stepmother ep611-620

ตอนที่ 611: ถามนั่นถามนี่


น้ำชาที่ยกมาใหม่กลิ่นหอมฟุ้ง แม้จะไม่ใช่ชาที่ดีอะไร แต่รสชาติหวานสดชื่น ดับกระหายได้ดีมาก


แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางคิดไปเองหรือไม่ ฉินเหยามักจะรู้สึกว่ากลิ่นของชาที่ยกมาใหม่กานี้ไม่เหมือนกับกาที่เพิ่งทำแตกไปเมื่อครู่


กาที่แตกไปกลิ่นจะเข้มกว่า ส่วนกาใหม่กลิ่นอ่อนกว่า


หลิวจี้ขยับเข้ามาใกล้ทันใดพลางบ่นว่า “เมียจ๋า เจ้าว่ากลิ่นชาสองกานี้ไม่เหมือนกันเลย กาก่อนหน้านี้คงจะไม่ใช่ชาเก่าค้างคืนที่ทิ้งไว้ทั้งคืนแล้วหรอกนะ”


ฉินเหยาเลิกคิ้ว ก็เป็นไปได้จริงๆ


เมื่อเห็นเมียจ๋ามีสีหน้าเห็นด้วย หลิวจี้ก็เบ้ปากใส่แผ่นหลังที่กำลังยุ่งวุ่นวายของหญิงชราผู้นั้นทันทีพลางสบถเสียงเบา “ยายแก่ใกล้ลงโลงใช้ลูกไม้ตื้นๆเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะที่นี่เป็นป่าเขาห่างไกลไม่มีที่อื่นให้ไปแล้ว ข้าไม่อยากจะมาที่แผงชาโทรมๆของนางหรอก!”


มองซ้ายมองขวา ในโรงน้ำชามีเพียงครอบครัวของพวกเขาจึงกล่าวเสริมขึ้นอีกประโยคหนึ่ง “มิน่าเล่าถึงไม่มีลูกค้า”


“เจ้าหนวกหูเสียจริง” ฉินเหยาตวัดสายตาเตือนไปที่หลิวจี้ ก็แค่เกือบจะโดนน้ำชากระเด็นใส่ไม่ใช่หรือไร ต่อว่าสักสองสามประโยคก็พอแล้ว ยังจะบ่นไม่หยุดอีก


หลิวจี้ “…” ใช่ๆๆ ข้าส่งเสียงดังรบกวนหูอันสูงส่งของเจ้าแล้ว!


อินเยว่ตรวจสอบชิงถวนแล้ว ไม่มีกลิ่นเหม็นบูดล้วนเป็นของใหม่ทั้งสิ้น ยกเว้นแต่วิธีการทำชิงถวนของหญิงชราที่นวดไปนวดมาแล้วยังไม่ล้างมือก็ดูน่าขยะแขยงอยู่บ้าง


แต่หญิงชราในชนบทก็เป็นเช่นนี้ ที่หมู่บ้านสกุลหลิวก็เห็นมาเยอะแล้ว ออกมาข้างนอก มีอะไรให้กินฉินเหยาก็ไม่ได้พิถีพิถันขนาดนั้น เห็นลูกๆกินอย่างมีความสุขก็ปล่อยพวกเขาไป


จะว่าไป ชิงถวนรสเค็มนี่ดูแปลกๆ แต่รสชาติก็ไม่เลว อร่อยกว่าเนื้อปลาดิบที่กินที่โรงเตี๊ยมผิงอันเมื่อวันก่อนเป็นร้อยเท่า


“นายท่าน พวกท่านมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ”


หญิงชราปรากฏตัวอยู่ข้างๆตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้ เอ่ยถามอย่างยิ้มแย้มราวกับชวนคุยเล่น


เรียกว่ามาได้จังหวะพอดี หลิวจี้เพิ่งถูกภรรยาดุไม่ให้พูดจา อัดอั้นตันใจอยู่พอดีจึงรีบกลอกตาเอ่ย “ธุระกงการอะไรของเจ้าด้วย เจ้าจะมายุ่งว่าข้ามาจากที่ใดทำไม!”


ดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าเขาที่หน้าตาหล่อเหลาสุภาพเรียบร้อยจะพูดจาหยาบคายเช่นนี้ออกมาได้ หญิงชราถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะอย่างเห็นได้ชัด ดูน่าสงสารราวกับถูกรังแก


หลิวจี้จุ๊ปากอย่างไม่สงสารแม้แต่น้อย หาเรื่องเองทั้งนั้น ในใจคิดว่าหากรู้ความก็รีบไปเสีย ไปทำอะไรที่ควรทำ อย่ามายุ่งกับข้า


ทว่า หญิงชราไม่เพียงแต่ไม่จากไปเพราะคำพูดร้ายกาจของเขากลับโค้งกายลงขอโทษเขา บอกว่านางแค่รู้สึกว่าครอบครัวของพวกเขามีลูกหลายคนดูครึกครื้น ทำให้นางนึกถึงหลานชายที่ตายไปตั้งแต่ยังเล็กของตน ถึงได้ปากมากถามไปสองสามประโยค


หลิวจี้เอ่ย “อ้อ ถามเสร็จแล้วก็ไปได้แล้ว”


เมื่อเห็นว่าหญิงชราตาแดง ต้าหลางก็ทนดูไม่ไหวจึงดึงแขนเสื้อของท่านพ่อเบาๆ “ท่านพ่อ เคารพผู้ใหญ่เมตตาผู้น้อย ท่านพูดกับท่านยายดีๆหน่อยเถิด”


หลิวจี้ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก เขาชี้ไปที่หญิงชราขอบตาแดงก่ำแล้วสั่งสอนลูกชายโง่เขลาของตนด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเบาแต่ความจริงแล้วคนอื่นล้วนได้ยินอย่างชัดเจน


“ต้าหลาง เจ้าฟังพ่อพูดนะ หากมีใครทำให้เจ้ารู้สึกไม่สบายใจ นั่นก็เป็นปัญหาของนาง เราไม่จำเป็นต้องเกรงใจนาง”


ต้าหลางพูดไม่ออก ที่ท่านพ่อพูดก็ดูเหมือนจะไม่ผิด แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงได้แต่โบกมือให้หญิงชรา “ท่านยาย ท่านไปทำงานของท่านเถิด”


“ข้าไม่ยุ่ง ข้าแค่ชอบที่มีคนเยอะๆ จะได้คึกคักหน่อย” หญิงชราขอบตาแดงก่ำพยายามเค้นรอยยิ้มยินดีออกมา


หลิวจี้มองอย่างไรก็รู้สึกขัดหูขัดตา หากไม่ใช่เพราะถูกฉินเหยาถลึงตาใส่ เขาก็อยากจะตะคอกใส่หญิงชราไร้ความเกรงใจคนนี้อีกสักประโยคว่า “ไสหัวไป!” อย่ามาแสร้งทำเป็นน่าสงสารต่อหน้าบิดาผู้นี้


ดูเหมือนจะมองออกถึงสถานะในครอบครัวของหลิวจี้ หญิงชราจึงหันไปพูดกับฉินเหยาและอินเยว่แทน


“ฮูหยินแต่งให้กับสามีที่ดีนะเจ้าคะ ลูกๆที่เกิดมาแต่ละคนล้วนหน้าตางดงาม หญิงชราอย่างข้ามีชีวิตอยู่มาครึ่งค่อนชีวิต นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูและฉลาดหลักแหลมเช่นนี้”


“สามีที่ดีหรือ” ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้แวบหนึ่ง คนที่เมื่อครู่ยังพูดจาไม่ดีกับหญิงชรา บัดนี้กลับแสดงท่าทีลำพองใจเพียงเพราะคำชมประโยคเดียว คิ้วนี่แทบจะลอยขึ้นฟ้าอยู่แล้ว


ฉินเหยาพูดตามความจริง “หากพูดถึงแค่เรื่องหน้าตาก็พอจะนับว่าดีได้อยู่”


คำตอบนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งที่หญิงชราต้องการ นางจึงลองหยั่งเชิงต่อ “คุณชายน้อยคุณหนูน้อยดูไม่ค่อยเหมือนฮูหยินเลยนะเจ้าคะ”


ฉินเหยาเลิกคิ้ว นี่ไม่ใช่เรื่องที่เห็นได้ชัดหรอกหรือ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าการที่หลิวจี้พูดจาไม่ดีกับหญิงชราผู้นี้เมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องผิดเลย


อินเยว่มองออกว่าท่านอาจารย์ของตนเริ่มหมดความอดทนจึงโบกมือ “ท่านยาย ท่านถอยไปเถิด”


นางยังคงไม่ถอยไป สายตาจ้องมองมีดสั้นที่เอวของฉินเหยา ทำท่าเหมือนอยากรู้อยากเห็นแล้วยื่นมือออกมาหมายจะสัมผัส


นี่เป็นการเสียมารยาทเกินไปแล้ว แววตาของฉินเหยาเย็นเยียบลงในทันใดพลางเหลือบมองนางแวบหนึ่ง


หญิงชราจึงค่อยหดมือกลับไปแล้วกล่าวอย่างเจื่อนๆว่า “ฮูหยินพกมีดสั้นติดตัว คงจะเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์กระมัง”


หลิวจี้ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วจริงๆ ไม่รอให้ฉินเหยาเอ่ยปากก็ทุบโต๊ะลุกขึ้นยืนตวาดว่า “ถามนั่นถามนี่ ยายแก่เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว ไสหัวไปเดี๋ยวนี้! อย่ามารบกวนความสงบของข้า!”


ครานี้ สีหน้าน่าสงสารของหญิงชราก็รักษาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป เผยให้เห็นความโกรธแค้นอยู่หลายส่วน ปากก็บ่นพึมพำ


“นายท่าน ท่านจะมาโมโหใส่หญิงชราอย่างข้าทำไม ข้าก็แค่ถามด้วยความหวังดีเท่านั้น”


“จริงสิ ขอเตือนฮูหยินกับนายท่านสักหน่อย แถวนี้มีผู้ค้ามนุษย์ออกอาละวาดบ่อยครั้ง พวกท่านพาคุณชายน้อยคุณหนูน้อยที่หน้าตาน่ารักเช่นนี้มาด้วยถึงสี่คน ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี!”


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหลิวจี้คิดไปเองหรือไม่ เขารู้สึกเสมอว่าประโยคสุดท้ายของยายแก่หนังเหนียวที่ว่า ‘ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี’ นั้นพูดออกมาอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่เหมือนการเตือน แต่เหมือนการข่มขู่คุกคามมากกว่า


โชคดีที่ในที่สุดหญิงชราผู้นี้ก็จากไป


ฉินเหยาที่เดิมทีคิดจะพักอีกสักครู่กลับหมดอารมณ์แล้วจึงเอ่ยถามทุกคน “กินเสร็จกันแล้วหรือยัง ถ้ากินเสร็จแล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ”


อินเยว่กับเด็กทั้งสี่พยักหน้า พวกเขากินเสร็จแล้ว


หลิวจี้ยิ่งร้อนใจอยากจะไปเต็มแก่ เขามองยายแก่หนังเหนียวผู้นี้แล้วรู้สึกรำคาญใจ


อีกทั้งเขาก็รู้ว่าตนเองพูดจาไม่ดีกับนาง หากยังอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่แน่ว่ายายแก่ผู้นี้อาจจะโกรธจนทำอะไรไม่ยั้งคิดกลัวว่าจะถูกวางยาพิษด้วยสารหนูจนตาย


ดังนั้น รีบจากไปโดยเร็วจึงจะดีที่สุด


“เสียอารมณ์จริงๆ!”


เดินทางออกมาจากโรงน้ำชาได้ห้าลี้แล้ว หลิวจี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ การพักผ่อนดีๆ ถูกหญิงชราประหลาดคนหนึ่งรบกวน ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห


“ช่วยด้วย!”


เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กดังขึ้นมาจากในป่าข้างทางทันใด


ฉินเหยารีบยกมือขึ้น อินเยว่ที่อยู่ด้านหลังก็รีบหยุดรถม้า


หลิวจี้มองไปรอบๆอย่างตื่นตระหนก “ใคร? ใครร้องขอความช่วยเหลือ?”


“ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย”


เสียงดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทันใดนั้นก็มีเด็กชายคนหนึ่งโผล่ออกมาจากพงหญ้าในป่า เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เนื้อตัวมอมแมมราวกับหกล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ระหว่างที่หลบหนี


เด็กชายเห็นคนอยู่ริมถนน ในดวงตาก็เปล่งประกายแห่งความหวังที่จะรอดชีวิตอย่างแรงกล้า เขารีบวิ่งมาทางฉินเหยาและหลิวจี้ วิ่งไปพลางตะโกนว่า “ฮูหยินช่วยข้าด้วย มีพวกค้ามนุษย์จะจับข้ากลับไป!”


สองสามีภรรยาตกใจ หญิงชราที่โรงน้ำชาเพิ่งจะบอกว่าแถวนี้มีพวกค้ามนุษย์ชุกชุม นี่เพิ่งจะออกมาได้เพียงห้าลี้ก็เจอเข้าแล้วหรือ


แต่ชายร่างกำยำท่าทางดุร้ายที่ถือเชือกวิ่งออกมาจากป่าก็ไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองได้คิดอะไรมากนัก


ฉินเหยาพลิกตัวลงจากหลังม้า คว้าตัวเด็กที่วิ่งหนีมาไว้ด้านหลัง


หลิวจี้ตะโกนเสียงดังตามไปทันที “เจ้าพวกค้ามนุษย์ไสหัวไป! หากยังกล้าเข้ามาใกล้ ข้าจะจับเจ้าส่งทางการทันที ให้พวกเขากวาดล้างพวกเจ้าเสียให้สิ้นซาก!”


ตอนที่ 612: เด็กจรจัดนี่เป็นสุนัขหรืออย่างไร


สิ้นเสียงของหลิวจี้ อินเยว่ที่ยืนอยู่บนคานลากรถม้าก็ซัดอาวุธลับคมกริบในมือออกไปอย่างแรง!


ชายผู้นั้นไม่ทันได้ระวังตัวเลยหลบไม่พ้น แขนจึงถูกโจมตี เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด โลหิตไหลทะลักออกมาทันที


เห็นได้ชัดว่าชายร่างกำยำตกใจมาก เดิมทีคิดว่าในกลุ่มคนทั้งหมดมีเพียงหลิวจี้ที่เป็นบุรุษคนเดียวคงจะไม่มีพิษสงอะไร ไม่คิดว่าหญิงสาวที่ขับรถม้าจะเป็นวรยุทธ์ด้วย


เขากุมแขนที่โลหิตไหลไม่หยุด แววตาเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เดินเข้ามาอีก หยุดยืนอยู่ที่พงหญ้าริมทาง ดวงตาคู่โตดุร้ายจ้องเขม็งไปยังเด็กชายตัวน้อยที่ถูกฉินเหยาซ่อนไว้ด้านหลังพลางสบถด่าว่า


“ดีนี่ เจ้าเดรัจฉานน้อย แม้แต่พ่อแท้ๆก็ไม่รู้จักแล้ว ดูสิว่าพอกลับไปแล้วข้าจะหักขาเจ้าทิ้งหรือไม่!”


เด็กชายผู้นั้นตกใจจนขดตัวเป็นก้อนกลม มือจับชายเสื้อของฉินเหยาไว้แน่น นางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวที่ส่งผ่านมาทางชายเสื้อนี้


นี่ไม่เหมือนปฏิกิริยาของเด็กที่ต้องเผชิญหน้ากับบิดาผู้ให้กำเนิดเลย


หลิวจี้ตวาดอย่างโกรธเกรี้ยวทันที “เจ้าคนหลอกลวง พูดจาผายลมอะไรของเจ้า ขนาดเสือยังไม่กินลูกมันเลย หากนี่เป็นลูกของเจ้า เจ้าจะกล้าทำกับเขาเช่นนี้รึ รีบถอยไปโดยเร็ว มิฉะนั้นพวกเราจะไม่เกรงใจแล้วจริงๆ!”


อินเยว่รีบชูอาวุธลับสีเงินที่ส่องประกายเย็นเยียบขึ้นมา ชายร่างกำยำเห็นแล้วก็ตัวสั่นเทิ้ม ความเจ็บปวดรุนแรงที่เพิ่งจะสะกดไว้ได้ดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง เจ็บจนต้องสูดหายใจเข้าลึก


เด็กชายยังไม่ถึงกับตกใจจนโง่งม เขาเอ่ยเสียงสั่นอย่างร้อนรนว่า “ฮูหยินช่วยข้าด้วย ฮูหยินช่วยข้าด้วย คนผู้นั้นไม่ใช่ท่านพ่อของข้า พ่อข้าตายไปนานแล้ว ที่บ้านมีเพียงท่านแม่ ท่านย่าและน้องชายอยู่…”


เมื่อพูดถึงน้องชาย น้ำเสียงของเด็กชายก็หนักอึ้งในทันที สีหน้าตื่นตระหนกอย่างมาก สายตาเหลือบมองไปยังคนในพงหญ้า แต่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ฉินเหยาเองก็ไม่มีเวลาคิดมาก ทำได้เพียงคิดว่าเขาเป็นห่วงน้องชายที่บ้านจึงได้หวาดกลัวถึงเพียงนี้


พอเห็นชายร่างกำยำยังไม่ยอมไป หลิวจี้ก็เริ่มโมโหขึ้นมา นี่มันตัวอะไรกัน ไม่กลัวตายจริงๆหรือ


“เมียจ๋า คนผู้นี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เช่นนั้นเราจับเขาส่งทางการเลยดีหรือไม่” ในใจแอบตื่นเต้น


แต่ยังไม่ทันที่ฉินเหยาจะได้เอ่ยปาก ชายร่างกำยำก็ดูเหมือนจะรู้สึกได้ถึงอันตรายแล้ว หากไม่รีบหนีเกรงว่าจะหนีไม่พ้นจึงได้แต่จ้องฉินเหยาและเด็กชายอย่างอาฆาตแวบหนึ่งแล้วรีบหันกายวิ่งลึกเข้าไปในป่า


เกรงว่าแถวนี้จะมีพรรคพวกของอีกฝ่าย เมื่อคนผู้นั้นรวบรวมคนได้แล้วจะย้อนกลับมาฆ่าพวกเขาแน่ ฉินเหยาจึงรีบโยนเด็กชายที่เพิ่งรอดชีวิตมาได้จนเนื้อตัวอ่อนปวกเปียกขึ้นไปบนหลังม้าทันที “ไปก่อน ถึงอำเภออันเซี่ยนค่อยว่ากัน!”


