ตอนที่ 71: ให้เกียรติธรรมชาติ
มีเลื่อยทั้งหมดห้าอันและขวานห้าเล่ม อุปกรณ์นั้นต้องเลือกเองตั้งแต่แรก ต้นไม้เล็กใช้ขวานจะเร็วกว่า แต่ต้นใหญ่ต้องใช้เลื่อยถึงจะมีประสิทธิภาพ ทั้งสองอันต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าใครถนัดอะไร
แต่โดยรวมแล้ว เลื่อยนั้นใช้ได้ดีกว่าขวาน
ซุ่นจื่อมือไว คว้าเลื่อยไปได้ ส่วนฉินเหยาช้ากว่าหน่อยเลยเหลือแค่ขวาน
ติงอู่รับหน้าที่หลักในการคุมงาน เดินไปมาในป่าเพื่อป้องกันไม่ให้ใครแอบอู้
ก่อนขึ้นเขาผู้ดูแลเคยบอกว่าจำนวนไม้ที่ตัดจะถูกบันทึกเอาไว้ สามอันดับแรกจะได้รับรางวัล ส่วนสามอันดับท้ายหากทำต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากจะถูกหักค่าจ้าง
ดังนั้น เมื่อถึงจุดหมาย ทุกคนจึงหยิบอุปกรณ์ที่มีมาใช้ทันที ทั้งหวังจะได้รางวัลและกลัวจะรั้งท้ายมากเกินไปแล้วจะถูกหักเงิน
ฉินเหยาคิดในใจว่า คนโบราณแต่ละคนช่างมีไหวพริบจริงๆ ไม่ยอมเสียเปรียบเลยสักนิด
เมื่อรู้สึกถึงสายตาขอความช่วยเหลือของซุ่นจื่อ ฉินเหยาก็เพียงส่งสัญญาณให้เขาเริ่มทำงาน จากนั้นก็แบกขวานขึ้น เลือกต้นสนขนาดกลางหนึ่งต้นและเหวี่ยงขวานลงไป
แม้จะไม่เคยกินเนื้อหมู แต่ก็เคยเห็นหมูวิ่ง การตัดไม้นางเคยเห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ทำเองก็เลยถือเสียว่าเป็นการตัดฟืนเสีย เพียงแต่ต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้านี้ใหญ่กว่าฟืนทั่วไปอยู่บ้าง แต่จริงๆแล้วก็ไม่ได้ต่างอะไรมาก
ซุ่นจื่อเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาจึงเริ่มทำท่าทำทาง แต่แท้จริงแล้วแอบมองคนงานคนอื่นๆว่าทำงานกันอย่างไรแล้วก็ทำตามนั้น ตอนเช้าเลื่อยต้นไม้ไปได้ครึ่งต้น ผลงานกลับไม่รั้งท้ายแต่อย่างใด
คนที่เร็วที่สุดคือชายฉกรรจ์ที่มีหนวดดกหนา มือเขาถือเลื่อยเลือกตัดต้นไม้ใหญ่ ก่อนพักกินข้าว ติงอู่ยังไม่ทันตะโกนเรียกเขาก็เลื่อยต้นไม้เสร็จพอดี เท้าใหญ่ถีบออกไปพลางกลิ้งไปกับพื้นอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเสื้อเปื้อนเหงื่อทิ้งไว้ตรงที่เดิมพร้อมเสียงดังกึกก้องของต้นไม้ที่ล้มลง
ฉินเหยาเฝ้ามองอย่างจริงจัง เดิมจุดที่ต้นไม้จะล้มคือทิศตรงกันข้ามกับเจ้าหน้าหนวด แต่พอล้มจริงกลับเปลี่ยนทิศทางมาล้มทับคนเสียอย่างนั้น
สุดท้าย เพราะเจ้าหน้าหนวดทิ้งเสื้อชุ่มเหงื่อไว้บนพื้นแล้วรีบกลิ้งไปยังทิศทางตรงข้าม ต้นไม้ใหญ่ถึงล้มทับลงบนเสื้อตัวนั้น
ติงอู่คิดแล้วก็ไม่เข้าใจสถานการณ์นี้ เขาเดินเข้าไปตรงหน้าแล้วชี้ไปที่เสื้อตัวนั้นอย่างแปลกใจพลางถามว่า
“ทำไมตอนหนีเจ้าถึงทิ้งเสื้อเอาไว้เล่า”
เจ้าหน้าหนวดที่มีชื่อเล่นว่า ‘เจ้าหน้าหนวด’ สะบัดเสื้อเปื้อนเหงื่อแล้วสวมกลับเข้าไปใหม่พลางอธิบายว่า
“ต้นไม้นั้นมีจิตวิญญาณ เมื่อล้มมันจะตามคนไป หากทิ้งสิ่งที่มีกลิ่นอายคล้ายๆกับตัวเราไว้ ก็จะสามารถหลอกมันได้”
ติงอู่ตกใจ “จริงหรือ”
เจ้าหน้าหนวดแสยะยิ้มแล้วบอกว่าเขาทดลองดูก็จะรู้เอง
ติงอู่มองไปยังต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าต้นขาของเขาหลายเท่าที่ล้มอยู่ตรงหน้าแล้วโบกมืออย่างรวดเร็ว “ข้าไม่ลองหรอก”
พร้อมกันนั้น เขาก็เรียกฉินเหยาและคนอื่นๆมาแล้วกำชับว่า ก่อนที่ต้นไม้กำลังจะล้มลงให้ระวังให้ดี
ฉินเหยาถือถ้วยน้ำแกงผักและซาลาเปาธัญพืชหยาบสองลูกที่คนดูแลจวนติงแบ่งมาให้ ในใจพลันเกิดความคิดน่าสนุกอย่างหนึ่งขึ้นมานั่นคือการ ‘วิ่งหนีต้นไม้’
หลังจากนั้นนางก็ทำจริงๆ เพื่อทดลองคำพูดของเจ้าหน้าหนวด
ว่าไปแล้วก็แปลก ตอนที่นางจงใจจะทดลอง ต้นไม้ก็ล้มลงไปตามทิศทางที่นางเตะมัน
รอจนนางคิดจะล้มเลิกการทดลองก็เกือบจะโดนต้นไม้ย้อนกลับมาล้มทับเสียอย่างนั้น
โชคดีที่ฉินเหยามีปฏิกิริยาตอบสนองเร็ว ไม่อย่างนั้นหากนางละสายตาไป นางจะต้องบาดเจ็บแน่นอน
นอกจากนี้ พวกเขายังตัดไม้แยกกัน แต่ละคนยืนทำงานในที่ของตัวเองเพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่นหรือทำให้เพื่อนร่วมงานได้รับบาดเจ็บ หากโดนทับเข้าจริงๆ จะร้องขอความช่วยเหลือก็ไม่ทันแล้ว
“เช่นนั้นนี่ก็คือจิตวิญญาณต้นไม้ของชโรดิงเงอร์หรือ” ฉินเหยากระซิบเบาๆ พร้อมนึกหวาดหวั่นใจ ตัดสินใจว่าจะต้องเคารพธรรมชาติจึงจะดี
ก่อนห้าโมง ทุกคนหยุดตัดไม้แล้ว พวกเขาใช้ขวานตัดกิ่งที่เกินออกและปรับแต่งลำต้นให้เรียบร้อย
พอถึงห้าโมง งานก็เสร็จสิ้นตามเวลา
วันนี้ฉินเหยาทำผลงานในการตัดไม้ได้สองต้น
ซุ่นจื่อวันนี้เพิ่งจะเรียนรู้วิธีตัดไม้สำเร็จและในตอนบ่ายก็เลื่อยต้นไม้ได้หนึ่งต้น โดยใช้วิธีของเจ้าหน้าหนวดจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ
ส่วนคนที่ตัดได้มากที่สุดก็คือเจ้าหน้าหนวด ต้นหนึ่งในตอนเช้าและสองต้นในตอนบ่าย รวมทั้งหมดสามต้น
น้อยที่สุดคือหนึ่งต้น ซุ่นจื่อและฉินเหยาอยู่ในจุดปลอดภัย ค่าจ้างสิบเหวินสำหรับวันนี้จึงสามารถรักษาไว้ได้
วันถัดไปจะโดนหักเงินหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลงานในอนาคต
งานตัดไม้นี้ใช้พลังงานมากมาก อาหารกลางวันที่ให้มาต่อคนก็ไม่เพียงพอสำหรับฉินเหยา นางไม่ได้เตรียมน้ำมาเอง ตระกูลติงก็ไม่ได้จัดหาน้ำดื่มให้ ทำให้นางกระหายยิ่งนัก นางและซุ่นจื่อจึงต้องวิ่งลงจากเขาไปดื่มน้ำพุที่ไหลลงมาจากบนภูเขา
การเดินไปกลับครั้งนี้ใช้เวลาไม่น้อย ติงอู่มองทั้งสองด้วยสายตาที่ไม่พอใจเล็กน้อย แต่เพราะเป็นวันแรกเขาจึงไม่พูดอะไร
แต่ตอนที่เลิกงาน เขาจึงเอ่ยเตือนว่า “พรุ่งนี้อย่าลืมนำกระบอกน้ำมาด้วย”
“อืมๆ แน่นอน” ซุ่นจื่อยิ้มรับ
ฉินเหยาลูบท้องที่ร้องจ๊อกๆ คิดเพียงอยากจะวิ่งกลับบ้านไปกินข้าวเดี๋ยวนี้
หมู่บ้านเซี่ยเหออยู่ใกล้มาก ฉินเหยาทนรอซุ่นจื่อที่เดินช้าไม่ได้จึงพูดกับเขาว่า “บ้านข้าไกล หากรอจนดึกจะมืดจนไม่เห็นทาง ข้าไปก่อนนะ”
ซุ่นจื่อเพิ่งจะร้องเอ๋ ฉินเหยาก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วไม่ให้โอกาสเขาได้เอ่ยรั้งเลยสักนิด
ฉินเหยาหันกลับมาเอ่ยเสริมว่า “อ้อ ใช่แล้ว พรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องรอข้า พวกเราเจอกันที่จวนติงเลย”
พูดจบก็เร่งความเร็วเต็มที่ ทิ้งซุ่นจื่อไว้ข้างหลังไกลๆ
เพราะตัวคนเดียวไม่มีเพื่อนต้องห่วง ฉินเหยาใช้เวลาแค่สองชั่วโมงกว่าก็เดินไปถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้ว ขณะที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้านางก็เข้าบ้านพอดี
เด็กทั้งสี่คนรีบวิ่งมาหา ฉินเหยายิ้มแบบฝืนๆ แล้วนั่งลงในห้องนั่งเล่น ใจคิดแค่ว่าอยากกินข้าว
หลิวจี้ยกข้าวต้มครึ่งหม้อที่อุ่นอยู่บนเตามาแล้ววางไว้ตรงหน้านางพร้อมวางถ้วยผักบวบปรุงน้ำปรุงรสที่ยังร้อนอยู่ลง
ฉินเหยาหยิบผักใส่ในหม้อข้าวต้มแล้วคนให้เข้ากัน ก่อนจะตักคำโตเข้าปาก
บิดาและบุตรยืนล้อมรอบตัวนาง เห็นท่าทางการกินเหมือนคนอดอยากของนางแล้วก็รู้สึกตกใจมาก
“ท่านแม่ ท่านกินข้าวกลางวันไม่อิ่มหรือ” ซานหลางถามด้วยความเป็นห่วง
ฉินเหยาเพียงพยักหน้าส่งๆ จนกระทั่งกินข้าวต้มครึ่งหม้อจนหมด ถึงรู้สึกว่ากระเพาะที่กู่ร้องสงบลง
ตึง! ฉินเหยาวางหม้อเปล่าลงแล้วเช็ดปาก “ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง!”
“ไปทำงานอะไรมาหรือถึงหิวจนเป็นเช่นนี้ ที่บ้านคหบดีติงไม่ให้ข้าวเจ้ากินสักคำหรือ”
หลิวจี้ยกหม้อไปล้างที่อ่างน้ำ ในขณะเดียวกันก็ถามอย่างเป็นห่วง “ถ้าทำงานหนักเช่นนี้ เปลี่ยนให้ข้าไปทำเถอะ เมียจ๋าเจ้าพักที่บ้านดีกว่า”
“ไม่จำเป็น!” ฉินเหยายกมือทำท่าทางห้าม “วันนี้เป็นวันแรกยังเตรียมตัวไม่พร้อม พรุ่งนี้จะดีขึ้นเอง”
“เตรียมกระบอกน้ำให้ข้าสักกระบอก เติมน้ำต้มสุกให้เต็ม ข้าจะพกติดตัวไปดื่มด้วย”
หลิวจี้ตอบรับ เมื่อล้างหม้อเสร็จเขาก็เดินมาที่ห้องนั่งเล่นแล้วนั่งลงข้างๆ นางพลางถามอย่างสงสัยว่า “เมียจ๋า พวกเจ้าทำงานอะไรบ้างหรือ คิดค่าจ้างอย่างไร”
ฉินเหยาตอบสั้นๆ “สองมื้อต่อวันและค่าจ้างสิบเหวิน ทำงานตัดไม้”
สายตาของหลิวจี้ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังหายไปทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘ตัดไม้’ เขาตอบรับแล้วลุกขึ้นมายืนด้านหลังนางพลางนวดไหล่ให้
“เมียจ๋า ลำบากเจ้าแล้ว ข้าจะนวดให้เจ้าผ่อนคลาย”
ฉินเหยาพยักหน้าและตอบกลับ หากพูดกันตามหลักวิชานวด ฝีมือของเขาก็ค่อนข้างดีทีเดียว
แต่เจ้าหลิวสามเคยทำตัวขยันและใส่ใจเช่นนี้มาก่อนที่ไหนกัน
หากเรื่องราวผิดไปจากปกติย่อมมีปัญหา!
[1] แม้จะไม่เคยกินเนื้อหมู แต่ก็เคยเห็นหมูวิ่ง หมายถึง อาจจะไม่เคยประสบสิ่งนั้นมาด้วยตนเอง แต่เคยได้ยินหรือเห็นมาก่อน อย่างไรก็ต้องรู้มาบ้าง
ตอนที่ 72: ทุ่มกันสุดตัว
ฉินเหยาช้อนตาขึ้นมองไปยังพวกต้าหลางพี่น้องพลางถามด้วยความห่วงใยว่าวันนี้พวกเขาอยู่บ้านทำอะไรกันบ้าง การฝึกตอนเช้าและการทบกวนบทเรียนที่ต้องทำเรียบร้อยดีหรือไม่
ประเด็นสำคัญคือ หลิวจี้แอบอู้งานหรือฉวยโอกาสตอนที่นางไม่อยู่บ้านไปทำเรื่องไม่ดีหรือเปล่า
หลิวจี้ไม่คิดว่านางจะยังมีเรี่ยวแรงมาถามเรื่องพวกนี้ได้ นิ้วที่กดไหล่ฉินเหยานั้นสั่นเล็กน้อย
เขารีบขยิบตาส่งสัญญาณให้บุตรชายบุตรสาว
ต้าหลางไม่แม้แต่จะมองเขา ตอบตามความจริงว่า “ท่านน้า วันนี้ท่านพ่อออกไปดูน้ำในนาข้าวทั้งวัน วัชพืชในสวนผักก็ไม่ได้ถอน โรงโม่น้ำเสียเขาก็ไม่ได้ซ่อม อาหารสามมื้อวันนี้เป็นข้ากับเอ้อร์หลางที่ทำเอง”
ด้วยความที่โรงโม่น้ำนั้นใช้กังหันน้ำ บางครั้งน้ำในแม่น้ำจะพัดพาสาหร่ายและสิ่งสกปรกเข้าไปจึงต้องทำความสะอาดทุกสองถึงสามวัน
หากมันติดขัดก็ต้องซ่อมแซม ไม่อย่างนั้นหากมีคนต้องการใช้งานจะไม่สามารถใช้งานได้
ตอนนี้โรงโม่น้ำถือเป็นรายได้ที่มั่นคงทางหนึ่ง สามารถคืนทุนได้ในห้าเดือน หลังจากคืนทุนก็จะเป็นกำไรล้วนๆ
ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงสามเดือนก็จะสามารถคืนทุนได้ ฐานลูกค้าปัจจุบันจึงต้องรักษาไว้ให้ดี
ดังนั้นหากกังหันน้ำมีปัญหา ฉินเหยามักจะรีบแก้ไขทันทีเพราะชาวบ้านเห็นว่านางจัดการได้รวดเร็วจึงกลับมาใช้บริการเรื่อยๆ
แต่วันนี้หลิวจี้กลับกล้าปล่อยให้โรงโม่น้ำหยุดทำการ นี่เขาเบื่อชีวิตแล้วหรืออย่างไร
“หยุดไปนานแค่ไหนแล้ว?” ฉินเหยาถามพลางขมวดคิ้ว
ต้าหลางตอบว่าหยุดตั้งแต่ตอนเที่ยงจนถึงตอนนี้
ไม่รู้ว่ามือที่เคยนวดอยู่บนไหล่ถอนออกไปตั้งแต่เมื่อไร กระทั่งตัวคนก็ยังถอยออกไปยืนอยู่นอกประตูห้องโถง
“หลิวจี้ เจ้าจะไปไหน?!” ฉินเหยาจ้องมองเขาด้วยสายตาคมกริบพร้อมตวาดถาม
หลิวจี้กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ยิ้มแหยๆ เอ่ยว่า “เมียจ๋า ข้าจะไปซ่อมกังหันน้ำ”
สายตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารพวยพุ่งของฉินเหยาจึงอ่อนลง ปล่อยให้เขาหยิบเครื่องมือซ่อมแซมแล้วรีบออกจากบ้านราวกับหนีตาย
เมื่อหลิวจี้ไม่อยู่ในบ้านให้เกะกะสายตา สีหน้าของฉินเหยาก็อ่อนโยนลง นางจึงกำชับต้าหลางและพวกพี่น้องว่า
“ท่านพ่อของพวกเจ้าก็เหมือนคางคกริมทาง ต้องจิ้มเขาถึงจะขยับ หากอยากให้เขาดีขึ้นจำเป็นต้องกระตุ้นเขาตลอดเวลา หากพวกเจ้าเห็นว่าเขาไม่ขยับก็ต้องเตือนเขาทันที”
“ช่วงนี้ข้าจะยุ่งกับการทำงานหาเงินในตัวเมือง เรื่องในบ้านที่ต้องเป็นหน้าที่ของเขาพวกเจ้าก็อย่าช่วยเขาทำ หากเขาไม่เชื่อฟังพวกเจ้าค่อยบอกข้า ข้าจะจัดการเขาเอง”
พี่น้องทั้งสี่มองหน้ากันด้วยความยินดี ก่อนตอบรับอย่างพร้อมเพรียง!
