ตอนที่ 571: ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง
ฉินเหยาได้ยินเสียงของเจินอวี้ไป๋จึงหันกลับไปมองแล้วเหลือบมองในห้องเรียน
เด็กๆกำลังคัดอักษรอย่างเงียบเชียบ อาจารย์ไม่ได้อยู่ข้างในด้วยซ้ำ
เมื่อมองเจินอวี้ไป๋ที่สะพายตะกร้าไม้ไผ่เดินเข้ามา ฉินเหยาก็กวาดตามองตะกร้าไม้ไผ่ของเขาที่มีเพียงผักป่าเหี่ยวๆ อยู่ไม่กี่ต้นแล้วเอ่ยหยอกเย้าว่า “ท่านอาจารย์ไม่อยู่ในห้องเรียน แต่กลับไปขุดผักป่าหรือ”
เจินอวี้ไป๋ยิ้มเล็กน้อยแล้วโต้กลับด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “ท่านผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ได้จัดการธุระในหมู่บ้าน แต่มาเดินเตร็ดเตร่ที่สำนักศึกษาเหมือนกันนี่”
ฉินเหยาหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน “หิมะจะตกแล้ว ข้ามาเตือนท่านอาจารย์สักหน่อยว่าหิมะตกแล้วจะเดินทางไม่สะดวก หากมีอะไรต้องเตรียมการก็ขอให้เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ”
ความหมายโดยนัยก็คือ นางไม่ได้มาเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย แต่กำลังทำธุระอยู่
“หิมะจะตกแล้วหรือ” เจินอวี้ไป๋เงยหน้ามองท้องฟ้า นอกจากเมฆสีเทาหม่นแล้วก็มองไม่เห็นอะไรเลย
ฉินเหยาพยักหน้า ไม่อยากจะเสียน้ำลายกับเขาให้มากความ ชี้ไปที่เด็กๆในห้องเรียนที่กำลังรออาจารย์กลับมาแล้วขยับเตรียมขอตัวลา
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน!”
เจินอวี้ไป๋พลันเรียกนางเอาไว้แล้วถามอย่างเขินอายเล็กน้อย “ผู้ใหญ่บ้าน ท่านมีพละกำลังมหาศาล คืนวันก่อนมีหินก้อนหนึ่งบนเขาด้านหลังกลิ้งตกลงมา โชคดีที่แถวนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากข้าจึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่หินก้อนนั้นใหญ่เกินไปหน่อย ขวางทางขึ้นเขาด้านหลังอยู่ ไม่ทราบว่าจะรบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านช่วยย้ายให้หน่อยได้หรือไม่”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น “อยู่ที่ไหนหรือ”
เจินอวี้ไป๋ดีใจ รีบชี้ไปทางด้านหลังสำนักศึกษา “ท่านผู้ใหญ่บ้านเชิญตามข้ามา อยู่ไม่ไกลจากหลังบ้านนี่เอง”
ฉินเหยามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและไม่มีพิษมีภัย นางจึงยักไหล่แล้วเดินตามไป
ไม่ไกลจริงๆ เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึง
สองสามวันก่อนฝนตกทำให้ดินบนภูเขาอ่อนตัวและเกิดดินถล่ม นอกจากหินก้อนใหญ่ที่เจินอวี้ไป๋พูดถึงแล้ว ยังมีเศษหินอีกมากมาย ขวางอยู่กลางถนน ปิดกั้นทางขึ้นเขา
เขาด้านหลังนี้มีคนมาน้อยมาก หินก้อนยักษ์ขวางทางจึงไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร แต่เมื่อเจินอวี้ไป๋พูดเช่นนี้แล้ว ฉินเหยาจึงโบกมือส่งสัญญาณให้เขาถอยออกไปหน่อยแล้วเดินมาที่หน้าหินก้อนยักษ์
“จริงสิ จะให้ผลักไปไว้ที่ไหน” ก่อนจะลงมือ ฉินเหยาก็ถามขึ้นอย่างสงสัย
นางคิดว่า ส่วนใหญ่น่าจะผลักไปไว้ในที่ไม่ขวางทาง หรือไม่ก็ผลักลงเนินไปเลย ขอเพียงไม่ขวางทางก็พอ
คาดไม่ถึงเลยว่า เจินอวี้ไป๋จะยิ้มบางๆ แล้วถามหยั่งเชิงว่า “จะรบกวนผู้ใหญ่บ้านช่วยผลักหินก้อนใหญ่นี้ไปยังที่ว่างหน้าสำนักศึกษาได้หรือไม่ นานๆทีจะเจอหินก้อนใหญ่ขนาดนี้ ข้าอยากจะพาเด็กๆมาทำสวนหินจำลองให้สำนักศึกษาด้วยกัน”
เมื่อได้ยินคำขอนี้ของเขา สมองของฉินเหยาก็ว่างเปล่าไปชั่วขณะ ตะลึงงันไปครู่หนึ่งจึงได้สติกลับมา จากนั้นก็อดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ตวัดสายตาเย็นชาใส่เจินอวี้ไป๋ทีหนึ่ง “กล้าเสนอคำขอที่ไร้มารยาทเช่นนี้ออกมาได้ ท่านอาจารย์ช่างกล้าเสียจริง!”
รอยยิ้มของเจินอวี้ไป๋แข็งค้างไป เขาถอยหลังไปสองก้าว เปิดพื้นที่ให้เพียงพอเพื่อให้หินก้อนยักษ์และนางผ่านไปได้แล้วโค้งคำนับเล็กน้อย “ข้าขอขอบคุณท่านผู้ใหญ่บ้านแทนนักเรียนด้วย”
ฉินเหยาจะพูดอะไรได้อีก ในเมื่อมาถึงแล้ว!
“ไสหัวไปไกลๆหน่อย”
ถ้อยคำหยาบคายเช่นนี้ทำให้เจินอวี้ไป๋ยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ในเมื่อพูดขอร้องออกไปแล้วก็ไม่อาจคืนคำได้จึงถอยหลังไปอีกอย่างว่าง่าย
หินก้อนยักษ์สูงกว่าครึ่งตัวคน ขนาดต้องใช้ผู้ใหญ่ถึงสี่คนโอบจึงจะมิด รูปร่างเป็นวงรีไม่สม่ำเสมอ ฉินเหยาลองใช้มือสัมผัสดู เลือกท่าทางที่ถนัดแล้วร้อง “ฮึบ” ออกมาเบาๆ จากนั้นก็ยกหินก้อนยักษ์ทั้งก้อนขึ้นมา
นางทำราวกับไม่มีใครอยู่ข้างๆ ยกหินก้อนยักษ์ที่ใหญ่กว่าตัวเองถึงห้าหกเท่าเดินไปยังลานว่างหน้าสำนักศึกษา ฝีเท้าช่างหนักแน่นมั่นคง มองไม่ออกเลยว่าใช้แรงไปมาก
เจินอวี้ไป๋อ้าปากค้าง ตะลึงไปห้าหกวินาทีจึงรีบยกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นแล้ววิ่งตามไป
เขามองฉินเหยาอย่างตกตะลึงอยู่หลายครั้งแล้วมองรอยเท้าลึกที่นางเหยียบย่ำลงไปอีกครั้ง ส่ายศีรษะอย่างแรง คิดว่าตัวเองตาฝาดไป
นางมีพละกำลังดุจเทพเจ้าจริงๆ!
ความรู้สึกที่ได้เห็นด้วยตาตัวเองกับที่ได้ยินคนอื่นพูดนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การได้เห็นฉินเหยาหยุดเดินเพราะคันจมูกแล้วใช้มือข้างเดียวประคองหินก้อนยักษ์ไว้ ส่วนมืออีกข้างก็เกาจมูก ทำเอาลูกตาของเจินอวี้ไป๋แทบจะถลนออกมา
เสียงถามอย่างไม่สบอารมณ์ของนางดังมาจากข้างหน้า เจินอวี้ไป๋รีบเดินเข้าไปชี้ตำแหน่ง “ผู้ใหญ่บ้านท่านวางไว้ตรงกลางลานว่างก็พอ…”
เมื่อได้ยินเสียงสั่นเทาในน้ำเสียงของเขา ฉินเหยาก็หัวเราะเยาะในใจ สภาพจิตใจก็แค่นี้เองนี่นา
เสียง “ตูม” ดังสนั่น หินก้อนยักษ์ปักลงไปในดินอย่างมั่นคง ทำเอานักเรียนในห้องเรียนพากันตกใจ
เด็กๆพากันหันหน้าไปมองต้นเสียงก็เห็นหินก้อนยักษ์ปรากฏขึ้นกลางลานว่างโดยพลัน แต่ละคนอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง
เจินอวี้ไป๋แอบหุบปากที่อ้าเล็กน้อยของตัวเอง เดินออกมาจากด้านหลังหินก้อนยักษ์แล้วสั่งเสียงเข้มใส่นักเรียนว่า “คัดอักษรต่อไป!”
นักเรียนจึงหันหน้ากลับไป ก้มหน้าคัดอักษรต่อ เพียงแต่เสียงกระซิบกระซาบที่ดังออกมาจากในห้องนั้น ยังคงเผยให้เห็นถึงสภาพที่แท้จริงของพวกเขา
ฉินเหยาปัดดินบนมือเชิดคางขึ้นเล็กน้อยพลางถามว่า “ท่านอาจารย์ยังมีอะไรจะให้ย้ายอีกหรือไม่ หากไม่มีข้าจะกลับแล้ว ธุระในหมู่บ้านมีมากมาย ยังมีงานที่ยังทำไม่เสร็จอีก”
เจินอวี้ไป๋ “ไม่ ไม่มีแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางเหม่อลอยของเขา ฉินเหยาก็อดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้ “เช่นนั้นข้าไปล่ะ อาจารย์ตั้งใจสอนนักเรียนให้ดีเถิด”
เจินอวี้ไป๋มองนางเดินลงเขาไปไกลด้วยสีหน้าแข็งทื่อ เมื่อถูกลมภูเขาที่หนาวเย็นพัดมาปะทะจึงได้สติกลับมาอย่างสมบูรณ์ หันกลับไปมองหินก้อนยักษ์กลางลานว่างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ราวกับมีอะไรดลใจ เขาวางตะกร้าไม้ไผ่และจอบในมือลง เดินไปที่หน้าหินก้อนยักษ์แล้วลองใช้มือผลักหินก้อนนั้นดู
ไม่ขยับแม้แต่น้อย!
เจินอวี้ไป๋รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกหินก้อนหนึ่งเยาะเย้ย เขาพยายามอีกครั้ง ถึงกับต้องจิกปลายเท้าช่วยส่งแรง แต่หินก้อนยักษ์ก็ยังคงไม่ขยับ
ฉินเหยาเติบโตมาด้วยการกินอะไรกันแน่ ถึงได้มีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้!
จากการพบปะสั้นๆเมื่อครู่ เขาได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว สองครั้งก่อนที่เขาย่องไปเรือนปทุมตอนกลางคืน กลิ่นหอมจางๆที่ได้กลิ่นนั้น มาจากนางจริงๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แม้อากาศหนาวเหน็บ แต่แผ่นหลังของเจินอวี้ไป๋กลับมีเหงื่อร้อนผุดขึ้นมาจนชื้นแฉะ ในใจยังคงหวาดหวั่น
คาดไม่ถึงว่าในหมู่บ้านเล็กๆบนภูเขาแห่งนี้จะมียอดฝีมือเช่นนี้ซ่อนอยู่ หากไม่ใช่เพราะเขามีประสาทรับกลิ่นและสัมผัสที่เหนือกว่าคนธรรมดามาแต่กำเนิด ได้กลิ่นที่แตกต่างในอากาศ เกรงว่าคงยังไม่รู้ว่าตนเองถูกคนจับตาดูมานานแล้ว
ยังมีพ่อบ้านอาวั่งที่ไม่ค่อยยิ้มแย้มที่บ้านของฉินเหยา ดูแล้วก็ไม่เหมือนคนธรรมดา
แต่สิ่งที่ทำให้เจินอวี้ไป๋โล่งใจก็คือ เขากับพวกนางไม่ถือว่าเป็นศัตรูกัน ขอเพียงเขาทำหน้าที่อาจารย์สอนหนังสือของตนไปให้ดีก็พอ
ส่วนทางด้านท่านอาจารย์กงเหลียง…ท่านอาจารย์ไม่ยอมกลับเมืองหลวง เขาที่เป็นเพียงคนตัวเล็กๆ จะทำอะไรได้
เขาเงยหน้าขึ้นมองสำนักศึกษาตรงหน้า เจินอวี้ไป๋ผายมือออก เขาทำในสิ่งที่ทำได้แล้ว ท่านอาจารย์ไม่ยอมกลับไปเป็นเรื่องของท่านอาจารย์ เบื้องบนจะโทษเขาก็ไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาเป็นเพียงอาจารย์สอนหนังสือที่สอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉ ถูกลดขั้นจนไม่อาจลดลงไปได้อีก
แต่หากต้องการจะอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีเสือซุ่มมังกรซ่อนอยู่แห่งนี้ต่อไปอีกนานๆ เขายังต้องเขียนจดหมายอีกฉบับ รายงานต่อสายงานเบื้องบน คงต้องทำเป็นเล่นละครตบตาไปพลางๆก่อน
หลังจากสอนบทเรียนในวันนี้จบและส่งนักเรียนทั้งหมดกลับไปแล้ว เจินอวี้ไป๋ก็เขียนจดหมายขึ้นฉบับหนึ่งทันที เล่าเรื่องที่ตนเพิ่งจะเข้าไปใกล้ก็ถูกกงเหลียงเหลียวตะโกนไล่ให้ไสหัวไป แสดงถึงความจนปัญญาและความกลัดกลุ้มของตนเอง
เขียนจดหมายเสร็จก็ปิดผนึกแล้วมอบให้ท่านป้าที่ทำอาหารซึ่งจะเข้าไปซื้อของในเมือง ฝากนางให้นำเข้าไปในเมืองด้วย
เพียงแต่เจินอวี้ไป๋ไม่รู้ว่า ในขณะที่เขาวานคนส่งจดหมายออกไปนั้นก็ถูกอาวั่งจับตาดูไว้แล้ว
ตอนที่ 572: ให้ตายเถอะ
อาวั่งหาบน้ำสองถัง คว้าตัวอินเยว่ที่เตรียมจะหนีจากตรงหน้าตนเอาไว้ได้แล้วมอบหมายงานสอดส่องที่แสนสบายนี้ให้แก่นาง
อินเยว่เอ่ย “งานผ่าฟืนของข้าวันนี้ยังทำไม่เสร็จเลย งานที่โรงอาหารก็ยังไม่ได้ไปทำ”
อาวั่งตอบ “ข้าช่วยเจ้าทำเอง”
ก็ได้
อินเยว่รีบตะโกนเรียกหลิวกงที่กำลังจะขับรถม้าเข้าเมืองว่า “พี่ใหญ่หลิวกง! ท่านให้ข้าติดรถไปด้วยหน่อย ข้าจะเข้าไปซื้อของในเมือง!”
