stepmother ep581-590

ตอนที่ 581: อย่าได้ไม่รู้คุณคน


สามวันผ่านไปในพริบตา


ท้องฟ้าแจ่มใสของเมื่อวานไม่ได้อยู่มาจนถึงวันนี้ เดิมคิดว่าหิมะจะหยุดตกแล้ว คาดไม่ถึงว่าพอฟ้าสางในตอนเช้าก็เริ่มมีฝนโปรยปรายลงมา


สายฝนในฤดูหนาว เมื่อตกลงบนพื้นก็กลายเป็นน้ำแข็งทำให้ถนนยิ่งลื่นและเดินลำบากมากขึ้น


หลิวจี้ที่ตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือแต่เช้าตรู่มองสายฝนน้ำแข็งนอกหน้าต่าง ในใจรู้สึกทั้งกังวลและยินดี


อากาศไม่ดี อาจารย์จะเลื่อนการเดินทางออกไปได้หรือไม่นะ


แต่ความคิดนี้เพิ่งจะวนเวียนอยู่ในหัวได้เพียงรอบเดียว หลิวจี้ก็ถอนหายใจออกมา


ด้วยนิสัยของท่านอาจารย์ ต่อให้วันนี้ฝนจะตกลงมาเป็นมีด หากกล่าวว่าไปวันนี้ก็ต้องไปในวันนี้


ด้วยความจนใจ เขาจึงลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าหนาๆ กางร่มเดินมาที่ห้องโถงด้านหน้า


เด็กๆนั่งล้อมวงกินอาหารเช้าอยู่หน้าเตาผิงในห้องโถง ฉินเหยาที่ยืนอยู่ในห้องก็กินหมั่นโถวสองลูกในมืออย่างลวกๆจนหมด พลันส่งสัญญาณให้หลิวจี้ สองสามีภรรยาจึงพากันออกจากประตูไป


“ท่านแม่!” ต้าหลางวิ่งออกมาจากในห้อง ยื่นสมุดภาพวาดเล็กๆ ที่ทำเองและเตรียมไว้ทั้งคืนให้ฉินเหยา “ช่วยข้านำสมุดภาพความทรงจำนี้ไปให้เซียนกวนได้หรือไม่ขอรับ”


ฉินเหยาพยักพเยิดให้หลิวจี้รับของไปแล้วพยักหน้าให้ลูกชาย “จะส่งให้ถึงมือเลย เจ้ากลับเข้าไปเถิด ข้างนอกหนาว”


ต้าหลางถอยกลับไปใต้ชายคาอย่างเชื่อฟัง แต่ไม่ได้กลับเข้าห้อง ยังคงมองดูท่านพ่อท่านแม่จูงม้าเดินลงจากเนินเขาไปอยู่เป็นเวลานาน หลังจากได้ยินเสียงทะเลาะกันของน้องชายและน้องสาวในห้องจึงได้กลับเข้าไป


เอ้อร์หลางแกล้งซานหลางอีกแล้ว ซานหลางที่สู้ไม่ได้จึงทำแก้มป่องอย่างโกรธเคืองเหมือนทุกครั้ง


แต่ทว่าการทะเลาะกันของสองพี่น้องก็สิ้นสุดลงทันทีในวินาทีที่พี่ใหญ่เข้ามา ต่างคนต่างนั่งลงคนละฝั่ง ส่งเสียงเหอะในลำคอ ไม่มีใครสนใจใคร


ซื่อเหนียงเท้าคางมองแสงสีเทาที่ส่องจากท้องฟ้าลงมากระทบกับขอบหน้าต่าง ภาวนาให้ฝนน้ำแข็งหยุดตกโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นการขัดขวางการเดินทางของผู้คน


อาจจะเป็นเพราะความจริงใจของเด็กหญิงตัวน้อยทำให้สวรรค์ประทับใจ เมื่อทุกคนในเรือนปทุมเก็บสัมภาระเรียบร้อย ปิดประตูเตรียมออกเดินทาง ความ.อบอุ่นก็เข้ามาแทนที่ เมฆดำแยกออกจากกัน ปรากฏแสงสีทองเจิดจ้าสายหนึ่งสาดส่องลงมาจากท้องฟ้า


“ฟ้าโปร่งแล้ว!” สือโถวและเหล่าองครักษ์ดีใจมาก


ส่วนหลิวจี้ที่นั่งอยู่ในรถม้ากับอาจารย์และศิษย์พี่ อารมณ์ก็ตกต่ำลงทันที ไม่มีเหตุผลที่จะรั้งอาจารย์ไว้อีกสักสองวันแล้ว


ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์เช่นนี้ สำหรับคนไร้หัวใจอย่างหลิวจี้แล้ว นานๆจะเกิดขึ้นที


แต่ในปีนี้แค่ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ก็เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว


เมื่อก่อนเขาตัวคนเดียวไปมาไร้พันธะ


แต่ตอนนี้มีพันธะผูกพันมากขึ้นเรื่อยๆ การกระทำจึงไม่ทำตามอำเภอใจเหมือนเมื่อก่อนกลับมีความกังวลเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน


เหลือบมองดวงอาทิตย์ที่ปรากฏเต็มดวงบนท้องฟ้า หลิวจี้ก็พยักหน้าเบาๆให้เมียจ๋าที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆ แล้วจึงปล่อยม่านรถม้าลง


“ออกเดินทางเถิด” ฉินเหยากล่าวกับสือโถวและคนอื่นๆด้วยรอยยิ้ม “พวกเราจะไปส่งท่านอาจารย์ถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอแล้วค่อยกลับ”


เหล่าองครักษ์พยักหน้าอย่างยินดี สือโถวเป็นผู้นำ เขาควบม้าใต้ร่าง ขบวนทั้งหมดจึงเริ่มเคลื่อนที่


เมื่อมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เหล่าทหารม้าเกราะดำที่ได้รับอาวุธ ชุดเกราะและม้าคืนแล้วก็กำลังรออยู่ตรงนั้น


ฉินเหยามองพิจารณาไป๋เฮ่อที่เป็นผู้นำจากไกลๆ


คนผู้นี้ห่อหุ้มร่างกายทั้งหมดไว้ใต้ชุดเกราะและหมวกอันเย็นเยียบ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวซึ่งแสดงออกถึงความน่าเกรงขามและองอาจ


น่าเสียดายที่นางมั่นใจในความสามารถของตนเองอย่างยิ่ง บาดแผลของไป๋เฮ่อยามนี้จึงยังไม่หายดีเป็นแน่ เป็นเพียงการขู่ให้กลัวเท่านั้น


ฉินเหยาและองครักษ์ตระกูลฉีสบตากันอย่างรวดเร็ว เหล่าองครักษ์เปลี่ยนจากขบวนเปิดทางไปเป็นขบวนคุ้มกันอยู่ด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้างของรถม้าหลัก


เจินอวี้ไป๋เดินมาที่หน้ารถม้า สถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้ต้องมีคนทำลายมัน เขาจึงต้องก้าวออกมารับบทเป็นเหยื่อสังเวย


ความหวาดกลัวและความยำเกรงที่ทหารม้าเกราะดำมีต่อฉินเหยานั้นล้วนแสดงออกมาในระยะห่างหนึ่งร้อยเมตรที่พวกเขาเว้นระยะกับขบวนรถม้าในวันนี้


แต่ทว่าเจินอวี้ไป๋เพิ่งจะเอ่ยปาก หลิวจี้ก็โผล่ออกมาจากประตูรถม้าครึ่งตัวแล้วเลียนอย่างคำตอบของท่านอาจารย์ไม่มีผิดเพี้ยน


เขาหรี่ตาลงอย่างหยิ่งผยอง เชิดหน้าขึ้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน ปลายลิ้นเปล่งเสียงออกมาเบาๆว่า “ไสหัวไป!”


เจินอวี้ไป๋ “…”


เขายิ้มอย่างกระอักกระอ่วน คารวะอีกครั้งแล้วถอยไปอยู่ข้างๆอย่างรู้มารยาท เหลือบมองไปทางไป๋เฮ่อด้วยความเห็นใจเล็กน้อย แสดงออกว่าตนเองพยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะไกล่เกลี่ย แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่รับไมตรี


ดังนั้น ขบวนรถม้าของตระกูลฉีจึงเดินทางอยู่ข้างหน้า ไป๋เฮ่อนำทหารม้าเกราะดำสิบกว่านายรักษาระยะห่างตามอยู่ข้างหลังหนึ่งร้อยเมตร


แม้จะคับข้องใจ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นแผ่นหลังที่องอาจของฉินเหยาบนหลังม้าก็ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าพูดอะไร


ฉินเหยาและหลิวจี้บอกว่าจะไปส่งอาจารย์ถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอแล้วจะกลับ


แต่เมื่อมาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ หลิวจี้ก็โผล่ศีรษะออกมาถามว่า “เมียจ๋า มาถึงนี่แล้ว มิสู้ไปต่ออีกหน่อย ถึงถนนหลวงในเมืองแล้วค่อยกลับดีหรือไม่”


ฉินเหยาพยักหน้า “ได้สิ”


ไป๋เฮ่อที่ตามอยู่ข้างหลังเห็นว่าสองสามีภรรยาไม่มีทีท่าว่าจะกลับเลยแม้แต่น้อย ในอกก็เจ็บแปลบขึ้นมา บาดแผลภายในกำเริบหนักขึ้นทันที


หนึ่งชั่วยามต่อมาก็มาถึงเมืองจินสือ


ดวงตาของไป๋เฮ่อที่อยู่ใต้หมวกงอบพลันเบิกขึ้นทันที คาดหวังว่าจะได้เห็นภาพการร่ำลาอย่างอาลัยอาวรณ์ของตระกูลฉีและตระกูลหลิว


แต่กลับไม่มี ไม่มีเลย!


ครั้งนี้เป็นฉินเหยาที่เอ่ยขึ้นก่อน “มาถึงนี่แล้วก็ไปส่งอีกหน่อยเถิด รอถึงอำเภอแล้วพวกเราค่อยกลับ”


ไป๋เฮ่อที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรู้สึกถึงรสหวานในลำคอ เขากัดฟันแน่น กลืนเลือดในปากกลับลงไปอย่างแรง


ครึ่งชั่วยามต่อมา ประตูเมืองของอำเภอไคหยางก็ปรากฏสู่สายตา หากไปต่อก็จะถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว


ฉีเซียนกวนรีบสั่งให้หยุดแล้วผลักหลิวจี้ออกจากรถม้า “ศิษย์น้อง ถึงแค่นี้เถิด”


เพราะกลัวว่าหากพูดมากไป กำแพงใจที่อุตส่าห์สร้างมาอย่างดีจะพังทลายลง ฉีเซียนกวนจึงรีบปิดประตูรถม้าแล้วสั่งให้เหล่าองครักษ์เดินทางต่อ


ฉินเหยาขี่ม้าถอยไปข้างทาง หลิวจี้ก็เอนกายพิงท้องม้า สองสามีภรรยามองขบวนรถม้าที่ค่อยๆเคลื่อนห่างออกไปแล้วยกแขนขึ้นโบก


“ศิษย์พี่ลาก่อน! ท่านอาจารย์ลาก่อน!” หลิวจี้โบกแขนแรงขึ้นเรื่อยๆ วงแขนกว้างมาก บังเอิญไปขวางหน้าไป๋เฮ่อที่ตามหลังมาพอดี


หลิวจี้เพิ่งจะรู้ตัว รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็ตกใจจนรีบหดแขนกลับมา


แต่เพราะมีเมียจ๋าอยู่ข้างหลังด้วยเลยไม่ลืมที่จะส่งเสียงเยาะเย้ยไป๋เฮ่อและทหารม้าเกราะดำอย่างรังเกียจ


เมื่อเห็นสีหน้าของไป๋เฮ่อดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อ ฉินเหยาถึงได้เอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อนว่า “สามี อย่าได้เสียมารยาทต่อใต้เท้าเฮ่อ”


หลิวจี้มองนางอย่างประหลาดใจ ไม่ใช่เพราะนางเรียกเขาว่าสามี แต่เป็นเพราะนางเรียกเจ้าอีกาดำนี่ว่าใต้เท้าเฮ่อต่างหาก


ฉินเหยาโบกมือเบาๆ ส่งสัญญาณให้หลิวจี้ไปรออยู่ข้างๆ แล้วหันหัวม้าไปเผชิญหน้ากับไป๋เฮ่อ ประสานมือคารวะอย่างสุภาพ


“ความปลอดภัยตลอดการเดินทางของท่านอาจารย์และคุณชายน้อย ต้องรบกวนใต้เท้าเฮ่อช่วยดูแลแล้ว”


พูดจบก็หยิบถุงหนังสองใบออกมาจากห่อผ้าที่พกติดตัวยื่นส่งให้ด้วยสองมือ ข้างในเป็นยารักษาแผลภายในที่อาวั่งเร่งทำทั้งคืน


“สถานการณ์บังคับ มิได้มีเจตนาทำร้ายท่าน นี่คือยาสำหรับปรับสมดุลรักษาอาการบาดเจ็บภายในสองถุง กินวันละสามครั้ง ครั้งละอึกใหญ่ สองถุงเป็นปริมาณสำหรับหกวัน หกวันให้หลังบาดแผลของท่านจะหายดีอย่างแน่นอน”


อากาศหนาวเช่นนี้ ยาเก็บไว้เพียงหกวันคงไม่เสียกระมัง


ช่างเถิด จะคิดมากไปทำไม ความจริงใจนางมีให้มากพอแล้ว ฉินเหยาคิดในใจอย่างมั่นใจ


ไป๋เฮ่อมองถุงหนังที่นางยื่นมา ในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย ลังเลว่าจะรับมาดีหรือไม่


การเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรย่อมเป็นเรื่องดี แต่สตรีชาวบ้านนางนี้…นางควรค่าหรือ


ฉินเหยายิ้มเล็กน้อยแล้วยื่นมือไปข้างหน้าอีกหน่อย ดวงตาสบเข้ากับดวงตาของไป๋เฮ่อตรงๆ แววตานั้นแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยที่สื่อนัยว่า ‘อย่าได้ไม่รู้คุณคน!’


เจ้าช่าง ‘มีมารยาท’ เสียจริง ไป๋เฮ่อเบ้ปาก ก่อนจะยื่นมือออกไปรับถุงหนังสองใบที่เต็มไปด้วยยาอย่างฝืนใจ


ตอนที่ 582: กินเยอะๆหน่อย เจ้าผอมเกินไปแล้ว


ฉินเหยายิ้มบาง “ใต้เท้าเฮ่อ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ”


ไป๋เฮ่อใบหน้าดำคล้ำ เกือบจะโกรธจนสิ้นสติไปบนหลังม้า


เขารีบโยนถุงหนังให้ลูกน้องข้างกายแล้วควบม้าตามขบวนรถม้าของตระกูลฉีไป จากไปโดยไม่หันกลับมามอง


ในไม่ช้า ขบวนอันเกรียงไกรก็หายลับไป ณ สุดปลายถนน


ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สูดรับอากาศที่หนาวเหน็บเข้าไปแล้วถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่ง.อก ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายลง


ขอให้ผู้เฒ่ากงเหลียงเหลียวโชคดี


และขอให้ชีวิตของนางสงบสุขต่อไปเช่นนี้


ฉินเหยาเหยียดมือไปทางหลิวจี้ “ขึ้นมา จะกลับกันแล้ว”


หลิวจี้จับมือนางอย่างดีใจ พละกำลังสายหนึ่งก็ดึงเขาขึ้นไปบนหลังม้าและนั่งลงตรงหน้านางอย่างมั่นคง


ดวงตาดอกท้อคู่นั้นเหลือบมอง ถือโอกาสเอนกายลง เกือบจะซบลงในอ้อมกอดอันอบอุ่นและหอมกรุ่นของนาง


ฉินเหยายื่นฝ่ามือออกไปผลักคนที่เอนกายลงมาจนศีรษะเกือบจะทิ่มเข้าไปในแผงคอของม้า


“นั่งถ่างขา! ขี่ม้ามากี่ครั้งแล้วยังทำไม่เป็นอีกหรือ” นางตวาดเสียงดัง ไม่ได้รู้สึกถึงความโรแมนติกใดๆเลยแม้แต่น้อย


หลิวจี้เพิ่งจะเงยหน้าขึ้นก็ถูกนางกดลงไปอีก “อย่าบังสายตาข้า”


หลิวจี้หายใจสะดุด โชคดีที่เหล่าหวงถูกอาวั่งขัดสีฉวีวรรณจนสะอาดเอี่ยม มิเช่นนั้นหากได้ขนม้าเข้าปากเต็มๆ เขาคงต้องอาเจียนออกมาแน่นอน


ฉินเหยาส่งเสียงต่ำในลำคอเสียงหนึ่ง เหล่าหวงก็ยกกีบเท้าวิ่งออกไปอย่างตื่นเต้นทันที


หลิวจี้ฟุบลงบนคอม้าอย่างสิ้นหวังราวกับคนตายแล้ว ใจของเขาตายไปแล้ว!


เมื่อเห็นคนข้างหน้าไม่ขยับเขยื้อนอยู่นาน ฉินเหยาก็ขมวดคิ้วแล้วดีดท้ายทอยที่กลมมนได้รูปของเขา “ตายแล้วหรือ”


“…ใจสลาย” หลิวจี้ตอบอย่างหมดแรง


เสียงหัวเราะเยาะของนางดังมาจากเหนือศีรษะ หลิวซานเอ๋อร์ผู้ซึ่งหน้าหนาจนไม่รู้จักความละอายพลันรู้สึกเสียหน้า ลุกพรวดขึ้นมานั่งตัวตรง “ข้าจะบังคับม้าเอง!”


ฉินเหยาหัวเราะฮ่าๆสองครั้งแล้วถามกลับไปว่า “จริงหรือ”


หลิวจี้ยื่นมือไปแย่งสายบังเหียนในมือของนางแล้วเชิดคางขึ้นส่งสัญญาณให้นางโอบเอวของเขาไว้กันตก


ฉินเหยาแค่นเสียงจิ๊ๆสองครั้ง รู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อยจึงทำตามที่เขาบอก ปล่อยสายบังเหียนในมือออกจนหมดแล้วประคองเอวของเขาไว้


หลิวจี้บิดตัวอย่างอึดอัด รู้สึกจั๊กจี้นิดหน่อย แต่เพื่อศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย เขาจะอดทน!


