superstar ep1

บทที่ 1 ดราม่าควีนผู้ข้ามกาลเวลา


เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังระงมมาสักระยะหนึ่งแล้ว แม้จะไม่ดังเท่าไหร่แต่มันกลับสร้างความน่ารำคาญให้กับสตรีร่างบอบบางที่นอนซมอยู่บนเตียงไม่ต่างอะไรจากเสียงแมลงวันที่บินอยู่ข้างหูเลยสักนิด


…อะไร ร้องไห้กันมากเกินเลยไปแล้ว…


นางคิด…รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในภวังค์อันเลื่อนลอย ในใจนึกว่า ถึงแม้ท่าทางการร้องไห้ของผู้หญิงตรงหน้านี้จะดูดีก็เถอะ แต่ช่างไม่มีอารมณ์ร่วมเอาเสียเลย นี่ถ้าเป็นนักแสดงละก็ ไม่มีทางทำให้คนดูรู้สึกร่วมตามด้วยแน่ 


ถ้าเป็นสมัยก่อนตอนเข้าวงการใหม่ๆ นางคงรีบไล่ผู้หญิงคนนี้ออกไปทันที แต่หลังจากได้ครองตำแหน่ง ‘ดราม่าควีน’ ถึงสามสมัยซ้อน จึงทำให้ต้องสงบปากสงบคำเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ‘ควีน’ อันสูงส่ง และทำได้เพียงแอบกลอกตามองบนพร้อมกับบอกให้เจ้าหล่อนกลับไปฝึกซ้อมให้มากๆ แล้วค่อยกลับมาแสดงใหม่ 


แต่แล้วทันใดนั้นเอง! เสียงตะคอกของหญิงชราคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา 


“ร้องเข้าไป! ถ้าเจ้ายังไม่ตายก็ร้องเข้าไป! บุตรชายของข้าต้องมาตายก็เพราะเจ้า แล้วเจ้ายังจะมีหน้ามาร้องไห้ที่นี่อีกหรือ…หึ! ไม่รู้ว่าตระกูลถังของข้าไปทำเวรทำกรรมอะไรมานักหนาถึงทำให้ข้าหน้ามืดตามัวรับคนที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้อย่างเจ้าเข้าตระกูล” 


คนที่นอนฟังอยู่นั้นสะดุ้งพลางนึกในใจว่าเสียงแบบนี้ คำพูดแบบนี้ นี่มันนางร้ายตัวแม่ชัดๆ ถึงแม้การแสดงอาจจะดูพื้นๆธรรมดาไปบ้างก็เถอะ แต่ทั้งจังหวะและการใส่อารมณ์นั้นกินขาด ทำได้ดีจริงๆ 


ถังฉือเย่นึกชมอยู่ในใจพร้อมกันนั้นก็พยายามลืมตาที่หนักอึ้ง แต่นางกลับเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งร่าง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง และไม่ว่าจะกลั้นใจออกแรงมากแค่ไหนนางก็ขยับได้เพียงปลายนิ้วเท่านั้น! 


ปัง! 


เสียงประตูเปิดออก ถังฉือเย่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะใช้นิ้วมือสากๆ จับไปที่คางของนาง ก่อนจะตรวจดูลมหายใจแล้วเอ่ยว่า 


“ใช้โอกาสที่ยังไม่หมดลมหายใจนี้ พาเจ้าตัวไร้ค่าสองคนนี้ออกไปเถิด แล้วก็ไสหัวไป! ไสหัวไปให้ไกล!”


เสียงหญิงสาวคนหนึ่งอ้อนวอน “ท่านแม่ ข้าไม่ไป ข้าไม่อยาก…” 


“เจ้าต้องไป! ไม่ว่าเจ้าจะอยากหรือไม่อยาก เจ้าก็ต้องไป!” หญิงชราคนนั้นกล่าวอย่างเดือดดาล น้ำเสียงเต็มไปด้วยไฟแห่งโทสะ “สะใภ้ใหญ่ สะใภ้รอง รีบโยนเจ้าพวกนี้ออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้ ข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกมันอีกแล้ว!”  


แม้จะได้ยินคำขับไล่ไสส่งนั้นชัดทุกถ้อยคำ แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่ยอมแพ้ นางเอามือจับขอบประตูแน่นพลางร้องตะโกนดังลั่นเมื่อเห็นหญิงร่างท้วมอีกคนยกร่างของถังฉือเย่ขึ้นมา 


“ข้าไม่ไป! ตอนนี้ข้าเป็นคนตระกูลถังแล้ว ถ้าตายก็ต้องตายในตระกูลถัง เป็นผีตระกูลถัง ถ้าท่านแม่ขับไล่ข้า ข้าจะตายให้ดูเดี๋ยวนี้!” 


