ตอนที่ 91: หมู่บ้านเซี่ยเหอส่งคนมา
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแพร่ข่าวออกไป จู่ๆชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็รู้กันหมดว่าฉินเหยาจะส่งเสียหลิวจี้กลับไปเรียนที่สำนักศึกษา
ชาวบ้านพากันพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ บุรุษล้วนเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา คิดไม่ถึงว่าหลิวจี้จะโชคดีถึงเพียงนี้
บรรดาสตรีกลับไม่เข้าใจว่าเหตุใดฉินเหยาถึงปฏิบัติต่อหลิวจี้คนไม่ได้เรื่องอย่างดีเช่นนั้น
แน่นอนว่ายังมีคนที่หัวเราะเยาะ คิดว่าผัวเมียคู่นี้ฝันเฟื่องเกินไป คิดว่าเรียนหนังสือแล้วก็จะสามารถสอบเป็นขุนนางง่ายๆได้แล้วหรือ มีคนมากมายเรียนจนอายุเจ็ดแปดสิบแล้วก็ยังสอบเป็นถงเซิงไม่ได้เลย พวกเขามองเรื่องนี้เป็นเรื่องขำขันเสียด้วยซ้ำ
เรือนเก่าของตระกูลหลิวถึงกับปั่นป่วน หลิวเหล่าฮั่นกับบุตรชายทั้งสามถกเถียงเรื่องนี้อยู่นาน กลับกลายเป็นว่านางเหอและนางชิวที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ใช้โอกาสที่ออกไปเก็บผัก เดินตรงมาหาฉินเหยาที่โรงโม่น้ำของบ้าน
“น้องสะใภ้ ข่าวที่ลือกันข้างนอกจริงหรือไม่ เจ้าจะส่งเสียเจ้าสามให้เรียนต่อจริงๆหรือ เจ้าหวังอะไรจากเขากัน หากเขาเป็นคนขยันจริง ป่านนี้ก็คงไม่เป็นอย่างที่เห็นหรอก!” นางเหอถามอย่างร้อนใจ
นางชิวเองก็กังวลทว่านางใจเย็นกว่ามาก นางนั่งลงแล้วลูบครรภ์ของตน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบว่า
“ค่าเล่าเรียนยังไม่ต้องพูดถึง แต่บ้านพวกเจ้าเหลือผู้ใหญ่แค่สองคน หากเจ้าสามไปเรียนแล้วงานในไร่นามีเจ้าทำคนเดียว เจ้าจะทำไหวหรือ”
“ใช่ พวกเรารู้กันว่าเจ้ามีแรงมาก แต่การที่มีแรงก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรับภาระทั้งหมดนะ น้องสะใภ้ เจ้าอย่าได้ทำอะไรโง่ๆ ระวังจะขาดทุนมากกว่ากำไร”
ฉินเหยากำลังตั้งใจขัดแต่งหินโม่ที่โรงโม่น้ำ หินโม่นี้ถูกใช้งานอย่างหนักมาโดยตลอด ร่องสลักเริ่มเรียบไป นางจึงต้องแกะร่องใหม่ให้ใช้งานได้ดีดังเดิม
อยู่ดีๆก็มีคนโผล่มาพูดเรื่องนี้กับนาง ทำให้นางใจสั่นไปครู่หนึ่ง “ทุกคนรู้กันหมดแล้วหรือ”
นางเหอและนางชิวพยักหน้า “สตรีทั้งหมู่บ้านรู้หมดแล้วว่าเจ้าทำเรื่องโง่เง่า!”
ภายในใจของฉินเหยาสั่นไหวไปชั่วขณะ แต่ก็กลับมาตั้งมั่นได้อย่างรวดเร็ว มือยังคงขัดแต่งหินโม่ต่อไปไม่หยุด นางส่งสัญญาณให้นางชิวขยับไปนั่งให้ไกลขึ้นเพื่อกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ก่อนกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า
“เรื่องนี้พวกเราทั้งครอบครัวตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หลิวจี้เป็นคนเช่นไร ทุกคนต่างก็รู้ดี ให้เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการขุดดินทำไร่นั้นเป็นไปไม่ได้แน่ ข้าคิดไปคิดมา สุดท้ายก็ยังเห็นว่าการส่งเขาไปเรียนหนังสือ บางทีอาจมีเรื่องดีๆกลับมาก็ได้”
ขณะกล่าว นางก็เหลือบไปเห็นสองพี่สะใภ้ที่ยืนขึ้นด้วยความกังวลจึงยิ้มบางๆให้พวกนาง “เรื่องที่พวกท่านกังวล ข้ารู้ดี ข้าย่อมมีวิธีจัดการเขา”
นางเหอยังไม่ค่อยเชื่อนัก “จริงหรือ”
ที่นางกังวลที่สุดคือ หากเจ้าสามออกไปเกเรข้างนอกแล้วทรยศฉินเหยา บ้านนี้คงพังครืนอย่างแน่นอน
นางชิวเองก็เป็นกังวลเรื่องเดียวกัน ไม่ง่ายกว่าจะได้เห็นเจ้าสามอยู่ในโอวาท ในบ้านก็ผ่อนคลายลงบ้าง ไม่มีใครอยากให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม
เพราะมีน้องสะใภ้สามอยู่ด้วย สองครอบครัวถึงปรองดองกันได้ดีเพียงนี้ ช่างเป็นเรื่องดีจริงๆ
ฉินเหยามองความคิดของพี่สะใภ้ทั้งสองออก คนเราย่อมคิดเพื่อตัวเองเป็นธรรมดา แต่ก็ใช่ว่าพวกนางจะไม่มีความห่วงใยต่อตนเลย
ธรรมชาติของมนุษย์นั้นซับซ้อน ฉินเหยาเข้าใจเป็นอย่างดี หากนางเป็นนางเหอหรือนางชิวก็คงกังวลเช่นกัน
ท้ายที่สุด ในสังคมที่เป็นครอบครัวใหญ่ ความสัมพันธ์ทางสายเลือดยากจะตัดขาด หลิวจี้ที่เป็นตัวปั่นป่วนเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อญาติพี่น้องด้วย
แต่หากมองกลับกัน หากเขาดีขึ้น ญาติพี่น้องก็ย่อมได้รับผลประโยชน์จากเขาเช่นกัน
ฉินเหยากล่าวเช่นนี้กับพี่สะใภ้ทั้งสองจนพวกนางเกือบเชื่อเข้าแล้วจริงๆ พลางจินตนาการว่า หากหลิวจี้สอบผ่านได้เป็นขุนนาง พวกนางก็จะกลายเป็นพี่สะใภ้ของนายท่านซิ่วไฉแล้ว
ฉินเหยาเห็นสองพี่สะใภ้เริ่มตกอยู่ในภวังค์ ก็รีบไล่พวกนางกลับไปพร้อมกำชับให้ไปบอกฝั่งเรือนเก่าว่าอย่าได้มาห้ามปรามอีก นางตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
ทางนี้เพิ่งส่งพี่สะใภ้สองคนกลับไป ทางเข้าหมู่บ้านกลับมีคนนอกหมู่บ้านสองคนเดินเข้ามา
หนึ่งในนั้นดูคุ้นตา มีคนจำได้ว่าคนผู้นี้เป็นชาวหมู่บ้านเซี่ยเหอที่มักจะคลุกคลีกับเจ้าหลิวสามอยู่เสมอ คล้ายจะชื่อซุ่นจื่อหรืออะไรสักอย่าง
ฉินเหยาขัดแต่งร่องบนหินโม่จนเสร็จพอดีก็มีชาวบ้านหาบข้าวเปลือกมาที่โรงโม่ นางกับอีกฝ่ายพยักหน้าทักทายกันเล็กน้อยก่อนจะแยกย้ายไปทำงานของตน
ฉินเหยาไม่ได้กลับบ้านทันที ตั้งใจจะแวะไปดูนาสักหน่อย ทว่าเพิ่งก้าวข้ามสะพานก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นดังขึ้น
“พี่สะใภ้! พี่สะใภ้ ข้าเอง ซุ่นจื่อไง!”
ได้ยินดังนั้น ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นซุ่นจื่อพาชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหานางด้วยความตื่นเต้น
ชายหนุ่มแปลกหน้าตามมาด้านหลัง ซุ่นจื่อก้าวมาข้างหน้าก่อนแนะนำตัวตนของชายคนนั้นให้ฉินเหยาทราบ
ที่แท้เขาคือหวังอวี่ บุตรชายของผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอนั่นเอง
ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวทักทายอีกฝ่าย
ฝ่ายนั้นก็ยิ้มตอบด้วยความยินดี ก่อนจะชี้ไปยังเพิงโรงโม่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ “นั่นคือโรงโม่น้ำของบ้านเจ้าหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้ารับ “ใช่” แล้วเหลือบเห็นซุ่นจื่อขยิบตาให้นางจึงยิ้มแล้วกล่าวต่อ “อยากไปดูหรือไม่”
หวังอวี่ตอบตกลงแล้วก้าวเดินไปทันที
ซุ่นจื่อเดินตามหลังฉินเหยาพลางกระซิบว่า ชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอรู้ข่าวว่าโรงโม่น้ำของหมู่บ้านตระกูลหลิวใช้งานได้ดีมากจึงคิดจะร่วมกันลงขันสร้างโรงโม่ของตนเอง เลยมาหาฉินเหยาเพื่อขอคำแนะนำ
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น นี่มันเป็นการค้าใหญ่เลยทีเดียว!
หวังอวี่เดินเข้าไปในโรงโม่ เห็นชาวบ้านคนหนึ่งกำลังใช้งานโรงโม่พอดี เขาเห็นหินโม่หมุนเองอย่างรวดเร็ว รวดเร็วกว่าการใช้มือหมุนเองหลายเท่า คนเพียงแค่ยืนดูอยู่ข้างๆ ไม่ต้องออกแรงช่วยเลยแม้แต่น้อย ทั้งแปลกใหม่และน่าอิจฉายิ่งนัก
ชาวบ้านที่กำลังใช้โรงโม่มองฉินเหยาด้วยความสงสัย ฉินเหยาจึงอธิบายว่า “เขามาจากหมู่บ้านเซี่ยเหอ หมู่บ้านของพวกเขาก็อยากสร้างโรงโม่น้ำเหมือนกันเลยแวะมาดูน่ะ”
ชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเข้าใจพลางเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้นให้หวังอวี่เข้าไปดูใกล้ๆ จะได้เห็นว่าโม่นี้ใช้งานได้ดีเพียงใด
“เครื่องโม่ของฉินเหนียงจื่อนี่นะ ทั้งใหญ่ทั้งหมุนไว ข้าวเปลือกหนึ่งหาบใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็โม่เสร็จแล้ว!”
หวังอวี่ถามอย่างตกตะลึง “ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็โม่ได้หนึ่งหาบเลยหรือ”
ชาวบ้านหัวเราะตอบ “จริงแท้แน่นอน ใครโกหกผู้นั้นไม่ใช่คน!”
แค่ดูจากแผ่นหินโม่ก็ใหญ่กว่าของที่อื่นแน่นอน ปริมาณข้าวที่โม่ได้ย่อมมากกว่าที่อื่นเป็นธรรมดา
หมู่บ้านเซี่ยเหอนั้นร่ำรวยนัก ฉินเหยาจะปล่อยโอกาสนี้ไปได้อย่างไร นางพาหวังอวี่ไปยังกังหันน้ำก่อนจะกล่าวว่า
“เจ้าดูน้ำตรงนี้สิ ความต่างระดับของน้ำตรงนี้ไม่ได้มากเท่าไร แต่พลังขับเคลื่อนก็ยังแรงขนาดนี้”
“ข้าไปหมู่บ้านเซี่ยเหออยู่บ่อยๆ ตรงกลางแม่น้ำของหมู่บ้านเจ้ามีความต่างระดับอยู่ราวหนึ่งถึงสองหมี่ หากสร้างโรงโม่น้ำตรงนั้นโดยตรง พลังขับเคลื่อนต้องแรงกว่าของข้ามาก สามารถติดตั้งหินโม่ได้สองแผ่น หินบดอีกแผ่นในคราวเดียวกันยังได้”
ในเมื่อทั้งหมู่บ้านร่วมกันสร้าง อีกทั้งหมู่บ้านเซี่ยเหอมีคนมาก เช่นนั้นเครื่องโม่เพียงอันเดียวจะพอใช้ได้อย่างไร
ฉินเหยาเสนอแนะอย่างแข็งขันให้หมู่บ้านเซี่ยเหอใช้ประโยชน์จากทางน้ำธรรมชาติให้เต็มที่ จัดการสร้างโรงโม่ขนาดใหญ่ไปเลยทีเดียว
นางพูดเสียจนลอยฟ้า พูดเสียจนโรงโม่น้ำกลายเป็นโรงงานของเหล่าเซียนจนหวังอวี่ต้านทานไม่ไหว รีบถามอย่างตื่นเต้นว่า
“หากสร้างโรงโม่ครบวงจรเช่นนี้ จะต้องใช้เงินเท่าไรหรือ”
ฉินเหยาคำนวณในใจแล้วแสร้งทำเป็นลำบากใจ ก่อนกล่าวว่า “เรื่องนี้พูดยาก หากเป็นช่างที่ชำนาญกับมือใหม่ย่อมมีปริมาณการเสียวัสดุที่ต่างกันไป ต่อให้เป็นช่างไม้หลิวของหมู่บ้านข้าและตัวข้าทำเองอย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้สิบห้าตำลึง”
ซุ่นจื่อได้ยินราคาแล้วถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยือก
แต่หวังอวี่กลับไม่ได้แสดงสีหน้าตกใจมากนัก ดูเหมือนเขายังสามารถรับราคาไหว
เพราะอย่างไรนี่ก็เป็นการลงขันร่วมกัน หมู่บ้านเซี่ยเหอมีคนมาก อีกทั้งร่ำรวยกว่าหมู่บ้านอื่นๆอยู่บ้าง ทั้งหมู่บ้านมีอยู่หกสิบห้าครัวเรือน หากหารกันแล้วตกครอบครัวละสองเฉียนกว่าๆ คิดดูแล้วก็พอรับไหว
แต่เขาก็ยังถามต่อว่าหากพวกเขาเพียงจ้างฉินเหยาและช่างไม้หลิวมาเป็นที่ปรึกษาแล้วให้ชาวบ้านของเซี่ยเหอสร้างกันเอง ต้นทุนจะลดลงได้เท่าไหร่
ตอนที่ 92: ร่วมกันสร้างโรงโม่น้ำ
ฉินเหยาจุปาก “อย่างนั้นเกรงว่าแม้แต่ยี่สิบหรือสามสิบตำลึงก็คงไม่พอ!”
“เพราะอย่างไรก็ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำได้แบบข้าที่สามารถสร้างหินโม่ใหญ่ขนาดนี้ได้เพียงลำพัง หากพวกเจ้าจะทำกันเอง อย่างน้อยต้องใช้คนสิบคนขึ้นไปถึงจะสร้างหินโม่แบบนี้ออกมาได้แผ่นหนึ่ง การขนส่งและติดตั้งก็จะเป็นงานที่ยุ่งยากมากทีเดียว”
การจะติดตั้งหินโม่ที่หนักเป็นพันจิน ไม่ใช่แค่ให้คนสิบคนช่วยกันยกขึ้นลงก็ทำได้
หินนั้นเปราะบาง หากพลาดเพียงนิดเดียวแล้วทำให้แผ่นหินแตก งานทั้งหมดที่ทำมาก่อนหน้านี้ก็จะสูญเปล่า
เมื่อเห็นหวังอวี่มีสีหน้าลำบากใจ ฉินเหยายิ้มอย่างจนใจ “แน่นอน ข้ากับซุ่นจื่อก็รู้จักกันดี หากมิใช่ว่าช่วงนี้งานในบ้านข้ายุ่งมาก ข้าก็คงสามารถไปช่วยยกให้พวกเจ้าได้”
“แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ สามีของข้าตอนนี้หมกมุ่นอยู่กับการเรียน ส่วนที่บ้านก็มีงานมากมายเพียงนี้ ข้าปลีกตัวไปไหนไม่ได้จริงๆ”
“พี่สามเรียนหนังสือหรือ” ซุ่นจื่อถึงกับคิดว่าตนเองหูฝาด “พี่สะใภ้ ท่านหมายความว่าพี่สามกำลังจะเรียนหนังสือหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า “เพิ่งตัดสินใจกันเมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าก็รู้ว่าพี่สามเจ้าทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง ข้าเลยคิดจะให้เขากลับไปเรียนต่อ อย่างน้อยอาจจะได้อะไรดีๆติดตัวมาบ้าง”
ซุ่นจื่อถึงกับตะลึง สภาพพี่สามเช่นนั้น จะเรียนหนังสือออกมาเป็นตัวอะไรได้?
แต่เขาก็รู้ดีถึงความสามารถของฉินเหยา เห็นนางมั่นใจถึงเพียงนี้ เขาจึงไม่พูดอะไรให้เสียบรรยากาศ ยิ้มแย้มแล้วบอกให้ฉินเหยาไปบอกพี่สามว่า หากวันหน้าร่ำรวยขึ้นมาก็อย่าลืมพี่น้องอย่างเขาด้วย
ฉินเหยายิ้มให้เขา “ลืมใครก็ลืมได้ แต่ลืมซุ่นจื่อไม่ได้แน่นอน”
เพราะนี่เป็นการค้าใหญ่ที่เขาหาให้ หากทำสำเร็จ นางจะได้กำไรอย่างน้อยห้าตำลึงเชียว!