“ย่าห์~” เขากระตุ้นเหล่าหวงอย่างแผ่วเบา


นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขี่ม้าโดยบรรทุกคนไปด้วย ในใจจึงยังรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง


แต่พอคิดว่าทุกครั้งที่ขี่ม้ากับฉินเหยาจะต้องถูกกดหัวให้ฟุบอยู่บนคอม้า เขาก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที


เขาลอบประกาศก้องในใจ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะไม่ยอมฟุบหน้าอยู่บนคอม้าอีกแล้ว


ฉินเหยา เจ้าก็รอมานั่งซ้อนหลังข้าอย่างว่าง่ายแล้วกอดเอวข้าไว้ให้แน่นๆเถอะ!


“เหอะๆๆ…” แค่จินตนาการภาพนั้น หลิวจี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้


ฉินเหยายกมือตบไปที่ท้ายทอยของเขาหนึ่งที “หัวเราะอะไร มองทางสิ!”


หลิวจี้ยิ้มค้าง รีบปรับอารมณ์แล้วตั้งใจมองทาง


คงเป็นเพราะวันนี้ไม่มีเรื่องวุ่นวายแล้ว ฉินเหยาถึงได้มีอารมณ์สบายๆ รอให้เขาค่อยๆขี่ม้าพานางกลับบ้าน


ตลอดทางหลิวจี้ขี่ม้าอย่างมั่นคงมาก ไม่เหมือนนิสัยที่มักจะใจร้อนของเขาเลยแม้แต่น้อย


ประกอบกับรูปลักษณ์อันน่ามองของเขา แม้จะกลับถึงบ้านตอนฟ้ามืดจนนางต้องทนหิวท้องกิ่ว แต่นางก็หาได้โกรธไม่


หลังจากกินข้าวไปห้าชามใหญ่เสร็จก่อนใครแล้ว ฉินเหยาก็ไม่ได้ลุกกลับห้อง แต่ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง นั่งอยู่หน้าโต๊ะอย่างเกียจคร้าน จ้องมองหลิวจี้ที่ยังกินไม่เสร็จแล้วบอกเขาว่า “กินเยอะๆหน่อย เจ้าผอมเกินไปแล้ว”


นางใช้น้ำเสียงสงบนิ่ง ประกอบกับแววตาเอ็นดูกล่าวกับหลิวจี้ด้วยความห่วงใย


ไม่ว่านางจะมีจุดประสงค์แอบแฝงอันไม่บริสุทธิ์อยู่หรือไม่ เพียงแค่ความห่วงใยที่ตรงไปตรงมาและไม่มีการประชดประชันใดๆ ที่มีต่อหลิวจี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารตกตะลึงจนตาค้าง


“พรวด!” เสียงหนึ่งดังขึ้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องรวมถึงอาวั่งและอินเยว่ที่กำลังซดน้ำแกงอยู่ก็พ่นน้ำแกงเต็มปากออกมาเพราะคำพูดของฉินเหยา


อาวั่ง อินเยว่และต้าหลางสามคนมีปฏิกิริยาว่องไวจึงรีบหันหน้าไปพ่นน้ำแกงที่อยู่ในปากลงบนพื้น


ส่วนเอ้อร์หลางกับฝาแฝดหันหนีไม่ทัน น้ำแกงที่สำลักออกมาทั้งหมดจึงสาดลงบนโต๊ะ


หลิวจี้ที่กำลังเคี้ยวเนื้ออยู่ในปากกะพริบดวงตาดอกท้อปริบๆ ขนตาที่ยาวและหนาแน่นเราวกับแปรงเล็กๆ สองอันนั้นขับเน้นให้ดวงตาทั้งสองข้างดูกลมโตและไร้เดียงสาอย่างยิ่ง


“พวกเจ้าทำอะไรกัน” หลิวจี้ตะคอกอย่างเสียดาย “กับข้าวดีๆ ถูกพวกเจ้าทำเละหมดแล้ว!”


ฉินเหยาก็เหลือบมองมาเช่นกัน สองผู้ใหญ่กับหนึ่งเด็กที่พร้อมใจกันพ่นน้ำแกงออกมา ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด


“คิดว่าข้าตลกหรือ” ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วถามอย่างสงสัย


ทั้งหกคนส่ายหัวเป็นพัลวัน


ไม่รอให้นางถามต่อ อาวั่งและอินเยว่ที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบลุกขึ้นยืนทันที


อาวั่งเอ่ย “ข้าจะไปผัดกับข้าวมาใหม่สักสองอย่าง”


อินเยว่เอ่ย “ข้าจะเอาอาหารพวกนี้ไปเททิ้ง”


พูดจบ ทั้งสองคนก็ยกจานอาหารที่สกปรกแล้วรีบวิ่งหนีออกจากห้องโถงไป


ยังเหลือพวกต้าหลางสี่พี่น้อง ซื่อเหนียงอาศัยว่าตนเองน่ารักจึงพยายามยิ้มยิงฟัน


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางก้มหน้าแสร้งทำเป็นเก็บของอย่างวุ่นวาย แต่ไม่รู้ว่าพวกเขายุ่งอะไรกันอยู่


ซานหลางยังคงนั่งนิ่งๆ ดวงตา.มองสลับไปมาระหว่างท่านแม่และท่านพ่อ มือเล็กๆชี้ไปที่คางของหลิวจี้ “ท่านพ่อ ที่ปากของท่านมีน้ำแกงไหลออกมาแล้ว”


หลิวจี้เช็ดมือ อะไรคือน้ำแกง เห็นได้ชัดว่าเป็นน้ำลายที่เจ้าเด็กเหลือขอนี่พ่นใส่เมื่อครู่นี้


หลิวจี้วางชามและตะเกียบลง สูดหายใจเข้าลึกๆ เพิ่งจะยกมือขึ้น สี่พี่น้องก็ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจแล้ววิ่งหนีกระเจิงออกจากประตูไป


“เจ้าเด็กเหลือขอพวกนี้ หยุดนะ!” หลิวจี้ไม่ต้องคิดก็รีบวิ่งไล่ตามไปทันที


เนินเขาทางเหนือที่เคยเงียบสงบพลันคึกคักขึ้นมาในวินาทีนี้ เสียงดังขนาดนั้น คนที่ไม่รู้คงคิดว่าพวกเขากำลังฉลองปีใหม่อยู่


ฉินเหยาหาวอย่างเกียจคร้าน รู้สึกขี้เกียจขึ้นมาจึงลุกกลับไปนอนในห้อง


นางเข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนสุข คลอเคล้าไปกับเสียงจอแจในลานบ้าน


การจากไปของกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนทำให้ทั้งครอบครัวเสียใจเพียงชั่วครู่ ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ


กำแพงของเรือนปทุมพังทลายลงมา ฉวยโอกาสในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสนี้ หลิวจี้และอาวั่งจึงขับรถม้าไปที่หมู่บ้านเซี่ยเหอเพื่อซื้ออิฐและกระเบื้องกลับมา ซ่อมแซมกำแพงที่ถูกฉินเหยาทำพังลงมาอย่างพิถีพิถันจนกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม


ทางด้านโรงงานเครื่องเขียนก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญในการส่งมอบสินค้า


ทุกวันนี้ฉินเหยายุ่งอยู่กับการตรวจสอบคุณภาพสินค้าและใส่ใจในรายละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่ากล่องเครื่องใช้สตรีทุกชิ้นที่ออกจากคลังสินค้าจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด


หลังจากยุ่งติดต่อกันเช่นนี้อยู่ห้าหกวัน ปลายเดือนสิบเอ็ด หลิวไป่และคนอื่นๆก็นำกล่องเครื่องใช้สตรีที่บรรจุเรียบร้อยแล้วออกเดินทางไปยังท่าเรือเมืองหลวงของมณฑลเพื่อส่งมอบสินค้า หัวใจที่ว้าวุ่นของฉินเหยาถึงได้สงบลงเล็กน้อย


พริบตาเดียวก็ถึงเดือนสิบสอง สำนักศึกษาตระกูลติงหยุดเรียน ให้นักเรียนกลับไปทบทวนตำราด้วยตนเองที่บ้าน


หลิวจี้ซ่อมกำแพงของเรือนปทุมเสร็จแล้วก็ถูกฉินเหยามอบหมายให้ไปส่งของขวัญปีใหม่ที่ตระกูลติงทันทีเพื่อหารือเรื่องที่ซานหลางและซื่อเหนียงจะเข้าเรียนที่สาขาหลักของสำนักศึกษาตระกูลติงในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า


ในขณะเดียวกัน ของขวัญตอบกลับจากบ้านต่างๆ ก็ถูกส่งมาเช่นกัน มีทั้งผ้าเนื้อดีนานาชนิด ยาสมุนไพรบำรุงร่างกาย รวมถึงของตกแต่ง พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึกและกระดาษ เป็นต้น มีมากมายหลากหลายประเภท


ฉินเหยานำของขวัญตอบกลับเหล่านี้ไปวางไว้บนชั้นวางของในห้องด้านนอกของโกดัง มองแวบแรก นึกว่าบ้านของนางเปิดร้านขายของชำเสียอีก


พอหยิบลูกคิดเล็กๆออกมาคำนวณดูก็พบว่าของขวัญปีใหม่ที่นางส่งออกไป ได้ทุนคืนมาเก้าส่วนครึ่ง


ในบรรดาของเหล่านี้ สิ่งที่ทำให้ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อยก็คือ ตระกูลเฮ่อแห่งเมืองหลวงของมณฑลส่งของขวัญปีใหม่ตอบกลับมาให้พวกเขา ไม่ได้ให้เป็นเงินโดยตรง


ความสูงต่ำของสถานะ เป็นตัวกำหนดระดับความใส่ใจของตระกูลเฮ่อ


ดูเหมือนว่าสถานะจวี่เหรินของหลิวจี้นี้ก็มีประโยชน์อยู่ไม่น้อย


ตอนที่ 583: ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างคลุมเครือเช่นนั้น


ฉินเหยาตรวจนับของขวัญปีใหม่ที่แต่ละบ้านมอบตอบกลับมาจนครบแล้วก็ลงกลอนประตูโกดังเตรียมกลับห้องไปเอนกายพักผ่อนสักครู่


“ก๊อกๆ ก๊อกๆ!”


เสียงเคาะประตูสั้นๆ อย่างเป็นจังหวะดังขึ้น


ฉินเหยาเห็นอินเยว่วิ่งออกมาจากห้องเก็บฟืนเพื่อเตรียมไปเปิดประตูก็วางใจแล้วเดินกลับไปทางห้องนอนต่อ


เรื่องในหมู่บ้านและเรื่องโรงงานเครื่องเขียนนางจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ในช่วงนี้จะไม่มีเรื่องที่ต้องให้นางไปทำ ฉินเหยาเดาว่า คนที่มาเยือนคงไม่ได้มาหานางเป็นแน่


แปดส่วนคงเป็นพวกพี่สะใภ้และอาสะใภ้ในหมู่บ้านมาหาหลี่ซื่อเพื่อเย็บปักถักร้อยด้วยกัน


บ้านของฉินเหยาจุดถ่านอย่างไม่เสียดาย กำแพงก็หนา หน้าต่างทั้งใหญ่ทั้งสว่าง ในห้องก็อุ่นและสว่างไสว หลายวันนี้สตรีที่มาหาหลี่ซื่อเพื่อผิงไฟด้วยนั้นจึงมีไม่ขาดสายเลย


แค่เรื่องยืมห้องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ฉินเหยาจึงไม่ได้ใส่ใจเลย ปล่อยให้พวกนางมีความสุขกันไป


หลี่ซื่อและฉินเหยาคาดเดาเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นอินเยว่ไปเปิดประตูแล้ว หลี่ซื่อจึงรีบปิดฝาหม้อน้ำมันหมูที่เคี่ยวเสร็จแล้วบนเตา ดึงฟืนในเตาออกไปดับในกองขี้เถ้าด้านล่าง รีบล้างมือแล้วยิ้มพลางเดินไปที่ประตูใหญ่


ยังไม่ทันได้เอ่ยคำทักทายหยอกเย้า พออ้าปาก ประตูลานบ้านก็เปิดออก หลี่ซื่อตกใจอย่างยิ่งเพราะนอกประตูคือใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยเลยสามดวง


“น้องเล็ก เป็นเจ้าจริงๆสินะ!”


หญิงสาวจากบรรดาคนทั้งสามที่หน้าประตูมองเด็กสาวหน้าตาอัปลักษณ์ผู้มาเปิดประตูด้วยความประหลาดใจระคนยินดี ก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อของนางออกมา “อาเยว่!”


อินเยว่ที่ถูกเรียกชื่อมองใบหน้าคุ้นเคยทั้งสามตรงหน้า ในใจก็พลันปั่นป่วน ทั้งดีใจ ตกใจและสับสนวุ่นวาย


คนหนึ่งคือท่านพ่อ ไม่ได้พบกันสองปีแต่กลับดูเหมือนแก่ลงไปสิบปี ผมสีดำขลับเมื่อตอนที่นางยังอยู่บ้าน บัดนี้กลับมีผมขาวแซมมาเกินกว่าครึ่ง


คนหนึ่งคือพี่ใหญ่ คนที่คอยปกป้องนางมาตั้งแต่เด็ก บอกว่ารอจนนางโตขึ้นหากอยากแต่งงาน พี่ชายจะหาชายหนุ่มที่หล่อที่สุดในรัศมีร้อยลี้มาให้ แต่หากนางไม่อยากแต่งงานก็จะเลี้ยงดูนางอยู่ที่บ้านไปชั่วชีวิต


อีกคนคือพี่สะใภ้ใหญ่ ตอนที่พี่สะใภ้แต่งเข้ามา ตนยังเป็นแค่เด็กไม่รู้ความ เมื่อบิดามารดาไม่ว่างเพราะยุ่งกับการค้าก็เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่คอยดูแลตน สอนการทำอาหารและงานฝีมือของสตรีให้ รักตนเหมือนเป็นลูกของนางเอง


หากโจรภูเขาพวกนั้นไม่ปรากฏตัว อินเยว่จินตนาการไม่ออกเลยว่าชีวิตของนางจะมีความสุขและสวยงามเพียงใด


น่าเสียดาย เมื่อเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ก็ยิ่งมองเห็นจิตใจคนได้ชัดเจนขึ้น


พวกเขารักนางนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ที่กลัวนางก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน


อาจารย์เคยบอกกับนางว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นซับซ้อน ไม่มีขาวหรือดำสนิท ส่วนใหญ่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง หากไม่ไปแตะต้องขีดจำกัดของกันและกันก็ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างคลุมเครือเช่นนั้นเถิด


ตอนนี้อินเยว่เห็นตัวเองในกระจก ดวงตาทั้งสองข้างใสกระจ่าง นางไม่เกลียดใครอีกแล้วและแน่นอนว่ารวมถึงญาติสนิททั้งสามคนที่ฝ่าลมหนาวและหิมะมาหานางในตอนนี้ด้วย


อินเยว่ลอบสูดหายเข้าใจลึกๆสองครั้ง จัดการกับอารมณ์ที่ปั่นป่วนของตนเองอย่างรวดเร็ว พยายามถามด้วยน้ำเสียงที่สงบที่สุด “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่”


“พี่ใหญ่ของเจ้าเห็นเจ้าน่ะ” พี่สะใภ้ใหญ่อินอธิบายว่า “วันก่อนที่หิมะตกครั้งแรก พี่ใหญ่ของเจ้าเข้าเมืองไปซื้อถ่านก็เห็นเจ้าที่ประตูเมือง เขาเรียกเจ้าหนึ่งครั้ง แต่เจ้าไม่ตอบเลยนึกว่าตัวเองจำคนผิดไป…”


ต่อมา เมื่อเห็นหญิงสาวบนรถม้าหันหน้ามา พี่ใหญ่อินจึงมั่นใจว่าเด็กสาวคนนั้นก็คือน้องสาวคนเล็กของตนที่หายตัวไปนาน


เพียงแต่ตอนนั้นคนขายถ่านเอาแต่ชวนเขาคุยไม่หยุดจึงคลาดกันไป


โชคดีที่เมื่อสอบถามที่ประตูเมืองก็มีคนจำได้ว่าคนขับรถม้าคือลูกชายคนโตของเศรษฐีในหมู่บ้านตระกูลหลิวนามว่าหลิวกง เขายังมีน้องชายชื่อหลิวลี่ เรียนอยู่ที่สำนักศึกษาประจำอำเภอ


พี่ใหญ่อินจึงไปที่สำนักศึกษาตามหาหลิวลี่จนพบ พอได้สอบถามจึงได้รู้เรื่องราวทั้งหมดของอินเยว่


เพียงแต่หลิวลี่รอบคอบกว่าเล็กน้อย ไม่ได้บอกว่าอินเยว่และฉินเหยาเป็นศิษย์อาจารย์กัน บอกเพียงว่าตอนนี้อินเยว่ทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ที่โรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียนในหมู่บ้านและอาศัยอยู่ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านของพวกเขา


คนตระกูลอินผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วน ในที่สุดก็ได้พบหน้าลูกสาวของบ้านตนที่หายตัวไป พี่สะใภ้ใหญ่อินเดินไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้นแล้วคว้ามือของอินเยว่ไว้


เมื่อสัมผัสได้ถึงมือที่อบอุ่นของน้องสามี ถึงเพิ่งรู้สึกว่ามือของตนเองนั้นเย็นเฉียบจึงคิดจะดึงมือกลับ


อินเยว่รู้สึกเจ็บแปลบในใจกลับเป็นฝ่ายกุมมือของพี่สะใภ้ไว้


พี่สะใภ้ใหญ่อินเห็นแผลเป็นขนาดใหญ่บนใบหน้าของน้องสามีก็รู้สึกแสบจมูก น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาแล้วร่วงหล่นลงมาอย่างควบคุมไม่อยู่


