ตอนที่ 81: แลกเปลี่ยน
ฉินเหยายังกังวลอยู่ว่าในระหว่างหนึ่งเดือนที่นางทำงานจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
เพราะหากนางรับเงินสองตำลึงไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไร นายท่านติงคงรู้สึกไม่ดี คิดว่านางรับเงินมากขนาดนี้ไปเปล่าๆ
แต่ตอนนี้ นางไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แล้ว
ทุกคนในจวนล้วนหลับสนิท ฉินเหยาอยู่ในห้องข้างยังได้ยินเสียงโต้วเอ๋อร์กรนดังมาจากข้างห้อง
จวนติงทิ้งผู้คุ้มกันไว้เพียงสองคน ในเรือนชั้นในส่วนที่สองมีคลังเก็บของอยู่ ดังนั้นจึงให้คนหนึ่งเฝ้าที่นั่น
ส่วนอีกคนเฝ้าอยู่หน้าประตูเรือนของคุณหนูติง แต่เหมือนนางจะไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกเรือนเลย
ฉินเหยาหยิบดาบขึ้นมาเปิดประตูห้องอย่างแผ่วเบาแล้วเดินมาที่ระเบียงอย่างเงียบเชียบพลางหลบอยู่หลังเสาต้นหนึ่ง
ตอนแรกคิดว่าหัวขโมยผู้นั้นคงจะปีนกำแพงเข้ามาในเรือนหลัง แต่ผิดคาด เงาดำๆบนกำแพงกลับมุ่งหน้าไปยังเรือนชั้นในส่วนที่สองแทน
จุดประสงค์ชัดเจนมากคือต้องการจะปล้นทรัพย์
ฉินเหยาซ่อนตัวอยู่ในเงามืด คนร้ายไม่สังเกตเห็นนางเลยแม้แต่น้อย สายตาของมันกวาดมองผ่านเรือนด้านในและมองข้ามนางไปอย่างไม่ทันสังเกต
การทำเรื่องแบบนี้มักจะมีคู่หู ฉินเหยาเห็นคนร้ายปีนเข้าไปในเรือนชั้นในส่วนที่สองจึงเดินออกมาจากเงามืดใต้ระเบียง ก้าวเบาๆ มือตะปบชายคาแล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังคาอย่างเงียบกริบ
เมื่อยืนอยู่บนที่สูง นางก็มองเห็นไม้ท่อนหนึ่งวางพาดอยู่บนกำแพงหลังบ้านได้ทันที
หัวขโมยคนก่อนหน้านี้ปีนขึ้นกำแพงจวนโดยใช้ไม้ท่อนขนาดเท่าแขนของผู้ใหญ่พาดเป็นสะพาน และค่อยๆคลานไปบนกำแพงราวกับแมว ก่อนมุ่งหน้าเข้าไปยังเรือนชั้นในส่วนที่สอง
ที่ฐานกำแพงด้านล่างยังมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ เขามองรอบด้าน สีหน้าเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
ด้วยความมืดจึงมองหน้าไม่ชัด แต่จากรูปร่างที่สูงผอม คาดว่าเขาน่าจะเป็นชายหนุ่มผอมสูงอายุราวยี่สิบต้นๆ
ฉินเหยากระโดดลงมาจากกำแพงปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขาโดยไม่ให้ตั้งตัว คนผู้นี้จิตใจอ่อนแอเกินไปจึงร้องเสียงต่ำออกมาด้วยความตกใจ เพียงเสียงแผ่วเบานี้ทำให้ผู้คุ้มกันในจวนสะดุ้งตื่นและตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า “ใครน่ะ?!”
ชัดเจนว่าเพื่อนขโมยของเขาที่อยู่เรือนด้านในถูกพบตัวเข้าเสียแล้ว
ส่วนชายที่อยู่ตรงหน้าฉินเหยาก็ชักเท้าพยายามวิ่งหนีไป แต่ฉินเหยาใช้สันดาบฟาดออกไปทำให้เขาล้มลงกับพื้นในพริบตา
ฉินเหยาก้าวสองก้าวเข้าไปประชิด ใช้มือฟาดเข้าที่ต้นคอด้านหลังทำให้เขาหมดสติไปในทันที
นางหยิบดาบขึ้นมาแล้วเหวี่ยงดาบไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็วราวกับมีตาอยู่ที่หลัง
“อ๊าก!!!”
เสียงร้องโหยหวนดังมาจากบนกำแพง หัวขโมยที่โดนผู้คุ้มกันเจอตัวแล้วพยายามหนีโดนฟันลงไปดาบหนึ่ง บนต้นขามีดาบส่องประกายเล่มหนึ่งปักอยู่ เลือดสดๆไหลออกมาเป็นทาง
เมื่อเห็นดาบเล่มนั้น จางปาและผู้คุ้มกันที่เพิ่งตื่นเต็มตาก็เข้าใจทันทีว่าใครกันที่ฟันขโมยลงมาจากกำแพง
“ฉินเหนียงจื่อ!” จางปาตะโกนเรียกนางจากลานด้านใน
ฉินเหยาตอบรับพร้อมลากหัวขโมยที่ยังหมดสติอยู่นอกเรือนเข้าไปด้านใน
โครม! หัวขโมยทั้งสองคนถูกโยนกองไว้รวมกัน
ผู้คุ้มกันดึงดาบที่ปักอยู่บนขาของหัวขโมยออกแล้วส่งคืนให้ฉินเหยาพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของหัวขโมย
ฉินเหยาขมวดคิ้วพลางพูดว่า “เอาผ้ามาอุดปากพวกมันแล้วมัดรวมกันไว้ เช้าพรุ่งนี้ค่อยส่งตัวให้ทางการ”
ผู้คุ้มกันและจางปารีบหาผ้าขี้ริ้วเก่าๆกับเชือกมามัดมือมัดเท้าหัวขโมยทั้งสองคนพร้อมปิดปากไว้อย่างแน่นหนา ไม่เปิดโอกาสให้คนทั้งสองได้ร้องขอชีวิต จากนั้นก็ลากไปขังไว้ในโรงเก็บฟืน
พ่อบ้านอวี๋รีบร้อนมาถึงที่เกิดเหตุก็เห็นว่าเรื่องทุกอย่างคลี่คลายแล้วจึงพยักหน้าให้ฉินเหยาด้วยความซาบซึ้ง บอกให้นางกลับไปพักผ่อน ส่วนที่เหลือเขาจะจัดการเอง
ฉินเหยาพยักหน้ารับและถอยกลับเข้าไปยังเรือนชั้นใน
ไฟในเรือนใหญ่สว่างขึ้น น้ำเสียงกังวลของคุณหนูติงถามออกมาว่า “จับขโมยได้แล้วหรือยัง”
ฉินเหยาตอบกลับว่า “ก็แค่หัวขโมยตัวเล็กๆสองคน ข้าเห็นตั้งแต่แรกแล้ว ตอนนี้จัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ดึกแล้ว คุณหนูพักผ่อนเถิด”
ภายในเรือนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงตอบรับกลับมาเบาๆ จากนั้นไฟในเรือนก็ถูกดับลง เรือนในกลับคืนสู่ความเงียบสงบเช่นเดิม
ฉินเหยาเดินไปที่ครัวเล็ก ตักน้ำมาล้างดาบจนสะอาด ใช้ผ้าเช็ดจนแห้งแล้วจึงกลับห้องไปนอน
นางหลับสบายตลอดทั้งคืนราวกับเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ถึงแม้ฉินเหยาจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คุณหนูติงและคนรับใช้สามคนกลับไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ รอจนฉินเหยาตื่นขึ้นมาก็รีบสอบถามถึงเรื่องเมื่อคืนทันที
ฉินเหยาตอบคำถามสั้นๆ ก่อนจะถามกลับไปว่า “วันนี้เราจะอ่านหนังสือกันต่อไหมเจ้าคะ”
ความสนใจของคุณหนูติงถูกดึงดูดไปทันที ทั้งสองเริ่มบทเรียนในบทบาทสมมุติกันอย่างสนุกสนาน
ช่วงเที่ยง พ่อบ้านอวี๋เข้ามาแจ้งความคืบหน้าของเรื่องราวให้คุณหนูทราบ
“หัวขโมยสองคนถูกส่งไปยังที่ว่าการเรียบร้อยแล้ว โชคดีที่ฉินเหนียงจื่อพบเห็นได้ไวทำให้ขโมยทั้งสองไม่สามารถก่อเหตุสำเร็จ ทรัพย์สินในบ้านก็ไม่ได้รับความเสียหาย”
“มีเพียงกระเบื้องบนหลังคาของเรือนในที่เปื้อนเลือดเล็กน้อย แต่ตอนเช้าข้าน้อยสั่งให้จางปาเช็ดทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วขอรับ”
คุณหนูติงตอบรับคำหนึ่ง
บ้านนี้เคยโดนหัวขโมยขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ สำหรับคุณหนูติงหากไม่มีอะไรเสียหายก็ถือว่าไม่มีปัญหา เพียงแค่กำชับให้พ่อบ้านจัดเวรยามยามค่ำคืนให้แน่นหนาขึ้น
นางยังคงสนใจเรื่องการสอนหนังสือมากกว่า
“ฉินเหนียงจื่อ เราอ่านหนังสือมาหลายวันแล้ว วันนี้ข้าจะสอนเจ้าวาดภาพดีไหม”
ฉินเหยาถามกลับด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “วาดอะไรหรือเจ้าคะ”
“อืม…มะรืนนี้ก็ถึงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างแล้วแล้ว วาดบ๊ะจ่างกันเถอะ!”
จะถึงวันไหว้บ๊ะจ่างแล้วหรือ ฉินเหยาคำนวณวันคร่าวๆในใจ ดูเหมือนจะใกล้ถึงแล้วจริงๆ
นางเองก็ไม่รู้ว่าพวกหลิวจี้ห้าคนพ่อลูกที่บ้านจะฉลองเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างกันอย่างไร
การวาดภาพยากกว่าการอ่านหนังสือมากนัก ฉินเหยาไม่ถนัดการใช้พู่กันเสียเลย สิ้นเปลืองกระดาษวาดภาพไปหลายแผ่นจนนางอดเสียดายไม่ได้ แต่คุณหนูติงกลับไม่หมดความตั้งใจ ยืนกรานจะสอนให้ฉินเหยาวาดบ๊ะจ่างให้เป็นให้ได้
กระดาษที่เสียไปเหล่านั้นถูกใช้เพียงด้านเดียว อีกด้านยังว่างเปล่า ฉินเหยาจึงอดสงสัยไม่ได้และถามว่ากระดาษพวกนี้จะถูกจัดการอย่างไร
คุณหนูติงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ข้าไม่รู้เหมือนกันนะ ปกติพวกที่เสียแล้วกูกูจะเอาไปเก็บไว้ คงเอาไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวกระมัง”
ฉินเหยาขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “ด้านที่ยังว่างอยู่เอาไว้ใช้ฝึกคัดลายมือได้นะเจ้าคะ เผาทิ้งเสียดายแย่”
“เจ้าอยากได้หรือ” คุณหนูติงถาม
นางรู้ว่าบางครั้งพวกข้ารับใช้จะเก็บกระดาษพวกนี้ไปใช้เป็นกระดาษชำระ แต่เพราะนางไม่ได้ใช้เองจึงปล่อยให้พวกเขาใช้ไป
นางเคยคิดว่าฉินเหยาไม่ใช่คนพื้นๆเช่นนั้น แต่ไม่คิดเลยว่านางเองก็สนใจของเล็กน้อยพวกนี้เหมือนกัน
ฉินเหยาไม่สนใจว่าคุณหนูติงจะมองนางอย่างไร นางเพียงคิดว่า กระดาษพวกนี้ยังมีพื้นที่ว่าง สามารถตัดมาใช้ทำเป็นสมุดบันทึกได้
นางพยักหน้าแล้วถามคุณหนูว่าขอกระดาษพวกนี้ได้ไหมพร้อมเสนอว่า “ข้าสามารถจับนกสองตัวมาให้คุณหนูเล่นเป็นการแลกเปลี่ยนได้”
“จริงหรือ?” คุณหนูติงถามด้วยความตื่นเต้น “เป็นนกเป็นๆใช่หรือไม่”
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าอย่างมั่นใจ นางพลันรู้สึกว่าฉินเหยาไม่ได้ดูพื้นๆถึงเพียงนั้นแล้ว อย่างน้อยนางก็ยังแลกเปลี่ยน ไม่ใช่มาเอาเปรียบ
การจับนกสำหรับฉินเหยานั้นง่ายดายมาก ตอนกลางวันระหว่างที่คุณหนูติงงีบหลับ นางก็ขึ้นไปบนเขาที่เคยไปตัดไม้ เดินวนอยู่รอบหนึ่งแล้วจับนกกระจอกกลับมาสองตัว
เฉ่าเอ๋อร์รีบไปหากรงนกมาใส่นกกระจอกทั้งสองตัวแล้วนำมาวางไว้ตรงหน้าคุณหนูติงด้วยความดีใจ
“เจ้าจับมาได้จริงๆหรือ!” เด็กสาวดีใจสุดๆ โบกมือน้อยๆพร้อมบอกว่า “เฉียวกูกู กระดาษเสียในห้องของข้าทั้งเดือนนี้ ให้ฉินเหนียงจื่อทั้งหมดเลย!”
“อ้อ หากเจ้าจับกระรอกให้ข้าได้อีก ข้าจะให้ ‘หนังสือภาพความรู้พื้นฐาน’ ที่เจ้าเคยดูซ้ำหลายรอบกับเจ้า!”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ข้อเสนอดีขนาดนี้เชียว?
นางยิ้มแล้วถามย้ำว่า “คุณหนูต้องการกระรอกใช่หรือไม่”
คุณหนูติงไม่สนภาพลักษณ์ รีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ฉินเหยาจึงไปที่ภูเขาอีกครั้ง วางกับดักแล้วจับกระรอกสีเทามาได้หนึ่งตัวแลกกับ ‘หนังสือภาพความรู้พื้นฐาน’ หนึ่งเล่ม
นางอยากแลกหนังสือเล่มอื่นอีกจึงถามคุณหนูติงว่ามีอะไรอยากได้อีกหรือไม่
น่าเสียดายที่คุณหนูติงมีทั้งกระรอกและนกจึงคิดว่าพอแล้ว แต่อนุญาตให้ฉินเหยาสามารถหยิบหนังสือบนชั้นไปอ่านได้ตามใจชอบ
ฉินเหยายิ้มบางๆเช่นนี้ก็ไม่เลว
ตอนที่ 82: พ่อลูกมาหา
ถึงเทศกาลบ๊ะจ่างแล้ว
นายหญิงตระกูลติงส่งคนมาเชิญคุณหนูติงไปร่วมฉลองเทศกาลที่เรือนเก่า
แต่คุณหนูติงปฏิเสธ โดยบอกกับคนที่มาเชิญว่า “อากาศร้อนจนข้ารู้สึกเวียนหัวและไม่สบาย ตัวข้าเองก็อ่อนระโหยโรยแรง ไม่ไปรบกวนพวกท่านย่าจะดีกว่า”
เมื่อผู้มาเชิญได้ยินดังนั้นก็ไม่มีทางเลือกต้องทิ้งตะกร้าที่เต็มไปด้วยขนมบ๊ะจ่างซึ่งห่ออย่างประณีตด้วยด้ายหลากสีเอาไว้และเดินทางกลับไปแจ้งข่าว
เมื่อเห็นคนผู้นั้นจากไปแล้ว เด็กสาวที่เอนกายอยู่บนตั่งก็ลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง พลางร้องเรียกไปทางห้องหนังสือ “ฉินเหนียงจื่อ พวกเราไปเดินเล่นที่ไร่กันเถอะ!”
