บทที่ 106 อวดเอวบาง
เมื่อถังฉือเย่พูดแนะนำและกล่าวถึงที่มาที่ไปคุณนายหลิวซึ่งเป็นผู้จุดประกายความคิดนี้ก็ได้รับคำชื่นชมไปด้วย แม้แต่คุณนายเหมาเองที่ก่อนหน้านี้เคยพูดจาเยาะเย้ยเสียดสีก็ได้มาเรียนรู้ด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้คนต่างพูดจาเสียดสีไปครู่หนึ่ง โดยที่นางก้มหน้าลงด้วยใบหน้าแดงก่ำ แต่ก็ยังคงไม่ไปไหน
ในตอนนี้สตรีจากสกุลเหมาทำได้เพียงคิดย้อนกลับไปในตอนนั้น แล้วก็อยากตบปากตัวเองเสียรู้แล้วรู้รอด และตอนที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างเฮฮาอยู่นั้นก็ปรากฏว่ามีคนเดินเรียบกำแพงพลางก้มหน้าเข้ามา เมื่อทุกคนหันกลับไปมองก็เห็นเป็นบ้านรองของตระกูลถังหลี่ซื่อ นั่นเอง
คุณนายหลิวพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าไม่ได้แยกครอบครัวไปแล้วหรือ เหตุใดยังมีหน้ามาอีกล่ะ เมื่อก่อนทำอะไรกับเขาไว้ ไม่มีสำนึกบ้างเลยหรือ”
“แต่ก่อนโหดร้ายเพียงใด หากนางกำลังจะตายก็คงไม่ช่วยหรอก ตอนนี้พอเห็นว่าสาวน้อยถังร่ำรวยหน่อย ก็มาทำเป็นรู้จักกันเพื่อจะขอเงิน หน้าด้านเสียจริง ขนาดใช้เข็มเจาะยังเจาะไม่เข้าเลย”
หลี่ซื่อน้ำตาคลอไม่กล้าส่งเสียงออกมา และยิ่งไม่กล้าออกไปด้วย เพราะหากกลับไปมีหวังถูกท่านย่าซุนต้องตบตีจนตายแน่
ในขณะนั้นถังฉือเย่และคุณนายโจวก็เดินเข้ามา คุณนายหลิวและคนอื่นต่างก็ทักทายก่อนจะพูดว่า“ท่านป้ารองของเจ้ามาน่ะ พูดอย่างไรก็ไม่ไป”
หลี่ซื่อตัวแข็งทื่อพลางก้มศีรษะจนแทบจะแนบติดกับหน้าอกอยู่แล้ว ตอนนี้เพียงแค่ถังฉือเย่พูด หรือส่งสายตาออกมาเท่านั้น ทุกคนก็พร้อมที่จะช่วยนางขับไล่หลี่ซื่อออกไปทันที เพียงแต่เสียงฝีเท้าของถังฉือเย่ยังคงไม่หยุดลง ราวกับว่าไม่ได้ยินที่คุณนายหลิวพูด
นางได้ก้าวเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงยิ้มและพูดขึ้นว่า “ท่านป้าหลิว ฝีมือของท่านนั้นดีจริง ท่านรีบมาช่วยข้าดูหน่อยสิ พวกเราจะทำงานในครั้งนี้ให้เร็วขึ้นได้อย่างไร”
ผู้คนต่างส่งเสียงโห่ร้องออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปข้างใน ผ่านไปครู่หนึ่งหลี่ซื่อถึงจะเชื่อว่า ในที่สุดแล้วถังฉือเย่ก็ไม่ได้ผลักไสไล่ส่งอย่างที่กลัวแต่แรก ดวงตาของนางก็มีน้ำตาเอ่อล้นออกมาในทันที
โดยที่ความจริงแล้วนั้นถังฉือเย่คร้านที่จะสนใจเท่านั้น
หญิงสาวกับคุณนายโจวต่างก็ไม่ถนัดในเรื่องเย็บปักถักร้อย จึงได้เรียกคุณนายหลิวมาปรึกษาเสียหน่อย จากนั้นจึงค่อยแจกจ่ายงานให้ทุกคน “ทุกคนอย่าได้รีบร้อนไป มาทำงานกันก่อน ยิ่งทำเร็วเท่าไหร่ ก็จะได้เรียนงานฝีมือเร็วขึ้นเท่านั้น”
ทุกคนต่างยิ้มและตอบรับโดยพร้อมเพรียง คุณนายโจวเดินมากระซิบถามเบาๆ “นี่เจ้าคิดจะทำอะไรงั้นเหรอเย่เอ๋อร์”