“ทำไมเจ้าไม่กลับบ้าน” ผู้เฒ่าอินถามอย่างสุขุม


ระหว่างทางกังวลสารพัด แต่เมื่อได้เจอหน้าจริงๆ สีหน้ากลับเคร่งขรึมลง ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขามเหมือนเช่นเคย


ทว่านิ้วมือที่สั่นเทาไม่หยุดข้างลำตัวได้เปิดเผยอารมณ์ที่แท้จริงของเขาออกมา


ผู้เฒ่าอินเงยหน้าขึ้นสำรวจบ้านหลังนี้ บ้านสร้างขึ้นอย่างไม่เป็นระเบียบ ไม่มีหลักการใดๆ เป็นไปตามใจเจ้าของบ้านทั้งสิ้น


แต่วัสดุที่ใช้กลับแข็งแรงทนทานอย่างยิ่ง มองแวบเดียวก็รู้ว่าฐานะทางบ้านค่อนข้างดี อาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องลมฝน


เพียงแต่นางเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน การอาศัยอยู่บ้านคนอื่นเป็นนิจนั้นจึงดูไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง


ผู้เฒ่าอินส่งสายตาให้ลูกชาย พี่ใหญ่อินก็พยักหน้า เดินเข้ามาแล้วจับแขนของอินเยว่ไว้คนละข้างกับผู้เป็นภรรยา “ไป กลับบ้านกับพี่ใหญ่และพี่สะใภ้เถอะ”


อินเยว่ที่เมื่อครู่ยังรู้สึกอบอุ่นซาบซึ้งใจอยู่ พอได้ยินคำพูดของพี่ชายก็พลันตื่นจากภวังค์ รีบดึงมือของตนกลับแล้วถอยหลังไปสองก้าว


“ข้าไม่ไป ตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่สุขสบายดี ข้าเลี้ยงดูตัวเองได้ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า” อินเยว่กล่าวอย่างจริงจัง


นางเหลือบมองรถม้าที่จอดอยู่บนเนินแล้วยกนิ้วขึ้นชี้ “ท่านพ่อ พวกท่านกลับไปเถอะ ไม่ต้องมาหาข้าอีกแล้ว ถ้าข้ามีเวลา ข้าจะกลับไปเยี่ยมพวกท่านที่บ้านเอง”


พี่สะใภ้ใหญ่อินขมวดคิ้วทันที ถามอย่างร้อนรน “อาเยว่ เจ้ายังเกลียดที่เราบังคับให้เจ้าแต่งงานอยู่อีกหรือ”


พี่ใหญ่อินรีบอธิบาย “งานแต่งนั้นยกเลิกไปนานแล้ว ท่านพ่อท่านแม่นำสินสอดไปคืนให้พวกเขาด้วยตนเอง ทั้งยังชดเชยของดีๆให้ไปไม่น้อย ตอนนี้ไม่มีใครบังคับเจ้าอีกแล้ว อาเยว่เด็กดี กลับบ้านกับพี่ชายเถอะ ท่านแม่คิดถึงเจ้ามาก คิดถึงจนกินข้าวไม่ลงแล้ว”


เมื่อได้ยินข่าวของมารดา แววตาของอินเยว่ก็สว่างวาบ “ท่านแม่สบายดีหรือไม่”


ผู้เฒ่าอินอยากจะบอกว่าไม่ดี แต่เมื่อเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าของลูกสาว ในที่สุดใจก็อ่อนลง พยักหน้าแล้วตอบ “ยังกินข้าวได้ เพียงแต่คิดถึงเจ้ามากเกินไป กลางคืนก็ฝันถึงเจ้าตลอด พอตื่นขึ้นมาก็ด่าว่าเป็นพวกเราที่ไม่ตามหาอาเยว่ของนางกลับมา”


นี่เป็นความจริง อินเยว่ดูออก ในลำคอจึงพลันตีบตันขึ้นมา นางก็คิดถึงมารดาเช่นกัน


แต่นางจะไม่กลับไป อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่กลับ


แต่ยังไม่ทันที่อินเยว่จะได้พูดว่าตนเองจะไม่กลับไปก็มีเสียงของฉินเหยาดังขึ้นมาจากในสวนหลังบ้านทันใดว่า


“ทุกท่านเข้ามานั่งข้างในก่อนเถิด”


เมื่อครู่หลี่ซื่อเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกลับเข้าไปในลานบ้านเพื่อรายงานฮูหยิน ฉินเหยาจึงได้มายืนสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังได้สักพักแล้ว


ฉินเหยายิ้มแล้วเดินออกมา โอบกอดอินเยว่ที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่กลางลมหนาวอย่างทำอะไรไม่ถูก “พาครอบครัวของเจ้าเข้ามาผิงไฟข้างในเถอะ ข้างนอกหนาว เดี๋ยวจะเป็นหวัดกันหมด”


“ท่านอาจารย์~” อินเยว่เรียกเสียงเบาอย่างดีใจ พลันรู้สึกว่าร่างกายของตนเองกลับมาเปี่ยมไปด้วยพละกำลังอีกครั้ง


อินเยว่กลั้นน้ำตาเอาไว้ พยักหน้าหนักๆ ผละออกจากอ้อมกอดอัน.อบอุ่นของท่านอาจารย์แล้วเดินไปพูดกับครอบครัวของนาง


“นี่คือท่านอาจารย์ของข้า ฉินเหยาและก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้ด้วย นางยังเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านตระกูลหลิวอีกด้วย”


ประโยคสุดท้ายนี้ อินเยว่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจราวกับเป็นเกียรติของตนเอง


ทั้งสามคนจากตระกูลอินประหลาดใจจนต้องเงยหน้ามองไปทางฉินเหยา ไม่นึกเลยว่าสตรีที่ดูอายุไล่เลี่ยกับอินเยว่ตรงหน้านี้จะเป็นผู้ใหญ่บ้านหญิงที่ทำลายธรรมเนียมเก่าแก่ของอำเภอไคหยางและขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยฐานะสตรีได้สำเร็จ!


ตอนที่ 584: อะไรคือแรงงาน


ทุกคนในตระกูลอินตามฉินเหยาเข้ามาในบ้าน เมื่อเห็นบ้านที่เรียบง่ายไม่หรูหราแต่กลับอบอุ่นและมั่นคงหลังนี้ ผู้เฒ่าอินก็พลันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


ด้านนอกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะ แต่ในบ้านกลับอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ บนโต๊ะเต็มไปด้วยของกินเล่นนานาชนิดครบครัน บ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี


พี่สะใภ้ใหญ่อินพบว่า ในบรรดาของกินเหล่านั้นถึงกับมีหมั่นโถวลูกเล็กที่ทำจากแป้งสาลีขาวด้วย ขาวราวกับเกล็ดหิมะ เนื้อแป้งละเอียดเนียนนุ่ม มองปราดเดียวก็รู้ว่าแป้งนี้ต้องผ่านการโม่มาอย่างน้อยหกถึงเจ็ดครั้งจึงจะละเอียดจนไม่เหลือความหยาบให้เห็นเลยแม้แต่น้อย


เพียงแต่ยิ่งมอง คนตระกูลอินก็ยิ่งรู้สึกว่าบ้านของผู้ใหญ่บ้านฉินให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างน่าประหลาดระหว่างความยากจนและความร่ำรวย


เสื้อผ้าและอาหารการกินหรูหราจนน่าตกใจ แต่ที่อยู่อาศัยกลับเรียกได้ว่าเรียบง่าย


อาศัยช่วงที่ฉินเหยาพาหลี่ซื่อออกไปเตรียมชาร้อนรับแขก พี่ใหญ่อินและภรรยาก็รีบดึงตัวน้องสามีเข้ามาซักถามทันที


“อาเยว่กินอิ่มนอนอุ่นดีหรือไม่”


“ผู้ใหญ่บ้านได้ข่มเหงเจ้าหรือไม่”


“คนในหมู่บ้านนี้มีใครรังแกเจ้าหรือไม่”


อินเยว่ผลักพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ขยับเข้ามาใกล้เบาๆ ส่ายหน้าอย่างจนใจแล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ดีกับข้ามาก ชาวบ้านก็เกรงใจข้ามาก ข้าอยู่ที่นี่สุขสบายดีเจ้าค่ะ ดีกว่าอยู่ที่บ้านไม่รู้กี่เท่า”


เมื่อได้ยินประโยคหลังนี้ สีหน้าของผู้เฒ่าอินที่เพิ่งจะผ่อนคลายลงก็เคร่งขรึมขึ้นอีกครั้งและแค่นเสียงออกมาโดยไม่รู้ตัว


“เจ้าเลิกปากแข็งได้แล้ว คนในชนบทเช่นนี้ทั้งโง่เขลาและหัวโบราณที่สุด ไม่รู้ว่ามีธรรมเนียมประหลาดน่ากลัวอยู่มากมายเพียงใด อีกทั้งตอนนี้เจ้ายังมีหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ แล้วพวกเขาจะไม่รังแกเจ้าได้อย่างไร อยู่ต่อหน้าคนในครอบครัวก็อย่าปากแข็งไปเลย”


“ยังมีอีก”


“ท่านอาจารย์ของเจ้าแม้จะเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็มีชื่อเสียงด้านความดุร้ายเลื่องลือไปทั่ว ท่าทีที่แสดงความเกรงใจเมื่อครู่นี้คงเป็นการเสแสร้งให้คนนอกดูใช่หรือไม่ บอกความจริงพ่อมา ปกติแล้วนางแอบกลั่นแกล้งเจ้าลับหลังหรือไม่”


“ไม่ใช่นะ! ท่านพ่อ ท่านอย่าฟังคนพวกนั้นพูดจาเหลวไหล…” อินเยว่กำลังจะอธิบายแทนอาจารย์ของตน แต่พอได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาก็รีบหยุดพลางถลึงตาใส่ครอบครัวของตนหนึ่งครั้งเพื่อเตือนว่าอย่าพูดจาส่งเดช


“เส้นทางยาวไกล ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ทั้งสามท่านพักที่นี่สักคืนเถิด” ฉินเหยานำหลี่ซื่อเดินเข้ามาในบ้านพลางส่งสัญญาณให้หลี่ซื่อรินชาร้อนให้พวกเขา


ขณะเดียวกันก็ขยิบตาให้อินเยว่ สื่อว่าที่บ้านยังมีห้องว่างให้แขกพักได้ ให้นางไม่ต้องกังวลว่าตนจะไม่พอใจแล้วรีบไล่ครอบครัวของนางกลับไป


แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำพูดของคนตระกูลอินเมื่อครู่นี้ฉินเหยาได้ยินทั้งหมด


อคติเปรียบเสมือนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง การจะย้ายมันออกไปไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ตัวนางจะไม่ใส่ใจ แต่ก็ไม่อยากให้คนนอกมีอคติที่เลวร้ายต่อหมู่บ้านตระกูลหลิวของตน


ก่อนจะออกไปจากห้องโถง ฉินเหยากล่าวกับอินเยว่ด้วยรอยยิ้มว่า “หากครอบครัวของเจ้าไม่วางใจ พรุ่งนี้เช้าเจ้าก็สามารถพาพวกเขาไปดูสภาพแวดล้อมในการทำงานของเจ้าด้วยตัวเองได้ เช่นนี้พวกเขาถึงจะได้จากไปอย่างสบายใจจริงๆ”


เมื่ออินเยว่ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของนางก็พลันสว่างวาบขึ้นมา


ท่านอาจารย์จะไม่ไล่นางไป! เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา อินเยว่ก็รู้สึกดีใจยิ่งกว่าการได้รับการสนับสนุนและความเข้าใจจากทุกคนในครอบครัวเสียอีก


“ท่านอาจารย์ ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไรเจ้าค่ะ” อินเยว่คารวะฉินเหยาอย่างนอบน้อม ส่งนางกลับไปนอนพักกลางวันที่ห้องนอนของนางแล้วจึงกลับมาที่ห้องโถงเพื่อดูแลครอบครัวของตนต่อ


เมื่อได้ยินว่าอินเยว่ยังคงยืนกรานที่จะไม่กลับบ้าน ผู้เฒ่าอินก็เกิดความคิดที่จะสืบหาความจริงขึ้นมาบ้างจึงตกลงที่จะพักค้างคืนที่บ้านของฉินเหยาหนึ่งคืน เพื่อที่รุ่งเช้าวันพรุ่งนี้จะได้ตามบุตรสาวไปดูว่านางอยู่ที่นี่เป็นอย่างไรกันแน่


ถึงกับทำให้บุตรสาวมีบ้านแต่ไม่ยอมกลับได้ เขาเองก็อยากจะเห็นนักว่าหมู่บ้านตระกูลหลิวแห่งนี้มีดีอะไร!


ตอนเย็น หลิวจี้นำเด็กๆกลับมาจากจวนตระกูลติง หลังจากจัดการเรื่องการเข้าเรียนในปีหน้าเรียบร้อยแล้ว สองสามีภรรยาจึงร่วมกันจัดอาหารค่ำมื้อใหญ่เลี้ยงต้อนรับคนตระกูลอิน ถือว่าเป็นการให้เกียรติอย่างเต็มที่แล้ว


เมื่อได้รู้ว่าหลิวจี้คือจวี่เหรินคนใหม่ของอำเภอไคหยางในปีนี้ ท่าทีของผู้เฒ่าอินก็เปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ


หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ เมื่อกลับมาถึงห้องพักแขกเล็กๆที่ฉินเหยาเตรียมไว้ให้ เขาก็จับตัวอินเยว่ไว้แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “สามีอาจารย์ของเจ้าคือหลิวจวี่เหริน เหตุใดเจ้าจึงไม่รีบบอกเล่า!”


อินเยว่มองรอยยิ้มประหลาดใจบนใบหน้าของบิดาแล้วรู้สึกว่าช่างไร้เหตุผลอย่างยิ่ง “ข้าเพียงแค่ฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสามีท่านอาจารย์ของข้าเป็นใครด้วยเล่า”


ในสายตาของอินเยว่นั้น การที่สามีท่านอาจารย์เป็นท่านอาจารย์ของนางด้วยนั้นก็เป็นเพียงเพราะเขาเป็นสามีในนามของท่านอาจารย์นางเท่านั้น


สามีอาจารย์จะเป็นใครก็ได้ แต่ท่านอาจารย์มีเพียงฉินเหยาคนเดียว!


ผู้เฒ่าอินเห็นท่าทางงุนงงของบุตรสาวก็โกรธจนพูดไม่ออก แต่เมื่อครุ่นคิดอีกที อาจารย์และสามีอาจารย์ก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ดีจึงถอนหายใจแล้วยิ้มออกมาอย่างจนใจ โบกมือให้อินเยว่ไปอยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ใหญ่ของนาง


ห้องพักแขกเป็นเพียงห้องเล็กๆข้างห้องโถงเท่านั้น สองพ่อลูกตระกูลอินเบียดกันหน่อยก็ยังพอไหว พี่สะใภ้ใหญ่อินจึงทำได้เพียงไปพักอยู่กับอินเยว่


พี่สะใภ้กับน้องสามีไม่ได้เจอกันนาน ในตอนกลางคืนจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้นอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันแล้วพูดคุยกระซิบกระซาบกัน


อินเยว่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาจารย์ของตนมากมาย เดิมทีพี่สะใภ้ใหญ่อินยังคงหวาดกลัวชื่อเสียงด้านความดุร้ายของฉินเหยาอยู่บ้าง แต่พอได้ฟังไปเรื่อยๆ พลันพบว่าผู้ใหญ่บ้านฉินผู้นี้ช่างไม่เหมือนกับที่คนภายนอกร่ำลือกันเลยแม้แต่น้อย


พี่สะใภ้ใหญ่อินถามด้วยความตกใจว่า “นางถึงกับให้สตรีในหมู่บ้านทุกคนเข้าทำงานในโรงงานเชียวหรือ นางทำได้อย่างไร สามีของสตรีเหล่านั้นไม่คัดค้านที่ภรรยาของตนออกไปเปิดหน้าเปิดตาบ้างเลยหรือแล้วยังต้องทำงานร่วมกับคนงานชายอีก นี่…นี่…”


เพียงแค่คิดถึงภาพนั้น พี่สะใภ้ใหญ่อินก็รู้สึกราวกับจะขาดใจตายให้ได้


บ้านเดิมของนางก็ทำการค้าเล็กๆเช่นกัน ตั้งแต่เล็กจนโตบิดาก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ในความทรงจำจึงมีเพียงภาพของมารดาที่ประคับประคองทั้งครอบครัวอย่างยากลำบากเพียงลำพังเพื่อรอให้บิดานำเงินกลับมา


ต่อมา บิดานำเงินกลับมาบ้านจริงๆ และเปิดร้านชาในอำเภอ


เมื่อฐานะทางบ้านดีขึ้น มารดาก็ถอยกลับไปดูแลงานบ้านอยู่เบื้องหลัง แต่บิดากลับไม่เก่งเรื่องการบริหารจึงมักจะมาถามความเห็นของมารดาอยู่บ่อยครั้ง ร้านจึงพอจะประคับประคองต่อไปได้


มีครั้งหนึ่งที่กิจการเกิดปัญหา มารดาจึงเสนอตัวว่าจะไปช่วยที่ร้าน เดิมทีคิดว่าบิดาที่มักจะถามนางเรื่องการค้าอยู่เสมอจะเห็นด้วย


คาดไม่ถึงว่าบิดาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งยังเย็นชากับมารดาไปนานกว่าครึ่งปีด้วยเหตุนี้


เหตุผลเพียงเพราะว่าคนงานที่ร้านล้วนเป็นบุรุษ การที่มารดาซึ่งเป็นสตรีไปปะปนอยู่ในนั้นมันช่างไร้ยางอายสิ้นดีและจะทำให้ชื่อเสียงของบิดาต้องเสียหาย


สุดท้ายก็เป็นไปตามคาด ร้านชาเปิดได้ไม่ถึงปีก็ต้องปิดตัวลง


หลังจากนั้นบิดาจึงพูดว่า “หากรู้แต่แรกก็คงให้แม่เจ้าออกไปดูแลร้านแล้ว” แต่นางก็รู้ดีว่าต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ บิดาก็จะยังไม่อนุญาตให้มารดาออกไป ‘เปิดหน้าเปิดตา’ อยู่ดี


