ตอนที่ 591: ภูเขาเหลียวเฟิง
คำพูดของหลิวจี้ฟังดูเหมือนเป็นการหมิ่นเกียรตินายอำเภอคนใหม่ แต่เมื่อดูจากพินัยกรรมและชาวนาที่มารายงานข่าวแล้ว รองนายอำเภอก็จำต้องพยักหน้ารับ “เท่าที่ข้ารู้ตอนนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ”
รองนายอำเภอกล่าวอย่างร้อนรน “พินัยกรรมถูกโยนลงมาจากภูเขา นี่ก็ผ่านมาหลายชั่วยามแล้ว หากคนที่ติดอยู่คือใต้เท้านายอำเภอคนใหม่จริงๆ และเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา พวกเราก็มิอาจเลี่ยงความผิดไปได้ คงต้องรบกวนหลิวจวี่เหรินให้รีบไปเชิญผู้ใหญ่บ้านฉินมาที่ภูเขาเหลียวเฟิงเพื่อสมทบกับพวกเราด้วย เมื่อเรื่องสำเร็จแล้ว จะต้องมีสินน้ำใจให้อย่างงามแน่นอน!”
เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย ดวงตาของหลิวจี้ก็เป็นประกายขึ้นมา เขาพยายามเก็บซ่อนความตื่นเต้นในใจไว้ ก่อนจะประสานหมัดรับคำสั่งแล้วจากไป
เมื่อออกจากที่ว่าการอำเภอ หลิวจี้ก็รีบวิ่งไปยังประตูเมืองเพื่อนำรถม้าออกมาแล้วรีบควบม้ากลับหมู่บ้าน เจ้าเหล่าหวงสับขาวิ่งจนแทบจะขาดใจ จนในที่สุดก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามกว่าในการกลับถึงบ้าน
หลิวจี้ยังไม่ทันได้หยุดรถม้าดีก็กระโดดลงจากรถ วิ่งเข้าไปในลานบ้านด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจพลางตะโกน
“เมียจ๋า! โอกาสประจบสอพลอของพวกเรามาถึงแล้ว! ไม่สิ โอกาสประจบสอพลอของข้ามาถึงแล้ว!”
โชคดีที่เขาเปลี่ยนคำพูดได้ทันท่วงที เรื่องประจบสอพลอเช่นนี้จะดึงเมียจ๋าสุดที่รักผู้สูงส่งของเขาเข้าไปพัวพันได้อย่างไร
เป็นเขาเอง!
เป็นเขา หลิวจี้ที่ดึงดันจะทำเช่นนี้!
“เมียจ๋า นายอำเภอคนใหม่ขึ้นไปชมทิวทัศน์บนภูเขาแล้วติดอยู่บนนั้น ขึ้นก็ไม่ได้ ลงก็ไม่ไหว คงจะสิ้นหวังจนสติแตกเขียนพินัยกรรมโยนลงมา มีคนเก็บได้แล้วไปแจ้งความ ข้าแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เหตุใดบนโลกนี้จึงมีคนโง่เขลาขี้ขลาดเช่นนี้ สามารถทำให้ตัวเองติดอยู่กลางเขาได้ ฮ่าๆๆ…เอิ๊ก!”
เสียงหัวเราะดังลั่นหยุดลงกะทันหัน เพียงเพราะฉินเหยาที่กำลังตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นมาส่งสายตาขุ่นเคืองมาให้
“นายอำเภอคนใหม่ติดอยู่กลางเขาหรือ” ฉินเหยาขมวดคิ้ว ด้วยความที่เรื่องนี้เหลือเชื่อเกินไป นางจึงสงสัยในความจริงของมันอย่างยิ่ง
ตอนแรกหลิวจี้ก็ไม่เชื่อ แต่ความจริงกลับเป็นเช่นนั้น
“เมียจ๋า เรื่องนี้เป็นความจริงทุกประการ” หลิวจี้เดินเข้ามา เล่าเรื่องที่ตนพบกับชาวนาที่มารายงานข่าวและเนื้อหาในพินัยกรรมนั้นให้ฟังคร่าวๆ แล้วพูดอย่างจริงจัง “เป็นท่านรองนายอำเภอที่ให้ข้ามาเชิญเจ้าไปช่วย ทั้งยังบอกว่าหากเรื่องสำเร็จจะมีสินน้ำใจให้อย่างงาม”
เพราะกลัวว่านางจะไม่เชื่อ หลิวจี้จึงยกมือขึ้นสาบาน “หากที่ข้าพูดไปเมื่อครู่มีคำโกหกแม้แต่ครึ่งประโยค ขอให้ฟ้าผ่าตายอย่างน่าอนาถ!”
“พอแล้ว” ฉินเหยาปรามให้เขาวางมือที่ยกขึ้นลงแล้วจึงวางงานในมือก่อนจะลุกขึ้นถาม “ภูเขาเหลียวเฟิงนั่นอยู่ทางไหน หากพวกเราไปตอนนี้ต้องใช้เวลานานเท่าใด”
“ภูเขานั้นอยู่ไม่ไกล จากถนนหลวงของอำเภอไปทางเหนือสิบกว่าลี้ก็ถึงแล้ว เป็นสถานที่สูงชันมาแต่โบราณ แต่ทิวทัศน์บนที่สูงนั้นงดงามมาก มักมีบัณฑิตและนักกวีไปปีนเขาแต่งกลอนอยู่เสมอ”
หลิวจี้เงยหน้ามองท้องฟ้า “หากรีบไปตอนนี้ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาสองชั่วยามกว่าจึงจะถึง”
“เช่นนั้นกว่าจะไปถึงก็คงเป็นเวลาเย็นแล้ว” ฉินเหยาขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วให้หลิวจี้ไปเตรียมคบเพลิงกับเชือกไว้ เผื่อกรณีฉุกเฉิน
“จริงสิ เอาผ้านวมไปผืนหนึ่งด้วย อาจจะได้ใช้” ถ้าคนยังไม่ตายน่ะนะ
หลิวจี้พยักหน้า พอเห็นนางเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก็รู้ได้ทันทีว่านางเตรียมจะไปช่วยคนแล้วจึงรีบไปหาอาวั่ง ให้เขาไปเตรียมของที่ฉินเหยาต้องการทั้งหมดแล้วนำไปไว้บนรถม้า
ฉินเหยาเปลี่ยนไปสวมชุดกางเกงที่สะดวกต่อการเคลื่อนไหว พกเพียงหนังสติ๊กอันหนึ่งเหน็บไว้ที่เอวเพื่อป้องกันตัว เมื่อแต่งกายอย่างทะมัดทะแมงแล้วจึงนั่งรถม้าไปกับหลิวจี้
หลังจากกำชับอาวั่งกับอินเยว่ให้ดูแลบ้านให้ดี สองสามีภรรยาก็รีบขับรถม้าไปยังภูเขาเหลียวเฟิงทันที
หลิวจี้ขับรถ ฉินเหยาจึงนั่งอยู่ในตัวรถม้าเพื่อสอบถามเรื่องราวทั้งหมดพร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภูเขาเหลียวเฟิง
หลิวจี้ไม่เคยไปที่นั่น เพียงแต่เคยได้ยินคนพูดว่าภูเขานั้นสูงชันและทางเดินก็อันตราย ทางขึ้นสู่ยอดเขามีเพียงเส้นทางเดียวคือทางเดินหินเล็กๆ ที่สร้างขึ้นตามสันเขา
“บันไดหินแต่ละขั้นเหยียบได้แค่ครึ่งฝ่าเท้า เป็นทางตรงขึ้นลง ซ้ายขวาก็ไม่มีราวจับ แค่เห็นก็ขาอ่อนใจสั่นแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่า การจะช่วยคนก็ต้องเดินบนบันไดหินที่แคบและอันตรายนี้ หากช่วยคนไม่ได้แล้วดันทำให้ตัวเองต้องติดอยู่บนเขาแทนจะทำอย่างไรดี
รถม้าหยุดลงกะทันหัน ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าหยุดรถทำไม”
“เมียจ๋า หรือว่าพวกเรากลับกันเถอะ?” หลิวจี้หันกลับมาแล้วเสนอแนะอย่างจริงจัง
ฉินเหยาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “เมื่อครู่เจ้ายังบอกว่านี่เป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมไม่ใช่หรือ ขอเพียงช่วยคนลงมาได้ นายอำเภอคนใหม่จะต้องติดหนี้บุญคุณครั้งใหญ่ของพวกเรา ต่อไปจะทำอะไรก็ย่อมต้องอำนวยความสะดวกให้พวกเราบ้าง”
หลิวจี้เกาหัวอย่างกระดากอาย “แล้วถ้าเกิดไม่ใช่เล่า แค่รองนายอำเภอพูดก็ต้องใช่เลยหรือ เขายังไม่เคยเจอนายอำเภอคนใหม่เลยนะ หากจำคนผิด พวกเราก็ขาดทุนย่อยยับน่ะสิ”
“อีกอย่าง…อีกอย่าง…ทางขึ้นเขานั้นอันตราย ปีนขึ้นไปคนเดียวยังยาก นับประสาอะไรกับการต้องพาคนลงมาอีกคน ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ไม่แน่ว่าจะรอดกลับมาได้…”
มุมปากของฉินเหยายกขึ้นเล็กน้อย “เจ้าเป็นห่วงข้างั้นรึ”
หลิวจี้เบิกตากว้างทันที พอสบเข้ากับสายตาและรอยยิ้มที่มั่นใจของนางก็อับอายจนพาลโกรธ รีบหันกลับไปหัวเราะกลบเกลื่อน เขาจะเป็นห่วงนางได้อย่างไรกัน!
แต่ในสมองก็พลันคิดขึ้นมาได้ว่า หากพูดไปเช่นนี้อาจต้องตายอย่างน่าอนาถจึงทำได้เพียงตอบกลับไปด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับยุง “อืม”
ฉินเหยาใช้นิ้วดีดท้ายทอยกลมมนของเขาเบาๆ “ดูไม่ออกเลยว่าเจ้าหลิวสามยังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง”
“แต่ความมั่งคั่งก็ต้องเสี่ยงจึงได้มา ในเมื่อมาถึงแล้วก็ควรไปดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ฉินเหยาสั่ง “ไป!”
สัญชาตญาณของหลิวจี้ตอบสนองได้เร็วกว่าสมองของเขามาก มือของเขาจึงสะบัดบังเหียนเร่งม้าไปข้างหน้าทันที
รอจนกระทั่งรถม้าวิ่งไปไกลแล้ว เขาถึงได้สติขึ้นมา นึกโกรธที่ตัวเองทำตามสัญชาตญาณพลางเป็นห่วงว่าหากนางปีนเขาไปแล้วอาจจะไม่ได้กลับลงมาอีก
“ถ้ามันอันตรายเกินไปก็ช่างมันเถอะ” จู่ๆ หลิวจี้ก็พึมพำขึ้นมาเบาๆ
ฉินเหยายิ้มเอ่ย “อืม”
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้ถึงความสามารถของนางเลยสักนิด
หลังจากเดินทางต่อมาอีกสองชั่วยามกว่า ในที่สุดสองสามีภรรยาก็มาถึงตีนเขาเหลียวเฟิงและมาสมทบกับรองนายอำเภอและคนอื่นๆ
ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว อีกทั้งป่าไม้ในภูเขายังบดบังแสงทำให้แสงสว่างยิ่งน้อยลงไปอีก เจ้าหน้าที่ของทางการบางส่วนจึงจุดคบเพลิงขึ้นแล้ว
เมื่อเห็นฉินเหยา รองนายอำเภอก็รีบเข้ามาอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
เจ้าหน้าที่ของทางการได้ส่งคนขึ้นไปแล้วชุดหนึ่ง พลางตะโกนเรียกชื่อนายอำเภอคนใหม่และได้ยินเสียงตอบรับแว่วๆกลับมา ทำให้พอจะคาดคะเนตำแหน่งได้คร่าวๆ ว่าอยู่ราวๆ กลางภูเขาเหลียวเฟิง
มีเจ้าหน้าที่ของทางการคนหนึ่งที่มีความสามารถในการปีนป่ายได้อาสาส่งน้ำและอาหารขึ้นไปให้พร้อมทั้งยืนยันตัวตนและสถานการณ์ของผู้ที่ติดอยู่
ตอนนี้เจ้าหน้าที่ของทางการที่ส่งน้ำขึ้นไปยังไม่กลับลงมา ทุกอย่างต้องรอให้เขาลงมาก่อนถึงจะวางแผนต่อไปได้
ฉินเหยากวาดตามองไปยังบริเวณที่เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ของทางการและชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง “ข้าขอดูทางขึ้นเขาก่อนได้หรือไม่”
รองนายอำเภอพยักหน้า สั่งให้ทุกคนหลีกทางก่อนแล้วนำสองสามีภรรยาไปที่ปากเขาสำหรับปีนขึ้นไป
เพียงแค่มองแวบเดียว ฉินเหยาก็รู้ว่าคำว่า ‘ทางตรงขึ้นลง’ ที่หลิวจี้พูดนั้นไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นการบรรยายตามความเป็นจริงทุกประการ
ทางขึ้นเขานั้นตรงขึ้นไปจริงๆ
ทางเดินเป็นขั้นบันไดที่ถูกสกัดขึ้นด้วยสิ่วตามแนวสันเขา มีความกว้างไม่ถึงครึ่งเมตรและตื้นเพียงฝ่ามือเดียว
ช่วงแรกยังมีโซ่เหล็กแขวนอยู่สองข้างให้จับเพื่อช่วยพยุง
เมื่อผ่านบันไดหินสูงห้าเมตรช่วงนี้ไปแล้ว ข้างบนก็มีแต่กำแพงหินโล่งๆ กับกิ่งไม้และหญ้าป่า
ข้อดีเพียงอย่างเดียวคือทางข้างบนนั้นมีความลาดชัน ไม่ได้ตั้งชันเก้าสิบองศาอีกต่อไป หากก้มตัวลงก็พอจะปีนป่ายขึ้นไปได้
แน่นอนว่านั่นก็ต่อเมื่อผู้ปีน…ไม่มีอาการกลัวความสูง
มิเช่นนั้นแล้วหากต้องหยุดอยู่กลางทางบนเขานี้แล้วหันกลับมามองข้างล่าง รอบด้านไม่มีที่พึ่งพิง หน้าผาสูงชันน่ากลัว เพียงแค่เหลือบมองก็แข้งขาอ่อนแล้ว
เมื่อครู่หลิวจี้ยังหัวเราะเยาะนายอำเภอคนใหม่ว่าโง่เขลาขี้ขลาดอยู่เลย ตอนนี้พอตามหลังฉินเหยาปีนผ่านช่วงที่ตั้งชันขึ้นมาแล้วลองหันกลับไปมองข้างหลังก็ถึงกับหน้ามืดตาลายเลยทีเดียว!
ตอนที่ 592: นายอำเภอคนใหม่ถูกขัง
“เมียจ๋า!”
