stepmother ep601-610

ตอนที่ 601: แค่ได้ไปสัมผัสก็เพียงพอแล้ว


ค่ำคืนนี้ถูกกำหนดให้เป็นค่ำคืนที่มิอาจข่มตาหลับลงได้


หลิวจี้กลับมาถึงห้องหนังสือก็หยิกต้นขาตนเองอย่างแรง เจ็บปวดจนต้องแยกเขี้ยวยิงฟัน ในที่สุดจึงเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องโถงเมื่อครู่นี้เป็นเรื่องจริง


เขาทนไม่ไหวจึงกระโดดโลดเต้นอยู่ในห้องอยู่นานสองนาน อารมณ์ตื่นเต้นยินดีถึงได้สงบลงเล็กน้อย


เมื่อเอนกายลงบนเตียง หลิวจี้ก็อดคิดถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง สภาพการณ์ของท่านอาจารย์ ความเย็นชาของศิษย์พี่ตัวน้อยและเหตุผลที่สตรีใจร้ายในบ้านตัดสินใจเช่นนี้ไม่ได้


เหตุผลนั้นยังคิดไม่ออก แต่…ยามที่นางเอ่ยปากตัดสินใจว่าทั้งครอบครัวจะเข้าเมืองหลวงในวันนี้ ช่างงดงามอย่างยิ่ง!


หลิวจี้ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะแล้วหัวเราะคิกคักออกมา จากนั้นก็บิดตัวด้วยความดีใจอยู่บนเตียงดังหนอนตัวหนึ่ง


หากนี่ไม่เรียกว่ารักแล้วสิ่งใดเล่าจึงจะใช่!


ทางด้านห้องเด็ก ต้าหลางที่กำลังรวบรวมของล้ำค่าของตนเองออกมาเพื่อเตรียมคัดเลือกพลันหูผึ่งขึ้นมา เสียง ‘คิกคิกคิก’ นั่นมันเสียงประหลาดอันใดกัน


เขาเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของเอ้อร์หลางแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าได้ยินเสียงประหลาดอันใดหรือไม่”


ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ เอ้อร์หลางตกใจกับคำถามกะทันหันนี้ของพี่ใหญ่ เขาจึงกลั้นหายใจตั้งใจฟัง ในใจยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นเข้าไปใหญ่ “พี่ใหญ่ ไม่มีเสียงประหลาดอันใดเลยนะ…”


ต้าหลางขมวดคิ้วแล้วลองฟังอีกครั้ง ดูเหมือนจะไม่มีแล้วจริงๆ มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ดังสวบสาบเท่านั้น


“ไม่มีอันใดแล้ว พวกเราเก็บสัมภาระกันต่อเถิด” ต้าหลางโบกมือ เอ้อร์หลางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วจัดของของตนเองต่อไป


สำหรับเขาแล้ว ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าตำราอีกแล้ว


เขาคัดตำราที่ตนเองท่องจนจำได้ขึ้นใจแล้วออก นำเล่มที่ยังจำได้ไม่ละเอียดใส่ลงไปในหีบหนังสือ นี่คือทั้งหมดที่เขาเตรียมจะนำไปยังเมืองหลวงด้วย


ส่วนเสื้อผ้าและรองเท้า ในเมื่อท่านแม่บอกว่ามีรถม้าเพียงคันเดียว เช่นนั้นเมื่อถึงเวลาก็สวมหนึ่งชุดพกไปหนึ่งชุดก็พอ หากขาดเหลือสิ่งใด เมื่อถึงที่นั่นแล้วค่อยซื้อหาก็แล้วกัน


ภายใต้สายตาคาดหวังของน้องชายน้องสาว เอ้อร์หลางก็ดึงเอากระปุกออมสินของสี่พี่น้องออกมาจากใต้เตียง มันเป็นหีบไม้ใบไม่ใหญ่ แต่ยกขึ้นมาแล้วกลับหนักอึ้ง


ซานหลางเท้าคางเร่งเร้าอย่างคาดหวัง “พี่รอง ข้ายังเหลือเงินอยู่เท่าใด”


ต้าหลางและซื่อเหนียงต่างก็จับจ้องไปยังหีบไม้ใบเล็กนั้นอย่างคาดหวังเช่นกัน ข้างในนั้นคือเงินค่าขนมและเงินอั่งเปาที่พวกเขาเก็บสะสมมาตลอดสองปีนี้ อีกทั้งยังมีเครื่องเงินเครื่องหยกมีค่าที่ท่านแม่มอบให้ด้วย


ห้องในบ้านมีจำกัด สี่พี่น้องอยู่ห้องเดียวกัน พื้นที่เก็บของที่เหลืออยู่จึงไม่เพียงพอให้แต่ละคนเก็บของสำคัญของตนเองได้จึงนำมารวมไว้ที่เดียวกันแล้วมอบให้เอ้อร์หลางเป็นผู้ดูแล


เขาคิดบัญชีได้ชัดเจน ใครเบิกไปเท่าใด คืนมาเท่าใด เหลือเท่าใดล้วนจำได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นต้าหลาง ซานหลางและซื่อเหนียงจึงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ที่ให้เขาเป็นผู้ดูแลเงิน


เอ้อร์หลางก็ไม่ได้ทำเปล่าๆ เขาเก็บค่าดูแลด้วย คนละห้าเหวินต่อเดือน ถือเป็นราคามิตรภาพ มีคุณธรรมอย่างยิ่ง


เอ้อร์หลางหยิบพวงกุญแจที่แขวนอยู่บนคอออกมาแล้วใช้ดอกหนึ่งในนั้นเปิดหีบเงิน ด้านในเต็มไปด้วยเหรียญเงินและเศษเงินตำลึง อีกทั้งยังมีสมุดบัญชีเล่มเล็กอยู่ด้วย


เอ้อร์หลางเปิดสมุดบัญชีแล้วชี้ไปที่พี่ใหญ่ “ไม่รวมของมีค่าอื่นๆ พี่ใหญ่มีเงินสองตำลึงสามเฉียนพอดี”


แล้วชี้ไปที่ซานหลางที่กำลังมองมาด้วยแววตาคาดหวังพร้อมกล่าวอย่างรังเกียจ “เจ้ายังเหลือเงินห้าสิบเหวิน!”


ซานหลางที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังถึงกับผิดหวังอย่างใหญ่หลวง เขาถามอย่างไม่เชื่อ “เหตุใดข้าจึงมีเพียงห้าสิบเหวิน แต่พี่ใหญ่กลับมีถึงสองตำลึงกว่าเล่า”


ซื่อเหนียงกลอกตาใส่เขา “ทุกวันที่เจ้าเลิกเรียนจะต้องเบิกสิบเหวินไปซื้อของกินในเมือง เจ้าจำไม่ได้แล้วหรือ”


ซานหลางแค่นเสียง “พวกเจ้าก็ได้กินด้วยนี่นา!”


ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงต่างมองหน้ากันแล้วนิ่งเงียบไป ในจุดนี้พวกเขาต้องยอมรับว่าซานหลางใจกว้างมากจริงๆ มีของดีก็แบ่งปันให้พวกเขาทุกครั้ง


“ก็ได้ ก็ได้ ข้าให้เจ้าห้าสิบเหวิน” ต้าหลางรู้สึกว่าตนเองเป็นพี่ชายคนโตจึงเป็นฝ่ายควักเงินห้าสิบเหวินออกมาปลอบใจน้อง


ซานหลางยิ้มร่าในทันที ลืมความไม่พอใจไปจนหมดสิ้นแล้วรอชมน้องสาวว่ายังเหลือเงินเท่าใด


เอ้อร์หลางมองดูบัญชีแล้วตกใจเล็กน้อย “ซื่อเหนียงยังมีเงินสามตำลึงห้าเฉียน”


ซื่อเหนียงงอนิ้วนับในใจอีกครั้ง ตรงกับจำนวนในความทรงจำของนางพอดิบพอดีจึงมองพี่ใหญ่และพี่เล็กอย่างภาคภูมิใจแล้วยิ้ม “ข้ามีมากที่สุด”


“นั่นก็ไม่แน่หรอกนะ” ต้าหลางชี้ไปที่เอ้อร์หลาง เจ้าเด็กนี่ต่างหากที่ร่ำรวยที่สุด


เอ้อร์หลางแสร้งทำเป็นถ่อมตนแล้วยิ้ม ก่อนจะบอกยอดเงินฝากของตนเอง “สิบเอ็ดตำลึงแปดเฉียนกับอีกยี่สิบห้าเหวิน”


ซานหลางและซื่อเหนียงตกใจมาก “เหตุใดท่านจึงมีมากถึงเพียงนี้?!”


เห็นๆกันอยู่ว่าท่านแม่ให้เงินค่าขนมเท่ากันทุกเดือน พวกเขายังเห็นเอ้อร์หลางให้สหายร่วมชั้นเรียนยืมเงินเพื่อเช่าตำราอ่านอยู่บ่อยครั้ง แต่เหตุใดจึงมีเงินมากกว่ามากมายถึงเพียงนี้ได้


ต้าหลางซึ่งเรียนอยู่สำนักศึกษาเดียวกับเอ้อร์หลางเอ่ยความจริงออกมาด้วยอารมณ์ซับซ้อน “เขาไปตั้งแผงที่สำนักศึกษา ช่วยคนอื่นคัดลอกตำรา”


แน่นอนว่า การคัดลอกตำราเป็นวิธีการพูดที่นุ่มนวลเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทุบตี


ในความเป็นจริงแล้ว เอ้อร์หลางจะนำการบ้านของสหายร่วมชั้นเรียนกลับมาแล้วคัดลอกให้พวกเขาโดยตรง คิดค่าบริการครั้งละยี่สิบเหวิน หากการบ้านมีปริมาณมากก็จะเก็บเงินเพิ่มอีกหลายสิบเหวิน


แต่!


นี่ก็ยังไม่ใช่รายได้หลัก


แหล่งที่มาสำคัญที่สุดคือการขายสมุดบันทึกในชั้นเรียนของเขา เล่มละห้าร้อยเหวิน เป็นกระดาษบางๆเพียงไม่กี่หน้าเท่านั้น แต่กลับเก็บเงินโดยไม่ปรานีเลย


ในสำนักศึกษา นักเรียนที่ไม่อยากได้รับคำชมจากท่านอาจารย์ก็ไม่ใช่คุณชายเสเพลที่ผ่านมาตรฐาน!


การบ้านของเอ้อร์หลางได้ที่หนึ่งมาโดยตลอด ทุกครั้งที่อาจารย์อบรมสั่งสอนนักเรียนคนอื่นๆ ก็จะยกเขาขึ้นมาเอ่ยชมทุกครั้งจึงได้กลายเป็นต้นแบบไปโดยไม่รู้ตัว


จากนั้นสมุดบันทึกในชั้นเรียนของนักเรียนต้นแบบอันดับหนึ่งผู้นี้ก็ได้กลายเป็นการค้าที่ทำกำไรได้ขึ้นมา


เอ้อร์หลางเก็บเงินทั้งหมดกลับคืนมา ลงกลอนหีบเงินแล้วใส่ลงในพื้นที่ว่างสุดท้ายของหีบหนังสือ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “นี่คือสุภาพชนรักในทรัพย์สิน ย่อมหามาโดยชอบธรรม พวกเจ้าคนธรรมดาย่อมไม่เข้าใจหรอก”


ต้าหลาง “เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะทุบตีเจ้า?”


ซานหลางและซื่อเหนียงต่างก็พร้อมใจกันทำหน้าทะเล้นแล้วหันหลังกลับไปเก็บของของตนเองอย่างพร้อมเพรียง ไม่สนใจพี่รองอีกต่อไป


พวกเขาย่อมไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าตนเองกำลังอิจฉาตาร้อน


ซานหลางเก็บของเล่นใส่หีบหนังสือไปครึ่งใบ ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งบอกว่าจะเอาของกินอร่อยๆ ของอำเภอไคหยางใส่เข้าไปให้หมดเพื่อไม่ให้ไปถึงเมืองหลวงแล้วไม่มีอะไรกิน


ซื่อเหนียงบ่นพี่เล็กว่าโง่ “เมืองหลวงใหญ่โตปานนั้น ของอร่อยย่อมมีมากกว่าที่นี่ตั้งมากมาย อยากกินอะไรก็ย่อมมีทั้งหมด”


แต่พอถึงตาตนเองบ้าง ตำราก็ต้องเอาไป เสื้อผ้าสวยๆก็ต้องเอาไป ของเล่นก็ต้องเอาไป ยังมีฉินที่เพิ่งได้มายังไม่ทันจะอุ่นมือ หีบหนังสือใบเดียวใส่ไม่พอจริงๆ!


สุดท้าย ซื่อเหนียงก็ต้องยอมละทิ้งเสื้อผ้าสวยๆกับของเล่นไป เอาไปแค่ตำรากับฉินที่กินพื้นที่มากของนาง


ในหมู่บ้านเล็กๆนอกลานบ้านเงียบสงบ ชาวบ้านต่างเข้าสู่ห้วงนิทราไปนานแล้ว สี่พี่น้องดับเทียนไข นอนลงบนเตียงของตนเอง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ข่มตาให้หลับลงไม่ได้


ความตื่นเต้นและความยินดีที่มาเยือนอย่างล่าช้าหลั่งไหลเข้ามาในใจ โลกที่ไม่รู้จักกำลังรอให้พวกเขาไปสำรวจ ท่านแม่ที่หัวสมัยใหม่และท่านพ่อที่ไม่เอาไหนทำให้สี่พี่น้องต่างตั้งตารอคอยการเดินทางครั้งใหม่นี้เป็นอย่างยิ่ง


ส่วนจะกลับมาเมื่อใด ไปเมืองหลวงนานเท่าใด สำนักศึกษาแห่งต่อไปจะอยู่ที่ไหน เมื่อมีท่านแม่อยู่ด้วย พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเพราะท่านแม่บอกว่า วัยของพวกเขา แค่ได้ไปสัมผัสโลกใบนี้ก็เพียงพอแล้ว


ตอนที่ 602: ตะวันยังคงขึ้นเหมือนเช่นเคย


น้องชายน้องสาวค่อยๆหลับใหลไป ในห้องที่มืดสนิทมีเพียงต้าหลางที่ยังคงลืมตาอยู่


ของที่เขานำไปมีไม่มาก กระบี่เล่มเล็กที่อาเล็กมอบให้พกติดตัว หนังสติ๊ก คันธนูและมีดสั้นถูกเก็บลงหีบแล้ว ตำรามีเพียงสองเล่ม เล่มที่ไม่มีก็ตั้งใจจะไปยืมจากเอ้อร์หลาง จะได้ประหยัดแรงตนเอง


แต่ยังมีของสำคัญอย่างยิ่งสิ่งหนึ่งที่เขาไม่สามารถนำไปด้วยได้และก็หาใครให้ยืมไม่ได้เช่นกัน


อาวั่งไม่ไปเมืองหลวง เมื่อครู่นี้ที่ห้องโถงเขาแสดงท่าทีชัดเจนแล้ว


ฉินเหยาก็เลือกที่จะเคารพการตัดสินใจของเขา


เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ในใจของต้าหลางก็รู้สึกอัดอั้นตันใจ ความตื่นเต้นและยินดีที่จะได้ไปสำรวจดินแดนใหม่จางหายไป เหลือเพียงความอ่อนล้าและจนใจเต็มอก


เด็กหนุ่มเพิ่งตระหนักได้เป็นครั้งแรกว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนนั้น แท้จริงแล้วช่างเปราะบางยิ่งนัก


เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้ใดได้และก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อผู้ใดได้เช่นกัน


แม้แต่พี่น้องร่วมสายเลือด พวกเขาก็ล้วนเป็นปัจเจกบุคคลที่มีความคิดเป็นของตนเอง จะไม่หยุดอยู่กับที่เพื่อผู้ใดตลอดไป


ทุกคนต่างมีเส้นทางของตนเองที่ต้องเดิน


ต้าหลางยังคิดไม่ออกว่าเส้นทางที่ตนเองจะเดินนั้นเป็นอย่างไร สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ดูเหมือนจะยังห่างไกลไปหน่อย แต่เขาอยากรู้ว่าเส้นทางที่ท่านอาอาวั่งจะเดินนั้นเป็นเช่นไร


ในเมื่อนอนไม่หลับแล้ว พรุ่งนี้เช้าต้องไปลาออก ท่านพ่อจอมขี้เกียจผู้นั้นย่อมไม่พาพวกเขาออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เป็นแน่ นอนดึกหน่อยก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็ตื่นทันอยู่แล้ว


ต้าหลางลุกพรวดขึ้นจากเตียง สวมรองเท้าสวมเสื้อผ้าแล้วค่อยๆย่องออกจากห้องอย่างแผ่วเบา คลำทางในความมืดไปยังห้องใต้หลังคาที่สวนหลังบ้าน


เพิ่งจะถึงชั้นล่าง ยังไม่ทันได้เคาะประตู ประตูก็ถูกลมพัดเปิดออกเอง เผยให้เห็นช่องว่างที่พอให้คนหนึ่งคนเข้าออกได้พอดี


ต้าหลางตบหน้าอกเพื่อปลอบขวัญหัวใจดวงน้อยที่ตกใจของตนเอง ชะโงกศีรษะเข้าไปมองข้างใน ทันใดนั้นตะเกียงดวงหนึ่งก็สว่างขึ้น อาวั่งถือเชิงเทียนยืนอยู่ข้างในนั้น


“ท่านอาอาวั่ง!” ต้าหลางเดินเข้าไปอย่างตื่นเต้นแล้วถามเสียงเบา “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามา”


อาวั่งพยักหน้า ชี้ไปที่ห้องใต้หลังคา ส่งสัญญาณให้เขาขึ้นไปก่อน ส่วนตนเองรออยู่ด้านหลังเพื่อปิดประตูแล้วจึงถือเชิงเทียนตามขึ้นไป


