superstar ep101-105

 บทที่ 101 ความประหลาดใจในความดีใจ


หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ถังฉือหรงก็ตั้งสติได้ เขาค่อยๆวางตะเกียบลง พลางยืนขึ้นและทำความเคารพ 


“ท่านเจ้าของสำนักศึกษา?”


ผิดกับท่าทางของถังจวิ้นเชินที่ยังคงถือจานไว้เหมือนเดิม พลางเอนตัวลงบนเก้าอี้ส่งเสียงเย็นชาออกมาอย่างไม่สนใจไยดี 


ถังฉือเย่เลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดชายผู้เป็นเจ้าของสำนักศึกษาถึงได้มาเยือนบ้านของนางด้วยตัวเองพร้อมกับผู้ดูแลอย่างนี้ แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไรได้แต่รินน้ำชาให้เขาเมื่อถังฉือหรงเชิญให้ทั้งสองนั่งลง


ส่วนสวี่เวิ่นชู่ที่แม้ว่าอยู่ข้างนอกจะมีชื่อเสียงมาก แต่หลังจากที่รู้จักกันแล้วกลับไม่ได้วางมาดใดๆ เขาก็เหมือนพวกนางที่นั่งอยู่บนโต๊ะข้างประตูทางปีกตะวันออก และยังคงกินอาหารในมือโดยที่ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นเลย 


ดังนั้นถังเหว่ยซ่านและผู้ดูแลที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหินจึงรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย ครู่หนึ่งถังเหว่ยซ่านจึงกระแอมออกมา เหลียวมองทุกคนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เพราะเขาเพิ่งรู้เรื่องร้านเหล้าเมื่อวานนี้เอง จึงรีบไปถามไถ่ผู้คนและได้ข่าวมาว่าถังฉือเย่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวท่านเจ้าเมือง ดังนั้นเขาจึงร้อนรนจนเหงื่อตก รีบนั่งรถมาที่หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้ทันที 


ระหว่างทางได้ยินมาว่าถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินไม่ได้ไปเรียนที่สำนักศึกษามณฑล เขาจึงโล่งใจ แถมยังได้ยินมาอีกว่าพวกเขาได้ไปแบกอิฐแบกปูน เขาก็ยิ่งวางใจและรู้สึกสงบขึ้นมาบ้าง


“พ่อหนุ่มถัง เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ข้าเพิ่งจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด คราวก่อนข้าใจร้อนเกินไป แต่นิสัยของพวกเจ้าก็ดื้อรั้น ไม่อธิบายให้ข้าฟังสักนิดว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร จึงทำให้เราต่างอับอายกันทั้งสองฝ่าย เดิมทีเรื่องราวมันก็ดีๆอยู่แล้ว แต่กลับมาวุ่นวายจนเป็นเช่นนี้ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทั้งเจ้าและข้าต้องการ โชคดีที่ยังไม่สายเกินจะแก้ไข ยังสามารถชดใช้ได้ทัน” 


“คำพูดของท่านเจ้าของสำนัก ข้าน้อยไม่ค่อยเข้าใจ ท่านเจ้าของสำนักเข้าใจผิดเรื่องใดกัน แล้วมาตอนนี้ท่านเข้าใจเรื่องอะไร?” ถังฉือหรงพูดนิ่งๆ จนน้องสาวที่ได้ยินอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ก็ทำได้เพียงเอียงศีรษะพลางดึงมุมเสื้อของสวี่เวิ่นชู่แล้วกระซิบข้างหูเขาว่า


 “เรียนรู้เอาไว้ คนมีการศึกษาเขาทะเลาะกันแบบนี้ ต่อว่ากันก็ไม่ใช้คำหยาบ พูดน้อยๆแต่แทงใจดำ เจ้าเข้าใจไหม?”


สวี่เวิ่นชู่ถึงกับพูดไม่ออก


ตอนนั้นเองที่ฉีจิงกระโดดลงมาจากชายคาอย่างว่องไวพลางสะบัดชายเสื้อแล้วนั่งลงข้างๆนางอย่างเงียบเชียบ ส่วนถังเหว่ยซ่านที่คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะไม่ให้เกียรติกันขนาดนี้ก็นึกหงุดหงิด ท่าทางของเขาจึงแปลกไป แต่พอเห็นสองสามคนที่กำลังทานอาหารอยู่ แม้จะไม่รู้ว่ากำลังกินอะไร แต่เมื่อได้กลิ่นเปรี้ยวของน้ำส้มสายชู ก็รู้สึกว่าน้ำลายสอขึ้นมาทันที เขาจึงพูดเคร่งขรึม 


“เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยกันอีก เรื่องการเรียนจะเสียเวลาไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้ความเข้าใจผิดก็ได้รับการแก้ไขแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็รีบกลับไปที่สำนักศึกษาจึงจะถูก คลุกคลีกับพวกก่อสร้างแบกอิฐแบกปูน มันไม่น่าอายหรอกหรือ?” 


“เมื่อพูดถึงเรื่องกลับไปสำนักศึกษา ข้าเองก็มีเรื่องอยากจะบอกให้ท่านเจ้าของสำนักทราบ วันนั้นที่ท่านเจ้าเมืองมา ท่านได้ทดสอบความรู้ของข้า อีกทั้งยังบอกว่าอาจารย์ผู้สอนนั้นสำคัญ หากอาจารย์สอนไม่เป็นนักเรียนก็ยากที่จะเรียนเข้าใจ ต่อให้นักเรียนพยายามมากแค่ไหน แต่หากเรียนรู้ไม่ถูกวิธี มันก็ไร้ประโยชน์ และวิธีการสอนของสำนักศึกษา ก็ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ท่านเจ้าของสำนักโปรดใส่ใจเรื่องนี้ด้วย” 


ถังฉือหรงพูดอย่างใจเย็น ผิดกับถังเหว่ยซ่านที่ผงะไป ทันใดนั้นจากความอายก็เปลี่ยนเป็นความโกรธ เขาจ้องเขม็ง “ทุกคนก็เรียนกันได้ดี เจ้าเรียนไม่ได้เอง แล้วมาโทษสำนักศึกษา นี่มันมีเหตุผลที่ไหนกัน เป็นเด็กหนุ่มก็อย่าแข็งกร้าวให้มันมาก สำนักศึกษามีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย และมันแข็งแกร่งกว่าที่เจ้ารู้มากนัก กลอุบายที่เจ้าแอบใช้ มันเสียเวลาและไม่ได้เรื่องอะไรเลย” 


ชายผู้ดูแลเห็นท่านเจ้าของสำนักศึกษาโมโหก็ออกหน้าบ้าง “ท่านเจ้าของสำนักมาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง เจ้ายังทำท่าวางมาด พ้นหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีที่ไหนแล้ว ถึงตอนนั้นแล้วเจ้าจะเสียใจ” 


ตอนนั้นเองที่สวี่เวิ่นชู่วางจานที่กินเสร็จลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล ทุกคนต่างชำเลืองมองเขาอย่างไม่รู้ตัว สวี่เวิ่นชู่จึงดึงผ้าคลุมออก พลางเช็ดริมฝีปากอย่างสง่างาม จากนั้นจึงยิ้มบางๆ พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่นว่า 


“อาหรง อาเชิน พวกเจ้าอยากเป็นลูกศิษย์ข้าไหม?”


ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินได้ยินดังนั้นก็ทั้งประหลาดใจและดีใจ ทั้งสองมองหน้ากัน พลางหันกลับไปคุกเข่าอย่างไม่ลังเล จากนั้นจึงกล่าวอย่างมีความสุข 


“ท่านอาจารย์!” 


สวี่เวิ่นชู่พยักหน้ารับ เหตุการณ์ครั้งนี้ถังเหว่ยซ่านคาดไม่ถึงจริงๆว่าจะเกิดขึ้น จนทำให้เขาผงะไปครู่หนึ่งก่อนจะหันมาถาม


“เจ้าเป็นใครกัน?”


“เรื่องนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” สวี่เวิ่นชู่เอ่ย “เจ้ารู้เพียงว่า ตอนนี้พวกเขาทั้งสองเป็นศิษย์ของข้าแล้ว เจ้าก็เชิญกลับไปได้แล้ว” 


ถังฉือเย่รู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก นางรีบยืนขึ้นแล้วผายมือพร้อมกับบอกแขกทั้งสองคนอย่างไร้เยื่อใย “เช่นนั้นทั้งสองท่านก็เชิญกลับไปได้แล้ว” 


“ได้ยินไหม!” ถังจวิ้นเชินพูดด้วยความอัดอั้น “ตอนนี้พวกเรามีอาจารย์แล้ว เจ้าไล่คนออกไปเพียงเพราะข้อกล่าวหาที่ไม่สมเหตุสมผล แล้วจู่ๆก็อยากจะให้พวกเรากลับไป คนที่ตีสองหน้าเช่นนี้ มีหน้าอะไรมาเป็นอาจารย์สอนคน” 


ถังเหว่ยซ่านชี้ไปที่บุตรชายท่านลุงสี่อย่างโกรธเคือง ก่อนจะกัดฟันพลางหันหลังและเดินจากไป โดยไม่มีใครเดินออกมาส่งเลยสักคน


เขายืนโกรธจนตัวสั่นอยู่ที่หน้าประตู พลางชี้ไปที่ประตูใหญ่พูดเสียงดังด้วยความขุ่นเคือง “บัณฑิตทาสที่ยากจนข้นแค้นอย่างพวกเจ้า ยังคิดจะสอนคน ต้องการเลื่อนตำแหน่งหรือ พวกเจ้าฝันไปเถอะ ชาตินี้ก็ได้แค่ฝันเท่านั้นแหละ!” 