เมื่อมีความแตกต่างของราคามากถึงเพียงนี้ หากชาวบ้านเซี่ยเหอไม่โง่ก็ย่อมต้องเลือกให้ฉินเหยาและช่างไม้หลิวเป็นผู้ดำเนินงานนี้
เห็นหวังอวี่ยังลังเล ฉินเหยาจึงแนะนำให้เขาไปสอบถามปัญหาด้านทักษะจากช่างไม้หลิวโดยตรง
หากหมู่บ้านเซี่ยเหอมีคนที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง นางกับช่างไม้หลิวก็แค่เก็บค่าที่ปรึกษาก็พอ
แน่นอนว่าคำพูดนี้เป็นเพียงมารยาท ในความเป็นจริงแล้ว ช่างไม้หลิวเองก็ไม่ใช่คนโง่ พวกเขาร่วมงานกันมาหลายครั้ง ความเข้าใจที่มีต่อกันนั้นแน่นแฟ้น
เอาเป็นว่า หลังจากหวังอวี่ได้ฟังฉินเหยาพูดถึงเรื่องพลังขับเคลื่อน เพลา และหลักการต่างๆ เขาก็รู้แล้วว่าโรงโม่นี้ไม่ใช่สิ่งที่สร้างได้ง่ายๆ
แต่เพื่อให้สามารถกลับไปอธิบายกับชาวบ้านได้ดี เขาก็ยังต้องไปสอบถามที่บ้านของช่างไม้หลิวอยู่ดี
ฉินเหยาตั้งใจบอกว่าตนเองยุ่งอยู่กับงานในนาแล้วให้ซุ่นจื่อนำทางหวังอวี่ไปหาช่างไม้หลิวแทน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซุ่นจื่อก็วิ่งมาหาฉินเหยาที่นาเพียงลำพังแล้วบอกนางว่า “พี่สะใภ้ ข้ากับพี่หวังต้องกลับไปปรึกษากับชาวบ้านก่อน แต่ดูท่าแล้ว สุดท้ายก็คงต้องรบกวนพี่กับช่างไม้หลิวอยู่ดี”
ฉินเหยายิ้มพยักหน้า “ได้เลย หากต้องการอะไรก็มาหาข้าได้”
“ว่าแต่ พี่สามของเจ้าก็อยู่บ้านนะ เห็นเขาบ่นถึงเจ้าหลายครั้งแล้ว เจ้าจะไปนั่งที่บ้านข้าหน่อยหรือไม่”
“ไม่ล่ะ ไม่ล่ะ ข้าต้องรีบกลับ ไว้วันหลังค่อยไปเยี่ยมบ้านพี่แล้วกัน” ซุ่นจื่อโบกมือปฏิเสธ เขารีบกลับจริงๆ
อีกอย่าง เพิ่งได้ยินว่าพี่สามกำลังอ่านหนังสืออยู่ เขาจะกล้าไปรบกวนได้อย่างไร
ในเมื่อพี่สะใภ้สามารถตัดสินใจได้ เขาจะต้องไปพบพี่สามให้เสียเวลาทำไม
นึกถึงซาลาเปาเนื้อที่เคยได้กินเพราะฉินเหยา ซุ่นจื่อก็ยิ้มออกมาก่อนเดินจากไป
ช่างไม้หลิวผู้นั้นก็เป็นพวกนิสัยประหลาด บอกว่าช่างฝีมือย่อมมีหลักการของตน เขาจะไม่มีวันถ่ายทอดทักษะกังหันน้ำให้คนนอกอย่างเด็ดขาด
ก่อนมา หวังอวี่ไม่เคยคาดคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน ดังนั้นจึงทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจเข้า
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ ทั้งสองก็รีบเรียกชาวบ้านมารวมตัวกันและเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง พร้อมทั้งบรรยายสรรพคุณและประสิทธิภาพของเครื่องโม่น้ำด้วยความตื่นเต้น คนในหมู่บ้านที่เคยถูกเครื่องโม่มือทรมานแทบอยากจะไปชิงโม่น้ำของหมู่บ้านตระกูลหลิวมาเสียเลย
แน่นอนว่าการปล้นมานั้นเป็นไปไม่ได้ ก็แค่การพูดล้อเล่นเท่านั้น หมู่บ้านตระกูลหลิวนั้นถึงขั้นขับไล่พวกโจรภูเขาออกไปได้เมื่อช่วงต้นปี คนพวกนั้นดุยิ่งกว่าอะไร ใครจะกล้าไปหาเรื่องพวกเขา
“เช่นนั้นก็เชิญพวกเขามาทำให้หมู่บ้านเราสิ! ให้แต่ละบ้านช่วยกันลงขัน นอกจากประหยัดแรงงานแล้ว ยังสะดวกกว่าอีก” มีชาวบ้านคนหนึ่งเสนอขึ้น
ซุ่นจื่อที่ยืนอยู่ในฝูงชนรีบตะโกนเสริม “นั่นสิ! คนในหมู่บ้านเรามีเยอะ แบ่งกันออกแค่ครอบครัวละสองเฉียนเอง! พวกเจ้าไม่เคยเห็นเครื่องโม่นั้นกับตา ข้าเห็นมาแล้ว ข้าบอกเลยว่าคุ้มค่า!”
เมื่อเห็นทุกคนหันมามองเขา ซุ่นจื่อก็รีบเสริมว่า “หากทำให้แม่กับเมียข้าไม่ต้องทรมานกับเครื่องโม่มือไปได้ตลอดชีวิต ให้ข้าออกเงินสองตำลึงข้าก็ยอม!”
ทันทีที่พูดจบก็มีคนเอ่ยเยาะขึ้นมา “หากเจ้าซุ่นจื่อมีปัญญาควักเงินออกมาสองตำลึง ข้าให้เจ้าตัดหัวเลย!”
ทันใดนั้น ทุกคนก็พากันหัวเราะฮ่าๆๆเสียงดัง
ซุ่นจื่อถลึงตาใส่คนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ทำไมจะจ่ายไม่ไหว หากข้าขายตัวเองอย่างไรก็คงได้สักยี่สิบสามสิบตำลึง! อย่างมากข้าก็แค่ขายตัวเอง ขอแค่แม่กับเมียข้าไม่ต้องลำบากอีกต่อไป!”
เมื่อซุ่นจื่อเริ่มพล่าม คนอย่างเขาใครจะเถียงสู้ได้? อีกทั้งเขายังหน้าด้านสุดๆ ชาวบ้านจึงขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับเขาต่อ
หากเขาถอดเสื้อแล้วลงไปนอนบนพื้นตะโกนว่าขายตัวขึ้นมาจริงๆ พวกสาวน้อยสาวใหญ่ที่อยู่รอบๆ จะทำหน้ากันอย่างไร
ผู้ใหญ่บ้านหวังรีบตะโกนเรียกชาวบ้านให้สงบ ก่อนจะถามความเห็นของทุกคนว่าอยากร่วมกันสร้างโรงโม่น้ำหรือไม่
“ใครเห็นด้วยให้ยกมือขึ้น ใครไม่เห็นด้วยก็บอกมา ดูว่าฝ่ายไหนมีมากกว่าแล้วเราจะตัดสินตามนั้น”
คนส่วนใหญ่ยกมือเห็นด้วย ซุ่นจื่อถึงกับปีนขึ้นไปยืนบนก้อนหินแล้วยกมือสูงสุด ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นพวกชอบร่วมวงสนุกจึงไม่มีใครสงสัยว่าเขามีเจตนาอะไรแอบแฝง
ผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยจึงตัดสินใจลงมือสร้างโรงโม่น้ำทันที
“ผู้ใหญ่บ้าน เราต้องรีบหน่อยนะ อีกไม่นานก็เก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงแล้ว หากสร้างโรงโม่ทันก่อนถึงตอนนั้น ทุกคนในหมู่บ้านจะสบายขึ้นมากเลย” พี่น้องหยางต้าเร่งเร้า
พวกเขาเป็นนายพราน ที่บ้านเพิ่งเตรียมที่ดินไว้ไม่กี่หมู่สำหรับทำไร่นาและปลูกข้าว แต่เพราะไม่เคยชินกับงานในนาจึงทนรับความลำบากเช่นนี้ไม่ไหวจริงๆ
เมื่อคิดถึงความยากลำบากในการโม่ข้าว พวกเขาก็หวังว่าโรงโม่น้ำจะสร้างเสร็จเร็วๆ จะได้พ้นจากความทุกข์นี้เสียที
นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนความคิดของพวกชาวบ้านโดยแท้ ใช้เงินไปแล้วก็ต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าถึงจะถูก
ดังนั้น ผู้ใหญ่บ้านจึงสั่งให้บุตรชายหวังอวี่รีบไปหมู่บ้านตระกูลหลิวอีกครั้ง เพื่อเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น
ในเมื่อช่างไม้หลิวไม่ยอมถ่ายทอดทักษะให้คนนอก พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก นอกจากให้เขาเป็นคนสร้าง
“ว่าแต่ หากจะสร้างหินโม่ก็ต้องไปหาหญิงตระกูลหลิวผู้นั้นหรือ” ผู้ใหญ่บ้านถามบุตรชาย
หวังอวี่พยักหน้า “ใช่แล้ว ช่างไม้หลิวเองก็บอกว่า จริงๆแล้วกังหันน้ำนี้เป็นแบบร่างที่ฉินเหนียงจื่อวาดให้เขา สิ่งนี้ความจริงแล้วก็มาจากท่านลุงของนาง”
เรื่องที่กังหันน้ำเป็นผลงานของฉินเหยานั้น ผู้ใหญ่บ้านกลับไม่แปลกใจเลย
เพราะเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของฉินเหนียงจื่อมาก่อน ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลของหมู่บ้านตระกูลหลิวเคยพูดถึงนางหลายครั้ง
เมื่อต้นปีหมู่บ้านตระกูลหลิวถูกกลุ่มโจรภูเขาบุกโจมตี โชคดีที่สตรีผู้นี้มีรยุทธ์สูงส่งนำคนออกมาต่อสู้จนสามารถขับไล่โจรไปได้ นางเป็นคนที่เก่งกาจยิ่ง
ดังนั้น ผู้ใหญ่บ้านจึงกำชับบุตรชายว่า “เจ้าไปหาฉินเหนียงจื่อโดยตรงเลย ไปถามให้แน่ชัดว่าโรงโม่น้ำครบวงจรนี้จะต้องทำอย่างไร ใช้เวลานานแค่ไหนและต้องใช้เงินเท่าไร”
หวังอวี่รับคำสั่ง คราวนี้เขาไม่ได้พาซุ่นจื่อไปด้วย แต่เลือกพาผู้อาวุโสที่มีอิทธิพลในหมู่บ้านไปแทน เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านคิดว่าเขาคิดเงินเกินจริงหรือโกงเงินหมู่บ้าน
ตอนที่ 93: การค้าใหญ่
สองคนนั่งเกวียนวัวมาด้วยกันจนถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อหาฉินเหยา
ห่างจากครั้งก่อนที่หวังอวี่มาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น
ฉินเหยาเองก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะตัดสินใจได้รวดเร็วเช่นนี้
หลิวจี้ยกชามสุราหมักใส่น้ำตาลสองชามมาให้พวกเขาคนละชาม จากนั้นก็ยืนอยู่ข้างฉินเหยาอย่างรู้หน้าที่ ก้มศีรษะฟังพวกนางปรึกษากันเรื่องการค้าใหญ่ที่ต้องใช้เงินถึงสิบห้าตำลึง
พูดตามตรง ว่าก็ว่าเถอะ ภรรยาของเขานี้ช่างเข้าใจการค้าจริงๆ กังหันน้ำที่ใช้ต้นทุนแค่หนึ่งตำลึงกลับกล้าตั้งราคาไว้ถึงสิบห้าตำลึง
แต่ฟังจากที่พูด ดูเหมือนว่าจะเป็นกังหันน้ำขนาดใหญ่ขึ้นทว่าอย่างไรก็คงไม่อาจใหญ่ขึ้นได้ถึงสิบห้าเท่า
ความต้องการของพวกหวังอวี่ทั้งสองคนนั้นง่ายมาก ก็คือต้องการให้สร้างโรงโม่น้ำของหมู่บ้านให้เสร็จก่อนเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง
ฉินเหยากล่าวว่าไม่มีปัญหา เวลานั้นเพียงพอแน่นอน
“แล้วราคา…ลดให้ถูกลงหน่อยไม่ได้หรือ” หวังอวี่ถามหยั่งเชิง
ฉินเหยาทำหน้าลำบากใจ “ลดให้ไม่ได้จริงๆ อีกทั้งนี่เป็นเพียงราคาประเมิน สถานการณ์จริงยังต้องวิเคราะห์เพิ่มเติม แต่ในเมื่อพวกท่านตัดสินใจให้ข้าช่วยทำโรงโม่น้ำนี้แล้ว ข้ารับรองว่าจะต้องให้ผลลัพธ์ที่พวกท่านพอใจอย่างแน่นอน”
เมื่อพูดถึงขนาดนี้ ดูท่าว่าคงจะลดราคาไม่ได้แม้แต่เหวินเดียวแล้ว หวังอวี่จึงหันไปสบตากับลุงหวังที่มาด้วยกัน ก่อนจะถามฉินเหยาว่าตอนนี้มีเวลาว่างหรือไม่ หากว่างก็ไปดูทางน้ำที่หมู่บ้านเซี่ยเหอตอนนี้เลยดีไหม เพื่อจะได้กำหนดราคาสุดท้ายให้แน่ชัด ทุกคนจะได้มีหลักยึด
ฉินเหยาตอบรับอย่างยินดี “ได้เลย ข้าว่างพอดี พวกท่านนั่งเกวียนวัวมากันใช่หรือไม่”
สองคนพยักหน้า ทั้งสามคนจึงลุกขึ้นเตรียมเดินทางไปหมู่บ้านเซี่ยเหอทันที
หลิวจี้เดินตามออกมาโดยไม่รู้ตัว ช่วงหลายวันมานี้เขาคัดลอกตำราจนตาแทบจะบอดอยู่แล้ว ประตูบ้านก็ไม่ได้ก้าวออกไปแม้แต่ก้าวเดียว หากยังอยู่แบบนี้ต่อไป เขาคงเป็นบ้าแน่
อีกทั้งเขาไม่ได้เจอซุ่นจื่อมานาน หากยังไม่ออกไปพบเสียหน่อย เกรงว่าซุ่นจื่อจะลืมไปแล้วว่ายังมีพี่ชายคนนี้อยู่
ฉินเหยาเดิมทีไม่อยากให้เขาไป แต่คิดไปคิดมาจึงให้หลิวจี้ไปเรียกช่างไม้หลิวมาด้วยกันเสียเลย จะได้สำรวจสภาพพื้นที่ให้ชัดเจนในวันนี้ กลับมาจะได้วางแผนและเริ่มงานได้ทันที ประหยัดเวลาไปได้มาก
การจัดการงานของฉินเหยานั้นมีประสิทธิภาพจนพวกหวังอวี่ทั้งสองคนพอใจ แต่เดิมพวกเขายังคิดว่าการให้สตรีอย่างฉินเหยามาทำเรื่องนี้อาจไม่น่าไว้วางใจ ตอนนี้เห็นชัดแล้วว่าพวกเขาคิดมากไปเอง
ฉินเหยาจึงกำชับต้าหลางกับเอ้อร์หลางให้ดูแลเด็กเล็กสองคนที่บ้าน จากนั้นนางกับสามีและช่างไม้หลิวก็พากันนำเครื่องมือวัด กระดาษ พู่กัน และอุปกรณ์ต่างๆ ตามหวังอวี่ทั้งสองคนไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอด้วยเกวียนวัว
ตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงพอดี ที่ลำน้ำในหมู่บ้านเซี่ยเหอมีแต่เด็กโตที่กำลังอาบน้ำอยู่ริมแม่น้ำ พวกเขาเล่นน้ำอยู่ในแอ่งน้ำตื้นบริเวณตอนล่าง ข้างๆยังมีผู้ใหญ่มองดูอยู่ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะจมน้ำ
เมื่อเห็นหวังอวี่พาคนจากหมู่บ้านตระกูลหลิวมา ชาวบ้านจึงพากันล้อมเข้ามาดูด้วยความสงสัย
เด็กโตที่เปลือยล่อนจ้อนเหล่านั้นล้อมพวกเขาไว้ตรงกลาง แต่ละคนผลัดกันถามว่า พวกนางมาทำอะไรกัน
ฉินเหยากำลังจะให้หลิวจี้หยิบกระดาษพู่กันที่เตรียมมาให้ ทว่าเมื่อหันกลับมา เขาก็หายตัวไปแล้ว ของในมือไม่รู้ถูกวางไว้กับหวังอวี่ตั้งแต่เมื่อไร
ฉินเหยาใช้นิ้วเท้าคิดก็คาดเดาได้ทันทีว่าเขาคงหนีไปหาซุ่นจื่อเพื่อทำเรื่องเกเรอีกแล้ว แต่นางยังมีแขกอยู่จึงไม่สะดวกแสดงอารมณ์ออกมา นางและช่างไม้หลิวจึงหยิบเครื่องมือเดินสำรวจสภาพลำน้ำบริเวณนี้แทน
แอ่งน้ำตื้นที่เด็กๆอาบอยู่กับลำน้ำด้านบนมีความสูงต่างกันประมาณสองเมตรครึ่ง ลักษณะเป็นทางลาดเอียงด้านบนยังมีโขดหินยื่นออกมา น้ำไหลกระทบไม่แรงมากในวันปกติ
แถมพื้นที่แอ่งน้ำด้านล่างยังเล็กเกินไป ไม่สามารถวางกังหันน้ำขนาดใหญ่ได้ ฉินเหยากับช่างไม้หลิวจึงตัดจุดนี้ทิ้งแล้วเดินต่อไปด้านบนเพื่อหาทำเลที่เหมาะสมสำหรับสร้างโรงโม่น้ำต่อ
หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำทุกแห่ง มักจะล้อมพื้นที่ใกล้ลำน้ำให้เป็นบ่อเก็บน้ำเพื่อใช้ล้างผักและซักผ้า
บริเวณที่ปล่อยน้ำเข้าสู่บ่อ มีการขุดทางน้ำกว้างประมาณห้าสิบเซนติเมตร ลำน้ำที่กว้างกว่าสามเมตรถูกแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่ไหลเข้าทางน้ำนั้นมีปริมาณมาก เพราะช่องน้ำมีลักษณะแคบและลึก แรงดันน้ำจึงค่อนข้างแรง
สถานที่นี้ หากเข้าสู่ฤดูแล้ง เพียงแค่กั้นลำน้ำอีกฝั่งก็สามารถกักเก็บน้ำและไหลเข้าสู่ทางน้ำได้เองตามธรรมชาติ
ฉินเหยามองอยู่ครู่หนึ่ง นี่ช่างเป็นทำเลที่เหมาะสมยิ่งนัก!
