stepmother ep561-570

ตอนที่ 561: ลานธรรม


หลิวจี้เดินมาอยู่เบื้องหน้าทุกคน มองดูดวงตาที่ขุ่นเคืองเหล่านั้นแล้วยืนเอามือไพล่หลังพลางเอ่ยขึ้น


“ข้ารู้ว่าทุกคนกำลังโกรธ แต่ได้โปรดอย่าเพิ่งโกรธไป ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวของเราทำการสิ่งใดล้วนยุติธรรมเสมอมา การกระทำในครั้งนี้ย่อมมีเหตุผลของนาง”


“ในคัมภีร์เต้าเต๋อจิงมีกล่าวไว้ว่า สรรพสิ่งล้วนแบกรับหยินและโอบอุ้มหยาง ผสานลมปราณเพื่อความกลมเกลียว ในหยินมีหยาง ในหยางมีหยิน หยินกำเนิดจากหยาง หยางกำเนิดจากหยิน…นี่คือวิถีแห่งสมดุลของหยินหยาง”


“ทุกคนคิดว่าสำนักศึกษาแห่งนี้เป็นเพียงสำนักศึกษาธรรมดาหรือ ที่นี่คือสถานบำเพ็ญธรรม!”


“มองจากภาพใหญ่สู่ภาพย่อย สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนต้องการการผสมผสานของหยินหยางจึงจะสามารถบรรลุถึงความสมดุลได้ สตรีเป็นหยิน บุรุษเป็นหยาง หากชายมากหญิงน้อย หยางจะรุ่งเรืองหยินจะร่วงโรย นับว่าไม่สอดคล้อง…สิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวของเราทำ เป็นเพียงการทำตามเจตจำนงแห่งสวรรค์ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสมดุลของหยินหยาง เพื่อช่วยให้เหล่าบัณฑิตบรรลุเต๋าได้ในเร็ววัน!”


หลิวจี้ทำท่าทีลึกล้ำราวกับผู้หลุดพ้นจากทางโลก ทำเอาชาวบ้านฟังจนงงเป็นไก่ตาแตก


แม้ว่าพวกเขาจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เขาพูด แต่กลับรู้สึกว่ามันสุดยอดมาก


มีชาวบ้านคนหนึ่งตระหนักรู้ขึ้นทันทีแล้วพูดว่า “ที่แท้ผู้ใหญ่บ้านก็ทำไปเพื่อความสมดุลของหยินหยาง เช่นนี้แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าการให้ชายหญิงเรียนร่วมห้องกัน จะทำให้การเรียนก้าวหน้าได้ง่ายขึ้น”


หลิวจี้ผงกศีรษะเล็กน้อย “พี่ใหญ่ท่านนี้ ท่านมีความเข้าใจเป็นเลิศ ข้าเพียงชี้แนะเล็กน้อยท่านก็บรรลุได้ถึงเพียงนี้ ไม่ได้เข้าสำนักศึกษาร่ำเรียนช่างน่าเสียดายนัก”


หลิวจี้มองพี่ใหญ่ชาวบ้านคนนั้นด้วยแววตาชื่นชมพลางพยักหน้าอย่างหนักแน่น “อันที่จริงผู้ใหญ่บ้านของเราก็หมายความเช่นนี้! ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของทุกคน!”


มุมปากของหลิวจี้ประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ แต่ดวงตากลับขยิบตาส่งสัญญาณให้หลิวฉี หลิวจ้ง และคนอื่นๆ อย่างบ้าคลั่ง


หลิวฉีเข้าใจความหมายก่อนใครจึงรีบเดินออกมาชี้นิ้วไปทางชาวบ้านที่ส่งเสียงดังเมื่อครู่ด้วยท่าทีไม่พอใจ “ผู้ใหญ่บ้านของเราพูดจาไม่เก่ง แต่ทุกครั้งเรื่องที่นางทำก็ล้วนทำเพื่อทุกคน!”


“ใช่ๆ!” หลิวจ้งก็เพิ่งนึกได้ รีบพูดเสริม “อีกอย่าง นี่ไม่ใช่ว่ายังเหลือที่นั่งอีกยี่สิบกว่าที่หรือ ปีหน้าถ้าพวกท่านอยากได้ที่นั่งก่อนใครก็ลองพาลูกสาวที่บ้านมาด้วยกันเลยสิ!”


“อันที่จริงให้เด็กผู้หญิงได้เรียนหนังสือมากขึ้นก็เป็นเรื่องดี พวกท่านดูอย่างช่างฝีมือสตรีในโรงงานของพวกเรา มีคนไหนบ้างที่เขียนไม่ได้คิดเลขไม่เป็น ตอนนี้ทั้งโรงปักผ้าและเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมในตัวอำเภอ ขอแค่รู้หนังสือคิดเลขเป็น ไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ล้วนรับหมด แม้จะสอบเคอจวี่ไม่ได้ แต่ในหมู่ชาวไร่ชาวนาอย่างเราจะมีหลิวจวี่เหรินสักกี่คนกันเชียว? ขอแค่เขียนได้คิดเลขเป็นก็ย่อมหาเลี้ยงชีพได้ ไม่ดีกว่าทำนาอยู่บ้านหรอกหรือ”


เพราะมีลูกสาว หลิวจ้งจึงเข้าใจความรู้สึกนี้เป็นพิเศษ เมื่อเห็นลูกสาวของตนเองฉลาดขึ้นทุกวันก็หวังว่าจะมีเด็กผู้หญิงมาเข้าเรียนมากขึ้น


อดีตผู้ใหญ่บ้านก็ออกมายืนพูดความจริงที่แทงใจดำ “เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือแล้วก็จะหาบ้านสามีที่ดีมาช่วยเหลือพี่ชายน้องชายที่บ้านได้ง่ายขึ้น อย่างไรเสียก็แค่สองปีเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เสียเวลาอะไร”


เมื่อเทียบกับคำพูดของหลิวฉีและหลิวจ้งเมื่อครู่ ประโยคของอดีตผู้ใหญ่บ้านเห็นได้ชัดว่าทำให้ชาวบ้านมองเห็นผลประโยชน์ได้มากกว่า


พอมองไปที่เด็กชายสามคนที่เพิ่งได้รับที่นั่งเข้าเรียนพร้อมกับพี่สาวน้องสาวของตน ชาวบ้านต่างก็พยักหน้า พวกเขาเข้าใจแล้ว


สำนักศึกษาอื่นมีกฎเกณฑ์อะไรพวกเขาไม่รู้ แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าสำนักศึกษาของหมู่บ้านตระกูลหลิวให้ความสำคัญกับความสมดุลของหยินหยาง


ถ้ารู้เร็วกว่านี้ พวกเขาต้องพาลูกสาวที่บ้านมาด้วยกันแน่นอน


น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า ตอนนี้พูดอะไรก็สายไปแล้ว โชคดีที่ยังเหลือที่นั่งอีกยี่สิบสี่ที่ เช่นนั้นก็อย่าพูดไร้สาระอีกเลย รีบจับฉลากกันเถอะ!


นี่ก็สายมากแล้ว ทุกบ้านยังต้องรีบเดินทางกลับ ตอนนี้ท้องฟ้ามืดเร็ว ไม่มีเวลาให้เสียไปอีกแล้ว


เมื่อเห็นหลิวจี้เป่าหูชาวบ้านที่กำลังโวยวายจนงงไปหมด ล้างสมองพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์ เจินอวี้ไป๋ก็อ้าปากค้างจนคางแทบจะหลุดลงพื้น


เขาหันไปมองฉินเหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ นางทำสีหน้าราวกับเป็นเรื่องปกติ มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนจะพอใจกับการแสดงของหลิวจี้ในครั้งนี้มาก


“เมียจ๋า เริ่มจับฉลากกันเถอะ!” หลิวจี้ตะโกนมาจากด้านหน้า หันกลับมามองนางแล้วยิ้มหวานราวดอกไม้


ฉินเหยาอารมณ์ดีจนหุบยิ้มไม่ได้เลย นางถือกระบอกฉลากเดินออกไป ให้ชาวบ้านต่อแถวจับฉลากทีละคนๆ


ใครจับได้ไม้ที่ปลายมีหมึกสีดำแต้มไว้ก็จะได้เข้าเรียน


คนที่จับได้ต่างก็ดีใจจนเนื้อเต้น คนที่จับไม่ได้ก็ถอนหายใจอย่างผิดหวัง


เจินอวี้ไป๋เดินเข้าไปปลอบใจทีละคนอย่างอดทน “ไม่เป็นไร เดือนสามปีหน้าค่อยมาใหม่”


เขาดูแล้ว ห้องเรียนของสำนักศึกษาหมู่บ้านตระกูลหลิวสามารถรองรับคนได้ร้อยคนไม่มีปัญหา เพียงแต่ปีนี้กว่าจะเริ่มเปิดเรียนก็เป็นในช่วงเวลานี้แล้วจึงต้องควบคุมจำนวนเด็กไว้ก่อน


เมื่อได้ยินอาจารย์พูดเช่นนั้น เด็กๆที่ครั้งนี้จับฉลากไม่ได้ก็กลับมามีความหวังอีกครั้ง


ในจำนวนนี้มีไม่น้อยที่เป็นเด็กซึ่งเคยไปสมัครที่สำนักศึกษาตระกูลติงแต่ไม่ได้รับเลือก


เมื่อเคยเห็นความเคร่งขรึมของเหล่าอาจารย์ตระกูลติงแล้วมาเจออาจารย์ที่เป็นกันเองอย่างเจินอวี้ไป๋ พวกเขาก็แอบตัดสินใจในใจว่าปีหน้าจะต้องมาจับฉลากเข้าเรียนที่หมู่บ้านตระกูลหลิวอีกให้ได้


หลังจากการคัดเลือกตลอดช่วงเช้า ในที่สุดที่นั่งเข้าเรียนห้าสิบที่ของสำนักศึกษาหมู่บ้านตระกูลหลิวก็ได้ข้อสรุป เจินอวี้ไป๋กำชับเรื่องตำราที่ต้องเตรียมมาเอง แจ้งว่าสามารถไปที่ร้านขายตำราในอำเภอและบอกชื่อของเขาแก่เถ้าแก่ร้านเพื่อให้ซื้อในราคาที่ถูกขึ้นได้


ผู้ปกครองของนักเรียนต่างก็รู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ความรู้สึกดีๆที่มีต่ออาจารย์เจินจึงยิ่งเพิ่มขึ้นอีกมากโข


ความวุ่นวายดำเนินต่อไปจนถึงบ่าย เด็กๆจึงทยอยแยกย้ายกันกลับไป


หน้าสำนักศึกษาพลันว่างเปล่าลงทันที เหลือเพียงเด็กโตสี่คนที่ช่วยกันเก็บกวาดห้องเรียน


ฉินเหยามองเจินอวี้ไป๋ที่กำลังยุ่งจนหัวหมุนแวบหนึ่งแล้วกวักมือเรียกหลิวจี้และอาวั่ง จากไปอย่างเงียบๆ


“อาจารย์เจินรักเด็กมาก”


ระหว่างทางกลับบ้าน จู่ๆอาวั่งก็เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง


หลิวจี้พยักหน้า แม้ว่าเขาจะไม่ชอบขี้หน้าเจินอวี้ไป๋คนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนผู้นี้ปฏิบัติต่อเด็กๆอย่าง.อดทนยิ่งนัก ดูแล้วน่าจะเป็นอาจารย์ที่ดี


ถ้าเขาไม่เข้ามาตีสนิทกับท่านอาจารย์ของตนอีก เขาก็ไม่รังเกียจที่จะพูดคุยจิบสุรากับอาจารย์คนใหม่ผู้นี้ในยามว่าง


อาวั่งขมวดคิ้วอีกครั้งแล้วพูดว่า “แต่เมื่อครู่คนผู้นี้แอบมองข้าอยู่หลายครั้ง”


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินเหยาและหลิวจี้ก็สบตากันทันที คนดีๆที่ไหนจะมัวแต่มามองอาวั่ง คนที่ถ้าโยนเข้าไปในฝูงชนก็แทบจะไม่มีตัวตน?


“เขาคงไม่รู้จักเจ้าหรอกนะ” หลิวจี้ลองคาดเดา


แต่พอพูดจบเขาก็ปฏิเสธความคิดของตนเองไปก่อน เจินอวี้ไป๋เป็นคนอำเภอหนิงซี อาวั่งไม่เคยไปที่นั่นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเคยพบเจอกัน


อาวั่งส่ายหน้า “เขาไม่รู้จักข้า แต่เขามีสัญชาตญาณที่เฉียบคมมาก อาจจะดูออกว่าข้ามีวรยุทธ์”


“หา” หลิวจี้ตกใจ โบกมืออย่างอยากไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้ เขาไม่มีวรยุทธ์แล้วเขาจะดูออกว่าเจ้ามีวรยุทธ์ได้อย่างไร!”


“เมียจ๋า เจ้าว่าจริงหรือไม่” หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างคาดหวัง รอคอยการยอมรับ


ทว่านางกลับมองเขาแล้วยิ้มแต่ไม่พูดอะไร


ในชั่วขณะนั้น หลิวจี้รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “ไม่จริงน่า ในหมู่บ้านเรามียอดฝีมือเพิ่มมาอีกคนแล้วหรือ”


พอพูดจบ เขาก็ตระหนักว่าตนเองพูดเสียงดังเกินไปจึงรีบกดเสียงให้ต่ำลงแล้วถามยอดฝีมือสองคนที่อยู่ตรงหน้าต่อว่า “เรื่องหัวคนสามสิบหัวในครั้งนั้น…หรือว่าเขาจะมาหาเมียจ๋าเพื่อแก้แค้น”


ฉินเหยามองเขาอย่างเห็นใจแวบหนึ่ง “เรื่องก่อนหน้านี้มันจบไปแล้ว ต่อให้ยังมีปลาที่หลุดรอดจากแห แค้นก็มีเจ้าของ หนี้ก็มีเจ้าหนี้ อย่างไรก็ต้องไปหาตัวหวังจิ่น จะมาหาข้าทำไม มารนหาที่ตายหรืออย่างไร!”


หลิวจี้ครุ่นคิด เออจริงด้วย ถ้าจะหาเรื่องก็ต้องไปหาหวังจิ่นไอ้คนถ่อยไร้ยางอายนั่น!


ตอนที่ 562: ชะตาข้าคงถึงฆาตแล้ว


“ถ้างั้นในเมื่อเขาไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เมียจ๋าแล้วเจินอวี้ไป๋นั่นมาเพื่ออะไรกันแน่ หรือว่าเขาเกิดมาก็รักการสอนหนังสือเลย”


หลิวจี้ขมวดคิ้วอย่างสงสัย พึมพำเสียงเบา “เป็นคุณชายบ้านรวยดีๆไม่เป็นกลับวิ่งมาเป็นอาจารย์ในหุบเขาบ้านนอกของเรานี่ สมองของเขาต้องมีปัญหาแน่ๆ!”


ฉินเหยาได้แต่แหงนมองฟ้าอย่างจนคำพูดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมินหลิวจี้ที่กำลังคาดเดาสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วพูดกับอาวั่งว่า


“เจินอวี้ไป๋คนนี้ไม่ธรรมดา ถ้าไม่มีอะไรเจ้าก็อย่าไปเดินป้วนเปี้ยนแถวสำนักศึกษาจะดีกว่า เดี๋ยวจะถูกเขาสังเกตเห็นได้ คนบางคนมีสัญชาตญาณที่เฉียบคมกว่าคนทั่วไปแต่กำเนิด”


นางมองหลิวจี้ที่ยังคงเดาเป้าหมายของอีกฝ่ายอย่างมั่วซั่วอีกแวบหนึ่ง ลังเลเล็กน้อยว่าจะบอกเขาเรื่องที่คืนนั้นเจินอวี้ไป๋ไปหากงเหลียงเหลียวดีหรือไม่


แต่ดูเหมือนว่าถึงบอกไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นอย่าบอกเลยดีกว่า


อาวั่งพยักหน้ารับคำสั่ง มองฉินเหยาอย่างลึกซึ้ง สัญชาตญาณร้องบอกเขาว่า ฮูหยินรู้อะไรบางอย่าง แต่นางไม่พูด


หลิวจี้เห็นฉินเหยาไม่มีปฏิกิริยาใดๆก็ไล่ตามฝีเท้านางไปอย่างไม่ยอมแพ้ “เมียจ๋า เจ้าจะปล่อยเจินอวี้ไป๋ไปโดยไม่สนใจแล้วรึ”


นี่ไม่เหมือนวิธีการทำงานของนางเลยนี่นา


ในอดีตขอเพียงพบเค้าลางที่ไม่ชอบมาพากลแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องรีบกำจัดเสียตั้งแต่เนิ่นๆ


ผิดปกติเช่นนี้ หรือว่า…


“เมียจ๋า เจ้าคงไม่ได้…” ถูกใจเจ้าหน้าหยกนั่นแล้วหรอกใช่ไหม


ครึ่งหลังของประโยคหลิวจี้ไม่กล้าพูด และไม่มีโอกาสได้พูดออกมา


เพราะพวกเด็กๆเลิกเรียนกลับมาแล้ว


อินเยว่ขับรถม้าที่เต็มไปด้วยเด็กๆมาจอดอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสาม จินฮวาและซื่อเหนียงรีบกระโจนลงมาจากรถม้า


“ท่านแม่!”


“อาสะใภ้สาม!”