และตอนนั้นเองที่มีชาวบ้านหลายคนเดินผ่านมา บางคนหยุดและถาม “เจ้าทำอะไรกัน?” แต่ยังไม่ทันที่ท่านเจ้าของสำนักศึกษาจะตอบ ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังก็ตะโกน ขึ้นมา 


“เจ้าบ้านถัง ชายคนนี้กำลังชี้ไปที่ประตูและต่อว่าเจ้า” 


“วันนี้ข้าช่างโชคร้าย โชคร้ายเสียจริงๆ” ถังเหว่ยซ่านทั้งโกรธทั้งอายพร้อมกับรู้สึกเพียงว่าวันนี้ทำอะไรก็ไม่ราบรื่น แม้แต่ต่อว่าคนยังต้องผิดหวัง เขาจึงเดินจากไปด้วยความโกรธ แต่ก็ถูกถังฉือเย่ก็เพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก ตะโกนมาห้ามไว้ 


“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เหตุใดเจ้าจึงได้ใจดำอำมหิตเช่นนี้ ถึงขนาดมาบ้านเพื่อสาปแช่งให้พวกเขาไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง นี่เจ้ากำลังรังแกคนในหมู่บ้านจวี้เป่าของเราหรือ?” 


ในเวลานี้บ้านข้างๆยังคงก่อสร้างอยู่ ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยผู้คน เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงต่างมาล้อมวงมุงดูกันทันที ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ถังฉือเย่นับเป็นผู้มีบารมีคนหนึ่งในหมู่บ้าน ทุกคนก็ต่างใส่ใจ พลางกระซิบกระซาบ 


“เจ้าบ้านถัง เกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ?” 


หญิงสาวได้ทีจึงพูดด้วยใบหน้าที่โกรธเคือง “นี่ก็คือเจ้าของสำนักศึกษาคนนั้น เขามาเรียกตัวท่านพี่ข้ากลับไป พี่ชายข้าบอกว่า ท่านเจ้าเมืองบอกกับเขาว่าสำนักศึกษาประจำตระกูลไม่ดี ไม่ต้องกลับไปแล้ว เขาจึงได้มายืนต่อว่าที่นี่ สาปแช่งให้ท่านพี่ข้าและเพื่อนๆ ชาตินี้ก็ไม่ได้เลื่อนขั้น” 


แล้วตอนนั้นเองที่ทุกคนลุกฮือขึ้น ความจริงแล้วถังเหว่ยซ่านเองก็เกิดที่หมู่บ้านจวี้เป่า แต่ได้ย้ายไปอยู่ในเมืองตั้งนานกว่ายี่สิบปีแล้ว เขาจึงไม่ได้รู้จักคนในหมู่บ้านเลยสักคน 


กระทั่งถังฉือเย่เห็นว่าเขาโดนต่อว่าพอสมควรแล้ว นางจึงกล่าว “คุณชายถัง ในเมื่อเจ้าบอกว่าพี่ของข้าจะไม่มีทางได้เลื่อนขั้น เช่นนั้นเจ้ากล้าพนันกับข้าไหมล่ะ?” 


“พนันอะไร?” 


“หากพี่ชายข้าได้เลื่อนขั้น เจ้าจะต้องลดราคาค่าเล่าเรียนให้กับนักเรียนทั้งสำนักศึกษา เจ้ากล้าพนันไหม?”


“เจ้ากล้าดีอย่างไรมาท้าทายข้าเยี่ยงนี้” 


“ก็อาศัยความหยาบคาย ความเข้าใจผิดของเจ้า หากเจ้าไม่กล้าก็ไม่เป็นไร เช่นนั้นพวกเราก็ไปตัดสินที่ศาลาว่าการกันเถอะ” 



บทที่ 102 ซื้อสองแถมสอง


ทั้งที่ถังฉือเย่ใช้อำนาจข่มขู่อยู่แท้ๆ แต่เพราะถังเหว่ยซ่านไม่กล้าที่จะทำอะไร สุดท้ายจึงได้แต่ทำท่าขุ่นเคืองกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจทำท่าจะเดินหนีแต่ก็ถูกหญิงสาวชาวบ้านดักหน้าไว้ก่อน


หญิงสาวลอบยิ้มกับตัวเองพลางหันมาพูดกับชาวบ้านคนอื่น “ข้าขอให้ทุกท่านช่วยเป็นพยานให้ข้าด้วย”


“ได้ๆ” ทุกคนพูดแทบจะพร้อมกัน “พวกข้าทุกคนจะเป็นพยานให้เจ้าเอง” 


“ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยเขาไปเถอะ!” 


จากนั้นพวกผู้หญิงที่รุมล้อมอยู่จึงยอมหลีกทางให้ ถังเหว่ยซ่านสะบัดแขนเสื้อก่อนจะเดินออกไปทันที 


“ข้าต้องขอบคุณพวกท่านมาก” ถังฉือเย่พูดกับทุกคน เผยรอยยิ้มกระจ่างจนดวงตาหยีแล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านที่ตอนนี้นั้นทั้งถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินยังคงตื่นเต้นดีใจกับอาจารย์คนใหม่ของตัวเอง โดยเฉพาะถังจวิ้นเชินที่ทั้งรู้สึกยินดีและละอายใจเพราะความรู้ของเขานั้นไม่ดีเท่าไหร่ กลัวจะทำให้ชื่อเสียงเกียรติยศของสวี่ซื่อหยวนต้องแปดเปื้อนไปพร้อมกัน 


ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเองไม่หยุด ก่อนที่ท่านอาจารย์คนใหม่ของเขาจะหัวเราะพลางถามว่า “นี่เจ้าหมายความว่าอะไรกัน?”


“ยั่วโมโหน่ะสิ !” ถังฉือเย่พูดยิ้มๆ ปรับสีหน้าใหม่ ก่อนจะพูดด้วยสุ้มเสียงเคร่งขรึมว่า “ยืมมือผู้อื่นเพื่อจัดการอีกคน”


ตอนนั้นหญิงสาวตั้งใจที่จะทำให้ถังเหว่ยซ่านนั้นอับอาย เหมือนที่ท่านพี่ของนางได้รับ เพราะมั่นใจว่าสาเหตุที่ทำให้ถังฉือหรงกับถังจวิ้นเชินถูกขับไล่ออกมาจากสำนักศึกษานั้นเป็นเพราะถังฉือจิ้นกับถังหย่งหมิงอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องที่พนันอะไรกันไว้นั้นนับว่าเป็นผลพลอยได้และถือโอกาสนี้วางกับดักไว้เสียเลย


และตอนนั้นเองที่สวี่เวิ่นชู่หัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วหันมาถังฉือเย่ถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหรงเอ๋อร์จะสอบได้ ?” 


“ต้องทำได้อย่างแน่นอน” ถังฉือเย่ตอบเสียงดังฟังชัด “ก็เพราะท่านคือสวี่ซื่อหยวนไงล่ะ!” 


บัณฑิตหนุ่มเผลอหัวเราะออกมาพลางส่ายหน้า จากนั้นก็ยืนขึ้นแล้วแตะไปที่ถังฉือหรงเบาๆ “หรงเอ๋อร์ เจ้าได้ยินแล้วหรือไม่ หากเจ้าสอบไม่ได้ แล้วจะมีหน้ากลับมาพบน้องสาวเจ้าได้อย่างไร ?”


“ข้าจะทำให้เต็มที่ที่สุดขอรับ”


พร้อมกันนั้นถังฉือหรงกับถังจวิ้นเชินจึงเดินออกมาคุกเข่าลงกับพื้นแล้วคำนับอาจารย์อย่างเป็นทางการ ว่ากันว่าการไหว้ครูนั้นต้องมีของหกอย่างคือ ผักขึ้นฉ่าย เมล็ดบัว ถั่วแดง ผลพุทรา ลำไย และเนื้อตากแห้งซึ่ง ‘ของหกอย่าง’ นี้ความจริงแล้วแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง 


ผักขึ้นฉ่ายนั้น หมายถึงความขยันหมั่นเพียร ทุ่มเทในการศึกษาหาความรู้ เมล็ดบัว หมายถึง การสั่งสอนด้วยใจที่ทุ่มเท ถั่วแดงคือโชคดีโชคลาภมาเยือน ส่วนผลพุทราหมายถึงสอบวัดระดับได้ในเร็ววัน ลำไย หมายถึง เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถและคุณธรรม สุดท้ายคือเนื้อแห้งนั้นใช้แสดงถึงความตั้งใจของลูกศิษย์นั่นเอง


ถังฉือเย่อาสาซื้อข้าวของพวกนี้ที่ตลาดในเมืองด้วยตัวเองด้วยความรู้สึกกระตือรือร้น นางจึงซื้อมาทั้งหมดสี่ชุด และเมื่อกลับมาด้วยเกวียน หญิงสาวก็หยุดลงตรงบ้านข้างๆมองหาฉีจิง ซึ่งยืนรออยู่ไม่นานนักชายหนุ่มก็เดินออกมาพร้อมกับถอดหมวกที่สวมอยู่ออก แล้วพูดขึ้นว่า 


“เจ้ามาหาข้างั้นหรือ?” 