หลิวกงที่กำลังบรรทุกชาวบ้านเต็มคันรถเตรียมเข้าเมืองก็หยุดรถ รอให้อินเยว่ขึ้นรถแล้วจึงสะบัดแส้ม้า ตะโกน “ย่าห์” แล้วออกรถไป
ตลอดทาง อินเยว่เกาะติดอยู่ข้างกายท่านป้าที่ทำอาหารให้เจินอวี้ไป๋ พูดคุยกับนางอย่างออกรสและแน่นอนว่าย่อมตามนางไปยังโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่านในเมือง เพื่อส่งจดหมายให้แก่แขกที่พักอยู่คนหนึ่ง
ชายผู้นั้นหน้าตาธรรมดา แต่รูปร่างสูงใหญ่มาก สายตาแฝงไปด้วยพลังกดดันอย่างยิ่ง ตอนที่รับจดหมายยังกวาดตามองอินเยว่เพิ่มอีกสองแวบ
อินเยว่แสร้งทำเป็นเขินอายก้มหน้าลง ได้ยินเสียงอีกฝ่ายสูดลมหายใจเฮือกเพราะรอยแผลเป็นบนใบหน้าของนางอย่างชัดเจน
“ขอบคุณมาก” ทิ้งคำพูดเย็นชาไว้เท่านี้ก็รับจดหมายแล้วหันหลังเดินจากไป
ต้องขอบคุณฉินเหยา อินเยว่ศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงผู้นี้จึงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของเถ้าแก่ฟ่าน รอจนชายผู้นั้นขึ้นไปชั้นบนเข้าห้องพักแขกไปแล้ว ฉวยโอกาสตอนที่ท่านป้าไปเข้าห้องน้ำ อินเยว่ก็รีบสอบถามกับเถ้าแก่ฟ่านทันที
เถ้าแก่ฟ่านบอกว่า ชายผู้นั้นแซ่ไป๋ มาได้ครึ่งเดือนกว่าแล้ว วันธรรมดาก็จะอยู่ในห้องพักแขก ไม่ค่อยย่างเท้าออกจากห้อง ฟังจากสำเนียงแล้วน่าจะเป็นคนเมืองหลวง มาเพื่อตามหาญาติ
ส่วนเรื่องอื่นๆ เถ้าแก่ฟ่านก็ไม่รู้แล้ว
อินเยว่พยักหน้า นางจดจำไว้แล้ว
ทันใดนั้นก็นึกถึงแนวทางการสืบสวนที่อาจารย์ให้ไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้จึงถามเพิ่มไปอีกประโยคหนึ่งว่า “เขาไม่ได้พบเจอผู้ใดเลยหรือ หรือว่ามีใครมาหาเขาบ้างหรือไม่”
“ข้าเห็นแต่คนจากหมู่บ้านของพวกเจ้ามาสองครั้ง รวมครั้งนี้ก็เป็นสองครั้งพอดี”
เถ้าแก่ฟ่านพูดจบก็เอ่ยขอโทษแล้วรีบไปทำงานต่อ ในไม่ช้าก็จะถึงเวลาอาหารกลางวัน แขกทยอยกันมาเป็นระลอก ไม่มีเวลามาต้อนรับอินเยว่จริงๆ
พอดีกับที่ท่านป้าเข้าห้องน้ำเสร็จกลับมา อินเยว่จึงออกจากโรงเตี๊ยมไปพร้อมกับนาง
ท่านป้าไปซื้อของ อินเยว่จึงไม่ได้ตามนางไปต่อ หลังจากนั้นก็ย้อนกลับไปที่โรงเตี๊ยม แอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ
รอไม่นานนักก็เห็นชายผู้นั้นออกมาจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าไปยังตลาดค้าวัวม้าทางทิศตะวันตกของเมือง
อินเยว่แอบสะกดรอยตามไปอย่างเงียบๆ หลังจากผ่านการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากทั้งฉินเหยาและอาวั่งในช่วงเวลานี้ วิชาอำพรางตัวก็ก้าวหน้าไปมาก ชายผู้นั้นไม่พบร่องรอยของนางเลยแม้แต่น้อย แม้แต่คนเดินถนนข้างๆ ก็ไม่สังเกตว่านางเดินผ่านไป
สถานการณ์แบบนี้เรียกว่าอะไรนะ…ใช่แล้ว ท่านอาจารย์บอกว่า นี่เรียกว่าจุดบอดทางสายตา
อินเยว่ถือโอกาสซื้อถังหูลู่มาไม้หนึ่ง คาบไว้ในปากเคี้ยวไปพลางยืนอยู่หน้าประตูร้านขายวัวของทางการไปพลาง มองดูร้านเล็กๆที่ขายคันไถเหล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
หลังจากชายแซ่ไป๋คนนั้นเข้าไปแล้ว เขาก็พูดคุยกับเถ้าแก่ในร้านสองสามประโยค จากนั้นเถ้าแก่ก็แขวนป้ายปิดร้าน หยิบแผ่นไม้มาปิดประตูร้าน
อินเยว่มองซ้ายมองขวา เคี้ยวน้ำตาลกรุบกรอบแล้วแวบเข้าไปใกล้ ย่อตัวลงที่หน้าต่างหลังร้านนั้นพลางเงี่ยหูฟัง
ได้ยินเสียงเลือนรางไม่กี่ประโยคว่า “องค์รัชทายาท” “สถานการณ์ในราชสำนักรุนแรง” “ต้องเชิญท่านอาจารย์กลับเมืองหลวงเพื่อควบคุมสถานการณ์โดยรวม” อะไรทำนองนี้
เสียง “เอี๊ยด” ดังขึ้น ประตูเล็กด้านข้างของร้านที่ปิดสนิทอยู่ก็เปิดออก ชายแซ่ไป๋แวบตัวออกมา ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นพลางเดินเที่ยวตลาดค้าวัวม้าแล้วจากไป
ตามแนวทางการสืบสวนที่ท่านอาจารย์ให้มา อินเยว่ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าชายแซ่ไป๋ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้อีกแล้ว
ดังนั้นจึงยังคงย่อตัวอยู่ใต้หน้าต่างต่อไป ดูว่าเถ้าแก่ร้านคันไถเหล็กจะทำอะไร
เสียง “เอี๊ยด” ดังขึ้นอีกครั้ง หน้าต่างเหนือศีรษะก็เปิดออกทันที ดีที่อินเยว่ไม่ตกใจจนกระโดดขึ้นมา
นางรีบกลั้นหายใจ หมอบราบกับพื้น แนบร่างชิดกับกำแพง
คนในห้องมองซ้ายมองขวา ไม่ได้ก้มหน้าลงมา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ จึงหยิบนกพิราบขาวตัวหนึ่งออกมาจากกรงข้างกาย ผูกกระบอกจดหมายไว้แล้วปล่อยนกพิราบขาวบินไป
อินเยว่อุทานในใจว่า ให้ตายเถอะ!
อดทนรออย่างเงียบๆ จนหน้าต่างปิดลง เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป นางจึงรีบดีดตัวขึ้น วิ่งไล่ตามทิศทางที่นกพิราบขาวบินไปอย่างบ้าคลั่ง
วิ่งออกจากประตูเมืองไปตลอดทาง ไล่ตามจนถึงชานเมือง ในที่สุดก็มองเห็นรอยสีขาวเล็กๆบนท้องฟ้าได้อีกครั้งแล้วนางก็ระเบิดพลังวิ่งไล่ตามอย่างบ้าคลั่งไปอีกสามลี้ ปีนขึ้นต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ปล่อยมีดบินในมือออกไปสามเล่มติดต่อกัน ในที่สุดก็ได้ยินเสียง “ก๊า” นกพิราบขาวร้องอย่างน่าเวทนาแล้วร่วงหล่นลงมา
อินเยว่ดีใจมาก แต่ยังไม่อาจผ่อนคลายได้ รีบไถลตัวลงจากกิ่งไม้แล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่นกพิราบขาวร่วงหล่นไป
โชคดีมาก เจอนกพิราบขาวที่กำลังกระพือปีกอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ
ขาดไปอีกเพียงนิดเดียว นกพิราบก็จะตกลงไปในแม่น้ำ ลอยไปตามกระแสน้ำแล้ว
อินเยว่หอบหายใจอย่างหนัก ทิ้งตัวลงนั่งข้างนกพิราบขาว เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ
“มิน่าเล่าอาวั่งถึงให้ข้ามา เรื่องลำบากเช่นนี้เขากลับรู้จักหลบเลี่ยง…” อินเยว่พึมพำเสียงเบา ในที่สุดก็ฟื้นกำลังกลับมาได้ นางใช้ก้อนหินทุบนกพิราบที่กำลังดิ้นรนจนตายแล้วถอดกระบอกจดหมายออกจากกรงเล็บของมัน
ได้จดหมายมาแล้วก็ตรวจสอบก่อน ยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดพลาดจึงเก็บไว้ในอกเสื้อแล้วรีบกลับไปยังใต้ประตูเมืองทันที
เพิ่งมาถึงใต้ประตูเมืองก็เห็นหลิวกงและคนอื่นๆ เดินมาทางประตูเมืองแล้ว อินเยว่ยิ้มพลางโบกมือให้พวกเขา
“เจ้าไม่ได้บอกว่าจะเข้าเมืองมาซื้อของหรอกหรือ ของเล่า” เมื่อเห็นว่าอินเยว่มามือเปล่า หลิวกงก็ถามอย่างสงสัย
อินเยว่ร้องในใจว่าแย่แล้ว โชคดีที่ในอกเสื้อของนางยังมีถังหูลู่ที่ยังกินไม่หมดอยู่ครึ่งไม้จึงรีบหยิบออกมาแล้วยิ้มอย่างซื่อๆ ให้ทุกคนเห็น “ฮิๆๆ”
หลิวกงอดส่ายหน้าไม่ได้ “เพื่อถังหูลู่ไม้เดียวนี่น่ะนะ คุ้มค่าที่จะถ่อมาเชียวหรือ”
“ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน ช่วงนี้อยากกินมาก อยากจนถ้าไม่ได้กินในท้องก็ร้อนรุ่มไปหมด” เมื่อพูดคำนี้ออกมา อินเยว่เองก็ประหลาดใจที่ตนเองสามารถพูดจาไร้สาระอย่างจริงจังได้ถึงเพียงนี้
ดูแล้วคงจะอยู่กับสามีท่านอาจารย์นานเกินไปจนติดนิสัยไม่ดีบางอย่างของเขามาแล้ว อินเยว่ลอบละอายใจ
สุดท้ายนางยังขอร้องให้ทุกคนอย่าได้นำเรื่องที่ตนเองเข้าเมืองเพื่อมากินถังหูลู่ไปพูดต่อในหมู่บ้านเด็ดขาด
“ถ้าท่านอาจารย์รู้เข้า ข้าต้องแย่แน่” อินเยว่อ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
ทุกคนมองนางอย่างขบขัน ส่งสัญญาณให้นางวางใจว่าทุกคนจะไม่พูดออกไป
“คนครบแล้ว เช่นนั้นก็กลับกันเถอะ หากชักช้ากว่านี้กลับถึงหมู่บ้านฟ้าก็จะมืดแล้ว”
ทุกคนพยักหน้า ทยอยกันขึ้นรถม้าของบ้านหลิวกง พูดคุยหัวเราะกันออกจากเมืองกลับไปยังหมู่บ้าน
“อาเยว่!”
ปลายหูของอินเยว่กระดิก หันกลับไปมองข้างหลังอย่างประหลาดใจ
ใต้ประตูเมืองมีชาวบ้านเข้าออกอยู่ประปรายไม่กี่คน ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการทำมาหากินของตนเอง ฝีเท้าเร่งรีบ
“ท่านป้า ท่านได้ยินใครเรียกข้าหรือไม่” อินเยว่สะกิดท่านป้าข้างกายพลางถามอย่างสงสัย “เมื่อครู่ข้าเหมือนได้ยินคนเรียกข้าเลย”
ท่านป้าทำหน้างุนงง “ไม่มีนี่”
ท่านป้าหันหน้ากลับไป พูดคุยเรื่องซุบซิบของอาจารย์เจินคนใหม่กับคนในรถต่อไป “พวกเจ้าว่าท่านอาจารย์เจินอายุก็ไม่น้อยแล้ว แต่กลับยังไม่แต่งภรรยา นี่แปลกหรือไม่ หรือว่าจะเป็นเพราะมีโรคประจำตัวอะไรซ่อนเร้นอยู่”
อินเยว่หันกลับไปมองอีกครั้ง หรือว่าหูแว่วไปเองกันนะ
แต่เสียงเมื่อครู่นั้น ช่างเหมือนกับเสียงของพี่ใหญ่เหลือเกิน…บางทีอาจเป็นเพราะนางคิดถึงครอบครัวมากเกินไปกระมัง
วินาทีต่อมา อินเยว่ก็ถูกเรื่องซุบซิบของพวกผู้หญิงในหมู่บ้านดึงดูดความสนใจไป นางถามต่ออย่างกระตือรือร้นว่า “พวกท่านพูดอะไรกัน อาจารย์เจินมีโรคประจำตัวซ่อนเร้นหรือ เป็นไปไม่ได้น่า ดูจากสีหน้าแล้วเขาก็ยังดีๆอยู่เลย…”
ตอนที่ 573: ตัดวาสนาศิษย์อาจารย์ของข้า
เมื่อพูดคุยเรื่องซุบซิบ เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
รอจนอินเยว่รู้สึกตัวว่ารถม้าหยุดลงก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว แต่เหตุใดจึงมาหยุดที่หน้าโรงโม่น้ำแห่งนี้เล่า
พอเงยหน้าขึ้นมอง ที่แท้ก็เป็นเจินอวี้ไป๋ที่มาหาท่านป้าที่ทำอาหารเพื่อรับถ่านหนึ่งตะกร้า
ที่ฝากนางซื้อ
เจินอวี้ไป๋หยิบตะกร้าถ่านลงมาวางไว้ข้างทางชั่วคราวแล้วหยิบเงินออกมาให้ท่านป้า แต่แทนที่จะกลับสำนักศึกษา เขากลับเดินมาทางที่นั่งของตัวรถ “แม่นางอิน”
อินเยว่ที่เมื่อครู่ยังพูดคุยกับบรรดาป้าๆ อยู่ว่าอาจารย์คนใหม่มีความลับอะไรซ่อนเร้นจึงยังไม่แต่งงานเสียที หัวใจก็พลันเต้นเร็วขึ้นจังหวะหนึ่ง
นางแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง พยักหน้าเบาๆให้เขา ถือเป็นการตอบรับ
ที่อื่นอินเยว่ไม่รู้ แต่หมู่บ้านตระกูลหลิวเนื่องจากช่างฝีมือของสตรีสามารถค้ำจุนฟ้าได้ครึ่งหนึ่ง แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกชายหญิงจึงค่อยๆจางลงไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นท่าทีของเจินอวี้ไป๋ที่เหมือนกำลังรอจะพูดคุยกับนาง อินเยว่จึงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะแสร้งทำเป็นเขินอายไม่ลงจากรถ
พวกป้าๆบนรถยังต้องเดินทางเข้าหมู่บ้านต่อ เมื่อเห็นเจินอวี้ไป๋มาเรียกอินเยว่ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาของตนเองจึงผลักนางลงจากรถพร้อมกับหัวเราะหยอกเย้า
รถม้าส่งเสียงกุบกับกุบกับ เดินทางเข้าหมู่บ้านต่อไป ป้าๆหลายคนบนรถก็เชิดคางบุ้ยใบ้ให้อินเยว่อย่างมีนัยแฝง ชายยังไม่แต่งงาน หญิงยังไม่ออกเรือน แถมยังอยู่ใน ‘วัยหนุ่มสาว’ ทั้งคู่ ช่างไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว!
อินเยว่รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะมุดดินหนี แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะรู้สึกผิด ก็นางเป็นผู้กุมความลับของพวกเขาไว้ในมือนี่นา
ใบหน้าเจินอวี้ไป๋ประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจ้องเขม็งมาที่นางราวกับอสรพิษทำเอาขนลุกไปหมด
“ท่านอาจารย์มีธุระอะไรหรือเจ้าคะ” อินเยว่ถอยหลังไปสองก้าว เว้นระยะห่างแล้วถามอย่างกระอักกระอ่วนแต่ไม่เสียมารยาท
เจินอวี้ไป๋ไม่ได้เข้าใกล้นางต่อ เขาหยุดยืนอยู่กับที่แล้วยิ้มถามนางว่า “ของที่แม่นางอินซื้อเล่า ข้าเห็นพวกพี่สะใภ้ต่างก็หอบหิ้วของพะรุงพะรัง จากชนบทเข้าเมืองไปสักครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งดูจากอากาศพรุ่งนี้ก็จะหิมะตกแล้ว หากจะเข้าเมืองอีกครั้งเกรงว่าคงต้องรออีกหลายวัน เจ้าไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาเลยหรือ”
ถังหูลู่ครึ่งไม้กินหมดไปพร้อมกับเรื่องซุบซิบระหว่างทางแล้ว อินเยว่รู้สึกหงุดหงิดในใจที่ตนเองทำงานไม่เรียบร้อย นี่อย่างไรถูกจับได้คาหนังคาเขาแล้ว
แต่เห็นได้ชัดว่าเจินอวี้ไป๋ก็ไม่มีหลักฐานอะไร ครั้งนี้คงเป็นเพียงการหยั่งเชิงนางเท่านั้น
อินเยว่ครุ่นคิดในใจ แสร้งทำเป็นระแวดระวังแล้วกล่าวเตือนว่า “ข้ากับท่านอาจารย์ก็เพิ่งเคยพบกันเพียงสองสามครั้ง ท่านอาจารย์จะใส่ใจมากเกินไปหน่อยหรือไม่”
“หรือว่าข้ากลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวของตัวเองก็ต้องมารายงานให้ท่านอาจารย์ทราบด้วยหรือ”
พูดจบ สายตาก็กวาดมองเจินอวี้ไป๋ขึ้นๆลงๆ แสดงท่าทีสื่อว่าเจ้ามีเจตนาไม่ดีแล้วเดินเลี่ยงผ่านเขาเตรียมจะจากไป
“แม่นางอิน!” น้ำเสียงของเจินอวี้ไป๋ทุ้มลงเล็กน้อย ทันใดนั้นก็เรียกนางไว้
อินเยว่ไม่ได้หันกลับไป ฝีเท้าก็ไม่ได้หยุดลง นางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
แต่กลับได้ยินเสียงเตือนดังมาจากข้างหลังว่า “บนรองเท้าของเจ้ามีรอยสีแดงสองหยด เป็นเลือดหรือ”
อินเยว่รีบก้มหน้าลงมอง บนรองเท้าผ้าสีเขียวอ่อนของนาง มีคราบเลือดขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองสองจุดราวกับเกสรดอกไม้สีแดงเล็กๆสองดอกแต้มอยู่
ทันใดนั้นหนังศีรษะก็พลันชาวาบ
เป็นหยดเลือดที่กระเซ็นออกมาตอนที่นางใช้ก้อนหินทุบนกพิราบขาวจนตาย
“ท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์!”