ฉินเหยาวางหนังสือลงแล้วเดินออกมา ในเมื่อนางต้องทำหน้าที่ผู้คุ้มกันของคุณหนูติง แน่นอนว่านางต้องติดตามออกไปด้วย
เฉียวกูกูกำลังเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของคุณหนู พอเห็นว่าอีกฝ่ายกลับมากระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิมก็รู้ทันทีว่านางโกหกจึงส่ายหน้าอย่างจนใจ “หากพวกฮูหยินผู้เฒ่ารู้เข้าคงโกรธคุณหนูแน่ๆเจ้าค่ะ”
“นางจะโกรธเรื่องอะไรล่ะ หลานที่นางโปรดปรานที่สุดไม่ใช่ข้าเสียหน่อย แค่กลัวจะโดนนินทาเลยส่งคนมาเชิญข้าไปอย่างนั้น หากข้าไปจริงๆ พวกนางอาจจะไม่พอใจก็ได้ อยู่บ้านอิสระกว่าเยอะ”
คุณหนูติงบ่นไปด้วยพลางให้โต้วเอ๋อร์ปรนนิบัติช่วยนางเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่บางเบา เพื่อเตรียมตัวออกไปข้างนอก
ฉินเหยากลับเข้าไปในห้องเพื่อหยิบธนูและลูกศร เตรียมตัวออกเดินทาง
ในขณะที่ทุกคนกำลังจะออกเดินทาง พ่อบ้านอวี๋ก็เดินเข้ามา เขาคารวะคุณหนูติงก่อนแล้วจึงกวักมือเรียกฉินเหยาออกมานอกห้อง เขามาหานางโดยเฉพาะ
“พ่อบ้าน มีเรื่องอะไรหรือ” ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย
คุณหนูติงเองก็มองมาด้วยความสงสัยเช่นกัน
พ่อบ้านอวี๋มองดูท่าทีเตรียมตัวจะออกไปของพวกนางก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดออกมา
“ฉินเหนียงจื่อ สามีของเจ้าพาลูกๆมาหาเจ้า ตอนนี้พวกเขารออยู่ใต้ต้นไม้นอกจวน เจ้าจะออกไปพบพวกเขาสักหน่อยหรือไม่”
“พวกเขามางั้นหรือ” ฉินเหยาไม่อยากเชื่อ แต่ก็แอบรู้สึกยินดีในใจเล็กน้อย
ในเมื่อเป็นเทศกาลจึงอดคิดถึงครอบครัวไม่ได้ ก่อนหน้านี้นางยังนึกสงสัยอยู่ว่าพวกเขาจะฉลองเทศกาลนี้กันอย่างไร ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมาหานางที่ตัวเมือง
เมื่อเห็นพ่อบ้านอวี๋พยักหน้าด้วยความมั่นใจ ฉินเหยาก็อดรู้สึกกังวลเล็กๆในใจไม่ได้ ได้แต่หวังว่าพวกเขาจะมาเพียงเพื่อพบนาง ไม่ใช่มีเรื่องเดือดร้อนมาให้นางต้องตามแก้
พอแจ้งเรื่องเสร็จ พ่อบ้านอวี๋ก็เดินจากไป
ฉินเหยาหันไปมองคุณหนูติง อีกฝ่ายน่าจะได้ยินสิ่งที่พ่อบ้านอวี๋พูดแล้ว ดวงตาของนางจึงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นหลายส่วน
ก่อนที่ฉินเหยาจะพูดอะไร คุณหนูติงก็ถามขึ้นมาก่อนว่า “คนในครอบครัวมาหาหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้าพลางเอ่ย “คุณหนู ไม่อย่างนั้นท่านไปกับพวกเฉียวกูกูก่อนก็ได้เจ้าค่ะ เรียกผู้คุ้มกันไปด้วย เดี๋ยวข้าจะตามไปทีหลัง”
“ไม่เป็นไร ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” อย่างไรเสียนางก็ว่างอยู่แล้ว
นางเคยได้ยินพี่ชายบอกว่าฉินเหนียงจื่อแต่งงานใหม่กลายเป็นแม่เลี้ยงให้ผู้อื่น ดังนั้นคนที่มาหาในวันนี้น่าจะเป็นลูกเลี้ยงของนาง คุณหนูติงจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงจะมีความสัมพันธ์แบบไหนกัน
ฉินเหยารีบร้อนจะออกไปจึงไม่ได้ขัด นางเดินนำอีกฝ่ายออกไปจากเรือนแล้วก็เห็นห้าคนพ่อลูกยืนเรียงแถวกันอย่างเรียบร้อยอยู่ใต้ต้นไม้ริมทางจริงๆ
“ซื่อเหนียง!” ฉินเหยาร้องเรียกพร้อมรอยยิ้ม
ห้าคนพ่อลูกรีบหันกลับมามอง ทุกคนดูตื่นเต้นเล็กน้อย
“ท่านแม่!” ซานหลางกับซื่อเหนียงวิ่งตรงเข้ามาหา ฉินเหยากอดทั้งสองไว้ในอ้อมแขนด้วยความดีใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้จึงถามว่า “พวกเจ้ามาได้อย่างไร ไม่อยู่ฉลองเทศกาลที่บ้านหรือ”
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางเดินตามมาอีกสองสามก้าว ต้าหลางตอบด้วยท่าทีเขินอายว่า “ซานหลางกับซื่อเหนียงอยากพบท่านมาก ท่านพ่อทนพวกเขารบเร้าไม่ไหว พอดีวันนี้มีตลาดนัดในเมือง เราเลยขึ้นเกวียนวัวของผู้ใหญ่บ้านมาด้วยกัน”
“เสียเงินไปตั้งห้าเหวิน!” เอ้อร์หลางเสริม “แต่เดิมพวกเราเดินมาก็ได้ ไม่ต้องเสียเงิน ท่านพ่อดันบอกว่ากลัวพวกเราจะเหนื่อยเลยนั่งเกวียนวัวมา”
หลิวจี้เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “อะไรคือข้ากลัวว่าพวกเจ้าจะเหนื่อย? อ้อ หากเจ้าไม่อยากขึ้นเกวียนนัก ทำไมเจ้าไม่เดินมาเล่า”
เอ้อร์หลางเถียงไม่ออก ได้แต่ทำหน้างอนแล้วจ้องพ่อของตนด้วยความหงุดหงิด
ฉินเหยามองดูอย่างขบขัน ก่อนจะวางแฝดชายหญิงในอ้อมแขนลงแล้วเงยหน้ามองไปที่ชายผู้นั้นซึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เขาสวมชุดสีครามตลอดร่าง ท่าทางดูภูมิฐาน แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความประหม่า
“ข้ายังมีงานต้องทำและที่นี่ก็ลาหยุดไม่ได้ เจ้าพาพวกเขาไปเดินเที่ยวในเมืองก่อนเถอะ” ฉินเหยาพูดด้วยน้ำเสียงเสียดายเล็กน้อย
หลิวจี้ดูเหมือนจะผิดหวังเล็กน้อย “วันเทศกาลทั้งที ไม่ให้คนกลับบ้านไปฉลองเลยหรือ”
ฉินเหยาเห็นสีหน้าของเขาจึงเลิกคิ้วถามด้วยความสนใจ “อะไรน่ะ เจ้าอยากให้ข้าไปเดินเที่ยวกับเจ้าด้วยหรือ”
“เจ้า เจ้าคิดมากไปแล้ว!” เขากลอกตาใส่นางพลางเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
แต่จะว่าไป เขาที่เคยชินกับการถูกอัดวันละสามเวลา พอจู่ๆไม่มีใครมาจัดการแล้วกลับรู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรไป ทำงานก็หมดแรงจูงใจไปเสียอย่างนั้น ไม่ชินเลยจริงๆ
หลิวจี้ตกใจกับความคิดที่เกิดขึ้นในหัวของตนเองจนสะดุ้งไป แม้จะเป็นฤดูร้อนแต่กลับตัวสั่นระริก หรือว่าเขาจะถูกฉินเหยาสตรีอำมหิตผู้นี้ทำของใส่เสียแล้ว?
ฉินเหยาลูบหัวเล็กๆของเด็กสี่คนเบาๆ พร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย “พวกเจ้ารอข้าสักเดี๋ยวนะ เดี๋ยวข้าจะกลับไปเอาบางอย่างมาให้พวกเจ้า”
สายตาของสี่พี่น้องพลันเปล่งประกายพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น
ฉินเหยากลับเข้าไปในจวนติง เมื่อไปถึงห้องพักของตนก็หยิบหนังสือภาพพร้อมกับสมุดบันทึกเล่มเล็กสองเล่มที่ทำจากกระดาษใช้แล้วออกมา
หลิวจี้เบิกตากว้างทันที “เจ้าเอาหนังสือมาจากไหนน่ะ” แถมยังดูเหมือนเป็นแบบพิมพ์ ไม่ใช่หนังสือที่คัดลอกด้วยมืออย่างหยาบๆด้วย
ฉินเหยายักคิ้วให้เขาอย่างได้ใจ “เจ้าไม่ต้องสนใจเรื่องนี้ แค่หนังสือเล่มเดียว ข้ามีปัญญาหามาได้อยู่แล้ว”
ฉินเหยาส่งหนังสือให้ต้าหลาง “นี่คือหนังสือภาพสอนอ่านหนังสือ เก็บรักษาไว้ให้ดี เอากลับบ้านไปด้วย พวกเจ้าสี่พี่น้องเรียนด้วยกัน หากไม่เข้าใจก็ถามพ่อของพวกเจ้านะ”
ต้าหลางเปิดดูหนังสือตามคำเร่งเร้าด้วยความอยากรู้ของน้องๆ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
ด้านในเต็มไปด้วยภาพและข้อความที่ชัดเจน ทุกตัวอักษรมีภาพประกอบ เช่น ขวาน เมฆ ลม ฝนฟ้าคะนอง และยังมีสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนอีกมากมาย เช่น ลูกพลับ สาลี่ และกล้วย
“ท่านน้า หนังสือเล่มนี้ราคาแพงมากสินะ” เอ้อร์หลางถามอย่างไม่มั่นใจ
ฉินเหยาพยักหน้า หลิวจี้ที่ได้ดูเนื้อหาในหนังสือก็ถึงกับตกใจ หนังสือสอนพื้นฐานดีๆแบบนี้ ในร้านหนังสือราคาขายไม่น้อยกว่าหนึ่งตำลึง แถมยังอาจไม่ได้ใช้กระดาษคุณภาพดีเท่านี้
ฉินเหยาส่งสมุดเปล่าที่ทำจากกระดาษใช้แล้วสองเล่มให้หลิวจี้ ให้เขาเอาเล่มนี้กลับไปให้เด็กๆใช้ฝึกเขียนหนังสือด้วย
พูดจบก็หยิบเงินตำลึงมูลค่าสามเฉียนออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้เขา “เอาไปซื้อพู่กัน หมึก และแท่นฝน เจ้าก็ลองกลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง ฝึกเขียนให้มากขึ้นหน่อย”
หลิวจี้ที่พอเห็นเงินก็ตาโต เขาไม่ได้คาดคิดว่าเข้าเมืองมาครั้งนี้จะได้อะไรกลับไปมากขนาดนี้จึงรับเงินไปด้วยความยินดี ไม่รู้ว่าฟังคำสั่งของฉินเหยารู้เรื่องหรือไม่
แต่ต้าหลางและน้องๆทั้งสี่คนฟังเข้าใจทุกคำ
เด็กๆทั้งดีใจและประหลาดใจมาก ไม่เข้าใจว่าเหตุใดแม่เลี้ยงถึงยอมเสียเงินมากมายขนาดนี้เพื่อซื้อพู่กัน หมึก และกระดาษให้พวกเขา
ลูกของคนยากจนไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าตัวเองจะได้เรียนหนังสือ การที่พวกเขาอ่านออกเขียนได้มากเท่านี้ก็ถือว่าเป็นความโชคดีเกินพอแล้ว มากกว่านี้พวกเขาไม่กล้าคิดถึง
แต่วันนี้ดูจากท่าทางของแม่เลี้ยง ดูเหมือนนางตั้งใจที่จะให้พวกเขาได้เรียนหนังสืออย่างจริงจัง
เอ้อร์หลางที่ไวต่อเรื่องเงินเป็นพิเศษ ลองนับนิ้วคิดคำนวณอยู่สักพัก แต่ก็คำนวณออกมาไม่ได้ เขาได้แต่คิดว่าหากพวกเขาทุกคนต้องเรียนหนังสือ เขียนอักษร คงต้องใช้เงินเยอะมากแน่ๆ
ตอนที่ 83: กอดๆ
หลิวจี้เก็บเงินไว้อย่างดี ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ค่อยถูกต้องนัก
ซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกให้เด็กทั้งสี่คนเขาเข้าใจได้ แต่ทำไมนางถึงบอกให้เขาฝึกเขียนอักษรด้วยล่ะ
แต่ฉินเหยาไม่อาจรั้งรอได้อีก นางรีบลูบใบหน้าน้อยๆของพี่น้องทั้งสี่อย่างเร่งรีบ ก่อนจะเดินกลับไปทันทีทำให้เขาไม่มีโอกาสได้ถามถึงเรื่องที่สงสัยเลย
ห้าพ่อลูกยืนเรียงแถวกันอยู่หน้าประตูจวนติง มองส่งนางเดินจากไป ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่กลับมาหม่นหมองอีกครั้ง
“ท่านพ่อ อีกนานแค่ไหนท่านแม่ถึงจะกลับมาหรือ” ซื่อเหนียงเงยหน้าถามด้วยความคาดหวัง
หลิวจี้นับนิ้วคำนวณวันเวลา “ยังเหลืออีกยี่สิบวัน”
“ไม่นานหรอก พริบตาเดียวก็จะผ่านไปแล้ว” หลิวจี้พูดปลอบ
พอเห็นว่าประตูใหญ่ของจวนติงปิดลง เขาก็หันไปโบกมือเรียกเด็กๆที่อยู่ข้างหลังด้วยรอยยิ้ม “ไปกันเถอะ พ่อจะพาพวกเจ้าไปที่ตัวเมือง เราจะไปกินดื่มของอร่อยให้เต็มที่!”
สีหน้าเศร้าหมองของพี่น้องทั้งสี่เปลี่ยนเป็นความคาดหวังในทันที พวกเขาจับมือกันเดินตามหลังหลิวจี้ไป ห้าพ่อลูกมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองด้วยกัน
วันนี้เป็นวันที่มีตลาดใหญ่ ผู้คนเยอะมาก ร้านรวงบนถนนต่างเปิดกันครบครัน ข้างทางยังมีแผงขายของเล็กๆน้อยๆ บรรยากาศครึกครื้นมาก
หลิวจี้กลัวว่าเด็กๆจะพลัดหลงกัน เขาจึงจับมือซานหลางและซื่อเหนียงเอาไว้แล้วให้ลูกชายสองคนที่โตหน่อยเดินอยู่ด้านหน้า
“ซื้อให้ท่านแม่ด้วยอันหนึ่งสิ!” ซื่อเหนียงดึงมือใหญ่ของท่านพ่อไว้แน่น นางนั่งลงกับพื้น หากไม่ซื้อก็ไม่ยอมเดินต่อ
ดังนั้น ตอนที่ฉินเหยากลับมาจากการไปช่วยคุณหนูติงจับปลาจากนามาจนเต็มถังก็ต้องตกใจเมื่อได้รับเชือกถักห้าสีเส้นหนึ่งจากจางปา
“ฉินเหนียงจื่อ สามีของเจ้าใส่ใจเจ้ามากจริงๆเลยนะ” จางปากล่าวแซวอย่างมีนัย
เขายังคิดไม่ถึงว่าสามีของฉินเหนียงจื่อจะหล่อเหลาเช่นนี้ ดูเผินๆแล้วเหมือนเป็นพวกบัณฑิตเสียด้วย ตอนที่ฝากเชือกถักเส้นนี้มาให้ฉินเหนียงจื่อ คำพูดคำจาก็ยังสละสลวย
ฉินเหยาไม่เข้าใจว่าจางปาคิดเรื่องเหลวไหลเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร นางจึงเพียงกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพแล้วรับเชือกถักนั้นมา
เชือกเส้นเล็กๆเส้นหนึ่ง มีสีแดง เหลือง ขาว เขียว และน้ำเงิน ซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุทั้งห้า มีความหมายดีที่ช่วยเสริมโชคลาภและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
ฉินเหยาหยิบเชือกถักขึ้นมามองดูอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากก็ยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว นางไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเชือกเส้นนี้เด็กๆต้องเป็นคนเลือกให้
เชือกมีความยาวมากทีเดียว ฉินเหยาจึงพันรอบข้อมือสองรอบ ทำเป็นกำไลข้อมือก็ดูสวยดี
แต่พอเข้ามาในห้องแล้วเห็นบ๊ะจ่างที่คุณหนูติงส่งมาให้ มุมปากของนางก็กระตุกเล็กน้อย
บ๊ะจ่างนั้นก็ผูกด้วยเชือกถักห้าสีเหมือนกัน ไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย เพราะมันเหมือนกับที่อยู่บนข้อมือของนางไม่มีผิด
ฉินเหยาหยิบบ๊ะจ่างขึ้นมา คลายเชือกและใบไผ่ออก ลองชิมบ๊ะจ่างไส้พุทราแดงและหมู แต่หัวใจของนางกลับล่องลอยไปถึงหมู่บ้านเล็กๆตระกูลหลิว
ที่แท้ การมีให้คนคิดถึง ความรู้สึกมันเป็นเช่นนี้นี่เอง มีทั้งความสุขเล็กๆ และความคาดหวังอยู่ในนั้นเล็กน้อย
ในฐานะคนทำงาน ฉินเหยาทำงานในเวลางานอย่างเต็มที่ นอกจากจะทำงานของตนเองให้ดีแล้ว นางยังร่วมเล่นกับนายจ้างด้วย
แต่ตั้งแต่พบว่าฉินเหยาสามารถจับสัตว์เล็กสัตว์น้อยได้ คุณหนูติงก็ไม่ค่อยสนุกกับการเล่นบทบาทสมมติเป็นอาจารย์อีกต่อไป
นางเริ่มตั้งหน้าตั้งตารอที่จะออกไปข้างนอก จะไปที่ไหนก็ได้ ทั้งที่นา เนินเขา หรือในป่า
ฉินเหยาสามารถพานางปีนต้นไม้หรือพาลงน้ำจับปลา บางครั้งก็ยังช่วยล่าสัตว์เล็กๆกลับมาเพิ่มรายการอาหารมื้อเย็นได้อีก
และการที่ฉินเหยาเล่นเป็นเพื่อนนอกเหนือจากหน้าที่เหล่านี้ นางก็ได้รับค่าตอบแทนเช่นกัน
เดิมทีคุณหนูติงอนุญาตให้นางอ่านหนังสือได้เฉพาะในห้องหนังสือ แต่ตอนนี้กลับใจกว้างพอที่จะให้ฉินเหยายืมไปอ่านในห้องของตัวเอง
ฉินเหยาจึงอาศัยเวลาสามชั่วโมงก่อนนอนในตอนกลางคืน อ่านหนังสือให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อทำความเข้าใจแง่มุมต่างๆของยุคสมัยนี้ รวมถึงประสบการณ์และกระบวนการสอบเข้ารับราชการด้วย
เรื่องนี้ คุณหนูติงถือเป็นผู้รอบรู้ที่สุด เพราะทั้งบิดาและพี่ชายของนางล้วนเป็นผู้เข้าสอบเคอจวี่ นางมองออกว่าฉินเหยาอยากให้ลูกเลี้ยงในบ้านได้เรียนหนังสือจึงไม่ตระหนี่ที่จะเล่าเรื่องราวมากมายให้นางฟัง
พร้อมกันนั้น เมื่อเห็นสีหน้าของฉินเหยาที่อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัวขณะพูดถึงลูกเลี้ยงในบ้าน นางก็อดรู้สึกอิจฉาเล็กๆไม่ได้
หลังจากปีนี้ผ่านพ้น มารดาของนางก็จากไปครบสามปีแล้ว
นางมีลางสังหรณ์ว่าบิดาจะต้องแต่งงานใหม่และคงจะแต่งกับหญิงสาวที่ช่วยส่งเสริมเส้นทางอาชีพของเขา
นางรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อมองไปที่ฉินเหยา นางก็อดคาดหวังไม่ได้ หากว่าอีกฝ่ายจะเป็นมารดาที่ดีเช่นกันล่ะ?