“ถูกต้อง” พูดพลางดึงเขาเข้ามา ดวงตาของนางเป็นประกายวาววับ “อาฉี ท่านพี่ของข้าบอกว่าการไหว้ครูนั้นมีข้อดีอยู่มากมาย เจ้าว่าพวกเราให้อาหยางไปไหว้ครูด้วยกันดีหรือไม่ ข้าได้เตรียมสิ่งของไว้เรียบร้อยแล้ว”


ฉีจิงเลิกคิ้วขึ้น เขารู้แหละว่าเป็นอาจารย์สอนเราแค่วันเดียวก็เปรียบเสมือนพ่อของเราไปทั้งชีวิต ในเมื่อสวี่เวิ่นชู่รับถังฉือหรงเป็นศิษย์แล้ว นั่นหมายความว่าเขานั้นอยู่ในรุ่นที่สูงกว่าพวกถังฉือเย่หนึ่งระดับ ในทางเดียวกันหากเขารับฉีหยางเป็นศิษย์ก็คงเป็นแบบเดียวกัน


ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “กลัวแค่เขาจะไม่รับน่ะสิ”


“ไม่หรอก ข้าคิดว่าอาหยางนั้นเก่งมากๆเลย”


“ถ้าเช่นนั้นลองดูสักหน่อยก็ได้ หากไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร”


หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงเดินกลับไปที่บ้านหิน ถังฉือเย่เรียกให้ฉีหยางออกมา ก่อนกระซิบที่ข้างหูของเขาเบาๆ เด็กชายเมื่อฟังอย่างละเอียดแล้วก็พยักหน้าอย่างง่ายดาย 


ดังนั้นเมื่อตอนที่ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินไปหาอาจารย์ของพวกเขานั้น ด้านหลังจึงมีเด็กน้อยสีหน้าเคร่งขรึมสองคนตามมาด้วย 


สวี่เวิ่นชู่ถามว่า “นี่คือจะทำอะไรหรือ ?”


“ซื้อสองแถมสองเจ้าค่ะ” ถังฉือหรงยิ้ม ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า “มีคำพูดที่ว่าอาจารย์เป็นเพียงผู้ให้ความรู้เท่านั้น การที่จะเก่งขึ้นมาได้ก็ขึ้นอยู่กับตนเอง ท่านรับเป็นลูกศิษย์แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าท่านต้องสั่งสอนให้เขาเป็นแบบนั้นหรือแบบนี้เสียหน่อย ดังนั้นการที่รับลูกศิษย์หลายๆคนถือว่าเป็นเรื่องที่คุ้มมากๆเลยนะเจ้าคะ” 


นางชี้ไปที่พวกเขาทีละคน “ท่านดูสิ! หากท่านรับพวกเขาเป็นศิษย์ ท่านก็เหมือนกับคลื่นของแม่น้ำฉางเจียงที่คอยซัดให้คลื่นไปด้านหน้า ผลักดันให้พวกเขาเจริญก้าวหน้า ช่วยพัฒนาชาติบ้านเมือง ซึ่งข้าถือว่าคนที่สำคัญและเก่งที่สุดคืออาจารย์อย่างท่าน”  


ถังจวิ้นเชินที่ได้ฟังก็แทบจะหัวเราะออกมาเบาๆ ส่วนถังฉือหรงนั้นมองดูสายตาของสวี่เวิ่นชู่อยู่ตลอด กลัวว่าเขานั้นจะไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นท่าทางของอาจารย์ดูสนใจอยู่ไม่น้อยจึงไม่ได้ห้ามปรามอะไรน้องสาว  


สวี่เวิ่นชู่หัวเราะอย่างอดไม่ได้เมื่อมองสาวน้อยตระกูลถังที่กะพริบดวงตากลมโตของนางอยู่ข้างหน้าราวกับจะบอกกับเขาว่า ‘ข้าต้องพูดจนกว่าเจ้าจะยอมให้ได้’ ก็ยอมแพ้


“เช่นนั้นถ้าเป็นอย่างที่เจ้าพูด ข้าคงต้องรับเป็นศิษย์อย่างเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว” บัณฑิตหนุ่มดีดนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ จากนั้นก็ยิ้มแล้วหันหน้ามาทางถังฉือเย่ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะไหว้ข้าเพื่อเป็นอาจารย์ของเจ้าด้วยอีกคนมั้ยล่ะ?” 


“ไม่ดีกว่า ข้าเรียนพวกตำราบทกวีที่เป็นทางการแบบนี้ไม่ได้หรอก ข้าอยากเรียนการต่อสู้กับอาฉีมากกว่า”


ฉีจจิงยิ้มมุมปาก ส่วนสวี่เวิ่นชู่เองไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เขายิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นจึงจัดชุดให้เรียบร้อย ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มพิธีเถอะ”


ทั้งสี่คนก้าวขึ้นไปแสดงความเคารพ จากนั้นก็เริ่มพิธีไหว้ครู ถังฉือเย่หลบมาอยู่ข้างๆ เมื่อพวกเขาทำพิธีเสร็จแล้ว จึงยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านสวี่ นับตั้งแต่วันนี้ อาหารหรือเหล้าของท่านยกให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้อีกต่อไป” 


“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบใจเจ้ามาก” สวี่เวิ่นชู่ยิ้มรับ ความจริงแล้วเขาเองก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไร เพราะถึงอย่างไรเสียเขาก็เป็นคนมีตำแหน่ง อย่างที่สุภาษิตกล่าวไว้ว่า ‘ซิ่วฉายผู้ยากจน จวี่เหรินผู้ร่ำรวย’ และหากซิ่วฉายได้เป็นหลิ่นเซิงก็จะสามารถมีข้าวสารที่ทางราชสำนักมอบให้ได้ แถมยังมีเงินทอง นอกจากนี้ยังไม่ต้องจ่ายภาษีและไม่ต้องไปใช้แรงงานอีกด้วย 


ส่วนตำแหน่งหลิ่นเซิงนั้นนางสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงขึ้นมาจากซิ่วฉายนิดหน่อย นั่นคือคนที่สอบได้คะแนนอยู่ลำดับต้นๆของทุกมณฑลที่จะมีจำนวนที่จำกัดเอาไว้ไม่มากนัก โดยปกติทุกปีทางการจะมอบอาหารและเงินให้สี่ตำลึง แต่จวี่เหรินนั้นไม่เหมือนกัน หากสอบได้ตำแหน่งจวี่เหรินนั่นก็หมายความว่าได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการทำงานราชการแล้ว  


แม้ว่าจะสอบไม่ผ่านก็สามารถที่จะเรียนทางด้านราชการได้หรือมีโอกาสเป็นท่านเจ้าเมือง และคนในครอบครัวก็ไม่ต้องเสียภาษีหรือนำข่าวสารไปจ่ายเป็นภาษี ตำแหน่งนั้นจึงพอๆกับท่านเจ้าเมืองเลยทีเดียว สำหรับสวี่เวิ่นชู่นั้นแม้ว่าจะตัดขาดจากโลกภายนอกมาหลายปี กระทั่งคนในหมู่บ้านเองก็ยังไม่รู้จัก การที่ถังฉือเย่แสดงน้ำใจครั้งนี้ เขาจึงรับไว้ด้วยความเต็มใจ 


เรื่องการรับลูกศิษย์นั้นแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถังฉือเย่ช่างเป็นคนที่ได้ชื่อว่าผู้โชคดีมาก เพียงแค่ย้ายบ้านไปเท่านั้น ใครจะรู้ว่าเพื่อนบ้านของนางนั้นจะเป็นท่านขุนนางจวี่เหรินที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากอาศัยอยู่ และท่านขุนนางจวี่เหรินก็ยังรับพี่น้องของนางเป็นลูกศิษย์อีกต่างหาก แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนต้องตะลึงมากที่สุดกลับเป็นการที่สวี่เวิ่นชู่รับแม้กระทั่งน้องสาวของนางเป็นลูกศิษย์ ความโชคดีแบบนี้ มันไม่ยิ่งใหญ่เกินไปหรือ! 


