาก็มาถึงช่วงถนนที่เกิดเหตุ


คนที่ออกไปซื้อของมีเพียงหลิวฉี หลิวจ้งและซุ่นจื่อสามคน หลิวจ้งวิ่งกลับไปเรียกคนในหมู่บ้านตั้งแต่แรกแล้ว ที่เกิดเหตุจึงเหลือเพียงหลิวฉีและซุ่นจื่อ


หลิวฉีอาศัยที่ตนเองตัวสูงใหญ่จึงลงไปตามทางลาดชันของหินกรวดเพื่อดูสถานการณ์ก่อนแล้ว ส่วนซุ่นจื่อรอรับช่วงต่ออยู่ริมถนน


“พี่สะใภ้สาม!” พอเห็นฉินเหยา ซุ่นจื่อก็ตื่นเต้นยิ่งราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต


ฉินเหยาพยักหน้าให้เขาแล้วเดินเข้าไปมองลงไปยังก้นหุบเขา “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”


หลิวฉีอยู่ข้างล่าง เมื่อได้ยินเสียงของฉินเหยาจากด้านบน เขากำลังร้อนใจไม่รู้จะทำอย่างไรดีก็พลันดีใจ รีบตะโกนเสียงดังว่า


“ผู้ใหญ่บ้าน! สารถีกับม้าตายแล้วขอรับ ท่านอาจารย์ติดอยู่ใต้ตัวรถม้า คนยังไม่ตาย แต่ข้ายกตัวรถม้าไม่ไหว!”


ท่านอาจารย์นั่งอยู่ในตัวรถม้าแล้วตกลงไปพร้อมกับรถม้า มีสารถีวัยกลางคนติดตามมาด้วยหนึ่งคน ทั้งสองคนตกลงไปในหุบเขาพร้อมกัน ม้าและรถกลิ้งลงไปหลายตลบจนถึงก้นเหวจึงหยุด


ระหว่างที่กลิ้งตกลงมา ม้าถูกบังเหียนที่บิดเป็นเกลียวรัดคอจนตาย ส่วนสารถีไม่มีตัวรถม้าป้องกัน ศีรษะจึงกระแทกเข้ากับก้อนหินแหลมคม สภาพศพน่าสยดสยองนัก


ฉินเหยามีสายตาดีเยี่ยมจึงเห็นสภาพน่าสลดที่ก้นหุบเขาอย่างชัดเจน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย คราวนี้ลำบากแล้ว


เมื่อได้ยินหลิวฉีบอกว่าอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ฉินเหยาก็ยังไม่วางใจ นางให้ซุ่นจื่อรอพวกหลิวหยางกับหลิวจ้งอยู่ตรงนั้นแล้วมองร่องรอยการกลิ้งลงไปตามเนินเขา ก่อนจะไถลตัวลงไปจากทางด้านซ้ายที่ค่อนข้างลาดชันน้อยกว่า


“หลิวฉี!”


เมื่อได้ยินเสียงเรียกของฉินเหยาอยู่ใกล้ๆ หลิวฉีก็รีบมุดออกมาจากพื้นที่แคบๆ ใต้ตัวรถม้าแล้วโบกมืออย่างร้อนรน “ผู้ใหญ่บ้าน ทางนี้ขอรับ!”


ฉินเหยาพยักหน้า เดินอ้อมหลังคาที่แตกออกมา ไปยังส่วนตัวรถม้าหลักที่หลิวฉีอยู่


ระหว่างทางนางเห็นสารถีที่นอนขวางอยู่ในหุบเขาจึงเข้าไปตรวจสอบอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีลมหายใจและชีพจรแล้วก็รีบไปหาหลิวฉี


ตอนที่ 555: แท่นฝนหมึกซงซาน


ตัวรถม้าที่พังยับเยินยังคงติดอยู่กับซากม้าในสภาพพลิกคว่ำตะแคงข้าง ส่วนท่านอาจารย์พลัดตกลงไปในหุบเขาจากทางหน้าต่างรถและถูกตัวรถทับไว้


โชคดีที่ร่องเขาตรงนั้นมีความกว้างและความลึกพอดีกับคนหนึ่งคน มิเช่นนั้นหากตัวรถกระแทกลงไปเต็มๆ ป่านนี้ท่านอาจารย์คงจะกลายเป็นศพนอนตัวแข็งทื่อเหมือนสารถีไปแล้ว


ฉินเหยาไม่พูดพร่ำทำเพลง นางชักมีดสั้นที่พกติดตัวออกมาตัดบังเหียนที่รั้งระหว่างตัวรถกับม้าจนขาด จากนั้นจึงใช้สองแขนดันผนังรถพร้อมกับออกแรงยกตัวรถม้าที่หนักอึ้งขึ้นทั้งคัน


ร่างของคนผู้หนึ่งพลันปรากฏแก่สายตาของคนทั้งสอง เขากำลังหอบหายใจอย่างหนัก หลิวฉีจึงรีบมุดลงไปอุ้มท่านอาจารย์ออกมา


เสื้อคลุมบุนวมสีเทาอมฟ้าของท่านอาจารย์ขาดรุ่งริ่งจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ผมเผ้ายุ่งเหยิง ส่วนกวานบนศีรษะก็ไม่รู้ว่ากระเด็นหายไปที่ใด ผิวหนังส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนเล็กน้อย ดูแล้วอาการน่าเป็นห่วง


ฉินเหยาปล่อยมือ ตัวรถม้าก็กระแทกลงพื้นดังโครม แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ


“อาจารย์ ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” หลิวฉีถามด้วยความห่วงใย


คนในอ้อมแขนเอาแต่หอบหายใจอย่างหนัก มีท่าทีตกใจสุดขีด


ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเดินมานั่งยองๆ ตรงหน้าคนทั้งสองแล้วยื่นมือไปปัดผมที่ปรกใบหน้ายุ่งเหยิงของท่านอาจารย์ออกเพื่อดูอาการ


แต่คาดไม่ถึงว่าใบหน้าที่เหี่ยวย่นของคนชราอย่างที่คิดไว้จะไม่มีให้เห็น ใต้ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงนั้นกลับเป็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ดูแล้วอายุอย่างมากก็ไม่น่าเกินยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี


หลิวฉีถึงกับสะดุ้ง “อาจารย์ติงเป็นคนหนุ่มหรอกรึ”


“เขาไม่ใช่อาจารย์ติง!” ฉินเหยาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


แววตาของนางพลันเย็นชาลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เลื่อนลอยของชายผู้นั้นแล้วเค้นเสียงถาม “เจ้าเป็นใครกันแน่”


ทว่าชายผู้นั้นกลับหลับตาลง คอพับไปด้านหนึ่งและหมดสติไปก่อนที่จะได้ทันตอบคำถามของพวกเขา


หากไม่ใช่เพราะหลิวฉีอยู่ด้วย ฉินเหยาคงจะเขย่าตัวเขาให้ตื่นขึ้นมาคาดคั้นความจริงให้ได้


ในที่สุดพวกหลิวจ้งและหลิวหยางก็มาถึง ฉินเหยามองขึ้นไป ดูเหมือนจะเห็นร่างของหลิวจี้ด้วย


“เมียจ๋า เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”


ศีรษะที่คุ้นเคยโผล่ออกมา ฉินเหยาคิดในใจว่าเป็นอย่างที่คิดไว้


เมื่อเห็นฉินเหยาที่อยู่ข้างล่างไม่เป็นอะไรเลย หลิวจี้ก็แทบจะโมโหตัวเองจนตาย นางจะเป็นอะไรไปได้ นางมีวรยุทธ์สูงส่งแถมยังมีพละกำลังมหาศาล ต่อให้มีเรื่องก็ต้องเป็นคนอื่นที่เดือดร้อน


แต่ขาสองข้างของเขากลับควบคุมไม่ได้ เผลอวิ่งตามชาวบ้านมาด้วยกัน พอวิ่งมาได้ครึ่งทางถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า คนที่รถคว่ำคือคนอื่นไม่ใช่ฉินเหยา


แต่ไหนๆก็มาแล้ว ถือว่ามาดูเรื่องสนุกก็แล้วกัน


พอมาถึงก็ต้องอุทานในใจ มีทั้งม้าตายคนตาย ดูท่าว่าอาหารเย็นมื้อนี้คงจะกินไม่อร่อยเสียแล้ว


ฉินเหยาไม่ได้สนใจหลิวจี้ที่นั่งยองๆ ดูเรื่องสนุกอยู่ด้านบน แม้จะไม่รู้ว่าคนที่หลิวฉีดึงออกมาเป็นใคร แต่การช่วยคนสำคัญที่สุดจึงรีบให้พวกหลิวจ้งหลิวหยางวางแผ่นประตูลง จัดการให้ชายผู้นี้นอนลงบนแผ่นไม้อย่างมั่นคงแล้วให้ทุกคนใช้เชือกผูกแล้วกึ่งยกกึ่งลากขึ้นไปบนพื้น


“ผู้ใหญ่บ้าน นี่ใครกันรึขอรับ”


ชาวบ้านที่มาช่วยต่างก็ประหลาดใจ เดิมทีคิดว่าเป็นอาจารย์ชรา แต่ไม่นึกว่าจะเป็นชายหนุ่มที่ไม่คุ้นหน้า


ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่รู้ ต้องรอให้เขาฟื้นก่อนถึงจะรู้”


ฉินเหยาสั่งการอย่างเป็นระบบ “หลิวหยาง พวกเจ้าแบกคนกลับไปที่สำนักศึกษา หลิวจี้ เจ้ารีบไปกับพวกพี่รองเข้าเมืองไปเชิญท่านหมอจินมา เร็วหน่อย!”


“ชาวบ้านที่เหลืออยู่กับข้า ช่วยกันเอารถม้ากับสารถีขึ้นมา”


ทุกคนได้รับคำสั่งก็รีบแยกย้ายกันทำงานทันที


เดิมทีหลิวฉี ซุ่นจื่อและหลิวจ้งสามคนจะขับรถม้าเข้าเมืองไปซื้อของอยู่แล้ว เมื่อช่วยคนขึ้นมาได้แล้ว ที่นี่ก็มีฉินเหยาคอยดูแลสถานการณ์ พวกเขาย่อมต้องไปทำภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้นต่อ


หลิวจ้งดึงหลิวจี้ขึ้นรถ ทั้งสามคนพาเขามุ่งหน้าไปยังตัวเมืองด้วยความเร็วสูงสุดทันที


เมื่อมองรถม้าที่วิ่งจากไปไกลแล้ว ฉินเหยาจึงหยิบเชือกแล้วนำชาวบ้านที่เหลืออีกหลายคนค่อยๆลงไปที่ก้นหุบเขา


จัดการนำสารถีและม้าขึ้นไปก่อน ตามด้วยตัวรถม้าที่เสียหาย สัมภาระที่กระจัดกระจายก็เก็บขึ้นมาทีละชิ้น จัดการเก็บกวาดอยู่เกือบครึ่งชั่วยามจึงแล้วเสร็จ


อาวั่งและบิดาของหลิวฉีขับรถม้ามา นำซากม้าและศพสารถีไปไว้ที่ลานว่างหน้าสำนักศึกษาเป็นการชั่วคราว รอเพียงให้ชายหนุ่มไม่ทราบชื่อคนนั้นฟื้นขึ้นมาแล้วค่อยจัดการต่อไป


