ตอนที่ 61: เจ้าฝันไปเถอะ
ช่างไม้หลิวยังเสริมว่า แบบร่างนี้เป็นของฉินเหยา หากจะสร้างใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนาง เขาจะไม่ทำให้
ด้วยเหตุนี้ แม้แต่หลิวต้าฝูก็ยังล้มเลิกความตั้งใจ เพราะการเช่าเครื่องโม่ของฉินเหยาดูจะคุ้มค่ากว่า
ฉินเหยาสบตากับช่างไม้หลิวอย่างลับๆ ทั้งสองตกลงกันว่า หลังจากนี้บ้านของเขาจะได้ใช้เครื่องโม่ฟรี
ผู้คนที่มุงดูความคึกคักจนพอใจแล้วก็เริ่มทยอยกลับ
สุดท้ายเหลือเพียงคนจากตระกูลหลิวที่ยังอยู่ข้างๆเครื่องโม่
เมื่อครู่คนเยอะเกินไป นางชิวที่เพิ่งตั้งครรภ์กลัวจะถูกชนจึงไม่กล้าเข้าใกล้ ส่วนนางจางและนางเหอก็โดนเบียดจนออกไปยืนด้านนอก
ตอนนี้แม่สามีกับลูกสะใภ้ทั้งสามคนจึงมีโอกาสได้ดูเครื่องโม่ของฉินเหยาใกล้ๆ เมื่อเห็นหินโม่หมุน “ฟู่ว ฟู่ว” ได้เองก็รู้สึกพอใจมาก
แต่เมื่อได้ยินจากปากช่างไม้หลิวว่าเครื่องโม่นี้มีต้นทุนถึงสองตำลึงเงิน พวกนางก็อดคิดไม่ได้ว่ามันสิ้นเปลือง
“เครื่องโม่นี้ดีจริงๆ แต่พอคิดว่าต้องใช้เงินสองตำลึง…เฮ้อ…น้องสะใภ้ เจ้านี่ช่างกล้าจริงๆ” นางเหอพูดพลางมองเครื่องโม่ที่หมุนอยู่
นางเหอมองกังหันน้ำที่หมุนติ้วด้วยความเสียดาย พอคิดว่านี่สองตำลึงเชียวนะ คิ้วของนางก็ขมวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หลิวเหล่าฮั่นมองฉินเหยาที่กำลังเอาหินไปอุดปิดน้ำด้วยความสงสัย “สะใภ้สาม เจ้าคิดประดิษฐ์เครื่องโม่นี้ขึ้นมาได้อย่างไรหรือ”
แค่ที่ดินสองหมู่ของนางกับเจ้าสาม ข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวมาอาจยังไม่พอสำหรับโม่ในเครื่องโม่นี้รอบหนึ่งด้วยซ้ำ
ในมุมมองของหลิวเหล่าฮั่นก็เหมือนกับการใช้มีดฆ่าวัวมาเชือดไก่นั่นแหละ ช่างสิ้นเปลืองโดยแท้
ฉินเหยาปิดทางน้ำในร่องแม่น้ำ กระแสน้ำจึงค่อยๆลดลง หินโม่ที่หมุนอยู่ก็ชะลอจนหยุดนิ่ง
นางอธิบายว่า “เครื่องโม่นี้ข้าสร้างไว้หาเลี้ยงชีพ และจะได้ช่วยให้คนในครอบครัวทำงานเบาลงด้วย”
“คนในครอบครัว?” นางเหอลองถามหยั่งเชิง “หากคนในตระกูลเราใช้ล่ะ น้องสะใภ้ เจ้าจะคิดเงินหรือเปล่า”
ฉินเหยายิ้มให้นางเหอ “แน่นอนว่าไม่คิดเงิน!”
นางเหออาจจะชอบของฟรีไปบ้าง แต่ก็เป็นคนมีน้ำใจ ช่วยเหลือฉินเหยาในเรื่องเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ ซึ่งเรื่องดีๆแบบนี้ ฉินเหยาก็ยินดีจะตอบแทน
ท้ายที่สุดแล้ว ที่นี่คือสังคมตระกูลใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างคนอาจจะวุ่นวาย แต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะหากสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก็จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่มองไม่เห็นมากมาย
ตัวอย่างเช่น เครื่องโม่พลังน้ำของนางที่วางไว้ริมแม่น้ำในคืนนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าชาวบ้านจะมาขโมย
แม้หลิวจี้จะแยกครอบครัวออกมาแล้ว แต่ที่บ้านใหญ่ยังมีพี่น้องผู้ชายอีกสามคน
สองพี่สะใภ้ของเขาก็เป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน เหล่าสะใภ้อายุน้อยในหมู่บ้านก็มักจะช่วยเหลือพวกนาง หากสิ่งของในบ้านถูกขโมย เหล่าสะใภ้ที่รู้ทุกซอกทุกมุมก็จะช่วยหาตัวคนร้ายได้ทันที
การโม่ข้าวเป็นงานที่ลำบาก งานนี้จึงมักตกไปอยู่ในมือของสตรี เพราะบุรุษส่วนใหญ่ต้องออกไปทำงานในไร่นา
ตอนนี้ เมื่อได้รับการอนุญาตจากฉินเหยา นางเหอและนางชิวต่างตื่นเต้นและบอกว่าวันพรุ่งนี้จะนำข้าวสาลีจากบ้านมาลองโม่ดู เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องโม่
“ได้เลย ไม่มีปัญหา” ฉินเหยาพยักหน้าตอบรับ
อย่างไรก็ตาม นางก็มีเรื่องหนึ่งที่อยากให้คนที่บ้านใหญ่ช่วยอยู่
“ท่านพ่อ ข้าอยากใช้เครื่องโม่นี้ทำมาหากินจึงอยากสร้างโรงเรือนขึ้นมาสักหลังให้ดูเรียบร้อยหน่อย”
หลิวเหล่าฮั่นพยักหน้าเข้าใจแล้วหันไปทางหลิวจี้ “เจ้าสาม พรุ่งนี้เช้านำเคียวมาหาพวกเราที่บ้าน เราจะไปเกี่ยวหญ้ากลับมาก่อนแล้วขึ้นเขาทางใต้ไปตัดไม้ไผ่มาสักสองสามต้น ใช้เวลาแค่วันเดียวก็สร้างโรงเรือนนี้จนเสร็จได้แล้ว”
พอได้ยินว่าจะต้องขึ้นเขาไปทำงาน หลิวจี้ก็ทำหน้าบึ้ง ไม่ค่อยเต็มใจนักและตอบรับแบบขอไปที
ฉินเหยายิ้มออกมา “ถ้าอย่างนั้นก็ลำบากท่านพ่อกับพวกท่านแล้ว พรุ่งนี้เย็นมากินข้าวที่บ้านข้า ข้าจะไปซื้อเหล้าสองจินจากพ่อค้าหาบเร่หลิวมาให้ทุกคนดื่มกันอย่างเต็มที่”
แม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสามพากันยิ้มออกมา เพราะรู้ว่าฉินเหยาไม่ถนัดทำอาหาร พวกนางจึงตั้งใจว่าจะไปช่วยทำกับข้าวที่บ้านนางตั้งแต่เช้า
จินฮวากับซื่อเหนียงโผล่ศีรษะเล็กๆ ออกมาถามเสียงเบาด้วยความคาดหวังว่า “ท่านแม่ / อาสะใภ้ พวกเราจะได้กินเนื้อหรือเปล่า”
“ได้กินสิ!” ฉินเหยาตอบรับทันที เพราะตัวนางเองก็อยากกินเหมือนกัน
หากคิดดูดีๆ พรุ่งนี้ก็ตรงกับวันที่บ้านพวกเขาจะได้กินเนื้อทุกๆห้าวันพอดี
แต่ว่าตอนนี้บ้านไม่มีเนื้อหมูเหลืออยู่เลย เพราะชาวบ้านในหมู่บ้านต่างยุ่งกับงานในไร่ ไม่มีใครเข้าเมืองเพื่อช่วยซื้อเนื้อมาให้
แต่สำหรับฉินเหยานั้น นี่ไม่ใช่ปัญหา นางมั่นใจว่าการจับปลาและล่าสัตว์ในวันพรุ่งนี้จะทำให้มีเนื้อวางบนโต๊ะอย่างแน่นอน
มีทั้งเหล้าและเนื้อ เด็กๆต่างตั้งตารออย่างตื่นเต้น
ทั้งสองครอบครัวปรึกษากันเรื่องแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้จนเรียบร้อย ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้าน
พอกลับถึงบ้าน หลิวจี้ก็ช่วยเทน้ำอุ่นสำหรับแช่เท้าและยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาเปล่งประกายพลางถามว่า
“เมียจ๋า เจ้าคิดจะเก็บค่าบริการอย่างไร เครื่องโม่ของบ้านเราใช้ดีเพียงนี้ จะให้ชาวบ้านใช้แบบถูกๆไม่ได้เด็ดขาด!”
ฉินเหยาถอดรองเท้าและถุงเท้า วางเท้าลงในน้ำอุ่นอุณหภูมิกำลังพอดี พิงหลังกับพนักเก้าอี้อย่างสบายตา หลับตาลงเล็กน้อยแล้วถามว่า “เจ้าคิดจะเก็บเท่าไรเล่า”
หลิวจี้หัวเราะแห้งๆ “นี่เป็นเครื่องโม่ที่เจ้าสร้างขึ้นมา ข้าว่าปล่อยให้เมียจ๋าตัดสินใจดีกว่า”
“แต่ว่า…” เขาเสริมอีกว่า “ข้าว่าน่าจะคิดค่าบริการตามระยะเวลาใช้ เช่น หนึ่งชั่วยามห้าเหวินอะไรพวกนี้”
“ถ้าเป็นเช่นนี้ หนึ่งวันสิบสองชั่วยามก็จะได้หกสิบเหวิน หนึ่งเดือนก็หนึ่งพันแปดร้อยเหวิน” แค่คิด หลิวจี้ก็ตาลุกวาว
ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ “เจ้าฝันลมๆแล้งๆไปเถอะ”
หลิวจี้เงียบ เหตุใดจู่ๆนางถึงมาด่าว่าเขาอีกแล้วล่ะ
แต่หญิงตรงหน้าคือบ่อเงินบ่อทอง หากนางสามารถหาเงินได้ถึงหนึ่งพันแปดร้อยเหวินในหนึ่งเดือนจริงๆ นางก็คือพระโพธิสัตว์ของบ้านหลังนี้!
“เมียจ๋า ถ้าอย่างนั้นเจ้าว่าคิดเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม”
พอเห็นว่านางแช่เท้าเสร็จแล้ว หลิวจี้ก็ยื่นผ้าขนหนูมาให้ ฉินเหยาเช็ดเท้าให้สะอาดก่อนจะพูดขึ้นว่า “ลองเก็บที่หนึ่งชั่วยามห้าเหวินก่อนแล้วกัน”
ได้ยินดังนั้น หลิวจี้ก็บ่นอุบ “ก็เหมือนที่ข้าบอกไม่ใช่หรือ แล้วเจ้ามาด่าข้าทำไม”
ฉินเหยามองเขาอย่างเหนื่อยหน่าย “ราคาเหมือนที่เจ้าบอกก็จริง แต่ในหนึ่งวันจะมีคนมาใช้งานครบสิบสองชั่วยามได้อย่างไร อีกอย่างกังหันน้ำก็อาจจะพังได้ วันหนึ่งมีคนใช้สักห้าหรือหกชั่วยามก็นับว่าดีแล้ว”
หลิวจี้ไม่เคยคิดเรื่องกังหันน้ำพังมาก่อน “อ้าว” เขาร้องออกมา “มันพังง่ายขนาดนั้นเลยหรือ”
“ง่ายสิ” ฉินเหยาตอบ “อย่างไรมันก็เป็นไม้ ในแม่น้ำมีพวกเศษหญ้าหรือของต่างๆ ที่อาจลอยเข้าไปติดได้ ดังนั้นจะต้องระวังเป็นพิเศษ”
ความตื่นเต้นของหลิวจี้ลดลงไปเกินครึ่ง เขาเทน้ำล้างเท้าแล้วเดินหนีไปทันที
ฉินเหยาเดินตรวจประตูหน้าต่างให้เรียบร้อยแล้วแวะไปดูห้องของต้าหลางกับน้องๆ จนมั่นใจว่าปลอดภัย ก่อนกลับเข้าห้องของตัวเองไปนอนคิดคำนวณ
หากเครื่องโม่เปิดให้บริการได้วันละห้าชั่วยามก็จะได้เงินวันละยี่สิบห้าเหวิน รวมเป็นเจ็ดร้อยห้าสิบเหวินต่อเดือน
ข้าวสารอย่างดีหนึ่งจินราคาแปดเหวิน ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถซื้อได้ถึงเก้าสิบสามจินครึ่ง ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีมาก
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดการณ์ที่ดีที่สุด สถานการณ์จริงจะเป็นอย่างไรคงต้องรอทดสอบดูก่อน
คิดไปคิดมา ฉินเหยาก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลาราวๆหกโมงเช้าของวันใหม่
มีกลิ่นข้าวโชยออกมาจากครัว หลิวจี้มักตื่นมาตั้งแต่ตีห้าครึ่งเพื่อทำอาหารเช้าและงานบ้าน ระหว่างรอข้าวสุกเขาก็ไปซักผ้าที่แม่น้ำ
ในเวลานี้ สตรีในหมู่บ้านยังยุ่งอยู่กับงานบ้านในครัวเรือนจึงไม่มีใครเห็นว่าเขาที่เป็นบุรุษมานั่งซักผ้าอยู่
เรื่องนี้ทั้งคู่ต่างเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูด ฉินเหยาไม่พูดมันออกไป ส่วนหลิวจี้เองก็ปิดบังไม่ให้ใครรู้
ดังนั้นจึงยังไม่มีใครรู้ว่า หลิวจี้ต้องทำอาหาร งานบ้าน และซักผ้าทั้งหมด
ฉินเหยาลุกจากเตียง ไปที่หลังบ้านเพื่อทำกิจวัตรออกกำลังกายตอนเช้าของนาง โหนบาร์สองร้อยครั้ง
หลังจากเหงื่อออกท่วมตัว นางก็อาบน้ำล้างหน้าล้างตาและได้เวลาอาหารเช้าพอดี
ตอนที่ 62: แม่ลูกไล่ยิงนก
เด็กๆต่างก็ตื่นกันแล้วในเวลานี้
หลังจากกินอาหารเช้าและพักสักครู่ ต้าหลางกับเอ้อร์หลางก็ออกไปวิ่งรอบหมู่บ้านสองรอบอย่างไม่ขาด
ส่วนซานหลางกับซื่อเหนียงเพิ่งอายุห้าขวบ ฉินเหยาไม่แนะนำให้เด็กเล็กเริ่มฝึกวิชายุทธ์ในเวลานี้ เพราะกลัวว่าจะทำลายสุขภาพ
นางจึงจัดให้ทั้งสองอ่านหนังสือในช่วงเช้า โดยเป็นบทกวีถังที่เขียนไว้บนแผ่นไม้
การอ่านซ้ำทุกวันจะช่วยเพิ่มความทรงจำและทำให้จำได้แม่นขึ้น
ต้าหลางวิ่งรอบหมู่บ้านอย่างตั้งใจ ไม่มีการอู้เลยแม้แต่น้อย
ส่วนเอ้อร์หลางไม่เหมือนกัน พอวิ่งจนเหนื่อยก็ไปนั่งเด็ดหญ้าเล่นริมทาง พร้อมกับท่องสูตรคูณที่ฉินเหยาสอน แทนที่จะฝึกวิชายุทธ์จนเหน็ดเหนื่อย เขากลับชอบการอ่านและเรียนคณิตศาสตร์มากกว่า
แต่เขาก็อยากเรียนวิชายุทธ์ของฉินเหยาและเงื่อนไขในการเรียนก็คือต้องผ่านการฝึกพื้นฐานให้ได้ นั่นทำให้เขาลำบากใจมาก
ต้าหลางนั้นมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้วิชาของแม่เลี้ยงเต็มที่ เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้ฉลาดเหมือนเอ้อร์หลางจึงตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุดในสิ่งเดียว
ต้าหลางรู้ว่าฉินเหยาจะไปล่าสัตว์ที่ภูเขาวันนี้ ก่อนออกไปวิ่งเขาได้ขอให้นางรอตนเอง หลังเสร็จจากการฝึกตอนเช้าเขาอยากจะขึ้นเขาไปกับนาง ดังนั้นจึงวิ่งเร็วกว่าปกติ
ต้าหลางวิ่งครบสองรอบแล้ว แต่เอ้อร์หลางยังนั่งอยู่บนคันนาพลางคิดหนักว่าจะเลิกฝึกวิชาดีหรือไม่
ต้าหลางมองน้องชายแล้วส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะเดินกลับบ้านไปก่อน
หลิวจี้หยิบเคียวไปหาหลิวเหล่าฮั่นและคนอื่นๆเรียบร้อยแล้ว
ฉินเหยากำลังเตรียมอุปกรณ์ล่าสัตว์ พอเห็นต้าหลางกลับมาก็สั่งให้แฝดชายหญิงอย่าไปที่แม่น้ำกันเอง จากนั้นจึงออกไปพร้อมต้าหลาง
เพียงแค่ต้องการหาเนื้อมาเพิ่มในมื้อเย็น ฉินเหยาจึงไม่ได้ตั้งใจเข้าป่าลึกนัก แต่เลือกอยู่เพียงบริเวณรอบนอก
ฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงที่ทุกสิ่งทุกอย่างฟื้นคืนชีพ พื้นดินปกคลุมด้วยหญ้าเขียวขจีและในป่าก็มีสัตว์เล็กๆออกมาหากินมากมาย