ถังฉือจิ้นที่กลับบ้านมาในวันหยุดก็ได้ข่าวเรื่องนี้ในทันที เมื่อฟังแล้วรู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นราดหัว เขาเพิ่งจะได้ใจเพียงไม่กี่วันเอง คิดไม่ถึงเลยว่าถังฉือหรงจะเจอความโชคดีในโชคร้าย ได้มีอาจารย์เป็นสวี่ซื่อหยวนอย่างนี้ 


ด้วยเหตุนี้เขาจึงอดไม่ได้จริงๆ ต้องแอบไปดูด้วยตาของตัวเอง เด็กหนุ่มยืนลังเลอยู่หน้าประตูบ้านของท่านสวี่อยู่นานสองนาน จนกระทั่งตอนบ่ายจึงเห็นสวี่เวิ่นชู่พาถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินเดินออกมาถังฉือจิ้นรีบหลบหลังต้นไม้


ทันทีที่มองเห็นสวี่ซื่อหยวน เขาก็จำได้ทันทีว่าเป็นคนเดียวกับที่เคยด่าว่าเป็นช่างก่อสร้างที่หยาบช้า ถังฉือจิ้นยิ่งหน้าแดงมากขึ้นไปอีก เพราะอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี


ฉีจิงได้ให้คนงานตระกูลเฉิงนำโต๊ะหินและม้านั่งหินไปวางในสถานที่ต่าง ๆของหมู่บ้านแทบจะวางอยู่ใต้ต้นไม้ทุกต้น สวี่ซื่อหยวนเรียกศิษย์มาเรียนที่โต๊ะหินนั้น พวกเขาพูดคุยกันอย่างถูกคอ ไม่ได้วางมาดอะไรเลยแม้แต่น้อย


คนผู้นี้คือคนที่สอบวัดระดับได้ตำแหน่งซื่อหยวนสวี่เวิ่นชู่จริงๆกระนั้นหรือ? 


คนที่มีตำแหน่งสูงส่งมีความสามารถแบบนี้จะมาพูดคุยกับคนที่ไม่มีการศึกษาได้อย่างไร นอกเสียจากว่าคนพวกนี้จะสวมรอย หรือเพื่อทำให้ตัวเองมีหน้ามีตามากขึ้นเท่านั้น 


ถังฉือจิ้นมองอยู่ไกลๆ ยิ่งมองก็ยิ่งสงสัย เขาจ้องไปที่ประตูรั้วที่เปิดแง้มอยู่นั้นด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลั้นใจค่อยๆแอบย่องเข้าไปด้านใน!  



บทที่ 103 แสร้งทำท่าทีเพื่อหลอกล่ออีกฝ่าย


เมื่อถังฉือจิ้นเข้าไปด้านใน เขาก็เห็นประตูห้องหนังสือนั้นกำลังเปิดอยู่บนชั้นวางหนังสือนั้นเต็มไปด้วยตำรามากมาย เด็กหนุ่มถือวิสาสะเปิดดูสองสามหน้า เมื่อเห็นชื่อบนหนังสือก็รู้สึกทั้งแย่และโกรธเป็นอย่างมาก…แม้กระทั่งคนแบบนี้ก็สอบได้ตำแหน่งซื่อหยวน ความยุติธรรมบนโลกนี้อยู่ที่ไหน! 


ด้วยความที่เป็นคนขี้ขลาดหวาดกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพอได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจด้านนอกดังเข้ามาเป็นระยะเขาจึงไม่กล้าอยู่นาน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะฉีกรูปตัวอักษรที่อยู่ด้านล่างสุดมาหนึ่งรูป


ตัวอักษรนั้นเขียนได้อย่างสวยงามว่า ‘ปลา’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาอยากครอบครองเช่นเดียวกับอุ้งเท้าหมี หากทั้งสองอย่างไม่สามารถครอบครองได้ ดังนั้นถังฉือจิ้นก็ไม่ขอครอบครองปลาแต่ขอเลือกที่จะครอบครองอุ้งเท้าหมีแทน…ชีวิตเป็นสิ่งที่เขาต้องการครอบครอง คุณธรรมก็เป็นสิ่งที่เขาอยากครอบครองเช่นกัน หากทั้งสองอย่างไม่สามารถครอบครองได้ ดังนั้นถังฉือจิ้นไม่ขอครอบครองชีวิต แต่ขอเลือกครอบครองคุณธรรมแทน


ตัวอักษรนั้นสวยงามมีชื่อเขียนกำกับอยู่อีกด้วย ถังฉือจิ้นยัดมันเข้าไปในเสื้อและออกมา เขาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองได้แต่วิ่งไปอย่างรวดเร็ว ในขณะนั้นฉีจิงและถังฉือเย่กำลังเดินอยู่ด้วยกันในบ้านของฉีจิงที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงรยละอียดเล็กๆน้อยๆที่ต่อเติมอยู่ 


ถังฉือเย่พิงอยู่ตรงขอบประตูกำลังให้อาหารปลา ก่อนจะเดินตามหลังฉีจิงไปที่ด้านหลังของบ้าน ชายหนุ่มชี้ไปที่ห้องหนึ่ง


“ต่อไปข้าจะสอนการต่อสู้ให้เจ้าที่นี่”


หญิงสาวมองตามเห็นบริเวณประตูแขวนป้ายแกะสลักเอาไว้ บนป้ายสลักไว้ว่าห้องเฉินจู ก่อนจะเดินเข้าด้านในซึ่งมีขนาดกว้างขวางมากโดยที่ทั้งสี่ด้านนั้นมีหน้าต่างเปิดไว้เพื่อระบายอากาศ ส่วนตรงผนังจัดวางวางอาวุธที่ทำด้วยไม้แดงอยู่ ถังฉือเย่รู้สึกตะลึงหันหน้าไปบอกเขาว่า


“ข้าอยากเรียนวิชามวย”


“ได้…เจ้าจะเรียนวิชาอะไรก็ได้” ฉีจิงพูดพร้อมกับดึงมือนางเอาไว้ ถังฉือเย่อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบดึงมือออกทันที


“พวกเราไปเดินดูด้านหลังกันต่อเถอะ”


“อืม เจ้าก็เดินนำไปสิ”


ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอก่อนจะออกเดินนำหน้านางไปด้านหลังซึ่งจัดเป็นสถานที่แสดงการต่อสู้ที่ที่มีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่มาก โดยระหว่างทางเดินนั้นถูกกั้นไว้ด้วยขอนไม้และเถาวัลย์ ทำให้ดูโดดเด่นขึ้นมาราวกับรูปวาดวิวทิวทัศน์สวยงามก็มิปาน


ฉีจิงเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอขึ้นไปด้านบนที่สร้างเป็นศาลาหกเหลี่ยมเล็กๆค่อนข้างสูง หากมองลงมาข้างล่างแล้ว จะสามารถมองเห็นบ้านทั้งหลังของฉีจิงและหมู่บ้านเกือบครึ่งหนึ่งได้อย่างชัดเจน


ถังฉือเย่ยิ้มหันมาคุยกับฉีจิงว่า “อาฉี ก่อนหน้านี้เจ้ามองเห็นข้าได้จากตรงนี้ใช่หรือไม่?” 


“ไม่ว่าข้าอยู่ที่ไหนก็สามารถมองเห็นเจ้าได้เสมอ”


ถังฉือเย่นิ่งงันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเขาเกี้ยวอย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งใบหน้าแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเขินอายนี้นางจึงชี้ไปที่ด้านล่างแล้วถามแทน


“ตรงนั้น เจ้าสร้างเป็นอะไรน่ะ?”


“ตรงนั้นเป็นห้องเรียนขนาดเล็ก”


“ยังมีห้องเรียนเล็กๆด้วยหรือ?”  


“เจ้ารู้จักหกศิลปะของปัญญาชนหรือไม่?”


เมื่อเห็รหน้าของถังฉือเย่อึ้งไปเล็กน้อย เขาจึงพูดต่อ “หกศิลปะของปัญญาชน คือวิชามารยาทพิธี วิชาดนตรี วิชายิงธนู วิชาขับรถม้า วิชาอักขรวิธีและวิชาคำนวณ ข้าได้บอกกับท่านสวี่แล้ว พวกเขายินดีที่จะมาที่นี่บ่อยๆ เพื่อเรียนและฝึกฝนวิชายิงธนู วิชาขับรถม้า ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กที่มาเรียนศิลปะการต่อสู้กับข้า แบ่งเวลามาหนึ่งชั่วยามในแต่ละวันไม่ว่าจะเป็นอาเหยาหรืออาหยางก็ด้วย เพื่อสอนขั้นเริ่มแรกให้เด็กพวกนี้ ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาประสบความสำเร็จก็ได้ เพียงแค่รู้ตัวหนังสือก็พอแล้ว ถ้าหากมีพรสวรรค์ ข้าก็ขอให้เพิ่มเวลาให้มากขึ้นไปอีก” 


ถังฉือเย่เหลือบมองเขา ด้วยความรู้สึกชื่นชม ไม่น่าเชื่อว่าฉีจิงจะเป็นผู้มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆอย่างถ่องแท้ ในตอนแรกที่แนะนำให้เขาเปิดสำนักสอนการต่อสู้นั้นเพียงเพื่อให้สร้างรายได้จากความสามารถของเขา แต่ใครจะเชื่อว่าฉีจิงกลับมาสามารถต่อยอดและมองเห็นประโยชน์ของเด็กๆมากกว่าประโยชน์ของตัวเองเช่นนี้ 


หญิงสาวมองดูเขาอยู่นานจนฉีจิงจึงหันหน้าเลิกคิ้ว “เจ้าเอาแต่จ้องหน้าข้าอย่างนี้ มีอะไรงั้นรึ ?”