แค่ครอบครัวเดียวยังเป็นเช่นนี้ แต่สตรีทุกบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับสามารถออกไปทำงานได้ นี่มัน…ทำได้อย่างไรกันแน่


อินเยว่มองดวงตาที่ตกตะลึงของพี่สะใภ้ใหญ่ภายใต้แสงเทียนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า


“พี่สะใภ้ เมื่อท่านพบว่ากฎเกณฑ์ที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าถูกต้องเหล่านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง แต่กลับเอื้อประโยชน์ต่อผู้อื่น ท่านก็ต้องลองคิดดูแล้วว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้ถูกต้องจริงๆหรือไม่”


“ท่านอาจารย์ใช้การกระทำนับครั้งไม่ถ้วนของนางเพื่อบอกแก่สตรีในหมู่บ้านว่า ชื่อเสียงที่ใครๆต่างก็พูดถึงนั้นไม่สำคัญเท่ากับการได้กินอิ่มท้องและมีเสื้อผ้าใส่เพื่ออบอุ่นร่างกายเลย”


“เมื่อสตรีคนหนึ่งใช้สองมือที่ขยันหมั่นเพียรของตนเองสร้างคุณค่าที่เป็นที่ยอมรับขึ้นมาได้แล้ว ในสายตาของทุกคนนางก็ไม่ต่างอะไรจากบุรุษ มีเพียงความแตกต่างระหว่างแรงงานที่มีมูลค่าสูงกับแรงงานที่มีมูลค่าต่ำเท่านั้น”


พี่สะใภ้ใหญ่อินถามอย่างงุนงง “อะไรคือคุณค่าที่ยอมรับแล้วอะไรคือแรงงานหรือ”


“คุณค่าที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันคือคุณค่าที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน เช่น สามารถหาเงินได้ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ นี่ล้วนเป็นคุณค่าทั้งสิ้น”


“ส่วนที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือ หรือการกดขี่ดูแคลนสารพัดล้วนเป็นเพียงวิธีการอันต่ำช้าของคนที่กลัวว่าท่านจะกลายเป็นคู่แข่งของพวกเขาและจะมาแย่งชิงผลประโยชน์ของพวกเขาไปก็เท่านั้น”


ตอนที่ 585: ข้าก็คือข้า


ส่วนเรื่องแรงงาน…อินเยว่ลูบจมูกอย่างกระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าควรจะบอกความจริงอันโหดร้ายนี้กับพี่สะใภ้ดีหรือไม่


ช่างเถอะ อย่าพูดเลยดีกว่า


ท่านอาจารย์บอกว่าชีวิตของชาวบ้านธรรมดาก็ลำบากพออยู่แล้ว การไปเข้าใจตรรกะเบื้องลึกของราชวงศ์นี้ มีแต่จะเพิ่มความเจ็บปวดให้แก่ผู้ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตอันแร้นแค้นของตนเองได้


“นอนเถอะเจ้าค่ะพี่สะใภ้ หากไม่นอนพรุ่งนี้ท่านจะตื่นไปดูที่ทำงานของข้าไม่ไหวนะ” อินเยว่จงใจเปลี่ยนเรื่อง


พี่สะใภ้ใหญ่อินจึงรีบพยักหน้า พอได้ฟังน้องสามีพูดเช่นนี้ นางก็ยิ่งอยากรู้ว่าโรงงานเครื่องเขียนนั้นเป็นอย่างไรจึงไม่อยากพลาด


พอเป่าเทียนไขดับ ทั้งสองก็นอนเบียดกันแล้วหลับตาลง


พี่สะใภ้ใหญ่อินรู้สึกว่าตนเองยังนอนไปได้ไม่นาน ข้างกายก็มีเสียงกุกกักดังขึ้น


ปกตินางเป็นคนตื่นง่ายอยู่แล้ว ทั้งยังต้องคอยเป็นกังวลเรื่องราวในบ้าน ดังนั้นเพียงข้างนอกมีเสียงอะไรนิดหน่อยก็มักจะตื่นแล้ว


เมื่อค่อยๆลืมตาขึ้นมาก็พบว่าในความมืดสลัวมีเงาดำของคนผู้หนึ่งกำลังลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า


“พี่สะใภ้ ท่านนอนต่ออีกสักครู่เถิด รอข้าฝึกฝนยามเช้าตามที่อาจารย์กำหนดเสร็จแล้วจะมาเรียกท่าน” อินเยว่กระซิบกำชับ


พี่สะใภ้ใหญ่อินถามด้วยความสงสัย “ฝึกฝนยามเช้า?”


อินเยว่ขานรับคำแล้วอธิบายเสียงเบาว่า “ท่านอาจารย์บอกว่าหน้าร้อนฝึกยามสาม หน้าหนาวฝึกยามเก้า การฝึกวรยุทธ์สำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ จะเกียจคร้านไม่ได้เด็ดขาด”


พี่สะใภ้ใหญ่อินถึงได้นึกขึ้นมาอย่างเลือนรางว่าน้องสามีมาฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนวิชายุทธ์


เพราะความสงสัย พี่สะใภ้ใหญ่อินจึงลุกขึ้นมาบ้าง อยากจะตามไปดู ทั้งสองแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ฟ้ายังไม่สว่างก็ออกจากบ้านไปแล้ว


ช่วงเวลาที่หนาวที่สุด พี่สะใภ้ใหญ่อินสวมเสื้อคลุมบุนวมของน้องสามีเพิ่มอีกหนึ่งตัวก็ยังถูกลมภูเขาพัดกระหน่ำจนหนาวสั่นไปทั้งตัว


เงยหน้าขึ้นมองน้องสามีที่สวมเพียงเสื้อคลุมบุนวมสองชั้น ในมือหิ้วถังไม้ก้นสามเหลี่ยมสองใบ เหยียบย่ำบนพื้นหิมะที่แข็งตัวและลื่น เดินเหินราวกับเหาะ เผลอแวบเดียวก็หายไปจากระยะที่โคมไฟสามารถส่องถึงได้แล้ว


อ้อ ใช่แล้ว โคมไฟนี้นำมาเพื่อส่องทางให้ตน ในช่วงกลางดึกที่มืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้า ดวงตาของน้องสามีกลับราวกับมองเห็นในความมืด สามารถหลบก้อนหินทุกก้อนที่อาจจะทำให้นางสะดุดล้มได้อย่างแม่นยำ


“พี่สะใภ้ค่อยๆเดินนะเจ้าคะ” ทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้ว อินเยว่ก็วิ่งไปยังบ่อน้ำในหมู่บ้าน


นางต้องใช้ถังใหม่สองใบนี้ที่ตักน้ำได้ยากกว่าเดิมเพื่อตักน้ำใส่โอ่งน้ำใหญ่สามใบในบ้านให้เต็มภายในครึ่งชั่วยาม


ถังไม้อันใหม่นี้เป็นสิ่งที่ฉินเหยาให้ช่างไม้หลิวทำขึ้นเป็นพิเศษ แต่แผ่นไม้ตรงก้นถังที่ใช้ไม้ไผ่ดัดรัดไว้กลับทำอย่างหลวมๆ จนน้ำรั่วไหลออกมาเป็นสาย


หากไม่ใช่เพราะฉินเหยาออกหน้า ช่างไม้หลิวคงก็ไม่กล้าทำถังน้ำที่จะทำลายชื่อเสียงร้านของตนเองเช่นนี้หรอก


ไม่นานอินเยว่ก็หิ้วน้ำสองถังวิ่งผ่านหน้าพี่สะใภ้ใหญ่อินที่เพิ่งเดินมาถึงบนสะพานราวกับเหาะ เกิดลมเย็นพัดขึ้นวูบหนึ่งจนปอยผมข้างขมับของพี่สะใภ้ใหญ่อินปลิวไสว


พริบตาเดียวก็มีเสียงลมพัดสวนมาจากบนเขา พัดผ่านหน้าของพี่สะใภ้ใหญ่อินไป ทำเอานางตกใจจนร้องเสียงหลง เกือบจะคิดว่าเจอผีเข้าเสียแล้ว


“พี่สะใภ้ไม่ต้องกลัว ข้าเอง!”


เสียงขอโทษของอินเยว่ดังมาจากไกลๆ พี่สะใภ้ใหญ่อินตกตะลึง น้องสามีที่เคยอ่อนแอของนาง กลายเป็นคนแข็งแกร่งเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน


นางไล่ตามฝีเท้าของน้องสามีไม่ทันจริงๆ พี่สะใภ้ใหญ่อินจึงหาที่หลบลม ยืนถือโคมไฟมองดูหญิงสาวที่วิ่งไปมาระหว่างบ่อน้ำในหมู่บ้านกับบ้านของฉินเหยาราวกับสายลมอย่างเงียบๆ


ศีรษะของนางหันไปทางซ้ายทีขวาที ลำคอที่เดิมทีรู้สึกปวดเมื่อยเล็กน้อย พอหมุนไปมาตลอดเช้าก็บรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก


ขอบฟ้าเริ่มมีแสงสว่างรำไร ในที่สุดอินเยว่ก็หาบน้ำจนเต็มโอ่งทั้งสามใบในบ้าน


หลี่ซื่อและอาวั่งก็ตื่นแล้วเช่นกัน คนหนึ่งเตรียมอาหาร อีกคนหนึ่งก็ลากต้าหลางที่ยังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มไปยังสวนหลังบ้านเพื่อฝึกวรยุทธ์


ในบ้านค่อยๆมีเสียงของผู้คนดังขึ้นอย่างขวักไขว่ พี่สะใภ้ใหญ่อินเดินตามน้องสามีกลับเข้าไปในลานบ้าน กำลังจะถามว่านางเหนื่อยหรือไม่ แต่พอหันไปอีกที น้องสามีก็หยิบขวานหนักอึ้งไปยังห้องเก็บฟืนแล้ว


ท่ามกลางเสียงผ่าฟืนที่ดังขึ้นเป็นระลอก ผู้เฒ่าอินและพี่ใหญ่อินที่นอนหลับเต็มอิ่มก็ตื่นขึ้น ส่วนหลี่ซื่อหลังจากเตรียมอาหารเช้าให้แขกแล้วก็ถอยออกไปทำงานของตนต่อ


ผู้เฒ่าอินมองไปรอบๆ “อาเยว่ ไม่ต้องเรียกสามีอาจารย์กับอาจารย์ของเจ้ามากินข้าวด้วยกันหรือ”


การที่มีแค่ครอบครัวของพวกเขากินอาหารเช้ากันแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง


อินเยว่ทิ้งตัวลงนั่งอย่างไม่ถือสา มือหนึ่งหยิบหมั่นโถวลายกลีบดอกไม้ขึ้นมากัดกินคำใหญ่ อีกมือหนึ่งโบกไปมาพลางอธิบายด้วยน้ำเสียงอู้อี้


“ไม่ต้องไปสนใจพวกท่านอาจารย์หรอกเจ้าค่ะ เรากินของเราไปเถอะ เวลาทานอาหารของแต่ละคนในบ้านไม่เหมือนกัน เรากินก่อนได้”


เมื่อเห็นว่าคนในครอบครัวยังคงลังเลไม่กล้าลงมือ อินเยว่จึงเร่ง “รีบกินเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะไปทำงานสายแล้ว”


เมื่อเช้าตอนที่ซ่งอวี้ออกจากบ้าน อินเยว่ได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้จะพาครอบครัวไปดูงานที่โรงงาน พ่อบ้านซ่งอนุญาตแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น เวลาจึงกระชั้นชิดมาก


ทุกคนในตระกูลอินเมื่อเห็นเช่นนี้จึงทำได้เพียงหยิบอาหารเช้าที่ประณีตขึ้นมากินอย่างกระอักกระอ่วนใจ


อาหารที่ทำอย่างประณีตนั้นอร่อย นอกจากจะราคาแพงแล้วก็ไม่มีข้อเสียใดๆเลย ปกติแล้วอาหารการกินที่บ้านก็ถือว่าไม่เลว แต่ผู้เฒ่าอินและบุตรชายก็ยังอดไม่ได้ที่จะกินเพิ่มอีกหน่อย


อาหารเช้ายังได้กินธัญพืชอย่างดี ตอนนี้ผู้เฒ่าอินเชื่อคำพูดของลูกสาวไปแล้วกว่าครึ่ง นางอยู่ที่นี่ กินดีกว่าอยู่ที่บ้านจริงๆ


หลังจากกินอิ่มแล้ว อินเยว่ก็นำครอบครัวมุ่งหน้าไปยังโรงงานเครื่องเขียนอย่างเร่งรีบ


ตลอดเส้นทางจากหมู่บ้าน พบเจอแต่ชาวบ้านที่เดินอย่างเร่งรีบเหมือนกับอินเยว่ ในแววตาเต็มไปด้วยความหวัง


ทุกคนจับกลุ่มกันสามถึงห้าคนพูดคุยหัวเราะพลางเดินไปยังโรงงานเครื่องเขียน ในจำนวนนั้นมีทั้งบุรุษและสตรี หากนับดูดีๆแล้วสตรียังเยอะกว่าบุรุษเสียอีก


ที่เป็นเช่นนี้ก็ต้องพูดถึงระบบแรงงานเกณฑ์ของแคว้นเซิ่ง


“บุรุษ หนึ่งปีจะถูกเกณฑ์แรงงานหนึ่งถึงสองครั้ง ไปครั้งหนึ่งอย่างน้อยก็ครึ่งเดือน มากสุดสามเดือน หากนับเวลเดินทางไปกลับด้วยแล้วก็ยิ่งเสียเวลามากขึ้นไปอีก ดังนั้นสตรีในหมู่บ้านจึงมักจะมาทำงานที่โรงงานเครื่องเขียนแทนสามีของตน”


ผู้เฒ่าอินถามอย่างแปลกใจ “แล้วค่าจ้างรายเดือนของช่างฝีมือระหว่างสตรีกับบุรุษเท่ากันหรือไม่” ในความคิดของเขา อย่างไรเสียบุรุษและสตรีก็ไม่เหมือนกัน งานที่บุรุษทำได้ สตรีอาจจะทำได้ไม่ดีเท่า


อินเยว่พูดพลางยิ้ม “นั่นก็ต้องดูความสามารถของแต่ละคนแล้วเจ้าค่ะ แต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน งานต่างกันค่าจ้างก็ต่างกัน โรงงานของเราทำมากได้มาก บางครั้งงานฝีมือของสตรีก็ทำเงินได้มากกว่าคนงานชายเสียอีก!”


ขณะที่กำลังพูดอยู่ เฉียวอวิ๋นก็นำลูกศิษย์หยางฟางเดินผ่านมา นางกำลังสั่งงานเกี่ยวกับกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นฤดูใบไม้ผลิชุดต่อไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ในมือของหยางฟางถือกระดาษและพู่กันจดบันทึกอย่างรวดเร็ว เมื่อเจอตัวอักษรที่เขียนไม่ได้ก็จะใช้สัญลักษณ์แทน


“ผู้จัดการเฉียว” อินเยว่รีบกล่าวทักทาย


ซ่งอวี้ได้บอกไว้แล้วว่าวันนี้จะมีคนนอกมาเยี่ยมชม เมื่อเฉียวอวิ๋นเห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้ก็เดาได้ทันทีว่าคนนอกที่ว่าหมายถึงพวกเขาจึงพยักหน้าให้อย่างสุภาพ หันไปยิ้มเอ่ยกับผู้เฒ่าอินและพี่สะใภ้ใหญ่อิน


“เยว่เหนียงเป็นเด็กสาวที่ขยันมาก ต้องขอบคุณนาง พวกเราถึงได้กินอาหารที่อร่อยและอิ่มหนำในตอนเที่ยง”


นางยังมีธุระต้องทำจึงยิ้มเล็กน้อยแล้วก็พาลูกศิษย์หยางฟางเดินไปยังฝ่ายผลิตถัดไปอย่างรวดเร็ว ท่าทางทั้งเด็ดขาดและเฉียบแหลม


คนงานชายหญิงที่พบเจอระหว่างทาง เมื่อเห็นนางก็จะทักทายด้วยท่าทีที่ทั้งเคารพและเต็มไปด้วยความชื่นชม


พี่สะใภ้ใหญ่อินไม่เคยเห็นสตรีคนไหนเป็นที่จับตามองและได้รับความนับถือเช่นนี้มาก่อน นางจึงหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ มองอย่างตะลึงงันไปชั่วขณะ


พี่ใหญ่อินเดินกลับมาดึงนาง นางถึงได้สติกลับคืนมาพลางมองดูช่างฝีมือสตรีทั้งหลายที่อยู่ข้างๆ ซึ่งแต่ละคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทั่วร่างแผ่ซ่านความมั่นใจ ย่างก้าวอย่างองอาจ รู้สึกเพียงตาลายไปหมด


เมื่อเห็นบุรุษแปลกหน้าอย่างผู้เฒ่าอินและพี่ใหญ่อิน พวกนางก็ไม่ได้กลัวจนต้องหลบเลี่ยง แต่กลับยิ้มพลางพยักหน้าให้แล้วก็ตั้งใจทำงานในมือของตนต่อไป


ผู้เฒ่าอินและบุตรชายสบตากัน สามารถมองเห็นความตกตะลึงจากแววตาของอีกฝ่ายได้ชัดเจน


หญิงสาวที่สดใสเหล่านี้ช่างเปล่งประกายเจิดจ้า ชวนให้คนมองจนตาพร่ามัว


ความงามเช่นนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรูปโฉมที่สวยหยาดเยิ้มหรือความอ่อนโยนกตัญญูและบริสุทธิ์


แต่เป็นความมุ่งมั่นที่เบ่งบานพร้อมมุ่งไปข้างหน้า เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังต่อชีวิตและความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจว่าตนเองสามารถพึ่งพาสองมือที่ขยันหมั่นเพียรของตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งดีงามทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครหรือสถานะใดๆ เพราะข้าก็คือข้า