เมื่อมีฉินเหยาเป็นที่พึ่ง พี่น้องทั้งสี่ก็มั่นใจเต็มเปี่ยม คราวนี้คงต้องมาดูกันว่าท่านพ่อจะยังกล้าดุด่าพวกเขาอีกหรือไม่
ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้า ฉินเหยาทบทวนบทเรียนของพี่น้องทั้งสี่ในวันนี้เสร็จแล้วก็กลับเข้าห้องไปนอนพัก
หลิวจี้กลับมาถึงบ้านตอนราวๆห้าทุ่มกว่า เสียงครืดคราดของกังหันน้ำที่หมุนอยู่ริมน้ำบรีเวณตีนเขาดังขึ้นอีกครั้ง คาดว่าเขาคงซ่อมกังหันน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉินเหยาจึงวางใจและหลับสนิทไป
เมื่อตื่นขึ้นมาในเวลาเกือบตีสี่ นอกหน้าต่างยังคงมืดสนิท
ฉินเหยาแต่งตัวเรียบร้อยก่อนออกจากห้องมาที่ห้องโถง พบว่ามีกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำต้มสุกเต็มกระบอกวางอยู่บนโต๊ะ ปลายด้านบนถูกแกะเป็นร่องเล็กๆ ด้วยมีดพร้อมสอดเชือกไว้เพื่อความสะดวกในการพกพา
ฉินเหยาใช้นิ้วลูบร่องเชือกที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งแกะขึ้นใหม่ด้วยความประหลาดใจพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย
เจ้าหลิวจี้ผู้นี้ ความคิดอ่านกลับละเอียดอ่อนได้ถึงเพียงนี้เชียว
เป็นไปได้มากกว่าเพราะเขาทำความผิดแล้วกลัวว่านางจะคิดบัญชีกับเขาจึงพยายามเอาใจนาง
“ประจบประแจง!”
ฉินเหยาแค่นเสียงต่ำ สะพายกระบอกน้ำไม้ไผ่ขึ้นไหล่แล้วเดินออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบ จุดคบเพลิงมุ่งหน้าไปทำงาน
ออกจากบ้านตอนตีสี่ครึ่ง ใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมงครึ่ง ถึงจวนคหบดีติงตอนเจ็ดโมงตรง
ในฐานะคนทำงานกินค่าแรง ไม่มีทางที่จะทำงานเกินเวลาให้เจ้านายแม้แต่วินาทีเดียว
คนอื่นๆยังมาสายไปสองสามนาที เพราะแคว้นเซิ่งไม่มีนาฬิกาที่จับเวลาได้ถึงนาทีหรือวินาทีจึงไม่มีแนวคิดเรื่องการเข้างานแบบเป๊ะๆ ขอแค่มาในช่วงเวลาที่กำหนดก็ถือว่าตรงเวลาแล้ว
อาหารเช้าเป็นโจ๊กข้าวฟ่างคนละชาม ตอนที่ไปรับอาหารเช้า ฉินเหยาตั้งใจขอเพิ่มอีกชามหนึ่ง แต่แม่ครัวที่แจกอาหารกลอกตาใส่นางและไม่ยอมให้
ฉินเหยามองซุ่นจื่อและคนอื่นๆ ก่อนถอนหายใจเบาๆ ไม่มีทางเลือก เพื่อให้ตัวเองอิ่มท้อง วันนี้นางต้องลงแรงให้เต็มที่
หากเมื่อวานเป็นแค่การเรียนรู้ทักษะ เช่นนั้นวันนี้ฉินเหยาก็เชี่ยวชาญทักษะการตัดไม้แล้ว หากนางเอาจริงขึ้นมาแม้แต่ตัวนางเองก็ยังต้องนึกกลัว
ในตอนนี้ ซุ่นจื่อและเจ้าหน้าหนวดรวมถึงคนอื่นๆยังไม่รู้เรื่องนี้
เนื่องจากเมื่อวานเจ้าหน้าหนวดตัดไม้ได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ตอนเช้าเขาจึงได้ซาลาเปาเพิ่มอีกหนึ่งลูก เป็นซาลาเปาที่คุณชายและคุณหนูของตระกูลติงกินเหลือจึงนำมาแจกจ่ายให้พวกบ่าวรับใช้
แม้จะเป็นของเหลือ แต่ก็เป็นซาลาเปาไส้เนื้อ อีกทั้งซาลาเปาพวกนี้ยังไม่ถูกแตะต้องเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นเจ้าหน้าหนวดกินซาลาเปาหมดในสองคำใหญ่ ซุ่นจื่อก็กลืนน้ำลายด้วยความอิจฉา ก่อนเดินไปที่โรงเก็บเครื่องมือเพื่อรับอุปกรณ์และขึ้นเขาไปพร้อมฉินเหยา
วันนี้ซุ่นจื่อยังคงใช้เลื่อย ส่วนฉินเหยายังเลือกใช้ขวาน อุปกรณ์ที่คุ้นเคยมักใช้งานได้ดีกว่า
เมื่อถึงที่หมาย ทั้งสองก็แยกย้ายกัน ฉินเหยาเดินวนอยู่ในป่าสักพัก เลือกต้นไม้ที่ตรงที่สุด ก่อนเริ่มลงมือ!
เสียงตัดไม้ดังปังๆ สะท้อนก้องในป่าเป็นระยะ ทุกๆประมาณสองเค่อจะได้ยินเสียงดัง โครม ของต้นไม้ล้มลงจากที่สูง
ติงอู่ได้ยินเสียงนี้หลายครั้งติดๆกัน ตอนแรกคิดว่าคนงานมารวมกลุ่มกันตัดไม้เป็นชุดๆ จึงนั่งพักผ่อนอยู่ในร่มโดยไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งใกล้เที่ยง ฉินเหยาเริ่มผลักไม้ทีละต้นลงไปตามลาดเขา ติงอู่กวาดตาผ่านๆ ก็เห็นไม้ห้าหรือหกต้นกลิ้งลงไป เขาจึงลุกพรวดขึ้นมาทันที
“ฉินเหยา เจ้าตัดคนเดียวหรือ” เขาถามด้วยความตกใจ
ฉินเหยาผลักต้นไม้ต้นที่แปดลงไป ก่อนแบกขวานเดินลงมา นางพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มหยิบมีดพร้ามาจากกล่องเครื่องมือเพื่อนำมาตัดกิ่งของต้นไม้ทั้งแปดต้น
นางทำงานอย่างรวดเร็ว เสียง แกร๊กๆๆ ดังราวกับกำลังขูดเกล็ดปลา ติงอู่เบิกตากว้างมองอยู่นานครึ่งนาทีกว่าจะได้สติกลับมา
“เจ้าคนเดียว ตัดไม้ได้แปดต้นในครึ่งเช้า?” เขายืนยันอีกครั้งด้วยความไม่อยากเชื่อ
ฉินเหยาพยักหน้า หลังจัดการกิ่งไม้ต้นสุดท้ายเสร็จ บ่าวรับใช้จากจวนติงก็นำอาหารกลางวันมาส่ง นางกล่าวว่า “วันนี้มื้อกลางวันข้าอยากกินให้อิ่มท้อง ได้หรือไม่”
ติงอู่พยักหน้ารัวๆ ตอบว่า “ได้สิ! หากตอนบ่ายเจ้าทำงานได้เร็วขนาดนี้ พรุ่งนี้เช้าจะให้เจ้ากินซาลาเปาไส้เนื้อให้พอใจ!”
“ตกลง” ฉินเหยายิ้ม วางเครื่องมือลง ตบมือปัดฝุ่นแล้วรอรับอาหาร
พวกบ่าวรับใช้เดิมทีตั้งใจจะกินอาหารกลางวันร่วมกับพวกเขาในป่า แต่เพื่อให้ฉินเหยาได้กินอิ่ม พวกเขาจึงสละอาหารให้นางแล้วค่อยกลับไปกินที่จวนแทน
ในลานโล่งที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้ ทุกคนมองดูฉินเหยากินอาหารในปริมาณที่เทียบเท่ากับคนห้าคนเข้าไป พลางอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
เจ้าหน้าหนวดใช้ข้อศอกสะกิดซุ่นจื่อแล้วพูดว่า “นี่ไม่ใช่พี่สะใภ้เจ้าหรือ เจ้าจะตกใจตามพวกเราทำไม เพิ่งรู้วันนี้หรือว่านางกินเก่งถึงเพียงนี้”
ซุ่นจื่อพยักหน้า ไม่ผิด เขาก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่าภรรยาของพี่สามกินเก่งขนาดนี้!
ตอนบ่าย เมื่อเริ่มงาน ทุกคนที่โดนฉินเหยากระตุ้นก็ลงแรงกันอย่างเต็มที่ เจ้าหน้าหนวดตัดไม้ได้ถึงสี่ต้นในช่วงบ่าย!
แม้แต่ซุ่นจื่อเองก็เลื่อยไม้ไปได้สองต้นในช่วงบ่าย รวมกับตอนเช้า วันนี้เขาตัดไม้ได้ทั้งหมดสามต้น
เขารู้สึกพอใจกับผลงานนี้มาก เพราะเมื่อวานเขาตัดไม้ได้แค่ต้นเดียวเท่านั้น
แต่เมื่อหันไปมองเห็นกองไม้ตรงหน้าฉินเหยาอีกแปดต้น รวมกับเมื่อตอนเช้า นางคนเดียวตัดไม้ได้ถึงสิบหกต้นในวันเดียว!
“นี่ยังเป็นคนอยู่ใช่ไหม” เจ้าหน้าหนวดคำรามด้วยความไม่ยินยอม
สายตาที่ติงอู่มองฉินเหยานั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เขาเรียกนางอย่างสุภาพว่าฉินเหนียงจื่อ
ตอนที่ 73: ซาลาเปาใหญ่ไส้เนื้อ
หลังเลิกงาน ติงอู่รีบไปแจ้งพ่อบ้านถึงผลงานของฉินเหยาในวันนี้พร้อมกับจัดการสิ่งที่เขาสัญญากับนางไว้ให้เรียบร้อย
พ่อบ้านมองติงอู่ด้วยความสงสัยอยู่หลายครั้งถึงกล้าเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องจริง
“วันเดียวสิบหกต้น?”
ติงอู่พยักหน้าแรงๆ “จริงแท้แน่นอน!”
“เก่งกว่าเจ้าหน้าหนวดอีกหรือ”
ติงอู่ตอบ “เก่งกว่าเจ้าหน้าหนวดมากนัก!”
วันนี้เจ้าหน้าหนวดทุ่มสุดตัวแต่ก็ยังตัดได้ทั้งหมดแค่หกต้น แถมยังไม่ได้ลิดกิ่งไม้ซึ่งเทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยวเดียวของฉินเหนียงจื่อ
พ่อบ้านสูดหายใจเข้าลึกแล้วสั่งให้ติงอู่ไปแจ้งแม่ครัวที่ห้องครัวว่าพรุ่งนี้เช้าให้เตรียมซาลาเปาไส้เนื้อสดใหม่สำหรับฉินเหยา ให้นางกินให้พอ!
ติงอู่ตอบรับเสียงดัง “ได้เลย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
พ่อบ้านคิดเรื่องนี้อยู่พักหนึ่ง ก่อนเรียบเรียงคำพูดและเดินไปยังห้องหนังสือที่อยู่เรือนหลัง
นายท่านติงสวมชุดตัวยาวแขนกว้างแบบนักปราชญ์กำลังสอนบุตรชายบุตรสาวคัดลอกตัวอักษรอยู่ พ่อบ้านให้คนรับใช้เข้าไปแจ้ง ส่วนตัวเขายืนรออยู่ด้านนอกประตู
ไม่นาน นายท่านติงก็เดินออกมาเพื่อไม่ให้รบกวนบุตรชายบุตรสาว จากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะหินในลานบ้านพลางถามพ่อบ้านว่ามีเรื่องอะไร
พ่อบ้านเล่าถึงสิ่งที่ติงอู่บอกกับเขาและพูดถึงเรื่องการเตรียมอาหารเพิ่มให้ฉินเหยา
ฮูหยินติงเสียชีวิตจากอาการป่วยเมื่อสองปีก่อน คุณหนูยังเด็กมาก ดังนั้นเรื่องใหญ่เล็กในจวนทั้งหมดจึงอยู่ในความดูแลของคหบดีติงเพียงคนเดียว
แม้พ่อบ้านจะสั่งให้ครัวเตรียมอาหารเพิ่มไปแล้ว แต่ก็ยังคงต้องแจ้งให้นายท่านทราบเพื่อความเหมาะสม
คหบดีติงเคยเป็นจวี่เหริน (ผู้สอบผ่านระดับสูง) ในราชวงศ์ก่อน ปัจจุบันราชวงศ์ใหม่ยังคงสืบทอดระบบการสอบคัดเลือกเคอจวี่จากราชวงศ์ก่อน พร้อมปรับปรุงให้มีความเป็นธรรมและเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยยอมรับสถานะของผู้สอบผ่านจากราชวงศ์เดิม
ในตอนนี้ราชวงศ์ใหม่อยู่ในช่วงฟื้นฟูประเทศอย่างเต็มที่ หลังจากที่จักรพรรดิและจักรพรรดินีปรึกษาหารือกันจึงได้ตัดสินใจเพิ่มการสอบเอินเคอปีละหนึ่งครั้ง
โอกาสดีเช่นนี้ คหบดีติงจึงอยากลองสอบดูอีกครั้ง ขณะเดียวกันยังอยากให้ติงซื่อบุตรชายที่เพิ่งอายุครบสิบสี่ปีของตนใช้โอกาสนี้ในการสอบหลายๆครั้งหน่อยเพื่อสั่งสมประสบการณ์
ติงซื่อเพิ่งสอบผ่านการสอบเซี่ยนซื่อในปีนี้ เขาได้รับสิทธิ์ไปเข้าร่วมการสอบคัดเลือกขุนนางและจะต้องไปสอบในระดับฝู่ซื่อที่เมืองใหญ่ในเดือนห้า
เมื่อลองคำนวณเวลา เหลืออีกเพียงครึ่งเดือนก็ต้องออกเดินทางแล้ว
ส่วนเขาเองก็วางแผนว่าจะพาบุตรชายไปสอบฝู่ซื่อในเดือนห้าก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อไปยังเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการสอบฮุ่ยซื่อ
ยังไม่นับเรื่องที่เขาต้องเดินทางไปเมืองหลวง เพียงแค่การที่บุตรชายไปสอบเป็นครั้งแรก เขาก็ต้องไปด้วยอย่างแน่นอน
ในช่วงเวลานี้ บ้านไม่มีนายหญิงคอยดูแลเหลือเพียงบุตรสาววัยสิบสองปีอยู่บ้านเพียงลำพัง จะอย่างไรเขาก็ไม่อาจวางใจได้
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาโจรในเขตอำเภอไคหยางยังไม่หมดไป แม้ว่าจะมีตระกูลติงอยู่ในพื้นที่นี้ก็ยังน่ากังวล
แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาหนึ่งในหัวหน้าโจรถูกผู้กล้าไม่ประสงค์ออกนามยิงธนูสังหาร โจรกลุ่มนี้คงจะสงบลงบ้างไม่น้อย
เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ คหบดีติงก็รู้สึกหนักใจมาก เพียงแต่ไม่เคยแสดงออกให้บุตรชายบุตรสาวเห็น
พ่อบ้านซึ่งทำงานในจวนมานานย่อมรู้ดีว่านายท่านมีเรื่องกลุ้มใจ
เขาจึงเจาะจงมาพูดถึงเรื่องของฉินเหยาพร้อมเสนอว่า “นายท่าน หลังจากงานตัดไม้จบลงแล้ว เหตุใดจึงไม่ให้ฉินเหนียงจื่ออยู่เป็นผู้คุ้มกันส่วนตัวของคุณหนูเล่าขอรับ”
ตอนนี้เขาพลันนึกขึ้นมาได้ว่า การที่ฉินเหยาเป็นสตรีช่างเป็นเรื่องดีมากจริงๆ
หากเป็นบุรุษ เขาคงไม่กล้าปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่ข้างกายคุณหนูของตนแน่
คหบดีติงไม่ได้แปลกใจกับข้อเสนอของพ่อบ้าน เพราะเขาเองก็ใคร่ครวญเรื่องนี้อยู่แล้ว
“ข้ากับซื่อเอ๋อร์เดินทางคราวนี้ อย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าการสอบฝู่ซื่อประกาศผลถึงจะกลับมา หนึ่งเดือนเต็ม นางอาจไม่เต็มใจอยู่”
พ่อบ้านตอบ “เรื่องนี้จะยากอะไรเล่าขอรับ ให้เงินนางเพิ่มอีกสักหน่อย ยังต้องกลัวว่าชาวบ้านธรรมดาเช่นนางจะไม่ยอมหรือ”
“นี่คือตำแหน่งผู้คุ้มกันส่วนตัวของคุณหนูนายท่านจวี่เหรินเชียวนะขอรับ โอกาสดีเช่นนี้ใครๆอยากได้ยังไม่ได้เลย หากมอบตำแหน่งนี้ให้นาง นางจะต้องยินดีมากแน่นอน”
คหบดีติงยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้พ่อบ้านหยุดพูด สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “เหล่าอวี๋ ฉินเหนียงจื่อผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา วิธีที่เจ้าพูดมานั้นอาจใช้ได้ผลกับคนทั่วไป แต่สำหรับนางน่ะใช้ไม่ได้หรอก”
พ่อบ้านอวี๋รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย หรือว่านางไม่ใช่คนธรรมดาหรือ
แต่เขาเองก็รู้ว่าคำพูดก่อนหน้านี้ไม่ถูกใจนายท่านนักจึงลองเอ่ยหยั่งเชิงว่า “ขอนายท่านโปรดชี้แนะ”
ภาพเหตุการณ์วันก่อนตอนที่ได้พบกับฉินเหยาครั้งแรกผุดขึ้นในสมองของคหบดีติง
“เหล่าอวี๋ เจ้าเคยเห็นสายตานางมีความหวาดกลัว ประจบประแจงหรือเอาอกเอาใจบ้างหรือไม่”
ไม่รอให้พ่อบ้านตอบ เขาก็เอ่ยต่อว่า “นางไม่เคยเห็นนายท่านเช่นข้าอยู่ในสายตาเลย”
“หมู่บ้านตระกูลหลิวนั่นไม่มีทางมีคนเช่นนี้ได้ ข้าได้ยินมาว่านางลี้ภัยมาจากต่างถิ่น คิดว่าในอดีต ก่อนที่นางจะบ้านแตกสาแหรกขาด นางคงไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป”
“คนพิเศษมักมีนิสัยประหลาด หากพูดเรื่องเงินกับนางจะแสดงให้เห็นถึงความหยาบกระด้างและต้องทำให้นางโกรธแน่นอน”
พ่อบ้านเองก็หนักใจ “ให้เงินไม่ได้ นางเองก็ไม่เกรงกลัวอำนาจของท่าน อย่างนั้นจะทำอย่างไรดี”
คหบดีติงแหงนหน้ามองฟ้า “งั้นลองพูดเรื่องเงินกับนางดูก่อนเถอะ”
พ่อบ้าน “…” เรื่องนี้ยากจะตัดสินจริงๆ!