ก้อนเนื้อกลมๆ รูปคนสองก้อนที่ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมบุนวมหนาเตอะอย่างมิดชิดกลิ้งเข้ามาในอ้อมกอดของฉินเหยาอย่างแรง แรงปะทะนั้นราวกับลูกวัวที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต ฉินเหยารู้สึกเพียงว่าตนเองถูกกระสอบทรายใบใหญ่ทุบเข้าสองที


“แรงเยอะอย่างกับวัวขนาดนี้ หากไม่ฝึกวรยุทธ์ก็น่าเสียดายแย่” ฉินเหยารับเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองไว้แล้วพูดอย่างขบขัน


จินฮวาได้ยินดังนั้นก็ร้องเสียงหลง รีบถอยออกจากอ้อมกอดของนางแล้วโบกมือเล็กๆไปมาเพื่อแสดงการต่อต้าน “ข้าไม่ฝึกวรยุทธ์ ข้าเห็นพี่ต้าหลางฝึกวรยุทธ์แล้วลำบากมาก ข้าไม่เอาด้วยหรอก ท่านอาสะใภ้สาม ท่านปล่อยข้าไปเถอะนะ~”


เด็กหญิงตัวน้อยพูดจนตัวเองรู้สึกกลัวขึ้นมา มองไปยังอาสะใภ้สามอย่างน่าสงสาร


ฉินเหยายังไม่ทันได้พูดอะไร หลิวจี้คนนิสัยไม่ดีก็เดินเข้าไปตบไหล่และแขนของเด็กหญิงตัวน้อยเบาๆ จุ๊ปากชมเชยว่า


“จินฮวา อาสามอย่างข้าดูแล้วโครงกระดูกของเจ้าพิสดารนัก เป็นยอดฝีมือด้านการฝึกวรยุทธ์โดยกำเนิด เจ้าแน่ใจหรือว่าจะละทิ้งพรสวรรค์นี้ไปน่ะ?”


ดวงตากลมโตของจินฮวาเป็นประกายวาววับ แอบดีใจอยู่หน่อยๆ “จริงหรือเจ้าคะ”


หลิวจี้พยักหน้าอย่างจริงจัง ขณะที่เห็นแววตาของจินฮวาฉายแววคาดหวังออกมา เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงแล้วพูดอย่างกังวลว่า “แต่ว่าการฝึกวรยุทธ์นั้นลำบากมาก ถ้าหากไม่อาจยืนหยัดจนถึงที่สุดแล้วล้มเลิกกลางคัน เกรงว่าจะธาตุไฟเข้าแทรก ลมปราณตีกลับจนตาย…”


มะเหงกหนึ่งเขกเข้าที่ท้ายทอยของหลิวจี้อย่างแม่นยำ เขาร้อง “โอ๊ย!” ออกมาคำหนึ่งแล้วตวาดถามอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ใครตีข้า?!”


“ข้าเอง” ฉินเหยาเดินขึ้นไป หยิกแก้มเล็กๆที่ตกตะลึงจนนิ่งอึ้งของจินฮวาเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มให้หลิวจี้ที่กำลังขู่เด็กอย่างน่ากลัว


หลิวจี้สูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าปอดเสียงดัง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะแหะๆในพริบตา “เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว ฮ่าๆๆ”


จินฮวาน้ำตาคลอเบ้า จับมือฉินเหยาแน่นแล้วพูดอย่างร้อนรน “ท่านอาสะใภ้สาม ข้าไม่อยากธาตุไฟเข้าแทรก”


“อาของเจ้าแค่ขู่เจ้าเล่นน่ะ วางใจเถอะ ไม่ธาตุไฟเข้าแทรกหรอกแล้วก็จะไม่บังคับให้เจ้าฝึกวรยุทธ์ด้วย เด็กดี กลับบ้านไปเถอะ” ฉินเหยาพูดอย่างขบขัน


ตอนนี้จินฮวาถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนเองถูกอาสามแกล้งจึงพองแก้มอย่างโกรธๆ พลางจ้องหลิวจี้เขม็ง “ท่านอาสาม ข้าจะไม่คุยกับท่านอีกแล้ว!”


พูดจบก็เดินไปทางท้ายรถม้าอย่างฉุนเฉียวเพื่อยกหีบหนังสือลงแล้วลากกลับบ้านไป


เดินไปได้ครึ่งทางก็หันกลับมาพูดว่า “ข้าจะไปฟ้องท่านปู่ว่าท่านอาสามแกล้งเด็ก น่าอายจริงๆ!”


เจ้าตัวเล็กใช้มือเล็กๆ ถูไถไปมาบนใบหน้าของตนเอง หลังจากแสดงการตอบโต้แล้ว เด็กหญิงก็หันหลังเดินเข้าประตูเรือนเก่าไปอย่างผู้มีชัย


หลิวจี้ได้ยินเสียงฟ้องที่ดังมาจากข้างในก็ลูบจมูกอย่างเก้อๆ “ยายเด็กขี้ฟ้องเอ๊ย”


เขารีบเดินเร็วๆหลายก้าวไปไล่อินเยว่ลงจากรถ วางจินเป่าที่กำลังหัวเราะร่าลงแล้วเขกมะเหงกใส่เจ้าเด็กใจกล้าที่บังอาจหัวเราะเยาะเขาไปหนึ่งที “ไปๆๆ กลับบ้านเจ้าไปเลยไป!”


จากนั้นก็บังคับอุ้มซื่อเหนียงที่อยากจะแปะร่างติดกับท่านแม่ขึ้นไปบนรถม้า สะบัดแส้ม้าทีหนึ่ง “กลับบ้าน ไปกินข้าวกัน!”


อินเยว่และอาวั่งหันไปมองฉินเหยาเงียบๆ การมีสามีที่ชอบเอาชนะเด็กเช่นนี้ ท่านอาจารย์/ฮูหยินคงจะลำบากแย่


ฉินเหยาแสร้งยิ้มอย่าง ‘เข้มแข็ง’ เดินผ่านตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง เอามือไพล่หลังแล้วเดินกลับบ้านไปอย่างช้าๆ


อินเยว่มองไปที่อาวั่ง อาวั่งก็มองกลับมา สี่ตาสบประสานกัน ด้านในมีประกายไฟแลบแปลบปลาบ


ไม่ต้องพูดอะไร ทั้งสองก็พุ่งตัวออกไป การแข่งขันวิ่งเร็วระยะสั้นได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!


สุดท้ายจบลงด้วยการที่อาวั่งพุ่งเข้าประตูบ้านไปก่อนสามวินาที


ฉินเหยามาถึงเป็นคนสุดท้าย นางเดินเข้าประตูรั้วแล้วยิ้มเยาะเย้ยให้กับเหล่าคนปัญญาอ่อนในบ้านหลังนี้แล้วหันไปสั่งหลี่ซื่อด้วยรอยยิ้มว่า “ตั้งโต๊ะเถอะ”


หลี่ซื่อรับคำ ยิ้มจนตาหยี วันนี้เสี่ยวไหลฝูลูกชายของนางสมัครเรียนสำเร็จแล้ว พรุ่งนี้ก็จะได้ไปสำนักศึกษาแล้ว แค่คิดนางก็อดดีใจไม่ได้


นางยกกับข้าวมาที่ห้องโถง หลังจากวางกับข้าวลงทีละอย่างแล้ว หลี่ซื่อก็ไม่ได้ถอยออกไปเหมือนเช่นเคย


“ฮูหยิน” ขอบตาของนางแดงเล็กน้อย นางคารวะฉินเหยาที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานอย่างลึกซึ้ง “ขอบคุณท่านที่ส่งเสี่ยวไหลฝูไปสำนักศึกษาเจ้าค่ะ”


เพราะรู้ซึ้งถึงนิสัยของฉินเหยาดี หลี่ซื่อจึงไม่ได้พูดคำขอบคุณที่เกรงใจเหล่านั้นเพราะนางจะใช้การกระทำของตนเองเพื่อพิสูจน์ในอนาคต


ฉินเหยายิ้มแล้วส่งสัญญาณให้นางลุกขึ้น “ไม่ต้องเกรงใจ เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว”


หลี่ซื่อส่ายหน้าอย่างตื้นตันใจ จะพูดว่าเป็นเรื่องที่ควรทำได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะฮูหยินดีต่อพวกเขาต่างหาก


เมื่อเห็นว่าขอบตาของหลี่ซื่อแดงก่ำ กลัวว่านางจะร้องไห้ออกมาต่อหน้าตน ฉินเหยาจึงรีบโบกมือ “เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”


“จริงสิ” ฉินเหยาบอกนาง “พรุ่งนี้พวกอวิ๋นเหนียงเตรียมจะเข้าเมืองไปที่ร้านขายตำราเพื่อซื้อตำราเรียนให้เด็กๆ เจ้าทำอาหารเช้าเสร็จแล้วก็พาเสี่ยวไหลฝูไปกับพวกนางได้เลยนะ”


หลี่ซื่อดีใจจนเนื้อเต้น อดไม่ไหวจริงๆ จึงคุกเข่าลงโขกศีรษะขอบคุณแล้วรีบลุกขึ้นถอยออกไปก่อนที่ฮูหยินจะโกรธ


เสี่ยวไหลฝูแอบอยู่ที่นอกประตู เขาได้ยินทุกอย่างในห้องโถง เมื่อเห็นมารดาออกมาทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ สองแม่ลูกก็มองหน้ากัน เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังต่อการเดินทางในวันพรุ่งนี้


เมื่อหลี่ซื่อจากไป ครอบครัวของฉินเหยาจึงเริ่มกินข้าว


เอ้อร์หลางไม่สนใจมารยาทบนโต๊ะอาหารที่ท่านพ่อคอยย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขารีบกินข้าวในชามจนหมด วางตะเกียบลงแล้วเตรียมจะลุกออกไป


“จะไปไหน” หลิวจี้ร้องห้ามเขาไว้ “กลับมา นั่งลง”


“เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะสอนพวกเจ้าไป กินข้าวต้องมีมารยาท ต้องรอให้ผู้ใหญ่กินเสร็จก่อนผู้น้อยถึงจะลุกจากโต๊ะได้”


หลิวจี้พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ตอนนี้พวกเจ้าเป็นคุณชายคุณหนูบ้านนายท่านจวี่เหรินแล้ว ไม่มีกฎระเบียบเช่นนี้ วันหน้าออกไปเป็นแขกที่บ้านคนอื่น จะไม่เท่ากับทำให้ข้าขายหน้าหรอกหรือ!”


เอ้อร์หลางมองท่านพ่อของตนอย่างจนใจ “ข้ามีธุระขอรับ ข้าจะเอาการบ้านที่คัดลอกไว้ก่อนหน้านี้ไปสอนเสี่ยวไหลฝู พวกเราตกลงกันไว้แล้วว่าหลังจากเขาเข้าเรียนข้าจะสอนให้เขาได้ที่หนึ่งอย่างแน่นอน”


อธิบายจบก็แอบชำเลืองมองท่านแม่ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินข้าวอย่างมั่นใจ “อีกอย่างนี่ก็อยู่ที่บ้าน ไม่ได้ไปเป็นแขกบ้านคนอื่น ท่านแม่ยังไม่ว่าอะไรเลย…”


แม้ประโยคหลังจะพูดเสียงเบามาก แต่หลิวจี้ก็ยังได้ยินอย่างชัดเจนจึงพลันระเบิดอารมณ์ออกมาทันที เขาตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน “เจ้าลูกทรพี ยังจะกล้าขัดพ่อเจ้าอีก!”


ไหล่ของเอ้อร์หลางสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะกลัวท่านพ่อของตน แต่เป็นเพราะตกใจกับเสียงตะคอกที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันจึงมองไปทางท่านแม่ตามสัญชาตญาณ


ตอนนี้หลิวจี้ถึงเพิ่งจะตระหนักได้ เอ้อร์หลางเจ้าเด็กบ้านี่จงใจยั่วโมโหเขา!


ในใจพลันร้อนรนขึ้นมา แต่ใบหน้าก็ยังแสร้งทำเป็นใจเย็นแล้วมองไปทางฉินเหยา ถ้าหากไปรบกวนความอยากอาหารของเมียจ๋า ชะตาข้าคงได้ถึงฆาตแล้ว


ตอนที่ 563: ผลกระทบจากความขัดแย้งภายนอก


ผิดคาด ฉินเหยากลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ยังคงคีบกับข้าวเข้าปากต่อไป ไม่แม้แต่จะชายตามองสองพ่อลูกคู่นั้น


ในใจของหลิวจี้ยินดีขึ้นมาในทันที เขารีบหันไปมองเอ้อร์หลาง เด็กหนุ่มก็มีสีหน้าตื่นตระหนก เห็นได้ชัดว่าไม่คาดคิดว่าท่านแม่จะไม่ดุด่าท่านพ่อ เขากลอกตาอย่างรวดเร็วแล้วหันหลังวิ่งหนีไป


หลิวจี้รีบไล่ตามออกไป “เจ้าลูกทรพี อย่าหนีนะ!”


ได้ยินเพียงเสียงร้องขอความเมตตาของเอ้อร์หลางดังมาจากสวนหลังบ้านไกลๆว่า “ท่านพ่อ ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรขัดคำสั่งท่าน ท่านปล่อยข้าไปเถอะ หากชักช้าไปกว่านี้ เวลาดีๆก็จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ สู้เอาเวลาเหล่านี้ไปอ่านหนังสือเพิ่มอีกสองบรรทัดจะดีกว่า… โอ๊ย!”


เอ้อร์หลางกุมศีรษะร้องด้วยความเจ็บปวด รีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่งต่อไป จะได้ไม่ถูกรองเท้าท่านพ่อขว้างใส่ซ้ำอีก


หลิวจี้รำคาญเจ้าเด็กนี่ที่สุด พออ้าปากพูดก็มีแต่เรื่องอ่านหนังสือคัดตัวอักษร ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเด็กบ้านี่ เขาไหนเลยจะต้องลุกขึ้นมาอ่านตำราทุกวันตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน!


เมื่อครู่ยังคิดจะหาเรื่องใส่ความเขาต่อหน้าเมียจ๋าอีก โชคดีที่เมียจ๋าเป็นคนมีเหตุผล มิเช่นนั้นวันนี้เขาคงไม่แคล้วต้องมาทิ้งชีวิตน้อยๆไว้บนโต๊ะอาหารนี่หรือ


“หลิวจื่อซู เจ้านับว่าเจอดีเข้าให้แล้ว วันนี้ถ้าข้าไม่ซัดเจ้าให้น่วม ข้าจะเปลี่ยนไปใช้แซ่เดียวกับเจ้า!”


เอ้อร์หลางหันกลับมาเตือนท่านพ่อของเขา “พวกเราสองคนก็แซ่เดียวกัน ต่อให้ท่านพ่อไม่ตีข้า ท่านก็ยังแซ่เดียวกับข้าอยู่ดี นอกจากท่านจะให้ข้าเปลี่ยนไปใช้แซ่ของท่านแม่”


คิ้วของหลิวจี้กระตุก เจ้าเด็กใจกล้าแสนบังอาจคนนี้ ไม่เห็นหัวใครแล้วจริงๆ!


เขาถกแขนเสื้อขึ้น ดวงตากวาดมองไปทั่วลานบ้านแล้วคว้าก้านไม้กวาดที่ทำจากไม้ไผ่ซึ่งวางอยู่ข้างกำแพงแล้วฟาดไปทางเขา


ภายในห้องอาหาร เมื่อได้ยินเสียงความโกลาหลวุ่นวายในลานบ้าน ต้าหลางก็จุ๊ปากส่ายหน้า หันไปตบศีรษะเล็กๆของฝาแฝด “รีบกินข้าว กินเยอะๆ ต่อไปจำไว้ว่าอย่าได้ขัดคำสั่งผู้ใหญ่ตามอำเภอใจ”


ซานหลางถามเสียงเบาอย่างงุนงง “พี่ใหญ่ ท่านพ่อนับเป็นผู้ใหญ่ด้วยหรือ”


ต้าหลางเหลือบมองเอ้อร์หลางที่วิ่งผ่านประตูห้องโถงไปอย่างทุลักทุเลและบิดาบังเกิดเกล้าที่ถือก้านไม้กวาดไล่ตามอย่างบ้าคลั่งอยู่ด้านหลังแล้วพยักหน้าอย่างจริงจังซึ่งหาได้ยาก “นับ!”