ปลายเดือนห้า ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆกลับเปลี่ยนแปลงไป
ฝนเริ่มตกลงมา โดยมักจะตกตอนเช้ากับเย็น ส่วนตอนกลางวันก็แดดออก พื้นในจวนเปียกแล้วก็แห้ง แห้งแล้วก็เปียกสร้างความรำคาญใจให้คนไม่น้อย
ฉินเหยาถือหนังสือเล่มหนึ่ง เอนตัวพิงริมหน้าต่างอ่านอย่างสงบใจ
คุณหนูติงกางกระดาษเซวียนจื่อสีขาวสะอาดออกแผ่นหนึ่ง ยืนอยู่หน้าโต๊ะเตรียมจะวาดภาพ แต่แม้พู่กันจะชุ่มหมึกแล้วก็ยังไม่ยอมแตะลงบนกระดาษ
นางเอียงศีรษะไม่รู้คิดอะไรอยู่ พักใหญ่จึงเริ่มลงพู่กันไม่กี่เส้นอย่างพลิ้วไหว วาดภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่เอนตัวพิงหน้าต่างอ่านหนังสือลงบนกระดาษ
ฉินเหยาชำเลืองมองภาพนั้น ยิ้มมุมปากเล็กน้อย คิดว่านางกำลังวาดรูปของตน
แต่พอผ่านไปสักพัก เมื่อมองดูอีกครั้ง เครื่องหน้าของหญิงสาวในภาพถูกวาดออกมาจนแจ่มชัดกลับเป็นใบหน้าของหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่ง
“ข้าจำหน้าของท่านแม่ไม่ได้แล้ว” ดังนั้นจึงวาดรูปหญิงสาวที่มีรูปร่างเหมือนฉินเหยา แต่ใบหน้ากลับเป็น ‘มารดาผู้ให้กำเนิด’
คุณหนูติงมองภาพนั้นด้วยความหงุดหงิดแล้วมองฉินเหยาด้วยสายตาราวกับลูกกวางตัวน้อยที่ถูกทอดทิ้ง
ฉินเหยาเดินเข้ามา วางหนังสือในมือลงแล้วอ้าแขนกว้างไปทางนาง “มาๆ กอดๆ”
คุณหนูติงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวังแล้วค่อยๆซบลงในอ้อมกอดของนาง อ้อมกอดนั้นอบอุ่นเหมือนที่นางจินตนาการเอาไว้
“ฉินเหนียงจื่อ ท่านพ่อส่งจดหมายมาบอกว่าเขากับพี่ชายกำลังจะกลับถึงบ้านแล้ว”
คุณหนูติงซบอยู่ในอ้อมกอดนางพลางถามหยั่งเชิง “เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าบ้านเจ้าอยู่ที่ไหน เผื่อวันใดข้าอยากไปหา ข้ากลัวว่าจะหาไม่เจอ”
“เช่นนั้นท่านต้องเดินทางไกลมากนะเจ้าคะ จากในเมืองไปถึงบ้านข้า ใช้เวลาเดินประมาณหนึ่งชั่วยามครึ่ง”
“ข้าขี่ม้าไปได้” นางกล่าวอย่างมุ่งมั่น “ถึงอย่างไร หากข้าไม่มีที่ไป ข้าก็จะไปพึ่งพาเจ้าและเอาหนังสือของข้าไปเป็นค่าตอบแทน”
“เจ้าจะรับข้าไว้ใช่ไหม” นางเงยหน้าเอ่ยถามอย่างคาดหวัง
ฉินเหยาส่ายหน้า ตอบกลับอย่างหนักแน่น “ไม่เจ้าค่ะ”
บ้านของนางไม่ใช่สถานเลี้ยงเด็กที่ใครจะมาก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้น นายท่านติงเป็นคนที่นางไม่อาจล่วงเกินได้ในตอนนี้
เด็กสาวทำหน้างอน พยายามจะถามเหตุผลแต่ก็รู้ว่าถามไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะหากนางพูดว่าไม่ก็คือไม่
ฉินเหยาดันนางออกจากอ้อมกอดพลางเปลี่ยนเรื่อง “หรือข้าจะสอนท่านขี่ม้าดี รับรองว่าข้าสอนจนท่านขี่เป็น ขอเพียงให้ข้ายืมคัดหนังสือไม่กี่เล่มเท่านั้น”
เมื่อครู่เด็กสาวพูดว่าจะขี่ม้ามาบ้านนาง แต่ตัวนางเองกลับยังไม่เคยจับม้ามาก่อนด้วยซ้ำ
คุณหนูติงเกิดความสนใจขึ้นมาจริงๆ นางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เจ้าต้องการหนังสือเล่มใด?”
ฉินเหยาชี้ไปที่หนังสือบนชั้น ‘โจวอี้’ ‘ซ่างซู’ ‘ซือจิง’ ‘หลี่จี้’ และ ‘ชุนชิว’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสี่ตำราห้าคัมภีร์
คุณหนูติงเพิ่มข้อเสนออย่างมั่นใจ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องสอนข้ายิงธนูและขี่ม้าด้วย!”
ตอนที่ 84: ขี่ม้า
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วชี้ตำราเพิ่มอีกสี่เล่ม คุณหนูติงแค่นเสียง “เจ้าช่างโลภนัก!” แต่ก็ยังตอบตกลงทันทีว่า “ตกลง!”
“แต่อย่าทำเสียหายนะ คัดเสร็จแล้วต้องเอามาคืนข้า หนังสือพวกนี้ท่านพ่อข้าเคยอ่านแล้ว แถมด้านบนยังมีคำอธิบายประกอบของท่านพ่ออยู่ด้วย คนอื่นเสนอเงินมากมายเพื่อขอซื้อข้ายังไม่ยอมให้เลย!” นางกำชับด้วยความภาคภูมิใจ
“ยังมีอีก!” นางเสริม “ห้ามให้คนอื่นยืมนะ เจ้าต้องสาบาน หากทำไม่ได้ขอให้ฟ้าผ่าไม่ได้ตายดี!”
ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ ก่อนยกมือขึ้นทำท่าสาบานอย่างจริงจังแล้วกอดอกถามว่า
“ยังมีข้อกำหนดอะไรอีกหรือไม่เจ้าคะ”
คุณหนูติงตอบอย่างมั่นใจว่า “มี!”
ฉินเหยาตอบด้วยน้ำเสียงใจเย็น “เชิญว่ามาได้”
เด็กสาวพลันลดเสียงลงเล็กน้อย “ห้ามให้ท่านพ่อข้ารู้เด็ดขาด”
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา” ฉินเหยายกมือขึ้นแล้วจับมือเล็กๆของนางพลางพูดว่า “กิฟ มี ไฟว์”
คุณหนูติงถามด้วยความงุนงง “กินหมี่ไฟ?”
“คุณหนู ได้เวลารับประทานอาหารเที่ยงแล้วเจ้าค่ะ!” เฉียวกูกูร้องเรียกอยู่หน้าห้องหนังสือ
ฉินเหยาเดินออกจากห้องหนังสืออย่างไม่รอช้า “กินข้าว”
“หืม” คุณหนูติงชะงักไป ดูเหมือนจะไม่ใช่คำว่ากินข้าว เหมือนเสียงวรรณยุกต์จะขาดไปเสียงหนึ่ง
นางเดินตามหลังฉินเหยาไปอย่างไม่ลดละพลางถามย้ำ “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าข้าวอะไรหรือ”
ฉินเหยารับชามใบใหญ่จากเฉ่าเอ๋อร์มา ใช้ตะเกียบเคาะขอบชามสองครั้งจนเกิดเสียงใสดังก้องพลางพูดด้วยสีหน้าจริงจังแต่เหลวไหลว่า
“ข้าหมายถึงกินข้าว ไม่มีความหมายอื่นหรอกเจ้าค่ะ คุณหนูรีบเข้าไปทานอาหารเที่ยงเถิด กินให้อิ่มไว้ จะได้ฝึกซ้อมช่วงบ่ายได้ดี”
เมื่อได้ยินคำว่าฝึกซ้อม คุณหนูติงจึงหยุดถามต่อและรีบเข้าไปกินข้าวทันที
ในตอนนั้น นางยังไม่รู้เลยว่าการฝึกซ้อมนั้นคืออะไร แต่กลับเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างใสซื่อ
จวนติงมีม้าอยู่ แม้ว่าม้าตัวนั้นจะถูกใช้ลากเกวียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
และยังมีอานม้าที่เป็นของคุณชายติงอีกด้วย ฉินเหยาจึงให้จางปานำออกมาใส่ให้ม้า จากนั้นจูงม้า พร้อมกับพาคุณหนูติงที่เปลี่ยนเป็นชุดเสื้อแขนแคบสั้นกับกางเกงขายาวออกจากคอกม้ามายังถนนใหญ่
หน้าจวนตระกูลติงเป็นถนนดินเหลืองกว้างกว่าสองเมตรทอดยาวตรงจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ความยาวประมาณสองถึงสามร้อยเมตร
ถนนสายนี้เชื่อมต่อจากตัวเมืองไปยังหมู่บ้านของตระกูลติง โดยปกติไม่ค่อยมีคนสัญจรผ่านไปมา
ช่วงเช้าฝนเพิ่งตกลงมา พอตกกลางวันแดดก็ออกจัดจนถนนแห้งสนิท
พอเห็นฉินเหยาขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่วแล้วจับคุณหนูติงขึ้นไปนั่งบนหลังม้าด้วยกันด้วยท่าทางตื่นเต้น เฉียวกูกูกับพ่อบ้านอวี๋ก็สบตากันด้วยความตกใจ ใจแทบกระดอนออกมาจากอก
โชคดีที่ทักษะการควบคุมม้าของฉินเหยาดูไม่เลวและม้าตัวนี้มีนิสัยเชื่องอยู่แล้ว ม้าจึงเริ่มวิ่งไปบนถนน เสียงร้องอย่างตื่นเต้นของคุณหนูติงดังลั่นไปทั่วถนน
พ่อบ้านอวี๋มองไปทางเฉียวกูกูด้วยความกังวล “หากนายท่านกลับมาแล้วรู้ว่าคุณหนูขี่ม้าและยิงธนูเป็น น่าจะดีใจมากใช่หรือไม่”
เฉียวกูกูทำหน้าขมขื่น “คงจะใช่…กระมัง”
เพราะอย่างไรนายท่านก็รักคุณหนูมาก ดังนั้น ไม่แน่ใจว่า อาจจะ ไม่ถือสาที่นางเรียนรู้สิ่งที่เป็นเรื่องของบุรุษกระมัง
ทั้งสองคนรู้สึกกังวลใจ แต่พอเห็นเด็กสาวขี่ม้าพลางหัวเราะอย่างร่าเริงก็คิดว่าภาพนี้ช่างงดงามเหลือเกิน
ทั้งสองนั่งลงข้างสิงโตหินหน้าประตู มองดูม้าที่บรรทุกฉินเหยาและติงเซียงวิ่งไปกลับบนถนนสายนี้ หัวใจราวกับล่องลอยไปไกลพร้อมทั้งสองคน
แต่แล้ว เสียงหัวเราะเหมือนกระดิ่งเงินของเด็กสาวบนหลังม้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เพราะม้าวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้นางกระเด้งกระดอนไปมา
คุณหนูติงหัวเราะไม่ออกแล้ว นางก้มลงแนบร่างไปกับหลังม้าด้วยความกลัวพลางกอดคอแข็งแรงของม้าเอาไว้แน่น ซุกศีรษะลงบนแผงคอของมันแล้วหลับตาแน่น ปากก็ร้องตะโกนว่า “ให้มันหยุดเร็ว หยุด!”
แต่กลับไม่มีประโยชน์อะไร มือข้างหนึ่งยื่นมาจากข้างหลัง จับศีรษะนางให้ตั้งตรง
“มองตรงไปข้างหน้า ดูถนน ข้าอยู่ข้างหลังท่าน อย่ากลัว”
เสียงของฉินเหยาสงบนิ่งและมั่นคงดังอยู่ข้างหู ติงเซียงสูดหายใจลึก ทำตามที่นางบอก ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ฟู่ ฝุ่นทรายพัดเข้ามาปะทะหน้าทำเอานางตกใจจนอยากหลับตาลงอีกครั้ง
“ลืมตาไว้!”
เสียงตวาดดังทำให้เด็กสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ไม่นานนัก ร่างของนางก็ถูกกดลงไป ทั้งสองอยู่ในท่าหมอบ เอนตัวไปทางด้านซ้ายของหลังม้า ใช้ตัวม้าบังฝุ่นทรายจึงพอจะมองเห็นถนนชัดเจนขึ้นบ้าง
ฉินเหยากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เราไม่มีเวลาที่จะให้ท่านค่อยๆสร้างความคุ้นเคยกับม้า ดังนั้น ทุกคำที่ข้าบอกท่านในตอนนี้ ท่านต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ”
“ข้อแรก การขี่ม้าไม่ได้หมายความว่าท่านจะนั่งอยู่บนหลังม้าแล้วปล่อยให้มันวิ่งตามแต่ใจ แต่คือการบังคับมัน ควบคุมบังเหียนในมือท่านและทำให้มันเดินไปตามจังหวะของท่าน”
ติงเซียงคิดในใจ ไม่ควรเป็นคนที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับจังหวะการวิ่งของม้าหรือ นางจำได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่พี่ชายเรียนขี่ม้า อาจารย์สอนขี่ม้าพูดแบบนั้น
แต่ช่างเถอะ ตอนนี้นางทำได้เพียงเชื่อฟังฉินเหยา หากมัวลังเลก็อาจตกลงไปจากหลังม้าได้
“เอาชนะความกลัวในใจของท่าน ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ตราบใดที่ท่านควบคุมบังเหียนในมือไว้ได้ ท่านก็จะไม่ตกลงไป”
จริงหรือ ติงเซียงนึกสงสัยในใจ แต่นางก็ยังคงเชื่อฟัง ยื่นมือออกไปรับบังเหียนที่ฉินเหยาส่งมาให้
จากนั้น ความเร็วของม้าก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะคนที่จับบังเหียนตอนนี้ไม่ใช่ฉินเหยาอีกต่อไป
ติงเซียงถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย นางฟังเคล็ดลับที่ดังลอยมาข้างหูคำแล้วคำเล่า ปรับท่านั่งของตนเอง จับบังเหียนไว้แน่นและลองควบคุมม้าดู
เพราะมีคนอยู่ด้านหลังและรู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องปกป้องตนเองได้แน่นอน ดังนั้นนางจึงไม่กลัวถึงเพียงนั้นแล้ว
เมื่อไม่มีความกลัว ทุกอย่างก็ดูอ่อนโยนลง
ม้าภายใต้การควบคุมของนางเริ่มช้าลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็เดินด้วยจังหวะสม่ำเสมอทีละก้าวทีละก้าวไปบนถนนใหญ่
“มันเชื่องดีจัง~” ติงเซียงหันไปยิ้มให้ฉินเหยาอย่างดีใจ นางเริ่มรู้สึกถึงความสนุกของการควบคุมได้บ้างแล้ว
ฉินเหยายิ้มมุมปาก “ลองเพิ่มความเร็วดูสิเจ้าคะ”
“อื้ม!”