วันถัดมา
ตอนเช้า ฉินเหยามาตอกบัตรเข้างานที่จวนติงตรงเวลา
แม่ครัวยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน โบกมือเรียกนางพร้อมชี้ไปยังห้องข้าง
บนโต๊ะเตี้ยด้านในมีซึ้งสองชั้นที่ผุดไอร้อนลอยกรุ่น ส่งกลิ่นหอมหวนดึงดูดใจคนออกมาสายหนึ่ง
ฉินเหยาชี้นิ้วที่ตนเอง แม่ครัวยิ้มน้อยๆ พลางพยักหน้าเอ่ย “รีบเข้าไปกินเถอะ ซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่แปดลูก หากเย็นก็จะไม่อร่อยแล้ว”
พูดจบแม้แต่ตัวแม่ครัวเองยังรู้สึกอิจฉา
เมื่อวานติงอู่บอกว่าให้ทำซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่แค่สี่ลูกก็พอ แต่ไม่คิดว่าตอนเช้าพ่อบ้านจะมาสั่งเพิ่มอีกสี่ลูก เพราะกลัวว่าฉินเหนียงจื่อจะกินไม่อิ่ม
กินไม่อิ่ม?
ซาลาเปาลูกใหญ่แปดลูก คนสี่คนกินยังอิ่มเลย นางคนเดียวจะกินไม่อิ่มได้อย่างไร!
แม่ครัวบ่นในใจ แต่ก็ยังทำซาลาเปาไส้เนื้อออกมาตามที่ได้รับคำสั่ง
ฉินเหยาเปิดฝาซึ้งนึ่งขึ้นดู ซาลาเปาลูกใหญ่สีขาวอวบสี่ลูกปรากฏขึ้นตรงหน้า แววตาของนางฉายประกายตื่นเต้นดีใจ แทบจะอุทาน ว้าว ออกมาดังๆเหมือนซื่อเหนียง
ซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่! หลังจากทะลุมิติมา นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็น!
ฉินเหยากัดซาลาเปาคำโต กลิ่นหอมของเนื้อผสมกับแป้งนุ่มๆ ระเบิดรสชาติบนลิ้น ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกห้อมล้อมด้วยความสุข งดงามจนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
กินไปสามลูกแล้ว ฉินเหยาถึงเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้
นางหยิบซาลาเปาที่เหลืออีกลูกหนึ่งหันไปส่งให้ซุ่นจื่อที่ยืนดื่มโจ๊กข้าวฟ่างน้ำลายสออยู่ตรงประตู
“พี่สะใภ้ ให้ข้าหรือ” ซุ่นจื่อถามด้วยความดีใจ
ฉินเหยาพยักหน้า ซุ่นจื่อจึงรับซาลาเปามาด้วยความดีใจ หัวเราะซื่อๆ แล้วเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ ตอนอยู่กับพี่สาม ข้ายังไม่ได้กินแม้แต่หมั่นโถวแป้งขาว นี่เพิ่งอยู่กับพี่สะใภ้แค่สองวันก็ได้กินซาลาเปาไส้เนื้อแล้ว”
ความหมายในคำพูดนั้นคือ ฉินเหยาเก่งกว่าหลิวจี้
ฉินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย “รีบกินเสีย กินเสร็จแล้วไปทำงาน วันนี้ขยันทำงาน พรุ่งนี้ก็จะมีซาลาเปาไส้เนื้ออีก”
แม่ครัวกระตุกมุมปาก ซาลาเปาไส้เนื้อนี่ไม่ได้มีทุกวันนะ หรือว่านางจะเข้าใจอะไรผิดไป?
แต่พ่อบ้านส่งสายตาสื่อว่า ปล่อยให้ความเข้าใจผิดนี้ดำเนินต่อไป!
แม่ครัวพยักหน้าแสดงออกว่าเข้าใจ เมื่อเห็นฉินเหยาไม่ได้กินซาลาเปาที่เหลือในซึ้งจึงถามว่านางต้องการจะนำกลับไปด้วยหรือไม่
ฉินเหยากำลังคิดเช่นนั้นอยู่พอดีจึงขอให้แม่ครัวช่วยห่อให้ นางตั้งใจจะนำกลับไปให้ครอบครัวลองชิมหลังเลิกงาน
แม่ครัวเหลือบมองใบหน้าเกร็งกระตุกของพ่อบ้านก่อนจะรับคำ ตอบรับว่าจะช่วยเก็บไว้ให้
ตอนเย็น ฉินเหยานำซาลาเปาไส้เนื้อกลับบ้าน ทำเอาต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่ดีใจเจียนคลั่ง
“ซาลาเปาไส้เนื้อใหญ่ได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ!” ซานหลางใช้มือเล็กๆวัดขนาด มันใหญ่เท่ากำปั้นสองกำปั้นของเขาเลย
ซื่อเหนียงเขย่งเท้าเพื่อมองไปที่เตาพลางกลืนน้ำลายแล้วพูดว่า “หอมจังเลย~”
เอ้อร์หลางเดินไปเดินมาด้วยความร้อนใจ “ท่านพ่อ ซาลาเปาอุ่นเสร็จหรือยัง”
ต้าหลางพยายามละสายตาออกจากซาลาเปาในหม้อ ก่อนเดินไปหาฉินเหยาที่กำลังล้างหน้า
“ท่านน้า วันนี้ท่านพ่อถอนวัชพืชในสวนผักเสร็จหมดแล้ว ทั้งยังถางที่ดินว่างด้านหลังบ้านออกอีกสามส่วน เตรียมจะปลูกผักเพิ่ม”
เพราะอย่างนั้นให้ซาลาเปาเขาส่วนหนึ่งด้วยได้ไหม ต้าหลางมองนางด้วยสายตาคาดหวังเช่นนั้น
ฉินเหยาลูบหัวหนุ่มน้อยก่อนหันไปสั่งในครัวว่า “ซาลาเปาไส้เนื้อสี่ลูกแบ่งออกเป็นหกส่วน คนละหนึ่งส่วน”
หลิวจี้ดีใจลิงโลด “เมียจ๋าวางใจได้ ข้าจะแบ่งให้เท่ากันไม่มีขาดแน่นอน!”
ต้าหลางยกมือจัดผมที่ถูกขยี้ของตนเอง หน้าแดงก่อนวิ่งเข้าไปในครัว
เมื่อหันกลับมาก็เห็นฉินเหยากำลังเดินเข้ามาด้วย นัยน์ตากลมโตของนางเปล่งประกายวิบวับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน
[1] การสอบเอินเคอ คือการสอบที่ฮ่องเต้ทรงพิจารณาจัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษ
[2] เซี่ยนซื่อ หรือการสอบระดับเขต เป็นการสอบสนามแรกของการสอบถงซื่อ โดยการสอบถงซื่อจะแบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่ เซี่ยนซื่อ (การสอบระดับเขต) ฝู่ซื่อ (การสอบระดับจังหวัด) ย่วนซื่อ (การสอบระดับวิทยาลัย) เมื่อสอบผ่านระดับเซี่ยนซื่อแล้วจะไปสอบในระดับฝู่ซื่อและย่วนซื่อตามลำดับ
[3] ฮุ่ยซื่อ การสอบระดับเมืองหลวงหรือระดับประเทศ
ตอนที่ 74: สตรีห้ามเข้าสำนักศึกษา
เมื่อซุ่นจื่อติดตามฉินเหยาก็ได้กินซาลาเปาไส้เนื้อไปห้ามื้อติดกัน แต่ในขณะที่กำลังติดใจอยู่นั้น งานตัดไม้ก็สิ้นสุดลง
เพราะการแข่งขันภายในที่ฉินเหยานำมา งานที่ควรใช้เวลาครึ่งเดือนถึงจะเสร็จ พวกเขากลับทำเสร็จภายในเจ็ดวัน
วันนี้ตอนกำลังเลิกงาน จู่ๆก็ได้ยินติงอู่เอ่ยว่า “ไม้ที่ตัดมาครั้งนี้เพียงพอแล้ว สักครู่ทุกคนเอาเครื่องมือไปเก็บที่โรงเก็บเครื่องมือแล้วตามไปที่ห้องบัญชีเพื่อรับค่าแรงจากพ่อบ้านเถอะ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาทำงานแล้ว”
ทุกคนพยักหน้ารับอย่างเศร้าๆ ก่อนถือเครื่องมือลงจากเขาไปหาพ่อบ้านเพื่อรับค่าแรง
เพราะพวกเขาทำงานกันอย่างเต็มที่ ค่าแรงจึงเพิ่มขึ้นเป็นวันละสิบสองเหวิน เจ็ดวันรวมเป็นแปดสิบสี่เหวิน
ไม่มีใครถูกหักเงินเลย อันดับหนึ่งถึงสามยังได้เงินเพิ่มรวมแล้วเป็นหนึ่งร้อยเหวิน เงินถูกร้อยไว้ในเชือกป่าน เวลาเขย่าจะมีเสียงกรุ๊งกริ๊งไพเราะเสนาะหู
ซุ่นจื่อดีใจมาก แม้จะไม่ได้ถึงหนึ่งร้อยเหวิน แต่แปดสิบสี่เหวินก็มากกว่าที่คาดไว้สิบกว่าเหวิน
ทุกคนเดินทางมาทำงานจากหมู่บ้านต่างๆ ทางกลับบ้านค่อนข้างไกล เมื่อรับค่าแรงแล้วก็แยกย้ายกลับบ้าน
ฉินเหยาและแม่ครัวหยิบซาลาเปาไส้เนื้อที่เหลือสี่ลูกพลางเรียกซุ่นจื่อ วันนี้ทั้งสองคนเตรียมเดินกลับบ้านด้วยกัน
เนื่องจากพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานอีก ฉินเหยาจึงไม่อยากเร่งรีบกลับบ้าน
อีกสักครู่ นางตั้งใจจะไปดูที่ตัวเมืองว่ามีร้านค้าไหนเปิดบ้าง หากยังมีเนื้อขายก็คงดีมาก
“ฉินเหนียงจื่อ!”
จู่ๆพ่อบ้านก็วิ่งตามออกมา
ฉินเหยาและซุ่นจื่อหันกลับไปมองด้วยความสงสัย พ่อบ้านส่งยิ้มให้นางก่อนพูดว่า “ฉินเหนียงจื่อ ขอคุยด้วยสักครู่ได้หรือไม่”
ฉินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย ซุ่นจื่อรู้ตัวจึงถอยออกไปที่หน้าประตูแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ ข้าไปรอท่านข้างนอกนะ”
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วเดินตามพ่อบ้านกลับเข้าไปในลานบ้านพลางมองเขาด้วยความสงสัย
ไม่มีใครให้ผลประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผล แท้จริงแล้วอาหารเช้าที่แม่ครัวเตรียมให้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเกินมาตรฐานไปมาก ฉินเหยารู้ดี เพียงแต่ฝ่ายนั้นไม่พูดตรงๆนางจึงแกล้งโง่
พ่อบ้านอดทนมาจนถึงตอนนี้กว่าจะเรียกนางมาคุย ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรกันแน่
พ่อบ้านอวี๋มีท่าทางลังเล เหมือนไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไรดี
ฉินเหยาเริ่มรำคาญขึ้นมาแล้ว “พ่อบ้าน มีอะไรก็พูดมาตรงๆเถอะ ข้าต้องรีบกลับบ้าน เดินทางกลางคืนมันอันตราย”
พ่อบ้านจึงพูดขึ้นว่า “ฉินเหนียงจื่อ พอจะมีเวลาว่างหลังจากนี้หรือไม่”
“ยังมีงานอะไรให้ทำอีกหรือ” ฉินเหยาถาม
พ่อบ้านยิ้มแล้วกล่าวว่า “นายท่านและคุณชายน้อยของเรามีแผนจะเดินทางไกลในอีกไม่กี่วัน แต่พวกเขาเป็นห่วงคุณหนูของเราจึงอยากถามว่าฉินเหนียงจื่อพอจะมีเวลาว่างหรือไม่ งานนี้ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน เพียงมาอยู่ที่จวนเป็นเพื่อนคุณหนูเท่านั้นก็พอ”
เขารีบเสริมต่อ “ค่าแรงคุยกันได้ หากฉินเหนียงจื่อไม่สะดวก จวนเรามีห้องพักให้พักอาศัย อาหารการกินทางครัวจะดูแลให้ ตอนนี้แม่ครัวรู้ปริมาณความอยากอาหารของเจ้าแล้ว รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้เจ้าหิวแน่นอน เจ้าลองพิจารณาดูว่าพอจะมีเวลาหรือไม่”
ฉินเหยาพูดว่า “พวกท่านต้องการให้ข้ามาเป็นผู้คุ้มกันชั่วคราวของคุณหนูใช่หรือไม่”
พ่อบ้านพยักหน้าอย่างยินดี “ใช่แล้ว”
ฉินเหยาถามต่อ “รวมที่พักและอาหาร ระยะเวลาหนึ่งเดือนใช่ไหม”
พ่อบ้านเห็นว่านางดูสนใจจึงพยักหน้าไม่หยุด “ใช่ๆๆ!”
“แล้วค่าแรงคิดอย่างไร”
ไม่นึกว่านางจะถามเรื่องค่าแรงเร็วขนาดนี้ พ่อบ้านเริ่มเห็นความหวังจึงลองยื่นข้อเสนอ “สองตำลึงเป็นอย่างไร”
ฉินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย นี่ดูเหมือนยังมีช่องให้ต่อรองราคาได้อีก
ไม่นึกว่าค่าแรงของการเป็นผู้คุ้มกันจะสูงขนาดนี้ หากรู้แบบนี้ นางคงไม่ไปตัดไม้ให้เหนื่อยแล้ว ตรงไปสมัครเป็นผู้คุ้มกันในเมืองตั้งแต่แรกคงจะดีกว่า!
แต่ก็แค่คิดในใจเท่านั้น เพราะเหล่าขุนนางและเศรษฐีในเมืองต่างก็มีผู้คุ้มกันประจำอยู่แล้ว แทบจะไม่มีการจ้างคนนอก
สำหรับตระกูลคหบดีติงเอง เกรงว่าก็คงไม่ได้ขาดแคลนผู้คุ้มกันจริงๆ เพียงแค่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยให้บุตรสาวอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น
จากการสังเกตในช่วงหลายวันนี้ ตระกูลติงไม่มีนายหญิงเหลือเพียงนายท่านติง และเมื่อผู้ใหญ่ต้องเดินทางกันหมดก็จะเหลือแค่เด็กหญิงตัวเล็กๆคนเดียวซึ่งน่าเป็นห่วงมาก
ที่นี่อยู่ห่างจากหมู่บ้านของเครือญาติสกุลติงราวสามลี้ เว้นแต่ว่าจะส่งคุณหนูติงไปให้ญาติดูแล หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริงๆ เครือญาติก็ไม่มีทางมาถึงได้ทันเวลา
แต่เห็นได้ชัดว่า คุณหนูติงไม่ต้องการไปอยู่กับญาติ
ฉินเหยามองพ่อบ้านหนึ่งครั้ง พ่อบ้านเองก็มองนางเช่นกัน สายตาของทั้งสองประสานกัน พ่อบ้านยิ้มให้นางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ฉินเหยาจึงถามเขาว่า “พ่อบ้านอวี๋ หลังจากที่สำนักศึกษาสกุลติงสร้างเสร็จ จะรับเฉพาะเด็กตระกูลติงหรือ”
“ฉินเหนียงจื่อกำลังคิดอยากจะส่งลูกๆของเจ้ามาเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลติงใช่หรือไม่” พ่อบ้านหยั่งเชิง
ฉินเหยารับคำเบาๆ พ่อบ้านแนะนำว่านางอาจลองขอให้นายท่านติงช่วยถามดู หากเป็นเพียงเด็กต่างสกุลแค่หนึ่งหรือสองคนก็ยังพอมีความหวัง
แต่เขาก็ไม่กล้ารับปาก “ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหัวหน้าตระกูล อีกทั้งสำนักศึกษาตระกูลติงกว่าจะสร้างเสร็จเร็วที่สุดก็ปลายปี ยังอีกนานเลย”
ไม้เพิ่งถูกตัดลงมา ต้องตากให้แห้งอย่างน้อยครึ่งปี จากนั้นยังต้องนำไม้มาทำเป็นไม้แปรรูปสำหรับใช้งาน เวลาก่อสร้างจึงเร่งไม่ได้
ฉินเหยารู้ว่าพ่อบ้านพูดเช่นนี้ก็ถือว่าให้เกียรตินางมากแล้ว แต่นางก็ยังถามต่อว่า “หากเป็นเด็กผู้หญิงล่ะ ได้หรือไม่”
พ่อบ้านตกใจมาก รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ได้ ไม่ได้ เด็กผู้หญิงจะเข้าสำนักศึกษาได้อย่างไร ไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้มาก่อน!”