ชาวบ้านและเด็กหนุ่มในหมู่บ้านชอบมาวางกับดักง่ายๆในป่ารอบนอกนี้ บางครั้งถ้าโชคดีก็อาจจับกระต่ายหรือหนูนาได้เพื่อนำไปเพิ่มในมื้ออาหารได้
แต่เพราะมีคนเข้ามาในพื้นที่บ่อย สัตว์ที่นี่จึงไวต่อความเคลื่อนไหวมาก แค่คนเดินเข้าใกล้ มันก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว การจะจับมันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
สำหรับต้าหลางแล้ว การจะจับพวกสัตว์ตัวเล็กที่วิ่งเร็วพวกนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย
แต่สำหรับฉินเหยา นี่เป็นเรื่องง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ
ยังไม่ทันเห็นว่านางทำอะไร ต้าหลางกำลังจะบอกว่ามีนกตัวหนึ่งอยู่ตรงนั้น ก็ได้ยินเสียง “จิ๊บ” โหยหวนดังขึ้น และนกตัวนั้นก็ตกลงมาจากต้นไม้
“นี่…” ต้าหลางอึ้งไปเล็กน้อย
“ไปเก็บสิ” ฉินเหยาเห็นเขายืนงงจึงเอ่ยเตือน
“แล้วเก็บลูกเหล็กของข้ามาด้วย น่าจะอยู่แถวนั้น มันเป็นสีเงิน เจ้าโน้มตัวลงแล้วมองไปจะเห็นแสงอาทิตย์สะท้อนออกมา” ฉินเหยาสอนเขา
นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการหักเหของแสง ฉินเหยาคิดไปพลาง และถือโอกาสสอนเทคนิคการใช้แสงอีกสองสามอย่าง เหมือนพานักเรียนมาฝึกภาคสนาม
ต้าหลางฟังไปก็รู้สึกว่า ตนเองยังมีเส้นทางพื้นฐานอีกยาวไกลกว่าจะได้เรียนวิชายุทธ์ที่แท้จริง
แม่เลี้ยงเคยบอกไว้ว่า หากยังไม่เข้าใจพื้นฐานเหล่านี้ นางจะไม่สอนวิชายุทธ์ให้
ต้าหลางจึงได้แต่จดจำคำพูดของนางไว้ในใจ รอจนมีโอกาสค่อยลองดูว่าจริงอย่างที่พูดหรือไม่
ต้าหลางเก็บนกกระจอกและลูกเหล็กกลับมาได้ ฉินเหยาจับนกกระจอกโยนใส่ตะกร้าสะพายใบเล็กที่เขาสะพายอยู่แล้วทั้งสองก็ออกเดินหาเป้าหมายต่อไป
ต้าหลางสะพายตะกร้ามาเพื่อเก็บผลไม้ป่า ซึ่งบ่งบอกว่าป่าแห่งนี้มีต้นไม้ผลอยู่มาก
นกชอบกินผลไม้เป็นพิเศษจึงมารวมตัวกันในบริเวณนี้ พวกมันบินไปบินมากลายเป็นเป้าหมายที่เหมาะเจาะ
ในที่แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ธนูเลย ฉินเหยาใช้แค่หนังสติ๊กก็เพียงพอ
นกที่อยู่ในระยะสายตาของนาง โดยเฉพาะตัวที่ขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยล้วนไม่พ้นถูกลูกเหล็กยิงจนร่วง
ต้าหลางจำได้แค่ว่าวิ่งไปวิ่งมาอยู่ตลอดเวลา แต่พอก้มลงมองในตะกร้า พบว่าไม่ได้เก็บผลไม้สักผล แต่เต็มไปด้วยนกหลากหลายชนิดจนหนักเกือบยี่สิบจิน
เห็นฉินเหยายังเดินหาเป้าหมายอยู่ ต้าหลางจึงเตือนว่า “ท่านน้า พอแล้วขอรับ”
“พอแล้วหรือ” ฉินเหยาถือหนังสติ๊กเดินเข้ามา นางเพิ่งจะได้วอร์มร่างกายเท่านั้นเอง
ต้าหลางพยักหน้าหนักแน่น ยกตะกร้าที่หนักอึ้งขึ้นให้ดูซึ่งเต็มจนล้น
“ก็ได้ งั้นกลับกันเถอะ แวะไปจับปลาแถวแม่น้ำด้วย คืนนี้จะได้ตุ๋นน้ำแกงปลากินกัน”
ต้าหลางรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
ระหว่างทางกลับ เขาอดไม่ได้ที่จะมองหนังสติ๊กที่ฉินเหยาคาดไว้ตรงเอวอยู่เรื่อยๆในใจคิดว่า ถ้าเขาใช้มันยิงนกได้ก็คงจะดี
“เจ้าอยากลองไหม” ฉินเหยาหันกลับมาถามด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นความคิดในใจเด็กหนุ่ม
ต้าหลางไม่คิดว่าความคิดของเขาจะถูกมองออก เขาเขินเล็กน้อยแล้วโบกมือ “ไม่ดีกว่า หากพังขึ้นมาจะไม่ดี”
ฉินเหยาไม่ได้เซ้าซี้ เพราะหนังสติ๊กอันนี้ไม่เหมาะกับเด็กจริงๆ เนื่องจากมีพลังทำลายสูงเกินไป
“ไว้ข้ามีเวลาจะทำหนังสติ๊กไม้ให้เจ้าสักอัน” ในบ้านยังมีเอ็นวัวเหลืออยู่ ทำเป็นของเล่นเด็กที่ปลอดภัยกว่าได้
เด็กหนุ่มตาเป็นประกาย รีบวิ่งสองสามก้าวตามไปตรงหน้านาง ก่อนจะถามว่า “จริงหรือ จะทำหนังสติ๊กไม้ให้ข้าหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้าลองเก็บก้อนหินเล็กๆที่กลมมนมาสะสมไว้เป็นกระสุนก่อน แต่จำไว้ว่าอย่าเล็งใส่คนที่อ่อนแอกว่าเจ้าเด็ดขาด”
“ข้าสอนพวกเจ้าให้ฝึกวิชาเพื่อปกป้องตัวเอง ไม่ใช่เพื่อนำไปรังแกผู้อื่น” ฉินเหยากล่าวเตือนอย่างจริงจัง
ต้าหลางพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้ารู้ ข้าจะไม่ทำแบบนั้น”
จากนั้นเขาก็อดยิ้มไม่ได้ เผยให้เห็นเขี้ยวสองข้างเล็กๆดูซื่อๆ
“ท่านน้า แล้วเมื่อไหร่ท่านจะว่างล่ะ” เขาถามอย่างอดใจไม่ไหว เพราะเขาตื่นเต้นเกินไป อยากได้หนังสติ๊กเร็วๆ
ทั้งสองเดินมาถึงริมแม่น้ำ ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขารออยู่บนฝั่ง นางเดินเข้าไปในป่าเล็กๆ เลือกกิ่งไม้ที่ยาวและหนาได้พอเหมาะมาทำฉมวก “อีกสักสองสามวัน” จากนั้นนางก็พับขากางเกงขึ้นและลงไปในแม่น้ำ
น้ำในแม่น้ำสูงถึงหน้าแข้ง กระแสน้ำค่อนข้างเชี่ยวกราก แต่นางยังคงยืนได้อย่างมั่นคง ราวกับแรงทั้งหมดของแม่น้ำไม่อาจทำให้นางล้มลงได้
การยืนนิ่งของฉินเหยาทำให้นางดูราวกับเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำทั้งสาย
ต้าหลางกอดตะกร้าพลางนั่งยองๆโดยไม่กังวลเลยว่านางจะจับปลาไม่ได้ เขามองฟ้า มองพื้น แล้วมองดูตะกร้าที่เต็มไปด้วยนกก่อนจะหัวเราะออกมา เขาจะได้หนังสติ๊กของตัวเองในไม่ช้า เอ้อร์หลางรู้ต้องอิจฉาจนอยากร้องไห้แน่ๆ
ไม่นานก็มีเสียงแปลกๆดังมาจากในแม่น้ำ ก่อนปลาตัวหนึ่งจะถูกโยนมาที่ตรงหน้าเขา
หางปลาสะบัดไปมาอย่างแรง มันกว้างเท่าฝ่ามือต้าหลาง มีรูเลือดตรงกลาง ทั้งยังไม่ตาย
ต้าหลางรีบจับมันไว้ ดึงหญ้าหนึ่งเส้นร้อยผ่านเหงือกเพื่อร้อยมันเข้าเป็นพวง
เพิ่งร้อยเสร็จ ปลาตัวใหม่ก็ถูกโยนขึ้นมาอีก ความรู้สึกได้เก็บเกี่ยวแบบนี้ช่างยอดเยี่ยม เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เสียงตื่นเต้นของเขาดังก้องไปทั่วริมฝั่งแม่น้ำ
ปลารวมแล้วห้าตัวถูกร้อยอยู่บนหญ้าเส้นเดียว หนักจนต้าหลางแทบจะยกไม่ขึ้น
เขารีบร้อง “พอแล้ว! พอแล้ว!”
ฉินเหยาจึงโยนไม้ทิ้ง กระโดดขึ้นจากแม่น้ำ พับขากางเกงลง แม่ลูกช่วยกัน คนหนึ่งยกปลา อีกคนอุ้มตะกร้า ได้ของกลับบ้านเต็มกระบุง
ระหว่างทางพวกเขาเห็นผักกูดน้ำจำนวนมากขึ้นอยู่ในลำธาร ทั้งคู่จึงดึงกลับมาเต็มกำมือ
ตอนที่ 63: อิ่มแปดส่วน
แต่เพราะนกมีเยอะ กว่าจะจัดการเสร็จก็ทำเอาแม่ลูกห้าคนเหนื่อยไปพักใหญ่
ฉินเหยาต้มน้ำร้อนหม้อใหญ่ เทลงในอ่างไม้ให้เย็นลงเล็กน้อย จากนั้นก็โยนนกทั้งหมดลงไปลวกสองรอบ
ต้าหลางกับพวกพี่น้องช่วยกันถอนขน ส่วนฉินเหยาหยิบกรรไกรมาเปิดท้องและควักไส้ ยุ่งอยู่ครึ่งวันก็ได้เนื้อนกมาเต็มอ่างใหญ่
ครั้งก่อนที่บ้านทำเนื้อนกกระจอกผัดเผ็ด พี่น้องทั้งสี่คนดันทำผิดจึงโดนลงโทษไม่ให้กินเนื้อ จึงยังไม่เคยกินเนื้อนกมาก่อน
พอเห็นเนื้อนกเต็มอ่าง พวกเขาก็ตื่นเต้นจนแทบควบคุมตนเองไม่ได้ ยังไม่ทันค่ำก็รอไม่ไหวอยากให้ฉินเหยารีบตั้งกระทะใส่น้ำมัน
ฉินเหยาคิดว่าอีกเดี๋ยวจะมีคนมากินข้าวด้วยเยอะเลยตัดสินใจทอดเนื้อนกในอ่างนี้ให้เสร็จก่อน
เนื้อที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ๆทั้งกรอบทั้งนุ่ม จิ้มเกลือเล็กน้อยก็อร่อยแล้ว
ฉินเหยาตักใส่ถ้วยเล็กหนึ่งใบ ยื่นให้เด็กสี่คนที่มองตาแป๋วอยู่นอกครัว จากนั้นทอดเนื้อนกทั้งหมดจนเต็มอ่างใหญ่
กลิ่นหอมโชยไปถึงหลิวเหล่าฮั่นและลูกชายทั้งห้าคนที่กำลังสร้างโรงเรือนอยู่ริมแม่น้ำ ทำเอาพวกเขากลืนน้ำลายกันเสียงดัง ลอบเร่งมือทำงานเพื่อที่จะได้กินมื้อเย็นหอมกรุ่นนี้เร็วขึ้นอีกหน่อย
เนื้อนกมีเยอะเช่นนี้ ฉินเหยาแบ่งออกมาครึ่งอ่าง ส่วนที่เหลืออีกครึ่งอ่างทอดแล้วเก็บไว้ได้อีกสองสามวัน เอาไว้ให้ที่บ้านค่อยๆกิน
รอจนฉินเหยาจัดการกับปลาจนเสร็จ สะใภ้ใหญ่นางเหอกับสะใภ้รองนางชิวก็พาเด็กๆมาถึงก่อน
ส่วนนางจางยังคงอยู่ริมแม่น้ำ คอยดูแลเครื่องโม่โม่ข้าวสาลี
ทันทีที่ทั้งสองมาถึง ไม่ต้องให้ฉินเหยาสั่งอะไรเลย เพราะพวกนางล้วนคุ้นเคยกับครัวของฉินเหยาดีเหมือนบ้านตนเอง พวกนางรู้หน้าที่และหางานที่ต้องทำได้ในทันที
นางชิวเก็บผักจากสวนที่บ้านมา มีทั้งถั่ว ผักกาดและบวบ นำไปล้างที่อ่างน้ำให้สะอาด พอล้างเสร็จก็ช่วยจัดการกับผักกูดน้ำที่ฉินเหยาเก็บมาเมื่อตอนเช้า โดยเลือกเฉพาะส่วนที่อ่อนที่สุดไว้
จากนั้นก็เข้าไปในครัว หยิบเขียงมาหั่นผักจนเรียบร้อย
นางเหอหยิบถ้วยตวงข้าวใบใหญ่พลางถามนางชิวว่าคืนนี้มีคนกินข้าวกี่คนจะได้กะปริมาณข้าวไว้ทำโจ๊กให้พอดี
ฉินเหยารีบเตือนว่า “พี่สะใภ้รอง ข้าคนเดียวนับเป็นห้าคนนะเจ้าคะ”
ใครจะคิดว่า พอพูดจบ สะใภ้ทั้งสองก็หลุดหัวเราะออกมา
นางเหอปาดน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะความขบขันแล้วเอ่ยว่า “ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่ต้องพูดข้าก็นับเจ้าเป็นคนห้าคนในใจตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ต้องห่วง รับรองว่าเจ้ากินอิ่มแน่ๆ”
ฉินเหยาห่อไหล่ด้วยความกระดาก เอ่ยในใจว่า ข้าก็กลัวว่าท่านจะเข้าใจไปเองแล้วให้ข้ากินอิ่มแค่เจ็ดส่วนน่ะสิ
นางชิวนับจำนวนคนเสร็จแล้วบอกพี่สะใภ้ใหญ่ นางเหอจึงคิดในใจว่า วันนี้พวกบุรุษทำงานหนัก ใช้แรงเยอะ น้องสะใภ้สามเองก็กินจุ แถมน้องสะใภ้รองกำลังตั้งครรภ์จะให้น้อยไปก็ไม่ได้ เอาเป็นว่าให้กินอิ่มสักแปดส่วนแล้วกัน
นางหยิบถ้วยตวงข้าวขึ้นมา ใช้ความแม่นยำยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์ ไม่เกินมาแม้แต่เม็ดเดียว
เมื่อจัดการวัตถุดิบเสร็จเรียบร้อย นางเหอก็รับหน้าที่คุมกระทะ
พอเห็นเนื้อนกทอดครึ่งอ่างใหญ่ นางเหอก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย
“น้องสะใภ้สาม เพราะเจ้าแท้ๆ ไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่มีวาสนาได้กินของดีขนาดนี้”
เนื้อนกตัวเล็กเช่นนี้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุด แต่ก็หามาได้ยากที่สุดเช่นกัน ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะได้กินเยอะเช่นนี้มาก่อน
วัตถุดิบดีเพียงนี้ ไหนจะน้ำมันกับเกลือที่น้องสะใภ้สามให้ใช้ได้แบบไม่หวง เช่นนั้นวันนี้นางจะขอแสดงฝีมือให้เต็มที่
ตั้งกระทะแล้วใส่น้ำมันก่อน ใส่ต้นหอม ขิง กระเทียมและพริกแห้งลงไปผัดจนหอม จากนั้นใส่เนื้อนกลงไปผัดเร็วๆ เติมน้ำปรุงรสครึ่งถ้วยแล้วผัดจนออกสี ผัดให้ทั่วก่อนเติมน้ำอีกหนึ่งถ้วยแล้วใช้ฝาไม้ปิดอบไว้
พอน้ำเริ่มงวด เปิดฝาแล้วใส่ผักกูดน้ำที่หั่นเป็นท่อนลงไป ผัดด้วยไฟแรงจนกระทั่งน้ำระเหยหมด ใส่เกลือเล็กน้อยแล้วผัดต่ออีกสองสามครั้ง จากนั้นก็ตักใส่ชามใบใหญ่
กลิ่นอาหารหอมกรุ่นอบอวลไปทั่วลาน เนื้อที่เคลือบด้วยน้ำปรุงรสส่องประกายมันเยิ้มชวนกิน พอคลุกกับข้าวแล้วไม่รู้จะอร่อยเพียงไหน
ต้าหลางกับเด็กๆหยุดเล่นไปนานแล้ว ช่วยกันจัดวางชามและตะเกียบจนเรียบร้อย จากนั้นก็นั่งยองๆ รออยู่หน้าโต๊ะอาหาร
นางเหอทำปลาต่อ นางตุ๋นน้ำแกงปลาหม้อใหญ่ น้ำแกงข้น เนื้อปลานุ่ม ใส่ถั่วกับบวบที่หั่นเป็นแผ่นเข้าไป กลายเป็นเมนูหลักที่สดชื่นอีกจาน
ผักกาดนำไปผัดในกระทะจนเปลี่ยนสีแล้วตักออกทันที โรยด้วยกระเทียมสับ เติมน้ำมันร้อนสองสามหยด กลิ่นหอมกระเทียมก็หอมโชยออกมา
พออาหารเสร็จเรียบร้อย โรงเรือนริมแม่น้ำทางนั้นก็สร้างเกือบเสร็จแล้วเช่นกัน
กลิ่นหอมที่ลอยมาจากลานบ้านช่างยั่วยวนใจนัก เหล่าพ่อลูกทั้งห้าคนเร่งมือมุงฟางสองแผ่นสุดท้ายและยึดให้แน่น
“เลิกงาน กลับบ้านไปกินข้าวกัน!” หลิวจี้ตบมือแล้วลุกขึ้นเดินนำไปก่อน
นางจางเพิ่งโม่ข้าวสาลีเสร็จพอดีเลยให้หลิวไป่แบกไปวางไว้ที่ลานบ้านฉินเหยาก่อน ตอนจะกลับบ้านค่อยมาแบกไปทีหลัง
“ล้างมือก่อนสิ!”