“เจ้ามาทำอันใด” อาวั่งถามอย่างไม่เข้าใจ


ต้าหลางปูที่นอนบนพื้นแล้วนั่งขัดสมาธิอย่างคุ้นเคย เขาเงยหน้าขึ้นมองอาวั่งที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างแล้วถามว่า “ท่านอาอาวั่ง ท่านไม่ไปเมืองหลวงกับพวกเราจริงๆหรือ


อาวั่งพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่ไป เมื่อครู่ก็พูดไปแล้ว” ดังนั้นเขาจึงไม่พอใจนักที่เด็กหนุ่มมาถามซ้ำอีกราวกับว่าฟังภาษาคนไม่เข้าใจ


ต้าหลางฝึกวรยุทธ์กับอาวั่ง แม้จะไม่ถึงกับเข้าใจนิสัยใจคอของเขาถึงสิบส่วน แต่ก็เข้าใจอยู่เจ็ดแปดส่วน


ปกติแล้วเขาจะไม่พูดจาบ่ายเบี่ยง ไปก็คือไป ได้ก็คือได้ ทุกคำที่พูดออกมาไม่ต้องขบคิดเพราะมันมีความหมายตามตัวอักษรทุกประการ


“ก็ได้ขอรับ เช่นนั้นพวกเราไปเมืองหลวงแล้ว ท่านอยู่คนเดียวเตรียมจะทำอันใดหรือ” ต้าหลางถามด้วยความเป็นห่วง


อาวั่งดูเหมือนจะกำลังคิดอย่างจริงจัง ผ่านไปสองสามวินาทีจึงตอบว่า “ปลูกผักปลูกแตงเย็นต่อไปแล้วก็เลี้ยงดอกไม้สักสองสามกระถาง”


เขาเห็นที่เรือนเก่านางชิวก็เลี้ยงไว้สองกระถาง ดูน่าสนใจดี


เมื่อเห็นท่าทีรอคอยของอาวั่ง ต้าหลางก็จำต้องยอมรับว่าในใจตนเองนั้นเสียใจมาก เขาพึมพำเสียงต่ำ “เช่นนั้นท่านก็ไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์พวกเราบ้างเลยหรือ”


“นิดหน่อย” อาวั่งตอบตามความจริง


เขากวักมือเรียกให้ต้าหลางขยับเข้ามาใกล้ขึ้นแล้วใช้ฝ่ามือใหญ่หนาตบลงบนบ่าของเด็กหนุ่มเบาๆ “การฝึกวรยุทธ์มิใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน จำเป็นต้องยืนหยัดในระยะยาว แม้ไม่มีอาจารย์ที่เข้มงวดคอยกำกับดูแลก็ต้องขยันหมั่นเพียรฝึกฝนอย่างหนัก”


ต้าหลางขานรับเสียงอู้อี้ “อืม” เรื่องนี้เขารู้ดี ต่อให้ท่านอาอาวั่งไม่กำชับ เขาก็จะยืนหยัดฝึกวรยุทธ์ทุกวัน


เพียงแต่…


“ท่านอาอาวั่ง การไปเมืองหลวงครั้งนี้ แม้ท่านแม่จะไม่ได้บอกว่าไปนานเท่าใด แต่อย่างไรก็คงต้องรอจนกว่าท่านพ่อจะทราบผลสอบชุนเหวย เกรงว่าการไปครั้งนี้อาจจะเป็นเวลาหลายปี หรือไม่ก็...”


เด็กหนุ่มพลันหยุดพูด อาวั่งจึงถามต่อด้วยความสงสัย “หรือไม่ก็อันใด”


“…ไม่กลับมาอีกเลย” ต้าหลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทันใดนั้นเขาก็คว้ามือของอาวั่งไว้แล้วถามเขาว่า “ท่านอาอาวั่ง ท่านจะรอพวกเราอยู่ที่บ้านตลอดไปหรือไม่”


อาวั่งตอบ “ไม่รู้”


คำตอบที่คาดเดาได้นี้ทำให้เด็กหนุ่มเสียใจอย่างเห็นได้ชัด เขาก้มหน้าลงค่อยๆคลายมือออกแล้วนิ่งเงียบไม่พูดจา


อาวั่งเร่ง “ไปนอนเถิด ข้าเองก็จะนอนแล้ว”


พรุ่งนี้เขายังต้องตื่นแต่เช้าเข้าเมืองไปตรวจดูรถม้าแล้วค่อยซื้อม้าฝีเท้าดีกลับมาอีกสองตัวตามคำสั่งของฮูหยินเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง


ต้าหลางมองอาวั่งที่ไม่มีความรู้สึกผันผวนใดๆด้วยความน้อยใจ มิน่าเล่าความสุขและความทุกข์ของมนุษย์เราจึงไม่เหมือนกัน!


“เช่นนั้นข้าขอตัว” ต้าหลางลุกขึ้นจากที่นอน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือปนความน้อยใจ ประสานหมัดคารวะแล้วหันหลังวิ่งตึงตังลงบันไดกลับห้องไป


ก่อนจะผลักประตูห้องเด็กเข้าไป ต้าหลางก็ได้ยินเสียงถอนหายใจยาวดังมาจากห้องใต้หลังคา


บางที การที่คนเราได้พบเจอกันก็เป็นเรื่องยากแล้ว ควรจะทะนุถนอมทุกช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันไว้จะดีกว่า


ในค่ำคืนนี้ เด็กหนุ่มได้ลิ้มรสชาติของการจากลาและยังเข้าใจด้วยว่าทุกคนเป็นเพียงผู้สัญจรผ่านในชีวิตของผู้อื่น มิใช่ตัวเอก


สรุปได้ว่า โลกใบนี้ไม่ว่าขาดผู้ใดไป ตะวันก็ยังคงขึ้นเหมือนเช่นเคย


เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น รถม้าก็ถูกอาวั่งขับเข้าเมืองไปแล้ว


เวลาที่หลิวจี้พาเด็กๆไปยังสำนักศึกษาตระกูลติงนั้นค่อนข้างสายจริงๆ ต้าหลางหาวหวอดๆ ปลุกน้องชายน้องสาวให้ลุกขึ้น พ่อลูกทั้งห้าล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย กินอาหารเช้าที่บ้านเสร็จแล้วจึงค่อยขับเกวียนวัวออกเดินทาง


ทำเอาจินฮวาและจินเป่าที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตกใจไปตามๆกัน เดิมทีเป็นนักเรียนที่ตรงต่อเวลากลับถูกครอบครัวอาสามลากให้ขาดเรียนไปหนึ่งคาบ


โชคดีที่มีอาสามรับรองให้พวกเขา บอกว่าเป็นเพราะที่บ้านมีเรื่องด่วนจึงได้ล่าช้า อาจารย์จึงมิได้ลงโทษ


เพียงแต่การที่จู่ๆก็ได้รู้ข่าวว่าครอบครัวของอาสามและอาสะใภ้สามจะเข้าเมืองหลวงกันทั้งบ้านก็ทำเอาจินฮวาและจินเป่าอิจฉาจนร้องไห้ออกมาจริงๆ


“อาสาม หรือให้ข้าไปเป็นเด็กรับใช้ข้างกายให้ต้าหลางดี พวกท่านพาข้าไปเมืองหลวงด้วยได้หรือไม่!”


หลังจากหลิวจี้อธิบายกับอาจารย์เสร็จสิ้นและกำลังจะพาลูกๆทั้งสี่ของตนเองไปยังตระกูลติง จินเป่าก็ร้องขอเสียงดังอย่างกระตือรือร้น


หลิวจี้คิดในใจ เจ้าหนู เจ้ากล้าพูดคำนี้ต่อหน้าแม่ของเจ้าอีกรอบหรือไม่


หากเขากล้าพาลูกชายคนเดียวของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ไปเมืองหลวง พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่จะไม่ฆ่าเขาหรอกหรือ!


“จินเป่า” หลิวจี้ทำสีหน้าเจ็บปวดใจอย่างสุดซึ้งพลางมองหลานชายคนโต “ชีวิตของอาสามเจ้าก็คือชีวิตนะ! เหตุใดจึงต้องเอ่ยคำขอที่โหดร้ายเช่นนี้ออกมาด้วย หากอาตอบตกลงเจ้า กลับบ้านไปแม่ของเจ้าจะไม่ข่วนอาตายหรือ”


ภายใต้สายตารู้สึกผิดของเด็กน้อย หลิวจี้ก็ยกมือขึ้นทำท่าจุ๊ๆ เป็นสัญญาณให้หลานชายคนโตรีบหุบปากได้แล้ว


“เด็กดี ตั้งใจฟังอาจารย์สอนเถิด” เขาชี้ไปที่อาจารย์ที่กำลังทำหน้าบึ้งเตรียมจะบันดาลโทสะ หลิวจี้ก็สะบัดแขนเสื้อแล้วพาลูกๆทั้งสี่ของบ้านมุ่งตรงไปยังตระกูลติง


ในขณะเดียวกัน คนเฒ่าคนแก่ทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวต่างก็ได้รับข่าวว่าผู้ใหญ่บ้านกำลังจะจากไปและจะมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ในเร็วๆนี้


มีทั้งคนที่ดีใจและคนที่กลัดกลุ้ม


หัวหน้าตระกูลรั้งตัวอินเยว่ที่มาแจ้งข่าวให้ตนเองไว้แล้วลากนางมาที่บ้านของฉินเหยาด้วยกัน พอเข้ามาในประตูก็เจอฉินเหยาที่กำลังเก็บสัมภาระอยู่ในลานบ้านจึงด่าขึ้นมาว่า “เจ้าช่างเหลวไหลยิ่งนัก!”


“รีบให้คนไปสลายข่าวลือเร็วเข้า บอกไปว่าเมื่อครู่แค่ล้อทุกคนเล่น ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนี่เจ้าก็ทำได้ดีอยู่แล้ว จะลาออกทำไม! พวกเรายังหวังให้เจ้าชี้นำคนเฒ่าคนแก่ทั้งหมู่บ้านไปสู่สิ่งที่เรียกว่าจุดสูงสุดของชีวิตอยู่นะ คำพูดที่เจ้าเคยพูดไว้แต่ก่อนลืมไปหมดแล้วหรือ!”


หัวหน้าตระกูลตะคอกจนน้ำลายกระเซ็นฟุ้งไปทั่ว ทำเอาฉินเหยาตกใจรีบถอยหลังไปสามก้าวแล้วส่ายหน้าอย่างจนใจ


ตอนที่ 603: การส่งมอบหน้าที่


พอเห็นสีหน้าที่ไม่คิดจะแก้ตัวของนาง หัวหน้าตระกูลก็เกือบจะทนไม่ไหวอยากใช้กล้องยาสูบฟาดศีรษะของนางสักที


โชคดีอย่างยิ่งที่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของเขายับยั้งความคิดอันน่าสะพรึงกลัวนี้ไว้ได้


หากกล้องยาสูบของเขาฟาดออกไปจริงๆ จะฟาดโดนนางหรือไม่นั้นยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง


แต่หากทำให้นางโมโหขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจจะโดนหมัดหนักๆ สวนกลับมาแล้วส่งเขาไปสู่สุขคติ


อารมณ์ของฉินเหยาขึ้นชื่อว่าร้ายกาจในอำเภอไคหยาง แม้ว่านางจะเป็นคนมีเหตุผล แต่ก็ใช่ว่าทุกเรื่องนางจะมีความอดทนมากพอจะอธิบายให้เจ้าฟังได้


ชั่วอึดใจเดียว ในสมองของหัวหน้าตระกูลก็ผุดความคิดที่จะรั้งนางไว้มากมายนับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเสียงถอนหายใจอย่างหนักหน่วง


เขาถามอย่างยอมรับชะตากรรม “ต้องรีบขนาดนั้นเชียวหรือ ต้องเป็นวันพรุ่งนี้เลยหรือ ช้ากว่านี้อีกหน่อยไม่ได้หรือ อย่างน้อยก็รอให้ผ่านฤดูไถหว่านไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน…”


ฉินเหยา “ต้องรีบขนาดนี้แหละเจ้าค่ะ อีกสี่วันก็จะออกเดินทางแล้ว”


หัวหน้าตระกูล “…”


แล้วเขาจะยังพูดอะไรได้อีกเล่า


หัวหน้าตระกูลกล่าวอย่างจนใจ “แล้วเตรียมจะกลับมาเมื่อใด หากไปไม่นานก็ให้ต้าฝูและหลิวหยางบ้านข้าพวกเขาดูแลแทนไปก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกผู้ใหญ่บ้านใหม่ก็ได้นี่นา”


ฉินเหยากล่าว “ก็เพราะข้าไม่รู้ว่าจะไปนานเท่าใดจึงต้องเลือกผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ขึ้นมาอย่างไรเล่า แต่หัวหน้าตระกูลท่านวางใจได้ ตอนนี้เรื่องใหญ่เรื่องเล็กในหมู่บ้านล้วนมีระเบียบแบบแผนแล้ว ทุกอย่างทำตามระเบียบก็พอ ข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือคนอื่นเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป้าหมายที่พวกเราทั้งหมู่บ้านจะมุ่งสู่ความพอมีพอกิน ทุกคนก้าวสู่จุดสูงสุดของชีวิตจะไม่เปลี่ยนแปลง”


อีกอย่างตอนนี้การดำเนินงานของโรงงานเครื่องเขียนก็เข้ารูปเข้ารอยแล้ว ยังมีซ่งอวี้ เฉียน วั่ง เฉียวอวิ๋นและคนอื่นๆที่เป็นกำลังหลักอยู่ เงินปันผลของชาวบ้านที่ร่วมหุ้นในหมู่บ้านต่อจากนี้ไปก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


ส่วนการจัดการเรื่องที่ดินนั้น สองปีก่อนนางก็ได้ทำเป็นตัวอย่างแล้ว ตอนนี้ทุกคนเพาะกล้าปลูกแตงโมเป็นกันหมดแล้ว นางจะอยู่หรือไม่อยู่ก็เหมือนกัน


“หัวหน้าตระกูล ท่านกลับไปเถิด พรุ่งนี้ตอนเย็นข้าจะจัดการประชุมเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ที่ศาลบรรพชน ในไม่ช้าก็จะมีผู้ใหญ่บ้านคนใหม่มาดูแลสถานการณ์โดยรวมแทนข้า หมู่บ้านไม่วุ่นวายหรอกเจ้าค่ะ” ฉินเหยายิ้มอย่างจริงใจแล้วลุกขึ้นส่งแขก


หัวหน้าตระกูลถอนหายใจไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เหตุผลเขาก็เข้าใจทั้งหมด แต่ฉินเหยามีเพียงคนเดียว ต่อให้เลือกผู้ใหญ่บ้านใหม่ได้ร้อยคนก็เทียบไม่ได้กับการที่นางยืนอยู่ในหมู่บ้าน!


แต่พูดอีกทางหนึ่ง คนอย่างนาง หมู่บ้านบนภูเขาเล็กๆ เช่นพวกเขาจะรั้งไว้ได้อย่างไรกัน


“เช่นนั้นเจ้าก็จำไว้ว่าต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ” หัวหน้าตระกูลกำชับอย่างอาลัยอาวรณ์


ฉินเหยาพยักหน้า “วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่ไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ลานบ้านนี้ ไร่นานี้และโรงงานเครื่องเขียนก็ยังอยู่ที่นี่”


ที่นี่คือทางถอย คือรากฐานของนาง ต่อให้ก้าวออกไปแล้ว ในอนาคตก็ยังจะกลับมา


ฐานที่มั่นสร้างเสร็จแล้ว มีทางถอยแล้ว ตอนนี้นางก็สามารถออกไปท่องเที่ยวได้แล้ว


ฉินเหยาส่งหัวหน้าตระกูลไปได้ไม่ทันไร คนจากทางเรือนเก่าก็มาถึงพอดี


บ้านใหญ่บ้านรองและผู้อาวุโสทั้งสองมาพร้อมกัน ช่วยประหยัดเวลาให้ฉินเหยาไม่ต้องไปอธิบายที่เรือนเก่า นางเชิญทุกคนเข้ามานั่งในห้องโถง ให้หลี่ซื่อเตรียมอาหารเย็นมื้อใหญ่ รอหลิวจี้และเด็กๆ จัดการเรื่องลาออกและโอนสิทธิ์การเข้าเรียนกลับมา สองครอบครัวก็มารวมตัวกันพูดคุยไปพลางกินไปพลาง


พออาหารยกขึ้นโต๊ะ หลิวเหล่าฮั่นเพิ่งจะกินไปได้คำเดียวก็วางตะเกียบลงแล้วถามอย่างร้อนใจ


“เหตุใดจู่ๆถึงจะเข้าเมืองหลวงไปกันเล่า เจ้าสี่เพิ่งจะไปได้ไม่ทันไร พวกเจ้าก็จะตามไปอีก เกิดเรื่องใหญ่อันใดขึ้นหรือ”


ฉินเหยามองหลิวจี้แวบหนึ่ง เรื่องใหญ่หรือไม่ใหญ่ ต้องดูว่าเกิดกับใคร


สำหรับนางแล้ว นอกจากฟ้าจะถล่มลงมา เรื่องอื่นก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่


เพียงแต่จังหวะมันพอดีก็เลยไปอย่างกะทันหันหน่อย


แต่ย่อมพูดความจริงออกไปไม่ได้ ฉินเหยาจึงถอนหายใจเบาๆ “เป็นทางฝั่งอาจารย์กงเหลียงที่เกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยเจ้าค่ะ หลิวจี้ร้อนใจดั่งไฟสุมอยากจะเข้าเมืองหลวงไปเยี่ยมเยียน แต่พูดตามตรง ท่านพ่อท่านแม่พี่ใหญ่พี่สะใภ้พวกท่านก็รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร หากเขาเข้าเมืองหลวงไปคนเดียว ข้าก็ไม่ค่อยวางใจจริงๆ”