ซื่อเหนียงมองพี่เล็กอย่างไว้ท่าที นางฉลาดจะตายไป ไม่มีทางหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวหรอก


ทว่าผ่านเรื่องของเอ้อร์หลางในครั้งนี้ สี่พี่น้องก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทัศนคติของท่านแม่ที่มีต่อเรื่องที่ท่านพ่อสั่งสอนพวกเขานั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก


ในทันใดนั้น สี่พี่น้องก็ตระหนักถึงปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง…ดูเหมือนว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะร่วมมือกันแล้ว


และความจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะฉินเหยาเพิ่งจะค้นพบว่าพวกเด็กๆถูกเลี้ยงดูจนติดนิสัยที่เชื่อฟังแต่แม่ที่บ้านและเอาแต่โต้เถียงกับท่านพ่อ


ตอนแรกนางไม่ได้รู้สึกว่าแบบนี้มีอะไรไม่ดี แต่เมื่อเด็กๆค่อยๆโตขึ้น สถานการณ์เช่นนี้ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


รุนแรงถึงขนาดที่ว่า บางครั้งเห็นได้ชัดว่าหลิวจี้มีเจตนาที่ดี คำตักเตือนที่เอ่ยสอนก็ถูกต้อง แต่พวกเด็กๆก็ยังจะโต้เถียง


ในทางกลับกัน พวกเขากลับยึดถือคำพูดที่นางพูดออกมาส่งๆ ราวกับเป็นราชโองการ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและถึงขั้นใช้มันเพื่อโต้แย้งความคิดเห็นอื่นที่แตกต่างจากโลกภายนอก


คนที่อยู่ในสถานการณ์อย่างฉินเหยาไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย เป็นอินเยว่ที่คอยเตือนนาง


โดยเฉพาะเอ้อร์หลางนั้นมีอาการหนักกว่าทุกคน


หลายครั้งที่ไปรับเด็กๆกลับบ้าน เอ้อร์หลางจะจงใจพูดถึงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ของสหายร่วมชั้นเรียนคนอื่นๆ และแสดงการดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงต่อรูปแบบครอบครัวดั้งเดิมที่สตรีอยู่แต่ในเรือนและบุรุษทำงานนอกบ้าน


เมื่อถึงขั้นรุนแรง ในยามที่พูดคุยถึงเรื่องกลุ้มใจของแต่ละคนกับสหายร่วมชั้นเรียน เขาก็ยังใช้คำพูดถากถางสหายที่เลือกจะไปปรึกษาปัญหากับท่านพ่อของตน


ตอนแรกอินเยว่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก อย่างไรเสียก็แค่เด็กทะเลาะกัน ต่อมาเมื่อได้ยินเอ้อร์หลางพูดบ่อยขึ้นจึงใส่ใจและแอบสังเกต


พอได้สังเกตเท่านั้นแหละก็พบว่าสถานการณ์ดูเหมือนจะยุ่งยากกว่าที่ตนเองคิดไว้


ด้านหนึ่งพวกเด็กๆเห็นด้วยกับรูปแบบการใช้ชีวิตคู่ของพ่อแม่ตนเองอย่างยิ่ง แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากเด็กคนอื่นๆที่มาจากครอบครัวซึ่งแบ่งหน้าที่กันตามแบบดั้งเดิม ทำให้พวกเด็กๆเองก็รู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนกันแน่ที่ทำถูก


ไม่ใช่ทุกคนในเมืองจินสือจะยอมรับเรื่องที่ฉินเหยาซึ่งเป็นสตรีกลับมารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านได้ ทั้งยังใช้ชีวิตและทำตัวโดดเด่นอยู่นอกบ้าน


แน่นอนว่าต่อหน้านาง พวกเขาย่อมต้องชมว่านางทั้งเก่งกาจและมีความสามารถอะไรทำนองนั้น


แต่คนที่รู้สึกขอบคุณอย่างแท้จริงก็มีเพียงคนจากหมู่บ้านตระกูลหลิวและเหล่าคนงานในโรงงานเครื่องเขียนเท่านั้น


ลับหลัง ฉินเหยารู้ดีว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่พอใจการกระทำของนางอย่างมาก อีกทั้งนางยังปฏิเสธคำร้องขอเข้าทำงานในโรงงานจากคนจำนวนมากเนื่องจากพนักงานในโรงงานเครื่องเขียนมีจำนวนเกินพอแล้ว


ภายใต้สถานการณ์ที่ขัดแย้งเช่นนี้ พวกต้าหลางสี่พี่น้องซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวัยสำคัญของการสร้างโลกทัศน์ ย่อมต้องได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งภายนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้


ฉินเหยายักไหล่ จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อนางยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว~


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ในเมื่อพวกเด็กๆแยกไม่ออกว่าใครถูกใครผิด เช่นนั้นนางก็จะใช้การกระทำเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พวกเขาและบอกให้พวกเขารู้ถึงความหลากหลายของโลกใบนี้


ก่อนนอน ฉินเหยาจงใจให้หลิวจี้ต้มน้ำแกงหวานสี่ถ้วยแล้วพากันไปเคาะประตูห้องของพวกเด็กๆ


หลิวจี้ลอบชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง นี่นางจะทำอะไรกันแน่


ฉินเหยาส่งสายตาบอกให้เขาใจเย็นๆ “จะร้อนรนไปทำไม ไม่ได้จะจับเจ้ากินเสียหน่อย”


พลันนึกขึ้นได้ ครอบครัวของพวกนางยังไม่เคยมีครั้งไหนที่พ่อกับแม่นั่งคุยกับลูกๆ พร้อมหน้ากันตอนกลางคืนมาก่อน วันนี้ถือเป็นครั้งแรก


ซื่อเหนียงถูกพวกพี่ชายใช้ให้มาเปิดประตู นางสวมรองเท้าแตะบุฝ้ายเล็กๆที่ทำเองในบ้านแล้ววิ่งต๊อกแต๊กไปที่หลังประตู ก่อนจะเปิดประตูออกเสียงดังเอี๊ยด


ศีรษะเล็กๆโผล่ออกมา เมื่อเห็นว่าเป็นท่านพ่อท่านแม่ก็ร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจ


ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางซึ่งอยู่บนเตียงได้ยินความเคลื่อนไหวจึงพากันหันมามองอย่างพร้อมเพรียงด้วยความสงสัย เมื่อเห็นท่านพ่อท่านแม่ยกน้ำแกงหวานเดินเข้ามาในห้อง พวกเขาก็มองหน้ากันอย่างแปลกใจระคนยินดี


ต้าหลางรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็มีลางสังหรณ์ว่าคืนนี้จะต้องเป็นคืนที่ดีงามจึงเฝ้ารอด้วยความคาดหวัง


ส่วนเอ้อร์หลางกลับแตกต่างออกไป ตอนทานมื้อเย็นเขาเพิ่งจะทะเลาะกับท่านพ่อมาหมาดๆ จึงรู้สึกว่าท่านพ่อท่านแม่คงจะมาคิดบัญชีย้อนหลังเป็นแน่


ซานหลางดีใจเป็นที่สุด แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความตะกละนั้นไม่อาจซ่อนไว้ได้มิด เขาจับจ้องไปที่น้ำแกงหวานไม่วางตา


เพราะกลัวว่าตอนกลางคืนจะต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ คนในบ้านจึงไม่ยอมให้เขาดื่มน้ำก่อนนอนเยอะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงน้ำแกงหวานรสหวานชื่นใจ เขาอดใจรอไม่ไหวแล้วจึงรีบปีนลงจากเตียง เข้าไปหาท่านพ่อท่านแม่แล้วแสร้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า “ท่านพ่อ นี่น้ำแกงหวานหรือขอรับ”


หลิวจี้พยักหน้าอย่างขบขัน ยกถ้วยหนึ่งให้เขา “นั่งลงค่อยๆดื่ม แต่อย่าดื่มเยอะนัก เดี๋ยวกลางคืนจะฉี่รดที่นอน”


พูดพลาง สายตาก็มองไปยังเอ้อร์หลางที่นั่งอยู่บนเตียง แววตาร่าเริงพลันหม่นลง ก่อนจะพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าจะดื่มหรือไม่ ถ้าจะดื่มก็ลงมา อย่าทำเตียงสกปรก”


ซานหลางกับซื่อเหนียงนั่งลงที่โต๊ะพร้อมกับยกถ้วยขึ้นดื่มแล้ว ในคืนฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ การได้ดื่มน้ำแกงหวานร้อนๆสักถ้วยนั้นช่างล้ำเลิศเสียจริง~


มีอยู่จุดหนึ่งที่เอ้อร์หลางเหมือนบิดาบังเกิดเกล้าของตนมาก คือไม่ชอบคิดเล็กคิดน้อย ไม่เคยทำให้ตัวเองลำบากใจ เขากระโดดลงจากเตียง รับน้ำแกงหวานที่หลิวจี้ยื่นมาให้แล้วนั่งลงข้างๆน้องชายและน้องสาว


สามพี่น้องมองหน้ากันไปมา อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้


ความน้อยเนื้อต่ำใจเล็กๆ ในใจของเอ้อร์หลางพลันสลายหายไปเป็นควันหลังจากซดน้ำแกงหวานเข้าไปคำหนึ่ง


ต้าหลางสวมเสื้อคลุมตัวนอกเรียบร้อยแล้วก็เดินไปปิดประตู ก่อนจะกลับมานั่งที่โต๊ะอย่างคาดหวัง พลางรับน้ำแกงหวานจากท่านแม่แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า


“ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านจะทำอะไรหรือขอรับ”


ฉินเหยาชี้ไปยังที่นั่งว่าง ส่งสัญญาณให้หลิวจี้เองก็นั่งลงด้วย ส่วนตัวเองกอดอกยืนอยู่หน้าห้าพ่อลูกแล้วเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม


“ไม่ได้จะทำอะไรหรอก ข้ากับพ่อของพวกเจ้าเบื่อๆ นอนไม่หลับก็เลยแวะมาคุยเล่นด้วย”


ตอนที่ 564: การพูดคุยยามค่ำคืนของครอบครัว


“คุยเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงดูคาดหวังอย่างยิ่ง


ต้าหลางและซานหลางต่างก็หยุดการกระทำในมือ มองท่านพ่อท่านแม่อย่างสงสัยใคร่รู้


มีเพียงเอ้อร์หลางที่ถามอย่างร้อนตัวเล็กน้อย “คงไม่ใช่ว่ามาเพื่อลงโทษข้าหรอกนะ?”


ฉินเหยาโบกมืออย่างขบขัน “ไม่ใช่ แต่ก็เกี่ยวกับเจ้าอยู่บ้าง”


เอ้อร์หลางพลันเครียดขึ้นมา นั่งตัวตรงแหน่ว


ทว่าการลงโทษจากท่านพ่อท่านแม่ที่คาดไว้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น ได้ยินเพียงเสียงอ่อนโยนของท่านแม่พูดขึ้นว่า


“ข้ารู้ว่าช่วงนี้พวกเจ้ามีความสับสนและเรื่องกลุ้มใจบางอย่างที่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ตอนนี้พวกเจ้าสามารถพูดออกมาได้อย่างเต็มที่ ข้ากับพ่อของพวกเจ้าอาจจะช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้พวกเจ้าได้”


หัวข้อสนทนาเริ่มต้นอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กๆต่างก็กระตือรือร้นขึ้นมาแล้วเล่าปัญหาเล็กๆน้อยๆ และเรื่องกลุ้มใจเล็กๆที่ตนเองพบเจอในช่วงนี้ออกมา


หลิวจี้ดูออกว่า เด็กๆชอบช่วงเวลานี้มาก ตอนที่แบ่งปันเรื่องกลุ้มใจก็ทำหน้าเศร้า


แต่พอพูดถึงเรื่องที่น่ายินดีก็จะแสดงท่าทางมีชีวิตชีวาขึ้นมา ท่าทางที่สดใสนั้นทำให้ในใจของเขาบังเกิดความรู้สึกตื้นตันที่ยากจะบรรยายได้


ราวกับว่าในวินาทีนี้ ในที่สุดเขาก็สามารถสัมผัสได้ว่าตนเองได้เป็นพ่อคนแล้ว มีลูกสี่คนจริงๆ ชายสามหญิงหนึ่ง พวกเขาแต่ละคนมีนิสัยไม่เหมือนกัน แต่ก็มีใบหน้าที่คล้ายคลึงกัน


หลิวจี้ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง รับฟังเรื่องกลุ้มใจของเด็กๆอารมณ์ก็พลุ่งพล่านตามความโกรธของพวกเขาไปอย่างควบคุมไม่ได้จนสุดท้ายก็แสดงท่าทีตื่นเต้นและเข้าถึงอารมณ์ยิ่งกว่าพวกเด็กๆเสียอีก


“นี่มันสหายร่วมชั้นเรียนประเภทไหนกัน เหตุใดถึงชอบจี้แต่จุดอ่อนของคนอื่น อายุแค่นี้ แต่ปากคอเราะรายเสียจริง ถึงกับกล้าพูดว่าข้าเกาะเมียกิน! ข้าเป็นถึงจวี่เหรินผู้สง่างาม ยังต้องมาเกาะเมียกินอีกหรือ”


เขาเป็นพวกเกาะเมียกินแต่ยังทำกร่างมาตลอดต่างหากเล่า!


หลิวจี้กล่าวอย่างเดือดดาล “ต้าหลาง เอ้อร์หลาง คราวหน้ากระทืบมันให้ตายแทนพ่อซะ!”


“ซื่อเหนียง เจ้า…” เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตากลมโตที่กะพริบปริบๆของลูกสาว น้ำเสียงของหลิวจี้ก็เปลี่ยนไป “ช่างเถอะ การที่เจ้าไปคลุกคลีอยู่กับเด็กผู้ชายกลุ่มใหญ่แล้วไม่ถูกรังแกก็ดีมากแล้ว นานๆครั้งจะไปรังแกคนอื่นบ้างก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร”


หลังจากระบายความรู้สึกร่วมออกมาอย่างเต็มที่ หลิวจี้ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองไปยังฉินเหยาด้วยความนับถือ “เมียจ๋า ต้องเป็นเจ้าจริงๆ หากสำนักศึกษาอื่นๆ เข้าใจวิถีแห่งหยินหยางที่สมดุลนี้อย่างลึกซึ้งและอำนวยความสะดวกให้เด็กผู้หญิงมากๆ ซื่อเหนียงของบ้านเราก็คงไม่ต้องไปตีกับเด็กผู้ชายทั้งวันและสามารถเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อยและสงบเสงี่ยมได้”


เมื่อได้ยินท่านพ่อพูดถึงตนเอง ซื่อเหนียงก็พูดเสริมอย่างองอาจ “ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องห่วง พี่จินฮวาช่วยข้าอยู่ พวกเราพี่น้องร่วมใจ เด็กผู้ชายในสำนักศึกษาทั้งหมดล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเราเลยเจ้าค่ะ!”


หลิวจี้มองท่าทางภาคภูมิใจของลูกสาวตัวน้อยก็ใช้นิ้วจิ้มจมูกที่เชิดรั้นของนางอย่างไม่สบอารมณ์ “พูดจาเหลวไหลอะไร พวกเราเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อยสงบเสงี่ยม วิญญูชนใช้ปากไม่ใช้กำลัง รู้หรือไม่”


ซื่อเหนียงพลันเข้าใจในทันที “เช่นนั้นครั้งหน้าข้าจะไปด่าพวกเขากับพี่จินฮวา!”


หลิวจี้ “…”


ฉินเหยาใช้กำปั้นปิดปากจึงสามารถปกปิดรอยยิ้มที่มุมปากไว้ได้ นางกระแอมเบาๆสองครั้ง ดึงดูดสายตาของพ่อลูกทั้งห้าคน


ฉินเหยาบอกสี่พี่น้องว่า ในบ้าน จะเป็นท่านแม่ดุท่านพ่อใจดี หรือท่านแม่ใจดีท่านพ่อดุก็ได้ทั้งนั้น


ไม่ว่าจะเป็นชายทำงานนอกบ้านหรือหญิงทำงานนอกบ้าน ผู้ชายเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือผู้หญิงเป็นผู้ใหญ่บ้าน นี่ล้วนเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรน่าแปลก


และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องไปโต้แย้งความคิดเห็นที่แตกต่างจากโลกภายนอกเหล่านั้น แม้ว่าพวกเขาจะพูดจาระคายหูมาก แต่ที่พวกเขาทำเช่นนั้นก็เพียงเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่


“เช่นนั้นคนพวกนี้ไม่น่าสงสารแย่หรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงพูดพลางถอนหายใจ


เด็กหญิงตัวน้อยรู้สึกว่าถ้าคนผู้หนึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดตนเองถึงต้องทำเช่นนี้ สักแต่จะทำตามอย่างมืดบอด ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เช่นนั้นเขาก็น่าสงสารจริงๆ


“ท่านแม่ จู่ๆข้าก็ไม่เกลียดสหายร่วมชั้นเรียนที่ทะเลาะกับข้าในสำนักศึกษาเลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ” ซื่อเหนียงพูดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา “เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เพียงแค่เห็นคนอื่นเกลียดข้าก็เลยเกลียดข้าตามไปด้วย”


ซื่อเหนียงขมวดคิ้วมุ่น ในชั่วขณะหนึ่ง นางรู้สึกว่าผู้คนในโลกนี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน


หลิวจี้แอบดึงชายเสื้อของฉินเหยาเบาๆ ลูกสาวเป็นแบบนี้จะไม่เป็นอะไรจริงๆหรือ


ดูแววตาที่เวทนาสงสารนั่นสิ คนที่ไม่รู้คงนึกว่านางเป็นพระโพธิสัตว์


เมื่อนึกถึงภาพที่ลูกสาวโกนศีรษะเข้าสู่ทางธรรม หลิวจี้ก็ตกใจจนตัวสั่น


ฉินเหยามองหลิวจี้อย่างจนคำพูด ประสาทจริงๆ!


นางอุ้มลูกสาวขึ้นมานั่งบนตัก ลูบศีรษะของนางแล้วพูดกับสี่พี่น้องอย่างอ่อนโยนว่า


“ทุกสิ่งในโลกนี้ ขอเพียงมีอยู่ก็ถือว่าสมเหตุสมผล เข้าใจผู้อื่นให้มากขึ้นหนึ่งส่วนและตำหนิตัวเองให้น้อยลงหนึ่งส่วน จงถ่อมตนอยู่เสมอ เพราะโลกใบนี้กว้างใหญ่เกินกว่าที่พวกเจ้าจะจินตนาการได้”


ซานหลางพยักหน้าอย่างกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ เขาถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ท่านแม่ ท้องฟ้าใหญ่แค่ไหนหรือขอรับ”


ความสนใจของซื่อเหนียงก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาเช่นกัน “ท่านพ่อ ท่านรู้หรือไม่เจ้าคะว่าทำไมดวงดาวบนท้องฟ้าถึงปรากฏตัวตอนกลางคืนเสมอเลย”


หา หลิวจี้ปรับตัวตามการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไม่ทัน เมื่อครู่ยังพูดถึงเหล่าสหายร่วมชั้นเรียนที่ปากมากในสำนักศึกษาอยู่เลย ไฉนจู่ๆก็มาคุยกันเรื่องฟ้าดินได้


เมื่อรอคำตอบจากท่านพ่อเนิ่นนานแล้ว เขาก็ยังไม่ตอบสักที เอ้อร์หลางก็มองไปอย่างสงสัย “ท่านพ่อ คงไม่ใช่ว่าท่านไม่รู้หรอกนะ”


“แล้วเจ้ารู้รึ” หลิวจี้ย้อนถามอย่างกร่างๆ


เอ้อร์หลางก็หงอลงไปในทันที


ไม่ได้สิ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรกัน!


“ท่านแม่ พรุ่งนี้พวกเสี่ยวไหลฝูจะเข้าเมือง ข้าอยากไปด้วยขอรับ ข้าอยากซื้อตำรา ได้หรือไม่ขอรับ” เอ้อร์หลางร้องขออย่างกระตือรือร้น ในแววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาในความรู้


ฉินเหยากำลังยกน้ำแกงหวานที่ซื่อเหนียงกินเหลือขึ้นมาจิบแก้ชุ่มคอ เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ปรารถนาความรู้คู่นั้นอย่างไม่ทันตั้งตัว นางก็แทบจะพ่นน้ำแกงหวานที่อยู่ในปากออกมา


ฉินเหยาฝืนกลืนน้ำแกงหวานทั้งหมดลงท้อง ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า “หลิวเอ้อร์หลาง ถ้าเจ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปจะทำให้คนรอบข้างกดดันมากนะ”


ต้าหลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงพยักหน้าหงึกๆ ใช่เลย ใช่เลย!


แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ฉินเหยาก็ยังตอบตกลงคำขอเข้าเมืองในวันพรุ่งนี้ของเอ้อร์หลาง


เพื่อให้ยุติธรรม นางจึงให้สี่พี่น้องลาหยุดเข้าเมืองไปด้วยกันทั้งหมดแล้วให้เงินไปคนละสองตำลึงเพื่อให้พวกเขาไปซื้อตำราที่ตัวเองชอบคนละหนึ่งเล่ม


ก่อนที่สองสามีภรรยาจะจากไป เอ้อร์หลางก็ลุกพรวดขึ้นมาจากบนเตียงแล้วถามขึ้นว่า “ท่านแม่ ท่านรู้หรือไม่ว่าท้องฟ้ากว้างใหญ่เพียงใด”


ฉินเหยาครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบกลับไปอย่างจริงจังเช่นกันว่า “ไม่รู้สิ” นางรู้เพียงว่าโลกกว้างใหญ่เพียงใด


น่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่โลกใบเดิมแล้ว


หลังจากดับเทียนบนเชิงเทียนและปิดประตูห้องของพวกเด็กๆเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยากับหลิวจี้ก็ยืนสบตากันอยู่ที่หน้าประตู ‘การพูดคุยยามค่ำคืนของครอบครัว’ ในคืนนี้จบลงอย่างสมบูรณ์ ต่างคนต่างกลับห้องของตนไปนอน


ก่อนจะหลับไป พลันมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของฉินเหยา บางทีในวันข้างหน้า ภายใต้การศึกษาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของเอ้อร์หลาง นางอาจจะสามารถรู้ได้ว่าตนเองนั้นอยู่ที่ใด


ขณะที่คิดไปเรื่อยๆ นางก็ผล็อยหลับไปในที่สุดและฝันดีตลอดทั้งคืน


เมื่อฉินเหยาตื่นขึ้นมา อาวั่งก็ได้ขับรถม้าพาพวกต้าหลางสี่พี่น้องและสองแม่ลูกหลี่ซื่อกับเสี่ยวไหลฝูเข้าเมืองไปแล้ว


อันที่จริงหลิวจี้ก็อยากจะตามไปด้วย แต่เช้าตรู่วันนี้เขาดันเห็นเจินอวี้ไป๋เดินไปยังเรือนปทุมจากลานหน้าบ้านของตน ในใจพลันก็หวาดระแวงขึ้นมาอย่างรุนแรง พอทานอาหารเช้าเสร็จก็รีบหิ้วหีบหนังสือบุกไปยังเรือนปทุมทันที


ตอนที่ 565: ตระกูลซ่งมาแล้ว


น่าเสียดาย ตอนที่หลิวจี้ไปถึงเจินอวี้ไป๋ก็จากไปแล้ว


เขาเพียงแค่มาหามหาบัณฑิตเพื่อขอให้ช่วยเขียนบทกวีให้กำลังใจแก่เด็กๆในสำนักศึกษา พอได้บทกวีแล้วก็จากไป


หลิวจี้ที่ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกลับต้องมาคิดมากทั้งวัน เขาทั้งหวาดระแวงและสงสัยไปทั่ว จิตใจก็ห่อเหี่ยว


พอตกเย็น พวกเด็กๆก็กลับมาจากในอำเภอพร้อมนำข่าวที่ว่าครอบครัวของซ่งจางจะมาพักที่หมู่บ้านตระกูลหลิวสองสามวันมาด้วย


ครั้งล่าสุดที่ซ่งจางบอกว่าจะมาคือช่วงก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มา


ไม่นึกเลยว่าพออากาศเย็นลงเช่นนี้ กลับมีเวลาว่างเสียได้


ฉินเหยาถามอาวั่ง “บอกหรือไม่ว่าจะมานานเท่าใด”


อาวั่งตอบ “ท่านใต้เท้าไม่ได้บอกขอรับ แต่ก็น่าจะพักอยู่ราวสามถึงห้าวัน ข้าเห็นคนรับใช้ของตระกูลซ่งจัดซื้อข้าวของจำนวนไม่น้อยในเมืองวันนี้ น่าจะตั้งใจพักอยู่ที่หมู่บ้านสักระยะหนึ่ง”


หลิวจี้ตั้งตารออย่างยิ่ง เขาปรึกษากับฉินเหยาอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นพวกเราต้องเตรียมอะไรหรือไม่ หรือจะให้ข้าไปกวาดลานบ้านของใต้เท้าซ่งตอนนี้เลยดี”


เรือนใหม่ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย ด้านในย่อมต้องมีแต่ใบไม้ร่วงอยู่เต็มไปหมด


ก่อนหน้านี้มีโอกาสปรากฏตัวต่อหน้าซ่งจางน้อยมาก ทั้งอีกฝ่ายก็ไม่เคยชายตามองเขาเลยแม้แต่น้อย ครั้งนี้ที่ซ่งจางจะมา หลิวจี้จึงตัดสินใจว่าจะต้องแสดงความสามารถให้เขาประจักษ์แก่สายตาให้ได้


ถึงอย่างไรเสีย ทั่วทั้งอำเภอไคหยางแห่งนี้ ในตอนนี้คนที่หลิวจวี่เหรินอย่างเขาจะยอมเป็นฝ่ายเข้าไปผูกมิตรด้วยก็มีเพียงท่านนายอำเภอซ่งเท่านั้น


ส่วนคนอื่นๆนั้น ไม่ได้อยู่ในสายตาของหลิวจวี่เหรินอย่างเขาสักคน


ฉินเหยาเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเขาจึงเอ่ยขึ้น “ตามใจเจ้าเถอะ”


ไม่นึกเลยว่าหลิวจี้จะเอาจริงเอาจังถึงเพียงนี้ แม้แต่อาหารเย็นก็ไม่กิน คว้าผ้าขี้ริ้วกับไม้กวาดแล้วมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านอย่างกระตือรือร้น


อาวั่งอดทนอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ตะโกนเตือนเสียงดัง “นายท่านใหญ่ ท่านยังไม่ได้เอากุญแจไป”


แล้วก็ไม่มีกุญแจด้วย


หลิวจี้ที่วิ่งไปถึงริมฝั่งแม่น้ำแล้วถึงกับเบรกกะทันหัน เขาหันกลับมาอย่างหัวเสีย “ทำไมเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้!”


อาวั่งนึกในใจ ‘ท่านก็ไม่ได้ถามนี่’ เขาไม่อยากจะไปยุ่งกับนายท่านใหญ่ที่กำลังโกรธกลบเกลื่อนความอายจึงจูงม้าไปยังโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ จัดการป้อนอาหารให้เหล่าหวงจนอิ่มหนำสำราญ จากนั้นจึงค่อยเข้าไปกินข้าวในบ้าน


บนโต๊ะอาหาร หลิวจี้ส่งสายตาเคืองแค้นมาไม่หยุด แต่อาวั่งกลับไม่สะทกสะท้าน เขาหยิบชามใบใหญ่มาคีบกับข้าวใส่จนเต็มแล้วไปนั่งยองๆอยู่ข้างประตูพลางกินอย่างเอร็ดอร่อย ยึดหลักที่ว่าถ้ามองไม่เห็นก็เท่ากับไม่มีอยู่จริง


หลิวจี้โกรธจนอกแทบระเบิด แต่ก็ไม่อาจอาละวาดได้ ทำได้เพียงเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความอยากอาหาร กินข้าวมากกว่าปกติไปถึงสองชาม


“หอมอร่อยจริงๆ!” เขาเช็ดปากอย่างพึงพอใจ ราวกับว่าเรื่องน่าอายเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น


พวกต้าหลางสี่พี่น้องก้มหน้าก้มตากินกับข้าว ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเพราะกลัวว่าท่านพ่อจะเห็นมุมปากที่ยกขึ้นของพวกตน


น่าเสียดายที่อินเยว่ซึ่งเพิ่งกลับมาจากการวิ่งเหยาะๆ พอเข้าบ้านมาแล้วก็เห็นเด็กทั้งสี่กำลังกลั้นหัวเราะอยู่ อินเยว่ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงก้าวฉับๆเข้าไปในห้องโถงแล้วเอ่ยถามเสียงดังว่า


“ต้าหลาง พวกเจ้าหัวเราะอะไรกันหรือ มีเรื่องอะไรน่าดีใจหรือ”


เมื่อเห็นว่าสายตาของท่านพ่อกำลังจะหันมา ต้าหลางก็ใช้ไหวพริบปฏิภาณ รีบพยักหน้าแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ใช่ขอรับ ท่านลุงซ่งจะพาครอบครัวมาพักที่หมู่บ้านในวันพรุ่งนี้”


“คราวก่อนตอนที่ท่านลุงซ่งมาทานข้าวที่บ้าน เขาบอกว่าลูกชายของเขาเก่งกาจด้านการยิงธนูที่สุด พอดีเลย พวกเราจะได้ขึ้นเขาไปประลองฝีมือกัน”


คำพูดนี้เป็นความจริง หลิวจี้จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ กลับกันเขายังพูดเสริมอย่างคาดหวัง


“เช่นนั้นก็ดีเลย พอคุณชายน้อยตระกูลซ่งมาถึงแล้ว ต้าหลางกับเอ้อร์หลางพวกเจ้าก็ช่วยดูแลเขาให้ดีๆด้วยเล่า”


“เมียจ๋า หรือจะให้พวกลูกๆลาหยุดสักสองวันดี อากาศก็เย็นลงแล้ว ดูใบหน้าเล็กๆนั่นสิ หนาวจนแดงไปหมดแล้ว ข้าล่ะปวดใจจริงๆ” หลิวจี้ทำท่าทางห่วงใย


เอ้อร์หลางปฏิเสธอย่างจริงจัง “ข้าไม่จำเป็นต้องหยุดหรอกขอรับ วันนี้ก็ลาหยุดไปแล้ว พรุ่งนี้ข้าต้องกลับไปสำนักศึกษา มิเช่นนั้นจะตามการเรียนไม่ทัน”


แต่ฉินเหยาก็คิดว่าในเมื่อคนตระกูลซ่งมาที่หมู่บ้านนี้เป็นครั้งแรกก็ควรจะต้อนรับขับสู้ให้ดี อย่างน้อยๆ วันแรกก็ไม่ควรละเลยพวกเขา


“เช่นนั้นก็ลาพรุ่งนี้อีกวันเถอะ มะรืนค่อยกลับไปเรียน” ฉินเหยาพูดจบก็หันไปมองสี่พี่น้อง “ตกลงไหม”


ฝาแฝดพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง


แม้ว่าต้าหลางจะรู้สึกว่าท่านพ่อท่านแม่ตามใจพวกตนสี่พี่น้องมากเกินไปหน่อย แต่ก็ยากที่จะต้านทานสิ่งล่อใจของการที่ไม่ต้องไปสำนักศึกษาได้จึงขานรับออกมาเบาๆ


เอ้อร์หลางถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพูดอย่างฝืนใจ “ก็ได้ขอรับ”


ดังนั้น วันรุ่งขึ้นหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ฉินเหยาก็คำนวณเวลาที่ตระกูลซ่งจะมาถึง เมื่อเห็นว่าใกล้ได้เวลาแล้ว สองสามีภรรยาจึงพาลูกๆมาที่ทางเข้าหมู่บ้านเพื่อรอต้อนรับการมาถึงของครอบครัวซ่งจาง


วันนี้อากาศค่อนข้างดี พระอาทิตย์ที่หายไปหลายวันได้โผล่หน้าออกมา นำพาแสงอันอบอุ่นมาสู่ผู้คน


สมาชิกครอบครัวทั้งหกคนต่างก็ซุกมือไว้ในแขนเสื้อ ยืนเรียงแถวในที่ที่แสงอาทิตย์ส่องถึงพลางชะเง้อมองไปยังทางเข้าหมู่บ้าน


ในที่สุด เสียงล้อรถม้าเคลื่อนที่ก็ดังเข้ามาในหูของฉินเหยา ท่ามกลางสายตาที่เฝ้ารอของสมาชิกครอบครัวทั้งหกคน ขบวนคนและม้ากลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ทางเข้าหมู่บ้าน


ซ่งจางขี่ม้าตัวสูงใหญ่อยู่ข้างหน้าพร้อมด้วยผู้คุ้มกันสองคน คุณชายน้อยทั้งสองขี่ม้าตัวเล็กอยู่ตรงกลางโดยมีบ่าวรับใช้ของตนคอยคุ้มกันอยู่ข้างๆ สุดท้ายคือรถม้าที่ซ่งฮูหยินและคุณหนูซ่งโดยสารอยู่


ด้านหลังรถม้าคือเหล่าข้ารับใช้ที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวแบบเปิดโล่งพร้อมด้วยแพะภูเขาสีดำหนึ่งตัว


ใช่แล้ว ซ่งจางไม่เพียงแต่พาภรรยา ลูกสาว และลูกชายมาด้วยเท่านั้น แต่ยังนำแพะภูเขาสีดำมาให้ครอบครัวของฉินเหยาอย่างกระตือรือร้นอีกด้วย


สองครอบครัวทักทายกันที่ทางเข้าหมู่บ้าน หลังจากพวกเด็กๆทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว ฉินเหยาก็มองไปยังแพะภูเขาสีดำที่ถูกซานหลางกับซื่อเหนียงจับจ้องตาไม่กะพริบ ก่อนจะลองเสนอขึ้นว่า


“ใต้เท้า ฮูหยิน วันนี้พวกเรามาจัดงานเลี้ยงปิ้งย่างกันดีหรือไม่เจ้าคะ”


สองสามีภรรยาตระกูลซ่งสบตากัน ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นพร้อมกัน “ปิ้งย่าง?”


หลิวจี้และพวกเด็กๆก็มองมาอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าปิ้งย่างคืออะไร


ฉินเหยาไม่นึกเลยว่าทุกคนจะไม่รู้จักเรื่องสนุกๆอย่างการปิ้งย่าง แต่ตัวนางเองก็ดูเหมือนจะไม่ได้กินมานานมากแล้วเช่นกัน ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี


นางจึงกวักมือเรียกทุกคนพลางยิ้มอย่างมีลับลมคมนัย “ตามข้ามาก็จะรู้เอง!”


“ต้าหลาง อย่าลืมจูงแพะมาด้วย!” ฉินเหยากำชับ


ต้าหลางขานรับเสียงดัง เขาสบตากับลูกชายคนรองของบ้านซ่งจาง เด็กหนุ่มสองคนที่อายุไล่เลี่ยกันจึงวิ่งไปจูงแพะภูเขาสีดำมาด้วยกัน


ทุกคนเดินตามฉินเหยามาที่บ้านด้วยความสงสัยใคร่รู้ ฉินเหยาก็เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “ทุกคนฟังที่ข้าจะสั่งการ ไม่มีปัญหานะเจ้าคะ”


ซ่งฮูหยินเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ แน่นอนว่าย่อมไม่มีปัญหาใดๆ นางตอบรับอย่างใจกว้างว่าจะให้ความร่วมมืออย่างแน่นอน


ซ่งจางเห็นคนในครอบครัวสนใจจึงกล่าวอย่างหยอกล้อ “หากมีอะไรทำได้ไม่ดี ท่านผู้ใหญ่บ้านห้ามโกรธนะ”


อารมณ์ของนางนั้น ไม่แน่ว่าจะระเบิดขึ้นมาเมื่อใด พูดตามตรง เขาก็ยังแอบกลัวนางอยู่บ้าง


ฉินเหยาฝืนยิ้มอย่างจนใจ “วางใจเถอะ ข้าไม่ใช่คนใจแคบเช่นนั้นหรอก”


“เช่นนั้นในเมื่อทุกคนไม่มีความเห็น พวกเราก็มาเริ่มลงมือกันเลยดีหรือไม่”


ทุกคนพยักหน้า ทำท่าทางรอรับคำสั่ง


ฉินเหยาเริ่มจัดการทันที นางชี้ไปที่หลิวจี้ “เจ้ากับอาวั่งไปฆ่าแพะแล้วหั่นส่วนเนื้อที่ดีที่สุดทั้งหมดเป็นชิ้นเล็กๆหมักไว้ ส่วนที่เหลือให้หลี่ซื่อตั้งเตาไฟแรงๆนำไปตุ๋น”


หลิวจี้ยังอยากจะพูดคุยกับใต้เท้าซ่งให้มากขึ้นอีกหน่อย น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากปฏิเสธก็ถูกอาวั่งพาตัวไป ช่วยกันลับมีดเตรียมจัดการกับแพะภูเขา


ฉินเหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วสั่งต้าหลางกับซื่อเหนียงต่อ


“พวกเจ้าไปที่เรือนปทุม ถามท่านอาจารย์กับคุณชายฉีว่า ขอยืมลานชมทิวทัศน์หน้าบ้านของพวกเขาได้หรือไม่ ตรงนั้นทำเลดีที่สุด แดดส่องถึง ทิวทัศน์ก็งดงามอย่างยิ่ง ถือโอกาสชวนพวกเขามาร่วมงานเลี้ยงปิ้งย่างของพวกเราด้วยเลย”


“ข้าคิดว่าพวกเขาต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน”


สองพี่น้องรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งไปยังเรือนปทุมทันที ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่


ตอนที่ 566: ปิ้งย่างกลางแจ้ง


ฉินเหยามองไปยังครอบครัวของซ่งจางที่กำลังรอรับคำสั่งอย่างคาดหวัง “ที่บ้านข้ามีมีดพร้า ไม่ทราบว่าจะให้พี่ใหญ่ผู้คุ้มกันทั้งสองท่านไปตัดไผ่ที่หลังเขาสักสองต้นได้หรือไม่เจ้าคะ”


ลูกชายทั้งสองของตระกูลซ่งรีบก้าวออกมายืนข้างหน้าแล้วกล่าว “ท่านผู้ใหญ่บ้านฉิน ให้พวกเราพาพวกเขาไปเถิดขอรับ!”