หลิวจี้ใช้สองมือจับโซ่เหล็กสองข้างไว้แน่น ตัวแทบจะแนบสนิทไปกับบันไดหิน เงยหน้ามองฉินเหยาด้วยสีหน้าสิ้นหวังและน่าสงสาร
สองขาสั่นเทา ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขาดก็แต่เพียงเสียงร้องขอชีวิตเท่านั้น
แต่เพราะข้างล่างเชิงเขามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมองอยู่ เขาจึงทำได้เพียงฝืนยิ้มเอาไว้
ฉินเหยาที่ยืนอยู่ด้านบน ได้ยินเสียงเรียก ‘เมียจ๋า’ ที่สั่นเครือนี้ก็เหลือบมองลงไป ท่าทางของเขาน่าขำอยู่ไม่น้อยทีเดียวจึงเผลอยกมุมปากขึ้นอย่างไม่เกรงใจ
นางโบกมือเป็นสัญญาณให้เขาสงบสติอารมณ์ “รอสักครู่ ข้าขอดูหน่อยว่าคนที่ไปส่งน้ำลงมาแล้วหรือยัง”
หลิวจี้ที่ตัวสั่นงันงกร้อง “โอ้ๆ ได้ งั้นเมียจ๋าเจ้าก็รีบหน่อยนะ”
ฉินเหยา “อืม”
ทั้งสองยืนตากลมอยู่บนภูเขาอีกครู่หนึ่ง ในที่สุดฉินเหยาก็เห็นเงาคนกำลังเคลื่อนตัวลงมาจากภูเขา เมื่อลองประเมินระยะทางด้วยสายตาแล้ว พบว่าเป้าหมายน่าจะอยู่ที่ความสูงราวสามร้อยเมตรซึ่งเป็นช่วงที่อันตรายและสูงชันที่สุดของภูเขาเหลียวเฟิงทั้งหมด เพียงแค่มองจากไกลๆ ก็ทำให้ใจสั่นได้แล้ว
เพียงแค่เดินคนเดียว โดยไม่ได้ถือสัมภาระใดๆ ก็ถือเป็นการทดสอบฝีมือและสภาพจิตใจอย่างมากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในตอนนี้ที่ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ยังต้องพาคนลงมาจากเขาด้วย ความยากก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ยกเว้นเสียแต่ว่าคนที่ติดอยู่จะยังเดินเองได้ หากเดินไม่ได้ คนที่เข้าไปช่วยก็จะถูกถ่วงไปด้วย
“ลงไปก่อนเถอะ รอให้เจ้าหน้าที่ของทางการคนนั้นลงมาเพื่อสอบถามสถานการณ์บนเขาก่อน”
ฉินเหยาหันกลับมา คว้าไหล่ของหลิวจี้ไว้แล้วพาเขากระโดดลงสู่พื้นดินเบื้องล่างโดยตรง
หลิวจี้ไม่ได้ร้องโวยวายด้วยความตกใจเหมือนเช่นเคย พอเท้าแตะพื้นก็รีบลุกขึ้นยืนตรงพลางทำท่าทางสงบนิ่งราวกับไม่หวาดหวั่นแล้วพูดกับรองนายอำเภอว่า
“ทางขึ้นเขานั้นทั้งขรุขระและอันตราย ทั้งยังมืดแล้วด้วย บนภูเขาในตอนกลางคืนเกรงว่าจะยิ่งลำบาก หากคนบนเขามีน้ำและอาหารพอจะอยู่ได้อีกหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยขึ้นไปแบกคนลงมา พวกท่านเจ้าหน้าที่ของทางการจะได้ไม่ต้องเสี่ยงเกินไป”
เขาดูออกแล้วว่านางกระโดดขึ้นลงเช่นนี้แต่สีหน้ายังคงเป็นปกติ แสดงว่าสตรีใจร้ายไม่ได้เห็นภูเขาเหลียวเฟิงลูกเล็กๆ นี่อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็สู้ต่อรองราคาอีกหน่อยดีกว่า
เป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวจี้ รองนายอำเภอก็รีบมองไปทางฉินเหยาอย่างกังวล “ฉินเหนียงจื่อคิดว่าอย่างไร ลำบากมากหรือไม่”
ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้ที่ขยิบตาให้จนแทบจะเป็นตะคริวแล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง “เมื่อครู่ข้าได้ดูทางขึ้นเขาแล้ว จะพาคนลงมาก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพียงแต่ฟ้ามืดและทางก็อันตราย หากเกิดอะไรไม่ดีขึ้นมา เกรงว่า…”
นางพูดไม่จบ เพียงแต่ขมวดคิ้วพลางทำสีหน้าลำบากใจซึ่งนั่นทำให้หัวใจของทุกคนที่อยู่ตีนเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายไปด้วย
หากขนาดฉินเหนียงจื่อยังรู้สึกว่ายาก เช่นนั้นพวกเขาก็ยิ่งไม่มีทางช่วยคนลงมาได้อย่างปลอดภัย ไม่แน่ว่าอาจจะต้องเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วย
ขณะที่กำลังกลุ้มใจ เจ้าหน้าที่ของทางการที่ขึ้นไปส่งอาหารก็ลงมาแล้ว ทุกคนรีบเข้าไปช่วยประคองแล้วก็เอ่ยถามกันอย่างเซ็งแซ่
“คนที่ติดอยู่คือใต้เท้านายอำเภอคนใหม่ใช่หรือไม่”
“อาการของเขาเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บหรือไม่ ยังเดินลงเขาได้ไหม”
“คนผู้นั้นติดอยู่ได้อย่างไร”
คำถามที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดทำเอาเจ้าหน้าที่ของทางการที่ไปส่งอาหารไม่รู้จะเริ่มตอบจากตรงไหนดี จนกระทั่งรองนายอำเภอตวาดขึ้นมาเสียงดัง ทุกคนถึงได้เงียบลง
เจ้าหน้าที่ของทางการถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วเข้าไปรายงาน “ใต้เท้าขอรับ คนที่ติดอยู่มีสองคน คือนายอำเภอคนใหม่กับบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของเขา ทั้งสองคนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เพียงแต่นายอำเภอคนใหม่กลัวความสูงจนขาอ่อน ข้าน้อยพยายามเกลี้ยกล่อมให้ท่านใต้เท้าตามข้าน้อยลงเขามาแล้ว แต่ใต้เท้านายอำเภอก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนเลย”
“บ่าวรับใช้คนนั้นพอจะเดินได้ แต่เป็นห่วงนายของตนจึงจะอยู่บนนั้นเฝ้าใต้เท้านายอำเภอ ไม่ยอมลงมาพร้อมกับข้าน้อยเช่นกัน”
“ข้าน้อยได้ทิ้งน้ำและอาหารไว้ให้ใต้เท้านายอำเภอแล้ว แต่บนภูเขาลมแรง ใต้เท้านายอำเภอสวมเสื้อผ้าบางเกินไป กลัวว่าจะทนได้ไม่นานจึงหวังว่าท่านรองนายอำเภอจะรีบตัดสินใจโดยเร็ว”
เขารีบเรียกฉินเหยาและคนอื่นๆ มาประชุมเพื่อหาทางแก้ไข
บ่าวรับใช้คนนั้นยังพอไหว กินอะไรเข้าไปก็มีแรงแล้ว บวกกับมีเจ้าหน้าที่ทางการนำทาง ค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังก็น่าจะลงเขามาได้อย่างปลอดภัย
เพียงแต่นายอำเภอกลัวความสูง ทั้งยังขาอ่อนแรง คงทำได้เพียงแบกลงเขามา
หลังจากปรึกษากันแล้ว ทุกคนก็ตัดสินใจส่งคนสามคนนำเชือกและผ้านวมที่ฉินเหยานำมาขึ้นไปบนเขา โดยให้คนหนึ่งนำบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ลงมาก่อน ส่วนอีกสองคนใช้ผ้านวมห่อตัวใต้เท้านายอำเภอแล้วแบกลงเขามา
เมื่อตกลงกันได้แล้ว รองนายอำเภอจึงเลือกคนสามคนขึ้นไปลองดู แต่ไม่ได้เรียกฉินเหยาไปด้วย บางทีอาจจะรู้สึกว่ายังไม่จำเป็นต้องใช้นาง
เพียงแต่ตอนนี้ฟ้ามืดลงแล้ว คนสามคนนั้นต้องถือคบเพลิงส่องทาง ทั้งยังต้องปีนป่ายและต้องถือเชือกป่านกับผ้านวมที่หนักอึ้ง พอผ่านช่วงที่มีโซ่เหล็กไปก็เกือบจะถูกลมภูเขาที่พัดมาอย่างรุนแรงพัดตกลงมา
ทันใดนั้นคนหนึ่งก็หงายหลัง ส่วนคบเพลิงก็ร่วงหล่น โชคดีที่ฉินเหยาเคลื่อนไหวว่องไวจึงกระโดดขึ้นไปประคองคนไว้ได้ทันจึงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น
รองนายอำเภอก็ตกใจเช่นกัน รีบตะโกน “ลงมา ลงมา ลงมาก่อน!”
ฉินเหยาหยิบผ้านวมกับเชือกมา แล้วกระโดดลงไปก่อน เจ้าหน้าที่ของทางการสามคนจึงตามลงมา ยังคงตบหน้าอกด้วยความใจหาย
“บนภูเขาลมแรงเกินไป ยิ่งสูงลมก็ยิ่งแรง พวกเราคงยากที่จะขึ้นไปต่อได้จริงๆ” เจ้าหน้าที่ของทางการคนหนึ่งพูดด้วยใบหน้าขมขื่น
สีหน้าของรองนายอำเภอดูไม่ดีขึ้นมาทันที “นี่จะทำอย่างไรดี”
หลิวจี้ที่ยืนเป็นฉากหลังอยู่นานก็ก้าวออกมา ‘เสนอแนะ’ อย่าง ‘ระมัดระวัง’ ว่า “ชีวิตของเจ้าหน้าที่ของทางการก็คือชีวิต ตอนนี้บนภูเขาอันตรายเกินไป รอให้ฟ้าสางก่อนดีหรือไม่”
รองนายอำเภอมองเขาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ข้างหนึ่งคือเจ้านายคนใหม่ อีกข้างคือพี่น้องใต้บังคับบัญชาที่อยู่ด้วยกันมานานหลายปี เขาจะเลือกอย่างไร
“ฉินเหนียงจื่อ” ในที่สุดรองนายอำเภอก็มองไปทางฉินเหยา เขารู้ว่าคำขอของตนนั้นอาจจะดูเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องลองดู เผื่อว่าจะสำเร็จขึ้นมาเล่า
เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าตนเองน่าจะออกโรงได้แล้ว
นางจึงพูดด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “ข้าจะพยายามลองดูแล้วกัน”
รองนายอำเภอตื่นเต้นอย่างยิ่งพลางคารวะอย่างลึกซึ้ง “เช่นนั้นก็รบกวนฉินเหนียงจื่อแล้ว! หากสามารถช่วยใต้เท้านายอำเภอลงเขามาได้อย่างปลอดภัย ฉินเหนียงจื่อต้องการอะไรก็บอกมาได้เลย ขอเพียงข้ามี จะไม่ตระหนี่ถี่เหนียวเด็ดขาด”
ในใจของหลิวจี้หัวเราะเบิกบาน แต่บนใบหน้ากลับรีบพูดว่า “ท่านรองนายอำเภอเกรงใจเกินไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่พวกเราชาวบ้านอำเภอไคหยางควรทำอยู่แล้ว”
“ไม่ๆๆ การปีนเขานั้นอันตราย ฉินเหนียงจื่อยอมเสี่ยงอันตรายด้วยตนเอง ได้รับค่าเหนื่อยบ้างก็เป็นเรื่องสมควร…”
หลิวจี้กำลังจะแสร้งเกรงใจต่ออีกสักหน่อย แต่พอหันกลับไปก็เห็นว่าฉินเหยาหยิบเชือกกับผ้านวมขึ้นมาและลงมือทำเสียแล้ว
ชีวิตคนเป็นเรื่องสำคัญ ทำอะไรก็ควรพอประมาณจะดีกว่า หากชักช้าต่อไป เกิดมีคนตายขึ้นมาจริงๆ ก็อย่าหวังว่าจะได้ประโยชน์อะไรเลย
ฉินเหยาจึงลงมืออย่างรวดเร็ว นางใช้เชือกป่านมัดผ้านวมให้เป็นห่อผ้าสำหรับเดินทัพอย่างใจเย็นแล้วสะพายผ้านวมไว้บนหลัง ก่อนจะยืมคบเพลิงอันหนึ่งจากเจ้าหน้าที่ของทางการแล้วก้าวขึ้นไปบนบันไดหินที่แคบและสูงชันโดยไม่พูดจาไร้สาระแม้แต่คำเดียว
พอผ่านช่วงที่มีโซ่เหล็กช่วงแรกไปก็รู้สึกได้ถึงลมที่พัดมาจากหน้าผาด้านขวา แม้คบเพลิงจะแกว่งไปมาแต่ก็ไม่ดับ
แรงต้านลมน้อย ทัศนวิสัยในปัจจุบันค่อนข้างแย่ เมื่อร่างกายส่งข้อมูลที่รับรู้ไปยังสมอง ฉินเหยาก็หาทางรับมือได้ทันที นางก้มตัวลง ถือคบเพลิงให้ต่ำลงเพื่อส่องทางแล้วก้มตัวปีนขึ้นไปทีละขั้น
ตอนที่ 593: เวินชางหลี
ภูเขาเหลียวเฟิงในยามค่ำคืนเปรียบเสมือนกระบี่ที่เทพเจ้าปักกลับหัวลงมาบนพื้นดิน สูงตระหง่านชี้ตรงไปยังเก้าชั้นฟ้าราวกับจะทะลวงฟ้าให้เป็นรู
แสงไฟในความมืดนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ มันพุ่งตรงขึ้นไปเรื่อยๆ และประมาณสองเค่อต่อมาก็หยุดลง
ณ กลางเขาแห่งนี้ที่มืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือของตัวเอง แสงไฟที่ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหันนั้นสว่างจ้าเสียจนทำให้คนลืมตาไม่ขึ้น
บ่าวรับใช้ชราของสกุลเวินส่ายศีรษะ ก่อนจะเพ่งมองดูให้ดีก็เห็นคนผู้หนึ่งถือคบเพลิงยืนอยู่ห่างออกไปห้าก้าว
คนผู้นั้นยืนย้อนแสงไฟจึงทำให้มองไม่เห็นหน้าตาและไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นชายหรือหญิง
การปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบนั้นทำให้คนอดคิดว่าเป็นวิญญาณภูเขาไม่ได้ ซึ่งนั่นทำเอาบ่าวชราตกใจจนเหงื่อท่วมแผ่นหลัง เขาอดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจ ไม่กล้าเอ่ยปากถามว่าอีกฝ่ายเป็นคนหรือภูตผี
จนกระทั่งมีเสียงสตรีที่หนักแน่นดังขึ้นจากข้างหน้า
“ใช่ใต้เท้านายอำเภอคนใหม่เวินชางหลีแห่งอำเภอไคหยางหรือไม่”
บ่าวชรารีบถอนหายใจออกมา นางเป็นคน ทั้งยังเป็นสตรีอีกด้วย!
เขารีบตอบ “ใช่ พวกเราเอง ใต้เท้านายอำเภออยู่ที่นี่! ไม่ทราบว่าท่านผู้มาใหม่เป็นใครหรือ”
“ข้าคือผู้ใหญ่บ้านฉินเหยาแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวในอำเภอไคหยาง เมื่อทราบว่าใต้เท้ากำลังตกอยู่ในอันตรายจึงมาเพื่อช่วยเหลือ ไม่ทราบว่าใต้เท้ายังสบายดีอยู่หรือไม่” ฉินเหยาตะโกนถาม
ลมบนกลางเขาแห่งนี้แรงกว่าที่ตีนเขามาก หากนางไม่พูดเสียงดัง เสียงของนางก็จะถูกลมภูเขาที่พัดหวีดหวิวกลบไปหมด
คบเพลิงแกว่งไปมาซ้ายขวา จวนจะดับแหล่มิดับแหล่ ฉินเหยาจึงปักคบเพลิงไว้ในรอยแยกข้างบันไดหินแล้วใช้ร่างของตัวเองบังไว้
แสงไฟส่องกระทบใบหน้าของนาง เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามหมดจด ดวงตาดุจเหยี่ยว เฉียบคม ในแววตามีเปลวไฟลุกโชน นางหรี่ตามองกวาดไป เวินชางหลีที่เพิ่งจะลุกขึ้นจากพื้นดินก็สบเข้ากับดวงตาคู่นี้อย่างไม่ทันตั้งตัว หัวใจที่หวาดผวามาทั้งวันและถูกทรมานจนแทบจะตายก็ได้รับการปลอบประโลมอย่างใหญ่หลวงในทันที
นี่คือดวงตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แววตามั่นคงไม่เห็นทุกสิ่งอยู่ในสายตา เพียงแค่มองก็รู้สึกว่าพึ่งพาได้
“ผู้ใหญ่บ้านฉินหรือ” ในที่สุดเวินชางหลีที่ตกใจจนเสียงแหบแห้งก็เค้นเสียงของตัวเองออกมาได้เล็กน้อย แต่เพราะไม่ได้พูดมาทั้งวัน เสียงจึงแหบแห้งอย่างมาก
ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าค่ะ”
นางเพ่งมองไปทำให้เห็นหน้าตาของนายอำเภอคนใหม่ได้ชัดเจน เขาเป็นชายร่างผอมบางอายุประมาณสี่สิบกว่าปี ไว้หนวดเล็กน้อย กำลังเบียดตัวเองเข้าไปในรอยแยกของภูเขากับบ่าวชรา โดยโผล่ออกมาเพียงท่อนบนจากด้านหลังของบ่าวชรา ใบหน้าซีดเซียวจนแทบไม่มีสีเลือด ดวงตาแดงก่ำ ดูเหมือนว่าเพิ่งจะร้องไห้มา
“ท่านใต้เท้ายังพอมีแรงหรือไม่” ฉินเหยาถาม
อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่านางเป็นสตรีก็รู้สึกอายเล็กน้อย แต่ก็ยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขาทั้งสองข้างอ่อนแรง…”
ยังพูดไม่ทันจบ ขอบตาก็แดงก่ำ เจือไปด้วยความเสียใจเล็กน้อย
ปฏิกิริยานี้ เรียกได้ว่าสมจริงอย่างยิ่ง
แต่บ่าวชรากลับพบว่าด้านหลังของฉินเหยาไม่มีเจ้าหน้าที่ของทางการคนอื่น เขาจึงรีบถาม “มีเพียงผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาคนเดียวหรือแล้วจะแบกนายท่านของข้าลงเขาไปได้อย่างไร”
“บนภูเขานี้หนาวมาก หากทนต่อไปอีกเกรงว่านายท่านของข้าจะมีอันตรายถึงชีวิต!”
บ่าวชราที่ร้อนใจเรื่องนายของตนนั้นไม่รู้เลยว่า สีหน้าของตนเองก็ดูไม่ดีเช่นกัน เพียงแต่ฝืนทนอยู่เท่านั้น
ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ พลางปลดผ้าห่มบนหลังออกมาก่อนแล้วยื่นให้ทั้งสองคนห่มไว้เพื่อเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย จากนั้นจึงหันกลับไปมองทางที่ตนเดินมา
รอบด้านมืดสนิท มองไม่เห็นหน้าผาสูงชันรอบๆเลย
สำหรับคนทั่วไป สถานการณ์เช่นนี้ไม่ดีอย่างยิ่ง
แต่สำหรับฉินเหยากลับดียิ่ง เพราะเมื่อมองไม่เห็นก็จะไม่กลัว
เมื่อเห็นว่านายบ่าวทั้งสองคนห่มผ้าห่มแล้วริมฝีปากเริ่มมีสีเลือดกลับมาบ้าง ฉินเหยาก็พูดเข้าประเด็นทันที “มีเพียงข้าขึ้นมาคนเดียว แต่ทั้งสองท่านไม่ต้องตกใจ ข้ามีกำลังมากกว่าคนทั่วไป หากทั้งสองท่านยินดีให้ความร่วมมือ พวกเราก็จะสามารถออกจากที่ผีสิงนี่ไปพร้อมกันได้ในไม่ช้าและไปถึงตีนเขาอย่างปลอดภัย”
เวินชางหลีพูดอย่างขมขื่นทันที “ข้าลุกไม่ขึ้น”
บ่าวชราปลอบนายของตน “ท่านใต้เท้าวางใจเถิด หากท่านไม่สามารถลงเขาไปได้อย่างปลอดภัย ข้าน้อยจะอยู่เป็นเพื่อนท่านแน่นอน”
พูดจบก็หันไปถามฉินเหยาว่ามีวิธีอะไรบ้าง เขาพอจะเดินได้ เพียงแต่ด้วยความที่แก่แล้วสายตาจึงฝ้าฟาง ในยามกลางคืนเกรงว่าจะมองไม่เห็นทาง
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หากเกิดอะไรขึ้น เขาขอให้ฉินเหยาช่วยปกป้องนายของเขาก่อน
เวินชางหลีซาบซึ้งใจจนจับมือบ่าวชราไว้แน่น “เจ้าไม่ต้องห่วงข้าแล้ว รอดไปได้คนหนึ่งก็ยังดี วันนี้เป็นข้าที่ทำให้เจ้าเดือดร้อน หากข้าไม่คิดจะขึ้นมาชมทิวทัศน์บนเขาก็คงไม่ทำให้เจ้าต้องมาตกอยู่ในสภาพที่ขึ้นก็ไม่ได้ลงก็ไม่ไหวเช่นนี้”
ฉินเหยามองสองคนนี้แสดงความรักความผูกพันระหว่างนายบ่าวอยู่ตรงหน้าอย่างเงียบๆ นางทนอยู่ครู่หนึ่งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของบ่าวชรา นางใช้สันมือสับลงไปก็ทำให้เวินชางหลีที่พูดไม่หยุดสลบไป!