หลิวจี้รีบส่งสัญญาณให้อินเยว่ขับรถม้าไปตรงกลาง


อินเยว่พยักหน้ารับ เดิมทีนึกว่าสามีท่านอาจารย์ผู้นี้เปลี่ยนไปแล้วจึงมีความกล้าหาญคอยระวังหลังให้


ไม่คาดคิดเลยว่า หลิวจี้จะขี่ม้าขนาบข้างไปกับรถม้า ศีรษะสอดส่ายไปรอบทิศ แค่ลมพัดใบไม้ไหวในป่าก็ทำให้คนผู้นี้ตกใจจนสะดุ้งโหยงได้


อินเยว่ อา…นี่มัน!


มุมปากของฉินเหยากระตุกยิ้ม เป็นไปตามที่คาดไว้อยู่แล้ว แต่เขาก็ยังจำได้ว่าต้องดูแลลูกทั้งสี่ก็นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่แล้ว


มองไปที่เด็กชายตรงหน้าที่ดูเหมือนจะตกใจจนสติหลุดไปแล้ว ฉินเหยารักษาระดับความเร็วของม้าพลางเอ่ยถาม “อายุกี่ขวบแล้ว? ชื่ออะไร? เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าบ้านของเจ้าอยู่ที่ไหน?”


ครู่ใหญ่ ถึงได้ยินเสียงแหบพร่าตอบกลับมาจากด้านหน้า “สิบขวบ…ชื่อโก่วหวา บ้านของข้าอยู่ที่…”


ชักช้าเกินไปแล้ว ฉินเหยารอไม่ไหวจึงถามต่อ “อยู่ที่ไหน?”


“…อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่นี่ เรียกว่าหมู่บ้านแมวป่า” ลำคอของเขาแห้งผาก เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากพยายามกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก


“เอ้า” กาน้ำใบหนึ่งถูกยื่นมาให้


โก่วหวาหันหน้ามามองนางอย่างซาบซึ้งใจ เขาหิวน้ำมากจริงๆ เมื่อหยิบกาน้ำขึ้นมาได้ก็อยากจะดื่มทันที แต่จุกกาน้ำปิดไว้แน่นหนา เขาพยายามดึงอย่างรีบร้อนจนมือลื่นไปสองครั้ง


หลังดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่หลายอึก ฉินเหยาจึงได้ยินเสียงลมหายใจที่ผ่อนคลายลง แต่เพียงชั่วครู่ ร่างกายเขาก็ตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ค่อยๆยื่นกาน้ำคืนให้นางอย่างระมัดระวัง


แม้จะเป็นความเร็วคงที่ แต่ความเร็วของเหล่าหวงก็ไม่ช้านัก บนหลังม้าโคลงเคลงไปมา โก่วหวาอาจจะไม่เคยขี่ม้า ร่างทั้งร่างจึงเกร็งและสั่นเทาอยู่เงียบๆ


ฉินเหยาเก็บกาน้ำให้เรียบร้อยแล้วปลอบว่า “ไม่ต้องกลัวแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะถึงอำเภออันเซี่ยนแล้ว เจ้าบอกว่าบ้านของเจ้าอยู่แถวนี้ เดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่ทางการในเมืองไปส่งเจ้ากลับบ้าน พวกคนชั่วเหล่านั้นคงไม่กล้ากลับมาอีกแล้ว”


นางยังกำชับเขาอีกว่า ต่อไปเวลาออกไปข้างนอกให้ระวังตัวหน่อย อย่าไปไหนมาไหนคนเดียวจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนชั่วเหล่านั้น


ส่วนเรื่องอื่น ฉินเหยาไม่กล้าถามมากนัก เกรงว่าเด็กคนนี้จะนึกถึงเรื่องราวเลวร้ายที่เจอมาแล้วเกิดอาการตื่นตระหนกจึงเน้นปลอบโยนเป็นหลัก


ทว่า เมื่อขบวนเดินทางมาถึงทางแยกแห่งหนึ่ง โก่วหวาก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “หยุด!”


ราวกับกลัวว่าพวกเขาจะไม่สนใจตนจึงพูดซ้ำอีกครั้งอย่างตื่นเต้น ทั้งยังเตรียมจะกระโดดลงจากหลังม้า


โชคดีที่ฉินเหยาตาไว มือไวจึงคว้าตัวเขาไว้ได้ทัน ทั้งยังดึงบังเหียนได้ทันท่วงทีจึงไม่เกิด ‘อุบัติเหตุ’ ขึ้น


“เจ้าทำอะไร” ฉินเหยาสะกดกลั้นความไม่พอใจแล้วเอ่ยถาม


หลิวจี้ อินเยว่และคนอื่นๆที่อยู่ด้านหลังต่างก็มองมา อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าเด็กชายคนนี้น่าสงสาร อินเยว่จึงปลอบโยนด้วยความหวังดีว่า


“เจ้าอย่ากลัวไปเลย พวกเราไม่ใช่คนชั่ว จะไม่จับเจ้าไปขายหรอก”


สิ้นเสียงก็เห็นเด็กคนนั้นตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง หลิวจี้จึงถลึงตาใส่อินเยว่อย่างหัวเสีย “ช่างไม่รู้จักพูดเอาเสียเลย ดูสิทำเด็กตกใจหมดแล้ว”


อินเยว่รู้ว่าตนเองพูดผิดไปจึงกระแอมเบาๆสองครั้งอย่างเจื่อนๆ


ต้าหลางกับเอ้อร์หลางโผล่ออกมาจากประตูรถม้า เอ้อร์หลางเอ่ยถามหยั่งเชิง “เขาคงจะกลัวการขี่ม้ากระมัง ท่านแม่ ให้เขาขึ้นมาบนรถม้าเถิด”


ทว่า เด็กชายผู้นั้นกลับไม่ตอบคำพูดของผู้ใด เอาแต่ดิ้นรนจะลงจากหลังม้า ในปากก็พูดซ้ำๆอย่างดื้อรั้นว่า “ข้าจะกลับหมู่บ้าน ข้าจะกลับหมู่บ้าน!”


ฉินเหยาสบตากับหลิวจี้แวบหนึ่ง หลิวจี้ขี่ม้าเข้าไปในทางแยกนั้นเล็กน้อย พอกลับออกมาก็พูดกับฉินเหยาเสียงเบาว่า “ดูเหมือนจะเป็นทางไปหมู่บ้านของเขา”


ที่แห่งนี้ภูเขาสูงป่าทึบ เขาเองก็มองไม่ชัดว่าข้างหน้ามีบ้านเรือนหรือไม่ เห็นเพียงแต่ป้ายบอกทาง ป้ายชี้ทิศทางไว้ว่าทางแยกด้านซ้ายคือทางที่ไปยังหมู่บ้านแมวป่า


โก่วหวายังคงดิ้นรน แต่เขาจะดิ้นให้หลุดจากท่อนแขนเหล็กของฉินเหยาได้อย่างไร เมื่อเห็นว่าดิ้นไม่หลุดก็ร้อนใจอ้าปากกัดนาง


มืออีกข้างของฉินเหยากำลังจับบังเหียนอยู่จึงดึงเขาออกไม่ทันจริงๆ แขนจึงถูกกัดไปหนึ่งคำ


เพราะมีเสื้อผ้ากั้นอยู่ แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบๆ แต่ก็ไม่เจ็บเท่าไหร่ ทว่าโมโหมากอยู่ดี


ด้วยนิสัยเลือดร้อนของฉินเหยา นางจึงคลายมือแล้วโยนเขาลงไปทันที


ความสูงไม่มากนัก เขากลิ้งไปบนพื้นหนึ่งรอบแล้วก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา ถอยกลับไปนั่งขดตัวอยู่ในพงหญ้าริมทาง ดวงตามองไปยังฉินเหยา เมื่อเห็นนางขมวดคิ้วแล้วถกแขนเสื้อขึ้นดูรอยแดงไม่ลึกไม่ตื้นบนแขน แววตาของเขาก็ฉายแววรู้สึกผิดวูบหนึ่ง


“เฮ้ย เจ้าเด็กจรจัดนี่เป็นสุนัขหรืออย่างไร ถึงได้กัดคนด้วย!” หลิวจี้กระโดดลงจากหลังม้า ถกแขนเสื้อขึ้นหมายจะสั่งสอนเขาสักยก


เด็กชายลุกพรวดขึ้นมาหมายจะหลบ เขาหลบหลิวจี้ไปพลางตะโกนว่า “ข้าจะกลับบ้าน! ข้าจะกลับบ้าน!”


ตะโกนไปตะโกนมา น้ำตาน้ำมูกก็ไหลออกมา หลิวจี้ก็แค่ขู่เขาเล่นเท่านั้น ไม่ได้คิดจะทำอะไรเขาจริงๆ เมื่อเห็นเด็กคนนี้ตกใจจนร้องไห้จ้าพลางตะโกนว่าจะกลับบ้านก็ชี้ไปที่ทางแยกอย่างโมโห


“กลับๆๆ! อายุสิบขวบแล้วก็ควรจะจำทางได้แล้ว หากไม่กลัวถูกคนชั่วพวกนั้นจับตัวไปอีกก็กลับไปเลย!”


จากนั้น คนที่ร้องไห้จ้ากลับหยุดลงกะทันหันราวกับถูกประโยคที่ว่า ‘ไม่กลัวถูกคนชั่วพวกนั้นจับตัวไปอีก’ ของหลิวจี้ทำให้ชะงักไปจึงได้แต่ยืนอยู่ที่ปากทางแยก หลั่งน้ำตามองเขาอย่างน่าสงสาร


บางทีเขาอาจจะค้นพบแล้วว่า ในบรรดาสองสามีภรรยาคู่นี้ ชายท่าทางดุร้ายที่อยู่ตรงหน้านี่ต่างหากคือคนที่ใจอ่อนอย่างแท้จริง


ตอนที่ 613: ทีมนี้ช่างนำได้ยากเสียจริง


อย่างไรเสียเมื่อครู่ ฉินเหยาก็โยนเขาลงจากหลังม้าไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย


ทว่าบุรุษตรงหน้าผู้นี้กลับแตกต่าง พูดว่าจะสั่งสอนเขา พอเข้าใกล้ก็ไม่ได้ลงมือตีจริง เป็นเพียงการขู่ขวัญและพูดจาร้ายกาจเพื่อทำให้กลัวเท่านั้น


ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อครู่ตอนที่อยู่บนหลังม้า ท่อนแขนเหล็กของฉินเหยาที่พันธนาการเขานั้น แรงกดดันอันทรงพลังที่ไม่อาจดิ้นรนให้หลุดได้ชนิดนั้นทำให้เด็กคนนี้รู้สึกหวาดกลัว


ด้วยเหตุนี้ ตอนนี้เขาจึงได้แต่มองหลิวจี้อย่างน่าสงสารพลางชี้นิ้วไปยังทิศทางของหมู่บ้านแมวป่า คุกเข่าลงโขกศีรษะให้หลิวจี้ไปพลางร้องขอไปพลางว่า


“นายท่านได้โปรดเมตตาด้วยเถิด ท่านแม่กับท่านย่าของข้ารู้ว่าข้าหายตัวไปจะต้องร้อนใจจนคลั่งแน่ บ้านของข้าอยู่ในหมู่บ้านนี้ ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว ส่งข้ากลับไปพบท่านแม่กับท่านย่าก่อนเถิดนะ ขอร้องพวกท่านล่ะ…”


หลิวจี้ตบหน้าผาก จะเอาชีวิตข้าแล้วอย่างไร


เขารีบเข้าไปดึงเด็กคนนี้ให้ลุกขึ้น “ช่างน่าสงสารจริงๆ วันนี้ข้าผู้เป็นนายท่านใหญ่จะทำดีให้ถึงที่สุด ช่วยคนต้องช่วยให้ตลอดรอดฝั่ง ถือว่าเจ้าหนูอย่างเจ้าโชคดีแล้ว”


โก่วหวาเบิกตากว้างด้วยความยินดี หลิวจี้ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ถามเขาย้ำว่าแน่ใจหรือไม่ว่าระยะทางใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม โก่วหวารีบพยักหน้าหงึกๆว่าใช่แล้วยังพูดอีกว่า


“นายท่าน ท่านขี่ม้า ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว ถึงตอนนั้นเมื่อได้พบท่านแม่กับท่านย่าของข้า จะให้พวกเขาฆ่าไก่ทำอาหารอร่อยๆให้พวกท่านผู้มีพระคุณ”


หลิวจี้สาบาน เขาไม่ได้ตะกละอยากกินไก่มื้อนั้น เขาเพียงแค่รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าสงสารเท่านั้น เห็นว่าอายุไล่เลี่ยกับเอ้อร์หลาง แต่กลับต้องมาประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้


เขาส่งสัญญาณบอกให้โก่วหวารอสักครู่ หลิวจี้เดินมาข้างม้าของฉินเหยาด้วยใบหน้ากลัดกลุ้ม เริ่มจากถามด้วยความเป็นห่วงก่อนว่า “เมียจ๋า เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ โก่วหวานั่นทำเจ้าบาดเจ็บหรือไม่”


ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชา สายตาที่จับจ้องไปยังเด็กโก่วหวานั่นแฝงด้วยความสงสัยและเย้ยหยัน “หรือว่าก่อนหน้านี้ก็ใช้วิธีการนี้หนีรอดมาจากเงื้อมมือของคนชั่วผู้นั้น?”


ราวกับจะเดาได้ว่าหลิวจี้จะพูดอะไร ฉินเหยาจึงกล่าวว่า “เจ้าอยากจะใจดีเจ้าก็ไป พวกเราจะไปรอเจ้าที่อำเภอก่อน”


“อย่างไรเสียเขาก็วิ่งเร็วถึงเพียงนั้น ต่อให้ระหว่างทางเจอคนชั่วย้อนกลับมาก็ย่อมวิ่งกลับหมู่บ้านได้อย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นในหมู่บ้านมีคนมากก็จะรอดแล้ว”


หลิวจี้ตกตะลึง ที่แท้นางก็พูดจาประชดประชันเป็นด้วย


แต่จะให้เขาไปส่งโก่วหวานั่นคนเดียว เขาเองก็กลัวเหมือนกัน!


เขาใช้มือบังหน้าพลางกระซิบเสียงแผ่ว “เมียจ๋า ให้ข้าไปส่งคนเดียวก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพียงแต่เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะมัดไก่ หากโชคร้ายเจอคนชั่วผู้นั้นพาพรรคพวกมาด้วย ข้าคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว”


ฉินเหยามองลงมาจากที่สูง ชำเลืองมองเขาอย่างเย็นชา แบะปาก ไม่ได้พูดอะไร เขาหาเรื่องตายเองแล้วจะเกี่ยวอะไรกับนาง!


หลิวจี้ไอเบาๆ อย่างกระอักกระอ่วนสองครั้งแล้วเดินไปตรงหน้าโก่วหวาอีกครั้ง “เอ่อ…โก่วหวาเอ๋ย ข้านายท่านผู้นี้คิดว่าพวกเราไปแจ้งทางการในเมืองก่อนดีหรือไม่ มีทางการอยู่ พวกเขาต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าแน่…”


ยังไม่ทันสิ้นเสียง โก่วหวาก็คุกเข่าลงโขกศีรษะให้เขาเสียงดังปังๆด้วยแรงขนาดนั้น แม้จะเป็นพื้นดินโคลนก็คงทำให้สมองกระทบกระเทือนได้


โขกไปได้ไม่กี่ครั้ง เลือดสดๆก็ไหลลงมาจากศีรษะของโก่วหวา ภาพนั้นน่าตกใจเสียจนหลิวจี้รีบดึงเขาขึ้นมาอย่างแรง “พอแล้ว พอแล้ว หยุดโขกได้แล้ว ข้าจะไปส่งเจ้าที่บ้าน จะไปส่งเจ้าที่บ้านก่อน!”


เขาจึงหยุดลงพลางกล่าวอย่างอ่อนแรงว่า “ขอบพระคุณในเมตตาอันยิ่งใหญ่ของนายท่าน ขอบพระคุณ”


“ท่านแม่!” พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่มองอยู่บนรถม้าไม่กล้ามองเลือดบนใบหน้าของโก่วหวา ดวงตาทั้งสี่คู่มองไปยังฉินเหยาอย่างวิงวอน


ต้าหลางอาสาขึ้นมา “ท่านแม่ ให้ข้าไปกับท่านพ่อสักรอบดีหรือไม่ ไปกลับไม่เกินหนึ่งชั่วยาม น่าจะยังทันกลับไปสมทบกับทุกคนในเมือง”


อินเยว่เหลือบมองต้าหลางอย่างดุๆ “ไม่ได้ เจ้าเป็นเด็กจะรับมือชายฉกรรจ์ผู้นั้นได้อย่างไร กันไว้ดีกว่าแก้ หากเจอเข้าจริงๆ เจ้าจะให้ท่านอาจารย์ไม่กังวลได้อย่างไร”


“จะไปก็ต้องเป็นข้าที่ไป” อินเยว่มองไปทางฉินเหยา “ท่านอาจารย์ ท่านมาบังคับรถม้าดีหรือไม่ ข้ากับสามีท่านอาจารย์จะขี่ม้าไปส่งเขากลับบ้านแล้วรีบกลับมา เช่นนี้จะเร็วกว่า”


ฉินเหยาหรี่ตาลง ก้มมองแขนของตนเอง เสื้อผ้าบดบังรอยกัดเอาไว้ ป่านนี้คงจะจางจนมองไม่เห็นแล้ว แต่ความเด็ดเดี่ยวตอนที่โก่วหวากัดนางเมื่อครู่นี้นางยังไม่ลืม


บุญคุณทดแทนด้วยความแค้น…ก็คงเป็นเช่นนี้


“เห็นๆอยู่ว่ามีแผนการที่ดีกว่า พวกเจ้ากลับจะเลือกใช้แผนการที่แย่กว่า!” ฉินเหยาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “เช่นนั้นข้าจะถามอีกครั้ง พวกเจ้าจะพาเขาเข้าเมืองไปแจ้งทางการด้วยกัน หรือจะทิ้งเขาไว้ที่นี่ให้เขากลับไปเอง”


โก่วหวาตกใจอย่างมาก ทิ้งเขาไว้ที่นี่…เช่นนั้นทั้งเขาและน้องชายต้องตายแน่!