“เปล่าๆ ไม่มีอะไร” ถังฉือเย่แสร้งเบือนหน้าหันไปทางอื่น ฉีจิงที่ยังไม่รู้เรื่องรู้อะไรหันหน้าตามไป และเห็นว่าที่บ้านของท่านสวี่ที่อยู่ไกลๆ นั้นมีคนกำลังย่อตัวและวิ่งออกมาจากสวนอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ผลักประตูรั้วออก และก็มองซ้ายมองขวาพลางวิ่งออกไป


เป็นเพราะในสวนแห่งนี้นั้นมีต้นไม้อยู่มากจึงทำให้มองเห็นไม่ชัด ฉีจิงขยับตัวเล็กน้อยเพ่งสายตาจ้องมองดู ก่อนที่ถังฉือเย่จะคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้ทันที 


“พี่ของข้าอยู่ตรงนั้น!” พูดไปมือทั้งสองของนางประสานไว้ด้วยกันก่อนจะตะโกนลงไปข้างล่างว่า “ท่านพี่ ท่านพี่ถังฉือหรง!” 


ถังฉือหรงลุกขึ้นมากวาดสายตามองหา พอเห็นน้องสาวก็โบกมือทักทาย ก่อนที่เงาปริศนาของใครคนนั้นจะหายไปแล้ว ฉีจิงขมวดคิ้วนึกสงสัย ซึ่งในขณะที่ถังฉือเย่กำลังโบกไม้โบกมือทักทายถังฉือหรงอยู่นั้น นางก็รู้สึกได้ว่าฉีจิงนั้นขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับโน้มตัวลงมา


ความคิดอย่างแรกในหัวที่แว่นเข้ามาคือ…ไม่ใช่ว่าเขาอยากขโมยจูบนางหรอกหรือ? 


ตอนนั้นเองถังฉือเย่เบี่ยงตัวหลบออกมาอย่างรวดเร็วและสง่างาม ส่วนฉีจิงนั้นกลับอึ้งในการกระทำของนาง ทั้งสองสบตากันและเป็นหญิงสาวเองที่รู้สึกเขินอาย ทำอะไรไม่ถูกนอกจากยิ้มออกมาเล็กน้อยเท่านั้น แล่ะก่อนที่นางจะพูดอะไรออกมา ชายหนุ่มก็เอื้อมมือมาจับที่ไหล่ไว้แน่น พร้อมกับดึงเข้ามาใกล้ แล้วพูดขึ้นว่า 


“เมื่อครู่มีคนเข้าไปในบ้านของท่านสวี่”


“ใคร?” ถังฉือเย่ถามออกไปเสียงแผ่ว หันหน้าหนีไปอีกทางเมื่อรู้สึกโมโหขึ้นมาหน่อยๆ นี่หลงคิดอะไรเป็นตุเป็นตะไปคนเดียว ถึงแม้ว่าพ่อหนุ่มฉีจะไม่รู้ความคิดนี้แต่นางก็ยังคงรู้สึกอับอายเป็นอย่างมากดังนั้นถังฉือเย่จึงพูดเสียงสะบัดๆว่า


“เจ้าหัวขโมยสมควรตาย เป็นใครกันกล้าเข้าถึงที่นี่!” จากนั้นก็เดินลงไปด้วยความขัดเขินผสมกรุ่นโกรธอยู่หน่อยๆ ซึ่งเมื่อนางลงไปแล้วก็ได้บอกเรื่องผู้บุกรุกกับทุกคนที่ต่างตกใจอยู่ไม่น้อย


สวี่เวิ่นชู่รีบกลับเข้าไปในบ้านก็พบว่าประตูรั้วก็ถูกเปิดออกจริงๆ แล้วก็พบว่าหนังสือนั้นได้ถูกพลิกดูแล้ว


“คนคนนั้นลักษณะเป็นอย่างไร เห็นชัดหรือไม่?” ถังฉือเย่หันมาถามฉีจิง 


“ข้ามองหน้าเขาไม่ชัด เพราะมีต้นไม้บังอยู่ แต่คิดว่าน่าจะเป็นผู้ชายสวมเสื้อผ้าสีน้ำเงิน”


“แต่ห้องหนังสือของข้าก็ไม่มีของมีค่าอะไร มากสุดก็แค่มีหนังสือต้นฉบับหายไปบางเล่ม ช่างเถอะไม่เป็นไรหรอก”


“จะไม่เป็นไรได้อย่างไร หากต่อไปท่านได้เป็นท่านขุนนางตำแหน่งใหญ่โต หนังสือต้นฉบับของท่านสามารถนำไปขายได้ นี่มันต่างอะไรกับการขโมยเงินล่ะ” 


ถังฉือหรงพยักหน้า “เย่เอ๋อร์ ท่านอาจารย์ ตอนนี้หนังสือต้นฉบับนั้นมูลค่าค่อนข้างสูงเลยทีเดียว”


“เพราะฉะนั้น เข้ามาขโมยของกันแบบนี้มันทำเกินไปแล้ว” ถังฉือเย่รีบสลัดความอายทิ้งไปอย่างรวดเร็ว “หากรู้ว่ามันมีค่ามากขนาดนั้น ข้าคงให้ท่านสวี่เขียนตัวอักษรให้ข้าแล้วแขวนบนประตูบ้านไปแล้ว”


สวี่เวิ่นชู่หัวเราะพลางถามว่า “เจ้าอยากเขียนว่าอะไร ?”


“บ้านของนางฟ้า?” ถังฉือเย่ตอบทันควัน ก่อนจะพูดเหมือนไม่ยี่หระ “แต่ช่างเถอะ วันนี้ข้าแปลกไปเอง พวกเจ้าก็ทำเป็นไม่ได้ยินที่ข้าพูดก็แล้วกัน ข้าขอตัวก่อน”


กล่าวเสร็จนางก็เดินจากไปทันที แต่ใครจะรู้ว่าวันถัดมา ทันทีที่ถังฉือเย่เพิ่งตื่นมาได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นจากหน้าประตู เมื่อเดินออกไปดูก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง เพราะที่หน้าประตูบ้านนั้น ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินกำลังยกโต๊ะเล็กๆอยู่ โดยมีสวี่เวิ่นชู่ที่กำลังจุ่มน้ำหมึก


หญิงสาวพูดด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ “ท่านสวี่ ท่านกำลังทำอะไรงั้นเหรอ?” 


“ไม่ต้องพูดถึงบ้านของนางฟ้า ข้าจะวาดรูปให้เจ้าก็แล้วกัน” เขาชี้ไปที่กำแพงอยู่ด้านนอก นางได้ยินมาว่ายุคนี้ปัญญาชนจะมีวัฒนธรรม ‘เขียนบทกลอนลงบนกำแพง’ ถังฉือเย่จึงรู้สึกสนอกสนใจขึ้นมาในทันที


“ได้สิ! แล้วท่านจะวาดอะไรงั้นเหรอ ?”


สวี่เวิ่นชู่ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไร จากนั้นจึงถลกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มละเลงพู่กันลงบนกำแพง โดยที่ด้านนอกมีคนมาชุมนุมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างคนต่างรุมล้อมและมองดูกันอยู่หลายชั้นด้วยความสนใจ


สวี่เวิ่นชู่ลงมือละเลงพู่กัน ตวัดไปตามใจชอบไม่นานนักก็มีคนร้องออกมาอย่างตกใจว่า “เป็นรูปนกหนึ่งตัวนี่” 


“ใช่ๆ เหมือนจะเป็นนกนะ นั่นคือหางใช่หรือไม่?”


ถังฉือเย่หันมอง ทันทีที่เห็นนางก็เดาออกได้ทันทีว่ารูปที่สวี่เวิ่นชู่วาดนี้จะต้องเป็นรูปนกเฟิงหวงอย่างแน่นอน 


หลังจากนั้นไม่นานนักรูปบนกำแพงก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนก็ต่างตกตะลึงไปตามๆกัน ในขณะที่ถังฉือเย่กำลังมองดูด้วยความสนอกสนใจอยู่นั้นก็มีคนที่ร้านเหล้าคนหนึ่งวิ่งมาอย่างเหงื่อท่วมตัว พร้อมกับตะโกนเรียกมาแต่ไกลว่า 


“เจ้าบ้านถัง! เถ้าแก่สกุลเฉินมาหา บอกว่าอยากพบท่าน”


ถังฉือเย่ตอบรับไปอย่างไม่เต็มใจ นางมองดูรูปวาดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะต้องตัดใจตามเขาไป พร้อมกับเสียงซุบซิบนินทากันจนความรู้สึกที่ตื่นเต้นนั้นหายไปบางส่วน ผู้หญิงที่อยู่รอบนอกคนหนึ่งจึงพูดขึ้นเบาๆว่า “พวกเราไปถามสักหน่อยดีหรือไม่ ?”



บทที่ 104 หากนางไม่เป็นใหญ่แล้วใครจะเป็น


คนที่พูดประโยคนี้ก็คือคุณนายหลิว หญิงสาวที่ถังฉือเย่เคยขอให้มาช่วยทำเสื้อผ้าก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังเป็นสะใภ้ของท่านอารองโรงตีเหล็กนั่นเอง นางหันไปพูดกับทุกคนว่า 


“เย่เอ๋อร์นางเป็นเด็กที่ฉลาดหนักแหลม หากลองขอร้องนาง บางทีนางอาจจะมีวิธีที่จะทำให้ชีวิตของพวกเราสบายขึ้นก็ได้” 


“นางจะมีวิธีอะไรได้ หรือว่าจะสร้างร้านเหล้าให้เจ้าอีกร้านหรือ?” 