ฉินเหยาพยักหน้า ส่งมีดพร้าให้คนกลุ่มนั้นแล้วชี้บอกตำแหน่ง ให้พวกเขาไปตัดต้นไผ่กลับมา “อย่าลืมเล็มกิ่งก้านออกด้วย เอาแค่ลำต้นไผ่ก็พอ”


สองพี่น้องตระกูลซ่งก็ขานรับ ตอนอยู่ในเมืองไม่มีโอกาสได้ซุกซนเช่นนี้จึงหยิบมีดพร้าแล้วมุ่งหน้าไปยังป่าไผ่อย่างกระตือรือร้น


“แล้วพวกเราเล่า” ซ่งฮูหยินเอ่ยถามด้วยความสงสัย


ฉินเหยาจึงเชิญทั้งสองคนและคุณหนูซ่งเข้าไปในห้องโถง “พวกเรานั่งดื่มชากันก่อน รอให้พวกเขาจัดการกับไม้ไผ่และเนื้อแกะให้เรียบร้อยแล้วถึงจะถึงตาพวกเราเจ้าค่ะ”


นางพูดพลางก็ขยิบตาให้คุณหนูซ่งที่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “อีกสักครู่ งานที่พวกเราจะทำเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ต้องฟื้นฟูพละกำลังให้กลับสู่สภาพที่ดีที่สุดเสียก่อน”


คุณหนูซ่งเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนยินดี เมื่อได้รับรอยยิ้มยืนยันจากฉินเหยา ความผิดหวังในแววตาก็หายไปทันที ในใจพลันเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังต่องานละเอียดอ่อนที่ตนกำลังจะได้ทำ


“ข้าจะตั้งใจทำให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ!” นางรับปากกับฉินเหยาอย่างจริงจัง


ชั่วเวลาหนึ่งถ้วยชา คุณชายทั้งสองแห่งตระกูลซ่งก็นำเหล่าผู้คุ้มกันแบกไม้ไผ่กลับมาแล้ว


ความเร็วของอาวั่งก็ไม่ใช่เล่นๆ เพียงชั่วครู่เดียว แพะก็ถูกชำแหละเรียบร้อยแล้ว


ต้าหลางและซื่อเหนียงก็กลับมาจากเรือนปทุมแล้วเช่นกัน พวกเขากล่าวว่ากงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนอนุญาตให้ใช้ลานชมทิวทัศน์ของเรือนปทุมแล้ว ทั้งยังตั้งตารอที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงปิ้งย่างในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง


เมื่อวัตถุดิบและสถานที่พร้อมแล้ว ฉินเหยาก็ให้ต้าหลางกับซื่อเหนียงกลับไปที่เรือนปทุมอีกครั้ง เพื่อให้สือโถวและพวกเตรียมเตาถ่านกับโต๊ะเก้าอี้ให้พร้อม งานเลี้ยงปิ้งย่างวันนี้จะจัดขึ้นที่หน้าประตูเรือนปทุม


แดดดีเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นปิ้งย่างกลางแจ้งอยู่แล้ว


ฉินเหยาส่งสัญญาณให้สองสามีภรรยาตระกูลซ่งและคุณหนูซ่งที่กำลังดื่มชาว่าได้เวลาเริ่มทำงานแล้ว นางเดินออกมาที่ลานบ้านและส่งสัญญาณให้ทุกคนถือแพะและไม้ไผ่ตามนางไปที่เรือนปทุม


ซ่งจางคาดไม่ถึงเลยว่าจะได้รับผลพลอยได้เช่นนี้ ตอนที่เขามายังปรึกษากับพี่สาวอยู่เลยว่าจะหาทางไปเยี่ยมคารวะมหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียวได้อย่างไร แต่ตอนนี้กำลังจะได้เจอตัวจริงแล้ว


ซ่งจางอดที่จะตื่นเต้นในใจไม่ได้ พลันก็นึกขึ้นได้ว่าหลิวจี้ก็เป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตเช่นกัน เขาจึงพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเดินเข้ามาอยู่ข้างๆอาวั่งกับหลิวจี้ด้วยตนเอง เข้าร่วมกลุ่มแบกแพะเพื่อจะได้สอบถามถึงความชอบของมหาบัณฑิตจากศิษย์ของเขาก่อน


ทุกคนต่างก็ถือของอยู่ในมือ พวกเด็กๆถือเก้าอี้และม้านั่ง ฉินเหยาแบกโต๊ะยาวตัวใหญ่จากในบ้านของตน เตรียมจะนำมาใช้เป็นโต๊ะสำหรับเตรียมของ


หลิวจี้ อาวั่ง และซ่งจางสามคนก็ช่วยกันแบกแพะที่ชำแหละแล้ว หลี่ซื่อเองก็ยกหม้อใหญ่ที่เต็มไปด้วยกระดูกแพะตามมาข้างหลัง ตั้งใจว่าอีกสักครู่จะไปตุ๋นน้ำแกงแพะให้ทุกคนในห้องครัวของเรือนปทุม


ซ่งฮูหยินและคุณหนูซ่งกลัวว่าตนเองจะดูไม่เข้าพวกจึงถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยผักสดๆไว้ในมือด้วย


คนกลุ่มใหญ่เดินทางมาถึงเรือนปทุมอย่างเอิกเกริก ภายใต้การควบคุมของฉินเหยา เพียงไม่นานก็จัดเตรียมสถานที่สำหรับปิ้งย่างเสร็จสรรพ


สือโถวและอากู่นำโต๊ะเก้าอี้และม้านั่งที่เคลื่อนย้ายได้ในลานบ้านออกมาทั้งหมด รวมกับที่ฉินเหยาขนมาจากบ้านก็ตั้งโต๊ะเก้าอี้ได้สามชุด


หน้าโต๊ะแต่ละตัวมีเตาถ่านวางอยู่หนึ่งเตา ด้านบนวางตะแกรงเหล็กที่นำมาจากเตาอบในบ้านของฉินเหยา


เหล่าสาวใช้ของตระกูลฉีชงชาหอมออกมาให้โต๊ะละหนึ่งกา อีกทั้งยังนำผลไม้มาเพิ่มให้อีกไม่น้อย มองแวบแรกก็เหมือนกับงานเลี้ยงที่จัดขึ้นข้างนอกไม่มีผิด


แต่แตกต่างจากงานเลี้ยงปกติ อาหารในวันนี้ต้องลงมือทำด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ได้มีคนรับใช้คอยบริการส่งถึงปาก


ด้านหน้าโต๊ะเตรียมของตัวใหญ่ ทุกคนก็ต่างพับแขนเสื้อขึ้น และภายใต้การจัดการของฉินเหยา ทุกคนก็แบ่งงานกันทำ เริ่มเสียบเนื้อแพะ


อาวั่งสับเนื้อ หลิวจี้หมักเนื้อ ฉินเหยาและพวกสือโถวซึ่งเป็นผู้คุ้มกันรับผิดชอบเหลาไม้เสียบไม้ไผ่ สองสามีภรรยาตระกูลซ่งและลูกสาวคนโตก็รับผิดชอบเสียบเนื้อ


ส่วนพวกต้าหลางสี่พี่น้องนั้นชวนฉีเซียนกวนและลูกชายทั้งสองของตระกูลซ่งออกไปวิ่งเล่นซุกซนในป่าเขาเสียนานแล้ว


กงเหลียงเหลียวในฐานะผู้ที่อาวุโสที่สุดจึงไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นั่งอยู่บนรถเข็น ดื่มชาร้อนๆอาบแดดแล้วมองดูผู้คนที่กำลังง่วนอยู่ตรงหน้า


ความสบายใจเช่นนี้ยากจะบรรยายเป็นคำพูดได้ กงเหลียงเหลียวเพียงรู้สึกว่าหากในชีวิตนี้จะมีสักวันที่คนใกล้ชิดที่สุดทุกคนอยู่เคียงข้างกาย ตนเฝ้ามองพวกเขาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เช่นนั้นต่อให้ตายก็ไม่เสียดายแล้ว


เตาถ่านทั้งสามเตาถูกจุดขึ้น ฉินเหยาก็มอบหมายงานเหลาไม้เสียบให้กับพวกสือโถว จากนั้นใช้น้ำที่ตักมาจากริมแม่น้ำล้างมือให้สะอาดแล้วหยิบเนื้อที่เสียบไม้แล้วขึ้นมา เริ่มสาธิตให้ทุกคนดู


ที่บ้านมีเครื่องปรุงรสอย่างพริก พริกไทยและยี่หร่าเตรียมไว้เสมอ ฉินเหยายังนำน้ำผึ้งสองกระปุกที่เก็บไว้ที่บ้านมาด้วย มีทั้งรสหวาน รสเผ็ดและรสเผ็ดชา ทุกคนชอบรสชาติแบบไหนก็สามารถตอบสนองได้หมด


แพะภูเขาสีดำที่ซ่งจางนำมาค่อนข้างอ้วน หลังจากหมักเนื้อแล้ว กลิ่นสาบก็หายไปกว่าครึ่ง


ตามคำสั่งของฉินเหยา คนตระกูลซ่งเสียบเนื้อแดงสลับกับมันหมู ฉินเหยาหยิบขึ้นมาจำนวนหนึ่งวางบนตะแกรงเหล็ก มือหนึ่งพัดไฟ อีกมือหนึ่งก็พลิกกลับไปมา ภายใต้ไฟที่ลุกโชน เนื้อแพะเสียบไม้ก็ส่งเสียงน้ำมันแตกดังฉ่าๆ กลิ่นหอมของเนื้อย่างลอยขึ้นมา ทำให้ทุกคนต่างพากันกลืนน้ำลาย


ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อเนื้อย่างกึ่งสุก ฉินเหยาก็ทาด้วยน้ำผึ้งหนึ่งชั้น จากนั้นจึงย่างต่อจนสุกเจ็ดส่วนแล้วโรยด้วยเครื่องปรุงรส โรยต้นหอมซอยหนึ่งกำมือ เมื่อสุกแปดส่วนก็นำไปวางในจานกระเบื้องที่เตรียมไว้ล่วงหน้า


“ทุกคนมาชิมกันเร็ว!” ฉินเหยากวักมือเรียกทุกคนให้เข้ามา นางไม่ได้ทำปิ้งย่างมานานมากแล้ว แต่เมื่อได้กลิ่นที่ย่างออกมาในวันนี้ รสชาติก็ไม่น่าจะแย่


“ของที่เมียจ๋าลงมือย่างเอง ย่อมต้องไม่เลวแน่!” หลิวจี้ยังไม่ได้กิน แต่คำพูดเยินยอก็หลุดออกมาแล้ว เขาหยิบขึ้นมาก่อนหนึ่งไม้ สูดดมเข้าไปลึกๆ


กลิ่นหอมที่แตกต่างจากเนื้อสัตว์ทั่วไปลอยเข้าจมูก กระตุ้นความอยากอาหารของผู้คนได้อย่างง่ายดาย


หลิวจี้อ้าปากอย่างคาดหวัง กัดเข้าไปคำใหญ่ เนื้อเสียบไม้ที่สลับกันระหว่างเนื้อแดงกับมันหมูให้รสสัมผัสที่หลากหลาย ทั้งหวาน หอม เผ็ดชา หลายรสชาติระเบิดขึ้นในปากพร้อมกัน กระตุ้นต่อมรับรส ทำให้คนกินไปคำหนึ่งแล้วก็ยังอยากกินจะคำที่สอง


“เป็นอย่างไรบ้าง” ซ่งจางเอ่ยถาม


แต่หลิวจี้กลับไม่มีเวลารับคำเขา เขากัดเนื้อเสียบไม้อีกคำใหญ่ ขณะเดียวกันมือที่ว่างอยู่ก็เอื้อมไปหยิบไม้ที่ย่างเสร็จแล้วในจาน


แม้ว่านี่เป็นการกินเนื้อย่างเสียบไม้เช่นนี้เป็นครั้งแรก แต่หลิวจี้ก็ได้ปลดล็อกท่วงท่าการกินที่ดีที่สุดของมันโดยอัตโนมัติ มือซ้ายขวาทำงานพร้อมกัน กินคำแล้วคำเล่า เสียงเคี้ยวที่แสดงถึงความพึงพอใจดังออกมาจากปาก ทำให้บรรดาผู้ชมที่อยู่ข้างๆ ต่างมองดูแล้วกลืนน้ำลายไปด้วย


พูดจบ เขาก็หยิบมาอีกสองไม้ ไม้หนึ่งยื่นให้ฉินเหยาพลางเลิกคิ้วให้ด้วยความภาคภูมิใจ “เมียจ๋า เจ้าลองชิมฝีมือตัวเองเร็วเข้า ข้าประหลาดใจจริงๆ ในโลกนี้จะมีสตรีมหัศจรรย์ที่ทั้งออกงานสังคมได้และเข้าครัวเป็นเช่นเจ้าได้อย่างไร!”


ส่วนอีกไม้หนึ่ง เขาก็ยื่นไปตรงหน้ากงเหลียงเหลียวราวกับถวายของวิเศษ “ท่านอาจารย์ ท่านรีบกินตอนร้อนๆเถอะขอรับ ยิ่งร้อนยิ่งอร่อย! เนื้อเสียบไม้นี่สุดยอดจริงๆ!”


กงเหลียงเหลียวแสร้งทำเป็นสงวนท่าที พยักหน้าเบาๆ ทั้งยังต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจับไม้เสียบก่อน จากนั้นจึงอ้าปากกิน


แต่พอคำแรกลงท้องไป ดวงตาของผู้เฒ่าก็พลันสว่างวาบขึ้น


หลิวจี้เพียงแค่หันไปมองปฏิกิริยาของสองสามีภรรยาตระกูลซ่งที่ได้กินเนื้อแพะเสียบไม้ พอหันกลับมาอีกที เนื้อแพะเสียบไม้ในมือของผู้เฒ่าก็เหลือเพียงไม้เปล่าๆแล้ว


“ท่านอาจารย์ เนื้อเล่าขอรับ” หลิวจี้เอ่ยถามอย่างตกตะลึง


กงเหลียงเหลียวเลียคราบมันที่หลงเหลืออยู่ตรงมุมปาก ยื่นไม้เปล่าๆคืนให้เขา “ไปเอามาอีกห้าไม้…ไม่ สิบไม้ เอามาอีกสิบไม้!”


ฉินเหยาที่แอบสังเกตปฏิกิริยาของทุกคนอยู่ มุมปากก็ยกสูงขึ้น นางรู้ดีอยู่แล้วว่าไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถปฏิเสธปิ้งย่างได้


ตอนที่ 567: ตำแหน่งใกล้จะหมดวาระ


ที่ริมฝั่งแม่น้ำ ต้าหลางที่กำลังพาน้องชาย น้องสาวและแขกจับปลาอยู่ จู่ๆก็ได้กลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นโชยมา


ชั่วพริบตาเดียว ปลาตัวหนึ่งก็ว่ายผ่านเท้าของเขาไป


ฉีเซียนกวนตะโกนลั่น “ต้าหลาง ปลา! ปลา!”


ท่าทางร้อนรนของเขานั้นราวกับอยากจะลงไปในแม่น้ำด้วยตนเองเพื่อช่วยอีกฝ่ายจับปลาอ้วนตัวนั้นที่นานๆจะเจอสักที


น่าเสียดายที่สือโถวกับอากู่เพิ่งจะกำชับเขาไปหมาดๆ ว่าห้ามลงไปในแม่น้ำ เดี๋ยวจะเป็นหวัด


แม้ว่าบนท้องฟ้าจะมีดวงอาทิตย์ แต่ในฤดูนี้สายน้ำยังคงเย็นยะเยือก ไม่เพียงแต่ฉีเซียนกวนที่อยากลงไปในแม่น้ำแต่ไม่สามารถลงไปได้เท่านั้น คุณชายทั้งสองของตระกูลซ่งก็ถูกบ่าวรับใช้ร้องขอว่าห้ามลงไปในแม่น้ำเช่นกัน


ส่วนพวกต้าหลางสี่พี่น้องนั้นไม่มีข้อจำกัดใดๆ พวกเขาหยิบฉมวกที่ทำเองขึ้นมาและพับขากางเกงผ้าฝ้ายขึ้นก่อนจะลุยลงไปในแม่น้ำ


น้ำในแม่น้ำก็ไม่นับว่าเย็นจนเกินไปนัก อีกทั้งยังตื้นกว่าฤดูร้อนถึงครึ่งหนึ่ง บริเวณที่ใช้จับปลาแห่งนี้ น้ำลึกเพียงแค่ถึงต้นขาของซื่อเหนียงเท่านั้น


แต่ว่านางกับซานหลางก็เป็นเพียงแค่ตัวประกอบ คอยยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่พลางถือฉมวกไม้คอยสั่งการพี่ใหญ่กับพี่รองให้จับปลาเท่านั้น


เอ้อร์หลางจับปลาไม่ค่อยเก่ง เขาสะพายข้องใส่ปลาเดินตามหลังพี่ใหญ่ พอต้าหลางจับปลาได้หนึ่งตัวเขาก็ช่วยใส่ลงไปในข้อง เน้นการมีส่วนร่วมเป็นหลัก


ดังนั้นเมื่อต้าหลางซึ่งเป็นกำลังหลักเสียสมาธิไปชั่วครู่ สายตาตั้งอกตั้งใจของพวกเด็กๆก็พากันจับจ้องมาที่เขาทันที


คุณชายรองตระกูลซ่งกล่าวอย่างเสียดายว่า “เมื่อครู่เจ้าพลาดปลาตัวอ้วนไปตัวหนึ่งนะ ต้าหลาง”


ฉีเซียนกวนกลับไม่ได้เกรงอกเกรงใจขนาดนั้น เขาถามขึ้นตรงๆว่า “เมื่อครู่เจ้าเหม่ออะไรอยู่ ต้าหลาง”


ต้าหลางย่นจมูก หอมจังเลย เขาหันไปมองเหล่าสหายที่อยู่บนฝั่งอย่างประหลาดใจ “พวกเจ้าไม่ได้กลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นโชยมาหรือ หอมจนข้าจะน้ำลายไหลแล้ว”


เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ทุกคนก็พร้อมใจกันย่นจมูกสูดกลิ่น เหมือนจะได้กลิ่นจริงๆด้วยแฮะ


ดวงตาของซื่อเหนียงเปล่งประกาย นางคาดเดาอย่างใจกล้า “จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกท่านแม่ทำเสร็จแล้ว”


สิ้นเสียงของนาง ซานหลางก็กระโดดลงจากก้อนหิน ลุยน้ำกลับขึ้นฝั่ง สวมรองเท้าอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งไปยังเรือนปทุม


เขาไปวิ่งพลางพูดว่า “ข้าจะไปดูให้พวกเจ้าก่อน! เสร็จแล้วจะกลับมาเรียก!”