ส่วนประกอบของตัวรถม้าทั้งหมดถูกลากไปไว้ที่โรงโม่หินที่ทิ้งร้างไว้ ทุกอย่างรอให้คนฟื้นแล้วค่อยว่ากัน


หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จ ฉินเหยาก็แบกสัมภาระหนึ่งหีบที่เก็บมาได้กลับหมู่บ้านไปพร้อมกับชาวบ้าน


หลิวจี้จัดการเรื่องราวได้ค่อนข้างเร็ว หลังจากนั่งรถไปถึงตัวเมืองพร้อมกับพวกหลิวจ้งก็ไปตามหาท่านหมอจินจนเจอแล้วรีบเช่าเกวียนวัวกลับมาบ้าน พอฉินเหยาไปถึงสำนักศึกษาได้ไม่นาน หมอก็มาถึง


ชาวบ้านได้ยินเรื่องนี้ก็พากันมาดูอาการของอาจารย์ด้วยความเป็นห่วง เด็กๆยืนอยู่บนลานว่าง ล้อมรอบซากม้าด้วยสีหน้ากังวล เกรงว่าอาจารย์ที่มาใหม่จะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น


ฉินเหยาออกไปเกลี้ยกล่อมอยู่พักใหญ่จึงกล่อมให้ทุกคนกลับไปได้


ในไม่ช้า บริเวณสำนักศึกษาก็เงียบสงบลง คนที่เหลืออยู่มีเพียงหลิวหยางและสองสามีภรรยาฉินเหยา รวมถึงท่านหมอจินที่กำลังตรวจอาการอยู่


หลิวหยางคอยเป็นลูกมือให้ท่านหมอจินในห้อง ฉินเหยานั่งรออยู่ริมประตูห้องเรียน


ในบ้านว่างข้างๆ ที่เตรียมไว้ทำห้องครัวก็มีร่างที่เย็นชืดของสารถีวางอยู่


หลิวจี้เดินดูซากม้าในลานก่อน จิ๊ปากสองครั้งแล้วเดินมาที่ห้องว่าง มองศพสารถีที่ถูกเสื่อห่อไว้จากระยะสองเมตร ส่ายหน้าอย่างเห็นใจแล้วจึงกลับมาที่ห้องเรียน


“เมียจ๋า สารถีกับม้าตายนี่เป็นอุบัติเหตุ อาจารย์ติงคงไม่โทษหมู่บ้านเราใช่หรือไม่” หลิวจี้มองไปที่เรือนพักทางทิศตะวันออกที่เตรียมไว้ให้ท่านอาจารย์อาศัย เห็นหลิวหยางถือผ้าพันแผลเปื้อนเลือดเดินเข้าออกก็อดถอนหายใจไม่ได้


ข้างเท้าของฉินเหยายังมีหีบไม้สีแดงเปื้อนโคลนและมีรอยขีดข่วนวางอยู่ ข้างในบรรจุตำรา พู่กัน และเสื้อผ้าที่เก็บกลับมาได้ รวมถึงจดหมายแนะนำตัวจากทางการฉบับหนึ่ง


ซองจดหมายวางอยู่บนสุดของหีบ อยู่ในสภาพที่เปิดอยู่แล้ว


ฉินเหยาชี้ไปที่จดหมายฉบับนั้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เขาไม่ใช่อาจารย์ติง ชื่อจริงคือเจินอวี้ไป๋ อายุยี่สิบเจ็ดปี เป็นคนอำเภอหนิงซี เป็นซิ่วไฉ”


หลิวจี้ชะงักไป “ไม่ใช่อาจารย์ติงรึ”


ฉินเหยารับคำในลำคอ “แต่เขาเป็นอาจารย์ที่ทางการแนะนำให้มาที่หมู่บ้านเรา”


“เปลี่ยนคนแล้วทำไมไม่บอกพวกเราก่อน!” หลิวจี้พูดอย่างไม่พอใจ


ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “เจ้าเบาเสียงหน่อย”


“โอ๊ะๆ ลืมไป ลืมไป เมียจ๋าอย่าโกรธเลย” หลิวจี้ยิ้มแหยๆ ไม่คิดจะกลับบ้าน หาที่นั่งข้างๆนางแล้วนั่งลงตาม


สายตาเหลือบไปเห็นหีบเดินทางของเจินอวี้ไป๋คนนั้น มือไม้ก็อยู่ไม่สุข ฉวยโอกาสที่ฉินเหยาไม่ทันสังเกต ยื่นมือเข้าไปรื้อค้นสองสามที


“อาจารย์เจินผู้นี้ฐานะไม่ธรรมดาเลยนะ เสื้อผ้าล้วนเป็นผ้าฝ้ายทอลายชั้นดี แม้แต่แท่นฝนหมึกยังเป็นแท่นฝนหมึกซงซานชั้นเลิศ…”


เขาบ่นพึมพำคนเดียว พลิกดูของในหีบจนทั่วแล้วบอกฉินเหยาอย่างตื่นเต้น “เมียจ๋า เจ้าว่าคนฐานะดีขนาดนี้จะมาที่หมู่บ้านพวกเราทำไมกัน อายุน้อยๆไม่ไปสอบเคอจวี่ แต่กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ เขาหวังอะไรกันแน่”


ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย เตือนเขาว่าอย่าไปรื้อของคนอื่นตามอำเภอใจ


แต่ว่า…


“แท่นฝนหมึกซงซานแพงมากรึ”


หลิวจี้ชูห้านิ้วขึ้นมา “แท่นฝนหมึกชิ้นนี้ราคาห้าสิบตำลึง แถมมีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้ ข้าเองก็อาศัยบารมีศิษย์พี่ตัวน้อยจึงจะมีโอกาสได้ใช้แท่นฝนหมึกซงซานนี้บ้างเป็นครั้งคราว”


เขากล่าวอย่างอิจฉา “ของแพงมันก็ดีสมราคามันจริงๆนั่นแหละ ใช้ดีกว่าของข้าซึ่งอันละสองตำลึงชนิดที่เทียบกันไม่ติดเลย ถ้าข้ามีแท่นฝนหมึกซงซานเป็นของตัวเองสักชิ้น ต่อให้ต้องตายก็ไม่เสียดายแล้ว”


“เช่นนั้นเจ้าก็ไปตายเสียเถอะ” ฉินเหยาพูดอย่างเย็นชา


ไม่รอให้หลิวจี้โมโห นางก็ลุกขึ้นตามหลิวหยางเข้าไปในเรือนฝั่งตะวันออก


ตอนที่ 556: เจินอวี้ไป๋


เจินอวี้ไป๋ฟื้นแล้ว


ที่หน้าผาก ลำคอและข้อมือของเขาถูกพันด้วยผ้าขาว เขากำลังนอนพักอยู่บนเตียงไม้มีเสาที่ช่างไม้หลิวตั้งใจทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่ออาจารย์โดยเฉพาะ


โชคดีที่เขาไม่เป็นอะไรมาก มีเพียงรอยฟกช้ำและบาดแผลภายนอกเล็กน้อย ท่านหมอจินทายาขี้ผึ้งระงับปวดและห้ามเลือดให้เขาแล้ว เพียงนอนพักครึ่งเดือนก็จะหายดี


“นี่คือยาสำหรับครึ่งเดือน เปลี่ยนยาทุกวัน ก่อนแผลจะตกสะเก็ดห้ามโดนน้ำเด็ดขาด เรื่องอาหารการกินให้กินของรสจืดก็พอ คนหนุ่มร่างกายแข็งแรง เดี๋ยวก็หายดี”


ท่านหมอจินสั่งเขียนใบสั่งยาพลางเหลือบ.มองคนไข้บนเตียงแล้วกล่าวเสริมว่า “ท่านอาจารย์อาจจะตกใจขวัญเสียไปบ้าง พวกเจ้าดูแลเขาให้ดีๆก็แล้วกัน”


พูดจบ เขาก็รับเงินสองตำลึงซึ่งเป็นค่าตรวจและค่ายาจากฉินเหยาแล้วสะพายหีบยาเดินจากไป


เขาต้องรีบกลับไปที่เมืองก่อนฟ้าจะมืด


สารถีและรถที่เช่ามายังคงรออยู่ที่ริมแม่น้ำ ฉินเหยาจึงให้หลิวหยางไปส่งท่านหมอจิน ถือโอกาสกลับไปเอาของใช้ในชีวิตประจำวัน ผัก และข้าวสารที่บ้านมาด้วย


ก่อนหน้านี้ชาวบ้านไม่รู้ว่าท่านอาจารย์จะมาเมื่อไรจึงเตรียมแค่เครื่องเรือนง่ายๆ ไม่กี่ชิ้นกับผ้าห่มหนึ่งผืน ที่เหลือยังว่างเปล่าโล่งเตียน ยังไม่สามารถเข้าอยู่ได้


หลิวหยางเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นข้าจะกลับไปให้ท่านแม่ทำกับข้าวมาให้ก่อนนะขอรับ”


ฉินเหยากล่าว “ให้หลี่ซื่อทำมาพร้อมกันเลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาหลายรอบ”


หลิวหยางก็ไม่ได้เกรงใจนาง ตอบรับแล้วพาหมอจินออกไป


บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ยังไม่มีไออุ่นของผู้อยู่อาศัย วันนี้อากาศก็เย็นลงอย่างกะทันหัน ในห้องจึงเย็นยะเยือกปราศจากความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง


เมื่อได้ยินเสียงไอมาจากบนเตียง ฉินเหยาจึงหันไปมองก็เห็นเจินอวี้ไป๋ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มที่ไม่หนานัก ไอจนน้ำตาเล็ด ตัวสั่นงันงก


“…หนาว” คำตอบสั้นกระชับได้ใจความมาก


ฉินเหยาพยักหน้ารับรู้แล้วหันขวับไปคว้าตัวหลิวจี้ที่กำลังทำตัวลับๆล่อๆ แอบ.มองอยู่หน้าประตู “เจ้าไปก่อไฟใส่กระถางมา”


หลิวจี้พึมพำ “ทำไมต้องเป็นข้าด้วย”


ฉินเหยาย้อนถาม “หรือจะให้ข้าทำ”


หลิวจี้ฝืนใจแสยะยิ้ม พูดประชดประชันว่า “บ่าวมิกล้าใช้ท่านผู้ใหญ่บ้านหรอกขอรับ!”