ฉินเหยาเองก็ถามไปอย่างนั้น แม้รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทาง แต่ในใจก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
นางไม่รู้ว่าสถานที่อื่นเป็นอย่างไร แต่สำหรับจังหวัดจื่อจิง แน่นอนว่าไม่มีเด็กหญิงเข้าสำนักศึกษา หากบุตรสาวอยากเรียนหนังสือก็ทำได้เพียงว่าจ้างครูมาสอนที่บ้าน และครอบครัวที่สามารถจ้างครูมาสอนบุตรสาวได้นั้นมีอยู่น้อยมาก
คุณหนูของตระกูลคหบดีติงสามารถเรียนหนังสือได้เพราะบิดาของนางเป็นคนสอนเอง
สำหรับคุณหนูในครอบครัวร่ำรวยคนอื่นๆ เด็กหญิงที่อ่านออกเขียนได้มีอยู่ไม่มาก หากบิดามารดารักและเอาใจใส่พวกนางมากจริงๆ ก็จะสอนให้พวกนางคิดบัญชีและดีดลูกคิด เพื่อวันหน้าจะได้ช่วยสามีดูแลกิจการในครอบครัวหลังแต่งงานไปแล้ว
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงบุตรสาวของชาวบ้านธรรมดาเลย
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะกลับไปเตรียมตัวสักสองสามวันแล้วจะกลับมา” ฉินเหยากล่าว
คำพูดนี้แสดงว่านางตกลงแล้ว
พ่อบ้านยินดีมาก ขณะส่งฉินเหยาออกจากจวน เขาย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าห้ามเกินห้าวัน และในวันที่ห้าจะต้องกลับมา
ฉินเหยารับปาก ก่อนเรียกซุ่นจื่อให้ไปด้วยกัน ทั้งสองเดินไปในตัวเมืองก่อน แต่น่าเสียดายที่ร้านค้าในเมืองปิดหมดแล้ว เหลือเพียงบ้านชาวไร่แห่งหนึ่งที่ขายถั่วปากอ้าคั่วเองสองห่อ
ถั่วปากอ้าขายห่อละสองเหวิน ห่อด้วยใบตอง ขนาดเท่าฝ่ามือของผู้ใหญ่ ถั่วปากอ้าแต่ละเม็ดคั่วจนเปลือกแตกและซึมซับเกลือเข้าไปด้านใน ดูแล้วน่าอร่อยมาก
ฉินเหยาเก็บหนึ่งห่อใส่กระเป๋าผ้าของนาง อีกห่อหนึ่งถือไว้ในมือ เดินกินไปพร้อมกับซุ่นจื่อระหว่างทางกลับบ้าน
ซุ่นจื่อมักเห็นแต่ผู้ใหญ่ซื้อขนมกลับบ้านให้เด็กๆ แต่คนอย่างฉินเหยาที่ซื้อขนมสองห่อแบ่งให้ครอบครัวหนึ่งห่อและตัวเองอีกหนึ่งห่อเขาเองก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
แต่เมื่อฉินเหยาส่งถั่วปากอ้าให้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมาหนึ่งกำมือ
พอกินเข้าไปถึงได้เข้าใจว่าทำไมเด็กๆถึงชอบกินของพวกนี้นัก มันช่วยให้หายอยากได้จริงๆ ทั้งหอมและกรอบ กินแล้วอารมณ์ดีขึ้นทันที
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ พระอาทิตย์ก็เหลือเพียงครึ่งดวงลอยเด่นอยู่บนยอดเขา
ฉินเหยาคิดว่าโอ่งข้าวที่บ้านคงใกล้จะเกลี้ยงแล้ว นางจึงซื้อข้าวสารอย่างดีสิบห้าจินจากบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านเซี่ยเหอ ใช้ค่าแรงหนึ่งร้อยอีแปะที่เพิ่งได้รับมาวันนี้จนหมดเกลี้ยง
หลิวจี้ที่รอคอยให้ฉินเหยานำค่าแรงกลับบ้านมา เมื่อเห็นถุงข้าวสารอย่างดีถุงนั้น เขาก็แทบสำลักความเจ็บใจจนตาย!
ตอนที่ 75: เจ้าอยากสั่งสอนข้า?
หลังจากกินข้าวต้มติดต่อกันมาหลายคืน ฉินเหยาทนไม่ไหวแล้วจึงพูดกับหลิวจี้ว่า “วันนี้ข้าจะกินข้าวสวย”
หลิวจี้คิดในใจ สตรีล้างผลาญผู้นี้!
แต่ฉากหน้ากลับรับคำแล้วรีบก่อไฟ ล้างข้าวและหุงข้าวอย่างคล่องแคล่ว
วันนี้นางกลับบ้านช้ากว่าปกติราวๆสองทุ่มครึ่งโดยประมาณ คนในหมู่บ้านมักกินข้าวกันตั้งแต่หัวค่ำ ตอนนี้หลายบ้านเข้านอนและเข้าสู่ความฝันไปแล้ว
หลิวจี้และเด็กๆทั้งสี่คนกินข้าวเย็นไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ตอนนี้พอฉินเหยานำซาลาเปาไส้เนื้อกลับมา เสียงท้องพวกเขาก็ร้องขึ้นมาอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียง รอคอยให้หลิวจี้อุ่นซาลาเปาให้ร้อนและแบ่งให้เท่ากัน
ห้าคนแม่ลูกนั่งล้อมโต๊ะอาหารในห้องโถง ฉินเหยาหยิบถั่วปากอ้าห่อหนึ่งออกจากกระเป๋า ใบหน้าของพี่น้องทั้งสี่เปล่งประกาย
ซื่อเหนียงมองฉินเหยาด้วยความยินดี ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “ท่านแม่ดียิ่งกว่าพระโพธิสัตว์อีก”
ฉินเหยากวักมือเรียก เด็กหญิงตัวน้อยรีบวิ่งเข้ามาซบ มือเล็กๆดึงที่คอเสื้อของนาง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสุข
“แม่ดีกว่าพระโพธิสัตว์จริงหรือ” ฉินเหยาถามพลางยิ้ม
ซื่อเหนียงพยักหน้าแรงๆ ตอบรับ “อื้มๆ!”
ฉินเหยามีความสุข ก่อนจงใจชี้ไปที่แก้มตัวเอง ซื่อเหนียงทำหน้าสงสัยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจ จากนั้นก็เขย่งเท้าขึ้นมาจุ๊บแก้มนางอย่างเขินอาย
หัวใจของฉินเหยาละลายในทันที นางอุ้มซื่อเหนียงขึ้นนั่งบนตัก ก่อนจะหอมแก้มอีกฝ่ายสองฟอดใหญ่ ทำเอาซื่อเหนียงหัวเราะคิกคักเพราะจั๊กจี้ ทั้งสองหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลาง เด็กชายทั้งสามช่วยกันปอกเปลือกถั่วปากอ้าทั้งหมดใส่ในถ้วย จากนั้นก็ดันถ้วยไปตรงหน้าฉินเหยา รอให้นางแบ่งส่วน
เมื่อมีนางอยู่ พี่น้องทั้งสี่ไม่เคยกังวลเลยว่าอาหารอร่อยๆ จะแบ่งมาไม่ถึงพวกเขา
เอ้อร์หลางคิดว่าพี่น้องคนอื่นๆคงไม่ว่าอะไร ถ้าเขาจะดูดรสชาติจากเปลือกถั่วปากอ้าก่อน ในระหว่างรอแบ่งส่วน เขาก็หยิบเปลือกถั่วที่มีรสชาติใส่ปาก ดูดจนหมดรสแล้วคายออกมาเพื่อหยิบกำมือใหม่
ครั้งก่อนเขาอยากดูดกระดูกนก ครั้งนี้มาดูดเปลือกถั่วปากอ้า ฉินเหยาไม่อยากแม้แต่จะมอง
หลิวเอ้อร์หลาง เจ้าหนูนี่นิสัยประหลาดเกินไปหรือเปล่า!
แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า อย่าไปขัดขวางความชอบของเด็ก ให้เขาได้พัฒนาไปตามธรรมชาติ นางจึงปล่อยเขาไป
แค่ไม่ทำแบบนี้ต่อหน้าแขกก็พอ
ถั่วปากอ้าที่แกะแล้วมีเพียงถ้วยเล็กๆ ‘ฉินเหยาผู้เชี่ยวชาญแห่งการแบ่งสรรอย่างยุติธรรม’ จึงแบ่งถั่วปากอ้าออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆกันให้กับพี่น้องทั้งสี่
ส่วนหลิวจี้นั้นไม่กังวลเลยสักนิด แค่หลอกเด็กสักคน ปากเขาก็ไม่มีวันขาดแคลนอาหาร
ฉินเหยาพบว่า เด็กทั้งสี่ในบ้านนี้ฉลาดมาก เมื่อต้องรับมือกับเด็กคนอื่นนอกบ้าน พวกเขาแทบจะไม่ยอมให้ใครมาหลอกเอาอาหารจากมือไปได้ง่ายๆ
แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นหลิวจี้ แม้แต่เอ้อร์หลางก็ยังตกหลุมพราง
หรือว่านี่จะเป็นการกดดันทางสายเลือดตามธรรมชาติ?
ฉินเหยาส่ายหน้า นางไม่เข้าใจและก็ไม่อยากเข้าใจด้วย เอาเป็นว่ากินข้าวก่อนดีกว่า
หลิวจี้หุงข้าวสวยมาสามถ้วย ฟักที่ปลูกไว้ในสวนหน้าบ้านเพิ่งเริ่มโต ยังไม่พร้อมเก็บกิน ตอนนี้ครอบครัวของฉินเหยายังอยู่ในช่วงขาดแคลนผัก อาหารเคียงที่มีก็คือผักดองที่หลิวจี้ซื้อจากพ่อค้าหาบเร่หลิว
แต่หลิวจี้รู้ดีว่าฉินเหยาชอบกินของดีๆ หากนางกินอิ่มและพอใจ อารมณ์ของนางก็จะดี และเมื่ออารมณ์นางดี ชีวิตเขาก็จะราบรื่นขึ้น
ดังนั้นเขาจึงใช้ไข่ไก่หนึ่งฟองมาทำน้ำแกงให้ฉินเหยาหนึ่งถ้วย
มีข้าวสวย ผักดองและน้ำแกง ฉินเหยากินอย่างอิ่มเอม
ซาลาเปาไส้เนื้อสี่ลูกที่มีนางไม่ได้กิน เพราะช่วงนี้กินติดต่อกันหลายวันจนไม่ได้อยากมากนัก
แม้แต่เด็กๆในบ้านเองก็ไม่ได้ตื่นเต้นกับการมีซาลาเปาเหมือนในตอนแรก
ในตอนนี้ หลิวจี้แบ่งซาลาเปาคนละหนึ่งลูกให้ต้าหลาง เอ้อร์หลาง และซานหลาง ส่วนตัวเขาเองกับซื่อเหนียงที่กินได้น้อยแบ่งกันหนึ่งลูกเป็นมื้อดึก นั่งกินพร้อมกับฉินเหยา
ตามวิถีชีวิตในชนบท สามทุ่มค่ำถือว่าเป็นช่วงดึกแล้ว แต่ครอบครัวหกคนนี้กลับนอนไม่หลับเพราะกินอิ่มจนเกินไป
เดิมทีฉินเหยาตั้งใจว่าพรุ่งนี้ค่อยบอกเรื่องที่นางจะไปเป็นผู้คุ้มกันที่จวนติง แต่พอดีตอนนี้ทุกคนยังไม่นอน นางจึงพูดออกมาเสียเลย
คนที่ดีใจที่สุดไม่พ้นหลิวจี้ สองตำลึงเชียวนะ!
เงินที่โรงโม่น้ำต้องทำถึงหนึ่งปีถึงจะหาได้ แต่นี่ใช้เวลาแค่เดือนเดียว หากฉินเหยาปฏิเสธ เขาคงด่านางจนสุดชีวิตแน่
โชคดีที่สตรีอำมหิตผู้นี้ยังพอรู้ความ ตกลงรับงาน
และยิ่งกว่านั้น เมื่อฉินเหยาไม่อยู่บ้าน กระทั่งหายใจเขาก็รู้สึกเหมือนได้หายใจได้โล่งขึ้น งานดูแลน้ำในนาแค่เดินตรวจวันละสามรอบก็พอ ไม่มีอะไรหนักหนา
ในแปลงผักก็แค่ถอนหญ้าและเมื่อตะวันตกดินก็ไปปลูกผักในพื้นที่รกร้างที่เพิ่งถางใหม่หลังบ้าน ที่เหลือก็มีเพียงงานเบาๆที่ทำแค่เล็กน้อยก็เสร็จ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีต้าหลางกับพี่น้องอีกสามคนเป็นแรงงานเปล่า ทั้งฉลาดและเชื่อฟัง ใช้งานได้ดีมาก
ฉินเหยาชำเลืองมองก็เห็นหลิวจี้ทำหน้าดีใจสุดๆ เห็นแล้วขัดตา นางจึงอดไม่ได้เตะเขาไปหนึ่งที
หลิวจี้ร้องโอ๊ยลั่นด้วยความเจ็บ ก่อนจะรีบเก็บสีหน้าท่าทางให้เรียบร้อย นั่งตัวตรงทันที
พี่น้องทั้งสี่คุ้นชินกับเรื่องเช่นนี้เสียแล้ว เมื่อรู้ว่านางจะต้องจากไปหนึ่งเดือน ทุกคนจึงมองนางด้วยสายตาอาลัย
แต่พวกเขาก็เข้าใจว่านางทำเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวจึงเอ่ยอย่างรู้ความว่าจะช่วยกันดูแลท่านพ่อให้ดี ไม่ให้เขาก่อเรื่อง
หลายวันถัดมา เด็กทั้งสี่ติดฉินเหยาชนิดที่เรียกได้ว่าไม่ห่างตัวเลย
แม้ว่าหลิวจี้จะพยายามเก็บอาการ แต่จังหวะก้าวเท้าที่ลิงโลดนั้นกลับเผยให้เห็นว่าเขาตั้งตารอคอยชีวิตอิสระในหนึ่งเดือนข้างหน้า
คนในหมู่บ้านไม่มีช่วงว่างเว้นจากงาน ช่วงนี้เป็นฤดูที่หนอนไหมปล่อยเส้นใย ทุกบ้านต่างเต็มไปด้วยเสียงทำงานของเครื่องทอผ้า
เมื่อเทียบกับบ้านอื่นๆ บ้านของฉินเหยาถือว่าชีวิตค่อนข้างสบาย
ในช่วงไม่กี่วันที่อยู่บ้าน ฉินเหยาแทบไม่ออกจากลานบ้านเลย ยกเว้นตอนเช้าที่ออกไปฝึกและออกไปตักน้ำ
งานในไร่ หลิวจี้สามารถจัดการเองได้ทั้งหมด ส่วนฉินเหยาก็ใช้เวลาว่างในช่วงนี้สอนบทกวีจีนโบราณให้เด็กๆเพิ่มอีกหลายบท
นางยังเปิดชั้นเรียนฝึกศิลปะการต่อสู้ให้ต้าหลาง สอนกระบวนท่าสังหารพื้นฐานให้เขาเล็กน้อยเพื่อให้เขามีอะไรไว้ฝึกในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเพื่อเสริมสร้างพื้นฐานให้แข็งแรง
หลิวจี้แอบมองสองแม่ลูกฝึกยุทธ์กัน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าประหลาด
กระบวนท่าที่ฉินเหยาสอนต้าหลาง ดูอย่างไรก็เหมือนเต็มไปด้วยจิตสังหารพวยพุ่งนะ?
ไม่ใช่สอนให้เขาเตะน่องคนก็บิดกระดูกมือ หรือไม่ก็สอนต้าหลางใช้ไม้กระแทกเอวคน ดูแล้วทั้งหมดคือการสอนเด็กว่าจะฆ่าผู้ใหญ่อย่างไร นี่มันคือการฝึกยุทธ์ที่ถูกต้องจริงหรือ
ตอนเย็นขณะที่ทำอาหารเย็น ฉินเหยาอุ้มฟืนที่ผ่าเสร็จแล้วเข้ามาในครัว หลิวจี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่านางกำลังสอนอะไรต้าหลาง
ฉินเหยาตอบอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ก็แค่กระบวนท่าป้องกันตัว”
หลิวจี้เบิกตากว้าง “นั่นมันกระบวนท่าสังหารชัดๆ เอากระบวนท่าสังหารมาเรียกว่าท่าป้องกันตัว เจ้าไม่รู้สึกผิดต่อมโนธรรมในใจบ้างหรือไร”
รู้สึกผิดต่อมโนธรรม? ฉินเหยาหัวเราะเยาะ “มโนธรรมช่วยรักษาชีวิตได้หรือ”
“หากช่วงที่ข้าไม่อยู่ พวกโจรกลับมาปล้นหมู่บ้านอีก เจ้าตั้งใจจะพาทุกคนไปตายด้วยกันหรือ”
หลิวจี้โต้กลับ “ทางการกำลังปราบโจรอยู่ พวกมันคงไม่กลับมาอีก”
แต่ประโยคนี้เขาเองก็เอ่ยได้อย่างไม่มั่นใจ ตั้งแต่วันสิ้นปีจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบสี่เดือนแล้ว หากทางการปราบโจรจริง ตอนนี้คงเสร็จไปนานแล้ว
อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้คนที่เดินทางกลับมาจากข้างนอกมักพูดว่า ถนนทางการที่มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกของอำเภอไคหยางยังมีพวกโจรขี่ม้าออกปล้นกองคาราวานพ่อค้าอยู่เป็นระยะ เพียงแต่ไม่เจิดประเจ้อเท่าก่อนหน้านี้
หลิวจี้พึมพำ “อย่างไรการที่เจ้าสอนเด็กแบบนี้มันก็ไม่ดี”
“เจ้ากำลังสั่งสอนข้าว่าต้องทำอย่างไรหรือ” ฉินเหยาหรี่ตาด้วยท่าทีอันตราย
หลิวจี้รีบโบกมือ “ไม่กล้า ไม่กล้า…”
ฉินเหยาหัวเราะเยาะเขาเบาๆ ก่อนหันไปมองเตาแล้วถามว่า “คืนนี้กินอะไร?”