“ดี! ดีมาก!” หญิงชราเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะพูดด้วยสุ้มเสียงเคร่งขรึม เอาจริง 


“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าการกระทำของเจ้าจะทำให้ข้าซาบซึ้งได้มากขนาดนี้ เอาล่ะทุกคนจงฟัง! ในเมื่อนางอยากจะตายนักก็ปล่อยให้นางตายไป จากนี้เรื่องทุกอย่างของนางจะไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลถังอีก!” 


หญิงสาวผู้นั้นผงะไปชั่วครู่ และไม่กล้าร้องไห้อีกด้วยความตกใจ!


“ข้ารู้จักเจ้าดี คนอย่างเจ้าไม่กล้าหรอก!” หญิงชราพูดอย่างรู้เท่าทันพลางหันไปสั่งสะใภ้ที่เตรียมตัวรออยู่ก่อนแล้ว “สะใภ้ใหญ่ เจ้ายังมัวรออะไรอีก! รีบนำตัวคนพวกนี้ออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!” 


เมื่อได้ยินคำสั่งเด็ดขาดจากแม่สามี หญิงอ้วนผู้เป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลจึงเดินเข้ามาพร้อมกับจับไหล่ทั้งสองข้างของนางแน่นแล้วลากออกไปด้วยความทุลักทุเลเพราะหญิงสาวที่ถูกลากนั้นทั้งดิ้นและขัดขืน พยายามเตะขาไปมาแต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะท้ายที่สุดก็ถูกลากจนพ้นขอบประตู ก่อนจะถูกโยนไปกองที่พื้นไม่ต่างอะไรกับเด็กอีกสองคนที่มาพร้อมกับนางก็ถูกโยนกองไว้ข้างๆกัน 


ถังฉือเย่ตะเกียกตะกายอยู่ในโคลน เธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่สำเร็จเพราะสติสัมปชัญญะดับวูบไปเสียก่อน 


…………………………


เวลาผ่านไปหลายชั่วยามกว่าที่ถังฉือเย่จะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และภาพแรกที่นางเห็นคือหลังคาเก่ามุงด้วยหญ้าคา มีตะกร้าสกปรกดำเขลอะที่ข้างใต้มีรอยรั่วแขวนอยู่บนคานไม้สีดำ หญิงสาวเลื่อนสายตาลงมามองเห็นหน้าต่างและประตูที่ต่างก็ผุพังเก่าทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือชิ้นดีที่ยามนี้กำลังพลิ้วไหวไปตามแรงลม จนเกิดเสียงหวืดๆ ในขณะที่รอบตัวนางนั้นมีแค่ฟางข้าวซึ่งใช้รองหนุนนอนแทนหมอนเท่านั้น ไม่มีแม้ผ้าห่มให้ห่มคลายหนาว 


ความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างนั้นทำให้ความทรงจำที่มียุ่งเหยิงตีกันไปหมด… นานพอสมควรกว่าที่นางจะจัดลำดับเหตุการณ์และความคิดได้ ในที่สุดนางก็เชื่อว่าตัวเองได้ข้ามกาลเวลามาอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งแล้ว


หมู่บ้านนี้มีชื่อว่า ‘จวี้เป่า’ ที่อยู่ในยุคสมัยใดนั้นก็ไม่อาจทราบได้! 


ชื่อของนางคือ ถังฉือเย่ สตรีผู้ได้ชื่อว่าเป็นเพียงแค่ ‘คนโง่เขลา’ คนหนึ่งเท่านั้น ส่วนสตรีชราโหดร้ายที่ขับไล่นางออกมานั้นความจริงแล้วคือย่าแท้ๆของนาง แซ่ซุน 


ส่วนคนที่ถูกลากโยนออกมาพร้อมกันกับนางนั้นเป็นมารดา แซ่วัง สำหรับบิดานั้นเสียชีวิตไปแล้วเช่นเดียวกับตัวของถังฉือเย่เอง ด้วยเหตุนี้นางจึงข้ามกาลเวลาเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างนี้ได้! ร่างที่ตอนนี้ความเจ็บปวดได้เกาะกุมไปทุกส่วนของร่างกาย แต่ยิ่งกว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นกลับเป็นท้องของนางตอนนี้ที่กำลังร้องประท้วงด้วยความหิว!