แม้จะพูดเช่นนั้น แต่พวกต้าหลางและคนอื่นๆจะรอให้เขากลับมาแจ้งข่าวได้อย่างไร พวกเขาสบตากัน มองตาก็รู้ใจ เริ่มเก็บของสวมรองเท้า ถือข้องปลาที่มีปลาอยู่ครึ่งหนึ่งแล้วรีบเดินไปยังเรือนปทุม


ยังไม่ทันถึงที่หมาย กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของเนื้อย่างก็ลอยมาเตะจมูกแล้ว


พวกผู้ใหญ่เห็นพวกเขาเข้าก็รีบกวักมือเรียกให้ไปชิมเนื้อแพะย่างเสียบไม้ที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆ


ไม่เพียงแต่มีเนื้อเท่านั้น ยังมีผักอีกด้วย กินเนื้อจนเลี่ยนแล้วก็มาหยิบผักเสียบไม้ไปไม้สองไม้ ช่วยแก้เลี่ยนได้ดี


ซานหลางร้องโอดครวญ เขามองดูเหล่าผู้ใหญ่ที่นั่งกินอยู่ที่โต๊ะจนปากมันแผล็บ แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บใจ


ฉินเหยาเห็นข้องปลาในมือของเอ้อร์หลางก็ยื่นเนื้อเสียบไม้ที่ย่างเสร็จแล้วในมือให้เหล่าพี่น้องพลางเอ่ยถามอย่างขบขัน


“จับปลาได้หรือไม่”


“ได้เจ้าค่ะ ได้เจ้าค่ะ!” ซื่อเหนียงตอบแทนพี่ชาย ในมือก็ถือเนื้อเสียบไม้อยู่เช่นกัน นางยกเนื้อเสียบไม้เข้าปาก หอมอร่อยเสียจนกระโดดโลดเต้น “ท่านแม่ อร่อยจังเลยเจ้าค่ะ คราวหน้าพวกเรามาปิ้งย่างกันอีกดีหรือไม่เจ้าคะ”


“ได้สิ” ฉินเหยาพยักหน้า รับข้องปลาที่เอ้อร์หลางยื่นให้มา ข้างในมีปลาตัวเล็กกว้างสองนิ้วอยู่ห้าหกตัวกำลังดิ้นรนอย่างเชื่องช้าเพราะขาดน้ำ


“อาวั่ง เอาไปจัดการแล้วย่าง!” ฉินเหยาสั่ง


อาวั่งขานรับ พวกเด็กๆก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ พากันไปมุงดูการทำปลา เจ้าผลักข้าที ข้าดันเจ้าที แย่งกันชิมเนื้อปลาย่างคำแรก


คุณหนูตระกูลซ่งและคุณชายทั้งสองอายุมากกว่าเล็กน้อยจึงไม่กล้าแย่งชิงเช่นนั้น แต่ก็ยังตามไปดูอยู่ข้างหลังตาไม่กะพริบ


ฉีเซียนกวนกินเนื้อย่างไปได้ไม่กี่คำก็ถูกหลิวจี้ลากตัวไปเป็นแรงงาน จัดสรรเตาถ่านและเนื้อเสียบไม้หนึ่งจานให้เขา “เนื้อเสียบไม้ของท่านอาจารย์ก็ฝากศิษย์พี่ตัวน้อยด้วยแล้วกันนะ”


“แล้วเจ้าเล่า” ฉีเซียนกวนรีบดึงเขาไว้


หลิวจี้ชี้ไปที่ซ่งจางอย่างจริงจัง “ศิษย์น้องต้องต้อนรับแขกสิขอรับ ใต้เท้าซ่งมาครั้งแรกก็ยุ่งอยู่ตลอด ข้ายังไม่มีโอกาสได้นั่งดื่มชารสอ่อนกับเขาสักถ้วยเลย ศิษย์พี่ตัวน้อยคงเข้าใจใช่หรือไม่”


ฉีเซียนกวนเอ่ย “ก็ได้”


เขาหยิบเนื้อย่างวางบนตะแกรงเหล็ก เลียนแบบท่าทางการพลิกเนื้อกลับไปมาของฉินเหยาแล้วส่ายศีรษะไปมาอย่างมีความสุข ปิ้งย่างนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน


“ใต้เท้าซ่ง!” หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ เดินมาตรงหน้าซ่งจางที่กำลังเสียบเนื้ออยู่ ดึงเนื้อเสียบไม้ในมือของอีกฝ่ายมาวางไว้ข้างๆอย่างเป็นธรรมชาติแล้วจูงคนไปล้างมือที่น้ำพุตรงหน้าผา


หลิวจี้ถูสบู่หอม ‘ยี่ห้ออาวั่ง’ ให้เขา “ลำบากใต้เท้าแล้วจริงๆ แขกเพิ่งมาถึงก็ให้ทำงานเสียแล้ว ภรรยาข้าดูแลได้ไม่ทั่วถึง ขอใต้เท้าโปรดอย่าได้ถือสา”


ซ่งจางดึงมือของตนเองออกจากมือของหลิวจี้ ยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย “หลิวจวี่เหรินเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเราต่างหากที่มารบกวนก่อน อีกอย่างปิ้งย่างนี้ต้องลงมือทำเองถึงจะสนุก ท่านว่าหรือไม่”


“ใช่ขอรับ ใช่ขอรับ ลงมือทำเองนี่แหละถึงจะดีที่สุด” หลิวจี้หัวเราะร่า เขาจัดการล้างฟองสบู่ที่ติดมือของตนเองออกจนสะอาด สะบัดมือแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในอกเสื้อยื่นให้ซ่งจาง “ใต้เท้าเช็ดมือเถอะขอรับ”


ซ่งจางมองดูผ้าเช็ดหน้า สะอาดสะอ้านดีทีเดียว นับว่าพิถีพิถันไม่น้อย


เขารับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมือจนแห้งแล้วคืนให้หลิวจี้ “ขอบคุณมาก”


หลิวจี้รีบโบกมือ “ท่านเกรงใจไปแล้ว ยุ่งมาทั้งเช้าแล้ว พวกเราไปพักผ่อนทางฝั่งท่านอาจารย์กันสักหน่อยดีหรือไม่”


ข้อเสนอนี้ซ่งจางปฏิเสธไม่ได้ เขาอยากจะพบกงเหลียงเหลียวอยู่แล้ว น่าเสียดายที่ท่านผู้เฒ่าดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดี ตั้งแต่ที่พบกันเมื่อครู่จนถึงตอนนี้ เขาก็ได้แต่คารวะอีกฝ่ายจากระยะไกลเท่านั้น


ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว แม้ว่าจะรู้สึกว่าหลิวจี้คนนี้ค่อนข้างประจบสอพลอไปหน่อย แต่ก็ยังตามไป


ตราบใดที่มีหลิวจี้อยู่ บรรยากาศก็ไม่เคยเงียบเหงา มีเขาเป็นสะพานเชื่อม ในที่สุดซ่งจางกับกงเหลียงเหลียวก็ได้พูดคุยกัน


เบื้องหลังมีเสียงหัวเราะฮ่าๆ ของคนหลายคนดังขึ้นเป็นระยะระยะ ฉินเหยาเริ่มไม่มีสมาธิกับการย่างเนื้อ นางอดหันไปมองอยู่หลายครั้งไม่ได้


ไม่รู้ว่าหลิวจี้พูดอะไร กงเหลียงเหลียวถึงกับหัวเราะจนหน้าแดง ส่วนซ่งจางก็ต้องพยายามกลั้นหัวเราะ ทั้งยังโอบไหล่เขาด้วยท่าทางที่สนิทสนมกันมากขึ้น


ไม่ได้เห็นน้องชายหัวเราะอย่างสบายใจเช่นนี้มานานแล้ว


มุมปากของซ่งฮูหยินมีรอยยิ้มจางๆ จู่ๆก็เอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกตื้นตัน “ตั้งแต่ข้าตามเขามาอยู่ที่อำเภอไคหยาง เขาก็ยุ่งอยู่กับงานราชการตลอด เขาบอกเสมอว่ารอให้เขาจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้วครอบครัวเราจะออกมาชมทิวทัศน์กัน แต่ก็ไม่เคยมีวันนั้นเสียที จัดการเรื่องนี้เสร็จก็มีเรื่องต่อไป…”


“พริบตาเดียว วาระการดำรงตำแหน่งสามปีก็จะครบแล้ว ก่อนจะจากไปถึงเพิ่งได้มีเวลาว่างไม่กี่วันนี้มา”


มือของฉินเหยาที่กำลังย่างเนื้ออยู่ชะงักไปเล็กน้อย นางค่อนข้างประหลาดใจอยู่บ้าง วาระการดำรงตำแหน่งจะครบแล้วหรือ


นั่นสิ พริบตาเดียวก็สามปีแล้ว


ฉินเหยาลองถามดู “ฟังจากที่ฮูหยินพูด ใต้เท้าซ่งกำลังจะจากอำเภอไคหยางไปใช่หรือไม่เจ้าคะ”


ซ่งฮูหยินพยักหน้าพลางกล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย “ใช่แล้ว ข่าวการโยกย้ายตำแหน่งส่งมาแล้ว หลังปีใหม่ก็จะออกจากอำเภอไคหยาง ไปรับตำแหน่งที่ชิงโจวฝู่”


ซ่งฮูหยินไม่ได้บอกว่าเป็นตำแหน่งอะไร เพราะยังไม่ได้รับการยืนยัน เพียงแต่รู้ว่าจะถูกย้ายไปที่ใดชั่วคราวเท่านั้น


แต่ฉินเหยามองดูสีหน้าของซ่งฮูหยินที่แสดงความยินดีมากกว่าความเศร้าก็คาดเดาได้ว่าซ่งจางน่าจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง


ลังเลเพียงเล็กน้อย ฉินเหยาก็ปัดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ในใจทิ้งไปแล้วยิ้มเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับฮูหยินล่วงหน้าแล้วเจ้าค่ะ”


ซ่งฮูหยินยิ้มพยักหน้า เชิญชวนฉินเหยาว่าหากมีเวลาว่างก็ให้ไปหาพวกนางที่ชิงโจวฝู่


ฉินเหยารับปากทันที เพียงแต่ทั้งสองคนต่างก็รู้ดีว่าจังหวัดจื่อจิงกับชิงโจวฝู่อยู่ห่างไกลกันมาก ต่อไปจะได้พบกันอีกก็คงจะยากแล้ว


ตอนที่ 568: เปลี่ยนจากขุนนางฝ่ายบุ๋นไปเป็นขุนนางฝ่ายบู๊


ดวงอาทิตย์ค่อยๆเลือนหายเข้าไปในหมู่เมฆ แสงแดดจางหายไป


ที่หน้าลานชมทิวทัศน์ เมื่อเห็นว่าอากาศเริ่มเย็นลง ทุกคนที่กินดื่มอิ่มหนำแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตน


เนื่องจากเป็นทางผ่าน สองสามีภรรยาฉินเหยาจึงไปส่งครอบครัวซ่งจางถึงหน้าประตูเรือนเล็กของพวกเขา ทั้งยังกำชับว่าหากมีอะไรขาดเหลือก็ให้มาหาตนได้ตลอด เมื่อเห็นว่าครอบครัวซ่งจางเข้าที่เข้าทางดีแล้วจึงค่อยกลับบ้านของตน


พอเข้าประตูบ้าน สองสามีภรรยาก็มองหน้ากันแล้วพูดขึ้นพร้อมกัน “ตระกูลซ่งจะย้ายไปแล้ว”


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น “ดูเหมือนว่าซ่งจางจะเล่าเรื่องที่เขากำลังจะถูกย้ายไปประจำการที่ชิงโจวฝู่ให้เจ้าฟังแล้วสินะ”


หลิวจี้พยักหน้า เขารู้เรื่องมากกว่านางเล็กน้อย ฟังจากน้ำเสียงของซ่งจางแล้ว น่าจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นสองขั้น กำลังจะไปรับตำแหน่งเซียวเว่ยผู้คุมกองรักษาการณ์ชิงโจวฝู่ ขุนนางขั้นหกชั้นเอก


“ตำแหน่งฝ่ายบู๊?” ฉินเหยาค่อนข้างประหลาดใจ


หลิวจี้จุ๊ปากสองครั้ง “ข้าฟังแล้วก็รู้สึกประหลาดใจเหมือนกัน แต่ได้เลื่อนตำแหน่งก็ถือเป็นเรื่องดี ตอนนี้ไม่มีสงคราม อย่างมากเขาก็แค่ไปรับตำแหน่งไว้เฉยๆ ไม่แน่ว่าอีกสักสองสามปีก็อาจจะถูกย้ายเข้าเมืองหลวงแล้ว”


อากาศเย็นลงแล้วจริงๆ ยืนอยู่ในลานบ้านค่อนข้างหนาว ฉินเหยาจึงเรียกพวกเด็กๆเข้าไปในห้องโถงเพื่อผิงไฟด้วยกัน


ไฟในอ่างลุกโชน ในห้องครัวมีกลิ่นหอมของอาหารเย็นที่หลี่ซื่อกำลังเตรียมลอยมา ฉินเหยาทรุดตัวลงนั่งอย่างสบายอารมณ์ ให้หลิวจี้เล่าข่าวที่ไปสืบมาจากซ่งจางต่อ


หลิวจี้ก็รู้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่แล้วเป็นกงเหลียงเหลียวที่รู้มากกว่าและดูเหมือนว่าจะเคยมีความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสของตระกูลซ่งมาก่อน


เมื่อครู่หลังจากที่พวกเขาสามคนคุยกันเสร็จแล้ว ลับหลังซ่งจาง ผู้ตาเฒ่าก็เล่าเบื้องลึกเบื้องหลังของตระกูลซ่งให้เขาฟังจนหมด


“เหมือนว่าจะเป็น…ซ่งจางมีอาท่านหนึ่งที่ตอนนี้รับตำแหน่งอยู่ในกรมขุนนางและเคยสนิทสนมกับจวนองค์หญิงมาก”


“ข้าได้ยินศิษย์พี่ตัวน้อยบอกว่า ตอนนี้ขุนนางในเมืองหลวงแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋นเก่าแก่ที่นำโดยไท่ฟู่ อีกฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มขุนนางฝ่ายบู๊ที่เพิ่งขึ้นมาใหม่ซึ่งสนับสนุนจวน.องค์หญิง ส่วนที่เหลืออีกสองสามคนก็เป็นเพียงผู้ที่เอาตัวรอดอยู่ระหว่างกลางเท่านั้น”


“หากเดินในเส้นทางขุนนางฝ่ายบุ๋นแล้วต้องการย้ายเข้าเมืองหลวง นอกเสียจากว่าซ่งจางจะสร้างผลงานใหญ่หลวงจึงจะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากเดินในเส้นทางของฝ่ายบู๊ ในกองทัพก็จะมีกฎเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งอีกแบบหนึ่ง ได้ยินมาว่าจะง่ายกว่ามาก”


แต่พูดไปพูดมา ตอนนี้ในราชสำนักก็ไม่มีศึกสงคราม ขุนนางฝ่ายบู๊จึงกลายเป็นบุคคลที่อยู่ในสถานะที่น่าอึดอัดใจไปแล้ว


กงเหลียงเหลียวหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการแก่งแย่งชิงดีทั้งในที่ลับและที่แจ้งในเมืองหลวงและความวุ่นวายเรื่องตำแหน่งรัชทายาท เรื่องราวเหล่านี้ที่หลิวจี้รู้ล้วนหลอกถามมาจากฉีเซียนกวนทั้งสิ้น


เสนาบดีฉีคาดหวังในตัวหลานคนนี้ไว้สูงมาก สองปู่หลานจึงติดต่อกันทางจดหมายอยู่เสมอ แม้ตัวฉีเซียนกวนจะไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่เขาก็รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงราวกับฝ่ามือตนเอง


“แต่ข้าเป็นเพียงจวี่เหรินคนหนึ่ง การแก่งแย่งชิงดีในเมืองหลวงก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้า”


หลิวจี้กล่าวอย่างมองโลกในแง่ดีว่า “ตอนนี้ข้าเพียงอยากจะสอบให้ได้ตำแหน่งจิ้นซื่ออีกครั้งแล้วก็รับตำแหน่งนายอำเภอเช่นใต้เท้าซ่งสักตำแหน่ง ชีวิตนี้ก็ไม่เสียดายแล้ว!”


ฉินเหยาเหลือบมองอย่างเย็นชา “ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้ายังเคยบอกว่า รอจนวันหน้าที่เจ้าได้อำนาจมาจะต้องตัดหัวของหวังจิ่นคนถ่อยไร้ยางอายนั่นมาให้ข้าเตะเล่นต่างลูกหนังให้ได้”


หลิวจี้สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ในใจร้องว่าแย่แล้ว แย่แล้ว เผลอพูดความในใจออกมาเสียได้


แน่นอนว่า สิ่งที่เขาพูดก่อนหน้านี้ก็เป็นความจริงในใจเช่นกัน


เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนั้นกับตอนนี้แตกต่างกัน ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเส้นทางขุนนางนั้นยากลำบากและไม่ได้ราบรื่นจึงยอมรับความจริงอย่างเป็นธรรมชาติ


แต่ความในใจนั้นจะพูดออกมาไม่ได้


ดวงตาของหลิวจี้กลอกไปมา รีบฉีกยิ้มกว้างแล้วแก้ตัวว่า “ข้าก็แค่ถ่อมตัวเท่านั้น นี่เป็นคำพูดที่เอาไว้พูดให้คนนอกฟัง ตำแหน่งนายอำเภอเล็กๆ จะคู่ควรกับความสามารถของข้าได้อย่างไร!”