ช่างไม้หลิวไม่รู้เรื่องพวกนี้มากนัก แต่สิ่งที่ฉินเหยาพูดเขายังพอเข้าใจ
ทั้งสองคนนั่งลงบนแท่นหินริมบ่อ ฉินเหยาหยิบกระดาษและพู่กันออกมา วาดแบบร่างโรงโม่น้ำคร่าวๆลงบนกระดาษ เพื่อให้แขกได้ดูง่ายขึ้น
พวกหวังอวี่ทั้งสองเข้ามาดู เปรียบเทียบภาพวาดกับสภาพพื้นที่ของบ่อ ภาพโรงโม่น้ำเริ่มปรากฏขึ้นในจินตนาการของพวกเขา
“ข้าคำนวณคร่าวๆแล้ว ขนาดของบ่อนี้ใหญ่พอ ความลึกก็เหมาะสม ระดับน้ำลึกประมาณแปดสิบเซนติเมตร เพียงพอสำหรับวางกังหันน้ำแนวนอนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตรได้อย่างแน่นอน”
ฉินเหยาพูดพลางทำมืออธิบาย เพื่อให้หวังอวี่เข้าใจตำแหน่งการวางกังหันน้ำแนวนอน
“บ่อนี้ของพวกท่านมีขนาดใหญ่ ทำงานก่อสร้างได้สะดวก ขอแค่กั้นทางน้ำฝั่งนี้ไว้ก็เริ่มงานได้เลย”
“โรงโม่น้ำสามารถสร้างบนบ่อได้เลย โดยตอกเสาหลักทั้งสี่ด้านของบ่อ สร้างเป็นแท่นลอยขึ้นมา บ่ออยู่ข้างล่าง โรงโม่อยู่ด้านบน”
แต่ส่วนนี้นางไม่รับผิดชอบ ชาวบ้านเซี่ยเหอต้องเป็นคนสร้างตัวอาคารของโรงโม่เอง
พลังงานของกังหันน้ำแนวนอนนั้นแข็งแกร่งกว่ากังหันน้ำแนวตั้ง หากใช้กังหันน้ำแนวตั้ง ข้อกำหนดด้านภูมิประเทศจะไม่เข้มงวดมาก
แต่หากต้องการควบคุมโม่สองตัวพร้อมกันและหินบดอีกหนึ่งชุด พลังงานของกังหันน้ำแนวตั้งจะไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้กังหันน้ำแนวนอนเท่านั้น
หวังอวี่ฟังคำอธิบายของฉินเหยาแล้วจึงสังเกตได้ว่ากังหันน้ำที่นางพูดถึงนั้นไม่เหมือนกับที่เขาเคยเห็นที่บ้านของฉินเหยา
“ฉินเหนียงจื่อ โรงโม่น้ำของหมู่บ้านเซี่ยเหอของเรากับโรงโม่น้ำที่บ้านเจ้ามันไม่เหมือนกันหรือ”
ฉินเหยารู้ว่าเขากังวลเรื่องผลลัพธ์ นางจึงกล่าวอย่างมั่นใจ “พวกท่านไม่ต้องกังวล กังหันน้ำนั้นมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ ลำน้ำและกระแสน้ำ การเลือกใช้กังหันน้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จะทำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด”
ได้ยินฉินเหยาพูดเช่นนี้ หวังอวี่ก็รู้สึกวางใจขึ้นมาก
เมื่อเลือกสถานที่ได้แล้ว หวังอวี่ถือโอกาสที่ยังมีเวลาอยู่ เชิญฉินเหยากับช่างไม้หลิวไปที่บ้านของตน แล้วเชิญเหล่าอาวุโสที่มีอิทธิพลในหมู่บ้านมาด้วย เพื่อปรึกษาหารือกันให้รอบด้าน
แบบแผนอยู่ในหัวของฉินเหยาแล้ว นางจึงวาดแผนผังง่ายๆเพื่อให้ฝ่ายผู้ว่าจ้างเข้าใจ และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าฝ่ายใดต้องรับผิดชอบส่วนใดบ้าง
ประการแรก นางและช่างไม้หลิวสามารถรับประกันได้เฉพาะกังหันน้ำ หินโม่ และหินบด โดยรวมทั้งค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าติดตั้ง
ต่อมา ค่าก่อสร้างยังคงเป็นสิบห้าตำลึง ลดไม่ได้แม้แต่ตำลึงเดียว หากมีปัญหาอาจเกินงบประมาณไปบ้าง
แต่เพราะนี่เป็นความร่วมมือครั้งแรก ฉินเหยาจึงตั้งใจให้ราคาคนบ้านเดียวกัน
หากวันนี้หมู่บ้านเซี่ยเหอตกลงและจ่ายเงินมัดจำห้าตำลึง ค่าก่อสร้างก็จะคงอยู่ที่สิบห้าตำลึง ส่วนที่เกินนั้นนางจะรับผิดชอบเอง
สุดท้าย ตัวอาคารของโรงโม่ต้องให้ชาวบ้านเซี่ยเหอเป็นฝ่ายจัดการเอง นางจะให้แบบร่าง จากนั้นพวกเขาค่อยไปหาช่างมาสร้างขึ้นเอง
ช่างไม้หลิวยืนฟังเงียบๆ ไม่ว่าอะไรก็พยักหน้าเห็นด้วยกับฉินเหยา ทว่าเมื่อได้ยินราคาคนบ้านเดียวกันสิบห้าตำลึง เขากลับเบิกตากว้างขึ้นมาชั่วครู่
เขาทำงานไม้เองจึงรู้ดีว่าค่าไม้ทั้งหมดนั้นแค่สองสามตำลึงเท่านั้น
แต่เขาก็รีบเก็บอาการอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ซุกมือเข้าไปในแขนเสื้อ พลางสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น
เมื่อมองดูชาวบ้านเซี่ยเหอ แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกว่าแพง แต่ดูเหมือนจะถูกฉินเหยาชักจูงจนเชื่อว่า กังหันน้ำและหินโม่นี้ควรค่ากับเงินจำนวนนี้
เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ ช่างมีฝีมือในการพูดจาชักจูงคนจริงๆ
ตอนที่ 94: หนังสือฉบับขยายใหญ่
เพื่อให้ได้ราคาคนบ้านเดียวกัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเซี่ยเหอจึงเป็นผู้ตัดสินใจ สั่งงานกับฉินเหยาแล้วและชำระเงินมัดจำห้าตำลึงให้ล่วงหน้า
ทั้งสองฝ่ายลงนามสัญญาฉบับย่อกันอย่างง่ายๆ จากนั้นตะวันก็เริ่มคล้อยต่ำ
หวังอวี่อาสาจะขับเกวียนไปส่งฉินเหยาและพวกกลับหมู่บ้านด้วยความกระตือรือร้น แต่ฉินเหยาเกรงใจ ไม่อยากรบกวนเขาจึงปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
สาเหตุหลักคือระหว่างทางกลับ นางกับช่างไม้หลิวยังมีเรื่องต้องปรึกษากัน ซึ่งไม่สะดวกให้คนนอกได้ยิน
หวังอวี่จึงทำได้แค่ส่งพวกนางที่หน้าหมู่บ้าน พร้อมกำชับย้ำหลายครั้งว่า “ฉินเหนียงจื่อ หลังจากเจ้าวาดแบบโรงโม่เสร็จแล้ว ต้องรีบให้คนส่งมาโดยเร็วล่ะ!”
“วางใจเถอะ พอข้าวาดเสร็จจะนำมาให้เอง” รายละเอียดบางจุด นางต้องไปพูดคุยกับช่างให้แน่ใจก่อนจึงจะสบายใจ
เมื่อได้ยินฉินเหยารับปาก หวังอวี่จึงโล่งใจ โบกมืออำลา มองพวกนางเดินจากไปจนลับตา จากนั้นจึงหันหลังกลับบ้าน
ตะวันยามเย็นสีส้มแดงลอยอยู่ริมขอบฟ้า ไม่รู้ว่าหลิวจี้กลับมาตั้งแต่เมื่อไร เขาถือมะเขือม่วงเป็นพวงไว้ในมือพลางเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดีว่า
“เมียจ๋า ตกลงกันเรียบร้อยแล้วหรือ”
ฉินเหยาตอบรับสั้นๆ แล้วถามเขาทันทีว่าเมื่อครู่หายหัวไปไหนมา
หลิวจี้ยกพวงมะเขือม่วงขึ้น “ข้าแวะไปบ้านซุ่นจื่อมา นี่แม่เขาให้มา คืนนี้จะทำมะเขือน้ำแดงให้เมียจ๋ากิน”
คำพูดนี้ไม่ผิดนัก แต่เป้าหมายหลักของเขาที่ไปบ้านซุ่นจื่อไม่ใช่เพื่อพวงมะเขือนี้ ทว่าเพื่อไปดึงหูของอีกฝ่ายแล้วลากมาด่าเรื่องที่หักหลังเขาต่างหาก
บอกว่าเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกันแท้ๆ แต่พอมีพี่สะใภ้กลับลืมพี่ชาย เช่นนี้ตนจะตัดขาดกับเขาเสีย!
ฉินเหยามองหลิวจี้ที่ดูร้อนตัวก็ขี้เกียจสนใจว่าเขาไปทำอะไรมาจึงเร่งฝีเท้าเดินให้ทันช่างไม้หลิวเพื่อคุยเรื่องงาน
ช่างไม้หลิวอดทนรอไม่ไหวแล้ว พอไม่มีคนนอกอยู่ก็รีบถามฉินเหยาทันทีว่า
“พวกเราเรียกราคาสิบห้าตำลึง จะไม่แพงเกินไปหน่อยหรือ”
เขากลัวมากว่าหากคนในหมู่บ้านเซี่ยเหอรู้ต้นทุนที่แท้จริงจะตีเขาเอา
ฉินเหยาไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่แพงเกินไปเลยสักนิด!”
นางคำนวณให้ดู “ไม้ต้องใช้เงินซื้อใช่หรือไม่ ไม้พวกนี้ยังต้องใช้ของดีอีก สี่ตำลึงก็หมดไปแล้ว”
“กำหนดส่งงานเร่งรีบเช่นนี้ เราสองคนรับปากว่าจะส่งงานในครึ่งเดือน ตอนนี้ท่านก็ไม่มีวัสดุพร้อมใช้ ต้องเริ่มจากศูนย์ ท่านทำคนเดียวไม่ไหวแน่ก็ต้องจ้างคนช่วยใช่หรือไม่ ค่าแรงครึ่งตำลึงอย่างไรก็ต้องเสีย”
“ส่วนของข้า หินโม่ไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ หากเป็นคนอื่น ต้องใช้ชายฉกรรจ์สิบคนช่วยกันหาวัตถุดิบ แล้วทุบขึ้นรูปให้เป็นแผ่นโม่ สุดท้ายยังต้องขนย้ายจากหมู่บ้านตระกูลหลิวไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหออีก”
“คนงานหนึ่งคนต่อวันใช้สามสิบเหวิน ครึ่งเดือนก็ตกสี่ตำลึงห้าเฉียน!”
สรุปแล้วพวกเขาทั้งสองคนต้องจ่ายต้นทุนคนละสี่ห้าตำลึง ส่วนที่เหลืออีกหกตำลึงถึงจะเป็นกำไร
เมื่อแบ่งกันแล้ว คนละสามตำลึงเท่านั้น
จ่ายสามตำลึงเพื่อซื้อทักษะพิเศษเฉพาะตัว นี่คุ้มค่ามากเกินไปแล้วหรือไม่!
ฉินเหยาพูดได้ถูกต้องทุกอย่าง แต่ช่างไม้หลิวกลับรู้สึกว่ายังมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล
แต่ตรงไหนกันล่ะที่ไม่ชอบมาพากล?
ใช่แล้ว! ไม้เขาสามารถใช้ไม้จากสวนตัวเองได้ ค่าแรงก็ให้คนในบ้านทำแทนได้ หากคำนวณจริงๆ เงินเจ็ดตำลึงห้าเฉียนนั้นสามารถเข้ากระเป๋าเขาเองได้เลย!
“ฉินเหนียงจื่อ ข้านับถือเจ้าจริงๆ!”
ตอนที่แยกจากกันที่ริมฝั่งแม่น้ำ ช่างไม้หลิวประสานหมัดคำนับฉินเหยาด้วยความจริงใจ จากนั้นก็เดินกลับบ้านไปด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม
ฉินเหยาลูบคลำเงินมัดจำห้าตำลึงในอ้อมอก น้ำหนักอันหนักแน่นนี้ทำให้นางรู้สึกมั่นคงขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
สามีภรรยากลับถึงบ้านเพียงไม่นาน ท้องฟ้าก็มืดสนิท
โถงกลางบ้านและห้องครัวมีแสงไฟส่องสว่าง เด็กๆในบ้านได้ยินเสียงก็พากันวิ่งออกมา ซานหลางและซื่อเหนียงรีบออกมาจากโถงบ้านพร้อมส่งเสียงเรียก “ท่านแม่ ท่านพ่อ~”
ฉินเหยาถาม “พี่ชายพวกเจ้าเล่า”
แฝดชายหญิงชี้ไปที่ห้องครัว ต้าหลางและเอ้อร์หลางกำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่
หลิวจี้ถือพวงมะเขือเดินเข้าไปในครัว อารมณ์ดีจนอดลูบศีรษะบุตรชายทั้งสองไม่ได้ จากนั้นก็รับหน้าที่ทำอาหารต่อ
ฉินเหยาเดินไปล้างหน้าที่ลานบ้าน เด็กทั้งสี่ตามนางมาที่ห้องโถง ต้าหลางถามว่า
“ท่านน้า โรงโม่น้ำของหมู่บ้านเซี่ยเหอพวกเขาตกลงให้ท่านทำหรือไม่”
ฉินเหยายิ้มพร้อมพยักหน้า เด็กทั้งสี่ดีใจจนร้องออกมา “ดีจริงๆ!”
มีงานก็มีเงิน เด็กๆเองก็เข้าใจ
หลิวจี้ตะโกนจากในครัว “ต้าหลาง เอ้อร์หลาง จัดชามกับตะเกียบ เตรียมกินข้าวได้แล้ว!”
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางขานรับเสียงดัง จากนั้นก็หันมายักไหล่ให้ฉินเหยาอย่างผู้ใหญ่ตัวน้อย ก่อนจะวิ่งไปหยิบชามตะเกียบในครัว
ซานหลางไล่ไก่ในลานบ้านเข้ากรงแล้วพาซื่อเหนียงไปล้างมือให้สะอาด จากนั้นทั้งครอบครัวหกคนก็นั่งล้อมวงกินข้าวเย็นที่ห้องโถง
เมื่อรู้ว่าฉินเหยาได้รับงานจากหมู่บ้านเซี่ยเหอ ทุกคนในบ้านต่างดีใจมาก บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสุข
หากหลิวจี้ไม่ทำท่าเจ้าเล่ห์ถามหยั่งเชิงว่านางจะได้เงินเท่าไหร่ก็คงจะสมบูรณ์แบบกว่านี้
“หลังจากนี้เจ้าต้องตั้งใจอ่านหนังสือ เรื่องเงินเจ้าไม่ต้องกังวล” ฉินเหยากล่าวเตือนด้วยท่าทีขึงขัง
หลิวจี้คิดในใจ หากตรงหน้ามีกระจกอยู่ล่ะก็ สีหน้าของเขาตอนนี้คงเหมือนภรรยาตัวน้อยที่ถูกสามีรังเกียจไม่มีผิดแน่!
หลังทานอาหารเสร็จ เอ้อร์หลางกับซานหลางก็ช่วยกันล้างจานอยู่ที่ลานบ้าน แม้ว่าตกลงกันไว้ว่าพี่น้องสี่คนจะผลัดกันทำ แต่ต้าหลางก็ยังไม่วางใจน้องๆ จึงลงมือช่วยด้วย
ซื่อเหนียงย่อมไม่ยอมรั้งท้าย สุดท้ายงานที่ควรมีแค่สองคนก็กลับกลายเป็นพี่น้องทั้งสี่ช่วยกันทำ
ฉินเหยาไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการของเด็กๆ ขอแค่อย่าทะเลาะกันก็พอ
พูดก็พูดเถอะ นางยังไม่เคยเห็นพี่น้องสี่คนนี้ทะเลาะกันเลย พวกเขาช่างเป็นเด็กดีเสียชวนให้ปวดใจ
ฉินเหยามองศีรษะเล็กๆของเด็กสี่คนที่ล้อมกันอยู่ในลานบ้านด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะหันไปส่งสายตาคมกริบไปยังหลิวจี้ที่กินข้าวเสร็จแล้วกำลังเอนหลังนอนสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่
“คัดหนังสือไปกี่เล่มแล้ว”
นางไม่ได้ถามเสียงดัง แต่เพียงน้ำเสียงของนางกดต่ำลง หลิวจี้ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกในทันที
ฤดูร้อนเช่นนี้ช่างชวนให้รู้สึกเย็นสบายจริงๆ เย็นเสียจนเขาสะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นนั่งตัวตรงทันที
“คัดได้สามเล่ม…กระมัง?” แย่แล้ว เขาลืมไปว่าคัดไปถึงเล่มไหนกันแน่!