อินเยว่ร้องพลางวิ่งเข้ามาในลานบ้านของท่านอาจารย์ นางวิ่งราวกับมีผีไล่ตามอยู่ด้านหลังพลางกระโดดข้ามธรณีประตูสูงของประตูใหญ่ แต่กลับสะดุดล้มอย่างไม่ทันตั้งตัว
ร่างสีเทาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นแล้วยื่นแขนออกมาประคองนางไว้ อินเยว่จึงไม่ล้มหน้าคะมำ
อินเยว่ยืนนิ่งแล้วเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นอาวั่งที่ใบหน้าไร้อารมณ์ก็กล่าวขอบคุณเขาแล้วรีบวิ่งไปยังห้องโถง
ฉินเหยาได้ยินเสียงจึงเปิดประตูห้องออกมา ไออุ่นจากเตาถ่านโชยออกมาห่อหุ้มอินเยว่ไว้ นางถอนหายใจอย่างสบายใจครั้งหนึ่ง เมื่อมีความอบอุ่นมาเปรียบเทียบจึงได้รู้ว่ามือเท้าของตนเองเย็นเฉียบเพียงใด
“เป็นอะไรไป มีผีไล่ตามเจ้ารึ” หลิวจี้โผล่ศีรษะออกมาจากมุมหนึ่งของระเบียง สายตากวาดมองไปทั่วเพื่อหาร่องรอยของผี
อินเยว่เผยรอยยิ้มที่ดูแย่ยิ่งกว่าการร้องไห้เสียอีก “สามีท่านอาจารย์อย่าล้อข้าเล่นเลย เป็นเจินอวี้ไป๋คนนั้น พอข้าเข้าหมู่บ้านเขาก็มาขวางข้าไว้แล้วหยั่งเชิงข้า เขาต้องรู้แล้วแน่ๆ ว่าข้าเข้าเมืองไปเพื่อสืบเรื่องของเขา”
“ท่านอาจารย์!” ไม่สนใจสามีท่านอาจารย์แล้ว อินเยว่รีบยื่นกระบอกจดหมายขนาดเล็กที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อให้ฉินเหยา “นี่คือสิ่งที่ข้าถอดมาจากนกพิราบสื่อสาร ไม่มีนกพิราบสื่อสารแล้ว จดหมายก็ส่งไปไม่ถึง พวกเขาคงจะรู้ตัวในไม่ช้าใช่หรือไม่”
“ไม่หรอก” อาวั่งเดินเข้ามา “เพื่อให้แน่ใจว่าจดหมายจะส่งถึง โดยทั่วไปจะเตรียมนกพิราบสื่อสารไว้มากกว่าสามตัว ปล่อยบินทุกๆช่วงเวลาหนึ่ง แม้ว่าระหว่างทางจะถูกนายพรานยิงตกไปหนึ่งหรือสองตัวก็ถือเป็นเรื่องปกติ”
อินเยว่ถอนหายใจอย่างโล่ง.อกทันที พยักหน้าให้อาวั่งอย่างขอบคุณ แสดงออกว่าได้เรียนรู้อีกแล้ว
ฉินเหยาถือกระบอกจดหมายพลางส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนเข้าไปพูดคุยในห้อง
ขณะที่กำลังจะปิดประตู หลิวจี้ก็เอียงตัวเข้ามาราวกับปลาไหลลื่นๆตัวหนึ่ง “เมียจ๋า มา ข้าปิดประตูให้”
เขายิ้มร่า ไม่รอให้นางเอ่ยปากไล่ให้ไสหัวไปก็เข้ามาร่วมวงเองแล้ว เขาปิดประตูห้องโถง เดินมาข้างกระถางไฟ เอามืออังไฟแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ ดวงตาดอกท้อเป็นประกายวาววับ ท่าทางตื่นเต้นเตรียมจะฟังความลับ
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไล่เขาออกไปพลางส่งสัญญาณให้อาวั่งรินชาร้อนให้อินเยว่หนึ่งถ้วยเพื่ออบอุ่นร่างกาย ส่วนตนเองก็นั่งลง อาศัยแสงเทียนบนเชิงเทียนที่ให้ความสว่างริมโต๊ะแล้วเปิดกระบอกจดหมายเล็กๆที่อินเยว่นำกลับมา
ข้างในเป็นม้วนกระดาษที่พับไว้ มีขนาดเล็กมาก นางค่อยๆคลี่ออกก็เห็นว่าบนนั้นเขียนข้อความสั้นๆไว้บรรทัดหนึ่ง ‘ขอให้ท่านกลับไปทูล.องค์รัชทายาท พวกเราได้พบท่านอาจารย์แล้ว ในไม่ช้าจะคุ้มกันท่านอาจารย์กลับเมืองหลวง’
ระหว่างที่กำลังอ่านจดหมาย อินเยว่ก็ได้ยื่นรองเท้าของตนเองออกมา ชี้ไปที่คราบเลือดขนาดเท่าเมล็ดถั่วสองจุดที่ถูกเจินอวี้ไป๋พบเห็น ทั้งตำหนิตัวเองและรู้สึกหงุดหงิด ขอให้ท่านอาจารย์ลงโทษ
ถ้าเป็นอาวั่งที่ทำงานพลาดเช่นนี้ ฉินเหยาต้องลงโทษอย่างแน่นอน
แต่นี่คือศิษย์รักของนางเอง แถมอีกฝ่ายก็ยังไม่มีประสบการณ์อะไรเลย สามารถนำจดหมายสำคัญเช่นนี้กลับมาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว
ฉินเหยาไม่เพียงไม่ลงโทษ แต่กลับตบไหล่ของอินเยว่แล้วให้กำลังใจ “ไม่เป็นไร เจินอวี้ไป๋จริงๆแล้วก็ไม่ได้สำคัญอะไร”
เมื่อได้เห็นเนื้อหาบนจดหมายแผ่นนั้น นางก็รู้ว่าเจินอวี้ไป๋เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญอะไรเลย
ทุกครั้งที่เจินอวี้ไป๋ไปที่เรือนปทุม ยังไม่ทันได้เอ่ยปากเกลี้ยกล่อมก็จะถูกกงเหลียงเหลียวไล่ออกมาแล้ว
แต่คนที่เขียนจดหมายกลับพูดจาคลุมเครือจนชวนให้คนเข้าใจผิดว่ากงเหลียงเหลียวตกลงที่จะกลับเมืองหลวงไปพร้อมกับพวกเขาแล้ว
เมื่อมีเงื่อนไขนี้อยู่ก่อน ประโยคที่ว่า ‘ในไม่ช้าจะคุ้มกันท่านอาจารย์กลับเมืองหลวง’ จึงยิ่งน่าขบคิดเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นฉินเหยากำลังให้กำลังใจศิษย์น้อยของตนเองแล้ววางจดหมายไว้บนโต๊ะ หลิวจี้ก็ยื่นมือออกไป หยิบจดหมายแผ่นเล็กๆที่คลี่อยู่บนโต๊ะขึ้นมา ส่องดูกับแสงไฟ เหลือบไปเห็นคำว่า ‘รัชทายาท’ สองคำก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ทันที
“แม่เจ้าโว้ย รัชทายาทที่พูดถึงในจดหมายนี้คงไม่ใช่โอรสของฝ่าบาทองค์ปัจจุบันหรอกใช่ไหม” หลิวจี้มองคนสามคนที่สงบนิ่งอย่างยิ่งตรงหน้าอย่างประหลาดใจ “พวกเจ้าไม่ตกใจกันเลยรึ”
อาวั่งพยักหน้า น้ำเสียงไม่มีความผันผวนใดๆ พูดว่า “ข้าประหลาดใจมาก”
หลิวจี้จ้องเขาอย่างดุเดือด “รบกวนเจ้าช่วยแสร้งทำให้มันเหมือนหน่อยเถอะ สภาพอย่างเจ้านี่ ไปร้องเพลงในคณะละครใต้โดยไม่เอาเงินยังไม่มีใครเอาเลย!”
อาวั่งเอ่ย “นายท่านใหญ่ว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้นเถิด”
หลิวจี้โกรธจนอยากจะตบหน้าตายด้านของเขาสักฉาด แต่ก็รู้จักความสามารถของตัวเองดีจึงล้มเลิกความคิดไป
อ่านจดหมายบรรทัดต่อไป หลิวจี้ไม่ใช่แค่ประหลาดใจแล้ว แต่คิ้วขมวดจนแทบจะหนีบยุงตายได้
เมื่ออ่านตัวอักษรตัวสุดท้ายจบ เรื่องราวแปลกๆ ทั้งหมดนับตั้งแต่การมาถึงของเจินอวี้ไป๋ก็หลั่งไหลเข้ามาในสมอง ข้อมูลที่ยุ่งเหยิงเหล่านี้ในที่สุดก็ได้เชื่อมโยงกันเป็นตาข่ายที่หนาแน่นในขณะนี้และเผยให้เห็นรูปร่างที่แท้จริง
หลิวจี้ทั้งร้อนใจทั้งตื่นตระหนก ตบโต๊ะดังปังหนึ่งที “เจ้าเจินอวี้ไป๋ตัวดี แสร้งทำเป็นไร้เดียงสาเช่นนี้ ที่แท้ก็คิดจะตัดวาสนาศิษย์อาจารย์ของข้า ช่างเลวทรามอย่างแท้จริง!”
“แล้วอะไรคือท่านอาจารย์ตกลงแล้ว ในไม่ช้าจะกลับเมืองหลวงไปกับพวกเขา”
“เมียจ๋า” หลิวจี้สามารถจับประเด็นสำคัญได้อย่างรวดเร็วเสมอ เขาถามอย่างกังวลว่า “ท่านอาจารย์จะไปจริงๆหรือ”
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างจริงจัง “ไม่รู้”
สำหรับคนในตำแหน่งเช่นกงเหลียงเหลียว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าอยากจะไปหรือไม่ไป แต่อยู่ที่ว่าจะไปได้หรือไม่ได้ต่างหาก
ตอนที่ 574: ทหารม้าเกราะดำกลางหิมะ
“ข้าจะไปถามท่านอาจารย์ด้วยตนเอง!”
ในเมื่อเมียจ๋าไม่รู้ เขาก็จะไปถามด้วยตนเอง
พอคิดถึงเนื้อหาบนจดหมายที่แฝงความหมายว่าไม่อาจให้ปฏิเสธรวมถึงการเข้ามาตีสนิทอย่างมีเป้าหมายของเจินอวี้ไป๋ หลิวจี้ก็รอต่อไปไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว ลุกขึ้นเตรียมจะพุ่งไปยังเรือนปทุม
ฉินเหยากระแอมเบาๆหนึ่งครั้ง อาวั่งและอินเยว่ก็เคลื่อนไหวทันที ขวางอยู่หลังประตูคนละฟากซ้ายขวา
หลิวจี้ร้อนใจ ยื่นมือออกไปคิดจะดึงคนทั้งสองออกไป พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย คนสองคนนี้อย่างกับก้อนหิน ปักหลักลึกลงไปในพื้นอิฐสีเขียวนี้ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย!
หลิวจี้ชักมือกลับ หันกลับมาพูดอย่างโมโหว่า “เมียจ๋า เจ้าให้พวกเขาสองคนหลีกทางสิ!”
ฉินเหยาชี้ไปที่เก้าอี้ว่างอย่างใจเย็น “กลับมา นั่งลง”
หลิวจี้ลังเลอยู่เพียงครึ่งวินาทีก็รีบกลับไปนั่งที่เดิมทันที ฝ่ามือวางลงบนหัวเข่า ทำท่าว่านอนสอนง่าย
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจยิ่งแล้วจึงกล่าวว่า “เจ้าไปถามก็ไม่มีประโยชน์ หากท่านอาจารย์อยากจะไป ใครก็รั้งท่านไว้ไม่ได้ แต่หากท่านไม่อยากไปก็ไม่มีใครสามารถพาท่านอาจารย์ออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปต่อหน้าต่อตาข้าได้”
หลิวจี้ตะลึงไป “เมียจ๋า เจ้าหมายความว่า จริงๆแล้วท่านอาจารย์ไม่เต็มใจที่จะกลับไป แต่เป็นคนกลุ่มของเจินอวี้ไป๋ที่ต้องการจะพาท่านอาจารย์ไปโดยใช้กำลังอย่างนั้นหรือ”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ไม่ได้ตอบว่าใช่หรือไม่ เพียงแต่เตือนว่า “เจ้ามามัวกังวลเรื่องเหล่านี้ มิสู้ใช้เวลาที่ยังมีอยู่ในตอนนี้ ไปอยู่กับท่านอาจารย์ให้มากขึ้นจะดีกว่า”
ใจคนก็มีเลือดมีเนื้อ กงเหลียงเหลียวทุ่มเทจิตใจสั่งสอนหลิวจี้ ฉินเหยาเห็นอยู่ในสายตา สำหรับคนที่มอบความจริงใจให้ ต่อให้นางจะเย็นชาเพียงใดก็ย่อมเกิดความเห็นใจขึ้นมาได้
“คืนนี้เกรงว่าหิมะจะตก ตอนเย็นเจ้ากินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็ไปอยู่เป็นเพื่อนท่านอาจารย์ที่เรือนปทุมเถอะ กลางคืนก็คอยดูอุณหภูมิให้ดี อย่าให้ท่านอาจารย์ต้องโดนความหนาว” ฉินเหยากำชับหลิวจี้
แล้วก็เตือนเขาอีกว่า “เรื่องจดหมายในวันนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด เจ้ากับข้าเป็นเพียงสามัญชน ยังไม่อาจล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงได้”
หลิวจี้ถอนหายใจเบาๆ กล่าวอย่างไม่เต็มใจ “หรือเพราะกลัวว่าจะล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ก็เลยต้องทนดูท่านอาจารย์ถูกพวกเขาข่มขู่บังคับอย่างนั้นหรือ”
“มิเช่นนั้นเล่า” ฉินเหยากวาดตามองเขาอย่างเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหนกัน”
หลิวจี้ “…” แทงใจดำ!
เมื่อมีเรื่องในใจ ข้าวเย็นมื้อนี้หลิวจี้จึงกินอย่างไร้รสชาติ พอมองดูคนอื่นๆในบ้าน ทุกคนต่างก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
เด็กสี่คนก็แล้วไปเถอะ อย่างไรเสียก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คนอีกสามคนที่รู้เรื่องกลับยังสามารถทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กินดื่มตามปกติ นี่ทำให้คนมองแล้วยิ่งรู้สึกไม่ดีในใจ
วันธรรมดาก็ดูเหมือนจะเคารพนบนอบอาจารย์ดีอยู่หรอกนะ ไม่คิดว่าพอเจอเรื่องเข้าจริงๆ กลับพึ่งพาไม่ได้สักคน!
ทว่า เมื่อก้มลงมองมือของตัวเองที่เห็นข้อนิ้วชัดเจน เรียวยาวสวยงามแต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะจับดาบ หลิวจี้ก็ยิ่งโมโหจนอัดอั้น ใช้ตะเกียบในมือจิ้มข้าวในชามอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์
ฉินเหยาสังเกตเห็นการกระทำของเขา มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย ก็แค่ความโกรธของคนไร้ความสามารถเท่านั้น
แต่ปฏิกิริยาของหลิวจี้ในครั้งนี้กลับเหนือความคาดหมายของนางอยู่บ้าง คนที่เจอเรื่องแล้วหันหลังวิ่งหนีผู้นี้กลับเกิดมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว
แม้จะเป็นเพียงความโกรธของคนไร้ความสามารถ แต่อย่างน้อยก็โกรธขึ้นมาบ้างแล้ว
ฉินเหยาคิดในใจ วาสนาศิษย์อาจารย์ครั้งนี้คงจะมีน้ำหนักในใจของหลิวจี้อยู่บ้างกระมัง
เพียงแต่ไม่รู้ว่าที่อาลัยอาวรณ์นั้นคือตัวอาจารย์ หรือผลประโยชน์ที่อาจารย์จะนำมาให้ได้
ฟ้ามืดลง แต่แตกต่างจากสีดำสนิทที่สงบเงียบเช่นเคย ลมหนาวพัดมาอย่างกะทันหัน ส่งเสียงร้องหวีดหวิวอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นฟ้าดินก็กลับสู่ความสงบในบัดดล
ต่อจากนั้น ท้องฟ้าก็สว่างขึ้นหนึ่งระดับ หิมะสีขาวราวกับปุยนุ่นโปรยปรายลงมา
“ท่านแม่ ท่านพ่อ หิมะตกแล้ว!” เด็กๆร้องตะโกนอย่างดีใจ
ผู้ใหญ่ที่กำลังผิงไฟอยู่ในห้องก็เดินออกมาดูอย่างสงสัย ในชั่วพริบตานี้ หิมะก็ตกหนักขึ้นอีกเล็กน้อย ท้องฟ้าและแผ่นดินที่เดิมทีเชื่อมต่อกันเป็นสีดำ บัดนี้กลับปรากฏขอบเขตที่ชัดเจนขึ้น
หิมะสีขาวโปรยปรายลงมา เกิดเป็นเสียงซ่าๆอย่างนุ่มนวลในหมู่บ้านเล็กๆที่เงียบสงบ
ในไม่ช้า ในหมู่บ้านก็มีเสียงชื่นชมอย่างดีใจของเด็กและผู้ใหญ่ดังขึ้น
ในครั้งนี้ ผู้คนที่มีถ่านเพียงพอและบ้านเรือนที่แข็งแรงจึงไม่ได้กังวลเรื่องหิมะตกอีกต่อไป แต่กลับมองเห็นความงดงามอันน่าหลงใหลของหิมะที่โปรยปรายอยู่
ฉินเหยายื่นมือออกไป ในไม่ช้าก็มีเกล็ดหิมะสีขาวสองสามเกล็ดตกลงบนปลายนิ้วของนาง เย็นยะเยือก มันถูกอุณหภูมิบนนิ้วมือหลอมละลาย ในไม่ช้าก็กลายเป็นหยดน้ำตกลงไป
ในห้องโถง มีเสียงดังปึงปัง
ฉินเหยาหันกลับไปมองก็เห็นหลิวจี้หยิบตะกร้าสานออกมาใบหนึ่ง ใส่ขนมและชาต่างๆบนโต๊ะในห้องลงไปทั้งจานแล้วยังเปิดตู้กับข้าวอย่างกล้าหาญ หยิบสุราดีออกมาสองไห ลูกกวาดจำนวนหนึ่ง เนื้อแดดเดียวอีกจำนวนหนึ่ง ใส่จนตะกร้าสานเต็มแน่นเอี้ยด
เขาสวมเสื้อกันฝนฟาง แขวนหมวกงอบไว้บนตะกร้าสานแล้วส่งเสียง ‘หึ’ ใส่ฉินเหยาหนึ่งที จากนั้นแบกสุราดีและกับข้าวอร่อยๆเต็มตะกร้าออกเดินทางไปยังเรือนปทุม
คนที่ไม่รู้ คงคิดว่ากำลังจะไปเลี้ยงส่งใครอยู่กระมัง ถึงได้ดูจริงจังขนาดนี้
แล้วยังมีเสียง ‘หึ’ นั่นอีก ฉินเหยารู้สึกว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี
หลิวจี้เดินเร็วมาก ไม่นานก็ถึงบนสะพาน เขาก้าวเดินไปยังทิศทางของเรือนปทุมทีละก้าวทีละก้าว
ฟ้าดินขาวโพลนไปหมดแล้ว มีเพียงจุดสีเทาจุดหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวไม่หยุด
เด็กๆเล่นกันอยู่ในลานบ้านไม่ยอมเข้าห้อง แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างอินเยว่และอาวั่งก็กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน
แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนจามขึ้นมาก่อน ทุกคนจึงเพิ่งรู้สึกว่ามือเท้าเย็นเฉียบ ค่อยๆตื่นจากความยินดีที่หิมะตกและเดินเบียดเสียดกันนำความหนาวเย็นเต็มตัวเข้าไปในห้องที่อบอุ่น
ทุกคนนั่งล้อมวงรอบเตาไฟ ฟังเสียงหิมะตกนอกห้องอย่างเงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยความอิ่มเอมและความสุข