พอเห็นบิดากับพี่น้องทั้งสามคนจะนั่งลงกินข้าวโดยไม่ล้างมือ หลิวจี้ก็รีบตะโกนเตือนขึ้นมาเสียงหนึ่ง
หลิวเหล่าฮั่นมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “จะเรื่องมากทำไมก็เพิ่งล้างที่แม่น้ำมา ไม่สกปรกสักหน่อย”
หลิวจี้เหลือบมองฉินเหยาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยืนยันว่า “ไม่ได้! ล้างมือก่อนกินข้าวเป็นกฎของบ้านข้า!”
พูดพลางขยิบตาส่งสัญญาณให้บิดาและพี่น้องแรงๆหลายครั้ง ทิศทางที่ชี้ไปคือด้านฉินเหยาพอดี
หลิวไป่กับคนอื่นๆเข้าใจทันที หากเป็นคำขอของเหยาเหนียง เช่นนั้นก็คงต้องล้างมือ
แม้ว่าหลิวเหล่าฮั่นจะรู้สึกว่าน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็ยอมทำตามด้วยความเคารพ
หลิวจี้มองบิดากับพี่น้องทั้งสี่คนที่ยอมไปล้างมือเรียบร้อยพลันรู้สึกขัดใจขึ้นมา
อะไรน่ะ? พอเขาบอกให้ล้างมือกลับไม่ยอมล้าง แต่พอรู้ว่าเป็นคำขอของเหยาเหนียงก็ยอมทำตามแต่โดยดี?
“นั่งเถอะ กินข้าวกันได้แล้ว” ฉินเหยาเรียก
หลิวจี้จึงนั่งลงด้วยความหงุดหงิด
แต่พอเห็นกับข้าวหลากหลายเต็มโต๊ะ ความหงุดหงิดก็สลายหายไปในทันที
มื้อค่ำในคืนนี้เต็มไปด้วยความเงียบ ไม่มีใครมีเวลาพูดคุยกัน เพราะกลัวว่าหากพูดขึ้นมาจะพลาดโอกาสได้กินกับข้าวไปอีกหนึ่งคำ
แต่ปริมาณอาหารนั้นได้นางเหอคำนวณไว้อย่างลงตัว ทุกคนกินกับข้าวหมดพอดีและอิ่มกันประมาณแปดส่วน กำลังพอเหมาะ
หลิวจี้คิดว่า วันนี้คนในบ้านเยอะแยะ ฉินเหยาน่าจะไว้หน้าเขาบ้าง ให้เขาได้ขี้เกียจสักหน่อย
ใครจะคิดว่า พอคนสุดท้ายวางตะเกียบลง ฉินเหยาก็พูดเรียบๆตามความเคยชินว่า “เก็บโต๊ะเถอะ”
นางเหอและนางชิวที่กำลังจะลุกขึ้นเก็บจานชะงักไปทันที ท่าทีเก้กัง กึ่งยืนกึ่งนั่งจนฉินเหยาหัวเราะแล้วบอกให้พวกนางไม่ต้องยุ่ง ทั้งสองถึงได้นั่งกลับลงไป
ก็ใช่ บ้านของเจ้าสาม การได้เห็นเจ้าสามลงมือทำงานก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเสียหน่อย
มีเพียงหลิวเหล่าฮั่นและบุตรชายทั้งสามที่มองหลิวจี้เก็บจานชามอย่างคล่องแคล่วเสร็จก็เอาไปล้าง รู้สึกเหมือนวันนี้ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากทางทิศตะวันตกแล้ว
หลิวเหล่าฮั่นมองฉินเหยา ท่าทางอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยั้งเอาไว้ เขาคิดจะบอกว่า ปกติหากไม่มีคนอื่น การให้เจ้าสามทำอาหารบ้างก็เป็นความน่าสนใจในชีวิตคู่ พวกเขาจะไม่ยุ่ง
แต่การให้เจ้าสามทำงานบ้านที่สตรีควรทำต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้ นี่ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่กระมัง
แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร ฉินเหยาก็ลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น อยากไปดูโรงเรือนที่พวกเขาสร้างริมแม่น้ำว่าเป็นอย่างไรบ้าง
นางเหอและนางชิวเองก็เดินตามไปด้วย หลังจากยุ่งกับการทำอาหารตลอดบ่าย พวกนางยังไม่มีเวลาไปดูเลย
นางจางมองซ้ายมองขวา พอเห็นสีหน้าตกตะลึงของพ่อลูกทั้งสี่คนก็อยากหัวเราะขึ้นมา
หลิวเหล่าฮั่นทั้งชีวิตไม่เคยเข้าครัวเลย หากให้พูดถึงการเก็บจานชาม ล้างจาน หรือขัดหม้อ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แต่เพราะปกติเหล่าบุรุษลงไร่ทำงานหนักมาก นางจางและลูกสะใภ้ทั้งสองคนจึงรับผิดชอบงานบ้านไปโดยปริยาย
แต่ก็ไม่มีใครกำหนดเสียหน่อยว่าบุรุษต้องลงไร่เสมอไป หรือสตรีต้องทำงานบ้านเสมอไป
บ้านของเจ้าสามก็เป็นเช่นนี้ ฉินเหยาทำงานหนัก เจ้าสามทำงานบ้านก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือ
นางจางเข้าใจเรื่องนี้ดีและตอนนี้เจ้าสามเองก็ทำกับข้าวเก่งมากด้วย
เพราะอย่างไรเสีย…นางก็เป็นคนถ่ายทอดฝีมือการทำอาหารให้เขานี่นา!
พอนึกถึงตรงนี้ก็อดภูมิใจเล็กๆไม่ได้
ตอนที่ 64: ลดแล้วลดอีก
โรงเรือนสร้างเสร็จแล้ว โรงโม่สามารถเปิดใช้งานได้อย่างเป็นทางการ
จริงๆแล้วเรียกว่าศาลาน่าจะเหมาะกว่า เพราะที่แห่งนี้มีแค่หลังคา ด้านข้างทั้งสี่ทำจากไม้ไผ่ที่ค้ำไว้เป็นเสา สามด้านมีไม้ไผ่พาดเป็นรั้ว ส่วนอีกด้านปล่อยโล่งไว้เป็นประตู
ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้ แถมไม่ได้ใช้เงินสักแดงก็ได้โรงโม่เช่นนี้มา ฉินเหยาก็พอใจมากแล้ว
โรงโม่ตั้งอยู่ตรงเชิงเขาหน้าบ้านนาง ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนขโมย หากมีอะไรผิดปกติ นางสามารถได้ยินจากในบ้านทันที
เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ฉินเหยาอาศัยช่วงเวลาที่ชาวบ้านมารวมตัวพักผ่อนที่บ่อน้ำของหมู่บ้านไปบอกกฎการเก็บค่าบริการให้ทุกคนฟัง
หนึ่งชั่วยามคิดค่าบริการห้าเหวิน ขอแค่เอาข้าวหรือธัญพืชที่ต้องการโม่มาฝากไว้ นางจะจัดการโม่ให้เรียบร้อยและส่งกลับไปที่บ้าน
บริการเช่นนี้ ฉินเหยาเองยังรู้สึกว่าคุ้มค่ามาก เพราะชาวบ้านจ่ายเงินเพียงเล็กน้อย เอาของมาฝากไว้แล้วไปทำธุระของตนเองได้
หากเป็นตัวนางเอง นางก็ยินดีที่จะจ่ายค่าบริการเช่นนี้อย่างแน่นอน
หลิวจี้รู้สึกว่าคุ้มสุดๆ ทั้งช่วยเฝ้าและยังส่งถึงบ้าน ใครไม่มาก็โง่แล้ว
ดังนั้น สองสามีภรรยาจึงนำเก้าอี้คนละตัวมานั่งรอลูกค้าในโรงโม่
หลิวจี้ยังไปหยิบโต๊ะเล็กตัวหนึ่งมาจากบ้าน วางกาน้ำต้มสุกกับถ้วยสองใบไว้ คิดว่าเวลาว่างจะได้ดื่มน้ำริมแม่น้ำแบบคนในเมืองที่ชอบปล่อยอารมณ์ชมธรรมชาติ
เมื่อวานล่านกมาได้เยอะ ขนนกทั้งหมดฉินเหยาถอนออกมาตากแดด ตั้งใจจะเก็บไว้ทำถุงมือหรือผ้าพันคอในภายหลัง
ขนนกก็คือขน คงไม่ใช่ว่าใช้ทำเสื้อขนเป็ดไม่ได้เลยกระมัง
ตอนนี้ สองสามีภรรยานั่งอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งจิบน้ำต้มสุก อีกคนแยกขนนกไปพลางๆ รอลูกค้าคนแรกเข้ามาใช้บริการ
น้ำต้มสุกก็ดื่มไปสามแก้วแล้ว ขนกับปุยนกก็แยกเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมยังไม่มีใครมาเสียที
ฉินเหยาหันไปมองหลิวจี้ “ยุ่งจนไม่มีเวลาหรือ”
หลิวจี้เองก็ดูงงๆ “ต่อให้ยุ่งแค่ไหน ตอนเที่ยงเช่นนี้ก็น่าจะว่างบ้างกระมัง”
เป็นไปไม่ได้ที่จะคิดว่าค่าบริการของพวกเขาแพงเกินไป!
ฉินเหยาว่า “รออีกหน่อยไหม”
หลิวจี้ดื่มน้ำต้มสุกแก้วที่สี่ตอบ “อืม”
ไม่ได้การ อั้นไม่ไหวแล้ว “เมียจ๋า เดี๋ยวข้ากลับมา!”
แต่พอเขากลับมาจากห้องส้วม โรงโม่ก็ยังไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว
สิ่งนี้ทำให้สองสามีภรรยาที่เคยมั่นใจสุดๆเริ่มไม่แน่ใจ ฉินเหยาไม่ใช่คนที่จะนั่งรอความตายเฉยๆ จึงรีบไปดูที่บ่อน้ำของหมู่บ้านที่ผู้คนมักมารวมตัวกันว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่มีเพียงคนสองสามคนอยู่ที่นั่น ล้วนเป็นเด็กๆ
ฉินเหยาคว้าตัวจินฮวาไว้ ถามว่า “พวกผู้ใหญ่ไปไหนกันหมด” จินฮวาเรียกนางอย่างสนิทสนมว่า “อาสะใภ้” ก่อนชี้นิ้วเล็กๆไปทางศาลบรรพชน
ฉินเหยารีบเดินเร็วๆไปทางศาลบรรพชน แต่ยังไม่ทันถึงก็เห็นคานหาบใส่ธัญพืชเรียงกันเต็มหน้าโรงโม่ไปหมด
ทุกคนไม่อาจแน่ใจได้ว่าคนที่ใช้โรงโม่จะใช้เวลานานแค่ไหน และในบ้านหรือในไร่ก็มีงานต้องทำกันทั้งนั้นจึงเกิดวิธีใช้คานหาบใส่ธัญพืชมาวางจองคิวแทนเจ้าตัว
ยิ่งคานหาบธัญพืชที่เรียงกันยาวเท่าไรก็ยิ่งแสดงว่ามีคนต้องการใช้โรงโม่มากขึ้นเท่านั้น พอเห็นแถวคานหาบยาวเป็นทาง ฉินเหยาก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
โรงโม่หินคนแน่นเพียงนี้ เหตุใดไม่มีใครยอมไปใช้โรงโม่น้ำของนางเลย
เกิดปัญหาอะไรขึ้นกันแน่
ปัญหาน่ะมีจริงๆ ทั้งยังเป็นปัญหาใหญ่อีกด้วย
นางจางไปถางหญ้าในสวนผัก พอกลับบ้านผ่านริมแม่น้ำ นางก็มองเข้าไปที่โรงโม่น้ำโดยไม่รู้ตัว เดิมคิดว่าน่าจะคนเยอะมาก แต่กลับพบว่าโม่ไม่ได้หมุนและไม่มีคนเลย
นางรู้สึกแปลกใจ เพราะโรงโม่น้ำใช้ง่ายกว่าโรงโม่หินมาก นางเคยลองด้วยตัวเองเมื่อวาน แค่ยืนใส่ธัญพืชลงไปในโม่เท่านั้น ไม่เหนื่อยเลยสักนิด
ช่วงนี้น้ำในแม่น้ำมีมาก แรงดันน้ำทำให้โม่หมุนได้รวดเร็ว เมื่อวานนางหาบธัญพืชมาหนึ่งคาน ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามก็เสร็จแล้วซึ่งเร็วกว่าการโม่แบบเดิมเกือบเท่าตัว
“เหตุใดถึงไม่มีใครเลยเล่า” นางจางบ่นเบาๆ พลางเดินกลับบ้านด้วยสีหน้าสงสัย
พอก้าวเข้าบ้านก็ได้ยินนางเหอกับนางชิวที่กำลังทอผ้าบ่นกันว่า “ป้าโจวมาหาข้าแล้วบอกว่าโรงโม่น้ำของบ้านเจ้าสามคิดราคาสูงเกินไป คนในหมู่บ้านก็ล้วนเป็นญาติกันแท้ๆ จะมาหากำไรจากญาติด้วยหรืออย่างไร”
“เช้านี้นางยังตั้งใจจะไปโม่แป้งที่โรงโม่น้ำอยู่เลย พอได้ยินว่าหนึ่งชั่วยามต้องจ่ายห้าเหวิน นางก็เดินคอตกกลับไปที่โรงโม่หินแทน”
“อย่างไรอยู่บ้านว่างๆก็เสียเปล่า โรงโม่หินไม่ต้องเสียเงิน นางยอมเหนื่อยหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไร”
เมื่อฟังนางเหอเล่าอย่างมีสีสัน นางชิวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกไม่พอใจแทนครอบครัวตนเอง
“โรงโม่น้ำของบ้านเจ้าสามไม่ใช่ลมหอบเอามานะ พวกเขายังใช้เงินลงทุนไปเป็นตำลึง นางจะไม่จ่ายแล้วยังอยากใช้งานเปล่าๆหรือ มีเรื่องดีๆเช่นนี้ที่ไหนกัน”
นางเหอแค่นเสียง “เจ้าก็รู้นี่ว่าคนผู้นั้นขี้เหนียวเพียงใด นางก็เป็นเช่นนี้แหละ”
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางเหนื่อยไปเถอะ” นางชิวหัวเราะ
“แต่ว่า…” พอนึกถึงราคาหนึ่งชั่วยามห้าเหวิน นางชิวก็รู้สึกอึดอัดในใจ “สำหรับครอบครัวชาวบ้านอย่างเรา ห้าเหวินก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆนะ”
นางเหอคิดในใจก็เพราะโรงโม่ของบ้านเจ้าสามให้พวกนางใช้เปล่าได้ พวกนางถึงได้มองว่ามันดี
แต่หากต้องจ่ายเงินเพื่อเช่าโรงโม่น้ำ คิดไปคิดมาก็ยังยอมเหนื่อยหน่อย ค่อยๆใช้โรงโม่หินโม่เองดีกว่า
แน่นอนว่าในโอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งหรืองานศพที่ต้องใช้ธัญพืชจำนวนมากก็สามารถยอมจ่ายเงินเล็กน้อยเพื่อเช่าโรงโม่น้ำได้
แต่ก็เป็นแค่ครั้งคราวเท่านั้น
ไม่อยากจ่ายเงินยังเป็นแค่เหตุผลหนึ่งเท่านั้น
ยังมีเหตุผลที่สองอีก
อย่าว่าห้าเหวินจะแลกกับข้าวกล้องหนึ่งจินเลย แต่คนในหมู่บ้านที่เคยชินกับความลำบาก พอจู่ๆต้องเอาข้าวเยอะขนาดนี้ไปแลกกับความสะดวกสบายกลับรู้สึกเหมือนกำลังทำเรื่องผิดศีลธรรม
หากสะใภ้บ้านไหนกลัวเหนื่อยหรือกลัวลำบากแล้วเอาห้าเหวินไปเช่าโรงโม่น้ำใช้ กลัวว่าบุรุษในบ้านหรือแม่สามีคงจะชี้หน้าด่ากันจนไม่มีที่ยืน!
นางจางฟังการสนทนาของสะใภ้ทั้งสองจึงเข้าใจว่าเหตุใดโรงโม่น้ำถึงไม่มีคน
นางเดาว่าพวกเจ้าสามคงยังไม่รู้เหตุผล
นางเรียกหลานชายคนโตที่กำลังจับตั๊กแตนให้ไก่อยู่ที่ริมคันนาให้มาหาแล้วส่งเขาไปบอกข่าว
จินเป่าหัวเราะร่า รีบไปอย่างดีใจ เพราะตั้งใจจะชวนต้าหลางกับพวกไปจับตั๊กแตนด้วยกัน คนเยอะจะได้สนุกกว่า
พอรู้ความจริง หลิวจี้ถึงกับกระโดดด้วยความโมโห “แค่นี้ยังไม่กล้าจ่ายก็สมควรเหนื่อยแล้ว!”