ติงเซียงกระตุกบังเหียนเล็กน้อย ม้ารับคำสั่งแล้วจึงเริ่มวิ่งเหยาะๆ
ม้ายังไม่ค่อยเชื่อฟังนัก ฉินเหยาจึงสอนเด็กสาวด้านหน้าให้เตะเบาๆที่ท้องม้าพลางบอกว่า
“ต้องจำไว้ว่า ท่านเป็นผู้ฝึกสัตว์ หากม้าเชื่อฟังก็ให้หญ้าสักกำมือเป็นรางวัล หากมันไม่เชื่อฟังก็ให้เตือนมันบ้าง จำไว้ ท่านต้องกำราบมันให้เชื่อง!”
พ่อบ้านอวี๋ที่แอบได้ยินโดยไม่ได้ตั้งตัว หัวใจหล่นวูบ เขารู้สึกว่าวิชาขี่ม้าของฉินเหยามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าผิดตรงไหน
ช่างเถอะ ดูเหมือนคุณหนูจะทำได้ดี น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
สองคนบนหลังม้าวิ่งไปวิ่งมาอยู่บนถนนหน้าจวนไม่รู้กี่รอบจนกระทั่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เมฆครึ้มเริ่มก่อตัว ลมฝนเหมือนจะมา พวกนางจึงจูงม้ากลับมาพร้อมเหงื่อท่วมตัว
ฉินเหยาพูดขึ้นว่า “ข้าขออาบน้ำก่อนนะเจ้าคะ”
ติงเซียงพยักหน้าด้วยความเหนื่อยล้า สั่งให้เฉ่าเอ๋อร์ต้มน้ำอาบสำหรับฉินเหยาด้วย ทั้งสองต่างแยกย้ายไปอาบน้ำในห้องของตนอย่างสบายใจ
เนื่องจากใช้แรงไปมาก ติงเซียงจึงกินข้าวไปสามชามในคราวเดียวจนเฉียวกูกูที่ยืนมองถึงกับตะลึง
พอกินอิ่ม ความตื่นเต้นหายไป ติงเซียงรู้สึกว่าไม่สบายไปทั้งร่าง
ฉินเหยาเดินเข้ามา นั่งลงตรงข้ามนางแล้วบอกให้เด็กสาววางขาขึ้นมาบนตัก จากนั้นเริ่มนวดกล้ามเนื้อให้นางเพื่อผ่อนคลาย
ตอนที่ 85: บรรยากาศไม่ชอบมาพากล
“เฉียวกูกู” ฉินเหยาบอกให้นางเข้ามาเรียนรู้การนวดด้วยเพราะตนไม่สามารถช่วยติงเซียงนวดได้ทุกครั้ง หากจะนวดเพิ่มก็ต้องมีค่าตอบแทนเพิ่ม
เฉียวกูกูเดินเข้ามาด้วยความตกใจ นางไม่เคยเห็นวิธีนวดเช่นนี้มาก่อน มักจะรู้สึกเหมือนว่าเป็นการไม่เคารพคุณหนู สีหน้าของนางตอนเรียนการนวดจึงเหมือนคนไปงานศพอย่างนั้น
ติงเซียงโอดครวญไม่หยุด เสียงโหยหวนดังลั่นทั่วเรือนด้านใน คนที่ไม่รู้คงคิดว่าคุณหนูโดนคนทำร้าย
คืนนั้นหลับสนิทไร้ฝัน เช้าตรู่ฉินเหยาก็ปลุกติงเซียงขึ้นมา
การตื่นเช้าสำหรับติงเซียงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะปกตินางก็ตื่นเวลานี้เพื่ออ่านหนังสือในยามเช้าอยู่แล้ว
แต่ใครจะบอกนางได้บ้างว่าเหตุใดการฝึกยิงธนูถึงได้เหนื่อยกว่าขี่ม้าเสียอีก?!
เฉียวกูกูได้ยินเสียงโอดครวญดังมาจากด้านหลังเรือนเป็นระยะ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูถึงชอบหาเรื่องลำบากให้ตนเองนัก
แม้กระนั้น เด็กสาวก็ไม่มีความคิดที่จะยอมแพ้
ความรู้สึกที่สามารถกุมพลังอำนาจเอาไว้ทำให้นางรู้สึกติดใจ
โดยเฉพาะเมื่อยิงธนูถูกเป้าในครั้งเดียว ความรู้สึกสำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่การฝึกเย็บปักถักร้อยหรือวาดภาพในห้องหอของหญิงสาวไม่อาจเทียบได้เลย
ตามหลักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขี่ม้าหรือยิงธนูก็ไม่มีทางเรียนรู้ได้สำเร็จในเวลาอันสั้น
แต่ด้วยเวลาที่จำกัดและภารกิจที่หนักหนา ฉินเหยาจึงได้ให้คำมั่นว่าจะสอนติงเซียงให้สำเร็จจึงต้องใช้การฝึกแบบเข้มข้น
ภายใต้การฝึกฝนอย่างเข้มงวด นางเรียนรู้การยิงธนูท่ายืนได้ในวันครึ่งและเรียนขี่ม้าจนคล่องในครึ่งวัน
เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งวันก่อนที่บิดาและพี่ชายของติงเซียงจะกลับมาถึงบ้าน
ในวันสุดท้ายนี้ ฉินเหยาพาติงเซียงขี่ม้าเข้าไปในภูเขา ทั้งสองขี่ม้าในป่าเพื่อหาเหยื่อและทำการฝึกซ้อมภาคสนามครั้งสุดท้าย
พวกนางขี่ม้าไล่ตามเพียงพอนตัวหนึ่ง ภายใต้การแนะนำของฉินเหยาติงเซียงก็ยิงโดนมันสำเร็จ ติงเซียงรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณของตนสั่นสะท้านไปกับความสนุกและอิสระนี้!
ฉินเหยาบอกนางว่า ขอเพียงในอนาคตนางฝึกซ้อมต่อเนื่องตามพื้นฐานที่ตนสอนในช่วงสองสามวันนี้ สำหรับการป้องกันตัวในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ถือเพียงพอแล้ว และม้าทุกตัวนางก็สามารถควบคุมมันได้ ทำให้มันเป็นพาหนะของนางได้อย่างแท้จริง
ยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ในทุ่งนาสีเขียว เด็กสาวขี่ม้าเดินไปอย่างมั่นคงบนคันนาที่แคบ พลางถามหญิงสาวที่เดินนำอยู่ข้างหน้าพร้อมกับเหยื่อในมือว่า
“ข้าจะเก่งเหมือนเจ้าได้หรือไม่”
คำตอบของอีกฝ่ายไม่มีวันเป็นไปตามที่นางคาดหวัง นางตอบตรงไปตรงมาว่า “ไม่ได้เจ้าค่ะ”
เด็กสาวเบ้ปากอย่างหมดหนทาง บอกตัวเองว่าช่างเถอะ ไม่คิดถือสาคำพูดของนาง
นางถามต่อด้วยความสงสัย “ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ”
“ท่านไม่มีพละกำลังเหมือนข้าและไม่มีประสบการณ์อย่างข้าด้วย” นางตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ก็ได้” นางยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ตนเองเทียบไม่ได้จริงๆ
“ฉินเหยา เจ้าเคยฆ่าคนมาก่อนหรือไม่” เด็กสาวถามขึ้นอย่างกะทันหัน นางเองก็ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆถึงเกิดความสงสัยขึ้นมา
ก่อนหน้านี้นางไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย แต่เมื่อครู่ในป่า ตอนที่เห็นฉินเหยายิงธนูสังหารเหยื่อ แววตานั้นทำให้นางรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ฉินเหยาที่เดินนำอยู่ข้างหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมายิ้มเยือกเย็นให้พร้อมเอ่ยว่า “ท่านลองเดาดูสิ”
แสงอาทิตย์ยามเย็นลับหายไปด้านหลังนาง ใบหน้าของนางถูกความมืดกลืนหาย เหลือเพียงดวงตาสีดำสนิทลึกล้ำดุจบ่อน้ำเก่าที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ชวนพิศวง
ติงเซียงถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ ขนลุกเกรียวไปทั่วใบหน้าอ่อนเยาว์ของนาง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าขนหัวลุกอย่างแท้จริง
ในทุ่งนา ความเงียบที่ชวนให้รู้สึกประหลาดดำเนินไปครู่หนึ่ง ฉินเหยาหัวเราะเบาๆก่อนจะหันกลับ “ไปกันเถอะเจ้าค่ะ”
“…อ้อ อ้อ!” เด็กสาวรีบตอบรับพร้อมกระตุกบังเหียนเล็กน้อย ออกคำสั่งให้ม้าเพิ่มความเร็ว
เมื่อทั้งสองกลับมาถึงจวนติง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
พ่อบ้านอวี๋และเฉียวกูกูยืนมองหาพวกนางอยู่หน้าประตูด้วยความกังวล จนกระทั่งเห็นเงาร่างสองร่างที่คุ้นเคยจึงรีบวิ่งเข้ามาต้อนรับ
“คุณหนู นายท่านกับคุณชายกลับมาแล้วเจ้าค่ะ กำลังรอทานอาหารเย็นพร้อมคุณหนูอยู่” เฉียวกูกูกล่าวด้วยความดีใจปนกังวล
ติงเซียงพลิกตัวลงจากหลังม้าด้วยความดีใจ “ท่านพ่อกับพี่ชายกลับมาก่อนกำหนดหรือ”
เฉียวกูกูพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ ตอนนี้อยู่ที่ห้องอาหารแล้ว กำลังรอคุณหนูไปร่วมรับประทานอาหารเย็นอยู่”
เด็กสาวสวมเสื้อผ้าหยาบๆ เกล้าผมเป็นหางม้าสูงและสะพายธนูคันเล็กที่ฉินเหยาประดิษฐ์ขึ้นเอง ใบหน้าของนางเปื้อนตะไคร่น้ำจากในป่า ดูเลอะเทอะไปหมด ไม่เหลือท่าทางของคุณหนูผู้เพียบพร้อมแต่ก่อนเลย
เฉียวกูกูถึงกับร้องอุทานด้วยความตกใจพลางรีบเข้ามาพาตัวนางไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
ติงเซียงได้ยินว่าบิดาและพี่ชายกลับมาก่อนกำหนด นางดีใจจนแทบอดใจไม่ไหวที่จะไปพบพวกเขาจึงรีบกำชับฉินเหยา “ฉินเหยา อย่าลืมเอาเพียงพอนที่เรายิงได้วันนี้ไปที่ห้องอาหารด้วยนะ ข้าจะเอาไปให้ท่านพ่อกับพี่ชายดู!”
ฉินเหยาสังเกตสีหน้าของเฉียวกูกูก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศแปลกไปเล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้ารับ “เจ้าค่ะ คุณหนูไปก่อนเลย ข้าจะตามไปทีหลัง”
ในเมื่อท่านติงกลับมาถึงจวนแล้ว หน้าที่ผู้คุ้มกันชั่วคราวของนางก็เป็นอันสิ้นสุดลง
ฉินเหยาจูงม้าไปที่คอก เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านอวี๋ยังเดินตามมาจึงใช้สายตาถามว่ามีเรื่องจะพูดหรือไม่
พ่อบ้านอวี๋เอ่ยขึ้นเบาๆว่า “ฉินเหนียงจื่อ นายท่านและคุณชายทราบเรื่องที่เจ้าสอนคุณหนูขี่ม้าและยิงธนูในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาแล้ว”
“อืม ทำไมรึ”
พ่อบ้านอวี๋เตือนนางอย่างจนใจว่านายท่านติงดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจนัก
ฉินเหยาส่งม้าให้จางปาผูกไว้แล้วหยิบเหยื่อเดินไปยังเรือนหลัง “พ่อบ้านกลัวว่าข้าจะถูกนายท่านตำหนิเลยมาบอกข้าล่วงหน้า เพื่อให้ข้าเตรียมใจใช่หรือไม่”
พ่อบ้านอวี๋โล่งใจที่นางเข้าใจเจตนาดีของเขา ก่อนจะเอ่ยต่อว่านายท่านติงเรียกให้นางไปพบที่ห้องอาหารด้วย ให้รีบไปเตรียมตัว อย่าให้เจ้าบ้านรอนาน
“ได้ ข้ารู้แล้ว ขอบคุณมากพ่อบ้านอวี๋” ฉินเหยาพูดพร้อมยิ้มบางๆ ก่อนจะถือเหยื่อเดินไปที่เรือนหลังเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า
ก็ไม่ได้มีอะไรให้เปลี่ยนมากนัก เสื้อผ้านางมีแค่สองชุดเท่านั้น นางจึงเปลี่ยนจากชุดที่เปื้อนเหงื่อเป็นอีกชุดที่เพิ่งซักและตากแห้งเสร็จ ล้างหน้าจัดแต่งผมแล้วถือเพียงพอนสองตัวมาที่ห้องอาหาร
ติงเซียงมาถึงก่อนแล้ว ด้วยเวลาที่จำกัด นางจึงล้างหน้าและเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงทันที
ในตอนนี้ เด็กสาวนั่งอยู่ในห้องอาหาร นางก้มหน้าลงพลางขยับปลายเท้าไปมาด้วยความกังวล
นายท่านติงและคุณชายติงเองก็นั่งอยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนจะรอแค่ฉินเหยาคนเดียว
ฉินเหยาเดินเข้ามาพร้อมกับเหยื่อ ส่งยิ้มให้แล้วกล่าวทักทาย จากนั้นเรียกติงเซียงและส่งเพียงพอนสองตัวให้นาง
ติงเซียงเบิกตากว้างอย่างตกใจ เพราะไม่คิดว่าฉินเหยาจะนำเหยื่อเข้ามาจริงๆ
ตอนที่นางรีบเร่งมาหาบิดาและพี่ชายด้วยความตื่นเต้น เดิมนางตั้งใจจะแบ่งปันความยินดีกับพวกเขา แต่พอเข้ามาในห้องกลับเห็นพี่ชายกะพริบตาส่งสัญญาณให้นางไม่หยุด
แต่โชคร้ายที่นางสังเกตเห็นช้าเกินไป เพียงเห็นบิดาขมวดคิ้วก่อนจะเอ็ดนางเสียงเข้มว่า
“กระโดดโลดเต้นอย่างกับอะไร ไม่มีความสง่างามแบบที่กุลสตรีพึงมีเลยสักนิด!”
พอเห็นเด็กสาวหยุดยืนนิ่งด้วยใบหน้าหวาดกลัว สีหน้าของเขาจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ยังคงสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “นั่งลง!”