เขาพับแขนเสื้อ เอียงคอชำเลืองมองชายที่นอนไอค่อกแค่กอยู่บนเตียงในห้อง พ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจออกมาทีหนึ่งแล้วจึงเดินไปยังห้องว่างที่ใช้เก็บศพอย่างไม่เต็มใจ


ที่นี่คือห้องครัว ชาวบ้านขนฟืนมาเก็บไว้แล้วไม่น้อย ด้วยคิดว่ารอให้ท่านอาจารย์มาจะได้สะดวกสบาย ตอนนี้กลับเป็นประโยชน์กับหลิวจี้ไปเสียได้ ทำให้เขาไม่ต้องเสียแรงไปหาฟืนเอง


เขาก้าวข้ามเสื่อที่ห่อร่างสารถีไว้ ค้นหาอยู่พักหนึ่งก็ไม่เจอกระถางดินเผาที่พอจะใช้ได้เลยหยิบกระทะเหล็กที่ชาวบ้านลงขันซื้อให้อาจารย์บนเตาลงมาแทน จากนั้นผ่าฟืนก่อไฟในกระทะจนลุกโชน


เมื่อกระทะไฟถูกยกเข้ามาในเรือนฝั่งตะวันออก เจินอวี้ไป๋ถึงได้รู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามา หากไม่นับว่าภาชนะที่ใช้คือกระทะเหล็กใบใหม่เอี่ยมก็คงจะดี


เมื่อร่างกายเริ่มอุ่นขึ้น เจินอวี้ไป๋ถึงมีแรงลุกขึ้นนั่งเพื่อขอบคุณคนที่อยู่ตรงหน้า


“ท่านคงจะเป็นฉินเหนียงจื่อผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวสินะขอรับ” แม้เจินอวี้ไป๋จะใช้ประโยคคำถาม แต่น้ำเสียงและแววตากลับมั่นใจอย่างยิ่ง


เพราะเขาไม่เคยเห็นสตรีที่องอาจสง่างามเช่นนางมาก่อน ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้อง แต่นางกลับไม่มีท่าทีเคอะเขินแม้แต่น้อย ทั้งยังสุขุมและใจกว้าง แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง


ฉินเหยาพยักหน้าแล้วถอนหายใจ “ฝนที่ตกหนักเมื่อคืนทำให้ถนนลื่นจนเกิดเหตุไม่คาดฝันในวันนี้ขึ้น เป็นเรื่องที่พวกเราไม่มีใครอยากให้เกิด แต่คนปลอดภัยก็ดีแล้ว ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป”


เจินอวี้ไป๋ฟังออกว่าคำพูดของนางมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่ เขานึกอะไรบางอย่างขึ้นได้กะทันหันจึงมองไปรอบๆ ในห้องนอกจากเขากับฉินเหยาก็ไม่มีใครอื่นแล้ว ในใจพลันหนักอึ้ง รีบโน้มตัวไปข้างหน้าถามอย่างร้อนรน


“แล้วสารถีของข้าเล่า เขาเป็นอย่างไรบ้าง”


ฉินเหยาหลุบตาลง “ท่านอาจารย์เจิน โปรดทำใจ”


เมื่อได้ยินนางเรียกตนว่าอาจารย์เจินไม่ใช่อาจารย์ติง เจินอวี้ไป๋ก็มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เขาข่มความเศร้าเสียใจต่อการตายของสารถีลงแล้วถามเสียงแผ่ว “ผู้ใหญ่บ้านทราบฐานะของข้าแล้วหรือขอรับ”


ฉินเหยาพยักหน้ารับ ยอมรับว่าตนได้ดูสัมภาระของเขา


พร้อมกันนั้นก็เอ่ยถามข้อสงสัย “เดิมทีอาจารย์ที่ถูกกำหนดไว้คืออาจารย์ติง ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นอาจารย์เจินได้”


“อาจารย์ติงคนเดิมล้มป่วยขอรับจึงได้เปลี่ยนเป็นข้าแทน ข้าเองก็เพิ่งได้รับข่าวไม่นาน น่าจะเป็นเพราะทางราชการยังไม่ทันได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบจึงเกิดความเข้าใจผิดขึ้น…”


ขณะที่พูด ไม่รู้ว่านึกถึงชะตากรรมของตนเองในตอนนี้ขึ้นมาหรือไม่ อารมณ์ของเจินอวี้ไป๋ก็ยิ่งหดหู่ลงเรื่อยๆ สุดท้ายเขาเอนกายพิงหัวเตียง ถอนหายใจยาวอย่างอ่อนแรง


“ท่านผู้ใหญ่บ้าน ตอนนี้สภาพของข้าไม่สะดวกจะทำอะไรได้ สารถีมองข้าเติบโตมาตั้งแต่เล็ก สำหรับข้าแล้วเขาเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาจบชีวิตลงเพราะข้าเช่นนี้ ได้โปรดช่วยข้าจัดการฝังเขาอย่างดีด้วยเถิด”


ดวงตาของเจินอวี้ไป๋คลอไปด้วยน้ำตา เขากลับมานั่งตัวตรงอีกครั้ง อดทนต่อความเจ็บปวดแล้วคารวะฉินเหยาอย่างนอบน้อมเพื่อร้องขอ


ฉินเหยามองเขาแล้วรู้สึกว่าชายผู้นี้มีความแปลกประหลาดที่อธิบายไม่ถูก


เขาไม่มีท่าทีว่าจะโทษหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกนางเลยแม้แต่น้อย เพราะหากจะว่ากันตามจริง ถ้าไม่ใช่เพราะเขาจะมาเป็นอาจารย์ที่หมู่บ้านตระกูลหลิวก็คงไม่ได้เดินทางมาที่นี่


ถ้าไม่ได้มาที่หมู่บ้านตระกูลหลิว ก็คงไม่เกิดอุบัติเหตุในวันนี้ขึ้น


ดังนั้นเจินอวี้ไป๋สามารถโทษว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นความผิดของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมดและเรียกร้องค่าชดเชยหรือคำอธิบายได้


อย่างน้อยที่สุด เขาก็ควรจะซักไซ้เรื่องการตายของสารถีบ้าง แต่กลับไม่มีเลย เขาใจกว้างจนไม่เหมือนชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าที่เลือดกำลังร้อน กลับยอมรับเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างสงบนิ่งถึงเพียงนี้


คนที่สามารถใช้แท่นฝนหมึกซงซานได้จะถ่อมตนถึงเพียงนี้เชียวหรือ


บางที เขาอาจจะเป็นคุณชายจากตระกูลร่ำรวยที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีเยี่ยมกระมัง ฉินเหยาเองก็คิดหาเหตุผลอื่นไม่ออกแล้ว


จดหมายแนะนำตัวจากทางการมีตราประทับของทางราชการ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าที่มาที่ไปของชายผู้นี้ถูกต้อง นางจึงไม่มีอะไรต้องสงสัย


“ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ท่านพักรักษาตัวให้สบายใจเถิด เรื่องอื่นๆ พวกเราชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกคนจะช่วยท่านจัดการให้เรียบร้อย หวังว่าท่านอาจารย์จะไม่เสียใจจนเกินไปและหายดีในเร็ววัน”


ฉินเหยาพยักหน้าให้เขาแล้วเติมฟืนในกระถางไฟอีกสองสามท่อนเพื่อให้ไฟลุกโชนขึ้นอีก ก่อนจะถอยออกมา


พอนางออกมา หลิวจี้ที่นั่งเบื่ออยู่ในห้องเรียนก็รีบปรี่เข้ามาหาทันที เขาซักไซ้เรื่องครอบครัวและที่มาที่ไปของชายคนนั้นอย่างกระตือรือร้น แต่งงานแล้วหรือยัง มีลูกหรือไม่ เหตุใดถึงมาคนเดียว


ฉินเหยาตอบ “ไม่ได้ถาม ไม่รู้”


“เรื่องแบบนี้เจ้าไม่อยากรู้เลยรึ” หลิวจี้ไม่เข้าใจอย่างยิ่ง เขาอยากรู้จะตายอยู่แล้ว


“เจ้าว่างมากสินะ” ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา “ไม่กลับบ้านแล้วมาอยู่ที่นี่ทำไม การบ้านของวันนี้ทำเสร็จแล้วหรือ”


หลิวจี้ทำท่ากุมอกอย่างเกินจริง โงนเงนถอยหลังไปสองก้าวแล้วเบิกตากว้างถามกลับ “เมียจ๋า เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าข้ามาที่นี่ทำไม เจ้าทำข้าเสียใจจริงๆ”


“เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เจ้ายังต้องอยู่กับอาจารย์ที่ยังไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนนี้ตามลำพังอีก หากข้าไม่อยู่เป็นเพื่อน ชื่อเสียงของเจ้าคงได้ป่นปี้กันหมดพอดี นี่ยังจะมาถามข้าอีกว่าอยู่ทำไม ข้ากินอิ่มแล้วหาเรื่องใส่ตัวหรือไงแล้วไฟในกระถางในห้องนั่นมันจะลุกขึ้นมาเองได้รึ”


ฉินเหยา “…”


วินาทีก่อนที่นางจะง้างหมัดขึ้น หลิวจี้ก็กอด.อกพูดอย่างหน้าไม่อายว่า “เราสองคนเป็นสามีภรรยาใจเดียวกัน เรื่องที่เจ้าทำข้าเสียใจ ข้าจะไม่ถือสาหาความแล้ว บอกมาเถอะ มีงานอะไรอยากให้ข้าทำอีก”


ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ ข่มความปรารถนาที่จะใช้กำลังลงไปแล้วกัดฟันสั่ง “เจ้าไปหาที่ฮวงจุ้ยดีๆ จัดการฝังม้ากับสารถีเสีย”


หลิวจี้ยื่นมือออกมา “เงิน”


เมื่อเห็นสายตาของนางเย็นชาลงเรื่อยๆ หลิวจี้ผู้รู้จักเอาตัวรอดจึงรีบพูดว่า “ช่างเถอะ ช่างเถอะ ไว้จัดการเสร็จแล้วข้าค่อยมาเอาจากเจ้าก็แล้วกัน”


สิ้นเสียงพูด ร่างของเขาก็วิ่งหายไปไกลกว่าร้อยเมตรแล้ว เขาวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อหาคนมาช่วยงาน


ตอนที่ 557: เมียจ๋าอยากจะฆ่าข้าให้ตายอย่างไรหรือ


หลิวจี้นำชาวบ้านของหมู่บ้านตระกูลหลิวไปซื้อโลงศพให้สารถี ทั้งยังเชิญนักพรตเต๋ามาดูพื้นที่ฮวงซุ้ยมงคลเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังจัดงานเลี้ยงใหญ่ในหมู่บ้านสองวัน เชิญคณะนักร้องมาร้องเพลง ใช้การกระทำเพื่อแสดงให้เห็นถึงการจัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่


เจินอวี้ไป๋จะซาบซึ้งใจหรือไม่ฉินเหยาไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคือถุงเงินของนางซาบซึ้งใจมาก หลังจากเสร็จสิ้นเรื่องราวนางก็อดไม่ได้ที่จะซัดหลิวจี้ไปหนึ่งชุด


“ข้าให้เจ้าจัดงานศพให้เขาอย่างสมเกียรติ ไม่ได้บอกให้เจ้าจัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่ หมู่บ้านตระกูลหลิวของเราอยู่ในระดับไหนเจ้าไม่รู้หรือ!”


หลิวจี้กุมศีรษะวิ่งวนไปรอบๆลานบ้านของตนเอง เมื่อได้ยินเสียงตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวจากด้านหลังก็แย้งขึ้นมาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า


“ข้าก็ทำตามที่เมียจ๋าบอกไม่ใช่หรือไร อีกอย่างตอนนี้บ้านเราก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินจำนวนนั้นเสียหน่อย การจัดการเรื่องนี้ยังทำให้เราได้ชื่อเสียงดีๆอีกด้วยนะ ตอนนี้ออกไปข้างนอกมีใครในหมู่บ้านบ้างที่ไม่บอกว่าเมียจ๋าเจ้าเป็นคนใจกว้างมีคุณธรรม! ท่านอาจารย์เจินยังบอกด้วยว่ารอให้ร่างกายหายดีแล้ว จะมาเยี่ยมคารวะที่บ้านด้วยตนเอง!”