ตอนที่ 586: ยืนหยัดได้ด้วยตนเอง


อินเยว่นำคนในครอบครัวไปดูตามแผนกผลิตต่างๆ แล้วก็กลับมาทำงานที่โรงอาหาร


ก่อนจะถึงเวลาอาหาร ในโรงอาหารแทบไม่มีคน คนตระกูลอินจึงนั่งอยู่บนที่นั่งว่างมองดูนางทำงานอย่างขะมักเขม้น


เนื่องจากตอนนี้อินเยว่อาจจะถูกฉินเหยาเรียกไปทำธุระได้ทุกเมื่อ โรงอาหารจึงเพิ่มคนงานมาอีกหนึ่งคน ทำให้ตอนนี้มีสตรีสี่คนทำงานร่วมกัน พวกนางแบ่งงานกันอย่างชัดเจน ไม่นานก็ทำอาหารกลางวันที่ดูน่ากินยิ่งนักมื้อหนึ่งเสร็จเรียบร้อย


อากาศหนาว ในโรงอาหารจึงจุดอ่างไฟไว้ทำให้พื้นที่กว้างขวางนี้อบอุ่นขึ้นมา ตอนที่ทำงานจึงไม่รู้สึกหนาวเลย


สตรีชนบทมักจะทำงานเกษตรกรรมอยู่เสมอ พละกำลังจึงไม่น้อยไปกว่าบุรุษทั่วไป งานที่ต้องใช้แรงในโรงอาหาร ส่วนใหญ่แล้วพวกนางจะจับคู่ช่วยกันทำสองคน


นางเหอเป็นคนพูดมาก นางชิวพูดน้อยกว่า แต่ก็ตอบทุกคำถาม คนใหม่เป็นพี่สะใภ้ที่อายุยังน้อย เป็นคนร่าเริงเจื้อยแจ้วเช่นกัน นางเข้ากับอินเยว่ได้ดีมาก ทั้งสี่คนพูดคุยหัวเราะกันไม่นานงานก็เสร็จแล้ว


เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว ทั้งสี่คนก็นำอาหารและกับข้าวมาจัดวางบนโต๊ะ เตรียมชามและตะเกียบให้พร้อมแล้วจึงยืนประจำตำแหน่งของตน รอเหล่าคนงานเลิกงานมากินข้าว


เมื่อเสียงกระดิ่งดังขึ้น โรงงานข้างๆก็เริ่มมีเสียงดังจอแจขึ้นมาทันที คนงานต่างกรูกันวิ่งมายังโรงอาหาร เพียงเพื่อจะมาจับจองที่นั่งดีๆที่มีอ่างไฟก่อน จะได้กินข้าวอย่างมีความสุข


พอคนมา มือที่คอยตักข้าวและกับข้าวของพวกอินเยว่ทั้งสี่คนก็ไม่เคยหยุดลงเลยพร้อมกันนั้นยังตักข้าวให้ผู้เฒ่าอินและคนอื่นๆที่มาต่อแถวเพื่อลองสัมผัสบรรยากาศคนละชุดด้วย


อาหารมื้อนี้คือโจ๊กธัญพืชกับหมั่นโถวแป้งหยาบและกับข้าวสองอย่าง อย่างหนึ่งคือน้ำแกงเต้าหู้ อีกอย่างหนึ่งคือหมูสับผัดผักกาดดอง


แน่นอนว่า ผักกาดดองมีมากกว่าหมูสับมาก แต่ก็ยังพอมีรสชาติของเนื้อ หากเป็นบ้านของชาวบ้านทั่วไป นี่ก็ถือว่าเป็นอาหารที่ดีเลิศแล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่สามารถกินได้จนอิ่ม ชามเดียวไม่พอขอเพิ่มได้อีกชาม ขอเพียงไม่กินทิ้งกินขว้างเป็นพอ


หากกินทิ้งกินขว้างจะต้องถูกหักค่าจ้าง


แน่นอนว่า เพื่อไม่ให้มีผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาส ของในโรงอาหารจึงไม่ได้รับอนุญาตให้นำออกไปข้างนอก


ส่วนคนงานที่ขอข้าวเพียงชุดเดียวเพื่อจะประหยัด โรงงานก็จะทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่


ตอนนี้แต่ละบ้านที่สามารถกินอิ่มได้ทุกมื้อมีไม่มากนัก อาหารเช่นนี้ของโรงงาน บางครอบครัวตลอดทั้งปีก็ไม่ได้กินแม้แต่มื้อเดียว การที่ทุกคนอยากจะนำกลับบ้านไปให้คนในครอบครัวได้กินของดีๆ บ้างก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์


โดยรวมแล้ว การจัดการของโรงงานเครื่องเขียนมีทั้งผ่อนปรนและเข้มงวด ยืดหยุ่นพอดี


เมื่อเลยช่วงเที่ยงไป โรงอาหารก็ว่างลง อินเยว่ทำความสะอาดเสร็จแล้วก็ไปนวดแป้งที่ต้องใช้ในวันพรุ่งนี้กับนางเหอ ยังไม่ถึงยามเซิน (บ่ายสามโมง) ก็เลิกงานแล้ว


คนในครอบครัวของอินเยว่ไม่ได้นั่งอยู่ในโรงอาหารแล้ว นางตามหาพวกเขาจนเจอที่ลานว่างหน้าประตูโรงงานใหม่ พวกเขากำลังดูหลิวไป่และคนอื่นๆขนไม้ลงจากรถ


อินเยว่เดินเข้าไปด้วยความประหลาดใจ “ผู้จัดการหลิวไป่ พวกท่านกลับมาแล้วหรือ”


หลิวไป่พยักหน้าให้นางพลางกำชับพวกสารถีให้หยิบจับอย่างเบามือ ก่อนจะหันมาถามนาง “ผู้จัดการใหญ่ฉินอยู่บ้านหรือไม่”


อินเยว่พยักหน้า “อยู่เจ้าค่ะ มีจดหมายอีกแล้วหรือ”


หลิวไป่หัวเราะ บอกให้นางรอสักครู่แล้วลุกขึ้นไปหยิบจดหมายฉบับหนึ่งมายื่นให้พลางกล่าวว่า “ขนของชุดนี้ลงเสร็จก็คงจะเย็นแล้ว เจ้าช่วยข้านำจดหมายฉบับนี้ไปให้ผู้จัดการใหญ่ฉินก่อน นี่เป็นจดหมายที่เจ้าสี่ส่งมาจากเมืองหลวง”


อินเยว่เก็บจดหมายไว้อย่างดีแล้วคุยกับพวกสารถีอีกสองสามประโยคทำนองว่าขอบคุณที่ลำบากแล้วจึงเรียกคนในครอบครัวที่กำลังมองซ้ายมองขวาให้กลับด้วยกัน


พอเข้าหมู่บ้าน อินเยว่ก็พูดอย่างภาคภูมิใจทันที “ท่านพ่อ ข้าพูดไม่ผิดเลยใช่หรือไม่ ที่นี่ไม่มีอสูรร้ายที่กินคน มีแต่คนงานที่ขยันหมั่นเพียรทำงานเพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น”


“ที่นี่มีข้าวกิน มีน้ำดื่ม มีที่อยู่ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าแล้ว กลับบ้านไปอย่างสบายใจเถอะ”


คนตระกูลอินทั้งสามคนสบตากัน ผู้เฒ่าอินและพี่ใหญ่อินมีสีหน้าผ่อนคลายลง สถานที่แห่งนี้ราวกับเป็นดินแดนสุขาวดี ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีขอเพียงขยันทำงานก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้


พวกเขาเห็นว่าคนที่นี่แม้จะเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าของอาเยว่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร เด็กๆยังยิ้มให้นางด้วยซ้ำ ดูไม่กลัวเลยสักนิด


หากเป็นที่บ้านของพวกเขา อย่าว่าแต่มีแผลเป็นบนใบหน้าเลย แค่เห็นสตรีกับบุรุษคุยกันนานกว่าหนึ่งถ้วยชา รอบข้างก็จะเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบนินทาแล้ว


“ท่านพ่อ?” พี่ใหญ่อินมองไปยังบิดา “พวกเราทำตามที่น้องเล็กบอกเถอะ”


เพียงแต่…


“อาเยว่ เจ้าก็โตไม่น้อยแล้ว หากรอต่อไปจะกลายเป็นสาวแก่ เรื่องการแต่งงาน เจ้าคิดอย่างไร”


อินเยว่ยกมือขึ้นลูบแผลเป็นบนใบหน้าของตนเอง อาจารย์ซื้อยามาให้นาง แผลก็หายแล้ว แต่แผลเป็นกลับไม่อาจลบเลือนไปได้ เพียงแต่สีของมันดูคล้ำลงกว่าตอนแรกเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าน่ากลัวอยู่ดี


มีแผลเป็นเช่นนี้ คนอื่นย่อมต้องรังเกียจแน่นอน นางก็คร้านจะไปอธิบายให้ใครฟังอีก


อินเยว่ผายมือออก ยิ้มบางๆแล้วพูดว่า “ปล่อยให้เป็นไปตามวาสนาเถอะ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี ข้าไม่อยากฝืน”


อย่างน้อยตอนนี้นางก็ไม่รู้สึกว่านอกจากแต่งงานแล้วก็ไม่มีอะไรให้ทำอีก นางยังต้องฝึกวรยุทธ์และทำงาน เหนื่อยเป็นสุนัขทุกวัน จะมีอารมณ์ไปรักใคร่ชอบพอกับใครได้อย่างไร


พี่สะใภ้ใหญ่อินตบหลังนางเบาๆด้วยความรักและเอ็นดู ยิ้มอย่างขมขื่น “เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”


ผู้เฒ่าอินกล่าวว่า “เจ้าใหญ่ เจ้าไปขับรถม้ามา พวกเราจะไม่อยู่รบกวนต่อแล้ว”


เมื่ออินเยว่ได้ยินเจตนาของพี่ชายและพี่สะใภ้ ในใจก็รู้สึกยินดี


แต่พอได้ยินว่าบิดาจะไป ในใจก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาอีกครั้ง


แต่ใต้หล้านี้จะมีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกราเล่า


ตอนนี้นางได้พบที่พักพิงแล้ว ความสัมพันธ์กับครอบครัวก็ดีขึ้น ควรจะพอใจได้แล้ว


อินเยว่นำครอบครัวมากล่าวลาสองสามีภรรยาฉินเหยา เมื่อเห็นท่าทางที่ผ่อนคลายอย่างแท้จริงของอินเยว่ ฉินเหยาก็รู้สึกยินดีกับลูกศิษย์ด้วยจึงเรียกหลิวจี้ที่ไม่ค่อยเต็มใจนักให้ออกมาส่งด้วยกัน


“อาเยว่” ผู้เฒ่าอินกวักมือเรียกอย่างน่าเกรงขาม เรียกบุตรสาวมาที่ข้างรถม้า


เมื่ออินเยว่เห็นบิดายื่นมือมาก็เดาเจตนาของเขาออกทันทีจึงผลักมือของเขากลับไป


ระหว่างนิ้วมีประกายสีเงินเล็ดลอดออกมา ในมือของผู้เฒ่าอินกำเศษเงินอยู่หลายก้อน เพราะมาอย่างเร่งรีบจึงไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย ทั้งสามคนรวมกันแล้วก็มีแค่เศษเงินห้าตำลึงนี้เท่านั้น


“รับไปสิ” ผู้เฒ่าอินยื่นมือออกไปอีกครั้ง อยากจะยัดเงินให้อินเยว่


อินเยว่ดันมือบิดาไว้ “ท่านพ่อ ข้าอยู่ที่นี่ไม่ขาดเงิน”


ผู้เฒ่าอินทำหน้าขรึมจ้องมองนาง เมื่อก่อนหากเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา ไม่มีลูกหลานคนใดในบ้านกล้าปฏิเสธ


แต่วันนี้บุตรสาวตัวน้อยที่อ่อนแอของเขากลับไม่หลบไม่หลีก เพียงมองตรงมาที่เขาแล้วเอ่ยอย่างหนักแน่นทีละคำ


“ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องรู้สึกติดค้างอะไรข้า เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วล้วนเป็นเคราะห์กรรมของข้า ข้าผ่านมันมาได้ด้วยตัวเองแล้วเจ้าค่ะ”


“ท่านกับท่านแม่แค่ต้องรักษาสุขภาพให้ดี คราวหน้าหากมีเวลาข้าจะกลับไปเยี่ยม”


อินเยว่ยิ้มอย่างสดใสให้บิดา ผลักมือของเขากลับไปแล้วถอยหลังไปเพื่อให้รถม้าขับออกไปได้สะดวก


พี่ใหญ่อินตะโกน “ท่านพ่อ ขึ้นรถเถอะ”


ผู้เฒ่าอินถึงได้สติกลับคืนมาในทันใด มองดูบุตรสาวคนเล็กที่ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง ในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ในที่สุดก็กลายเป็นรอยยิ้มบางๆอย่างภาคภูมิใจ


รถม้าค่อยๆเคลื่อนออกไป เมื่อข้ามสะพานแล้วก็เร่งความเร็ว ไม่นานก็หายลับไปจากหมู่บ้านตระกูลหลิว


อินเยว่ยืนมองส่งอยู่บนเนิน เนิ่นนานกว่าจะยิ้มออกมาแล้วหันหลังกลับเข้าเรือน


พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ยืนเรียงแถวฝึกท่าขี่ม้าอยู่ในลานบ้านเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกัน ดูท่าศิษย์พี่เยว่มีความสุขมากเลยแฮะ


อาวั่งยกไม้ไผ่ขึ้นฟาดในอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวแล้วเตือนอย่างเย็นชา “ตั้งใจ!”


แผ่นหลังของสี่พี่น้องก็ยืดตรง ไม่กล้าแบ่งสมาธิอีก


เสี่ยวไหลฝูที่ช่วยมารดาจุดไฟในห้องครัวอดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะ


ตอนที่ 587: ตามหาเมียจ๋าไปทั่วหมู่บ้าน


ขณะที่สี่พี่น้องกำลังฝึกซ้อมรับลมหนาวอย่างมีความสุขปนความทุกข์อยู่ในลานบ้าน ศิษย์พี่เยว่ของพวกเขาก็นั่งอยู่หน้าเตาถ่านที่อบอุ่น กำลังกินขนมพุทราแผ่นที่สามีท่านอาจารย์ย่างให้ท่านอาจารย์


“เมียจ๋า เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆ กำลังกรอบอร่อยเลย” หลิวจี้ใช้ปลายนิ้วหยิบขนมพุทราแผ่นที่เพิ่งออกจากเตาชิ้นหนึ่งแล้วยื่นไปป้อนถึงปากของฉินเหยา


เมื่อครู่ฉินเหยาเพิ่งกินไปหลายชิ้นแล้ว เริ่มรู้สึกเลี่ยนเล็กน้อยจึงเบือนหน้าหนี สื่อให้เขาเอาออกไป อย่ามาบังนางอ่านจดหมาย


“กินอีกคำสิ” หลิวจี้ไม่ยอมแพ้ราวกับว่าถ้าฉินเหยาได้กินอีกคำ เขาก็จะมีความสุขราวกับได้กลายเป็นเซียน


ฉินเหยาลอบมองเขาอย่างสงสัย ขนตาของหลิวจี้ที่เหมือนแปรงเล็กๆ สองอันกระพือไปมาพลางทำหน้าตาน่าสงสาร “ข้าย่างอย่างยากลำบาก ตอนนี้กำลังกรอบได้ที่เลยนะ…”


ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก้มหน้าลงกัดไปคำเล็กๆอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้วรีบผลักมือของหลิวจี้ออกไป “ไม่เอาแล้ว เจ้ากินเองเถอะ!”


หลิวจี้เอ่ย “ได้เลย”


เขาหยิบชิ้นที่นางผลักกลับมาเอาใส่ปากของตนเองอย่างเป็นธรรมชาติแล้วเคี้ยวคำใหญ่ด้วยท่าทางมีความสุข จากนั้นก็ฮัมเพลงที่ไปเรียนมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ต่อไป พลางย่างขนมพุทราแผ่นชิ้นอื่นๆ


เมื่อเห็นว่าอินเยว่กินขนมในมือหมดแล้วก็ส่งให้อีกชิ้นอย่างใจกว้าง ส่วนที่เหลือก็ย่างให้เสร็จแล้ววางไว้ในจานเพื่อจะเอาไปให้เด็กๆในบ้านกินด้วยกัน


ช่วยไม่ได้ เขาพูดลอยๆไปประโยคเดียว หลี่ซื่อก็ทำขนมพุทราแผ่นออกมามากมายขนาดนี้ หากไม่รีบกินให้หมด รอให้เมียจ๋านึกขึ้นได้ คงไม่พ้นโดนบ่นอีกยกใหญ่


ฉินเหยาสูดกลิ่นหอมหวานของขนมพุทราแผ่นที่อบอวลไปทั่วห้องแล้วตั้งสติอ่านจดหมายที่หลิวเฝยนำมาจากเมืองหลวงต่อ


ในจดหมาย หลิวเฝยบอกว่าเขาทำงานที่นางมอบหมายให้เสร็จแล้วสองอย่าง


ค่าประชาสัมพันธ์ได้ส่งเข้าไปในจวนองค์หญิงเรียบร้อยแล้ว ร้านเฉพาะทางสำหรับกล่องเครื่องใช้สตรีก็ได้หาตำแหน่งที่ตั้งเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงการตกแต่งร้าน


เพื่อไม่ให้การเปิดร้านล่าช้า เขาเลยจะไม่กลับมาในช่วงปีใหม่นี้ ขอให้ฉินเหยาแจ้งทุกคนที่เรือนเก่าให้ทราบ เพื่อที่ท่านพ่อท่านแม่พี่น้องทุกคนจะได้ไม่ต้องรอตน


นอกจากนี้ เงินค่าสินค้ากล่องเครื่องใช้สตรีหนึ่งร้อยกล่องที่เพิ่งส่งไปยังเมืองหลวงได้ถูกส่งกลับมาพร้อมกับเรือสินค้าของห้างการค้าฟู่หลงถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้ว เถ้าแก่เจี่ยงเหวินจะนำเงินมาส่งให้ฉินเหยาด้วยตนเองในเร็วๆนี้


ท้ายจดหมาย หลิวเฝยบอกว่าเขายังเก็บเงินไว้อีกหนึ่งพันตำลึงเพื่อเตรียมไว้ใช้ในยามจำเป็นที่เมืองหลวง ขอให้พี่สะใภ้สามอย่าโทษที่เขาตัดสินใจทำโดยพลการ


ไม่รู้ว่าหลิวจี้เข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไร เมื่อเห็นประโยคนี้ ดวงตาก็เบิกกว้าง เจ้าสี่คนนี้ช่างกล้านัก!