“นายท่าน ฮูหยิน ขอร้องพวกท่าน โปรดเมตตาด้วยเถิด ท่านย่าของข้าร่างกายไม่สู้ดี เกรงว่าจะล้มป่วยเพราะเป็นห่วงข้าแล้ว ฮือๆๆ…”


โก่วหวาเริ่มจะโขกศีรษะอีกครั้ง สภาพที่เลือดท่วมนั้นน่ากลัวว่าเขาจะโขกศีรษะจนตายตรงนี้จริงๆ


ฉินเหยาไม่อยากจะแบกรับความผิดฐานฆ่าคนตายหรอกนะ


หลิวจี้ใจอ่อน กำลังจะเข้าไปปลอบ ฉินเหยาก็รีบตวาดเสียงกร้าวขึ้นก่อน “ถ้าเจ้ากล้าคุกเข่าอีกครั้ง เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะฆ่าเจ้าทันที ทิ้งศพไว้ในป่าเขานี้ ปล่อยให้สัตว์ป่ากัดกินเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก!”


อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาฉินเหยาคงรักษาภาพลักษณ์ที่สูงส่งและดีงามต่อหน้าลูกๆมาโดยตลอด พอพูดคำนี้ออกมาในตอนนี้จึงทำเอาพวกต้าหลางสี่พี่น้องถึงกับสูดลมหายใจเฮือกใหญ่


พวกเขารู้ว่าท่านแม่เหี้ยมโหด แต่ไม่คิดว่านางจะเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ แม้แต่โก่วหวาที่น่าสงสารปานนี้ก็ยังบอกว่าจะฆ่า


ฉินเหยากวาดมองสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกใจของแต่ละคนพลางคิดในใจ หรือว่าภาพลักษณ์ก่อนหน้านี้ของข้าดูอ่อนโยนเกินไป?


ช่างเถิด จัดการเด็กสกปรกน่ารำคาญตรงหน้านี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน


ฉินเหยารำคาญจริงๆ แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ก็ทำให้ต้องเสียเวลาไปมากมาย


หากมีเวลาว่างขนาดนี้ นางคงไปนอนสบายๆอยู่ในโรงเตี๊ยมที่อำเภออันเซี่ยนนานแล้ว


ทว่าสองทางเลือกที่ฉินเหยาเสนอ คนทั้งหมดที่อยู่ข้างหลังนาง ทั้งผู้ใหญ่สองและเด็กสี่กลับไม่มีใครเลือกสักคน กลับเลือกวางแผนที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมาเสียเอง


“ท่านแม่ ส่งเขากลับไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ หากท่านย่าของเขาล้มป่วยหนักจะทำอย่างไร”


ฉินเหยาไม่อยากจะเชื่อ คนที่พูดคำเช่นนี้ออกมากลับเป็นลูกสาวที่นางฝากความหวังไว้มากที่สุด


แม้แต่ศิษย์ที่นางสอนมากับมือก็ยังพูดว่า “อีกอย่างก็แค่หนึ่งชั่วยาม พวกเราก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ถือว่าทำความดีวันละครั้งเถิดเจ้าค่ะท่านอาจารย์”


พอหันไปมองต้าหลางกับเอ้อร์หลางที่มองโก่วหวาด้วยสายตาสงสารเต็มเปี่ยม ไหนจะสายตาอึกๆอักๆของหลิวจี้อีก


ซานหลาง…เจ้าหนูนี่ยังคงกอดกล่องอาหารกินขนมอย่างบ้าคลั่งอยู่ ไม่นับ!


ในวินาทีนี้ ฉินเหยารู้ซึ้งอย่างถึงที่สุดแล้วว่า….ทีมนี้ช่างนำได้ยากเสียจริง


“น่ารำคาญจะตาย!”


ฉินเหยาตวัดสายตามองโก่วหวาอย่างแรง ไม่สิ ควรจะเรียกว่าเด็กโลหิตมากกว่า ศีรษะนั่นโขกพื้นเสียงดังปังๆ นางฟังแล้วยังรู้สึกเสียวฟัน


แม้ว่าทุกคนจะยังคงพาโก่วหวาผู้นั้นมุ่งหน้าไปยังทางแยก แต่ฉินเหยาก็ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก


ความไม่สบอารมณ์นี้ไม่เกี่ยวกับโก่วหวาและไม่เกี่ยวกับการเสียเวลา เป็นเพียงเพราะสหายร่วมทีมของนางทั้งหมดไม่ยืนอยู่ข้างนาง!


อย่างไรเสียฉินเหยาก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หากระหว่างทางเจอคนชั่วกลุ่มนั้นย้อนกลับมา นางจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเด็ดขาด ต้องปล่อยให้พวกที่ไม่เลือกแผนที่ดีแต่กลับเลือกแผนที่เลวร้ายกว่านี้ได้ลิ้มรสความลำบากเสียบ้าง


หลิวจี้พาเด็กโลหิตที่ซาบซึ้งในบุญคุณของเขาจนน้ำตาไหลไปพลางแอบสังเกตสีหน้าของฉินเหยา อืม ยังไม่ทอดทิ้งพวกตนไปเสียทีเดียว ยังดีๆ


คนทั้งคณะเดินทางไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังตลอดทาง ราบรื่นเกินคาด ไม่ได้พบเจอคนชั่วที่ย้อนกลับมาเลย


เพียงแต่เส้นทางที่ไม่ถึงครึ่งชั่วยามนี้ ยิ่งเดินก็ยิ่งแคบลง


โชคดีที่อินเยว่มักจะแอบแข่งขันกับอาวั่งอยู่บ่อยๆ วิธีการบังคับรถม้าจึงชำนาญขึ้นเรื่อยๆ แม้จะลำบากแต่ก็ยังผ่านไปได้และมาถึงหมู่บ้านแมวป่าได้อย่างราบรื่น


ตอนที่ 614: หมู่บ้านแมวป่า


ที่นี่คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาสามลูก เข้ามาจากทางแยกของถนนหลวง เดินทางคดเคี้ยวขึ้นไปตลอดทาง เมื่อถึงยอดเนินแล้วก็คดเคี้ยวลงไปอีก


หากจะบอกว่าถนนริมทางของหมู่บ้านตระกูลหลิวคือคูน้ำ เช่นนั้นถนนด้านขวาของหมู่บ้านแมวป่าแห่งนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นหน้าผา


ถนนเส้นหนึ่งแขวนอยู่กลางสันเขาที่สูงชัน ตอนที่รถม้าขับผ่านไป อินเยว่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าผาทางด้านขวามากนัก ได้แต่ตั้งสมาธิไปข้างหน้า หัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบถี่


สถานที่แห่งนี้ตอนกลางวันยังพอไหว หากเป็นตอนกลางคืน แม้แต่การขี่ม้าก็ยังอันตราย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรถม้าเลย


ในความมืดมิดที่ไร้แสงไฟย่อมมองไม่เห็นทาง หากพุ่งตกลงไปในหน้าผา ชีวิตนี้ก็จบสิ้นแล้ว


อันที่จริง เมื่อมาถึงถนนแคบๆริมหน้าผาช่วงนี้ ทั้งหลิวจี้ อินเยว่ ต้าหลาง เอ้อร์หลาง และซื่อเหนียงต่างก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย


แต่ชาวแคว้นเซิ่งผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีมาตลอดชีวิต ทั่วทั้งตัวมีเพียงปากที่แข็งที่สุด แม้ว่าจะข้ามหน้าผาจนตัวสั่นเทาก็ไม่กล้าแสดงความเสียใจใดๆออกมา


ทำได้เพียงใช้เหตุผลอย่างการทำความดีวันละครั้ง ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝน เด็กคนนั้นช่างน่าสงสารเหลือเกินมาปลอบใจตัวเอง


ในทางกลับกัน ฉินเหยาขี่ม้ารั้งท้ายเพียงลำพัง ยังสามารถชื่นชมทิวทัศน์ภูเขาอันงดงามได้อย่างใจเย็น ความหงุดหงิดในใจนางจางหายไปไม่น้อย


ริมทางเมื่อเห็นกิ่งหนามที่มีผลเหมยป่าขึ้นอยู่ก็หักลงมาหนึ่งกิ่ง ควบม้าไปพลางกินไปพลาง รสเปรี้ยวอมหวานช่วยให้ชุ่มคอและดับกระหาย


ลงจากเขามาก็คือหมู่บ้านแมวป่า


สถานที่นี้ไม่ใหญ่โต พื้นที่เพาะปลูกก็น้อยมาก เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดินทั้งหมดที่มีอยู่ บนเนินเขาจึงเต็มไปด้วยนาขั้นบันไดที่มนุษย์สร้างขึ้น


แต่ที่น่าแปลกก็คือ พื้นที่เกษตรกรรมเหล่านี้กลับมีแต่หญ้าสีเขียวขจี ในฤดูไถหว่าน ไม่เห็นชาวนาแม้แต่คนเดียวที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำงานในท้องทุ่งนา


“เงียบจัง” หลิวจี้มองไปรอบๆ แม้แต่เสียงสุนัขเห่าไก่ขันก็ไม่มี ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงคน


ขณะที่กำลังแปลกใจว่าเหตุใดจึงไม่มีแม้แต่เสียงคน บริเวณที่บ้านเรือนรวมตัวกันอยู่ด้านหน้าก็มีเสียงวิ่งดังขึ้นมาในทันใด


ในไม่ช้า สตรีคนหนึ่งก็จูงเด็กชายตัวเล็กที่เดินโซซัดโซเซปรากฏตัวขึ้น ทั้งสองสวมเสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยปะ ผมที่มันเยิ้มของสตรีถูกรวบไว้ด้วยผ้าสีน้ำเงินผืนหนึ่ง


มวยผมของเด็กน้อยมัดไว้อย่างเรียบร้อย แต่เสื้อผ้ากลับดูเก่ากว่าของสตรีนางนั้นเสียอีก กางเกงที่ยาวไม่พอดีตัวทำให้เขาสะดุดล้ม แต่ฝ่ายตรีกลับไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเขา นางสนใจเพียงจะพุ่งมาข้างหน้าเท่านั้น


สตรีนางนั้นตะโกนอย่างตื่นเต้น “โก่วหวา!”


โก่วหวาที่นั่งอยู่ด้านหน้าหลิวจี้ก็ตื่นเต้นเช่นกัน หลิวจี้รีบลงจากม้าแล้วอุ้มเขาลงมาด้วย


“ฮูหยินท่านนี้…”


“น้องชาย!”


หลิวจี้เพิ่งจะอ้าปาก โก่วหวาก็วิ่งออกไปแล้ว เขาถูกสตรีนางนั้นกอดไว้ก่อน แม่ลูกกอดกันอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ดิ้นหลุดออกมา ไปพยุงเด็กชายตัวเล็กที่ล้มอยู่


สตรีนางนั้นราวกับเพิ่งเห็นว่าเด็กชายตัวเล็กล้มลง นางร้องอุทานอย่างร้อนรนแล้วรีบวิ่งเข้าไป จูงมือพี่น้องคู่นี้คนละข้าง เดินเข้ามาหาพวกฉินเหยาด้วยความขอบคุณ


“ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเจ้าใหญ่บ้านข้าไว้ ข้ากับย่าของเขากำลังร้อนใจจะตายอยู่แล้ว ในบ้านมีเด็กผู้ชายอยู่แค่สองคนนี้ หากถูกคนลักพาตัวไป ครอบครัวเราคงอยู่ไม่ได้แน่…” พูดอย่างตื่นเต้น สตรีผู้นั้นถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาสองหยด ขอบตาแดงก่ำ


ผิวของเด็กทั้งสองคล้ำมาก แต่สีผิวของนางกลับขาว เพราะกำลังร้องไห้ ใบหน้าจึงแดงระเรื่อ หน้าตาที่มีดีอยู่ห้าส่วนกลับเพิ่มความรู้สึกอ่อนแอขึ้นมาอีก


หลิวจี้คิดในใจว่า โชคดีที่พาลูกนางกลับมาส่ง ไม่เช่นนั้นสตรีผู้นี้คงได้ร้องไห้จนตายแน่


“ท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย ตามข้ากลับบ้านไปนั่งดื่มน้ำชาสักถ้วยก่อนเถิด ให้ข้าได้มีโอกาสทำอาหารเพื่อขอบคุณพวกท่านสักมื้อ” สตรีผู้นั้นกล่าวอย่างจริงใจ


ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว หากชักช้ากว่านี้จะไปไม่ถึงอำเภออันเซี่ยน หลิวจี้จึงโบกมือเตรียมจะปฏิเสธ แต่สตรีผู้นั้นกลับจูงสองพี่น้องมาที่ข้างรถม้าตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้


“โอ้ ยังมีเด็กๆอีกหลายคนนี่ ไปบ้านข้าเถิด อย่างน้อยก็ได้พักสักหน่อย ดื่มน้ำหวานสักถ้วยแล้วค่อยไป”


อินเยว่โบกมืออย่างเกรงใจ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร พวกเรายังต้องรีบไปที่อันเซี่ยน ไม่เช่นนั้นจะเข้าเมืองไม่ได้ คืนนี้คงต้องนอนกลางดินกินกลางทรายแล้ว”


แม่ของโก่วหวาถามอย่างประหลาดใจ “เดิมทีจะไปพักที่อันเซี่ยนหรือ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ออกไปค้าขายนอกบ้านกันหมด ที่บ้านข้ายังมีห้องว่างอยู่หลายห้อง ไม่สู้คืนนี้ทุกท่านพักที่นี่เถิด แม้ว่าบ้านจะซอมซ่อ แต่ห้องนั้นข้าทำความสะอาดทุกวัน สะอาดเอี่ยมอ่องเลย”


หลิวจี้คิดในใจว่า ที่แท้ที่นาถูกทิ้งร้างก็เพราะคนออกไปค้าขายกันหมด มิน่าเล่าหมู่บ้านนี้ถึงได้เงียบขนาดนี้


แม่ของโก่วหวาหันไปมองทางหลิวจี้ “ท่านผู้มีพระคุณ ไปที่บ้านเถิด หากพวกท่านไปเช่นนี้ ข้าคงรู้สึกผิดในใจ เกรงว่าจะนอนไม่หลับกินไม่ลง โก่วหวายังไม่ได้รินชาคารวะท่านอย่างจริงจังเลย…”


กล่าวจบก็มองไปที่อินเยว่บนรถม้า “ยังประหยัดเงินไปได้อีกไม่น้อย ในเมื่อที่บ้านมีบ้านว่างอยู่แล้ว เหตุใดต้องสิ้นเปลืองด้วยเล่า”


มีเพียงฉินเหยาที่หยุดรถม้าอยู่ด้านหลังจึงถูกมองข้ามไปจนกระทั่งหลิวจี้และอินเยว่หันมาถามความเห็นของนางพร้อมกัน แม่ของโก่วหวาจึงเดินไปด้านหลังสองก้าวด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นว่ายังมีคนอยู่อีกคนก็ตกใจไม่น้อย


เงียบเชียบถึงเพียงนี้ นางไม่ทันได้สังเกตด้วยซ้ำว่ายังมีคนเป็นๆอยู่อีกคนหนึ่ง


ดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตากวาดมองฉินเหยา เมื่อสบตากับนางก็ยิ้มให้อย่างระมัดระวัง “ที่แท้ฮูหยินยังอยู่ด้านหลัง เป็นข้าตาบอดเองที่มองไม่เห็นท่าน ช่างเสียมารยาทนัก ท่านอย่าโกรธเลย”


“ไม่หรอก เมียข้าใจกว้าง ไม่โกรธเจ้าหรอก ใช่ไหมเมียจ๋า” หลิวจี้ยิ้มแหะๆ พลางขยิบตาให้ฉินเหยา


เมื่อเห็นสีหน้าของพวกเขา ฉินเหยาก็รู้ว่าทุกคนอยากจะอยู่ต่อ


ทิวทัศน์ของหมู่บ้านแมวป่าแห่งนี้ไม่เลวจริงๆ อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากอันเซี่ยน พักที่นี่หนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าออกเดินทางก็ไม่ต้องเข้าอันเซี่ยนแล้ว สามารถเดินทางต่อไปได้เลย ก็ไม่ต่างกัน


นางพยักหน้า “เช่นนั้นก็ไปเถิด แต่ว่ากันตามจริง ค่าที่พักที่ต้องจ่ายก็จ่ายตามปกติ” ส่วนค่าอาหารก็แล้วกันไป


เมื่ออีกฝ่ายเต็มใจต้อนรับ พวกนางก็ไม่ควรทำเกินไปนัก เพราะดูจากการแต่งตัวของสองพี่น้องโก่วหวาแล้ว บ้านก็ไม่น่าจะร่ำรวยอะไร


แม่ของโก่วหวาคิดจะบอกว่าไม่จำเป็น แต่ถูกหลิวจี้เรียกไว้แล้วถามนางว่าในหมู่บ้านยังมีคนอื่นๆอีกหรือไม่ ดูแล้วบ้านเรือนก็มีอยู่ไม่น้อย เพียงแต่เก่าไปหน่อย


แม่ของโก่วหวาจูงลูกคนละข้างเดินนำทางไปพลางพูดว่า “เหลืออยู่แค่ยี่สิบกว่าคน ไม่ใช่คนแก่ก็เป็นเด็ก ตอนเที่ยงกำลังงีบหลับกันอยู่ที่บ้าน” จึงได้เงียบเหงาเช่นนี้