ถังฉือเย่หันหน้าไปมองสตรีแซ่วังที่ได้นำถังไม้เก่าๆใบหนึ่งเดินไปใส่น้ำ ก่อนจะยกเข้ามาแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ นางจึงมีโอกาสได้มองดูเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตลอดจนใบหน้าทรงผมของอีกฝ่ายอย่างละเอียด


ในเวลาเช่นนี้ถังฉือเย่รู้ดีว่าไม่ควรเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง นางจึงเลือกที่จะเก็บงำคำพูดไว้เงียบๆ แต่จนแล้วจนรอดนานกว่าครึ่งชั่วยาม มารดาแซ่วังของนางก็ยังเช็ดตัวให้ไม่แล้วเสร็จ ท้ายที่สุดถังฉือเย่ก็ทนไม่ไหวจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา 


“หิว”


พอนางพูดออกไป ถังฉือเหยาที่ได้ยินก็ร้องออกมาบ้าง “ท่านแม่ ข้าหิว! ข้าหิว!” 


“แม่เองก็หิว!” วังซื่อหยุดสิ่งที่กำลังทำในมือ ก่อนพูดกระแทกเสียงว่า “ไม่คิดเลยว่าย่าของพวกเจ้าจะใจร้ายถึงเพียงนี้ ถึงขนาดขับไล่ออกมา ทำราวกับพวกเราไม่ได้เป็นคนสกุลถังอย่างนั้นแหละ นางไม่คิดเลยหรือว่าเด็กกำพร้ากับหญิงหม้ายจะอยู่กันยังไง ไม่ได้รู้สึกผิดต่อพ่อของพวกเจ้าที่ล่วงลับไปแล้วบ้างเลยหรือ ข้านี่ช่างเป็นคนที่อาภัพอับโชคเสียจริง” 


พอได้ยินได้ฟังถ้อยคำของมารดา ถังฉือเย่ก็หมดคำพูด นางพยายามยันกายลุกขึ้นนั่งแต่ก็ทำไม่สำเร็จ ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่างทำให้ทำได้เพียงนอนมองหลังคาเก่าทรุดโทรมอย่างเงียบๆ 


…พูดตามตรงเลยว่าเรื่องการข้ามเวลามาอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆห่างไกลความเจริญเช่นนี้ นางไม่เคยรู้สึกกลัวเลยสักนิด ความที่เป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็กๆ ภาพยนตร์หรือละครที่เล่นส่วนมากก็เป็นแนวย้อนยุคแทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นนางจึงได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ประเพณี ขนบธรรมเนียมวิถีชีวิต หรือแม้กระทั่งภาษา 


ดังนั้นการข้ามเวลากลับมาอดีตสำหรับถังฉือเย่นั้น จึงไม่ต่างอะไรกับการเล่นหนังเล่นละครย้อนยุคที่สมจริงมากๆสักเรื่องเท่านั้น เพียงแต่ตอนนี้นางยังไม่แน่ใจว่าโชคชะตาชนิดสะท้านฟ้าสะเทือนดินของตนที่มีในชาติก่อนจะติดตัวมาที่นี่ด้วยหรือไม่…


แต่แล้วในระหว่างที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในที่ไกลออกไป เสียงที่ถังฉือเย่รู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยได้ยินได้ฟังที่ไหนมาก่อน 


“เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาพูดเช่นนี้กับข้า ทุกวันนี้ข้าต้องเสียเงินเสียทองมากเพียงใดเพื่อให้เจ้าใช้จ่ายที่สำนักศึกษา ทำไมนะ…ทำไมเจ้าถึงเป็นเด็กที่สอนแล้วไม่รู้จักจำเช่นนี้” 


“เป็นหรงเอ๋อร์! หรงเอ๋อร์กลับมาแล้ว” แล้วก็เป็นวังซื่อที่พูดขึ้นมาด้วยสุ้มเสียงที่ปิดความดีใจไว้ไม่มิด พร้อมกันนั้นก็รีบลุกลงจากเตียงเตาไป แต่ก่อนที่จะเปิดประตูวังซื่อก็ยังไม่ลืมที่จะจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินแกมวิ่งออกไป