ในตอนนั้น ติงเซียงได้แต่ภาวนาในใจว่า ขออย่าให้ฉินเหยานำเหยื่อเข้ามาเลย แต่สวรรค์ไม่ได้ยินคำอธิษฐานของนาง
เมื่อฉินเหยาส่งเหยื่อให้ติงเซียง บรรยากาศในห้องรับแขกก็แข็งทื่อขึ้นทันที
แต่ในขณะที่พ่อบ้านอวี๋และคนอื่นๆเหงื่อแตกพลั่ก ฉินเหยากลับยิ้มออกมาก่อน
“คุณหนู ท่านไม่อยากได้เหยื่อที่ล่ามาแล้วหรือ”
ติงเซียงทำได้เพียงพูดเสียงเบา “เอาออกไปก่อนเถอะ”
โต้วเอ๋อร์รีบเข้ามาเก็บเพียงพอนสองตัวที่ตายไปแล้วออกไป
ติงซื่อมองน้องสาวด้วยความตกใจ ก่อนจะมองไปที่ฉินเหยา เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าหลังจากที่ตนออกจากบ้านเพียงไปเดือนเดียว น้องสาวก็สามารถเข้าป่า ขี่ม้า และล่าสัตว์ได้แล้ว
นายท่านติงหรี่ตาลง ความตกใจที่เกิดจากการเห็นเหยื่อนั้นมีมากกว่าความประหลาดใจตอนที่เขาได้ยินจากบ่าวในบ้านว่า บุตรสาวของเขาไม่สนใจขนบของหญิงสาวในห้องหอออกไปขี่ม้าอย่างดุเดือดอยู่หน้าจวนแล้วยังวิ่งเข้าไปซุกซนในป่าเสียอีก
ฉินเหยามองดูสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อของพ่อลูกคู่นี้ ก่อนจะถามด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนว่า “ข้าควรนั่งหรือไม่”
พ่อลูกทั้งสองเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านางยังยืนอยู่ นายท่านติงรักษามารยาทของตนไว้ ข่มกลั้นความโกรธไว้ในใจแล้วเชิญให้นางนั่งลงพร้อมกล่าวคำขอบคุณและชื่นชมในความเหนื่อยยากเล็กน้อยตามมารยาท
ตอนที่ 86: ได้รับเงินเดือน
ยังไม่ทันที่นายท่านติงจะได้ตำหนิ ฉินเหยาก็กล่าวขึ้นอย่างใจเย็นว่า
“ช่วงนี้อากาศดี คุณหนูอ่านหนังสือในจวนจนตาลายไปหมด ข้าจึงพานางเข้าไปในภูเขาเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์และผ่อนคลายจิตใจ”
พ่อลูกสามคนหันไปมองลมฝนที่พัดกระหน่ำอยู่ด้านนอกพร้อมกันแล้วคิดในใจ เจ้ากล้าเรียกนี่ว่าอากาศดีหรือ
แต่ถึงอย่างไร นางก็หาข้ออ้างที่เหมาะสมให้กับพฤติกรรม ‘นอกกรอบ’ ของติงเซียงและยังช่วยให้นายท่านติงหาทางลงได้อย่างสมศักดิ์ศรี
บนโต๊ะมีอาหารแปดอย่าง ทั้งเนื้อและผัก รวมถึงขนมอีกจานหนึ่ง กลิ่นหอมโชยมายั่วน้ำลายเป็นระลอก แต่ทุกคนกลับยังไม่มีท่าทีจะเริ่มกิน ฉินเหยาคิดในใจ พวกเจ้าก็ทรมานกันเกินไปแล้ว
ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนเริ่มกินข้าวเร็วขึ้น ฉินเหยาจึงกล่าวขึ้นอีกสองสามประโยค
โดยสรุปก็คือ สมัยนี้เหล่าขุนนางชั้นสูงและคุณหนูตระกูลใหญ่ล้วนต้องเรียนขี่ม้าและยิงธนูเป็นพื้นฐาน คุณหนูติงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง
ในอนาคต นายท่านติงยังต้องเข้าสอบจิ้นซื่อ หากผ่านก็จะเลื่อนฐานะกลายเป็นตระกูลขุนนางโดยแท้จริง หากคุณหนูเรียนรู้ทักษะที่เหมาะสมกับสังคมชั้นสูงก็จะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัว
พ่อลูกสามคนมองฉินเหยาที่พูดอย่างจริงจังจนจบแล้วเริ่มจะเชื่อขึ้นมาหน่อยๆแล้ว
แต่หญิงบ้านนอกอย่างนาง รู้เรื่องชีวิตของคุณหนูตระกูลใหญ่ได้อย่างไรกัน
ฉินเหยายิ้มให้ทั้งสามคน นี่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ “หากไม่กินตอนนี้ อาหารจะเย็นหมดแล้ว”
สีหน้าจริงจังของนายท่านติงผ่อนคลายลงมาก เมื่อรู้ว่าคุณหนูตระกูลใหญ่ก็เรียนขี่ม้าและยิงธนูเช่นกัน ทันใดนั้นเขากลับรู้สึกว่าการที่บุตรสาวเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ก็ดูไม่เลวเลย
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา พยักหน้าให้ฉินเหยา จากนั้นเริ่มกินอาหาร
ฉินเหยามองดูนายท่านติงตักอาหารเข้าปากก่อน นางจึงค่อยหยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มกินบ้าง
ความเร็วในการกินของนางครั้งนี้ดูสุภาพกว่าปกติมากและคุมตัวเองได้ดีขึ้น กินเพียงสามชามกับน้ำแกงหนึ่งถ้วย
ติงเซียงถามด้วยความเป็นห่วง “ฉินเหยา เจ้าอิ่มไหม”
ฉินเหยายิ้มอย่างสุภาพ “อิ่มแล้วเจ้าค่ะ อร่อยมาก ขอบคุณนายท่านติงที่ต้อนรับอย่างดี”
ความจริง นางเพิ่งกินอิ่มแค่หกส่วนเท่านั้น คิดเสียว่าวันนี้ลดน้ำหนักก็แล้วกัน
แต่อาหารของนายท่านติงนั้นสมฐานะจริงๆ ปลาตัวโต เนื้อสัตว์มากมาย กินได้ไม่อั้น น่าอิจฉายิ่งนัก
แน่นอน นางเองก็เชื่อว่าในอนาคต อาหารที่ตนได้กินจะต้องไม่แย่ไปกว่านี้แน่
เมื่อกินเสร็จ ติงเซียงและติงซื่อก็ขอตัวออกไป เหลือเพียงฉินเหยากับนายท่านติงอยู่ในห้องอาหาร
บ่าวรับใช้เก็บจานชามไป ฉินเหยาตามนายท่านติงไปนั่งที่เก้าอี้ไท่ซือ พ่อบ้านอวี๋เดินเข้ามาพร้อมยื่นถุงผ้าเล็กๆให้ฉินเหยา
ฉินเหยารับไว้ด้วยความคาดหวัง ชั่งน้ำหนักดู สองตำลึง! ได้รับค่าแรงแล้ว!
“ขอบคุณนายท่าน” ฉินเหยาลุกขึ้น ยกมือคารวะอย่างสุภาพ
นายท่านติงพยักหน้า “หนึ่งเดือนมานี้ ฉินเหนียงจื่อเองก็ลำบากแล้ว”
เขายังกล่าวว่าหากฉินเหยาอยากพักผ่อน สามารถอยู่ที่จวนต่อได้อีกสองสามวันและจะให้จางปาขับรถม้าไปส่งกลับบ้าน
ฉินเหยากล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้ง แต่ปฏิเสธข้อเสนอนั้น นางไม่อาจถือเอาคำเชิญตามมารยาทของเขามาคิดจริงจังได้
ทั้งสองพูดคุยกันอีกครู่ใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับติงเซียงในช่วงเดือนที่ผ่านมา สุดท้าย นายท่านติงก็ถามขึ้นอีกครั้งว่า
“คุณหนูตระกูลใหญ่ฝึกขี่ม้าและยิงธนูจริงหรือ ไม่ได้เน้นแต่ดนตรี หมาก ตำรา และวาดภาพเป็นหลักหรือ”
ฉินเหยาจะไปรู้ได้อย่างไร นางแค่คาดเดาจากนิยายจักรพรรดินีที่เคยอ่านมาเล่มนั้นเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้พลางพยักหน้ากล่าวว่า “แน่นอนว่าดนตรี หมาก ตำราและภาพวาดยังต้องฝึกฝน แต่การชงชา จัดดอกไม้และขี่ม้ายิงธนูเองก็สำคัญเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องชำนาญ แต่ก็ควรรู้ไว้บ้าง อย่างไรเสีย หากคนอื่นทำเป็นกันหมด มีเพียงบุตรสาวท่านที่ทำไม่เป็น นางคงเข้ากลุ่มกับใครไม่ได้ นายท่านว่าจริงหรือไม่”
“จริงสิ ข้าได้ยินจากพ่อบ้านอวี๋ว่าอีกไม่นานนี้ นายท่านจะต้องเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อร่วมการสอบฮุ่ยซื่อในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เมื่อถึงตอนนั้น ท่านก็จะรู้เองว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็นจริงหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นายท่านติงก็คิดว่าฉินเหยาคงไม่กล้าหลอกตนจึงพยักหน้าและเชื่อมากขึ้นอีกหลายส่วน เขาจึงถามต่อว่านางสนใจจะอยู่ต่ออีกเดือนเพื่อฝึกติงเซียงขี่ม้ายิงธนูต่อหรือไม่
ฉินเหยากล่าวว่า “นายท่านวางใจ ในช่วงไม่กี่วันนี้ข้าได้สอนทักษะการขี่ม้าและยิงธนูทั้งหมดให้คุณหนูแล้ว ที่เหลือเพียงต้องฝึกฝนให้สม่ำเสมอเท่านั้น”
“คุณหนูเฉลียวฉลาด เข้าใจทุกอย่างได้รวดเร็ว หากตั้งใจฝึกฝน ความเชี่ยวชาญเป็นเพียงเรื่องของเวลา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นายท่านติงก็คิดถึงปฏิกิริยาของตนเมื่อครู่แล้วรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
คืนนั้น พ่อบ้านอวี๋ยังเล่าให้ฟังอีกว่าฉินเหยาสอนอย่างตั้งใจและดูเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญโดยแท้ เมื่อคิดไปคิดมา เขายิ่งมั่นใจว่าคนเช่นนี้ ในอนาคตคงไม่เป็นเพียงชาวนาเดินดินธรรมดาแน่
ยามดึก นายท่านติงสะดุ้งตื่นขึ้นแล้วตัดสินใจสั่งให้พ่อบ้านอวี๋ไปหยิบเงินอีกหนึ่งตำลึงจากคลังสมบัติ พร้อมสั่งให้คนใช้ไปแจ้งแม่ครัวให้ทำขนมที่ฉินเหยาชอบเพิ่มอีกสองชุดเพื่อมอบให้นางตอนที่ออกเดินทางในวันพรุ่งนี้
คำพูดของนายท่านเพียงประโยคเดียว แต่คนรับใช้ต้องวิ่งวุ่นกันทั้งคืน
การหาเงินหนึ่งตำลึงมาให้นั้นยังไม่ลำบากนัก แต่ที่เหนื่อยที่สุดคือแม่ครัว เพราะแป้งสำหรับทำขนมหมด นางจึงต้องลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อโม่แป้งใหม่
เช้าตรู่วันถัดมา เมื่อฉินเหยาจัดของเตรียมตัวออกเดินทาง นางก็เห็นพ่อบ้านอวี๋ยื่นห่อขนมสองห่อพร้อมเงินรางวัลหนึ่งตำลึงให้นาง นางจึงรู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย
ติงเซียงห่อหนังสือที่ให้ยืมไว้อย่างดี ด้านในยังรองด้วยกระดาษไขอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝนตกลงมาทำให้หนังสืออันล้ำค่าเหล่านี้เปียก
หนังสือเหล่านี้ล้วนมีบันทึกการเรียนของนายท่านติง บันทึกของนายท่านจวี่เหรินเช่นนี้ บัณฑิตคนไหนบ้างจะไม่ต้องการ?
เพราะรู้ถึงคุณค่าของหนังสือเหล่านี้ ฉินเหยาจึงตรวจสอบอย่างรอบคอบ ก่อนจะแบกหนังสือหนักอึ้งเก้าเล่มพร้อมคันธนูและดาบหนักไว้บนหลัง
ในมือนางถือขนมดอกท้อและขนมถั่วเขียวที่ยังร้อนอยู่ ขณะที่ติงเซียงมองตามด้วยสายตาอาลัย นางก็ก้าวออกจากประตูจวนตระกูลติง โบกมือลาและเดินจากไป
เวลายังเช้าอยู่ ฉินเหยาจึงไปตลาดก่อน แวะร้านขายเนื้อ ซื้อเนื้อห้าจินและซี่โครงสองชิ้น
จากนั้นไปยังร้านเบ็ดเตล็ดเพียงร้านเดียวที่ขายพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึก ซื้อกระดาษขาวปึกหนา
กระดาษยังไม่ได้ตัดแยก มัดเป็นก้อนเล็กๆด้านนอกห่อด้วยผ้าเคลือบน้ำมันซึ่งต้องจ่ายเพิ่มอีกห้าเหวิน
แต่ไม่ซื้อไม่ได้ ฝนช่วงนี้มาตามอำเภอใจ อย่างน้อยผ้าเคลือบน้ำมันนี้สามารถใช้ซ้ำได้ ครั้งหน้ามาซื้อกระดาษค่อยนำติดตัวมาเอง
เพื่อคัดหนังสือให้เร็วขึ้น นางจึงซื้อพู่กันและหมึกอีกชุด รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้เสียไปครึ่งตำลึง
เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าการศึกษานั้นแพง ค่าเล่าเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่หนักจริงๆคือพวกกระดาษ พู่กัน และหมึกที่ต้องใช้ซ้ำๆยังไม่นับถึงค่าใช้จ่ายในวงสังคม
ขนมนั้นตระกูลติงให้มาแล้ว ฉินเหยาจึงไม่ซื้อขนมอื่นเพิ่ม
พอมองเสื้อผ้าที่สวมอยู่ ผ้าฝ้ายที่มีความหนานี้ไม่เหมาะกับหน้าร้อนอีกต่อไป ตอนนี้ทำได้แค่ทำใส่ไปก่อน พอแดดออกจัดก็ร้อนแทบทนไม่ไหว
เสื้อผ้าไหมบางเบาแบบที่ติงเซียงสวมอยู่ ฉินเหยาไม่กล้าคิดถึง แต่ผ้าปอนางยังพอซื้อไหว
นางคำนวณจำนวนเสื้อผ้าที่แต่ละคนในบ้านต้องใช้แล้วซื้อผ้าปอหนึ่งพับกับเส้นด้ายฝ้ายหนึ่งม้วน เสียเงินไปอีกครึ่งตำลึง
จากเงินสามตำลึง ตอนนี้เหลืออยู่เพียงสองตำลึง
ข้าวจะโตเต็มที่ช่วงกลางเดือนเจ็ด ตอนนี้เป็นเดือนหก ยังต้องใช้เสบียงอีกเดือนครึ่ง นางจึงซื้อข้าวสามร้อยจิน แบ่งเป็นข้าวขาวและข้าวผสมอย่างละครึ่ง เงินหนึ่งตำลึงห้าเฉียนก็หมดไปแล้ว
ฉินเหยาคิดคำนวณดูแล้ว ตอนนี้ทรัพย์สินทั้งหมดของนางเหลือเพียงแปดตำลึงห้าเฉียน
หากเป็นบ้านอื่น ข้าวสามร้อยจินคงกินได้เกือบสามเดือน แต่น่าเสียดายที่ฉินเหยากินเทียบเท่าคนห้าคน ประหยัดไม่ได้จริงๆ
แต่เมื่อถึงเวลาที่ข้าวปีนี้เก็บเกี่ยวเสร็จ เสบียงของคนทั้งบ้านคงดีขึ้นมาก ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็จะสามารถประหยัดได้
ตอนที่ 87: จะให้ข้าตบเจ้าให้ได้สินะ
ขณะที่ฉินเหยากำลังกลุ้มใจว่าจะขนของที่ซื้อกลับบ้านอย่างไร นางก็พบชาวบ้านจากหมู่บ้านเซี่ยเหอที่กำลังขับเกวียนวัวมาซื้อของเช่นกัน
ฉินเหยาจ่ายให้เขาสิบเหวิน อีกฝ่ายตกลงจะพานางไปส่งที่หมู่บ้านตระกูลหลิว
มีเกวียนก็สะดวกจริงๆ ของของทั้งสองบ้านถูกวางไว้ด้านหลังยังมีที่ว่างพอ ฉินเหยาจึงนั่งไปจนถึงหน้าบ้านได้สบายๆ
จากบ้านไปหนึ่งเดือน จะว่ายาวก็ไม่ยาว จะว่าสั้นก็ไม่สั้น คนในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อเห็นฉินเหยา ทุกคนก็ทักทายนางอย่างอบอุ่น
ต้นข้าวในนาเติบโตสูงขึ้นเป็นสีเขียวขจี ลมภูเขาพัดผ่านทำให้เกิดคลื่นสีเขียวระลอกใหญ่ ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจ
พอเห็นเรือนเล็กบนเนินฝั่งตรงข้ามแม่น้ำแต่ไกล หัวใจของฉินเหยาก็ล่องลอยไปถึงที่นั่นก่อนร่างกายเสียอีก
ที่โรงโม่น้ำใต้เนินเขา ต้าหลางกับพี่น้องทั้งสี่คนนั่งอยู่บนแท่นหิน ถือกิ่งไม้ในมือ ฝึกคัดตัวอักษรบนถาดไม้ที่เต็มไปด้วยทรายและคอยจับตาพวกที่คิดแอบใช้โรงโม่โดยไม่จ่ายเงิน
ในช่วงเดือนที่ฉินเหยาไม่อยู่ หลิวจี้จับพวกที่แอบใช้โรงโม่โดยไม่จ่ายเงินได้และพาพี่น้องไปสั่งสอนพวกนั้นเสียหนึ่งรอบ
ตอนนี้พวกที่คิดจะฉวยโอกาสในหมู่บ้านลดลงมาก แต่ก็ยังต้องคอยระวัง
หลิวจี้ เหวินเดียวก็เป็นเงิน!
รอบๆโรงโม่มีต้นหญ้าน้ำสูงระดับครึ่งตัวคน ทำให้ต้าหลางและพี่น้องอีกสามคนนั่งอยู่โดยไม่เห็นว่าฉินเหยากลับมาแล้ว
กลับเป็นหลิวจี้ที่กำลังเข้าส้วมหลังบ้านบนเนินเขา เพราะพื้นที่สูงทัศนวิสัยจึงกว้างทำให้เขาเป็นคนแรกที่เห็นเกวียนวัวที่กำลังมุ่งหน้ามาทางบ้านของตน
พอเพ่งมองให้ดี แม่เจ้าประคุณ! ฉินเหยากลับมาแล้ว!
แถมนั่งเกวียนวัวกลับมา ของที่อยู่บนรถต้องเป็นของที่นางซื้อมาทั้งหมดแน่ๆ
นางเป็นคนชอบกินขนาดนั้น วันนี้ต้องได้กินเนื้อกับผักแบบเต็มอิ่มแน่นอน!