เขาลอบเงยหน้าขึ้นสังเกตสีหน้าของฉินเหยา นางกลับยิ้ม?


หลิวจี้ลอบแค่นเสียงอยู่ในใจ ใครกันที่รู้สึกไม่พอใจ แต่เขาไม่พูดหรอก!


หลังจากอ่านจดหมายจบ ฉินเหยาก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง


หลิวเฝยเด็กคนนี้ก็มีความสามารถไม่เบา สองเรื่องที่นางมอบหมายให้ หากจะทำให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย


เรื่องการส่งค่าประชาสัมพันธ์ให้จวนองค์หญิง หากทำได้ไม่ดี ไม่เพียงแต่จะส่งเงินเข้าไปไม่ได้อาจถึงขั้นต้องเสียชีวิต


เพียงแค่การหาเหตุผลที่ผ่าเผยเพื่อนำผลประโยชน์ไปมอบให้แก่บุคคลสำคัญอย่างองค์หญิงก็ไม่รู้ว่าเหล่าที่ปรึกษาจะต้องเค้นสมองกันไปมากเท่าใดแล้ว


เมื่อคิดดูแล้ว ฉินเหยาจึงให้หลิวจี้นำพู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึกมา โดยนางเป็นคนบอกและให้เขาเขียน ตอบจดหมายเพื่อให้กำลังใจและขอบคุณหลิวเฝย ให้คนหนุ่มลงมือทำได้อย่างเต็มที่


วันที่จดหมายถูกส่งออกไปกับขบวนรถม้า เจี่ยงเหวินก็นำเงินมาส่งให้พอดี


เนื่องจากหลิวเฝยได้หักค่าประชาสัมพันธ์ที่จะต้องส่งให้จวนองค์หญิงไปแล้ว บวกกับอีกหนึ่งพันตำลึงที่เขาเก็บไว้ใช้ก่อน เจี่ยงเหวินจึงนำตั๋วเงินมาทั้งหมดห้าพันห้าร้อยตำลึง


หักต้นทุนและเงินปันผลต่างๆแล้ว ฉินเหยาจึงเหลืออยู่ในมือสี่พันตำลึง


ในพริบตา เงินในมือของฉินเหยาก็สะสมถึงหกพันเจ็ดร้อยสามสิบหกตำลึงแล้ว


กลายเป็นเศรษฐีใหม่ของอำเภอไคหยางในชั่วข้ามคืน


เงินมากมายขนาดนี้ หากเป็นคนอื่นคงจะตาลาย มึนหัวไปแล้ว แต่ฉินเหยากลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นยินดีมากนัก


ใกล้สิ้นปีแล้ว เงินจากที่ต่างๆ ยังรอการสะสาง เจี่ยงเหวินจึงอยู่ได้ไม่นานนัก พอส่งเงินและตกลงเรื่องราวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะวางขายในร้านเฉพาะทางเรียบร้อยก็พักอยู่เพียงคืนเดียว วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางไปตั้งแต่เช้า


พอเจี่ยงเหวินจากไป ฉินเหยาเองก็วุ่นวายขึ้นมา นางต้องให้รางวัลคนงาน แบ่งเงินปันผลให้คนในหมู่บ้าน ทั้งยังต้องไปเสียภาษีที่อำเภอ ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการงานในหน้าที่ที่เหลือซึ่งสะสมมาตลอดทั้งปีในหมู่บ้าน


ที่ดินของบ้านนี้แลกกับบ้านนั้น นางไม่เพียงแต่จะต้องเป็นพยานในเหตุการณ์ ยังต้องนำโฉนดที่ดินที่ทั้งสองบ้านแลกเปลี่ยนกันไปให้หลี่เจิ้งของที่นั่นเพื่อลงทะเบียนบันทึกไว้ สำหรับการเก็บภาษีในปีหน้า


ใกล้สิ้นปี ทุกคนต่างก็มีเรื่องวุ่นวาย ย่อมหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงกันไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านจึงต้องเข้าไปไกล่เกลี่ย


หรือบางทีสามีภรรยาบ้านนั้นทะเลาะกัน ฮูหยินผู้เฒ่าบ้านนี้อุ้มไก่ของบ้านอื่นไปผิดตัว เหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์และทรัพย์สิน ฉินเหยาที่เป็นผู้ใหญ่บ้านถึงกับอยากจะแยกร่างเป็นสองคน ต้องทั้งเป็นนักจิตวิทยาและเป็นผู้พิพากษา


ฉินเหยาออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง พอกลับถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว หลิวจี้ถึงกับไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางไปกินข้าวเช้าข้าวกลางวันที่บ้านไหน พอถึงเวลากินข้าวเย็น เขาก็ต้องตามหาเมียจ๋าไปทั่วทั้งหมู่บ้านกลายเป็นเรื่องสนุกสนานที่สุดของคนในหมู่บ้านในช่วงใกล้ปีใหม่นี้


พอฟ้ามืดแล้วเห็นหลิวจี้ยังคงเดินเตร็ดเตร่อยู่ในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็จะเอ่ยแซวขึ้นว่า “นายท่านจวี่เหริน มาตามผู้ใหญ่บ้านของท่านกลับไปกินข้าวเย็นอีกแล้วหรือ”


หลิวจี้ทำสีหน้าเย็นชา แค่นเสียงฮึ่มอย่างหยิ่งยโส ไม่คิดจะสนใจ


หากเจอคนที่ล้อเลียนมากไปก็จะดึงรองเท้าออกมาแล้วฟาดใส่ ให้พวกเขารู้ว่าถึงแม้หลิวซานเอ๋อร์จะกลายเป็นจวี่เหรินแล้วก็ยังคงเป็นอันธพาลคนเดิม เมื่อนั้นพวกเขาก็จะหุบปากทันที


“ถ้าเช่นนั้นรอหลังปีใหม่พวกเราค่อยมาปรึกษากันนะ ท่านผู้ใหญ่บ้านเดินระวังระวังด้วย”


ฉินเหยาพยักหน้าแล้วเดินออกมาจากบ้านของหลิวต้าฝู เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วและคิดว่าพรุ่งนี้ตนเองจะได้นอนตื่นสาย ฝีเท้าก็พลันเบาขึ้น


ฟ้ามืดสนิทแล้ว แต่ฉินเหยาสามารถมองเห็นในยามค่ำคืนได้ดีจึงปฏิเสธโคมไฟที่บ้านหลิวต้าฝูยื่นให้ อาศัยแสงจันทร์อันริบหรี่บนท้องฟ้าเดินกลับบ้านไป


ข้างหน้าพลันปรากฏแสงสีส้มสว่างวาบขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงดีใจของหลิวจี้ “เมียจ๋า ที่แท้เจ้าอยู่นี่เอง ข้าตามหาตั้งนาน!”


ฉินเหยาขมวดคิ้ว “บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ต้องมา เหตุใดยังมาอีก”


“นี่ฟ้าก็มืดแล้ว กลัวเจ้ามองไม่เห็นทางกลับบ้านน่ะสิ” หลิวจี้แอบด่าในใจว่าอุตส่าห์เป็นห่วงแท้ๆ แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์นัก ถือโคมไฟเดินเข้าไปหานางเพื่อส่องทางให้สว่าง


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันกลับบ้านอย่างเงียบๆ


เดินไปได้ครึ่งทาง หลิวจี้ก็ทนไม่ไหว เริ่มพูดถึงเรื่องที่ในอีกสองวันข้างหน้าบ้านจะเตรียมฉลองปีใหม่อย่างไรและเรื่องที่จะต้องไปซื้อของอะไรที่ตลาดบ้าง เขาพูดไปเรื่อย ไม่สนใจว่านางจะฟังหรือไม่ เอาแต่พูดถึงแผนการของตนเอง


ฉินเหยาก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญ อยากฟังก็ฟัง ไม่อยากฟังก็มองดูแสงไฟที่สว่างขึ้นทีละดวงในยามค่ำคืนไปพลางๆ


เมื่อถึงหน้าประตูบ้าน หลิวจี้ถามฉินเหยา “ปีนี้ฉลองปีใหม่ด้วยกันทั้งสองบ้านเลยไหม”


“หลายปีมานี้เหมือนจะแยกกันตลอด สองสามวันก่อนข้าฝันร้าย ทำให้จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าปีหน้าท่านพ่อของข้าเกิดจากไปโดยไม่คาดคิด ข้าผู้เป็นบุตรชายกลับไม่ได้ทำให้ท่านมีความสุขเลยสักวัน ไม่สมควรเกิดมาเป็นคนเลย”


หลิวจี้พึมพำ “จะว่าไปแล้วก็ต้องขอบคุณตาเฒ่าที่ตอนนั้นยืนกรานจะเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายส่งข้าไปสำนักศึกษา ถึงแม้จะไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก แต่ถ้าไม่มีตาเฒ่าริเริ่ม ข้าก็คงไม่มีวันนี้…”


ฉินเหยามองเขาเหมือนเห็นผีอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าเป็นตัวจริงไม่ผิดเพี้ยนก็เยาะเย้ยเบาๆ “จู่ๆเจ้าก็กตัญญูขึ้นมา ข้าไม่ชินเลยจริงๆ”


หลิวจี้เป่าโคมไฟจนดับแล้วแขวนไว้บนตะขอข้างประตูใหญ่ ก่อนจะหันกลับมาเสยผมข้างขมับด้วยท่าทีที่คิดว่าตนเองหล่อเหลา “คนเราก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันบ้างสิ~”


ตอนที่ 588: ฉลองปีใหม่ด้วยกัน


“เมียจ๋า ถ้าเช่นนั้นตกลงตามนี้นะ ปีนี้ไปฉลองปีใหม่ที่เรือนเก่าด้วยกันทั้งสองบ้านเลยนะ?” หลิวจี้ขยิบตาให้เมียจ๋ารัวๆด้วยความคาดหวัง


ฉินเหยายื่นนิ้วออกไปสองนิ้วแล้วดึงหางตาทั้งสองข้างของเขาลง เพื่อหยุดดวงตาที่กะพริบไม่หยุดนั้น


เห็นแก่ความกตัญญูของเขาในครั้งนี้ นางจึงพยักหน้าเบาๆ แล้วตอบตกลงว่า “ได้”


“แต่ข้าขอบอกให้ชัดเจนไว้ก่อนเลยนะ ข้าจะไปกินดื่มเท่านั้น เจ้าอย่าหวังว่าข้าจะช่วยเจ้าทำอะไร”


หลิวจี้รับปากทันที “นั่นแน่นอนอยู่แล้ว! ทั้งครอบครัวเราคอยรับใช้เมียจ๋ายังกลัวว่าจะไม่ดีพอเลย จะกล้ารบกวนเมียจ๋าได้อย่างไร”


หลิวจี้ก้มลงช่วยปัดไอหนาวเย็นบนเสื้อผ้าของนางออกด้วยความเคยชินแล้วผลักประตูห้องให้นางเข้าไป


เขาหันหน้าไป ตะโกนเข้าไปในห้องครัว “ตั้งโต๊ะ กินข้าวได้!”


อาวั่งและหลี่ซื่อยกหม้อทั้งใบขึ้นมา อินเยว่ตามมาพร้อมข้าวสวยที่ตักไว้แล้วและวางตะเกียบลง


พอเปิดฝาหม้อออก กลิ่นหอมก็โชยมาปะทะจมูก ห้าแม่ลูกดวงตาเป็นประกายพลางมองเข้าไปในหม้อพร้อมกัน ในหม้อเป็นปลาต้มผักกาดดองใส่เต้าหู้ ด้านบนโรยด้วยต้นหอมซอยสีเขียวสดและใบผักชี ดูน่ากินจนน้ำลายสอ


“พวกเจ้าไปจับปลากันมาหรือ” ฉินเหยามองไปยังเด็กๆ ในบ้านด้วยความประหลาดใจ


ต้าหลางพยักหน้า “ช่วงสองวันนี้อากาศแจ่มใส ในลำธารบนภูเขามีปลาออกมาหาอาหารเยอะมาก เพียงแต่ว่ามันหิวมาตลอดฤดูหนาวเลยผอมไปหน่อย”


กลิ่นช่างหอมยั่วน้ำลายเสียจริง ฉินเหยาหิวอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นทุกคนนั่งลงก็รีบหยิบตะเกียบคีบกินทันที


ตลอดฤดูหนาวกับข้าวมีแต่ของซ้ำซาก ไม่ใช่เนื้อรมควันต่างๆก็เป็นผักดอง ผักสดมีเพียงหัวไชเท้าที่ทนความหนาวได้และผักกวางตุ้งกับฟักทองที่เก็บไว้ตั้งแต่ต้นฤดูหนาว


สำหรับผักป่า พอหิมะตกก็แข็งตายหมดแล้ว นานๆครั้งถึงจะขุดเจอปลาที่รอดตายซ่อนอยู่ใต้ฟางข้าวในนาได้ไม่กี่ตัว ยังไม่พอจะกินให้หายอยากด้วยซ้ำ


เนื้อสดต้องเข้าไปซื้อในเมือง ถนนหนทางที่กลายเป็นน้ำแข็งทำให้พ่อค้าหมูเอาหมูเข้ามาได้ไม่มากนัก ทุกห้าวันได้กินเนื้อหมูสดสักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว


เมื่อเทียบกันแล้ว การได้มองดูเนื้อปลาสดอร่อยในหม้อวันนี้ ช่างเป็นอาหารเลิศรสบนโลกมนุษย์เสียจริง


บนโต๊ะอาหาร ทุกคนมัวแต่กินปลา ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงเคี้ยวอาหารคำใหญ่


หลังอาหารเย็น หลิวจี้ให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางนำกระดาษและพู่กันมา เพื่อเขียนรายการของที่ต้องซื้อสำหรับฉลองปีใหม่


ฉินเหยาอุ้มซื่อเหนียงไว้เพื่อให้ความ.อบอุ่น นางพิงเก้าอี้แล้วหลับตาลงอย่างเกียจคร้านเพื่อย่อยอาหาร ในใจคำนวณระยะทาง คณะของกงเหลียงเหลียวคงจะถึงเมืองหลวงแล้ว


พวกต้าหลางสามพี่น้องส่งเสียงอ้อนวอนว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อของในเมืองกับหลิวจี้ด้วย หลิวจี้รำคาญว่าพวกเขาเกะกะ ไม่อยากพาไป พ่อลูกหลายคนจึงเถียงกันอยู่นาน ในที่สุดอาวั่งก็บอกว่าให้รถม้าสองคันในบ้านออกเดินทางไปพร้อมกัน พ่อลูกหลายคนถึงได้หยุดเถียง


หลังจากนั้นพูดอะไรกันต่อ ฉินเหยาก็ไม่ได้ยินแล้ว นางพิงพนักพิงเก้าอี้แล้วหลับไป


หลายวันนี้เหนื่อยเกินไป ในที่สุดวันนี้ก็จัดการเรื่องราวทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พอได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่จึงหลับใหลไปจนฟ้าสว่าง


ระหว่างนั้นเหมือนหลิวจี้จะพยุงนางกลับเข้าห้อง เช็ดหน้าเช็ดเท้าให้แล้วยังยัดถุงน้ำร้อนให้อีกใบ จากนั้นนางจึงม้วนตัวเข้าไปในผ้าห่ม นอนหลับไปจนฟ้าสาง


เมื่อตื่นขึ้นมาบ้านก็เงียบสงบ ห้าพ่อลูกพร้อมอินเยว่และอาวั่งเข้าไปในเมืองกันหมดแล้ว ในสวนหลังบ้านมีเพียงเสียงของเสี่ยวไหลฝูที่กำลังหยอกล้อไก่ดังแว่วมา


โรงงานเครื่องเขียนเริ่มหยุดปีใหม่ตั้งแต่วันที่ยี่สิบหกเดือนสิบสอง ตอนนี้เรื่องในโรงงานจัดการเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างมีซ่งอวี้คอยรับผิดชอบ ฉินเหยาจึงได้หยุดอยู่บ้านอย่างเกียจคร้านเป็นเวลาสองวัน เพื่อสัมผัสบรรยากาศที่คึกคักในช่วงใกล้ปีใหม่


ปีนี้คนในหมู่บ้านมีเงินมีทองกันแล้ว มีถึงห้าครอบครัวที่ซื้อหมูมาฆ่าเอง ตั้งแต่วันที่ยี่สิบสี่จนถึงคืนก่อนวันส่งท้ายปีเก่า เสียงร้องของหมูที่ถูกเชือดก็ดังระงมไม่เคยหยุดลงเลย


ทุกบ้านฆ่าหมูแล้วก็มาเชิญผู้ใหญ่บ้านไปกินเนื้อ ฉินเหยาปฏิเสธไปทั้งหมด นางไม่อยากออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว แต่หลิวจี้กลับพาลูกๆสี่คนไปตระเวนกินข้าวตามที่ต่างๆ กินไม่หมดก็ยังห่อกลับมาฝากฉินเหยาได้อีกหน่อย


วันนี้เป็นหมูสามชั้นตุ๋นผักกาดดองแห้ง พรุ่งนี้เป็นหมูตุ๋นผักกาดดอง มะรืนนี้เป็นหมูนึ่งข้าวคั่ว วันถัดไปเป็นหมูน้ำแดง


สรุปแล้ว ชีวิตของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวในปีนี้อุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


พอถึงวันส่งท้ายปีเก่า ที่บ้านก็ยังคงไม่ต้องจุดเตาไฟ เพราะทั้งครอบครัวไปกินดื่มที่เรือนเก่า!