“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็ไปด้วยกันทั้งหมดเลยแล้วกัน ถือเสียว่าพาเด็กๆไปเปิดหูเปิดตา ถือโอกาสเตรียมตัวสอบชุนเหวยปีหน้าให้หลิวจี้ด้วย จะได้ไม่ต้องรีบร้อนเดินทางตอนนั้น…”


คำพูดของฉินเหยานั้นกล่าวออกมาได้อย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่ ทำเอาพวกต้าหลางสี่พี่น้องรวมทั้งอาวั่งและอินเยว่เกือบจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงแล้ว


โอ้ ไม่ใช่ เจ้าหลิวสามซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเบ้าแล้ว เขาเรียกอย่างตื่นเต้นว่า “เมียจ๋า~”


ฉินเหยายกมือขึ้น “เจ้าหุบปาก อย่าทำลายบรรยากาศ” แล้วสื่อให้นำของที่นางเตรียมไว้มา


หลิวจี้ปิดปาก พยักหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขากลัวว่าตนเองจะร้องไห้ออกมาจึงรีบลุกขึ้นกลับเข้าห้องไปนำโฉนดร้านค้าในอำเภอและเรือนแถบชานเมืองที่นางเตรียมไว้มา วางไว้ตรงหน้าบ้านใหญ่และบ้านรอง คนละฉบับ


ที่วางอยู่หน้าบ้านใหญ่คือร้านค้า ที่วางอยู่หน้าบ้านรองคือเรือนแถบชานเมือง


นางเหอและนางชิวมองหน้ากันแล้วมองไปทางหลิวจี้อย่างประหลาดใจ “เจ้าสาม นี่…นี่หมายความว่าอย่างไรกัน”


เมื่อคาดเดาถึงความเป็นไปได้นั้น นางเหอก็ไม่สามารถเก็บรอยยิ้มที่มุมปากของตนเองไว้ได้เลย


หลิวจี้ลอบเจ็บปวดใจในใจ แต่บนใบหน้ายังคงต้องยิ้มแล้วกล่าวว่า “การเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ มีเรื่องมากมายรัดตัว เกรงว่าจะไม่มีแก่ใจดูแลร้านค้าและเรือน คงต้องรบกวนพี่สะใภ้ทั้งสอง ช่วยดูแลให้ด้วย”


“ร้านค้านี้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่อยากจะเก็บค่าเช่าก็ได้ อยากจะทำการค้าเล็กๆเองก็ย่อมได้ อย่างไรเสียไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าหรือผลกำไรก็ล้วนเป็นของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่”


“ยังมีบ้านแถบชานเมืองอีก พี่สะใภ้รองอย่าเห็นว่ามันไม่ใหญ่ แต่นกกระจอกถึงจะตัวเล็กแต่ก็มีอวัยวะภายในครบถ้วน หากไม่อยากอยู่เองก็ให้คนอื่นเช่า หนึ่งปีก็ได้ถึงสิบตำลึง”


นางเหอดีใจอย่างยิ่ง “โอ๊ยตายแล้ว ไม่นึกเลยว่าน้องสามจะไว้ใจพี่ใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่ถึงเพียงนี้ เช่นนั้นพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ก็จะรับร้านค้านี้ไว้นะ จะช่วยเจ้าดูแลอย่างดีแน่นอน เจ้าก็วางใจเข้าเมืองหลวงไปเถิด ที่บ้านทุกอย่างมีพวกเราอยู่!”


นางเหอเอื้อมมือไปจะหยิบโฉนด หลิวจี้ก็ใช้มือหนึ่งกดไว้ ทั้งสองยื้อยุดกันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดหลิวจี้ก็ยอมปล่อยมือ ยุติการยื้อแย่งครั้งนี้ท่ามกลางเสียงกระแอมเตือนของฉินเหยา


นางชิวและหลิวจ้งหยิบโฉนดเรือนขึ้นมาไว้ในมือ สองสามีภรรยาไม่พูดจามากความ ลุกขึ้นยืนคารวะสุราให้ฉินเหยาหนึ่งจอกทันที


อันที่จริงทุกคนต่างก็รู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นการจัดการของฉินเหยา ด้วยนิสัยขี้เหนียวของเจ้าสามนั่น ไม่มีทางทำเรื่องใจกว้างเช่นนี้ได้หรอก


ที่ดินทำกินชั้นดีสิบหมู่ในหมู่บ้าน ฉินเหยาเหลือไว้ให้อาวั่งปลูกแตงโมห้าหมู่ อีกห้าหมู่มอบให้หลิวเหล่าฮั่น


ชายชรารู้สึกไม่ลำบากเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดเขาก็มีงานในไร่นาให้ทำบ้างแล้ว


ตอนนี้ฐานะทางบ้านดีขึ้นในพริบตา ก่อนที่เจ้าสี่จะเข้าเมืองหลวงยังทิ้งเงินไว้ให้พวกเขาหนึ่งพันตำลึงสำหรับสร้างบ้าน ซื้อที่ดินและจ้างคนงานในระยะยาว ดูท่าว่าในอนาคตจะต้องใช้ชีวิตร่ำรวยดั่งนายท่าน แต่ในใจของหลิวเหล่าฮั่นกลับไม่สงบ


จนกระทั่งถึงตอนนี้ เมื่อรับมอบหมายที่ดินห้าหมู่จากฉินเหยาจึงได้มีความรู้สึกเหมือนเท้าได้เหยียบอยู่บนพื้นดินจริงๆ


เมื่ออาหารมื้อค่ำสิ้นสุดลง ทั้งแขกและเจ้าภาพต่างก็มีความสุขแล้วแยกย้ายกันไป


อาวั่งพาเด็กๆไปเก็บถ้วยชาม หลิวจี้กลับไปที่ห้องหนังสือเพื่อเตรียมเอกสารต่างๆ ที่เขาจะต้องไปจัดการที่จวนที่ว่าการอำเภอในวันพรุ่งนี้ ฉินเหยาก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับห้องไปตรวจนับเงินทอง


“ท่านอาจารย์!”


อินเยว่ตามมา ศิษย์อาจารย์ทั้งสองสบตากัน ฉินเหยาเปิดประตูห้องนอน ทั้งสองจึงเข้าไปพร้อมกัน


ฉินเหยาจุดเทียนบนเชิงเทียน แสงเทียนส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง นางนั่งลงที่โต๊ะอย่างเกียจคร้านแล้วหยิบลูกคิดออกมา


อินเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ข้าตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปลาออกจากงานที่โรงอาหารแล้วเข้าเมืองหลวงไปกับท่าน ต่อไปท่านอาจารย์ไปที่ไหนข้าก็จะไปที่นั่นด้วย ไม่ว่าจะไปเมืองหลวงหรือไปยังชายแดนที่ไร้ผู้คน ข้าก็จะติดตามท่านอาจารย์ไป!”


ฉินเหยายิ้มอย่างพอใจ พยักหน้าแสดงออกว่ารับรู้แล้ว โบกมือบอกให้ปิดประตูตอนออกไปด้วย จากนั้นก็ก้มหน้าตรวจนับบัญชีสาธารณะของหมู่บ้านต่อไป เพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ส่งมอบให้ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ได้อย่างราบรื่น


ตอนที่ 604: ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ


การประชุมเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่จัดขึ้นตามกำหนด ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดกลับเป็นหลิวฉี หลานชายของอดีตผู้ใหญ่บ้าน


หลิวต้าฝูหดหู่แทบตาย เลือกไปหลายรอบก็ไม่ถึงตาตนเอง ดูท่าแล้วชาวบ้านในหมู่บ้านตอนนี้ล้วนชอบให้คนหนุ่มสาวมาดูแลตนเอง


หลังการประชุมเลือกตั้งสิ้นสุดลง หลิวต้าฝูก็มาอยู่เบื้องหน้าฉินเหยาพลางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เป็นเจ้าที่เริ่มเรื่องนี้ก่อน ต่อไปข้าก็จะไม่มาเข้าร่วมการประชุมเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านนี่แล้ว ปล่อยให้พวกหนุ่มสาวพวกเขาไปวุ่นวายกันเถอะ”


ฉินเหยากล่าวอย่างยิ้มแย้ม “นั่นก็ดีออกนะเจ้าคะ คนหนุ่มสาวมีพลัง มีความกระตือรือร้น ร่างกายยังแข็งแรง ไม่กลัวการเดินทาง”


หลิวต้าฝูถึงกับพูดไม่ออก จ้องฉินเหยาอย่างล้อเลียนแวบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็กลั้นไว้ไม่อยู่ หลุดหัวเราะออกมาเอง “ช่างเถอะ ช่างเถอะ มาพูดเรื่องพวกนี้กับเจ้า เท่ากับข้าจงใจมาหาเรื่องไม่สบายใจใส่ตัวเองแท้ๆ”


“ตั้งใจจะเดินทางเมื่อใดหรือ” หลิวต้าฝูถามด้วยความห่วงใย


ฉินเหยาตอบ “อีกสามวันเจ้าค่ะ”


เร็วขนาดนี้เชียว! หลิวต้าฝูค่อนข้างตกใจ ทั้งยังมีความรู้สึกอิจฉาที่บอกไม่ถูกปนเปอยู่ หากเขาหนุ่มกว่านี้สักยี่สิบปีก็คงจะไปทันทีที่อยากไปเหมือนกันกระมัง


แต่ก็ได้แต่คิดไปเท่านั้น “พวกเจ้าเกิดมาในยุคสมัยที่ดี สมัยที่ข้ายังหนุ่มนั้นบ้านเมืองวุ่นวายจนดูไม่จืด การที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในหุบเขานี้เพื่อหลีกหนีจากภัยสงครามและมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว”


ฉินเหยามองเห็นความอิจฉาของเขาจึงลงกลอนประตูใหญ่ศาลบรรพชนแล้วมอบกุญแจให้หลิวฉีผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ที่ยืนรออยู่ด้านหลังอย่างจริงจัง จากนั้นจึงหันมากล่าวกับหลิวต้าฝูด้วยรอยยิ้ม


“ตอนนี้บ้านเมืองดีขึ้นแล้ว ท่านก็ยังไม่นับว่าแก่ ตราบใดที่ขาแข้งยังเดินไหว อยากจะไปก็ไปเถิดเจ้าค่ะ”


หลิวต้าฝูก็แค่อิจฉาไปอย่างนั้น หากให้เขาเดินทางไปจริงๆ เขาก็ยังค่อนข้างหวาดกลัวอยู่บ้างจึงโบกมืออย่างเก้อๆ “ให้พวกเจ้าคนหนุ่มสาวไปกันเองเถอะ หากเจอโจรป่าสัตว์ร้ายเข้า ข้าคงต้องทิ้งชีวิตไว้ข้างนอกนั่นแล้ว”


คนที่เกิดในสถานที่แห่งนี้ต่างก็เคารพยำเกรงภูตผีเทพเจ้าอย่างยิ่ง หากตายอยู่ข้างนอกก็จะกังวลว่าจะนำภัยพิบัติมาสู่คนในครอบครัว ถึงขนาดที่ว่าแม้แต่สุสานบรรพชนก็เข้าไปไม่ได้


หลิวต้าฝูคบหากับฉินเหยามานานหลายปีจึงค่อยๆยอมรับความคิดแปลกใหม่ของนางได้ส่วนหนึ่ง แต่ในเรื่องความเป็นความตาย เขากลับไม่กล้าที่จะเห็นพ้องด้วย


ระหว่างที่พูดคุยกัน ทั้งสองก็เดินมาถึงทางแยก พยักหน้าให้กันแล้วก็แยกย้ายกันเดินกลับบ้านของตน


เพียงแต่เดินไปได้สักพัก หลิวต้าฝูก็พลันหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองทางเนินเขาด้านทิศเหนือแวบหนึ่ง สายตาถูกบ้านเรือนในหมู่บ้านบดบังไว้ ในยามค่ำคืนมีเพียงเงาสีเทาเลือนราง


“เฮ้อ~” เขาถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้ง สุดท้ายแล้วก็ไม่กล้าที่จะเดินไปข้างหน้าต่อจริงๆ เพียงแต่ความอิจฉาในใจได้แผ่ขยายออกไป ทำให้เขารู้สึกอิจฉาจนใจเจ็บไปหมด


ฉินเหยาผลักประตูรั้วกลับเข้าบ้าน เนื่องจากการเดินทางไกลในอีกสามวันให้หลัง ภายในบ้านจึงมีสัมภาระต่างๆวางระเกะระกะ พวกต้าหลางพี่น้องสี่คนบวกกับอินเยว่อีกหนึ่งคนยังคงกำลังคัดกรองสัมภาระของตนเองเป็นครั้งสุดท้าย


ของที่นำไปได้มีไม่มากนัก มีเพียงรถม้าหนึ่งคันกับม้าสองตัว รถม้าใช้บรรทุกทั้งคนและสิ่งของ หากหนักเกินไปจะเดินทางบนท้องถนนได้ไม่สะดวก


อีกทั้งการเดินทางไปยังเมืองหลวงครั้งนี้ ระหว่างทางก็ไม่รู้ว่าจะเจอสถานการณ์ใดบ้าง ย่อมต้องทำให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เผื่อว่ามีเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นมา จะได้หนีได้เร็วกว่ามิใช่หรือ


“หลิวจี้ยังไม่กลับมาหรือ” ฉินเหยายืนกวาดตามองไปรอบๆที่เรือนส่วนหน้า แต่กลับไม่พบร่องรอยของหลิวจี้


หนึ่งผู้ใหญ่สี่เด็กเล็กในห้องหันหน้ามาทันที ซื่อเหนียงตอบว่า “คืนนี้ท่านพ่อไม่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ”


อินเยว่เสริมให้ “ยังมีเอกสารบางอย่างที่ต้องรอถึงพรุ่งนี้จึงจะจัดการเรียบร้อย สามีท่านอาจารย์คงตั้งใจจะจัดการให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวแล้วจึงกลับมาเจ้าค่ะ”


การเดินทางไกลครั้งนี้ นอกจากเสื้อผ้าและเงินติดตัวแล้วยังต้องเตรียมเอกสารสำคัญอีกสองอย่าง


อย่างแรกคือเอกสารรับรองการสอบเคอจวี่ของหลิวจี้


อย่างที่สองคือใบผ่านทางของทั้งครอบครัว


หากไม่มีสองสิ่งนี้ พวกเขาก็ไปจากจังหวัดจื่อจิงไม่ได้ด้วยซ้ำ


โชคดีที่ตอนนี้แคว้นเซิ่งสนับสนุนให้ราษฎรทำการค้า การควบคุมการเดินทางของผู้คนในแต่ละพื้นที่จึงผ่อนปรนกว่าเมื่อก่อนมาก มิฉะนั้นแม้แต่ใบผ่านทางก็ยังขอได้ยาก


เมื่อทราบสถานการณ์ของหลิวจี้แล้ว ฉินเหยาก็พยักหน้าแล้วให้เด็กๆเก็บของกันต่อ ส่วนตนเองกลับเข้าห้องไป นำแผนที่ทางบกที่ ‘ขอมา’ จากเจินอวี้ไป๋ออกมาศึกษาเส้นทางเข้าเมืองหลวงล่วงหน้า


แคว้นเซิ่งมีเมืองหลวงอยู่สองแห่ง คือเมืองหลวงตะวันออกและตะวันตก เมืองหลวงตะวันออกเป็นเขตปกครองหลัก ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางล้วนอยู่ที่นี่


เมืองหลวงตะวันตกเป็นเมืองหลวงเก่า ไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าเมืองหลวงตะวันออก เป็นฐานทัพทหาร คอยคุ้มกันประตูเมืองทางตะวันตกเพื่อข่มขวัญแคว้นต่างๆ ภายใต้แคว้นซีอวี้


ตามที่ระบุในแผนที่ จังหวัดจื่อจิงตั้งอยู่ประมาณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวงตะวันออกของแคว้นเซิ่ง การเดินทางเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ ต้องมุ่งหน้าลงใต้ตลอดทาง ผ่านสองโจว แปดอำเภอ หกตำบล หากเร็วที่สุดก็จะใช้เวลาสิบวัน อย่างช้าที่สุดก็ยี่สิบวัน


หากเดินทางทางน้ำก็ต้องใช้เวลาครึ่งเดือน เพียงแต่ต้องนั่งอยู่บนเรือตลอดทาง ไม่ลำบากตรากตรำเท่าไรนัก ความสะดวกสบายจะสูงกว่ามาก


ทว่าเรือในปัจจุบันหากไม่ใช่เรือสินค้าก็เป็นเรือส่วนตัวลำเล็กๆ รถม้าล้วนขึ้นเรือไม่ได้ เหมาะสำหรับการเดินทางแบบตัวเปล่าเท่านั้น


เว้นแต่จะมีคนคอยรับส่งทั้งต้นทางและปลายทางจึงจะสามารถนำสัมภาระไปได้มากมาย


แต่ครอบครัวของฉินเหยาไม่มีเงื่อนไขเช่นนั้น การเดินทางก็ไม่มีบ่าวไพร่สาวใช้ให้เรียกหา ทุกอย่างต้องพึ่งพาตนเอง ตัวเลือกการนั่งเรือจึงถูกนางตัดทิ้งไป


อีกอย่าง การเดินทางทางบกยังได้ชมทิวทัศน์และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของที่อื่นมากกว่า น่าสนใจกว่าการนั่งเรือไม่รู้เท่าไร


ส่วนอาการป่วยของกงเหลียงเหลียวก็คงต้องแล้วแต่ฟ้าลิขิตแล้ว อย่างมากน่าจะทนผ่านยี่สิบวันนี้ไปได้