“หากจะไปเจ้าก็ไปเองเถอะ ข้าไม่ไปหรอก เดี๋ยวนางจะได้ใจไปเปล่าๆ” 


“เจ้าพูดถูก!” หญิงสาวสกุลเหมานางหนึ่งเบะปาก “นางก็แค่อาศัยบารมีชื่อเสียงของพ่อหนุ่มฉีเท่านั้น จะไปรู้เรื่องรู้ราวอะไรกัน คนอื่นเรียกนางว่าเจ้าบ้านถัง นางก็ยังมีหน้าตอบรับ ช่างหน้าไม่อายเสียจริง”


“เจ้ากล้าไปพูดอย่างนี้ต่อหน้าเย่เอ๋อร์หรือไม่ สามีทำงานหาเงินจากร้านเหล้าของเขา ยังจะมาแว้งกัด ลับหลัง เจ้ายังมียางอายอยู่ไหม?” คุณนายหลิวตำหนิด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จนคุณนายเหมาไม่กล้าพูดอะไรอีก 


“หากพวกเจ้าไม่ไปข้าจะไปเอง แม้จะไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร แค่ได้ถามสักคำข้าก็ตายตาหลับแล้ว” คุณนายหลิวกล่าวก่อนจะปลีกตัวเดินจากไป 


เหล่าบรรดาสะใภ้ที่ยืนลังเลอยู่นั้นไม่นานก็เลือกที่จะเดินตามหลังคุณนายหลิวไป ทิ้งให้หญิงสาวสกุลเหมายืนอยู่คนเดียว จนนางโกรธจัดหน้าแดงก่ำ กระทืบเท้าเต้นอยู่เร่าๆ 


เวลาเดียวกันนั้นในขณะนั้นถังฉือเย่กำลังรีบตรงไปที่ร้านเหล้า นางก็เห็นเถ้าแก่เฉินนั่งรออยู่ก่อนแล้วในห้องรับแขกเล็กๆ ในมือถือถ้วยชาสนทนากับเฉินฉางหยวนที่นั่งอยู่ข้างๆ


เมื่อเห็นนาง เถ้าแก่เฉินก็ยืนขึ้น เขายิ้มแล้วกล่าวทักทาย “เจ้าบ้านถัง”


“เถ้าแก่เฉินสละเวลามาหาข้าถึงที่นี่ มีธุระอะไรอย่างนั้นหรือ?” 


“เจ้ายังจะถามได้!” เถ้าแก่เฉินบ่นอุบอิบ “เหล้าคลายร้อนกำลังจะขายหมดจนข้าไม่กล้าขายแล้วข้าจึงต้องมาหาเจ้าด้วยตัวเองเพื่อให้ช่วยกลั่นให้ข้าเพิ่มอีกสักหน่อยจะได้หรือไม่?” 


ถังฉือเย่ทำหน้าครุ่นคิด ก่อนที่อึดใจต่อมาจะตอบว่า “ตอนนี้ข้ายังพอมีหยางเหมยเหลืออยู่ น่าจะกลั่นเพิ่มอีกสักหน่อยก็ย่อมได้ เช่นนั้นกลั่นสองพันชั่งพอไหม?” 


“สามพันชั่งเถอะ!” 


“เมื่อถึงตอนนั้นเหล้าความงามและเหล้าบำรุงปอดก็คงจะกลั่นเสร็จแล้ว หากกลั่นเหล้าคลายร้อนเพิ่มอีกสามพันชั่งจะเยอะเกินไปหรือไม่?” 


“ไม่เยอะ ไม่เยอะ” เถ้าแก่เฉินรีบพูดทันที “เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่ทำให้พวกเจ้าต้องขาดทุนหรอก” 


“ท่านแน่ใจนะ?” 


“แน่ใจสิ ว่าแต่ว่าเหล้าอีกสองชนิดที่เจ้าพูดถึงจะกลั่นเสร็จเมื่อไหร่?” 


“เหล้าสองชนิดนี้ ความจริงครบสิบวันก็ดื่มได้แล้ว แต่ถ้าอยากให้รสชาติดีต้องรอยี่สิบวัน แต่หากต้องการรสกลมกล่อมที่สุดก็ต้องรอหกสิบวัน”


เมื่อได้ยินเถ้าแก่เฉินก็ทำหน้าหนักใจหนักหนาจนถังฉือเย่อดขำออกมาไม่ได้ “ความแตกต่างเล็กน้อยนี้ หากไม่ใช่นักดื่มก็น่าจะแยกรสชาติไม่ออกหรอก นอกจากนี้เหล้าชนิดนี้ก็มีหนึ่งเดียวในแผ่นดิน เพิ่งจะเริ่มออกขาย เหล่านักดื่มก็ยังดื่มมาไม่เยอะ ดังนั้นข้าว่ายี่สิบวันก็น่าจะพอแล้วล่ะ”


“เจ้าบ้านถัง หากรู้ว่าเจ้าต้องใช้เวลานานเช่นนี้ ข้าจะกล้าเปิดขายอย่างเต็มที่ได้อย่างไร แล้วใครจะรับผิดชอบความเสียหายเหล่านี้ ข้านี่ช่างอนาถนัก” พูดไปเถ้าแก่เฉินก็ดื่มชาไป จนเฉินฉางหยวนที่ยืนอยู่ด้านหลังสูดลมหายใจเข้าเหลือบมองไปยังถังฉือเย่ 


หญิงสาวเพียงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ตื่นตระหนก “เถ้าแก่เฉิน เมื่อก่อนข้าคิดเสมอว่าท่านทำการค้าอย่างมีเหตุผล แต่มาตอนนี้กลับรู้สึกว่าท่านจะซื่อสัตย์มากเกินไปหน่อย” 


“เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนี้?” 


“ข้าขอถามท่านหน่อยว่า ท่านกินสิ่งหอมหวานตอนที่กำลังหิว หรือกินตอนที่กำลังอิ่มจนไม่ไหวกันแน่?” 


“ไร้สาร คนเราหากอิ่มท้องแล้วต่อให้กินน้ำผึ้งก็ไม่หวาน” 


“เช่นนั้นปัญหามันก็จบแล้วไม่ใช่หรือ ?” ถังฉือเย่พูดยิ้มๆ “ไม่ว่าเหล้าจะมีเพียงนี้ หรือต่อให้มีสามพันชั่ง ท่านก็ไม่ควรขายมันเช่นนี้” 


ถังฉือเย่กระเถิบตัวเข้ามาใกล้ พลางกระซิบด้วยรอยยิ้ม “โรงเหล้าซื่อฟางอยู่ตรงนี้ แค่ไปก็สามารถซื้อเหล้าได้แล้ว มันจะเป็นของที่หายากตรงไหน สามารถซื้อเหล้ามาไม่ได้ตลอดเวลา อีกทั้งร้านข้างๆก็ยังไม่ได้ขายเหล้าชนิดนี้ เพราะฉะนั้นจึงทำได้แค่รอ เช่นนั้นเหล้านี้ก็จะยิ่งหอมหวานในใจของทุกคนอย่างไรล่ะ”  


ดวงตาของเถ้าแก่เฉินเป็นประกายขึ้น กล่าวชื่นชมถังฉือเย่ไม่หยุดปาก “เยี่ยมมาก เจ้าบ้านถังเจ้าช่างเป็นคนที่มีความคิดสุดยอดที่สุด” 


เมื่อได้ฟังทั้งหมดเฉินฉางหยวนเองก็พูดอะไรไม่ออก เพราะเดิมทีนั้น เขาต้องการที่จะโทษอีกฝ่าย แต่นางกลับพูดจนเปลี่ยนจากโกรธมาเป็นรู้สึกดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ แล้วอย่างนี้ถ้านางไม่ได้เป็นใหญ่แล้วใครจะเป็นได้เล่า เพราะท่านอาสี่หรือแม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่มีความสามารถทำได้เช่นนี้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อทั้งสองนั่งพูดคุยกัน ถังฉือเย่ที่แม้จะเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆธรรมดาคนหนึ่งแต่กลับพูดคุยสนุกสนานเป็นกันเองตามปกติและไม่มีทีท่าตื่นตระหนกอะไรกับรัศมีของเถ้าแก่เฉิน เพราะฉะนั้นแล้วเด็กคนนี้ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ 


ดูเอาเถอะถังฉือเย่กล่าวเพียงไม่กี่คำเดียว เถ้าแก่เฉินก็เปลี่ยนสีหน้าจากร้อนรนให้กลายเป็นแย้มยิ้ม พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ถ้าแก่เฉินยิ้มให้ก่อนจะพูดชวนคุย


“ตอนนี้ในเมืองมีร้านอาหารซานฉวน พวกเขาทำอาหารชนิดหนึ่งออกมา เรียกว่าไข่เยี่ยวม้าอะไรสักอย่าง เจ้ารู้ไหมว่ารสชาติของมันพิเศษมาก แย่งลูกค้าของข้าไปไม่น้อยเลยล่ะ ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของกัน”


ถังฉือเย่เลิกคิ้วถาม “ท่านไม่รู้หรือ ?”


“หืม?”


จากนั้นถังฉือเย่จึงกระซิบอธิบายเบาๆที่ข้างหู เถ้าแก่เฉินตกใจจนตาแทบจะถลนออกมา “นี่เป็นร้านของฮูหยินท่านเจ้าเมืองหรือ แต่เดี๋ยวก่อน เจ้าเป็นคนที่คิดทำไข่เยี่ยวม้านั้นออกมาหรือเหรอ?”