คิดว่าชื่อเสียงนี้ได้มาง่ายๆหรือไร ก็ไม่ใช่เพราะเขาเที่ยวไปบอกคนอื่นหรอกหรือว่า เมียจ๋าของข้ากำชับนักกำชับหนาว่าท่านอาจารย์มาถึงถิ่นทุรกันดารของเราไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังเกิดเรื่องไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้น จะต้องจัดการงานศพสารถีของเขาให้เรียบร้อย ทำให้ท่านอาจารย์เจินรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เช่นนี้แล้วท่านถึงจะยอมอยู่ที่นี่ต่อไป สอนสั่งลูกหลานของเราอย่างดี


ฉินเหยาขว้างท่อนไม้ใส่ “ขอบคุณบ้านเจ้าสิ! คำขอบคุณของเจินอวี้ไป๋คำเดียวจะมีค่าเท่ากับเงินสามสิบตำลึงของข้าหรือไร หากเขาขอบคุณอีกสักสองสามคำ บ้านเราไม่ล้มละลายไปเลยรึ!”


“ล้มละลาย?” หลิวจี้หลบฉากอย่างคล่องแคล่วว่องไว หลบท่อนไม้ที่ลอยมาได้แล้วถามอย่างใฝ่รู้ “ขอเรียนถามเมียจ๋า ล้มละลายคืออะไรหรือ”


ฉินเหยาไม่คิดว่าทักษะการหลบหลีกของเขาจะเชี่ยวชาญถึงเพียงนี้ สามารถหลบไม้ของนางได้ สายตาพลันเย็นชาลง ออกแรงฉับพลันก็กระโจนทะยานขึ้นไปบนอากาศแล้วทิ้งตัวลงมาใช้ท่าภูผาถล่มทับ กดหลิวจี้ที่คิดจะวิ่งหนีไว้กับพื้นอย่างแน่นหนา


“ล้มละลายก็คือสิ้นเนื้อประดาตัว เข้าใจแล้วหรือไม่” ฉินเหยาก้มลงกระซิบข้างหูเขาเบาๆ


ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดเข้ามาในหู หลิวจี้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว รีบกล่าวซ้ำๆ “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว!”


ฉินเหยาหัวเราะเยาะหนึ่งเสียง ก่อนจะตบลงบนใบหน้าหล่อเหลาของเขาเบาๆ พอเป็นพิธีเพื่อเป็นการลงโทษ จากนั้นจึงปล่อยเขาพร้อมกับเตือนว่า


“คราวหน้าถ้ายังผลาญเงินของมารดาผู้นี้เช่นนี้อีก มารดาผู้นี้จะฆ่าเจ้าให้ตาย!”


หลิวจี้กุมใบหน้า ตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว “เมียจ๋าอยากจะฆ่าข้าให้ตายอย่างไรหรือ”


พอพูดออกไปแล้วถึงได้รู้ตัวว่าพูดอะไรไร้สาระออกไป เขาถอยหลังกรูด มองนางอย่างประหม่า อยากจะตบปากตัวเองให้แหลกนัก


ฉินเหยามองเขาอย่างอันตรายอยู่หลายวินาที เมื่อเห็นว่าเขาตกใจจนขนตากะพริบถี่ๆ ก็แอบหัวเราะเยาะในใจกับท่าทางขี้ขลาดของเขา ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว


เมื่อเห็นว่านางจากไปจริงๆแล้ว หลิวจี้ก็ผ่อนคลายทั้งตัว ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น จากนั้นถึงกล้าหายใจเข้าลึกๆ


แต่เมื่อครู่นี้ในใจกลับแอบคาดหวังว่าจะถูกนางฆ่าให้ตายเสียหน่อยนี่มันเรื่องอะไรกัน


หลิวจี้ตกใจกับความคิดของตัวเอง รีบส่ายศีรษะ สลัดความคิดแปลกๆนี้ออกไป


เพื่อให้เจินอวี้ไป๋ฟื้นตัวเร็วขึ้น ในหมู่บ้านจึงจัดให้เหล่าพี่สะใภ้ใหญ่และป้าๆของแต่ละบ้านผลัดเวรกันไปทำอาหารและทำความสะอาด ดูแลเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่ของอาจารย์คนใหม่


และเนื่องจากบ้านของฉินเหยาเป็นผู้ออกเงินจัดงานศพในครั้งนี้ ชาวบ้านจึงไม่ได้จัดเวรให้บ้านของนางอย่างรู้ความ


เวลาผ่านไปครึ่งเดือน ในช่วงกลางเดือนสิบ เจินอวี้ไป๋ก็ฟื้นตัวได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว บางครั้งในวันที่อากาศดีก็จะออกจากบ้านมาเดินเล่นในหมู่บ้านบ้าง


เพื่อให้อาจารย์ได้สัมผัสถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านตระกูลหลิว ฉินเหยาจึงได้จัดให้หลิวฉีและคนหนุ่มสาวคนอื่นๆในหมู่บ้านพาอาจารย์ไปเดินเล่นรอบๆ ในยามว่างเพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในการทำงานในอนาคต


ทว่าดูเหมือนเจินอวี้ไป๋จะไม่สนใจทิวทัศน์ภูเขาและแม่น้ำในหมู่บ้านเท่าใดนัก แต่กลับชอบไปเดินเล่นใกล้ๆเรือนปทุม


หากได้พบกับกงเหลียงเหลียวสามศิษย์อาจารย์ที่กำลังเข็นรถเข็นออกมาเดินเล่นก็จะรีบเข้าไปหาทันที พยายามจะขอร่วมวงด้วย โดยบอกว่าเขาชื่นชมมหาบัณฑิตมานานแล้ว


ในตอนแรก หลิวจี้ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติเพราะในหมู่บ้านมีบัณฑิตจำนวนมากที่มาเพื่อท่านอาจารย์ของตน


แต่การพบกันโดยบังเอิญครั้งสองครั้งยังถือเป็นเรื่องปกติ การที่ออกไปข้างนอกทุกครั้งแล้วต้องเจอเจินอวี้ไป๋นั้นกลับดูจงใจเกินไป


บัณฑิตคนอื่นๆที่มาเพราะชื่อเสียงของท่านอาจารย์ ต่อให้พวกเขาอยากพบมหาบัณฑิตมากแค่ไหนก็จะไม่ละเลยการบ้านของตนเอง ดังนั้นบัณฑิตเหล่านี้ส่วนใหญ่จึงมักจะขยันอ่านหนังสืออยู่ในห้องของตน ไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอก


ยิ่งไปกว่านั้นในสภาพอากาศเช่นนี้ แม้ว่าในตอนกลางวันจะมีแดดออกบ้างเป็นบางครั้ง แต่ลมที่พัดมาจากริมฝั่งแม่น้ำก็ยังหนาวเย็นยะเยือก ไม่มีใครอยากจะออกมาทนหนาวทุกวันหรอก


หลังจากที่เข็นท่านอาจารย์ออกไปข้างนอกอีกครั้งและได้พบกับเจินอวี้ไป๋ที่ทำทีเป็นประหลาดใจแล้วเดินเข้ามาหา หลิวจี้ก็เริ่มระวังตัวมากขึ้น แอบสังเกตปฏิกิริยาของท่านอาจารย์


พอไม่สังเกตก็ไม่รู้ แต่พอได้สังเกตก็ทำเอาเขาตกใจแทบแย่


กับบัณฑิตคนอื่นที่บังเอิญพบเจอ ภายนอกท่านอาจารย์จะวางท่าทีเป็นผู้ทรงภูมิ แต่จริงๆแล้วในแววตากลับแฝงไว้ด้วยความรำคาญ


แต่กับเจินอวี้ไป๋ผู้นี้ที่จงใจดักรอเพื่อสร้างความบังเอิญขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านอาจารย์กลับไม่มีทีท่ารำคาญเลยแม้แต่น้อย!


ผิดปกติ เรื่องนี้มันผิดปกติอย่างมาก


หลิวจี้เงยหน้าขึ้นมองเจินอวี้ไป๋ก็พลันพบว่าบุรุษรุ่นราวคราวเดียวกันกับตนผู้นี้ หน้าตาไม่เลวเลยทีเดียว


ทั้งยังมีคารมคมคาย มีอารมณ์ขัน มีความรู้กว้างขวาง ไม่ว่าเรื่องฟ้าเรื่องดินก็สามารถพูดคุยได้ มีกลิ่นอายของคุณชายจากตระกูลร่ำรวยที่อาศัยทรัพย์สมบัติของครอบครัวท่องเที่ยวไปทั่วหล้าและมีความองอาจห้าวหาญแบบจอมยุทธ์พเนจร


พอหันไปมองท่านอาจารย์กงเหลียงเหลียว ในแววตาที่มองเจินอวี้ไป๋ผู้นี้ก็แฝงไว้ด้วยความชื่นชม


ในใจของหลิวจี้พลันมีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ความรู้สึกถึงวิกฤตอันรุนแรงก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ตำแหน่งศิษย์น้องคนเล็กของเขากำลังสั่นคลอน


“เมียจ๋า เมียจ๋า!”


พอกลับถึงบ้าน หลิวจี้ก็รีบร้อนตามหาฉินเหยาที่กำลังดูบัญชีอยู่ในห้องโถงทันที ตั้งใจจะเข้าไปกระซิบข้างหูเพื่อบอกเล่าสิ่งที่ตนเองค้นพบ


ฉินเหยาสัมผัสได้ว่ามีคนเข้ามาใกล้จึงยื่นมือออกไป ฝ่ามือยันใบหน้าของหลิวจี้ไว้อย่างแม่นยำ ปลายนิ้วออกแรงเล็กน้อยก็ผลักหลิวจี้ที่พยายามจะเข้ามาใกล้ให้ถอยออกไปไกลหนึ่งเมตร


“มีอะไรก็นั่งลงพูด” ฉินเหยาไม่ได้เงยหน้าขึ้น ยังคงดูบัญชีต่อไป แต่น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดที่ถูกขัดจังหวะ


หลิวจี้รู้ดีว่านางไม่ชอบให้ใครมาขัดจังหวะในเวลาที่กำลังตั้งใจจัดการธุระที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองต้องโดนซ้อมอีกรอบ เขาจึงหาเก้าอี้มานั่งลงหน้าอ่างไฟ ข่มความร้อนใจลงแล้วนั่งรอนางจัดการธุระให้เสร็จอย่างเงียบๆ


หลังจากรออยู่ครู่ใหญ่ ฉินเหยาก็ยอมวางสมุดบัญชีในมือลง หยิบดินสอถ่านที่ทำขึ้นเองมาจดบันทึกสองสามอย่างลงในสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัว


เมื่อจดบันทึกเสร็จ นางก็วางทุกสิ่งในมือลง จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองเขา “มีเรื่องอะไร”


เมื่อเห็นว่าเมื่อครู่เขารู้จักกาลเทศะ ท่าทีของนางจึงอ่อนโยน.ลงอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก


หลิวจี้รู้สึกดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ในใจคิดว่า ถ้าเมียจ๋าอ่อนโยนเช่นนี้ทุกวันก็คงจะดี


เขาทำใจกล้า ลากเก้าอี้เข้าไปใกล้นางอีกหน่อย ทั้งๆที่ในห้องก็ไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขาสองสามีภรรยา แต่ก็ยังกดเสียงให้ต่ำลงแล้วกระซิบบอกความสงสัยที่ตนมีต่อเจินอวี้ไป๋ข้างหูนาง


พูดจบก็จ้องมองฉินเหยา เพื่อดูว่านางจะมีปฏิกิริยาอย่างไร


ไม่คิดว่านางจะไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย กลับยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “ท่านอาจารย์ว่างมากถึงเพียงนี้ ดูท่าสำนักศึกษาของเราคงต้องเปิดเรียนได้แล้ว”


หลิวจี้ร้อนใจขึ้นมา “เมียจ๋าทำไมเจ้าไม่ร้อนใจเลยเล่า เขาจะต้องอยากฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์แน่ๆ ถึงได้ขยันเอาอกเอาใจ สร้างเรื่องบังเอิญบ้าๆนี่ขึ้นมา!”