หากทนไม่ไหว ต่อให้รีบนั่งเรือไปก็ไม่ทันอยู่ดี


ในวันสิ้นโลกเคยเห็นการพลัดพรากจากกันทั้งเป็นและตายมานับไม่ถ้วน ฉินเหยาจึงไม่มีความยึดติดกับการไปดูใจครั้งสุดท้ายมานานแล้ว การถนอมคนตรงหน้าและมีความสุขกับปัจจุบันต่างหากจึงจะไม่ทำให้ต้องมาเสียใจในภายหลังว่าอยากเลี้ยงดูแต่พ่อแม่ไม่อยู่รอแล้ว


คนรักที่วันนี้ยังรักใคร่ผูกพันกันอยู่ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็อาจจะกลายเป็นคนที่อยู่คนละภพภูมิ ความตาย…บางครั้งก็มาเยือนอย่างกะทันหันเช่นนี้


เจ้าไม่มีเวลาไปเศร้าโศกเสียใจด้วยซ้ำ เพราะวิกฤตมาถึงตรงหน้าแล้ว สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดจะทำให้เจ้าต้องทิ้งศพของคนรักแล้วรีบหนีไปทันที


ยิ่งไปกว่านั้น คนรักที่ตายไปแล้วยังสามารถกลายเป็นโล่กำบัง ใช้ร่างกายที่แหลกสลายของเขารักเจ้าอีกครั้งด้วยการป้องกันเจ้าจากการฉีกทึ้งของสัตว์ประหลาด


“จุ๊ๆ~” ในสมองพลันปรากฏภาพนองเลือดขึ้นมาอีกครั้ง ฉินเหยาสะบัดศีรษะ ขับไล่ภาพเหล่านั้นออกจากสมองแล้วหันกลับมาสนใจแผนที่อีกครั้ง


การพาเด็กๆเดินทาง บวกกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติแบบดั้งเดิมนี้ ฉินเหยาตั้งใจว่าตลอดทางนี้หากพักโรงเตี๊ยมได้ก็จะพักโรงเตี๊ยม


ดังนั้นจึงต้องวางแผนการเดินทางในแต่ละวันไว้ล่วงหน้าพยายามลดโอกาสที่จะต้องพักค้างแรมนอกเมืองให้ได้มากที่สุด


แต่คำโบราณกล่าวไว้ได้ดี แผนการย่อมตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน เช่นนั้นนางก็ขีดวงกลมคร่าวๆ เลือกเมืองที่สามารถเข้าไปพักได้อย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ไว้สองสามแห่งก่อนก็แล้วกัน


วางแผนการคร่าวๆเสร็จสิ้นแล้ว ท้องฟ้ายามค่ำคืนก็มืดสนิทแล้ว ในบ้านเงียบสงบจนแม้แต่เข็มเล่มหนึ่งตกลงพื้นก็ได้ยินเสียง


ใบหูของฉินเหยาขยับเล็กน้อยพลันหรี่ตาคมกริบขึ้นมองไปยังตำแหน่งของประตู “ใคร!”


“ข้าเอง”


เป็นเสียงของอาวั่ง


ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง หรือว่าคิดตกแล้ว เตรียมจะเข้าเมืองหลวงไปพร้อมกับพวกตน


เห็นได้ชัดว่านางคิดมากไปเอง


อาวั่งเพียงมีวรยุทธ์สูงส่ง แต่เขาก็ไม่ใช่ไม่กลัวตาย สถานที่อย่างเมืองหลวง หากเขาไป ไม่ว่าจะเป็นอ๋องเฟิงหรือฮองเฮาก็ล้วนสังหารเขาทั้งสิ้น!


ฉินเหยาลุกขึ้นเดินไปที่หลังบานประตู ลังเลอยู่สองวินาที แต่ก็ยังคงเปิดประตูออก


ใบหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์ของอาวั่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ฉินเหยาขมวดคิ้วถาม “มีธุระอันใดรึ”


อาวั่งชูถุงผ้าใบหนึ่งขึ้น ภายในมีขวดและกระปุกกระทบกันส่งเสียงดังกังวานใส


“ยาห้ามเลือด ยาสลบ ยาชา ยาแก้ท้องร่วง” อาวั่งกล่าวอย่างรวบรัด “ขอให้พวกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ”


ครั้งนี้กลับไม่ได้ตั้งชื่อแปลกประหลาดเหล่านั้นอีกแล้ว


แต่ว่า…เหตุใดนางถึงอยากจะซัดคนนักนะ!


ตอนที่ 605: ลาก่อนหมู่บ้านตระกูลหลิว


ประตูปิดดังปัง อาวั่งเกาศีรษะอย่างจนใจ ไม่รู้ว่าตนที่อุตส่าห์นำยามาส่งให้ไปขัดใจฉินเหยาตรงไหน


ช่างเถอะ เดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนคิดมากอยู่แล้ว ในเมื่อส่งยาให้แล้ว นี่ก็ดึกดื่นแล้ว ไปนอนดีกว่า


เหลือเวลาอีกหนึ่งวันก่อนออกเดินทาง


ในด้านบุคลากร เรื่องราวในหมู่บ้านฉินเหยาได้ส่งมอบออกไปทั้งหมดแล้ว ทางด้านโรงงานเครื่องเขียนก็ได้กล่าวอำลาเหล่าคนงานสั้นๆ อินเยว่ลาออกจากงานที่โรงอาหารแล้วและเตรียมพร้อมที่จะเข้าเมืองหลวง


หลิวจี้กลับมาถึงบ้านตอนพลบค่ำ จัดการเรื่องใบผ่านทางที่จำเป็นสำหรับการเดินทางเรียบร้อยแล้ว พวกต้าหลางสี่พี่น้องต่างก็เก็บสัมภาระที่ต้องนำไปใส่ลงในหีบหนังสือพลังเซียน


ซื่อเหนียงอยากจะนำฉินไปด้วย ฉินเหยาจึงได้เพิ่มรางไม้ไว้บนหลังคาในตัวรถม้าเป็นพิเศษ พอดีที่จะวางฉินลงไปได้


ในด้านการเดินทางไกล แผนที่มีแล้ว รถม้าก็ตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงเรียบร้อยแล้ว ทุกคนในบ้านเตรียมรองเท้าไว้คนละสองคู่เพื่อสับเปลี่ยน


นอกจากนี้ยังซื้อม้ามาเพิ่มอีกสองตัว ถึงเวลาฉินเหยากับหลิวจี้จะขี่คนละตัว อินเยว่ขับรถม้าพาลูกๆทั้งสี่คนนั่งไป


ในด้านเงินทอง ฉินเหยาได้แลกเงินสดในมือทั้งหมดเป็นธนบัตรที่พกพาสะดวกติดตัวไว้ เหลือเพียงเงินห้าสิบตำลึงมอบให้อินเยว่เก็บไว้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านอาหารและที่พักตลอดทาง


ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ในคืนก่อนออกเดินทาง ครอบครัวทั้งหกคนตรวจสอบอีกครั้งว่ามีอะไรตกหล่นหรือไม่


หลิวจี้มองหีบหนังสือที่อัดแน่นของตนแล้วพยักหน้าหนักๆ “เสื้อผ้าชุดใหม่เอามาหมดแล้ว ถึงเมืองหลวงแล้วจะไม่ทำให้เมียจ๋าขายหน้าเด็ดขาด”


ฉินเหยาถึงกับพูดไม่ออก


พวกต้าหลางสี่พี่น้องตรวจสอบหีบหนังสือของตนอย่างละเอียดอีกครั้ง ของที่สำคัญที่สุดเก็บลงไปหมดแล้วจึงรายงานท่านแม่พร้อมกันว่า “ท่านแม่ พวกเราเก็บของเรียบร้อยแล้ว!”


ฉินเหยาขานรับคำหนึ่งแล้วมองไปทางอินเยว่


อินเยว่มีของน้อย อาวุธลับพกติดตัวไว้ทั้งหมด ที่เหลือเป็นเสื้อผ้าสองชุดม้วนใส่ห่อผ้าก็ใช้ได้แล้ว


ฉินเหยาก็มองดูสัมภาระของตนเช่นกัน นางใช้กล่องเครื่องใช้สตรีประดับมุกลายเก่าใบหนึ่ง ข้างในใส่ของใช้ส่วนตัวประจำวันและเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหนึ่งชุด


ที่เหลือก็คือหีบไม้ที่ใส่ดาบจันทร์เสี้ยวและคันธนูหนึ่งคันที่ตั้งใจจะแขวนไว้ในตัวรถม้าเพื่อให้หยิบฉวยได้ทุกเมื่อ


ใต้ท้องรถม้าสอดท่อนเหล็กไว้หนึ่งท่อน บนร่างกายพกมีดสั้นและหนังสติ๊กที่เบาและสะดวก


“ข้าก็เอามาครบแล้ว” ฉินเหยาบอกกับทุกคน


จากนั้น ทุกคนก็มองไปที่หลี่ซื่อ


หลี่ซื่อหยิบถุงผ้ากันน้ำพองโตสองใบออกมาแล้วบอกกับทุกคนว่านางได้ใส่ร่มห้าคัน กระโจมหนึ่งหลัง หม้อเหล็กเล็กๆ ของทหารหนึ่งใบ ชามไม้เจ็ดใบ รวมถึงเครื่องปรุงรสที่บรรจุในกระบอกไม้ไผ่พร้อมเสบียงแห้งกับขนมที่พร้อมกินได้ทุกเมื่อลงในถุงสองใบนี้แล้ว


ถึงเวลาก็นำไปบรรทุกไว้บนหลังม้าที่ขี่ เดินทางครั้งนี้ก็ไม่ต้องกลัวฝนตกหรือนอนกลางดินกินกลางทรายแล้ว


แต่เมื่อดูจากสภาพอากาศในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลี่ซื่อก็ยังคงกังวล “ช่วงเทศกาลชิงหมิงฝนตกชุก เกรงว่าระหว่างทางส่วนใหญ่จะเป็นวันฝนตก ตอนเดินทางก็อย่ารีบร้อนจนเกินไป”


ฉินเหยาและคนอื่นๆพยักหน้ารับรู้


ฟ้ามืดแล้ว หลังจากพักผ่อนหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าก็จะออกเดินทาง มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในใต้หล้า


เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่เด็กๆในบ้านจะตื่นเต้นดีใจ แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างฉินเหยาที่แสนจะสุขุมก็ยัง.อดไม่ได้ที่จะพลิกตัวไปมาบนเตียง เฝ้ารออย่างเงียบๆ


หลังหลับไปอย่างงัวเงีย เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็สว่างแล้ว


ฉินเหยาดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงราวปลาไน สวมเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิที่เย็บธนบัตรไว้ข้างในอย่างรวดเร็ว สอดมีดสั้นและหนังสติ๊กไว้ที่เอวแล้วเปิดประตูออกจากห้องไป


นางหยุดอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองสำรวจห้องที่ตนอาศัยอยู่มาสี่ปีอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วยิ้มพลางปิดประตูลง


หลิวจี้และลูกๆตื่นกันนานแล้ว กำลังขนหีบหนังสือของแต่ละคนขึ้นรถม้า พวกเขาวางหีบซ้อนกันไว้ทีละใบแล้วใช้เชือกมัดไว้บนแท่นที่ยื่นออกมาจากประตูด้านหลังของรถม้า


หีบหนังสือห้าใบวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ด้านหลังรถ


กล่องเครื่องใช้สตรีของฉินเหยาและห่อผ้าเล็กๆของอินเยว่วางไว้ใต้โต๊ะเล็กในตัวรถม้า ยังมีที่ว่างเหลืออีกมากให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องนั่งๆนอนๆ


ม้าที่อาวั่งซื้อมาใหม่นั้นเชื่องมาก หลิวจี้ยังไม่เคยขี่ม้าตัวอื่นนอกจากเหล่าหวง หลังจากขนสัมภาระขึ้นรถม้าหมดแล้วจึงฉวยโอกาสก่อนกินข้าวเช้า จูงม้าออกมาเดินเล่นสองรอบเพื่อทำความคุ้นเคยล่วงหน้า


ถือโอกาสป้อนอาหารให้ม้าทุกตัวจนอิ่ม ให้พวกมันได้กินของดีๆเพิ่มอีกหน่อย


เมื่อออกเดินทางไปแล้วก็จะมีแต่ถั่วเหลืองแห้งอัดแผ่นให้กินเท่านั้น


อาวั่งดูเหมือนไม่อยากมาส่งพวกเขา เขาแบกจอบลงนาไปโดยไม่กินข้าวเช้า อินเยว่เรียกอย่างไรก็เรียกเขากลับมากินข้าวเช้าด้วยกันไม่ได้


เฮ้อ อินเยว่มองแผ่นหลังที่เดินดุ่มไปยังทุ่งนาแล้วถอนหายใจอย่างจนปัญญา “อย่างน้อยก็น่าจะกินข้าวมื้อสุดท้ายพร้อมหน้าด้วยกันก่อน”


ซานหลางเพิ่งจะกล่าวอำลากับเพื่อนตัวน้อยในหมู่บ้านเสร็จ กำลังวิ่งกระโดดเข้ามาในลานบ้านอย่างร่าเริง พอได้ยินคำพูดของอินเยว่ก็ขมวดคิ้วน้อยๆ ใช้นิ้วทำท่าจุ๊ปากอย่างจริงจัง


ศิษย์พี่เยว่ ท่านป้าใหญ่บอกว่า เวลาจะเดินทางไกลห้ามพูดคำอัปมงคลเช่นคำว่าสุดท้าย


ขมับของอินเยว่กระตุก จิ้มหน้าผากกลมๆของเจ้าตัวเล็กพลางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “รู้แล้วน่า!”


ปกติอ่านหนังสือก็ไม่เห็นจะตั้งใจฟังขนาดนี้ เรื่องแบบนี้กลับจำได้แม่นเชียว


ซานหลางทำหน้าทะเล้น แลบลิ้นแล้ววิ่งหนีเข้าไปในห้องโถง หาที่นั่งของตัวเองหน้าโต๊ะอาหารอย่างว่าง่ายเพื่อรอกินข้าว


หลิวจี้ช่วยหลี่ซื่อยยกอาหารขึ้นโต๊ะ เขามองไปนอกลานบ้านแวบหนึ่งแล้วหันกลับมามองฉินเหยาที่กำลังนั่งยองๆ ลับดาบอยู่หน้าประตู “เมียจ๋า อาวั่งไม่ไปกับพวกเราจริงๆหรือ”


“อืม”


หลิวจี้ยังไม่ยอมแพ้ “เจ้าก็ไม่เกลี้ยกล่อมเขาหน่อยหรือ อยู่ทำไร่ที่นี่จะมีอนาคตอะไร ไปเมืองหลวงดีกว่าตั้งเยอะ…” ยังสามารถเป็นลูกน้องคอยวิ่งทำงานให้เขาได้ ถึงจะไม่ทำอะไรเลย แค่ยืนอยู่ข้างๆ เสริมบารมีให้เขาก็ยังดี


ตอนนี้เขาเป็นถึงจวี่เหริน ออกไปข้างนอกไม่มีบ่าวรับใช้ที่ดูดีคอยติดตามไปด้วยได้อย่างไร!


ฉินเหยาพลันเงยหน้าขึ้น แววตาดูไม่เป็นมิตร ดาบในมือส่งเสียงเสียดสี “เขาไม่เต็มใจไปเอง หรือจะต้องให้ข้าจับเขามัดไปเล่า”


หลิวจี้ยิ้มแหยออกมาทันทีแล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างแข็งทื่อ “เมียจ๋า กินข้าวได้แล้ว กินข้าวก่อนเถอะ หากชักช้ากว่านี้จะสายเกินไปแล้ว”


ฉินเหยาจ้องเขาสองวินาทีจนเขารู้สึกขนลุกไปทั้งตัวจึงค่อยจุ่มดาบลงล้างในน้ำสะอาดหนึ่งครั้งแล้วลุกขึ้นยืน


หลังเช็ดดาบจนแห้งแล้วเก็บเข้ากล่องก็กวักมือเรียกอินเยว่ บอกให้นางนำหีบไม้ไปไว้ในตัวรถม้า


รอจนอินเยว่กลับมาจึงเริ่มกินข้าวเช้าอย่างเป็นทางการ


ยามออกนอกบ้าน สิ่งที่ทำให้คนคิดถึงที่สุดก็คืออาหารร้อนๆที่บ้าน ครอบครัวทั้งหกคนรู้ดีว่าวันนี้เมื่อก้าวออกจากประตูไปแล้ว อย่างน้อยครึ่งเดือนข้างหน้าคงไม่ได้กินอาหารอร่อยๆ จึงพากันกินให้เต็มคราบ


รอจนท้องอิ่ม ตะวันก็เคลื่อนพ้นสันเขาขึ้นมาแล้ว


ครอบครัวทั้งหกคนที่เดิมคิดว่าวันนี้ฝนจะยังคงตกพรำๆ พลันหัวเราะออกมา


สวรรค์ช่างเป็นใจเสียจริง!