เมื่อเห็นหญิงสาวพยักหน้า เขาจึงพูดต่อเสียงอ่อยๆ “เจ้าบ้านถัง เจ้าใจร้ายเกินไปแล้ว จากมิตรภาพของเรา เหตุใดจึงไม่ทำไข่เยี่ยวม้าให้ข้าแทนล่ะ?” 


ถังฉือเย่เพียงยิ้มไม่ได้พูดอะไร เถ้าแก่เฉินก็ได้สติพูดเสียงอ่อย “คราวหน้าหากเจ้าทำอาหารอะไรใหม่ๆออกมาก็ขอให้คิดถึงข้าก่อนเป็นคนแรก เรื่องเงินเรื่องทองข้าไม่ทำให้เจ้าต้องเสียเปรียบหรอก”


“เงินมันหาได้ไม่สิ้นสุด อำนาจก็ไม่อาจคงอยู่ตลอดไป ท่านมีเหล้าฟู่โซ่วก็เพียงพอแล้ว ให้คนอื่นเขาได้ทำเงินหารายได้บ้าง” 


“หากข้าไม่ให้พวกเขาทำเงิน แล้วจะเป็นอย่างไร?” 


เมื่อถังฉือเย่ได้ยินน้ำเสียงของอีกฝ่าย นางก็รู้สึกเหมือนว่าเถ้าแก่เฉินจะไม่สนใจใครเลย แม้แต่ท่านเจ้าเมือง หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและไม่ได้พูดกล่อมอะไรอีก 


เถ้าแก่เฉินเองก็ไม่ได้อยู่นาน หลังจากพูดคุยเสร็จเขาจึงกลับ ถังฉือเย่เดินมาส่งขึ้นรถม้า ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับก็ได้ยินใครบางคนเรียก 


“เจ้าบ้านถัง” ถังฉือเย่หันกลับไปจึงเห็นว่าเป็นคุณนายหลิว ด้านหลังยังมีผู้หญิงจำนวนมากในหมู่บ้านตามมาด้วย นางยิ้มแล้วบอกอย่างเป็นกันเอง 


“ท่านป้าเรียกข้าว่าเย่เอ๋อร์ก็ได้ ชื่อพวกนั้น ล้วนสร้างขึ้นมาไว้หลอกคนเท่านั้น”


“มันเหมาะสมแล้ว เจ้าดูแลร้านเหล้าใหญ่ขนาดนี้ เดิมทีก็ควรจะเรียกว่าเจ้าบ้านถังถึงจะถูก” 


“ว่าแต่ท่านป้ามาหาข้ามีเรื่องอะไรหรือ?”


“ก็มีเรื่องนิดหน่อย” คุณนายหลิวพูดด้วยความเกรงใจ “เจ้าดูสิคนในหมู่บ้านก็ล้วนมาทำงานที่ร้านเหล้ากันหมด หมู่บ้านข้างๆก็มีคนมาทำไม่น้อย พวกเราอยู่บ้านเฉยๆไม่มีอะไรทำ ไม่ทราบว่าพอจะมีงานอะไรที่พวกเราสามารถทำได้หรือไม่?” 


“งาน?” 


“ใช่! งานอะไรก็ได้” 


ถังฉือเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เพราะงานต่างๆในร้านเหล้าล้วนแล้วแต่ต้องการแรงงานของผู้ชาย จึงไม่ได้รับผู้หญิงเข้ามาเลย หรือจะให้ไปล้างหรือหั่นผลไม้อะไรทำนองนั้น แต่ก็ล้วนเป็นงานยิบย่อยมากสุดก็ครั้งละไม่เกินสองวัน ไม่เหมือนกับงานในร้านเหล้าที่ทำทุกวันตลอดเวลา


แล้วทันใดนั้นเองนางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ถังฉือเย่กวาดสายตามองดูผู้หญิงเหล่านั้นก่อนจะบอกว่า “หากท่านป้าไม่ถามข้าก็เกือบจะลืมไปแล้ว ข้ายังมีงานอีกอย่างที่พอจะให้พวกท่านทำได้ ช่วงหลายวันมานี้ข้าไม่มีเวลาจริงๆ อีกอย่างก็ต้องเตรียมอุปกรณ์หลายอย่าง เอาเช่นนี้ก็แล้วกันที่สำนักศิลปะการต่อสู้จะเปิดเร็วๆนี้ หากสำนักศิลปะการต่อสู้เปิดแล้ว พวกเราค่อยมาว่าเรื่องนี้กันอีกครั้ง” 


คุณนายหลิวดีใจเป็นอย่างมาก พลางรีบตอบตกลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อถังฉือเย่เดินจากไปแล้ว นางถึงได้สติกลับมาเพราะมัวแต่ตื่นเต้นจนลืมถามว่าเป็นงานที่ว่านั้นคืองานอะไร!



บทที่ 105 หญ้าอ่อนช่างน่ากิน


เมื่อถังฉือเย่กลับมาถึงบ้านนางก็เห็นชาวบ้านหลายคนกำลังยืนล้อมรอบๆประตูบ้านอยู่เพื่อมองภาพวาดบนกำแพงของสวี่ซื่อหยวน ภาพวาดนกเฟิงหวงบนกำแพงนั้นราวกับมีชีวิต แม้จะเป็นเพียงภาพหมึก แต่หมู่เมฆ ท้องฟ้า รวมทั้งปีกของเฟิงหวงนั้นทะยานกว้างงดงามอย่างที่สุด 


หญิงสาวเจ้าของบ้านจึงรีบร้องบอกผู้คนไว้ “ห้ามแตะ! ห้ามมองใกล้ขนาดนี้!” พร้อมกันนั้นก็ตั้งใจไว้ว่าจะไปหาช่างตระกูลเฉิง เพื่อสั่งให้พวกเขาสร้างแปลงดอกไม้กั้นไว้ จะได้ไม่มีใครมาจับต้อง 


ในขณะที่กำลังยืนชื่นชมอยู่นั้นฉีจิงเดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ ถังฉือเย่หันไปถามว่า “อาฉี…เจ้าว่าสวยไหม?” 


ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงอืมเบาๆ นางจึงบอก “ไม่ใช่ว่าข้าต่อว่าอะไรเจ้านะ เจ้าน่ะดีไปหมดทุกอย่าง แต่รสนิยมแย่ไปหน่อย เจ้าดูภูเขาปลอมๆที่เจ้าสร้างขึ้นมาสิ มันน่าเกลียดมาก แม้ว่าข้าจะไม่มีศิลป์ แต่ก็ดูออกว่าภูเขาสวยๆควรจะเป็นอย่างไร” 


ฉีจิงเหลือบมองนิ่ง เพราะเมื่อวานเขาสั่งให้คนเอาก้อนหินก้อนใหญ่ที่สูงเท่ากับคนสองคนมาวางไว้ตรงทางเข้า พอเห็นเข้านางก็ขำไปหลายรอบ


“นั่นไม่ใช่ภูเขาปลอม” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ 


“เช่นนั้นมันคืออะไร?” 


“รอเปิดสำนักศิลปะการต่อสู้เมื่อไหร่ เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง”


จากนั้นในวันต่อมาสำนักศิลปะการต่อสู้ของเขาก็ได้เปิดทำการอย่างเป็นทางการ หลังจากที่จุดประทัดแล้ว ฉีจิงจึงชักดาบออกมา ต่อหน้าทุกคน เขายืดตัวขึ้น และกระโดดเล็กน้อย พลางชูดาบขึ้นและตวัดลงมา


เสียงเหล็กกระทบกับหินดังขึ้น ถังฉือเย่หัวเราะเยาะก่อนที่หินก้อนใหญ่ก้อนนั้นจะค่อยๆแยกออกจากกัน ก้อนหินที่ตกลงมานั้นเสียงดังก้องไปทั่ว เผยให้เห็นพื้นผิวที่เรียบเนียน จากนั้นฉีจิงก็ถ่ายเทน้ำหนัก และเหวี่ยงดาบยาวขึ้น เขาใช้พลังดาบตวัดสลักตัวอักษรไว้บนหินเป็นคำว่า “ห้าวหาญ” ขนาดใหญ่


ตัวอักษรมีความลึกไม่กี่นิ้ว แต่มีความชัดเจนและทรงพลังมาก ดูมีชีวิตชีวาและกระฉับกระเฉง ฉีจิงสำรวมท่าทีอย่างช้าๆ พลางยืนตัวตรงและมีดาบแนบกาย


เสน่ห์อันร้ายกาจของเขาโดยเพราะเมื่ออยู่ใกล้ทำเอาถังฉือเย่แทบไร้เรี่ยวแรง ยิ่งเมื่อเผชิญหน้ากับแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงเช่นนี้ มันก็ทำเอาหัวใส่สั่นไหวได้ง่าย จนนางแทบอยากจะกรี๊ดออกมาให้รู้แล้วรู้รอด! แต่ก็ทำได้แต่กรีดร้องคนเดียวในใจว่า


“ไม่! ข้าทนไม่ไหวแล้ว ข้าอยากกินหญ้าอ่อน อย่ารั้งข้าไว้ ข้าอยากกินเขาจริงๆ!” 