หลิวจี้แสดงความอิจฉา ยังได้นอนกลางวันอีก ดูท่าจะว่างจริงๆ


เมื่อเดินเข้าไปในหมู่บ้านก็มีหญิงชราหลังค่อมคนหนึ่งเดินมา ดูท่าทางสายตาจะไม่ค่อยดี นางถือไม้เท้ายันพื้น เงยหน้าขึ้น หรี่ตามองไปรอบๆ ราวกับเห็นเงาคนลางๆอยู่ข้างหน้าจึงลองร้องถามดูว่า


“โก่วหวากลับมาแล้วหรือ”


แม่ของโก่วหวารีบตอบ “ใช่ กลับมาแล้ว ท่านผู้มีพระคุณพาเขากลับมาส่ง เด็กเหลือขอนี่เอาแต่เที่ยววิ่งไปทั่ว คราวนี้คงได้บทเรียนแล้ว”


ว่าแล้วก็เขย่ามือเด็กชายทั้งสองเบาๆ สองพี่น้องก็เรียกเสียงเบาว่า “ท่าน…ย่า”


ในน้ำเสียงเจือความหวาดกลัวที่ยากจะสังเกตอยู่สองส่วน


หลิวจี้เพียงรู้สึกว่าหญิงชราผู้นี้ดูแปลกๆ นางหรี่ตาเข้ามามองใกล้ๆ จะว่านางตาบอด แต่พอเห็นหลิวจวี่เหรินผู้หล่อเหลาหาใดเปรียบก็กลับเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา


หลิวจี้กำหมัดจรดริมฝีปากกระแอมเบาๆ สองครั้งเพื่อไม่ให้มุมปากที่ยกขึ้นของตนเองเด่นชัดเกินไป


“จอดรถม้าไว้ในลานบ้านเถิด” แม่ของโก่วหวาถอดธรณีประตูออกแล้วนำทางคนหลายคนเข้าประตูไป


ลานบ้านของนางน่าจะเป็นหลังที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน เรือนส่วนหน้ากว้างขวางมาก โล่งเตียน มีเพียงเครื่องมือการเกษตรสองสามชิ้นวางอยู่ริมกำแพง


อินเยว่ให้เด็กๆลงมาจากรถแล้วจอดรถม้าไว้ริมกำแพง สายตาเหลือบไปเห็นเครื่องมือการเกษตรเหล่านั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏว่ามีฝุ่นจับหนาเตอะ


ดูท่าว่าการค้าขายนอกบ้านของที่นี่จะทำกำไรได้ดีมากจนที่ดินก็ไม่ทำ เครื่องมือการเกษตรก็ปล่อยให้ฝุ่นจับจนเก่า


ตอนที่ 615: วางยา


เมื่อจอดรถม้าเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาและหลิวจี้ก็พาลูกๆ เดินตามแม่ของโก่วหวามายังห้องโถงเพื่อพักผ่อน


ระหว่างนั้น ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางพยายามจะพูดคุยกับสองพี่น้องโก่วหวา แต่ทั้งสองกลับเอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา


โต๊ะเก้าอี้ม้านั่งถูกเช็ดจนสะอาด ในห้องมีของวางระเกะระกะน้อย ดูแล้วค่อนข้างปลอดโปร่ง


หลิวจี้ลอบยิ้มอย่างภาคภูมิใจให้ฉินเหยาคราหนึ่ง เห็นหรือไม่ว่าคนดีต้องได้ดีตอบแทน เขาเห็นว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าโรงเตี๊ยมที่จอแจเลย ทั้งยังเงียบสงบกว่า ตอนกลางคืนจะได้นอนหลับโดยไม่ต้องกลัวเสียงดัง


ฉินเหยาไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ เพียงแค่มองหญิงชราผู้นั้นพาสองพี่น้องโก่วหวาที่ไม่ยอมพูดจาตลอดทางไปยังสวนหลังบ้าน


บางทีด้านหลังอาจจะมีเรือนอีกหลังจึงมีเพียงหญิงชราที่กลับมาคนเดียว


เมื่อเห็นแม่ของโก่วหวากำลังง่วนอยู่กับการชงชาให้พวกเขาในห้องครัว หญิงชราก็เดินตรงเข้ามาในห้องโถงเพื่อต้อนรับแขก อินเยว่ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยเตือนว่า


“ท่านย่า บาดแผลของโก่วหวาไม่ต้องทำความสะอาดให้เขาสักหน่อยหรือ หาหมอมารักษาหรือทายาสักหน่อยดีหรือไม่”


แม้เลือดจะหยุดไหลแล้ว แต่บนหน้าผากและใบหน้ายังคงเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด นางเห็นว่าเมื่อครู่ตอนที่เด็กกลับมายังเดินโซซัดโซเซอยู่เลย


จะว่าไปก็น่าแปลก ในบ้านมีเด็กผู้ชายอยู่เพียงสองคน แต่เหตุใดทั้งผู้เป็นแม่และผู้เป็นย่า เมื่อเห็นเด็กบาดเจ็บขนาดนี้กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆเลย ไม่รู้สึกเจ็บปวดใจบ้างเลยหรือ


ที่หมู่บ้านตระกูลหลิว หากเด็กบ้านไหนหกล้มมีแผลถลอก คนเฒ่าคนแก่ในบ้านคงร้อนใจจนแทบจะเป็นลมล้มพับไปแล้ว


หญิงชราดูชะงักไปครู่หนึ่งแล้วหรี่ตาเข้ามามองอินเยว่ใกล้ๆ อินเยว่เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย กลิ่นกายของหญิงชราผู้นี้แรงมากคล้ายกับอ่างน้ำที่ใช้ถอนขนเป็ด มีกลิ่นเหม็นคาวน่าคลื่นไส้โชยออกมา


แต่นางก็ไม่อาจแสดงท่าทีรังเกียจออกมาได้เพราะนั่นจะเสียมารยาทเกินไป


โชคดีที่หญิงชราเข้ามาใกล้เพียงครู่เดียวก็ถอยออกไป นางตบศีรษะตนเองราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้แล้วหันหลังเดินกลับไปยังสวนหลังบ้านอีกครั้ง


พวกซื่อเหนียงมองแผ่นหลังที่ยังแข็งแรงของหญิงชราอย่างเป็นห่วง ซานหลางพึมพำเสียงเบาว่า “ท่านย่าไม่ต้องใช้ไม้เท้าด้วยล่ะ~”


อินเยว่ไม่วางใจ คิดจะตามไปดู แต่แม่ของโก่วหวาก็ยกน้ำชาร้อนเข้ามา “แม่นางจะไปที่ใดหรือ เดินทางมาเหนื่อยๆ รีบนั่งลงดื่มชาสักถ้วยก่อน!”


นางวางถาดลงแล้วรีบดึงอินเยว่กลับมานั่งที่เดิม


ยากจะปฏิเสธน้ำใจอันดีงาม อินเยว่จึงนั่งลงอีกครั้ง กลิ่นหอมของชาลอยเข้าจมูก เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยนัก?


หลิวจี้จมูกไวมาก เขาดมกลิ่นอย่างประหลาดใจแล้วมองไปยังฉินเหยาด้วยความตกตะลึง “เมียจ๋า ชานี่เหมือนกับที่พวกเราดื่มที่โรงน้ำชาเมื่อตอนกลางวันเลย!”


“ไม่ใช่สิ รสชาติเข้มข้นหอมกว่า เหมือนกับกาที่หญิงชราน่าตายผู้นั้นทำแตก…”


เมื่อเห็นฉินเหยาเผยรอยยิ้มประหลาด หลิวจี้ก็รีบหันกลับไปมอง


แม่ของโก่วหวายกชาที่ชงเสร็จแล้วถ้วยหนึ่งมาส่งให้เขาด้วยสองมือ ในระยะที่ใกล้กันมาก ใกล้จนกระทั่งหลิวจี้หันกลับมาปลายจมูกก็เกือบจะชนเข้ากับตัวนาง


มีกลิ่นเครื่องหอม…สตรีชาวบ้านยากจนยังใช้ของเช่นนี้ได้ด้วยหรือ…หลิวจี้รีบไอหนักๆสองครั้ง ร่างกายถอยกลับไปด้านหลังตามสัญชาตญาณจนเกือบจะตกจากม้านั่ง


“ขอบคุณมาก” เขาแสร้งทำเป็นสงบรับถ้วยชามาภายใต้สายตาเยาะเย้ยของฉินเหยา จากนั้นก็กระดกชาพรวดลงไปอย่างลนลาน ลิ้มรสชาติอะไรไม่ได้เลย ในหัวมีแต่การกระทำที่ไม่มีมารยาทของแม่ของโก่วหวา


ไม่รู้ว่าเมียจ๋าจะเก็บไปคิดหรือไม่ หากนางคิดว่าเขาเป็นคนสกปรกแล้ว จะทำอย่างไรดี?


พอมองไปที่แม่ของโก่วหวาที่กำลังชงชาให้คนอื่น หลิวจี้ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก นังผู้หญิงไร้มารยาทคนนี้ทำเขาเดือดร้อนจริงๆ!


ตอนที่อินเยว่ยกถ้วยชาขึ้นก็รู้สึกเหมือนถูกเตะเข้าที่เท้าจึงตกใจเล็กน้อย จากนั้นจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วบ้วนชาที่อยู่ในปากออกมา


ฉินเหยาถามแม่ของโก่วหวา “นี่คือชาอะไรหรือ ของดีประจำท้องถิ่นหรือไม่ กลิ่นหอมมากเลย”


แม่ของโก่วหวาถูกนางดึงความสนใจไปทั้งหมดจึงไม่ได้สังเกตเห็นการกระทำเล็กๆน้อยๆของอินเยว่และพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่อมชาไว้ในปากแล้วบ้วนกลับออกมา


เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงทำท่าทางเกินจริง “อ้า~หอมจริงๆ!”


หลิวจี้ทำหน้าเหลอหลา เกิดอะไรขึ้น? สตรีใจร้ายไม่ใช่ว่าทำหน้าบึ้งตึงมาตลอดทางหรอกหรือ ตอนนี้กลับมีอารมณ์มาถามเรื่องชาเสียอย่างนั้น?


หรือเป็นเพราะคิดว่า ‘โรงเตี๊ยม’ คืนนี้หาได้ไม่เลวจึงอารมณ์ดี?


เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลิวจี้จึงถามว่า “ไก่ตัวนั้นจะฆ่าเมื่อใด ข้าฆ่าไก่เก่งที่สุด หากไม่รังเกียจก็เอามาให้ข้าฆ่าเถิด เมียจ๋าของข้ารสนิยมค่อนข้างไม่เหมือนใคร มีเพียงไก่ที่ข้าจัดการเท่านั้นนางถึงจะชอบกิน”


การประจบสอพลอนี้ช่างชัดเจนเสียเหลือเกิน


มุมปากของแม่ของโก่วหวายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย ยังอยากจะกินไก่ของนางอีก? ฝันไปเถอะ!


หลิวจี้ยังคิดว่าตนเองตาฝาดไป เขาส่ายศีรษะที่เริ่มมึนงงเล็กน้อย แปลกจริง ทำไมเขาถึงรู้สึกมึนหัวเช่นนี้


“ตุบ!” เสียงหนึ่งดังขึ้น หลิวจี้ก็ฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ราวกับเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เจ้า เจ้า…”


ยังไม่ทันสิ้นเสียง เปลือกตาก็ปิดลงอย่างควบคุมไม่ได้


พวกต้าหลางสี่พี่น้องตกใจอย่างมาก “ท่านพ่อ!”


ทว่า ที่ประหลาดใจยิ่งกว่าคือแม่ของโก่วหวา นางมองพวกฉินเหยาห้าแม่ลูกและอินเยว่อย่างไม่พอใจ “ทำไมพวกเจ้ายังไม่สลบไปอีก”


นางรู้จากปากของโก่วหวาว่าในกลุ่มนี้มีสตรีสองคนที่รู้วรยุทธ์ ดังนั้นนางจึงจงใจเพิ่มยาเข้าไปห้าเท่าเพื่อให้ดื่มแล้วสลบทันที


“ทำไม ทำไมกัน…พวกเจ้าไม่ได้ดื่ม?” ในที่สุดนางก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองอาจจะเผยพิรุธจนทำให้สตรีเป็นวรยุทธ์สองคนนี้ระวังตัว


แต่นางก็ไม่กลัว เพียงถอยไปทางประตูพลางยิ้มเยาะ “ต่อให้ไม่ดื่มก็หนีไม่พ้นหรอก!”


หญิงชราที่หายไปเมื่อครู่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แผ่นหลังของนางเหยียดตรง ฝีเท้าแข็งแรงมั่นคง ดวงตาทั้งสองเปล่งประกายแหลมคม ไหนเลยจะยังเหมือนหญิงชราได้อีก เห็นได้ชัดว่าเป็นชายหนุ่มที่ปลอมตัวมาต่างหาก


เขาถอดผ้าคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นศีรษะล้านเลี่ยน พวกต้าหลางสี่พี่น้องตกตะลึง ที่แท้คือการปลอมตัว!


“ซุนอี๋เหนียง เจ้าทำงานอย่างไรกัน แค่วางยาสตรีกับเด็กไม่กี่คนยังทำไม่ได้! คอยดูว่าอีกเดี๋ยวลูกพี่จะจัดการเจ้าอย่างไร!”


ซุนอี๋เหนียงเหลือบมองเขาแล้วถามว่า “แจ้งข่าวแล้วหรือยัง?”


ชายหัวล้านยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ไม่ได้เห็นสตรีและเด็กในห้องนี้อยู่ในสายตาเลย “แน่นอน พวกเขามากันแล้ว”


หูของฉินเหยากระดิกเล็กน้อย มีเสียงฝีเท้ามากมายดังมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฟังจากเสียงแล้วน่าจะมีประมาณสิบหกสิบเจ็ดคน


“วางยาคนได้แล้วหรือยัง ครอบครัวนี้ระวังตัวแจจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงสลบไปตั้งแต่ที่โรงน้ำชาของข้าแล้ว บัดซบเอ๊ย เจ้าหนุ่มนั่นยังด่าข้าว่าเป็นหญิงชราน่าตาย คราวนี้ข้าจะต้องสั่งสอนมันให้รู้สำนึกเสียบ้าง!”


เสียงปังดังขึ้น ประตูถูกผลักเปิดออก ชายฉกรรจ์หน้าตาดุร้ายแบกดาบใหญ่เข้ามาเป็นคนแรก


อินเยว่ตกใจ “เป็นเจ้า!”


นี่คือชายที่เมื่อครู่จะจับตัวโก่วหวาแล้วถูกนางซัดมีดบินเข้าที่ไหล่


ชายคนนั้นยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม ยิงฟันสีดำเหลืองใส่อินเยว่ “นังแพศยา! ไม่คิดว่าจะตกมาอยู่ในมือข้าอีกครั้งใช่หรือไม่”


หญิงชราจริงๆคนหนึ่งตามเข้ามา “นังแพศยาอะไร แต่บอกไว้ก่อนนะ เจ้าหนุ่มหน้าหล่อนั่นจะต้องให้ข้าจัดการมันก่อน หน้าตาหล่อเหลาแต่ปากดันเสีย หญิงชราอย่างข้าจะต้องสั่งสอนมันเสียหน่อย!”


นี่คือหญิงชราในโรงน้ำชาผู้นั้น เมื่อเห็นฉินเหยาและคนอื่นๆในห้องที่กำลังตกใจ นางก็ถ่มน้ำลายใส่อย่างดูถูก


ทว่า เมื่อเห็นหลิวจี้สลบอยู่บนโต๊ะ นางก็หันไปถลึงตาใส่ซุนอี๋เหนียงอย่างไม่พอใจ “เจ้ามันไม่ได้เรื่อง! แค่วางยาคนยังทำไม่ได้ ทำไมถึงมีแค่เจ้าหนุ่มหล่อของข้าสลบไปผู้เดียวเล่า!”


ซุนอี๋เหนียงกลัวนางมาก นางกล่าวอ้อมแอ้มว่า “อย่างไรเสียพี่น้องทั้งหลายก็อยู่ตรงนี้แล้ว หนีไม่พ้นหรอก”


ตอนที่ 616: ล้วนเป็นตั๋วเงิน


หญิงชราคิดว่าก็จริง นางมองดูคนกลุ่มใหญ่ที่เข้ามาข้างหลังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่โบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาเข้าไปจับคน


งานครั้งนี้ถือว่าสำเร็จอย่างงดงาม บุรุษผู้นั้นหล่อเหลาผิดธรรมดา เด็กทั้งสี่คนก็น่ารักน่าเอ็นดู แม้แต่สตรีหน้าเย็นชาคนนั้นยังมีรูปโฉมงดงามอยู่หลายส่วน


มีเพียงสตรีใบหน้ามีแผลเป็นที่น่าเกลียดไปหน่อย


แต่ขอเพียงเป็นสตรีก็สามารถให้กำเนิดบุตรได้ น่าเกลียดหน่อยก็ขายในราคาที่ถูกลง มีชายชรามากมายที่หาภรรยาไม่ได้ต้องการตัวนาง


อีกทั้งของบนรถม้าและตัวม้า เพียงแค่คิด หญิงชราก็ยิ้มจนหุบปากไม่ลง เกรงว่าคงจะทำกำไรได้ก้อนใหญ่!


เมื่อเห็นกลุ่มนักเลงท่าทางดุร้ายกรูกันเข้ามา ครอบครัวของฉินเหยาก็เข้าใจในที่สุดว่าพวกเขาได้พบกับกลุ่มค้ามนุษย์มืออาชีพเข้าแล้ว


เริ่มจากใช้โรงน้ำชาเพื่อสืบเรื่องราว จากนั้นก็ส่งชายฉกรรจ์ผู้นั้นและโก่วหวามาเป็นเหยื่อล่อ สุดท้ายก็ลวงพวกเขามายังรังโจรเพื่อเตรียมจับให้หมดในคราวเดียว


“โก่วหวาเจ้าคนหลอกลวง!” ซื่อเหนียงแทบไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองและพวกพี่ชายจะถูกคนหลอกจนหัวหมุน


ความใจดีของตนเองกลับกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะ ทั้งยังไม่เชื่อฟังคำของท่านแม่ มีความเมตตาสงสารจนเกินงาม ดึงดันที่จะส่งเจ้าคนหลอกลวงโก่วหวากลับบ้านให้ได้


นี่ใช่หมู่บ้านแมวป่าเสียที่ไหนกัน ที่นี่มันคือหมู่บ้านเถื่อนที่เป็นแหล่งรวมตัวของผู้ค้ามนุษย์ต่างหาก!