ฉินเหยาดูใจเย็นกว่า แต่ก็ไม่มากนัก
“ลดราคาลง เหลือสามเหวินต่อหนึ่งชั่วยาม อย่างน้อยก็น่าจะมีคนมาแล้ว…ใช่ไหม” ฉินเหยาพูดอย่างไม่มั่นใจนัก
นางให้หลิวจี้ไปประกาศในหมู่บ้านแล้วเช้าวันรุ่งขึ้นก็กลับมานั่งรออีกครั้ง
ตั้งแต่เช้าจรดเย็น มีเพียงอวิ๋นเหนียงบ้านพ่อค้าหาบเร่หลิวที่นำข้าวสาลีที่ร่อนเปลือกแล้วหนึ่งถังมาโม่เป็นแป้ง
โรงโม่น้ำมีประสิทธิภาพสูง ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็ช่วยนางโม่แป้งเสร็จได้ค่าตอบแทนเป็นฟักเขียวเล็กสองลูก
เนื่องจากครึ่งชั่วโมงยังไม่ถึงค่าใช้จ่ายหนึ่งเหวิน อวิ๋นเหนียงจึงบอกให้หลิวจี้ไปเก็บฟักเล็กที่สวนผักของนางเมื่อไรก็ได้
ตกค่ำ ครอบครัวหกคนดื่มโจ๊กข้าวขาว กินคู่กับฟักต้มใสจานหนึ่ง ทั้งหมดกินอาหารกันอย่างไร้รสชาติ
“ลดอีก!” ฉินเหยายังไม่เชื่อว่าจะไม่มีใครอยากจ่ายเงินเพื่อประหยัดแรงและเวลา
หลิวจี้ถามด้วยเสียงสั่นๆ “จะลดเหลือเท่าไหร่
ฉินเหยากัดฟันตอบ “หนึ่งชั่วยามสองเหวิน!”
หลิวจี้จึงไปประกาศในหมู่บ้านอีกรอบ
ขอบคุณสวรรค์ หลิวต้าฝูมาแล้ว! เขานำธัญพืชหนักๆ ห้าสิบคานมุ่งหน้าไปยังโรงโม่น้ำ!
เขาต้องการร่อนเปลือกธัญพืชทั้งหมด
ฉินเหยาและหลิวจี้ต้อนรับหลิวต้าฝูด้วยความกระตือรือร้น หลังจากส่งเขากลับไปแล้ว หลิวจี้รับหน้าที่โม่ ส่วนฉินเหยารับหน้าที่แบก ทั้งสองร่วมมือกันอย่างลงตัวเป็นครั้งแรก ใช้เวลาเพียงสามวันครึ่งก็โม่ธัญพืชห้าสิบคานเสร็จและส่งถึงบ้านหลิวต้าฝู
สามวันครึ่ง ใช้เวลาไปทั้งหมดยี่สิบห้าชั่วยาม
เมื่อเห็นหลิวต้าฝูยิ้มร่าและยื่นเงินห้าสิบเหวินมาให้ ฉินเหยากลับยิ้มไม่ออกเลยสักนิด
คนตัวเล็กในใจนางตะโกนว่า ทำลายให้หมดเลยเถอะ!
ตอนที่ 65: เช่าที่
หลังจากลดราคาต่อเนื่อง สุดท้ายต้องเหนื่อยแทบตายสามวันครึ่งแต่ได้รายรับมาเพียงห้าสิบเหวินและไม่มีออเดอร์เข้ามาอีกเลย
ฉินเหยาตัดสินใจปล่อยทุกอย่างไปตามยถากรรม
การพยายามเปลี่ยนความคิดดั้งเดิมของผู้คนช่างเป็นเรื่องที่โง่เขลาอย่างยิ่ง
ดังนั้น นางจึงเลือกที่จะปล่อยวางตนเองแทน
ฉินเหยาให้หลิวจี้หากล่องสำหรับใส่เงินเหวินมาจากบ้านแล้วเอาไปวางไว้ที่โรงโม่น้ำ
นางแขวนคู่มือการใช้โรงโม่น้ำที่มีรูปภาพประกอบไว้หน้าประตู กำหนดอัตราค่าบริการหนึ่งเหวินต่อหนึ่งชั่วยามและเปิดให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
ส่วนบริการช่วยโม่หรือส่งกลับถึงบ้านนั้น ขอพูดสามครั้งให้ชัดเจน ไม่มี! ไม่มี! ไม่มี!
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็ปล่อยไปตามโชคชะตา
พวกเจ้าจะใช้ก็ใช้ ไม่ใช้นางก็ใช้เอง!
พอตัดสินใจปล่อยทุกอย่างไปตามยถากรรม ใจนางก็สงบลงได้จริงๆ
แต่การที่ธุรกิจเพิ่งเริ่มต้นและล้มเหลวกลางทางก็ยังทำให้รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
เพราะมันหมายความว่า นางยังต้องเช่าที่ดินอยู่ดี
ฉินเหยากุมหัว ปลูกพืชนี่มันเหนื่อยจริงๆนะ ขนาดนางออกไปล่าซอมบี้กลายพันธุ์ในเมืองยังไม่เหนื่อยขนาดนี้เลย
หลิวจี้รู้ดีว่าโชคชะตาของเขาผูกอยู่กับนาง หากนางต้องลงไปทำไร่ เขาเองก็เลี่ยงไม่ได้จึงได้แต่ปลอบตัวเองว่าชีวิตยังอีกยาวไกล ต้องเข้มแข็งเอาไว้!
“ข้าจะไปบ้านหลิวต้าฝูหน่อย” ฉินเหยากล่าว
หลิวจี้ตื่นตัวขึ้นมาทันที ถามเสียงเบาๆ “ไปเช่าที่ดินหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า หากไม่รีบเช่าตอนนี้ การเตรียมปลูกพืชฤดูใบไม้ผลิก็คงไม่ทันแล้ว
ขณะออกจากบ้าน ฉินเหยาเห็นยายหวังพาหลานชายตัวเล็กไปใช้โรงโม่น้ำ รู้สึกตื่นเต้นยินดีที่โม่หมุนได้เองโดยไม่ต้องใช้แรงคน แถมยังโม่ข้าวสาลีได้ละเอียดมาก
เสียงถอนหายใจเบาๆของยายหวังดังลอยมา “ดีที่ได้โรงโม่น้ำนี้ของฉินเหนียงจื่อ ไม่อย่างนั้นพวกเราก็คงต้องหาคนมาช่วยหมุนโม่ให้อีกแล้ว”
หลานชายตัวน้อยพูดด้วยความดีใจว่า “ท่านอาสามไม่ใช่คนดี แต่ท่านอาสะใภ้สามเป็นคนดีนะขอรับ พอแม่ไก่ออกลูก เราเอาลูกไก่สองตัวไปให้ท่านอาสะใภ้สามเถอะนะขอรับ ท่านย่า?”
ยายหวังยิ้มแล้วพยักหน้า แต่พอหันไปเห็นกล่องเงินที่วางอยู่มุมศาลาก็แสดงสีหน้าละอายใจ
กล่องเงินนั้นเอาไว้เก็บเงิน แต่นางวางไว้เพียงไข่ไก่หนึ่งฟอง
ถึงไข่ไก่หนึ่งฟองจะขายได้หนึ่งเหวิน แต่ในหมู่บ้านมันก็ไม่ได้มีมูลค่ามากขนาดนั้น
หลานชายมองไปที่กล่องเงินด้วยเช่นกัน พลางพึมพำว่า “เอาลูกไก่อีกสองตัวไปให้ท่านอาสะใภ้สามเถอะขอรับ นางจิตใจดีขนาดนี้ คงไม่ถือสาหาความพวกเราหรอก…”
ฉินเหยาเดินข้ามสะพานผ่านไป ยายหลานที่กำลังตั้งใจใช้โรงโม่น้ำไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มบางเบาที่แสดงถึงความโล่งใจของนาง
เมื่อมาถึงบ้านหลิวต้าฝู เขาไม่อยู่บ้าน เพราะไปส่งธัญพืชที่ร้านขายธัญพืชในเมืองด้วยตนเอง
ในบ้านมีเพียงภรรยาและบุตรสาวของเขา กำลังดูแลบุตรชายสามคนที่ป่วยและนอนอยู่บนเตียง
สะใภ้ของบุตรชายคนโตและคนรองกินข้าวเช้าเสร็จ ก็ไปเก็บใบหม่อนชุดแรกหลังน้ำค้างยามเช้ามาเพื่อเลี้ยงไหม
ลานบ้านของพวกเขาเต็มไปด้วยชั้นเลี้ยงไหม สะใภ้สองคนเป็นคนมีชื่อเสียงฝีมือยอดเยี่ยมในรัศมีสิบลี้ที่สามารถทอผ้าไหมลายงดงามได้
แค่เครื่องทอผ้าก็ใหญ่กว่าห้องหนึ่งห้องของคนทั่วไปแล้ว อุปกรณ์เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเข้าถึงได้
บุตรชายสามคนของหลิวต้าฝูถูกโจรทำร้ายจนขาหัก โชคดีที่หมอหลิวต่อกระดูกเป็น ตอนนี้ต้องใช้แผ่นไม้ยึดขาและพักฟื้นอีกสามเดือนถึงจะลงจากเตียงได้
เมื่อเห็นฉินเหยามา แม่ลูกคู่นี้ดีใจมาก รีบเชิญนางเข้าไปนั่งพักในบ้านพร้อมยกน้ำชามาให้และยังวางขนมกองหนึ่งที่ไม่รู้เรียกว่าอะไรไว้ตรงหน้า บอกให้ฉินเหยาอย่าเกรงใจ อยากกินก็หยิบได้เลย
ฉินเหยาหยิบขนมสี่ชิ้นมาห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าแล้ววางไว้ข้างๆ ที่เหลือไม่ได้แตะอีก ตั้งใจจะเอากลับบ้านไปให้พวกซื่อเหนียงไว้กินเล่น
พอเห็นแม่ลูกคู่นี้แค่จะพลิกตัวให้บุตรชายทั้งสามคนก็ลำบากมาก ฉินเหยาก็ไม่สนใจเรื่องข้อจำกัดชายหญิง ลงมือช่วยพยุงบุตรชายคนโตและคนรองให้ไปนั่งเก้าอี้ในห้องโถง
แต่ก่อนเวลาหลิวต้าฝูออกไปข้างนอก ทุกเรื่องในบ้านจะเป็นหลิวกงซึ่งเป็นบุตรชายคนโตจัดการ ครั้งนี้ฉินเหยาต้องการเช่าที่ดินจึงคุยกับเขาแทนได้
“ปีนี้ยังมีที่นาอุดมสมบูรณ์ทางทิศตะวันออกเหลืออยู่อีกหนึ่งร้อยหมู่พอดี ยังไม่มีใครเช่าด้วย สะใภ้สาม เจ้าอยากเช่ากี่หมู่หรือ” หลิวกงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ใบหน้ายังคงมีความกระดากเล็กน้อย
แต่พอเห็นฉินเหยาซึ่งเป็นสตรีกลับดูใจกว้างและไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำ ความกระดากใจจากการที่เขาแทบจะถูกนางอุ้มออกมาก็จางหายไปเกือบหมด
ฉินเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยี่สิบหมู่ถือว่าปลอดภัยที่สุด แต่นางรู้ดีถึงความสามารถในการทำไร่ของตัวเองและหลิวจี้ คงไม่อาจทำได้
โรงโม่น้ำก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีรายได้เลย ในอนาคตน่าจะมีรายได้เดือนละสองร้อยเหวิน ซึ่งพอจะใช้เป็นเงินซื้อกับข้าวได้
ถ้าเช่นนั้นก็เช่าที่ดินให้น้อยลงแล้วใช้เวลาว่างไปหางานทำภายนอก น่าจะพอเลี้ยงชีพได้
“สิบหมู่” ฉินเหยาพูดจบก็อดกังวลไม่ได้ว่าฝ่ายตรงข้ามอาจจะปฏิเสธเพราะนางเช่าน้อยเกินไป
แต่นางกลับประเมินความรู้สึกขอบคุณของครอบครัวหลิวกงที่มีต่อนางต่ำเกินไป หากวันนั้นนางมาไม่ทันเวลา แม่ลูกสองคนคงถูกล่วงเกินและเหล่าพี่น้องคงต้องตายแน่นอน
หลิวกงยังคิดว่าฉินเหยาอาจจะเกรงใจที่จะเอ่ยปากจึงถามย้ำอีกครั้งว่า “สะใภ้สามจะเช่าแค่สิบหมู่จริงๆหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“อีกอย่างนะ หลังจากพวกท่านไถที่ของตัวเองเสร็จแล้ว พอจะให้เรายืมวัวไปใช้สักสองวันได้หรือไม่” ฉินเหยาลองถามดู
หลิวฮูหยินรีบตอบว่า “เรื่องเล็กน้อย บ้านเรามีโรงเก็บเครื่องมือเกษตร คนเช่าสามารถยืมไปใช้ได้ ขอแค่อย่าให้พังและนำกลับมาคืนให้ตรงเวลาก็พอ”
“บ้านเรามีวัวสองตัว ลาอีกตัวหนึ่ง ตอนนี้ลาถูกพ่อของพวกเขาเอาไปขนธัญพืชแล้ว ส่วนวัวสองตัว ตัวหนึ่งเราเก็บไว้ใช้ไถนาเอง อีกตัวหนึ่งถ้าผู้เช่าอยากใช้ก็แค่จ่ายค่าเช่าบ้างเล็กน้อย”
“แต่ว่าหากเป็นฉินเหนียงจื่อจะใช้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าหรอก แค่เจ้าใจดีช่วยให้มันกินหญ้าสักสองกำมือ อย่าให้มันหิวก็พอ”
พวกเขายังบอกอีกว่า หากฉินเหยาจะใช้ก็จะให้นางยืมก่อน
ที่จริงเรื่องนี้ก็เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เพราะหากในนามีผลผลิตเพิ่มขึ้น บ้านหลิวต้าฝูก็จะได้แบ่งข้าวมากขึ้นอีกส่วนเช่นกัน
ถึงแม้ว่าหนึ่งหมู่จะได้ผลผลิตเพิ่มแค่ยี่สิบสามสิบจิน แต่หากเป็นที่ร้อยหมู่หรือสองร้อยหมู่รวมกันเข้าไปก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อยแล้ว
พูดแล้วก็ตลก ครั้งก่อนหลิวจี้ขายที่ดินในบ้านทั้งหมดไป คนที่ซื้อไว้ก็คือหลิวต้าฝู ส่วนที่ดินสิบหมู่ที่แบ่งให้ฉินเหยาในครั้งนี้ซึ่งเป็นที่ดินดีริมแม่น้ำก็คือที่ดินเดิมของบ้านหลิวจี้นั่นเอง
หลิวกงพูดว่า “อย่างไรเสียที่ดินนั้นพี่สามก็คุ้นเคยอยู่แล้ว ขาของข้าก็ไม่ค่อยสะดวก เช่นนั้นข้าจะไม่ไปเลือกที่กับสะใภ้สาม พวกเจ้าไปดูให้เรียบร้อยแล้วมาบอกข้า ข้าจะจดไว้ จะได้ไม่ปล่อยเช่าให้คนอื่นผิดไป”
ในช่วงฤดูเพาะปลูกที่สำคัญนี้ เขาและน้องชายอีกสองคนได้รับบาดเจ็บ ไม่อาจลงไปทำไร่ได้จึงต้องปล่อยเช่าที่ดินเกือบครึ่งหนึ่งและชาวบ้านในหมู่บ้านก็กำลังรอเช่าที่ดินกันอยู่ โดยเฉพาะที่ดินดีๆยิ่งต้องแย่งกัน
ฉินเหยาตอบตกลงว่าจะไปเลือกที่ดินแล้วจะแจ้งให้เขาทราบ
เมื่อเรื่องราวคลี่คลายด้วยดี ฉินเหยาก็ลุกขึ้นขอตัวกลับ
แต่ก่อนจะไป พอเห็นพี่น้องหลิวกงเคลื่อนไหวด้วยความยากลำบาก นางก็กล่าวเตือนว่า
“ช่างไม้หลิวมีฝีมือดีและราคายุติธรรม พวกท่านลองให้เขาทำรถเข็นหนึ่งคันและไม้เท้าคู่หนึ่งสำหรับประคอง จะได้สะดวกเวลาขยับตัว”
ผลคือแม่ลูกทั้งหลายต่างมองนางด้วยความงุนงงแล้วถามว่า รถเข็นคืออะไร? ไม้เท้าคืออะไร?