ในตอนนั้นเสียงความประหลาดใจของทุกคน ยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุด มีคนใจกล้า ก้าวเข้าไปลูบหินสลักตัวอักษรนั้น เขาลูบพลางสูดลมหายใจ แม้แต่คำพูดที่เรียบเรียงมาดีแล้วก็ยังพูดไม่ออก ด้วยฝีมือของฉีจิงในครั้งนี้มันทำให้ทุกคนต่างตกใจอ้าปากค้างกันไปตามๆกัน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องพูดถึงแต่เด็กๆ เพราะแม้แต่ผู้ใหญ่เองก็อยากเรียนด้วยแล้ว 


ถังฉือเย่รู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับการศึกษามากกว่าศิลปะการต่อสู้ คนที่มีการศึกษาจะมีค่ามากกว่าคนที่เรียนวิทยายุทธ แต่ก็มีพวกที่จ่ายค่าเล่าเรียนไม่ไหวหรือ พวกเด็กที่ไม่เหมาะที่จะเรียนหนังสือขอสมัครเข้ามาเรียนกับฉีจิง เพียงแต่เขาไม่ได้รับทุกคน


ชายหนุ่มจะจับกระดูกเด็กทุกคนที่มาสมัคร หากผ่านก็จะให้ลงทะเบียนที่ด้านข้าง ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินเองก็มาช่วยด้วย พวกเขาช่วยจัดโต๊ะลงทะเบียนที่หน้าประตู หลังจากลงทะเบียนเสร็จจะมีคนนำแผ่นไม้เล็กๆมาให้ บนแผ่นไม้เขียนชื่อเอาไว้ เมื่อถึงตอนนั้น จะมีคนที่อยู่ตรงทางเข้ามาตรวจโดยเฉพาะ หากไม่มีก็ไม่สามารถเข้าไปข้างในได้ 


ทุกคนต่างยุ่งวุ่นวายกันทั้งวัน ดังนั้นหลังจากที่ทุกคนทานอาหารกันไปได้ครึ่งหนึ่ง ถังฉือเย่ก็ได้พาคนสองสามคนเข้ามา หนึ่งในนั้นถือถาดอยู่ในมือ นางหันไปพูดกับทุกคนว่า


“วันนี้เย่เอ๋อร์ได้ทำอาหารแบบใหม่มา อยากให้ทุกคนลองชิมดูว่ารสชาติดีหรือไม่?” 


สิ้นเสียงหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะนำจานไปวางสองใบต่อโต๊ะ ทุกคนต่างก้มมองอย่างละเอียด แล้วจึงลองคีบขึ้นมากินดู


จานหนึ่งเป็นเหลียงเฟิน ที่ทั้งใสและแวววาว ทั้งยังเย็นฉ่ำและมีรสเปรี้ยว ทานในช่วงหน้าร้อนจะรู้สึกสดชื่น ส่วนอีกจานเป็นแบบผัด บนชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆจะมีซีอิ๊วอยู่ เมื่อทานเข้าไปจะได้รสชาติความเค็มและหอม ด้านในจะมีสัมผัสที่นิ่มและลื่น ละมุนลิ้นจนหยุดไม่อยู่


“รสชาตินี้มันสุดยอดไปเลย เจ้าบ้านถัง สิ่งนี่คืออะไรหรือ?”


ถังฉือเย่เพียงยิ้มแต่ไม่ตอบ หลังจากที่ทุกคนได้ชิมกันหมดแล้ว ท่านหัวหน้าตระกูลจึงถามเองว่า “เย่เอ๋อร์ อาหารเหล่านี้คืออะไร ข้าไม่เคยกินมาก่อนเลย?” 


“เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเอง ข้าใช้ข้าวทำมันขึ้นมา ความจริงก็สามารถใช้ถั่วทำได้ ข้าเรียกมันว่าเหลียงเฟิน พวกท่านคิดว่ามันอร่อยไหม?”  


“เจ้าคิดขึ้นมาเองหรือ?” ท่านหัวหน้าตระกูลประหลาดใจเล็กน้อย “อร่อยมาก เย่เอ๋อร์ช่างมีความสามารถเสียจริง” 


“วันก่อนคุณนายหลิวมาหาข้า และข้าก็มีความคิดบางอย่าง จึงจะใช้โอกาสเหมาะนี้เพื่อบอกให้ทุกคนทราบ” ถังฉือเย่หยุดไปครู่หนึ่ง “ที่นี่มีงานเย็บปักเสื้อผ้า ต้องการหาคนมาช่วย บ้านไหนมีหญิงสาวที่มีความสามารถด้านเย็บปักถักร้อย ก็สามารถมาที่นี่ได้ ไม่มีเงินค่าแรงให้ แต่หากเย็บชุดเสร็จแล้ว ข้าก็จะให้สูตรการทำเหลียงป้าน และสอนมันให้กับทุกคน” 


ทุกคนตกใจเป็นอย่างมาก แม้แต่ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็ยังตกตะลึงไม่แพ้กัน ในยุคสมัยที่ฝีมืองานหัตถศิลป์ล้ำค่าที่สุด ทุกคนต่างซ่อนมันไว้เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเห็นถังฉือหรงยกอาหารออกมา ทุกคนต่างคิดว่านางจะเอาสิ่งนี้มาทำเป็นเครื่องมือทำมาหากิน แค่คาดไม่ถึงว่า นางจะสอนวิธีทำให้กับทุกคนง่ายดายเช่นนี้  


“เย่เอ๋อร์ เจ้าคิดดีแล้วใช่ไหม?” ท่านหัวหน้าตระกูลถามย้ำ 


“คิดดีแล้วเจ้าค่ะ” ถังฉือเย่ยิ้มยืนยันเสียงหนักแน่น “คราวก่อนที่เย่เอ๋อร์มีเรื่อง ทำให้ทุกคนต้องเข้ามาพัวพัน และหวาดกลัว เย่เอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ข้าทำอาหารชนิดนี้ออกมาได้ด้วยความบังเอิญ อีกทั้งทุกคนก็ชอบมัน เย่เอ๋อร์จะไม่สอนให้ได้อย่างไรล่ะ แต่ข้าจะให้เฉพาะคนในหมู่บ้านจวี้เป่า ครอบครัวละหนึ่งคนเท่านั้น หากใครไม่ถนัดเย็บปัก ก็สามารถมาช่วยทำอาหารได้” 


ท่านหัวหน้าตระกูลนิ่งไปชั่วขณะ ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ่งต่างก็ทรงพลังมีคนนับถือ เพราะนอกมีร้านเหล้าแล้ว ด้านหลังของหมู่บ้านยังมีสำนักศิลปะการต่อสู้คอยเป็นที่เชิดหน้าชูตา 


ทันใดนั้นท่านหัวหน้าตระกูลก็ยืนขึ้น ค้ำไม้เท้า พลางโค้งตัวให้นาง ถังฉือเย่ตกใจมาก จึงรีบหลบออก “ท่านลุง ท่านทำอะไรน่ะ เย่เอ๋อร์จะอายุสั้นนะเจ้าคะ” 


“เจ้าสมควรได้รับมัน” ท่านหัวหน้าตระกูลยืดตัวขึ้นอย่างสั่น ๆ เล็กน้อย เน้นคำพูดทีละคำ “เจ้าเด็กคนนี้มีคุณธรรม เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ เจ้าคือผู้มีพระคุณต่อหมู่บ้านวจี้เป่าของพวกเรา”


ถังฉือเย่ไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไร สาเหตุที่นำสูตรออกมานั้น ความจริงแล้วนางก็ไม่ได้เสียสละอะไรขนาดนั้นหรอก ที่ทำก็เพียงเพราะต้องการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ด้วยการซื้อใจคนอะไรทำนองนั้นอีกอย่างนางก็ไม่ใช่คนโลภมาก มีเงินใช้เพียงพอก็ถือใช้ได้แล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นท่านหัวหน้าตระกูลให้เกียรตินางเช่นนี้ หญิงสาวจึงอดรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย ผิดกับท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ่งมาก เพราะทั้งสองปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกกันไปจัดประชุดกับคนในตระกูลเดียวกัน


ใจความสำคัญก็คือแต่ละคนต้องนึกถึงความมีน้ำใจของถังฉือเย่ไว้ เมื่อถึงตอนนั้นก็ให้เชื่อฟังนาง ต้องขยัน และห้ามทำเรื่องไม่ดีเด็ดขาด นอกจากนี้ยังอนุญาตให้เฉพาะสะใภ้แต่ละบ้านเท่านั้น ส่วนลูกสาวที่ต่อไปต้องแต่งงานนั้นไม่ได้รับอนุญาต เพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหลออกไปนอกหมู่บ้าน 


ถังฉือเย่บอกกับคุณนายโจวไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ว่าจะยืมร้านเหล้าเดิมเพื่อให้เป็นสถานที่เรียน อีกทั้งยังเตรียมภาชนะและสิ่งของต่างๆไว้ก่อนแล้ว ซึ่งก็ปรากฏว่ามีหลายสิบครอบครัวในหมู่บ้านจวี้เป่าที่มาเรียน รวมๆแล้วมากถึงสี่สิบกว่าชีวิต!




จบตอน

Comments