“เจ้าทำอะไร” บ่าวชราตกใจจนหน้าซีดเผือด รีบกางแขนรับเจ้านายที่สลบไปแล้วมองฉินเหยาอย่างโกรธเคือง
“อยากลงไปก็ต้องเชื่อฟังข้า” ฉินเหยาสบตาบ่าวชราด้วยแววตาเด็ดขาดจนเขาตกตะลึง แล้วสั่งให้เขาห่อเวินชางหลีไว้ในผ้าห่ม ให้โผล่มาแต่ศีรษะ ส่วนที่เหลือให้ใช้เชือกป่านมัดให้แน่น
บ่าวชราเห็นท่าทางที่มั่นใจของนางก็ทำตามอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย โดยมัดนายของตนจนกลายเป็นบ๊ะจ่างรูปคน
เมื่อยังมีเชือกเหลืออยู่ท่อนหนึ่ง ฉินเหยาจึงเอาปลายข้างหนึ่งผูกไว้ที่เอวของตัวเองแล้วยื่นอีกปลายหนึ่งให้บ่าวชรา “ผูกให้แน่นเหมือนข้า มิเช่นนั้นหากตกลงไปกลางทาง ข้าช่วยเจ้าไม่ทันนะ”
เมื่อบ่าวชราผูกเชือกเสร็จ ฉินเหยาก็ส่งสัญญาณให้เขาหยิบคบเพลิงขึ้นมา เดินนำหน้าส่องทาง ส่วนนางก็แบกบ๊ะจ่างรูปคนขึ้นบ่า “ก้มตัว ก้มหน้า ตอนเดินให้ดูทาง อย่ามองไปที่อื่น”
น้ำเสียงของนางเย็นชามาก เย็นชาจนทำให้บ่าวชราจำต้องตื่นตัวอย่างยิ่ง เขาพยายามเบิกตากว้าง ก้าวขาแล้วค่อยๆย่ำบันไดหินลงเขาไป
เมื่อมองไม่เห็นหน้าผาสูงชันรอบๆ ก็ไม่น่ากลัวเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีสตรีที่แข็งแกร่งเดินตามหลังมาด้วย บ่าวชราจึงเก็บความรู้สึกวางใจที่แปลกประหลาดนั้นไว้ในใจแล้วก้าวลงไปทีละก้าว จนไม่รู้ตัวเลยว่าได้มาถึงช่วงโซ่เหล็กของทางเดินแล้ว
พลันมีเสียงผู้คนดังขึ้น นั่นคือเสียงเรียกอย่างตื่นเต้นของเหล่าเจ้าหน้าที่ทางการแห่งอำเภอไคหยาง เมื่อได้รับการตอบรับจากฉินเหยาก็รู้ว่าทั้งสามใกล้จะมาถึงแล้ว พวกเขาจึงต่างปีนโซ่เหล็กขึ้นมารับ
พวกเขารับบ่าวชราที่เหงื่อท่วมตัวไปก่อน จากนั้นก็เป็นฉินเหยาที่แบกคนตามหลังมา
อาจเป็นเพราะไม่ได้คาดคิดว่านายอำเภอคนใหม่จะปรากฏตัวในสภาพบ๊ะจ่าง เจ้าหน้าที่ทางการที่ขึ้นมารับจึงตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับมาและช่วยกันย้ายบ๊ะจ่างรูปคนขนาดใหญ่นี้ไปยังรถม้าที่เชิงเขา
รองนายอำเภอเข้าไปดู คนในผ้าห่มยังหลับตาแน่น หน้าอกก็ดูเหมือนจะไม่กระเพื่อม
“ฉินเหนียงจื่อ ใต้เท้านายอำเภอเขา?”
ฉินเหยาที่กำลังม้วนเชือกป่านที่แก้ออกมาพยักหน้าพลางตอบ “วางใจเถอะ ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อข้าลงมือท่านวางใจได้”
“เพียงแต่…ใต้เท้าตื่นขึ้นมาอาจจะปวดคอเล็กน้อย แต่ผ่านไปสองสามวันก็จะดีขึ้นเอง”
ในป่ามีเสียงสัตว์ป่าไม่ทราบชื่อคำรามออกมา หลิวจี้ที่เริ่มรู้สึกหนาวจึงถูแขนพลางเร่ง
“ช่วยคนลงมาได้แล้ว พวกเรารีบกลับกันเถอะ จัดการเรื่องใต้เท้านายอำเภอให้เรียบร้อยก่อนเป็นสำคัญ”
รองนายอำเภอโค้งคำนับฉินเหยาอย่างซาบซึ้งใจพลางเชิญนางกลับไปพักที่จวนที่ว่าการอำเภอก่อนหนึ่งคืน
ฉินเหยาตอบตกลง นางยังต้องรอให้นายอำเภอคนใหม่ตื่นขึ้นมาขอบคุณผู้มีพระคุณอย่างนางเสียก่อน
ขบวนคนกลุ่มหนึ่งจึงเดินทางกลับไปยังอำเภอไคหยางอย่างยิ่งใหญ่ คนที่ขี่ม้าก็ขี่ม้า ส่วนคนที่นั่งรถก็นั่งรถ
หลิวจี้ดีใจอย่างยิ่งที่เมียจ๋าของเขาให้นำผ้านวมติดมาด้วย เขานำไปปูบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ในห้องโถงด้านหลังของที่ว่าการอำเภอ โดยให้เมียจ๋านอนข้างหนึ่ง ส่วนเขานอนอีกข้างหนึ่งอย่างมีความสุข
เพียงแต่ตอนตื่นขึ้นมากลับพบว่า เมียจ๋าอยู่บนโต๊ะ ส่วนตนเองอยู่บนพื้น
หลิวจี้ เหมียว???
ตอนที่ 594: ข้าชื่อหลิวจี้ ท่านจงจำไว้
เมื่อนายอำเภอคนใหม่ที่นอนสลบมาทั้งคืนฟื้นขึ้นมาแล้ว บ่าวชราเวินจึงถืออาหารเช้าร้อนๆ มาที่ห้องโถงด้านหลังของที่ว่าการอำเภอ
“ผู้ใหญ่บ้านฉิน ใต้เท้าสั่งให้ข้าน้อยนำอาหารมาให้…”
คำพูดของบ่าวชราหยุดลงกะทันหัน เพียงเพราะได้เห็นภาพที่ไม่คาดคิดในห้องโถงด้านหลังหน้าโต๊ะทำงาน ดวงตาชราคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นทันที
ผู้ใหญ่บ้านฉินที่เขาพูดถึงนั้นกำลังนั่งขัดสมาธิอย่างสบายๆ อยู่บนโต๊ะทำงานที่ปูด้วยผ้านวม เสื้อผ้าจะว่าไม่เรียบร้อยก็ไม่ใช่ เพียงแต่ดูยุ่งเหยิงไปบ้าง
ด้านหลังของนางคือหลิวจวี่เหรินที่มือข้างหนึ่งถือกระจกเล็กๆ เพื่อให้ฮูหยินของตนได้ส่องดู อีกข้างหนึ่งกำลังหวีผมให้นางอย่างคล่องแคล่ว
ภาพความรักใคร่สนิทสนมของสามีภรรยาที่ควรจะอยู่ในห้องนอนเช่นนี้กลับมาปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันในห้องโถงด้านหลังที่เปิดโล่ง บ่าวชราเวินไม่ทันได้เตรียมใจแม้แต่น้อยจึงยืนแข็งทื่ออยู่ที่ประตู ไม่รู้ว่าจะเข้าไปหรือถอยกลับดี
เมื่อสองสามีภรรยาได้ยินเสียงก็หันมามอง พอสบตากัน ทั้งคู่ที่มองมาอย่างเปิดเผยกลับเป็นฝ่ายรู้สึกว่าเขานั้นดูแปลก
“นี่…นี่คืออาหารเช้า ผู้ใหญ่บ้านเชิญรับประทานอาหารเช้าก่อน เดี๋ยวข้าน้อยจะมาใหม่ ใต้เท้าตื่นแล้ว เดี๋ยวจะมาเชิญทั้งสองท่านไปพบใต้เท้า”
วางอาหารเช้าลงเสร็จ บ่าวชราเวินก็รีบวิ่งหนีไป
หลิวจี้ทำหน้าฉงน ก่อนจะผูกผ้าโพกศีรษะของฉินเหยาให้เรียบร้อยและจัดแต่งทรงผมเมื่อวานของนางให้กลับมาเหมือนเดิมได้ราวแปดส่วนแล้วให้นางส่องกระจกดูว่าพอใจหรือไม่
“ก็พอใช้ได้ พอถูไถ” ฉินเหยาเอ่ยชมอย่างเสียไม่ได้ แต่เมื่อเทียบกับฝีมือของอินเยว่แล้วนั้น ยังห่างไกลลิบลับ
นางลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่จากการนอนแล้วเปิดดูอาหารเช้าที่บ่าวชราเวินนำมาวางไว้ให้ มีน้ำเต้าหู้ร้อนๆ สดใหม่กับปาท่องโก๋และเครื่องเคียง ทั้งยังให้มาในปริมาณที่มากพอสมควร ดูท่าคงจะไปสืบถามปริมาณการกินของนางมาก่อนแล้ว
เมื่อได้กินอิ่ม ฉินเหยาก็มีความสุขมาก นางจึงส่งสัญญาณให้หลิวจี้เลิกส่องกระจกได้แล้ว ให้รีบมาทานอาหาร เพราะเมื่อทานเสร็จจะได้ไปพบใต้เท้านายอำเภอเพื่อทำธุระให้เสร็จเร็วๆ จะได้กลับบ้าน
เมื่อกลิ่นหอมของอาหารลอยมา หลิวจี้จึงยอมวางกระจกเล็กๆของตนลงอย่างอาลัยอาวรณ์แล้วใช้หวีไม้เล็กๆ หวีผมที่ยุ่งเหยิงของตนให้เรียบร้อย ก่อนจะทานอาหารอย่างมีความสุขกับเมียจ๋า
ส่วนเรื่องที่ทำไมตอนเขาตื่นขึ้นมาถึงอยู่บนพื้นแทนที่จะอยู่บนโต๊ะที่ปูด้วยผ้านวมนั้น คนฉลาดไม่เคยหาเรื่องให้ตัวเองก็จงปล่อยให้มันผ่านไปกับสายลมเถอะ!
บ่าวชราเวินคาดคะเนเวลาแล้วจึงกลับมาอีกครั้งเพื่อพาสองสามีภรรยาไปยังจวนที่เคยเป็นของตระกูลซ่งมาก่อน
จวนนี้ที่ว่าการอำเภอเตรียมไว้ให้นายอำเภอและครอบครัว แต่คนก่อนหน้าจากไปแล้ว ส่วนนายอำเภอคนใหม่ก็มาเพียงสองคนจึงดูว่างเปล่าและเงียบเหงามาก
เมื่อตามบ่าวชรามาถึงห้องโถงของเรือนหลัก เนื่องจากเจ้าของคนใหม่เพิ่งมาถึงจึงยังไม่ได้ตกแต่งอะไร มีเพียงชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับรับแขกกับชั้นวางดอกไม้หนึ่งคู่ เวินชางหลีนั่งรออยู่ที่นั่งประธาน ดูจากสีหน้าแล้วก็ฟื้นตัวดีแล้ว
ฉินเหยากับหลิวจี้เข้าไปข้างในเพื่อคารวะใต้เท้านายอำเภอ แต่ยังไม่ทันจะคารวะเสร็จก็ถูกเรียกให้ลุกขึ้น
เมื่อคืนฟ้ามืดลมแรง ต่อมาก็สลบไปเลย เวินชางหลีจึงไม่ได้เห็นหน้าตาของฉินเหยาชัดเจน ตอนนี้เมื่อเห็นหน้าชัดเจนแล้ว พบว่านางช่างดูงดงามเย็นชา รูปร่างสมส่วนแข็งแรงแต่ไม่กำยำจึงยากที่จะเชื่อมโยงนางเข้ากับคนที่มีพละกำลังมหาศาลได้
แต่ทว่าอาหารเช้าที่ให้คนไปส่งนั้นเป็นปริมาณสำหรับสี่ถึงห้าคน ดังนั้นเมื่อทั้งสองนั่งลง เวินชางหลีก็ถามด้วยความห่วงใยทันที “ฉินเหนียงจื่อทานอาหารเช้าอิ่มหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “อิ่มแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณใต้เท้าที่เตรียมอาหารเช้าให้ ปริมาณเพียงพอทีเดียว”
เวินชางหลีเหลือบมองเอวของนางซึ่งมีเข็มขัดรัดอยู่ ดูแล้วไม่ต่างจากคนทั่วไป แถมยังดูบางกว่าด้วยซ้ำ หากไม่ติดว่าจะเป็นการเสียมารยาท เขาคงอยากจะถามว่าอาหารที่นางกินเข้าไปนั้นไปกองอยู่ที่ไหน
แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือเมื่อคืนบนภูเขาเหลียวเฟิง ที่เขาปลอดภัยได้ก็เพราะนาง
เวินชางหลีส่งสายตาให้บ่าวชรา บ่าวชราก็เข้าใจจึงนำของขวัญขอบคุณที่ไปเตรียมมาแต่เช้าตรู่วันนี้มายื่นให้สามีภรรยาตระกูลหลิว
“เมื่อคืนต้องขอบคุณฉินเหนียงจื่อที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือท่านใต้เท้าของข้า นี่คือจี้หยกรูปนกเป็ดน้ำคู่หนึ่ง ได้ยินว่าฉินเหนียงจื่อกับบัณฑิตหลิวรักใคร่กันดี ใต้เท้าของข้าจึงตั้งใจเลือกของคู่หนึ่งนี้มาเพื่อแสดงความขอบคุณเล็กน้อย หวังว่าจะไม่รังเกียจ”
ความจริงแล้ว นี่คือจี้หยกคู่หนึ่งที่เวินชางหลีรีบเปลี่ยนหลังจากที่บ่าวชราเพิ่งกลับมาจากห้องโถงด้านหลัง
ก่อนหน้านี้เขาเตรียมไว้เพียงแค่หยกวงชิ้นเดียว แต่เมื่อครู่บ่าวชรากลับมาบอกเขาว่า ผู้ใหญ่บ้านฉินกับสามีรักใคร่กันมาก กลางวันแสกๆ ก็แสดงความสนิทสนมหวีผมแต่งตัวให้กันโดยไม่สนใจคนอื่น ทำเอาบ่าวชราอย่างเขาแทบจะม้วนหน้าหนีด้วยความเขินอาย
ดังนั้น การมอบจี้หยกรูปนกเป็ดน้ำคู่หนึ่งให้แก่คู่รักที่รักใคร่กันก็ถือเป็นการส่งเสริมคู่สร้างคู่สม
เวินชางหลีรู้สึกว่าของขวัญชิ้นนี้ของตนเองนั้นแสดงถึงความใส่ใจอย่างยิ่งจึงแอบคาดหวังปฏิกิริยาของผู้รับของขวัญอยู่เงียบๆ
เขาคิดว่าสองสามีภรรยาคู่นี้น่าจะรู้สึกทั้งตื่นเต้นและเขินอาย เกรงว่าจะมองหน้ากันอย่างหวานชื่นแล้วลุกขึ้นรับของขวัญขอบคุณ
คาดไม่ถึงเลยว่า ในห้องโถงจะเงียบสงัดลงทันที
ความจริงแล้วในใจของหลิวจี้ดีใจกับของขวัญชิ้นนี้มาก ไม่ใช่เพราะความหมายอันใด เพียงแต่รู้สึกว่าหยกชิ้นนี้มีคุณภาพดี คงจะราคาแพง
แต่ว่า! เขาแอบเหลือบมองสตรีใจร้ายข้างๆ ที่ไม่มีทีท่าสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย แถมยังดูเหมือนจะรังเกียจเล็กน้อยด้วยซ้ำ เขาจึงทำได้เพียงข่มใจกดมือของตัวเองไว้แน่นและเงียบต่อไป
“ฉินเหนียงจื่อรู้สึกไม่พอใจหรือ” หลังจากรออยู่นาน ก็ไม่เห็นปฏิกิริยาใดๆ อย่างที่คาดหวังไว้ ในที่สุดเวินชางหลีก็ทนความเงียบที่แปลกประหลาดนี้ไม่ไหวจึงเอ่ยปากถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
ฉินเหยาถอนหายใจเบาๆ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “เรียนใต้เท้า หาใช่ไม่พอใจเจ้าค่ะ เพียงแต่นี่เป็นแค่การช่วยเหลือเล็กน้อย ไม่คู่ควรกับของขวัญล้ำค่าเช่นนี้ ในใจจึงรู้สึกละอายมิกล้ารับเท่านั้น”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ลูกตาของหลิวจี้ก็เบิกกว้างขึ้นทันที ไม่เสียแรงที่เป็นเจ้าเลยนะฉินเหยา ใช้การถอยเพื่อรุก สูงส่ง! ช่างสูงส่งจริงๆ!