“บะหมี่แป้งปั้นต้มกับไข่และผักป่า ที่บ้านยังมีแป้งเยอะ กินแป้งก่อนแล้วค่อยกินข้าวฟ่าง ข้าวสารอย่างดีมีน้อยควรประหยัดไว้ดีกว่า” หลิวจี้คิดคำนวณ
ฉินเหยาพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในห้องเก็บของด้านหลังเพื่อดูเสบียงที่เหลือ
ตอนที่ 76: ตำแหน่งในบ้าน
ในบ้านยังมีข้าวฟ่างสามสิบจิน ถั่วเหลืองห้าสิบจิน แป้งขาวหนึ่งร้อยสิบจินและข้าวสารอย่างดียี่สิบจิน
นางจะไม่อยู่บ้านหนึ่งเดือน เสบียงเหล่านี้เพียงพอให้พ่อลูกทั้งห้ากินจนกว่านางจะกลับมาและยังมีเหลือ
โรงโม่น้ำตอนนี้มีรายได้คงที่เดือนละสองร้อยเหวิน ฉินเหยาจึงไม่ได้ทิ้งเงินไว้ให้หลิวจี้
ในชนบทไม่มีที่ให้ใช้จ่ายมากมาย รายได้จากโรงโม่น้ำก็เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันของพ่อลูกแล้ว
แต่ในคืนก่อนออกเดินทาง ฉินเหยาเรียกเอ้อร์หลางออกมาคุยตามลำพังและให้เงินเขาไว้สองเฉียนเผื่อฉุกเฉิน
“ห้ามบอกใครเด็ดขาด โดยเฉพาะพ่อเจ้า เงินก้อนนี้ห้ามใช้หากไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ตอนนี้ข้ามอบให้เจ้าดูแล เจ้าดูแลได้หรือไม่”
ฉินเหยามองเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่ตัวสูงยังไม่ถึงอกนางด้วยสายตาคาดหวัง
เอ้อร์หลางมองเศษเงินตำลึงเล็กๆในฝ่ามือของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับเงินมากขนาดนี้ เด็กชายรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย มือเล็กๆสั่นแต่มั่นคง เขากำเงินไว้แน่นและให้สัญญากับฉินเหยาว่า
“เงินสองเฉียนนี้ ข้าจะดูแลอย่างดี รอจนท่านน้ากลับมาแล้วจะคืนให้ท่าน”
ฉินเหยาตบไหล่เล็กๆของเขาและสอนเขาว่าควรเก็บเงินไว้ที่ใดจึงจะปลอดภัย จากนั้นก็ทดสอบความรู้ด้านคณิตศาสตร์ของเขาอีกครั้ง
ตั้งแต่หนึ่งถึงหนึ่งร้อย เอ้อร์หลางท่องได้คล่องแคล่วมานานแล้ว ในบรรดาพี่น้องทั้งสี่ เขาเป็นคนที่เรียนคณิตศาสตร์ได้ดีที่สุด
การบวกลบเลขไม่เกินร้อยนั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับเจ้าหนูน้อย เขายังรู้ด้วยว่าควรแบ่งเงินสองเฉียนเป็นสองส่วน ส่วนละหนึ่งร้อยอีแปะ แบบนี้เขาจึงจะจัดการเงินสองเฉียนนี้ได้ดี
ฉินเหยาพอใจ โบกมือให้อีกฝ่ายกลับเข้าห้องไปแล้วบอกให้ช่วยเรียกต้าหลางมาให้ด้วย
ฉินเหยามอบกริชที่นางสั่งทำจากร้านตีเหล็กก่อนหน้านี้ให้ต้าหลาง “เก็บไว้ที่บ้านเผื่อได้ใช้ หากต้องใช้ก็ใช้ตามกระบวนท่าที่ข้าสอนเจ้าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่หากไม่มีโอกาสได้ใช้จะดีที่สุด”
ส่วนเรื่องว่าจะโดนมีดบาดหรือไม่นั้น ฉินเหยาไม่ได้ใส่ใจเพราะเรื่องแบบนี้การเตือนไม่มีประโยชน์ ต้องผ่านประสบการณ์ด้วยตนเองถึงจะรู้จักระวัง
กริชเล่มนั้นไม่ได้คมมาก แม้จะโดนบาดก็เป็นแค่แผลเล็กๆไม่เป็นปัญหา
หลิวจี้ยืนอยู่ด้านหลังสองแม่ลูก มองพวกนางส่งมอบกริชกันเสร็จแล้วก็อดกังวลไม่ได้ว่าลูกชายคนโตที่เชื่อฟังที่สุดของเขาจะกลายเป็นฉินเหยาคนที่สอง
เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พออ้าปากแล้วก็คิดได้ว่า คำพูดของเขาในบ้านหลังนี้ดูเหมือนจะไม่มีน้ำหนักอะไรจึงยอมแพ้
ฉินเหยายังไม่วางใจนักจึงเรียกเด็กทั้งสี่มาที่ห้องโถงแล้วกำชับว่า ห้ามลงแม่น้ำ ห้ามเข้าป่าและอย่าอยากรู้อยากเห็นจนวิ่งตามเด็กคนอื่นออกไปนอกเขตหมู่บ้าน
แม้ว่านางจะมาอยู่ที่นี่นานพอสมควรและยังไม่เคยเจอพวกค้ามุนษย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี เพียงแค่โชคดีที่พวกคนใจร้ายเหล่านี้ยังไม่มาถึงเท่านั้น
ในเขตหมู่บ้าน มักจะมีคนทำงานอยู่ในไร่นาเสมอ ทำให้พวกที่มีจิตคิดร้ายต้องระแวดระวัง เด็กๆจึงปลอดภัยขึ้นมาก
เมื่อก่อนที่บ้านไม่มีผู้ใหญ่สักคน ต้าหลางก็ยังสามารถดูแลน้องชายและน้องสาวจนอยู่รอดมาได้อย่างยากลำบาก ตอนนี้เรื่องที่ฉินเหยากำชับเขาก็รู้ดีอยู่แล้ว
แต่เขาก็ยังเงียบฟังไปเรื่อยๆเพียงรู้สึกอบอุ่นในใจ เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่เลี้ยงเขาถึงรู้สึกว่าตนเองก็เป็นเด็กคนหนึ่งเหมือนกัน แม้ว่าโลกจะถล่มลงมาก็ยังมีผู้ใหญ่คอยค้ำไว้ เขาเพียงแค่ทำหน้าที่ของเด็กคนหนึ่งให้ดีที่สุดก็พอ
“พอแล้ว พูดไปมากกว่านี้พวกเจ้าก็จำไม่ได้หรอก เอาแค่นี้ล่ะ ไปล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอนได้” ฉินเหยาโบกมือ “แยกย้าย!”
พี่น้องทั้งสี่หัวเราะคิกคักแล้วกรูกันเข้าไปในห้องอาบน้ำ
“ซื่อเหนียง เดี๋ยวอาบพร้อมแม่นะ” ฉินเหยาเรียกตัวลูกสาวคนเล็กที่กำลังจะเข้าไปด้วย พลางกวักมือให้นางออกมา
ไม่ใช่ว่าเพราะต้องแยกชายหญิงหรอก เด็กน้อยวัยห้าขวบยังไม่ได้แตกต่างกันขนาดนั้น ก่อนที่นางจะมา พี่น้องทั้งสี่ก็นอนรวมกันในผ้าห่มผืนเดียวกันอยู่แล้ว ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องระวังเรื่องนั้น
เหตุผลหลักก็เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการอาบน้ำ
ต้าหลางและเอ้อร์หลางต้องช่วยซานหลางเพียงคนเดียว ความเร็วในการอาบน้ำก็เพิ่มขึ้นมาก
ซื่อเหนียงไม่ได้อาบน้ำพร้อมกับพี่ชาย นางไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยสักนิดเพราะนางได้อาบน้ำพร้อมกับท่านแม่
ซื่อเหนียงเดินเตาะแตะกลับมาเองจนถึงข้างตัวฉินเหยา มือเล็กๆจับชายเสื้อของนางเอาไว้ รออย่างเชื่อฟัง
หลิวจี้ที่แทบจะกลายเป็นเงาอยู่แล้วพูดขึ้นเบาๆ “เมียจ๋า เจ้าไม่มีอะไรจะกำชับข้าบ้างหรือ”
ฉินเหยาหันไปมองเขาหนึ่งครั้ง ก่อนตอบสั้นๆอย่างชัดเจนว่า “ไม่มี”
ผู้ชายตัวโตคนหนึ่ง ไม่ใช่เด็ก มีอะไรให้ต้องกำชับกัน
ฉินเหยาดึงซื่อเหนียงให้นั่งลงที่ธรณีประตูของห้องโถงแล้วเริ่มแก้เชือกผูกผมที่ยุ่งเหยิงบนหัวของนาง พลางถามอย่างสงสัยว่า “ต้าหลางเป็นคนมัดผมให้เจ้าหรือ”
ซื่อเหนียงส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนยกมือน้อยๆชี้ไปในบ้าน “ท่านพ่อเป็นคนมัด ทุกเช้าตื่นขึ้นมา พี่ใหญ่กับพี่รองก็ไม่อยู่แล้ว”
นางตื่นสาย ดังนั้นจึงเป็นท่านพ่อที่มัดผมให้ทุกวัน
ฉินเหยาพูดขึ้นทันทีว่า “มิน่าถึงแก้ยากขนาดนี้ แทบจะเป็นเงื่อนตายแล้ว”
หลิวจี้จะพูดอะไรได้อีก ไม่ทำก็โดนด่า ทำแล้วก็ยังโดนด่า เขาจึงหันหลังเดินไปที่ครัวเพื่อต้มน้ำ ไม่คิดจะโต้แย้งอะไรอีก
เขาไม่พูดอะไรเลย ทำให้ฉินเหยารู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง นางจิ้มแก้มนุ่มๆของซื่อเหนียงก่อนจะเก็บเชือกผูกผมที่แก้ออกมาได้แล้วเริ่มแก้ผมตัวเอง
ทรงผมของนางนั้นเรียบง่ายมาก รวบเป็นหางม้ามัดหนึ่งทีแล้วใช้ผ้าคลุมผมอีกผืนห่อไว้ แก้ออกได้เร็วมาก
ผมของร่างเดิมนั้นดำสนิท แต่แห้งหยาบ ในยุคโบราณไม่มีแชมพูหรือครีมนวด ฉินเหยาใช้สบู่ชาที่พี่สะใภ้รองนางชิวให้มาสระผม ว่ากันว่าถ้าใช้สระผมไปสักระยะหนึ่งผมจะกลับมานุ่มลื่นและเป็นเงางาม แต่นางเองก็ไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่
แต่ในบ้านนั้นยังสะดวกอยู่ พอไปถึงจวนติงแล้ว นางก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เกรงว่าแม้แต่การอาบน้ำก็อาจจะลำบาก
ทั้งหมู่บ้านมีเพียงบ้านของนางที่อาบน้ำสระผมบ่อยที่สุด ส่วนเรือนเก่านั้นครึ่งเดือนถึงจะอาบน้ำทีหนึ่ง และนั่นก็เฉพาะช่วงหน้าร้อน
หากเป็นหน้าหนาวจะไม่อาบน้ำตลอดทั้งฤดู หากทนไม่ไหวจริงๆ ก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวแทน
การสระผมเองก็ไม่ได้สระบ่อยเช่นกัน นางเหอและนางชิวมักเกล้าผมและม้วนไว้ในผ้าคลุมผมตลอดปี ผ้าคลุมนั้นมันจนขึ้นเงาเพราะน้ำมันจากเส้นผม
ทุกบ้านจะมีหวีเสนียดติดบ้านไว้อันหนึ่ง ใช้สำหรับหวีเหา
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ฉินเหยาจึงกลับเข้าห้อง เก็บสบู่ชาก้อนหนึ่งและผ้าขนหนูสำหรับอาบน้ำใส่ในห่อสัมภาระของตน
พอดีกับที่ต้าหลางและน้องชายทั้งสองอาบน้ำเสร็จออกมา ฉินเหยาจึงพาซื่อเหนียงเข้าไปในห้องน้ำ แม่ลูกช่วยกันทำความสะอาดร่างกาย
ส่วนหลิวจี้ที่เป็นคนต้มน้ำ ต้องรอจนเป็นคนสุดท้าย แสดงให้เห็นถึงสถานะในบ้านได้ชัดเจน
ปลายเดือนสี่ ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ฉินเหยาหิ้วสัมภาระที่เก็บเรียบร้อย กล่าวอำลาครอบครัวที่ยังอาลัยอาวรณ์และเดินเท้าเป็นเวลาสองชั่วโมงครึ่งมาถึงจวนติง
เมื่อมาถึงก็เป็นเวลาราวสิบเอ็ดโมงเช้า นายท่านติงและครอบครัวกำลังกินอาหารเที่ยง
สำหรับบ้านที่พิถีพิถันหน่อย จะมีทั้งอาหารเช้าและอาหารกลางวัน แต่จะไม่ใช่มื้อหนัก ส่วนมากจะเป็นกับข้าวเล็กๆน้อยๆอย่างข้าวต้มหรือของว่าง และมื้อค่ำจึงจะเป็นมื้อใหญ่ที่อาหารอุดมสมบูรณ์หน่อย
พ่อบ้านพาฉินเหยาไปยังที่พักชั่วคราวของนางสำหรับเดือนนี้ก่อน เมื่อเก็บสัมภาระให้เรียบร้อยแล้วค่อยมายังห้องโถงสวนดอกไม้เพื่อพบนายท่านติง
อาวุธของนางนั้นฉินเหยานำมาด้วยทั้งหมด มีดาบหนักหนึ่งเล่ม ธนูหนึ่งชุดและหนังสติ๊กพร้อมลูกกระสุนเหล็ก
ตอนที่พ่อบ้านเห็นอาวุธของนางที่ประตูใหญ่เป็นครั้งแรก เขาก็ลอบตกใจไม่น้อย
เดิมทีคิดว่านางเป็นเพียงหญิงชาวนาที่มีทักษะเล็กน้อยเท่านั้น แต่คาดไม่ถึงว่านางจะเป็นมืออาชีพขนาดนี้
มองดูดาบหนักเล่มใหญ่ไร้ฝักเล่มนั้น มีเพียงผ้าพันเอาไว้ ดูเพียงแค่นี้ก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันท่วมท้นแล้ว
ธนูที่สะพายอยู่บนไหล่เองก็ดูทรงพลังมาก ท่าทางนางจะเชี่ยวชาญการยิงธนู เพราะในกระบอกธนูมีลูกธนูมากกว่ายี่สิบดอก
ตอนที่ 77: จบการต่อสู้ภายในหนึ่งวินาที
คุณชายติงอยากเห็นว่าผู้คุ้มกันหญิงที่บิดาจ้างมาให้ดูแลน้องสาวนั้นเป็นอย่างไร หลังจากกินอาหารเที่ยงเสร็จ เขาไม่ได้กลับไปอ่านหนังสือที่ห้อง แต่เลือกมานั่งรอในห้องโถงสวนดอกไม้กับน้องสาวติงเซียง
คุณหนูตระกูลติงอายุสิบสองในปีนี้ รูปร่างหน้าตาสง่างาม นางสวมชุดกระโปรงแขนแคบทำจากผ้าไหมสีชมพูอ่อน ผมของนางถูกเกล้าเป็นทรงแกละพันไว้สองข้าง ประดับด้วยปิ่นมุกหนึ่งคู่และสวมต่างหูเงิน
ชุดนี้ทำให้นางดูงดงามซุกซน ประกอบกับดวงตารูปผลซิ่งกลมโตเต็มไปด้วยชีวิตชีวาจึงดูเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาที่ได้รับความรักและการเอาใจใส่จากบิดาและพี่ชาย
เพียงครั้งแรกที่เจอ ฉินเหยาก็คิดว่าคหบดีติงช่างกล้าหาญเหลือนเกิน ถึงขนาดปล่อยให้เด็กสาวที่ดูไร้เดียงสาเช่นนี้อยู่บ้านตามลำพัง
“นายท่านติง คุณชายติง คุณหนูติง” ฉินเหยาเดินเข้ามาในห้องโถงสวนดอกไม้ หยุดยืนต่อหน้าสามพ่อลูก ประสานหมัดขึ้นคำนับเล็กน้อย
นายท่านติงรีบยกมือขึ้นบอกให้นางไม่ต้องมากพิธีแล้วกล่าวต้อนรับด้วยรอยยิ้มว่า “ฉินเหนียงจื่อ ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว”
เขาพูดพลางมองไปทางบุตรสาวติงเซียง “นี่คือฉินเหนียงจื่อ คนที่พ่อบอกกับเจ้าไว้ อีกสองวันพ่อกับพี่ชายของเจ้าจะไปเมืองใหญ่ เจ้าอยู่บ้านคนเดียว มีฉินเหนียงจื่อเป็นผู้คุ้มกัน เราก็วางใจ”
ติงเซียงมองพิจารณาฉินเหยาด้วยความสงสัย ฉินเหยาเองก็เงยหน้าขึ้นมองกลับไปเล็กน้อย การสบตากันอย่างกะทันหันนี้ทำให้ติงเซียงรู้สึกแปลกใหม่
นางเดินขึ้นหน้ามาอีกสองก้าวแล้วหยุดตรงหน้าฉินเหยา ก่อนถามด้วยความประหลาดใจว่า “เจ้าคือฉินเหนียงจื่อที่ตัดต้นไม้ได้สิบหกต้นในหนึ่งวันใช่หรือไม่ เหตุใดเจ้าถึงมีแรงเยอะเช่นนี้เล่า”
ฉินเหยาตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพว่า “ข้าเกิดมามีแรงมากอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
“โอ้~” เด็กสาวพยักหน้าแล้วสังเกตเห็นดาบและธนูของนางอีก “เจ้ายังเล่นดาบและยิงธนูได้ด้วยหรือ”
ฉินเหยาส่ายหน้าแล้วเอ่ยแก้ว่า “ไม่ใช่เล่น เป็นอาวุธสำหรับป้องกันตัวเจ้าค่ะ”
“เจ้าหมายความว่าเจ้าจะใช้อาวุธพวกนี้ป้องกันตัวหรือ” ติงเซียงไม่อยากเชื่อ นางเดินไปที่ด้านหลังของฉินเหยา มองดูอาวุธของนางอย่างละเอียดแล้วยื่นมือออกไปหมายจะสัมผัส
ฉินเหยาเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง เลี่ยงมือที่ยื่นมาอย่างอยากรู้อยากเห็นนั้น
“อาเซียง!”