ฉินเหยาขมวดคิ้วทันที “นี่ผ่านมาตั้งหนึ่งสัปดาห์แล้ว คัดได้แค่สามเล่มเท่านั้นเองหรือ”
หนังสือเก้าเล่มนั้น จำนวนตัวอักษรน้อยที่สุดก็หนึ่งพันกว่าตัว มากที่สุดเกือบสี่หมื่นตัว คำนวณแล้วหากคัดวันละแปดชั่วโมง ชั่วโมงละหนึ่งพันตัว อย่างไรก็ไม่ควรจะคัดได้แค่สามเล่ม
“เอามาให้ข้าดู” ฉินเหยากล่าวเสียงเย็น
หลิวจี้ลอบคิดในใจว่าแย่แล้ว แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน เพราะชีวิตเขาสำคัญกว่าจึงรีบวิ่งไปยังห้องนอนของตน หยิบหนังสือสามเล่มที่คัดไว้แล้วมาให้
โชคดีที่หนึ่งในนั้นเป็น ‘ซือจิง’ ซึ่งมีตัวอักษรสามหมื่นสองพันตัว
ส่วนอีกสองเล่มคือ ‘ต้าเสวีย’ ซึ่งมีหนึ่งพันเจ็ดร้อยกว่าตัว และ ‘จงยง’ ที่มีสามพันห้าร้อยกว่าตัว
เมื่อนับรวมกับบันทึกการเรียนของนายท่านติงแล้ว เช่นนี้ก็ไม่ถือว่าเขาแอบขี้เกียจ
เพราะไม่มีปากกาลูกลื่นที่มีหัวเรียวเล็กเหล่านั้น ขนาดพู่กันที่เล็กที่สุดของหลิวจี้ยังเขียนตัวหนังสือออกมาเป็นขนาดใหญ่ ดังนั้นหนังสือที่คัดมาทั้งสามเล่มจึงเป็นฉบับขยายทั้งหมด
ขนาดกระดาษเทียบเท่ากับกระดาษเอสาม หนังสือที่สามารถบังคนทั้งคนได้ หากถือไว้ในมือก็เป็นภาพที่ดูประหลาดอยู่ไม่น้อย
แต่ก็ต้องยอมรับว่าฉบับขยายใหญ่ดูสบายตากว่าฉบับเล็ก ตัวอักษรใหญ่ มองง่าย มีพื้นที่ว่างให้จดบันทึกมากและสะดวกต่อการคัดลอก
เพียงแต่สิ้นเปลืองกระดาษไปสักหน่อย
ฉินเหยาเปิดดู แม้ว่าลายมือจะไม่ได้สวยงามมากนัก แต่ก็เป็นระเบียบขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าว่าการคัดหนังสือจะช่วยฝึกฝนลายมือได้จริง
นางคืนหนังสือให้หลิวจี้ที่กำลังกังวลใจ ถือว่าผ่านเกณฑ์ไปได้แบบเฉียดฉิว
นางเชิดคางเป็นสัญญาณให้เขาคัดหนังสือต่อไป
ส่วนฉินเหยาลุกขึ้นกลับไปที่ห้อง จุดตะเกียงน้ำมันที่ปกติไม่อยากใช้แล้วนั่งทำงานที่โต๊ะจนดึกเพื่อวาดแบบร่างออกมา
ตอนที่ 95: ของเล่น
เช้าตรู่ ฉินเหยาที่เพิ่งนอนเมื่อกลางดึก ได้ยินเสียงไก่ขันของหมู่บ้านจึงลุกขึ้น
หลังจากเตรียมตัวเล็กน้อย นางก็หยิบแบบร่างที่อดหลับอดนอนวาดไว้บนโต๊ะสองฉบับขึ้นมาเตรียมออกไปข้างนอก
เอ้อร์หลางยื่นหัวเล็กๆออกมาจากห้อง เขามองซ้ายมองขวาก่อนหนึ่งรอบ พอไม่เห็นเงาของท่านพ่อจึงกระซิบเรียก “ท่านน้า”
ฉินเหยากำลังจะก้าวออกจากบ้านแล้ว ทว่าเมื่อได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบาจากด้านหลัง นางจึงหันกลับมาถามด้วยความสงสัย
“ทำไมตื่นเช้าเพียงนี้เล่า”
ปกติตื่นมาฝึกซ้อมยามเข้าก็ไม่ได้ขยันขนาดนี้นี่
เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวเล็กไม่ได้อยากตื่นมาออกกำลังกาย แต่มีเรื่องอื่น
เขากุมหน้าอกเล็กๆของตนก่อนจะวิ่งเข้ามาหาแล้วล้วงเงินแปดเหวินออกมาจากอกเสื้อ ถามนางว่านางจะไปหมู่บ้านเซี่ยเหอใช่หรือไม่ ช่วยซื้อของบางอย่างกลับมาให้เขาได้หรือไม่
หมู่บ้านเซี่ยเหอเองก็มีพ่อค้าหาบเร่ ที่นั่นมีสินค้าครบครันกว่าบ้านพ่อค้าหาบเร่หลิวมาก
“จะซื้ออะไรหรือ” ฉินเหยาถามพลางยิ้มด้วยความสนใจ
ครั้งก่อนที่นางไปบ้านตระกูลติง นางให้เอ้อร์หลางเก็บเงินสองเฉียนไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แต่ไม่ได้ใช้เลย ทำให้เงินจำนวนนั้นยังอยู่ครบ
เมื่อกลับมาบ้าน เอ้อร์หลางก็แอบมาหานางเพื่อคืนเงินให้
แต่ฉินเหยาไม่รับคืน เพราะคิดว่าเด็กๆก็ควรมีเงินเก็บของตัวเองบ้าง นางจึงเรียกพี่น้องทั้งสี่มาพร้อมกันแล้วให้พวกเขาแบ่งเงินสองเฉียนนี้เอาไว้เป็นเงินเก็บ โดยให้เอ้อร์หลางเป็นผู้ดูแลชั่วคราว
จะใช้เงินอย่างไรนั้นฉินเหยาไม่ยุ่งเกี่ยว นางยังหวังด้วยซ้ำว่าเด็กๆจะกล้าตัดสินใจขึ้นบ้าง ให้พวกเขามีความเอาแต่ใจแบบเด็กๆบ้าง อยากซื้ออะไรก็ซื้อ ขอแค่มีความสุขก็พอ
แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้ทำเช่นนั้น แถมเอ้อร์หลางยังตั้งกฎขึ้นมาว่า หากจะใช้เงินต้องยื่นเรื่องขออนุมัติก่อน เพื่อจัดการเงินของพี่น้องทั้งสี่อย่างเป็นระเบียบ
เงินสองเฉียน แบ่งตามสิทธิ์คนละห้าสิบเหวิน และครั้งนี้พวกเขาแต่ละคนออกเงินคนละสองเหวินเพื่อซื้อของชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เด็กทั้งสี่ใช้เงิน
ดังนั้นเอ้อร์หลางจึงดูระมัดระวังเป็นพิเศษ เขากะพริบตากลมโตมองฉินเหยาอยู่หลายครั้ง จนแน่ใจว่านางจะไม่โกรธถึงพูดออกมาว่า
“อยากซื้อชู่จวีที่สานจากไม้ไผ่ ได้ไหมขอรับ”
ฉินเหยา “ลูกไม้ไผ่?”
เอ้อร์หลางพยักหน้ารัวๆด้วยความคาดหวัง
“ได้ เข้าใจแล้ว” ฉินเหยารับเงินของเขาไว้แล้วออกจากบ้าน เด็กตัวเล็กๆอยากได้ของเล่น นางต้องทำให้พวกเขาสมหวังให้ได้
เอ้อร์หลางมองดูฉินเหยาเดินออกไปไกล เขายังคงตกอยู่ในอาการมึนงง เขาคิดเรื่องนี้ทั้งคืนเพื่อเตรียมตัวทำใจ แต่ไม่คิดเลยว่าแม่เลี้ยงจะตอบตกลงง่ายดายขนาดนี้ แถมยังไม่มีคำพูดตำหนิทำนองว่าของเล่นทำให้เสียคนออกมาเลยสักคำเดียว!
มัน…ช่างมีความสุขเหลือเกิน!
เอ้อร์หลางวิ่งกลับเข้าห้อง ข้างในห้อง ต้าหลางและน้องๆโผล่ศีรษะออกมาจากผ้าห่มพร้อมกัน เมื่อเห็นเอ้อร์หลางพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม พี่น้องทั้งสามก็ดีใจจนกลิ้งไปมาบนที่นอน
“ข้าชอบท่านแม่ที่สุดเลย~” ซื่อเหนียงพึมพำออกมา
ซานหลางก็ตอบอื้มๆ “ท่านแม่ดีที่สุดเลย!”
ต้าหลางมองดูน้องๆที่กำลังดีอกดีใจ ก่อนจะคว้าตัวเอ้อร์หลางที่กำลังจะปีนกลับขึ้นเตียงมานอนต่อให้ลุกขึ้น แต่งตัวแล้วลากออกไปฝึกยามเช้า
เอ้อร์หลางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกพี่ชายลากมาถึงริมแม่น้ำแล้ว คิดมากทั้งคืน สุดท้ายกลับคิดเก้อเสียแล้ว!
ฉินเหยาเดินไปบ้านช่างไม้หลิวก่อน ส่งแบบร่างกังหันน้ำของหมู่บ้านเซี่ยเหอให้เขา จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังทางเข้าหมู่บ้านเพื่อเดินทางไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอ
จากระยะไกล นางมองเห็นต้าหลางกับน้องชายกำลังวิ่งไปมาบนคันนา ท้องฟ้าสีครามยามเช้า ทุ่งนาเขียวขจี เด็กๆวิ่งซุกซนไปมา ภาพนี้ดูอบอุ่นและชวนให้รู้สึกสบายใจนัก
ฉินเหยาเดินเร็ว ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษก็มาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ
นางส่งแบบร่างให้หวังอวี่ หวังอวี่จึงเรียกช่างไม้ของหมู่บ้านมาร่วมกันกำหนดรายละเอียดทั้งหมด หลังจากนั้นฉินเหยาก็ไปหาพ่อค้าหาบเร่ของหมู่บ้านเซี่ยเหอซื้อชู่จวีไม้ไผ่หนึ่งลูก ใช้เงินไปหกเหวิน ยังเหลืออีกสองเหวิน
เมื่อนางกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว
พี่น้องทั้งสี่กลับเข้าห้องไปนอนกลางวัน เก็บแรงไว้สำหรับฝึกเขียนหนังสือและท่องบทเรียนในช่วงบ่าย
ฉินเหยาค่อยๆเปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบ วางชู่จวีและเงินสองเหวินที่เหลือไว้บนโต๊ะตัวใหญ่ของพวกเขา เมื่อนึกภาพตอนที่เด็กๆตื่นขึ้นมาเห็นของเล่นแล้วดีใจ นางก็เผลอคลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมา
หลังจากวางของเรียบร้อย นางก็ปิดประตูเบาๆแล้วเดินออกมา ลานบ้านถูกกวาดจนสะอาดเรียบร้อย แต่ลูกไก่สี่ตัวที่ปล่อยออกจากกรงเติบโตขึ้นไม่น้อย และตอนนี้มันก็เริ่มขับถ่ายเรี่ยราดเต็มพื้นอีกแล้ว
ฉินเหยาหยิบพลั่วเล็กที่อยู่ข้างประตู เก็บมูลไก่แล้วกลบไว้ในแปลงผัก ปุ๋ยธรรมชาติแท้ๆ ไม่มีที่ไหนดีไปกว่านี้อีกแล้ว
หลังจากเก็บกวาดมูลไก่เสร็จ นางก็ล้างมือให้สะอาดแล้วเสียงของหลิวจี้ก็ดังมาจากโถงบ้าน “ข้าวอุ่นไว้บนเตาแล้ว”
พูดจบเขาก็ก้มหน้าคัดลอกหนังสือต่อ ดูเอาจริงเอาจังยิ่งนัก
ถ้าเมื่อครู่ตอนที่นางเดินเข้าบ้านไม่ได้ยินเขาฮัมเพลงละก็ ฉินเหยาอาจจะเชื่อว่าเขาขยันจริงๆก็ได้!
เมื่อเข้าไปในครัว ก็พบว่ามีหม้อข้าวคลุกผักอุ่นอยู่บนเตาด้วยไฟอ่อนๆตามคาด
เมื่อตอนเช้าตั้งใจทำอาหารเผื่อไว้สำหรับมื้อเที่ยง ต้มข้าวต้มแล้วนำกับข้าวลงไปคลุก หากรู้สึกว่ารสชาติไม่สดชื่นพอก็แค่เด็ดผักสดจากสวนมาล้าง สับให้ละเอียดแล้วโรยลงไป แม้รูปลักษณ์จะดูไม่น่ากินนัก แต่รสชาติดีทีเดียว
ฉินเหยายกหม้อข้าวขึ้นมา วางเก้าอี้ไม้ตัวเล็กสองตัวลง ใช้ตัวหนึ่งเป็นโต๊ะ อีกตัวเป็นที่นั่งแล้วนั่งกินคำโตอยู่หน้าประตูครัว
ลานบ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงขีดเขียนหนังสือดังมาจากโถงบ้าน หลังคาบ้านช่วยบดบังแสงแดดร้อนแรงยามเที่ยง ทอดเงาร่มเย็นลงมา ฉินเหยากินข้าวไปพลาง รู้สึกว่าหากได้นั่งเช่นนี้ไปจนชั่วกัลปาวสานก็คงดีไม่น้อย
น่าเสียดาย ยังมีงานต้องทำอีกมาก
กินข้าวจนอิ่มแล้ว ฉินเหยาก็หันไปสั่งการคนบางคนในบ้าน “ตอนบ่ายทำกับข้าวที่มีเนื้อสัตว์หน่อย”
หลิวจี้รีบเงยหน้าขึ้น “ในบ้านไม่มีเนื้อแล้ว”
ฉินเหยาพิงขอบประตูครัวกล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “ไม่มีแล้วเจ้าไปซื้อไม่ได้รึ เรื่องในครัวข้าไม่ยุ่ง มันเป็นหน้าที่ของเจ้า เจ้าก็คิดหาวิธีเอาสิ”
“เช่นนั้นไปซื้อหมูรมควันหน่อยดีไหม”
ฉินเหยายักไหล่ไม่ใส่ใจ “ตามใจเจ้าเถอะ ยังไงคืนนี้ข้าต้องได้กินเนื้อกับข้าวขาว ช่วงนี้ข้าทั้งยุ่งทั้งเหนื่อย จัดอาหารให้มันดีๆหน่อย”
ไม่เช่นนั้น หากเหน็ดเหนื่อยจากงานทั้งวันแล้วยังกลับมากินข้าวดีๆไม่ได้ นางคงจะอารมณ์เสียมากแน่
หลิวจี้รีบพยักหน้ารับทราบ แต่เมื่อเห็นฉินเหยาเพิ่งกลับมาถึงบ้านแล้วจะออกไปอีกจึงถามด้วยความสงสัย
“เจ้าจะออกไปอีกแล้วหรือ จะไปที่ไหน”
“จะไปไหนงั้นรึ” นางโกรธขึ้นมาทันที “ข้าก็ไปหาเงินน่ะสิ! รีบคัดหนังสือของเจ้าให้เสร็จเถอะ!”
หลิวจี้เช็ดเหงื่อเม็ดเล็กที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก คิดในใจว่า สตรีผู้นี้อารมณ์เหมือนอากาศเดือนหก ช่างแปรปรวนและรุนแรงเสียจริง
ช่างเถอะ เขาหาเรื่องนางไม่ได้ แต่จะหลบเลี่ยงไม่ได้หรือไร
บ่นเสร็จแล้วก็แอบมองฉินเหยาที่หยิบเชือกกับคานหาบแล้วเดินลุยแดดจ้าออกจากบ้านไป เขากลับรู้สึกโชคดีที่ได้นั่งคัดหนังสืออยู่ในบ้านที่แสนเย็นสบาย ไม่ต้องออกไปทรมานตัวเองข้างนอกบ้าน
ฉินเหยาเดินมาถึงเรือนเก่าของตระกูลหลิว ตอนกลางวันเช่นนี้ คนทั้งบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างนั่งพักผ่อนคลายร้อนอยู่ใต้ชายคาบ้าน
จินฮวาและจินเป่าเต็มไปด้วยพลัง ไม่กลัวร้อน วิ่งออกจากบ้านไปเล่นที่บ่อน้ำของหมู่บ้าน
เมื่อเห็นฉินเหยา ทั้งคู่ก็ร้องเรียกท่านอาสะใภ้สามอย่างว่าง่าย จินฮวายังถามด้วยว่า “ซานหลางกับซื่อเหนียงล่ะเจ้าคะ ทำไมพวกเขาไม่ออกมาเล่นเล่า”
ฉินเหยาตอบยิ้มๆ “พวกเขานอนกลางวันอยู่ พวกเจ้าไปเล่นกันก่อนเถอะ เดี๋ยวพอพวกเขาว่างก็จะไปหาพวกเจ้าเอง”
แม้ว่าต้องเรียนหนังสือ แต่ฉินเหยาก็จัดตารางเวลาเป็นหนึ่งสัปดาห์เจ็ดวัน โดยให้สองวันสุดท้ายเป็นวันหยุดเพื่อให้พี่น้องสี่คนได้ผ่อนคลายบ้าง
อายุของต้าหลางและเอ้อร์หลาง หากอยู่ในยุคปัจจุบันก็ถึงวัยเข้าเรียนชั้นประถมแล้ว นางจึงอยากให้พวกเขาได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น
แต่ก่อนมื้อเย็น พวกเขาจะออกไปเล่นกันสักพัก พร้อมทั้งจับแมลงมาให้ไก่กิน จากนั้นไปที่โรงโม่น้ำเพื่อเก็บกล่องเงินแล้วให้หลิวจี้คำนวณรายรับของวันนั้น ทั้งสี่พี่น้องทำสิ่งเหล่านี้อย่างสนุกสนาน
[1] ชู่จวี เป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่งในสมัยโบราณของจีน คล้ายกับการเตะฟุตบอล “ชู่” แปลว่า “เตะ” “จวี” เป็นลูกวงกลมที่ทำจากหนัง
ตอนที่ 96: เข้าใจเจ้าสาม
คนในเรือนตระกูลหลิวได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแล้ว เมื่อฉินเหยาเดินเข้าประตูใหญ่มา นางจางที่นั่งอยู่ใต้ชายคาก็รีบเรียกนาง
“รีบเข้ามานั่งก่อน เที่ยงวันร้อนขนาดนี้ ทำไมยังออกมาข้างนอกอีก ไม่พักอยู่ที่บ้านสักหน่อยเล่า”
ฉินเหยานั้นยึดหลัก ‘น้ำดีไม่ไหลออกนอกนา’ ช่างไม้หลิวรับผิดชอบกังหันน้ำ ส่วนของนางต้องทำหินโม่อันใหญ่สองก้อนกับหินบดหนึ่งก้อน นางคนเดียวทำไม่ทันแน่
นางเดินเข้าไปในโถงบ้านแต่ไม่ได้นั่งลง ใช้คานหาบที่ถือมาเป็นหลักพยุงตัวแล้วกล่าวถึงจุดประสงค์ของตน
“ข้ากับช่างไม้หลิวจะสร้างโรงโม่น้ำให้หมู่บ้านเซี่ยเหอ ตอนนี้ข้าขาดคนช่วยงาน พี่ใหญ่ พี่รอง น้องเล็ก ช่วงนี้พวกท่านมีเวลาว่างไปช่วยข้าทำหินโม่หรือไม่”
ฉินเหยาเอ่ยเสริม “ค่าแรงวันละสามสิบห้าเหวิน ไม่รวมอาหาร เป็นงานใช้แรงงาน ข้าคิดว่ามีคนในบ้านให้ใช้งานอยู่เลยมาถามก่อน แต่หากพวกท่านไม่ว่าง ข้าจะไปหาคนที่บ้านอื่น”
บ้านของท่านลุงก็มีลูกพี่ลูกน้องชายหลายคน ตอนสร้างบ้านคราวก่อน พวกเขาก็ช่วยออกแรงอย่างเต็มที่
สามพี่น้องยังเกรงใจอยู่ แต่นางเหอและนางชิวกลับเผยรอยยิ้มด้วยความยินดี
นางเหอกล่าว “ว่างสิ ช่วงนี้ในนาไม่มีงานอะไร ให้พี่ใหญ่ของเจ้าตามไปช่วยเถอะ!”