“อีกอย่างข้ายังไม่ได้ตัดหัวของหวังจิ่นเลยนะ จะพอใจกับตำแหน่งนายอำเภอเล็กๆได้อย่างไร มีแค้นไม่ชำระหาใช่สุภาพชนไม่ เมียจ๋าเจ้ารอไปเถิด ข้าจะทำให้คนถ่อยไร้ยางอายนั่นเสียใจที่เกิดมาอย่างแน่นอน!”


พูดจบ เมื่อดูไม่ออกว่าฉินเหยาดีใจหรือโกรธ เขาก็รินชาหอมให้นางอีกถ้วย ประคองส่งให้ด้วยตนเองแล้วถามอย่างเอาใจว่า “เมียจ๋าวันนี้ทำปิ้งย่างเหนื่อยแล้ว ให้ข้านวดไหล่ให้ดีหรือไม่”


ฉินเหยาหลุดหัวเราะแล้วฝืนพยักหน้า “มาสิ เมื่อยอยู่พอดี”


หลิวจี้ “ได้เลยจ้า!”


แรงมือที่นวดบนไหล่กำลังพอดี ฉินเหยารู้สึกสบายจนดวงตาหรี่ปรือ


จริงๆแล้วนางไม่ได้คาดหวังว่าหลิวจี้จะสามารถก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้และก็ไม่เคยคิดว่าเขาจะสามารถตัดหัวของหวังจิ่นลงมาได้จริงๆ


ที่จงใจเตือนเขาสักประโยคก็เพียงแค่อยากจะดูว่าเจ้าคนที่พอใจกับอะไรง่ายๆ ผู้นี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไรเท่านั้น


ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าปฏิกิริยาของหลิวจี้ทำให้อารมณ์ของนางดีขึ้นได้สำเร็จ


ในเมื่อซ่งจางจะไปแล้ว ตำแหน่งที่ว่างลงของนายอำเภอไคหยางก็จะมีคนใหม่เข้ามาแทนที่ ฉินเหยาทำได้เพียงภาวนาให้นายอำเภอคนต่อไปสามารถรักษาระดับมาตรฐานเช่นเดียวกับซ่งจางไว้ได้


ต่อให้ทำไม่ได้ก็หวังว่าจะไม่แตกต่างกันเกินไปนัก มิเช่นนั้นชีวิตเล็กๆของนางคงจะไม่ราบรื่นแล้ว


ฉินเหยาค้นพบว่าหลังจากที่ตนเองได้ลิ้มรสความสะดวกสบายที่มาจากการมีเส้นสายแล้ว ตนกลับรู้สึกต่อต้านการมาถึงของนายอำเภอคนใหม่เล็กน้อย


แต่โชคดีที่หลังจากพักอยู่ที่หมู่บ้านห้าวัน ตอนที่ครอบครัวซ่งจางกลับเข้าเมืองก็ได้นำข่าวเกี่ยวกับนายอำเภอคนใหม่มาให้นาง


พอได้ยินว่านายอำเภอคนใหม่เป็นจิ้นซื่อรุ่นเดียวกับซ่งจางและอีกฝ่ายยังมีคุณสมบัติของวิญญูชน ฉินเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกในทันที


ตรงกันข้าม หลิวจี้กลับสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่


คุณสมบัติของวิญญูชน… นี่มันตัดโอกาสที่เขาคิดจะเกาะแข้งเกาะขาติดสินบนไปเลยไม่ใช่หรือ!


ท่านอาจารย์บอกว่าระดับฝีมือครึ่งๆกลางๆของเขาในตอนนี้ จะต้องตั้งใจฝึกฝนอีกสองปี ถึงจะมีโอกาสผ่านการสอบหน้าพระที่นั่ง


เช่นนั้นสองปีนี้ เขาคงจะต้องอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืนแล้วใช่หรือไม่


เขาก็ไม่ใช่เด็กๆแล้วควรจะต้องมีการเข้าสังคมของตัวเองบ้าง ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งรองนายอำเภอ แค่ได้ตำแหน่งเจ้าพนักงานหรือกุนซืออะไรทำนองนั้นก็ไม่เลวแล้ว


แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังสนับสนุนให้เขาแสดงความสามารถพิเศษของตนเองให้มากขึ้น บอกว่ารากฐานของเขาอ่อนแอ มาจากสามัญชน ไม่เหมือนศิษย์พี่ตัวน้อยที่มีผู้ใหญ่ช่วยปูทางให้ หากตนเองไม่พยายามสร้างสมเส้นสาย ในอนาคตเส้นทางขุนนางก็จะเดินได้ยาก


เกี่ยวกับเรื่องนี้ กงเหลียงเหลียวมีเรื่องอยากจะพูด


“ข้าผู้เฒ่าให้เจ้าผูกมิตรสร้างสัมพันธ์มากๆ ไม่ใช่ให้เจ้าไปคบค้าสมาคมกับคนเหลวไหลพวกนั้นแล้วนับเป็นพี่เป็นน้อง!”


หลิวจี้ร้องอ๋อออกมา “เช่นนั้นความหมายของท่านอาจารย์คืออะไรหรือขอรับ”


กงเหลียงเหลียวอดกลั้นความอยากที่จะเขกหัวเขาสักที สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเค้นเสียงลอดไรฟันตวาดว่า


“ความหมายของข้าผู้เฒ่าคือให้เจ้าไปขอคำชี้แนะเรียนรู้จากคนรุ่นก่อนที่มีความรู้เหนือกว่าเจ้าให้มากๆ เข้าใจหรือไม่”


หลิวจี้พลันกระจ่างในทันที ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง


“ศิษย์น้อมรับคำสั่งสอนขอรับ”


เขาคารวะอย่างจริงจังหนึ่งครั้ง หลังจากยอมรับผิดอย่างนอบน้อมก็เผ่นแน่บไปทันที


เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมารองเท้าข้างหนึ่งก็ลอยมาจากด้านหลังของเขา


หลิวจี้เอี้ยวตัวหลบ ตบอกตัวเอง โชคดีที่บิดาวิ่งเร็ว


แต่ว่า…ชายชราไม่มีขาแล้วไปเอารองเท้ามาจากที่ไหนกัน


ความสงสัยใคร่รู้กระตุ้นให้หลิวจี้หันกลับไปมอง กงเหลียงเหลียวแค่นหัวเราะ รองเท้าอีกข้างหนึ่งก็หลุดออกจากมือ กระแทกเข้าที่หน้าอกของหลิวจี้


ก็ไม่ได้เจ็บอะไร เมื่อเทียบกับค้อนเหล็กของเมียจ๋าแล้ว แรงแค่นี้เหมือนโดนแมวข่วน หลิวจี้ยิ้มร่า รับรองเท้าที่หน้าอกมาถือไว้ตรงหน้าเพื่อมองดู


อ้อ ที่แท้ก็เป็นของศิษย์พี่ตัวน้อยนี่เอง


ฉีเซียนกวนที่กำลังคุกเข่าคัดลอกอักษรโบราณอยู่หน้าโต๊ะอย่างสงบเสงี่ยม ดวงตามองไปยังศิษย์น้องของตน ส่วนเท้าที่อยู่ใต้ผ้านวมก็หดเกร็งอย่างกระอักกระอ่วน


หลิวจี้เก็บรองเท้าทั้งสองข้างขึ้นมาแล้ววางกลับไปไว้ข้างโต๊ะของศิษย์พี่ตัวน้อย กล่าวขึ้นว่า “ลำบากแล้ว”


จากนั้นจึงประสานหมัดให้กงเหลียงเหลียวที่กำลังโมโหฟึดฟัดแล้วเผ่นแน่บไป


ตอนที่ 569: ของขวัญปีใหม่


ลมเหนือพัดมาทั้งคืน อุณหภูมิลดต่ำลงไปอีกขั้น


ยามเช้าตรู่อินเยว่ตื่นขึ้นมาผ่าฟืนก็พบว่ากองฟืนถูกปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็งสีขาวหนาเตอะ


นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ชั้นเมฆลอยต่ำมาก ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่น ไม่รู้ว่าจะฝนตกหรือหิมะตกกันแน่


ย่างเข้าสู่เดือนสิบเอ็ดแล้ว เมื่อดูจากปีก่อนๆ โอกาสที่หิมะจะตกมีมากกว่า


อินเยว่หดคอ ครอบครัวชาวบ้านธรรมดากลัวหิมะตกที่สุด หากไม่มีถ่านไฟ เสื้อผ้าและผ้าห่มหนาๆเพียงพอ รวมถึงอาหารสำหรับฤดูหนาว ฤดูหนาวก็จะเปรียบเสมือนหายนะสำหรับชาวบ้าน


นางรู้สึกโชคดีที่ปีนี้นางสามารถผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้ในบ้านอันอบอุ่นและได้สวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ


เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ อินเยว่ก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณอาจารย์ของนางมากขึ้นไปอีกจึงผ่าฟืนอย่างแข็งขันยิ่งขึ้น อยากจะผ่าฟืนทั้งหมดที่อาวั่งหามาจากบนภูเขาให้เสร็จภายในวันเดียว


เพิ่งจะกินมื้อเช้าเสร็จ ฉินเหยาก็ได้รับรายการของขวัญปีใหม่ที่ซ่งอวี้รวบรวมมาให้


เมื่อปีก่อนๆไม่มีขั้นตอนนี้ อย่างมากก็แค่เตรียมของขวัญหนึ่งชุดสำหรับตระกูลติงและท่านป้าฉีแห่งตระกูลเฮ่อที่อยู่เมืองหลวงของมณฑล


แต่ปีนี้หลิวจี้ได้เป็นจวี่เหรินแล้ว ที่บ้านจึงมีครอบครัวที่ต้องไปมาหาสู่เพื่อผูกสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอีกหลายบ้าน


เมื่อนับรวมเวลาจัดซื้อและเวลาเดินทางไปกลับ ในเดือนสิบเอ็ดก็ต้องเตรียมใบสั่งซื้อของขวัญปีใหม่ให้พร้อมแล้ว


บางบ้านที่อยู่ไกล เพราะกลัวว่าจะเจอหิมะตกหนักระหว่างทางทำให้เดินทางลำบากจึงต้องออกเดินทางกันตั้งแต่ต้นเดือนสิบเอ็ดแล้ว


รายการของขวัญที่ซ่งอวี้นำมาส่งมีอยู่สองฉบับ


ฉบับหนึ่งเป็นของคู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับโรงงานเครื่องเขียน


โดยใช้งบประมาณจากโรงงาน จัดซื้อพร้อมกัน ของที่ส่งจะเป็นพวกยาบำรุงและของดีประจำท้องถิ่น


สำหรับทางห้างการค้าฟู่หลงนั้นจะส่งกล่องเครื่องใช้สตรีแบบใหม่ไปเพิ่มให้อีกหนึ่งใบ


อีกฉบับหนึ่งเป็นฉบับที่ฉินเหยากำชับเป็นพิเศษว่าจะส่งให้ตระกูลฉี กงเหลียงเหลียว ตระกูลติงและอีกสามบ้านคือบ้านตระกูลเฉียน เสิ่นและเติ้งที่เพิ่งจะสาบานเป็นพี่น้องกับหลิวจี้ไป


สำหรับฝั่งตระกูลฉีและกงเหลียงเหลียว นอกจากผ้า สุรา เนื้อและใบชาเหมือนปีที่แล้ว ปีนี้ยังเพิ่มชุดพู่กันและหมึกมูลค่ายี่สิบตำลึงเข้าไปอีกสองชุด รวมต้องใช้เงินเจ็ดสิบห้าตำลึง


ทางตระกูลเฉียน เสิ่นและเติ้งสามบ้าน แต่ละบ้านได้หมูหนึ่งตัว ใบชาคุณภาพดีสองกระปุก ผ้าฝ้ายสองพับและสุราสองไห รวมต้องใช้เงินห้าสิบตำลึง


ยังมีตระกูลติง อาจารย์ของพวกเด็กๆก็ต้องได้รับคนละหนึ่งชุด ต่อให้เป็นเพียงข้าวสารและเนื้อสัตว์ แต่ละคนก็ต้องใช้เงินสองตำลึง


ครอบครัวของติงเซียงอยู่ไกลถึงเมืองหลวง ตอนแรกฉินเหยาก็ลังเลว่าจะส่งไปดีหรือไม่ แต่เมื่อนึกถึงว่าหลิวเฝยยังอยู่ที่เมืองหลวง ในอนาคตเมื่อร้านเฉพาะทางขยับขยายก็ย่อมต้องติดต่อกันอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงขาดการเตรียมของขวัญปีใหม่หนึ่งชุดนี้ไปไม่ได้


ของดีของบ้านเกิด…สำหรับผู้คนที่อยู่ต่างถิ่นแดนไกลแล้ว ถือเป็นความทรงจำอันพิเศษและมีความสำคัญอย่างยิ่ง


ดังนั้นของขวัญปีใหม่ที่จะส่งไปยังเมืองหลวง ฉินเหยาจึงใส่ใจเป็นพิเศษ เตรียมอาหารทุกอย่างที่สะดวกต่อการเก็บรักษาของอำเภอไคหยางไว้อย่างละหนึ่งชุด


ค่าใช้จ่ายก็เป็นเงินไม่มากนัก เจ็ดแปดตำลึงก็เพียงพอ แต่เพื่อรับประกันความสดใหม่ของอาหาร ค่าเดินทางจึงต้องใช้เงินถึงยี่สิบตำลึง ของขวัญด้อยค่าแต่น้ำใจสูงส่ง


ทางฝั่งฮูหยินผู้เฒ่าติงแห่งจวนตระกูลติงก็ต้องไปเยี่ยมเยียนเช่นกัน ของขวัญปีใหม่ที่เตรียมไว้ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก เพียงแค่เตรียมของขวัญให้ครบหกอย่างก็พอ งบประมาณอยู่ที่สิบตำลึง


ฉินเหยาเรียกหลิวจี้มา ถามเขาว่าวันไหนมีเวลาว่าง ให้พาเด็กๆทั้งสี่คนที่นั่นไปด้วยตนเอง เพื่อจัดการเรื่องที่ซานหลางกับซื่อเหนียงจะไปเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาของตระกูลติงสาขาหลักในปีหน้าให้เรียบร้อย


ตอนนี้หลิวจี้มีสถานะเป็นจวี่เหรินแล้ว หากไปพูดคุยเรื่องการเข้าเรียนของเด็กๆอีกครั้งก็ย่อมต้องสำเร็จอย่างแน่นอน


“ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบขี้หน้าข้า ข้าไม่ไปดีกว่า” ฉินเหยาเอ่ยเยาะตนเอง


หลิวจี้ไม่รู้จะพูดต่อว่าอย่างไร ได้แต่รับคำแล้วแอบชำเลืองมองรายการของขวัญที่อยู่ตรงหน้าฉินเหยา


วิชาการคำนวณของเขาได้รับการถ่ายทอดมาจากกงเหลียงเหลียวโดยตรง เพียงมองปราดเดียว ลูกคิดก็เริ่มคำนวณในหัวของเขา ไม่นานก็ได้ตัวเลขที่แน่ชัดออกมา


หนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึง!


หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ชี้ไปที่ใบสั่งซื้ออย่างไม่อยากจะเชื่อแล้วถามว่า “เมียจ๋า นี่คงไม่ใช่ของขวัญปีใหม่ทั้งหมดที่บ้านเราต้องส่งในปีนี้หรอกนะ”


ฉินเหยารับคำแล้วก้มหน้าคำนวณค่าใช้จ่ายต่อ


นางรู้ว่าหลิวจี้เสียดาย ความจริงแล้วนางเองก็เจ็บปวดใจเหมือนกัน หนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึง พอให้ครอบครัวธรรมดา.ธรรมดา สี่คนอยู่สุขสบายไปได้เจ็ดถึงแปดปีเลยทีเดียว


แต่เมื่อเทียบกับบรรดานายท่านจวี่เหรินคนอื่นๆในอำเภอไคหยางแล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนของของขวัญปีใหม่ของบ้านพวกนางก็เป็นเพียงค่าใช้จ่ายในเทศกาลปกติเพียงครั้งเดียวของพวกเขาเท่านั้น


ตราบเท่าที่ยังมีตำแหน่งขุนนางอยู่ การส่งของขวัญให้กันระหว่างสหายร่วมงาน ค่าใช้จ่ายก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ


หลิวจี้ไม่รู้หรอกว่าฉินเหยาปวดใจ เขาเห็นเพียงนางกำลังคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างไร้อารมณ์ ในใจนอกจากความนับถือก็มีแต่ความนับถือ


“เมียจ๋า ข้าขอถามเบาๆสักหน่อยได้หรือไม่ว่าปีนี้บ้านเราหาเงินได้เท่าใดหรือ”


ดูจากค่าใช้จ่ายของขวัญปีใหม่นี้แล้ว เขากังวลมากว่าที่บ้านจะล้มละลาย!


ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองเขา ยิ้มเล็กน้อย “ไม่สะดวกที่จะบอก”


คำตอบนี้ หลิวจี้ไม่ได้รู้สึกผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ถือว่าเป็นไปตามที่คาดไว้


หากสตรีใจร้ายยอมบอกเขาจริงๆ ว่าที่บ้านมีเงินเท่าใด นั่นสิถึงจะเรียกว่าผิดปกติ


ดูท่าแล้วที่บ้านคงยังไม่ล้มละลายในเร็วๆนี้ ในมือของสตรีใจร้ายมีเงินอยู่มากมายนัก


แต่เขาต้องบอกนางว่าปีนี้เขาก็ทำคุณประโยชน์ใหญ่หลวงให้แก่บ้านนี้เช่นกัน


หลิวจี้จึงหาเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามกับฉินเหยาแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า


“เช่นนั้นในหนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึงนี้ก็มีกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงที่ข้าหามาใช่หรือไม่ อีกทั้งที่นาและบ้านเรือนที่บ้านเรามีในตอนนี้ หากปีหน้าเก็บเกี่ยวขึ้นมาก็จะเป็นรายรับที่ไม่น้อยเลยนะ”


ฉินเหยา “อืม ข้ารู้ ลงบัญชีไว้ให้เจ้าแล้ว”


หลิวจี้ดีใจขึ้นมา รีบถามว่า “เช่นนั้นหนี้ที่ข้าติดเมียจ๋าไว้ก็ถือว่าชำระหมดแล้วใช่หรือไม่”


ฉินเหยาปรายตามองเขาแล้วถามอย่างจริงจัง “เจ้าอยากชำระให้หมดหรือ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”


หลิวจี้เกือบจะหัวเราะออกมา แต่ในหัวกลับมีเสียงหนึ่งดังเตือนขึ้นอย่างเยือกเย็นว่า ระวังมีเล่ห์กล นางไม่มีทางใจดีเช่นนี้แน่นอน ต้องมีหลุมพรางใหญ่รอให้เจ้ากระโดดลงไปแน่!