“ถ้าเป็นเช่นนี้ตลอดไปก็คงจะดี” อินเยว่ถอนหายใจอย่างคาดหวัง
นอกห้องหิมะขาวโพลน ในห้องอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ อาหารการกินมีเพียงพอ รายล้อมไปด้วยคนที่สนิทที่สุด
ฉินเหยายิ้มบางๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่นางคาดหวังเช่นกันมิใช่หรือ
เพียงแต่สวรรค์ไม่คล้อยตามความปรารถนาของคนน่ะสิ
หิมะตกหนักตลอดทั้งคืน บนพื้นดินปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะ
ฉินเหยาตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ข้าวเช้ายังไม่ได้กินก็ออกมาตรวจตราตามที่ต่างๆในหมู่บ้าน
คนที่กังวลเช่นเดียวกับนางยังมีหลิวหยาง หลิวต้าฝูและคนอื่นๆ ฟ้าเพิ่งสางก็ตื่นกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายพบกันที่หน้าประตูบ้านของผู้สูงอายุในหมู่บ้าน มองหน้ากันแล้วยิ้ม จากนั้นก็เริ่มจัดระเบียบชาวบ้านให้เก็บกวาดหิมะบนพื้น
หิมะไม่หนามากนัก สูงกว่าหนึ่งนิ้ว กลัวว่าหลังจากละลายแล้วบนพื้นจะเต็มไปด้วยโคลนและแอ่งน้ำจึงกวาดไปไว้ใต้คันนาก่อนเพื่อให้ถนนแห้ง
ทุกบ้านต่างก็กำลังกวาดหิมะหน้าบ้านของตนเอง เด็กๆไม่ต้องไปสำนักศึกษาจึงวิ่งไล่ตามผู้ใหญ่ที่กำลังกวาดหิมะไปทั่วเพื่อแย่งก้อนหิมะมาปั้นเล่น
ในหมู่บ้านเล็กๆ เต็มไปด้วยภาพบรรยากาศที่สนุกสนาน
ทันใดนั้น ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านก็มีเสียงกีบเท้าม้าดังถี่ๆมา
เจินอวี้ไป๋ที่ยืนอยู่หน้าลานกว้างของสำนักศึกษามองดูผู้คนในหมู่บ้านกวาดหิมะอย่างคึกคัก มุมปากประดับรอยยิ้ม แต่เมื่อหางตากวาดไปเห็นทหารม้าเกราะดำกลุ่มหนึ่งที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้างไปในทันที
ในขณะเดียวกัน อินเยว่และอาวั่งที่กำลังเล่นปาหิมะกับเด็กๆอยู่ก็หันขวับไป มองไปยังทิศทางของปากทางเข้าหมู่บ้าน
ชาวบ้านก็ได้ยินเสียงกีบเหล็กกระทบพื้นเช่นกันต่างก็หันไปมอง
จากนั้นก็เห็นกองกำลังราวสิบกว่าคน สวมชุดเกราะอ่อนสีดำ สวมหมวกงอบสีดำ ขี่ม้าศึกสีดำที่ติดอาวุธครบครัน ก้าวเดินมาอย่างเป็นระเบียบ กำลังมุ่งหน้าเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
ไอสังหารที่หนาวเย็นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกองกำลังเข้ามาใกล้ พวกเขากวาดตาลงมามองทุกคนด้วยสายตาดูแคลน
ม้าศึกสีดำตัวสูงใหญ่เดินผ่านหน้าชาวบ้านไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะเบี่ยงหลบแม้แต่น้อย
ชาวบ้านรีบถอยหลังอย่างตื่นตระหนก แต่ก็ยังมีเด็กที่หลบไม่ทัน ถูกท้องม้าที่นูนออกมาชนจนล้มลงไปอย่างแรง
ตอนที่ 575: ทั้งกลัวว่านางจะไม่มา ทั้งกลัวว่านางจะมาจริงๆ
ในหมู่บ้านพลันมีเสียงเด็กร้องไห้ดังลอยมา ตามมาด้วยเสียงด่าทออย่างโกรธเคืองของคนในครอบครัวเด็ก
‘ชิ้ง’ แสงเย็นเยียบสายหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้น ดาบยาวเล่มหนึ่งพาดขวางเข้ามา ชาวบ้านที่กำลังด่าว่าเบิกตากว้างด้วยความตกใจกลัว
เมื่อเห็นว่าคมดาบอันแหลมคมกำลังจะบาดคอของชาวบ้าน ลูกเหล็กเม็ดหนึ่งก็พุ่งเข้ามาด้วยกำลังมหาศาล กระทบเข้าที่มือของผู้ถือดาบอย่างแม่นยำ
ชายผู้นั้นรู้สึกเพียงว่าข้อมือชาหนึบขึ้นมาอย่างรุนแรง มือที่กำดาบพลันคลายออกโดยไม่รู้ตัว ดาบยาวที่เกือบจะฟันคอชาวบ้านสูญสิ้นเรี่ยวแรง เสียงเคร้งดังขึ้น ดาบร่วงหล่นลงไปบนพื้น โคลนตมที่เกิดจากหิมะละลายกระเซ็นขึ้นมา
ราวกับอากาศหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ทั่วทั้งลานกว้างไร้ซึ่งเสียงใดๆ
ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของชายผู้นั้นก็ดังขึ้น เสียงคำรามที่อดกลั้นจนถึงขีดสุดและไม่อาจทนต่อไปได้อีก ในที่สุดก็ทำลายความเงียบงันลง
ชาวบ้านที่เมื่อครู่ยังด่าทออยู่รีบอุ้มลูกวิ่งถอยไป จนกระทั่งวิ่งไปถึงด้านหลังของสตรีนางหนึ่งที่ถือหนังสติ๊กอยู่จึงหยุดลง
“ผู้ใหญ่บ้าน…” เมื่อคนในครอบครัวนั้นเห็นนาง ในที่สุดจิตใจก็รู้สึกสงบลง
ฉินเหยาหันไปพยักหน้าให้เด็กที่ตกใจจนไม่กล้าแม้แต่จะร้องไห้ โบกมือเป็นสัญญาณให้ชาวบ้านทุกคนกลับเข้าบ้านไป
ชาวบ้านไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบหลบเข้าบ้านทันที เพียงแง้มประตูเป็นช่องเล็กๆ เพื่อสังเกตสถานการณ์ภายนอก
อินเยว่มองท่านอาจารย์แวบหนึ่ง นางพยักหน้าให้อาวั่งแล้วให้เขาพาพวกต้าหลางสี่พี่น้องกลับไป
อาวั่งพยักหน้ารับ รู้ว่าหากฐานะของตนถูกเปิดเผยจะก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นไรจึงอุ้มฝาแฝดขึ้นแล้วส่งสัญญาณให้ต้าหลางและเอ้อร์หลางตามตนกลับบ้านไปก่อน
ในไม่ช้า บนลานกว้างก็เหลือเพียงฉินเหยาและอินเยว่สตรีสองนางเผชิญหน้ากับทหารม้าเกราะดำทั้งกองที่เต็มไปด้วยไอสังหารเย็นเยียบ
คนที่ถูกลูกเหล็กยิงในที่สุดก็หยุดร้องโหยหวน เขาพลิกตัวลงจากม้าแล้วเก็บดาบที่พื้นขึ้นมาหมายจะพุ่งเข้าใส่ฉินเหยา
แต่เดินยังไม่ทันถึงสองก้าวก็ถูกผู้นำตวาดห้ามไว้
อินเยว่กวาดตามองผู้ที่เอ่ยปากด้วยความประหลาดใจยิ่งแล้วรีบหันไปพูดกับฉินเหยาว่า “ท่านอาจารย์ เขาคือชายแซ่ไป๋ที่พักอยู่ในโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่ฟ่านเจ้าค่ะ”
เสียงของอินเยว่เพิ่งจะขาดคำ สายตาคมกริบของชายผู้นั้นก็จับจ้องมาที่สองศิษย์อาจารย์
“เจ้าคือผู้ใหญ่บ้านสตรีแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวคนนั้นรึ” ไป๋เฮ่อเอ่ยถามหยั่งเชิง
เพราะเครื่องแบบทหารม้าเกราะดำทำให้ใบหน้าธรรมดานั้นมีความเผด็จการไม่ยินยอมให้ขัดขืนเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
ฉินเหยาเพียงเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา ไม่ได้ตอบคำถาม
ดวงตาของนางจ้องเขม็งไปที่คนถือดาบ ก้าวเข้าไปทีละก้าว ปลดปล่อยจิตสังหารรุนแรงออกมาโดยไม่ปิดบัง มองเขาราวกับมองคนตาย
อีกฝ่ายคิดว่านางจะลงมือจึงยกดาบขึ้นขวางไว้ตรงหน้าอย่างระแวดระวัง เมื่อยกดาบขึ้นก็กระเทือนไปถึงข้อมือที่เพิ่งถูกลูกเหล็กยิง ความเจ็บปวดแล่นปราดเสียจนแทบจะกำดาบไว้ไม่ไหว
ฉินเหยาเบ้ปากอย่างเย้ยหยัน ก้มลงเก็บลูกเหล็กที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา เช็ดคราบโคลนกับชายเสื้อแล้วถอยไปข้างทาง
“ในหมู่บ้านมีคนชราและเด็กอยู่มาก ทั้งยังเคลื่อนไหวเชื่องช้า พวกท่านโปรดระมัดระวังให้มากหน่อยจะดีกว่า” นางเงยหน้าขึ้นกล่าวเสียงเรียบ
สีหน้าเช่นนั้นราวกับว่าคนที่เต็มไปด้วยจิตสังหารเมื่อครู่ไม่ใช่นาง
ไป๋เฮ่อหรี่ตาลง รู้สึกเพียงว่าสตรีผู้นี้เขามองอย่างไรก็ไม่สบายใจ แต่ครั้งนี้เขามาไม่ใช่เพื่อชาวบ้านที่ต่ำต้อยเหล่านี้
เพราะมีเรื่องสำคัญต้องทำ อีกทั้งอีกฝ่ายยังมีทีท่าว่าตราบใดที่ไม่ทำร้ายชาวบ้านก็จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ไป๋เฮ่อจึงไม่สะดวกลงมือกับนาง
เขาจ้องมองลูกน้องที่ทำอะไรไม่รู้จักคิดด้วยสายตาดุร้ายแวบหนึ่ง ควบม้านำกลุ่มคนผ่านหน้าสองศิษย์อาจารย์ฉินเหยาไป มุ่งหน้าไปยังเรือนหลังที่อยู่ลึกที่สุดในหมู่บ้าน
“ท่านอาจารย์?” อินเยว่มองคนกลุ่มนั้นเดินจากไปแล้วมองท่านอาจารย์ด้วยความเป็นห่วง “พวกเราจะตามไปดูหรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วก้าวเท้าเดินออกไป
อินเยว่โล่งใจ รีบตามไปทันที
เมื่อคืนสามีท่านอาจารย์ไม่กลับมาทั้งคืน ตอนนี้น่าจะกำลังอยู่เป็นเพื่อนท่านอาจารย์กงเหลียงที่เรือนปทุม หากสามีท่านอาจารย์ขัดขวางคนกลุ่มนั้นไม่ให้พาอาจารย์กงเหลียงไป เห็นทีคงจะไม่ดีแน่
สองศิษย์อาจารย์ก้าวเดินตามหลังไป๋เฮ่อและคนอื่นๆไป ไป๋เฮ่อสังเกตเห็นคนทั้งสองก็ขมวดคิ้วมุ่น เขามองสองศิษย์อาจารย์ด้วยสายตาไม่เป็นมิตรนัก ทั้งยังแฝงนัยเตือนไว้อย่างชัดเจน
คงเป็นเพราะกังวลว่าจะพัวพันไปถึงหมู่บ้านจึงตามมาดูสถานการณ์ ไม่เหมือนจะมาขัดขวางพวกเขา
เมื่อไป๋เฮ่อเห็นทั้งสองคนหยุดและไม่ตามมาต่อแล้วจึงละสายตากลับมา โบกมือให้ลูกน้อง
ในไม่ช้า ทหารม้าเกราะดำก็แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว ปิดล้อมทางเข้าออกทั้งหมดของเรือนปทุมไว้
คนในเรือนปทุมสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวภายนอกนานแล้ว เมื่อเห็นฉากนี้ สือโถว อากู่ และผู้คุ้มกันตระกูลฉีคนอื่นๆ ก็รีบวิ่งออกมาจากประตูใหญ่ทันที ขวางไป๋เฮ่อและคนอื่นๆที่ต้องการบุกเข้าไปในเรือนเอาไว้
เมื่อทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันก็เกิดบรรยากาศของการชักกระบี่น้าวเกาทัณฑ์ ต่างชักอาวุธออกมาจ่อหน้าอีกฝ่าย บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด
ส่วนในเรือน หลิวจี้และฉีเซียนกวนยืนคุ้มกันอยู่ข้างซ้ายและขวาของกงเหลียงเหลียว ดวงตาเต็มไปด้วยความตึงเครียด
เรื่องเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ปฏิกิริยาของฉีเซียนกวนและหลิวจี้ที่รู้ข่าวอยู่แล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เด็กหนุ่มมองไปยังกงเหลียงเหลียวอย่างเจ็บปวดใจเล็กน้อย คิดว่าเป็นทางเลือกที่ท่านอาจารย์ตัดสินใจด้วยตนเอง เขาอดทนแล้ว.อดทนอีก สุดท้ายก็ทนไม่ไหวเอ่ยถามเสียงเบาว่า
“ท่านอาจารย์ ท่านจะไปจริงๆหรือขอรับ”
เมื่อได้ยิน กงเหลียงเหลียวก็หัวเราะเยาะเสียงต่ำ “ไม่ใช่ความประสงค์ของข้า”
เขาไม่ได้ตำหนิที่ศิษย์สงสัยในตัวเขา เพียงแต่ยิ้มขื่น ไม่คิดว่าคนของรัชทายาทจะมาเร็วขนาดนี้
เขาควรจะคิดได้ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่เห็นเจินอวี้ไป๋ก็ควรจะคิดถึงสถานการณ์เช่นวันนี้ได้
ผู้เฒ่าช้อนดวงตาที่ขุ่นมัวขึ้นมองไปยังนอกลานบ้าน เมื่อเห็นเหล่าทหารม้าเกราะดำในชุดยุทโธปกรณ์ชั้นเลิศแล้วหันไปมองพวกผู้คุ้มกันตระกูลฉีที่สวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดา กระทั่งเกราะอ่อนสักตัวก็ยังไม่ได้สวมใส่ก็ส่ายหน้าอย่างไม่คาดหวังสิ่งใด
“จิ่งเซวียน ให้คนของเจ้าถอยไปเถอะ พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของทหารม้าเกราะดำ” กงเหลียงเหลียวสั่งฉีเซียนกวน
ฉีเซียนกวนตกใจมาก เขาไม่ได้สั่งให้สือโถวและคนอื่นๆ ถอยไปตามคำสั่งของท่านอาจารย์ เขารู้เพียงว่าในเมื่อไม่ใช่ความประสงค์ของท่านอาจารย์ เช่นนั้นในฐานะศิษย์ เขาก็ควรจะทำตามความปรารถนาของอาจารย์ นั่นคือการคุ้มครองท่านผู้เฒ่า
เด็กหนุ่มมองหลิวจี้อย่างร้อนรน “ศิษย์น้อง เมื่อครู่เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าฮูหยินต้องกำลังเดินทางมาแล้วแน่ๆ หากฮูหยินลงมือก็ไม่ต้องกลัวทหารม้าเกราะดำพวกนี้แล้ว”
ประโยคหลังนี้พูดให้กงเหลียงเหลียวฟัง หวังว่าท่านอาจารย์จะวางใจได้ ตราบใดที่ท่านผู้เฒ่าไม่อยากไป ศิษย์ย่อมต้องคุ้มครองท่าน
หลิวจี้ใจคอไม่ดีจึงไม่กล้ามองดวงตาที่คาดหวังของฉีเซียนกวน ท่าทีของฉินเหยาเมื่อคืนเขารู้ดีอยู่แล้ว นางบอกว่าไม่ยุ่งก็ย่อมไม่ลงมือแน่
แต่หลิวจี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะยืดคอชะเง้อมองออกไปข้างนอก คิดในใจว่าเผื่อไว้ก่อน เผื่อว่าสตรีใจร้ายที่ใจแข็งดั่งหินผาจะใจอ่อนขึ้นมาเล่า!
แต่เหตุผลกลับบอกเขาว่า หากล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ คนกว่าสองร้อยคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวคงจะต้องจบสิ้นกันหมด
ในตอนนี้ภายในใจของหลิวจี้ขัดแย้งอย่างยิ่ง ทั้งกลัวว่าฉินเหยาจะไม่มา ทั้งกลัวว่านางจะมาจริงๆ
เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายที่ชักกระบี่น้าวเกาทัณฑ์ที่หน้าประตูกำลังจะลงมือกัน หลิวจี้ก็เกิดปัญญาขึ้นในยามคับขัน เขาก้มหน้ามองกงเหลียงเหลียว “ท่านอาจารย์ หรือท่านจะแสร้งไปกับพวกเขาก่อน รอจนออกจากเขตหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว ข้าจะพาเมียจ๋าไปช่วยท่านเอง!”
เช่นนี้แล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะพัวพันมาถึงทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิว หลิวจี้หลงรักมันสมองอันชาญฉลาดของตัวเองนักที่สามารถคิดแผนการอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ออกมาได้
แต่แผนการอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ ฉีเซียนกวนกลับขมวดคิ้วเมื่อได้ฟัง เมื่อครู่เขาคิดเพียงแต่จะให้ฮูหยินมาแก้ไขสถานการณ์คับขันในตอนนี้ พอได้ฟังคำพูดของหลิวจี้แล้วจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวอีก
ตอนที่ 576: ศิษย์น้องรีบหนีไป
เดิมทีนี่ก็เป็นเรื่องของตระกูลฉีกับทหารม้าเกราะดำ จะไปทำให้ผู้บริสุทธิ์เดือดร้อนได้อย่างไร
ฉีเซียนกวนกำลังจะบอกว่าถึงเวลาตนจะนำสือโถว อากู่ และคนอื่นๆไปช่วยท่านอาจารย์กลับมา แต่ยังไม่ทันได้พูดจบก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นของกงเหลียงเหลียว
เขามองศิษย์ทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้าอย่างยินดี ยิ้มจนริ้วรอยที่หางตาทับซ้อนกันทั้งหมด ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมมาตลอดพลันดูเมตตาอย่างยิ่ง
ผู้เฒ่าจับมือศิษย์คนละข้างแล้วกล่าวอย่างพึงพอใจว่า “ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแล้วก็ซานเอ๋อร์เจ้า ต่อไปห้ามมีความคิดเช่นนี้อีกเด็ดขาด หากทำให้เหยาเหนียงต้องเดือดร้อน ข้าผู้เฒ่าจะตีเจ้าให้ตาย!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ศิษย์ทั้งสองคนก็ตกใจอย่างมาก “ท่านอาจารย์?!”