“ท่านแม่ ขออภัยเจ้าค่ะ/ขอรับ” สี่พี่น้องกล่าวอย่างรู้สึกผิด


ฉินเหยาแค่นเสียงเบาๆ “รู้ว่าผิดก็จงแก้ไข กลับไปแล้วพวกเจ้าแต่ละคนจงเขียนบทความสำนึกผิดความยาวสองพันตัวอักษรมาส่งข้า”


“ขอรับ!/เจ้าค่ะ!” สี่พี่น้องตอบรับอย่างตื่นเต้น ดีเหลือเกิน! ท่านแม่ยังยอมให้อภัยพวกเขา เช่นนั้นพวกเขาจะตั้งใจเขียนบทความสำนึกผิดเป็นอย่างดี


เมื่อเห็นว่าแม่ลูกหลายคนนี้ ภัยใกล้จะถึงตัวอยู่รอมร่อ แต่กลับยังมีแก่ใจมานั่งพูดคุยกัน ซุนอี๋เหนียงและชายหัวโล้นต่างก็รู้สึกไร้คำจะพูด


ทั้งสองคนหลีกทางเพื่อให้พวกนักเลงเข้ามา พวกตนยังไม่ลืมที่โก่วหวาบอกว่าสตรีสองคนนี้เป็นวรยุทธ์ หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมาจะได้ไม่ถูกลูกหลงจนบาดเจ็บเอาได้


ฉินเหยาส่งสายตาให้ต้าหลางและอินเยว่


ทั้งสองคนก็เข้าใจในทันที


ต้าหลางผลักน้องๆให้ไปอยู่ข้างหลังตน จากนั้นชักมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในรองเท้าออกมาเตรียมพร้อมที่จะปกป้องน้องๆ


ส่วนอินเยว่ก็แบกร่างที่สลบไสลไม่ได้สติของหลิวจี้ขึ้นมา ยืนอยู่ด้านหลังฉินเหยาครึ่งก้าว เตรียมพร้อมที่จะฝ่าวงล้อมทุกเมื่อ


ฉินเหยาหยิบมีดสั้นออกมา ควงเล่นที่ปลายนิ้วอย่างสบายอารมณ์พลันแสยะยิ้มอย่างอำมหิต


วินาทีถัดมา!


ปลอกมีดก็พุ่งออกไป…กระแทกเข้าที่สันจมูกของชายฉกรรจ์ท่าทางดุร้ายที่ยื่นมืออันชั่วร้ายเข้ามาหาตนเป็นคนแรกอย่างแรง


เสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น สันจมูกของเขาหัก ชายฉกรรจ์ผู้นั้นตาพร่าลาย เจ็บปวดจนโซซัดโซเซถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะล้มลงกับพื้นแล้วสลบไปด้วยความเจ็บปวด


นี่ยังไม่ได้ใช้อาวุธจริงจังด้วยซ้ำ แค่ปลอกมีดที่พุ่งมาก็สามารถล้มชายฉกรรจ์คนหนึ่งได้ในพริบตา สิ่งนี้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่กลุ่มผู้ค้ามนุษย์อย่างมาก ทุกคนต่างก็รู้สึกว่ามันเหลือเชื่อ


เวลานี้ พวกเขายังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ เมื่อเห็นชายฉกรรจ์คนแรกล้มลง เสียงร้องตกใจ “พี่สาม! พี่สาม!” ก็ดังระงม เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นสลบไปไม่ได้สติจริงๆ สายตาที่พวกเขามองไปยังพวกฉินเหยาก็พลันดุดันขึ้นมาทันที


เมื่อครู่นี้ยังคิดว่าเป็นเพียงสตรีและเด็กไม่กี่คน คิดจะหยอกล้อเล่นสนุกเสียหน่อย ใครจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะดุร้ายถึงเพียงนี้


“บัดซบ! จับมันมัดไว้!” มีคนออกคำสั่ง พวกนักเลงจึงเริ่มเคลื่อนไหวทันที คนสิบกว่าคนแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม เตรียมแยกย้ายกันลงมือ


ใครจะคิดว่าจะมีมีดบินสองเล่มพุ่งเข้ามา ชายฉกรรจ์สองคนล้มลงแทบเท้าของหญิงสาวหน้าตาน่าเกลียดผู้นั้น ทั้งยังถูกนางเตะเข้าที่คางอย่างแรงคนละทีจนตาเหลือก


แม้แต่เด็กไม่กี่คนนั้น พวกเขายังเข้าใกล้ไม่ได้เลย


เด็กหนุ่มที่อายุมากที่สุด ถึงจะอายุยังน้อย แต่ทุกกระบวนท่าที่ใช้ออกมาล้วนเป็นท่าสังหารทั้งสิ้น เพียงแค่ไม่กล้าฆ่าคนเท่านั้น แต่มีดสั้นในมือก็ได้เฉือนเนื้อและเลือดออกไปจากร่างกายของพวกเขาไม่น้อย ทำให้นักเลงหลายคนที่ล้อมพวกเขาอยู่เจ็บปวดจนต้องตะโกนด่าทอว่าไอ้เด็กสารเลว


อย่างไรก็ตาม การจะเพิ่มคนมาที่สองฝั่งนี้อีกกลับทำไม่ได้เพราะฉินเหยาจงใจปล่อยสองสามคนเข้าไปเพื่อให้ลูกศิษย์และลูกชายได้ฝึกฝีมือ ส่วนที่เหลือล้วนถูกนางสกัดกั้นไว้ทั้งหมด มือหนึ่งของนางถือฝักมีด อีกมือหนึ่งถือมีดสั้น สองมือตวัดว่องไวเสียจนลมไม่อาจลอดผ่าน รวดเร็วอย่างยิ่ง คนธรรมดายากจะจับภาพการเคลื่อนไหวของนางได้ทัน


เพียงชั่วพริบตา ความรู้สึกเย็นเยียบจากการถูกแทงที่ใดที่หนึ่งบนร่างกายก็แผ่ซ่านไปทั่ว ครั้นคิดจะขยับตัวต่อ ร่างกายก็ล้มลงอย่างควบคุมไม่ได้แล้ว


นางไม่ได้ฆ่าคนราวกับมั่นใจในฝีมือของตนเองอย่างยิ่งจึงคิดที่จะจับเป็นพวกเขาทั้งหมด การลงมือของนางหากไม่ตัดเส้นเอ็นที่ขาก็ตัดเส้นเอ็นที่มือ หรือไม่ก็ใช้ปลอกมีดกระแทกจนคนสลบไปในคราวเดียว


ไม่รู้ว่าสตรีนางนั้นไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน แค่ปลอกมีดเปล่าๆ ก็สามารถทุบหน้าผากคนจนยุบเป็นรอยบุ๋มได้ ลูกตาถลนออกมาในทันที คนที่โดนเข้าไปร้องโหยหวนเสียงดังราวกับถูกทรมานอย่างแสนสาหัส ช่างน่ากลัวจนแทบสิ้นสติ


ฉินเหยารู้สึกตื่นเต้นอย่างน่าประหลาด ในหัวของนางปรากฏแต่ภาพใบประกาศจับที่เห็นในเมืองหลักอวี๋โจว ผู้ค้ามนุษย์เหล่านี้ในสายตาของนางได้แปรเปลี่ยนเป็นแท่งเงินสุกสกาวโดยอัตโนมัติ ในใจของนางคิดเพียงแต่ว่า…ตั๋วเงิน ตั๋วเงิน ทั้งหมดนี้คือตั๋วเงิน!


ชายหัวล้านและซุนอี๋เหนียงสองคนได้แต่เบิกตากว้างมองดูพี่น้องของตนล้มลงทีละคนเหมือนต้นกุยช่ายในฤดูใบไม้ผลิ พวกเขาถูกซัดจนล้มลงคนแล้วคนเล่าอย่างน่าใจหาย


“ไหนว่าคนเป็นวรยุทธ์มีเพียงสตรีสองคนนี้ไง?” ชายหัวโล้นถามหญิงชราที่อ้าปากค้างอย่างกราดเกรี้ยว


หญิงชราไม่คิดว่าจะถูกย้อนถามเช่นนี้ นึกโกรธที่สองคนนี้ทำงานไม่ได้เรื่อง วางยาคนก็ยังทำไม่ได้เรื่องจึงตวาดลั่นว่า “รีบเอายาสลบที่เหลือทั้งหมดสาดออกไป!”


สำหรับคนที่ทำงานสายนี้อย่างพวกนาง วิธีการที่ใช้บ่อยที่สุดไม่ใช่กำลัง แต่เป็นยาสลบฤทธิ์รุนแรงชนิดต่างๆ


ไม่ว่าเจ้าจะเป็นยอดฝีมือในยุทธภพหรือไม่ ตราบเท่าที่โดนยาสลบเข้าไปหนึ่งหลอดก็ต้องยอมจำนนอย่างว่าง่าย


ทว่า มือที่ถือห่อยาของซุนอี๋เหนียงเพิ่งจะยกขึ้น มีดสั้นแหลมคมเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามากรีดที่ข้อมือทีหนึ่ง ทิ้งรอยเลือดบางๆไว้บนข้อมือข้างที่ถือยาของนาง


บางครั้งสมองก็ไม่อาจรับรู้ได้ทันทีว่าร่างกายได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นท่าทีการโปรยยาของนางจึงยังคงดำเนินต่อไป แต่เพียงชั่วครู่ต่อมาความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็แล่นปราดเข้ามา ห่อยาพลันร่วงลงกับพื้น ซุนอี๋เหนียงเพิ่งจะรู้สึกตัว เมื่อก้มลงมองที่มือ ข้อมือขวาก็พลันบิดพับลงไปอย่างกะทันหัน…


“กรี๊ด!”


ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนสุดหวาดผวาของหญิงสาว ชายหัวล้านไม่สนใจพวกพ้องอีกต่อไป เขาหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไปทันที


หญิงชราชะงักไป นางเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ในห้องโถง บรรดาพี่น้องของนางล้มลงกับพื้นจนหมดสิ้น ไม่มีผู้ใดเหลือรอด มีเพียงสตรีราวกับสูรร้ายผู้นั้นกำลังเหยียบข้อมือที่ขาดของซุนอี๋เหนียงเอาไว้พร้อมกับส่งยิ้มเหี้ยมเกรียมมาให้นาง


ทันใดนั้นนางก็ยกมือขึ้น นิ้วทั้งสองพลันขยับ ร่างของชายหัวล้านที่กำลังจะวิ่งออกจากประตูพลันชะงักกึก เมื่อหันกลับไปมองที่ขาด้านหลังของตนเองก็เห็นมีดบินสีเงินผูกแถบผ้าสีแดงเล่มหนึ่งปักลึกเข้าไปในเนื้อน่องของเขา


เงาดำสายหนึ่งทาบทับลงมาจากเบื้องบน สตรีใบหน้าน่าเกลียดผู้นั้นไม่รู้ว่ามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาตั้งแต่เมื่อใดราวกับภูตผี


อินเยว่ชกหมัดหนึ่งเข้าที่ศีรษะของชายหัวโล้นทำให้เขาสลบไปในทันที จากนั้นก็ลากอีกฝ่ายเข้ามาในเรือน ปิดประตูอย่างคล่องแคล่วว่องไวแล้วลงกลอนไม้


ส่วนสามีท่านอาจารย์นั้นถูกนางอุ้มไปวางไว้ในตัวรถม้าเรียบร้อยแล้ว เขายังคงนอนหลับใหลไม่รู้คืนรู้วันต่อไป


“ฟิ้ว!” เสียงหวีดแหวกอากาศดังขึ้นเหนือลานบ้าน พลุดอกไม้ไฟสีน้ำเงินดอกหนึ่งก็พลันระเบิดออกอย่างงดงาม


หญิงชราผู้ยิงสัญญาณพลันเผยรอยยิ้มของผู้ชนะออกมา…อินเยว่ซัดนางเข้าไปหมัดหนึ่ง รอยยิ้มนั้นจึงหยุดชะงักลงเพียงเท่านั้น


ตอนที่ 617: มีคนมาแล้ว


“ท่านอาจารย์ จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ”


อินเยว่มอบกระบองยาวและใบดาบใหญ่ที่นำลงมาจากรถม้าให้ฉินเหยาพลางกวาดสายตามองไปนอกลานบ้านอย่างเป็นกังวล


ดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว อีกหนึ่งเค่อฟ้าก็จะมืดสนิท บนถนนแคบๆตรงหน้าผานั่น นางไม่กล้าขับรถม้าไปแน่


เสียงฝีเท้าถี่กระชั้นดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงนั้นดังมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในไม่ช้าก็มาถึงหน้าลานบ้านแห่งนี้


หูของต้าหลางนั้นใช้การได้ดีมาก พอได้ยินดังนั้นหนังศีรษะก็ชาวาบ “ท่านแม่ ในหมู่บ้านแมวป่านี้มีพวกค้ามนุษย์อยู่เท่าไรกันแน่”


“เรื่องนี้คงต้องถามเจ้าเด็กต้มตุ๋นผู้นั้นแล้ว” ฉินเหยาหันศีรษะไปมอง สายตาคมกริบจับจ้องไปยังร่างเล็กที่ซ่อนอยู่ด้านนอกประตูไม่วางตา


“พาเขามานี่” ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ต้าหลางแล้วให้พวกเอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงไปหยิบคบเพลิงบนกำแพงลงมาจุดแล้วปักไว้บนพื้นดินในเรือนส่วนหน้า


ในห้องไม่จุดไฟเพื่อที่จะได้ไม่กลายเป็นเป้านิ่ง อาศัยแสงไฟในลานบ้านก็พอจะมองเห็นโครงร่างเลือนรางได้อยู่ ไม่มีปัญหามากนัก


คนที่อยู่นอกประตูได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเข้าก็ตกใจ กำลังจะวิ่งหนี


ต้าหลางเห็นเขาแล้วจึงเร่งความเร็วขึ้นเข้าไปคว้าตัวเขาไว้


“ปล่อยข้า!” เขาดุร้ายนัก หันกลับมาจะกัดต้าหลางอีกหนึ่งคำ


ต้าหลางหยิบมีดสั้นออกมาจ่อคอเขาไว้ เด็กคนนั้นจึงยอมสงบลง ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสกปรก เมื่อต้องแสงไฟในลานบ้านก็ดูน่ากลัวอยู่บ้าง


“ท่านแม่ นำตัวคนมาแล้วขอรับ” ต้าหลางคุมตัวเขามาตรงหน้าฉินเหยา ยังไม่ทันจะทำอะไรก็มีร่างที่เล็กกว่าพุ่งออกมาจากมุมหนึ่ง ชูกำปั้นหมายจะตีฉินเหยา ปากก็ร้องตะโกนทั้งน้ำตาว่า “คนเลว คนเลว ปล่อยพี่ชายข้า!”


ฉินเหยาลดสายตาลงมองเขาอย่างเย็นชา เจ้าตัวเล็กก็ตัวสั่นเทิ้มในทันทีจึงรีบหดตัวไปอยู่ข้างกายพี่ชายของเขาด้วยความหวาดกลัว ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา อยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าร้อง


ฉินเหยาชี้ไปที่คนพี่ “โก่วหวาใช่หรือไม่ บอกสิ่งที่เจ้ารู้มาให้หมด…” นางหยิบแป้งทอดจากข้าวสาลีที่ทั้งหอมทั้งกรอบออกมาราวกับเล่นกล ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงท้องของสองพี่น้องดังโครกครากขึ้นในทันที


“พูดจบแล้ว แป้งทอดนี่จะให้เจ้า”


“แต่ถ้าไม่พูด…” นางกวาดตามองคนที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นอย่างเย็นชา “ก็จะมีจุดจบแบบเดียวกับพวกเขา!”