ฉินเหยาและหลิวจี้ขี่ม้าอยู่ข้างหน้า


เด็กๆเข้าไปในตัวรถม้าอย่างมีความสุข อินเยว่นั่งบนคานลากรถม้า สะบัดแส้เร่งม้าแล้วขับรถตามไป


ทุกคนจากเรือนเก่าพากันมาส่งพร้อมกับหมู่บ้านตระกูลหลิวอันสงบสุขแห่งนี้ที่ค่อยๆเล็กลงเบื้องหลังครอบครัวของฉินเหยา


สองสามีภรรยาหันกลับไปมองผู้คน บ้านเรือนและไร่นาที่เลือนรางอยู่เบื้องหลัง


พวกเขาหันกลับมา ข่มความอาวรณ์เล็กน้อยในใจ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงตะวันออกที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของแคว้นเซิ่งด้วยความคาดหวัง


ตอนที่ 606: เมืองหลักอวี๋โจว


การเดินทางเข้าเมืองหลวงใช้เส้นทางตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวถึงถนนหลวงอำเภอไคหยางแล้วก็ไม่ได้ไปทางทิศของจังหวัดจื่อจิง แต่ใช้เส้นทางทิศตะวันออกซึ่งอยู่ตรงกันข้าม


เดินทางไปทางทิศตะวันออกได้สองวันก็ออกจากเขตจังหวัดจื่อจิง ย่างเข้าสู่เขตแดนของอวี๋โจว


ดังคำกล่าวที่ว่า สิบลี้ต่างถิ่น ร้อยลี้ต่างประเพณี เมื่อมาถึงอวี๋โจว แม้แต่ลักษณะของภูเขาและภูมิประเทศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


ที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในจังหวัดจื่อจิง เมื่อมาถึงอวี๋โจวกลับไม่มีให้เห็นอีกต่อไป


เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นแต่ภาพป่าไม้ที่พืชพันธุ์ขึ้นหนาแน่น ไร่นามีอยู่ในหุบเขา ทุกครั้งที่ผ่านภูเขาไปหลายลูกก็จะมองเห็นสถานที่เช่นนี้ ที่นาไม่สามารถเชื่อมต่อกันเป็นผืนใหญ่ได้ กระจัดกระจายอยู่ตามรอยแยกต่างๆ


สภาพทางภูมิศาสตร์ตามธรรมชาติเช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นของอวี๋โจวส่วนใหญ่ทำการค้า มิฉะนั้นเพียงอาศัยผลผลิตจากที่ดินตามรอยแยกเพียงน้อยนิด ย่อมไม่สามารถเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัวใหญ่นี้ให้อิ่มท้องได้


ด้วยเหตุนี้ แม้อวี๋โจวจะมีที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ไม่มากนัก แต่เนื่องจากทุกคนทำการค้า การสร้างเมืองของที่นี่จึงเจริญรุ่งเรืองกว่าจังหวัดจื่อจิง


ถนนหลวงที่กว้างขวาง รวมถึงร้านน้ำชาเล็กๆ ข้างทางที่พบเห็นได้ทุกห้าลี้สิบลี้ ทำให้ฉินเหยาและคณะรู้สึกแปลกใหม่เป็นอย่างยิ่ง


ประกอบกับอากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใสติดต่อกันหลายวัน ความเร็วในการเดินทางมาถึงเมืองหลักอวี๋โจวจึงเร็วกว่าที่คาดไว้หนึ่งวันครึ่ง


เวลาที่เหลือนี้จะทำอะไรได้เล่าก็ต้องอยู่ที่เมืองหลักอันเจริญรุ่งเรืองแห่งนี้ เพื่อลิ้มลองอาหารพื้นเมืองให้ดีสักหน่อย!


ฉินเหยาที่ขี่ม้านำอยู่ข้างหน้า เงยหน้าขึ้นก็มองเห็นประตูเมืองสูงตระหง่านที่สร้างขึ้นระหว่างภูเขาสองลูกอยู่เบื้องหน้า


ที่ใต้ประตูเมือง มีขบวนคาราวานและชาวบ้านธรรมดาจากบริเวณโดยรอบที่เข้ามาค้าขายในเมืองยืนต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอเข้าเมือง


คนที่นี่ติดตามครอบครัวทำการค้ามาตั้งแต่เด็ก ไม่มีคนว่างงานแม้แต่คนเดียว แม้แต่คนที่เดินเตร็ดเตร่อยู่ใต้ประตูเมืองก็ยังเป็นนายหน้าที่กำลังมองหาโอกาสทางการค้า


คณะเดินทางของฉินเหยานี้ นายหน้าเพียงใช้สายตาเฉียบคมกวาดมองก็รู้ว่ามาจากต่างถิ่น


แต่ทว่าในอดีตผู้ที่เดินทางส่วนใหญ่มักเป็นพ่อค้า โดยพื้นฐานแล้วจะเป็นผู้ชายหรือสตรีที่โตแล้ว


ครอบครัวอย่างบ้านฉินเหยาที่มีทั้งสตรีและเด็กเช่นนี้หาได้ยากนัก


นายหน้าคนหนึ่งลองเดินเข้ามา เงยหน้าถามหลิวจี้ที่ขี่ม้าอยู่ข้างกายฉินเหยา “นายท่านผู้นี้ จะเดินทางไปเยี่ยมญาติหรือขอรับ”


เวลาเดินทางออกนอกบ้านล้วนยึดผู้ชายเป็นหลัก นายหน้าจึงสอบถามหลิวจี้ซึ่งเป็นบุรุษวัยฉกรรจ์เพียงคนเดียวในขบวนรถม้าอย่างเป็นธรรมชาติ


เมื่อเห็นศีรษะเล็กๆของพวกต้าหลางสี่พี่น้องโผล่ออกมาจากตัวรถม้าก็อดชื่นชมความกล้าหาญของนายท่านรูปงามตรงหน้าผู้นี้มิได้ ที่กล้าเดินทางไกลกับครอบครัวใหญ่เช่นนี้เพียงลำพัง


ในรถม้าคันนี้มีแต่เด็กหรือไม่ก็หญิงสาว ไม่กลัวว่าจะถูกคนชั่วจับตามองเลยหรืออย่างไร


หารู้ไม่ว่า เพียงพลังของสตรีที่ขี่ม้าอยู่ข้างกายเขาเพียงคนเดียวก็สามารถปกป้องทั้งครอบครัวได้อย่างปลอดภัยแล้ว


หากคนชั่วกล้ามา ใครจะเจอดีก็ยังไม่รู้


หลิวจี้เหลือบมองเมียจ๋าอย่างร้อนตัวเล็กน้อย เมื่อเห็นว่านางไม่มีท่าทีไม่พอใจจึงก้มหน้าตอบนายหน้าผู้นั้น


“กำลังจะไปเยี่ยมญาติที่เมืองหลวน่ะ วันนี้ตั้งใจจะพักในเมืองชั่วคราวหนึ่งคืน ถือโอกาสที่ฟ้ายังไม่มืด เดินเล่นในเมืองหลักอวี๋โจวแห่งนี้สักหน่อย”


เมื่อได้ยินเช่นนี้ นายหน้าก็เผยรอยยิ้มสดใสในทันที เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวพร้อมประสานหมัดแนะนำตัวเอง


“ผู้น้อยโจวเหมิง เติบโตขึ้นมาในเมืองนี้มาตั้งแต่เล็ก เรื่องราวในเมืองนี้ไม่มีเรื่องใดที่ผู้น้อยจะไม่ล่วงรู้ หากนายท่านไม่รังเกียจจะให้ผู้น้อยนำพาท่านและครอบครัวเข้าเมืองและเที่ยวชมได้หรือไม่ขอรับ”


พูดพลางก็ยิ้มอย่างขออภัยพร้อมยื่นสองนิ้วขึ้นมาถูกัน “หากนายท่านเที่ยวเล่นอย่างมีความสุขแล้ว เพียงให้รางวัลแก่ผู้น้อยเล็กน้อยก็พอขอรับ”


“ยังไม่ทราบนามของนายท่าน” โจวเหมิงถามอย่างสุภาพ รอยยิ้มของเขาดูเป็นมิตรอย่างยิ่ง ใบหน้าดูเป็นคนดีซึ่งช่วยให้เขาสามารถทำอาชีพนายหน้านี้ได้สะดวก


คนทั่วไปเมื่อมาถึงสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเป็นครั้งแรก เมื่อพบกับคนท้องถิ่นที่ดูเหมือนเป็นคนดีและปฏิบัติต่อตนเองอย่างกระตือรือร้นเช่นนี้ ย่อมยากที่จะปฏิเสธ


หลิวจี้รู้สึกสนใจอย่างยิ่งจึงบอกชื่อของตนเองแก่โจวเหมิงและบอกว่าสตรีข้างกายผู้นี้คือฮูหยินของตน


จากนั้นก็ข่มความตื่นเต้นไว้แล้วถาม “เมียจ๋าคิดว่าอย่างไร”


ฉินเหยากวาดตามองโจวเหมิงผู้นี้ขึ้นลงแวบหนึ่ง แววตาซ่อนความเจ้าเล่ห์แต่ไร้ซึ่งความชั่วร้าย ก็แค่ต้องการหาเงินเล็กๆน้อยๆจากพวกเขาเท่านั้น


มีคนท้องถิ่นนำทางก็ดีเหมือนกัน


ฉินเหยาจึงพยักหน้าแล้วพูดกับโจวเหมิงว่า “เจ้าพาพวกเราไปหาโรงเตี๊ยมที่กว้างขวางและสะอาดก่อน จากนั้นก็เล่ากฎระเบียบในเมืองนี้ให้พวกเราฟัง บอกสถานที่ที่คนท้องถิ่นคิดว่าสนุกสักหนึ่งหรือสองแห่งแล้วชี้ทิศทางให้ก็พอ พวกเราจะไปเที่ยวกันเอง”


พูดจบก็หันไปส่งสายตาให้อินเยว่ อินเยว่เข้าใจความหมายจึงหยิบเศษเงินครึ่งตำลึงออกมาจากถุงเงิน “รับไป!”


เมื่อเห็นโจวเหมิงมองมานางก็โยนเงินให้เขา ก้อนเงินตกลงไปในอ้อมอกของเขาพอดิบพอดี


โจวเหมิงตะลึงไปอย่างเห็นได้ชัด สายตาประหลาดใจกวาดมองผ่านร่างของอินเยว่แล้วไปหยุดอยู่ที่ฉินเหยาซึ่งเมื่อครู่เขาไม่ได้มองอย่างจริงจังเลย


สตรีที่ก้มหน้ามองเขาเล็กน้อยผู้นี้ขี่ม้าตัวสูงใหญ่ แต่งกายทะมัดทะแมง ที่เอวยังเหน็บมีดสั้น…สตรีบ้านไหนออกนอกบ้านแล้วพกมีดกันเล่า ฮูหยินผู้นี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์!


ลูกตาของโจวเหมิงกลอกไปมา เก็บเงินพลางยกมือขึ้นทำท่าเชิญฉินเหยา


หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็จะบอกกับฉินเหยาเท่านั้น นานๆครั้งถึงจะถามหลิวจี้สักคำ


หลิวจี้คุ้นเคยกับเรื่องนี้ดีและยินดีที่ตนจะได้อยู่ว่างๆ เขามีหน้าที่ดูแลลูกๆ และคอยเป็นล่ามให้เด็กๆที่ไม่ค่อยเข้าใจสำเนียงต่างถิ่น


เมื่อจะเข้าเมือง ทุกคนจำต้องลงจากม้าเพื่อตรวจสอบ หลิวจี้จึงให้เด็กๆทุกคนลงจากรถม้า ม้าของตนเองมอบให้โจวเหมิงเป็นผู้จูง มือข้างหนึ่งจูงเด็กน้อยสองคนเดินตามหลังฉินเหยาไปตรวจสอบใบผ่านทางและเข้าเมืองไปได้อย่างราบรื่น


การนำรถม้าเข้าเมืองและขี่ม้าเสียค่าธรรมเนียมเพียงส่วนเดียวเท่านั้น


เมื่อเข้าประตูเมืองมาแล้ว โจวเหมิงก็กำชับ “ฮูหยิน ในเมืองห้ามควบม้าขอรับ”


ฉินเหยาพยักหน้ารับรู้ คณะเดินทางจึงจูงม้าเดินตามโจวเหมิงมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมเล็กๆสองชั้นแห่งหนึ่ง


โจวเหมิงอธิบายว่า “โรงเตี๊ยมแห่งนี้แม้จะอยู่ในตรอก แต่เมื่อออกจากปากตรอกก็สามารถไปยังถนนหลักได้ นับว่าเป็นสถานที่เงียบสงบท่ามกลางความวุ่นวาย สถานที่อาจจะเล็กไปบ้าง แต่ราคาย่อมเยา ที่โถงใหญ่ยังสามารถสั่งอาหารมารับประทานได้ ปลาดิบของพ่อครัวใหญ่ที่นี่รสชาติเป็นเลิศ ฮูหยินกับนายท่านลองสั่งมาชิมสักจานก็ได้นะขอรับ ราคาเพียงสองตำลึงเท่านั้น”


เพียงหรือ อินเยว่และเอ้อร์หลางสบตากัน ราคาของในเมืองหลักอวี๋โจวนี้สูงเกินไปแล้ว!


โจวเหมิงก็แอบสังเกตปฏิกิริยาของแขกเช่นกัน เขาเห็นว่าครอบครัวนี้เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน นายท่านหลิวยังสวมเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดี เห็นได้ชัดว่าฐานะทางบ้านมั่งคั่ง


แต่ทั้งครอบครัวไม่มีใครสวมใส่เครื่องประดับราคาแพง คิดว่าในชีวิตประจำวันคงจะประหยัดพอสมควร


ด้วยเหตุนี้จึงพาคนมาที่โรงเตี๊ยมข้างถนนสายหลักซึ่งมีระดับต่ำกว่าโรงเตี๊ยมใหญ่ในเมืองเล็กน้อยและแนะนำปลาดิบราคาค่อนข้างแพงจานหนึ่งเพื่อลองหยั่งเชิงดู จะได้แนะนำสถานที่เที่ยวที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของพวกเขาต่อไปได้


เป็นไปตามคาด หลิวฮูหยินสีหน้าไม่เปลี่ยน ยังเผยความสนใจออกมาเล็กน้อย ส่วนนายท่านหลิวก็พูดออกมาตรงๆว่า “ซานหลาง ซื่อเหนียง เดี๋ยวพวกเราไปลองชิมปลาของอวี๋โจวกัน!”


ฝาแฝดพยักหน้าหงึกๆราวกับลูกไก่จิกข้าว เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ท้องน้อยๆของพวกเขาจึงรอไม่ไหวแล้ว แต่กฎก็คือกฎ เมื่ออยู่ข้างนอกจะส่งเสียงดังไม่ได้จึงทำได้เพียงเบิกตากลมโตเป็นประกายรอคอยแล้วแอบกำหมัดดีใจอยู่เงียบๆ


ปฏิกิริยาที่น่ารักของเด็กๆ ทำให้ฉินเหยาแย้มยิ้ม นางพยักพเยิดให้โจวเหมิงนำทางข้างหน้าแล้วพาคนทั้งครอบครัวเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมที่ชื่อว่า ‘ผิงอัน’


การใช้เงินจ้างคนช่างสะดวกสบายนัก ขั้นตอนการเข้าพักทั้งหมดล้วนมีโจวเหมิงจัดการให้


อินเยว่ไม่วางใจจึงบอกกล่าวอาจารย์ของนางคำหนึ่ง แล้วตามไปยังสวนหลังบ้านเพื่อเลือกห้องพักขนาดใหญ่และกว้างขวางสองห้องที่อยู่ติดกัน


ห้องหนึ่งสำหรับสตรี ห้องหนึ่งสำหรับบุรุษ จากนั้นก็นำสัมภาระบนรถม้าทั้งหมดไปจัดวางไว้ในห้องพักแขกจนเรียบร้อย นี่ถึงได้กลับไปยังโถงด้านหน้าด้วยความรู้สึกเบาตัว


ตอนที่ 607: ยากที่จะกลืนลง


“ศิษย์พี่เยว่ มาเร็วเข้า!”


สี่พี่น้องที่ตามบิดามารดามาเลือกที่นั่งริมหน้าต่างในโถงใหญ่นานแล้ว พอเห็นอินเยว่ก็รีบยกมือขึ้นโบกไม้โบกมือเรียกนางทันที


อินเยว่หัวเราะเบาๆ แล้วรีบเดินเข้าไป ซื่อเหนียงตบที่ว่างข้างๆ ที่นางตั้งใจเว้นไว้ให้ “ตรงนี้ ตรงนี้ ศิษย์พี่เยว่ พวกเรานั่งด้วยกันนะ”


“ได้เลย!” อินเยว่ทรุดกายนั่งลงอย่างรวดเร็ว อดใจไม่ไหวที่จะหยิกแก้มแดงๆ น่ารักน่ารักของเด็กหญิงตัวน้อย


เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า ฉินเหยาก็ส่งสัญญาณให้หลิวจี้สั่งอาหารได้


หลิวจี้แสร้งทำทีเป็นสะบัดแขนเสื้อ เผยให้เห็นมือทั้งสองข้าง “เสี่ยวเอ้อร์ สั่งอาหาร!”


เมืองอวี๋โจวแห่งนี้สมแล้วที่เป็นเมืองใหญ่ การสั่งอาหารยังมีรายการให้เลือก ลูกจ้างยกถาดใส่ป้ายไม้ขนาดใหญ่มาให้ บนป้ายไม้ล้วนเป็นชื่ออาหาร แขกต้องการอะไรก็เพียงแค่พลิกป้ายนั้น นอกจากจะสะดวกสบายแล้ว ยังให้ความรู้สึกเป็นพิธีรีตองแก่แขกอีกด้วย


ปลาดิบสดที่โจวเหมิงแนะนำต้องลองชิมอยู่แล้ว หลิวจี้จึงพลิกป้ายปลาดิบสดก่อน จากนั้นก็ให้เด็กๆทั้งสี่คนเลือกคนละอย่าง รวมทั้งอินเยว่ที่เป็นศิษย์ด้วย หลักๆคือต้องการให้ทุกคนเท่าเทียมกัน


สุดท้ายฉินเหยาก็สั่งน้ำแกงหวานเพิ่มอีกเจ็ดถ้วยเพื่อดับกระหาย ทั้งครอบครัวจึงนั่งรออาหารมาขึ้นโต๊ะด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง


โจวเหมิงเป็นคนรู้จักเว้นระยะห่าง เขาถอยไปอยู่ตรงประตูโรงเตี๊ยมตามลำพังซึ่งทำให้ได้ยินเสียงเรียกของแขกได้ตลอดเวลาโดยไม่รบกวนการกินอาหารของครอบครัวผู้อื่น ทั้งยังสะดวกให้เขามองหานายจ้างคนต่อไปในโรงเตี๊ยมนี้ด้วย


โรงเตี๊ยมผิงอันแห่งนี้มีแขกไม่มากนัก อาหารจึงมาเร็วมาก อาหารหกอย่างกับน้ำแกงหนึ่งอย่างใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อก็มาครบแล้ว


อาหารถูกจัดวางอย่างประณีต สีสันสดใสน่ามอง กลิ่นก็หอมชวนให้น้ำลายสอ เรียกได้ว่ามีครบทั้งสีสัน กลิ่นและรสชาติ


ซานหลางอดกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ไม่ได้ รีบหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างใจร้อน “ท่านแม่~”


ฉินเหยาพยักหน้า ซานหลางก็รีบยกตะเกียบตรงไปยังเมนูปลาดิบสดที่โจวเหมิงแนะนำอย่างแข็งขัน คีบเนื้อส่วนท้องที่นุ่มที่สุดชิ้นหนึ่ง


หลิวจี้และคนที่เหลือก็ทยอยลงตะเกียบตามกันไป พวกเขาคีบเนื้อปลาเข้าปากด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม…


เดี๋ยว!