นายท่านติงตวาดเสียงหนึ่งพลางส่งสัญญาณให้นางกลับมาโดยเร็ว ห้ามไม่ให้เสียมารยาท
ติงเซียงยังไม่ได้กลับมาในทันที แต่กลับถามฉินเหยาว่า “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าเคยฆ่าโจรหรือไม่”
ฉินเหยาเพียงยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก มองนายท่านติงแวบหนึ่งโดยไม่ตอบคำถาม
เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ติงเซียงจึงสรุปเอาเองว่านางไม่เคยฆ่าโจรมาก่อน นางเบะปากเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับไปหาบิดาและพี่ชาย
คุณชายติงเชิดคางขึ้น ถามฉินเหยาด้วยความหยิ่งยโสว่า “เจ้ามีฝีมืออะไรบ้าง ลองแสดงให้ดูได้หรือไม่”
คนผู้นี้ต้องอยู่คุ้มครองข้างกายน้องสาว หากไม่มีฝีมือก็ควรเปลี่ยนตัวเสียแต่เนิ่นๆ
การตัดต้นไม้ได้สิบหกต้นในหนึ่งวัน สำหรับคุณชายที่ไม่เคยสัมผัสความยากลำบากของการตัดไม้ เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ดูเก่งกาจอะไร
ฉินเหยามองไปทางนายท่านติง “คุณชายน้อยต้องการทดสอบฝีมือของข้าหรือ”
ติงซื่อไม่ได้ปิดบังความคิดของตนเองเลย เขาบอกตรงๆว่าเขาสงสัยว่านางไม่มีฝีมือด้านการต่อสู้
แม้นายท่านติงจะตำหนิเขาว่า “อย่าพูดจาเหลวไหล”
แต่เขาเองก็เห็นด้วยกับคำขอของลูกชาย เพราะเขาเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าฉินเหยาจะมีความสามารถน่าตกใจอะไรที่เขายังไม่รู้บ้าง
ฉินเหยาคิดว่าในเมื่อรับสมัครผู้คุ้มกัน อยากดูฝีมือของผู้สมัครก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
นางจึงเอ่ยกับพ่อบ้านว่า “สามารถเรียกผู้คุ้มกันในจวนทั้งหมดมาประลองกับข้าได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ติงเซียงและพี่ชายก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา นางบ้าบิ่นถึงเพียงนี้เลยหรือ
พ่อบ้านเองก็ใจหายวาบ แม้ว่าการเรียกคนมาจะไม่มีปัญหา แต่หากแพ้ล่ะก็นั่นจะต้องขายหน้ามากแน่
พ่อบ้านใช้สายตาเตือนฉินเหยาว่าตอนนี้ยังกลับคำได้ทัน แต่นางกลับทำเหมือนมองไม่เห็น เดินไปยืนรอที่ลานนอกห้องโถงสวนดอกไม้พลางปลดคันธนูและดาบหนักวางไว้ที่ใต้ชายคา
“มือเปล่าหรือ” ติงเซียงถามอย่างตื่นเต้น
ฉินเหยาหันไปยิ้มบางๆให้พลางตอบว่า “เพื่อป้องกันการบาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจ”
เพราะอยู่ในวันสิ้นโลกมานานจนติดนิสัยว่าหากลงมือแล้วก็จะต้องออกกระบวนท่าสังหารในทันที นางจึงกลัวว่าจะพลาดพลั้งทำร้ายผู้อื่น
ได้ พ่อบ้านไม่พูดอะไรอีก เขาเดินไปเรียกผู้คุ้มกันทั้งหมดในจวนมา
ผู้คุ้มกันทั้งหมดมีแปดคน ทุกคนล้วนมีรูปร่างสูงใหญ่ มองแค่แวบแรกก็รู้สึกถึงความน่าเกรงขาม
ในยุคนี้ การเดินทางนอกบ้านไม่ปลอดภัย นายท่านติงจึงจ้างพวกเขามาคุ้มครองตนเองและบุตรชายในการเดินทางโดยเฉพาะ
หลายปีก่อนใต้หล้าวุ่นวาย ผู้คุ้มกันแปดคนนี้รอดพ้นจากยุคโกลาหลมาได้ล้วนมีประสบการณ์การต่อสู้จริงอย่างโชกโชน
ผู้คุ้มกันที่พวกคนรวยเลี้ยงไว้ นอกจากจะกินดีจนมีร่างกายกำยำแล้ว ยังมีอาวุธและเกราะป้องกันติดตัว โจรทั่วไปเมื่อเห็นก็ต้องเลี่ยงทางไป
แต่ในเมื่อฉินเหยาไม่ได้ใช้อาวุธ พวกเขาก็จำเป็นต้องปลดอาวุธและเกราะป้องกันออกเพื่อความยุติธรรม
ผู้ฝึกยุทธ์จะสัมผัสถึงพลังรอบตัวได้ เมื่อเห็นฉินเหยา ผู้คุ้มกันทั้งแปดคนก็ไม่ได้ดูแคลนนางเพียงเพราะนางเป็นสตรี
ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างฉินเหยาทำให้พวกเขารู้สึกตื่นตัวราวกับถูกสัตว์ร้ายจับจ้อง
แม้ว่ามุมปากของนางจะยังมีรอยยิ้มบางๆประดับ ดูแล้วอ่อนโยนสงบนิ่งมากก็ตาม
นี่คือคนที่เชี่ยวชาญในการปกปิดตัวตนและเสแสร้งผู้หนึ่ง
ผู้คุ้มกันทั้งแปดสบตากัน ก่อนเลือกคนที่เก่งที่สุดในกลุ่มออกมาท้าสู้กับฉินเหยา
นายท่านติงและบุตรทั้งสองสังเกตเห็นปฏิกิริยาของผู้คุ้มกัน พอเห็นพวกเขาเลือกคนที่เก่งที่สุดมาสู้กับฉินเหยา ทั้งสามพ่อลูกก็หันมามองกันด้วยความประหลาดใจ
พ่อบ้านประกาศเริ่มการต่อสู้ สามพ่อลูกรีบหันไปมองที่ลานทันที
เห็นเพียงทั้งสองยืนอยู่กลางลาน เดินวนรอบลานช้าๆอย่างเงียบงัน ดวงตาของทั้งคู่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ เตรียมพร้อมรับการโจมตี
ฉินเหยาเป็นประเภทที่ชอบโจมตีก่อน โดยเฉพาะเมื่อประเมินว่าคู่ต่อสู้อ่อนแอกว่าตน นางจะโจมตีเต็มกำลังในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ไม่เปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ตอบโต้
ผู้คุ้มกันรู้สึกเย็นวาบขึ้นในใจอย่างไม่มีสาเหตุ ขณะที่ยังไม่ทันเข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น หญิงสาวตรงหน้าก็พุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็วราวกับเสือดาว
ตึง! เสียงหมัดกระทบเนื้อดังสะท้อนในลาน จากนั้นเงาร่างของทั้งสองคนก็พุ่งเข้าปะทะกันก่อนจะล้มลงกับพื้นเสียงดัง
การต่อสู้จบลงภายในหนึ่งวินาที ฉินเหยาลุกขึ้นยืนและถอยไปยืนด้านข้าง
ส่วนผู้คุ้มกันร่างสูงใหญ่กำยำกลับนอนอยู่บนพื้น แขนขาเหยียดออก อยู่ในสภาพหมดสติ
ยามนี้ ต่อให้ฟันเขาด้วยดาบ เขาก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
เพราะเมื่อครู่ ฉินเหยาออกกระบวนท่าครั้งแรกก็โจมตีเข้าที่กระดูกสันหลังบริเวณข้างลำคอของเขา
บริเวณนี้เปราะบางมาก อีกทั้งแรงของนางก็เหนือกว่าคนทั่วไป การโจมตีเพียงครั้งเดียว แม้ว่านางจะยั้งแรงแล้วก็ยังทำให้อีกฝ่ายหมดสติไปชั่วคราว
หากเป็นการต่อสู้จริง ตอนนี้อีกฝ่ายคงตายไปนานแล้ว
การฆ่าคนด้วยหมัดเดียว สำหรับฉินเหยาแล้วเป็นเรื่องปกติ
เมื่อเห็นผู้คุ้มกันยังไม่ลุกขึ้น คนที่เหลืออีกเจ็ดคนจึงรีบเข้าไปตรวจดู อุ้มตัวเขาขึ้น ตบหน้าเบาๆและกดจุดใต้จมูก จนกระทั่งเขาลืมตาขึ้นมาช้าๆในสภาพมึนงง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่เพียงว่าบริเวณคอเจ็บ เจ็บมาก
“ซี๊ด!” เขาทนไม่ไหว กุมศีรษะตนเองแล้วขดตัวอยู่กับพื้น ใช้เวลาพักใหญ่ถึงจะฟื้นตัวแล้วลุกขึ้นมองฉินเหยาด้วยสายตาหวาดกลัว
นางเร็วเกินไปแล้ว!
อีกทั้งเรี่ยวแรงของนางก็มีมากกว่าคนทั่วไป แม้รวมแรงของพวกเขาทั้งแปดคนก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง
“จะลองอีกไหม” ฉินเหยาถามพวกเขาด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าที่ดูอ่อนโยนนั้นซ่อนเจตจำนงแห่งการต่อสู้อันรุนแรงเอาไว้
มีคนหนึ่งที่อยากลองดู แต่ผู้คุ้มกันที่เพิ่งโดนฉินเหยาล้มเมื่อครู่รีบดึงเขากลับมา
เขาประสานหมัดขึ้นคำนับฉินเหยา “ขอบคุณแม่นางที่ออมมือ พวกเรายอมรับแล้ว แม่นางร้ายกาจจริงๆ!”
ประโยคหลังนี้ เขาพูดเพื่อให้นายท่านติงและบุตรทั้งสองได้ยิน
สามพ่อลูกต่างพากันงุนงง เพราะแทบไม่ได้เห็นกระบวนท่าอะไรเลย การต่อสู้ก็จบลงอย่างรวดเร็วแล้ว
ทำไมถึงต่างจากการประลองกับยอดฝีมือในจินตนาการอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้เล่า
อย่างไรก็ตาม นายท่านติงรู้ถึงฝีมือของหัวหน้าผู้คุ้มกันดี ในบรรดาผู้คุ้มกันทั้งแปดคน เขาเก่งที่สุดทั้งด้านพละกำลังและทักษะการต่อสู้ หากคนเช่นนี้ยอมรับฉินเหยาก็แสดงว่านางเก่งจริง
อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องกังขาเลยก็คือ เรี่ยวแรงของนางนั้นเยอะมาก
ฉินเหยาหันมามองและถามด้วยรอยยิ้มว่า “คุณชายน้อยพอใจหรือไม่”
ติงซื่อแค่นเสียงในลำคอ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป ถือว่าฝืนใจยอมให้นางเป็นผู้คุ้มกันของน้องสาวตนเองแล้ว
ตอนที่ 78: เจ้าหนู เจ้าหนู
ครานี้ฉินเหยาได้พักอยู่ที่จวนติงแล้ว
พ่อบ้านจัดห้องข้างเรือนของคุณหนูติงให้นางพักห้องหนึ่ง
ห้องไม่ใหญ่นัก มีเพียงเตียงเล็กหนึ่งเตียงและชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้สีดำสนิท หน้าต่างเปิดไว้เล็กน้อย ห้องจึงค่อนข้างมืด แต่ด้านในก็ได้รับการทำความสะอาดเรียบร้อยดี ที่นอนผ้าห่มก็ถูกซักเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
แม้จะเป็นห้องของคนรับใช้ แต่ก็ยังดีกว่าห้องนอนใหญ่ในบ้านของชาวบ้านทั่วไป ขนาดกำลังพอดีกับการอยู่คนเดียว
ห้องข้างนี้อยู่ติดกับห้องนอนของคุณหนูติง หากตะโกนจากในห้องฝั่งนั้น นางจะได้ยินทันทีเพราะห้องไม่ได้เก็บเสียง
เรือนของคุณหนูติงไม่ใหญ่มาก ในเรือนมีคนรับใช้ทั้งหมดสี่คน
คนหนึ่งคือเฉียวกูกู ผู้ดูแลเรือนที่เป็นเหมือนหัวหน้าของเรือนนี้ เป็นอดีตสาวใช้ข้างกายที่แต่งเข้ามาพร้อมฮูหยินติง ในเรือนนี้หากไม่นับคุณหนูติง นางคือผู้มีอำนาจมากที่สุด
เฉียวกูกูมีสาวใช้สองคน คนหนึ่งชื่อเฉ่าเอ๋อร์ รับผิดชอบงานทำความสะอาดในเรือน
อีกคนชื่อโต้วเอ๋อร์ เป็นสาวใช้ข้างกายของคุณหนูติง คอยดูแลเรื่องอาหารการกินและกิจวัตรประจำวันของนาง
ส่วนอีกคนคือบ่าวรับใช้ชายชื่อจางปา ปกติรับหน้าที่เป็นคนรับใช้ทั่วไป เฝ้าประตูและทำหน้าที่เป็นสารถีเวลาคุณหนูติงออกไปข้างนอก
ฉินเหยาไม่เหมือนพวกนาง เพราะนางเป็นชาวบ้านธรรมดา ในขณะที่คนรับใช้ทั้งสี่คนนี้มีสถานะเป็นชนชั้นต่ำหรือก็คือทาส
ในทางทฤษฎี นายจ้างมีอำนาจควบคุมชีวิตและสิทธิ์การซื้อขายของพวกเขาอย่างสมบูรณ์
แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็กำหนดไว้ว่านายจ้างไม่อาจฆ่าทาสได้ตามอำเภอใจ สิทธิ์ในความปลอดภัยในชีวิตมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่มาก
ครอบครัวติงมีความประพฤติซื่อตรง ไม่เคยมีเรื่องกดขี่ข่มเหงคนรับใช้ การดูแลปฏิบัติต่อพวกเขาถือว่าดีกว่าเกณฑ์ทั่วไป หากทำงานให้ดีก็สามารถอยู่ในจวนอย่างสงบสุขไปจนสิ้นชีวิตได้
ฉินเหยาพอทราบข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับต้นทุนการใช้แรงงานในแคว้นเซิ่ง การซื้อทาสหนึ่งคนต้องใช้เงินประมาณยี่สิบสามสิบตำลึงและเมื่อคนเหล่านั้นมาอยู่ในจวนก็ยังต้องให้ค่าจ้างรายเดือน อีกทั้งค่าอาหาร เสื้อผ้าและที่พักตลอดทั้งปี ซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย
หากนายจ้างกดขี่ทาสมากเกินไป ทาสก็อาจหลบหนีซึ่งจะทำให้นายจ้างเสียหายทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น จำนวนคนรับใช้ในครอบครัวหนึ่งก็สามารถบ่งบอกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของบ้านหลังนั้นได้คร่าวๆ
ในจวนติงมีคนรับใช้และผู้คุ้มกันราวยี่สิบสามสิบคน การเลี้ยงดูคนจำนวนมากเช่นนี้ ยังต้องรักษาความสมบูรณ์ของจวนพร้อมค่าใช้จ่ายประจำวัน สำหรับฉินเหยาที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ตัวเลขเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากจำนวนเงินมหาศาล
ฉินเหยารู้สึกสงสัยว่า เป็นคนเหมือนกันแท้ๆ แต่เหตุใดคหบดีติงกลับสามารถหาเงินได้มากมายเช่นนี้
ประการแรก บิดา ปู่ และบรรพบุรุษของเขาล้วนเป็นคนร่ำรวย อีกทั้งในตระกูลไม่มีใครเป็นคนใช้เงินฟุ่มเฟือย ความมั่งคั่งที่สั่งสมมาหลายรุ่นได้วางรากฐานที่มั่นคงให้แก่นายท่านติง
ประการที่สอง นายท่านติงเป็นคนที่มีชื่อเสียง เขาสอบเป็นซิ่วไฉได้ตั้งแต่อายุสิบเก้าปี
ซิ่วไฉสามารถได้รับการยกเว้นแรงงานเกณฑ์และภาษี นี่เป็นการช่วยสร้างหลักประกันให้กับการสั่งสมความมั่งคั่ง
เมื่ออายุสามสิบเอ็ดปี เขาสอบได้เป็นจวี่เหริน ญาติสายตรงทั้งหมดจึงได้รับการยกเว้นภาษี ดังนั้นที่ดินของคนในตระกูลติงจึงถูกบันทึกไว้ในชื่อของเขา นอกจากนี้ยังมีคนอีกจำนวนมากที่นำที่ดินมาลงทะเบียนในชื่อของเขาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
คนเหล่านี้ต้องมอบผลผลิตส่วนหนึ่งให้กับนายท่านติงทุกปีซึ่งได้กลายเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจที่มั่นคง
สุดท้าย เนื่องจากเขามีตำแหน่ง นายท่านติงจึงได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ทางราชสำนักในยุคนี้มอบให้แก่ผู้มีความรู้และเขาก็ใช้สิทธิพิเศษเหล่านี้ผลักดันการพัฒนาของตระกูลจนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่นี้
พ่อบ้านอวี๋บอกว่า ตระกูลติงไม่ได้มีเพียงนายท่านติงที่เป็นผู้มีความรู้ และไม่ได้มีเพียงเขาที่เป็นจวี่เหริน แต่ยังมีญาติสายเดียวกันที่รับราชการในเมืองหลวงด้วย
แต่นั่นเป็นสายตระกูลหลัก ส่วนพวกเขาเป็นสายตระกูลรองที่ผ่านการสืบทอดมาหลายรุ่นแล้วจึงไม่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสายหลักอีกต่อไป
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทุกคนก็ยังอยู่ในตระกูลเดียวกัน แม้แต่เรื่องการเรียนหนังสือก็ยังสะดวกกว่าคนอื่น
อาจารย์ผู้สอนในสำนักศึกษาของอำเภอไคหยางก็มาจากตระกูลติง
ลูกหลานตระกูลติง ตั้งแต่เกิดมาก็สามารถเข้าถึงการเรียนหนังสือและข้อมูลเกี่ยวกับการสอบเคอจวี่ได้เร็วกว่าผู้อื่น
ครั้งนี้ นายท่านติงจึงลงทุนสร้างสำนักศึกษาของตระกูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้เด็กเล็กในตระกูลได้เรียนหนังสือ
เมื่อมองกลับมาที่ครอบครัวของฉินเหยา นางไม่มีแม้แต่หนังสือเริ่มต้น ทุกคนรู้ว่าการเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่รู้เลยว่ามันดีอย่างไร
ทว่า เส้นทางการสอบเคอจวี่ที่เป็นหนทางสู่ความก้าวหน้านี้กลับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฉินเหยาเลย
เพราะเส้นทางนี้มีไว้สำหรับบุรุษเท่านั้น สตรีไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะเข้าสำนักศึกษา
มันช่าง…น่าหงุดหงิดนัก!