นางชิวผลักแขนหลิวจ้งเบาๆ หลิวจ้งจึงเกาศีรษะด้วยความเขินอายเล็กน้อยก่อนพูดว่า “ข้าไปด้วย”
ส่วนหลิวเฝยไม่ต้องพูดถึง เขาเข้าไปหยิบคานหาบกับค้อนจากห้องเก็บของเรียบร้อยแล้ว ยืนอยู่กลางลานบ้านพร้อมอุปกรณ์เต็มมือ ก่อนจะถามเสียงดังว่า “พี่สะใภ้สาม พวกเราจะไปขนหินกันที่ไหนกันหรือ”
หลิวเหล่าฮั่นเพิ่งจะได้สติจากเรื่องที่ว่าค่าแรงวันละสามสิบห้าเหวินซึ่งสูงมาก เขาจึงรีบกล่าวว่า
“ก็พี่น้องกันทั้งนั้น จะพูดถึงค่าแรงทำไม แค่เจ้าจัดข้าวให้พวกเขาสามมื้อก็พอแล้ว”
หลิวไป่กับหลิวจ้งเองก็รีบเอ่ยตาม “แค่มีข้าวให้พวกเรากินก็พอแล้ว” แต่ก็เกือบจะถูกภรรยาหยิกแขนจนเนื้อเขียว
ฉินเหยามองหลิวเหล่าฮั่นด้วยรอยยิ้มขบขัน “ท่านพ่อ พี่น้องต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน เท่าไหร่ก็ต้องเท่านั้น เวลามีน้อย พวกเรารีบไปทำงานกันเถอะ วันนี้ก็ถือว่าเป็นค่าแรงครึ่งวันแล้วกัน”
พูดจบ นางเรียกพี่ใหญ่กับพี่รองให้หยิบเครื่องมือแล้วพาแรงงานสามคนออกเดินทาง
หลิวเฝยดีใจจนเหมือนคนโง่ “พี่สะใภ้สาม ท่านอย่ามองว่าข้าไม่บึกบึนแต่ความจริงแล้วข้ามีแรงเยอะมากนะ! ท่านไม่ต้องสงสารข้า ข้าจะต้องออกแรงช่วยงานอย่างเต็มที่แน่นอน”
หลิวจ้งยังคงเก้อเขินเรื่องที่เคยสงสัยในวิธีปลูกข้าวของฉินเหยาอยู่ ฉินเหยาจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นว่า “พี่รอง ท่านรู้ไหมว่าบริเวณนี้ที่ไหนมีหินก้อนใหญ่เยอะที่สุด?”
หลิวจ้งโล่งใจทันทีแล้วชี้ไปที่ภูเขาไกลๆอย่างจริงจัง “ในแม่น้ำหาหินก้อนใหญ่ลำบาก ต้องขึ้นไปเจาะบนภูเขาเท่านั้น”
“ตกลง ท่านรู้ทาง ท่านนำไปเลย” ฉินเหยาตัดสินใจให้เขาเดินนำอย่างไม่อิดออด
หลิวจ้งก้าวยาวๆ อยู่ข้างหน้าด้วยย่างก้าวย่างที่มั่นคง หลิวไป่เดินเคียงกับเขาและเริ่มปรึกษากันว่าควรไปส่วนไหนของภูเขา
การขุดหินเป็นเรื่องง่าย แต่ปัญหาคือจะขนกลับมาอย่างไร ดังนั้นยิ่งใกล้เส้นทางหลักยิ่งดี
หลิวไป่เป็นคนละเอียดอ่อน เขาถามฉินเหยาว่า “ที่ที่พวกเราจะขุดหินอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเซี่ยเหอเท่าไหร่ หากแบกกลับไปหมู่บ้านเราจะเป็นงานหนักอีกส่วนหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นพวกเราขุดหินแล้วสร้างเพิงเล็กๆข้างทางเพื่อขัดหินที่นั่นเลยดีไหม ถึงเวลาก็ลากไปหมู่บ้านเซี่ยเหอได้โดยตรง จะช่วยประหยัดแรงไปได้มาก”
ยิ่งไปกว่านั้น หินพวกนี้หนักมาก วางไว้ข้างทางก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครขโมยไป
ใครกันจะว่างมากพอมาขโมยหินโม่ หนักก็หนัก คนที่ไม่ต้องการยังรังเกียจว่ามันเกะกะอีกต่างหาก
ฉินเหยาคิดแผนนี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว พอได้ยินหลิวไป่เสนอขึ้นมาก็พยักหน้าตกลง
จากหมู่บ้านตระกูลหลิวเดินไปทางหมู่บ้านเซี่ยเหอราวครึ่งชั่วโมงก็มาถึงแหล่งหิน
ที่นั่นเป็นภูเขาหินที่ไม่มีต้นหญ้าแม้แต่ต้นเดียว พื้นด้านล่างเต็มไปด้วยเศษหินที่ถูกลมและฝนกัดเซาะจนร่วงลงมา
บนหน้าผามีร่องรอยการสกัดหินชัดเจน ที่นี่เป็นจุดที่ชาวบ้านรอบๆ มักมาขุดหินกัน
คุณภาพของหินพอใช้ได้ เพียงพอสำหรับทำโม่หิน
ฉินเหยาต้องการโม่หินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแปดสิบเซนติเมตรสองก้อน และหินบดทรงกระบอกยาวหนึ่งเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางหกสิบเซนติเมตรอีกก้อน
ตลอดช่วงบ่าย ทั้งสี่คนช่วยกันเลือกหิน ใช้ก้อนหินสีจากริมน้ำขีดเส้นแบ่งพื้นที่หินที่เหมาะสมออกมา
วันนี้ไม่มีเวลาสกัดหิน หลังจากเลือกหินเสร็จแล้ว หลิวไป่กับหลิวเฝยก็ไปตัดต้นไม้ ส่วนฉินเหยารับหน้าที่ขนไม้มายังถนนใหญ่ จากนั้นร่วมมือกับหลิวจ้งสร้างเพิงไม้แบบง่ายๆ เพื่อกันแดดกันฝน
พอทำเพิงเสร็จ ทั้งสี่คนก็เดินกลับบ้านพร้อมแสงอาทิตย์ยามเย็น
หลังจากพักผ่อนกันหนึ่งคืน เช้าวันถัดมาตอนฟ้ายังไม่สว่างดี หลิวเฝยก็วิ่งมาหน้าบ้านฉินเหยา เคาะประตูปลุกนาง
เห็นพลังความกระตือรือร้นของหนุ่มน้อย ฉินเหยาที่กำลังแทะแป้งอบไส้เนื้อที่หลิวจี้ทำไว้เมื่อคืน ในมือยังถือหม้อดินใบเล็กที่ใส่หมั่นโถวกับกับข้าวไว้ส่ายหน้าพลางถอนหายใจเบาๆ “พลังเยอะจริงๆ”
นางเหอกับนางชิวตื่นแต่เช้า เตรียมอาหารเช้าให้พี่น้องทั้งสามแล้วยังห่อข้าวกลางวันให้พวกเขาอีกด้วย
แต่รวมชามข้าวของพวกเขาสามคนเข้าด้วยกัน ยังไม่เท่าหม้อดินใบเล็กที่ฉินเหยาถืออยู่เลย
ปกติยามทุกคนกินข้าวด้วยกันพวกเขาก็เห็นฉินเหยากินทีละชามจึงไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างของปริมาณข้าวมากนัก
แต่วันนี้พอได้เห็นหม้อดินใบนั้น ดวงตาของพวกเขาก็เบิกกว้าง
“อย่ามองข้าแบบนั้น มันเยอะขนาดนั้นเลยรึ” ฉินเหยาหยิบหม้อดินของตนขึ้นพร้อมเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
พี่น้องหลิวไป่พยักหน้าพร้อมกัน จริงๆแล้วมันเยอะเกินไปมากเลยต่างหาก!
แต่พอมาถึงจุดหมายแล้วเริ่มลงมือทำงาน พอเห็นฉินเหยาถือจอบขึ้นมาแล้วเจาะลงไปทีเดียวลึกตั้งสิบกว่าเซนติเมตรก็รู้สึกว่าที่นางกินเยอะขนาดนั้นสมเหตุสมผลมาก
ตลอดทั้งวัน ทั้งหุบเขาเต็มไปด้วยเสียง ติ๊งๆๆ ของโลหะกระทบกับหิน ฟังดูเป็นจังหวะดี
ทุกครั้งที่ฉินเหยาเงยหน้ามองแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของสามพี่น้องตระกูลหลิวที่กำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งก็อดคิดไม่ได้ว่า…มีบิดาคนเดียวกันแท้ๆ แต่เหตุใดบุคลิกถึงได้แตกต่างกันถึงเพียงนี้นะ
หรือว่าหลิวจี้เป็นลูกที่เก็บมาเลี้ยง?
ไม่หรอก เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด แม้ว่าพี่น้องทั้งสี่จะเกิดจากมารดาคนละคน แต่ยีนของหลิวเหล่าฮั่นนั้นแข็งแกร่งมาก ใบหน้าของพวกเขาจึงคล้ายคลึงกันมากทีเดียว
บางทีหลิวจี้อาจจะเหมือนมารดาของเขามากกว่า รูปลักษณ์เลยโดดเด่นกว่าคนอื่น
พอมองดูดีๆ หลิวไป่กับหลิวจ้งก็ดูดีไม่เบา ส่วนหลิวเฝยอาจจะด้อยกว่านิดหน่อย แต่หากดูเดี่ยวๆ ก็ยังถือว่าเป็นหนุ่มรูปงามอยู่ดี
แม้ว่าจิตใจจะล่องลอยคิดเรื่องไร้สาระไปเรื่อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานของฉินเหยา นางเป็นคนแรกที่สกัดหินก้อนใหญ่ลงมาได้ จากนั้นก็เดินไปช่วยหลิวเฝย
หนุ่มน้อยแม้ดูผอมเพรียว แต่เรี่ยวแรงมีไม่น้อยเลย ทว่าการสกัดหินต้องอาศัยเทคนิคเป็นหลัก เขายังอายุน้อยเกินไป ใจร้อน พอทุบหินไม่ได้ดั่งใจก็โมโหไปหมด
โชคดีที่มีฉินเหยาช่วย ค่อยๆปรับจังหวะให้ถูกต้อง ก่อนตะวันตกดินก็สกัดหินก้อนใหญ่ที่สมบูรณ์มาได้อีกก้อน
ส่วนหลิวไป่กับหลิวจ้งสกัดหินก้อนที่ใหญ่กว่ามาก สกัดทั้งวันได้แค่ครึ่งเดียว ต้องใช้เวลาอีกวันถึงจะเสร็จ
สี่คนใช้เวลาสองวัน สกัดหินออกมาได้ก้อนใหญ่หนึ่งก้อน ขนาดกลางสองก้อนและก้อนเล็กอีกหนึ่งก้อน
ที่ต้องใช้มีเพียงสามก้อน อีกก้อนหนึ่งเตรียมไว้เผื่อฉุกเฉิน
หินยักษ์สี่ก้อนที่หนักอึ้งถูกวางบนฐานไม้ซุงสองต้น ใช้อีกต้นลากแล้วกลิ้งหินไปตามท่อนไม้ทีละส่วนจนถึงข้างถนน สุดท้ายก็ใช้เชือกยกขึ้นไปบนถนนใหญ่
กระบวนการนี้ เพราะมีฉินเหยาผู้มีกำลังเหนือมนุษย์อยู่จึงง่ายกว่าการสกัดหินเสียอีก
นางถึงกับสามารถยกหินสำรองก้อนเล็กที่หนักเกือบพันจินขึ้นมาด้วยตัวคนเดียวแล้วโยนขึ้นไปบนถนนใหญ่ได้อย่างสบายๆ
สามพี่น้องตระกูลหลิวยืนอึ้งเป็นไก่ไม้ กว่าจะดึงสติกลับมาได้ก็ใช้เวลานาน
จู่ๆก็เข้าใจเลยว่า เหตุใดเจ้าสามถึงได้ว่าง่ายเพียงนั้น!
ตอนที่ 97: ลูกถูกตีแล้ว
ฝั่งฉินเหยา วัสดุหินมาถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว ทั้งสี่คนจึงเริ่มลงมือขัดแต่งแท่นโม่ใต้เพิงพักริมทางอย่างเป็นทางการ
ทางด้านช่างไม้หลิว วัสดุไม้ก็พร้อมแล้วเช่นกัน เขามารับเงินค่าซื้อไม้สามตำลึงจากฉินเหยาเพื่อปิดบัญชีค่าไม้
ไม้เหล่านี้ถูกขนมาจากบ้านพ่อตาของเขา เนื่องจากเป็นการซื้อขายกันเองในครอบครัว ราคาจึงไม่สูงมาก แต่เมื่อเทียบกับการขายให้พ่อค้าคนกลางก็ได้เงินมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า
ฉินเหยาคิดในตอนนั้นว่า หากออเดอร์ของหมู่บ้านเซี่ยเหอสำเร็จและดึงดูดหมู่บ้านริมแม่น้ำอื่นให้มาสั่งทำแท่นโม่เพิ่ม อาจสามารถสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมและผลักดันให้หมู่บ้านตระกูลหลิวเติบโตขึ้นมาได้โดยตรง
ทั้งไม้ หินและแรงงานล้วนเป็นของคนในหมู่บ้านเดียวกัน หากพวกนางทำกำไรได้ก็จะช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ความคิดนี้ยังเป็นเพียงภาพฝันที่สวยงาม สุดท้ายแล้วยังต้องรอดูเสียงตอบรับจากชาวบ้านเมื่อโรงโม่น้ำของหมู่บ้านเซี่ยเหอสร้างเสร็จเสียก่อน
แต่เมื่อมีแนวคิดนี้อยู่ ฉินเหยาก็แอบวางแผนอะไรบางอย่างเอาไว้ในการทำงานครั้งนี้
เช่น หินที่เหลือจากการก่อสร้างก็ถูกนำมาขัดแต่งเป็นแท่นโม่เพิ่ม
หรือให้พ่อตาของช่างไม้หลิวตัดไม้ที่โตพอแล้วเก็บไว้ล่วงหน้า อย่างไรเสียเวลาว่าง ชาวบ้านก็มักจะขึ้นเขาไปตัดไม้เตรียมขายให้พ่อค้าไม้อยู่แล้ว รอพ่อค้าไม้มาก็จะได้ขายไปเสีย
อีกทั้งงานขัดแต่งของพี่น้องหลิวไป่สามคน ฉินเหยาก็ตั้งใจให้พวกเขาทำอย่างละเอียดที่สุด เพื่อให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น
กังหันน้ำและแท่นโม่หิน เมื่อใช้งานไปก็ต้องเกิดการสึกหรอและชำรุด ฉินเหยาเองก็เคยรับปากไว้ว่าจะสอนชาวบ้านเซี่ยเหอให้ซ่อมแซมได้เอง
แต่หากนางกับช่างไม้หลิวกำหนดขนาดชิ้นส่วนให้แน่นอนแล้วผลิตอะไหล่สำรองไว้ล่วงหน้า พอถึงเวลาพวกชาวบ้านที่ต้องการอะไหล่ไปซ่อมแซมกังหันน้ำจะเลือกมาซื้อจากพวกนางโดยตรงเลยหรือไม่
พอคิดได้เช่นนี้ วันนั้นหลังจากขัดแต่งแท่นโม่เสร็จแล้ว ฉินเหยาก็รีบกลับไปที่หมู่บ้านด้วยความกระตือรือร้นแล้วไปหาช่างไม้หลิวเพื่อปรึกษาเรื่องนี้ทันที
ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันทันทีจึงกำหนดขนาดและเก็บข้อมูลไว้เป็นตัวอย่าง
โดยเฉพาะใบพัดของกังหันน้ำ เพลา และคันโยก ล้วนเป็นชิ้นส่วนที่ต้องได้รับการซ่อมแซมบ่อยที่สุด และหากต้องทำขึ้นเองก็เป็นงานละเอียดที่ยุ่งยากมาก
หากชาวบ้านลองทำเองแล้วพบว่าขนาดไม่พอดีกับโครงสร้างเดิม คนที่ขี้เกียจคิดมากให้ยุ่งยากก็จะต้องมาหาช่างไม้หลิวไปโดยปริยาย
“ฉินเหนียงจื่อ เจ้าคิดว่าโรงโม่น้ำของพวกเราจะแพร่หลายออกไปได้จริงหรือ จะมีคนยอมควักเงินมาสร้างมันมากขนาดนั้นเลยหรือ”
แม้ว่าเขาจะรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่พอสงบใจลงได้สักหน่อย ช่างไม้หลิวก็ยังไม่มั่นใจนัก
เพราะเมื่อตอนที่ฉินเหยาทำโรงโม่น้ำครั้งแรก ปฏิกิริยาของชาวบ้านก็แสดงให้เห็นปัญหาชัดเจน
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ฉินเหยากลับถามเขาว่า “ท่านไม่สังเกตหรือว่าโรงโม่มือในหมู่บ้านไม่มีใครไปใช้งานเลยน่ะ”
ตอนนี้แม้แต่ตอนกลางคืน โรงโม่พลังน้ำของบ้านนางก็ยังมีเสียงแท่นโม่ทำงานอยู่
เนื่องจากชั่วโมงการใช้งานเพิ่มขึ้นทุกวันทำให้นางแทบต้องไปตรวจสอบกังหันน้ำทุกๆสองวัน เพื่อป้องกันไม่ให้มันหยุดทำงานกะทันหัน
นี่ก็คือข้อเสียของการใช้ไม้ หากเพลาเป็นโลหะคงไม่ต้องวุ่นวายขนาดนี้
แต่โลหะก็หมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น ครอบครัวที่แทบจะต้องกินข้าวต้มจางๆทุกวันแบบนี้ จะมีใครจ่ายไหวกันบ้าง
ความเคยชินเป็นสิ่งที่น่ากลัว เมื่อได้ใช้โรงโม่พลังน้ำที่สะดวกสบายแล้ว ใครจะยังอยากกลับไปใช้แท่นโม่หินด้วยแรงคนอีกเล่า
ช่างไม้หลิวครุ่นคิดแล้วก็พบว่ามันก็จริง โรงโม่เก่าแทบไม่มีคนใช้เลย แต่กลับกันโรงโม่น้ำของฉินเหยากลับมีคนมาต่อแถวใช้งานมากขึ้นทุกวัน
ฉินเหยาพูดกับช่างไม้หลิวด้วยความมั่นใจ “ตลาดอาจจะตอบสนองช้าไปบ้าง แต่อนาคตสดใสแน่นอน”
หมู่บ้านเซี่ยเหอร่ำรวยกว่าหมู่บ้านตระกูลหลิว ถนนหนทางก็เชื่อมต่อกันสะดวก โรงโม่น้ำที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเซี่ยเหอ ย่อมมีโอกาสเป็นที่รู้จักมากกว่าการตั้งอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิว
พอจินตนาการถึงภาพความคึกคักในอนาคต รอยย่นบนใบหน้าของช่างไม้หลิวก็ยืดออกเป็นรอยยิ้ม
ป้าสะใภ้หลิวชวนให้อยู่กินข้าวด้วยความกระตือรือร้น ฉินเหยาไม่อาจปฏิเสธจึงกินข้าวต้มผักไปสองชามที่บ้านช่างไม้หลิว ก่อนจะรีบลุกขึ้นขอตัวกลับ
อยู่บ้านคนอื่นกินมากไม่ได้ หากยังไม่กลับบ้าน นางคงหิวแย่แน่!