หลิวจี้ตื่นเต้นเกินไปจนเกือบลื่นล้มตอนเดินออกจากส้วม เขารีบคว้าขอบประตูไว้จึงทรงตัวได้ทัน
เขาปัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย สะบัดเส้นผมด้านหน้าที่ปรกอยู่ เผยรอยยิ้มที่คิดว่าตัวเองดูสง่างามที่สุดแล้วรีบวิ่งลงมาจากเนิน
เขาโบกมือไปพลางตะโกนสุดเสียงว่า “เมียจ๋า! เมียจ๋า!”
เสียงสะท้อนดังไปทั่วริมแม่น้ำ ทำเอาฉินเหยาบนเกวียนถึงกับขมวดคิ้วแน่น เจ้านี่มันตัวน่าอับอายจริงๆ!
สารถีที่ขับเกวียนหันมามองนางด้วยสายตาล้อเลียน “ฉินเหนียงจื่อ พวกเจ้าสองสามีภรรยาช่างรักกันจริงๆ ดูสิ สามีเจ้าดีใจขนาดนั้น”
ฉินเหยาได้แต่ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความสุภาพ
เสียงตะโกนของหลิวจี้ทำให้พี่น้องทั้งสี่ในโรงโม่น้ำสะดุ้ง ก่อนจะลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นเกวียนวัวบนสะพานและคนที่อยู่บนนั้น พวกเขาต่างพากันร้องลั่นวิ่งออกมาต้อนรับ
ซานหลางและซื่อเหนียงตะโกน “ท่านแม่!”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางตะโกน “ท่านน้า!”
ฉินเหยารับคำทีละคน โบกมือให้เด็กๆถอยไปก่อนแล้วกระโดดลงจากรถ พวกเขาแม่ลูกห้าคนล้อมเกวียนและช่วยกันนำมันไปถึงหน้าบ้าน
หลิวจี้ยิ้มเอาใจฉินเหยาก่อน แต่กลับได้รับเพียงการกลอกตาอย่างดูถูกของนาง ทว่าเขาไม่ถือสา ยังคงช่วยสารถีขนของลงจากรถและยกเข้าไปเก็บในบ้าน
มารยาทก็ไม่เลวทีเดียว ยังรู้จักกล่าวขอบคุณและเชิญอีกฝ่ายเข้ามาดื่มน้ำในบ้านด้วย
แต่สารถีต้องรีบกลับหมู่บ้านเซี่ยเหอ ฉินเหยาจึงไม่ได้รั้งตัวไว้
“ของจัดเรียบร้อยแล้วหรือยัง”
หลิวจี้ตอบ “ข้าวเก็บเข้าห้องเก็บของเรียบร้อยแล้ว เนื้อแขวนไว้แล้ว ตอนเที่ยงข้าจะผัดกับผักทำเป็นกับข้าวให้กินกันเต็มที่ ส่วนที่เหลือข้าจะเอาไปเจียวเป็นน้ำมันหมู จะได้เก็บไว้ได้นานหน่อย”
อากาศร้อนก็มีข้อเสียเช่นกันคือเนื้อกับผักเก็บได้ไม่นาน
แต่ฉินเหยาก็ไม่ได้ซื้อมาเยอะ “ซี่โครงสองจินเอามาทำมื้อเย็นเลยเถอะ ของสดเอามาเคี่ยวเป็นน้ำแกงจะอร่อยที่สุด”
หลิวจี้พยักหน้าตอบรับ
ช่วงที่ฉินเหยาไม่อยู่ ห้าพ่อลูกทำแค่มื้อเช้ากับเย็น กลางวันก็หาอะไรง่ายๆกินไปก่อน แต่วันนี้ฉินเหยากลับมาแล้วจึงแบ่งเนื้อไว้ครึ่งจิน สำหรับทำกับข้าวตอนเที่ยง
หลิวจี้ก่อไฟตามปกติ หุงข้าวไว้ก่อน ตอนนี้เวลาประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง ยังไม่เที่ยงจึงล้างผักหั่นเนื้อเตรียมไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยทำ
หากไม่กลัวว่าฉินเหยาจะไม่พอใจ เขาคงอดใจไม่ไหวไปแล้ว
พอเตรียมกับข้าวเสร็จ เขาก็รีบวิ่งไปที่ห้องโถงทันที ลูบผ้าปออย่างตื่นเต้น “ซื้อผ้ามาเยอะขนาดนี้ จะทำชุดหน้าร้อนหรือ”
ฉินเหยาเดินเข้าไปเก็บอาวุธ วางห่อหนังสือที่หนักอึ้งลงแล้วพยักหน้า “พอกินข้าวเที่ยงเสร็จ เจ้าช่วยเอาผ้าไปเรือนเก่าทีแล้วแบ่งเนื้อไปอีกหนึ่งจิน ขอให้พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองช่วยตัดเย็บชุดให้เราคนละตัว”
“เช่นนั้นต้องเหลือผ้าอีกเยอะเลยสินะ”
หลิวจี้แม้จะเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น แต่ก็ไม่ได้โง่จนไม่เข้าใจ พวกเขามีผู้ใหญ่สองคนกับเด็กสี่คน ผ้าหนึ่งพับไม่น่าจะใช้หมด
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “หากเจ้าตัดเย็บเสื้อผ้าเองเป็น ค่าใช้จ่ายพวกนี้ก็คงไม่ต้องเสีย”
หลิวจี้ยิ้มเจื่อน “เมียจ๋า เจ้าพูดเล่นอีกแล้ว มีที่ไหนที่บุรุษจะมาจับเข็มปักผ้าเย็บเสื้อผ้ากัน เล่าลือออกไปคงอับอายกันพอดี”
แต่พอคิดว่าจะต้องให้ทั้งเนื้อและผ้า เขาก็รู้สึกเสียดายเลยพึมพำขึ้นว่า “เช่นนั้นเนื้อไม่ต้องให้แล้วดีไหม พี่น้องกันแท้ๆ พวกเขาก็คงไม่กล้ารับหรอก”
ฉินเหยาวางห่อผ้าหนักอึ้งลง มองเห็นต้าหลางและพี่น้องทั้งสี่คนล้อมรอบห่อขนมด้วยตาเป็นประกายจึงช่วยเปิดกระดาษห่อให้
“โห ยังมีขนมอีก นี่ในตลาดไม่มีขายใช่หรือไม่” หลิวจี้มองฉินเหยาด้วยสายตาสงสัย
ขนมแต่ละชนิดมีแปดชิ้น ฉินเหยาเลือกออกมาอย่างละหกชิ้น เหลืออีกสองชิ้นพอดีสำหรับจินเป่าจินฮวาและพ่อแม่สามีคนละชิ้น จากนั้นก็กำชับให้หลิวจี้เอาไปให้เรือนเก่าทีหลัง
“นี่เป็นของที่นายท่านติงให้มาเพิ่ม” ฉินเหยาอธิบาย
หลิวจี้ร้องอ้อแล้วรับหน้าที่แบ่งขนมเอง เขาหยิบขนมถั่วเขียวเข้าปากไปชิ้นหนึ่ง เนื้อสัมผัสร่วนๆหวานกำลังดี กินแล้วสดชื่นมาก
พอเห็นฉินเหยาแยกขนมสี่ชิ้นไว้ต่างหาก เขาก็เอื้อมมือจะไปดึงมันเข้าหาตัว
“จินเป่าจินฮวาเคยกินขนมแทบทุกชนิดแล้ว พี่ใหญ่กับพี่รองรักลูกๆมาก แต่ลูกเราสิไม่เคยได้กินขนมดีๆแบบนี้เลย เก็บไว้กินเองเถอะ…”
ยังไม่ทันพูดจบ ฉินเหยาก็คว้าขนมสี่ชิ้นนั้นไปวางรวมกับผ้าปอ “ต้าหลางบอกข้าว่า เจ้าพาพี่ใหญ่ พี่รองและน้องเล็กไปต่อยตีคนมาใช่หรือไม่”
เวลาใช้คนก็ขยันดี แต่พอมีของดีๆกลับไม่แบ่งให้เลย ไม่กลัวคนเขาโกรธหรือไร
“ต้าหลาง เจ้านี่ปากไวเกินไปแล้ว!” หลิวจี้เคาะหัวลูกชายคนโตที่กำลังกินขนมจนเขาเกือบกัดลิ้นตัวเอง
“ท่านน้า~” ต้าหลางมองแม่เลี้ยงด้วยสายตาน้อยใจ
ฉินเหยายกมือขึ้นแล้ว ป้าบ! ตบกะโหลกหลิวจี้ไปหนึ่งที “เพิ่งถึงบ้านก็หาเรื่องให้ข้าต้องตบเจ้าเลยใช่ไหม!”
หลิวจี้เจ็บจนเห็นดาวระยิบระยับ แต่ยังคงฝืนกล้ำกลืนไม่ให้เสียหน้าต่อหน้าลูกๆ สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วเอ่ยว่า “เมียจ๋า ข้าก็แค่คิดถึงครอบครัวของเราก่อนนี่นา…”
“เจ้าคิดอะไรข้ารู้ดีอยู่แล้ว” ฉินเหยาส่งสายตาคมกริบไปให้ “มีสักหน่อยเถอะนะ ทัศนคติที่กว้างกว่านี้น่ะ”
หลิวจี้แทะขนมไปพลาง ทัศนคติที่กว้างขึ้น? กินได้หรือไร?
ปากหวานแต่ใจขมขื่น มือกุมหน้าอกมองของที่กำลังจะถูกส่งออกไป ไม่แน่ใจเลยว่าปวดหัวหรือปวดใจมากกว่ากัน เอาเป็นว่าปวดไปหมดทุกส่วนก็แล้วกัน
“เมียจ๋า เจ้าซื้อกระดาษมาตั้งเยอะนี่จะเอาไปทำอะไรหรือ”
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง พอกินขนมหมดแล้วเขาก็เริ่มถามด้วยความสงสัยอีก
ความรู้สึกประหลาดที่เคยเกิดขึ้นตอนเจอฉินเหยาในตลาดช่วงเทศกาลบ๊ะจ่างกลับมาอีกครั้ง ทำให้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล…
ตอนที่ 88: เขาไม่กินข้ากิน
ฉินเหยาจัดการของบนโต๊ะให้พ้นทาง ก่อนจะดันห่อหนังสือหนักอึ้งไปไว้ตรงกลาง จากนั้นหันไปมองห้าพ่อลูกตรงหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “คัดหนังสือ!”
ห้าพ่อลูกที่หน้าตาถอดแบบกันมาหันไปมองฉินเหยาพร้อมกันด้วยความงุนงง คัดหนังสืออะไร?
ฉินเหยาแกะห่อออก ก่อนจะเปิดกระดาษไขที่ห่อไว้อีกชั้น เผยให้เห็นหนังสือเก้าเล่มวางอยู่ตรงหน้าพวกเขา
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึก รีบวิ่งไปปิดประตูห้องโถง ก่อนจะหันกลับมามองฉินเหยาด้วยความตกใจ “เจ้าขโมยหนังสือพวกนี้มาหรือ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไร!?”
นั่นมันคหบดีติงนะ! แม้แต่ท่านนายอำเภอยังต้องเรียกขานอย่างให้เกียรติว่าติงจวี่เหริน หากเรื่องนี้ถูกจับได้ ศีรษะของทุกคนในบ้านของพวกเขาจะยังอยู่ครบหรือไม่!?
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา “เจ้าว่าใครขโมย? ข้ายืมมา พอคัดเสร็จก็ต้องคืน”
พอได้ยินเช่นนี้ หัวใจที่เต้นโครมครามของหลิวจี้ก็สงบลง เมื่อรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิด เขาจึงหัวเราะเจื่อนๆ “ไม่ใช่ก็ดีแล้ว ไม่ใช่ก็ดีแล้ว ข้าตกใจแทบตายเลย”
“ดูท่าทางเอาเรื่องของเจ้าสิ” ฉินเหยาหลุดหัวเราะก่อนจะห่อหนังสือกลับไปใหม่ “กินข้าวกลางวันกันก่อน พอกินเสร็จตอนบ่ายเราจะประชุมครอบครัว ทุกคนต้องมา ห้ามขาดเด็ดขาด”
พวกต้าหลางพี่น้องพยักหน้ารับ พวกเขามีลางสังหรณ์ เรื่องที่แม่เลี้ยงจะพูดต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ!
หลิวจี้เหลือบมองหนังสือเก้าเล่มที่ถูกห่อกลับไป หากเขามองไม่ผิด นั่นมันสี่ตำราและห้าคัมภีร์สำหรับสอบขุนนาง!
หรือว่า… หญิงอำมหิตผู้นี้คิดจะให้พวกเขาเรียนหนังสือเพื่อสอบเคอจวี่!?
แต่เมื่อความคิดนี้โผล่ขึ้นมา ใจเขาก็ปฏิเสธทันที ล้อเล่นหรืออย่างไร คนอย่างพวกเขามีปัญญาเข้าสอบเคอจวี่หรือไร?!
พอนึกถึงค่าแรงของฉินเหยา หลิวจี้ก็สั่งให้เด็กๆออกไป เอ้อร์หลางถูกใช้ให้นำถ้วยไปขอสุราหมักจากเรือนเก่า ส่วนต้าหลางถูกใช้ให้ไปตักน้ำบ่อเย็นๆมา
วันร้อนๆแบบนี้ หากได้กินน้ำสุราหมักหวานเย็นสักถ้วย จะช่วยคลายร้อนได้ดีสักเพียงใด
ฉินเหยาหยิบเก้าอี้มานั่งใต้ชายคาค่อยๆตักสุราหมักขึ้นดื่ม นางนั่งอยู่หน้าประตู ลมโชยเข้ามาปะทะใบหน้า ความร้อนจากร่างกายสลายหายไปจนหมด
อยู่บ้านตัวเองนี่สบายที่สุดจริงๆ!
หลิวจี้ยกเนื้อผัดมะเขือและน้ำแกงไข่ผักเขียวขึ้นโต๊ะ ขณะเดินผ่านประตูก็ลองถามหนยั่งเชิงดูว่า
“เมียจ๋า นายท่านติงให้ค่าแรงเจ้ามาทั้งหมดเท่าไหร่หรือ”
แม้แต่เปลือกตาฉินเหยาก็ไม่ขยับเลยสักนิด “ค่าแรงที่ได้มาใช้ไปหมดแล้ว”
หลิวจี้รู้สึกแน่นหน้าอกอีกครั้ง ใช้หมดอีกแล้ว! งานตัดไม้คราวก่อนก็เหมือนกัน นางไม่รู้จักเก็บเงินไว้บ้างเลยหรือไร!?
ฉินเหยาเห็นแววตาตัดพ้อของเขาแล้วก็ตวาดเสียงเย็น “เมื่อไหร่จะได้กินข้าว!?”
หัวใจดวงน้อยของหลิวจี้รัดแน่น รีบเก็บความขุ่นเคืองแล้วยิ้มเอ่ย “เดี๋ยวนี้แหละจ๊ะ ข้าจะไปตักข้าวเดี๋ยวนี้!”
พูดจบก็โบกมือให้พี่น้องทั้งสี่ช่วยจัดชามและตะเกียบ ก่อนจะตักข้าวสุกมาเต็มอ่างดินเผา ขนาดเป็นสามเท่าของปริมาณปกติที่พวกเขาพ่อลูกกินกันห้าคน
หลิวจี้คิดถึงความอยากอาหารของฉินเหยาแล้วก็รู้สึกโล่ง.อก โชคดีที่นางหาเงินเองได้ มิเช่นนั้นเขาคงเลี้ยงปากท้องของนางไม่ไหวแน่
ตอนที่นางไม่อยู่บ้าน เขารู้สึกว่าข้าวในโอ่งกินเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด
แต่พอนางกลับมา ข้าวในโอ่งกลับลดฮวบจนเห็นก้น
โชคดีที่นางซื้อข้าวมาเพิ่มอีกสามร้อยจิน กะคร่าวๆแล้วก็น่าจะพอกินไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว
ระหว่างกินข้าว หลิวจี้แอบเหลือบมองฉินเหยาเป็นระยะพลางคำนวณข้าวของที่นางซื้อกลับมาในใจ
พู่กัน หมึกและกระดาษนั้นไม่ต้องพูดถึง หากไม่ใช้เงินตำลึงถึงห้าเฉียนย่อมซื้อไม่ได้
ผ้าปอก็ไม่ถูก ใช้ไปแล้วอีกห้าเฉียน
ข้าวสามร้อยจิน ข้าวขาวกับข้าวผสมปนกันไป ก็ประมาณหนึ่งตำลึงห้าเฉียน
รวมทั้งหมดสองตำลึงห้าเฉียน แต่ค่าแรงที่ได้จากตระกูลติงมีแค่สองตำลึง ใช้หมดแล้วจริงๆ!
ไม่ใช่แค่หมด แต่ใช้เกินอีกต่างหาก!
หลิวจี้รู้สึกอึดอัดในใจ สตรีผู้นี้ใช้เงินมือเติบกว่าเขาเสียอีก! คิดได้เช่นนี้ข้าวในชามที่เคยอร่อยกลับจืดชืดขึ้นมาทันที
แต่ฉินเหยาไม่สนว่าเขาจะกินอร่อยหรือไม่ อย่างไรเสีย นางก็กินอิ่ม!