ถังฉือเย่ยังคงหลับตาและฟังอยู่เงียบๆ ก่อนจะได้รู้ว่าที่นี่คือบ้านหลังเก่าของตระกูลถังซึ่งอยู่ห่างจากบ้านหลังปัจจุบันไม่ไกลนัก จนทำให้เสียงของหญิงชราผู้เป็นย่าที่ดังลั่นนั้นได้ยินอย่างชัดเจน และในบรรดาเสียงเหล่านั้นปรากฏเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งปะปนแทรกอยู่ด้วย แต่อาจเป็นเพราะเสียงของเขานั้นแหบแห้งจึงทำให้ถังฉือเย่ได้ยินคำพูดเขาไม่ถนัดนัก เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงตะคอกของผู้เป็นย่า!


“เหลวไหล! ไม่ต้องมาพูดเรื่องพวกนั้นกับข้า! ข้าไม่เข้าใจ แต่หากเจ้ายืนกรานจะอยู่กับแม่ตัวซวยของเจ้าก็จงไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะถือว่าไม่เคยมีหลานอกตัญญูเช่นเจ้า แล้วหลังจากนี้ค่าเล่าเรียนที่สำนักศึกษาข้าก็จะไม่ให้ แม้แต่ข้าวสักเม็ดก็อย่าได้หวังจะมาขอจากสกุลถัง!” 


สิ้นเสียงนั้นด้านนอกก็เกิดเสียงดังเอะอะ ถังฉือเย่ที่ได้แต่นอนอยู่ในห้องจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ด้วยความเป็นกังวลนางจึงกลั้นใจลุกขึ้น พยายามสอดส่ายสายตามองผ่านรูบนกำแพงออกไป จนมองเห็นว่าท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสลัวเลือนรางนั้น ปรากฏชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น แผ่นหลังตั้งตรงพร้อมกับทำปากพูดอะไรสักอย่างที่นางไม่ได้ยิน แล้วจึงก้มหัวคำนับหญิงชราผู้เป็นย่าด้วยอาการสงบ 


ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด อาจเป็นความรู้สึกที่ยังหลงเหลือจากร่างเดิมจึงทำให้ถังฉือเย่รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาเมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนั้น 


ช่วงเวลาเดียวกัน วังซื่อที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างกายก็พยายามดึงเขา แต่เด็กหนุ่มคนนั้นกลับไม่ยอมลุกขึ้น นางเห็นเขาก้มลงคำนับอย่างหนักแน่นเช่นนั้นเรื่อยๆ จนหน้าผากเริ่มแตกเห็นเป็นรอยเลือดสีแดงสด ก่อนที่เขาจะยืนขึ้นแล้วช่วยพยุงสตรีผู้เป็นมารดาผละจากไป 


คนในหมู่บ้านทันทีที่ได้ยินเสียงเอ็ดตะโรก็ต่างพากันออกมามุงดูด้วยความสนใจ ส่วนหญิงชราผู้เป็นย่านั้นได้แต่โกรธจัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะดื้อดึงได้ถึงเพียงนี้ นางจึงกระทืบเท้าพร้อมกับก่นด่าเสียงดังลั่น


“พ่อของเจ้ากำลังมองเจ้าลงมาจากบนฟ้านะ วิญญาณบรรพบุรุษจะไม่มีทางให้อภัยคนที่ไร้คุณธรรม สารเลว เป็นเดรัจฉานอย่างเจ้า และจงจำไว้ว่าต่อไปเจ้าไม่ใช่คนตระกูลถังอีกแล้ว ตระกูลข้าไม่ต้องการคนอย่างเจ้า เมื่อหันหลังจากไปแล้วก็อย่าหันกลับมาอีกเป็นอันขาด!” นางตะคอกด้วยความเดือดดาล ก่อนจะกลับมาหาวังซื่ออีกครั้ง


“เจ้านี่มันเป็นตัวซวย ตัวกาลกิณีที่ทำให้ตระกูลต้องแตกแยก! ตระกูลถังของข้าต้องซวยไปแปดชั่วโคตจริงๆ ทำไมนะ…ทำไมถึงได้ไปเอาคนที่ทำให้เหนื่อยใจอย่างเจ้ามาทำเมียด้วย ตายไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ตระกูลถังของข้าต้องถูกเจ้าหลอกจนหมดสิ้น…” ท้ายประโยคนางเอ่ยถึงบุตรชายที่ล่วงลับไปแล้วด้วยความหนักใจ!



จบตอน

Comments