ท้องฟ้ามืดสนิท ฉินเหยาคิดว่ากลับถึงบ้านก็คงได้กินข้าวทันที
แต่ไม่คิดเลยว่าเด็กทั้งสี่คนจะไม่อยู่บ้าน
ส่วนหลิวจี้ยังอยู่ในครัวกำลังทำอาหาร ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย “พวกต้าหลางล่ะ?”
หลิวจี้ได้ยินเสียงจึงหันกลับไปมองลานบ้านด้วยความงุนงง “เมื่อครู่นี้พวกเขาเพิ่งเอาลูกชู่จวีออกไปเล่น ยังไม่กลับมาอีกหรือ”
เขาคัดลอกตำราจบแล้วนั่งพักสักครู่ ไม่คิดว่าจะเผลอหลับไปบนเก้าอี้ ตื่นขึ้นมาอีกทีฟ้าก็มืดสนิท พอรู้ว่าฉินเหยากำลังจะกลับมา แต่ข้าวยังไม่ได้ทำก็ตกใจจนเหงื่อแตก
เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับการทำอาหารจึงไม่ทันสังเกตเลยว่าฟ้ามืดสนิทแล้ว และเด็กทั้งสี่ยังไม่กลับมา
ฉินเหยาถึงกับพูดไม่ออก ถึงจะอยู่ในหมู่บ้านที่ปลอดภัยไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ฟ้ามืดขนาดนี้แล้ว เด็กๆยังไม่กลับมา ทำไมเขาไม่รู้จักออกไปตามหาบ้าง
“พวกเขาออกไปนานแค่ไหนแล้ว” ฉินเหยาวางเครื่องมือลงแล้วถามขณะยืนอยู่ในลานบ้าน
หลิวจี้ยกจานแตงกวาเส้นผัดเนื้อรมควันจานสุดท้ายออกมา วันนี้ฝีมือการทำอาหารของเขาพัฒนาอย่างก้าวกระโดด รสชาติต้องออกมาดีแน่ เขายื่นจานให้ฉินเหยาลองชิมอย่างมั่นใจ “คิดว่าน่าจะออกไปได้เกือบสองชั่วยามแล้ว แต่ไม่เป็นไรหรอก อยู่ในหมู่บ้านไม่หายหรอก”
ฉินเหยาคิดว่าก็จริง กลิ่นอาหารผัดลอยแตะจมูกจนอดไม่ได้ที่จะหยิบเนื้อรมควันขึ้นมากินคำหนึ่ง
“อร่อยไหม” หลิวจี้ถามด้วยความคาดหวัง
เนื้อรมควันตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม ละลายในปากพร้อมกับน้ำหวานจากแตงกวาที่ซึมเข้าไป ทำให้ไม่เลี่ยนเลย กลับช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี
ไม่สนว่าใครทำ แต่ดูที่รสชาติเป็นหลัก ฉินเหยาจึงพยักหน้า “ไม่เลว ฝีมือทำอาหารของเจ้าพัฒนาไปเยอะเลยนะ”
หลิวจี้พูดด้วยรอยยิ้มประจบ “ล้วนเป็นความดีความชอบของเมียจ๋า หากไม่ได้เจ้าคอยเคี่ยวเข็ญทุกวัน ฝีมือการทำอาหารของข้าก็คงพัฒนาได้ไม่เร็วขนาดนี้”
ฉินเหยาแค่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะส่งสัญญาณให้เขายกอาหารเข้าไปในห้อง วางถ้วยชามให้เรียบร้อย จากนั้นเดินออกไปที่ลานหน้าบ้าน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมจะตะโกนไปทางหมู่บ้านว่า ‘กลับมากินข้าวได้แล้ว!’
เสียงกำลังจะเปล่งออกไปอยู่แล้วก็เห็นเงาเล็กๆ คุ้นเคยสี่ร่างปรากฏขึ้นในครรลองสายตา ศีรษะของแต่ละคนก้มต่ำ วิ่งเหยาะๆเข้ามาด้วยท่าทีหงอยเหงา
ฉินเหยาจึงกลืนคำพูดกลับลงไป ยิ้มออกมาแล้วเดินเข้าไปรับ “เล่นอะไรกันจนดึกขนาดนี้ ไม่หิวบ้างหรือไง”
“หือ? ต้าหลาง หน้าเจ้าไปโดนอะไรมาน่ะ เดี๋ยวก่อนนะ เอ้อร์หลาง ผ้าคาดผมของเจ้าหายไปไหน ซานหลาง ซื่อเหนียง นี่พวกเจ้าไปกลิ้งเล่นในโคลนมาหรือไรกัน”
ฉินเหยารีบเรียกให้เด็กทั้งสี่คนที่กำลังจะวิ่งผ่านตนเองไปหยุด แล้วให้พวกเขายืนเรียงแถวจากพี่ใหญ่ไปน้องเล็ก เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้น แสงตะเกียงสีเหลืองนวลก็ส่องสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ
ฉินเหยาถึงกับสูดลมหายใจเย็นเฉียบ ก้มมองอีกครั้งก็เห็นลูกชู่จวีที่ต้าหลางกำลังกอดไว้ ไม้ไผ่แตกกระจัดกระจาย ใช้งานไม่ได้แล้ว ดวงตาของนางพลันเย็นชาขึ้นทันที
“ใครเป็นคนทำ?!”
หลิวจี้ได้ยินก็รีบก้าวออกมาจากในเรือน สีหน้าเต็มไปด้วยโทสะ
ซานหลางที่อดกลั้นความน้อยใจมาตลอด พอเห็นพ่อกับแม่ น้ำตาก็คลอเบ้าขึ้นมาทันที “แง้!” แล้วเขาก็ปล่อยโฮออกมา ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางพูดว่า “ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิว…ฮือๆๆ…”
ซื่อเหนียงเหลือบมองพี่ชายอย่างรังเกียจ พลางใช้มือถูใบหน้าสกปรกของตนเองก่อนพูดด้วยความโมโห
“ท่านแม่! ต้าหนิวจะแย่งลูกชู่จวีของพวกเรา ข้ากับพี่สามไม่ยอมให้ พวกเขาสองพี่น้องเลยผลักข้า”
“แล้ว…แล้วต่อมาพี่ใหญ่กับพี่รองก็ทะเลาะกับพวกเขา…”
อาจจะเพราะรู้สึกได้ว่ากลิ่ยอายเย็นชาบนตัวท่านแม่ดูน่ากลัวเกินไป เสียงฟ้องของหนูน้อยที่เดิมมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่จึงแผ่วเบาลงโดยไม่รู้ตัว
แต่นางจะไม่ร้องไห้หรอกนะ! ซื่อเหนียงเชิดปากเล็กๆ ขึ้นด้วยความไม่ยอมแพ้ มือน้อยๆ กำหมัดแน่น ก่อนจะแค่นเสียงออกมาคำหนึ่ง
ตอนที่ 98: เพ้อเจ้ออะไรของเจ้า
หลิวจี้หันไปมองต้าหลางและเอ้อร์หลาง ถามย้ำว่าที่พูดมานั้นจริงหรือเปล่า
อาจเพราะสองพี่น้องรู้สึกอับอายกับสภาพของตนเองในตอนนี้ พวกเขาจึงเบือนหน้าหลบแล้วพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ
หลิวจี้ถกแขนเสื้อขึ้นทันที “พวกนี้มันชักจะเกินไปแล้ว กล้ารังแกลูกข้า! พวกเจ้าคอยอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวพ่อจะไปทวงความยุติธรรมให้เอง!”
ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวนั้นเป็นใครน่ะหรือ
ช่างบังเอิญเสียจริง ทั้งสองคนคือลูกชายสองคนของหลิวฟาไฉที่ก่อนหน้านี้เคยมาแอบใช้โรงโม่น้ำที่บ้านของเขาแล้วไม่ยอมจ่ายเงินนั่นเอง
พี่น้องคู่นี้อายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี ร่างกายกำยำแข็งแรง นิสัยยามปกติก็ค่อนข้างจะกร่างอยู่ไม่น้อย
เด็กในหมู่บ้านแบ่งเป็นสองพวก พวกหนึ่งคอยตามสองพี่น้องคู่นี้ไปแกล้งเด็กคนอื่น
ส่วนอีกพวกก็คือเด็กอย่างต้าหลางกับจินเป่าที่ตกเป็นเป้าถูกแกล้ง
แต่ก่อนตอนที่ถูกแกล้งก็แค่ทะเลาะหรือโดนผลักกันไปมา ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่ถึงขั้นลงไม้ลงมือมาก่อน
หลิวจี้คิดง่ายๆว่า กระต่ายหากถูกต้อนจนมุมมันยังกัดคนได้แล้วลูกของเขาอย่างต้าหลางที่ปกติเป็นเด็กเรียบร้อยยังทนไม่ได้จนถึงขั้นสู้กลับอีกฝ่าย แสดงว่าสองพี่น้องต้าหนิวต้องทำเกินกว่าเหตุแน่ๆ
แค้นใหม่บวกแค้นเก่า โทสะพลันพวยพุ่ง หลิวจี้จึงหยิบไม้กวาดข้างประตูมาแล้วพุ่งลงเขาไปด้วยท่าทางดุดัน
ต้าหลางกับพี่น้องถึงกับตะลึงเพราะไม่เคยเห็นท่านพ่อโกรธขนาดนี้มาก่อน
ไม่สิ ต้องบอกว่า ไม่เคยเห็นท่านพ่อปกป้องพวกเขาแบบนี้มาก่อนต่างหาก
แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ แม่เลี้ยงกลับไม่ห้ามท่านพ่อ เพียงยืนมองเฉยๆให้เขาเดินเข้าไปในหมู่บ้าน
ฉินเหยาถามเด็กๆที่หน้าเขียวหน้าช้ำอยู่ตรงหน้า “ยังเดินไหวไหม”
ต้าหลาง เอ้อร์หลาง และซื่อเหนียงพยักหน้า ส่วนซานหลางที่ยังปาดน้ำตาอยู่ก็พึมพำตอบว่าตัวเองยังเดินไหว
ฉินเหยาลงกลอนประตูบ้าน หันกลับมาบอกเด็กๆให้ตามหลิวจี้ที่เดินลิ่วๆอย่างเกรี้ยวกราดไป
ต้าหลางรู้สึกใจคอไม่ดี “ท่านน้า เราจะไปไหนกันหรือ”
ฉินเหยายิ้มเย็น “ทวง! ความ! ยุติธรรม!”
เอ้อร์หลางกับต้าหลางใจหล่นวูบ
เอ้อร์หลางพูดเสียงเบา “เอ่อ…ไม่ ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดนั้น…”
แต่น่าเสียดาย ฉินเหยาที่ดูเยือกเย็นในตอนนี้ ความจริงแล้วไฟโทสะของนางพุ่งทะลุศีรษะไปแล้วจึงไม่ได้ฟังที่เด็กๆพูดเลยสักนิด
มือหนึ่งของนางอุ้มซานหลางที่กำลังสะอื้น อีกมือจูงซื่อเหนียงที่ยังโกรธฮึดฮัด ฝีเท้าก้าวไปอย่างว่องไว
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางได้แต่รีบวิ่งตามไป
หลิวจี้หันกลับไปดู เห็นเมียขาโหดของตนเองเดินตามมาด้วย ไฟโทสะของเขาก็ยิ่งลุกโชนขึ้นหลายส่วน ยังไม่ทันถึงบ้านหลิวฟาไฉ เขาก็ตะโกนด่าเสียงดังนำไปก่อนแล้ว
“ไอ้หลิวหัวล้าน ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้! เจ้าสั่งสอนให้ลูกชายสองคนที่โตถึงเพียงนั้นของเจ้ามารังแกลูกน้อยของข้า ยังมียางอายอยู่หรือไม่!”
ไม่คาดว่าจะมีเสียงตอบกลับด้วยความโมโหของหลิวฟาไฉกับเมียดังมาจากด้านหน้า
“ดีนี่ เจ้าหลิวสาม ข้ากำลังจะไปเอาเรื่องเจ้าอยู่พอดี เจ้าดันเสนอหน้ามาเองถึงที่!”
เมียของหลิวฟาไฉจูงลูกชายสองคนเดินออกมาจากมุมถนน ขณะที่หลิวฟาไฉถือคบเพลิงเดินตามหลังมา
เมื่อสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน หลิวจี้ที่เดินมาด้วยท่าทีดุร้ายถึงกับเบิกตากว้าง ความคึกคะนองเมื่อครู่พลันลดลงไปหลายส่วน
เพราะแสงไฟจากคบเพลิงส่องให้เห็นใบหน้าของพี่น้องต้าหนิวและเอ้อร์หนิวที่บวมเหมือนซาลาเปา หลิวจี้พลันนึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาทันทีว่า…ตีเสียจนมารดาจำแทบไม่ได้
“ต้าหนิว เอ้อร์หนิว มาให้ลุงดูหน้าพวกเจ้าหน่อยซิ จุ๊ๆๆ เพราะทำผิดกรรมเลยตามสนองใช่ไหม พวกเจ้าเดินกลับบ้านตอนมืดค่ำยังสะดุดล้มเสียจนหน้าบวมขนาดนี้ ข้าจะคอยดูว่าคราวหน้าพวกเจ้ายังจะกล้ารังแกต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลางกับซื่อเหนียงของข้าอีกไหม!” หลิวจี้กลอกตาขึ้นฟ้าแล้วแค่นเสียงดูแคลน
แม้ว่าอีกฝ่ายจะดูอาการหนักกว่าลูกๆทั้งสี่ของเขา แต่ก็ยอมเสียหน้าตอนนี้ไม่ได้
กล้ารังแกลูกของเขา วันนี้หากไม่ถลกหนังหลิวฟาไฉออกมาหนึ่งชั้นก็อย่ามาเรียกเขาว่าหลิวจี้!