ถ้าท่านอาจารย์หลงกลขึ้นมาจริงๆ เขาจะยังเป็นศิษย์สุดรักสุดหวงคนเล็กของท่านอาจารย์อยู่อีกหรือไม่


ตอนที่ 558: ฮูหยิน ท่านก็ตามใจเขาเข้าไปเถอะ


เมื่อเห็นว่าหลิวจี้ไม่ฟังที่ตนพูดเลย เอาแต่คาดเดาส่งเดช ฉินเหยาก็กลอกตาอย่างจนใจ


นางพูดใหม่อีกครั้ง “ข้าให้เขาไปสอนหนังสือ เขาก็ไม่มีโอกาสพบเจอท่านอาจารย์ของเจ้าโดยบังเอิญแล้ว เจ้ายังจะร้อนใจอะไรอีก”


“หา?” หลิวจี้ชะงักไป


แปลว่าเมียจ๋ารับฟังคำพูดของเขา ทั้งยังช่วยเขาคิดหาวิธีแก้ไขด้วยหรือ


เมื่อคิดถึงจุดนี้ ในใจของหลิวจี้ก็พลันไหวสะท้าน ยืนยันอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เมียจ๋า ความหมายของเจ้าคือ ข้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แล้วใช่หรือไม่”


ฉินเหยาแค่นหัวเราะแล้วโยนสมุดภาพว่างเปล่าที่โรงงานเครื่องเขียนเพิ่งซื้อกลับมาให้เขาปึกหนึ่ง “นี่ต่างหากคือเรื่องที่เจ้าต้องกังวล ส่วนตำแหน่งของเจ้าในใจกงเหลียงเหลียวนั้น ตราบใดที่ข้ายังอยู่ อย่าได้หวังว่าใครจะมาสั่นคลอนได้!”


อาวั่งที่กำลังขนอิฐผ่านห้องโถงมุมปากกระตุกเล็กน้อย ฮูหยิน ท่านก็ตามใจเขาเข้าไปเถอะ!


หลิวจี้มองรอยยิ้มเหยียดหยันที่มุมปากของฉินเหยาอย่างเหม่อลอย เพียงรู้สึกว่าสตรีคนนี้ช่างเด็ดเดี่ยวสะใจเสียจริง!


แต่ว่าสมุดภาพว่างเปล่าพวกนี้เอาไว้ทำอะไรกัน


เมื่อได้รับการรับรองจากเมียจ๋า ตอนนี้หลิวจี้ก็ผ่อนคลายลงทั้งตัว อย่างไรเสียฟ้าถล่มลงมาก็ยังมีเมียจ๋าค้ำไว้ให้ เขาเพียงต้องทำเรื่องที่นางสั่งให้ดีก็พอแล้ว


หลิวจี้นำสมุดภาพว่างเปล่าทั้งหมดมาไว้ตรงหน้าแล้วถามอย่างมีความสุข “เมียจ๋า นี่เอาไว้ทำอะไรหรือ”


หรือว่าจะคิดได้กะทันหัน เตรียมให้เขาแสดงฝีมือภาพลูกไก่จิกข้าวอีกครั้ง


แน่นอนว่าไม่ใช่


ฉินหยานำต้นแบบสมุดนิทานสำหรับกล่องเครื่องใช้สตรีมายื่นให้หลิวจี้แล้วอธิบายว่า “นี่คือสมุดภาพของแถมสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของโรงงานในปีหน้า มีจุดประสงค์เพื่อให้ลูกค้าจดจำตราสินค้ากล่องเครื่องใช้สตรีของเราได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นเจ้าต้องตั้งใจวาดให้ดี วาดให้ละเอียด ได้ยินหรือไม่”


พวกนางเตรียมสมุดภาพไว้สองร้อยเล่ม แต่ในหมู่บ้านมีบัณฑิตที่เชี่ยวชาญการวาดภาพอยู่ไม่มาก มีเพียงห้าคน เฉลี่ยแล้วคนละสี่สิบเล่ม ปริมาณงานนับว่าค่อนข้างมาก


เรื่องนี้หากเป็นเมื่อหนึ่งเค่อก่อน หลิวจี้ย่อมต้องต่อรองราคาสักพักเป็นแน่


แต่ตอนนี้เมื่อรู้ว่าเมียจ๋ามีคำตอบให้ทุกคำพูด มีทางแก้ให้ทุกปัญหา ในใจของหลิวจี้ก็กำลังเปี่ยมสุขอย่างล้นเหลือจึงลืมถามถึงราคาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล้วรับภารกิจวาดภาพมาด้วยสีหน้าจริงจัง


“ท่านอาจารย์บอกว่าพรสวรรค์ด้านการวาดภาพของข้านั้นด้อยกว่าศิษย์พี่ตัวน้อย แต่กลับมีพรสวรรค์อย่างยิ่งในด้านการวาดลอกเลียนแบบ ดังนั้นเมียจ๋าวางใจได้ ข้าจะทำงานทั้งวันทั้งคืน ค่อยๆวาดภาพในสมุดภาพออกมาให้สมบูรณ์แบบทีละฝีแปรง รับรองว่าจะไม่ทำให้เมียจ๋าเจ้าส่งของล่าช้าเด็ดขาด!”


เมื่อพูดจบ เย็นวันนั้นหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ หลิวจี้ก็ไม่ไปเรือนปทุมแล้ว เขาอุ้มสมุดภาพเข้าไปในห้องหนังสือ แขวนป้าย “ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องรบกวน” ไว้ที่ประตูห้อง แล้วจุดตะเกียงก้มหน้าก้มตาวาดภาพอย่างขะมักเขม้น


เขาเชื่อฟังถึงเพียงนี้ ฉินเหยากลับรู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไรนัก นางมองไปทางสวนหลังบ้านอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นเงาของคนที่กำลังง่วนอยู่กับงานสะท้อนอยู่บนหน้าต่างก็รู้สึกว่ามันไม่สมจริงเอาเสียเลย


“ท่านอาจารย์ วันนี้ยังจะขึ้นเขาอยู่อีกหรือไม่เจ้าคะ” อินเยว่เหงื่อท่วมตัว วิ่งเข้ามาในลานบ้านแล้วถามอย่างคาดหวัง


บัดนี้ นางได้เพิ่มระยะทางจากเดิมห้ากิโลเมตรเป็นแปดกิโลเมตรแล้ว ในตอนแรกยังวิ่งได้ไม่เร็วเท่าไรนัก ต้องรอจนกระทั่งกินข้าวเย็นที่บ้านเสร็จถึงจะทำภารกิจได้สำเร็จ


ฉินเหยาเห็นว่านางสวมเพียงเสื้อตัวเดียว ทั้งยังเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ เกรงว่าจะต้องลมจนเป็นหวัดจึงโบกมือเป็นสัญญาณให้นางไปใส่เสื้อผ้าเพิ่มก่อน “คืนนี้อากาศดี เจ้าไปกินข้าวเย็นก่อน พักสักครู่แล้วค่อยขึ้นเขาไปฝึกพิเศษ”


“ได้เลยเจ้าค่ะ!” อินเยว่รับคำอย่างสดใสแล้ววิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สวนหลังบ้าน


หลังจากเดือนสิบเป็นต้นมา ฟ้าก็มืดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ฉินเหยานั่งผิงไฟอยู่ข้างประตูห้องโถง หันหน้าเข้าหาประตูใหญ่ที่เปิดกว้างก็สามารถมองเห็นแสงเทียนในหมู่บ้านส่องประกายวิบวับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าที่ร่วงหล่นลงมาสู่โลกมนุษย์


ท่ามกลางม่านราตรีที่มีแสงเทียนพร่างพราย แสงไฟที่เคลื่อนไหวอยู่สายหนึ่งก็ดึงดูดความสนใจของฉินเหยา


เมื่อเห็นว่าคบเพลิงนั้นกำลังเคลื่อนเข้ามาทางบ้านของตนอย่างช้าๆ ฉินเหยาก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ


ช่างเหมือนดังคำว่า พอเอ่ยถึงโจโฉ โจโฉก็มา


“อาวั่ง” นางเรียกเบาๆ


“ฮูหยินมีอะไรจะสั่งหรือขอรับ” อาวั่งขมวดคิ้วถาม โดยปกติฮูหยินจะไม่เรียกเขา แต่ถ้าเรียกเมื่อใด ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆแน่นอน


อินเยว่ยกกับข้าวที่เหลือซึ่งเพิ่งตักออกมาจากกระทะร้อนๆ เดินเข้ามาใกล้ประตูห้องครัวด้วยความสงสัยก็ได้ยินฉินเหยาสั่งว่า


“อีกเดี๋ยวเจ้าพาอินเยว่เข้าเขาไปฝึกพิเศษครึ่งชั่วยาม ตราบใดที่ไม่กระทบกับงานของนางในวันพรุ่งนี้ ที่เหลือก็ตามใจเจ้า”


อินเยว่ที่กำลังกินข้าวชะงักไป เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดของต้าหลางที่ดังขึ้นมาในตอนฝึกฝนยามเช้าวันหยุดราวกับยังคงดังก้องอยู่ในหู นางตกใจจนตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที


“ท่านอาจารย์…” คำว่าอย่าเลยเจ้าค่ะยังไม่ทันได้พูดออกมา หูก็พลันได้ยินเสียง อินเยว่หันไปมองที่ประตูใหญ่ เจินอวี้ไป๋ถือคบเพลิงหยุดอยู่หน้าประตูกำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู


อินเยว่เข้าใจแล้ว คืนนี้ท่านอาจารย์คงไปฝึกพิเศษเป็นเพื่อนตนไม่ได้แล้ว


แต่ว่า…นางแอบมองอาวั่งที่ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ แต่เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ไม่ดี อินเยว่ก็รีบก้มหน้าก้มตากินข้าวอีกสองสามคำ จะได้ไม่โดนฝึกจนตายเสียก่อน


เจินอวี้ไป๋เดินเข้ามาในลานบ้าน ลมหนาวพัดคบเพลิงในมือจนดับวูบไปชั่วขณะแล้วก็ลุกโชนขึ้นมาใหม่ ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ พ่อบ้านอาวั่งที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ในลานบ้านกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย


เจินอวี้ไป๋ตกใจไปชั่วขณะ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์แล้วเดินตรงไปยังห้องโถงที่สว่างไสวด้วยแสงเทียน


“ท่านอาจารย์มาเสียดึกป่านนี้ มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ”


ฉินเหยาลุกขึ้นยิ้มต้อนรับ นำคนเข้าไปในห้องโถงแล้วชี้ไปที่ม้านั่งเล็กข้างกระถางไฟ “อากาศหนาว ท่านอาจารย์เดินมาตลอดทางคงจะหนาวไม่น้อย ท่านเพิ่งจะหายดีได้ไม่นาน รีบนั่งผิงไฟให้อบอุ่นก่อนเถิดเจ้าค่ะ”