กงเหลียงเหลียวจ้องมองคนทั้งสองอย่างรังเกียจ “หุบปาก น่ารำคาญจริงๆ!”
แล้วหันไปสั่งฉีเซียนกวน “จิ่งเซวียน ให้พวกเขาถอยไป”
คิ้วเข้มของฉีเซียนกวนขมวดเข้าหากันแน่น ชะงักไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากสั่งให้สือโถวและผู้คุ้มกันคนอื่นๆถอยไป
พอเหล่าผู้คุ้มกันถอยออกไป ไป๋เฮ่อก็นำทหารม้าเกราะดำสี่นายพุ่งเข้ามาในเรือนอย่างรวดเร็ว บีบให้ผู้คุ้มกันตระกูลฉีทั้งหมดในเรือนถอยออกไปกลางเรือน
ไป๋เฮ่อมาถึงเบื้องหน้าสามอาจารย์ศิษย์ เขากวาดตามองหลิวจี้ขึ้นลงก่อนแล้วส่งเสียงเย้ยหยันใบหน้าที่งดงามล่มเมืองของเขา จากนั้นหันไปมองฉีเซียนกวนที่กำหมัดแน่น กล่าวเตือนกึ่งข่มขู่
“คุณชายน้อยฉี พวกเราไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับเสนาบดีฉี หวังว่าคุณชายน้อยจะถอยไปเอง”
ฉีเซียนกวนยืดหลังตรง กลับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องมองไป๋เฮ่อที่กำลังได้ใจอย่างเย็นชา “บอกว่าไม่อยากเป็นศัตรู แต่การกระทำของท่านในตอนนี้ ความแค้นนี้ก็ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว!”
“หากท่านกล้าไม่เคารพท่านอาจารย์ข้าก็เท่ากับตั้งตัวเป็นศัตรูกับตระกูลฉีของข้าทั้งตระกูล ขอท่านโปรดไตร่ตรองให้ดี”
“แม้ผู้แซ่ไป๋จะเป็นเพียงนักรบที่เรียนมาน้อย แต่ก็ชื่นชมความรู้ของท่านอาจารย์อย่างยิ่ง คุณชายน้อยไม่ต้องกังวล โปรดวางใจมอบท่านอาจารย์ให้พวกเราดูแลเถิด”
ไป๋เฮ่อยิ้มเย้ยหยัน ยังคงรักษาท่าทีสุภาพไว้ ประสานมือคารวะกงเหลียงเหลียว “ท่านอาจารย์ยังมีสัมภาระอะไรที่ต้องเก็บอีกหรือไม่ ไป๋เฮ่อยินดีรับใช้”
กงเหลียงเหลียวแค่นเสียงขึ้นจมูก หากทำได้ เขาก็คร้านจะพูดกับพวกคนเถื่อนกลุ่มนี้แม้เพียงครึ่งคำ
แต่หากเขาไม่เอ่ยปาก คนอื่นก็จะต้องเดือดร้อน
ทว่าเขาเป็นคนรักอิสระมาแต่กำเนิด แม้ร่างกายจะขยับไม่ได้ แต่ปากก็ยังคงร้ายกาจนัก
“ไป๋เฮ่อ ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะเสียนี่กระไร” กงเหลียงเหลียวกวาดตามองคนในชุดสีดำทะมึนที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความหมายเป็นนัย “น่าเสียดาย กระเรียนเป็นสัตว์ที่ขาวสะอาดและสูงส่ง แต่ตอนนี้กลับถูกนำมาใช้กับนักรบหยาบคายเช่นเจ้า ข้าผู้เฒ่าฟังแล้วรู้สึกขยะแขยง”
“มิสู้…เจ้าเปลี่ยนชื่อไปเป็นอีกาดำไม่ดีกว่าหรือ” ผู้เฒ่ายิ้มร้ายพลางเหลือบมองไป๋เฮ่อแวบหนึ่ง
อีกฝ่ายหน้าดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด แต่ความ.อดทนเป็นเลิศจึงทำเพียงก้มหน้าลง เอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ชื่อไป๋เฮ่อนั้น.องค์รัชทายาทประทานให้ด้วยพระองค์เอง หากไม่ได้รับอนุญาตจาก.องค์รัชทายาท ผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมไม่กล้าเปลี่ยนชื่อ หวังว่าท่านอาจารย์จะเข้าใจ”
เขาไม่เอ่ยถึงรัชทายาทยังดี พอเอ่ยขึ้นมา กงเหลียงเหลียวก็รู้สึกมีไฟโทสะลุกโชนขึ้นมา เขาสะบัดแขนเสื้อ ซัดฝ่ามือลมใส่ไป๋เฮ่อที่หมายจะเข้ามาเข็นรถเข็นให้อย่างแรง!
“เจ้าทหารชั้นต่ำ อย่ามาทำให้ของของข้าผู้เฒ่าสกปรก!” กงเหลียงเหลียวหน้าแดงก่ำ ตวาดอย่างกราดเกรี้ยว
ไป๋เฮ่อหลบได้เร็วมากจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่ถูกกงเหลียงเหลียวก่อกวนเช่นนี้ พลัน.อดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่เช่นกัน ใบหน้าดำคล้ำจ้องไปที่กงเหลียงเหลียวแล้วเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“ท่านอาจารย์ อาละวาดพอประมาณก็พอแล้ว องค์รัชทายาทยังรอท่านกลับเมืองหลวงไปฉลองปีใหม่ด้วยกันอยู่นะขอรับ!”
“หากท่านอาจารย์ไม่ยินยอมแล้วจะปล่อยให้พวกเราเข้ามาทำไม”
“หากยินยอมแล้ว จะมาอาละวาดใส่พวกทหารชั้นต่ำเช่นพวกเราที่นี่ทำไม เส้นทางกลับเมืองหลวงจะว่ายาวก็ยาว จะว่าสั้นก็สั้น หากท่านอาจารย์อยากจะอยู่อย่างสบายหน่อย ได้พบ.องค์รัชทายาทเร็วขึ้นอีกนิดก็อย่าได้ทำตัวเป็นเด็กๆอีกเลย”
คำพูดที่เหลือเขาไม่ต้องพูด สามอาจารย์ศิษย์ก็เข้าใจถึงคำขู่ในนั้นได้
สีหน้าของกงเหลียงเหลียวเคร่งขรึมลง อยากจะพูดอะไรบางอย่าง ริมฝีปากขยับ แต่กลับเปล่งได้เพียงเสียงถอนหายใจที่คล้ายจะโศกเศร้าคล้ายจะร่ำไห้
ท่านอาจารย์ของเขาคือมหาบัณฑิตที่บัณฑิตนับหมื่นนับพันเคารพเลื่อมใส วันนี้กลับถูกนักรบหยาบคายที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่งรังแกจนเป็นเช่นนี้
ในวินาทีนี้ หลิวจี้สัมผัสได้อย่างลึกซึ้งแล้วว่าอำนาจของราชสำนักนั้นเป็นอย่างไร
ให้เป็นให้ตาย ล้วนอยู่ในความคิดเดียว จะให้เจ้าอยู่ก็อยู่ จะให้เจ้าตายก็ต้องตาย ช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร!
แต่ในฐานะศิษย์ จะทนเห็นท่านอาจารย์ของตนถูกคนอื่นดูหมิ่นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
ดูหมิ่นท่านอาจารย์ข้าก็เหมือนดูหมิ่นข้า หลิวจี้รู้สึกว่าตนเองก็ถูกดูหมิ่นอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน
บุรุษที่ถูกเมียจ๋าปกป้องมาอย่างดีผู้นี้ เคยได้รับความอัปยศเช่นนี้เมื่อใดกัน
คนที่เคยทำให้เขาอัปยศเช่นนี้ครั้งล่าสุดได้ถูกลบชื่อออกจากสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยางไปนานแล้ว ถูกเมียจ๋าของเขาบิดคอส่งลงนรกไปแล้ว!
ไป๋เฮ่อคิดจะมาเข็นรถเข็นอีกครั้ง หลิวจี้ก็เลือดขึ้นหน้า รีบพุ่งออกไป ขวางอยู่เบื้องหน้าท่านอาจารย์ ตะโกนด่าจนน้ำลายฟุ้งกระจายเต็มฟ้า
“เจ้าคนเถื่อน หูข้างไหนของเจ้าได้ยินว่าท่านอาจารย์ข้าจะไปกับเจ้า หากท่านอาจารย์ไม่พยักหน้า เจ้าก็ลองแตะต้องรถเข็นของท่านอาจารย์ข้าดูสิ!”
รู้สึกได้ถึงน้ำลายที่กระเซ็นมาบนใบหน้า ไป๋เฮ่อก็หรี่ตาลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ยกมือขึ้นลูบหน้า พอสัมผัสก็เปียกชื้น เป็นน้ำลายจริงๆ!
“เจ้าอยากตายรึ” เสียงที่ไป๋เฮ่อเค้นออกมาจากไรฟันนั้นเย็นเยียบเหมือนกับงูพิษทำให้หลิวจี้ขนลุกซู่
ไป๋เฮ่ออาจจะยอมให้กงเหลียงเหลียวเหิมเกริมกับตนได้ อาจจะไม่ถือสาคุณชายน้อยแห่งตระกูลเสนาบดีฉีได้ แต่เขาทนไม่ได้เด็ดขาดที่หลิวจี้ซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านชั้นต่ำคนหนึ่งจะมาถ่มน้ำลายรดหน้าเขา
คำว่า ‘เจ้าอยากตายรึ’ เพิ่งขาดคำ มือใหญ่ก็จับด้ามกระบี่ทันที ชักกระบี่ประจำกายออกมาแทงใส่หลิวจี้ที่ขวางทางอยู่!
จิตสังหารอันเย็นเยียบจู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน หลิวจี้ก็ม้วนตัวลงไปกับพื้นหลบตามสัญชาตญาณทันที
การเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณของเขานั้นรวดเร็วจนเกินระดับที่คนธรรมดาจะทำได้ กระบี่ที่ไป๋เฮ่อแทงออกมาด้วยเจตนาสังหารจึงแทงพลาดไป
มุมปากของกงเหลียงเหลียวยกขึ้นทันที ฉีเซียนกวนแอบยกนิ้วโป้งให้ศิษย์น้องอย่างเงียบๆ
ในที่สุดศิษย์น้องเล็กก็ได้ทวงคืนศักดิ์ศรีให้พวกเขาสามอาจารย์ศิษย์แล้ว
แม้ท่าทางจะดูทุลักทุเลไปบ้าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงและโกรธจัดของไป๋เฮ่อก็รู้สึกคลายโทสะไปได้บ้าง
หลิวจี้พลิกตัวลุกขึ้น จับที่จับรถเข็นของท่านอาจารย์แล้วเข็นออกไปข้างนอก
ไป๋เฮ่อคำรามลั่น “สกัดเขาไว้!”
ฉีเซียนกวนรีบพุ่งไปอยู่เบื้องหน้าไป๋เฮ่อ บัณฑิตผู้สุภาพไม่รักษาภาพลักษณ์อีกต่อไปแล้ว เขารวบกอดเอวของไป๋เฮ่ออย่างแรง ทั้งร่างห้อยอยู่บนตัวเขา ใช้น้ำหนักทั้งตัวทับขาของเขาไว้แน่นแล้วหันไปตะโกนบอกหลิวจี้ว่า
“ศิษย์น้องรีบหนีไป!”
หลิวจี้เข็นรถเข็น หลบซ้ายหลบขวา หลบการสกัดของทหารม้าเกราะดำได้อย่างฉิวเฉียดติดต่อกันและเมื่อมองเห็นประตูใหญ่ที่เปิดกว้าง มุมปากก็ฉีกออก เผยรอยยิ้มอันบ้าคลั่ง “ท่านอาจารย์ ท่านจับให้แน่นนะขอรับ! ศิษย์จะพาท่านออกไปเดี๋ยวนี้!”
ในใจด่าลั่นว่า ‘องค์รัชทายาทบิดาเจ้าสิ!’ เท้าก็พลันพุ่งออกไปอย่างแรง ทั้งคนทั้งรถเข็นพุ่งทะยานขึ้นไปบนทางลาด
แรงส่งทำให้รถเข็นทั้งคันลอยละลิ่วออกไปโดยตรง
กงเหลียงเหลียวหัวเราะ “ฮ่าๆๆ” อย่างบ้าคลั่ง ในวินาทีที่ลอยขึ้นไปในอากาศ เขาราวกับได้เห็นท้องฟ้าอันกว้างใหญ่และเป็นอิสระกำลังกวักมือเรียกตนเองอยู่
ตอนที่ 577: เมื่อเลือกแล้วก็ต้องไปให้สุดทาง
“ปัง!” เสียงกระแทกพื้นดังสนั่น
สมกับที่เป็นผลงานของช่างไม้หลิว คุณภาพรับประกันได้จริงๆ ถูกสองอาจารย์ศิษย์ทารุณถึงเพียงนี้ รถเข็นก็ยังไม่พัง สองล้อใหญ่หมุนติ้วไปข้างหน้า ประหนึ่งกงล้อไฟอันไร้เทียมทาน
พื้นหิมะที่ละลายไม่หมดกลายเป็นเครื่องช่วยขับเคลื่อนที่ดีที่สุด ส่งสองอาจารย์ศิษย์ไปยังถนนใหญ่ในพริบตา
แต่ทหารม้าเกราะดำที่อยู่ด้านนอกลานได้มาดักรออยู่ที่ทางแยกนี้แล้ว สองอาจารย์ศิษย์ที่เบรกไม่ทันจึงจำต้องยุติเส้นทางการหลบหนีอันแสนสั้นของพวกตนลงอย่างกะทันหัน
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอโทษนะขอรับ” หลิวจี้ก้มหน้าลงอย่างเศร้าใจ
กงเหลียงเหลียวตบแขนเขา “ไม่เป็นไร อาจารย์รู้สึกดีใจมาก” ดังนั้นผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้น จริงๆแล้วไม่สำคัญเลย
ไป๋เฮ่อสลัดฉีเซียนกวนหลุดแล้วก็ถือกระบี่ก้าวพรวดพราดออกจากประตูมา พุ่งตรงไปยังหลิวจี้
จิตสังหารอันเข้มข้นพุ่งเข้าโอบล้อมหลิวจี้อย่างรุนแรง หลิวจี้ที่เมื่อครู่ยังรู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถพาท่านอาจารย์หนีไปได้พลันสะดุ้ง ตื่นตัวขึ้นมาทันที
กระบี่เล่มใหญ่คมกริบถูกยกขึ้นสูงเหนือศีรษะของเขา
กงเหลียงเหลียวตกใจจนหน้าซีด ร้องตะโกนอย่างร้อนรนว่า “ซานเอ๋อร์ระวัง!”
ทว่า การเข็นรถเข็นหลบหนีเมื่อครู่ได้ใช้พละกำลังของหลิวจี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว ในตอนนี้เมื่อมองดูกระบี่คมกริบที่ฟันลงมา ร่างกายกลับนิ่งงันไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรไปชั่วขณะ
กลิ่นคล้ายสนิมเหล็กลอยเข้าปะทะจมูกอย่างชัดเจนตามด้วยกระบี่ที่เข้ามาใกล้ นั่นคือกระบี่ที่สังหารคนมาแล้วนับไม่ถ้วน เลือดของผู้คนมากมายย้อมมันจนชุ่มโชก กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นไม่ว่าจะล้างด้วยน้ำสะอาดเท่าใดก็ไม่อาจล้างให้หมดจดได้อีก
เวลาในชั่วขณะนี้พลันเชื่องช้าลงอย่างมาก หลิวจี้มองเห็นคราบเลือดสีแดงคล้ำบนร่องกระบี่นั้นได้อย่างชัดเจน สมองกู่ร้องอย่างบ้าคลั่งให้เขาหลบไป แต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้แม้แต่น้อย
กลิ่นอายแห่งความตายอันสิ้นหวังเข้าปกคลุมหลิวจี้ในทันที ทำให้เขารู้สึกมึนงงเล็กน้อย
ใกล้เข้ามามากแล้ว คมดาบอันแหลมคมมาถึงหน้าอกของเขาแล้ว ความเย็นเฉียบที่ผ่านเสื้อนวมหนาๆ ทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน
เสียงถอนหายใจอย่างจนใจของสตรีดังมาจากที่ใดไม่ทราบ ราวกับเป็นโล่หนา ส่องแสงสว่างขึ้นในโลกที่มืดมิด ทำให้เขามองเห็นความหวังจากสถานการณ์ที่สิ้นหวังนี้
ฉินเหยาพุ่งทะลวงวงล้อมของทหารม้าเกราะดำเข้าไปราวกับสายฟ้า พลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ราวกับก้อนหินขนาดยักษ์พุ่งเข้าชน ซัดทหารม้าเกราะดำหลายนายจนกระเด็นไป
นางฉวยดาบเล่มใหญ่ในมือของทหารม้าเกราะดำที่อยู่ใกล้ที่สุดมาอย่างรวดเร็ว อาศัยแรงพุ่งไปข้างหน้านี้ ทะยานร่างอันแข็งแกร่งออกไปราวกับเสือดาว สองมือจับดาบไว้แล้วเล็งไปที่กระบี่สีเงินขาวเล่มนั้น จากนั้นก็ฟันลงไปอย่างแรง!