เวินชางหลีตะลึงไป เมื่อเห็นฉินเหยาผลักของขวัญกลับมาพลางทำท่าทางปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ในใจก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง
ฉินเหยาดึงหลิวจี้ให้ลุกขึ้นแล้วประสานมือคารวะ “ใต้เท้า ในเมื่อท่านปลอดภัยแล้ว ภารกิจของข้าก็เสร็จสิ้นแล้ว ในหมู่บ้านยังมีธุระอีกมากต้องจัดการ ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
พูดจบ ก็หันหลังเดินก้าวฉับๆออกไป
หลิวจี้ตะลึงไปครู่หนึ่ง ไหนว่าใช้การถอยเพื่อรุกอย่างไรเล่า ทำไมถึงเดินไปจริงๆ ล่ะ
เขายังไม่ได้พูดกับใต้เท้าแม้แต่คำเดียวเลยนะ!
แต่หัวหน้าครอบครัวไปแล้ว พลทหารอย่างเขาจะไม่ไปก็ไม่ได้ หลิวจี้จึงทำได้เพียงเดินสามก้าวหันกลับมามองหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันกลับไปตะโกนเสียงดังใส่นายอำเภอคนใหม่ว่า “เรื่องช่วยชีวิตที่ภูเขาเหลียวเฟิงเมื่อคืน ข้าชื่อหลิวจี้ ใต้เท้าจงจำไว้!”
เขาตะโกนไปตลอดทางจนถึงประตูใหญ่ เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินเสียงของตนแล้วถึงได้หยุดลง
ฉินเหยาเดินออกไปได้สี่ห้าเมตรแล้ว หลิวจี้รีบวิ่งตามไป บ่นอุบอย่างไม่พอใจ “เมียจ๋า เจ้าจะเล่นละครบทไหนอีก บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ สินน้ำใจก็ส่วนสินน้ำใจ ต่อให้รับสินน้ำใจมา ใต้เท้าก็ยังคงจดจำบุญคุณของพวกเราได้อยู่ดี เหตุใดเจ้าต้องแสร้งทำเป็นคนดีปฏิเสธไปด้วยเล่า…ข้าดูแล้วจี้หยกรูปนกเป็ดน้ำคู่นั้นคุณภาพดีมาก ความหมายก็ดี คงจะขายได้สิบกว่าตำลึง…”
เมื่อได้ยินเสียงบ่นที่น่ารำคาญอยู่ข้างหู ฉินเหยาจึงหยุดเดินกะทันหัน หลิวจี้เกือบจะชนนางจนต้องรีบถอยหลังไปก้าวใหญ่ พลางจ้องมองนางอย่างตกใจแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เมียจ๋าเจ้าจะทำอะไร หรือว่าลืมของอะไรไว้”
ฉินเหยาถูกท่าทางขี้ขลาดของเขาทำเอาหัวเราะก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออกจึงพูดเยาะเย้ย “เขามีแค่รถม้าหนึ่งคันกับบ่าวชราคนเดียว เห็นได้ชัดว่าฐานะทางบ้านคงไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก เหตุใดต้องรับของเพียงเล็กน้อยของเขามาแล้วปล่อยให้เขาคิดว่าบุญคุณนั้นถูกชดใช้หมดแล้วด้วยเล่า ก็ให้เขาจำบุญคุณนี้ไว้ตลอดไปสิ”
นางเห็นว่าหลี่เจิ้งก็อายุไม่น้อยแล้ว หากเขาลาออกจากตำแหน่งในช่วงสามปีที่นายอำเภอคนนี้ดำรงตำแหน่งอยู่ บุญคุณที่นางสร้างไว้กับเวินชางหลีก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง
ตอนที่ 595: หลิวเฝยกลับมาแล้ว
สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน มีหรือจะไม่รู้ใจกัน
หลิวจี้เห็นสายตาที่ฉายแววมีเลศนัยของฉินเหยาก็รู้ได้ทันทีว่านางต้องหมายตาผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่านี้ไว้แน่
ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเขาที่ไปสืบข่าวที่อำเภอจนทำให้นางมีโอกาสสร้างบุญคุณครั้งนี้ขึ้นมา แต่สุดท้ายนางกลับไม่คิดจะแบ่งผลประโยชน์ให้เขาเลยสักนิด!
เกินไปแล้ว!
หลิวจี้ยิ่งคิดยิ่งโมโห กัดฟันจนเกิดเสียงดังกรอดๆ เมื่อเห็นฉินเหยาหันหลังเดินก้าวฉับๆ ไปข้างหน้าก็รีบกำหมัดชกไปข้างหลังนางอย่างดุเดือดหลายครั้ง
จะให้ชกจริงๆก็ไม่กล้า ต่อให้ชกก็คงไม่โดน หากชกโดนจริงๆ วันนี้ในปีหน้าก็คงเป็นวันครบรอบวันตายของเขา ดังนั้นจึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นชกลมเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้น
แต่หลังจากที่ทั้งสองกลับมาถึงห้องโถงด้านหลังของจวนที่ว่าการอำเภอและได้รับเงินรางวัลสิบตำลึงจากรองนายอำเภอแล้ว ความอัดอั้นในใจของหลิวจี้ก็สลายไปในทันที หัวใจพลันเบิกบานอย่างยิ่ง ไม่มีเหตุผลอะไรอื่น เพียงเพราะเมียจ๋าโยนเงินสิบตำลึงนี้ใส่อกของเขาโดยตรง
นี่หมายความว่าอะไร
นี่หมายความว่าเงินสิบตำลึงนี้เป็นของเขาแล้ว!
หากไม่กลัวว่าจะโดนซ้อม หลิวจี้คงอยากจะแหงนหน้าหัวเราะดังๆสามครั้ง
ตอนที่สองสามีภรรยาเดินออกมาจากที่ว่าการอำเภอ ท้องฟ้าก็เริ่มมีฝนตกปรอยๆ โชคดีที่ยังมีรถม้าบังอยู่จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง
ฉินเหยาสั่ง “ไปที่แผงขายเนื้อซื้อหมูสามชั้นสดๆ กลับไปสักสองสามจินก่อนแล้วไปที่ร้านขนมซื้อขนมผลไม้สักสองสามกล่อง เมื่อครู่ข้าเห็นคนเดินถนนถือขนมผลไม้สีเขียวชนิดหนึ่ง ข้าไม่เคยกิน ซื้อกลับไปลองชิมดู”
สุดท้ายก็เสริมขึ้นมาว่า “เจ้าจ่ายเงินนะ”
หลิวจี้ได้ยินแล้วถึงกับสูดหายใจเข้าลึกๆ เงินสิบตำลึงที่เขาเพิ่งจะได้มา ยังไม่ทันจะอุ่นมือก็ถูกสตรีใจร้ายคนนี้ผลาญไปเสียแล้ว
แม้ในใจจะบ่นว่าไม่พอใจเพียงใด แต่บนใบหน้าเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเต็มใจ พานางไปที่แผงขายเนื้อเพื่อซื้อเนื้อแล้วเข้าไปในร้านขนมเพื่อซื้อขนมผลไม้สีเขียวที่ว่านั่น
ทั้งกินทั้งหิ้ว ยังต้องห่อกลับไปให้ผู้อาวุโสสองคนที่เรือนเก่าอีกชุดหนึ่ง ใช้เงินของเขาไปถึงสามตำลึง
หลิวจี้เจ็บใจจนหายใจไม่ออก ทำได้เพียงขับรถกลับหมู่บ้านไปพลาง หยิบขนมชิงถวนที่ทำจากใบอ้ายเคี้ยวราวกับเคี้ยวเลือดเนื้อของศัตรูเพื่อเป็นการปลอบใจ
เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ ฉินเหยาจึงงีบหลับไปบนรถ เมื่อฝนปรอยๆเริ่มหยุด รถม้าก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวพอดี นางเลิกม่านรถขึ้น สูดอากาศบริสุทธิ์ของหุบเขาเข้าไปเต็มปอดจนรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
รถม้าจอดที่หน้าประตูใหญ่ของเรือนเก่า ฉินเหยายื่นห่อขนมผลไม้กับเนื้อหมูห้าจินที่แบ่งไว้ออกมาให้หลิวจี้ ส่งสัญญาณให้เขาเอาเข้าไป ส่วนนางรออยู่ข้างนอก
หลิวจี้รับของมาอย่างไม่เต็มใจ กำลังจะเข้าประตู ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกอย่างประหลาดใจดังขึ้นจากข้างหลัง “พี่สะใภ้สาม!”
สองสามีภรรยาหันไปมองทางต้นเสียงพร้อมกันก็เห็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวกำลังนำเด็กๆในบ้านกลุ่มหนึ่งวิ่งลงมาจากลานหน้าบ้านของตน
เขาวิ่งไปพลางโบกมือตะโกนอย่างตื่นเต้น “พี่สะใภ้สาม! พี่สะใภ้สาม ข้ากลับมาแล้ว!”
หลิวจี้ประหลาดใจ สบตากับฉินเหยา “นั่นไม่ใช่เจ้าสี่หรอกหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า คือหลิวเฝยไม่ผิดแน่
เจ้าเด็กนี่กลับมาจากเมืองหลวงโดยไม่บอกไม่กล่าวเลย
หลิวเฝยกลับถึงบ้านเมื่อตอนพลบค่ำของเมื่อวานนี้พร้อมกับของที่นำกลับมาเต็มคันรถใหญ่ ยังไม่ทันจะได้พักเท้าก็ตรงไปที่บ้านของพี่สะใภ้สามทันที
ไม่คิดว่าจะไปเก้อ พี่สะใภ้สามกับพี่สามออกไปข้างนอกทั้งคู่จึงทำได้เพียงรออย่าง.อดทน เล่นกับเด็กๆในบ้านไปก่อน
การเดินทางไปเมืองหลวงครั้งนี้ หลิวเฝยได้เปิดหูเปิดตาขึ้นมาก ทั้งยังทำธุระสำเร็จไปหลายอย่าง ทำให้ท่าทางดูสุขุมขึ้นมาก
หลิวจี้มองแวบแรก ยังแทบไม่เชื่อว่าชายที่สวมชุดคลุมและหมวกตรงหน้าจะเป็นน้องชายปากเสียกวนโอ๊ยของตนเอง
วันนี้เด็กๆที่บ้านไม่ได้ไปสำนักศึกษาสักคนเดียว ทุกคนต่างเดินตามก้นอาสี่แจ แสดงท่าทีสนิทสนม เรียกอาเล็กคำแล้วคำเล่าอย่างหวานชื่น
หลิวจี้ถามอย่างแปลกใจ “ปากแต่ละคนนี่อมน้ำผึ้งไว้หรือไง เห็นอาสามอย่างข้ายังไม่เรียก สนใจแต่อาเล็กของพวกเจ้า ได้ของดีอะไรจากเขาล่ะสิ”
จินเป่ากับจินฮวาหัวเราะร่าแล้วพูดพร้อมกัน “ท่านอาสาม ท่านทายถูกแล้ว อาเล็กเอาของขวัญมาให้พวกเราทุกคนเลยนะ เอามาจากเมืองหลวงเชียวล่ะ~”
ไม่ใช่จากในอำเภอหรือเมืองหลวงของมณฑล แต่เป็นเมืองหลวงที่อยู่ใต้เบื้องพระบาทของโอรสสวรรค์
พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็พยักหน้าให้ท่านแม่อย่างตื่นเต้นเช่นกัน เป็นเชิงว่าตนเองก็ได้รับของขวัญแล้ว เมื่อดูจากท่าทางดีใจแล้วก็รู้ได้ว่าไม่น่าจะใช่ของเล่นธรรมดา
หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ รีบจับหลิวเฝยที่กำลังจะเดินไปหาฉินเหยาไว้แล้วถาม “เจ้าสี่ ปกติพี่สามก็ดีกับเจ้าไม่น้อยใช่ไหม เจ้าได้เอาของขวัญอะไรกลับมาฝากพี่ชายบ้างหรือเปล่า”
“เอามา เอามา” หลิวเฝยอยากรีบไปหาฉินเหยาจึงตอบส่งๆ สองสามคำแล้วผลักพี่สามออกไป เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉินเหยา “พี่สะใภ้สาม ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว”
ในดวงตาของหนุ่มน้อยเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับมีเรื่องมากมายอยากจะพูดกับนาง
คนที่อยู่ในเรือนเก่าได้ยินเสียงเอะอะที่หน้าประตูก็พากันเดินออกมา ทุกคนอออยู่ที่หน้าประตูส่งเสียงจอแจ คนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่าที่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงรีบให้ฉินเหยาและคนอื่นๆเข้าไปคุยกันในบ้าน
ดังนั้น ทุกคนจึงจอดรถม้าไว้ข้างประตูแล้วย้ายกันเข้าไปในลานบ้านของเรือนเก่าทั้งหมด
หลิวเฝยถูกหลิวจี้เกณฑ์ไปขนของ พอฉินเหยาว่างลงก็ถูกเด็กๆหลายคนรุมล้อมทันที แต่ละคนต่างเข้ามาใกล้ๆ เพื่อบอกนางว่าตนเองได้รับของขวัญอะไรบ้าง
จินฮวาเขย่าข้อมือของตนเองอย่างมีความสุข “อาสะใภ้สาม ท่านดูสิเจ้าคะ อาเล็กซื้อกำไลข้อมือมีกระดิ่งจากร้านเครื่องเงินในเมืองหลวงมาให้ข้า เขย่าแล้วจะมีเสียงดัง ไพเราะมากเลย~”
ซื่อเหนียงไม่ยอมน้อยหน้าจึงพูดขึ้นมาบ้าง “ท่านแม่ อาเล็กซื้อฉินเจ็ดสายให้ข้า บอกว่าเด็กผู้หญิงในเมืองหลวงกำลังฝึกเล่นกันอยู่ ให้ข้าลองเรียนดูด้วย ทั้งยังเอาตำราเพลงมาให้ข้าด้วย”
ฉินเหยามองไปที่ด้านหลังนางอย่างประหลาดใจ ฉินตัวหนึ่ง นี่ไม่ใช่ของขวัญเล็กๆเลย แต่เป็นของขวัญชิ้นใหญ่ทีเดียว
หลิวเฝยเกาหัวยิ้มอย่างซื่อๆ “พี่สะใภ้สาม ท่านอย่ามองข้าอย่างนั้นสิ ไม่ได้ใช้เงินเยอะอะไร แค่ของเล่นสนุกๆเท่านั้น ไม่ได้จะให้ซื่อเหนียงเรียนฉินจริงๆ แค่ซื้อของเล่นแก้เบื่อให้เด็กๆ”
หลิวจี้เข้ามาทีหลังจึงไม่เข้าใจ “ของอะไร ใครซื้อฉินกัน ครอบครัวชาวนาอย่างพวกเรามีแค่ข้าคนเดียวที่เรียนหนังสือยังเล่นเพลงได้ไม่กี่เพลงเลยแล้วใครจะเล่นฉินเป็น”
ซื่อเหนียงรีบกระโดดพลางยกมือ “ข้าเอง ท่านพ่อ อาเล็กซื้อฉินเจ็ดสายให้ข้า!”
“อะไรนะ” หลิวจี้ประหลาดใจพลางโอบไหล่หลิวเฝยไว้ “แสดงว่าเจ้าเด็กนี่ไปเมืองหลวงเที่ยวนี้ ทำเงินมาไม่น้อยเลยสินะ!”