ต้าหลางบอกว่าตั้งแต่เขาจำความได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองครอบครัวฉลองปีใหม่ด้วยกัน บรรยากาศดีอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับอยู่ในความฝัน


ฉินเหยามองไปยังชายที่กำลังถูกเด็กๆรุมล้อมให้เขียนกลอนคู่แล้วก้มหน้าพูดกับเด็กหนุ่มว่า “ต้าหลาง ข้าพูดไปเจ้าอาจจะไม่เชื่อ ปีนี้พ่อของเจ้าเป็นคนเสนอให้ทั้งสองครอบครัวฉลองปีใหม่ด้วยกัน”


อะไรนะ แววตาของต้าหลางฉายแววไม่เชื่อ เขาคิดว่าเป็นข้อเสนอของมารดาเลี้ยงเสียอีก


ฉินเหยายักไหล่ เพราะนางก็ประหลาดใจมากเช่นกัน


ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า มหาบัณฑิตก็คือมหาบัณฑิต กงเหลียงเหลียวสอนลูกศิษย์คนนี้ของเขาให้กลายเป็นผู้เป็นคนมากขึ้นเรื่อยๆ


“ท่านแม่” ต้าหลางเงยหน้าขึ้นมองฉินเหยาแวบหนึ่งพลางเอ่ยอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “ท่านพ่อเหมือนจะเปลี่ยนไปมาก”


พูดพลางชี้ไปที่ปลายรองเท้าของตนเอง บนนั้นมีรอยปะที่เด่นสะดุดตาอยู่รอยหนึ่ง


“ท่านพ่อเย็บให้ข้าตอนไหนก็ไม่รู้” ต้าหลางกล่าว นี่เป็นเรื่องเมื่อสามวันก่อน ตอนนี้เขาเองยังรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องจริงอยู่เลย


ส่วนเหตุผลที่เด็กหนุ่มมั่นใจว่านี่เป็นฝีมือของบิดาแท้ๆของเขา ไม่ใช่ศิษย์พี่เยว่ ไม่ใช่ท่านอาอาวั่ง ไม่ใช่น้าหลี่ก็ดูจากฝีมือการเย็บที่เหมือนขาตะขาบบนรองเท้านั่นแหละ


“ยังมีนี่อีก” เอ้อร์หลางเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ เขาหยิบผ้าคาดผมเส้นหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ มันดูเก่าไปหน่อย แต่ตัวอักษรใหญ่ๆที่เขียนว่า ‘ดาวเหวินฉวี่คุ้มครองข้า’ ยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน


ฉินเหยาจำได้ในทันทีว่านี่คือเส้นที่หลิวจี้ใช้คาดศีรษะตอนอ่านหนังสือยามเช้า


เอ้อร์หลางพูดด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน “ท่านพ่อให้ผ้าคาดผมของเขาแก่ข้า บอกว่าผ้าคาดผมเส้นนี้มีดาวเหวินฉวี่คุ้มครอง รับรองว่าต่อไปข้าจะต้องสอบได้ตำแหน่งสูงๆแน่นอน”


ยังไม่ทันที่แม่ลูกสามคนจะได้ปรึกษาหารือถึงการเปลี่ยนแปลงของหลิวจี้โดยละเอียด ฝาแฝดและต้าเหมาที่วิ่งคล่องแล้วก็วิ่งเข้ามา


“อาสะใภ้สาม อาสะใภ้สาม ติดกลอนคู่!” ต้าเหมาจับชายกระโปรงของฉินเหยาแล้วดึงนางให้เดินตามไป


ฉินเหยาจนปัญญา โบกมือส่งสัญญาณให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางแยกย้ายกันไปก่อนแล้วเดินตามเด็กเล็กสุดสามคนไปยังหน้าโต๊ะ


หลิวจี้เป่าหมึกให้แห้ง ยื่นกลอนคู่สองชุดที่เขียนเสร็จแล้วมาให้ “ชุดหนึ่งติดที่ประตูใหญ่ อีกชุดหนึ่งติดที่ห้องโถง…อ้าว เป็นเมียจ๋าหรอกหรือ เชิญเข้ามานั่งในบ้านก่อนเถิด เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ต้องรบกวนเมียจ๋าหรอก”


เขายังไม่ลืมที่เคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ว่านางจะไม่ทำงานอะไรเลยแม้แต่น้อยจึงเหลือบมองเด็กสามคนอย่างไม่พอใจ พวกเจ้าไปหาคนมาติดกลอนคู่ เหตุใดถึงไปเชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์นี้มา!


เด็กสามคนกะพริบตาโตปริบๆอย่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา


ฉินเหยายกมุมปากขึ้นยิ้ม ยื่นมือไปรับกลอนคู่ “ให้ข้าเถอะ อย่างไรก็เบื่ออยู่แล้ว”


พอนางกวักมือเรียกครั้งหนึ่ง เด็กๆกลุ่มหนึ่งก็เดินตามนางออกจากประตูบ้านไป มีทั้งถือแป้งเปียก ถือม้านั่งและถือแปรงอย่างครบครัน


ฉินเหยาเพียงแค่รอให้เด็กๆกลุ่มนี้ลอกกลอนคู่เก่าออก ทาแป้งเปียกและวางม้านั่งให้ดี นางเหยียบขึ้นไปติดกลอนคู่ให้เรียบร้อยก็พอ


ประตูห้องโถงเตี้ยกว่า ปีนี้ต้าหลางตัวสูงขึ้นมาก เขาเหยียบบนม้านั่งก็สามารถช่วยท่านแม่ได้แล้ว


เด็กหนุ่มรูปงามรับกลอนคู่มาแล้วติดให้เรียบร้อย ฉินเหยายืนเท้าสะเอว คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่บนพื้นก็พอ


กลิ่นอาหารหอมฟุ้งลอยมา อาวั่งและนางเหอซึ่งเป็นแม่ครัวตะโกนว่ากินข้าวได้แล้ว ฉินเหยาและเด็กๆกลุ่มหนึ่งก็รีบวิ่งไปที่โอ่งน้ำเพื่อล้างมือให้สะอาดแล้วกรูกันเข้าไปในห้องโถง แย่งที่นั่งดีๆก่อนเพื่อน นั่งเรียงแถวรออาหารเย็นวันสิ้นปีขึ้นโต๊ะ


สองครอบครัวรวมกัน ตั้งโต๊ะสามตัว เด็กแปดคนนั่งโต๊ะหนึ่ง สตรีโต๊ะหนึ่ง บุรุษอีกโต๊ะหนึ่ง ทำให้ห้องโถงที่ไม่ใหญ่นักของเรือนเก่าแน่นขนัดไปหมด


ถึงแม้จะอึดอัดไปหน่อย แต่คนเยอะบรรยากาศก็คึกคักและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนยิ่งดูใกล้ชิดกันมากขึ้น


ตอนที่ 589: นายท่านใหญ่ นี่เป็นเพียงความเพ้อฝัน


หลังจากกินอาหารมื้อส่งท้ายปีเก่าเสร็จแล้ว ทุกคนก็มานั่งล้อมวงกันอยู่ในห้องโถงเพื่อรอส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่


ทุกคนนั่งผิงไฟ พูดคุยกัน มองดูดาวที่ส่องแสงระยิบระยับบนท้องฟ้านอกประตูที่เปิดกว้าง เพลิดเพลินกับความสงบสุขและความสุขใจในชั่วขณะนี้พลางอธิษฐานขอให้ปีหน้ายังคงเป็นเช่นเดิม


เด็กๆ รอไม่ทันถึงเที่ยงคืนก็หลับกันหมด ฉินเหยาจึงให้ครอบครัวของซ่งอวี้ รวมถึงอินเยว่และอาวั่งพาพวกเขากลับบ้านไปก่อน ส่วนตนเองกับหลิวจี้อยู่ต่อเพื่อรอข้ามปีกับทุกคนที่เรือนเก่า


ขอบฟ้าค่อยๆสว่างขึ้นเป็นสีขาวนวล เสียงไก่ขันรับแสงอรุณรุ่งสางเพื่อต้อนรับปีใหม่


หลังจากกินข้าวเช้าที่เรือนเก่าแล้ว ฉินเหยาและสามีถึงได้กลับบ้านไปนอนชดเชย


ตั้งแต่วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้ายถึงวันที่ห้าของเดือนอ้าย ในหมู่บ้านคึกคักมาก ทุกบ้านต่างก็มีญาติมาเยี่ยมเยียนจนกระทั่งวันที่แปดของเดือนอ้าย ร้านรวงต่างๆจึงค่อยๆเริ่มเปิดกิจการ บรรยากาศของปีใหม่นี้ถึงได้ค่อยๆจางหายไป


เด็กๆว่างมานาน พอสำนักศึกษาในหมู่บ้านเริ่มเปิดสอน หลิวจี้ก็จับลูกๆทั้งสี่คนก็มานั่งอ่านหนังสือเพื่อฝึกสมาธิให้แน่วแน่ก่อน จะได้ปรับตัวเข้ากับหลักสูตรใหม่ที่จะตามมา


โครงการเรียนโดยไม่เสียค่าเล่าเรียนเป็นเวลาสองปีได้สิ้นสุดลงแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยเริ่มกังวลถึงเรื่องการเรียนของลูกหลาน


หลังจากวันที่สิบห้าเดือนอ้ายก็มีชาวบ้านไปสืบข่าวที่จวนตระกูลติง เมื่อทราบว่าสำนักศึกษาของตระกูลติงสาขาหลักไม่ได้วางแผนที่จะรับนักเรียนจากภายนอกก็พากันตื่นตระหนก


ถ้าเด็กๆไม่เคยไปสำนักศึกษามาก่อนก็คงไม่เป็นไร คงไม่รู้สึกว่ามีอะไรดีหรือไม่ดี


แต่ว่านี่เรียนมาสองปีแล้ว ไม่เพียงแต่นักเรียน แม้แต่ผู้ปกครองก็ตระหนักถึงประโยชน์ของมันแล้ว เมื่อมาคิดดู เรียนก็เรียนมาแล้ว จะยอมแพ้กลางคันได้อย่างไร


ดังนั้นชาวบ้านในอำเภอไคหยางเกือบครึ่งหนึ่งจึงยังคงวางแผนที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนเพื่อส่งลูกไปเรียนต่อ


แต่ดั่งคำกล่าวที่ว่าพระมีมากแต่วัดมีน้อย หากต้องการศึกษาต่อ ตัวเลือกที่ใกล้ที่สุดมีเพียงสำนักศึกษาแห่งเดียวในเมืองอำเภอไคหยาง


หมู่บ้านอื่นเป็นอย่างไรฉินเหยาไม่รู้ แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลิวล้วนวางแผนที่จะส่งลูกไปเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภอต่อไป


ทางฝั่งเรือนเก่า จินเป่านั้นไม่ต้องกังวล ก่อนปีใหม่หลิวจี้จัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ให้เขาเข้าไปเรียนที่สำนักศึกษาสาขาหลักของตระกูลติงพร้อมกับฝาแฝดได้เลย


ยิ่งใกล้ถึงเวลาเปิดเรียน นางเหอก็ยิ่งมีความสุข นางเป็นคนที่ไม่มีงานอดิเรกอื่นใด ชอบเพียงเพลิดเพลินกับสายตาอิจฉาตาร้อนของผู้อื่น


เมื่อเห็นเด็กบ้านอื่นร้องไห้โวยวายเพราะต้องไปอยู่ประจำที่สำนักศึกษาในอำเภอ ในใจของนางเหอก็รู้สึกภูมิใจมาก


แต่บนใบหน้ากลับแสร้งปลอบโยนว่า “น่าสงสารจริงๆ แต่เดือนหนึ่งก็ยังได้กลับบ้านตั้งสองครั้ง อย่าร้องอีกเลยนะ”


คนอื่นพูดอย่างอิจฉาว่า “จินเป่าบ้านเจ้านี่โชคดีจริงๆ ที่มีจวี่เหรินเป็นท่านอา ยังมีผู้ใหญ่บ้านที่เก่งกาจถึงเพียงนั้นเป็นอาสะใภ้ เรื่องเข้าเรียนคงจะจัดการเรียบร้อยแล้วสินะ”


ในใจของนางเหอพลันยินดีขึ้นมาทันใด


จินเป่าของนางมีอาและอาสะใภ้เช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะต้องลำบาก


ทั้งไม่ต้องไปอยู่ประจำที่สำนักศึกษาในอำเภอตั้งแต่อายุยังน้อยเหมือนเด็กคนอื่นที่ครึ่งเดือนถึงจะได้กลับบ้านสักครั้ง แถมยังได้เรียนกับท่านอาจารย์ในสำนักศึกษาสาขาหลักของตระกูลติง ในอนาคตอาจจะสอบได้เป็นนายท่านจวี่เหรินเหมือนอาของเขาก็เป็นได้!


จินเป่าได้รับการจัดการเช่นนี้ เด็กๆที่เรือนเก่าก็ย่อมมีเช่นกัน นางชิวก็ไม่ได้กังวลว่าปีหน้าบุตรสาวของนางจะไปเรียนที่ไหน


เรื่องที่ว่ารับแต่ผู้ชายไม่รับผู้หญิงนั้นถูกล้มล้างไปนานแล้ว ปีนี้ซื่อเหนียงก็ได้เข้าเรียนที่สาขาหลักของสำนักศึกษาตระกูลติง ปีหน้าย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รับจินฮวาของนาง


ถึงแม้จะไม่รับ อาและอาสะใภ้ของนางก็ย่อมมีวิธีแก้ไข


สองสะใภ้นางเหอและนางชิวสบตากันแล้วก็ยิ้มออกมา ติดตามน้องสะใภ้สาม ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเนื้อกิน


ต้นเดือนสอง ชาวบ้านในอำเภอไคหยางทุกคนก็ได้รับข่าวว่านายอำเภอซ่งครบวาระแล้วและกำลังจะถูกย้ายไปรับตำแหน่งที่อื่น


ในชั่วพริบตา ชาวบ้านที่ไปที่หน้าจวนซ่งเพื่อเหนี่ยวรั้งเขาไว้ก็มีจำนวนนับไม่ถ้วน


สำหรับชาวบ้านแล้ว พวกเขาไม่สามารถควบคุมการต่อสู้ทางการเมืองในราชสำนักได้และก็ไม่สนใจด้วยว่าฮ่องเต้จะเป็นใคร


พวกเขารู้เพียงว่าหลังจากที่นายอำเภอซ่งมาถึงอำเภอไคหยางแล้วก็ได้ปราบปรามโจรภูเขาที่เหิมเกริมเพื่อประชาชน กำจัดอันธพาลที่กดขี่ข่มเหงประชาชน กวาดล้างการทุจริตในที่ว่าการอำเภอและยังปราบปรามตระกูลใหญ่ที่เอาเปรียบประชาชนอย่างหนักเพื่อให้ประชาชนได้มีสำนักศึกษาที่ไม่ต้องเสียเงินมากขึ้น ให้ลูกหลานคนจนได้เรียนหนังสือ


ยิ่งคิดถึงเรื่องเหล่านี้ก็ยิ่งอาลัยอาวรณ์นายอำเภอซ่งมากขึ้น แต่นายอำเภอต้องย้ายทุกสามปีเป็นกฎของราชสำนัก ไม่อาจฝ่าฝืนได้ ซ่งจางจึงทั้งซาบซึ้งและอาลัยอาวรณ์ ทำได้เพียงทำสิ่งสุดท้ายเพื่อชาวบ้านอำเภอไคหยางก่อนที่จะจากไป


เขารวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนประชากร ที่ดิน ป่าไม้ ทะเลสาบและอื่นๆที่ได้จากการสำรวจทั่วอำเภอไคหยางตลอดสามปีที่ผ่านมาแล้วบันทึกไว้ทั้งหมด เพื่อให้เป็นข้อมูลอ้างอิงแก่นายอำเภอคนต่อไป


และยังเขียนแผนการเพิ่มผลผลิตที่กำลังดำเนินการอยู่ คือให้ใช้ที่ดินคุณภาพต่ำเจ็ดส่วนทำนาแบบหยาบและใช้ที่ดินดีสามส่วนทำนาแบบประณีต หวังว่านายอำเภอคนต่อไปจะยังคงดำเนินการตามแผนการนี้


ยังมีอีกมากมายหลายอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่สามารถเห็นผลได้ด้วยตาเปล่า วิธีการปกครองทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมไว้ในสมุดบันทึก เก็บไว้ที่จวนที่ว่าการอำเภอไคหยาง


มีสิ่งที่ต้องเขียนและต้องทิ้งไว้มากมาย จนกระทั่งปลายเดือนสอง เอกสารโยกย้ายส่งมาเร่งเป็นครั้งที่สอง ซ่งจางถึงจำต้องหยุดเขียนและออกเดินทางจากสถานที่ที่อยู่มาสามปีแห่งนี้


เพื่อหลีกเลี่ยงความอาลัยอาวรณ์ในการร่ำลาจากสหายสนิท ครอบครัวของซ่งจางจึงจากไปอย่างเงียบๆ กว่าฉินเหยาและสามีจะทราบข่าวก็ไม่ทันได้ไปส่งพวกเขาแล้ว


ซ่งจางฝากคนนำกุญแจบ้านพักของตระกูลซ่งที่สร้างไว้ในหมู่บ้านตระกูลหลิวมาให้ หวังว่าฉินเหยาจะช่วยหาบัณฑิตที่ยังคงขยันหมั่นเพียรในหมู่บ้านมาเช่าบ้านในราคาถูก เพื่อให้พวกเขามีสถานที่สงบเงียบสำหรับศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง


ส่วนค่าเช่าที่ได้ก็ไม่ต้องส่งไปให้เขา ให้เก็บไว้ที่หมู่บ้าน จ้างคนชราคนหนึ่งช่วยดูแลบ้านพักก็พอ


ซ่งจางยังฝากคำพูดไว้ด้วยว่า เขาอาจจะกลับมาจัดงานเลี้ยงปิ้งย่างกับครอบครัวของพวกนางอีกเมื่อใดก็ได้ เตือนฉินเหยาว่าห้ามขายบ้านของเขาเด็ดขาด


“ข้าเป็นคนแบบนั้นหรือ” ฉินเหยาทั้งโกรธทั้งขำ ควงกุญแจบ้านพักในมือแล้วสลัดความคิดจะขายบ้านที่แวบเข้ามาในหัวเมื่อครู่ออกไป จากนั้นก็เดินเข้าไปในหมู่บ้าน เอากุญแจไปให้ท่านยายหวัง


บัณฑิตที่มาดื่มชาหยาบที่บ้านนางมีมาก ลานบ้านกลายเป็นสถานที่สังสรรค์พูดคุยของเหล่าบัณฑิตไปแล้ว ไก่ที่เคยเลี้ยงไว้จึงเปลี่ยนไปเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติที่หลังเขาแทน


ร่างกายของยายหวังยังแข็งแรงดีและยังมีบัณฑิตแวะเวียนมามากมายขนาดนี้ การมอบบ้านพักของตระกูลซ่งให้นางดูแลจึงเหมาะสมที่สุด


ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องส่งเสียหลานชายคนเล็กให้เรียนหนังสือ เมื่อมีรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ชีวิตก็จะสบายขึ้น


ฉินเหยาวางกุญแจแล้วก็หันหลังเดินจากไป ท่านยายหวังยังคงประหลาดใจและซาบซึ้งอยู่เลย พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที คนก็หายไปแล้วจึงทำได้เพียงยิ้มขมขื่นอย่างจนปัญญา


ผู้ใหญ่บ้านคนนี้นะ ขาแข้งช่างว่องไวนัก อย่างน้อยก็รอให้นางได้หยิบไข่ให้เด็กที่บ้านสักชามก่อนสิ


ทางฝั่งบ้านของฉินเหยา ตอนเย็นขณะที่ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงกินข้าวอยู่หน้าโต๊ะ หลิวจี้ก็ถามขึ้นอย่างสงสัย


“เมียจ๋า เจ้าว่านายอำเภอคนใหม่ใกล้จะมาแล้วหรือยัง เราไปสืบข่าวแล้วไปต้อนรับเขากันหน่อยดีไหม”


ฉินเหยามองดูท่าทางตื่นเต้นของเขาก็ขมวดคิ้วถาม “คิดจะไปประจบสอพลอหรืออย่างไร”


หลิวจี้ก็ไม่ปฏิเสธ เขาจะประจบสอพลอนายอำเภอคนใหม่นั่นแหละ! จึงพูดอย่างมั่นใจว่า “ข้าอยากจะเป็นปลัดอำเภอ!”