ประกายไฟแลบแปลบปลาบ กระบี่ยาวสีเงินขาดออกเป็นสองท่อน ปลายกระบี่ที่หลุดจากด้าม กรีดผ่านเสื้อนวมบริเวณหน้าอกของหลิวจี้ ก่อนจะส่งเสียง “เคร้ง” ตกลงบนพื้น
ปุยนุ่นลอยฟุ้ง กระจายหนาแน่นยิ่งกว่าหิมะเมื่อคืน บดบังสายตาที่ตกตะลึงของไป๋เฮ่อ
ฉินเหยาโยนดาบในมือทิ้ง ยกหมัดขึ้น ต่อยสวนขึ้นไปที่คางของไป๋เฮ่ออย่างแรง!
เสียงหมัดลุ่นๆ กระทบเนื้อทำให้หัวใจของหลิวจี้สั่นสะท้าน เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตนเองไม่ได้ถูกไป๋เฮ่อแทงตายด้วยกระบี่เดียว
เขามองสตรีที่อยู่เบื้องหน้าอย่างตื่นเต้น “เมียจ๋า…”
แต่พูดยังไม่ทันจบก็เห็นสตรีเบื้องหน้าเตะไป๋เฮ่อที่ถูกหมัดซัดจนมึนงงกระเด็นออกไป!
เห็นเพียงนักรบในชุดสีดำทะมึนลอยเป็นเส้นโค้งที่งดงามในอากาศ ก่อนจะกระแทกเข้ากับกำแพงของลานเรือนปทุมอย่างแรง เกิดเสียงดังสนั่นน่าสะพรึงกลัว
รอยแตกราวกับกระดองเต่าปรากฏขึ้นบนกำแพงสีขาว หลิวจี้คิดในใจว่าไม่ดีแล้ว
วินาทีต่อมา กำแพงทั้งผืนก็ไม่อาจรับน้ำหนักไหว ทลายลงมาดังโครม!
เศษอิฐเศษกระเบื้องนับไม่ถ้วนถล่มลงมาทับร่างของไป๋เฮ่อ ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปกระอักเลือดออกมาคำโต ย้อมพื้นหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่ฉีเซียนกวนจงใจทิ้งไว้จนเบ่งบานเป็นดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่ชวนบาดตายิ่งนัก
เมื่อไม่มีกำแพงมาบดบัง ฉีเซียนกวน สือโถวและคนอื่นๆที่ยืนนิ่งอยู่ในลานก็ปรากฏต่อหน้าทุกคน สายตาตกตะลึงทุกคู่จับจ้องไปยังสตรีที่ยืนอยู่บนหิมะขาวโพลน ตกใจจนไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอไปชั่วขณะ
“ใต้เท้าเฮ่อ!”
ทหารม้าเกราะดำสามนายที่ยังยืนอยู่ ตะโกนเรียกไป๋เฮ่อที่นอนจมกองเลือดด้วยดวงตาแดงก่ำราวกับจะปริแตก
เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ในกองเลือดขยับตัวเล็กน้อยก็รีบพุ่งเข้าไป ช่วยพยุงเขาออกมาจากใต้กองซากปรักหักพัง
ปากของไป๋เฮ่อยังคงคายเลือดออกมา เขาสำลักออกมาหลายคำโตๆ แล้วจึงค่อยๆได้สติขึ้นมาบ้าง มองฉินเหยาที่เดินเข้ามาหาตนอย่างช้าๆด้วยความหวาดกลัว ร่างกายถดไปข้างหลังตามสัญชาตญาณ
สตรีผู้นี้ แข็งแกร่งจนน่ากลัว!
ฉินเหยายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าคนหลายคน ทอดสายตามองลงไปยังไป๋เฮ่อที่หายใจรวยรินแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“จะตีสุนัขก็ต้องดูเจ้าของด้วย หลิวจี้เป็นคนของข้า ความเป็นความตายของเขามีเพียงข้าเท่านั้นที่ควบคุมได้”
“เจ้า ล้ำเส้นแล้ว!”
ไป๋เฮ่อเบิกตากว้าง นางเป็นเพียงหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง แต่กลับกล้าบอกว่าเขาล้ำเส้น?
ไป๋เฮ่ออยากจะหัวเราะ แต่เขาหัวเราะไม่ออก ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่แผ่มาจากอวัยวะภายในทำให้เพียงแค่การเงยหน้าขึ้นมองนางก็กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
เมื่อมองดูเศษอิฐเศษกระเบื้องที่เกลื่อนพื้น เขาไม่สงสัยเลยว่าวินาทีต่อไปนางจะฆ่าเขา
ทหารม้าเกราะดำที่ถูกฉินเหยาชนล้มเมื่อครู่ค่อยๆลุกขึ้นมา ถือดาบเข้ามาล้อมนางอย่างระแวดระวัง
ทว่า ฉินเหยาเพียงหันกลับไปกวาดตามองพวกเขาทีหนึ่ง สายตานั้นแข็งกร้าวจนไม่อาจล่วงเกินได้ ปลุกความกลัวตามสัญชาตญาณในร่างกายของพวกเขาทันทีทำให้พวกเขาตกใจจนไม่กล้าขยับไปข้างหน้าแม้เพียงครึ่งก้าว
เมื่อขึ้นสายธนูแล้ว ลูกศรย่อมไม่มีวันหวนกลับ ฉินเหยาลงมือไปแล้ว บัดนี้จึงทำได้เพียงถลึงตาใส่หลิวจี้ตัวต้นเหตุอย่างดุร้ายแล้วเดินบนเส้นทางนี้ไปให้ถึงที่สุด
หลิวจี้รู้สึกว่าแม้แต่ตอนที่เมียจ๋าถลึงตาใส่ก็ยังงดงามไร้ผู้ใดเปรียบ ในดวงตาราวกับมีแสงดาวส่องประกาย งดงามจนสะกดสายตา
เขาเดินมาด้านหลังกงเหลียงเหลียวอย่างมึนๆงงๆเล็กน้อย เข็นรถเข็นถอยไปริมถนนใหญ่ เพื่อไม่ให้ขวางการแสดงฝีมือของเมียจ๋าในลำดับต่อไป
ฉีเซียนกวนในลานเหลือบเห็นการกระทำของศิษย์น้องก็รีบส่งสัญญาณให้สือโถวและคนอื่นๆถอยไปข้างหลังเช่นกัน
แต่ภาพฉินเหยาอาละวาดสังหารไปทั่วทุกทิศที่คาดไว้กลับไม่ปรากฏขึ้น นางหันกลับไปพูดกับเจินอวี้ไป๋ที่ยืนพิงกำแพงอยู่ใต้ลานชมทิวทัศน์ด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า
“กำแพงลานบ้านช่วยลดแรงปะทะไปได้ถึงเก้าส่วน เขาบาดเจ็บไม่หนัก พาตัวกลับไปรักษาเพียงครึ่งเดือนก็หายดีแล้ว”
“ข้าขอพูดให้ชัดเจนไว้ก่อนเลยแล้วกัน ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าต้องการจะทำอะไร แต่หากเรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวของข้าต้องบาดเจ็บแม้แต่ปลายเส้นผม ข้ารับรองว่าจะฆ่าพวกเจ้าให้สิ้นซากไม่ให้เหลือแม้แต่เศษเกราะชิ้นเดียว”
เจินอวี้ไป๋ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยพลางเดินออกจากใต้ลานชมทิวทัศน์มาถึงหน้าประตูเรือนปทุม พอคิดจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างก็ได้ยินฉินเหยากล่าวเสริมขึ้นอีกประโยคว่า
“อย่าคิดว่าจะใช้องค์รัชทายาทของพวกเจ้ามากดดันข้า ภูเขาสูงฮ่องเต้อยู่ไกล ที่นี่ข้าเป็นคนตัดสินใจ”
“อาเยว่ ยึดชุดเกราะและอาวุธของพวกเขามาให้หมด!” ฉินเหยาออกคำสั่ง
อินเยว่ก็ขานรับ เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วนางก็ไม่อาจคิดอะไรมากได้อีก ทำได้เพียงทำตามคำสั่งของท่านอาจารย์ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วฝืนใจก้าวไปข้างหน้า ตะคอกเสียงดังสั่งให้ทหารม้าเกราะดำเหล่านั้นมอบเกราะอ่อนและอาวุธออกมา
หลิวจี้โผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ โยนตะกร้าสองใบมาให้นางแล้วพูดว่า “เอาอาวุธกับเกราะอ่อนใส่ในนี้ได้”
อินเยว่พยักหน้า มองสามีท่านอาจารย์อย่างเห็นใจแวบหนึ่ง ท่านยังไม่รู้สินะว่าท่านอาจารย์โกรธจนแทบจะระเบิดแล้ว
หลิวจี้เพียงรู้สึกว่าสายตาของอินเยว่ดูแปลกไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาวางตะกร้าลงแล้วหันไปยิ้มให้ฉินเหยาอย่างประจบประแจง
ฉินเหยาไม่สงสัยเลยว่า ในตอนนี้ต่อให้นางประกาศว่าจะก่อกบฏ เขาก็จะนำเสื้อคลุมมังกรมาสวมบนบ่าให้นางแล้วแสดงความยินดีกับการขึ้นครองราชย์ของฝ่าบาทองค์ใหม่
เมื่อเห็นว่าหลิวจี้ไม่มีความสำนึกเลยว่าหายนะกำลังจะมาเยือน ฉินเหยาก็โกรธจนขบฟันแทบแตก
ไป๋เฮ่อและคนอื่นๆ ที่โดนลูกหลงจากความโกรธของนางพลันสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่คุกคามถึงชีวิต ทำได้เพียงถอดอาวุธและชุดเกราะออกอย่างขุ่นเคืองแล้วโยนไปให้อินเยว่
ตอนที่ 578: โยนผ้าเช็ดหน้า
เจินอวี้ไป๋คารวะกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนอย่างขออภัย รีบประคองไป๋เฮ่อที่เนื้อตัวอาบโชกไปด้วยเลือดแล้วนำทหารม้าเกราะดำที่เหลือจากไป
ฉินเหยาไม่ยอมให้เคลื่อนย้ายม้าแม้แต่ตัวเดียว เจินอวี้ไป๋จึงทำได้เพียงแบกไป๋เฮ่อที่ใกล้จะหมดสติขึ้นหลังแล้วรีบร้อนส่งไปยังบ้านหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อรักษา
เหล่าทหารม้าเกราะดำที่สูญเสียยุทโธปกรณ์ทั้งหมดไป เหลือเพียงร่างกายที่ปราศจากสัมภาระ แม้ต้องการจะไปตามหมอที่เก่งกว่านี้มารักษาไป๋เฮ่อก็ทำได้เพียงอาศัยสองเท้าของตนเองเดินไปเท่านั้น
จะให้หยิบยืมรถม้าจากชาวบ้านรึ
นั่นเป็นสิ่งที่มิกล้าทำโดยเด็ดขาด!
หากรบกวนชาวบ้านของที่นี่ ผู้ใหญ่บ้านหญิงแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวจะต้องสังหารพวกเขาเป็นแน่
การถวายชีวิตเพื่อเจ้านายเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ก็จะไม่รนหาที่ตายเองนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เหล่าทหารม้าเกราะดำต่างเข้าใจในหลักการนี้ดี
ในวันที่หิมะตกหนัก เมื่อปราศจากม้าสูงใหญ่ใช้แทนการเดินทาง ทุกย่างก้าวที่เดินไปในหิมะจึงล้วนต้องใช้เรี่ยวแรงมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว
เส้นทางในหมู่บ้านอันแสนสั้นนี้กลับดูไกลออกไปราวกับว่าเดินเท่าไรก็ไม่ถึงจุดหมายเสียที
ทางฝั่งเรือนปทุม วิกฤตการณ์คลี่คลายลงไปชั่วคราว
ทว่านอกจากหลิวจี้ที่ยังคงประจบสอพลอฉินเหยาแล้วก็ไม่มีผู้ใดแย้มยิ้มออกมาได้เลย
ฉินเหยาปัดหลิวจี้ที่ขยับเข้ามาใกล้ออกไปพลางตวัดสายตาเย็นชาไปให้เขาแวบหนึ่ง ก็ทำให้ปากที่พูดไม่หยุดของหลิวจี้เงียบลงได้สำเร็จ
นางเดินมาอยู่เบื้องหน้าฉีเซียนกวน ตบไหล่ของเด็กหนุ่มเบาๆอย่างขออภัย “เดี๋ยวข้าจะให้คนมาก่อกำแพงขึ้นใหม่ โชคดีที่ด้านนี้ไม่ได้หันรับลมเหนือ ใช้แผ่นไม้กั้นไว้ก่อนชั่วคราวก็พอจะข้ามผ่านฤดูหนาวไปได้”
ฉีเซียนกวนมองซากกำแพงอย่างลึกซึ้ง เด็กหนุ่มผู้เฉลียวฉลาดเข้าใจความหมายของการขับไล่ของสตรีเบื้องหน้าแล้ว
แม้ในใจจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์และผิดหวังอยู่บ้าง แต่เขาลองถามตัวเองดู หากองค์รัชทายาททรงเอาความขึ้นมา ตนเองจะสามารถปกป้องพวกนางได้หรือไม่
คำตอบคือ ไม่ได้เลย
ตอนนี้เขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีตำแหน่งจวี่เหรินเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะมีท่านปู่ทวดที่เป็นเสนาบดีคอยคุ้มครอง อย่าว่าแต่องค์รัชทายาทเลย แค่ลูกน้องของลูกน้องของลูกน้องของพระองค์อย่างนักรบไป๋เฮ่อคนเดียวก็สามารถทำให้เขาตายได้เป็นร้อยครั้งแล้ว
“…ขอโทษ” ฉีเซียนกวนเงยหน้าขึ้นมองฉินเหยา ดวงตาสีดำสดใสคู่นั้นโค้งขึ้นอย่างให้กำลังใจทำให้เขารู้สึกละอายใจ
“ไม่เกี่ยวกับเจ้าเลยสักนิด” ฉินเหยาตบศีรษะของเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยน “ไปกินข้าวที่บ้านข้าเถอะ”
ฉีเซียนกวนพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ขอรับ”
หลังจากมอบม้า อาวุธและเกราะอ่อนของทหารม้าเกราะดำให้ผู้คุ้มกันของตระกูลฉีดูแลแล้ว คนกลุ่มหนึ่งก็เดินตามสองสามีภรรยาฉินเหยากลับบ้านไป
พวกเด็กๆ ออกมาต้อนรับด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าพวกผู้ใหญ่ไม่เป็นอะไรแล้วก็ไม่ได้ซักถามอะไรมากความด้วยความเข้าใจแล้วกลับเข้าห้องของตนเองไป
มีเพียงต้าหลางที่ยังอยู่ เขาดูออกว่าอารมณ์ของฉีเซียนกวนดูไม่ค่อยดีนัก สายตาที่มองไปยังเขาจึงเจือไปด้วยความเศร้าจางๆ
อาศัยช่วงที่พวกผู้ใหญ่กำลังต้มชาพักผ่อน ต้าหลางก็ส่งสัญญาณสองครั้งให้ฉีเซียนกวนจากนอกห้องโถง
นี่เป็นสัญญาณลับของคนทั้งสอง เมื่อฉีเซียนกวนได้ยินเสียงก็หันไปมองนอกประตู พอเห็นต้าหลางกวักมือเรียกก็ยิ้มจนตาหยี ย่อตัวลงเล็กน้อยแล้วย่องออกจากประตูไป
อันที่จริงพวกผู้ใหญ่ในห้องต่างก็เห็นท่าทีของเด็กหนุ่มทั้งสองนานแล้ว เพียงแต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นก็เท่านั้น
ฉินเหยาเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์เมื่อเจอกับเรื่องใหญ่ๆได้อย่างน่ากลัว อินเยว่นึกว่าพอกลับถึงบ้านแล้วสามีท่านอาจารย์คงจะแย่เสียแล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ของตนไม่มีความคิดจะตำหนิเขาเลยแม้แต่น้อย นางเพียงจัดให้กงเหลียงเหลียวนั่งลงข้างเตาผิงในห้องแล้วรินชาส่งให้เขา ใช้การกระทำที่เงียบงันปลอบโยนจิตใจของท่านอาจารย์
ทั้งสองคนต่างก็เข้าใจดีว่า วิกฤตการณ์นี้เพียงแค่ถูกยืดออกไป แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์
พวกของไป๋เฮ่อยังไม่ได้ออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิว วันที่หิมะตกหนักสำนักศึกษาหยุดเรียน เจินอวี้ไป๋จึงจัดแจงให้เหล่าทหารม้าเกราะดำเข้าไปพักในสำนักศึกษาก่อน
หากในช่วงเวลานี้ยังคิดหามาตรการรับมือที่ดีกว่านี้ไม่ได้ การจากไปก็เป็นสิ่งที่มิอาจเปลี่ยนแปลง
ไม่รู้ว่าหลิวจี้ไม่ได้คิดหรือคิดไม่ถึงเรื่องเหล่านี้เลย เขายังคงพูดถึงสภาพอันน่าสมเพชของพวกไป๋เฮ่อและวีรกรรมอันห้าวหาญของเมียจ๋าอย่างลิงโลดใจราวกับเพิ่งรอดชีวิตจากหายนะมาได้
กงเหลียงเหลียวทำเพียงแย้มยิ้มบนใบหน้า สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ แอบซ่อนความอาลัยอาวรณ์และความทะนุถนอมเอาไว้
อินเยว่ไปช่วยเตรียมอาหารเย็นในห้องครัว หลังจากฉินเหยาปลอบใจกงเหลียงเหลียวเล็กน้อยแล้วก็ออกจากบ้านไปยังในหมู่บ้าน หนึ่งคือเพื่อไปอธิบายสถานการณ์ให้ชาวบ้านฟัง สองคือเพื่อไปดูความคืบหน้าในการผลิตของโรงงานเครื่องเขียนและเตือนซ่งอวี้ให้เตรียมรับมือกับหิมะที่ตก
กล่องเครื่องใช้สตรีชุดที่สองใกล้จะถึงกำหนดส่งมอบแล้ว จะให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันใดๆขึ้นในช่วงเวลาสำคัญนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ซ่งอวี้พยักหน้ารับคำและเอ่ยถามถึงสถานการณ์ของเหล่าทหารม้าเกราะดำด้วยความห่วงใย