หลังจากวางชามและตะเกียบลง ต้าหลางกับเอ้อร์หลางก็ลุกขึ้นเก็บจานไปล้างที่หน้าห้องครัวอย่างรู้หน้าที่
ซานหลางกับซื่อเหนียงเกาะติดกับฉินเหยา โดยเฉพาะซื่อเหนียงที่พูดเจื้อยแจ้วคอยเล่าเรื่องสนุกๆที่เกิดขึ้นระหว่างที่นางไม่อยู่
หลิวจี้นำผ้า เนื้อและขนมสี่ชิ้นไปส่งที่เรือนเก่าสกุลหลิว
ตอนเอ้อร์หลางมาเอาสุราหมักก่อนหน้านี้ คนในบ้านก็รู้แล้วว่าฉินเหยากลับมาแล้วจึงคิดว่าอีกไม่นานน่าจะมีคนมาหา
นางเหอและนางชิวพากันแอบมองไปที่ประตูอยู่เป็นระยะ ไม่ต้องพูดก็รู้ใจว่ากำลังเฝ้ารอ
น้องสะใภ้สามใจกว้างที่สุด ครั้งนี้กลับจากตัวอำเภอมาพร้อมข้าวของมากมาย ไม่แน่ว่าอาจมีของสำหรับพวกนางด้วยก็ได้
และแน่นอนว่าน้องสะใภ้สามไม่เคยทำให้พวกนางผิดหวัง
เมื่อหลิวจี้นำเนื้อหนึ่งจินมา คนทั้งบ้านดีใจจนยิ้มแก้มปริ พากันสอบถามข่าวคราวของฉินเหยา เมื่อรู้ว่านางเพิ่งกลับถึงบ้านและต้องพักผ่อนจึงตกลงกันว่าจะรออีกสองสามวันก่อนค่อยไปเยี่ยม
นางเหอและนางชิวรับผ้ามา ก่อนจะถามถึงขนาดตัวของเด็กๆในบ้านหลิวจี้เพราะรูปร่างของเด็กๆเปลี่ยนไปทุกปี ขนาดเสื้อผ้าของปีที่แล้วอาจจะไม่พอดีแล้ว
ขนมมีเพียงสี่ชิ้น จินเป่ากับจินฮวาได้คนละชิ้น เหลืออีกสองชิ้น พ่อแม่สามีเก็บไว้หนึ่งชิ้นและอีกชิ้นส่งให้หลิวเฝย
หลิวเฝยกล่าวอย่างเกรงใจ “ข้าโตแล้ว นี่เป็นของว่างสำหรับเด็กๆให้จินเป่ากับจินฮวากินเถอะ”
หลิวจี้รีบยื่นมือไปหยิบทันที “ท่านพ่อ ข้าชอบกิน! หากเขาไม่กินข้ากินเอง! ขนมถั่วเขียวนี้เนื้อร่วนนุ่มนิ่ม หอมหวานกำลังดี ฝีมือแม่ครัวบ้านนายท่านติง หาไม่ได้ในตลาดข้างนอกนะ!”
พอเห็นเขาตั้งท่าจะหยิบจริงๆ หลิวเฝยก็โมโหขึ้นมา “เจ้าไม่อายรึไง ยังจะมาแย่งขนมเด็กอีก!”
หลิวจี้หัวเราะร่า “ต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่ พวกเราก็ยังเป็นเด็กกันทั้งนั้น”
แต่น่าเสียดายที่หลิวเหล่าฮั่นไม่ยอมเอาให้เขากลับให้หลิวไป่นำขนมไปแบ่งกันเองในหมู่พี่น้องสามคน ถือว่าได้ชิมของดีจากตระกูลผู้สูงศักดิ์กันพอหอมปากหอมคอ
ส่วนสองสะใภ้ เด็กๆย่อมคิดถึงมารดาของพวกเขาอยู่แล้วเลยแบ่งขนมให้พวกนางตั้งแต่แรก
“เพราะได้อาศัยเหยาเหนียงแท้ๆ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่อาจได้ลิ้มรสของดีแบบนี้” นางจางยิ้มชม
หลิวจี้รีบฉวยโอกาสยกย่องตนเองทันที “แน่นอน ก็ต้องดูว่าใครเป็นคนรับนางเข้าบ้านมา!”
หลิวเหล่าฮั่นมองเข้ามาในลานบ้านด้วยความตกใจ “เจ้ายังไม่กลับไปอีกเรอะ?”
เหยาเหนียงเพิ่งกลับบ้าน ไม่รู้หรือไรว่าต้องรีบกลับไปคอยดูแลนาง ยังจะมายืนเกะกะตาอยู่ที่นี่อีก!
นางจางบอกหลิวจี้ให้รอก่อน จากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้านหยิบสุราหมักใส่ไหมาครึ่งหนึ่งแล้วยื่นให้หลิวจี้ให้เขาเอากลับไปให้ฉินเหยาดื่ม
เมื่อครู่ นางได้ยินเจ้าสามพูดว่า เหยาเหนียงชอบดื่มสุราหมักเป็นพิเศษ
ของแบบนี้ทำไม่ยาก แค่เปลืองข้าวเหนียวไปบ้าง ดื่มหน้าร้อนช่วยคลายร้อนได้ดีที่สุด เดิมนางตั้งใจหมักไว้เยอะหน่อยเพื่อเตรียมกลั่นเป็นสุรากลั่น แต่ยังไม่ทันได้ทำ พวกผู้ใหญ่และเด็กๆในบ้านก็พากันกินจนเกือบหมดแล้ว
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว นางเลยเอาออกมาแบ่งให้ทุกคนกินกันเป็นของว่าง
ก่อนจะกลับไป นางยังแวะไปเก็บผักในสวนมาเต็มตะกร้าให้หลิวจี้นำกลับไปด้วย
เมื่อฉินเหยาเห็นหลิวจี้กลับมาพร้อมของพะรุงพะรัง นางก็ถามด้วยความสงสัย “ให้เจ้าไปส่งของ เหตุใดถึงกวาดของกลับมาด้วยเยอะเพียงนี้เล่า”
หลิวจี้วางตะกร้าผักหนักอึ้งและไหดินเผาลง คำพูดเช่นนี้เขาไม่ชอบฟังหรอกนะ “อะไรเรียกว่ากวาดเอามา? นี่เป็นน้ำใจจากท่านพ่อท่านแม่ต่างหาก!”
พูดจบยังเสริมอีกว่า “เห็นข้าขนกลับมาแบบนี้ ท่านพ่อท่านแม่ดีใจแทบแย่เลยล่ะ!”
ตอนที่ 89: ประชุมครอบครัวครั้งแรก
ทว่าสิ่งที่บ้านขาดแคลนก็คือผัก ฉินเหยาจึงมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ
แปลงผักเล็กสองแปลงหน้าบ้านนาง ใบผักเพิ่งโผล่ออกมาก็ถูกกินจนหมดไม่เหลือแล้ว
ส่วนแปลงผักที่เพิ่งถางเพิ่มหลังเรือน กว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ยังต้องใช้เวลาอีกเดือนครึ่ง ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีตลาดสดให้ซื้อหาผักสดได้ทุกวัน
แต่ละบ้านล้วนขาดแคลนอาหาร แม้อยากจะซื้อก็ใช่ว่าจะมีคนยอมขายให้
เมื่อทุกคนในบ้านมาพร้อมหน้ากันที่ห้องโถง หลิวจี้ก็จัดเตรียมน้ำหนึ่งถ้วยไว้ตรงหน้าทุกคนตามที่ฉินเหยาขอ ก่อนจะกลับไปนั่งประจำที่
การประชุมครอบครัวครั้งแรก เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว
ฉินเหยากล่าวถึงหัวข้อของการประชุมก่อนนั่นคือ การศึกษาเพื่อเปลี่ยนแปลงโชคชะตา
หลิวจี้หัวใจกระตุกไปวูบหนึ่ง แต่คงไม่ใช่หรอก ไม่ใช่หรอก คงไม่ใช่เรื่องที่เขาเดาไว้ก่อนหน้านี้หรอกกระมัง?
ฉินเหยามองเขาด้วยแววตาแสดงความยินดีที่ตอบถูก ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าตัดสินใจแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป หลิวจี้ เจ้าจะกลับไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาต่อและเข้าร่วมการสอบเคอจวี่”
พวกต้าหลางทั้งสี่ยังไม่เข้าใจว่าเคอจวี่คืออะไร ฟังเข้าใจเพียงประโยคที่ว่ากลับไปสำนักศึกษา
แต่หลิวจี้กลับลุกพรวดขึ้นทันที “เมียจ๋า เจ้าล้อเล่นหรือ”
“เปล่าเลย ข้าพูดจริง” ฉินเหยาเคาะโต๊ะ “นั่งลง!”
หลิวจี้นั่งลงด้วยจิตใจสับสน ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้น และแล้วก็เป็นดังคาด เมื่อฉินเหยาหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาแล้วอ่านรายการค่าใช้จ่ายตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาของเขา ทุกค่าใช้จ่ายล้วนถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด แม้แต่เหรียญเดียวก็มิมีตกหล่น
“เงินเล็กน้อยข้าจะไม่คิดรวม แต่ยอดเงินก้อนใหญ่ เจ้าติดค้างข้ารวมทั้งสิ้นสี่สิบตำลึงถ้วน!”
ฉินเหยาชี้ไปที่บัญชีในมือ มองใบหน้าตกตะลึงของหลิวจี้ คาดไม่ถึงล่ะสิ? นางไม่ได้พูดเล่นไปอย่างนั้นแต่จดบัญชีไว้จริงๆ
“ข้าคำนวณอย่างจริงจังแล้ว หากเจ้าหลิวจี้ต้องการใช้หนี้ก้อนนี้ด้วยการทำไร่ไถนา เมื่อหักดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไปแล้ว เจ้าจะต้องใช้เวลาถึงยี่สิบห้าปี”
“หากช่วยคัดลอกหนังสือให้ผู้อื่นก็ต้องใช้เวลาสิบปี นี่ยังไม่นับรวมความเป็นไปได้ที่เจ้าอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน อีกทั้ง ยังตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ตลาดของเหล่าบัณฑิตนั้นมั่นคงตลอดเวลาด้วย”
ดังนั้น นางจึงสรุปทางลัดออกมาได้หนึ่งทาง นั่นคือการสอบเคอจวี่!
“ขอเพียงเจ้าสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ ภาษีและแรงงานของบ้านเราจะได้รับการยกเว้นทั้งหมด ใช้เวลาเพียงสองปี เจ้าก็สามารถใช้หนี้ก้อนนี้ได้หมดสิ้น ระหว่างเราสองคนจะไม่ติดค้างกันอีก”
“หากเจ้าสามารถสอบเป็นจวี่เหรินได้นั่นยิ่งดี ทุกคนในครอบครัวจะพลอยรุ่งเรืองตามไปด้วย!”
หลิวจี้ฟังแล้วถึงกับอึ้งไป อย่าว่าแต่เข้าสอบเคอจวี่เลย หากมิใช่เพราะหลิวเหล่าฮั่นยอมควักเงินส่งเขาเข้าไปเรียนในสำนักศึกษาแล้วล่ะก็ ชาตินี้เขาคงไม่มีวันคิดว่าตนเองจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาได้เลย
แต่ตอนนี้ ฉินเหยากลับต้องการให้เขาไปสอบเคอจวี่?
หลิวจี้ยกมือขึ้นหมายจะจับหน้าผากฉินเหยาเพื่อดูว่านางเป็นไข้จนเลอะเลือนหรือไม่ ทว่าไม่ผิดคาด มือของเขาถูกตบออกไปอย่างไร้ความปรานี
เขากุมหลังมือที่แดงเรื่อ ถามฉินเหยาด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง “เมียจ๋า เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ข้าอายุเท่าไหร่”
ฉินเหยาตอบ “ยี่สิบสี่”
หลิวจี้ยิ่งไม่เข้าใจ “อายุข้าปาเข้าไปยี่สิบสี่แล้ว เพิ่งจะเริ่มเรียนตอนนี้ ต้องใช้เวลาอีกเท่าไรถึงจะสอบเป็นซิ่วไฉได้”
“เจ้าเคยคิดมาตลอดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมมิใช่หรือ แค่สอบเป็นซิ่วไฉมันยากนักหรือ” ฉินเหยากล่าวย้อนด้วยสายตาดูแคลน
หลิวจี้ “อะ…เอ่อ…”
“ข้าอยู่ที่จวนคหบดีติงมาหนึ่งเดือน เจ้านึกว่าข้าทำหน้าที่แค่ผู้คุ้มกันหรือ”
ฉินเหยากางหนังสือเก้าเล่มออก “ข้าสืบมาเรียบร้อยแล้ว ขอเพียงอ่านสี่ตำราห้าคัมภีร์จนคล่อง การสอบเป็นซิ่วไฉหาใช่เรื่องยากแต่อย่างใด”
“ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ายังมีข้าอยู่มิใช่หรือ ข้าจะสอนเจ้าเอง เจ้าจงเชื่อข้า ขอเพียงเจ้าทำตามที่ข้าบอก ข้ารับรองว่าเจ้าสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้แน่นอน”
“แล้วเรื่องเงินเล่า” หลิวจี้รู้สึกว่าตัวเองคงไม่รอดเสียแล้ว ทว่ากลับรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย
การอ่านหนังสือหมายความว่าเขาจะไม่ต้องทำไร่ไถนาอีกต่อไปใช่หรือไม่
ฉินเหยาเปิดสมุดบัญชีออกอีกครั้ง คำนวณค่าใช้จ่ายให้ทั้งห้าคนพ่อลูกได้ฟัง
“ตอนนี้สำนักศึกษามีเพียงแห่งเดียวในเมือง ทั้งยังมีเพียงศิษย์ที่เข้าเรียนในสำนักศึกษาเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าสอบเคอจวี่ เพราะต้องอาศัยสำนักศึกษาและศิษย์ร่วมรุ่นเป็นผู้ค้ำประกัน รวมถึงทำเอกสารต่างๆให้เรียบร้อยจึงจะสามารถเข้าสอบได้อย่างราบรื่น”
“ดังนั้น ก้าวแรกของเราคือเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาให้ได้”
“ค่าธรรมเนียมศึกษาประจำปีของสำนักศึกษาคือสองตำลึง ค่าที่พักปีละหนึ่งตำลึง รวมกับค่าอุปกรณ์เครื่องเขียนที่จำเป็นต้องใช้ทุกปีอีกสองตำลึง รวมแล้วตกปีละห้าตำลึงต่อคน”
ด้วยสภาพของครอบครัวในตอนนี้ ค่าใช้จ่ายปีแรกยังสามารถแบกรับภาระนี้ไหว
“แล้วปีที่สองเล่า” หลิวจี้มิได้คิดว่าตนจะสามารถสอบผ่านภายในปีเดียว
ฉินเหยายิ้มอย่างใจเย็น “เรื่องของปีหน้าก็ว่ากันปีหน้า ขอเพียงเจ้าไปเรียน เรื่องเงินทองต่อไปเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลิวจี้ก็พลันรู้สึกยินดี แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆนางถึงอยากส่งเขาไปเรียน ทว่าการอ่านหนังสือย่อมดีกว่าทำไร่ไถนาเป็นแน่ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเมื่อเอาไปพูดให้ผู้อื่นฟังด้วย!