ฉินเหยาพาเด็กทั้งสี่มาถึงข้างหลังหลิวจี้ พอช้อนตามองใบหน้าที่บวมจนดูน่ากลัวของต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวก็อดไม่ได้ที่จะเม้มปากแล้วร้องซี้ดเบาๆ
พอหันกลับมามอง ต้าหลางก้มมองพื้น เอ้อร์หลางแหงนมองฟ้า ส่วนซานหลางกับซื่อเหนียงจับมือกันไว้ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
แต่สถานการณ์มาถึงขนาดนี้แล้ว ฉินเหยาหยิบลูกชู่จวีที่พังไปจากมือของต้าหลาง แล้วมายืนข้างหลิวจี้ จ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชาคุกรุ่น
ทันทีที่นางปรากฏตัว บรรยากาศทรงอำนาจของฉินเหยาก็ทำให้หลิวฟาไฉทั้งครอบครัวสะท้านไปทั้งตัว
หลิวฟาไฉเห็นสถานการณ์ไม่ดีก็รีบตะโกนโหวกเหวก เรียกเพื่อนบ้านแถวนั้นให้มามุงดู
พอคนเริ่มมามาก หลิวฟาไฉก็เริ่มได้ใจ ดันลูกชายสองคนที่หน้าบวมเหมือนหัวหมูออกมาให้คนในหมู่บ้านช่วยตัดสินว่าใครกันแน่ที่รังแกใคร
ชาวบ้านที่เห็นหน้าพี่น้องคู่นั้นถึงกับสูดปากเบาๆ ก่อนพึมพำว่า “ก็แค่เด็กๆทะเลาะกัน บ้านเจ้าหลิวสามนี่จะรุนแรงเกินไปหน่อยหรือเปล่า”
ด้วยชื่อเสียงไม่ดีของหลิวจี้ในหมู่บ้าน บวกกับการที่อีกฝ่ายบาดเจ็บหนักกว่า เดิมทีชาวบ้านก็เอนเอียงไปทางหลิวฟาไฉอยู่แล้ว
ซื่อเหนียงโต้กลับเสียงดัง “ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวมาแย่งของของพวกข้าก่อน! พอพวกข้าไม่ให้ เขาก็ผลักพวกข้าแล้วยังมาทำร้ายพี่ชายข้าอีก พวกเขาต่างหากที่เป็นคนชั่ว!”
แม้ว่านางจะยังเด็ก แต่ความคิดอ่านกลับชัดเจนและไม่ลนลานกับสถานการณ์ตรงหน้า
ฉินเหยานึกในใจ สมแล้วที่เป็นลูกสาวข้า
เอ้อหลางขยิบตาให้ซานหลาง ซานหลางก็ปล่อยโฮออกมาทันที
ต้าหลางพยายามออกมาชี้แจง แต่เมียหลิวฟาไฉกลับนั่งลงบนพื้นถนน ยกขาถีบพื้นไปมา น้ำตาไหลออกมาสองหยด ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญว่าลูกชายตนเองน่าสงสารแค่ไหน ส่วนต้าหลางกับพี่น้องช่างร้ายกาจเพียงใด พร้อมเรียกร้องให้หลิวจี้และฉินเหยามาขอโทษและชดใช้เงินให้ครอบครัวของตน
หลิวจี้หัวเราะออกมาอย่างเหลืออด “เพ้อเจ้ออะไรของเจ้า!”
ลูกไม่ดีคือความผิดของพ่อ! ให้เขาจัดการอัดเจ้านี่ให้สาสมก่อนแล้วค่อยว่ากัน
หลิวจี้คว้าไม้กวาดขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าใส่หลิวฟาไฉทันที
ฉินเหยากวักมือเรียกให้เด็กทั้งสี่ถอยออกมาไกลหน่อยแล้วปกป้องหลิวจี้ไว้ข้างหลัง ใครจะเข้ามาห้าม นางก็ยกแขนขึ้นขวาง ดูเหมือนแผ่วเบาแต่ก็ดันคนกลับไปได้ทั้งหมด เปิดทางให้หลิวจี้จัดการได้อย่างเต็มที่
หลิวจี้มองดูแล้วคิด มารดามันเถอะ! มีฉินเหยาคอยคุ้มครองแบบนี้ เขายังจะกลัวอะไรอีก!
เขาฟาดไม้กวาดไปที่หน้าหลิวฟาไฉ ไม้ไผ่เส้นเล็กๆ กระทบเนื้อดังเปรี๊ยะๆ เจ็บจี๊ดสะใจ
หลิวฟาไฉทั้งเจ็บทั้งโกรธ ชูกำปั้นขึ้นเตรียมจะสวนกลับ
หลิวจี้ถูกตีทุกวันวันละสองรอบ ทักษะการหลบหลีกของเขาเข้าระดับเทพนานแล้ว หมัดของฉินเหยาเขายังหลบได้กับอีแค่หลิวฟาไฉเขาจะหลบไม่ได้เชียวหรือ
เขาว่องไวราวกับลิง ประกอบกับมีไม้กวาดที่ขนาดยาวกว่าในมือ เขาจึงกระหน่ำตีหลิวฟาไฉอยู่ฝ่ายเดียว
เมียหลิวฟาไฉเห็นดังนั้นก็คิดว่าไม่ได้การ รีบลุกพรวดจากพื้นแล้วพุ่งเข้าหาหลิวจี้เพื่อดึงทึ้งเขาทันที
แต่ฉินเหยามองอยู่ จะปล่อยให้นางทำสำเร็จได้อย่างไร
ฉินเหยาเหยียดขาออกไปเบาๆ ออกแรงเล็กน้อยก็ทำให้เมียหลิวฟาไฉล้มหงายหลังอย่างแรง นาร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
ทั้งยังโดนฉินเหยาถีบไปด้านข้าง เพียงครู่เดียวก็แทบจะสลบลงไปแล้ว
ชาวบ้านที่มามุงดูเห็นท่าไม่ดี หากยังไม่ห้ามอาจจะมีคนตายจึงรีบวิ่งไปตามหัวหน้าตระกูลทันที
หัวหน้าตระกูลตะโกนเสียงดังด้วยน้ำเสียงขึงขัง “หยุดเดี๋ยวนี้!”
ความวุ่นวายถึงได้สงบลง
หลิวจี้กระหน่ำตีหลิวฟาไฉจนล้มกลิ้งอยู่กับพื้น แต่ความโกรธยังไม่คลายจึงฟาดไม้กวาดลงไปอีก!
“เจ้ายังกล้าหาเรื่องข้าอีกไหม หากข้าไม่เอาคืนเจ้าให้หนัก ข้าขอไม่แซ่หลิวอีกต่อไป!”
พูดจบ หลิวจี้ก็ขยี้ผมให้ยุ่งเหยิงเหมือนคนที่เพิ่งโดนรังแก ป้ายฝุ่นบนหน้าพอเป็นพิธีแล้วโยนไม้กวาดทิ้ง วิ่งไปหาหัวหน้าตระกูลทันที
คำกล่าวที่ว่าใต้เข่าชายชาตรีมีทองคำเขาไม่เข้าใจทั้งนั้น
หลิวจี้ไถลตัวคุกเข่าลงตรงหน้าหัวหน้าตระกูล กอดขาเขาไว้แล้วชี้ไปที่หลิวฟาไฉพร้อมตะโกนอย่างน่าสงสารว่า
“หัวหน้าตระกูล ท่านต้องให้ความยุติธรรมกับข้าและลูกๆด้วยนะ! พวกเขาทั้งตีทั้งจะเรียกเงินจากข้า รังแกกันเกินไปแล้ว!”
ท่าทางแบบนี้ทำเอาหลิวฟาไฉอึ้งไปครู่หนึ่ง กว่าจะตั้งสติได้ก็เสียโอกาสไปแล้ว ทำได้เพียงกลิ้งไปกองอยู่ที่เท้าหัวหน้าตระกูล เงยหน้าขึ้นที่เต็มไปด้วยรอยไม้กวาดเลือดซิบๆร้องโหยหวนว่า
“หัวหน้าตระกูล ช่วยข้าด้วย! เจ้าหลิวสามจะฆ่าข้าแล้ว ท่านหัวหน้าตระกูล!”
ภรรยาหลิวฟาไฉที่เตรียมจะพุ่งตัวลงไปกลิ้งกับพื้นโดนฉินเหยาคว้าแขนเอาไว้ น้ำเสียงที่นางเอ่ยเรียบนิ่งแต่เด็ดขาด
“พวกข้าจะไม่ทำให้หัวหน้าตระกูลต้องวุ่นวายอีก ทุกอย่างให้ท่านเป็นผู้ตัดสินเถอะ”
สองพี่น้องต้าหนิวเอ้อร์หนิวที่ทำตัวเป็นอันธพาลอยู่ในหมู่บ้านมานานหลายปี หลบอยู่ด้านหลังมารดาด้วยความหวาดกลัว พอเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาที่เย็นเยือกของฉินเหยา ในที่สุดพวกเขาก็ได้รู้ว่าสิ่งใดที่เรียกว่าความหวาดกลัว
[1] ใต้เข่าชายชาตรีมีทองคำ เป็นสำนวนที่ใช้สื่อถึง ความเข้มแข็งและศักดิ์ศรีของผู้ชาย ว่าไม่ควรคุกเข่าลงง่ายๆ เว้นแต่เป็นเรื่องสำคัญหรือมีเหตุจำเป็นจริงๆ
ตอนที่ 99: พิชิตได้อีกหนึ่ง
หลิวจี้กับหลิวฟาไฉทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตายต่อหน้าหัวหน้าตระกูลทำให้สถานการณ์วุ่นวายไปชั่วขณะ
จนกระทั่งคนจากเรือนเก่าตระกูลหลิวมาถึง จินเป่าและจินฮวาออกมายืนยันว่าเป็นต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวที่พาเด็กโตมารังแกพวกเขา ต้าหลางกับเอ้อร์หลางจึงลงมือช่วย พอเป็นเช่นนี้ เรื่องราวก็เริ่มกระจ่างชัด
เด็กบ้านอื่นที่ถูกกลั่นแกล้ง พอถูกผู้ใหญ่สอบถามก็ค่อยๆพยักหน้ารับ
หลิวจี้ยื่นลูกชู่จวีที่ถูกเหยียบจนแหลกเป็นหลักฐาน เมื่อมีทั้งพยานและวัตถุพยาน หลิวฟาไฉก็จนมุม ไม่อาจปฏิเสธได้อีก
หัวหน้าตระกูลรู้สึกจนปัญญา เรื่องเด็กตีกันยังไม่ถึงขนาดให้เขาต้องออกหน้า แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายถึงกับมีเรื่องกัน แถมหลิวจี้กับหลิวฟาไฉยังเป็นตัวแสบประจำหมู่บ้าน เพียงแค่คิดก็ทำให้เขาปวดหัวแล้ว
พอเห็นว่าคนมุงดูกันไม่เลิกก็คิดว่าไม่เหมาะนัก หัวหน้าตระกูลจึงสั่งให้เปิดประตูศาลบรรพชน เรียกหลิวฟาไฉกับหลิวจี้เข้าไป
นอกศาลบรรพชน ภรรยาและลูกสองคนของหลิวฟาไฉยืนอยู่ฝั่งซ้าย ส่วนฉินเหยานำเด็กสี่คนมายืนอยู่ฝั่งขวา การปกป้องเด็กของแต่ละฝ่ายชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
ภรรยาของหลิวฟาไฉพูดพลางเบ้ปากอย่างดูถูก “ก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆสักคน เป็นแค่แม่เลี้ยงปกป้องพวกมันอย่างกับอะไร คิดว่าเด็กพวกนั้นจะจดจำบุญคุณของเจ้าหรือไง”
ใกล้กันเพียงแค่นี้ อีกทั้งฉินเหยาก็ไม่ได้หูหนวก นางปรายตามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชาในทันที
“ตราบใดที่พวกเขาเรียกข้าว่าแม่ ข้าก็จะปกป้องพวกเขาไปตลอดชีวิต สั่งสอนให้พวกเขารู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่เหมือนลูกแท้ๆของพวกเจ้าที่ไม่แยกแยะถูกผิด ใช้กำลังรังแกผู้อ่อนแอ ไร้เหตุผลสิ้นดี”
น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความมั่นใจโดยธรรมชาติ ฟังแล้วทำให้ภรรยาของหลิวฟาไฉรู้สึกอึดอัดราวกับตนเตี้ยกว่าอีกฝ่ายอยู่ครึ่งศีรษะ
แต่เพราะเกรงกลัวฝีมือของฉินเหยา นางจึงได้แต่บ่นพึมพำกับอากาศ ไม่กล้าพูดออกมาต่อหน้า
ฉินเหยาไม่แม้แต่จะเหลือบมองนาง นางเพียงกอดอกยืนอยู่หน้าประตูศาลบรรพชน รอคอยผลลัพธ์อย่างสงบ
กลับไม่รู้เลยว่า เด็กสี่คนที่อยู่ด้านหลัง นับแต่ได้ยินประโยคนั้นของนาง กำแพงแห่งความเข้มแข็งที่เสแสร้งสร้างขึ้นก็มลายหายไปในชั่วพริบตา ดวงตาทั้งสี่คู่แดงก่ำขึ้นมา
รัตติกาลมืดมิด พวกเขาขยับตัวถอยไปชิดกำแพงอีกก้าว ซ่อนตัวในเงามืด เช็ดน้ำตาให้แห้งอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ถูกจับได้
ทว่าฉินเหยาประสาทสัมผัสเฉียบไว ไม่รู้ว่าใครสูดน้ำมูกเบาๆอยู่ด้านหลัง ทำให้หูนางขยับเบาๆ หันกลับไปมองก็สบเข้ากับดวงตากลมโตชุ่มน้ำสี่คู่เข้า
ฉินเหยาหัวเราะออกมาเบาๆ นางยื่นมือออกไปลูบศีรษะเด็กๆทีละคน คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากพวกเขาคนละทีแล้วโอบทั้งสี่เข้ามาไว้ในอ้อมแขนพลางกล่าวขำๆว่า
“ตอนนี้ถึงรู้จักร้องไห้แล้วรึ ปกติข้าสั่งให้พวกเจ้าฝึกยุทธ์กันดีๆก็ไม่เคยฟัง หากฝึกจริงจังเสียหน่อย จะโดนเจ้าขยะสองคนนั้นรังแกเอาได้อย่างไรกัน!”
ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวฮึดฮัดขึ้นมา ว่าใครเป็นขยะกัน!
เอ้อร์หลางโผล่หน้าออกมาจากอ้อมกอดแม่เลี้ยง แลบลิ้นทำหน้าล้อเลียน จ้องทำไม! ก็ว่าพวกเจ้านั่นแหละ
แต่เพียงขยับตัวเล็กน้อย ศีรษะของเขาก็ถูกเคาะเบาๆหนึ่งทีเป็นเชิงเตือนว่าให้สงบเสงี่ยมหน่อย อย่าเพิ่มความขัดแย้งไปมากกว่านี้
อากาศร้อนอบอ้าว แม่ลูกห้าคนกอดกันอยู่เช่นนี้ก็ยิ่งร้อน ฉินเหยาคิดว่าแค่นี้คงปลอบพวกเขาพอแล้ว จึงเตรียมจะคลายอ้อมแขน
แต่ไม่คาดคิด มือน้อยๆของเด็กทั้งสี่กลับกอดนางไว้แน่น คนโตกอดเอว คนเล็กกอดขา ร่างนางถูกพวกเขาเกาะเหมือนลูกลิงเล็กๆที่ร้องอู้อี้ออดอ้อนราวกับสัตว์น้อยกำลังประจบ ทำให้ใจของฉินเหยาละลาย
สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นลูกของตนเองที่น่ารักที่สุด
ต้าหลางรู้สึกถึงฝ่ามืออบอุ่นลูบแผ่นหลังของเขาเบาๆ ความร้อนพุ่งจากลำคอไปถึงใบหูจนหน้าแดงแจ๋ไปหมด แต่ความอบอุ่นจากอ้อมกอดรวมถึงกลิ่นหอมสะอาดจากสบู่ชาทำให้เขาอดอาลัยไม่ได้จึงปล่อยให้ตนเองเอาแต่ใจสักหน่อย อิงแอบความอบอุ่นเช่นนี้มากขึ้นอีกนิด
หากเป็นไปได้ เขาก็อยากออดอ้อนนางเหมือนน้องๆ เรียกนางว่าท่านแม่โดยไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใด ออดอ้อนนาง ฟ้องนั่นนี่กับนาง พึ่งพานางอย่างหมดใจ
แต่หากเขาทำเช่นนั้นก็เหมือนกับจะเป็นการทรยศต่อมารดาผู้ให้กำเนิด
หัวใจของเด็กหนุ่มละเอียดอ่อนและอ่อนไหว ฉินเหยาเห็นแล้วก็ทำได้เพียงทอดถอนใจ
เด็กที่รู้ความมักต้องแบกรับภาระมากกว่าเสมอ นางต้องสนใจเจ้าตัวเล็กคนนี้ให้มากขึ้นในภายหน้า
หนึ่งเค่อต่อมา ชายทั้งสองเดินออกมาจากศาลบรรพชน
หลิวจี้แม้สีหน้าดูไม่พอใจ แต่แววตากลับซ่อนความยินดีเอาไว้ไม่มิด
ส่วนหลิวฟาไฉกลับคอตก จ้องมองหลิวจี้ด้วยความเคียดแค้น ดูไปแล้วก็คล้ายไก่ตัวผู้ที่เพิ่งแพ้ศึก
หัวหน้าตระกูลมองคนจากสองบ้านอย่างเหนื่อยล้า ส่ายหน้าแล้วเดินจากไป
ประตูศาลบรรพชนถูกปิดลง ทั้งสองบ้านยืนส่งหัวหน้าตระกูลจากไป ก่อนจะแยกย้ายกันเตรียมตัวกลับบ้าน
“เดี๋ยวก่อน” จู่ๆฉินเหยาก็เอ่ยเรียกครอบครัวหลิวฟาไฉ
ทั้งสี่คนสะดุ้งโหยง หันกลับมาด้วยท่าทีระแวง
ฉินเหยาชี้ไปที่ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิว “พวกเจ้าไม่ควรจะขอโทษหน่อยหรือ”
ภรรยาของหลิวฟาไฉตวาดด้วยความโกรธ “พวกเจ้าอย่าให้มันมากไปนะ! เด็กๆทะเลาะกันจะต้องขอโทษอะไรอีก! ดูสภาพต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวของบ้านข้าเถอะ ถูกต้าหลางกับเอ้อร์หลางของพวกเจ้าอัดเสียอนาถเพียงใด พวกเรายังไม่เรียกร้องให้เจ้าขอโทษเลย!”