ตอนที่เกิดเรื่องทางฝั่งเรือนปทุม คนทั้งหมู่บ้านไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็เชื่อฟังคำของผู้ใหญ่บ้าน หลบอยู่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหนจึงได้ยินเพียงเสียงถล่มดังสนั่นหวั่นไหว
หลังจากนั้นก็เห็นท่านอาจารย์เจินพาทหารม้าเกราะดำเหล่านั้นรีบร้อนไปยังบ้านของท่านหมอหลิว ส่วนเรื่องที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเขาก็ไม่รู้เรื่องเลย
ความไม่รู้ทำให้คนเกิดความกลัว ความกังวลของซ่งอวี้ก็คือความกังวลของชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเช่นกัน
ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านล้วนมีคนทำงานในโรงงานเครื่องเขียน ฉินเหยาจึงเลือกเล่าเรื่องราวบางส่วนที่สามารถบอกทุกคนได้ บอกให้เหล่าคนงานนำข่าวกลับไปที่บ้าน เพื่อที่ชาวบ้านจะได้วางใจ
“พวกเขามาเพื่อเชิญมหาบัณฑิตออกจากหุบเขา เกิดความขัดแย้งกับทางฝั่งตระกูลฉีเล็กน้อย แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว ช่วงนี้พวกเขาน่าจะยังพักอยู่ในหมู่บ้าน ทุกคนก็พยายามหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก”
เมื่อเหล่าคนงานได้ฟังก็แอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อกนิดหนึ่ง พยักหน้าแสดงออกว่าจดจำไว้แล้ว
ฉินเหยาโบกมือ “ทุกคนทำงานกันต่อเถอะ อากาศหนาวแล้ว ใช้ไฟให้ความอบอุ่นก็ระวังกันด้วย”
หลังจากจัดการเรื่องของคนงานทางฝั่งโรงงานเครื่องเขียนเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาจึงเดินกลับบ้านไป
กลับมาได้จังหวะพอดี อาหารเย็นเตรียมพร้อมแล้ว อาวั่งกับอินเยว่กำลังยกอาหารขึ้นโต๊ะ
ต้าหลางและฉีเซียนกวนที่แอบหนีออกไปก็ได้กลิ่นหอมของอาหารแล้ววิ่งกลับมา ในมือของฉีเซียนกวนยังถือตั๊กแตนสานจากฟางข้าวตัวหนึ่ง ดูอารมณ์เบิกบาน ไม่เหลือเค้าความเศร้าซึมเมื่อครู่นี้อีก
ต้าหลางไปเรียกน้องชายและน้องสาวออกมา ทั้งสองครอบครัวนั่งล้อมวงรอบโต๊ะกลมตัวใหญ่ มองอาหารเลิศรสบนโต๊ะอย่างคาดหวัง
ฉินเหยาพยักหน้าให้กงเหลียงเหลียว กงเหลียงเหลียวก็ยิ้มและหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อน แต่ไม่ได้คีบอาหารให้ตัวเอง แต่กลับคีบหมูตุ๋นน้ำแดงให้ฉีเซียนกวนและหลิวจี้ที่นั่งอยู่ซ้ายขวาคนละชิ้น
“กินเถอะ” กงเหลียงเหลียวพูดกับพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะอย่างขบขัน
พอเด็กๆได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็พลันสว่างวาบขึ้น รีบหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารที่ตัวเองชอบที่สุดอย่างกระตือรือร้น
การกินข้าวที่บ้านฉินเหยาไม่ได้มีข้อจำกัดและกฎเกณฑ์มากมายนัก ขอเพียงแค่รักษาสุขอนามัย ไม่ก่อความวุ่นวายรบกวนผู้อื่น นอกนั้นอยากทำอะไรก็ทำได้ตามสบาย
ฉีเซียนกวนตอนที่เพิ่งมาถึงหมู่บ้านใหม่ๆ ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ แต่ตอนนี้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับทุกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เขากินข้าวไปพลางหันไปคุยกับพวกต้าหลางด้วยเสียงเบาๆ ไม่รู้ว่าพูดอะไรกัน แต่พวกเด็กๆก็อดหัวเราะไม่ได้
อาหารมื้อค่ำมื้อนี้ ทุกคนล้วนกินกันอย่างมีความสุข
หลังมื้ออาหาร ทุกคนก็มารวมตัวกันอีกครั้ง ฟังคำอธิบายของฉินเหยาและเล่นเกมโยนผ้าเช็ดหน้าตามที่นางสอน
คนที่ไม่ได้ถือผ้าเช็ดหน้าไว้ไม่ต้องขยับ กงเหลียงเหลียวจึงสามารถเข้าร่วมได้ด้วย หากผู้เฒ่าถูกโยนผ้าใส่ เพราะวิ่งไม่ได้ก็จะยอมรับการลงโทษอย่างยินดี
จากนั้น เขาก็จะเข็นรถเข็นไปด้านหลังทุกคนเพื่อเลือกผู้โชคร้ายคนต่อไปอย่างกระตือรือร้น
เกมนี้ไร้เดียงสามาก ไม่มีส่วนไหนที่ต้องใช้สมองเลย แต่เพราะคนที่เล่นด้วยกันแตกต่างกันจึงสามารถสร้างปฏิกิริยาเคมีที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาได้
ค่ำคืนนี้ เสียงหัวเราะบนเนินเขาทางเหนือดังต่อเนื่องไปจนดึกดื่นจึงสงบลง
ทำให้คนที่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้เกิดความสับสน หรือว่าเลือดและซากกำแพงที่พังทลายที่เห็นเมื่อตอนกลางวันล้วนเป็นของปลอมกัน
ตอนที่ 579: ท่านอาจารย์ ท่านไม่ต้องการศิษย์รักของท่านแล้วหรือ
เรื่องราวเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นความจริง
เมื่อเห็นกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนที่เล่นสนุกกันจนหนำใจออกจากบ้านของฉินเหยาเพื่อกลับไปยังเรือนปทุม เจินอวี้ไป๋ที่เฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้อยู่เงียบๆมาโดยตลอดก็เดินทางมายังเรือนปทุมด้วยเช่นกัน
เมื่อไม่มีกำแพงสูงใหญ่ขวางกั้น เขาจะเข้าลานบ้านเพียงแค่ก้าวขาก็ทำได้แล้ว
ทว่าวันนี้เขาอยากจะเข้าไปทางประตูใหญ่ เพื่อพูดคุยกับกงเหลียงเหลียวดีๆสักครั้ง
คราบเลือดหน้าประตูเรือนปทุมถูกสือโถวและคนอื่นๆ เก็บกวาดจนสะอาดหมดจดแล้ว ม้าที่ยึดมาได้ทั้งหมดถูกนำไปผูกไว้ที่สวนหลังบ้าน เนื่องจากโรงม้าคับแคบสามารถรองรับได้เพียงม้าของพวกเขาเองเท่านั้น ดังนั้นม้าพันธุ์ดีจากต่างถิ่นเหล่านี้จึงต้องลำบากอยู่สักหน่อย โดยถูกผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆโรงม้า
ในคืนที่ลมพายุหิมะโหมกระหน่ำ ต่อให้เป็นม้าที่แข็งแกร่งเพียงใดก็มิอาจทนไหว นี่ก็ล่วงเข้าสู่ยามดึกแล้ว พวกมันยังคงส่งเสียงต่างๆนานาอย่างหงุดหงิดไม่หยุดหย่อน
เจินอวี้ไป๋เพิ่งจะยกมือขึ้นเตรียมเคาะประตูก็ต้องตกใจจนชักมือกลับเพราะเสียงร้องอย่างเกรี้ยวกราดของม้า
เมื่อรู้ตัวว่าเป็นเสียงม้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเยาะหยันตนเอง เมื่อนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่เมื่อตอนกลางวัน หัวใจของเขาก็ยังคงสั่นระรัว
เจินอวี้ไป๋ตั้งสติแล้วยกมือขึ้นเคาะประตูใหญ่ของเรือนปทุมอีกครั้ง
ประตูเปิดออกอย่างรวดเร็ว ราบรื่นจนน่าตกใจ เจินอวี้ไป๋ชะงักไปสองวินาที ถึงได้เดินตามอากู่ที่มานำทางไปยังห้องนอนของกงเหลียงเหลียว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาอย่างเปิดเผยและก็เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งสังเกตเห็นรายละเอียดต่างๆ ภายในเรือนปทุมแห่งนี้ที่เตรียมไว้สำหรับคนพิการอย่างใส่ใจมาก
ตำหนักรัชทายาทย่อมมีความหรูหราและงดงามกว่าเรือนเล็กๆในหมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้ แต่หากพูดถึงความใส่ใจที่มีต่อท่านอาจารย์แล้ว กลับเทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในหมื่นส่วนของที่นี่
เจินอวี้ไป๋คิดในใจ มิน่าเล่าท่านอาจารย์ถึงไม่ยอมกลับไป หากเป็นเขา ได้มีเรือนเล็กๆเช่นนี้อยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาอันเงียบสงบ ต่อให้ฮ่องเต้เสด็จมาด้วยพระองค์เองก็ไม่คิดจะไป
เจินอวี้ไป๋มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นสูงมาก ประกอบกับสัญชาตญาณอันแข็งแกร่งที่มีมาแต่กำเนิด ทันทีที่มาถึงเบื้องหน้ากงเหลียงเหลียวและเอ่ยปาก ความรังเกียจไม่ปิดบังบนใบหน้าของชายชราก็ลดลงไปสองส่วน
“ท่านอาจารย์ ใต้เท้าเฮ่อกระทำการบุ่มบ่ามไปจริงๆ แต่ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ยิ่งทวีความตึงเครียด เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของแผ่นดินและความสงบสุขของบ้านเมือง ใต้เท้าเฮ่อเป็นเพราะร้อนใจถึงได้ขาดสติไป”
“ในอดีต ใต้เท้าเฮ่อเคยติดตามองค์รัชทายาทไปปราบปรามคนเถื่อนทางทิศตะวันตก ระหว่างทางประสบกับอันตราย องค์รัชทายาทที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงองค์ชายได้ช่วยชีวิตเขาไว้ ตั้งแต่นั้นมาใต้เท้าเฮ่อก็ไม่สนใจชีวิตของตนเองอีกต่อไป ตั้งมั่นทำตามพระประสงค์ขององค์รัชทายาทแต่เพียงผู้เดียว หวังเพียงว่าจะได้อุทิศกายใจให้แก่ราษฎรใต้หล้าจนกว่าชีวิตจะหาไม่…”
การรำลึกถึงความหลัง สำหรับคนเก่าแก่ที่มีคุณูปการร่วมก่อตั้งแผ่นดินเช่นกงเหลียงเหลียวแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือจุดสำคัญที่สุดที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายได้
เมื่อเห็นสีหน้าที่เย็นชาแข็งกร้าวของกงเหลียงเหลียวเริ่มอ่อนลง เจินอวี้ไป๋ก็โน้มน้าวด้วยเหตุและผลควบคู่กับอารมณ์ความรู้สึกต่อไป เขายืนอยู่ในมุมของกงเหลียงเหลียวเพื่อพูดถึงความน้อยเนื้อต่ำใจและความโกรธของเขาและยังแสดงออกถึงความจนใจของคนตัวเล็กๆเช่นตนเองด้วย
“ท่านอาจารย์ หากท่านไม่กลับไป ชาวบ้านกว่าสองร้อยชีวิตทั้งหมู่บ้าน เหล่าผู้คุ้มกันของตระกูลฉีและยังมีครอบครัวของหลิวจี้ศิษย์น้อยคนโปรดของท่าน…”
เจินอวี้ไป๋ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย แม้จะไม่ได้พูดต่อว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับการแก้แค้นแบบไหน แต่สีหน้าของเขาก็บ่งบอกความหมายนั้นได้อย่างชัดเจนแล้ว
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เมื่อเห็นกงเหลียงเหลียวยังไม่ยอมใจอ่อน เจินอวี้ไป๋ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อีกครั้ง เขาเดินไปข้างหน้าสองก้าว มาถึงเบื้องหน้ากงเหลียงเหลียวแล้วล้วงจดหมายฉบับหนึ่งที่แต่เดิมไม่ได้ตั้งใจจะนำออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้กงเหลียงเหลียวด้วยสองมือ
“ท่านอาจารย์หากยังคงลังเลก็ลองดูจดหมายฉบับนี้เถิด ดึกมากแล้ว ข้าผู้ต่ำต้อยไม่กล้ารบกวนอีกต่อไป ต้องขอตัวก่อน”
คารวะอย่างลึกซึ้งหนึ่งครั้ง เจินอวี้ไป๋ก็ลุกขึ้นจากไป
กงเหลียงเหลียวทอดสายตาลงมองจดหมายในมือ พอตัวอักษรตัวใหญ่สี่คำที่เขียนว่า ‘ท่านอาจารย์เปิดอ่าน’ ปรากฏแก่สายตา กงเหลียงเหลียวก็รู้สึกแสลงตาอย่างยิ่ง เขาโยนจดหมายในมือลงบนโต๊ะอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ยิ่งนัก ไม่คิดจะมองมันอีก
เพียงแต่มือที่วางอยู่บนล้อกลับนิ่งงันไปเนิ่นนาน ทั้งร่างแข็งทื่อไปนานเท่าใดไม่ทราบ หรืออาจจะผ่านไปเพียงชั่วเวลาหนึ่งถ้วยชา กงเหลียงเหลียวก็ราวกับว่ายอมจำนนแล้ว คว้าจดหมายบนโต๊ะขึ้นมา
……
อีกด้านหนึ่ง หลังจากส่งท่านอาจารย์และศิษย์พี่ตัวน้อยกลับไปแล้ว หลิวจี้ที่ได้รู้จากการเตือนของอินเยว่แล้วว่าตนอาจจะทำให้เมียจ๋าสุดแกร่งโกรธจัดเข้าให้แล้วก็กระสับกระส่ายไปทั้งคืน เขาไม่ได้รับคำด่าทอหรือการทุบตีจากเมียจ๋า แต่กลับรอจนมีคนจากเรือนปทุมมาส่งข่าว
สือโถวคารวะฉินเหยาและหลิวจี้ที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานอย่างนอบน้อมแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ฮูหยิน คุณชายจี้ นายน้อยของข้าและท่านอาจารย์ตัดสินใจแล้วว่าอีกสามวันจะออกเดินทางกลับเมืองหลวงขอรับ!”
“ว่ายังไงนะ?!” หลิวจี้แทบจะกระโดดขึ้นจากเก้าอี้ราชครู
สือโถวพูดทวนอีกครั้งอย่างจนใจว่า “ท่านอาจารย์บอกว่าอีกสามวันจะกลับเมืองหลวงขอรับ คุณชายไม่วางใจจึงตัดสินใจติดตามท่านอาจารย์กลับไปเมืองหลวงด้วยกัน”
หลิวจี้ถกแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ชี้ไปยังทิศทางของสำนักศึกษาแล้วตวาดถาม “เป็นฝีมือของอีกาดำพวกนั้นที่ไปหาเรื่องท่านอาจารย์อีกแล้วใช่หรือไม่ ดูท่าเมื่อวานเมียจ๋ายังลงมือเบาเกินไป น่าจะตัดหัวพวกมันลงมาให้หมด!”
ขมับของสือโถวกระตุกสองที เมื่อเห็นท่าทีอันธพาลเหมือนจะไปฟันคนของหลิวจี้ก็รีบอธิบายว่า
“คุณชายเข้าใจผิดแล้ว ท่านไป๋เฮ่อและคนอื่นๆ หลังจากจากไปเมื่อวานก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย ที่ท่านอาจารย์จะไปไม่ใช่เพราะพวกเขากระทำการใดๆ”
“แล้วเพราะอะไร?” หลิวจี้ไม่อาจยอมรับได้ น้ำเสียงดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “เจ้าบอกข้ามาสิว่าเพราะอะไร?!”
สือโถวรับมือไม่ไหวจึงรีบส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังฉินเหยา สายตานั้นทั้งอ่อนแอ น่าสงสารและสิ้นหนทาง!
เมื่อได้รับสัญญาณ ฉินเหยาก็ส่งยิ้มขออภัยให้สือโถว วินาทีต่อมา สีหน้านางก็เปลี่ยนไปแล้วเตะเข้าไปที่ก้นของหลิวจี้หนึ่งที
การเตะที่เปี่ยมไปด้วยคำเตือนนี้ทำให้สมองอันว้าวุ่นของหลิวจี้สงบลงได้ไม่น้อย
เพราะมีคนนอกอยู่จึงไม่อยากให้ใครเห็นสภาพน่าสมเพชของตนเองที่กำลังเจ็บปวด เขาจึงฝืนอดทนต่อความอยากที่จะร้องโหยหวนแล้วตบแขนของสือโถวเบาๆอย่างเก้อเขิน “เจ้าพูดต่อเถิด ท่านอาจารย์ยังพูดว่าอะไรอีก?”