พวกนางรู้จักเพียงไม้เท้าสำหรับคนชราซึ่งก็ช่วยพยุงตัวไม่ได้มากนัก
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น “พวกท่านไม่รู้จักหรือ”
แม่ลูกทั้งห้าคนต่างพากันส่ายหน้า
“มีพู่กันกับกระดาษไหม เดี๋ยวข้าจะวาดให้ดูแล้วพวกท่านนำไปให้ช่างไม้หลิว เขาดูภาพที่ข้าวาดก็เข้าใจได้” ฉินเหยากล่าว
ตอนที่ 66: ไถนา
หลิวฮูหยินรีบตอบว่ามีแล้วให้บุตรสาวคนเล็กไปหยิบกระดาษกับพู่กันมาจากห้องหนังสือของพี่ชายคนรอง
หลิวลี่น้องชายคนรองของหลิวกงเพิ่งแต่งงานเมื่อต้นเดือนแรกของปี เขาคือคนที่นางจางเคยพูดถึงว่าถูกบิดามารดาส่งไปเรียนในตัวอำเภอได้เพียงครึ่งเดือน แต่ก็ต้องลาออกเพราะเสียดายค่าพาหนะเดินทาง
แต่เรื่องราวหลังจากนั้นนางจางไม่ได้เล่า เพราะต่อมาหลิวลี่ได้ไปอยู่กับท่านอาของเขาในตัวอำเภอและเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาในอำเภอนั้น
เดิมทีฤดูใบไม้ผลิปีนี้เขาตั้งใจจะไปสอบในตัวอำเภอ หากสอบผ่านก็จะได้รับสิทธิ์เข้าสอบในระดับจังหวัดและหากสอบผ่านระดับจังหวัดก็จะได้เป็นซิ่วไฉแล้ว
แต่เหตุการณ์โจรปล้นในครั้งนั้นทำให้เขาต้องเสียเวลาไปหนึ่งปีเต็ม
โชคดีที่ฝ่ายหญิงซึ่งหมั้นหมายไว้ไม่ได้ถอนหมั้นเพราะเรื่องขาของเขา ทั้งสองครอบครัวยังคงจัดพิธีแต่งงานตามกำหนด
หลิวลี่มองฉินเหยาที่หยิบพู่กันกับกระดาษขึ้นมาวาดแบบ รู้สึกว่านางเป็นคนที่ไม่ธรรมดา ถึงแม้ว่าท่าทางจับพู่กันของนางจะแปลกตา แต่เส้นที่นางลากออกมานั้นทั้งตรงทั้งมั่นคงไม่ต้องใช้ไม้บรรทัด ดูแล้วเหมือนเป็นคนที่วาดภาพมานาน
ชาวบ้านในหมู่บ้านล้วนรู้ว่าฉินเหยาลี้ภัยมาจากนอกพื้นที่ แต่ไม่มีใครรู้ว่าก่อนนางจะลี้ภัย นางมีภูมิหลังเป็นเช่นไร
ตอนนี้หลิวลี่คาดเดาว่า ครอบครัวของฉินเหยาคงเคยเป็นตระกูลร่ำรวยมาก่อน
ไม่อย่างนั้น สตรีคนหนึ่งที่เขียนหนังสือและวาดภาพได้ ยังอาจพูดได้ว่าเกิดจากการได้รับการเอาใจใส่ในครอบครัว แต่การมีฝีมือด้านการต่อสู้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะมีโอกาสได้เรียนรู้
ฉินเหยารู้ดีว่าสายตาของหลิวลี่ที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ด้วยความที่ไม่มีหลักฐานอะไร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำพูดของนางเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่มีใครสามารถจับผิดได้
ดังนั้น นางจึงสงบใจและตอบทุกคำถามอย่างสบายๆ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่
ครั้งนี้นางก็บอกว่า ครอบครัวนางมีท่านลุงที่ชอบงานไม้และนางก็ได้เรียนมาบ้างแบบผิวเผิน
ที่จริงแล้ว ในชาติก่อน นางเคยทำงานจิปาถะหลายอย่างเพื่อความอยู่รอดในฐาน และเคยผ่านการอบรมในโรงงานผลิตอุปกรณ์การแพทย์
เมื่อวาดแบบเสร็จแล้ว แผ่นหนึ่งเป็นภาพแบบไม้เท้าคู่ สำหรับหลิวลี่และน้องชายคนที่สามที่ขาหักเพียงข้างเดียว ใช้สิ่งนี้จะเหมาะสมกว่า
อีกแบบเป็นภาพวาดของรถเข็นไม้ซึ่งวิธีทำจริงๆนั้นง่ายมาก ล้อไม้ขนาดใหญ่นั้นดูหรูหราเกินไปและทำยาก สำหรับการใช้งานระยะสั้น เพียงแค่ใส่ล้อไม้ขนาดเล็กสี่ล้อเข้าไปใต้เก้าอี้ก็พอ
ส่วนที่นั่งตรงกลางสามารถถอดออกได้เพื่อสะดวกต่อการเข้าห้องน้ำ และรถเข็นยังเพิ่มที่จับ เพื่อให้ภรรยาของหลิวกงช่วยเข็นได้ เรียกได้ว่าเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงความสะดวกและครบถ้วนอย่างมาก
หลังจากส่งแบบให้หลิวฮูหยินแล้ว ฉินเหยาก็หันหลังกลับทันที
หลิวฮูหยินยังไม่มีโอกาสได้แสดงความขอบคุณ และรู้สึกประหลาดใจในความใจกว้างของฉินเหยา แบบร่างที่ละเอียดประณีตขนาดนี้ นางยกให้โดยไม่ลังเล แถมไม่มีท่าทีปิดบังเลย
แต่มีสัญลักษณ์แปลกๆ บางอย่างบนแบบร่างที่พวกเขาไม่เข้าใจ
แต่ฉินเหนียงจื่อบอกว่าช่างไม้หลิวจะเข้าใจ ดังนั้นพวกเขาจึงนำไปให้ช่างไม้หลิวดู
“อ้อ อันนี้หรือ? นี่คือเลขอาหรับ ทางตะวันตกใช้เลขนี้แทนตัวเลขของเรา ในตัวอำเภอหรือเมืองหลวงก็ใช้กันหมดแล้ว” ช่างไม้หลิวอธิบาย
หลิวฮูหยินพยักหน้า “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
“ฉินเหนียงจื่อรู้เยอะจัง” หลิวเยว่เหนียง น้องสาวของบ้านหลิวพูดด้วยความชื่นชม
ช่างไม้หลิวพยักหน้ารับ “แน่นอนอยู่แล้ว ฉินเหนียงจื่อเคยไปตัวอำเภอมาก่อน”
ที่ถูกต้องก็คือ เหยาเหนียงต่างหากที่เคยไปตัวอำเภอ
ฉินเหยาเองก็รู้สึกประหลาดใจ ในความทรงจำของร่างเดิมกลับมีการใช้เลขอาหรับอยู่ด้วย
นางไม่แน่ใจว่ามันมาจากภายนอกจริงๆ หรือว่าเคยมีคนที่หลุดมาจากต่างโลกมาอยู่ที่นี่ก่อนกันแน่
ยิ่งกว่านั้น ในแคว้นเซิ่งสตรีทุกคนล้วนไม่มีรอบเดือน แต่เป็น ‘รอบเดือนแฝง’ ทั้งไม่มีปัญหาเรื่องประจำเดือนและไม่กระทบต่อการมีลูก เป็นข่าวดีสำหรับสตรีที่หลุดเข้ามาในโลกนี้!
ในภาพรวม ฉินเหยาพอใจกับโลกนี้มาก ยกเว้นเพียงเรื่องที่ต้องทำไร่
“เมียจ๋า เอาที่สิบหมู่นี้แหละ มันทอดต่อกันเป็นผืนเดียวและอยู่ใกล้แม่น้ำ รดน้ำสะดวกด้วย”
หลิวจี้ยืนอยู่บนคันนา ชี้ไปที่ที่ดินสิบหมู่ตรงหน้าพลางพูดด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ฉินเหยาพยักหน้าอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าที่ดินแถวนี้ล้วนดีเยี่ยม ยามบ่ายจึงไปยังบ้านหลิวต้าฝูเพื่อจัดการเรื่องการเช่าที่กับหลิวกงให้เรียบร้อย
บ้านอื่นๆเริ่มลงมือไถนากันแล้ว หากไม่มีสัตว์ลากไถก็ใช้สองคนทำงานเป็นคู่ คนหนึ่งลากอยู่ข้างหน้า อีกคนหนึ่งประคองอยู่ด้านหลัง ทำให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ส่วนบางคนที่ไม่มีคู่ ต้องประคองไถคนเดียว ทำให้ไถได้ช้าลงมาก
ไถนั้นยังแบ่งตามวัสดุที่ใช้ทำซึ่งส่งผลต่อความเร็วในการใช้งาน
ผู้ที่มีฐานะดีจะใช้ไถเหล็ก ส่วนผู้ที่ฐานะไม่ดีจะใช้ไถหินหรือไถไม้แทน
ที่บ้านหลิวมีคันไถสองคัน หนึ่งคันทำจากเหล็ก อีกคันทำจากหิน โชคดีที่พวกเขายืมวัวจากบ้านผู้ใหญ่บ้านมาได้ ไม่เช่นนั้นหากต้องไถร้อยหมู่ด้วยแรงคน ร่างกายคงพังแน่
เนื่องจากที่ดินมีจำนวนมากและกระจัดกระจาย การไถทีละแปลงได้เพียงครั้งเดียวก็ใช้แรงมากแล้ว สำหรับที่ดินดีติดน้ำจึงมีการไถละเอียดถึงสองรอบ
ฉินเหยาและหลิวจี้ตั้งใจไปยังเรือนเก่าตระกูลหลิวเพื่อสังเกตดูวิธีใช้วัวลากไถตลอดทั้งวัน ในที่สุดหลิวจี้ก็ถูกฉินเหยาบังคับให้พับขากางเกงแล้วลงนา ลองไถเองอยู่หลายครั้ง เมื่อได้ประสบการณ์มากพอ ทั้งสองจึงเริ่มลงมือไถนาของตนเองในวันถัดมา
ทั้งสองแบ่งกันคนละหนึ่งหมู่ หลิวจี้ใช้ไถเหล็กที่ยืมมาจากบ้านหลิวต้าฝูพร้อมวัวลากไถ ส่วนฉินเหยาใช้ไถเหล็กอีกคันที่ยืมมา แต่ต้องใช้แรงคนประคองไถเอง
ทั้งสองคิดว่าแผนนี้น่าจะดี คนหนึ่งมีแรงมาก อีกคนมีวัวช่วย คาดว่าวันหนึ่งน่าจะไถได้คนละสองหมู่แบบสบายๆ
แต่พอเริ่มทำจริงถึงได้รู้ว่ามันยากขนาดไหน
เหตุที่ที่นาติดน้ำถือว่าดีเยี่ยม เพราะสะดวกในการกักเก็บน้ำ ไม่ต้องคอยดูแลลำคลองเพื่อปล่อยน้ำเข้ามา หรือเฝ้าเวลากลางวันกลางคืนเพื่อป้องกันไม่ให้บ้านอื่นกันน้ำไว้ใช้แต่ในนาของตัวเอง
ชาวบ้านมักทะเลาะกันเรื่องน้ำในนาบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นญาติกันหรือไม่ หากกล้ากันน้ำไม่ให้เข้านาข้า ข้าก็พร้อมเอาเรื่องเจ้าให้ถึงที่สุด!
ดังนั้น ที่ดินที่ฉินเหยาเช่ามาจึงมีน้ำขังเต็ม ต้องปล่อยน้ำออกขณะไถไปด้วย แต่ละก้าวเหยียบลงในบ่อโคลนลึกจนขาติดในโคลน จะยกขาขึ้นยังลำบาก
แต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ มีความสามารถในการปรับตัวสูงมาก
สองวันผ่านไป ฉินเหยาและหลิวจี้กลับปรับตัวเข้ากับงานหนักเช่นนี้ได้อย่างน่าประหลาดใจ ถึงแม้ว่าจะต้องออกจากบ้านแต่เช้ากลับดึกทุกวัน แต่ร่างกายก็ไม่ได้เหนื่อยล้าเหมือนช่วงแรก
แน่นอนว่า ความเหนื่อยใจเองก็เป็นปัจจัยสำคัญของความเหนื่อยล้า
แต่ตอนนี้ ความเหนื่อยใจของพวกเขากลับกลายเป็นความด้านชาไปแล้วทำให้สภาพจิตใจดูดีขึ้นมาก
ต้าหลางและเอ้อร์หลางอาสาดูแลงานบ้านและทำอาหาร ตอนเที่ยงยังต้องนำข้าวกลางวันไปส่งให้พ่อแม่ในนา เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการทำไร่แม้แต่น้อย
การไถนาทั้งหมดเสร็จสิ้นในเวลาสามวันครึ่ง
ชาวบ้านคนอื่นที่ไม่มีทั้งวัวและไถเหล็กกลับไถนาได้เร็วกว่า คู่สามีภรรยาทั้งสองในนากลายเป็นหัวข้อขำขันของคนในหมู่บ้านไม่น้อย
โชคดีที่ทั้งสองเป็นคนไม่ใส่ใจกับสายตาหรือคำพูดของคนอื่น โดยเฉพาะหลิวจี้ที่ต่อให้มีคนมาด่าเขาต่อหน้า เขาก็ยังสามารถยิ้มกวนประสาทกลับไปได้หน้าตาเฉย
ช่วงหลายวันนี้ ความลำบากของคู่สามีภรรยาทั้งสอง หลิวเหล่าฮั่นและนางจางล้วนมองเห็นและรู้สึกซาบซึ้งอยู่ในใจ คำทำนายชะตาว่าไว้ไม่ผิดเลย คนอย่างเจ้าหลิวสามต้องการภรรยาที่เข้มแข็งเท่านั้นถึงจะควบคุมเขาได้
ดูสิ ตอนนี้ทั้งทำงานบ้านและลงนาได้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่จนแทบไม่กล้าเชื่อ
แต่ความหน้าหนายังคงเหมือนเมื่อก่อนไม่เปลี่ยนแปลง
“ท่านพ่อ ท่านให้เมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับสิบหมู่กับข้าหน่อยเถอะ” หลิวจี้พิงกรอบประตูห้องโถงของเรือนเก่าพลางยื่นมือไปขอเมล็ดพันธุ์ข้าวจากหลิวเหล่าฮั่นด้วยความมั่นใจ
ฉินเหยาให้เงินเขามาเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ แต่หากเขาจ่ายเงินจริงๆ เช่นนั้นเขาก็ไม่ใช่เจ้าหลิวสามแล้ว
เหนือความคาดหมาย หลิวเหล่าฮั่นกลับไม่พูดอะไรสักคำ เดินเข้าไปในบ้านแล้วหยิบมาให้ทันที
เพราะเขาคาดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าบ้านฉินเหยาไม่น่าจะมีเมล็ดพันธุ์ข้าวเตรียมไว้จึงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
มีเพียงหลิวเฝยที่อยู่ในลานบ้าน เหลือบมองหลิวจี้ด้วยสายตาไม่สบอารมณ์พลางบ่นว่า “หน้าไม่อายเสียจริง แยกบ้านไปตั้งนานแล้ว ยังจะมาขอของจากท่านพ่อท่านแม่อีก”
หลิวจี้ไม่เคยโกรธกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เขายิ้มหน้าระรื่นตอบกลับไปว่า “บุตรชายขอของบิดา เป็นเรื่องถูกทำนองคลองธรรมอยู่แล้ว!”
หลิวเฝยไม่เคยพบเจอคนหน้าด้านหน้าทนเช่นนี้มาก่อน เขาโมโหจนคว้าไถขึ้นบ่าแล้วเดินกระแทกเท้าลงนาไปทันที
พอรู้ว่าเขากำลังเปลี่ยนความโกรธเป็นพลัง หลิวจี้ก็โบกมือพลางหัวเราะเอ่ยว่า “ทำดีๆนะ ไถลึกหน่อย! ตอนเก็บเกี่ยวพี่ชายจะมาขอแบ่งข้าวจากเจ้าอีก!”
ล้วนกล่าวว่าอย่ารังแกคนอื่นจนเกินไป หลิวเฝยหันขวับกลับมาแล้วตะโกนว่า “หลิวจี้ เจ้ารอข้าก่อนเถอะ ข้าจะไปบอกพี่สะใภ้สามเดี๋ยวนี้!”
อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องที่เจ้าซ่อนเงินส่วนตัวเอาไว้นะ!
บอกหญิงอำมหิตผู้นั้น?
สีหน้าหลิวจี้เปลี่ยนไปในทันที เขารีบก้าวเท้าไวๆไล่ตามไปพร้อมพูดว่า “น้องชายรอเดี๋ยว! เจ้าฟังพี่อธิบายก่อน…”
[1] ซิ่วไฉ ผู้สอบผ่านระดับอำเภอ ซึ่งจะมีการจัดสอบปีละครั้ง
ตอนที่ 67: ข้ากินอึได้ด้วย
หลิวจี้ย่อมไล่ตามหลิวเฝยที่ยังหนุ่มแน่นกว่าไม่ทัน ผลลัพธ์ก็ชัดเจน เงินส่วนตัวโดนยึดไป แถมยังโดนต่อยเข้าที่หน้าหนึ่งหมัด
หลิวจี้กุมใบหน้าของตนไว้ กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูดอะไร ตอนกลางคืนยังต้องเตรียมน้ำร้อนให้ฉินเหยาสำหรับแช่เท้าพร้อมปรนนิบัตินางอย่างดี เขาเอ่ยว่า “เมียจ๋า เจ้าหายโกรธเถอะนะ นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น ข้าแค่ล้อเจ้าหลิวเฝยเล่นเฉยๆ ใครจะคิดว่าเขาจะจริงจังขนาดนั้นเล่า”
“ข้าจะไม่จ่ายเงินได้อย่างไรกัน เจ้าลองไปถามคนทั้งหมู่บ้านได้เลย ข้าหลิวจี้ เวลาซื้อผักต่อให้เจ้าของไม่อยู่บ้าน วันรุ่งขึ้นข้าก็จะเอาเงินไปส่งให้ถึงที่”
ฉินเหยาไม่พูดอะไร หลับตาแช่เท้าด้วยความสบายจนหลับไป
หลิวจี้กัดฟันกรอด ข้าพูดดีๆไปตั้งมากมาย นางกลับไม่สนใจฟังเลยสักคำ!
หลังจากนอนหลับเต็มอิ่มหนึ่งคืน ฉินเหยาก็ลุกขึ้นมาออกกำลังกายยามเช้าด้วยจิตใจแจ่มใส เมื่อเสร็จแล้วจึงนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หลิวจี้ซื้อกลับมาจากเรือนเก่าใส่ลงในกะละมัง เติมน้ำแล้วแช่ไว้เพื่อให้มันงอกเร็วขึ้น
หากมียากันแมลง ณ เวลานี้เป็นช่วงเหมาะที่จะใส่ลงไป ช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชได้
หลิวจี้ที่ไม่เคยทำนามาก่อนเลยไม่รู้ว่าลำดับที่ถูกต้องควรทำอย่างไร ฉินเหยาสั่งให้ทำอะไรก็ทำตามนั้น
จนกระทั่งชาวบ้านทุกคนโปรยเมล็ดพันธุ์ข้าวที่งอกแล้วลงในนา หลิวจี้ถึงได้ตกใจจนวิ่งหน้าตื่นกลับมาบ้าน
เมื่อเห็นฉินเหยายืนอยู่หน้าแผงเพาะต้นกล้า เขาก็ร้องลั่นว่า “ผิดแล้ว! ผิดแล้ว! เมล็ดพันธุ์ที่งอกแล้วต้องโปรยลงนา ไม่ใช่เอามาเพาะต้นกล้าเช่นนี้!”