อินเยว่ เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงได้ใช้เชือกป่านที่พวกนักเลงนำติดมาด้วยมัดคนที่ยังขยับได้ไว้ทั้งหมดแล้ว


เพราะเชือกไม่พอ ซื่อเหนียงจึงเกิดความคิดขึ้น นางเทน้ำชาผสมยาสลบที่ยังดื่มไม่หมดบนโต๊ะลงมาแล้วส่งให้ศิษย์พี่เยว่กรอกปากพวกเขาไปคนละถ้วย ทุกคนจึงล้มลงนอนแน่นิ่งไปในทันที


โก่วหวาตัวสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อยแล้วพูดเสียงแหบแห้งว่า “ข้าจะพูด ข้าจะพูดทั้งหมด”


แสงไฟสว่างวาบขึ้นที่หน้าประตูลานบ้าน คบเพลิงนับไม่ถ้วนปรากฏอยู่นอกกำแพง ส่องแสงสีเหลืองอร่ามไปทั่วบริเวณ


ด้านนอกประตูมีคนยืนอยู่ไม่น้อย แต่เพราะในลานบ้านเงียบสงัดจนน่าขนลุกจึงไม่มีใครกล้าเข้ามาเคาะประตูแม้แต่คนเดียว


‘ระวังตัวกันดีนี่’ ฉินเหยานึกแขวะ


อินเยว่หยิบเสบียงแห้งออกมา สี่พี่น้องหยิบแผ่นแป้งขึ้นมากินคำใหญ่เพื่อเพิ่มพลังและพยายามปลุกหลิวจี้ ท่านพ่อผู้โชคร้ายผู้นี้ให้ตื่น


ฉินเหยาหาม้านั่งตัวหนึ่งมานั่งลง ประกอบดาบใหญ่ของตนเองไปพลางฟังคำสารภาพของโก่วหวาไปพลาง


เมื่อสามเดือนก่อน มีคนกลุ่มหนึ่งมาที่หมู่บ้านแมวป่า พวกเขาวางเพลิงสังหารคนทั้งยังปล้นชิงทรัพย์สิน ไม่มีเรื่องชั่วร้ายใดไม่กระทำ พวกเขาสังหารคนชราในหมู่บ้านแมวป่าทั้งหมดแล้วจับบุรุษ สตรีและเด็กไปขายแล้วยึดครองที่นี่นับแต่นั้นเป็นต้นมา


ที่นี่ก็ไม่นับว่ากันดารห่างไกลถึงเพียงนั้น แต่พวกเขามีจำนวนคนมาก คนราวร้อยกว่าคนมาสวมรอยแทนชาวบ้านเดิมของหมู่บ้านแมวป่า ประกอบกับเป็นหมู่บ้านปิด คนที่มาเยี่ยมญาติทั้งหมดจึงถูกวางยาจนสลบแล้วนำตัวไปขาย เรื่องนี้จึงไม่เป็นที่รับรู้ของคนภายนอกเลย


โก่วหวากับน้องชายเป็นชาวบ้านดั้งเดิมของที่นี่ พ่อแม่ปู่ย่ารวมถึงพี่สาวอีกสองคนล้วนถูกคนกลุ่มนี้จับตัวไปจนไม่ทราบชะตากรรม ได้ยินมาว่าถูกขายไปเป็นทาสในเหมืองตามที่ต่างๆ


ตอนที่ทั้งหมู่บ้านประสบเคราะห์ สองพี่น้องกำลังวิ่งเล่นอยู่ในป่าพอดีจึงรอดพ้นจากภัยพิบัติมาได้


แต่เด็กสองคนก็ต้องกินข้าว ตอนที่ขโมยของกินจึงถูกจับได้ พวกเขาเกือบจะถูกขายไปแล้ว ยังดีที่โก่วหวาไหวพริบดี บอกว่าตนเองสามารถช่วยล่อแกะมาให้พวกเขาฆ่าได้ สองพี่น้องจึงได้อยู่ที่นี่ต่อ


“นอกจากครอบครัวของพวกข้า เจ้าหลอกคนอื่นมากี่คนแล้ว” น้ำเสียงของฉินเหยาเรียบเฉย แต่กลับทำให้โก่วหวาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง


“หก”


“หลอกมาทั้งหมดกี่คนแล้วตอนนี้คนอยู่ที่ไหน”


โก่วหวาส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้ว่าหลอกมาทั้งหมดกี่คนแล้ว เพราะคนกลุ่มนี้มีระเบียบวินัยเคร่งครัด แบ่งงานกันทำ คนที่หลอกลวงก็อยู่กลุ่มหนึ่ง คนที่รับผิดชอบการขายก็อยู่อีกกลุ่มหนึ่ง


อีกทั้งกลุ่มที่หลอกลวงคนของพวกเขาก็ยังแบ่งออกเป็นหลายสาย บางคนจะวางกับดักอย่างเช่นในวันนี้ บางคนก็จะปลอมเป็นคนขายของชำหรือไม่ก็สาวขายดอกไม้ไปเดินตามหมู่บ้านและในเมือง ขอเพียงหลอกคนไปยังที่เปลี่ยวได้ก็จะวางยาพวกเขาจนสลบแล้วแบกไป


“แกะที่จับมาได้ทั้งหมดถูกขังไว้ในห้องใต้ดินทางตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน ทุกวันที่หนึ่งและสิบห้าของเดือนจะมีการส่งของออกไปหนึ่งครั้ง วันนี้คือวันที่สิบสอง คนที่เพิ่งจับมาได้ยังไม่ได้ถูกส่งออกไป”


โก่วหวาพูดเสริมว่า “กลุ่มคนที่ออกไปจะกลับมาในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ในหมู่บ้านยังเหลือคนอยู่หกสิบกว่าคน”


ดังนั้นเมื่อหักพวกที่เพิ่งถูกนางจัดการไปและหักคนที่เฝ้าห้องใต้ดินออกไป เท่ากับว่าข้างนอกประตูมีคนอยู่อย่างน้อยสามสิบคน


ฉินเหยาที่ประกอบดาบใหญ่ของตนเสร็จแล้วพลันรู้สึกว่าการกระทำนี้ช่างเปลืองแรงโดยใช่เหตุ


แต่ที่นางสามารถมีชีวิตอยู่รอดมาได้นานเพียงนี้ในวันสิ้นโลกก็เป็นเพราะนางไม่เคยประมาทศัตรู ต่อให้เป็นการบดขยี้มดสักตัว นางก็จะทุ่มสุดกำลัง


“ถ้าเช่นนั้นก็มาซ้อมมือกันหน่อยเถอะ อาเยว่ ต้าหลาง กินอิ่มกันหรือยัง”


ทั้งสองคนรีบกลืนแผ่นแป้งย่างคำสุดท้ายในปากแล้วพยักหน้าหนักๆ “อิ่มแล้ว”


“รู้หรือไม่ว่าสถานการณ์ที่ศัตรูมีมากและเรามีน้อยเช่นนี้ต้องรับมืออย่างไร” ฉินเหยาเอ่ยถามขณะหยิบแผ่นแป้งย่างที่ซื่อเหนียงส่งมาให้ขึ้นมากิน เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาหิวกระหายของสองพี่น้องโก่วหวาก็ให้ซื่อเหนียงเอาไปให้พวกเขาหนึ่งแผ่น


นางเป็นคนรักษาสัญญา บอกว่าจะให้หนึ่งแผ่นก็คือให้หนึ่งแผ่น ไม่เคยให้ครึ่งแผ่นหรือสองแผ่นเด็ดขาด


แผ่นแป้งที่หลิวจี้ทำมีไม่มาก แม้แต่คนในครอบครัวของนางเองก็ยังกินกันไม่พอเลย


ซื่อเหนียงยังคงเจ็บใจเรื่องที่โก่วหวาหลอกลวงพวกตนอยู่จึงให้แผ่นแป้งย่างไปอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ด้วยจิตใจที่โอบอ้อมอารีจึงไม่อาจทำเรื่องที่เกินเลยไปได้ นางจึงเพียงวางแผ่นแป้งลงตรงหน้าคนทั้งสองแล้วถอยออกมา


ท่านพ่อถูกศิษย์พี่เยว่แบกกลับมาจากตัวรถม้าอีกครั้ง กำลังนอนอยู่บนพื้นรวมกับพวกนักเลงเหล่านั้น นางกับพี่รองและพี่เล็กลองทั้งจิกเนื้อเหนือริมฝีปาก กดจุดหู่โข่ว ทั้งยังตบหน้าและวิธีอื่นๆ แล้วก็ยังไม่สามารถปลุกท่านพ่อให้ตื่นได้จึงอดเป็นกังวลไม่ได้


ยาสลบนี่คงไม่ทำร้ายร่างกายของท่านพ่อจริงๆหรอกใช่หรือไม่ ฮือๆๆ นางไม่อยากให้ท่านพ่อตายนะ!


ซื่อเหนียงหยิบกาน้ำขึ้นมา กัดฟันแล้วสาดน้ำใส่หน้าบิดาของตนเองดังซ่า!


ขนตายาวของหลิวจี้ขยับไหว ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นจึงได้ยินคำตอบที่ต้าหลางตอบฉินเหยาเข้าพอดี


“ท่านแม่ ท่านอาอาวั่งบอกว่า หากเจอสถานการณ์เช่นนี้ หนีคือยอดกลยุทธ์ขอรับ!”


หลิวจี้คิด หนีอะไร ยอดกลยุทธ์อะไร


“ท่านพ่อ ท่านตื่นแล้ว!” เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงนั่งยองๆอยู่ตรงหน้าเขาอย่างตื่นเต้น สายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย


หลิวจี้ยังคงมึนงง วิงเวียนศีรษะ ไม่อาจคิดอะไรได้เลย เพียงแค่รู้สึกว่าเกิดเรื่องไม่ค่อยดีขึ้น


เขาลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า พอกวาดตามองไปรอบๆ ก็ได้เห็นลูกตาที่เต็มไปด้วยเลือดปูดโปน ฝ่ามือขาดวิ่น ร่างคนที่กำลังบิดกระตุก…


“อ๊าก!”


พลันมีเสียงกรีดร้องราวกับหมูถูกเชือดดังขึ้นในลานบ้าน นักเลงตัวเล็กที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตูถึงกับหดศีรษะ ถอยหลังกรูดไปก้าวใหญ่อย่างตกใจ “ลูก…ลูก…ลูก…ลูกพี่ เขา เขา เขา…”


เสียงร้องโหยหวนเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ลูกน้องตกใจจนพูดจาไม่เป็นภาษา ชายร่างกำยำตาเดียวที่ถูกเรียกว่าลูกพี่แค่นเสียงเย็นชา “เจ้าคนไม่ได้เรื่อง! บิดาเอง!”


เขาก้าวฉับๆไปข้างหน้า เตรียมจะถีบประตูที่ปิดสนิทบานนี้ให้พัง


เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าสตรีเป็นวรยุทธ์เพียงสองคนจะเก่งกาจถึงขั้นเหาะเหินเดินอากาศได้!


“ลูกพี่รอก่อน!”


นักเลงตัวเล็กตะโกนขึ้นอีกครั้งพลันชี้ไปยังทางเข้าหมู่บ้าน มีคนมาแล้ว


ตอนที่ 618: เถ้าแก่ใหญ่ฉิน


“ท่านอาจารย์ มีสถานการณ์ใหม่เจ้าค่ะ!


อินเยว่ซึ่งกำลังสังเกตการณ์สถานการณ์ของศัตรูอยู่ตรงมุมกำแพงวิ่งเหยาะๆเข้ามาในห้องโถงที่มืดมิดแล้วกล่าวด้วยเสียงต่ำอย่างตื่นเต้นว่า


นอกหมู่บ้านมีกองคาราวานมาเจ้าค่ะ ดูจากคบเพลิงแล้วขบวนยาวมาก อย่างน้อยก็มีคนห้าหกสิบคน เป็นกองคาราวานขนาดใหญ่ที่มีรถม้ายี่สิบกว่าคัน พวกเราอาจจะไม่ต้องปะทะกับคนพวกนี้แล้ว


ฉินเหยาใช้มือข้างหนึ่งปิดปากของหลิวจี้ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ยังไม่ทันได้สติ


อีกทางก็ถามอย่างสงสัยว่า “ถนนในหมู่บ้านแมวป่านี้คับแคบและอยู่ไม่ไกลจากอำเภออันเซี่ยน กองคาราวานมาทำอะไรที่นี่?”


เสียงของโก่วหวาซึ่งไม่แหบแห้งและอ่อนแรงอีกต่อไปดังมาจากมุมห้อง “เป็นเถ้าแก่ใหญ่ของห้างการค้าตระกูลฉินขอรับ! ทุกปีในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาจะมาที่หมู่บ้านของพวกเราเพื่อพักผ่อนสองสามวันและถือโอกาสรับซื้อของป่าจากหมู่บ้านหลายแห่งในบริเวณนี้ ปีนี้เมื่อคำนวณเวลาแล้วก็น่าจะมาประมาณช่วงนี้พอดี…แย่แล้ว!”


ที่นี่กลายเป็นรังโจรไปนานแล้ว หากต้องเจอกับกองกำลังใหญ่ของพวกค้ามนุษย์ที่จะกลับมาในวันพรุ่งนี้อีก ถูกขนาบทั้งหน้าหลัง เถ้าแก่ใหญ่ฉินก็จะตกอยู่ในอันตราย!


โก่วหวาลุกขึ้นยืน พูดอย่างตื่นเต้นว่า “ข้าต้องไปส่งข่าวให้เถ้าแก่ใหญ่ บอกให้พวกเขาอย่าเข้ามาในหมู่บ้าน!”


ต้าหลางขวางเขาไว้ “ขืนเจ้าโวยวายอีกคำเดียว ข้าจะต่อยเจ้าให้สลบไปเลย”


โก่วหวารู้ดีว่าเขาเก่งกาจเพียงใด นักเลงร่างกำยำสองคนยังถูกเขาจัดการจนร้องโอดโอย เขาจึงห่อเหี่ยวลงทันที


หลิวจี้เอนตัวล้มลงไปในอ้อมกอดของเมียจ๋าอย่างเป็นธรรมชาติ ตอนนี้เขาทั้งวิงเวียนและตาลาย ต้องการคำอธิบายอย่างเร่งด่วน


“เมียจ๋า ข้าเป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้น ทำไมฟ้าถึงมืดแล้วเล่า”


ฉินเหยาตอบ “เจ้าดื่มน้ำชาที่ใส่ยาสลบเข้าไป เราเจอกับกลุ่มค้ามนุษย์ เพิ่งจะจัดการคนกลุ่มหนึ่งในบ้านไป ตอนนี้นอกลานบ้านยังมีอีกกลุ่มที่ใหญ่กว่า อ้อ เมื่อครู่ยังมีตัวละครใหม่เพิ่มเข้ามาด้วย สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนคาดเดายากขึ้นไปอีก”


“จริงสิ” ฉินเหยานึกถึงหญิงชราคนนั้นขึ้นมาได้ทันใดจึงชี้ไปยังคนที่นอนอยู่ในลานบ้าน กล่าวอย่างมีเลศนัยว่า “หญิงแก่ชั่วร้ายที่โรงน้ำชานั่น นางบอกว่าจะเก็บหนุ่มรูปงามอย่างเจ้าไว้สั่งสอนตามลำพังเพื่อแก้แค้นที่เจ้าด่าทอนางที่โรงน้ำชาด้วย”


เขาเป็นถึงศิษย์ของมหาบัณฑิต เป็นจวี่เหริน ทั้งยังเป็นชายหนุ่มที่หล่อที่สุดในหมู่บ้านตระกูลหลิว หญิงแก่ชั่วร้ายผู้นี้มีสิทธิ์อะไรมาหมายปองเขา


ทว่าเขาลืมสภาพร่างกายของตนเองในตอนนี้ไปสิ้น เพราะฤทธิ์ยายังไม่หมด เมื่อลุกขึ้นเร็วเกินไปจึงหงายหลังล้มลงไปในอ้อมกอดของฉินเหยาอีกครั้ง


พูดให้ถูกก็คือ ฉินเหยาใจดีรับตัวเขาไว้ พอมองดูท่าทางมึนๆงงๆของคนบางคนแล้วก็รู้สึกแปลกใหม่ดี


“เมียจ๋า ข้าไม่มีแรงเลย~” หลิวจี้ถือโอกาสพิงไหล่นาง คางยังถูไถกับเนื้อนุ่มที่ซอกคอของนาง ใบหน้าแทบจะแนบติดกับใบหน้าของนางอยู่แล้ว


เมื่อมองจากมุมของอินเยว่และคนอื่นๆ ก็จะเห็นว่าสามีท่านอาจารย์ซึ่งเป็นคนตัวสูงพยายามค้อมร่างตนลงมาเพื่อจะคลอเคลียกับท่านอาจารย์ ท่าทางดูแล้วเก้งก้างอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก


ฉินเหยาผลักใบหน้าหล่อเหลาที่พยายามจะเข้ามาคลอเคลียออกไปอย่างไม่ไยดี จับไหล่ทั้งสองข้างของเขาแล้วกดให้นั่งลงหน้าโต๊ะ “เจ้านั่งนิ่งๆอยู่ตรงนี้”


“อาเยว่ พวกเราไปดูสถานการณ์ข้างนอกกัน”


“ต้าหลาง พวกเจ้าดูแลพ่อเจ้าให้ดี”


สี่พี่น้องพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม พวกเขาจะปกป้องท่านพ่อให้ดีแน่นอน!


ยามนี้ท่านพ่อไร้ประโยชน์ที่ถูกปกป้องกำลังวางมือทั้งสองซ้อนกันบนโต๊ะแล้ววางศีรษะลงบนนั้น ดวงตาจ้องมองร่างสง่างามองอาจซึ่งกำลังเดินออกไปที่ลานบ้านตาไม่กะพริบ สองแก้มก็ค่อยๆขึ้นสีแดงระเรื่อ นางช่างห่วงใยเขา ช่างพึ่งพาได้ ช่างงดงามเหลือเกิน~


เขาคือบุรุษที่มีความสุขที่สุดในใต้หล้านี้จริงๆ!


สองพี่น้องโก่วหวาที่มองอยู่กะพริบตาปริบๆอย่างงุนงงยิ่ง ไม่ใช่ว่าบิดาต้องปกป้องลูกๆ และสามีต้องปกป้องภรรยาหรอกหรือ


สองศิษย์อาจารย์มาถึงใต้กำแพง


อินเยว่กระซิบเสียงเบา “ท่านอาจารย์ สภาพจิตใจของสามีท่านอาจารย์ดูเหมือนจะไม่ค่อยปกตินะเจ้าคะ”


ฉินเหยาโบกมือ “ไม่ต้องไปสนใจเขา”


คนที่เพิ่งฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบก็เป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น สมองดูเหมือนจะปลอดโปร่งแต่จริงๆแล้วสับสน ทั้งยังพูดจาเพ้อเจ้ออีกด้วย


สองศิษย์อาจารย์แอบมองลอดกำแพงออกไปก็พบว่าคนที่ล้อมอยู่หน้าประตูเมื่อครู่หายไปกว่าครึ่ง ส่วนทางเข้าหมู่บ้านก็มีแสงไฟสว่างวาบ ทำให้มองเห็นสถานการณ์ที่นั่นได้อย่างชัดเจน


ฉินเหยามองแวบแรกก็เห็นธงผ้าอักษร ‘ฉิน’ ปลิวไสวอยู่ไกลๆ


ผ่านมาเนิ่นนานเพียงนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับคนแซ่เดียวกับตนเอง


กองคาราวานนี้มีรถยี่สิบสองคัน ล้วนแล้วแต่เป็นรถม้า ม้าเหล่านั้นตัวสูงใหญ่ ขนของมันเป็นมันเงางามมาก มองแวบเดียวก็รู้ว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและมีราคาแพงมาก


บนรถล้วนเป็นหีบไม้และถุงป่านที่อัดแน่นจนตุง ไม่รู้ว่าข้างในบรรจุอะไรไว้ แต่ย่อมเป็นของมีค่าอย่างแน่นอน มิฉะนั้นก็คงไม่สามารถเลี้ยงม้าที่สวยงามเช่นนี้ได้


กองคาราวานนี้ หนึ่งคันรถจะมีคนอยู่สามคน สารถีหนึ่งคนและผู้คุ้มกันสองคนขี่ม้าขนาบซ้ายขวา


ดังนั้นเมื่อนับรวมทั้งหมดแล้ว แค่ม้าก็มีเจ็ดสิบกว่าตัว หากฉินเหยาเป็นกลุ่มค้ามนุษย์เหล่านี้ เกรงว่าต่อให้ตายก็คงไม่อยากปล่อยเนื้อชิ้นโตที่ส่งมาถึงประตูนี้ไป


เรื่องของกำลังรบนั้นไม่ได้วัดกันที่จำนวนคน จำนวนคนของกองคาราวานดูเหมือนจะมากเป็นสองเท่าของกลุ่มค้ามนุษย์เหล่านี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาต้องปกป้องสินค้า ทั้งยังเป็นเหมือนแกะเข้าปากเสือ ไม่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เลยแม้แต่น้อย หากทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน คงมีโอกาสชนะห้าส่วน


หากฉินเหยาเป็นกลุ่มผู้ค้ามนุษย์เหล่านี้ โอกาสชนะห้าส่วนก็ไม่ต่างจากสิบส่วน


ต่อให้จัดการไม่ได้ทั้งหมด แต่แย่งชิงสินค้ามาได้สักสองสามคันรถกับม้าดีๆสักสองสามตัว งานนี้ก็ไม่เสียเปล่าแล้ว!