หลิวเฝยเอามือของพี่สามออก อยากจะถ่อมตัวสักหน่อย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น “ก็พอใช้ได้ ไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่พี่สามพูดหรอก”
ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และจินเป่าก็พากันเข้ามาอวดสมบัติกับฉินเหยา
ต้าหลางได้กระบี่เหล็กเล็กๆอันหนึ่ง พอได้มาก็รักมันมาก พอเหน็บไว้ที่เอวแล้วดูองอาจมากทีเดียว
เอ้อร์หลางได้ชุดหนังสือภาพชุดหนึ่ง ข้างในวาดรูปภูตผีปีศาจตามตำราโบราณพร้อมด้วยเรื่องเล่าประกอบ น่าสนใจมาก เขาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อกะว่าจะพกติดตัวไว้สักพัก ว่างๆก็ค่อยเอาออกมาดู
ซานหลางได้ปริศนาเก้าห่วงหนึ่งชุด เจ้าตัวเล็กหมายตาหยกหลากสีของมัน ไม่ได้สนใจการแก้ปริศนาเก้าห่วงเลย เอาแต่ตามหลังซื่อเหนียงถามว่าแลกขนมผลไม้กินได้เท่าไหร่
จินเป่าได้หุ่นไม้ตัวหนึ่ง หุ่นนั้นทำอย่างประณีต เต็มไปด้วยกลไกเล็กๆน้อยๆ สามารถเปลี่ยนเป็นรูปทรงต่างๆได้ เมื่อดึงเชือกที่ใต้ฝ่าเท้าก็ยังสามารถหมุนบนพื้นเรียบได้ ต้าเหมานั้นชอบมันมากจนโยนกุญแจเงินที่อาเล็กให้ทิ้งไปแล้วไล่ตามจินเป่าเพื่อขอดูหุ่นหมุน
จินเป่าไม่ยอมให้น้องชายมาทำพัง เขาหลงใหลกลไกบนหุ่นนี้มาก หากเล่นพังไปก็ไม่มีแล้ว
หลังจากดูของขวัญของเด็กๆเสร็จ หลิวจี้ก็ยื่นมือไปหาหลิวเฝยอย่างคาดหวัง “ของข้าเล่า”
หลิวเฝยเหลือบมองเขาอย่างรังเกียจแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องของตนเองหยิบลูกคิดไม้ขนาดเท่าฝ่ามือออกมาโยนใส่อ้อมแขนของหลิวจี้ ท่ามกลางเสียงร้องอย่างดีใจของอีกฝ่าย “น้องสี่ เจ้าคือน้องชายของข้าตลอดไป!” หลิวเฝยยกมือไพล่หลัง อดกลั้นความรู้สึกภาคภูมิใจไว้แล้วนำฉินเหยาเข้าห้องไป
พวกเด็กๆกับเจ้าหลิวสามจำต้องถอยไป เพราะถึงเวลาที่ผู้ใหญ่จะคุยธุระกันแล้ว
ตอนที่ 596: อิสรภาพทางการเงิน
เมื่อประตูห้องปิดลง ในห้องก็เหลือเพียงฉินเหยากับหลิวเฝยสองคน
หลิวเฝยส่งสัญญาณให้ฉินเหยานั่งลงก่อนแล้วลุกไปยกหีบไม้ใบหนึ่งที่หัวเตียงมา
กุญแจเปิดหีบเขาแขวนไว้ที่คอติดตัวตลอดเวลา ตอนหยิบออกมามีสามดอก พอหีบเปิดไปชั้นหนึ่งก็ยังมีอีกสองชั้นจนกระทั่งกุญแจชั้นสุดท้ายถูกเปิดออก เขาก็หยิบหีบไม้ใบหนึ่งออกมาจากข้างใน วางไว้ตรงหน้าฉินเหยา สีหน้าไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นไว้ได้ “พี่สะใภ้สาม ท่านเปิดดูสิ”
ในใจของฉินเหยาพอจะเดาได้แล้วว่าเป็นอะไร แต่เมื่อได้เห็นของในหีบไม้จริงๆ ก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าแรงๆ
นั่นคือธนบัตรปึกหนาปึกหนึ่ง
ใช่ ไม่ใช่ตั๋วเงิน แต่เป็นธนบัตรคล้ายกับเจียวจื่อในยุคโบราณที่ฉินเหยารู้จัก เป็นธนบัตรมูลค่าสูง มีมูลค่าห้าสิบตำลึง หนึ่งร้อยตำลึง ห้าร้อยตำลึงและหนึ่งพันตำลึง
ธนบัตรชนิดนี้มีมานานหลายปีในยุคนี้ รุ่งเรืองที่สุดในสมัยราชวงศ์ก่อน พอถึงยุคแห่งความโกลาหล ตระกูลขุนนางต่างๆ แบ่งแยกดินแดน ระบบเงินตราก็วุ่นวายไปหมด ธนบัตรจึงหยุดใช้ไป
จนกระทั่งแคว้นเซิ่งก่อตั้งมาได้แปดปี ในที่สุดก็กลับมาใช้มันอีกครั้ง
นี่ปลอดภัยกว่าการพกเงินสดจำนวนมากและสะดวกกว่าการแลกตั๋วเงิน
ในหีบที่หลิวเฝยนำมานี้ มีทั้งหมดสองหมื่นตำลึง!
หลิวเฝยไม่พลาดท่าทีเล็กๆน้อยๆนี้ของฉินเหยา ถึงแม้ว่าเขาจะได้เห็นมันก่อนแล้วและยังเป็นคนนำเงินเหล่านี้กลับมาด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้เห็นอีกครั้งก็ยังรู้สึกตื่นเต้นจนไม่อาจสงบลงได้อยู่นาน
เงินจำนวนมากขนาดนี้ ได้มาง่ายดายเช่นนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังฝัน ไม่ใช่ความจริง
ตลอดเส้นทางจากเมืองหลวงกลับบ้าน หลิวเฝยตกอยู่ในสภาพสับสนเช่นนี้มาตลอด วันนี้ได้พบฉินเหยาจึงเริ่มมีความมั่นใจขึ้นมาและรู้สึกสมจริงมากขึ้น
“พี่สะใภ้สาม นี่สำหรับท่าน ส่วนของผู้จัดการใหญ่ซ่งข้าไปพบเขามาแล้วเมื่อวานนี้ ส่วนที่เป็นของโรงงานได้มอบให้พ่อบ้านซ่งไปแล้ว”
“ที่เมืองหลวงครั้งนี้ พอร้านเฉพาะทางเปิดตัว กล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นใหม่ขึ้นชั้นวาง ไม่ถึงสองวันก็ถูกแย่งซื้อไปจนหมดเกลี้ยง ต่อมาเถ้าแก่ของห้างการค้าฟู่หลงได้กำหนดกฎจำกัดการซื้อ สถานการณ์จึงได้คลี่คลายลง”
“ครั้งนี้ห้างการค้าฟู่หลงนำกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นฤดูใบไม้ผลิมาที่เมืองหลวงทั้งหมดสามร้อยชิ้น ทั้งหมดล้วนขายหมดเกลี้ยงแล้ว ยังมีใบสั่งซื้อล่วงหน้าเพิ่มอีกสองร้อยใบ ตามความเร็วในการผลิตอย่างประณีตของโรงงานเครื่องเขียนของเรา เกรงว่ากว่าจะส่งของครบทั้งหมดก็คงจะถึงกลางปี”
เมื่อนึกถึงความรุ่งโรจน์ในวันแรกที่ร้านเฉพาะทางเปิดทำการ หัวใจของหลิวเฝยก็ยังคงเต้นแรง “สตรีสูงศักดิ์ทั่วทั้งเมืองหลวงมากันหมด ไม่เพียงคุณหนูสูงศักดิ์ กระทั่งเซี่ยนจู่และจวิ้นจู่เองก็มาด้วย วันนั้นคนเยอะมาก ยากที่จะดูแลได้ทั่วถึง สาวใช้ในร้านระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง แทบไม่กล้าจะหายใจแรง กลัวว่าจะไปล่วงเกินผู้สูงศักดิ์เข้า…”
โชคดีที่ไม่มีข้อผิดพลาดใหญ่หลวงเกิดขึ้น การเปิดร้านเป็นไปอย่างราบรื่น
“พี่สะใภ้สาม ตามที่ท่านเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ พวกเราได้สร้างห้องน้ำชาไม่คิดเงินขึ้นในร้านเพื่อให้ลูกค้าพักผ่อนรอ ตอนนี้ในร้านไม่มีของ แต่ทุกวันก็ยังมีคุณหนูจำนวนมากนัดกันมาสังสรรค์กันที่ห้องน้ำชาของเรา ลูกค้าที่ซื้อกล่องเครื่องใช้สตรีจากร้านเราตั้งแต่สองชิ้นขึ้นไปยังสามารถรับประทานชาและของว่างได้โดยไม่คิดเงิน ตอนนี้ดูเหมือนว่าผลตอบรับจะดีมาก ในร้านไม่มีของ แต่ทุกวันก็ยังมีลูกค้ามาไม่น้อย…”
ตอนนี้หน่วยศึกษาและพัฒนาของโรงงานเครื่องเขียนได้ออกแบบของรุ่นใหม่ออกมาอีกหลายรุ่น รูปทรงเล็กกะทัดรัดยิ่งขึ้น ใช้วัสดุที่แพงขึ้น สามารถถือหรือสะพายข้างได้ ฝีมือการผลิตก็ประณีตยิ่งขึ้น ทำเหมือนกับของตกแต่งที่สืบทอดกันมาในตระกูล
จากสถานการณ์ของความนิยมของกล่องเครื่องใช้สตรีรุ่นฤดูใบไม้ผลิชุดแรก ฉินเหยาก็มั่นใจในการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่มากเช่นกัน
นางได้ให้หลิวจ้งคอยสังเกตการณ์พ่อค้าผ้าแพรพรรณตามที่ต่างๆ เพื่อทำการจัดซื้อและให้ซ่งอวี้ไปหาช่างฝีมือที่ทำผ้าแพรพรรณเป็นกลับมา รอจนถึงเวลาที่เหมาะสม กระเป๋าหนังใบแรกก็จะถือกำเนิดขึ้น
เมื่อถึงตอนนั้น หากนางต้องการเดินทางไกลก็จะสามารถใช้กระเป๋าเดินทางที่พกพาสะดวกได้ ไม่ใช่หีบไม้ที่หนักอึ้งหรือห่อผ้าที่บอบบาง
ฉินเหยามองธนบัตรในหีบไม้อีกครั้ง หักหนึ่งในสามที่เป็นค่าประชาสัมพันธ์ของจวนองค์หญิงแล้วก็ยังเหลืออีกหนึ่งหมื่นสามพันสามร้อยตำลึง
หากที่บ้านไม่มีใครทำผิดกฎหมายก็ถือว่าบรรลุถึงระดับอิสรภาพทางการเงินแล้ว
“เจ้าสี่ ต่อไปเรื่องร้านเฉพาะทางที่เมืองหลวงก็มอบให้เจ้าดูแลนะ” ฉินเหยาใจกว้างกับลูกน้องเสมอ ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของหลิวเฝย นางหยิบธนบัตรหนึ่งพันตำลึงออกมาจากหีบแล้วยัดใส่มือเขา
หลิวเฝยประหลาดใจอย่างยิ่ง “พี่สะใภ้สาม นี่มากเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้…”
ฉินเหยามองเขาอย่างแน่วแน่ “อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ รางวัลแบบนี้มีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ส่วนใหญ่เป็นรางวัลที่เจ้าส่งค่าประชาสัมพันธ์เข้าไปในจวนองค์หญิงใหญ่ในนามของโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวได้สำเร็จ”
“ต่อไปเรื่องที่เมืองหลวงก็ให้รวมถึงเรื่องส่งค่าประชาสัมพันธ์ด้วย เข้าใจแล้วใช่ไหม”
ฉินเหยาหยิบส่วนที่จะส่งให้องค์หญิงใหญ่ออกมาจากหีบแล้วยื่นให้หลิวเฝย
หลิวเฝยอ้าปาก อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบอย่างรู้กาลเทศะ เขาเก็บเงินทั้งหมดให้เรียบร้อย มองดูเงินหนึ่งพันตำลึงที่เป็นของตนเอง ในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ นี่คือเงินหนึ่งพันตำลึงก้อนแรกที่เขาหามาได้ด้วยความสามารถของตนเอง
“โอ้ เกือบลืมไป” หลิวเฝยรีบเก็บธนบัตรให้เรียบร้อยแล้วหยิบถุงผ้าสีเทาใบหนึ่งออกมา มอบคืนให้ฉินเหยาด้วยสองมืออย่างเคารพ
เหตุผลที่เขาสามารถส่งเงินเข้าไปในจวนองค์หญิงได้สำเร็จนั้น ต้องขอบคุณของในถุงผ้าที่พี่สะใภ้สามให้มานี้
ฉินเหยารับมาเปิดดูข้างใน เมื่อยืนยันว่าป้ายคำสั่งที่มู่หลิงให้มายังคงสมบูรณ์ดีก็พยักหน้ายิ้มพลางใส่ป้ายกลับเข้าไปในหีบไม้แล้วยกหีบออกไป
ก่อนจะเปิดประตูห้อง ฉินเหยาก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง “ก่อนเจ้าจะออกจากเมืองหลวง มีข่าวเกี่ยวกับอาจารย์กงเหลียงบ้างหรือไม่”
หลิวเฝยส่ายหน้าตอบ “ไม่มีเลยขอรับ”
แต่สมองของคนหนุ่มนั้นว่องไวมาก เขารีบถามฉินเหยาว่าอยากรู้อะไร รอให้เขาเข้าเมืองหลวงครั้งหน้าจะรีบไปสืบข่าวให้
“ไม่มีก็ช่างเถอะ” ฉินเหยาโบกมือ กลัวว่าหลิวเฝยจะทำอะไรโดยพลการเพื่อเอาใจตนเองจึงเตือนอย่างจริงจัง “เจ้าเองก็ไม่ต้องไปสืบนะ หากไปก่อเรื่องอะไรเข้า อย่าหวังว่าจะจบด้วยดี!”
“ดูแลตัวเองกับร้านให้ดีก็พอแล้ว”
หลิวเฝยเห็นสีหน้าจริงจังของนางก็รีบรับคำ อย่างไรก็ตาม ฟังคำพูดของพี่สะใภ้สามย่อมไม่มีผิดพลาด
แต่ฉินเหยาเพิ่งจะกำชับเสร็จ หลิวเฝยเพิ่งจะออกจากประตูไปก็ถูกหลิวจี้ดึงไปข้างๆ แล้วถามคำถามเดียวกัน
“ไม่มีข่าวของท่านอาจารย์แล้วของบ้านเสนาบดีฉีเล่า ไม่มีเลยหรือ มหาบัณฑิตกลับเมืองหลวงเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ในเมืองหลวงไม่มีใครพูดถึงเลยหรือ” หลิวจี้ไม่เชื่อว่าหลิวเฝยจะไม่ได้ยินข่าวอะไรเลยจึงเอาแต่คาดคั้นไม่หยุด
หลิวเฝยต้านไม่ไหวจึงดึงมือของหลิวจี้ที่ขยุ้มคอเสื้อของตนเองออก “พี่สามให้ข้าคิดก่อน ข้าขอคิดก่อน…”
หลิวจี้แค่นเสียงแล้วกอด.อกรอ “รีบคิด!”
หลิวเฝยเขย่งเท้าชะเง้อมองไปทั่ว พยายามหาพี่สะใภ้สามผู้ซึ่งเป็นดาวข่มของหลิวจี้ให้มาช่วยเหลือตนเอง
แต่น่าเสียดาย ฉินเหยาถือเงินมากมายขนาดนั้นนางจึงเรียกเด็กๆขึ้นรถกลับบ้านไปซ่อนเงินแล้ว
พอหาคนช่วยไม่ได้ มองดูคนพาลที่กักตนเองไว้กับมุมกำแพง หลิวเฝยก็อยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา
“พี่สาม ไม่มีจริงๆ ช่วงที่ข้าอยู่เมืองหลวงได้ยินแต่พวกขุนนางแอบบ่นลับหลังว่าองค์หญิงใหญ่โหดเหี้ยมอำมหิต อาฆาตพยาบาท ไม่ได้ยินใครพูดถึงอาจารย์กงเหลียงหรือคุณชายน้อยฉีเลย”
หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างสงสัย “องค์หญิงใหญ่โหดเหี้ยมอำมหิต อาฆาตพยาบาทอย่างไร”
“เหมือนจะพูดว่าทำร้ายขุนนางผู้ภักดี คนพิการไปแล้วก็ยังไม่ปล่อยไปอะไรทำนองนั้น”
อย่างไรเสียก็เป็น ‘ผู้ประชาสัมพันธ์’ กล่องเครื่องใช้สตรีของบ้านตนเอง หลิวเฝยจึงไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระเหล่านี้
เมื่อเห็นหลิวจี้ตกอยู่ในภวังค์ เขาก็รีบหนีไปทันที
ตอนที่ 597: เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น หลิวจี้ถึงได้เดินเข้าบ้านมาอย่างหดหู่
ฉินเหยาถามเขา “ไปไหนมา”
นางไม่ถามก็ยังดี พอถามหลิวจี้ก็โกรธขึ้นมาทันที “ข้าเพิ่งไปเรือนปทุมมา กะว่าจะหาร่างต้นฉบับที่อาจารย์เขียนไว้มาดูสักหน่อย แต่บิดามันเถอะ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แม้แต่กระดาษร่างแผ่นเดียวก็ถูกพวกทหารม้าเกราะดำนั่นค้นไปหมดแล้ว!”
หลิวจี้เองก็แปลกใจ “เมียจ๋า เจ้าว่าพวกทหารม้าเกราะดำนั่นของรัชทายาทเป็นคนแบบไหนกัน ถึงได้มีอิทธิฤทธิ์ขนาดนี้ ข้าไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขากลับมาค้นของไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
บางครั้งฉินเหยาก็สงสัยในสติปัญญาของหลิวจี้จริงๆ นางยกมือชี้ไปทางสำนักศึกษา “ทหารม้าเกราะดำไปแล้ว แต่ยังมีคนหนึ่งที่ยังไม่ไปนี่”
หลิวจี้มองตามทิศที่นางชี้ไปก็พลันเข้าใจขึ้นมาทันที เขาตบต้นขาตัวเองดังป้าบ “เจ้าเจินอวี้ไป๋!”
เขากำลังจะเรียกอาวั่งให้รีบไปที่สำนักศึกษาเพื่อทวงร่างต้นฉบับของอาจารย์คืนมา
อาวั่งปรากฏตัวขึ้นในทันที แต่ปากกลับเอ่ยวาจาไร้ความปรานีออกมาว่า “นายท่าน ท่านไปก็เอามาไม่ได้หรอก อยู่ทานอาหารเย็นเถอะขอรับ”
หลิวจี้มองอย่างโกรธเคือง “ร่างต้นฉบับของอาจารย์ข้า ข้าซึ่งเป็นลูกศิษย์ ทำไมจะเอามาไม่ได้”
อาวั่งวิเคราะห์อย่างใจเย็น “เจินอวี้ไป๋ไปที่เรือนปทุมเมื่อคืนวานซืน ตอนนี้ก็ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนกับอีกครึ่งวันแล้ว ร่างต้นฉบับคงถูกย้ายไปนานแล้ว ต่อให้ท่านไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์”
เดี๋ยวก่อน!
หลิวจี้มองอาวั่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนเองและฉินเหยาที่นั่งกินผลไม้อย่างสบายอารมณ์อยู่ในห้องโถงอย่างตกตะลึง “พวกเจ้ารู้?”