ฉินเหยายืนอยู่หน้าแปลงเพาะที่ทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นอย่างยากลำบาก ในถาดไม้เต็มไปด้วยดินที่พวกเขาขุดกลับมาจากนา เมล็ดพันธุ์ข้าวที่โปรยไว้ในถาดทั้งยี่สิบถาดต่างก็แตกหน่อเขียวขจี ดูน่าชื่นใจ
ต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่คนมาดูต้นกล้าทุกวันราวกับมันเป็นสัตว์เลี้ยงของพวกเขา ต่างดูแลด้วยความรักใคร่
ตลอดเช้าเย็นพวกเขากลัวว่าต้นกล้าจะหนาว สมาชิกทั้งหกคนจึงช่วยกันถักเสื่อฟางหลายผืนแล้วเอามาห่มให้แปลงเพาะ คลุมทั้งแผงจนเหมือนเป็นบ้านเล็กๆเลี้ยงดูกันอย่างประณีต
ดังนั้น ตอนนี้หลิวจี้มาบอกพวกเขาว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องผิดพลาดอย่างนั้นหรือ
ในสายตาของชาวนา ข้าวมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่คนล้วนตกใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา
หากนี่ผิดจริง ทุกอย่างก็พังหมด
แต่ฉินเหยาก็ไม่เคยทำให้พี่น้องทั้งสี่ผิดหวัง นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะสั่งให้หลิวจี้ที่กำลังตะโกนจนเสียงแหบให้หยุดพูดแล้วถามอย่างสงบว่า:
“ชาวบ้านทั้งหมดเอาเมล็ดพันธุ์โปรยลงนาโดยตรงหรือ”
หลิวจี้พยักหน้ารัวๆ
“พวกท่านพ่อกับคนอื่นๆโปรยเสร็จหมดแล้วหรือ”
“ยังไม่หมด” หลิวจี้ตอบ “ตั้งร้อยหมู่นะ จะโปรยเสร็จเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร ยังเหลืออีกหลายสิบหมู่ที่อยู่ใกล้บ้านยังไม่ได้โปรย”
ที่ดินดีๆต้องดูแลให้ดี ต้องใส่ปุ๋ยก่อนค่อยโปรยเมล็ดจึงต้องใช้เวลานานกว่า
หลิวจี้เอ่ยอย่างร้อนใจ “เจ้าถามเรื่องพวกนี้ทำไม ตอนนี้เรื่องสำคัญคือเราทำผิดนะแล้วจะโปรยต้นกล้าเหล่านี้อย่างไรดี”
ต้นกล้าสูงเท่าข้อนิ้วโป้งแล้ว จะเอาไปโปรยอย่างไรกัน!
ฉินเหยากลับพูดว่า “เจ้ากลับไปบอกพวกท่านพ่อให้หยุดโปรยเมล็ดในแปลงที่ยังไม่ได้ทำ ให้เริ่มต้นด้วยการเพาะกล้าก่อนแล้วค่อยนำต้นกล้าไปปักดำ เมื่อต้นกล้าเติบโตแข็งแรง ค่อยแบ่งไปปลูกในที่นาที่เหลือ ข้าวเช่นนี้จะทนต่อการล้มและยังคัดเลือกจากกล้าที่ดีที่สุด ผลผลิตจะดีกว่ามาก”
“อะไรนะ?” หลิวจี้ถึงกับงงไปชั่วครู่ “วิธีอะไรของเจ้า เจ้าไปฟังมาจากไหนกัน”
แม้เขาจะไม่มีประสบการณ์ในการทำไร่ แต่ตั้งแต่เด็กจนโต ขั้นตอนการปลูกข้าวที่เขาเคยเห็นมาไม่เหมือนที่ฉินเหยาพูดเลย
มันควรจะเป็นการไถนาให้เรียบร้อย ปล่อยน้ำจนดินกลายเป็นโคลนแล้วโปรยเมล็ดพันธุ์ข้าวที่งอกแล้ว รอให้ต้นข้าวเติบโต จากนั้นจึงกักเก็บน้ำไว้จนถึงฤดูเก็บเกี่ยว
ฉินเหยาพูดด้วยความหงุดหงิด “ข้าเรียนมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร เจ้าจะเก่งกว่าผู้เชี่ยวชาญหรือไง ข้าบอกให้เจ้าไป เจ้าก็รีบไป! หากไปช้าแล้วกระทบกับผลผลิตปีนี้ ข้าจะอัดเจ้าให้ตาย!”
พอได้ยินว่าจะโดนอัด หลิวจี้ก็วิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก เพียงพริบตาเดียวก็หายลับไปจากลานบ้านแล้ว
พวกต้าหลางวิ่งตามไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น พวกเขาไม่วางใจว่าท่านพ่อจะถ่ายทอดข้อความได้ถูกต้อง กลัวว่าจะพูดผิดแล้วทำให้แม่เลี้ยงโดนตำหนิ
พอมาถึงเรือนเก่า ต้าหลางก็รู้สึกโล่งใจที่ตนเองตามมาด้วย เพราะพ่อของเขาอธิบายไม่ชัดเจนจริงๆ พูดเพียงว่าห้ามโปรยเมล็ดพันธุ์ต่อ แต่ไม่ได้อธิบายเหตุผลอะไรเลย
สุดท้ายต้าหลางต้องก้าวขึ้นหน้าแล้วเล่าเหตุผลที่ฉินเหยาบอกไว้ให้คนในเรือนเก่าตระกูลหลิวฟัง พวกเขาถึงเข้าใจว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร
แต่พวกเขายังคงสงสัย “ไม่เคยได้ยินวิธีปลูกข้าวเช่นนี้มาก่อน นี่มันเชื่อถือได้หรือ หากเกิดเสียเวลาไปเปล่าๆ ที่ดินดีๆหลายสิบหมู่ก็จะไม่มีผลผลิตเลยนะ”
หลิวจ้งผู้ที่ปลูกข้าวเก่งที่สุดในครอบครัวสงสัยเป็นอย่างมาก เขามั่นใจว่าไม่มีใครเข้าใจเรื่องการทำไร่มากไปกว่าเขาอีกแล้ว
หากเป็นชาวบ้านคนอื่นพูดเช่นนี้ เขายังอาจจะลองพิจารณาความเป็นไปได้
แต่คนที่พูดเรื่องนี้คือฉินเหยา คนที่แรกเริ่มแม้แต่การไถนาก็ยังไม่เป็นแล้วใครจะกล้าเชื่อในสิ่งที่นางพูดกัน
“ไม่เชื่อก็ช่างเถอะ อย่างไรข้าก็มาส่งข่าวให้แล้ว พวกเจ้าจะทำอะไรก็ทำ!” หลิวจี้แค่นเสียงแล้วเรียกพวกต้าหลางพี่น้อง “กลับบ้าน!”
บิดากับบุตรทั้งห้าคนมาอย่างรวดเร็วและจากไปอย่างรวดเร็วดุจสายลม เพียงพริบตาเดียวก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
ระหว่างทางกลับบ้าน ต้าหลางพูดว่า “ข้าว่าที่แม่เลี้ยงพูดมาก็มีเหตุผลนะ ท่านพ่อ พวกเราฟังแม่เลี้ยงเถอะ”
หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้น “ข้าพูดหรือว่าจะไม่ฟังนาง”
ประเด็นคือ เขากล้าจะไม่ฟังได้หรือ
เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงแอบหัวเราะพร้อมพูดว่า หากแม่เลี้ยงปลูกข้าวไม่สำเร็จ พวกเขาก็จะไปเก็บผักป่ามากินแทน
ต้าหลางลูบหนังสติ๊กคู่ใจที่แขวนอยู่ข้างเอว “รอให้ถึงฤดูใบไม้ร่วง แม่เลี้ยงบอกว่าจะพาข้าไปล่าสัตว์ พวกเราก็จะได้กินเนื้อแล้ว”
หลิวจี้แอบอิจฉาในใจเล็กน้อย เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “หากแม่เลี้ยงบอกให้พวกเจ้าไปกินขี้ พวกเจ้าก็จะไปด้วยหรือไร”
ซื่อเหนียงพยักหน้า “อืมๆ” แล้วตอบว่า “ข้ากิน”
ซานหลางพูดตาม “ข้าก็กินขี้ได้!”
เอ้อร์หลางหัวเราะจนน้ำตาเล็ด “เจ้าพวกเด็กโง่!”
หลิวจี้ถอนหายใจ “โง่กันหมด!”
ต้าหลางมองดูพวกกลุ่มคนไร้สติกลุ่มนี้แล้วถอนหายใจอย่างหนักหน่วง นึกเหนื่อยใจแทนแม่เลี้ยง
วิธีการปลูกข้าวของฉินเหยาได้รับการสนับสนุนจากทุกคนในครอบครัว ทั้งหกคนจึงกลายเป็นตัวประหลาดในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่นาของครอบครัวอื่นต้นกล้าเริ่มเติบโตแล้ว ครอบครัวของพวกเขาเพิ่งจะเริ่มปักดำ
ฉินเหยาและหลิวจี้แบกแผ่นไม้เข้าไปในนา วางแผ่นไม้ลงบนโคลนในนาซึ่งปล่อยน้ำออกจนเหลือเพียงชั้นน้ำตื้นๆ
จากนั้น ฉินเหยาก็หยิบต้นกล้าที่สูงประมาณสิบเซนติเมตรมาแล้วทั้งครอบครัวยืนบนแผ่นไม้ ปักต้นกล้าเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบในนา
พวกเขาปักดำสองหมู่ ใช้เวลาไปสามวัน
ทันทีที่ปักดำเสร็จ ฝนฤดูใบไม้ผลิก็เริ่มตกลงมา
ล้วนกล่าวว่าฝนฤดูใบไม้ผลิมีค่าดั่งน้ำมัน คำนี้ไม่ผิดจริงๆ ต้นกล้าที่ปักดำไว้ในนาโตขึ้นวันละนิด พอผ่านไปกว่าครึ่งเดือนก็สูงกว่าต้นกล้าในนาของคนอื่นอยู่เล็กน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ต้นกล้าในนาของผู้อื่นล้วนงอกขึ้นมาแบบสะเปะสะปะ แต่ต้นกล้าในที่ดินสองหมู่ของพวกเขากลับเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ดูแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
ในตอนแรก ผู้คนต่างพากันหัวเราะเยาะว่าหลิวจี้และครอบครัวทำอะไรแปลกๆ มีบางคนที่หวังดีถึงกับวิ่งไปหาหลิวเหล่าฮั่นให้เขารีบไปบอกพวกนั้น
แต่ต่อให้หลิวเหล่าฮั่นออกหน้าก็ไม่เป็นผล แถมตัวเขาเองยังเกือบถูกฉินเหยากล่อมจนเชื่อไปด้วย
อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงเลือกใช้วิธีเดิมที่ปลอดภัยกว่า เพราะไม่กล้าเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลง
หลิวต้าฝูเห็นว่าพวกเขาปลูกข้าวเพียงสิบหมู่ คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร อีกทั้งยังต้องให้เกียรติฉินเหยาที่เป็นผู้มีพระคุณจึงไม่ได้กล่าวอะไร
จนกระทั่งต้นกล้าในที่สองหมู่ที่ปลูกไว้นั้นเติบโตสูงใหญ่และแข็งแรง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เคยมีมาก่อนจึงค่อยๆลดลงอย่างไม่รู้ตัว
ในที่สุด เมื่อผู้คนเห็นครอบครัวฉินเหยานำต้นกล้าที่สูงถึงหน้าแข้งไปปักดำในนาที่ใส่ปุ๋ยคอกไว้เรียบร้อย โดยปักอย่างเป็นระเบียบเรียงแถวกันทุกแปลง ต้นกล้าแต่ละต้นสูงใหญ่ แข็งแรง ทนลมไม่ล้ม ทนน้ำฝนไม่โค้งงอ ความสงสัยที่เคยมีอยู่ก็เหลือเพียงคำถามเดียว
ทุ่มเทแรงกายไปมากถึงเพียงนี้ สุดท้ายแล้วผลผลิตจะมากหรือน้อยกันแน่?
ตอนที่ 68: เพื่อเจ้าทั้งนั้น
คำถามนี้ ตอนนี้ก็ยังไม่อาจให้คำตอบได้
ตอนนี้เป็นเดือนสี่ อีกกว่าสามเดือนข้าวถึงจะสุก
หลังจากผ่านช่วงฤดูเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิไป ในที่สุดก็มีเวลาว่างบ้าง
หลิวจี้ยกกล่องเงินของโรงโม่น้ำกลับมาบ้านแล้วนับได้หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเหรียญ
“รวมกับไข่ไก่และผักที่ได้รับมาก็น่าจะได้ประมาณสองร้อยเหวิน” หลิวจี้รายงานฉินเหยาหลังจากนับเสร็จ
อ้อ ใช่แล้ว ยังมีลูกไก่สี่ตัวที่ยายหวังส่งมาให้อยู่ในเล้า เมื่อเทียบกับเดือนสาม ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะชำระเงินอย่างมีความรับผิดชอบ ยังมีคนที่พยายามหลบเลี่ยง ไม่ยอมจ่ายเงินหลังจากใช้โรงโม่น้ำเสร็จแล้วก็เดินหนีไปซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง
“หาคนเจอแล้วหรือ” ฉินเหยาถาม
เรื่องนี้ไม่ยากสำหรับหลิวจี้ คนซื่อตรงเกลียดคนประเภทเขาที่สุด แต่พวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้านกลับชื่นชมหลิวจี้ที่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อน เขาสอบถามไม่นานก็หาตัวคนที่ไม่ยอมจ่ายเงินได้
“รู้แล้วว่าเป็นใคร แต่ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐาน เดี๋ยวข้าจะให้เอ้อร์หลางไปเฝ้าที่โรงโม่น้ำ ขอแค่จับได้สักครั้ง บัญชีทั้งเก่าทั้งใหม่ก็คิดไปพร้อมกันเลย!”
แต่ก่อนเขามักจะเอาเปรียบคนอื่น มีตอนไหนที่เขาโดนคนอื่นเอาเปรียบบ้าง
หลิวจี้สาบานในใจว่า หากจับได้ เขาจะตีมันให้ตาย ให้อีกฝ่ายชดใช้เงินทั้งหมดคืนมา พร้อมค่าเสียหายทางจิตใจ!