“ข้าจะทำชุดให้กับคนของร้านเหล้าของเราเจ้าค่ะท่านป้า”
“ชุด?” คุณนายโจวเลิกคิ้วสูง “ทำไมต้องทำด้วย”
ถังฉือเย่ไม่ตอบ นางเพียงอมยิ้มนิดๆตรงมุมปาก ก่อนจะก้มหน้าตรวจงานต่อไป ความจริงเสื้อผ้าในยุคสมัยนี้ตัวค่อนข้างใหญ่ ปกติทำขนาดเพียงสามถึงสี่ขนาดก็พอแล้ว และไม่จำเป็นต้องไปวัดตัวซึ่งนางได้คัดเลือกคนงานจากในร้านหลายสิบคนที่มีหน้าตาที่ดูเรียบร้อยและยังเป็นหนุ่มสาว มีความสูงไล่เลี่ยกัน เพื่อทำหน้าที่ไปส่งเหล้าในเมืองโดยเฉพาะ
ในขณะเดียวกันก็ได้เลือกคนที่ปากหวานพูดจาฉะฉานมาทำหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อผลไม้หรือไหเหล้า เมื่อมีคนมาสอบถามก็สามารถป่าวประกาศโฆษณาร้านได้ โดยคนพวกนี้จะได้รับเสื้อสีดำแขนสั้นสองตัวโดยไม่ต้องเสียเงิน ด้านบนจะมีตัวอักษรชื่อร้านอยู่ ใช้ผ้าเย็บเป็นคำว่า “ร้านเหล้าฟู่โช่ว” สี่ตัวอักษรสีแดง
ส่วนคนงานอื่นในร้านเหล้าถังฉือเย่ก็จำเสื้อให้เช่นเดียวกันโดยทำชุดให้สามารถสวมใส่อย่างสบายและทนทาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีการประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนรู้จักร้านเหล้าของนางมากขึ้นไปอีก ซึ่งหญิงสาวที่มาที่นี่ส่วนมากก็ทำงานกันในร้านเหล้าทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อได้ยินว่ามีการทำเสื้อให้พวกนางจึงดีใจเป็นอย่างมาก
หญิงสาวคนหนึ่งถามว่า “เจ้าบ้านถัง ทำไมไม่ปักคำพวกนั้นลงไปเลยล่ะ เหตุใดต้องใช้ผ้าปักลงไปแทน?”
“การปักลงไปด้วยด้ายนั้นยุ่งยาก และยังไม่เด่นอีกด้วย หากใช้ผ้าในการเย็บแล้ว ตัวอักษรก็จะนูนขึ้นมา มองเพียงแวบเดียวก็สามารถรู้ได้แล้ว”
คุณนายโจวหัวเราะเบาๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ถังฉือเย่ทำหน้าล้อเลียนเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ากลับและเดินจากไป เพราะนางไม่มีเวลาที่จะมาดูกลุ่มผู้หญิงพวกนี้ทำเสื้อผ้า วันนี้เป็นวันแรกที่สำนักศิลปะการต่อสู้เปิดทำการ ถังฉือเย่จึงอยากไปดูพ่อหนุ่มฉีรำดาบอวดเอวสักหน่อย
หญิงสาวเดินไปด้วยความปลื้มอกปลื้มใจก่อนจะแอบเข้าไปอย่างเงียบๆ แล้วค่อยๆย่องผ่านประตูเข้าไปเอามือแนบไปกับกำแพงจนมาถึงตรงทางเดิน หูก็ได้ยินเสียงที่สนามแสดงการต่อสู้
ถังฉือเย่เดินเข้าไปทีละก้าว จากนั้นก็แหวกกิ่งไม้ออกโดยที่ไร้เสียง สายตามองเห็นเด็กๆกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ไร้เงาครูผู้สอน
หญิงสาวโน้มตัวชะโงกหน้าเข้าไปดู แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอจนเริ่มหงุดหงิด จึงยืดตัวขึ้นก่อนจะยืนขึ้นบนม้านั่ง แล้วพลันนั้นเองที่นางได้ยินเสียงจากคนที่อยู่ข้างหลังพูดขึ้นว่า
“เจ้าทำอะไรอยู่น่ะ?”