ฉินเหยาวักน้ำใส่ฝ่ามือขึ้นมาลูบใบหน้า จากนั้นก้มมองใบหน้าที่สะท้อนในอ่างทองแดง
ใบหน้ารูปไข่ตามมาตรฐานสามส่วนห้าองค์ประกอบ แม้จะสวมเสื้อผ้าหยาบกระด้าง ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่านางเป็นคนสวย
เพราะตัวตนข้างในเปลี่ยนไป ดวงตาที่เคยดูอ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกกลับเผยให้เห็นประกายคมกริบชวนให้คนที่มองรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น
สายตาเช่นนี้พบได้ยากในสตรีของแคว้นเซิ่ง เพราะพวกนางส่วนใหญ่จะมีท่าทางสงบเสงี่ยมและเก็บตัว
หรือไม่ก็เหมือนคุณหนูตระกูลติงที่ดูสดใสและอยากรู้อยากเห็น ดั่งน้ำพุใสสะอาดที่มองลงไปก็เห็นก้นบ่อ
นายท่านติงสองพ่อลูกออกเดินทางไปยังจังหวัดจื่อจิงตั้งแต่เช้าเมื่อวาน จวนติงที่เคยคึกคักจึงดูเงียบเหงาไปกว่าครึ่ง
สองวันที่ผ่านมา ฉินเหยาก็เริ่มคุ้นชินกับหน้าที่ของตน นอกจากกินข้าว นอนและเข้าห้องน้ำ นางก็แค่ยืนเฝ้าประตูห้องของคุณหนูติงเหมือนเทพเฝ้าประตูเท่านั้น
หากคุณหนูติงออกจากเรือน ฉินเหยาจะรักษาระยะห่างหนึ่งเมตรและคอยตามปกป้องนางก็พอ
งานอื่นนางไม่ต้องทำเลยเพราะมีคนจัดเตรียมอาหารให้นางและเรียกให้นางมากินข้าวตรงเวลา
เนื่องจากผู้คุ้มกันส่วนตัวไม่อาจห่างจากผู้ที่ต้องปกป้องได้ ฉินเหยาจึงมักนั่งยองๆกินข้าวอยู่หน้าประตูห้องของคุณหนูติง
พอนั่งจนเมื่อยแล้ว นางก็ลุกขึ้นไปยืนพิงเสาที่ระเบียงและกินข้าวต่อ
เวลานางกินข้าวชวนให้คนตกใจมาก เฉียวกูกู โต้วเอ๋อร์และเฉ่าเอ๋อร์เห็นเพียงสองครั้งก็ไม่อยากมองอีก และถึงกับห้ามไม่ให้คุณหนูติงดู เพราะมันดูหยาบคายเกินไป!
หากคุณหนูน้อยไปเห็นเข้า นายท่านคงจะโกรธจนตีพวกนางตายแน่
เมื่อครั้งฉินเหยาฝึกทหารสมัยมหาวิทยาลัย เพื่อนๆล้วนกลัวการยืนตรงนานๆ แต่ฉินเหยาไม่เหมือนคนอื่น นางเกลียดการขยับตัวและชอบการยืนตรงมากที่สุด เพราะมันทำให้นางสามารถปล่อยความคิดล่องลอยไปอย่างอิสระได้
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ฉินเหยาก็จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย สะพายธนูและเดินมายืนประจำหน้าประตูห้องข้างๆ
ฟ้าเพิ่งสาง ภายในห้องยังมีแสงจากเทียนส่องอยู่ คุณหนูติงตื่นเช้าตามปกติเพื่ออ่านหนังสือ ตอนนี้นางกำลังล้างหน้าแต่งตัวโดยมีโต้วเอ๋อร์และเฉียวกูกูคอยปรนนิบัติ
เมื่อนางแต่งกายเรียบร้อยแล้ว นางก็กินข้าวต้มปลาไปครึ่งชาม จากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะใกล้หน้าต่าง เปิดตำราซือจิงขึ้นมาอ่านในยามเช้า
“เจ้าหนู เจ้าหนู อย่ากินข้าวฟ่างของข้า!”
“สามปีที่ข้าคอยมอบสิ่งดีๆให้เจ้า แต่เจ้ากลับไม่ตอบแทนคุณข้าเลย”
“ข้าจะละทิ้งเจ้าไป สู่ดินแดนอันรื่นรมย์”
“ดินแดนอันรื่นรมย์ ดินแดนอันรื่นรมย์ ที่ที่ข้าพึงปรารถนา”
เสียงอ่านหนังสือของเด็กสาวเต็มไปด้วยจังหวะที่ไพเราะ ฉินเหยาฟังแล้วรู้สึกว่าน่ารักมาก จนอดไม่ได้ที่จะอ่านตามเบาๆ
“เจ้าหนู เจ้าหนู อย่ากินข้าวสาลีของข้า!”
“สามปีที่ข้าคอยมอบสิ่งดีๆให้เจ้า แต่เจ้ากลับไม่ตอบแทนคุณข้าเลย”
“ข้าจะละทิ้งเจ้าไป สู่ดินแดนอันรื่นรมย์”
“ดินแดนอันรื่นรมย์ ดินแดนอันรื่นรมย์ ที่ที่ข้าพึงปรารถนา”
เด็กสาวในห้องชะโงกหัวเล็กๆออกมาจากหน้าต่างด้วยความสงสัย “เจ้าก็อ่านหนังสือออกด้วยหรือ?!”
เสียงอ่านเบาๆที่ระเบียงหยุดลง ฉินเหยาหันไปมอง คุณหนูติงวางมือลงที่ขอบหน้าต่าง โน้มตัวออกมาเผยใบหน้าขาวใสน่ารักและถามอย่างตื่นเต้นว่า “เจ้าก็ชอบบทกวีเจ้าหนูบทนี้เหมือนกันหรือ”
ฉินเหยาส่ายหน้า “ข้าแค่รู้สึกว่าคุณหนูอ่านได้อย่างน่าสนใจ เลยเผลอท่องตามไม่กี่ประโยคเจ้าค่ะ”
เพราะทุกเช้าบทแรกที่คุณหนูอ่านคือ ‘เจ้าหนู’ นางเลยบังเอิญจดจำมันได้
ตอนที่ 79: นิยายจักรพรรดินี
“เช่นนั้นข้าสอนเจ้าอ่านหนังสือดีหรือไม่”
เด็กสาวที่อยู่บนขอบหน้าต่างเหมือนพบเจอเรื่องสนุกใหม่จึงมองฉินเหยาด้วยความคาดหวัง
โต้วเอ๋อร์ที่กำลังรับใช้อยู่ในห้องมองมาด้วยความตกใจ
เมื่อเห็นฉินเหยาเดินเข้ามาจริงๆ เฉียวกูกูจึงขมวดคิ้วแน่น รู้สึกว่าไม่เหมาะสม “คุณหนู เช่นนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นะเจ้าคะ”
คุณหนูติงดูเหมือนจะไร้เดียงสา แต่ที่จริงไม่ได้โง่ นางเป็นนาย เฉียวกูกูไม่มีสิทธิ์ขัดการตัดสินใจของนาง
นางเบะปากเหมือนเด็กพร้อมพูดกับเฉียวกูกูว่า “ข้าอ่านหนังสือคนเดียวน่าเบื่อจะตาย ปกติเรียกเจ้าและโต้วเอ๋อร์ให้มาอ่านทีไรก็เป็นต้องร้องขอชีวิต วันนี้ข้าอยากเป็นอาจารย์บ้าง มีคนอยากเป็นนักเรียนทั้งที อย่ามายุ่งกับข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะโกรธแล้วนะ!”
เฉียวกูกูก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม “บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ”
“หากไม่กล้าก็ถอยออกไปสิ” คุณหนูติงแค่นเสียงพลางทำท่าทางเอาแต่ใจอย่างเด็กน้อย
เฉียวกูกูกำชับโต้วเอ๋อร์ให้ดูแลคุณหนูให้ดี ก่อนเดินออกไป
คุณหนูติงชี้ไปที่เก้าอี้ตรงข้ามโต๊ะหนังสือด้วยความกระตือรือร้น บอกให้ฉินเหยานั่งลงแล้วหยิบหนังสือขึ้นมา ถามว่านางอยากอ่านไปพร้อมกันไหม
“ได้เจ้าค่ะ” ฉินเหยาพูดพร้อมรอยยิ้ม ยื่นมือออกไปรับ
บนชั้นหนังสือด้านหลังคุณหนูติงมีหนังสือเต็มไปหมด ตั้งแต่หนังสือภาพสำหรับปูพื้นฐานไปจนถึงสี่ตำราห้าคัมภีร์ ประวัติศาสตร์ บันทึกและหนังสือท่องเที่ยว มีครบทุกประเภท
หากคุณหนูติงไม่เรียกให้นางเข้ามา ฉินเหยาคงไม่รู้ว่าในห้องมีหนังสือมากมายเช่นนี้
หากอยากเรียนรู้โลกใหม่ หนังสือคือช่องทางที่สะดวกที่สุด ฉินเหยารู้ว่าการได้รับโอกาสเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเป็นนักเรียนสักครั้งจะเป็นไรไป
ในยุคที่ความรู้ถูกผูกขาดเช่นนี้ หากนางไม่ได้มาทำงานเป็นผู้คุ้มกันที่บ้านตระกูลติง เกรงว่านางคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับหนังสือด้วยซ้ำ
ในเมืองอำเภอไคหยางมีร้านหนังสือ แต่มีเพียงนักเรียนที่เข้าเรียนในสำนักศึกษาหรือผู้ที่มีตำแหน่งทางวิชาการเท่านั้นถึงสามารถเข้าไปได้
ดังนั้น เพียงแค่รับจ้างคัดลอกหนังสือก็สามารถทำให้นักเรียนยากจนคนหนึ่งหาเลี้ยงตัวเองได้แล้ว
แต่ถึงแม้จะเป็นหนังสือที่คัดลอกมา คนธรรมดาก็ยังไม่อาจหาซื้อได้
ก่อนหน้านี้ ฉินเหยาเคยไปตัวเมืองสองครั้ง แต่นางทำได้แค่มองร้านหนังสือจากหน้าประตู หนังสือ สามอักษรสำหรับปูพื้นฐานเพียงเล่มเดียวก็ขายถึงแปดเฉียน ใครเล่าจะกล้าซื้อ?
บางทีเด็กๆอาจจะชอบเล่นบทบาทสมมุติกัน
เพราะฉินเหยาเป็นนักเรียนที่สอนแล้วคนสอนรู้สึกประสบความสำเร็จ คุณหนูติงจึงหลงรักการเป็นอาจารย์เข้าแล้ว
เดิมทีฉินเหยาก็มีพื้นฐานจากเจ้าของร่างเดิมอยู่แล้ว ตัวอักษรที่ใช้บ่อยนางก็รู้จัก รวมกับความรู้ที่มีอยู่แล้วของตัวเอง คัมภีร์ซือจิงที่คุณหนูติงหยิบมาให้จึงไม่มีความยากสำหรับนางเลย
หลังจากเรียนเพียงสองวัน พวกนางก็อ่านบทกวีทั้งสามร้อยบทในคัมภัร์ซือจิงจนจบแล้ว
คุณหนูติงตื่นเต้นมาก คิดว่าตนเองได้สร้างอัจฉริยะผู้หนึ่งขึ้นมา
วันนี้ คนหนึ่งนั่งในห้องรับประทานอาหารกลางวันอย่างสง่างาม อีกคนหนึ่งนั่งที่ม้านั่งเล็กๆหน้าประตู กินข้าวจากชามใหญ่คำโต
คุณหนูติงได้ยินเสียงเคลื่อนไหวหน้าประตูก็พลันรู้สึกสนใจ
เพราะคิดว่าบิดาและพี่ชายไม่อยู่บ้าน ต่อให้เสียมารยาทบ้างก็ไม่เป็นไร นางไม่สนใจสีหน้าไม่พอใจของเฉียวกูกู ถือชามข้าวลายครามออกมาข้างนอก
โต้วเอ๋อร์วางม้านั่งปักลายลงข้างๆฉินเหยา คุณหนูติงจึงนั่งลง
หนึ่งคนตัวโต หนึ่งคนตัวเล็กมองหน้ากันพลางส่งยิ้มให้กัน นั่งมองฟ้าสีครามด้านบนระหว่างกินข้าว
หลังจากกินข้าวเสร็จ คุณหนูติงก็ถามด้วยความคาดหวังว่า “ฉินเหนียงจื่อ วันนี้เจ้าอยากอ่านหนังสืออะไร”
ฉินเหยาชี้ไปที่ชั้นหนังสือในห้อง คุณหนูติงจึงพานางเข้าไปข้างในอย่างใจกว้างและให้นางเลือกหนังสือตามใจชอบ
ฉินเหยายืนสำรวจรอบชั้นหนังสือ นอกจากสี่ตำราห้าคัมภีร์ที่นางรู้จักแล้ว หนังสือประเภทบันทึกและเรื่องเล่าการเดินทางอื่นๆล้วนน่าสนใจทั้งหมด
แต่ก็ไม่รีบร้อน เพราะยังมีเวลา ฉินเหยาจึงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ดูเหมือนนิยายประวัติศาสตร์ลับแบบแต่งขึ้นเอง ชื่อว่า ‘ประวัติศาสตร์ลับแห่งวังหลัง’ ขึ้นมา
หนังสือยังดูใหม่เอี่ยม ปกไม่มีรอยยับเลยและวางอยู่ที่มุมของชั้นหนังสือ
ทันทีที่เห็นฉินเหยาหยิบหนังสือเล่มนี้ออกมา คุณหนูติงก็ร้อง “อ๊า!” ด้วยความตกใจแล้วรีบมองไปทางห้องโถงใหญ่เพื่อดูว่าเฉียวกูกูอยู่หรือไม่
เมื่อไม่เห็นใคร นางจึงโล่งใจ และไม่ต้องกังวลเรื่องโต้วเอ๋อร์ เพราะนางอ่านหนังสือไม่ออก
“เหตุใดเจ้าถึงเลือกเล่มนี้”
คุณหนูติงโบกมือเรียกฉินเหยาให้มายืนที่ข้างหน้าต่างและคอยจับตาดูประตูใหญ่ตลอดเวลา นางมีท่าทางลับๆล่อๆ คล้ายขโมยทั้งยังมองฉินเหยาอย่างเขินอาย
ฉินเหยามองชื่อหนังสือแล้วถามเบาๆ “หนังสือต้องห้ามหรือเจ้าคะ”
คุณหนูติงทำหน้าประมาณว่ารู้อยู่แล้วนี่ แต่กลับไม่ได้บอกให้ฉินเหยาวางคืน เพราะนางเองก็อยากอ่านเช่นกัน
“ข้าให้พี่ชายแอบซื้อมาให้ ข้าชอบอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ลับ แต่ไม่อาจให้ท่านพ่อรู้ได้เด็ดขาด หากท่านพ่อรู้เข้าต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่!”
ท่านพ่ออาจจะพูดว่า เด็กสาวจะอ่านของสกปรกเช่นนี้ได้อย่างไร มันทำลายชื่อเสียงของตระกูลและพูดอะไรที่รุนแรงกว่านั้น
ฉินเหยาร้อง “ชู่ว์” พร้อมหลอกล่อเด็กน้อย “เรื่องนี้มีแค่ท่านรู้ ข้ารู้ ฟ้ารู้ ดินรู้ จะไม่มีคนที่สามล่วงรู้แน่นอน”
“ไม่ใช่ ต้องเป็นคนที่สี่” คุณหนูติงแก้เบาๆ “พี่ชายข้าก็รู้นะ”
ทั้งสองมองหน้ากัน แววตาของคุณหนูติงเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นจนเก็บไม่อยู่ เมื่อเห็นฉินเหยายังไม่เปิดอ่านจึงอดไม่ได้ที่จะเร่ง “เจ้าลองอ่านก่อนแล้วบอกข้าด้วยว่ามันเป็นอย่างไร”
หากมีอะไรที่ไม่ควรอ่านก็อย่าพูดออกมาเด็ดขาด
ฉินเหยามองคุณหนูติงที่มีท่าทางอยากอ่านแต่ก็กลัว นางรู้สึกขำเล็กน้อย ใจนึกสงสัย หรือว่าหนังสือเล่มนี้จะมีเนื้อหาที่จัดจ้านหรือ
จุ๊ๆ แค่คิดก็อดตื่นเต้นเล็กๆไม่ได้
ฉินเหยาเปิดหนังสือด้วยท่าทีสงบนิ่ง เพิ่งจะอ่านไปได้ไม่กี่บรรทัด คุณหนูติงก็ถามขึ้นว่า
“เขียนเป็นอย่างไรบ้าง สนุกหรือเปล่า”
“คุณหนู ข้าเพิ่งเริ่มอ่านเองเจ้าค่ะ” ฉินเหยาพูดด้วยความจนใจพร้อมส่งสัญญาณให้นางรอก่อน
“ก็ได้ งั้นข้าไปคอยดูต้นทางให้ เจ้าลองอ่านก่อน หากอ่านจบแล้วก็มาบอกข้าด้วย” คุณหนูติงสั่ง
ฉินเหยาพยักหน้า แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่จะขี้กลัวเกินไปหน่อยไหม แค่หนังสือเล่มเดียวเอง จะมีอะไร…
มีอะไรจริงๆด้วย!