หลี่ซื่อทำอาหารเย็นเสร็จในตอนค่ำก็กลับไปพักผ่อนที่สวนหลังบ้านแล้ว ฉินเหยาลุกขึ้นไปหยิบถ้วยชามาด้วยตนเอง ยกกาน้ำร้อนที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านขึ้นมาแล้วรินชาสองถ้วย


ถ้วยหนึ่งยื่นให้เจินอวี้ไป๋ “ท่านอาจารย์อย่าได้รังเกียจเลยนะเจ้าคะ”


ส่วนตนเองก็ยกอีกถ้วยขึ้นมาถือไว้ในมือแต่ไม่ได้ดื่ม นั่งลงตรงข้ามกับเจินอวี้ไป๋ รอให้เขาเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน


เจินอวี้ไป๋ยิ้มให้นางเล็กน้อย เป่าถ้วยชาเบาๆ จิบชาไปหนึ่งอึกแล้วสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ


บ้านของฉินเหยาไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมาย เป็นเพียงบ้านหลังใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมธรรมดา ภายในวางของใช้ในชีวิตประจำวัน บนผนังแขวนเสื้อกันฝนฟางและหมวกงอบไว้สองสามชิ้น แต่ก็โดดเด่นที่ความสะอาดสะอ้านและสว่างไสว


เจินอวี้ไป๋มองไปรอบๆ แล้วถอนหายใจในใจ ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเจ้าของบ้านเป็นถึงนายท่านจวี่เหริน


และยิ่งดูไม่ออกเลยว่า ผู้ใหญ่บ้านหญิงที่อยู่ตรงหน้าคือเถ้าแก่ของโรงงานเครื่องเขียน


แต่เมื่อเห็นขนมและผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กเป็นประจำก็รู้สึกได้ว่าฐานะทางบ้านของเจ้าของบ้านนั้นมั่นคง


มิฉะนั้นแล้วบ้านไหนจะยอมใช้แป้งขาวละเอียดที่โม่ถึงเจ็ดแปดรอบมาทำขนมกันเล่า


หากฐานะทางบ้านไม่มั่นคงอย่างยิ่ง นิสัยการกินเช่นนี้ย่อมไม่มีทางปรากฏในบ้านของชาวนาผู้มั่งคั่งในหมู่บ้านชนบทเป็นแน่


นี่ช่างเป็นความเข้าใจผิดที่สวยงามจริงๆ


ถึงแม้ฐานะทางบ้านจะไม่ดี แต่เรื่องอาหารการกินฉินเหยาก็ไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาด


เมื่อสังเกตจนพอแล้ว เจินอวี้ไป๋จึงถือถ้วยชาแล้วค่อยๆกล่าวถึงจุดประสงค์ที่มา


ร่างกายของเขาหายดีสมบูรณ์แล้ว เด็กๆในหมู่บ้านก็กระตือรือร้นที่จะได้ไปสำนักศึกษา ดังนั้นเขาจึงมาหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อปรึกษาเรื่องวันเปิดเรียนของสำนักศึกษา


ฉินเหยายิ้ม นางกำลังจะให้อาวั่งไปแจ้งเจินอวี้ไป๋ในวันพรุ่งนี้ให้เตรียมตัวเปิดสอน แต่เขากลับมาหานางด้วยตนเองเพื่อปรึกษาเรื่องวันเปิดเรียนเสียก่อน เจินอวี้ไป๋ผู้นี้สามารถได้ยินความคิดในใจของพวกนางได้หรืออย่างไร


ตอนที่ 559: หวาดระแวงเกินเหตุ


เมื่อเห็นฉินเหยาเอาแต่ยิ้มไม่พูดอะไร เจินอวี้ไป๋ก็คาดเดาความหมายของนางไม่ออกจึงเอ่ยถามอย่างหยั่งเชิงไปว่า


“ท่านผู้ใหญ่บ้านคิดว่าการเปิดเรียนปลายเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”


“เพียงแต่อากาศเริ่มหนาวเย็นลงทุกที หากสำนักศึกษาเปิดเรียนในเวลานี้ เกรงว่าเด็กๆจะหนาวจนล้มป่วยได้ คงต้องเตรียมถ่านไฟเพิ่มอีกสักหน่อยจึงจะดี”


“สองสามวันมานี้ข้าก็ได้เดินสำรวจดูในหมู่บ้านดูแล้ว ฐานะของแต่ละบ้านในหมู่บ้านดีกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก คิดว่าแต่ละบ้านคงไม่มีปัญหาที่จะนำถ่านไฟออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อให้เด็กๆได้ใช้ในการเล่าเรียน เพียงแต่เรื่องนี้คงต้องให้ท่านผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้เอ่ยปากจึงจะดี”


ฉินเหยาฟังออกว่า เจินอวี้ไป๋ครุ่นคิดเรื่องนี้มาอย่างจริงจังแล้วจึงมาหานาง


เรื่องถ่านไฟไม่มีปัญหา ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า “ท่านอาจารย์ช่างใส่ใจยิ่งนัก เรื่องถ่านไฟท่านวางใจได้ ทุกบ้านย่อมไม่ตระหนี่ถ่านไฟเพียงเล็กน้อยนี้เพื่อการศึกษาของลูกๆแน่”


“ส่วนเรื่องการเปิดเรียนช่วงปลายเดือน ขอเพียงท่านอาจารย์แน่ใจว่าร่างกายของท่านหายดีเป็นปกติแล้ว ทางข้าจะรีบไปแจ้งชาวบ้านทันที พวกเด็กๆจะต้องดีใจมากอย่างแน่นอน”


เจินอวี้ไป๋ถอนหายใจอย่างโล่งอก วางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมประสานมือคารวะ “ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ต้องรบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านแล้ว”


“ยังมีบุญคุณที่ท่านผู้ใหญ่บ้านเคยช่วยชีวิต ข้าขอบคุณท่านมาก!” จากนั้นจึงโค้งคำนับฉินเหยาอย่างนอบน้อมอีกครั้ง หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งจึงค่อยยืดตัวขึ้น


ฉินเหยาประคองเขาขึ้นตามมารยาท เจินอวี้ไป๋ยิ้มอย่างซาบซึ้งแล้วกล่าวว่าครั้งหน้าหากมีเรื่องอันใดก็ขอให้ฉินเหยาสั่งตนได้ทุกเมื่อแล้วจึงหมุนตัวจากไป


ฉินเหยาเดินไปส่งเขาที่ริมฝั่งแม่น้ำ เมื่อเห็นเขาเดินเข้าหมู่บ้านไปแล้วนางจึงกลับมา


ไม่คิดเลยว่า พอหันกลับมา บุรุษผู้หนึ่งที่แววตาเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน ฉินเหยาเกือบจะชกเขาจนกระเด็นไปแล้ว


“หลิวจี้ เจ้าทำอะไร!” หมัดของฉินเหยาเฉียดแก้มของหลิวจี้ไป ตอนที่ชักหมัดกลับก็ยังอดไม่ได้ที่จะตบไปที่ท้ายทอยของเขาหนึ่งที “ไม่ส่งเสียงไม่บอกกล่าว คิดจะทำให้ใครตกใจรึ”


น่าเสียดายที่คนผู้นั้นเดินไปไกลแล้ว เห็นเพียงแสงสว่างริบหรี่จากคบเพลิง เขาจุ๊ปากอย่างขัดใจพลางเอ่ยว่า “ยังเรียกตัวเองว่าอาจารย์อีก ไม่รู้จักกฎเกณฑ์อันใดเลย ดึกดื่นค่อนคืนยังมาหาผู้อื่นถึงที่บ้าน!”


ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างจนคำพูดแล้วก้าวยาวๆไปด้านหน้า


หลิวจี้รีบตามไปติดๆ ดมกลิ่นนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าราวกับสุนัขจ้องมองชิ้นเนื้อทำให้ฉินเหยาโกรธจนหันกลับไปเตะเขาทีหนึ่ง “สมองเจ้ามีปัญหาหรือไร! วาดตำราภาพเสร็จแล้วหรือ”


หลิวจี้หลบลูกเตะนั้นไม่พ้นจึงล้มก้นกระแทกพื้นแล้วรีบลุกขึ้นมาใหม่ เขายิ้มอย่างน่าหมั่นไส้พลางพูดว่า “เมียจ๋า เจ้าวางใจเถิด ใช้เวลาเพียงครู่เดียวไม่เสียการเสียงานหรอก ข้าได้ยินเสียงของอาจารย์เจินผู้นั้นก็เลยคิดว่าจะออกมาดูเสียหน่อย ดูว่าเขาซ่อนความลับอะไรที่บอกใครไม่ได้ไว้หรือไม่”


ฉินเหยาหัวเราะเยาะแล้วถาม “แล้วเจ้าดูออกหรือไม่เล่า”


“ไม่” หลิวจี้ตอบมั่นใจด้วยท่าทางไร้เหตุผล!


ฉินเหยา “…”


อาจเป็นเพราะสัมผัสได้ว่าระดับความโกรธของนางใกล้จะถึงขีดสุดแล้ว พอเข้าประตูบ้าน หลิวจี้ก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้องหนังสือทันทีเพื่อวาดภาพที่ยังไม่เสร็จต่อ


แต่เขาไม่รู้เลยว่า ทันทีที่เขากลับเข้าห้องไป ฉินเหยาก็ปีนกำแพงออกไปยังที่ตั้งของสำนักศึกษาแล้วเร้นกายอยู่ในความมืดมิดของรัตติกาล


เจ้าหลิวสามพูดได้ไม่ผิด เจินอวี้ไป๋คนนี้มีความแปลกประหลาดที่บอกไม่ถูกอยู่จริงๆ


เจินอวี้ไป๋เพิ่งกลับมาถึงที่พักในสำนักศึกษา เขาจุดเทียนบนเชิงเทียนในห้อง ดับคบเพลิง จากนั้นก็ปิดประตูหน้าต่าง เลื่อนอ่างไฟไปไว้ข้างโต๊ะแล้วคลี่กระดาษและพู่กัน นั่งลงหน้าโต๊ะแล้วเริ่มเขียนตารางการสอน


ฉินเหยากระชับคอเสื้อให้แน่นแล้วย่อตัวเฝ้าอยู่ใต้หน้าต่างเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม เขาถึงเก็บพู่กัน ดูเหมือนกำลังจะเข้านอนพักผ่อนแล้ว


หรือว่าเจินอวี้ไป๋จะไม่มีสิ่งใดผิดปกติ?