ฉินเหยาผู้ซึ่งกำลังจะลงมือเป็นคนสุดท้ายพลันชะงักมือที่กำลังจะคีบเนื้อปลา นางมองผู้ใหญ่สองคนกับเด็กสี่คนที่มีเนื้อปลาอยู่ในปากแต่กลับทำสีหน้าแปลกประหลาดอย่างระแวดระวัง


“เกิดอะไรขึ้น” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย


สิ้นเสียงของนางก็เห็นหลิวจี้ทำสีหน้าราวกับกินของเน่าเข้าไป เขาหยิบชามเปล่าขึ้นมา ก้มหน้าลงอย่างสง่างามแล้วคายเนื้อปลาที่เคี้ยวแล้วในปากออกมาทั้งหมด


เมื่อมีคนแรกก็ย่อมมีคนที่สอง ต้าหลางและน้องๆอีกสามคนรวมถึงอินเยว่ต่างก็พากันคายเนื้อปลาในปากลงในชามเปล่าของตน


จากนั้นทุกคนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆพร้อมกัน เผยสีหน้าขอบคุณราวกับเพิ่งรอดพ้นจากหายนะ


ขอบคุณสวรรค์ พวกเขายังหายใจอยู่


ทั้งหกคนไม่ได้พูดอะไร เอาแต่จ้องตะเกียบของฉินเหยาที่กำลังจะคีบเนื้อปลา ท่าทางไม่เหมือนจะห้ามนางไม่ให้กิน แต่กลับคาดหวังที่จะได้เห็นปฏิกิริยาของนางหลังจากกินปลาดิบสดจานนี้เข้าไปมากกว่า


“มันไม่อร่อยขนาดนั้นเชียวหรือ” ก็ดูสดดีนี่ ก็แค่ปลาดิบ ต่อให้ไม่อร่อยแล้วมันจะแย่ได้สักแค่ไหนกันเชียว


ฉินเหยาไม่เชื่อ นางคีบปลาขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วนำเนื้อปลาเข้าปากท่ามกลางสายตาตื่นเต้นของหลิวจี้และคนอื่นๆ


ในไม่ช้า เนื้อปลาที่อยู่ในปากซึ่งปราศจากการปกปิดของเครื่องปรุงรสก็เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน


กลิ่นคาวดินที่คละคลุ้งมาพร้อมกับรสสัมผัสของเนื้อเน่าๆลื่นๆ ทำให้สีหน้าของฉินเหยาเปลี่ยนไปทันที นางรู้สึกคลื่นไส้จนต้องโก่งคออาเจียน คายเนื้อปลาที่นุ่มจนเละออกมาทั้งหมด


นางน่าจะเชื่อตั้งแต่แรก!


เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ ทั้งหกคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เผยรอยยิ้มโล่ง.อกออกมาทันที คนทั้งเจ็ดต่างก็เข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ พากันยกถ้วยน้ำแกงหวานขึ้นมาเตรียมบ้วนปาก อย่างไรเสียก็ยังมีอาหารอีกหลายอย่าง คงไม่เลวร้ายไปทั้งหมด ยังสามารถลองชิมอย่างอื่นต่อไปได้


กลิ่นเปรี้ยวเหม็นราวกับน้ำส้มสายชูในไหหมักโชยเข้ากลางกระหม่อม โรงเตี๊ยมผิงอัน นี่พวกท่านเรียกมันว่าน้ำแกงหวานรึ!


สีหน้าคาดหวังของคนทั้งเจ็ดหายวับไปในทันที พวกเขาคายน้ำแกงหวานในปากออกมาอีกครั้งด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก


“น้ำ! ขอน้ำ!” หลิวจี้ตะโกน


อินเยว่ก็รีบหยิบถุงน้ำออกมาส่งให้ เมื่อเห็นหลิวจี้ยกขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว ต้าหลางและพี่น้องอีกหลายคนก็ร้องอุทาน “ท่านพ่อ เหลือไว้ให้พวกเราบ้าง!”


บิดาแก่ๆ ยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง เขาไม่ได้ดื่มน้ำจนหมด แต่เหลือไว้กว่าครึ่งแล้วส่งให้ภรรยา


ฉินเหยาไม่เกรงใจ นางดื่มอึกหนึ่งเพื่อบ้วนปากก่อนแล้วจึงส่งที่เหลือให้ต้าหลาง สี่พี่น้องจึงได้รับน้ำพุบนภูเขาอันแสนหวานใสราวกับน้ำช่วยชีวิตมาคนละอึก ในที่สุดก็รอดชีวิตมาได้


เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอาหารที่เหลืออีกหลายอย่าง สี่พี่น้องก็หน้าซีดเผือด ร่างกายเอนไปข้างหลังอย่างซื่อตรง


ซานหลางกุมท้องที่ร้องครวญคราง รู้สึกน้อยใจจนแทบจะร้องไห้ ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยกินอาหารที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อนเลย


อินเยว่ลองหยั่งเชิงถามอาจารย์ของตน “จะลองชิมอย่างอื่นดูไหมเจ้าคะ”


ฉินเหยาปฏิเสธอย่างมีเหตุผล


หลิวจี้มองแกงจืดเต้าหู้หยกที่จัดวางอย่างสวยงามแล้วพูดอย่างไม่แน่ใจนัก “อาเยว่ เจ้าลองชิมดูสิ”


“ไม่ๆๆ ให้สามีท่านอาจารย์ลองก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ” อินเยว่กล่าวอย่างเจื่อนๆ


หลิวจี้ “อย่าเลย อย่าเลย เคารพผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กเป็นคุณธรรม เจ้ายังเด็ก เจ้ากินก่อน”


อินเยว่ “งั้น…ข้าลองดูนะเจ้าคะ”


ครอบครัวฉินเหยาทั้งหกคนพยักหน้าอย่างแรง ส่งสายตาให้กำลังใจนาง เจ้าคือความหวังเดียวของครอบครัวเราแล้ว!


อินเยว่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วหยิบตะเกียบยื่นไปยังชามแกงจืดเต้าหู้หยกที่ทุกคนฝากความหวังไว้


ซานหลาง “ศิษย์พี่เยว่ ไม่อร่อยใช่ไหม”


หลิวจี้ “ถ้าไม่อร่อยก็คายออกมาเถอะ อาจารย์ไม่ว่าเจ้าหรอก”


ฉินเหยา “ถ้าอย่างไรเจ้าคายออกมาเลยจะดีกว่า”


อินเยว่ไม่ได้คาย นางกลืนลงไปแล้ว จากนั้นพูดด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนท่ามกลางสายตาคาดหวังของทุกคนในครอบครัว “ก็ไม่ถึงกับกินไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้อร่อย กินได้เจ้าค่ะ”


แกงจืดเต้าหู้นี้ทำให้อินเยว่มีความกล้าที่จะลองมากขึ้น ด้วยความคิดที่ว่าต่อให้ตนเองถูกพิษจนตายก็ไม่สามารถปล่อยให้อาจารย์กินจนอาเจียนได้ นางจึงลองชิมอาหารที่เหลืออีกสี่อย่างรวดเดียวจนหมด


“นอกจากปลาดิบสดและน้ำแกงหวานที่เป็นของขึ้นชื่อแล้ว อย่างอื่นก็ปกติเจ้าค่ะ” อินเยว่พยักหน้าหนักๆ “กินได้ วางใจเถอะเจ้าค่ะ!”


ฉินเหยาถอนหายใจอย่างโล่ง.อก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ว่าแย่ไปเสียทั้งหมด


เพียงแต่ถูกน้ำแกงหวานและปลาดิบสดทำร้ายมาสองครั้ง ตอนนี้ต่อให้หยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้งก็ไม่มีความอยากอาหารแล้ว


ต้าหลางและเอ้อร์หลางเขี่ยข้าวสวยในชาม ยังพอฝืนกินได้สองคำ


ซานหลางทำปากยื่นอย่างน้อยใจ พึมพำกับตัวเอง “ข้าคิดถึงท่านอาอาวั่ง ข้าคิดถึงน้าหลี่ ข้าคิดถึงท่านป้าใหญ่…”


พวกเขาล้วนเป็นคนที่ทำอาหารอร่อย ส่วนคนอื่นเช่นท่านลุงใหญ่ท่านลุงรองนั้น เขาไม่นึกถึงเลย


อินเยว่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ลูบใบหน้าเล็กๆที่น่าสงสารของซื่อเหนียงแล้วลุกขึ้นพูดว่า “ยังเหลือเสบียงแห้งอยู่บ้าง ข้าจะไปเอามาให้”


เด็กๆพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ดวงตาที่หม่นหมองในที่สุดก็สว่างขึ้นเล็กน้อย


อันที่จริง ตั้งแต่เย็นวันแรกที่ออกจากบ้าน คนทั้งเจ็ดก็เริ่มคิดถึงอาหารรสเลิศที่บ้านแล้ว


โดยเฉพาะฝีมือของอาวั่ง ตอนอยู่ที่บ้านไม่รู้สึกว่าหายากเพียงใด พอเดินทางไกลถึงได้รู้ว่าที่แท้ปกติอยู่ที่บ้านพวกเขากินดีขนาดไหน!


หลายวันนี้ ทุกครั้งที่กินอาหารข้างนอก ต้องอาศัยเสบียงแห้งที่หลี่ซื่อเตรียมไว้ให้ก่อนเดินทางจึงจะพอมีเรี่ยวแรงกินอะไรลงไปได้บ้าง


ตอนที่ยังอยู่ในเขตจังหวัดจื่อจิง ยังพอหาซื้ออาหารประเภทเส้นที่ถูกปากได้สักมื้อสองมื้อ


แต่พอเหยียบย่างเข้ามาในเขตของอวี๋โจว รสชาติอาหารของสองที่ก็แตกต่างกันอย่างมาก คนทั้งเจ็ดจึงผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด


ตอนที่ 608: ท่องเที่ยวหนึ่งวัน


เคี้ยวเสบียงแห้งส่วนสุดท้ายที่หลี่ซื่อทำและมองอาหารอวี๋โจวเต็มโต๊ะที่ดูดีแต่ไร้ประโยชน์ทั้งยังแพงลิบลิ่ว ฉินเหยากับหลิวจี้ก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างหาได้ยาก


กินไม่อิ่มก็ไม่มีแรง


ไม่มีแรงก็ไม่มีกำลังใจ


ไม่มีกำลังใจก็ไม่อยากไปที่ไหนทั้งนั้น


ทั้งเจ็ดคนในครอบครัวปฏิเสธคำแนะนำให้ไปเที่ยวเล่นในที่ต่างๆของโจวเหมิงอย่างเด็ดเดี่ยว หลังจากไล่เขาไปแล้วก็แบ่งกลุ่มชายหญิงกลับไปยังห้องพักแขกของฉินเหยาและหลิวจี้ตามลำดับ พอล้มตัวลงนอนก็ไม่ขยับอีก


ท่าทางที่หมดเรี่ยวแรงอย่างพร้อมเพรียงกันนั้นราวกับป่วยเป็นโรคซึมเศร้ากันทั้งกลุ่ม


เห็นได้ชัดว่า…นี่เพิ่งจะออกมาได้เพียงสามวันเท่านั้น!


ยังจำได้ว่าเมื่อสามวันก่อนตอนออกเดินทาง ท่าทางที่ทั้งครอบครัวมีความสุขและเต็มไปด้วยความคาดหวังนั้นช่างมีชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยพลังเพียงใด


“เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว!”


หลิวจี้พลันดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ทำเอาต้าหลางสามพี่น้องที่อยู่ข้างๆ ตกใจจนตัวสั่น มองไปยังท่านพ่ออย่างประหม่า คงไม่ได้ถูกอาหารรสชาติแย่พวกนี้กระตุ้นจนเสียสติไปแล้วหรอกนะ?


ต้าหลางเต็มไปด้วยความกังวล “ท่านพ่อ?”


หลิวจี้กวักมือเรียก “ตื่นก็ดีแล้ว ไป ไปจ่ายตลาดกับพ่อ พักนี้ท่านแม่ของพวกเจ้าไม่เจริญอาหารเลย หิวจนซูบผอมไปหมดแล้ว”


ประเด็นสำคัญคือ กระเพาะของเขาก็ทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน หากไม่ได้กินอาหารดีๆสักมื้อ ต่อไปจะเอาแรงที่ไหนเข้าเมืองหลวง?


เขายังอยากจะพบหน้าท่านอาจารย์เป็นครั้งสุดท้ายอยู่นะ!


พูดจบหลิวจี้ก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของลูกทั้งสามคน ไล่พวกเขาลงจากเตียง “สวมรองเท้าซะ พวกเรารีบหน่อย บางทีวันนี้อาจจะได้กินอาหารเย็นอิ่มๆสักมื้อ”


ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางพยักหน้าอย่างงุนงง รีบลงจากเตียงและสวมรองเท้าแล้วตามท่านพ่อที่ร้อนรนออกจากโรงเตี๊ยมไป


เมื่อมาถึงถนนใหญ่ สามพี่น้องจึงเพิ่งจะรู้ตัว เอ้อร์หลางมองบิดาบังเกิดเกล้าของตนที่กำลังต่อราคากับหญิงชาวนาจนอีกฝ่ายอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตาอย่างประหลาดใจ “ท่านแม่หิวจนซูบผอมแล้วหรือ”


หลิวจี้เลือกผักป่าโดยไม่หันกลับมามอง “ไม่ได้กินของดีๆมาหลายวัน จะไม่ผอมซูบได้อย่างไร หน้าก็เล็กลงไปตั้งเยอะ”


ต้าหลางมุมปากกระตุกเล็กน้อย “เป็นเพราะตากแดดจนดำ เลยดูเล็กลงกระมัง”


เขายังจำได้ว่าเมื่อครู่ตอนที่ท่านแม่พับแขนเสื้อขึ้นเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน บนแขนนั้นมีแต่กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หมัดเดียวยังซัดเสือให้ตายได้ จะผอมลงได้อย่างไรกัน


หลิวจี้หันกลับไปถลึงตาใส่เจ้าเด็กสามคนนี้อย่างไม่สบอารมณ์ “ก็มีแต่พวกเจ้านี่แหละที่พูดมาก ถือผักนี่ไว้แล้วไปดูว่ายังมีเนื้อสดๆอีกหรือไม่”


ทางที่ดีที่สุดคือซื้อซี่โครงหมูได้ สตรีใจร้ายที่บ้านไม่เหมือนคนอื่น คนอื่นชอบกินเนื้อติดมัน มีเพียงนางที่ชอบกินกระดูกแห้งๆพวกนี้


หญิงชาวนาส่งผักป่าให้ พี่น้องแต่ละคนรับไปคนละกำ พอกับจำนวนคนที่ถือพอดี


สามพี่น้องถือผักป่าสามกำที่ท่านพ่อใช้เงินสิบเหวินซื้อมา เดินตามอยู่ข้างหลังแล้วมองดูหลิวจี้ที่กำลังมองหาซี่โครงหมูอย่างขะมักเขม้นก็ได้รับพลังจากเขาจึงสบตากันแล้วหัวเราะออกมา


เมืองหลักอวี๋โจวนี้ใหญ่โตจริงๆ เพียงแค่ถนนขายผักก็ยาวเหยียด สามารถเดินเล่นได้นานกว่าครึ่งชั่วยาม


เมื่อสี่พ่อลูกซื้อซี่โครงหมูเสร็จแล้วก็ยังไปที่ร้านขายของชำเพื่อซื้อเครื่องเทศอีกมากมาย ที่แห่งนี้มีพ่อค้าวาณิชมาชุมนุม ไม่เพียงแต่จะมีสินค้าครบครัน ราคายังถูกกว่าที่จังหวัดจื่อจิงอยู่ไม่น้อย


หลิวจี้มือซ้ายคว้าไก่ตัวหนึ่ง มือขวาหิ้วซี่โครงหมูไร้มันสองชิ้น หันกลับไปมองผักป่าและเครื่องเทศที่ลูกชายทั้งสามอุ้มอยู่ในอ้อมแขน ในหัวก็คำนวณส่วนต่างของราคาแล้วก็ต้องตกใจเล็กน้อย


ของที่เขาเพิ่งซื้อมาทั้งหมดนี้ ใช้เงินน้อยกว่าตอนอยู่ที่อำเภอไคหยางถึงหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหวินเชียว


บิดาแก่ๆ เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาทันที หันกลับไปต่อรองกับลูกชายทั้งสาม “ถ้าท่านแม่ของพวกเจ้าถามขึ้นมาก็ให้บอกว่าของพวกนี้ใช้เงินไปสองตำลึง เข้าใจหรือไม่”


เอ้อร์หลางหัวไวทันคนจึงรู้ทันความคิดของท่านพ่อในทันที เขาฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์แบบเดียวกับบิดาออกมา “ค่าปิดปากสิบเหวิน”


หลิวจี้ตอบตกลงอย่างรวดเร็วว่า “ตกลง!”