อาวั่งไม่พูด เพียงมองไปที่ฉินเหยา เขาก็แค่ทำตามคำสั่ง ฮูหยินไม่ได้บอกให้ขัดขวางเจินอวี้ไป๋
ถึงแม้เขาจะรู้ว่าร่างต้นฉบับเหล่านั้นอาจจะ…มีความสำคัญอยู่บ้างสำหรับนายท่านใหญ่ แต่! ฮูหยินไม่ได้สั่ง!
ฉินเหยาดื่มชาไปหนึ่งอึกเพื่อแก้เลี่ยนจากผลไม้แล้วพยักหน้าอย่างใจเย็น “ข้ารู้ ข้ารู้ด้วยว่าร่างต้นฉบับเหล่านั้นไม่มีเนื้อหาสำคัญอะไร”
หลิวจี้เข้าใจเหตุผลทั้งหมด “แต่มันก็เป็นของดูต่างหน้านะ…” เขาเหลือบมองนางอย่างน้อยใจราวกับว่าเพราะนางไม่เตือนเขาจึงเป็นความผิดของนางอย่างนั้น
ฉินเหยาหัวเราะเสียงเย็นแล้วชี้ไปที่หลิวจี้พลางสั่งสอน “เจ้าควรจะโทษตัวเอง ก่อนหน้านี้เจินอวี้ไป๋เหลือเวลาไว้ให้ตั้งเยอะ ในเมื่อเจ้าคิดว่าร่างต้นฉบับเหล่านั้นสำคัญก็ควรจะเก็บกลับมาเองก่อน”
หลิวจี้ “…”
ช่างเถอะ กินข้าว!
เรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับร่างต้นฉบับจึงผ่านไปในมื้อค่ำที่แสน.อบอุ่น
หลังมื้ออาหาร ซื่อเหนียงก็อุ้มฉินเจ็ดสายที่อาเล็กให้เข้ามาอย่างทุลักทุเลพลางดึงหลิวจี้เอาไว้ อยากจะให้ท่านพ่อสอนตนเองดีดฉิน
หลิวจี้จะเล่นเป็นได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ถูกกงเหลียงเหลียวกดดันให้เรียนศาสตร์ทั้งหกของบัณฑิตก็มีเพียงวิชาคำนวณเท่านั้นที่พอจะทนเรียนต่อไปได้
ทั้งยังถูกกงเหลียงเหลียวกดดันให้สืบทอดเคล็ดวิชาจึงจำต้องเรียนมาอย่างไม่อาจขัดขืน
แน่นอนว่า วิชาอื่นๆอีกหลายอย่างในหมู่บ้านก็ไม่มีปัจจัยเอื้ออำนวยให้เรียนได้ เช่น การบังคับรถม้าศึก ม้าน่ะมี แต่ที่เขาหมายถึงคือรถม้าศึกซึ่งเป็นของที่ควบคุมโดยกองทัพของราชสำนัก ฉินเหยามีเงินก็หาไม่ได้
ส่วนฉินนี้ อยู่ในแขนงย่อยของวิชาดนตรีเสียอีก เรียกได้ว่ามืดแปดด้านโดยสิ้นเชิง
แต่เมื่อเห็นดวงตาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังของลูกสาว ผู้เป็นบิดาก็ต้องรักษาหน้า จะเอ่ยคำว่า ‘ไม่เป็น’ ออกมาไม่ได้จึงทำได้เพียงฝืนใจนั่งลงแล้วหยิบตำราเพลงขึ้นมาทำทีเป็นพินิจดู
ในใจก็โล่ง.อก โชคดีที่ถูกศิษย์พี่ตัวน้อยกดดันให้อ่านหนังสือมามากมาย ประสบการณ์จริงเป็นศูนย์ แต่ประสบการณ์ทางทฤษฎีนั้นพอจะหลอกเด็กแปดขวบคนหนึ่งได้สบายๆ
เพียงแต่เสียงฉินที่ไม่เป็นเพลงนั้นทำเอาคนทั้งบ้านทำหน้าเหยเกด้วยความสงสัย
เอ้อร์หลางถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ท่านพ่อ ท่านแน่ใจหรือว่าฉินใช้นิ้วเดียวดีดน่ะ”
ซานหลางนั้นตรงไปตรงมามาก เขาอุดหูแล้วมองบิดาแก่ๆอย่างโกรธเคือง “ท่านพ่อ ท่านเลิกดีดได้ไหม ฟังแล้วน่ารำคาญยิ่งกว่าเสียงยุงหึ่งๆเสียอีก”
หลิวจี้ร้อง “เหอะ” ออกมาแล้วหยิบตำราเพลงขึ้นมาตีที่ก้นของเจ้าเด็กสามคนนี้ไปหนึ่งที “ไม่เข้าใจก็หุบปาก นี่เรียกว่าตั้งสาย เจ้าเด็กน้อยพวกนี้จะไปรู้อะไร หากตั้งเสียงไม่ตรงแล้ว เสียงฉินจะไพเราะได้อย่างไร”
ซานหลางกุมก้นแล้ววิ่งไปหลบหลังท่านแม่อย่างน้อยใจ ถึงแม้ท่านพ่อจะดีดฉินไม่เพราะ แต่ก็ยังอยากจะร่วมวงด้วย
ต้าหลางไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรเป็นการไว้หน้าท่านพ่อของตนเองอย่างเต็มที่
เพียงแต่เหลือบไปเห็นท่านแม่ที่ดื่มชาแทะเมล็ดแตงโมอย่างใจเย็น แถมยังไขว่ห้างฮัมเพลงได้อีกด้วยก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ
เสียงฉินน่าเกลียดเพียงนี้ ท่านแม่ยังสามารถฟังได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ช่างแข็งแกร่งจริงๆ
หารู้ไม่ว่า ในหูทั้งสองข้างใต้ปอยผมนั้นถูกอุดด้วยสำลีไปนานแล้ว
หลิวจี้กับซื่อเหนียงวุ่นวายอยู่กับฉินตัวหนึ่งทั้งคืน ทั่วทั้งภูเขาเต็มไปด้วยเสียง ‘ติงตัง’ ไม่เป็นเพลง
คนในหมู่บ้านมีปฏิกิริยาอย่างไรไม่มีใครรู้ แต่เจินอวี้ไป๋ที่อยู่บ้านห่างจากบ้านของฉินเหยาโดยมีเพียงเนินเขาเตี้ยๆลูกหนึ่งกั้นนั้นศีรษะแทบจะระเบิดแล้ว!
ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาเฉียบคมกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว กลางคืนก็นอนหลับยากเป็นทุนเดิม พอถูกเสียงฉินรบกวนก็ยิ่งตาค้างเข้าไปใหญ่
หากไม่ได้ยินกับหูตัวเอง เขาคงไม่เชื่อว่าบนโลกนี้จะมีคนที่ไม่มีหัวด้านดนตรีได้ถึงขนาดนี้ ดีดมานานขนาดนี้แล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเข้าที่เข้าทางเลย ดีดมั่วไปหมด ฟังแล้วแสบแก้วหูจะตาย
แต่คนผู้นี้กลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่ากำลังรบกวนเพื่อนบ้านอยู่
แต่ก็แปลก หมู่บ้านบนเขานี้จะมีบ้านใครที่มีฉินกัน
มองตามทิศทางที่เสียงฉินดังมาก็พบว่าเป็นเสียงที่ดังมาจากบ้านของผู้ใหญ่บ้าน
เจินอวี้ไป๋ยืนอยู่บนลานโล่งของสำนักศึกษาจ้องมองไปยังเรือนหลังเล็กที่มีแสงเทียนส่องสว่างฝั่งตรงข้าม หูของเขาเมินเสียงอึกทึกที่ไม่เป็นเพลงนั้นไปโดยอัตโนมัติ เมื่อนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา คิ้วก็ขมวดเล็กน้อย
ตอนที่ส่งร่างต้นฉบับทั้งหมดที่กงเหลียงเหลียวเขียนไว้ในเรือนปทุมขึ้นไป เขาก็ ‘บังเอิญ’ เห็นจดหมายที่สายลับแกะมาจากขานกพิราบสื่อสาร
จดหมายฉบับนี้ไม่รู้ว่าจะส่งให้ใคร แต่กลับมาเปลี่ยนมือที่นี่ ทำให้เขาเห็นเข้า
เนื้อความจดหมายกล่าวว่า ‘ตั้งแต่เข้าเมืองหลวง โรคเก่ากำเริบ ยังมีอาการป่วยทางใจและซึมเศร้าร่วมด้วย เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน’
สรุปคือ หลังจากที่สายลับอ่านจดหมายแล้วก็สั่งให้เขาวาดแผนผังเรือนปทุมส่งกลับไปเพื่อพยายามสร้างเรือนปทุมที่เหมือนกันทุกประการขึ้นในเมืองหลวงเพื่อรักษาอาการซึมเศร้า
นี่ก็เป็นภารกิจสุดท้ายที่เบื้องบนมอบหมายให้เขา หลังทำเรื่องนี้เสร็จ เขากับตำหนักบูรพาก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆต่อกันอีก
การวาดแผนผังนั้นง่าย เจินอวี้ไป๋วาดเสร็จและส่งออกไปแล้ว
น่าขำที่วันนี้เป็นวันที่เขาเป็นอิสระจากการถูกควบคุม แต่กลับรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
โชคดีที่ยังมีงานสอนหนังสือให้ทำ ต่อไปค่อยๆใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ก็คงจะพบสิ่งที่ตนเองสนใจเอง
เสียงฉินจากฝั่งตรงข้ามหยุดลงในที่สุด เจินอวี้ไป๋ถอนหายใจยาวอย่างโล่ง.อก หันหลังกลับเข้าห้องไป เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกฝนปรอยๆออกแล้วขึ้นเตียงนอนลง
ก่อนจะหลับไป ในหัวมีความคิดต่างๆวุ่นวายไปหมด เขานึกถึงเรื่องที่ตนเองตกลงไปในร่องหินเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้วและถูกช่วยขึ้นมาอีกครั้ง
สารถีกับม้าตายหมด ตอนแรกเขาคิดว่าตนเองก็คงจะต้องตายอย่างอนาถ ไม่คิดว่ารถม้าที่หนักอึ้งเพียงนั้นจะถูกคนยกขึ้นมาอย่างง่ายดายและช่วยตนเองออกมาจากร่องที่แคบแสนอึดอัดนั้นได้
นับดูแล้ว เขายังติดหนี้ชีวิตคนเหล่านี้อยู่ครึ่งหนึ่ง
พรุ่งนี้หลังเลิกเรียนไปบ้านผู้ใหญ่บ้านสักเที่ยวดีกว่า เมื่อคิดเช่นนี้ ความคิดที่วุ่นวายจึงค่อยๆสงบลงและหลับไปอย่างสงบ
พอฝนฤดูใบไม้ผลิมาเยือนก็จะตกๆหยุดๆต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งเดือน บางวันแดดออกบางวันก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝน
เจินอวี้ไป๋สอนหนังสือเสร็จสิ้นไปอีกหนึ่งวัน หลังส่งนักเรียนทุกคนกลับบ้านแล้ว บนท้องฟ้าก็เริ่มมีฝนปรอยๆ ราวกับขนวัวอีกครั้ง
เขาปิดประตูห้องเรียน กางร่มกระดาษน้ำมันแล้วค่อยๆเดินไปยังบ้านที่อยู่บนเนินเขาทางเหนือ
ตอนที่ 598: อาจารย์สอนฉิน
“ท่านอาจารย์!”
เพราะเพิ่งเลิกเรียนและยังไม่ทันได้กลับบ้าน เสี่ยวไหลฝูที่กำลังจับแมลงให้ไก่อยู่ใกล้ๆ โรงโม่น้ำริมแม่น้ำจึงตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นเจินอวี้ไป๋ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
ในใจคิดว่า วันนี้ที่สำนักศึกษาตนเองไม่ได้ทำผิดอะไรเสียหน่อย
เจินอวี้ไป๋มีหรือจะไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กกำลังคิดอะไรอยู่
เขาไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งเจ้าตัวเล็กจึงเอ่ยขึ้นก่อนว่าตนเองไม่ได้มาหาพ่อแม่ของเขาแล้วยิ้มถามว่า “เลิกเรียนแล้วทำไมยังไม่กลับบ้าน มาทำอะไรอยู่ที่นี่”
เมื่อรู้ว่าท่านอาจารย์ไม่ได้มาหาพ่อแม่ของตน เสี่ยวไหลฝูก็โล่งใจขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่แมลงยื่นไปให้ท่านอาจารย์ดูอย่างยิ้มแย้มแล้วเงยหน้าขึ้นถามอย่างสงสัย
“ท่านอาจารย์จะไปหาฮูหยินหรือขอรับ”
เจินอวี้ไป๋พยักหน้าพลางเหลือบมองตั๊กแตนที่กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ในกระบอกไม้ไผ่แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ผู้ใหญ่บ้านอยู่บ้านหรือไม่”
“อยู่ขอรับ” เสี่ยวไหลฝูปิดฝากระบอกไม้ไผ่แล้วใส่เข้าไปในช่องว่างของหีบหนังสือ ลากหีบหนังสือพลังเซียนของตนเองพลางโบกมือเอ่ยอย่างใจกว้าง “ท่านอาจารย์ ข้านำทางให้ ฮูหยินเพิ่งกลับมาจากไร่ขอรับ”
เจินอวี้ไป๋เดินตามเจ้าตัวเล็กไปแล้วถามขึ้นอีกว่า “หลิวจวี่เหรินอยู่หรือไม่”
“ไม่อยู่ขอรับ” เสี่ยวไหลฝูพูด “นายท่านกับท่านอาอาวั่งไปเก็บค่าเช่าที่ในเมืองขอรับ”
เพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวสาลีไป ปีนี้การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิได้ผลผลิตดีมาก นายท่านบอกว่าเดี๋ยวจะเอาข้าวสารที่เก็บมาได้ไปขายแล้วจะแอบซื้อผลไม้มาให้พวกเขากินด้วย
จริงสิ ที่เมืองข้างๆ ยังมีสวนผลไม้ใหญ่มากแห่งหนึ่ง ดอกสาลี่บานแล้ว นายท่านบอกว่ารอให้เขาว่างก่อนแล้วจะพาพวกเขาไปชมสวนวาดภาพ เขาจึงตั้งตารอคอยเป็นอย่างมากทีเดียว
แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวเล็กนั้นยังไม่รู้ว่านายท่านของตนเองเป็นพวกที่ชอบวาดวิมานในอากาศ หากพูดไปแล้ว พอหันกลับมาถามอีกทีเขาก็จะตอบอย่างใสซื่อว่า “หือ ข้าลืมไปแล้ว!”
เจินอวี้ไป๋ไม่รู้ถึงความคาดหวังของเด็กน้อย เมื่อได้ยินว่าหลิวจี้ไม่อยู่ ฝีเท้าก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อคิดว่าไหนๆก็มาแล้วจึงยังคงเดินตามเด็กน้อยเข้าไปในบ้านของฉินเหยา
“ฮูหยิน! ท่านอาจารย์มาขอรับ!” เสี่ยวไหลฝูพอเข้าประตูมาก็ทิ้งหีบหนังสือลงตะโกนพลางวิ่งเข้าไปในห้องโถง
เมื่อไม่เห็นคนก็วิ่งออกมาตะโกนไปทางสวนหลังบ้าน “ฮูหยิน ฮูหยิน! ท่านอาจารย์มาหาท่านขอรับ!”
หลี่ซื่อกำลังตากผ้าอยู่ในสวนหลังบ้าน พอได้ยินเสียงก็รู้สึกระอา นางตะคอกเบาๆว่า “เบาๆหน่อย ฮูหยินอยู่ในสวนผัก”
เสี่ยวไหลฝูพยักหน้าหงึกๆ แล้วบอกมารดาว่าท่านอาจารย์มาแล้วรีบวิ่งไปยังสวนผักเพื่อแจ้งข่าวให้ฮูหยินทราบ
ฉินเหยาเก็บผักกลับมาหนึ่งกำมือ ตอนที่ล้างมือจนสะอาดแล้วเดินเข้ามาในห้องโถงนั้น หลี่ซื่อก็ชงชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว แขกผู้มาเยือนกำลังถือถ้วยชายืนชื่นชมภาพวาดแนวนามธรรมที่หลิวจี้ยืนกรานจะแขวนไว้บนผนังห้องโถงอยู่
“แค่กๆ!” ฉินเหยาไอออกมาอย่างกระอักกระอ่วน เมื่อเห็นเจินอวี้ไป๋ละสายตาจากภาพวาดแล้วนางก็เดินไปยังที่นั่งประธานแล้วถามอย่างสงสัยว่า “ท่านอาจารย์มีเวลามาได้อย่างไรหรือ”
มุมห้องโถงมีฉินของซื่อเหนียงวางอยู่ ของที่เพิ่งได้มาใหม่มักจะรู้สึกแปลกใหม่เสมอ เมื่อคืนดีดกับท่านพ่อทั้งคืนยังไม่พอ นางยังประกาศว่าต่อไปนี้ทุกคืนหลังทำการบ้านเสร็จจะต้องฝึกอีกครึ่งชั่วยาม
ฉินเหยาก็ไม่รู้ว่านางจะยืนหยัดได้นานแค่ไหน แต่ในฐานะผู้ปกครองย่อมไม่สามารถปฏิเสธความตั้งใจเรียนของลูกได้อยู่แล้ว พอรุ่งเช้าจึงให้อินเยว่ยกโต๊ะยาวตัวหนึ่งมา จัดวางฉินตัวนี้ไว้ที่มุมห้องโถง
เจินอวี้ไป๋มองฉินตัวนั้นแล้วพูดกับฉินเหยาว่า “เมื่อคืนข้าดับไฟเตรียมจะนอนแต่หัวค่ำแล้ว แต่จู่ๆก็ถูกเสียงฉินปลุกให้ตื่นขึ้นมา ที่แท้ก็เป็นคนในบ้านของผู้ใหญ่บ้านกำลังฝึกฉินอยู่ ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดกำลังร่ำเรียนอยู่หรือขอรับ”
ฉินเหยาแอบด่าในใจว่า ‘หลิวจี้ เจ้าคนน่าขายหน้า!’