สือโถวดันมือของหลิวจี้ออกอย่างกระอักกระอ่วนแล้วมองไปยังฉินเหยา “ท่านอาจารย์บอกว่าเนื้อหมักรมควันที่พ่อบ้านอาวั่งทำนั้นเขาชอบมาก หวังว่าจะขอติดตัวไปบ้างเพื่อนำกลับไปเมืองหลวง ไม่ทราบว่าฮูหยินจะสะดวกหรือไม่”
ฉินเหยาเรียกหลี่ซื่อเข้ามา ถามนางว่าในบ้านยังมีเนื้อหมักรมควันที่ทำเสร็จแล้วเหลืออยู่เท่าใด
หลี่ซื่อตอบ “ฮูหยิน เหลือเพียงสองชิ้นเท่านั้นเจ้าค่ะ เป็นของที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่ว่าเดือนสิบสองใกล้จะมาถึงแล้ว ถึงตอนนั้นซื้อเนื้อกลับมาก็จะสามารถทำเพิ่มได้อีกเจ้าค่ะ”
หลี่ซื่อเหลือบมองสือโถวแวบหนึ่ง คาดว่าอาจจะเป็นคนจากทางเรือนปทุมมาขอเนื้อหมักรมควัน ฮูหยินถึงได้ถามเช่นนี้จึงกล่าวเสริมว่า
“หากรอได้ พรุ่งนี้เข้าเมืองไปสั่งจองหมูทั้งตัวกับคนขายเนื้อนำกลับมา อย่างเร็วที่สุดประมาณครึ่งเดือนก็จะทำเสร็จเจ้าค่ะ”
สือโถวถอนหายใจเฮือกหนึ่ง รอไม่ไหวแล้ว
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน สือโถวเจ้าเอาสองชิ้นที่บ้านไปก่อน ระหว่างทางให้ท่านอาจารย์ได้ทานแก้ความอยาก ส่วนที่เหลือรอให้ที่บ้านทำเสร็จแล้ว ข้าจะให้คนนำไปส่งให้ท่านอาจารย์ที่เมืองหลวงอีกที เจ้าว่าอย่างไร”
สือโถวดีใจมาก ย่อมรู้สึกขอบคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตอบตกลงในทันที “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนฮูหยินแล้ว”
ฉินเหยาส่ายหน้า เป็นเชิงว่าเขาไม่ต้องเกรงใจ
เมื่อเห็นหลิวจี้บิดตัวไปมาด้วยท่าทางร้อนรนทนไม่ไหว ฉินเหยาก็ให้หลี่ซื่อนำเนื้อหมักรมควันสองชิ้นนั้นที่บ้านมาแล้วถือไปด้วยตนเอง ไปยังเรือนปทุมพร้อมกับสือโถว
ยังไม่ทันได้เข้าประตู หลิวจี้ก็ทำหน้าตาน่าสงสารพลางตะโกนเสียงดังลั่นว่า
“ท่านอาจารย์! ท่านพูดว่าจะไปก็ไปได้อย่างไร ท่านไม่ต้องการศิษย์รักของท่านแล้วหรือ!”
ร่างกำยำของสือโถวสั่นสะท้านขึ้นมา รู้สึกกระอักกระอ่วนจนทำอะไรไม่ถูก
ฉินเหยาเอ่ย “ขายหน้าแล้ว ขายหน้าแล้ว” แล้วพลันปิดปากของบางคนอย่างรวดเร็วแล้วล็อกคอลากเข้าไปในลานบ้าน
ตอนที่ 580: รูปโฉมช่างหล่อเหลาอย่างคงเส้นคงวา
“เมียจ๋า เมียจ๋า ปล่อยมือก่อน เมียจ๋า…”
พอรู้สึกว่าตนเองกำลังจะขาดอากาศหายใจตาย ปากเพิ่งจะได้รับอิสระ หลิวจี้ก็รีบร้องขอความเมตตาทันที
อีกอย่าง นี่ก็คือเรือนปทุมไม่ใช่บ้านของตนเอง ถูกลากถูมาเช่นนี้ เขาไม่ต้องการศักดิ์ศรีแล้วหรือไร?!
กงเหลียงเหลียวกระแอมไอสองครั้งเบาๆ เพื่อกลั้นหัวเราะ สุดท้ายแล้วก็ยังคงปกป้องศิษย์ของตนและกล่าวกับฉินเหยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“เหยาเหนียง เจ้าก็ปล่อยเขาไปเถอะ”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะ ออกแรงที่แขนเพิ่มขึ้น บีบรัดลำคออันเรียวยาวและบอบบางของหลิวจี้เป็นการเตือน ก่อนจะสะบัดมือออกอย่างแรง
“ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว ว่าหากไม่มีอะไรก็อย่าส่งเสียงดังโวยวาย!”
ทันทีที่แขนบนลำคอถูกเอาออกไป หลิวจี้ก็รีบก้มตัวลงไอแค่กๆ ไอพลางไปหลบอยู่ด้านหลังอาจารย์ด้วยใบหน้าแดงก่ำ พยักหน้าติดต่อกัน “ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว ต่อไปไม่กล้าอีกแล้ว…”
กงเหลียงเหลียวจุ๊ปากสองครั้งแล้วส่งสัญญาณให้เด็กรับใช้ข้างกายไปรินน้ำให้หลิวจี้หนึ่งถ้วย ถือโอกาสตอนที่ฉินเหยากำลังวางเนื้อหมักรมควันไม่มีเวลาสนใจ รีบถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรแล้วใช่หรือไม่ อยู่ดีๆ เจ้าไปยั่วภรรยาดุร้ายของเจ้าทำไมกัน รู้หรือไม่ว่าที่เจ้าทำเรียกว่าอะไร ทำร้ายศัตรูแปดร้อย แต่ตนเองเสียหายหนึ่งพัน! ต่อให้เจ้าอยากจะดึงดูดความสนใจจากภรรยาดุร้ายของเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตของตนเองเข้าแลกเช่นนี้”
กงเหลียงเหลียวส่ายหน้า แสดงออกว่าไม่เข้าใจวิธีการแสดงความรักของคนหนุ่มสาว
หลิวจี้ดื่มน้ำไปสองอึกก็หายดีแล้ว ความสามารถในการฟื้นตัวนี้ทำเอาสือโถวและองครักษ์คนอื่นๆ อิจฉาอย่างยิ่ง
ฉินเหยาวางของเสร็จแล้วก็กลับมา นางไม่ได้ซักไซ้กงเหลียงเหลียวว่าเหตุใดจึงตัดสินใจกลับเมืองหลวง เพียงแค่ยิ้มทักทายแล้วจึงตามสือโถวและองครักษ์คนอื่นๆไปที่สวนหลังบ้าน เพื่อช่วยเตรียมการสำหรับกลับเมืองหลวง
หลิวจี้ยังคงอยู่ที่เดิม ดวงตาทั้งสองข้างของเขาราวกับแนบติดอยู่บนแผ่นหลังของนาง แม้คนจะลับสายตาไปแล้วก็ยังคงเอียงศีรษะมองไปทางสวนหลังบ้านจึงถูกกงเหลียงเหลียวดีดหน้าผากกลับมาทีหนึ่ง
“ท่านอาจารย์ ท่านตีข้าทำไม” หลิวจี้กุมศีรษะ แม้ศีรษะจะหันกลับมาแล้ว แต่ลูกตากลับยังคงเหลือบมอง ยังคงสนใจความเคลื่อนไหวในสวนหลังบ้านอยู่
กงเหลียงเหลียวโกรธจนไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ต้องบอกเลยว่าหลังจากตัดสินใจกลับเมืองหลวงแล้ว คนที่เขาเป็นห่วงที่สุดก็คือหลิวจี้ศิษย์ที่ไม่เอาไหนคนนี้นี่แหละ
เมื่อรู้ซึ้งถึงความสามารถของฉินเหยา ผู้เฒ่าก็ไม่หวังว่าเขาจะสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นสามีได้ หวังเพียงให้เขาก่อเรื่องน้อยลงหน่อย รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวบ้าง มิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะตายก่อนตนเองเมื่อใด
“รู้หรือไม่ว่าเหตุใดอาจารย์ถึงตัดสินใจกลับเมืองหลวง” กงเหลียงเหลียวเป็นฝ่ายเอ่ยถึงปัญหาที่หลิวจี้อยากรู้ที่สุด
และก็เป็นจริงดังคาด มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น คนไร้กระดูกสันหลังผู้นี้ถึงจะยอมละความสนใจจากสวนหลังบ้านแล้วมานั่งยองๆตรงหน้าฟังเขาพูดอย่างตั้งใจ
ในห้องโถงด้านหน้า มีเสียงพูดคุยไม่ดังไม่เบาของสองศิษย์อาจารย์ดังมา ฉินเหยาที่อยู่ในสวนหลังบ้านเพียงแค่เงี่ยหูฟังเล็กน้อยก็ได้ยิน แต่เพราะรู้ว่าหลังจากกลับไปแล้วหลิวจี้จะต้องรายงานเรื่องนี้กับตนเองตามลำพังอย่างแน่นอนจึงเพ่งความสนใจทั้งหมดไปกับการเตรียมสัมภาระของตระกูลฉี
“อีกสามวันหิมะจะยิ่งตกหนัก พวกเจ้าควรจะเตรียมพลั่วและเครื่องมือกำจัดหิมะอื่นๆ ไปกับรถด้วยแล้วก็ร่างกายของท่านอาจารย์ทนความหนาวไม่ได้ เดี๋ยวข้ากลับบ้านไปจะให้อาวั่งเอาหนังหมาป่าที่บ้านมาให้ พวกเจ้าให้สาวใช้ทำเป็นผ้าห่ม ถึงตอนนั้นจะได้ให้ท่านอาจารย์คลุม…”
หลังจากพูดถึงเรื่องของกงเหลียงเหลียวแล้ว ฉินเหยาก็ไปตรวจสอบสัมภาระของฉีเซียนกวนอีกครั้ง เนื่องจากตอนที่มาถึงหมู่บ้านยังเป็นฤดูใบไม้ร่วงจึงเตรียมเสื้อผ้าขนสัตว์กันหนาวมาเพียงสองชุดเท่านั้น
ฉินเหยาถามสาวใช้ที่ดูแลฉีเซียนกวนว่า “จะกลับเมืองหลวงเลยหรือ ระหว่างทางจะกลับไปที่บ้านบรรพบุรุษของตระกูลฉีก่อนหรือไม่”
สาวใช้ตอบว่า “คุณชายบอกว่า จะคุ้มครองท่านอาจารย์กลับเมืองหลวงเลย ไม่ไปบ้านบรรพบุรุษแล้วเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาพยักหน้าเป็นเชิงรับทราบ สั่งให้สาวใช้คนนั้นรอจนกว่าหนังหมาป่าจะมาส่งแล้วให้ทำเสื้อคลุมกันลมให้ฉีเซียนกวนอีกหนึ่งตัว
จากนั้นก็ไปดูเสบียงแห้งที่แม่ครัวเตรียมไว้ ส่วนของ.องครักษ์และคนรับใช้เป็นแป้งทอดจากข้าวสาลี ส่วนอาหารของเจ้านายล้วนจะทำสดใหม่ซึ่งสามารถหาซื้อจากชาวบ้านในหมู่บ้านและเมืองต่างๆตามรายทางได้
ฉินเหยานึกขึ้นได้ว่าในคณะเดินทางยังมีคนของไป๋เฮ่ออยู่ด้วย อิสรภาพของท่านอาจารย์ย่อมถูกจำกัดอยู่บ้าง ประกอบกับอากาศที่เลวร้าย ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางบ้าง
แต่ที่นี่มีกำลังการผลิตต่ำ ไม่มีอาหารสำเร็จรูปที่ชงง่ายๆ เลยและไม่สามารถทำขึ้นมาได้ในเวลาอันสั้น เพื่อให้แน่ใจว่าท่านอาจารย์จะได้รับสารอาหารที่สมดุล ฉินเหยาจึงให้แม่ครัวไปที่เรือนเก่าตระกูลหลิว เพื่อขอผักดองสองไหจากนางจางมาเตรียมไว้ ส่วนเงินนางค่อยไปจ่ายให้ทีหลัง
มองตามแม่ครัวที่รับคำสั่งแล้วเดินไปยังเรือนเก่าตระกูลหลิว ฉินเหยายืนอยู่ในลานบ้าน ทบทวนรายละเอียดต่างๆ ที่นึกออกจนครบถ้วนอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่นแล้วจึงได้กลับไปยังห้องโถงด้านหน้า
กงเหลียงเหลียว หลิวจี้ และฉีเซียนกวน สามศิษย์อาจารย์คุยกันเสร็จแล้ว
ตอนที่ฉินเหยาไปถึง หลิวจี้กำลังกอดกับศิษย์พี่ตัวน้อยอยู่พลางกล่าวคำอำลาอย่างอาลัยอาวรณ์ ช่างชวนให้ผู้ที่ได้ยินเศร้าใจ ผู้ที่ได้เห็นหลั่งน้ำตาเสียจริง
ฉินเหยาใช้ปลายนิ้วเช็ดปลายจมูกอย่างไม่ใส่ใจ รอคอยอย่างอดทนให้สองศิษย์พี่ศิษย์น้องทำเรื่องอำลากันให้เสร็จ
หลิวจี้เอ่ย “ศิษย์พี่ตัวน้อยไปถึงเมืองหลวงแล้ว อย่าลืมศิษย์น้องคนนี้เป็นอันขาดนะ!”
ฉีเซียนกวนเอ่ย “ศิษย์น้องวางใจเถิด ข้าจะเขียนจดหมายถึงเจ้าบ่อยๆ”
หลิวจี้เอ่ย “ไม่ใช่ ศิษย์น้องไม่ได้หมายความเช่นนั้น…ศิษย์น้องอยากจะบอกว่า ได้ดีแล้วอย่าลืมกัน”
ฉีเซียนกวนชะงักไป ผลักหลิวจี้ที่กอดตนเองไม่ยอมปล่อยออกแล้วถอนหายใจอย่างจนใจ “ได้”
เมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้ว หลิวจี้ก็เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะความหนาวที่หางตา ลุกขึ้นยืนอย่างพึงพอใจ จากนั้นคารวะอาจารย์หนึ่งครั้งแล้วก็เดินตามเมียจ๋ากลับบ้านไปอย่างว่าง่าย
ระหว่างทาง ไม่ต้องรอให้ฉินเหยาถาม หลิวจี้ก็เล่าเนื้อหาการสนทนาระหว่างเขากับกงเหลียงเหลียวให้นางฟังจนหมดทุกคำ
เหตุผลที่ตัดสินใจออกเดินทางกลับเมืองหลวงในอีกสามวันอย่างกะทันหัน เป็นเพราะกงเหลียงเหลียวได้ข้อสรุปกับตนเองแล้ว
“ท่านอาจารย์บอกว่า เขาตัดสินใจจะฉวยโอกาสในตอนที่ยังพอมีประโยชน์อยู่ รีบกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อปูเส้นทางสู่ความสำเร็จในเส้นทางขุนนางให้กับข้าและศิษย์พี่ตัวน้อย!” หลิวจี้เล่าทวนคำอย่างตื่นเต้น
ตั้งแต่รู้ความจริง เขาก็ไม่รู้สึกกังวลหรือหวาดกลัวอีกเลย
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า อาจารย์ยังคงรักศิษย์ที่น่ารักของเขาคนนี้มาก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาเล็กน้อย เงยใบหน้าหล่อเหลาขึ้นรับลมเหนือที่พัดโหมกระหน่ำ ไอเย็นที่พัดมาปะทะ ช่วยกดความรู้สึกอ่อนไหวที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาของเขาลงไปได้สำเร็จ
ฉินเหยาถอนหายใจเบาๆ กงเหลียงเหลียวช่างทุ่มเทให้กับศิษย์เกเรของเขาคนนี้เสียจริง
การต่อสู้แย่งชิงอำนาจในราชสำนักจะเป็นเรื่องง่ายได้อย่างไร ด้วยสภาพร่างกายที่พิการของกงเหลียงเหลียวในตอนนี้ สำหรับผู้มีอำนาจที่อยู่สูงส่งเหล่านั้นแล้ว สิ่งที่เขาพอจะเป็นประโยชน์ได้นั้นน้อยนิดจนน่าสงสาร
ภายใต้รอยยิ้มสงบนิ่งของผู้เฒ่า ซ่อนไว้ซึ่งเจตนาพร้อมจะสละชีพ
ข้างกายเงียบลงกะทันหัน หลิวจี้จึงหันกลับไปมองอย่างสงสัย พบว่าฉินเหยาไม่ได้ตามมา นางยังคงยืนอยู่ที่เดิมมองไปยังเรือนปทุมอย่างเหม่อลอย
“เมียจ๋า เจ้ามองอะไรอยู่หรือ” หลิวจี้เดินกลับมา ยืนอยู่ตรงหน้านางแล้วถาม “เจ้าก็อาลัยอาวรณ์ศิษย์พี่ตัวน้อยกับอาจารย์เหมือนกันใช่หรือไม่”
เขารู้ดีว่าเมียจ๋าผู้เกรียงไกรของเขา จริงๆแล้วใจอ่อนเป็นที่สุด มิเช่นนั้นเมื่อวานนางที่สามารถยืนดูอยู่เฉยๆได้ คงไม่ลงมือทำร้ายทหารม้าเกราะดำจนบาดเจ็บสาหัสเพื่อช่วยเขาและอาจารย์เอาไว้
ฉินเหยาละสายตากลับมามองเขา หลิวจี้รู้สึกร้อนตัวขึ้นมาทันที ลองหยั่งเชิงด้วยท่าทีอ่อนแรงว่า
“เมียจ๋าเจ้าไม่มีอะไรอยากจะทำกับข้าหรือ อย่างเช่น…ใช้กำปั้นขนาดเท่ากระสอบทรายของเจ้าต่อยข้าอะไรทำนองนั้น”
อินเยว่เตือนเขาแล้วว่าฉินเหยาโกรธมาก ผลลัพธ์ที่ตามมาคงจะร้ายแรงมาก
แต่ทว่ากำปั้นที่คาดว่าจะโดนกลับไม่ได้กระแทกเข้ามาที่ใบหน้าของเขา
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่งอย่างเฉยเมย ใบหน้าหล่อเหลาถูกลมเหนือที่หนาวเหน็บพัดผ่าน ทำให้สีผิวขาวยิ่งขึ้น สีปากก็ยิ่งดูแดงขึ้น ดวงตาดอกท้อใสราวกับผลึกน้ำแข็งในแม่น้ำ ในนั้นมีเพียงเงาสะท้อนของนาง มองไม่เห็นความใจแคบ ความคิดเล็กคิดน้อยหรือความเห็นแก่ตัวแม้แต่น้อย
ชายผู้นี้ รูปโฉมช่างหล่อเหลาคงเส้นคงวาเสียจนน่ากลัว!
ฉินเหยาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “กลับบ้าน” นางโกรธจนหายโกรธไปนานแล้ว
“อ้อ อ้อ!” หลิวจี้ตกใจที่ได้รับความโปรดปราน รีบตามไปทันที
จบตอน
Comments
Post a Comment