หรือเป็นนางที่ถูกคำพูดแปลกๆของเจ้าหลิวสามทำให้คิดมากไปเอง


นางนั่งคุดคู้อยู่อีกเกือบครึ่งชั่วยาม ภายในห้องก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ดูเหมือนว่าเขาจะหลับไปแล้ว


เปลือกตาของฉินเหยาเริ่มหนักอึ้ง นางหาวออกมาอย่างเงียบเชียบ คิดจะเลิกรา แต่ใจกลับไม่ยอมแพ้


ยามนี้แสงเทียนในหมู่บ้านดับลงหมดแล้ว แม้แต่ไก่ก็เริ่มขันบอกเวลาแล้ว ขณะที่ฉินเหยากำลังจะถอนตัวนั้นพลันมีเสียงกรอบแกรบดังขึ้นในห้อง


ฉินเหยาที่กำลังจะลุกขึ้นพลันหยุดชะงักแล้วย่องถอยไปอยู่บริเวณหลังบ้าน


ไม่นานก็ได้ยินเสียงประตูเปิด โคมไฟดวงหนึ่งยื่นนำออกมาก่อน ตามมาด้วยรองเท้าสีดำพื้นหนาคู่หนึ่ง


เท้าคู่นั้นเดินตรงมาทางฉินเหยา


ฉินเหยาทะยานร่างขึ้นไปเกาะชายคาแล้วขึ้นไปบนหลังคา


เจินอวี้ไป๋ในชุดสีดำตลอดร่างปรากฏกายขึ้นต่อหน้านาง เห็นเพียงเขาถือโคมไฟส่องไปทั่วทั้งด้านหน้าและด้านหลังบ้านในตำแหน่งที่นางเคยซ่อนอยู่แล้วชะงักไปครู่หนึ่ง


ฉินเหยาไม่กล้าผ่อนลมหายใจออกมาแม้แต่น้อย แต่ในใจกลับตื่นเต้นยิ่ง ข้อสงสัยของนางไม่ผิดเลย เจินอวี้ไป๋สามารถรับรู้ได้ว่ามีคนกำลังแอบจับตาดูเขาอยู่


ในยามนี้ฉินเหยารู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ตนเองไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้มากนัก ทั้งยังมีความอดทนมากพอ รอจนเจินอวี้ไป๋คิดว่านางจากไปแล้ว


เจินอวี้ไป๋ในชุดสีดำตรวจสอบบริเวณรอบนอกบ้านทั้งหมดหนึ่งรอบ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ทันใดนั้นก็ยกโคมไฟขึ้นส่องไปยังด้านบน


ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ เห็นเพียงอิฐสีเขียวและกระเบื้องสีครามเรียงเป็นแถว เขายังคงไม่วางใจเอ่ยปากหยั่งเชิงไปว่า “ออกมาเถิด!”


สิ่งที่ตอบกลับเจินอวี้ไป๋คือเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวในยามค่ำคืน


เนิ่นนานมาก เขาจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพึมพำกับตนเองเสียงต่ำ “ในหมู่บ้านเล็กๆบนภูเขาแห่งนี้จะมีใครมาได้? ช่างหวาดระแวงเกินเหตุไปแล้ว”


เขาเป่าโคมไฟให้ดับ ปิดประตูบ้านเรียบร้อยแล้วเดินไปยังเรือนหลังหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านทีละก้าวๆ


เขาเดินไม่ช้า แต่กลับไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ลมหายใจก็ยังแฝงเร้นอยู่ท่ามกลางสายลมที่พัดหวีดหวิวยามค่ำคืน


หากไม่ใช่เพราะฉินเหยาเห็นด้วยตาตนเอง นางย่อมไม่มีทางสังเกตเห็นถึงการมีอยู่ของเขาได้อย่างแน่นอน


ช่างน่าทึ่งจริงๆ เห็นได้ชัดว่าลมปราณของเขาไม่ต่างจากคนธรรมดา ทั้งยังสามารถประสบอุบัติเหตุตกลงไปในคูน้ำได้ แสดงว่าไม่มีวรยุทธ์ เช่นนั้นแล้วความสามารถในการซ่อนตัวและต้านทานการสอดแนมนี้ฝึกฝนมาได้อย่างไรกัน


เมื่อเห็นเจินอวี้ไป๋หยุดอยู่ที่กำแพงด้านนอกของเรือนปทุม ฉินเหยาซึ่งสะกดรอยตามเขาอยู่ห่างๆ ก็รีบหยุดฝีเท้าลงด้วยเช่นกัน


นางมายังโลกนี้เนิ่นนานเพียงนี้แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่นางซ่อนตัวอย่างจริงจังถึงเพียงนี้


ที่แปลกก็คือ สมองของฉินเหยากลับตื่นเต้นอย่างหาใดเปรียบมิได้ คืนนี้นางได้สัมผัสกับความตึงเครียดและเร้าใจที่ห่างหายไปนานอีกครั้ง


เจินอวี้ไป๋ในชุดสีดำหยุดอยู่ที่นอกเรือนปทุมครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็เหินกายขึ้นอย่างแผ่วเบาราวกับหงส์ป่าเข้าไปในตัวเรือนปทุม


สือโถวและองครักษ์คนอื่นๆไม่ทันได้สังเกตเห็น ฉินเหยาพลันคิดถึงฉีเซียนกวนและกงเหลียงเหลียวที่อยู่ข้างในจึงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพลิกกายขึ้นกำแพงของเรือน


นางหมอบอยู่บนกำแพง เห็นเจินอวี้ไป๋เดินเลี่ยงอากู่ที่กำลังลาดตระเวนยามค่ำคืนเข้าไปในห้องของกงเหลียงเหลียวอย่างราบรื่น


ในชั่วขณะที่เจินอวี้ไป๋เข้าไปในห้อง ร่างของอากู่ก็โซเซขึ้นมาทันที เขาพิงเสาหินตรงระเบียงแล้วทรุดตัวลงไปอย่างรวดเร็ว


มือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากประตู ประคองศีรษะของอากู่แล้วค่อยๆวางเขาลงบนพื้น


ฉินเหยาใช้มือต่างพัดปัดไปมาที่ปลายจมูก กลิ่นหอมจางๆสายหนึ่งลอยเข้าสู่ปลายจมูก นางสูดดมไปเพียงเล็กน้อย สมองก็พลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ


เจินอวี้ไป๋ใช้ยาสลบเป็นด้วย!


เรื่องราวชักน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆแล้ว


ฉินเหยามองอากู่ที่ล้มลงไปนอนสลบอยู่กับพื้นก็นึกเป็นห่วงความปลอดภัยของชายชรา นางกระโดดเข้าไปในลานบ้าน กำลังจะผลักประตูเข้าไปจับเจินอวี้ไป๋ให้ได้คาหนังคาเขา ทว่าฝ่ามือเพิ่งจะแตะบานประตูก็พลันได้ยินเสียงดังตุบดังมาจากในห้อง นั่นเป็นเสียงคุกเข่า


เสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพของเจินอวี้ไป๋ดังมาจากด้านใน “หากล่วงเกินไปบ้าง ขอท่านอาจารย์โปรดอภัย”


ฉินเหยาชะงักมือที่กำลังจะผลักประตู นางไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ถอยไปอยู่ข้างๆ แล้วแนบหูกับผนังเพื่อแอบฟัง


ตอนที่ 560: ใครกันที่กล้ามาหาเรื่องเมียจ๋า


“ตอนกลางวันเหล่าผู้คุ้มกันของตระกูลฉีอยู่กันพร้อมหน้า เกรงว่าในหมู่พวกเขาจะมีสายลับของอัครเสนาบดีฉีปะปนอยู่ด้วย ข้าน้อยจึงยังหาโอกาสเปิดเผยตัวตนกับท่านอาจารย์ไม่ได้”


“คืนนี้ในที่สุดก็หาโอกาสมาพบกับท่านอาจารย์ได้สักครั้ง…ท่านอาจารย์ องค์ชายทรงรู้สึกผิดมาโดยตลอดที่เรื่องนั้นทำให้ท่านอาจารย์ต้องตกระกำลำบากมาถึงที่นี่ หลายครั้งหลายคราที่ทรงต้องการตามหาท่านอาจารย์เพื่อกล่าวขออภัยต่อหน้า แต่ทว่าองค์หญิงก็ทรงขัดขวางไปทุกครั้งจึงไม่อาจออกจากเมืองหลวงได้เลย…”


“โชคดีที่ในที่สุดข้าน้อยก็ได้พบท่านอาจารย์แล้ว หากทรงทราบว่าท่านยังสบายดี องค์ชายจะต้องยินดีเป็นอย่างยิ่ง…”


ข้อมูลที่ได้ยินนี้มันมหาศาลเกินไปแล้ว ฉินเหยากำลังฟังอย่างเพลิดเพลินก็ได้ยินกงเหลียงเหลียวตะคอกด้วยเสียงแผ่วต่ำแต่เปี่ยมไปด้วยพลังออกมาว่า


“ไสหัวไป!”


หลังจากคำว่า ‘ไสหัวไป’ ที่ยอดเยี่ยมคำนี้ถูกเอ่ยออกมา ภายในห้องก็พลันเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาด


ฉินเหยาที่กำลังแอบฟังอยู่พึมพำอย่างไร้เสียงว่า ว้าว~


“ยังไม่ไสหัวไปอีก จะรอให้ข้าผู้เฒ่าเรียกคนหรืออย่างไร” กงเหลียงเหลียวเป็นคนอารมณ์ร้อน บทจะโกรธก็โกรธขึ้นมาทันที เขาเตรียมจะเรียกคนแล้ว


เจินอวี้ไป๋ร้อนใจขึ้นมา ไม่ทันได้พูดอะไรก็รีบลุกขึ้นหนีออกจากเรือนปทุม


ในชั่วขณะที่เปิดประตู เขาราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงตวัดสายตามองไปทางกำแพงด้านซ้ายอย่างรวดเร็ว แต่กลับเห็นเพียงอากู่ที่สลบอยู่จึงขมวดคิ้วมุ่น เขาเดินเข้าไปพยุงอีกฝ่ายให้นั่งพิงกับเสา โบกมือโปรยยาถอนพิษออกไปแล้วก็เหินข้ามกำแพงจากไปอย่างไม่เต็มใจเช่นเดียวกับตอนที่มา


บนคาน ฉินเหยาค่อยๆหย่อนเท้าทั้งสองข้างลงแตะพื้นอย่างแผ่วเบา นางกุมหน้าอก หัวใจเต้นระรัว เกือบจะถูกจับได้แล้ว น่าตื่นเต้นยิ่งนัก!


แต่ไม่ว่าจะตื่นเต้นเพียงใดก็ไม่อาจเทียบได้กับความน่าตื่นเต้นของข้อมูลที่เพิ่งได้ยิน


ฟังจากความหมายของเจินอวี้ไป๋แล้ว เขาเป็นสายลับที่องค์ชายคนหนึ่งส่งมาตามหากงเหลียงเหลียว


ปฏิกิริยาของตาเฒ่ากงเหลียงเหลียวนั้นกลับน่าสนใจยิ่งกว่า เขาถึงกับไล่คนให้ไสหัวไป ดูท่าแล้วคงไม่ต้องการให้องค์ชายผู้นั้นหาตัวเจอ


แต่ถึงเขาไม่อยากก็ยังถูกหาตัวเจอจนได้ วันคืนอันสงบสุขเช่นนี้จะอยู่ไปได้อีกนานเท่าไรกันนะ


เมื่อนึกถึงท่าทางดื้อรั้นที่ถึงร่างกายจะพิการแต่จิตใจกล้าแกร่งของตาเฒ่า ฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะสงสารเขามากขึ้นอีกหลายส่วน


บรรดาองค์ชายสูงศักดิ์เหล่านั้น เหตุใดจึงไม่ยอมปล่อยให้ชายชราพิการคนหนึ่งได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขกันนะ!