“เมียจ๋า เจ้าอยากส่งข้าเรียนจริงๆหรือ” หลิวจี้ถามย้ำอีกครั้ง
ฉินเหยาพยักหน้า ถามเขาอย่างจริงจัง “เจ้ายินยอมหรือไม่”
“แน่นอนว่ายินยอมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าข้าอายุมากขนาดนี้แล้ว สำนักศึกษาจะรับหรือ” หลิวจี้ถามด้วยความสงสัย
เห็นเขายินยอม ฉินเหยาก็โล่งใจ นางตบแขนเขาอย่างอารมณ์ดีซึ่งหาได้ยาก “วางใจเถอะ ข้าไปสืบข่าวจากตระกูลติงมาแล้ว คนที่อายุมากกว่าเจ้าก็ยังเข้าเรียนสำนักศึกษาได้เลย”
แต่ก่อนจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ยังมีสัญญาหนึ่งฉบับที่ต้องลงนาม
“สัญญาอะไร?” หลิวจี้ถามอย่างระแวดระวัง
ฉินเหยาส่งยิ้มบางให้เขา แน่นอนว่าย่อมเป็นสัญญาที่ว่า ‘มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ให้เขาแบกรับ’ น่ะสิ
“ตอนนี้ข้าส่งเสียเจ้าเรียน ถือเป็นการลงทุนกับตัวเจ้า และเมื่อมีการลงทุน ย่อมต้องมีผลตอบแทน เรามากำหนดกฎเกณฑ์กันก่อน วางใจเถิด ข้าเป็นคนไม่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น ขอไม่มากนักหรอก”
แม้นางจะพูดเช่นนั้น แต่ตอนลงมือเขียนสัญญากลับไม่ออมมือแม้แต่น้อย
ข้อแรกสุดคือเขามิอาจหย่าขาดหรือแยกทางจากนางโดยพลการ หากสอบผ่านเป็นซิ่วไฉแล้วต้องการหย่าหรือแยกทาง ทรัพย์สินทั้งหมดต้องตกเป็นของฉินเหยา อีกทั้งยังต้องยอมรับนางเป็นพี่สาวบุญธรรมเพื่อคงสถานะเครือญาติร่วมเสพสุขด้วยกันต่อไป
หลิวจี้มองฉินเหยาด้วยความตกตะลึง “เจ้าอายุน้อยกว่าข้านะ”
“ข้าอายุน้อยกว่าก็เป็นพี่สาวเจ้าได้!” ฉินเหยากล่าวอย่างเผด็จการ
นางไม่แม้แต่จะเงยหน้า ก่อนจะเขียนข้อที่สองต่อไป
หากมิได้รับความยินยอมจากนาง ห้ามรับอนุภรรยาหรือแต่งภรรยาอีกคน หากฝ่าฝืน บทลงโทษเป็นเช่นข้อแรก
ข้อสุดท้าย สัญญานี้มีอายุสามสิบปี นางสามารถยกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ แต่หลิวจี้ไม่มีสิทธิ์กระทำเช่นนั้น
“เรียบร้อยแล้ว หากเจ้าดูแล้วไม่มีปัญหาก็ลงนามและประทับตราเถิด” ฉินเหยาเป่าหมึกให้แห้งก่อนวางกระดาษลงตรงหน้าเขาแล้วยื่นแท่นหมึกและพู่กันให้อย่างใส่ใจ
อักษรบนกระดาษนี้เรียกได้ว่าน่าเวทนาเกินกว่าจะทนดูได้ แต่ยังดีที่ทุกตัวพออ่านออก
หลิวจี้อ่านเนื้อหาในสัญญาทั้งสามข้อจบก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหลิงขึ้นมาเล็กน้อย “เมียจ๋า เจ้านี่กลัวข้าหย่ากับเจ้ามากขนาดนั้นเชียวหรือ”
ฉินเหยายิ้มน้อยให้เขาอย่างสุภาพ “จริงๆแล้วข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเป็นม่ายหรอกนะ”
หลิวจี้ไม่ลังเลอีกต่อไป รีบหยิบพู่กันลงนามและประทับนิ้วมือบนสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนี้ทันที
เรื่องรับอนุภรรยาหรือแต่งภรรยาอีกคนเขาไม่เคยนึกถึงเลย แค่มีฉินเหยาคนเดียว เขาก็รับมือแทบไม่ไหวแล้ว!
หากมีโอกาสหย่า เขาก็จะออกไปใช้ชีวิตเป็นหนุ่มพเนจรอย่างเสรี ทำสิ่งใดก็ได้ตามใจ โดยไม่มีผู้ใดมาผูกมัดอีกต่อไป
ถึงตอนนั้น เขาจะคบหาหญิงงามแปดนางพร้อมกันโดยไม่แต่งงาน คอยดูพวกนางแย่งชิงและตบตีกันเพราะเขา นั่นแหละถึงจะสนุก!
ตอนที่ 90: ซื่อเหนียงไม่พอใจ
ฉินเหยาพับสัญญาอย่างมีความสุขแล้วเก็บมันไว้
เมื่อพูดคุยเรื่องของหลิวจี้จบแล้ว ฉินเหยาก็หันไปพูดกับต้าหลางและเด็กชายอีกสองคนว่า “ตระกูลติงกำลังสร้างสำนักศึกษาของตระกูล คาดว่าสิ้นปีนี้จะแล้วเสร็จ หลังพ้นปีใหม่เมื่อสำนักศึกษาเปิดสอน ข้าจะหาทางให้พวกเจ้าได้เข้าเรียน”
“แต่ทางไปนั้นไกลนักให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางไปก่อน ส่วนซานหลางรออีกสองปี รอจนโตอีกหน่อยแล้วค่อยไป”
“ซื่อเหนียง เจ้าอย่าเพิ่งเสียใจไป รอให้ท่านพ่อของเจ้าศึกษาสำเร็จแล้ว พวกเราจะสามารถเรียนหนังสือกันเองที่บ้านได้”
ซื่อเหนียงถามอย่างสงสัยว่า “ท่านแม่ ข้าไปเรียนกับพี่ชายที่สำนักศึกษาของตระกูลไม่ได้หรือ”
ฉินเหยายังไม่ทันตอบ หลิวจี้ก็หัวเราะขึ้นมาก่อน เขาลูบมวยผมบนศีรษะลูกสาวแล้วกล่าวว่า “ซื่อเหนียงเด็กโง่ เจ้าเคยเห็นสตรีใดไปเรียนในสำนักศึกษาหรือไม่เล่า เด็กผู้หญิงต้องอ่อนโยนสงบเสงี่ยมหน่อย อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ฝึกงานปักเย็บและฝึกทำอาหารให้ดี วันหน้าพ่อจะหาคู่ครองที่เหมาะสมให้เจ้าเอง”
ซื่อเหนียงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว นางไม่ชอบที่บิดาพูดเช่นนี้ แต่ยังเด็กเกินไปจึงไม่สามารถบรรยายได้ว่าไม่ชอบที่ตรงไหน
นางยังคงถามต่ออย่างดื้อรั้น “เหตุใดสตรีถึงไปเรียนหนังสือไม่ได้เล่า”
หลิวจี้ตอบว่า “เพราะอาจารย์ไม่รับสตรี”
“เหตุใดอาจารย์ถึงไม่รับสตรี” ซื่อเหนียงถามต่อ
หลิวจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง คิดหาคำตอบอย่างจริงจังแล้วสรุปออกมาว่า “เพราะสตรีไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือเพื่อสอบเคอจวี่อย่างไรเล่า”
ซื่อเหนียงยังอยากถามต่อว่าทำไมสตรีถึงไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือ ทว่า หลิวจี้รู้ตัวแล้วว่าตนกำลังจะถูกลูกสาวลากไปติดหล่มเข้าจึงรีบยกมือขึ้นทำท่าให้นางเงียบ
ซื่อเหนียงขมวดคิ้วบางๆ เป็นเส้นโค้งคล้ายหนอนตัวเล็กๆ นางพองแก้มออกเพื่อแสดงถึงความไม่พอใจ
โชคดีที่ไม่นาน นางก็กลับมาร่าเริงอีกครั้งด้วยคำปลอบโยนของพี่ชายทั้งสาม
ฉินเหยานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้ววางหนังสือเก้าเล่มที่ยืมมาจากตระกูลติงลงตรงหน้าหลิวจี้
“หน้าที่สำคัญของเจ้าตอนนี้คือรีบคัดลอกหนังสือเก้าเล่มนี้ให้เสร็จโดยเร็ว ข้าจะได้คืนหนังสือให้คนเขาไป”
“จำไว้ อย่าทำให้เสียหาย หากเลอะเทอะเพียงเล็กน้อย ข้าจะหั่นเจ้าเป็นชิ้นๆ!” ฉินเหยาเตือนด้วยน้ำเสียงอันตราย
หลิวจี้ถามขึ้นว่า “แล้วงานไร่นาเล่า”
“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าทำเพียงอาหารสามมื้อให้เรียบร้อยและคัดลอกหนังสือเท่านั้น”
แต่นี่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว นางจะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เป็นระยะ
ฉินเหยาเองก็ยุ่งไม่น้อย นางต้องรีบวางแผนให้หลิวจี้กลับเข้าเรียนได้โดยเร็ว
การศึกษามีกฎเกณฑ์ของมัน ไม่ใช่เพียงแค่วางหนังสือไว้ตรงหน้าแล้วอ่านสะเปะสะปะไปเรื่อย
พวกเขาเริ่มต้นช้ากว่าผู้อื่นแล้ว ไม่อาจเดินตามขั้นตอนเหมือนเด็กที่เรียนมาตั้งแต่แรกได้
ตามแผนของฉินเหยา ในเดือนสามของปีหน้า หลิวจี้ต้องเข้าสอบเซี่ยนซื่อ
การเข้าสอบเซี่ยนซื่อไม่มีมาตรฐานกำหนดที่แน่นอน แต่เนื้อหาการสอบทุกปีล้วนยึดหลักสี่ตำราห้าคัมภีร์
ดังนั้น การสอบเซี่ยนซื่อจึงเปรียบเสมือนการทดสอบพื้นฐานของสิ่งที่ศึกษา หากสอบผ่านก็จะได้รับตั๋วเข้าสู่การสอบเคอจวี่
ส่วนเรื่องหลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือคัดลอกตำราเรียนให้เสร็จเสียก่อน
สำนักศึกษามีตำราเรียนอยู่ก็จริง แต่ไม่ได้แจกให้ศิษย์ทุกคน หากต้องการนำกลับไปอ่านที่บ้าน ต้องซื้อเองหรือไปคัดลอกจากหอหนังสือ
หากต้องการเรียนให้เหนือกว่าผู้อื่น เวลานอกห้องเรียนคือสิ่งสำคัญ ดังนั้นการมีตำราเป็นของตนเองจึงขาดไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสถานการณ์ของหลิวจี้ นางต้องให้การสอนเป็นพิเศษแก่เขา ไม่เช่นนั้นแล้ว เขาจะแข่งขันกับเหล่านักศึกษาที่ร่ำเรียนมาหลายปีได้อย่างไร?
เมื่อตัดสินใจแล้ว ฉินเหยาก็ลงมือทันที นางจัดสรรงานใหม่ให้ทุกคนในบ้านอีกครั้ง
ตั้งแต่นี้ไป เสื้อผ้าของใคร คนนั้นต้องซักเอง ซานหลางกับซื่อเหนียงยังเด็กเกินไป ให้หลิวจี้ซักแทน
หลิวจี้ที่กำลังตัดกระดาษเพื่อเตรียมคัดลอกหนังสือเอ่ยอย่างไม่ยอมว่า “ทำไมไม่ให้เมียจ๋าซักแทนล่ะ”
ฉินเหยาหมุนข้อมือ เสียงกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ “ไม่มีทำไมทั้งนั้น! ไม่พอใจก็ตายไปเสีย!”
หลิวจี้โกรธแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก ในใจร้องโหยหวนราวกับมีเขาตัวน้อยแหงนหน้าตะโกนลั่น ยังมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่หรือไม่!
ฉินเหยาเห็นเขาตัดกระดาษเบี้ยวก็เตะเขาไปหนึ่งที “ระวังหน่อย กระดาษมันไม่ต้องเสียเงินหรือไง”
หลิวจี้กัดริมฝีปาก น้ำตาคลอ มือที่เคลื่อนไหวช้าลงไปมาก แต่ก็ระมัดระวังขึ้นและไม่ตัดเบี้ยวอีกเลยสักแผ่น
ฉินเหยาถึงกับหมดคำพูด คนผู้นี้วันไหนไม่ถูกตีคงจะคันไปทั้งตัว ดูสิ ที่แท้ก็ทำได้ดีอยู่แล้วนี่!
“แค่กๆ” นางกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะจัดแจงงานให้ทุกคนต่อ
ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบงานบ้านของตัวเองแล้ว เหลือเพียงโรงโม่น้ำกับให้อาหารไก่
ฉินเหยาจัดให้พี่น้องทั้งสี่คนทำงานเป็นคู่ โดยให้พี่ดูแลน้อง ทุกเย็นไปยกกล่องเงินจากโรงโม่ หากกังหันน้ำมีปัญหา นางจะเป็นผู้ซ่อมเอง
ส่วนล้างจานกับให้อาหารไก่ก็เป็นพี่ดูแลน้องเช่นกัน สองคนหนึ่งกลุ่ม ผลัดกันทำสัปดาห์ละคน หมุนเวียนกันไป
ส่วนนาง จะรับผิดชอบแปลงผักสองแปลงหน้าบ้าน แปลงผักใหม่หลังเรือนและงานในนา
ตอนนี้งานในนาก็เบาขึ้นมาก ข้าวกำลังเข้าสู่ระยะเติบโตคงที่ ขอเพียงรักษาระดับน้ำให้ดีก็พอ
อีกทั้งผืนนาของพวกเขาเดิมก็ติดแม่น้ำ การใช้น้ำสะดวกกว่าบ้านอื่นๆ ขอแค่แวะไปดูทุกวัน กำจัดวัชพืชและคอยระวังพวกแมลงศัตรูพืชก็เพียงพอ
ทุกอย่างถูกจัดสรรลงตัว ครอบครัวทั้งหกคนล้วนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน
ทุกเช้า หลังฝึกฝนร่างกายเสร็จ ฉินเหยาจะไปดูนา เมื่อตรวจสอบเสร็จกลับมาถึงบ้าน หลิวจี้ก็ทำอาหารเช้าเสร็จพอดี
ทั้งหกคนร่วมรับประทานอาหารกันจนอิ่มหนำ จากนั้นต้าหลางก็พาซื่อเหนียงเก็บจานชามไปใส่ในอ่างไม้ใหญ่ รอให้มื้อเย็นผ่านไปก่อนค่อยล้างทีเดียว
หลิวจี้เก็บกวาดโต๊ะให้เรียบร้อยก่อนเริ่มคัดลอกหนังสือ
ลายมือของเขาก็ไม่น่าดูนัก ทว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าฉินเหยาเล็กน้อย สามารถเขียนอักษรตัวเล็กได้
ตอนแรกฉินเหยาคิดจะช่วยคัดลอกไปพร้อมกัน จะได้เสร็จเร็วขึ้น
แต่น่าเสียดาย นางไม่อาจเขียนอักษรตัวเล็กได้ดีจึงต้องล้มเลิกความคิด
นางหันไปตัดกระดาษแทน พอตัดเสร็จก็ไปดูแลแปลงผัก เด็ดผักสำหรับมื้อเย็น ล้างให้เรียบร้อยแล้ววางไว้บนเตา เพื่อให้หลิวจี้นำลงหม้อได้ทันที
เนื่องจากพ่อครัวกำลังยุ่งกับการคัดลอกหนังสือ มื้อกลางวันจึงต้องง่ายๆ ใช้กับข้าวเหลือจากมื้อเช้าต้มข้าวต้มหรือทำบะหมี่กิน
ช่วงกลางวันพักหนึ่งชั่วโมง เติมพลังให้เต็มที่แล้วค่อยลุยงานต่อในช่วงบ่าย
ช่วงเวลานี้ ฉินเหยากับเด็กทั้งสี่ค่อนข้างว่าง นางจึงหยิบตำราภาพปูพื้นฐานขึ้นมาสอนบทเรียนพื้นฐานให้กับพวกเด็กๆ
ตั้งแต่รู้ว่าตนมีโอกาสเข้าเรียนที่สำนักศึกษา พี่น้องทั้งสี่ก็ดูจริงจังกับการเรียนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
วันประชุมครอบครัว พวกเขาได้ยินฉินเหยากล่าวถึงการสอบเคอจวี่จึงเพิ่งเข้าใจว่าการศึกษามีประโยชน์มากมายขนาดนี้ การรู้เหตุผลและคำนวณบัญชีเป็น เป็นเพียงข้อดีเล็กน้อยเท่านั้น
ที่แท้หากเรียนหนังสือก็สามารถเข้าสอบเข้ารับราชการได้ หากสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ จะไม่ต้องเสียภาษี และได้รับการยกเว้นแรงงานบังคับ
หากสอบได้เป็นนายท่านจวี่เหรินก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ญาติพี่น้องก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย ทั้งยังมีคนมอบเงินทองที่ดินให้ ไม่ต้องกังวลเรื่องกินอยู่ สามารถสวมแพรไหมและเครื่องประดับเงินได้
หากสามารถสอบเป็นจิ้นซื่อได้ก็จะได้เป็นขุนนาง ตั้งแต่นั้นไปจะไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาอีก แต่เป็นบัณฑิต
เป็นชนชั้นสูงสุดในลำดับบัณฑิต ชาวนา ช่าง และพ่อค้า
แม่เลี้ยงของพวกเขายังกล่าวอีกว่า ไม่ว่าจะสามารถเป็นชนชั้นสูงสุดได้หรือไม่ อย่างแรกต้องตั้งใจศึกษาให้ดีเสียก่อน เพราะนั่นเป็นโอกาสเดียวของสามัญชนในการเปลี่ยนโชคชะตา
เอ้อร์หลางเป็นคนที่รู้จักคำนวณเพื่อประโยชน์ของตนเองมากที่สุดในบรรดาพี่น้องสี่คน เมื่อพบว่าเรื่องนี้มีแต่ข้อดีโดยไม่มีข้อเสียแม้แต่น้อย แม้เขาจะไม่ชอบท่องหนังสือก็ยังบังคับตัวเองให้ท่องล่วงหน้า
ไม่นานฉินเหยาก็พบว่า เอ้อร์หลางมีแววเป็นเจ้าแห่งการแย่งชิงสูงมาก มากเสียจนทำให้บิดาของเขาเริ่มกังวลว่าตนเองอาจถูกลูกชายแซงหน้าเข้าให้!
จบตอน
Comments
Post a Comment