ซานหลางหัวเราะแหะๆ สิบเหวินแน่ะ ซื้อถังหูลู่ไม้ใหญ่ๆได้ตั้งสองไม้


ต้าหลางถลึงตาใส่น้องชายทั้งสองอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยเตือนอย่างจริงจัง “ท่านแม่ไม่ใช่คนโง่ เพียงแค่ถามคนท้องถิ่นก็รู้ส่วนต่างราคานี้แล้ว ท่านพ่อ อย่าเสี่ยงเลยจะดีกว่า เพื่อเงินหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหวิน ไม่คุ้มค่าเลย”


หลิวจี้ประหลาดใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหวิน?”


เด็กหนุ่มทั้งสามคนพูดพร้อมกันว่า “ก็คำนวณสิ ชัดเจนขนาดนี้ คำนวณยากหรือท่านพ่อ”


หลิวจี้ถึงกับพูดไม่ออก ลูกๆเหมือนเขาทุกคน ฉลาดเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกัน


แต่เขาลำบากออกมาซื้อของ ยังต้องลงครัวทำอาหารอร่อยๆด้วยตัวเองอีก เก็บเงินสตรีใจร้ายเพียงเล็กน้อยหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหวินก็ไม่ถือว่าเกินไปกระมัง


อาหารเย็นอันโอชะถูกยกขึ้นโต๊ะ ในที่สุดทั้งเจ็ดคนในครอบครัวก็ได้กินข้าวกับน้ำแกงร้อนๆ สบายท้องสักมื้อ ฉินเหยากินข้าวไปถึงห้าชาม นางพิงเก้าอี้หลับตาพริ้มเพื่อย่อยอาหารอย่างพึงพอใจ


นางไม่ได้ถามว่าค่าอาหารเท่าไหร่ หลิวจี้เองก็ไม่ได้บอกเอง สองสามีภรรยารู้แก่ใจดี ถือเป็นการยอมรับวิธีการนี้ไปโดยปริยาย


ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับฉินเหยาในตอนนี้ อาหารมื้อนี้ที่หลิวจี้ทำในคืนนี้เพียงแค่คุณค่าทางจิตใจก็เกินกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเหวินแล้ว


อีกทั้ง…


“หลิวจี้ ต่อไปอาหารเย็นของบ้านเราให้เจ้าเป็นคนทำ วันหนึ่งต้องได้กินของร้อนๆสักมื้อ ในใจถึงจะสบาย เจ้าว่าจริงหรือไม่”


น้ำเสียงของฉินเหยาเกียจคร้าน นางหรี่ตามองมาพร้อมรอยยิ้ม หลิวจี้ไหนเลยจะกล้าปฏิเสธแม้แต่คำเดียว ได้แต่ยิ้มรับอย่างว่าง่าย “ขอเพียงแค่เมียจ๋าพอใจ ต่อให้ต้องทำอาหารวันละสามมื้อ ข้าก็จะไม่มีปริปากบ่นเลย!”


ฉินเหยาชี้นิ้วไปที่เขาอย่างพึงพอใจ “วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก ข้าพอใจมาก”


หลิวจี้ที่รู้ว่าตนเองหักเงินไว้พยายามฝืนยิ้มน้อยๆ


เมื่อมีหลิวจี้ลงครัว กระเพาะของฉินเหยาที่ถูกทารุณก็ได้รับการปลอบประโลมอย่างใหญ่หลวง เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกินอาหารเช้าที่ถูกปากถูกใจแล้ว นางก็พาลูกศิษย์และลูกๆออกไปเที่ยวเล่นอย่างกระตือรือร้น


หลิวจี้ออกจากที่พักเป็นคนสุดท้าย เขากรอกน้ำต้มสุกจนเต็มกระบอกน้ำของเหล่าแม่ลูกแล้วใส่ลงในถุงผ้าด้วยความเคยชิน จากนั้นใส่แป้งทอดไส้เนื้อที่เพิ่งทำเมื่อเช้านี้ลงไปในกล่อง เมื่อเตรียมการเสร็จสิ้นจึงลงกลอนประตูห้องพักแขกแล้วเดินตามบรรดาแม่ลูกไป


อินเยว่เป็นคนมีไหวพริบ เมื่อเห็นถุงผ้าหนักอึ้งบนไหล่ของสามีท่านอาจารย์ก็รีบวิ่งกลับมาช่วยหยิบกระบอกน้ำของตนเองไป


มุมปากของหลิวจี้กระตุกอย่างรุนแรงพลางคิดว่าเจ้าคิดว่าข้าลืมกระบอกน้ำส่วนของเจ้าหรือไง


ช่างเถอะ ช่างเถอะ ไม่ถือสาหาความกับเด็กสาวไม่รู้ความผู้นี้แล้ว จะได้ไม่ไปยั่วโมโหอาจารย์ที่ชอบให้ท้ายลูกศิษย์ของนางแล้วหาเรื่องไม่สบายใจให้ตัวเอง


โดยรวมแล้ว การเที่ยวอวี๋โจวหนึ่งวันในวันนี้ถือว่าราบรื่นมาก


เด็กๆได้ดูการแสดงกายกรรมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้เดินเที่ยวชมร้านขายของชำที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ ได้เห็นของแปลกๆจากทั่วทุกสารทิศ ทุกคนยังได้ซื้อของเล่นเล็กๆที่ไม่กินที่มาคนละชิ้น อีกทั้งอาหารกลางวันก็เป็นอาหารที่เตรียมมาเอง อารมณ์ขุ่นมัวเมื่อวานนี้จึงได้รับการชดเชยอย่างใหญ่หลวง


ตั้งแต่สายจนถึงเย็นย่ำตะวันคล้อย ในที่สุดก็ได้เดินรอบเมืองหลักอวี๋โจวนี้หนึ่งรอบ แม้จะเป็นการชมแบบผ่านๆ แต่ก็ถือว่าได้มาเยือนแล้ว


ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังกลับโรงเตี๊ยมอย่างมีความสุขก็ได้เดินผ่านกำแพงประกาศจับของเมืองหลักอวี๋โจว บนนั้นมีประกาศตามหาคนแผ่นใหม่ติดอยู่มากมาย


ฉินเหยาเหลือบมองโดยไม่ได้ตั้งใจ มีประกาศตามหาสัตว์เลี้ยงที่หายไปอยู่ไม่น้อย เพียงแค่ให้เบาะแสก็สามารถรับรางวัลได้ตั้งแต่สองร้อยเหวินไปจนถึงห้าตำลึง


นางพลันคิดขึ้นมาได้ว่า หากตนเองไปถึงเมืองหลวง ไม่แน่อาจจะอาศัยประกาศจับพวกนี้หาเงินค่าขนมได้ไม่น้อยเลย


“ท่านแม่!” ซื่อเหนียงที่ขี่คอหลิวจี้อยู่พลันชี้ไปที่กำแพงประกาศจับแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “อะไรคือผู้ค้ามนุษย์หรือเจ้าคะ”


ตอนที่ 609: ผู้ค้ามนุษย์


ซื่อเหนียงรู้ว่าหนึ่งร้อยตำลึงเป็นเงินจำนวนเท่าใด นั่นเป็นเงินที่สามารถซื้อนาชั้นดีได้สิบหมู่ เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวธรรมดาสามคนไปได้ชั่วชีวิต


ดังนั้นเมื่อเห็นประกาศจับบนกำแพงแผ่นหนึ่งซึ่งเขียนไว้ว่าหากมีผู้ใดช่วยตามหาผู้ค้ามนุษย์ที่พาบุตรหลานของบ้านตนไปได้ สามารถไปรับเงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึงได้ที่จวนจึงรู้สึกตกใจอย่างยิ่ง


นางไม่รู้ว่าผู้ค้ามนุษย์นั่นคืออะไร เหตุใดจึงมีค่าถึงเพียงนี้


ฉินเหยาเดินไปที่หน้ากระดานประกาศ ดูประกาศแผ่นที่ซื่อเหนียงชี้แล้วอธิบายว่า “ผู้ค้ามนุษย์ก็คืออาชญากรที่เชี่ยวชาญด้านการลักพาตัวคนไปขาย บุตรสาวของเจ้าของประกาศแผ่นนี้ถูกผู้ค้ามนุษย์พาตัวไป คนในครอบครัวร้อนใจดั่งไฟเผาจึงได้ติดประกาศตามหา”


ขณะที่พูด ฉินเหยาก็มองประกาศจับบนกระดานประกาศอีกสองสามครั้ง เมื่อครู่ไม่ได้สังเกตเนื้อหา เอาแต่จ้องมองเงินรางวัล ตอนนี้เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจึงพบว่าไม่ใช่แค่ประกาศตามหาสัตว์เลี้ยงที่หายไป แต่ยังมีประกาศตามหาคนอีกสี่ห้าฉบับ


ที่หายไปล้วนเป็นเด็กเล็ก คนหนึ่งอายุห้าขวบ คนหนึ่งแปดขวบและยังมีอีกคนที่อายุสิบสามปีแล้ว


การมีประกาศตามหาคนปรากฏขึ้นมากมายในเวลาเดียวกัน เมื่อดูประกาศรางวัลหนึ่งร้อยตำลึงที่ต้องการเบาะแสของผู้ค้ามนุษย์อีกครั้ง ฉินเหยาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน


ทั้งครอบครัวพูดคุยกันเรื่องประกาศจับมูลค่าสูงนั้นระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยม พอดีกับเป็นเวลาอาหาร ในโถงใหญ่จึงมีคนนั่งอยู่เกือบเต็ม


ครอบครัวของฉินเหยาเช่าห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเองและไม่ได้กินที่นี่ เมื่อเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเห็นพวกนางก็รีบทักทายคำหนึ่งแล้วจึงรีบไปต้อนรับแขกคนอื่นต่อ


ที่กลางโถงใหญ่มีโต๊ะของแขกกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยเรื่องอะไรกันเสียงดัง เพราะเสียงโหวกเหวกจึงถูกเถ้าแก่ห้ามปราม แขกกลุ่มนั้นจึงบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ


หากเป็นปกติ เรื่องสนุกเช่นนี้หลิวจี้ย่อมต้องเข้าไปร่วมวงด้วย แต่ตอนนี้เขายังต้องกังวลเรื่องอาหารการกินของทั้งครอบครัวจึงไม่มีแก่ใจจะทำเช่นนั้น


เขาวางซื่อเหนียงลงจากบ่า วางท่าเป็นท่านอาจารย์แล้วเรียก “อาเยว่ เจ้าตามข้าไปเตรียมการที่ห้องครัว”


อินเยว่รับคำ นางบอกกับฉินเหยาคำหนึ่งแล้วจึงตามหลิวจี้ไปเตรียมอาหารเย็นก่อน


ฉินเหยากับลูกๆทั้งสี่คนยังอยู่ที่เดิม เมื่อเห็นว่าท่านแม่ไม่มีทีท่าว่าจะกลับห้อง พวกต้าหลางสี่พี่น้องจึงยืนอยู่ข้างๆอย่างเปิดเผย มองดูกลุ่มแขกที่กลางโถงใหญ่พูดคุยกันต่อด้วยเสียงที่เบาลง


พอพูดถึงช่วงที่ตื่นเต้น เสียงก็ดังขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้อีกครั้ง พอจะได้ยินคำพูดอย่าง ‘กลุ่มค้ามนุษย์’ ‘คนที่มากับเด็กจะถูกจับตา’ ‘พวกมันมีทั้งชายหญิงและคนชราเพื่อบังหน้า ป้องกันได้ยากยิ่ง’ และคำพูดอื่นๆในทำนองนี้


ซื่อเหนียงดึงชายเสื้อของท่านแม่ ฉินเหยาก้มหน้าลง ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เป็นอะไรไป หิวหรือ กระหายน้ำหรือ”


ยังไม่ทันที่เด็กหญิงจะพูด ฉินเหยาก็ล้วงเหรียญเงินออกมาครึ่งพวง เตรียมให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางไปซื้อขนมจากแผงลอยที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมกลับมา


ซื่อเหนียงรีบร้องห้ามท่านแม่ก่อนถอนหายใจเบาๆอย่างจนใจ แล้วรีบอธิบายว่าตนไม่ได้หิวหรือกระหายน้ำ เพียงแค่อยากจะคุยกับท่านแม่เท่านั้น


“ท่านแม่ ทุกคนกำลังพูดถึงเรื่องผู้ค้ามนุษย์กันอยู่ หมายความว่าที่อวี๋โจวนี้มีโจรลักพาตัวที่จ้องจะลักพาตัวเด็กโดยเฉพาะจำนวนมากหรือไม่เจ้าคะ”


เด็กหญิงตัวน้อยมีสีหน้าจริงจัง ดูเหมือนจะกลัวอยู่บ้าง แต่ก็อดทนไม่แสดงออกมา


การตระหนักถึงอันตรายเป็นเรื่องที่ดีมาก ฉินเหยาไม่ได้หัวเราะเยาะความกังวลและความกลัวของเจ้าตัวเล็ก ทั้งยังตอบกลับไปอย่างจริงจัง


“แน่นอนอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเจ้าสี่คนจำไว้ว่าอย่าออกไปนอกสายตาของผู้ใหญ่ หากพบบุคคลน่าสงสัยให้รีบหนีจากอันตรายทันที ถ้าหากอยากจะออกไปข้างนอกตามลำพังต้องบอกผู้ใหญ่ก่อน เข้าใจหรือไม่”


สี่พี่น้องพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แสดงออกว่าเข้าใจแล้ว


ความคิดของซานหลางมักจะแตกต่างจากคนอื่น เขามักจะแสดงความคิดเห็นแปลกๆ ออกมาเสมอจึงถามอย่างกลัวๆว่า “ท่านแม่ โจรลักพาตัวพวกนี้ลักพาตัวเด็กไปทำแป้งย่างไส้เนื้อคนหรือขอรับ”


ทันทีที่ถามจบก็ได้รับสายตาดูแคลนจากพี่ใหญ่และพี่รอง


ต้าหลางกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าโจรลักพาตัวโง่หรือ หากอยากกินเนื้อก็ไปขโมยหมูก็ได้นี่นา เหตุใดต้องลักพาตัวคนให้ผิดกฎหมายด้วยเล่า ในแคว้นเซิ่ง ผู้ที่ลักพาตัวคนไปเป็นทาสจะต้องถูกลงโทษแขวนคอ!”


เอ้อร์หลางลูบแก้มกลมๆของน้องสามอย่างสงสาร “ซานหลางเด็กโง่ โจรลักพาตัวลักพาตัวคนไปเพื่อขาย หากโชคดีก็อาจถูกขายเข้าไปเป็นทาสในบ้านคนรวย หากโชคร้ายก็จะถูกคนซื้อไปเป็นสะใภ้ที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่เด็กหรือไม่ก็เป็นแรงงาน ต้องทนทุกข์ทรมาน แม้แต่จะมีชีวิตรอดก็ยังยาก! อีกอย่างเนื้อคนก็ไม่อร่อย”


ซานหลางเบิกตา.กลมโตเป็นประกายพลางถามต่อ “พี่รอง ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเนื้อคนไม่อร่อย”


“ในหนังสือบอกไว้ เป็นบันทึกเบ็ดเตล็ดเล่มหนึ่ง อย่าถามว่าเป็นบันทึกเล่มไหน ถ้าถามอีกข้าจะทุบเจ้า” เอ้อร์หลางจ้องน้องชายอย่างอันตราย การข่มขู่ได้ผล ซานหลางร้องออกมาคำหนึ่งแล้วก็รีบปิดปากของตนเองอย่างว่าง่าย


ฉินเหยาส่ายศีรษะอย่างขบขัน แต่ก็ยังพาเด็กๆออกไปซื้อขนมจุกจิกมาไม่น้อย นางไม่รู้ว่าเด็กๆอยากกินหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือนางอยากกิน


ขนมแบ่งออกเป็นสองห่อ ห่อหนึ่งกินวันนี้ อีกห่อหนึ่งเก็บไว้กินระหว่างทางในวันพรุ่งนี้


ห้าแม่ลูกเที่ยวเล่นกันจนพอใจแล้วจึงกลับมาที่ห้องพักแขกและก็ได้รับการกลอกตาจากหลิวจี้ที่ทำอาหารเย็นเสร็จแล้วแต่หาคนไม่เจอ


แน่นอนว่า เขากล้ากลอกตาใส่แค่เด็กๆสี่คนเท่านั้น ส่วนผู้ใหญ่นั้นเขายังต้องคอยเอาใจ “เมียจ๋า เตรียมน้ำไว้ให้เจ้าแล้ว ล้างหน้าล้างมือเสร็จเราก็มากินข้าวกันเถอะ”


สองมือยื่นออกไปรับขนมสองถุงใหญ่ที่อยู่ในมือของฉินเหยาอย่างเป็นธรรมชาติพลางจุ๊ปากในใจกับจอมผลาญผู้นี้


“หลิวจี้ เจ้าพูดอะไร” ฉินเหยาที่กำลังล้างหน้าอยู่หันกลับมาถามอย่างสงสัย


หลิวจี้ถึงกับเซถลาไปข้างหน้า เกือบจะสะดุดคานพื้นในห้องพักแขกจนหน้าคะมำ เขารีบประคองร่างให้มั่นคงแล้วหันกลับมาพร้อมกับกะพริบตาอย่างใสซื่อ “เมียจ๋า ข้าไม่ได้พูดอะไรนี่”


“ไม่มีหรือ…” พึมพำกับตนเองเสียงหนึ่ง ฉินเหยาก็ยักไหล่แล้วก้มหน้าล้างมือต่อไป


หลังจากล้างหน้าล้างมือจนสะอาด ทั้งครอบครัวก็นั่งลงรอบโต๊ะเล็กๆ แล้วเริ่มกินอาหาร


ผัดผักป่าสดๆหนึ่งจาน หมูสามชั้นผัดน้ำมันหอมกรุ่นหนึ่งจาน เต้าหู้ทอดหนึ่งจานและไข่คนในน้ำแกงข้นชามโตอีกชามหนึ่ง ไม่มีจานไหนที่จัดวางอย่างประณีต แต่กลับทำให้ทั้งเจ็ดคนกินกันจนปากมันแผล็บ ไม่มีเวลาจะพูดคุยกันเลยแม้แต่น้อย