ดังนั้น สองศิษย์อาจารย์จึงมองดูกองคาราวานตระกูลฉินซึ่งกำลังพยายามเจรจากับกลุ่มผู้ค้ามนุษย์เหล่านี้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ในหัวก็มีอักษรสีแดงสดตัวใหญ่ผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ‘อันตราย!’


ดังคาด พลันมีเสียงนกหวีดคล้ายสัญญาณดังขึ้นจากทางเข้าหมู่บ้าน คนสิบคนที่ยังเฝ้าอยู่หน้าประตูในตอนแรกก็รีบวิ่งไปยังทางเข้าหมู่บ้านทันที


เสียงม้าร้องดังแว่วมา เหมือนมีการต่อสู้กันด้วยอาวุธคละเคล้าด้วยเสียงกรีดร้อง คนสองกลุ่มที่ทางเข้าหมู่บ้านเปิดฉากต่อสู้กันทันทีที่เจรจากันไม่ลงตัว


อินเยว่มองดูประตูใหญ่ที่ว่างเปล่าแล้วกล่าวอย่างยินดีว่า “ท่านอาจารย์ พวกเราไม่ไปตอนนี้จะไปตอนไหนอีกเจ้าคะ!”


เทียบกับสินค้าของขบวนรถม้าแล้ว คนไม่กี่คนอย่างพวกนางไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง


ฉินเหยาจ้องมองชายหนุ่มที่คุ้มกันอยู่ด้านหน้าสุดของขบวนรถม้าซึ่งกำลังถือกระบี่ต่อสู้กับพวกค้ามนุษย์ แสงเปลิวเพลิงสั่นไหวทำให้มองเห็นใบหน้าของเขาได้ไม่ชัด แต่ดูจากรูปร่างแล้ว อายุน่าจะมากกว่านางเพียงไม่กี่ปี เส้นผมรวบขึ้นทั้งหมดเพื่อความสะดวก ชุดที่สวมใส่ก็ดูรัดกุมทะมัดทะแมงเป็นอย่างยิ่ง


การขี่ม้านั้นได้เปรียบอยู่บ้าง ภายใต้การบัญชาการของเขา เหล่าผู้คุ้มกันก็ต่อสู้กับกลุ่มค้ามนุษย์เหล่านี้ได้อย่างสูสี


เกิดเรื่องขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทั้งยังเป็นตอนฟ้ามืด การจะรับมืออย่างใจเย็นเช่นนี้ในเวลาสั้นๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


ท่ามกลางแสงไฟ เสียงสั่งการอย่างใจเย็นดังแว่วมา “ผู้คุ้มกันทั้งหมดอยู่ต่อ สารถีรีบหันหัวรถกลับเดี๋ยวนี้ จุดคบเพลิงให้มากขึ้น ไม่ต้องกลัว ถอยไปที่หน้าผา หนึ่งคนเฝ้าด่านหมื่นคนก็บุกไม่เข้า พวกเขาทำอะไรพวกเราไม่ได้หรอก!”


สิ้นเสียง เหล่าสารถีของขบวนรถม้าก็ตอบสนองทันที ส่วนท้ายกลายเป็นส่วนหัว ส่วนหัวกลายเป็นส่วนท้าย ถอยกลับไปยังเส้นทางที่มาอย่างเป็นระเบียบและรวดเร็ว


คบเพลิงที่เตรียมไว้บนรถถูกจุดขึ้นทั้งหมด เมื่อมีแสงไฟส่องสว่าง เหล่าสารถีก็ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์จึงรักษาขบวนให้มั่นคงได้โดยไม่ตื่นตระหนก แม้จะต้องผ่านเส้นทางแคบบนหน้าผานั้นก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอีกต่อไป


อีกทั้งยังมีเหล่าผู้คุ้มกันคอยคุ้มกันให้พวกเขา จำนวนคนของฝ่ายตรงข้ามก็พอๆกับจำนวนผู้คุ้มกันฝ่ายตน โอกาสชนะจึงมีสูงมาก


อินเยว่มองอย่างตกตะลึง “ถอยไปเช่นนี้ โอกาสชนะของขบวนรถม้าก็จะมีมากขึ้น”


ฉินเหยาหรี่ตาทั้งสองข้างลง เสียงลมที่พัดมาจากหน้าผานั้น ดูเหมือนจะแตกต่างไปเล็กน้อย


ตอนที่ 619: อาวั่ง อาวั่ง อาวั่ง


“เถ้าแก่ใหญ่! แย่แล้ว! มีคนเข้ามาในหมู่บ้าน!”


เสียงตะโกนกึกก้องของสารถีดังสะท้อนไปทั่วหมู่บ้านแมวป่าเป็นเวลานาน


ฉินเฟิงและเหล่าผู้คุ้มกันคนอื่นๆมีสีหน้าเปลี่ยนไป ส่วนกลุ่มค้ามนุษย์กลับหัวเราะออกมาเสียงดัง


“น้องรองมาได้เวลาพอดี คราวนี้มาดูกันว่าพวกเจ้าจะหนีออกไปได้อย่างไร ฮ่าๆๆ!”


ชายตาเดียวดีใจอย่างยิ่ง สวรรค์เข้าข้างข้าโดยแท้


เหล่านักเลงที่เป็นลูกน้องก็เห็นแสงไฟเป็นแนวยาวที่เข้ามาจากปากทางหน้าผาแล้วเช่นกัน เรื่องที่พวกเขาทำล้วนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถให้ใครล่วงรู้ได้ การเคลื่อนไหวพร้อมกันหลายคนเช่นนี้ย่อมต้องเลือกเวลากลางคืนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น และยามนี้ก็เป็นเวลาที่กลุ่มค้ามนุษย์อีกกลุ่มซึ่งรับผิดชอบการซื้อขายเดินทางกลับมายังค่ายใหญ่พอดี


ฉินเหยาอยากบอกเพียงว่า คนเราพอถึงคราวซวย ดื่มน้ำเย็นยังติดซอกฟันจริงๆ


อินเยว่ถอนหายใจอย่างผิดหวังแล้วรีบปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “มีคนเพิ่มขึ้นมาสี่สิบห้าสิบคนในคราวเดียว พวกเราต้องร่วมมือกันแล้ว มิฉะนั้นไม่มีใครหนีออกไปได้แน่”


“ท่านอาจารย์ ข้าไปช่วยพวกเขาดีหรือไม่” อินเยว่เอ่ยถามความเห็นของฉินเหยา


ฉินเหยายกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้นางอย่าเพิ่งใจร้อน


“ท่านอาจารย์!” อินเยว่ร้อนใจ หากชักช้าไปกว่านี้ รอจนคนกลุ่มที่ออกไปข้างนอกกลับมาก็คงไม่มีโอกาสจัดการคนในหมู่บ้านพวกนี้แล้ว


ฉินเหยาไม่ตอบ แต่ชี้ไปยังหน้าผา “เจ้าดูนั่นสิ”


“เอ๊ะ” อินเยว่ประหลาดใจอย่างยิ่ง “พวกเขาขนสินค้าบนรถลงมาทั้งหมดเพื่อขวางทางแล้วทิ้งรถกลับมาอย่างนั้นหรือ”


ฉินเหยาพยักหน้า เถ้าแก่ใหญ่ฉินคนนี้ฉลาดไม่เบา ทั้งยังเด็ดขาด ในสถานการณ์คับขันยังคิดแผนการเช่นนี้ออก


แม้ว่าสินค้าอาจจะเสียหาย แต่การขวางทางบนหน้าผาไว้ได้ กลุ่มใหญ่ของพวกค้ามนุษย์ก็จะเข้ามาไม่ได้ชั่วขณะ คนจำนวนมากของพวกเขาทิ้งสินค้ามาแล้ว การจะรับมือกับพวกกระจอกในหมู่บ้านเหล่านี้ก็จะไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลข้างหลัง สามารถทุ่มสุดกำลังได้!


สถานการณ์พลิกผันในทันที รอยยิ้มยินดีของชายตาเดียวเมื่อครู่แข็งค้างอยู่บนใบหน้า “เร็วเข้า! รีบไปเรียกคนทั้งหมดที่อยู่ทางห้องใต้ดินมา!”


เมื่อเห็นคนส่งข่าวกำลังวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านสุดชีวิต ฉินเหยาจึงโบกมือ “ต้าหลาง เจ้าออกมา ได้เวลาเจ้ากับอาเยว่ลงสนามแล้ว พวกเจ้าสองคนไปจัดการคนทั้งหมดที่คอยสมทบอยู่ทางห้องใต้ดินซะ”


“หา” ต้าหลางร้องออกมาเสียงต่ำ หลิวจี้เตะก้นเขาไปหนึ่งป้าบอย่างหัวเสีย “รีบไป ฟังท่านแม่ของเจ้า”


ต้าหลางหันกลับไปมองหลิวจี้อย่างตกตะลึง ท่านพ่อ ท่านยังเป็นบิดาแท้ๆของข้าอยู่หรือไม่


หลิวจี้ถลึงตากลับไป “เจอเรื่องอะไรก็หัดใช้สมองบ้าง วิธีการมีตั้งมากมาย หากสู้ด้วยกำลังไม่ได้ก็ให้ใช้ปัญญา เข้าใจหรือไม่”


เกรงว่าฉินเหยาจะรอนานจนเสียโอกาสดีๆไป หลิวจี้จึงเน้นเสียงเร่งอีกครั้ง “เร็วเข้า!”


ต้าหลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำมีดสั้นในมือแน่นแล้ววิ่งไปที่หลังประตูใหญ่สมทบกับอินเยว่ ทั้งสองคนสบตากัน รวบรวมความกล้าแล้วเปิดประตูออกไป วิ่งไล่ตามคนส่งข่าวไปอย่างรวดเร็ว


ก่อนจะไป ต้าหลางยังไม่ลืมยื่นมือไปทางฉินเหยา “ท่านแม่ ยาที่ท่านอาอาวั่งให้ท่านเล่า ขอข้าหน่อยสิ”


ฉินเหยายกมุมปากยิ้มราวกับกำลังรอให้เขามาขอยาอยู่แล้วจึงโยนขวดกระเบื้องใบหนึ่งให้เขาทันที


แม้ท่านพ่อจะใจร้าย แต่คำพูดของเขากลับช่วยเตือนสติได้ ใช้ปัญญาคือสุดยอดกลยุทธ์


แน่นอนว่าฉินเหยาไม่ใช่คนใจใหญ่ขนาดนั้น นางมองเข้าไปในบ้านแวบหนึ่ง ส่งสัญญาณให้หลิวจี้ปิดประตูให้ดีแล้วดูแลลูกเล็กอีกสามคนอยู่แต่ในบ้าน ส่วนนางก็แบกดาบใหญ่ยาวสองเมตรขึ้นบ่า กระโดดข้ามกำแพงลานบ้านออกไป แอบตามร่างของศิษย์และลูกชายคนดีไปเงียบๆ


เจ้าตัวเล็กก็ฉลาดไม่เบา เขาเอายาสลบไปชุบบนมีดบินของอินเยว่ ทั้งสองคนหนึ่งอยู่ในที่แจ้ง หนึ่งอยู่ในที่ลับ บุกเข้าไปในรังของกลุ่มผู้ค้ามนุษย์


ต้าหลางวิ่งเข้าไปแล้วก็วิ่งออกมา ตอนแรกภาพนี้ทำให้เหล่านักเลงตกใจเป็นอย่างมาก จากนั้นก็ล่อศัตรูออกมาจากรังได้สำเร็จ อาศัยความคล่องแคล่วของร่างกายตนเอง หลบหลีกซ้ายขวา สร้างโอกาสดีๆให้อินเยว่ลงมือได้มากขึ้น


อินเยว่ราวกับกับวิญญาณที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ปรากฏตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อมีดบินพุ่งออกไปก็ทำให้คนสลบไปได้หนึ่งคน


ทั้งสองคนร่วมมือกันเช่นนี้ล้มคนไปได้ครึ่งหนึ่ง ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งถึงได้รู้ตัว ไม่ไล่ตามต้าหลางซึ่งเป็นเหยื่อล่ออีกต่อไป แต่หันไปล้อมโจมตีอินเยว่แทน


จะตายแล้ว! อินเยว่ร้องอุทานในใจ นางเป็นผู้สนับสนุนระยะไกล การต่อสู้ระยะประชิดรับมือสองสามคนยังพอไหว แต่นี่รุมเข้ามาพร้อมกันสิบคนจึงรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง


โชคดีที่นางอยู่ในที่มืดคนเหล่านี้อยู่ในที่สว่าง พอใจเย็นลงก็เริ่มจัดการไปทีละคน


เพียงแต่มีดบินมีจำนวนจำกัด เมื่อคลำไปที่เอวด้านหลังแล้วพบว่าว่างเปล่า อินเยว่ก็รู้ว่าตนเองต้องออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูแล้ว


ทันใดนั้นต้าหลางก็เห็นดาบสีเงินเล่มหนึ่งสว่างวาบขึ้นที่ด้านหลังอินเยว่จึงตะโกนเตือนเสียงดัง “ศิษย์พี่เยว่ ระวังข้างหลัง!”


ทว่า เพราะมัวแต่ห่วงคนอื่นจึงไม่ทันห่วงตนเอง ตาข่ายขนาดใหญ่ใบหนึ่งคลุมลงมาทางศีรษะ ต้าหลางไม่คิดเลยว่าศัตรูจะมีกระบวนท่าเช่นนี้ด้วยจึงถูกตาข่ายคลุมเอาไว้อย่างแน่นหนา


มีดสั้นตกลงพื้นดังเคร้ง ต้าหลางล้มลงบนพื้นดินแข็งๆอย่างหมดท่า เขาดิ้นรนสุดกำลัง อยากจะดิ้นให้หลุดจากตาข่ายนี้


อินเยว่เพิ่งจะหนีจากคมดาบมาได้ เงยหน้าขึ้นก็เห็นต้าหลางถูกตาข่ายคลุมไว้จึงใช้ท่ากวาดขากับพื้นทำให้ฝุ่นดินฟุ้งกระจายขึ้นมา อาศัยจังหวะที่คนสองสามคนที่อยู่ข้างหน้าหรี่ตาพุ่งออกจากวงล้อม ไปถึงข้างหน้าต้าหลางแล้วหยิบมีดสั้นของเขาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตวัดไปยังคนที่คิดจะทำร้ายเขา


แต่แล้ว คนคนหนึ่งก็ยกคันธนูขึ้น น้าวสายจนสุด เล็งมาที่แผ่นหลังของอินเยว่แล้วยิงออกไป!


ในระยะใกล้เพียงแค่นี้ แม้อินเยว่จะรู้สึกตัวก็ไม่ทันการณ์แล้ว ได้แต่คิดว่าจะหลบเลี่ยงส่วนสำคัญได้อย่างไร


ขณะที่ลูกธนูดอกนั้นกำลังจะปักเข้าที่ไหล่ของนาง ทันใดนั้นก็มีก้อนหินก้อนหนึ่งพุ่งมาจากด้านข้าง หินเล็กๆเพียงก้อนเดียว แต่แฝงไปด้วยพลังทำลายล้าง เสียง “ปึก” เสียงหนึ่งดังขึ้น หินนั่นซัดลูกธนูจนแยกออกเป็นสองท่อน หัวลูกศรที่แหลมคมพลันหมดแรงและร่วงลงสู่พื้น


อินเยว่และต้าหลางดีใจมาก รีบอ้าปากจะเรียกท่านอาจารย์และท่านแม่ตามสัญชาตญาณ


แต่คิดไม่ถึงว่าเงาดำสายหนึ่งจะร่อนลงมาจากฟากฟ้า ไม่พูดไม่จาก็ใช้ฝ่ามือซัดนักเลงที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาจนกระเด็นไปอย่างเงียบเชียบ ทั้งยังสลายการโจมตีของนักเลงที่เหลืออีกหลายคนได้อย่างง่ายดาย เปลี่ยนฝ่ามือเป็นกรงเล็บแล้วหักคอคนทั้งหลายเสียดังกร๊อบติดต่อกัน


ราวกับว่านั่นไม่ใช่คอคน แต่เป็นคอไก่คอเป็ดที่บิดหักได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน


เพียงชั่วพริบตาที่ลมพัดผ่านไปเท่านั้น พวกนักเลงค้ามนุษย์ที่ทำให้อินเยว่และต้าหลางตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ก็ตายสนิทกันหมด


“ฆ่าคน ยากมากหรือ”


เขายืนเอามือไพล่หลังอยู่ใต้แสงจันทร์สลัว หันข้างเล็กน้อย แสงจันทร์วาดโครงร่างบนใบหน้าด้านข้างที่แสนจะธรรมดานั้นออกมา


คนทั้งสองที่อยู่บนพื้นหัวใจเต้นรัวขึ้นมาทันที


“อาวั่ง!”


“ท่านอาอาวั่ง!”