แต่บนใบหน้ายังคงยิ้มแย้มตอบว่า “เป็นของซื่อเหนียงบ้านข้าน่ะ อาเล็กของนางเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวงแล้วนำฉินตัวนี้กลับมาฝาก ท่านอาจารย์ก็ทราบดีว่าชนบทอย่างเราจะมีอาจารย์สอนฉินได้อย่างไร เด็กน้อยรู้สึกว่าสนุกก็เลยดีดเล่นไปตามประสา ทำให้ท่านหัวเราะเยาะแล้ว”
เจินอวี้ไป๋พยักหน้าอย่างเข้าใจ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เขาเดินไปที่โต๊ะวางฉินแล้วสำรวจดูอย่างละเอียด ก็เป็นแค่ฉินธรรมดาธรรมดาตัวหนึ่ง สายหย่อนไปสองเส้น ยังไม่ได้ขึงให้ตึง เพียงดูก็รู้แล้วว่าเจ้าของไม่รู้วิธีใช้มันเลย
ไม่มีธุระไม่เข้าบ้าน ฉินเหยาเห็นเขามาถึงแล้วก็ยังไม่พูดธุระเสียที ขณะที่กำลังจะเอ่ยเร่งรัดก็ได้ยินเจินอวี้ไป๋พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า
“พูดตามตรง ข้าเองก็พอจะมีความรู้ด้านการดีดฉินอยู่บ้าง หากผู้ใหญ่บ้านไม่รังเกียจ หลังเลิกเรียนข้าสามารถสอนซื่อเหนียงบ้านท่านดีดฉินได้”
ฉินเหยาใจเต้นขึ้นมาทันทีจึงไม่เอ่ยเร่งแล้ว รีบถามเขาว่าเขาว่างเมื่อไหร่ ค่าเล่าเรียนจะคิดอย่างไร
ที่บ้านไม่ขาดเงิน ลูกเองก็มีความสนใจ ให้ลูกเรียนเสริมตามความสนใจบ้างจะเป็นไรไป!
พอได้ยินเจินอวี้ไป๋บอกว่าไม่คิดเงิน ฉินเหยาก็รู้สึกว่าคนผู้นี้ดูหล่อเหลาขึ้นมาทันที
นอกบ้านมีเสียงรถม้าดังมา หลิวจี้กับอาวั่งกลับมาแล้ว รถม้าลากข้าวสาลีมาเต็มคันรถ ส่วนที่เหลือทั้งหมดถูกขายเป็นเงินสดไปแล้ว
หลิวจี้ลงจากรถม้า โยนแส้ให้อาวั่งแล้วก็วิ่งเข้ามาในบ้านอย่างตื่นเต้น “เมียจ๋า ปีนี้เก็บค่าเช่าเพิ่มมาได้ตั้งสองตำลึงแน่ะ…เอ๊ะ? เจินอวี้ไป๋ เจ้ามาทำอะไรที่นี่น่ะ?!”
ชายหญิงอยู่กันสองต่อสองในห้อง ชายผู้นั้นก็หน้าตาดูดีอยู่บ้าง หลิวจี้จึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถง ยืนคั่นกลางระหว่างคนสองคนทันที
เขากำลังจะอวดเมียจ๋าถึงผลงานของวันนี้ พอมองไปก็เห็นความพึงพอใจที่ไม่ทันเก็บซ่อนในแววตาของนาง สัญญาณเตือนภัยในใจของหลิวจี้จึงดังขึ้นมาทันที เขาสติแตกในทันที
“เมียจ๋า พวกเจ้ากำลังคุยอะไรกันหรือถึงได้มีความสุขขนาดนี้” หลิวจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดัดเสียงถามอย่างประชดประชัน
พร้อมกันนั้นก็ไม่ลืมที่จะเหลือบมองเจินอวี้ไป๋อย่างระแวดระวัง พอเห็นว่าเขายืนอยู่ข้างโต๊ะฉินสุดที่รักของลูกสาวตนเองก็เดินเข้าไปสองสามก้าวแล้วดึงคนออกไป “ท่านอาจารย์ระวังหน่อยนะ ฉินตัวนี้ทั้งหมู่บ้านมีอยู่ตัวเดียว ทำพังแล้วท่านชดใช้ไม่ไหวหรอก”
มุมปากของเจินอวี้ไป๋กระตุกเล็กน้อย เจตนาร้ายของหลิวจี้แทบจะทะลักออกมาอยู่แล้ว เขาจะไม่รู้สึกได้อย่างไรจึงถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างจนปัญญา กลับไปนั่งที่นั่งแขก ยกกาน้ำชาขึ้นมารินชาใส่ถ้วยชาที่ว่างเปล่าของตนเอง รินไปพลางอธิบายไปพลางว่า
“นายท่านหลิวอย่าเข้าใจผิด ตัวข้าน้อยไม่ได้มีความสามารถอะไร แต่พอจะรู้เรื่องพิธีกรรมและดนตรีอยู่บ้าง เพิ่งจะหารือกับผู้ใหญ่บ้านเรื่องที่คุณหนูสี่จะเรียนฉินอยู่พอดี”
หลิวจี้นั่งลงตรงข้ามเขา อยากจะดื่มชาแต่หาไม่เจอเลยไม่ดื่มแล้ว เขากระแอมในลำคอแล้วพูดอย่างเย้ยหยัน “ข้าขอบคุณเจ้าแล้วกัน แต่ข้าเชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว บอกมา! เจ้ามาทำอะไรที่บ้านข้า”
ฉินเหยารินชาถ้วยหนึ่งวางไว้ข้างมือของหลิวจี้ที่กำลังโมโห หลิวจี้นึกยินดีขึ้นมาในใจจนเกือบจะเสียกริยาฉีกยิ้มออกมาแล้ว
ดื่มชาไปหนึ่งถ้วยก็มีแรงฮึดขึ้นมาเต็มเปี่ยม เขาจ้องมองคนที่อยู่ตรงข้าม รอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร
เจินอวี้ไป๋รู้สึกว่าตนเองถูกใส่ร้าย หลังดื่มชาไปอึกหนึ่งให้ชุ่มคอ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยปากว่า
“นายท่านหลิว ท่านอาจารย์ของท่านอาจจะอยู่ในสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก”
เมื่อประโยคนี้เอ่ยออกมา หลิวจี้ก็แทบจะกระโดดขึ้นไปชกเขา “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร อาจารย์ของข้าอยู่ที่เมืองหลวงสุขสบายดี เจ้าจะรู้อะไร!”
เจินอวี้ไป๋ไม่โต้เถียงกับเขา เพียงเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “โรคเก่ากำเริบ ป่วยทางใจและซึมเศร้า เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน”
หัวใจของหลิวจี้สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเจินอวี้ไป๋ไม่เหมือนกับว่าจงใจมาแกล้งให้ตนเองตกใจจึงเงียบลงในทันที
“ทุกตัวอักษรข้าเห็นมากับตา จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ท่าน ข้าเพียงแต่ระลึกถึงบุญคุณที่ผู้ใหญ่บ้านเคยช่วยชีวิตเอาไว้จึงมาเตือนสักหน่อย”
เจินอวี้ไป๋ประสานมือคารวะฉินเหยา “ผู้ใหญ่บ้าน ในเมื่อนายท่านหลิวไม่ต้อนรับข้าน้อย เช่นนั้นข้าน้อยก็ขอตัวก่อน”
เขาลุกขึ้น หยิบร่มที่วางไว้ที่ระเบียงแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้สองสามีภรรยาที่อยู่ในห้องมองหน้ากันไปมา
ตอนที่ 599: นางจะออกไปท่องเที่ยว
เจินอวี้ไป๋จากไปแล้ว แต่คำพูดที่ทิ้งไว้เปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในทะเลสาบอันสงบนิ่งจนเกิดเป็นระลอกคลื่นกระเซ็นสูงขึ้นมาอย่างรุนแรง
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆสองสามครั้ง เมื่อได้รับข่าวกะทันหันว่าท่านอาจารย์กำลังจะสิ้นชีพ ในหัวก็ไม่ได้กลัวหรือกังวล แต่คิดถึงสาเหตุ
“ตอนไปท่านผู้เฒ่าก็ยังสบายดีอยู่เลย สภาพจิตใจก็ดีมาก ทำไมจู่ๆถึงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วเล่า”
“แล้วก็อะไรคืออยู่ได้อีกไม่นาน เหลืออีกไม่กี่วันหรือยังเหลืออีกหลายเดือน”
หลิวจี้พลันนึกขึ้นมาได้ว่าจะต้องไปตามเจินอวี้ไป๋ เขาต้องถามให้ชัดเจนว่าอยู่ได้อีกไม่นานนี่หมายความว่าอย่างไร จะปล่อยให้คลุมเครือเช่นนี้ไม่ได้
น่าเสียดายที่พอวิ่งออกไปนอกประตู คนก็เดินหายไปจนลับสายตาแล้ว
อาวั่งจอดรถม้าเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดินเข้าประตูมาเห็นนายท่านใหญ่กำลังยืนอึ้งงันอยู่ที่ประตูก็ถามด้วยความเป็นห่วงว่า “นายท่านใหญ่ ท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับ” สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีเลย
แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่จู่ๆ ก็ได้รู้ว่าอาจารย์ผู้มีพระคุณของตนกำลังป่วยหนักใกล้ตาย สีหน้าก็คงจะไม่ดีนัก
อาวั่งมาถึงห้องโถง ฉินเหยายังคงมีสีหน้าปกติ นางมักจะใจเย็นเมื่อเผชิญกับปัญหาและไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากนัก เมื่อเห็นหลิวจี้วิ่งไปทางเรือนเก่าก็เดาได้ว่าเขาคงจะไปหาหลิวเฝยเพื่อสอบถามสถานการณ์ในเมืองหลวงจึงละสายตาแล้วถามอาวั่ง “การเก็บค่าเช่าเป็นอย่างไรบ้าง”
อาวั่งยื่นใบเก็บค่าเช่าให้ บนนั้นบันทึกข้อมูลค่าเช่าของแต่ละบ้านไว้อย่างชัดเจน
ค่าเช่านั้นใกล้เคียงกับครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว แต่เนื่องจากไม่มีภาษีข้าว รายรับโดยรวมจึงเพิ่มขึ้นสองตำลึงเงิน
“เก็บข้าวสาลีไว้เพียงพอสำหรับใช้ในบ้านแล้ว ส่วนที่เหลือก็ขายทิ้งไปทั้งหมด ได้เงินมายี่สิบตำลึงถ้วนล้วนอยู่ในมือนายท่านขอรับ” อาวั่งกล่าวตามจริง
ฉินเหยาดูใบเก็บค่าเช่าแล้ว หลังยืนยันว่าถูกต้องก็วางไว้บนโต๊ะ โบกมือให้อาวั่งไปช่วยเตรียมอาหารเย็นที่ห้องครัว
นางลุกขึ้นมายืนที่ลานหน้าบ้าน ที่นี่เป็นที่สูง ทัศนวิสัยกว้าง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมดได้
ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ภูเขาเขียวขจี น้ำใสสะอาด ทุ่งนานับพันหมู่ ในทุ่งนามีชาวนากำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง บ้างก็สวมหมวกไม้ไผ่และเสื้อกันฝนฟางพรวนดินปลูกผัก บ้างก็ต้อนวัวไถนาเพื่อเตรียมฤดูไถหว่าน
บนขุนเขามีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานสะพรั่ง เหล่านกน้อยสัตว์ป่านับไม่ถ้วนพลันแต่งแต้มให้ฤดูใบไม้ผลิกลายเป็นภาพสีน้ำมันแห่งผืนป่าอันหลากสีสัน
สายน้ำในลำธารไหลเอื่อยพลิ้วผ่านกลางหมู่บ้าน สะท้อนแสงเงินระยับ เม็ดฝนพร่างพรูร่วงหล่นลงมา ก่อเกิดระลอกคลื่นแผ่กระจายออกไป
ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว บ้านเรือนในหมู่บ้านเรียงรายติดต่อกัน หลังคาบ้านทุกหลังมีควันไฟสีขาวลอยขึ้นมา ผสมผสานกับหมอกบางๆในสายน้ำ เงียบสงบจนได้ยินเสียงพูดคุยอย่างยินดีจากบ้านเรือนอย่างชัดเจน
เหมือนกำลังพูดว่าคืนนี้จะทำข้าวจานเนื้อกิน ผู้ใหญ่และเด็กเล็กต่างก็หัวเราะอย่างมีความสุข
ฉินเหยามองจนเพลิน ปล่อยให้เม็ดฝนตกลงกระทบบนเส้นผมและไหล่ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆอย่างสบายอารมณ์ “สวยจริงๆ~”
แต่ทิวทัศน์ที่สวยงามในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงที่นี่ที่เดียว การไปในที่ไกลๆ เพื่อชมควันไฟโดดเดี่ยวในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ หรือพระอาทิตย์ตกดินริมแม่น้ำสาวยาวก็คงจะน่าสนใจไม่น้อย
นางสูดอากาศบริสุทธิ์ของที่นี่เข้าไปอีกเฮือกใหญ่ ใจของฉินเหยาตัดสินใจได้แล้ว…นางจะออกไปท่องเที่ยว!
หลิวจี้กับหลิวเฝยกลับบ้านมาพร้อมกับพวกต้าหลางสี่พี่น้อง
อินเยว่ไปรับเด็กๆเลิกเรียน ตอนผ่านเรือนเก่า หลิวจี้กับหลิวเฝยก็ออกมาจากข้างในพอดี พวกเขาเลยกลับมาด้วยกัน
ต้าหลางเป็นคนละเอียดอ่อน ช่างสังเกต เพียงแค่มองดูท่าทางฝืนยิ้มของท่านพ่อก็เดาได้ว่าวันนี้ที่บ้านเกิดเรื่องขึ้น
ระหว่างที่เข้าบ้านไปล้างมือเตรียมทานข้าว เขาก็เรียกเอ้อร์หลางมาด้วยกัน สองพี่น้องช่วยกันหลอกล่อเสี่ยวไหลฝูมาสอบถาม “ตอนบ่ายมีใครมาบ้านไหม”
เสี่ยวไหลฝูพยักหน้าแล้วเล่าเรื่องที่อาจารย์มาบ้านตอนบ่ายให้ทั้งสองคนฟัง
เอ้อร์หลางกระซิบถาม “ท่านอาจารย์มาบ้านเราทำไม พวกเขาพูดอะไรกันหรือ”
เสียงในห้องโถงก่อนหน้านี้ค่อนข้างดัง เสี่ยวไหลฝูส่งสายตาให้สองพี่น้องว่า ‘พวกเจ้าอย่าหักหลังข้านะ’ พอได้รับการพยักหน้ายืนยันจากสองพี่น้องถึงได้กระซิบบอกว่า
“ข้าได้ยินไม่ค่อยชัด ได้ยินแค่เหมือนจะพูดอะไรสักอย่างว่าท่านอาจารย์ ป่วย อยู่ได้อีกไม่นาน อะไรทำนองนั้น”
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะถามรายละเอียดก็มีเสียงเรียกของซ่งอวี้กับหลี่ซื่อดังมาจากสวนหลังบ้าน เสี่ยวไหลฝูสะดุ้งโหยงพลางขานรับเสียงเรียกของพ่อแม่และกระซิบกับต้าหลาง เอ้อร์หลาง “ข้าต้องกลับแล้ว”
พูดจบก็เผ่นแน่บไปทันที
“พี่ใหญ่ พี่รอง กินข้าวได้แล้ว!”
ซื่อเหนียงยืนตะโกนอยู่ที่ประตูห้องโถง ดวงตากลมโตมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นพี่ชายสองคนเดินออกมาจากระเบียงทางเดินก็ยิ้มกว้างแล้วพูดอย่างตื่นเต้น “วันนี้ท่านอาอาวั่งลงครัวเองเลยนะ ทำแต่ของที่เราชอบทั้งนั้นเลย”
เด็กหญิงตัวน้อยตั้งปณิธานในใจว่าวันนี้จะกินข้าวสองชาม!