หลังจากกินอาหารเย็นกันอย่างเงียบเชียบเสร็จสิ้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็อาสารับหน้าที่ล้างจานเช็ดโต๊ะ นำถ้วยชามที่ล้างสะอาดแล้วไปคืนที่ห้องครัวของโรงเตี๊ยม


ส่วนพวกผู้ใหญ่ก็เตรียมตัวสำหรับการเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น


ฉินเหยากับอินเยว่ลุกขึ้นไปให้อาหารม้าที่สวนด้านหลังของโรงเตี๊ยม


หลิวจี้เก็บเสื้อผ้าที่ซักและตากแห้งไว้เมื่อวานกลับมาพับให้เรียบร้อยแล้วยังคอยดูเด็กทั้งสี่คน ตรวจดูสัมภาระของตนเอง นอกจากเสื้อผ้าและรองเท้าที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้แล้ว อย่างอื่นก็เก็บให้หมด


อาศัยจังหวะที่ในห้องครัวยังมีไฟ อินเยว่กับหลิวจี้ยังต้องทำเสบียงแห้งที่สามารถกินได้สองถึงสามวันออกมา


ยุ่งจนดึกดื่น ในที่สุดก็ได้พักผ่อน


หลับสบายตลอดทั้งคืน วันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่สว่าง ทั้งครอบครัวก็ตื่นกันแล้ว


หลังจากกินอาหารเช้าที่หลิวจี้เตรียมไว้ให้ ผู้ใหญ่ก็พาเด็กๆช่วยกันขนสัมภาระขึ้นไปบนตัวรถม้า จ่ายค่าที่พัก พอประตูเมืองเปิดก็ออกจากเมืองเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป


วันนี้อากาศไม่ค่อยดี ตอนเช้าไม่มีแดด เป็นวันที่มีเมฆมากและมืดครึ้ม


ตลอดทางมีแต่ป่าเขาและภูเขาสูง เด็กๆไม่ค่อยมีอารมณ์จะชื่นชมทิวทัศน์จึงหยิบตำราออกมาอ่านเพื่อฆ่าเวลาที่น่าเบื่อนี้


ตอนเที่ยง ในที่สุดก็เดินทางออกจากเขตป่าเขาสูง เบื้องหน้าพลันสว่างโล่ง มาถึงหมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบ


ที่นี่มีกองคาราวานเดินทางผ่านบ่อยครั้ง ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านจึงมีชาวบ้านตั้งโรงน้ำชาไว้ให้คนเดินทางได้หยุดพักขา


หลิวจี้แอบลูบก้นของตัวเองที่ใกล้จะแตกเป็นเสี่ยงๆ มองโรงน้ำชาอันเงียบสงบเบื้องหน้าแล้วเสนออย่างใจกล้าว่า “เมียจ๋า เราพักกันสักครู่เถอะนะ ซื้อชาร้อนๆสักสองสามถ้วยแล้วกินกับเสบียงแห้งเป็นมื้อเที่ยงดีหรือไม่”


ตอนที่ 610: หญิงชราที่โรงน้ำชา


ฉินเหยาหันกลับไปมองที่รถม้า อินเยว่ซึ่งไม่เคยเดินทางไกลมาก่อนมีใบหน้าซีดเซียว เด็กๆเองก็นั่งซึมอยู่ในตัวรถม้าเงียบๆ


“ได้” ฉินเหยาพยักพเยิดไปทางโรงน้ำชา เป็นสัญญาณให้ทุกคนมุ่งหน้าไปที่นั่น


ในใจนางคำนวณระยะทางอย่างรวดเร็ว ห่างจากอำเภออันเซี่ยนไม่ถึงสิบห้าลี้แล้ว ด้วยความเร็วของพวกเขา เพียงหนึ่งชั่วยามครึ่งก็สามารถไปถึงได้ พักครึ่งชั่วยามก็ยังทันเวลาเข้าเมือง


ดังนั้นจึงพูดกับคนในครอบครัวว่า “อีกครึ่งชั่วยามค่อยออกเดินทาง”


ในตัวรถม้าที่เคยเงียบเหงากลับเกิดเสียงตอบรับอย่างตื่นเต้นขึ้นมาในทันใด รอจนกระทั่งอินเยว่จอดรถม้าจนมั่นคงดีแล้ว สี่พี่น้องก็แย่งกันกระโดดลงจากรถอย่างไม่คิดชีวิต พลางโห่ร้องวิ่งเข้าไปในโรงน้ำชาอย่างร่าเริง


ในโรงน้ำชามีเพียงหญิงชราคนหนึ่ง ดูเหมือนว่าขาแข้งยังคงแข็งแรง ทำงานคล่องแคล่วว่องไวมาก


นอกจากจะขายน้ำชาแล้ว ยังมีของกินเล่นอีกหลายอย่าง ทั้งหมั่นโถวนึ่ง แป้งทอดจากข้าวสาลีและชิงถวนซึ่งมีเฉพาะในเดือนสาม


แต่แตกต่างจากชิงถวนของจังหวัดจื่อจิง ชิงถวนที่หญิงชราผู้นี้ทำกลับเป็นรสเค็ม โดยจะกดชิงถวนให้แบนแล้วยัดไส้ด้วยถั่วลิสงคั่วบดเค็มและผักดอง


ซานหลางอยากจะลองชิมทุกอย่างที่ไม่เคยกินจึงยิ้มแล้วร้องเรียกทันที “ท่านยาย ข้าเอาอันนี้!”


ซื่อเหนียงก็ร้องตามทันที “ท่านยาย ข้าก็เอาด้วย!”


ส่วนต้าหลางกล่าวว่า “พวกเราต้องการชาร้อนเจ็ดถ้วยขอรับ”


เอ้อร์หลางล้วงถุงเงินออกมาแล้วถาม “ทั้งหมดกี่เหวินขอรับ”


โรงน้ำชาอันเงียบสงบพลันคึกคักขึ้นมาในทันใด หญิงชราขายชามองเด็กทั้งสี่คนด้วยรอยยิ้ม หน้าตาโดดเด่นเหมือนกันหมด ดูปุ๊บก็รู้ว่าเป็นพี่น้องแท้ๆ สองคนเล็กยังเป็นฝาแฝดกันอีก ดูแล้วน่าเอ็นดูยิ่งนัก


“คุณชายน้อย ชิงถวนสองลูกกับชาเจ็ดถ้วย ไม่ต้องการอย่างอื่นแล้วหรือจ๊ะ” หญิงชราพลางห่อชิงถวนไปพลางถาม


ต้าหลางมองไปทางบิดามารดาและศิษย์พี่เยว่ที่เดินตามเข้ามาแล้วถามเสียงดัง “ท่านพ่อท่านแม่ ศิษย์พี่เยว่ ที่นี่ยังมีของกินเล่น ชิงถวนหรือแป้งทอดจากข้าวสาลีกับหมั่นโถว พวกท่านจะเอาอะไรขอรับ”


“โอ้ ต้าหลางจะเลี้ยงหรือ!” หลิวจี้ถามขึ้นอย่างตื่นเต้นทันที


ต้าหลางหัวเราะแหะๆ แล้วมองไปทางเอ้อร์หลางที่ทำหน้าไร้อารมณ์ บิดาแก่ๆจึงเข้าใจในทันทีว่านี่ต่างหากเศรษฐีตัวจริง นานๆทีจะได้เงินจากเขาสักเหวิน หากพลาดไปจะไม่เสียใจแย่หรือ


แม้จะไม่ได้อยากกินของกินเล่นเหล่านี้ แต่หลิวจี้ก็ยังยึดหลักว่าไม่สั่งก็โง่แล้วจึงสั่งชิงถวนเค็มให้ตัวเองและเมียจ๋าคนละลูก ลองชิมดูว่าสูตรพิสดารนี้มันจะอร่อยได้สักแค่ไหนกันเชียว!


อินเยว่เดินเข้ามาดูอย่างสงสัย มองไปรอบๆ แล้วก็สั่งหมั่นโถวลูกหนึ่ง แบบร้อนๆน่าจะนุ่มกว่าเสบียงแห้งหน่อย


สองวันนี้เวลาเข้าห้องน้ำนางรู้สึกติดขัดนิดหน่อย กินของนิ่มๆน่าจะย่อยง่ายกว่า


เอ้อร์หลางกล่าวกับหญิงชราอย่างใจกว้าง “เช่นนั้นก็เพิ่มชิงถวนอีกสองลูกกับหมั่นโถวอีกลูกหนึ่ง ท่านยาย ท่านช่วยคิดเงินด้วยขอรับ”


“ยายคิดดูก่อนนะ…” หญิงชราหยุดมือชั่วครู่ คิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวกับเอ้อร์หลางอย่างยิ้มแย้ม “พอดีเลย หนึ่งร้อยเหวิน”


เอ้อร์หลางพยักหน้าแล้วล้วงเงินออกมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าหญิงชรา แต่ไม่คาดคิดว่าหญิงชราที่ในมือกำลังถือชิงถวนอยู่จะยื่นมือที่มันเยิ้มออกมาคว้าเงินนั้นไปทันที จากนั้นยัดใส่กระเป๋าผ้ากันเปื้อนที่เอว เสร็จแล้วก็ไม่เช็ดมือ ยังคงใช้มือที่จับเงินนั้นนวดคลึงชิงถวนต่อไป


เอ้อร์หลางตกใจ “ท่าน นี่มัน!”


“เป็นอะไรไปหรือจ๊ะ ยังต้องการอะไรอีกหรือไม่คุณชายน้อย” หญิงชราถามอย่างใจดี


เอ้อร์หลางรีบส่ายหน้าบอกว่าไม่มีอะไร คิดเสียว่าของไม่สะอาด กินแล้วขอให้ไม่ป่วยก็แล้วกัน


เขาหันกายหมายจะไปบ่นกับพี่ใหญ่และน้องเล็กเสียหน่อย ไม่คิดว่าทั้งสามคนจะไม่ไปนั่งที่โต๊ะ กลับเดินวนรอบโรงน้ำชาของผู้อื่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่หน้าไหดินเผาใบใหญ่ใบหนึ่ง มือเล็กๆของซานหลางที่เต็มไปด้วยความสงสัยยกขึ้นเตรียมจะยื่นออกไปเปิดฝาไหดินเผาดูว่าข้างในมีของอร่อยอะไร


“หลิวจื่อหมิง!”


เสียงตวาดเย็นชาของฉินเหยาดังขึ้นก่อนเอ้อร์หลางก้าวหนึ่ง เจ้าตัวเล็กที่กำลังจะยื่นมือออกไปรีบหดมือกลับทันที หันหน้าไปยิ้มแหยๆ จนเห็นฟันขาวให้แก่นาง


เพราะกลัวว่าเมียจ๋าจะโยนความผิดที่ดูแลลูกไม่ดีมาให้ตน หลิวจี้จึงรีบลุกขึ้นไปพาเจ้าพวกเด็กขี้สงสัยตะกละตะกลามเหล่านี้กลับมา กดให้นั่งลงที่หน้าโต๊ะอย่างหงุดหงิด “นั่งลงดีๆ อย่าเดินเพ่นพ่าน”


สองสามีภรรยาฉินเหยาที่กำลังตั้งอกตั้งใจสั่งสอนลูกว่าอยู่ข้างนอกอย่าแตะต้องของของผู้อื่นส่งเดช ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าหญิงชราที่ต้มน้ำชาอยู่ด้านหลัง ตอนที่เห็นพวกเด็กๆเข้าไปใกล้ไหดินเผาใบใหญ่นั้น ในแววตาของนางก็ฉายแววตื่นตระหนกขึ้นมาวูบหนึ่งและถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อกหลังจากที่เด็กๆถูกเรียกกลับไปแล้ว


หลังจากที่หลิวจี้อบรมสั่งสอนลูกเสร็จแล้วก็ยังหันไปยิ้มขอโทษให้หญิงชราอย่างเกรงใจ


แววตาของหญิงชราเหม่อลอยไปชั่วขณะ ช่างเป็นชายหนุ่มรูปงาม ดูไม่ออกเลยว่าแต่งงานมีลูกแล้ว


ชายหนึ่ง หญิงสอง เด็กสี่…ก็แค่ผู้ชายคนเดียวเท่านั้น หญิงชราหันกายกลับไป ยิ้มหยัน ยกถาดที่ใส่ชาและอาหารเตรียมนำไปส่งที่โต๊ะของแขก


“ขอบคุณขอรับ/เจ้าค่ะท่านยาย~” ฝาแฝดเอ่ยขึ้นพร้อมกันด้วยน้ำเสียงหวานใสพลางขยับที่นั่งให้ว่างเพื่อให้ท่านยายวางชาและอาหารบนโต๊ะได้สะดวก


“น่ารักจริงๆ” หญิงชรามองฝาแฝดอย่างรักใคร่ คนเราพอแก่แล้วก็เป็นเช่นนี้ ถือถาดมือเดียวไม่ไหวจึงต้องวางถาดลงก่อนแล้วค่อยหยิบอาหารในถาดออกมา


เด็กๆได้รับอาหารแล้วก็เตรียมจะเอาเข้าปากทันที


“อะแฮ่ม!” ฉินเหยากระแอมหนึ่งครั้ง อินเยว่ก็เข้าใจในทันที เพื่อไม่ให้เจ้าของร้านลำบากใจจึงยื่นมือไปขวางชิงถวนที่ฝาแฝดหยิบขึ้นมาแล้วอย่างแนบเนียน “ผู้ใหญ่ยังไม่ได้เริ่มกินเลยนะ”


ฝาแฝดร้องอ้อออกมาเบาๆลืมไปเสียสนิท ก่อนออกจากบ้านท่านแม่ยังกำชับเป็นพิเศษว่าเวลาซื้อของกินตามโรงน้ำชาริมทาง ต้องรอให้ศิษย์พี่เยว่ตรวจสอบก่อนถึงจะกินได้


สองพี่น้องรีบวางชิงถวนในมือลง เลียริมฝีปากแล้วนั่งลงอย่างเชื่อฟัง


อินเยว่พยักหน้าเอ่ย “ดีมาก”


หญิงชราขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูไม่ออกเลยว่าครอบครัวนี้จะระวังตัวถึงเพียงนี้


นางแอบเบ้ปากพลันเหลือบไปเห็นมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวของฉินเหยา หัวใจก็กระตุกวูบ


ฉินเหยารู้สึกได้ถึงความผิดปกติจึงขมวดคิ้วตวัดสายตาเย็นชาไปมองนาง นัยน์ตาที่ราวกับน้ำแข็งคู่นั้นทำเอาหญิงชรามือสั่นในทันใด…


“เพล้ง” เสียงหนึ่งดังขึ้น กาน้ำชาตกแตกกระจายเกลื่อนพื้น


น้ำชาร้อนๆกระเด็นออกมาเต็มพื้นไปหมด


“เฮ้ย!” หลิวจี้รีบคว้าตัวฝาแฝดที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วถอยหลังไปก้าวใหญ่ หลังถอยออกไปหลายก้าวก็รีบก้มหน้าลงดูรองเท้าของตนเองและเสื้อผ้าของลูก เมื่อเห็นว่าไม่โดนคราบชากระเด็นใส่และไม่โดนลวก ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


เขามองไปยังหญิงชราผู้นั้นอย่างหัวเสีย ตำหนิว่า “ท่านยกชาอย่างไรกัน กาน้ำชาร้อนๆเช่นนี้ หากลวกถูกเมียจ๋าและลูกๆของข้าจะทำอย่างไร!”


แม้ว่าฉินเหยาและอินเยว่จะยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะ แต่บนหลังรองเท้าก็ถูกน้ำสีน้ำตาลกระเด็นใส่สองหยด


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางหลบไปเองนานแล้ว อย่างไรเสียก็โตกว่าย่อมรู้จักหลีกเลี่ยงอันตรายได้เอง ไม่ต้องให้ผู้ใหญ่เป็นห่วงมากนัก


ส่วนอินเยว่ไม่เป็นอะไร เพียงแต่พอเงยหน้าขึ้นไปมองสีหน้าของอาจารย์อย่างฉินเหยาแล้วก็พบว่านางแทบจะล้มโต๊ะอยู่แล้ว


หญิงชราดูเหมือนจะตกใจจึงยืนเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง


เมื่อครู่ตอนที่กาน้ำชาหลุดจากมือของหญิงชรา ฉินเหยาที่นั่งอยู่ทางขวามือของนางก็คว้าหูกาน้ำชาไว้ได้อย่างแม่นยำ


ทว่า มือเหี่ยวย่นไร้เรี่ยวแรงของคนชราคู่หนึ่งกลับทาบลงมา ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกลับปัดกาน้ำชาในมือของนางลงไป กาน้ำชาจึงตกลงพื้นแตกกระจาย น้ำชาร้อนๆกระเด็นไปทั่ว


“ขออภัยเจ้าค่ะ ขออภัย! คุณชายคุณหนูทุกท่านไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว หญิงชราอย่างข้าจะรีบไปต้มน้ำชามาให้ใหม่เดี๋ยวนี้แล้วจะให้ชิงถวนแก่พวกท่านเพิ่มอีกสองชิ้นเป็นการชดเชยด้วย…”


ไม่รอให้แขกตอบตกลง หญิงชราก็รีบก้มลงเก็บเศษกาน้ำชาอย่างน่าสงสาร กลับไปที่เตาแล้วยกกาน้ำชาใบใหม่กับชิงถวนหนึ่งถ้วยมาให้พวกนาง


จบตอน

Comments