ฉินเหยาสีหน้าไม่เปลี่ยน โบกมือเรียกเด็กๆทั้งสี่คนให้ออกมายืนเรียงแถว นางกวาดตามองพวกเขาแล้วกล่าวว่า
“ไม่ว่าจะเป็นใคร ทะเลาะวิวาทก็ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง ใช้กำลังแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่ผิด”
หลิวจี้ยืนตาถลนอยู่ข้างๆฉินเหยา เจ้าจะสองมาตรฐานเกินไปหรือไม่ ตัวเจ้าเองก็ใช้กำลังแก้ปัญหานี่!
ฉินเหยาทำเหมือนไม่เห็นสีหน้าตะลึงของหลิวจี้ นี่ไม่ใช่วันสิ้นโลกที่ไร้กฎเกณฑ์และศีลธรรม โลกล้วนมีกติกาของมัน
ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวมองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น กลัวจนทำท่าจะถอยหลัง ฉินเหยาตวาดเสียงเข้ม “เข้ามาขอโทษ! ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้ไม่จบแน่!”
คำพูดของนางนั้นตรงตัว มีต้นสายจึงมีปลายเหตุ เรื่องราวจึงจะผ่านพ้นไปได้
แต่ในสายตาฝ่ายตรงข้ามกลับเป็นคำขู่ที่แสนเคร่งขรึม
ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวตกใจจนรีบเอ่ยเสียงเบาหวิว “ขอ ขอโทษ…”
ฉินเหยาพยักหน้าให้พวกต้าหลางทั้งสี่คน แม้จะไม่เต็มใจ แต่ต้าหลางก็เอ่ยว่า “พวกข้าเองก็ไม่ควรตีพวกเจ้าแรงขนาดนั้น ข้าขอโทษ แต่หากคราวหน้าพวกเจ้ากล้ามารังแกพวกเราอีก ข้าก็ยังจะอัดเจ้าเช่นเดิม!”
ฉินเหยาขมวดคิ้ว เด็กคนนี้นี่ ประโยคหลังไม่จำเป็นต้องพูดออกมาก็ได้ ช่างซื่อตรงเสียจริง
“ไปเถอะ กลับไปกินข้าว” นางโบกมือให้อีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปนำเด็กๆกลับบ้าน
หลิวจี้แค่นเสียงใส่หลิวฟาไฉ ก่อนจะรีบตามครอบครัวตนเองไป
เมื่อกลับถึงบ้าน อาหารบนโต๊ะก็เย็นชืดไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการล้อมวงกินข้าวของครอบครัวทั้งหกคน
หลังอาหาร หลิวจี้เก็บจานล้าง ส่วนฉินเหยาถือโคมไฟตรวจดูบาดแผลของเด็กๆ
ไม่มีอะไรหนักหนา ซานหลางกับซื่อเหนียงก็แค่ตัวเปื้อนฝุ่น
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางมีรอยฟกช้ำไม่กี่จุด นางจิ้มไปที่แผล พวกเขาก็ร้องซี้ดออกมาด้วยความเจ็บ
แต่ไม่รู้เพราะเห็นอีกฝ่ายทำหน้าแหยหรือนึกเรื่องตลกอะไรขึ้นมาได้ สองพี่น้องก็ระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“หัวเราะอะไร” ฉินเหยาถลึงตาใส่อย่างจนใจ โดนซ้อมแล้วยังหัวเราะอีก
เอ้อร์หลางหัวเราะเจ้าเล่ห์ “ท่านแม่ ข้ากดเอ้อร์หนิวไว้ข้างใต้ ใช้ขารัดคอเขาไว้แล้วอัดใบหน้าเขาเต็มๆ จนหมดสติไปเลย!”
ท่านแม่?
ฉินเหยาเลิกคิ้ว นี่ถือว่าจัดการอีกหนึ่งคนสำเร็จแล้วหรือไม่
เอ้อร์หลางคิดว่าตนเองเรียกออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติจึงเล่าต่อว่าพี่ใหญ่ซัดต้าหนิวอย่างไรบ้าง
เขาลอบเงยหน้าขึ้นมองปฏิกิริยาของฉินเหยา อยากดูว่านางสังเกตเห็นหรือไม่
แต่ไม่คาดคิดว่านางกลับตั้งอกตั้งใจเช็ดคราบฝุ่นบนหน้าให้ซื่อเหนียงราวกับไม่ได้ยินอะไรเลย ทำเอาเขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในทันที
เห็นเขาทำหน้าเช่นนั้น คนตัวเล็กในใจของฉินเหยาก็แทบจะหัวเราะก๊ากออกมาแล้ว
ตอนที่ 100: ข้าจะนับถึงสาม
ใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมงเต็มกว่าฉินเหยาจะทำให้เด็กสี่คนที่เปรอะเปื้อนฝุ่นตั้งแต่หัวจรดเท้าสะอาดเรียบร้อย
บรรยากาศหม่นหมองจากการทะเลาะวิวาทจางหายไป เด็กทั้งสี่หัวเราะคิกคักวิ่งวนอยู่ในโถงบ้าน ฉินเหยาได้แต่นวดขมับ เริ่มรู้สึกปวดหูเพราะเสียงเจื้อยแจ้ว
ในลานบ้าน หลิวจี้อาบน้ำล้างหน้าสะอาดเรียบร้อย กำลังจะกลับเข้าห้อง
แต่พอหันหลังเตรียมก้าวเดิน ฉินเหยาก็เอ่ยเรียกเขาเอาไว้
“เอามา”
“อะไรหรือ” หลิวจี้ทำหน้าตาใสซื่อ
ฉินเหยาเอ่ยว่า “เงิน”
หลิวจี้ทำหน้างุนงง “เงินอะไรหรือ เมียจ๋า ข้ามีเงินที่ไหนกัน เงินก็อยู่ในมือเจ้าหมดแล้วไม่ใช่รึ”
ฉินเหยายกมือขึ้น ชูสามนิ้ว “ข้าจะนับถึงสาม หนึ่ง… สอง…”
“โธ่เอ๊ย! ข้าลืมไปเสียสนิทเลย!”
“นี่เป็นค่ายาที่หลิวฟาไฉจ่ายชดเชยให้ลูกๆของเรา ข้ากะจะเอาให้เมียจ๋าเก็บไว้อยู่แล้ว แต่พอกลับถึงบ้านก็ยุ่งวุ่นวายไปหมด ถ้าเมียจ๋าไม่เตือน ข้าคงนึกไม่ออก”
ฉินเหยานับเหรียญในมือ มีเพียงสิบแปดเหรียญเท่านั้น นางหัวเราะเสียงเย็น เคาะนิ้วลงบนโต๊ะสองครั้ง
หลิวจี้จึงรีบล้วงไปในอกเสื้ออีกครั้ง สีหน้าดูยินดี “เอ๋? ยังมีอีกสองเหรียญร่วงอยู่ตรงนี้!”
รวมแล้วมีทั้งหมดยี่สิบเหรียญ เขาแบมือออกอย่างบริสุทธิ์ใจ มองฉินเหยาด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “หมดแล้วจริงๆ หกเหวินไว้ซื้อลูกชู่จวีให้ลูกๆ สิบสี่เหวินเป็นค่ายา”
ฉินเหยาเงยหน้ามองเขา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง กล่าวด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มว่า
“ยังมีอีกสิบเหวินเป็นค่าความเสียหายทางจิตใจ”
นางยืนอยู่หน้าศาลบรรพชนได้ยินชัดเจนทุกคำยังคิดจะเล่นตุกติกกับนางอีกหรือ เบื่อชีวิตแล้วใช่ไหม!
หลิวจี้เบิกตาโต ทั้งๆเขาพูดเรื่องเงินเบาเสียขนาดนั้น นางยืนอยู่นอกศาลบรรพชนได้ยินได้อย่างไร
“เมียจ๋า เจ้ามีหูทิพย์รึ” หลิวจี้ยิ้มแหยพลางพูดเอาใจ มือกุมอกแน่น หวังว่าจะรอดพ้นไปได้
ฉินเหยาลุกพรวดขึ้นมา หลิวจี้รีบยกมือขึ้นปิดหน้าทันที แต่สุดท้ายก็ป้องกันแค่ใบหน้าได้อย่างเดียว เงินที่ซุกอยู่ในอกเสื้อกลับถูกฉินเหยาล้วงออกมาจนหมด
ไม่เพียงแต่เสียเงินไป พอเขาตกใจลดมือลงหวังจะแย่งคืน ฉินเหยาก็ตบเข้าที่กะโหลกด้านหลังเขาเสียงดัง เพียะ!
หลิวจี้มองเห็นดาวระยิบระยับตรงหน้า โซเซไปสองสามก้าวก่อนร้องเสียงโหยหวน พิงข้างประตูก่อนทรุดลงไปกองกับพื้น นั่งมึนอยู่นาน
เจ็บ! เจ็บเกินไปแล้ว!
ฉินเหยาร้อยเหรียญเงินสามสิบเหวินเข้าด้วยกันก่อนยัดลงกระเป๋าเสื้อ จากนั้นก็พยักเพยิดคางส่งสัญญาณให้ต้าหลางและพี่น้อง เด็กๆรีบเข้าแถวกลับห้องกันทันที ไม่มีใครกล้ามองพ่อแท้ๆของตนแม้แต่แวบเดียว
“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง!” หลิวจี้กุมศีรษะที่ยังมึนงงพยายามเรียกลูกๆเอาไว้ แต่ไม่มีใครหันกลับมาสักคน
ฉินเหยาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “ร้องอะไร หากไม่เห็นว่าเจ้าทำตัวดีวันนี้ ข้าคงจับเจ้าไปถ่วงน้ำให้ปลากินไปแล้ว! ลุกขึ้นไปดับไฟนอนได้แล้ว ขืนร้องอีกคำ ข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้ง!”
หลิวจี้กัดปากแน่น รู้สึกน้อยใจเสียจนอยากตาย!
เห็นฉินเหยาเข้าห้องไปแล้ว หลิวจี้จึงค่อยกล้าบ่นเบาๆ “ฉินเหยา! เจ้าใช้กำลังแก้ปัญหา เจ้าทำผิด!”
แต่ไฟในห้องกลับดับลงทันที ไม่มีเสียงตอบกลับมาแม้แต่น้อย
หลิวจี้ชกอากาศไปทีหนึ่ง ขบกรามแน่นลุกขึ้นปัดเสื้อผ้าอย่างหัวเสีย ก่อนเดินกลับห้องด้วยความไม่พอใจ
คืนนี้พอคิดถึงเงินสามสิบเหวินที่สูญไป เขาก็นอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมาจนถึงเช้า แถมยังต้องลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าอีก
“เนื้อ เนื้อ เนื้อ คิดแต่จะกินเนื้อทั้งวัน ทำไมเจ้าไม่กินให้ตายไปเลยเล่า…” เขาบ่นงึมงำไปพลาง สับเนื้อไปพลาง
เสียงขยับตัวจากห้องใหญ่ดังขึ้น ทันใดนั้นในห้องครัวก็เงียบกริบ เหลือเพียงเสียงฟืนแตกเปรี๊ยะๆในเตาไฟ
ฉินเหยาเปิดประตู เดินไปทางห้องครัวขณะใช้ผ้ามัดผมที่ไม่ยาวมากขึ้นเป็นหางม้าสูง
นางตักน้ำล้างหน้า พอเห็นโอ่งน้ำเกือบจะแห้งแล้วจึงกำชับว่า “อีกเดี๋ยวอย่าลืมเติมน้ำให้เต็มล่ะ”
ล้างหน้าเสร็จ นางก็หยิบไม้กวาดมากวาดฝุ่นในลานบ้านแล้วไปให้อาหารไก่ กลิ่นหอมของแป้งทอดไส้เนื้อลอยมาจากห้องครัว ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก “หอมจริงๆ~”
หลิวจี้ยกกล่องอาหารกลางวันที่เตรียมเอาไว้พร้อมกับแป้งทอดไส้เนื้อสองชิ้นออกมาให้ ฉินเหยากินเสร็จอย่างรวดเร็ว หยิบเครื่องมือกับอาหารกลางวันแล้วออกไปเริ่มงานของวัน
ตั้งแต่ขนหินไปจนถึงขัดหินให้เป็นโม่ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวันครึ่ง ตอนนี้แผ่นโม่หินทั้งหมดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้ฉินเหยาและสามพี่น้องหลิวไป่จะต้องขนแผ่นหินโม่ที่ขัดเสร็จและแผ่นหินบดไปส่งที่หมู่บ้านเซี่ยเหอล่วงหน้า
โม่หินนั้นหนักมาก สามคนช่วยกันแบกยังได้แค่คนละชิ้นต่อรอบ เครื่องโม่สองเครื่องมีหินสี่ชิ้น พอดีกับพวกฉินเหยาสี่คน คนละชิ้น แบกเพียงรอบเดียวก็ส่งถึงที่หมายได้
ขากลับ ทั้งสี่คนช่วยกันกลิ้งแผ่นบดหินที่มัดด้วยเชือกปอไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหอ ใช้เวลาทั้งเช้า ในที่สุดภารกิจขนส่งก็เสร็จสมบูรณ์
โรงโม่ของหมู่บ้านเซี่ยเหอสร้างไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนสำคัญที่สุดคือการยกพื้นสูงซึ่งทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว โครงสร้างตั้งอยู่เหนือสระน้ำ มีเสาหินสูงหนึ่งเมตรสี่ต้นรอบด้าน ส่วนกลางที่ต้องเหยียบผ่านน้ำก็เสริมด้วยเสาไม้หลายต้น รับน้ำหนักได้ไม่มีปัญหา
หลังจากนัดหมายเวลากับหวังอวี่และพวกเกี่ยวกับการขนส่งและติดตั้งกังหันน้ำ ฉินเหยาก็นำพี่น้องหลิวไป่สามคนกลับหมู่บ้านตระกูลหลิว
นางจ่ายค่าจ้างให้ทั้งสามคนทันที รวมเวลาทำงานทั้งหมดแปดวัน คนละสามสิบห้าเหวินต่อวัน แต่ละคนได้ไปสองร้อยแปดสิบเหวิน รวมเป็นแปดร้อยสี่สิบเหวิน
พี่น้องหลิวไป่ถือเงินค่าจ้างอยู่ในมือ รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าเมื่อรวมกันแล้วจะได้เงินเยอะขนาดนี้
หากไม่ได้น้องสะใภ้สามยินดีให้งานพวกเขาทำ ปกติออกไปหางานรับจ้างระยะสั้นทำ ต่อให้ทำงานทั้งเดือนก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเยอะขนาดนี้
หลิวไป่ชวนฉินเหยาไปกินข้าวที่บ้าน แต่นางโบกมือปฏิเสธ บอกว่ายังต้องไปหาช่างไม้หลิว ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
สามพี่น้องมองส่งฉินเหยาจากไปพลางกำเงินสองเฉียนกับอีกแปดสิบเหวินไว้แน่น อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
แต่ไรมานางจางและหลิวเหล่าฮั่นไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับค่าจ้างที่ได้มาจากงานรับจ้างระยะสั้นของพวกเขา เว้นแต่หลิวเฝยที่ยังไม่ได้แต่งงานจึงต้องนำเงินไปให้ ส่วนหลิวไป่และหลิวจ้งนั้นจะนำเงินทั้งหมดไปให้ภรรยาดูแล
นางเหอพอเห็นเงินก็ยิ้มแฉ่งจนหน้าบาน
นางชิวเองก็เช่นกัน นางยังตั้งครรภ์อยู่ เงินทองยิ่งขัดสน พอได้เงินกว่าสองเฉียนมาก็รู้สึกมั่นใจขึ้นไม่น้อย
นางจางได้รับเงินค่าจ้างที่หลิวเฝยนำมาให้ก็ยิ้มแล้วนับแปดสิบเหวินแยกไว้ให้เขาเก็บไว้ซื้อของเองตามใจชอบ
หลิวเฝยรับเงินไปพร้อมรอยยิ้ม ยังมีความเป็นเด็กอยู่ไม่น้อย เขาหลอกล่อจินเป่ากับจินฮวา ก่อนพาพวกเขาไปซื้อขนมจากพ่อค้าหาบเร่หลิว
ยามเย็น นางจางไปซื้อลูกไก่ตัวเล็กห้าตัวจากบ้านยายหวังกลับมา ทั้งที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลอะไร แต่กลับเชือดแม่ไก่แก่ที่ไม่ออกไข่แล้วมาทำอาหารมื้อพิเศษให้ทุกคน
นางยังเหลือน้ำแกงไก่ตุ๋นข้นๆไว้หนึ่งชามให้นางชิว บอกให้นางดื่มเยอะๆดีต่อร่างกาย
นางเหอเห็นแล้ว แม้ในใจจะอิจฉาเล็กน้อย แต่ก็ยังยิ้มออกมา เพราะตอนที่นางตั้งครรภ์ แม่สามีก็เคยเก็บอาหารดีๆไว้ให้ตนเช่นกัน
นางไม่ได้กลัวว่าจะไม่มีอะไรให้กิน แค่กังวลว่าสองผู้เฒ่าจะลำเอียง แต่ตราบใดที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม นางก็ไม่มีอะไรจะพูด
นางชิวให้หลิวจ้งไปหยิบถ้วยเล็กมาอีกสองใบแล้วแบ่งน้ำแกงไก่ครึ่งหนึ่งให้เด็กสองคนในบ้าน
จินเป่าดีใจจนเนื้อเต้น ยกถ้วยขึ้นซดคำโต ก่อนหันมายิ้มแป้นให้มารดา “ท่านแม่ หากได้กินน้ำแกงไก่ทุกวันก็คงดี!”
นางเหอหัวเราะเบาๆ แล้วเคาะหัวเขาอย่างแผ่วเบา “เจ้าฝันไปเถอะ มีให้กินก็ดีแค่ไหนแล้ว”
จินเป่ารับคำเสียงหนึ่ง จากนั้นก็จิบน้ำแกงไก่ที่เหลือทีละนิด ให้รสชาติหอมอร่อยอยู่กับเขานานขึ้นอีกหน่อย
จบตอน
Comments
Post a Comment