หลิวจี้สะดุ้งโหยง สมองปลอดโปร่งขึ้นมาในทันใด เขารีบส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว พวกเราสามีภรรยาเป็นหนึ่งเดียวกัน จะมาคิดบัญชีอะไรกัน น่าเบื่อจะตายไป”


ฉินเหยาขมวดคิ้ว ถามอย่างรำคาญ “เช่นนั้นเจ้าจะเอาอย่างไร”


“ข้าไม่ได้จะเอาอย่างไร…”


ฉินเหยาเอ่ย “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง แล้วเจ้าจะเอาอย่างไร!”


หลิวจี้พูดรัวเร็วว่า “เมียจ๋า ให้เงินข้าเดือนละนิดหน่อยได้หรือไม่ ไม่ต้องมาก สิบตำลึงก็พอแล้ว!”


พูดจบ เขาก็เบิกตาดอกท้อที่ฉ่ำวาวของตนให้กว้างขึ้น จ้องมองนางอย่างน่าสงสาร “นายท่านจวี่เหรินคนอื่นๆ เวลาออกจากบ้านล้วนมีบ่าวรับใช้ อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีม้าคู่ใจ ส่วนข้ากลับตัวเปล่าเล่าเปลือยอยู่คนเดียว…”


ฉินเหยาเอ่ย “ที่เจ้าสวมใส่อยู่คืออากาศหรืออย่างไร”


หลิวจี้ไอเบาๆสองครั้งอย่างร้อนตัว ใช้มือลูบเสื้อคลุมตัวหนาที่ทำจากผ้าต่วนซึ่งเพิ่งตัดใหม่บนร่างเบาๆ แล้วพูดต่อเสียงอ่อย


“ตระกูลเฉียน เสิ่นและเติ้งสามบ้านยังมอบผลประโยชน์ให้ข้าไม่น้อยในทุกปี เมื่อรวมรายรับต่างๆเข้าด้วยกันก็สามารถเพิ่มเงินให้ที่บ้านได้อีกสองถึงสามร้อยตำลึง ข้าขอเพียงสิบตำลึงเพื่อนำไปซื้อพู่กันหมึกและตำรา ไม่มากเกินไปใช่หรือไม่”


อยากให้ม้าวิ่งก็ต้องให้ม้ากินหญ้า นี่คือหลักการปกครองลูกน้องของฉินเหยา ใช้ดีมาก ไม่เคยพลาดมาก่อน


ท่าทางน่าสงสารของหลิวจี้ตรงหน้าไม่ได้ทำให้นางใจอ่อนเลยแม้แต่น้อย แต่ท่าทีแร้นแค้นที่เผยออกมาจากแววตาของเขาก็ช่างขัดนัยน์ตานางเสียจริง


ฉินเหยายอมอ่อนข้อ “ห้าตำลึง มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”


“ได้!” หลิวจี้รีบรับคำ เม้มปากแน่นจึงไม่หลุดหัวเราะออกมา


ฮ่าๆๆ ตอนนี้เขาก็เป็นคนที่มีเงินแล้ว!


ส่วนเรื่องการต่อรองราคานั้น กับฉินเหยาไม่มีทางเป็นไปได้ นี่เป็นสัจธรรมที่หลิวจี้เรียนรู้มาจากการถูกทุบตีหลายครั้ง


ตอนที่ 570: ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน


นางมองหลิวจี้กระโดดโลดเต้นจากไปราวกับเท้าติดสปริง ทั้งยังป่าวประกาศไปทั่วลานบ้านว่าตอนนี้ตนเองก็เป็นคนมีเงินค่าขนมแล้ว


ฉินเหยาเบ้ปาก ช่างเป็นตัวตลกน่าขายหน้านัก


นางก้มหน้าลงทำบัญชีต่อ


เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะจัดการคำสั่งซื้อหีบหนังสือพลังเซียนของห้างการค้าฟู่หลงเสร็จสิ้น ซ่งอวี้เดินทางไปเมืองหลวงของมณฑลหนึ่งรอบเพื่อจัดการบัญชีงวดสุดท้ายกลับมา เมื่อหักลบต้นทุนและภาษีต่างๆ แล้ว ฉินเหยาจึงมีเงินเข้าบัญชีส่วนตัวหกร้อยห้าสิบตำลึง


ครั้งนี้ซ่งอวี้ไม่ได้นำคำสั่งซื้อเพิ่มเติมกลับมา ความต้องการของทางห้างการค้าฟู่หลงลดลงอย่างมาก พวกเขาต้องการเพียงสองพันชิ้นและให้ส่งมอบภายในครึ่งปี


โดยเฉลี่ยแล้ว ครึ่งปีแรกของปีหน้าโรงงานเครื่องเขียนจะมีปริมาณคำสั่งซื้อเพียงประมาณหกสิบตำลึงต่อเดือนเท่านั้น


หากไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างกล่องเครื่องใช้สตรี ฉินเหยาก็คงต้องกลุ้มใจไม่น้อย


นางจึงกำชับซ่งอวี้ อวิ๋นเหนียงและคนอื่นๆทันทีว่า ให้ศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อไป อย่าได้เกียจคร้าน


แต่เมื่อมีเงินหกร้อยห้าสิบตำลึงนี้เข้าบัญชีแล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับของขวัญปีใหม่ที่ต้องใช้หนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึงก็ดูไม่น่าเสียดายเท่าใดนัก


เมื่อนับรายรับรายจ่ายรวมกับของเดิม ตอนนี้ในมือของฉินเหยายังมีเงินสดอยู่สองพันเจ็ดร้อยสามสิบหกตำลึงและข้าวสารเต็มยุ้งฉางอีกหนึ่งแห่ง


นอกจากนี้ยังมีกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นฝังมุกอีกหนึ่งร้อยใบที่จะส่งมอบในสิ้นเดือนนี้ หากราบรื่น ก่อนวันสิ้นปีก็จะได้รับเงินก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่ง


ดังนั้นเมื่อคำนวณบัญชีเสร็จสิ้น อารมณ์ของฉินเหยาก็กลับมาสดใสอีกครั้ง


ตอนนี้เงินและข้าวสารในมือทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่ง หากสามารถร่วมมือกับนายอำเภอคนใหม่ต่อไปได้ ชีวิตการเป็นฮูหยินเจ้าของที่ดินของนางคงจะมีความสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้


ครอบครัวซ่งจางจะจากไปหลังปีใหม่ เมื่อนับดูแล้ว นายอำเภอคนใหม่จะเข้ารับตำแหน่งภายในสองเดือนหลังปีใหม่ ถึงตอนนั้นก็เตรียมของขวัญเล็กๆน้อยๆ ให้หลิวจี้ลองนำไปหยั่งเชิงความคิดของนายอำเภอคนใหม่ดู


แต่เรื่องแบบนี้ ต้อง ‘ท่านต้องการ ข้ามีให้’ ถึงจะดี ตอนนี้ขนบธรรมเนียมของอำเภอไคหยางดีขึ้นอย่างมากแล้ว เหลือเพียงหวังหม่าอู่ที่เอาแต่หดหัวเป็นเต่า ไม่สามารถก่อเรื่องอะไรได้อีก


ในทางกลับกัน ฉินเหยาผู้เป็น ‘เหนียงเหนียงปีศาจร้าย’ กลับมีชื่อเสียงน่าเกรงขามในยุทธจักรมากกว่า ถึงตอนนั้นขอแค่คนใหม่ที่มารับตำแหน่งไม่ร้อนรนอยากแสดงฝีมือจนไฟลามมาเผานางเข้าก็พอ


เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าตนเองไม่อาจมองโลกในแง่ดีเกินไปได้ แม้นายอำเภอคนใหม่จะเป็นจิ้นซื่อรุ่นเดียวกับซ่งจางและมีอุปนิสัยของวิญญูชน แต่คนเราย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้


ช่างเถอะ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน ตอนนี้คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์


เมื่อปิดสมุดบัญชี ฉินเหยาก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ยกเตาถ่านขนาดเล็กพอดีมือขึ้นมาแล้วออกจากบ้านไปตรวจตราในหมู่บ้าน


ใกล้จะหิมะตกแล้ว นางต้องแจ้งให้ทุกบ้านเตรียมตัวให้พร้อม ถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนพ่อม่ายแม่ม่ายและคนชราในหมู่บ้าน ให้ระวังการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและเตรียมสิ่งของให้ความอบอุ่นให้เพียงพอ


ปีนี้คนในหมู่บ้านมีฐานะดีขึ้น เก้าส่วนของชาวบ้านมีสิ่งของสำหรับฤดูหนาวเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ฉินเหยาเป็นห่วง


ที่เหลืออีกหนึ่งส่วนล้วนเป็นคนชราที่อยู่โดดเดี่ยวและสูญเสียความสามารถในการทำงานไปแล้ว มีทั้งหมดสามคน


เดิมทีมีห้าคน สองสามปีก่อนหนาวตายไปสองคน ตอนนี้จึงเหลือเพียงสามคน


เพราะไม่มีความสามารถในการทำงาน สองในสามคนยังมีโรคเรื้อรัง หากเป็นเมื่อก่อนก็คงได้แต่ทนรอความตาย


แต่หลังจากที่ฉินเหยาได้เป็นผู้ใหญ่บ้านก็ได้แบ่งเงินส่วนหนึ่งออกมาจากเงินกองกลางของตระกูล ทุกเดือนจะแจกจ่ายอาหารและผักให้แก่คนชราทั้งสามคนนี้โดยไม่คิดเงินเพื่อรับประกันชีวิตความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานของพวกเขา


ด้วยเหตุนี้ คนชราทั้งสามคนที่เคยคิดว่าตนเองคงไม่รอดพ้นฤดูใบไม้ผลิจึงยังมีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี


การจะผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้ต้องใช้เสื้อผ้าหนาๆ ซึ่งก็ยังคงต้องเบิกจากเงินกองกลาง บ้านของทั้งสามคนก็เป็นฉินเหยาที่กำชับให้หลิวหยางและเหล่าชายหนุ่มในหมู่บ้านช่วยกันซ่อมแซมจนไม่มีลมรั่วเข้ามาได้ ขอเพียงมีถ่านไฟเพียงพอ พวกเขาก็จะสามารถอยู่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิได้อีกครั้ง


สำหรับเรื่องที่ฉินเหยาทำเหล่านี้ คนในหมู่บ้านก็วิพากษ์วิจารณ์กันไม่น้อย แต่หลังจากที่ฉินเหยาพูดประโยคหนึ่งว่า ‘ในอนาคต ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกคน เมื่อแก่ชราไร้เรี่ยวแรงก็จะได้รับการดูแลเช่นนี้เหมือนกัน’


ชาวบ้านก็ไม่คัดค้านใดๆอีก กลับรู้สึกอุ่นใจว่ายามชราจะมีที่พึ่งพิง


ฉินเหยายังวางแผนที่จะหักเงินปันผลส่วนหนึ่งที่ให้แก่ชาวบ้านในอนาคตเพื่อใช้เป็นเงินบำนาญของชาวบ้านและยังสนับสนุนให้ชาวบ้านคนอื่นๆที่ไม่ได้เข้าร่วมหุ้น ให้ส่งเงินส่วนหนึ่งให้แก่ตระกูลทุกปี เพื่อใช้เป็นหลักประกันยามชราด้วย


และเมื่อเงินในบัญชีรวมนี้มีจำนวนถึงระดับหนึ่ง นางก็เตรียมจะมอบให้แก่คนหนุ่มสาวในหมู่บ้านที่มีความสามารถด้านการบริหารจัดการ ให้พวกเขาใช้เงินต่อเงิน


เกี่ยวกับแผนการนี้ อดีตผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลต่างก็สนับสนุนเป็นอย่างยิ่งและกำลังช่วยกันพูดเกลี้ยกล่อมชาวบ้านอยู่ หากเป็นไปในแง่ดี ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็สามารถเริ่มดำเนินการได้แล้ว


ช่วงนี้ฉินเหยาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ มีหลิวจี้คอยต้อนรับครอบครัวซ่งจาง นางจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการต้อนรับขับสู้และได้ถือโอกาสนี้จัดตั้งคณะทำงานผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวขึ้นในหมู่บ้าน


ภายใต้เงื่อนไขที่ยังคงโครงสร้างองค์กรของผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลไว้ดังเดิม เนื่องจากจำนวนประชากรแฝงในหมู่บ้านตระกูลหลิวที่เพิ่มขึ้นทุกวันได้นำมาซึ่งปัญหาและความขัดแย้งที่มากขึ้น ทำให้บุคลากรในการบริหารจัดการในหมู่บ้านไม่เพียงพออย่างรุนแรง


ดังนั้นจึงได้จัดตั้งตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งทางการขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลในการจัดการเรื่องราวต่างๆ ทั้งน้อยใหญ่ในหมู่บ้าน


ทันทีที่คำขอนี้ถูกเสนอขึ้นก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกคน


อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นตำแหน่งที่ชอบธรรม ไม่เหมือนกับปีก่อนๆ ที่ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลจะเรียกใครมาใช้งานตามใจชอบก็เรียกเอา


หลังจากการลงคะแนนเสียงของชาวบ้านทุกคน ในที่สุดก็เลือกหลิวต้าฝู หลิวหยาง หลิวฉีและหลิวจ้งสี่คนขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน


ฉินเหยาเดินตรวจตราในหมู่บ้านหนึ่งรอบก็เรียกทั้งสี่คนเท่าที่ตามตัวได้มาพบและสั่งให้นำคนไปตัดแต่งกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาเกะกะริมทาง เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเย็นลงแล้วเกิดเป็นน้ำแข็งหยดลงมาทำร้ายคนที่เดินผ่านไปมา


“ยังมีคนชราสามคนในหมู่บ้าน รอจนหิมะตกก็จัดให้พวกเขาทั้งสามคนไปพักในบ้านหลังเดียวกันจะได้ดูแลกันและกันได้ ถ่านไฟของหมู่บ้านก็จะประหยัดไปได้หน่อย หมู่บ้านจะดูแลก็สะดวกขึ้นด้วย”


ผู้ที่มาได้มีเพียงหลิวต้าฝูและหลิวหยาง หนึ่งคนชราหนึ่งคนหนุ่มต่างก็จดจำคำกำชับของผู้ใหญ่บ้านอย่างตั้งใจ


“จริงสิ!” ฉินเหยานึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงสั่งหลิวหยางว่า “ที่เชิงเขาด้านล่าง ให้เจ้าจัดหาคนว่างงานในหมู่บ้านสองคน ให้พวกเขาไปเดินตรวจตราแถวนั้นบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีสัตว์ป่าลงมาจากเขามาทำร้ายคนและปศุสัตว์”


หลิวหยาง “ขอรับ”


เมื่อทั้งสองคนแยกย้ายกันไปแล้ว ฉินเหยาก็ไปที่สำนักศึกษาอีกรอบหนึ่ง


เปิดเรียนมาหลายวันแล้ว ในช่วงกลางวันเจินอวี้ไป๋แทบจะไม่ได้ไปที่เรือนปทุมเลย ฉินเหยาลอบสังเกตการณ์อย่างลับๆ ในตอนกลางคืนก็จับได้เพียงครั้งเดียว


ผลลัพธ์ก็ไม่น่าประหลาดใจ เขาถูกกงเหลียงเหลียวตวาดไล่ด้วยคำว่า ‘ไสหัวไป’ อย่างไร้ปรานีอีกแล้ว


ฉินเหยาคาดเดาว่า ในเมืองหลวงอาจจะมีคนอยากจะเรียกกงเหลียงเหลียวกลับไป


แต่เห็นได้ชัดว่าผู้เฒ่าไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในราชสำนักอีกต่อไป แม้แต่ตอนที่เจินอวี้ไป๋เอ่ยถึงคนที่อยู่เบื้องหลังเขาก็ยังไม่เต็มใจจะฟัง


หากมองในมุมกลับกัน หากเป็นนางที่ถูกรบกวนเช่นนี้ คาดว่าคงอยากจะฆ่าคนผู้นั้นทิ้งไปแล้ว


ถึงแม้เจินอวี้ไป๋คนนี้จะมีข้อสงสัยมากมาย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวิธีการสอนของเขายอดเยี่ยมอย่างยิ่งและยังมีความอดทนต่อนักเรียนมาก


เพราะลูกๆที่บ้านมักจะพูดว่าอาจารย์ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ชาวบ้านก็ชื่นชมอาจารย์มาก ที่บ้านมีของดีอะไรก็พากันส่งไปให้ที่สำนักศึกษาทั้งหมด


เจินอวี้ไป๋ทำอาหารไม่เป็น หลังจากหายป่วย เขาก็จ้างท่านป้าคนหนึ่งในหมู่บ้านมาเตรียมอาหารให้เขาสองมื้อต่อวัน ถือโอกาสช่วยทำความสะอาด ซักเสื้อผ้าต่างๆด้วย


ฉินเหยาก็เคยลองพูดจาหยั่งเชิงกับท่านป้าคนนี้แล้ว พบว่าเจินอวี้ไป๋คนนี้นอกจากจะชอบไปเยี่ยมที่เรือนปทุมตอนกลางคืนแล้วก็ไม่มีความผิดปกติอื่นใดอีก เขาเป็นเพียงท่านอาจารย์สอนหนังสือที่รักเด็กอย่างแท้จริง


“ผู้ใหญ่บ้าน?”


เจินอวี้ไป๋เดินออกมาจากบ้านด้านหลังสำนักศึกษา มือข้างหนึ่งถือตะกร้าไผ่ อีกข้างหนึ่งถือจอบเล็กๆ ดูเหมือนกำลังจะไปขุดผักป่า


เมื่อเห็นฉินเหยายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องเรียนก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย


จบตอน

Comments