พวกต้าหลางสี่พี่น้องเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ท่านพ่อ จริงหรือ”


หลิวจี้สะบัดผมหน้าม้า “ด้วยยศของพ่อเจ้าในตอนนี้ แม้แต่รองนายอำเภอก็ยังเป็นได้ นับประสาอะไรกับปลัดอำเภอตัวเล็กๆ?!”


เมื่อเห็นดวงตาของสี่พี่น้องเป็นประกาย อาวั่งก็ทนดูต่อไปไม่ไหวจึงให้ความรู้แก่สี่พี่น้อง “ต้องเป็นจิ้นซื่อก่อนถึงจะเป็นรองนายอำเภอได้ขอรับ จวี่เหรินยังไม่พอนะขอรับนายท่านใหญ่ นี่เป็นเพียงความเพ้อฝัน”


หลิวจี้แทบจะกระโดดตัวลอย ให้ตายเถอะ…


อาวั่งมองมาอย่างดื้อรั้น


หลิวจี้ ช่างเถอะ ช่างเถอะ สู้ก็สู้ไม่ได้ ปล่อยเจ้าทึ่มนี่ไปก่อนสักครั้งก็แล้วกัน!


ตอนที่ 590: พินัยกรรม


การเป็นรองนายอำเภอคือเรื่องเพ้อฝัน แต่ตำแหน่งปลัดอำเภอยังพอจะมีความหวังอยู่บ้าง


แต่ว่า…


ฉินเหยาไอออกมาแค่กๆสองครั้งจึงดึงดูดสายตาของอาวั่งและคนอื่นๆได้สำเร็จ นางจ้องหลิวจี้แล้วเตือนว่า


“เจ้าอย่าลืมว่าภารกิจสำคัญที่สุดของเจ้าตอนนี้คือการตั้งใจอ่านบันทึกที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ให้ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบชุนเหวยในปีหน้า ไม่ใช่มัวแต่คิดเรื่องการเป็นขุนนาง”


น้ำเสียงราบเรียบนั้นทำเอาหลิวจี้ถึงกับขนลุกชันราวกับถูกโยนจากเดือนสามที่อบอุ่นกลับไปสู่เดือนสิบสองที่หนาวเหน็บในพริบตา เขาหนาวสะท้านไปทั้งตัว รีบก้มหน้าลงยกชามข้าวขึ้นมาแล้วคีบกับข้าวเข้าปากไม่หยุด


จนกระทั่งสายตาเย็นเยียบที่อยู่เหนือศีรษะเลื่อนไปทางอื่น เขาจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อก นับว่ารอดจากหายนะไปได้อย่างหวุดหวิด


แต่ว่า ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ!


หลิวจี้พลันเงยหน้าขึ้นมา เอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “เมียจ๋า ข้าคิดว่าพวกเรายังจำเป็นต้องไปสืบข่าวเรื่องกำหนดการเดินทางของนายอำเภอคนใหม่นะ”


“ถึงข้าจะไม่ได้เป็นปลัดอำเภอแล้ว แต่ไปทำความรู้จักกับนายอำเภอคนใหม่ไว้ก็ไม่เสียหาย อีกหน่อยจะได้ทำอะไรสะดวกยิ่งขึ้น”


ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวายใจของหลิวจี้แล้วจึงรู้ว่าต่อให้ห้ามปรามไปก็คงจะไม่ได้ผล สู้ยอมให้เขาทำอย่างเปิดเผย ยังดีกว่าปล่อยให้เขาแอบไปทำอะไรลับหลัง


ถึงอย่างไรนางก็ไม่เสียหายอะไรอยู่แล้ว


“เช่นนั้นเจ้าก็ไปสืบข่าวเองแล้วกัน ได้ข่าวคราวเมื่อใดก็กลับมารายงาน” ฉินเหยาพยักหน้าอนุญาต


“น้อมรับบัญชา!”


หลิวจี้ดีใจจนลุกขึ้นวิ่งรอบโต๊ะหนึ่งรอบแล้วเอามือลูบหัวลูกๆ ทั้งสี่คนเรียงไปทีละคนอย่างอารมณ์ดี ในที่สุดก็ได้ออกไปข้างนอกอย่างเปิดเผยแล้ว!


เขาอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านมาตลอดฤดูหนาวจนจะเฉาตายอยู่แล้ว เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่สวยงามมาถึง เขาจะปล่อยให้มันผ่านไปได้อย่างไร!


เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาของนาง หลิวจี้ก็รีบเก็บรอยยิ้มแล้วลุกขึ้นไปคีบอาหารให้ฉินเหยา “เมียจ๋า หน่อไม้ฤดูใบไม้ผลินี่อร่อยนะ เจ้ากินเยอะๆหน่อยสิ จะได้โตไวๆ”


ฉินเหยากำหมัดแน่น “ข้าอายุยี่สิบสองแล้วนะ ยังจะโตอีกหรือ”


หลิวจี้โกหกหน้าตาย “เมียจ๋า เจ้าเพิ่งจะสิบแปด ยังโตได้อีกตั้งสองปี มาๆๆ กินหน่อไม้เยอะๆ ทั้งหวานทั้งกรอบ พลาดครั้งนี้ต้องรออีกปีเลยนะ”


เขาคีบหน่อไม้ใส่ชามของนางจนพูนเป็นภูเขาแล้วหันมาส่งยิ้มให้กำลังใจนาง


ดวงตาของฉินเหยาหรี่ลงอย่างอันตราย รอยยิ้มของหลิวจี้ค่อยๆแข็งค้างบนใบหน้า เขาจึงรีบคีบหน่อไม้ที่กองพูนกลับไปใส่ชามของตัวเองทั้งหมดอย่างรวดเร็วแล้วนั่งลงก้มหน้าก้มตากินจนหมด


เนิ่นนานผ่านไปจึงได้ยินเสียงคนข้างๆ หยิบชามกับตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง


เมื่อเมฆหมอกแห่งความตายสลายไป หลิวจี้ก็เลิกคิ้วอย่างมีความสุขกลับมาเป็นชายชาตรีที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง!


เมื่อได้รับอนุญาตจากเมียจ๋าแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวจี้ก็อาสาไปส่งเด็กๆที่สำนักศึกษาด้วยตัวเอง หลังจากส่งเด็กๆถึงสำนักศึกษาแล้วก็ขับรถม้าไปยังตัวอำเภอ


เดิมทีเขาตั้งใจจะไปหาคนรู้จักในเมืองสักสองสามคนเพื่อดื่มสุราด้วยกันและถือโอกาสสืบข่าวคราวของนายอำเภอคนใหม่ไปในตัว แต่คาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเข้าเมืองมาเดินได้ไม่นานก็ถูกคนที่วิ่งมาอย่างรีบร้อนชนเข้าให้ ดีที่เขาไม่ล้มลงไป


หลิวจี้โกรธจนควันออกหู เงยหน้าตวาด “ใครมันไม่มีตา ถนนกว้างขนาดนี้ยังจะวิ่งมาชนข้าอีก?!”


ผู้ที่ชนเป็นชายวัยกลางคนในชุดผ้าเนื้อหยาบ อายุราวสามสิบกว่าปี เหงื่อท่วมตัว ท่าทางรีบร้อน เมื่อเห็นว่าตัวเองชนคนเข้าก็รีบยื่นมือมาประคองหลิวจี้พร้อมกับกล่าวขอโทษไม่หยุด


“อย่าๆๆ!” หลิวจี้รีบหลบมือที่ยื่นมา ในซอกเล็บของอีกฝ่ายมีแต่โคลนสีดำ เขาจึงกลัวว่าจะทำเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิชุดใหม่ของตนสกปรก


เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นรีบร้อนจนดูน่าสงสาร หลิวจี้ก็แค่นเสียง ‘ชิ’ ออกมาคำหนึ่งแล้วโบกมืออย่างไม่คิดจะเอาความ


“ขออภัยจริงๆขอรับ ขออภัยจริงๆ” ชายผู้นั้นประสานหมัดขออภัยเขาอีกครั้งแล้วจึงวิ่งต่อไปข้างหน้า


“ทำอะไรของเขาน่ะ” ผู้คนบนถนนต่างพูดคุยกันอย่างสงสัย


คนอื่นๆ ต่างส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่รู้ แต่ดูจากทิศทางแล้ว ดูเหมือนว่าเขากำลังมุ่งหน้าไปทางที่ว่าการอำเภอ หรือว่าจะรีบไปแจ้งความจับโจร


“เอ๊ะ คุณชายท่านนี้ขอรับ ของท่านตก” คนเดินถนนคนหนึ่งชี้ไปที่พื้นแล้วตบไหล่หลิวจี้ที่กำลังจัดเสื้อผ้าอยู่


หลิวจี้ก้มลงมองอย่างงุนงง เห็นกระดาษซวนจื่อพับหนึ่งวางอยู่แทบเท้าของเขา โชคดีที่วันนี้อากาศแจ่มใสพื้นถนนจึงแห้งสนิท มิเช่นนั้นคงจะเปื่อยยุ่ยไปกับน้ำแล้ว


“ไม่ใช่ของข้านี่…” หลิวจี้ปากพูดเช่นนั้น แต่มือทั้งสองข้างกลับขยับไปลูบคลำตามกระเป๋าด้านในและกระเป๋าแขนเสื้อจนทั่ว เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่กระดาษของตนที่ทำตกไว้จริงๆ จึงได้ก้มลงเก็บขึ้นมาด้วยความสงสัย


ผู้คนบริเวณนั้นต่างชะโงกหน้ามาดูด้วยความอยากรู้ แต่กลับไม่มีใครอ่านหนังสือออก


หลิวจี้คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก หมึกบนนั้นยังไม่แห้งดี ลายมือสวยงามมาก ทั้งยังดูใหม่เอี่ยม น่าจะเป็นบทกวีที่เพิ่งเขียนขึ้น


“อะไรคือ ‘ติดอยู่ที่ภูเขาเหลียวเฟิง ขาอ่อนแรง ขึ้นก็ไม่ได้ ลงก็ไม่ไหว…’ นี่มันอะไรกัน…‘ทิ้งคำพูดสุดท้ายนี้ไว้ หวังว่าคนรุ่นหลังจะขึ้นที่สูงด้วยความระมัดระวัง…’”


หลิวจี้ตกใจ “‘คำสั่งเสีย’ งั้นหรือ”


ขณะที่เขากำลังรู้สึกว่าคนที่เขียนพินัยกรรมนี้ช่างน่าขันสิ้นดี ชาวนาหนุ่มที่วิ่งอย่างรีบร้อนเมื่อครู่ก็วิ่งกลับมาอีกครั้งแล้วฉวยเอาพินัยกรรมในมือเขาไป


การกระทำนี้ทำให้หลิวจี้สนใจขึ้นมาได้สำเร็จ เขาไล่ตามไปพลางยิ้มถาม “นี่สหาย พินัยกรรมนี่เจ้าได้มาจากที่ใด ลายมือสวย บทกวีก็ไพเราะ!”


เพียงแต่เนื้อหาดูขี้ขลาดไปหน่อย แค่ขึ้นที่สูงไปถึงกลางทางแล้วขาอ่อน จะขึ้นต่อก็ไม่ได้ จะลงต่อก็ไม่ไหวก็ถึงกับสติแตกเขียนพินัยกรรมแผ่นนี้ขึ้นมา


ชายหนุ่มคนนั้นเหลือบมองหลิวจี้อย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่มีเวลาตอบเขา ชายผู้นั้นวิ่งไปจนถึงหน้าประตูที่ว่าการอำเภอซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของทางการคนหนึ่งรออยู่หน้าประตูพอดี


หลิวจี้คาดว่าเมื่อครู่คนผู้นี้คงมาแจ้งความ แต่ดันทำหลักฐานสำคัญหายไป เจ้าหน้าที่ของทางการจึงได้แต่รอให้เขาหาหลักฐานกลับมาที่นี่


ใบหน้าของหลิวจี้เป็นที่รู้จักดีในอำเภอไคหยาง บวกกับชื่อเสียงของฉินเหยา เจ้าหน้าที่ของทางการจึงจำเขาได้ในทันทีและประสานหมัดคารวะอย่างสุภาพ “หลิวจวี่เหริน”


หลิวจี้คารวะตอบแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย “สหายท่านนี้ ท่านรีบร้อนเช่นนี้ประสบเรื่องอันใดมาหรือ ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่”


ชายคนนั้นพอได้ยินเจ้าหน้าที่ของทางการเรียกหลิวจี้ว่าจวี่เหรินก็เปลี่ยนมามองเขาอย่างสุภาพขึ้นพลางยื่นพินัยกรรมให้พลางอธิบายว่า


“เมื่อเช้าข้าเข้าป่าไปตัดฟืน เห็นรถม้าว่างเปล่าคันหนึ่งอยู่ข้างทาง คาดว่าคงมีคนขึ้นไปชมทิวทัศน์บนเขาอีกแล้ว พอเดินไปข้างหน้าได้ราวห้าสิบก้าวก็เจอกระดาษแผ่นนี้ตกอยู่ ข้าอ่านหนังสือไม่ออก พอกลับถึงบ้านแล้วให้ลูกชายดู ถึงได้รู้ว่าเป็นพินัยกรรม มีคนติดอยู่บนภูเขาเหลียวเฟิง!”


“ท่านเจ้าหน้าที่ขอรับ ภูเขาเหลียวเฟิงนั้นสูงชัน ทางขึ้นลงก็แคบ สองข้างทางยังเป็นหน้าผาอีก หากมีคนติดอยู่บนนั้นจริงๆ เกรงว่าจะรอดชีวิตได้ยาก!”


ขณะที่เขาพูด เจ้าหน้าที่ของทางการก็ได้อ่านพินัยกรรมบนกระดาษจบแล้ว เมื่อเหลือบไปเห็นคำว่า ‘ชางหลี’ สองคำที่ลงท้ายไว้ หัวใจก็พลันเต้นรัวขึ้นมา คงไม่บังเอิญถึงเพียงนั้นกระมัง


“สองท่านเข้าไปรอในโถงก่อน ข้าจะรีบไปรายงานท่านรองนายอำเภอ!”


เขาจึงเรียกสหายร่วมงานมาพาคนทั้งสองเข้าไปในโถงใหญ่ ส่วนตนเองก็รีบถือกระดาษวิ่งไปยังเรือนด้านหลัง


ไม่นาน รองนายอำเภอก็รีบร้อนถือกระดาษออกมา ตอนแรกเขารู้สึกประหลาดใจที่เห็นหลิวจี้อยู่ที่นี่ แต่พอคิดดูอีกทีก็พลันดีใจอย่างยิ่ง


“หลิวจวี่เหรินมาได้ถูกเวลาพอดี! เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งคงต้องรบกวนหลิวจวี่เหรินให้รีบกลับบ้านไปเชิญผู้ใหญ่บ้านฉินมาสักเที่ยว แค่พวกเราเจ้าหน้าที่ทางการที่ว่าการอำเภอเกรงว่าจะไม่มีปัญญาช่วยนายอำเภอคนใหม่ลงมาจากภูเขาเหลียวเฟิงได้”


“อะไรนะ” หลิวจี้ไม่พลาดคำสำคัญอย่าง ‘นายอำเภอคนใหม่’ ในคำพูดของรองนายอำเภอ เขามองพินัยกรรมนั้นทีหนึ่ง มองชาวนาที่มารายงานข่าวอีกทีหนึ่ง สุดท้ายสายตาก็จับจ้องไปที่รองนายอำเภอแล้วถามอย่างตกตะลึง


“นายอำเภอคนใหม่ติดอยู่บนภูเขาเหลียวเฟิงจนสิ้นหวังก็เลยเขียนพินัยกรรมด้วยลายมือตนแล้วโยนลงมาข้างล่างอย่างนั้นหรือ”


จบตอน

Comments