ไร้มนุษยธรรมสิ้นดี


ฉินเหยาถอนหายใจออกมา หนึ่งวินาทีก่อนที่อากู่จะลืมตา นางก็กระโจนออกจากเรือนปทุมไป


เมื่อกลับถึงบ้าน นางก็ถอดเสื้อตัวนอกที่สกปรกมอมแมมออก เหลือเพียงเสื้อตัวในบางๆ แล้วมุดเข้าไปในผ้าห่มที่ถูกถุงน้ำร้อนอุ่นไว้จนอุ่นสบาย คลุมโปงนอนหลับอุตุไป


เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น นางถึงเพิ่งนึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ถ้าตาเฒ่าจากไปแล้ว เจ้าหลิวสามจะทำอย่างไรเล่า


ขณะที่ฉินเหยากำลังเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียวพลางลอบคิดว่าจะฆ่าเจินอวี้ไป๋แล้วนำศพไปฝังอยู่นั้น สำนักศึกษาของหมู่บ้านตระกูลหลิวก็ได้เปิดเรียนในที่สุด


เจินอวี้ไป๋เลือกวันที่ยี่สิบเอ็ดเป็นวันเปิดภาคเรียน พวกชาวบ้านได้รับข่าวนี้เมื่อสองวันก่อนแล้วจึงเตรียมตัวให้ลูกๆของตนเองทันที


หีบหนังสือ พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึกและกระดาษ ถ่านสำหรับใส่กระถางไฟ ของเหล่านี้ล้วนจัดเตรียมไว้ให้เด็กๆจนครบครัน เมื่อเห็นว่าอากาศเริ่มหนาวเย็นลง แต่ละบ้านก็กลัวว่าลูกๆจะหนาวจนเขียนหนังสือไม่ได้จึงกัดฟันตัดชุดปีใหม่ให้ล่วงหน้า


ปีนี้ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวใจกว้าง ยอมจ่ายเงินกันจริงๆ อย่างไรเสียเมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งได้รับเงินปันผลมาห้าตำลึง ซื้อเสื้อบุฝ้ายให้ทุกคนในบ้านก็ยังเหลือเฟือ


เรื่องที่สำนักศึกษาเปิดเรียนยังแพร่สะพัดไปถึงหมู่บ้านอีกหลายแห่งที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านตระกูลหลิว


เมื่อถึงวันเปิดเรียน ขบวนชาวบ้านที่จูงลูกจูงหลานมาสมัครเรียนก็มาเริ่มต่อแถวกันตั้งแต่เช้ามืด


ขบวนคบไฟทอดยาวคดเคี้ยวจากสำนักศึกษาของหมู่บ้านตระกูลหลิวไปจนถึงช่องเขาตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ถึงจุดนั้นก็ยังสามารถมองเห็นแสงไฟริบหรี่ได้อยู่ไกลๆ


คนจากหมู่บ้านเซี่ยเหอและเมืองจินสือต่างก็มากันแล้ว ยังมีหมู่บ้านซ่างเหอที่อยู่ต้นน้ำของหมู่บ้านตระกูลหลิวซึ่งห่างไกลมากก็พาลูกๆมาลองเสี่ยงโชคด้วยเช่นกัน


หลังจากป่าวประกาศเรื่องการเรียนโดยไม่คิดเงินมาสองปี ตอนนี้ชาวบ้านในแคว้นเซิ่งส่วนใหญ่ต่างก็รับรู้ถึงเรื่องดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเรื่องนี้แล้ว ขอเพียงมีโอกาส ต่อให้ไม่มีเงินก็จะกู้ยืมมาเพื่อส่งลูกหลานไปเรียนสักสองปี


ทว่าสัดส่วนของเด็กผู้ชายที่มากกว่าเด็กผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัดนั้น ผ่านไปสองปีแล้วก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก


แต่ทุกครั้งที่มีเด็กผู้หญิงเพิ่มขึ้นหนึ่งคนในสำนักศึกษา ฉินเหยาก็จะรู้สึกยินดี อย่างน้อยก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงบ้างไม่ใช่หรือ


สำนักศึกษาหมู่บ้านตระกูลหลิวมีที่นั่งเพียงห้าสิบที่นั่ง เด็กในหมู่บ้านของตนเองที่มีอายุเข้าเกณฑ์เรียนโดยไม่คิดเงินก็ใช้ไปแล้วยี่สิบที่นั่ง เหลือให้หมู่บ้านอื่นอีกเพียงสามสิบที่นั่งเท่านั้น


เจินอวี้ไป๋ใช้วิธีการจับฉลากซึ่งอ้างอิงมาจากสำนักศึกษาตระกูลติง โดยให้ฉินเหยาซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านถือกระบอกฉลากไว้แล้วให้เด็กๆที่มาสมัครเรียนจับฉลากทีละคน


แต่ก่อนที่จะจับฉลาก ฉินเหยาได้มอบฉลากสามอันให้แก่เด็กผู้หญิงเพียงสามคนในแถวที่มาสมัครเข้าเรียน


และเนื่องจากที่พวกนางมาเรียนได้ก็เพราะที่บ้านมีพี่ชายหรือน้องชายคอยไปรับไปส่งด้วยกัน ฉินเหยาจึงมอบที่นั่งให้พี่ชายหรือน้องชายของเด็กหญิงทั้งสามคนไปเลยสามที่


ในพริบตาเดียว จากสามสิบที่นั่งก็เหลือเพียงยี่สิบสี่ที่นั่ง


ทั่วทั้งลานเกิดความโกลาหล!


“ไหนตกลงกันว่าจะจับฉลากอย่างไรเล่า ผู้ใหญ่บ้าน ที่ท่านทำนี้มันหมายความว่าอย่างไร”


“เพื่อให้ลูกชายข้ามาทัน ข้าออกเดินทางมาตั้งแต่เที่ยงคืน พวกท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร!”


“ใช่ๆ! ไหนว่าตกลงกันแล้วว่าจะจับฉลาก ไฉนจึงมอบที่นั่งให้โดยตรงได้เล่า นี่มันไม่ยุติธรรมสักนิด!”


ยังมีคนตะโกนว่าจะไปฟ้องทางการ อย่างไรเสียครั้งที่แล้วที่ตระกูลติงเล่นไม่ซื่อเรื่องสิทธิ์เข้าเรียน ท่านนายอำเภอก็ลงโทษพวกเขาอย่างหนัก


เจินอวี้ไป๋ไม่คิดว่าฉินเหยาจะทำเช่นนี้จึงทั้งประหลาดใจและลนลานเล็กน้อย


เมื่อเห็นท่าทีโกรธแค้นของพวกชาวบ้าน เขาก็กลัวว่าอีกสักพักคนจากหลายหมู่บ้านจะตีกับคนหมู่บ้านตระกูลหลิว


และความจริงก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ เพื่อปกป้องผู้ใหญ่บ้านของตนเอง ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวจึงต่างพากันออกมายืนล้อมฉินเหยาไว้ตรงกลาง จ้องมองชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นที่กำลังตะคอกใส่ผู้ใหญ่บ้านของตนอย่างกราดเกรี้ยว


หลิวหยาง หัวหน้าตระกูลพร้อมทั้งอดีตผู้ใหญ่บ้านพยายามไกล่เกลี่ยอยู่ตรงกลาง บอกว่าที่ผู้ใหญ่บ้านของพวกเขาทำเช่นนี้ต้องมีเหตุผลของนางเป็นแน่ ขอให้ทุกคนใจเย็นๆ อย่างไรเสียก็ยังเหลือที่นั่งอีกยี่สิบสี่ที่


หลิวจี้ซึ่งอยู่ที่เรือนปทุมได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากสำนักศึกษา ในใจก็พลันกระตุกวูบ ไม่ต้องดูก็รู้ได้ทันทีจากสัญชาตญาณว่าเมียที่บ้านต้องไปก่อเรื่องทำให้ฟ้าดินพิโรธผู้คนก่นด่าอีกแล้วเป็นแน่!


“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ตัวน้อย ข้าขอตัวไปเข้าส้วมสักครู่” เขาวางพู่กันลง ไม่รอให้กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนตอบก็ใช้ข้ออ้างว่าจะไปเข้าส้วมเพื่อปลีกตัวออกมา


เขาต้องไปดูเมียคนนั้นสักหน่อย เรื่องรับนักเรียนเล็กๆน้อยๆ เช่นนี้นางก็ยังทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายจนเกือบจะมีเรื่องกันได้ ถ้าไม่มีเขาอยู่ด้วยก็ไม่ไหวจริงๆ


เมื่อเดินผ่านสะพานไป หลิวจี้ก็ไม่ลืมที่จะตะโกนเสียงดังไปทางเชิงเขาว่า “อาวั่ง!”


อาวั่งโผล่ศีรษะออกมาจากประตูก็เห็นนายท่านใหญ่ยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ โบกมือเรียกตนเองอย่างบ้าคลั่ง


เขาถอนหายใจอย่างจนใจ ทำได้เพียงพุ่งตัวไปอยู่ข้างกายนายท่านใหญ่


เมื่อมีอาวั่งองครักษ์ส่วนตัวผู้นี้อยู่ข้างกาย หลิวจี้ก็เดินอาดๆไปที่สำนักศึกษาอย่างองอาจผ่าเผย


พอไปถึงก็ตะโกนเสียงดังลั่นว่า “ใครกันที่กล้ามาหาเรื่องเมียจ๋าของข้า ยังจะไปฟ้องทางการอีก? ถามความเห็นของนายท่านจวี่เหรินอย่างข้าแล้วหรือยัง!”


คนหมู่บ้านตระกูลหลิวพอเห็นว่านายท่านจวี่เหรินมาแล้วจึงรีบถอยออกไปเปิดทางให้เขา


ชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นที่กำลังโต้เถียงจนตาแดง พอได้ยินตำแหน่งจวี่เหริน ท่าทีกร่างในตอนแรกก็หายไปในทันที


หลิวจี้เชิดคางมองคนจากหมู่บ้านอื่นอย่างเย่อหยิ่งจนกระทั่งเดินมาถึงเบื้องหน้าฉินเหยา


เมื่อเผชิญหน้ากับคนนอก หลิวจวี่เหรินเชิดหน้าอย่างยโส


แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเมียจ๋า หลิวจวี่เหรินกลับประจบประแจง


เขาฉีกยิ้มอย่างประจบพลางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “เมียจ๋า ถ้าเจ้าจะใช้เส้นสายให้เด็กหญิงสามคนนั่นก็แอบทำเงียบๆ ก็สิ้นเรื่องแล้ว หรือถ้าเจ้าไม่อยากลดตัวลงไปทำเรื่องแบบนี้ก็มอบให้สามีอย่างข้าสิ ข้าหน้าด้านอยู่แล้ว ตอนนี้เจ้าเล่นทำอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ไม่เท่ากับทิ้งหลักฐานให้คนอื่นเอาผิดได้หรอกหรือ”


สายตาของฉินเหยาเย็นชา กำหมัดจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ


หลิวจี้ถอนหายใจอย่างจนใจ “ข้ารู้ว่าเมียจ๋าทำอะไรย่อมมีเหตุผลของเจ้า ตอนนี้เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เมียจ๋าเจ้าให้เหตุผลข้ามาสักข้อ ข้าจะไปสั่งสอนพวกเขาให้เจ้าเอง”


ฉินเหยาตอบ “ไม่มีเหตุผล ข้าอยากให้ก็ให้”


นี่คือคำพูดจากใจจริงของนาง นางแค่อยากให้เด็กหญิงสามคนนั้นได้เข้าเรียน ไม่มีเหตุผลอื่นอีก


หลิวจี้ตัวแข็งทื่อ “เอ่อ นี่…นี่…เมียจ๋าใจเย็นๆ อย่าไปถือสาหาความกับพวกเขาเลย เจ้าพักก่อน ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวมา”


เขาคิดหาเหตุผลเองก็แล้วกัน!


จบตอน

Comments