แปลกจัง พี่รองไม่ยิ้มเลย พี่ใหญ่ก็ขมวดคิ้วทำหน้าตาแปลกๆ
ซื่อเหนียงจ้องมองพี่ชายสองคนอยู่ครู่หนึ่งก็ถูกกลิ่นหอมของอาหารบนโต๊ะดึงดูดไป นางรีบวิ่งกลับไปนั่งที่ของตนเองเพื่อรอกินข้าว
ซานหลางกับซื่อเหนียงแย่งกันจะนั่งกับอาเล็ก แต่หลิวจี้กลับย้ายทั้งสองคนออกไปแล้วนั่งลงระหว่างหลิวเฝยกับฉินเหยา
ตั้งแต่เพิ่งจะออกจากบ้านไปจนถึงตอนนี้ คิ้วกระบี่ทั้งสองข้างของหลิวจี้ก็ไม่เคยคลายออกเลย เมื่อเห็นฉินเหยาบอกว่ากินข้าวได้แล้ว การได้ยกตะเกียบขึ้นมาเผชิญหน้ากับอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะก็ยังไม่สามารถทำให้เขาคลายหัวคิ้วลงได้
หลิวจี้มองยุหลิวเฝย หลิวเฝยจึงวางตะเกียบที่เพิ่งจะหยิบขึ้นมาลงอย่างไม่เต็มใจนัก หันไปมองฉินเหยา ปากเพิ่งจะอ้าเปิดก็ถูกนางขัดจังหวะว่า
“มีอะไรก็กินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน” นางกลัวว่าจะได้ยินเรื่องชวนหงุดหงิดแล้วจะส่งผลต่อความอยากอาหารของตนเอง
หลิวเฝยรับคำทันที “อ้อๆ”
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบหมูสามชั้นตุ๋นผักกาดดอง เนื้อหมูที่ติดมันถูกตุ๋นจนนุ่มละมุน ชุ่มฉ่ำไปด้วยกลิ่นหอมของผักกาดดอง พอเข้าปากแล้วก็ละลายทันที ดวงตาของหลิวเฝยเป็นประกายขึ้นมาในทันใด อร่อยมาก! ไม่แปลกใจเลยที่เด็กๆมักจะร้องขอกินกับข้าวที่ท่านอาอาวั่งทำ
อาหารอร่อยสามารถเยียวยาทุกสิ่งได้ ครอบครัวใหญ่ที่คิดกังวลเรื่องราวแตกต่างกันไป ไม่นานนักก็กินข้าวกันอย่างตั้งอกตั้งใจ
พอกินข้าวเสร็จอย่างสบายใจ อินเยว่ก็เก็บถ้วยชาม อาวั่งเช็ดโต๊ะกวาดพื้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องเดินตามทั้งสองคนไปมา ดูแล้วเหมือนจะยุ่งมาก แต่ก็ไม่รู้ว่ายุ่งอะไร
หลิวจี้กับหลิวเฝยมองหน้ากันอีกครั้งอย่างคนตัดสินใจได้พลางมองไปยังฉินเหยาซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อเห็นนางดื่มชารสอ่อนสำหรับล้างปากเสร็จแล้วและเงยหน้ามองมา พวกเขาก็รู้ว่าโอกาสมาถึงแล้ว หลิวเฝยจึงเอ่ยปากขึ้นก่อน
“พี่สะใภ้สาม คืนนี้กลับไปเก็บของ ข้าตั้งใจว่าจะตามขบวนรถม้าของพวกพี่ใหญ่ไปเมืองหลวงของมณฑลในวันพรุ่งนี้แล้วค่อยลงเรือกลับเมืองหลวง”
ฉินเหยาพยักหน้า กำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เดินทางคนเดียวไม่ปลอดภัย ไปถึงเมืองหลวงของมณฑลแล้วค่อยจ้างผู้คุ้มกันสักสองคน ไม่ต้องประหยัดเงินให้ข้า ความปลอดภัยสำคัญที่สุด”
หลิวเฝยรู้สึกอบอุ่นในใจจึงเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ “พี่สะใภ้สาม ไม่น่าจะต้องจ้างผู้คุ้มกันนะขอรับ พี่สามบอกว่าเขาก็อยากจะเข้าเมืองหลวงล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวสอบชุนเหวยในปีหน้า ตั้งใจจะพาอาวั่งไปด้วยกัน จะได้ดูแลกันไปตลอดทาง”
อินเยว่ อาวั่งและพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่กำลังวุ่นวายอยู่ในห้องก็หยุดการกระทำลงพร้อมกันพลางมองไปยังหลิวจี้ที่นั่งไม่ติดที่ราวกับกำลังนั่งอยู่บนกองไฟ
“ท่านพ่อ สอบชุนเหวยปีหน้า ท่านเข้าเมืองหลวงปีนี้จะไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ” ซื่อเหนียงถามอย่างประหลาดใจ เมื่อจู่ๆก็ได้รู้ว่าท่านพ่อจะเดินทางไกล นางทั้งไม่อยากให้ไปทั้งเสียใจและยังโกรธมากด้วย
ไหนบอกว่าจะพาพวกนางไปเที่ยวชมสวนวาดภาพแล้วยังจะอยู่ซ้อมฉินเป็นเพื่อนนางไงเล่า!
ตอนที่ 600: ทั้งครอบครัวมุ่งสู่เมืองหลวง
สายตาอ้อนวอนเล็กๆคู่นั้นทำให้ใจของหลิวจี้เจ็บแปลบ บิดาแก่ๆถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยแล้วยื่นมือไปลูบหัวลูกสาวเพื่อปลอบโยน
ซื่อเหนียงแค่นเสียงในลำคอ ถลึงตาใส่เขาแล้วหันหน้าหนี
หลิวจี้จนปัญญาทำได้เพียงสารภาพกับฉินเหยาอย่างตรงไปตรงมา
“เมียจ๋า ข้าจะพูดความจริงกับเจ้า ยิ่งคิดถึงคำพูดของเจ้าเด็กเจินอวี้ไป๋นั่นข้าก็ยิ่งใจคอไม่ดี ดังนั้นข้าเลยอยากจะไปเมืองหลวงกับเจ้าสี่ดูสักหน่อย ไปดูครู่เดียวแล้วข้าจะกลับมาเลยจริงๆนะ!”
พูดจบก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของนางอย่างระมัดระวัง
ทว่าอารมณ์ต่างๆที่คาดการณ์ไว้กลับไม่มีปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย นางกลับเอาแต่จ้องมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่างทำเอาหลิวจี้ใจเต้นไม่เป็นส่ำ ไม่รู้ว่านางเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกันแน่
อาวั่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “ข้าไม่ไป”
นอกจากฉินเหยา ทุกคนต่างมองเขาด้วยความประหลาดใจ
หลิวจี้นั้นตกใจที่สุด เขาคุ้นชินกับการมีอาวั่งเดินทางไปด้วยนานแล้ว ความรู้สึกปลอดภัยเต็มเปี่ยมเช่นนั้น มีเพียงสตรีใจร้ายเท่านั้นที่พอจะแทนที่ได้
แต่สตรีใจร้ายคือคนที่เขาจะเชิญให้ติดตามไปด้วยได้หรือ เห็นได้ชัดว่าไม่ เจ้าหลิวสามผู้นี้ยังรู้จักเจียมตัวอยู่บ้าง
ดังนั้น…
“อาวั่ง ทำไมเจ้าไม่ไป” หลิวจี้ถามอย่างร้อนรน หากไม่มีอาวั่งแล้วเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร!
อาวั่งเอ่ยตอบ “ข้าไม่ไปเมืองหลวง”
หมายความว่าสามารถไปที่อื่นได้งั้นหรือ ฉินเหยาเหลือบมองอาวั่ง อีกฝ่ายราวกับสามารถสัมผัสได้จึงเงยหน้าขึ้นสบตานาง
สี่ตาประสานกัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตกอยู่ในความเงียบงัน
ฉินเหยากล่าว “ข้ารู้แล้ว ข้าเคารพการตัดสินใจของเจ้า เช่นนั้นทุกคนเงียบก่อน ข้ามีเรื่องจะประกาศเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องอะไรรึ” หลิวจี้ถามเสียงเบาหวิว กลัวว่านางจะปฏิเสธการตัดสินใจไปเมืองหลวงของตน
สิ้นเสียงก็เป็นไปตามคาด บนใบหน้าของหลิวจี้ปรากฏสีหน้าซับซ้อนน่าดูชมอย่างยิ่ง ทั้งตกตะลึง ยินดีเหลือล้น ไม่อยากเชื่อ ต้องยืนยันซ้ำอีกครั้งแล้วก็ถูมืออย่างตื่นเต้น
หลิวจี้กำลังจะเอ่ยปากพูด ฉินเหยาก็ยกมือขึ้น ก่อนจะกล่าวกับทุกคนว่า
“ข้ารู้ว่าทุกคนประหลาดใจและอาจจะไม่ได้อยากไปกับข้า พวกเจ้าลองกลับไปคิดดูก่อนหนึ่งคืนแล้วค่อยมาบอกการตัดสินใจกับข้า”
คำพูดนี้กล่าวกับอาวั่งและอินเยว่
ส่วนเด็กทั้งสี่ในบ้าน ในเมื่อพวกเขาเรียกนางว่าท่านแม่ นางย่อมตัดสินใจแทนพวกเขาได้ ทั้งครอบครัวจะไปเมืองหลวงด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ไม่รอให้คนในห้องได้พูดอะไร ฉินเหยาก็เริ่มเตรียมการในทันที
เนื่องจากเวลากระชั้นชิด แต่เรื่องที่ต้องเตรียมการกลับมีมากมายจึงไม่อาจชักช้าได้แม้แต่น้อย
นับตั้งแต่ตัดสินใจว่าจะออกไปดูโลกภายนอกจนถึงตอนนี้ที่ตัดสินใจจะไปเมืองหลวง ช่วงเวลาที่ผ่านมาฉินเหยาขบคิดแผนการต่างๆ ในหัวมาตลอดและได้วางแผนการเดินทางไว้เรียบร้อยแล้ว
เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการส่งมอบตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของนาง
ฉินหยามองไปยังอินเยว่แล้วสั่งว่า “อาเยว่ พรุ่งนี้เช้าเจ้าไปหาหลิวต้าฝูและหลิวหยาง บอกพวกเขาว่ามะรืนนี้จะมีการประชุมเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ ให้ชาวบ้านทุกคนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนไปรวมตัวกันที่ศาลบรรพชนในตอนค่ำของวันมะรืน”
อินเยว่ยังคงมึนงง ไม่ทันจะได้ตกใจกับการตัดสินใจไปเมืองหลวงอย่างกะทันหันของอาจารย์ก็รีบพยักหน้ารับภารกิจนี้
ฉินเหยาชี้ไปยังหลิวเฝยที่กำลังอ้าปากค้าง “เจ้าสี่ เจ้าหุบปากลงเสีย แผนการย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ วันนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เจ้ามานี่ ข้ามีเรื่องจะสั่งเจ้า”
“โอ้…ขอรับ!” หลิวเฝยเดินไปตรงหน้านางราวกับนักเรียนที่ถูกอาจารย์เรียกให้ตอบคำถาม เขายืนตัวตรงอย่างสงบเสงี่ยม แต่แท้จริงแล้วกลับประหม่าจนแทบสิ้นสติ
ฉินเหยากล่าว “เจ้าก็ทำตามแผนเดิมที่วางไว้คือกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้ เจ้าเดินทางคนเดียวตัวเปล่า นั่งเรือไปทางน้ำจะเร็วกว่า ไปถึงเมืองหลวงก่อนเพื่อรอรับพวกเราแล้วถือโอกาสสืบเรื่องของท่านอาจารย์กงเหลียงเหลียวให้ชัดเจนด้วย”
สำหรับการแสดงความเป็นมิตรอย่างกะทันหันของเจินอวี้ไป๋ในวันนี้ ฉินเหยายังคงระแวดระวังอยู่เสมอ แม้เจินอวี้ไป๋จะดูไม่เหมือนคนพูดปด แต่นางก็ต้องยืนยันด้วยตนเองอีกครั้ง จะเชื่อทุกคำพูดของคนอื่นและปล่อยให้ใครมาจูงจมูกไม่ได้
หลิวเฝยตระหนักได้แล้วว่าการตัดสินใจเข้าเมืองหลวงที่พี่สะใภ้สามพูดมานั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น นางเอาจริง ในใจจึงอดตื่นเต้นขึ้นมาบ้างไม่ได้ เขารีบรับคำอย่างหนักแน่น “พี่สะใภ้สามวางใจได้ พอถึงเมืองหลวง ข้าจะรีบไปสืบข่าวของท่านอาจารย์ทันที”
“พี่สะใภ้สาม พวกท่านออกเดินทางเมื่อใดอย่าลืมส่งข่าวมาให้ข้าด้วยนะขอรับ ข้าจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า”
ฉินเหยาพยักหน้า เห็นว่าฟ้ามืดแล้ว พรุ่งนี้หลิวเฝยยังต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทางจึงโบกมือไล่ “เช่นนั้นเจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด การจัดการในหมู่บ้านเหล่านี้ไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของเจ้าแล้ว ไม่ต้องไปกังวลเรื่องที่ไม่จำเป็น”
หลิวเฝยยังอยากจะอยู่ต่อ แต่เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็ได้แต่กลับไปก่อน
ก่อนจะไปก็ไม่ลืมหันกลับไปขยิบตาให้พี่สามของตนซึ่งดีใจจนทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว คราวนี้พี่สามมีความสุขอีกแล้วสิ
มีพี่สะใภ้สามเข้าเมืองหลวงไปด้วยกัน ยังจะต้องกลัวอะไรอีก เดินกร่างได้เลย!
ยังไม่ทันถึงเมืองหลวง หลิวเฝยก็เริ่มกังวลแล้วว่าพี่สามตัวแสบของเขาจะไปก่อเรื่องเดือดร้อนมากเพียงใดในสถานที่ที่เดินไม่กี่ก้าวก็เจอเข้ากับคุณชายสูงศักดิ์หรือท่านหญิงเข้า
โชคดีที่ครั้งนี้มีพี่สะใภ้สามคอยคุม เขาจึงไม่ต้องเป็นคนโชคร้ายที่คอยตามเช็ดตามล้างให้พี่สาม
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลิวเฝยก็พลันรู้สึกโล่งใจ เหลือแค่ไม่ได้ตะโกนออกมาว่าพี่สะใภ้สามอายุยืนหมื่นปีเท่านั้น!
หลังจากส่งหลิวเฝยแล้ว อาวั่งก็ปิดประตูเรือน ในห้องจึงเหลือเพียงคนในครอบครัว
ซ่งอวี้และหลี่ซื่อก็ถูกอินเยว่เรียกมาด้วย บรรยากาศจริงจังเคร่งขรึมขึ้น
ฉินเหยากล่าวกับสองสามีภรรยาซ่งอวี้ว่า “เรื่องเข้าเมืองหลวงเมื่อครู่พวกเจ้าก็รู้แล้ว พวกเจ้าอยู่ที่นี่ ดูแลบ้านและโรงงานเครื่องเขียนให้ข้าให้ดี หลี่ซื่อ ซ่งอวี้ต้องยุ่งกับเรื่องในโรงงานเครื่องเขียนจนไม่มีเวลาว่าง ต่อไปนี้ที่ดินและสวนผลไม้ทั้งหมดในบ้านให้เจ้าเป็นผู้ดูแล ผลกำไรหนึ่งส่วนถือเป็นค่าตอบแทนส่วนตัวของเจ้า”
หลี่ซื่อทั้งตกใจทั้งดีใจ ที่ดีใจก็เพราะตนมีความสามารถอันใด ฮูหยินถึงได้ให้ความสำคัญกับนางเช่นนี้ ถึงขั้นมอบหมายเรื่องสำคัญเช่นนี้ให้นางดูแล
ที่ตกใจก็คือตนไม่มีประสบการณ์ในการดูแลไร่นาหรือร้านค้าเลยแม้แต่น้อยจึงอดหวาดหวั่นไม่ได้ “ฮูหยินเจ้าขา ข้า…ข้าเกรงว่าจะทำไม่ได้…”
ฉินเหยาขัดจังหวะขึ้นอย่างแข็งขันพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มและแววตาที่แน่วแน่ว่า “ข้าบอกว่าเจ้าทำได้ เจ้าก็ต้องทำได้! เชื่อมั่นในตัวเองเถิด นี่ไม่ใช่เรื่องยากอันใด”
นางกล่าวกับซ่งอวี้ด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าช่วยสอนหลี่ซื่อให้มากหน่อย อย่าให้ผลประโยชน์รั่วไหลไปถึงมือคนนอก วิชาความรู้เต็มหัวของเจ้าถ่ายทอดให้ภรรยาตัวเองย่อมดีกว่ามอบให้คนนอกอยู่แล้ว วันหน้าเจ้าสองสามีภรรยาร่วมแรงร่วมใจกัน ข้าจะได้วางใจ”
ซ่งอวี้และหลี่ซื่อสบตากัน สองสามีภรรยาขานรับพร้อมกัน “ขอรับ/เจ้าค่ะ!”
หลังจากจัดการเรื่องทรัพย์สินในบ้านเสร็จ ฉินเหยาก็กำชับหลี่ซื่อกับอินเยว่ให้เตรียมสัมภาระสำหรับการเดินทางไกลในอีกห้าวันข้างหน้าของคนในครอบครัว
“อาวั่ง พรุ่งนี้เจ้านำรถม้าไปตรวจสภาพในเมือง ส่วนใดที่ต้องเสริมความแข็งแรงก็จัดการให้เรียบร้อย”
“หลิวจี้ พรุ่งนี้เจ้าไปสำนักศึกษาตระกูลติงพร้อมกับพวกเด็กๆ จัดการเรื่องลาออกให้เรียบร้อยแล้วมอบสิทธิ์สี่สิทธิ์ของลูกๆ บ้านเราไปให้ลูกหลานบ้านอื่นแทน”
ล้วนเป็นสิทธิ์ที่ใช้เงินซื้อมาทั้งนั้น จะให้ฮูหยินผู้เฒ่าติงได้ประโยชน์ไปเปล่าๆ ไม่ได้
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาก็สั่งพวกต้าหลางสี่พี่น้องเป็นการส่วนตัว
“พวกเจ้าก็รีบไปเก็บสัมภาระของตัวเองให้เรียบร้อยเถอะ จำไว้ว่ารถม้ามีแค่คันเดียว ดังนั้นจะเอาอะไรไปไม่เอาอะไรไป พวกเจ้าต้องตัดสินใจชั่งน้ำหนักให้ดี”
ฉินเหยายิ้มละไมพลางตบเบาๆที่ศีรษะเล็กๆ ทั้งสี่ซึ่งตกตะลึงกับข่าวการเข้าเมืองหลวง “คำแนะนำส่วนตัวของข้าคือ เอาไปแต่สิ่งที่จำเป็นที่สุด ทิ้งภาระที่ไม่จำเป็นไปเสีย ถึงจะเดินทางได้เร็วขึ้นไกลขึ้น ได้เห็นทิวทัศน์ที่มากขึ้น”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องสบตากันอย่างยากจะเก็บงำความตื่นเต้นเอาไว้ได้ “พวกข้ารับทราบแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ!”
จบตอน
Comments
Post a Comment