ฉินเหยาเอ่ยเห็นด้วยกับเขาอย่างหาได้ยาก “ครั้งนี้ข้าจะอนุญาตให้จิ้งจอกอย่างเจ้ายืมบารมีเสือไปก่อนแล้วกัน”
สีหน้าหลิวจี้แข็งทื่อ พูดเสียเหมือนเขาไม่มีปัญญาจะจัดการใครได้อย่างนั้นแหละ
แต่หากยืมบารมีจากเสือมาช่วยได้จริงก็ยิ่งดี เพราะบ้านนั้นมีพี่น้องมากมาย เขาคนเดียวคงรับมือไม่ไหวแน่
ขณะที่คู่สามีภรรยากำลังนั่งคำนวณบัญชีอยู่ ข้างนอกลานก็มีเสียงกะต๊ากแผ่วเบาดังมาจากนอกบ้าน
หลิวจี้เลิกคิ้วขึ้นอย่างดีใจ ดวงตาของเขามีความยินดีวาบผ่าน
“เมียจ๋า ข้าจะเอากล่องเงินไปวางที่เดิมแล้วจะไปซื้อผักสดมาสักสองกำ หากมีเสื้อผ้าที่ต้องซักเจ้าก็วางไว้ในกะละมังก่อน เดี๋ยวข้าจะไปซักให้ตอนเย็น”
พูดจบเขาก็อุ้มกล่องเงินแล้วเดินออกไป
เมื่อมาถึงประตู เขาก็โบกมือเร็วๆไปยังพุ่มหญ้าที่ไกลออกไป เงาร่างคนคนหนึ่งกระโดดออกมาแล้วตามหลังหลิวจี้ไป พวกเขาวิ่งไปที่ข้างแม่น้ำ ทำตัวลับๆล่อๆเหมือนขโมย
ทั้งสองคนมาถึงป่าริมแม่น้ำฝั่งตรงข้าม หลิวจี้หัวเราะฮี่ๆ แล้วตบหน้าอกของอีกฝ่าย “เจ้าเด็กนี่ เหตุใดยังคิดวิธีการเลียนเสียงไก่มาเป็นสัญาณลับได้? ข้าเกือบฟังไม่ออกเลย”
ฝ่ายนั้นหัวเราะเยาะเย้ยหลิวจี้ “พี่สาม จะเรียกท่านออกมาสักรอบนี่ไม่ง่ายเลยนะ ยังต้องใช้สัญญาณลับอีก พี่สะใภ้ก็คุมท่านเข้มงวดเกินไปแล้วไหม”
หลิวจี้ไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้ เพราะมันจะทำลายภาพลักษณ์ของเขาต่อหน้าน้องชาย เขาจึงข้ามเรื่องนั้นไปและถามว่า
“มีเรื่องดีอะไรหรือ”
ซุ่นจื่อถามกลับด้วยความประหลาดใจ “พี่สามรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องดี”
หลิวจี้ในใจคิดว่า ก็แค่ทายไปเล่นๆ แต่ใบหน้ากลับยิ้มไม่เอ่ยคำใดแล้วส่งสัญญาณให้ซุ่นจื่อรีบพูดสิ่งที่เขาต้องการบอกออกมา
ซุ่นจื่อเป็นคนจากหมู่บ้านเซี่ยเหอ เขารู้จักหลิวจี้ที่ตัวอำเภอ ทั้งสองคนเป็นที่รู้จักในฐานะคนโง่ประจำหมู่บ้านของตน ทั้งวันเอาแต่วิ่งออกไปหวังหาผลประโยชน์นอกหมู่บ้านแต่กลับไม่ได้นำเงินกลับมาเข้าบ้านแต่อย่างใด
สองคนนี้ไม่เคยได้รับการยอมรับจากที่บ้าน ตอนเจอกันครั้งแรกก็เกิดความเข้าอกเข้าใจกัน เจ้าเรียกข้าว่าพี่ ข้าเรียกเจ้าว่าน้อง ช่างดียิ่งนัก
เมื่อเทียบกับหลิวจี้ ซุ่นจื่อยังพอรู้จักดูแลบ้านบ้าง เมื่อถึงฤดูทำนาเขาจะอยู่ที่บ้านเพื่อปลูกข้าว แต่เมื่อมีเวลาว่างเขาก็จะออกเร่หาช่องทางหาโอกาสในการสร้างตัว
นี่อย่างไร เพิ่งไปสอบถามมาได้ว่าที่บ้านคหบดีติงในเมืองกำลังหาคนงานชั่วคราว เขาก็รีบวิ่งมาหาหลิวจี้ หวังว่าทั้งสองจะได้ร่วมกันออกไปทำการค้าใหญ่
เมื่อได้ยินว่าจะไปทำงานที่บ้านคหบดี หลิวจี้ก็รู้สึกตื่นเต้น “ไปเมื่อไหร่”
ซุ่นจื่อพูดว่า “พรุ่งนี้ตอนยามเหม่า (ตี5) ข้าจะรอท่านอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเราแล้วเราค่อยไปด้วยกัน”
พูดจบก็ยังไม่วางใจเรื่องความเร็วของหลิวจี้ ก่อนจากไปเขาจึงกำชับหลิวจี้อีกครั้ง “พี่สาม ต้องตื่นเช้าหน่อยนะ คราวนี้คหบดีติงรับแค่สิบคน หากไปช้าก็จะลงชื่อไม่ทันแล้ว”
จากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปถึงเมืองจินสือ เดินเท้าเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยามครึ่ง ขณะที่หมู่บ้านเซี่ยเหอนั้นใกล้มาก ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามก็ถึงตัวเมืองแล้ว
หลิวจี้คำนวณเวลาแล้ว เขาต้องออกเดินทางอย่างน้อยตั้งแต่ยามอิ๋น (ตีสามกว่า) เพื่อให้ทั้งสองไปถึงที่บ้านคหบดีติงประมาณยามเหม่า
เพียงแค่คิดถึงการต้องตื่นเช้าเพียงนี้ ทั้งยังต้องเดินทางตอนมืดค่ำ หลิวจี้ก็เริ่มลังเล
แต่พอคิดกลับกัน หากคหบดีติงเกิดชื่นชมเขาขึ้นมา ในอนาคตไม่ใช่จะเจริญก้าวหน้าบริบูรณ์ไปด้วยความร่ำรวยและเกียรติยศอย่างไม่มีที่สิ้นสุดหรอกหรือ
ที่สำคัญที่สุด หากเขามีคหบดีติงคอยหนุนหลัง เขาจะต้องกลัวฉินเหยาสตรีโหดเหี้ยมผู้นี้อีกหรือ
คิดถึงจุดนี้ หลิวจี้ก็ลอบดีใจ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ขณะที่หลิวจี้กำลังก้าวเข้าไปในครัวเพื่อทำอาหารก็แอบเหลือบมองฉินเหยาที่กำลังใช้จอบพรวนดินในสวนผักอยู่ ในหัวเขาคิดวิธีพูดมากมายหลายอย่าง สุดท้ายก็บอกครึ่งจริงครึ่งเท็จว่า
“เมียจ๋า ข้าคงต้องออกจากบ้านไปหลายวันหน่อย”
ฉินเหยาไม่หันกลับมาด้วยซ้ำเพียงตอบรับเสียงเบาว่า “ไม่ต้องหรอก เจ้าอยู่บ้านคอยดูแลน้ำในนาและถอนวัชพืชในสวนไปเถอะ ขอแค่ดูแลบ้านให้ดีก็พอ ข้าคิดได้แล้ว เรื่องหนี้ที่เจ้าติดค้างข้าเจ้าก็ค่อยๆคืนไป ไม่ต้องรีบคืนตอนนี้”
หลิวจี้ใจกระตุก นี่หมายความว่าอย่างไร
เขาถามอย่างตกใจ “เจ้ารู้หรือว่าข้าต้องออกจากบ้านไปทำไม”
“บ้านคหบดีติงกำลังหาคนงานชั่วคราวใช่ไหม” ฉินเหยาหันกลับมายิ้มแย้มแล้วพูด “เจ้าหายห่วงได้ พรุ่งนี้เจ้าก็ไม่ต้องตื่นเช้า ข้าจะไปแทนเจ้าเอง”
นางพึมพำกับตัวเองอย่างไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงของเขา
“บุรุษหน้าตาเช่นเจ้าควรออกไปเผยหน้าในที่สาธารณะให้น้อยหน่อย โลกนี้อันตราย บุรุษก็ต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตนเองให้ดี”
นางไม่เคยพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ใส่ใจเช่นนี้มาก่อน แต่ยามนี้หลิวจี้กลับรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
นางรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไปบ้านคหบดีติง
นางรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะต้องตื่นเช้าไปรวมตัวกับซุ่นจื่อพรุ่งนี้
หลิวจี้ถามด้วยเสียงสั่น “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
ฉินเหยาหัวเราะเสียงใสแล้วพูดว่า “ก็เพราะข้ายืนอยู่ข้างหลังพวกเจ้าอย่างไรเล่า”
หลิวจี้โกรธจัดตะคอกว่า “เจ้าเป็นผีหรือไง!”
ฉินเหยาวางจอบเล็กในมือแล้วลุกขึ้น เอาวัชพืชที่ขุดมาโยนทิ้งข้างๆ แล้วเดินไปที่อ่างตักน้ำมาล้างมือ ก่อนจะหลุบตาลงแล้วเอ่ยช้าๆ
“แรงแค่นั้นของเจ้าเกรงว่าแค่ลงชื่อยังไม่ทันเลย ข้าคิดว่าข้าไปจะเหมาะกว่า เพราะอย่างไรเราก็คือครอบครัวเดียวกัน ใครจะทำงานก็เหมือนๆกัน จะเจ้าหรือข้าไปก็เหมือนกันทั้งนั้น”
หลิวจี้คิดในใจ เช่นนั้นเหตุใดไม่ปล่อยให้บิดาไปเองเล่า!
เขาบังคับตัวเองให้สงบลง ยิ้มออกมาอย่างฝืนๆ ก่อนจะเตือนนางว่า “คนเขาต้องการแค่บุรุษ ไม่มีสตรีไปรับจ้างทำงานชั่วคราวหรอก”
“ไม่มีหรือ” ฉินเหยาหันกลับมาจ้องมองเขาด้วยดวงตาสีดำสนิท “หมู่บ้านตระกูลหลิวไม่มี เมืองจินสือไม่มี อำเภอไคหยางไม่มีแล้วจังหวัดจื่อจิงและเมืองหลวงก็ไม่มีหรือ”
หลิวจี้โกรธจนพูดไม่ออก “ข้าไม่เคยไปจังหวัดจื่อจิงและเมืองหลวง ข้าจะรู้ได้อย่างไร!”
“ใช่น่ะสิ เจ้าเองก็ไม่รู้ ไม่รู้ก็อาจจะมีหรืออาจจะไม่มีก็ได้” ฉินเหยายักไหล่ผายมือแสดงท่าทีเจ้าหัวหมอต่อไปสิ ออกมาอย่างใจกว้าง
แต่หลิวจี้รู้ว่า หากพูดต่อไปนางก็จะลงมือแล้ว
“ฉินเหยา โลกนี้เหตุใดจึงมีสตรีที่เอาเถียงข้างๆคูๆเช่นเจ้านะ!” หลิวจี้ขบขี้ยวเคี้ยวฟันถามขึ้น
ต้องแย่งทุกอย่างไปจากเขา ฮือๆๆ…
ฝ่ามือของฉินเหยาตบลงบนไหล่ของเขา น้ำหนักหนักอึ้งราวพันชั่งกดลงมา หลิวจี้ได้ยินเพียงเสียงเข่าไม่รักดีของตนส่งเสียงดังกร๊อบออกมาแจ่มชัด สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันที “เมียจ๋า ไว้ชีวิตด้วย!”
จากนั้นก็รีบกำชับทันทีว่า “เมียจ๋า พรุ่งนี้เช้าอย่าลืมตื่นเช้านะ อย่าช้าเด็ดขาด”
ฉินเหยาเก็บมือที่กดอยู่ที่ไหล่เขาแล้วยิ้มเย็นชา “ข้าทำเพราะหวังดีกับเจ้านะ”
หลิวจี้ : ขอบใจเจ้ามาก!
ตอนที่ 69: กรุณาไปยืนด้านหลัง
ก่อนเข้านอน หลิวจี้ยังคงโกรธที่โอกาสในการออกจากบ้านของเขาถูกฉินเหยาแย่งไป
ในหัวเขาจินตนาการถึงภาพการทรมานฉินเหยาไม่รู้กี่ครั้งเพื่อปลอบใจตัวเองจากความรู้สึกอยุติธรรม
จากนั้น เขาก็รู้สึกดีขึ้นทันที
ช่วงตีสามในห้องนอนของฉินเหยามีเสียงความเคลื่อนไหวดังลอยมา หลิวจี้รู้สึกง่วงจนลืมตาแทบไม่ขึ้น รู้สึกเหมือนร่างกายถูกเตียงตรึงเอาไว้ มีเพียงจิตสำนึกเลือนรางที่นึกโชคดีที่ไม่ใช่เขาที่ต้องตื่นมาตอนนี้และออกเดินทาง
ประตูลานบ้านเปิดและปิดลงเบาๆ
คืนนี้ไร้พระจันทร์ ข้างนอกมืดมิดเสียจนมองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้า ฉินเหยาถือคบเพลิงเดินอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายลมยามเช้าของต้นฤดูร้อน มุ่งหน้าตรงไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอ
ซุ่นจื่อคำนวณเวลาแล้ว เขาตื่นตอนตีสี่ครึ่ง เปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าแปรงฟัน แล้วต้มน้ำแกงแป้งกินรองท้อง ก่อนจะดับไฟตะเกียงและเดินตามแสงเลือนรางไปยังปากทางหมู่บ้าน
ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ เขาก็เห็นเงาคนยืนถือคบเพลิงจากที่ไกลๆ เงาคนสะท้อนไหวไปมาภายใต้แสงจากคบเพลิง เขาเพียงรู้สึกว่าคนผู้นี้ดูผอมบางไปหน่อย จากนั้นก็ตะโกนด้วยความตื่นเต้นว่า “พี่สาม!”
“ไม่คิดเลยว่าท่านจะตื่นเร็วขนาดนี้ ข้ายังคิดว่าท่านคงมาสายไปสักครึ่งก้านธูปได้ พี่สามท่านคงไม่ได้มารออยู่ตรงนี้นานแล้วกระมัง”
ฉินเหยาหันกลับมา
“พี่…สวรรค์!” ซุ่นจื่อตกใจจนกระโดดถอยหลังไปไกลกว่าสิบเมตรทันที
ดึกดื่นค่อนคืนมาเห็นสตรียืนถือคบเพลิง จะไม่ตกใจได้อย่างไร
ผ่อนลมหายใจอยู่ครึ่งนาทีเต็มถึงแน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นคน ซุ่นจื่อจึงถามด้วยความสงสัยว่า “เจ้าเป็นใคร พี่สามของข้าล่ะ”
“เจ้าถามถึงหลิวจี้หรือ”
ซุ่นจื่อพยักหน้าอย่างแรง ในใจคิดว่า เสียงนี้ช่างไพเราะเสียจริง
ในขณะเดียวกันเขาก็ถอนหายใจโล่งอก เพราะการที่อีกฝ่ายสามารถเอ่ยชื่อพี่สามออกมาได้ ดูแล้วน่าจะรู้จักพี่สาม
“ข้าเป็นภรรยาของเขาชื่อฉินเหยา หลิวจี้ป่วยกะทันหัน ข้าเลยจะไปเป็นคนงานระยะสั้นแทนเขา” ฉินเหยาพูดพร้อมยิ้มบาง
ซุ่นจื่อตกใจมาก ที่แท้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือสตรีที่พี่สามเคยพูดถึงว่าเป็น ‘สตรีอำมหิตที่กินกินเนื้อดิบๆ ดื่มเลือดสดๆ’ น่ะหรือ
แต่ทำไมดูแล้วไม่เห็นเหมือนเลยเล่า พูดจาก็แสนอ่อนโยน ทั้งยังยิ้มให้เขาอีก
“ที่แท้ก็คือภรรยาพี่สามเองหรือ ข้าตกใจเกือบตาย” ซุ่นจื่อเดินเข้ามาพลันรู้สึกสนิทใจกับสตรีตรงหน้ามากขึ้นหลายส่วน ผีเผออะไรกัน ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น
“แต่ที่บ้านคหบดีติงรับแค่คนงานชาย หากพี่สะใภ้จะไปล่ะก็…”
ฉินเหยาตอบ “ข้าเข้าใจความหมายของเจ้า แต่โอกาสนี้ข้าไม่อยากพลาดไป จะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องลองดูก่อน เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“นี่ก็สายแล้ว เราเดินไปคุยกันเถอะ” ฉินเหยายกมือทำท่าขอให้เขานำทาง
ซุ่นจื่อพยักหน้า เขาหันไปมองฉินเหยาหลายครั้ง ทุกครั้งนางจะส่งยิ้มน้อยๆมาให้เขา แววตาอ่อนโยน
ชายหนุ่มเกาหัวอย่างสับสน ‘พี่สามตาบอดหรืออย่างไร พี่สะใภ้นิสัยดีจะตาย!’