มุมปากของอาวั่งแอบยกขึ้นเล็กน้อยแล้วรีบหุบลงอย่างรวดเร็ว เขาเงยหน้ามองฉินเหยาที่แบกดาบใหญ่ยาวสองเมตรเดินออกมาจากเงามืด รู้สึกกระสับกระส่าย ไม่สบายใจ สิ้นหวัง…


“ฮูหยิน ข้า…ข้า…” ยอดฝีมือที่เมื่อครู่ยังบิดคอคนง่ายเหมือนคอเป็ดไก่ พอเจอหน้านางเข้า รัศมีนั้นก็หดหายไปอย่างสิ้นเชิง


ฉินเหยาหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาไปสองเมตร พอดีกับระยะที่ดาบใหญ่จะฟันไปถึงได้


นางกวาดตามองเขาขึ้นลงทั้งตัว ชุดสีเทาตัวหนึ่งดำมะเมื่อม ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ตามที่พิลึกพิลั่นอะไรมาบ้าง


ผมที่ทั้งแข็งทั้งชี้ฟูใช้แค่ผ้าเส้นเดียวรัดไว้แทบไม่อยู่ ยุ่งเหยิงเหมือนกับรังไก่


บนคางยังมีตอหนวดสีเขียวขึ้นมา หากไม่ใช้เวลาสักสามสี่วันคงยาวขนาดนี้ไม่ได้


“ตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่”


อาวั่งตอบอย่างซื่อๆ “วันที่สองหลังจากพวกท่านออกเดินทางขอรับ”


“ไม่ทำนาแล้วหรือ”


“อืม”


“เตรียมจะไปเมืองหลวงด้วยกันแล้ว?”


“อืม”


“ไม่กลัวถูกลอบสังหารแล้ว?”


เขาลังเลไปชั่วครู่ ถึงได้ตอบอย่างจริงจังยิ่งว่า “ข้าพบว่าหากไม่มีต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานเหนียง ซื่อเหนียงและนายท่านใหญ่แล้ว การมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีความหมายอะไร”


สองศิษย์อาจารย์ของขึ้นทันที “แล้วพวกเราเล่า”


อาวั่งรีบพยักหน้า “ใช่ มีพวกท่านอยู่ ข้าคงไม่ตายง่ายขนาดนั้น”


จริงๆแล้วเขาอยากจะบอกว่ามีฮูหยินอยู่ เขาคงไม่ตายเร็วนัก แต่เพื่อไม่ให้อินเยว่ของขึ้นแล้วตอแยไม่เลิกก็เลยพูดว่าพวกท่านแทน


อยู่กับนายท่านใหญ่นานๆเข้า ความฉลาดทางอารมณ์ของเขาดูเหมือนจะสูงขึ้นไม่น้อยเลย~


อาวั่งปลื้มใจอยู่เงียบๆ


ทั้งสี่คนสบตากัน เช่นนั้นต่อไปก็ควรจะไปจัดการกลุ่มคนที่อยู่ทางเข้าหมู่บ้านแล้ว


“ล้วนเป็นเงินทั้งนั้น อาวั่งเจ้าอย่าฆ่าจนหมดเล่า คนตายไม่มีค่า” ล่ะมั้ง คงจะใช่แหละ


ฉินเหยาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เอาเป็นว่าถ้าจับเป็นส่งไปที่ว่าการอำเภอแล้วไม่ได้เงินค่อยฆ่าก็ยังไม่สาย


แต่ถ้าตอนนี้ตายไปแล้ว ที่ว่าการอำเภอต้องการคนเป็นๆ นางก็ไม่มีปัญญาทำให้พวกเขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้


ตอนที่ 620: อาเหยา ข้าคือพี่ชาย


เมื่อพวกฉินเหยาทั้งสี่คนมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน การต่อสู้ทางฝั่งนี้ก็จบลงแล้ว


กลุ่มของชายตาเดียวถูกตีจนหมอบราบคาบ ผู้คุ้มกันและสารถีของห้างการค้าตระกูลฉินมัดคนทั้งหมดไว้ อินเยว่และต้าหลางลอบประหลาดใจ “พวกเขามีเชือกเยอะจังเลย”


เมื่อครู่อยู่ในลานบ้าน เชือกป่านของพวกเขายังไม่พอใช้เลย ห้างการค้าใหญ่นี่มีการเตรียมพร้อมดีจริงๆ


ความจริงแล้วเชือกเหล่านี้ล้วนใช้สำหรับมัดสินค้า ถูกแกะลงมาจากรถม้าอย่างเร่งรีบ ใช้มัดคนสี่ห้าคนไว้ในทีเดียวทำให้หนียากขึ้น


การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของฉินเหยาทั้งสี่คนทำให้คนของห้างการค้าที่เพิ่งจะถอนหายใจอย่างโล่ง.อกตกใจไปตามๆกัน เถ้าแก่ใหญ่ที่เป็นผู้นำยกกระบี่ขึ้นมาทันที


อินเยว่รีบอธิบายเสียงดัง “พวกเราเป็นมิตร เพิ่งจัดการคนร้ายที่เหลือในหมู่บ้านไป กลัวว่าพวกท่านจะรับมือไม่ไหวจึงรีบมาช่วย ขออย่าได้เข้าใจผิด!”


ทั้งสี่คนไม่มีคบเพลิง ยืนอยู่ในที่มืด ฉินเฟิงต้องหรี่ตามองอยู่ครู่ใหญ่จึงมองออกว่าเป็นผู้ใหญ่สามคนและเด็กอีกหนึ่งคน เป็นชายสองหญิงสอง รูปลักษณ์มองเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ดาบยาวเล่มนั้นกลับส่องประกายสีเงินจางๆ อยู่ใต้แสงจันทร์ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ


“ข้าน้อยชื่อฉินเฟิง เถ้าแก่ใหญ่ของห้างการค้าตระกูลฉิน ไม่ทราบทุกท่านมีนามว่าอะไร เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่” ฉินเฟิงเอ่ยถามหยั่งเชิง


อินเยว่ตอบ “ข้าชื่ออินเยว่เจ้าค่ะ ข้างๆคือพ่อบ้านอาวั่งและคุณชายใหญ่หลิวจื่อวั่งของบ้านข้า ช่างบังเอิญยิ่งนัก ฮูหยินของบ้านข้าก็แซ่ฉิน นามฉินเหยา”


ฉินเหยา?


เหยาเหนียง!


มือที่ฉินเฟิงใช้จับกระบี่กำแน่นขึ้น จิตใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ในหัวร้อนวูบขึ้นมาแล้วก็สงบลงอย่างรวดเร็ว เป็นไปไม่ได้ นี่มันเป็นไปไม่ได้ เหยาเหนียงไม่เป็นวรยุทธ์และไม่มีทางมีบุตรชายที่โตขนาดนี้


เพียงแต่ฉินเฟิงยังคงไม่สนใจอันตราย เขาเก็บกระบี่เข้าฝัก ชูคบเพลิงแล้วเดินไปข้างหน้า อยากจะดูรูปร่างหน้าตาของคนผู้นั้นให้ชัด


ในโลกนี้คนชื่อแซ่เดียวกันมีอยู่มากมาย อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้


แต่ถ้าหากว่าใช่เล่า…


อินเยว่ยังคงกล่าวต่อไปว่า “ครอบครัวของข้าจะเข้าเมืองหลวงเพื่อเยี่ยมญาติ ผ่านมาที่นี่จึงถูกคนกลุ่มนี้ใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อมายังที่นี่ ไม่คาดคิดว่าวิธีการของอีกฝ่ายจะไม่แนบเนียนนักจึงถูกเปิดโปงเสียก่อน ทำให้พวกข้าพบพิรุธเข้า…”


เข้าเมืองหลวงไปเยี่ยมญาติ หากเป็นเหยาเหนียงก็ควรจะรู้ว่าบ้านอยู่ที่เมืองวั่งเฉิงทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นนาง


“นอกจากกลุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกท่านแล้ว ยังมีคนร้ายอีกสองกลุ่มถูกพวกเรามัดไว้ในบ้านชาวบ้านทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านและในลานบ้านที่ไม่ไกลจากที่นี่ หากไม่เชื่อ เถ้าแก่สามารถส่งคนไปดูได้…ท่านอาจารย์?!”


อินเยว่ยังพูดไม่ทันจบก็เห็นอาจารย์ของตนถือดาบพรวดพราดออกไปอย่างกะทันหันจึงร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ


เมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งก็ยิ่งต้องสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่


ไม่รู้ว่าคนผู้หนึ่งโผล่ออกมาจากที่ใด จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของฉินเฟิงที่กำลังเตรียมจะเดินเข้ามาหาพวกนาง ดาบใหญ่ที่เต็มไปด้วยคราบสนิมถูกยกขึ้นสูงเตรียมจะฟันลงมาที่เขา


เถ้าแก่ฉินผู้นั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป เมื่อครู่ตอนที่บัญชาการให้ผู้คุ้มกันตอบโต้ยังเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมอยู่เลย แต่กลับถูกคนย่องมาด้านหลังได้โดยไม่รู้ตัว


ในขณะที่เห็นว่าดาบใหญ่ที่เต็มไปด้วยคราบสนิมกำลังจะฟันลงบนแผ่นหลังของฉินเฟิง ดาบยาวสีเงินเล่มหนึ่งก็แทงขึ้นไปจากแนวเฉียง สันดาบที่หนาและกว้างปัดดาบบางๆ ที่เต็มไปด้วยสนิมขึ้นไปอย่างแรง!


เสียง “เคร้ง” ดังขึ้นครั้งหนึ่ง ดาบสองเล่มก็ปะทะกันอย่างรุนแรง ฝ่ายหนึ่งรุกไปข้างหน้าอย่างดุเดือด อีกฝ่ายกลับถอยไปด้วยความตกตะลึง ประกายไฟแตกกระจายราวกับฟ้าแลบ คนร้ายถูกบีบจนถอยไปไหนไม่ได้อีกจึงถูกดาบสีเงินตบกระเด็นไปราวกับคลื่นยักษ์ ดาบสนิมแตกละเอียด คนก็กระอักเลือดแล้วล้มลงกับพื้น


เหล่าผู้คุ้มกันของห้างการค้าต่างมองฉินเหยาอย่างตกตะลึง สตรีผู้นี้ช่างดุดันนัก!


ฉินเหยาแค่นเสียงเหอะอย่างไม่สบอารมณ์ เก็บกระบวนท่า ปักดาบลงบนพื้นแล้วใช้มือยันจับด้ามดาบไว้ รู้สึกเหมือนไม่ค่อยได้ออกแรงเท่าไหร่เลย


ล้มลงในกระบวนท่าเดียว การต่อสู้จบเร็วเกินไป พลังมหาศาลที่โคจรขึ้นมาทั้งตัวยังใช้ไปไม่หมดเลย


จะว่าไปก็แปลก ข้างกายนางมีอาวั่งอยู่ จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องให้นางลงมือเอง ใครจะคิดว่าพอนางรู้สึกตัว ร่างกายก็พุ่งออกไปตามสัญชาตญาณแล้ว


เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็ขมวดคิ้วแล้วหันไปมองเถ้าแก่ใหญ่ฉินที่นางเพิ่งช่วยชีวิตไว้


เมื่อครู่อยู่ไกลกันจึงไม่ทันสังเกตว่าเถ้าแก่ใหญ่ผู้นี้หน้าตาไม่เลวเลย ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของผู้เปี่ยมคุณธรรม มีมาดของจอมยุทธ์ในยุทธภพอย่างยิ่ง


แต่ ‘จอมยุทธ์’ ผู้นี้วรยุทธ์ไม่สูงส่งเลยแม้แต่น้อย


ฉินเหยาส่งเสียงในลำคออย่างแผ่วเบา เลิกคิ้วถามเขา “เถ้าแก่ใหญ่ไม่เป็นไรนะ”


แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับราวกับถูกสะกัดจุด ยืนจ้องนางตาไม่กะพริบ ไร้การตอบสนองใดๆ


“เฮ้!” ฉินเหยายกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าเขา


เป็นนาง! ใบหน้านี้ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่านเขาก็ไม่มีวันจำผิด!


สีหน้าของฉินเฟิงเปลี่ยนไปอย่างมาก ทันใดนั้นก็ยื่นมือไปคว้าข้อมือที่นางกำลังโบกไปมาแล้วพูดอย่างตื่นเต้นยิ่ง “อาเหยา! ข้าคือพี่ชาย…”


“เมียจ๋า เจ้าไม่เป็นไรนะ”


หลิวจี้วิ่งเข้ามาด้วยใบหน้ากระวนกระวาย เขาตีมือของฉินเฟิงออกไปดัง “เพียะ” แล้วคว้ามือของเมียจ๋ามาไว้ในมือตน ดึงนางถอยหลังไปหลายก้าวราวกับป้องกันขโมย พลางสำรวจนางขึ้นๆลงๆ ว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ อืม แม้แต่รอยยับบนเสื้อผ้าก็ไม่มี เป็นห่วงเสียเปล่าจริงๆ


จากนั้นใช้สายตาไม่เป็นมิตรลอบเตือนฉินเฟิง เจ้าเป็นใครมาจากไหน กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องมือเมียจ๋าของข้า ไม่รู้หรือว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน!


ต่อให้รู้สึกซาบซึ้งจนอยากจะตอบแทนด้วยร่างกายก็ไม่ไปส่องเงาตัวเองในปัสสาวะเสียก่อนเล่า หน้าตาน่าเกลียดไร้ยางอายเช่นนี้ เจ้าคู่ควรหรือ


หลิวจี้คิดว่าเมื่อสามีตัวจริงเช่นตนปรากฏตัว อีกฝ่ายก็ควรจะรู้ตัวและถอยไปเอง


ไม่คาดคิดว่า คนผู้นั้นกลับเบิกตากว้างกว่าและดุร้ายกว่าเขาเสียอีก อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาหลายก้าว กระชากมือของเขากับฉินเหยาที่จับกันอยู่ออกแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ถามอย่างโกรธเกรี้ยว


“แล้วเจ้าเป็นใครอีก”


หลิวจี้ลื่นไหลราวกับปลา เผ่นหนีไปว่องไวราวกับลิง ฉินเฟิงไล่ตามเขาไปอย่างไม่ลดละ ทำเอาหลิวจี้ตกใจร้องลั่น “เมียจ๋าช่วยข้าด้วย!”


ฉินเฟิงขมวดคิ้วมุ่น “บุรุษอกสามศอกกลับให้สตรีที่อ่อนแอกว่ามาช่วยเจ้า ยังนับเป็นลูกผู้ชายอีกหรือ!”


ฉินเหยาเลิกคิ้ว อ่อนแออย่างนั้นรึ นางน่ะหรือ


รู้สึกว่าท่าทางของหลิวจี้ที่วิ่งหนีกระโดดโลดเต้นไปมานั้นน่าขัน หลังจากมองดูการไล่ล่าของคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้ก้าวออกไปยกมือขวางฉินเฟิงที่เตรียมจะชักกระบี่ประจำกายออกมาฟันหลิวจี้


หลิวจี้ส่งยิ้มยั่วยุให้ฉินเฟิงอย่างผู้มีชัยแล้วรีบหดตัวไปหลบอยู่หลังเมียจ๋าพร้อมกับฟ้อง “เมียจ๋า เขาทำกับสามีของผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเช่นนี้ได้อย่างไร คราวหน้าเจ้าอย่าช่วยเขาเลย ปล่อยให้เขาตายใต้คมดาบคนร้ายนั่นเสียเถอะ!”


ฉินเฟิงถลึงตามองอย่างโกรธเคือง “ช่างเป็นพวกไร้ยางอายโดยแท้ เจ้าไปชอบคนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”


คนของตนนางจะด่าว่าอย่างไรก็ได้ แต่คนอื่นไม่ได้


ฉินเหยาทำหน้าเคร่งขรึม “เถ้าแก่ใหญ่โปรดระวังคำพูดด้วย”


กล่าวจบก็ถลึงตาใส่หลิวจี้ “ให้เจ้าเฝ้าอยู่ที่บ้าน เจ้าวิ่งออกมาทำอะไร”


หลิวจี้รีบอธิบาย “ข้าเห็นว่าข้างนอกไม่มีอะไรแล้วถึงได้ออกมา เด็กๆทุกคนสบายดี เจ้าวางใจได้”


ฉินเหยาจึงยอมปล่อยเขาไป เรียกอาวั่งและคนอื่นๆมาที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อดูสถานการณ์บนหน้าผานั่น


กลุ่มค้ามนุษย์ที่ถูกล้อมอยู่บนหน้าผา เห็นท่าไม่ดีก็หนีไปแล้ว


ก็ใช่ ตอนนี้ในหมู่บ้านมีคนของห้างการค้าตระกูลฉินอยู่เจ็ดสิบสามคน ฝ่ายตรงข้ามที่มีจำนวนสี่สิบห้าสิบคนจึงไม่มีโอกาสชนะมากนัก


ยิ่งไปกว่านั้น คนเช่นพวกเขา เมื่อถูกพบตัวเข้าหากไม่ฆ่าคนปิดปากก็ต้องหลบหนี


ตอนนี้ไม่หนี รอให้ทางการมาถึงก็มีแต่ตายสถานเดียว!


เมื่อเห็นแสงไฟบนหน้าผาเคลื่อนห่างออกไปอย่างรวดเร็ว บนหน้าผาสูงมืดสนิท ฉินเหยาและคนอื่นๆก็แอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


“ข้าหิวแล้ว” ดวงตาจับจ้องไปที่อาวั่งไม่วางตา


อาวั่งถอนหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินแล้วคว้าร่างเล็กๆของต้าหลางไว้พาเขาออกไปหาวัตถุดิบทำอาหาร


ฉินเหยาให้อินเยว่กลับไปที่ลานบ้านเพื่อดูพวกเอ้อร์หลางก่อนแล้วจึงพาหลิวจี้ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่ถูกชะตากับฉินเฟิงกลับมาที่กองคาราวานเพื่อสอบถามว่าพวกเขาจะทำอย่างไรต่อไป


ระหว่างนั้น สายตาที่สับสนของฉินเฟิงก็จับจ้องอยู่ที่นางตลอดเวลา อยากจะพูดแต่ก็หยุด หยุดแล้วก็อยากจะพูดอีก ทำท่าทางราวกับคนท้องผูก


จบตอน

Comments