แต่กลับไม่ใช่เรื่องราวความรักโลดโผนของพระสนมหรือฮ่องเต้ หากแต่เป็นเรื่องที่มีเนื้อหาจริงจังและสมบูรณ์แบบ
เนื้อเรื่องในหนังสือใช้ชื่อปลอม แต่คนที่สายตาเฉียบแหลมแค่อ่านก็รู้ได้ทันทีว่าเนื้อเรื่องกล่าวถึงประวัติศาสตร์การสร้างแคว้นขององค์จักรพรรดิและจักรพรรดินี
ต่างจากเรื่องราวทั่วไปที่มักเล่าว่าสามีนำภรรยาตาม ในหนังสือเล่มนี้ ฮองเฮากลับเป็นสตรีมหัศจรรย์ที่กล้าหาญและมากปัญญา
ระหว่างเส้นทางการสร้างแคว้นของทั้งคู่ ทุกช่วงเวลาสำคัญล้วนมีบทบาทของฮองเฮา
ในช่วงแรกที่เริ่มต้นสร้างแคว้น เหล่าขุนนางในแต่ละพื้นที่ก่อกบฏกันอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางยุคแห่งความวุ่นวาย ฮองเฮาซึ่งยังเป็นบุตรีจากตระกูลขุนนางผู้มั่งคั่งได้ช่วยชีวิตฮ่องเต้ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงบุตรชายอนุจากตระกูลที่ล่มสลาย นางมอบเงิน เสบียง และม้าให้แก่เขา ช่วยให้เขาแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลมาได้สำเร็จ
ต่อมาทั้งสองตระกูลสมรสกัน ผนึกกำลังจนกลายเป็นผู้แข็งแกร่งแห่งภูมิภาค
ในขณะที่ฮ่องเต้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลในตอนนั้นพึงพอใจกับความสำเร็จนี้ เขาเริ่มใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อในฐานะชนชั้นสูง
เป็นฮองเฮาที่ออกหน้านำแผนภาพกลุ่มอิทธิพลของขุนนางในแต่ละพื้นที่มาวางต่อหน้าฮ่องเต้ และวิเคราะห์สถานการณ์ของแผ่นดินในตอนนั้นให้เขาฟังตลอดสามวันสามคืน ทำให้เขาเห็นภาพใหญ่และเป้าหมายจนเป็นจุดเริ่มต้นของการรวบรวมแผ่นดินเพื่อคืนความสงบสุขให้แก่ประชาชน
หลังจากนั้น ฮองเฮาได้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพ นำกองทัพห้าหมื่นนาย บุกจากดินแดนทางเหนือไปยังเขตมณฑลในภาคกลาง กวาดล้างนครหลวงเก่าและสร้างแผ่นดินครึ่งหนึ่งให้ฮ่องเต้ นี่กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับชัยชนะของแคว้นเซิ่งในภายหลัง
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ฉินเหยารู้สึกเหมือนฮองเฮากำลังจะประกาศตั้งตนเป็นกษัตรีย์เอง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป ฮองเฮาซึ่งยึดนครหลวงเก่าได้แล้วกลับไม่ได้ฉวยโอกาสเดินหน้าต่อ
เพราะอคติที่มีต่อสตรีฝังรากลึกและเหล่าที่ปรึกษาของฮ่องเต้ก็กลัวว่าฮองเฮาจะยึดอำนาจ พวกเขาจึงทั้งกดดันและยุยงให้ฮ่องเต้ประกาศตั้งตัวเป็นกษัตริย์ก่อน
ผู้เขียนในหนังสือแสดงความเสียดายต่อเรื่องนี้ แต่โชคดีที่ทั้งสองเป็นคู่รักที่มีความผูกพันลึกซึ้งตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งสองยังคงรักใคร่กันดี หลังจากฮ่องเต้ขึ้นเป็นกษัตริย์ก็ไม่ได้เรียกคืนอำนาจทางทหารของฮองเฮากลับคืน รักษาความสมดุลที่ละเอียดอ่อนนี้เอาไว้
หลังจากนั้น ทั้งสองสามีภรรยาก็ร่วมมือกันกอบกู้ดินแดนที่สูญเสียไปจนสามารถสถาปนาแคว้นเซิ่งได้สำเร็จ ถือเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์
ตอนท้ายของหนังสือ กล่าวถึงการแบ่งอำนาจของฮองเฮาและองค์หญิงที่ต้องการเป็นองค์หญิงรัชทายาท การแข่งขันชิงอำนาจกับพี่ชายน้องชาย แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าใครจะได้เป็นองค์รัชทายาทในท้ายสุด ปล่อยให้เป็นปริศนาน่าติดตาม
ตอนที่ 80: เผาหนังสือ
ฉินเหยาปิดหนังสือลง รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
ภาพเรือนและกำแพงรอบด้านค่อยๆพังทลายลง โลกที่กว้างใหญ่กว่าเดิมค่อยๆปรากฏขึ้นต่อหน้านาง
เนื้อหาในหนังสืออาจเป็นเรื่องแต่ง แต่ไม่ว่าโครงเรื่องจะถูกจัดเรียงอย่างไร ในสังคมที่บุรุษเป็นใหญ่เช่นนี้ก็ไม่น่าจะมีใครกล้าเขียนถึงจักรพรรดินีแบ่งอำนาจ ฮองเฮาเกือบตั้งตัวเป็นกษัตรีย์ หรือองค์หญิงที่อยากเป็นองค์หญิงรัชทายาทประเภทนี้กระมัง
ใครกันที่เป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้
ฉินเหยาเปิดหนังสือขึ้นมาอีกครั้งพบว่าในตอนท้ายระบุไว้เพียงคำว่า ‘นิรนาม’
ในความเป็นจริง เรื่องราวของจักรพรรดินีและครอบครัวมักถูกเล่าขานในหมู่ชาวบ้าน ในโรงน้ำชามักเล่าว่าจักรพรรดินีและจักรพรรดิรักกันลึกซึ้ง ในวังของฝ่าบาทมีเพียงฮองเฮาองค์เดียวเท่านั้น
เรื่องที่คนพูดถึงมีเพียงฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทสองพระองค์ พูดถึงว่าฮ่องเต้มีชาติกำเนิดยากจน เกลียดชังขุนนางฉ้อฉลที่สุด สององค์ชายเสด็จตรวจการทั่วแคว้น ฟื้นฟูความโปร่งใส ลดภาษีแรงงานและนิรโทษทั่วหล้า
แต่กลับไม่มีใครพูดถึงว่าฮองเฮาเป็นคนเช่นไรหรือพระนางได้สร้างคุณงามความดีอะไรให้แก่แคว้นเซิ่งบ้าง
ฉินเหยานึกถึงข้อมูลต่างๆที่นางได้รับในช่วงที่ผ่านมา ความจริงแล้ว เมื่อเทียบกับราชวงศ์ก่อน การจำกัดสิทธิของสตรีในตอนนี้ผ่อนคลายลงมาก ในเมืองยังเห็นสตรีออกมาเดินตามท้องถนน หรือทำงานเป็นพ่อค้าแม่ค้า
ในร้านค้าก็มีสตรีเป็นเจ้าของไม่น้อย แม้กระทั่งในห้องหนังสือของคุณหนูติงก็ยังมีนิยายประวัติศาสตร์ลับอยู่เต็มไปหมด
ดังนั้น สำหรับยุคสมัยใหม่ การจำกัดสิทธิ์ของสตรีลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเชื่อมโยงเบาะแสทั้งหมดเข้าด้วยกัน ฉินเหยารู้สึกว่าฐานะของสตรีในสังคมกำลังได้รับการปรับปรุงอย่างเงียบๆ
บางที ในชนชั้นปกครองที่พวกนางมองไม่เห็นอาจมีสตรีผู้ทรงอำนาจที่กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกนางอยู่ก็เป็นได้
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ฉินเหยาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
เพราะอย่างไรเสีย นางก็กลับไปไม่ได้แล้วย่อมหวังให้ข้อจำกัดที่มีต่อสตรีลดน้อยลงเรื่อยๆ
ส่วนเรื่องทำไร่ทำสวน ตอนนี้ฉินเหยามีความคิดใหม่ นั่นก็คือนางจะใช้การเรียนหนังสือเปลี่ยนแปลงโชคชะตา!
แต่คนที่จะเรียนไม่ใช่นาง หากแต่เป็นหลิวจี้
เขามีพื้นฐานอยู่บ้างและเป็นผู้ใหญ่แล้ว นางจึงไม่ต้องห่วงเรื่องการเอาตัวรอดของเขา
หลังจากใช้เวลาร่วมกันในช่วงนี้ ฉินเหยาพบว่า แม้หลิวจี้จะเป็นคนขี้เกียจและเห็นแก่กิน แต่เขาก็ฉลาดและรู้จักปรับตัวตามสถานการณ์
ในอดีตไม่มีใครควบคุมเขาได้ เขาทำงานแบบสามวันหาปลาสองวันตากแห แต่ฉินเหยาผ่านประสบการณ์สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่โหดหินมาแล้ว
นางไม่ได้คาดหวังอะไรสูงนักสำหรับหลิวจี้ แค่สอบได้ระดับจวี่เหรินก็พอ
หรืออย่างน้อยที่สุด บังคับเขาให้ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือแบบสุดชีวิต สอบเป็นซิ่วไฉก็น่าจะพอได้กระมัง
การได้ยกเว้นภาษีและแรงงานก็ถือว่าเป็นการทำประโยชน์ให้ครอบครัว
บวกกับความหน้าด้านและหน้าตาที่ดูดีของเขา หากส่งเขาไปเข้าสังคมอาจจะได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงก็ได้
หากเขาสามารถทำงานเล็กๆน้อยๆ อย่างตำแหน่งเสมียนในอำเภอได้ก็นับว่าเป็นการก้าวข้ามชนชั้นแล้ว
การมาที่จวนติงครั้งนี้ ทำให้ฉินเหยามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หากต้องการชีวิตที่ดีกว่าก็ต้องเดินตามกฎของสังคมนี้
ตราบใดที่มีชื่อเสียงก็จะสามารถใช้ชีวิตแบบนายท่านติงได้ มีคนส่งเงินและที่ดินมาให้ ใช้ชีวิตสุขสบายได้โดยไม่ต้องลำบากลงมือเอง
ชาติที่แล้วนางต้องรบราฆ่าฟัน ชาตินี้ฉินเหยาอยากใช้ชีวิตที่สุขสบายมากขึ้น
เพียงแต่มาตรฐานชีวิตแบบนี้ เมื่อเทียบกับคนธรรมดาในแคว้นเซิ่งแล้ว อาจจะสูงเกินไปนิดหน่อย
ฉินเหยาคิดแผนการทุกอย่างไว้อย่างดีและตั้งใจว่าหลังจากจบงานเป็นผู้คุ้มกันครั้งนี้ นางจะกลับไปบ้านและบังคับให้หลิวจี้เริ่มอ่านหนังสือใหม่อีกครั้ง แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังอดถอนหายใจไม่สบอารมณ์ไม่ได้
หากนางสามารถสอบเคอจวี่ได้จะดีเพียงใด ตำแหน่งและผลประโยชน์ต่างๆก็จะเป็นของตัวนางเอง!
น่าเสียดาย คงได้แต่นึกเสียดายเท่านั้น
คุณหนูติงเดินวนไปมารอบๆลานถึงเจ็ดแปดรอบ พอคิดว่าเวลาน่าจะพอดี นางก็รีบวิ่งเข้ามาในห้องหนังสือด้วยความตื่นเต้น
“ฉินเหนียงจื่อ เจ้าอ่านจบหรือยัง”
ฉินเหยาพยักหน้า วางหนังสือนิยายในมือบนโต๊ะพร้อมเตือนสาวน้อยตรงหน้าว่า “ข้าดูเนื้อหาจบหมดแล้ว ข้าแนะนำว่าท่านควรเผามันเสีย”
ใบหน้าของคุณหนูติงเปลี่ยนสีทันที “ร้ายแรงถึงเพียงนี้เลยหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า หากอยู่ในยุคหลังจากนี้คงไม่มีปัญหา แต่ในยุคที่การปกครองของฮ่องเต้นับเป็นสูงสุดและระบบชนชั้นเข้มงวด แม้แต่คนเล่าเรื่องในโรงน้ำชาก็ยังกล้าพูดถึงแต่เรื่องดีๆของฮ่องเต้ ทั้งยังต้องพูดด้วยความระมัดระวังอีกด้วย
และเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ หากถูกตีความผิดว่าเป็นการดูหมิ่นฮ่องเต้ก็จะเป็นเรื่องใหญ่
ดังนั้น คำแนะนำของฉินเหยาคือให้เผามันทิ้งเสีย
“เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ คราวหลังข้าสามารถบอกคุณหนูได้ แต่ข้าคิดว่าควรเผามันก่อนจะดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้ นายท่านและคุณชายต้องเดินทางสายราชการในวันข้างหน้า หนังสือเล่มนี้เก็บไว้ในบ้านอาจทำให้เกิดปัญหาได้”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของฉินเหยา คุณหนูติงก็เริ่มลังเล “ต้องเผาจริงๆหรือ”
ฉินเหยาเห็นว่านางยังอาลัยอาวรณ์อยู่จึงแนะนำให้คุณหนูติงลองเปิดอ่านดูเอง “ข้าจะออกไปเฝ้าด้านนอกให้”
พูดจบ ฉินเหยาก็ทำท่าจะเดินออกไป แต่คุณหนูติงรีบเรียกนางไว้พลางพูดอย่างหวาดกลัวว่า “ข้าไม่กล้าดู”
หากไม่เคยอ่าน นางก็จะไม่เผลอพูดหรือแสดงออกให้ใครจับผิดได้ในภายหลัง
แต่หากนางอ่านแล้ว นางก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เผลอหลุดปากออกไปในอนาคต ท่านพ่อของนางเฉลียวฉลาดถึงเพียงนั้น เขาจะต้องจับได้อย่างแน่นอน
“ไม่ต้องกลัวหรอกเจ้าค่ะ ไม่มีเนื้อหาอะไรที่ร้ายแรง เพียงแต่คนอ่านต่างกัน การตีความย่อมต่างกัน”
ฉินเหยายิ้มบางๆให้คุณหนูติงก่อนจะเดินออกไปยืนที่ระเบียง
คุณหนูติงลังเลอยู่ไม่ถึงสองวินาที สุดท้ายความอยากรู้อยากเห็นก็มีชัย นางนั่งลงที่โต๊ะแล้วเปิดหนังสือขึ้นอ่าน
เนื้อเรื่องในหนังสือไม่ยาวนัก มีแค่ประมาณสามถึงสี่หมื่นตัวอักษร ฉินเหยาอ่านจบภายในครึ่งชั่วโมง แต่คุณหนูติงกลับอยู่ในห้องหนังสือตลอดทั้งบ่าย กว่าจะออกมาก็ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว
หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ สิ่งแรกที่นางทำคือวิ่งมาหาฉินเหยา เพื่อให้นางช่วยเผาหนังสือ
แต่ก่อนจะเผา นางยังพูดอย่างอาลัยว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้อ่านหนังสือที่น่าสนใจแบบนี้ หากมันไม่ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับนักปราชญ์ก็คงจะดีไม่น้อย”
ฉินเหยาเข้าใจความรู้สึกของนาง “ปกติตัวเอกของเรื่องมักจะเป็นบุรุษ การที่มีสตรีเป็นตัวเอกนั้นพบเห็นได้ยากจริงๆ”
คุณหนูติงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “แต่ข้าจำเนื้อหาได้หมดแล้วนะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพี่ชายข้าเคยอ่านเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้หรือเปล่า”
ฉินเหยาคาดเดา “น่าจะยังไม่เคยอ่านนะเจ้าคะ หากอ่านแล้วเขาคงไม่ยอมให้คุณหนูได้อ่านแน่”
ด้วยนิสัยของคุณชายติงหากเขาเห็นว่าเนื้อหาในหนังสือร้อนแรงถึงเพียงนี้ คงเผามันทิ้งทันที
แม้จะอาลัยแค่ไหน แต่สุดท้ายหนังสือก็ต้องถูกเผา
ฉินเหยาเดินไปยังลานว่างหลังจวน จุดไฟเผากองใบไม้ จากนั้นก็โยนหนังสือลงไป ไม่นานมันก็ถูกเผาจนหมด เพื่อไม่ให้มีร่องรอยหลงเหลือ นางจึงเผาซ้ำอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีเศษกระดาษหลงเหลืออยู่อีก
หลังจากนั้นนางก็ปัดมือ เตรียมตัวกลับไปพักผ่อนในจวน
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ฉินเหยาเดินเข้าทางประตูข้าง จางปามาเปิดประตูให้ พอเห็นว่านางเข้ามาแล้ว เขาก็ปิดประตูใส่กลอนและกลับไปพักที่ห้องเล็กข้างประตู
ภายในลานเงียบสงัดไร้เสียงใดๆ ไฟในห้องของคุณหนูติงก็ดับหมดแล้ว
นี่นอนเร็วเกินไปหรือเปล่านะ
ฉินเหยาบิดขี้เกียจ ขณะที่นอนอยู่ในห้องเดี่ยวของตนเอง มองแสงจันทร์นวลผ่านหน้าต่างบานเล็ก แต่กลับไม่มีความง่วงเลยสักนิด
รอบๆ จวนติงเป็นผืนนาอันกว้างใหญ่ เสียงกบร้องดังมาเป็นระยะคล้ายเสียงรบกวนเบาๆ ที่ชวนให้ผ่อนคลาย ฉินเหยาหรี่ตาลง เริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมาบ้างแล้ว
แกร๊ก เสียงเบาๆดังมาจากด้านหลังตัวเรือน
ฉินเหยาลืมตาขึ้นทันที นางลุกขึ้นจากเตียงอัตโนมัติ มือคว้าไปที่ดาบยาวบนโต๊ะข้างเตียง
นางเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ มีคนอยู่นอกเรือน เสียงนั้นดังกุกกักคล้ายมีคนกำลังพยายามเอาอะไรบางอย่างไปพาดไว้บนกำแพงเรือน
จบตอน
Comments
Post a Comment