ซุ่นจื่อถามอย่างเป็นห่วง “พี่สะใภ้ เหตุใดพี่สามถึงป่วยได้เล่า”
ฉินเหยาตอบ “เขาป่วยกะทันหันน่ะ”
“อ…อ้อ” ซุ่นจื่อรู้สึกหมดแรง ไม่รู้ว่าควรเอ่ยอะไรไปชั่วขณะ
แต่คนสองคนเดินไปด้วยกันแต่ไม่พูดคุยกันนั้นชวนให้รู้สึกแปลกยิ่งกว่า ซุ่นจื่อจึงพยายามหาหัวข้อสนทนาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ถูกตัดบทด้วยคำตอบรับจากฉินเหยา
สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ เลือกที่จะเงียบ
อย่างไรเสียชายหญิงก็ต่างกัน การรักษาระยะห่างก็ถือเป็นเรื่องดี
แต่สิ่งที่ทำให้ซุ่นจื่อประหลาดใจคือ ฉินเหยาเดินเร็วมาก เขาเผลอเหม่อไปนิดเดียวก็หลุดไปอยู่ด้านหลังนาง นางเดินราวกับเหาะได้อย่างนั้น
เห็นเขาเดินช้าลง นางก็เอ่ยขึ้นอย่างหาได้ยาก “น้องซุ่นจื่อ เราเดินเร็วหน่อยเถอะ จะได้ไปถึงทันรอบแรก”
ซุ่นจื่อพยักหน้าแล้วเดินเร็วขึ้น ยังไม่ทันหกโมงเช้า คนทั้งสองก็วิ่งไปจนถึงเมืองจินสือแล้ว
เมืองนี้ไม่มีกำแพงเมือง ตั้งอยู่ที่เชิงเขา ล้อมรอบด้วยพื้นที่นาและป่าผืนใหญ่
ถนนหินเก่าที่เรียบง่ายตัดทะลุผ่านกลางเมือง มีร้านค้าไม่กี่ร้านที่ตั้งอยู่สองข้างทาง ในวันปกติหากไม่ใช่วันตลาด ร้านเหล่านี้จะไม่เปิด
มีเพียงร้านข้าว ร้านน้ำมัน และร้านขายเนื้อซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองเท่านั้นที่เปิดทำการตามปกติ
ตอนนี้ยังค่อนข้างเช้า ถนนว่างเปล่า ได้ยินเพียงเสียงเห่าของสุนัขและเสียงไก่ขันดังมาจากบ้านเรือน
บ้านคหบดีติงตั้งอยู่ที่สุดเขตตะวันออกของเมือง ถูกห้อมล้อมไปด้วยที่นาอันอุดมสมบูรณ์ บ้านหลังนี้มีสามลานใน มีกำแพงขาวและหลังคากระเบื้องสีเขียว ประตูสีแดงเข้มมีห่วงสัตว์รูปกิเลนสองตัวแขวนอยู่และมีสิงโตหินสองตัวตั้งอยู่ที่หน้าประตู ดูสง่างามมาก
ฉินเหยากับซุ่นจื่อมาถึงหน้าประตู พวกนางมาเช้ามาก ก่อนเวลาใครๆ ตอนนี้ยังไม่มีใครเลย
ซุ่นจื่อกระซิบกับฉินเหยาว่า คหบดีติงเป็นนายท่านจวี่เหริน นายอำเภอพบเจอเขายังต้องให้เกียรติเขาเลยจึงเตือนนางว่าต้องระวังมารยาท อย่าทำให้นายท่านจวี่เหรินไม่พอใจ
“ต้องคุกเข่าหรือ?” ฉินเหยาถามหยั่งเชิง
ซุ่นจื่อส่ายหัว “จวี่เหรินไม่ใช่ขุนนาง ไม่จำเป็นต้องคุกเข่า ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล”
ฉินเหยาตอบรับเสียงเบา ซุ่นจื่อไม่รู้ว่านางเข้าใจหรือไม่ แต่พวกเขาพบกันครั้งแรกยังไม่ค่อยสนิทมากนักเลยไม่ได้พูดต่อ
ประตูนั้นพวกเขาไม่กล้าเคาะ เพียงยืนรออยู่ที่หน้าประตูให้คนข้างในมาเปิด
รอไปสักพัก หลายคนก็เริ่มทยอยมา เมื่อเห็นฉินเหยาที่เป็นสตรี ทุกคนก็รู้สึกแปลกใจมาก
แต่เพราะทุกคนไม่รู้จักกันจึงไม่ได้ถามอะไร ทุกคนยืนอยู่ในที่ของตัวเอง ยืนตามลำดับที่มาถึง
แต่ความเข้าใจเช่นนี้มักถูกบางคนทำลาย
เห็นกลุ่มคนที่มาทีหลังมายืนด้านหน้าเขาและฉินเหยา ซุ่นจื่อจึงตะโกน “นี่! ไปยืนด้านหลังสิ! พวกเรามาก่อน! ไม่เห็นหรือว่าทุกคนล้วนยืนตามลำดับก่อนหลัง”
ทั้งสามหันกลับมา กวาดตามองซุ่นจื่อและฉินเหยาหัวจรดเท้ารอบหนึ่ง รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างที่เขาพาสตรีมาด้วย พวกเขาแค่นเสียงหัวเราะไม่เอ่ยอะไร ยังคงยืนอยู่ด้านหน้าทั้งสอง
ซุ่นจื่อมองไปเห็นคนที่ยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังเขาที่ถึงโกรธแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร เพราะทั้งสามคนมีรูปร่างสูงใหญ่ พวกเขาไม่กล้ามีเรื่องด้วย
ไฟโทสะในใจของเขาลุกโชนขึ้นทันที แต่ก็ไม่อยากมีปัญหากับทั้งสามคน ขณะที่เขากำลังลังเลว่าจะอดทนดีหรือไม่ก็เห็นฉินเหยาก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งแล้วยื่นมือไปตบๆที่ไหล่ของทั้งสามคน
“โปรดไปยืนด้านหลัง”
น้ำเสียงของนางเรียบเฉย แต่ในแววตาปรากฏความน่าเกรงขามสายหนึ่งทำให้คนไม่อาจมองข้ามได้
ทั้งสามคนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลอกตาหันหน้าหนี ไม่สนใจนางอีก ไม่เห็นนางซึ่งเป็นสตรีอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
หนึ่งในนั้นหัวเราะเสียงต่ำ “ยุคนี้มีแต่เรื่องแปลกๆมากมาย แม้แต่สตรีก็ออกมาเป็นคนงานชั่วคราว ไม่รู้ว่าแขนขาเล็กๆของนางจะทำงานอะไรได้”
พูดถึงตรงนี้ ทั้งสามคนก็มองตากันแล้วยิ้มประหลาดอย่างมีเลศนัย
เสียงที่บาดหูเช่นนี้ ต้องบอกเลยว่าฉินเหยาไม่ได้ยินเสียงเช่นนี้มานานมากแล้ว
ในวันสิ้นโลก ทุกคนล้วนต้องอาศัยความสามารถในการเอาตัวรอด แม้แต่เด็กหญิงอายุสิบสามสิบสี่ก็ไม่มีใครกล้ารังแกพวกเธอส่งเดช
เพราะคนที่สามารถมีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเช่นนี้ได้ แม้แต่ยายเฒ่าอายุแปดสิบปีก็ยังมีวิธีการหาเลี้ยงชีพของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ หรือรู้วิธีการปลูกพืชก็ย่อมมีช่วงเวลาที่คุณต้องการพวกเขา
ตอนนี้ซุ่นจื่อไม่อยากอดทนแล้ว ไม่เช่นนั้นเขาจะกลับไปบอกพี่สามได้อย่างไร
เขาไม่กลัวการต่อยตีอยู่แล้ว เขาเงื้อหมัดขึ้นมาตั้งใจจะซัดเจ้าคนที่พูดจาหยาบคายให้หมอบก่อน
แต่กลับไม่คิดเลยว่า คนข้างๆจะลงมือรวดเร็วกว่าเขามาก
[1] จวี่เหริน ผู้สอบผ่านระดับมณฑลหรือจังหวัด เรียกว่า การสอบจงจวี่ จัดสอบ3ปีครั้ง
ตอนที่ 70: คนตัดไม้
“ข้าบอกแล้วว่า ต้องมีลำ-ดับ-การ-ยืน!”
ฉินเหยาเอ่ยทีละคำจนจบ เงาดำสามร่างก็ค่อยๆลอยผ่านศีรษะทุกคนแล้วพุ่งโค้งออกไปเป็นเส้นพาราโบลาอย่างสวยงาม
ตึง ตึง ตึง สามเสียงดังขึ้นเบาๆจากทางด้านหลัง ซุ่นจื่อที่เพิ่งจะยกหมัดขึ้นตกใจจนหันหลังกลับไปดู
เขาเห็นเพียงคนสามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเมื่อครู่นี้ ตอนนี้ล้มอยู่ที่ท้ายแถว ราวกับยังไม่ได้สติกลับมาจึงนอนมึนงงอยู่ที่พื้น
หลังจากที่บริเวณรอบๆเงียบไปราวสามวินาที เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดก็ดังขึ้น สามคนนั้นขดร่างอยู่กับพื้น รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในย้ายที่อย่างนั้น เจ็บปวดยิ่งนัก
ซุ่นจื่อหันไปมองด้านหน้าแล้วหันกลับไปมองคนสามคนที่นอนคร่ำครวญอยู่บนพื้น สุดท้ายก็หันมามองฉินเหยาที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ รู้สึกเหมือนลำคอโดนบางอย่างอุดเอาไว้ อยากพูดแต่ก็พูดไม่ได้ อัดอั้นเสียจนหน้าแดงไปหมด
นางถึงกับไม่หันไปมองสามคนที่ล้มอยู่ที่พื้นแม้แต่นิดเดียว คนที่ยืนต่อแถวอยู่รอบๆ ก็หันมองไปรอบๆอย่างงุนงง ไม่รู้เลยว่าสามคนนั้นลอยมาได้อย่างไร
เพราะนางรวดเร็วเกินไป ทำให้ปฏิกิริยาของคนธรรมดาตามไม่ทัน
มีเพียงทั้งสามคนที่ล้มด้านหลังเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาอดทนต่อความเจ็บปวดและประคองกันลุกขึ้นยืน ชี้ไปยังสตรีที่ยืนหลังตรงเด่นอยู่ด้านหน้า อยากจะคำรามออกมา
นางหันศีรษะไปด้วยสีหน้าเย็นชาเรียบเฉย นัยน์ตาสีดำเสมองไปที่พื้น ไม่แม้แต่จะมองพวกเขาเพียงมองดินที่อยู่บนพื้น
ทั้งสามคนรู้สึกถึงความเย็นจากฝ่าเท้าพุ่งขึ้นศีรษะอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเขาสะท้านไปพร้อมกัน
ลมภูเขาพัดโชยมา ราวกับไอสังหารที่ก่อรูปขึ้นเสียดแทงเข้าไปในใจของทั้งสามคนอย่างรุนแรงตามสายลมหอบนั้น ทำให้พวกเขาหายใจไม่ออก
ลมพัดชายเสื้อสีครามเรียบง่ายของนาง และหางม้าที่เกล้าสูงให้เริงระบำอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางสายลมราวกับจะกลายเป็นปีศาจร้ายจากนรกที่ยกดาบยาวขึ้นและฟันลงมา
บรรยากาศบีบคั้นและน่ากลัวนี้โจมตีเข้ามาฉับพลัน ทำลายแนวป้องกันทางจิตใจของทั้งสามคนในพริบตา
พวกเขาไม่กล้าพูดอะไรอีก แม้แต่จะมองก็ยังไม่กล้า พากันล้มลุกคลุกคลานหนีไป นึกเพียงอยากหนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เห็นเพียงคนสามคนที่เคยดูมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่วิ่งเตลิดเข้าป่าไปเหมือนคนโดนของอย่างนั้น
ตอนนี้เองชายฉกรรจ์ที่มายังบ้านคหบดีติงเพื่อสมัครงานถึงได้ตระหนักว่า ทั้งสามคนถูกสตรีด้านหน้าโยนออกมา
“พี่…พี่สะใภ้ท่าน…” ซุ่นจื่อเปิดปากพูด แต่กลับติดขัดด้วยความตื่นเต้น
ฉินเหยาหันมายิ้มเล็กน้อยเพื่อปลอบใจเขาแล้วเงยหน้ามองไปยังคนสิบกว่าคนด้านหลัง “ข้าเชื่อว่า ไม่ว่าจะบุรุษหรือสตรี หากมีความสามารถ ทุกคนก็สามารถยืนร่วมกันเพื่อแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมได้”
“ข้าตื่นแต่เช้ามากๆเพื่อมาสมัครงาน ดังนั้นเลยได้ต่อแถวเป็นคนแรก ส่วนคนที่มาทีหลังก็ต้องยอมรับกฏนี้และยืนตามลำดับ นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมาก”
คำพูดนี้เป็นการอธิบายและเป็นการเตือน หากมีใครคิดจะแซงแถวของนาง ผลลัพธ์ก็จะเหมือนกับสามคนนั้น!
คนทั้งหมดพยักหน้ายอมรับอย่างพร้อมเพรียงทันที
โชคดีที่คนที่มาทีหลังไม่เหมือนสามคนแรกที่ทำตัวอวดดี
เวลาใกล้เข้ามาแล้ว กลุ่มคนที่เดิมบางตาเริ่มหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่า ฉินเหยาและซุ่นจื่อยังคงอยู่ในอันดับแรกของแถว
เมื่อฟ้าปรากฏสีแดงเรืองรอง ประตูใหญ่บ้านคหบดีติงก็เปิดออกในที่สุด
ชายวัยกลางคนสวมชุดผ้าไหม และหมวกสี่เหลี่ยมพร้อมกับชายที่ดูเหมือนผู้ดูแลพากันเดินออกมา
เขาถามขึ้นทันทีว่า “เมื่อครู่ใครมาส่งเสียงดังอยู่หน้าบ้านข้า”
ซุ่นจื่อกระซิบกับฉินเหยา “นี่คือคหบดีติง”
ฉินเหยาพยักหน้ารับรู้ เดินออกมาพยักหน้าให้คหบดีติงเป็นการยอมรับ
คหบดีติงขมวดคิ้วมองพิจารณานาง “เป็นเจ้าหรือ”
ผู้ดูแลข้างๆเองก็แปลกใจมากและเอ่ยเตือนนาง “ที่บ้านท่านคหบดีเปิดรับคนงานชั่วคราวที่ต้องทำงานหนัก ไม่ใช่แม่ครัวนะ”
ฉินเหยาตอบว่า “ข้าก็มาสมัครงานชั่วคราวนั่นแหละ แล้วก็เรื่องที่ข้าเป็นสตรีก็ชัดเจนอยู่แล้ว เหตุใดต้องยืนยันซ้ำด้วย”
นางไม่ใช่บุรุษปลอมตัวเป็นสตรีเสียหน่อย แล้วเหตุใดต้องถามด้วยความตกตะลึงซ้ำไปซ้ำมาด้วย นี่มันยั่วโทสะนางชัดๆ
ผู้ดูแลคิดไม่ถึงว่าฉินเหยาไม่โกรธสามคนที่แซงแถว แต่เขาพูดเพียงคำเดียวนางกลับระเบิดออกมาเช่นนี้จึงปิดปากลง มองไปทางนายท่านบ้านตน
คหบดีติงยืนอยู่ด้านในประตูนานแล้ว เขามองดูฉินเหยาผ่านรอยแยกของประตูขณะนางโยนชายสามคนที่แซงแถวบินลอยออกไป
ตอนนั้นคหบดีติงยืนอยู่ด้านหลังประตู ดวงตาของเขาแทบจะหลุดออกจากเบ้า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นสตรีที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
ผู้ดูแลยังพูดว่า หากนางไม่ใช่สตรีก็สามารถรับมาเป็นองครักษ์ส่วนตัวได้
แต่ก็ไม่แน่ว่านางจะยอม
“ข้าต้องการจะสร้างสำนักศึกษาให้กับเหล่าลูกหลานในตระกูล ต้องการช่างตัดไม้สิบคน เพื่อทำการตัดไม้และขนย้าย เจ้ารู้วิธีตัดไม้ไหม” คหบดีติงถามฉินเหยา
การสัมภาษณ์งานเดินมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว หากต้องการรักษางานไว้ แน่นอนต้องบอกว่าทำได้
ฉินเหยาพูดอย่างมั่นใจว่านางทำได้แล้วดึงซุ่นจื่อเข้ามา “เขาชำนาญกว่าข้าเสียอีก เป็นช่างตัดไม้มือดีคนหนึ่ง”
ซุ่นจื่อร้องขอความช่วยเหลือในใจไม่หยุด!
เขาจะรู้วิธีตัดไม้ได้อย่างไร! นั่นไม่ใช่งานที่เบาเลย หากตัดไม่ถูกต้องต้นไม้สามารถล้มทับคนตายได้เลยนะ!
ฉินเหยาส่งสายตาเพื่อให้เขามั่นใจ ซุ่นจื่อจึงกลืนน้ำลายลงคอด้วยความร้อนตัวพลางพยักหน้าตอบรับคหบดีติง
คหบดีติงมองทั้งสองอย่างระมัดระวังแล้วถามหยั่งเชิง “เจ้าสองคนเป็นอะไรกันหรือ”
ฉินเหยาตอบทันที “เขาคือพี่น้องร่วมสาบานของสามีข้า พอดีสามีข้าป่วยกะทันหัน ข้าเลยมาสมัครงานนี้แทนเขา”
เมื่อคหบดีติงได้ยินว่าฉินเหยามีสามี เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาไม่น้อยพลางส่งสัญญาณให้ผู้ดูแลไปลงทะเบียนให้ทั้งสองคน เขาตัดสินใจรับทั้งสองคนเข้าทำงานแล้ว
ซุ่นจื่อดีใจมากโค้งคำนับคหบดีติงอย่างจริงใจแล้วเดินตามผู้ดูแลเข้าไปในเรือนเพื่อทำการลงทะเบียนอย่างง่าย
เพียงแค่จดชื่อและภูมิลำเนา จากนั้นก็ให้ไม้ป้ายกับทั้งสองคนเพื่อใช้เป็นบัตรทำงาน
“งานเริ่มตอนยามเฉิน เลิกงานในยามเซิน ก่อนเริ่มงานต้องมาที่จวนเพื่อลงทะเบียน รับอาหารเช้าแล้วออกเดินทางไปกับหัวหน้าคนงาน กลางวันจะมีคนเอาอาหารมาให้ สองมื้อต่อวัน และจ่ายค่าจ้างสิบเหวิน หากไม่มีปัญหาก็ประทับรอยนิ้วมือลงบนกระดาษ”
ฉินเหยาแปลงคำพูดของผู้ดูแลให้กลายเป็นรูปแบบสมัยใหม่ในหัว
เข้างานตอนเจ็ดโมงเช้า เลิกงานตอนห้าโมงเย็น รวมอาหารเช้าและกลางวันและยังได้รับค่าจ้างสิบเหวินทุกวัน
“พักเที่ยงนานเท่าไหร่หรือ” ฉินเหยาถาม
ผู้ดูแลมองนางอย่างแปลกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนถามเขาว่าพักกลางวันนานแค่ไหน ส่วนใหญ่แล้วคนอื่นๆ ล้วนทำตามที่หัวหน้าคนงานจัดสรร
แต่ก็ยังตอบนาง “พักกลางวันหนึ่งเค่อ”
สิบห้านาทีสำหรับอาหารกลางวัน หากกินช้าหรือไปเข้าห้องน้ำก็เวลาไม่พอ
เวลาทำงานรวมทั้งหมดสิบชั่วโมง ฉินเหยาพับแขนเสื้อและประทับนิ้วลงบนกระดาษ ก็พอไหว
ทั้งสองประทับนิ้วเสร็จแล้วถือป้ายไม้ถอยไปยืนรอที่กลางลาน
ซุ่นจื่อพูดด้วยความตื่นเต้น “วันละสิบเหวิน ทั้งยังมีอาหารสองมื้ออีก!”
เขาดูเหมือนจะลืมไปแล้วว่าพวกเขาไม่รู้วิธีตัดไม้เลยสักนิด
ฉินเหยารับคำเสียงหนึ่ง นางยังคิดว่าบ้านของคหบดีนั้นต้องหรูหราโอ่อ่ามากเสียอีก แต่เมื่อเข้ามาดูแล้วก็เห็นว่าเป็นแค่บ้านธรรมดา ไม่ต่างกับเรือนสี่ประสานสไตล์โบราณที่เมืองหลวงพวกนั้นเท่าไหร่นัก
แต่เมื่อเทียบกับกระท่อมหญ้าคาที่หมู่บ้านแล้ว นี่ถือว่าเป็นบ้านที่หรูหรามากแล้ว
ซุ่นจื่อยังคงตื่นเต้นไปจนถึงตอนที่หัวหน้าคนงานอย่างติงอู่พาทุกคนมาถึงป่าสนและมอบงานให้เขาตัดไม้ ในขณะนั้นเขาจึงตระหนักถึงความกลัวขึ้นมายามจับเลื่อย
[1] ยามเฉิน เวลา07:00 – 09:00นาที
[2] ยามเซิน เวลา 15:00 – 17:00นาที
[3] หนึ่งเค่อ สิบห้านาที
จบตอน
Comments
Post a Comment