ด้วยความตกใจถังฉือเย่จึงปล่อยมือเกือบพลัดตก โชคดีที่เข็มขัดรัดเอวของนางถูกเขาดึงเอาไว้ พร้อมกับยกตัวนางกลับขึ้นมา จากนั้นก็ดันกลับไปชิดกับเสา
“เจ้าจะทำอะไร?”
ถังฉือเย่รีบตบหน้าอกเพื่อบรรเทาความตกใจ “เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ อยู่ๆก็ส่งเสียงขึ้นมา อยากทำให้ข้าตกใจตายหรือไง เจ้าคิดจะแกล้งข้าหรือ?”
ฉีจิงเลิกคิ้ว “ข้าตามเจ้ามาตลอด”
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามาที่นี่?”
“ก็ได้ยิน” เขาพูดเสียงเรียบ “แล้วก็ยังเห็นอีกด้วย”
ถังฉือเย่อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เพราะเมื่อคิดดูแล้วฉีจิงคงเห็นพฤติกรรมนางมาตั้งแต่โน้มตัวลง แถมยังทำท่าทางเหมือนโจรและย่องเข้ามา หญิงสาวอึ้งไปสักพัก
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่เรียกข้า?”
“ก็ท่าทางแบบนั้นของเจ้ามันทำให้ข้ารู้สึกสงสัยน่ะสิว่าเจ้าจะทำอะไรกันแน่”
“เจ้านี่ยุ่งจริง” นางพูดออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด “ข้าจะเดินยังไงก็เรื่องของข้า”
ชายหนุ่มมองดูนางอยู่ครู่หนึ่ง เขาส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาถามว่า “อยากดื่มชาหรือไม่?”
ถังฉือเย่ตวัดสายตาส่งค้อนให้ ในใจนึกว่าดื่มชาบ้าบออะไรกัน อย่าคิดว่าเจ้าเรียกให้ข้าดื่มชาแล้วข้าจะยกโทษให้ แต่ใครจะรู้ว่าเวลาผ่านไปเพียงอึดใจ นางก็นั่งดื่มชาที่ห้องโถงเล็กเรียบร้อยแล้ว ฉีจิงรินน้ำชาให้พลางถามเอาใจว่า
“วันนี้เจ้าต้องสอนทำเหลียงเฟินไม่ใช่หรือ?”
“จะรีบไปทำไม ทำเสื้อผ้าให้เสร็จก่อนค่อยว่ากัน แล้วนี่เจ้าไม่ต้องสอนเด็กๆพวกนั้นหรือ?”
“ข้าอยากให้พวกเขาได้คุ้นชินเสียก่อน ยังไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วจะยังเหลืออยู่กี่คน” เมื่อพูดจบทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ฉีจิงมองดูนางดื่มชาถ้วยนั้น เมื่อนางกำลังจะยกกาน้ำชาเพื่อที่จะรินอีก เขาก็พูดขึ้นมาว่า
“ถ้าอย่างนั้น วันนี้ข้าจะเริ่มสอนเจ้าแล้วกัน”
มือของถังฉือเย่หยุดชะงักลงทันที นางทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และตัดสินใจด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้า
“เริ่มวันนี้เลยก็ได้”
“หลังจากที่เริ่มแล้ว หากไม่ได้มีธุระอะไรสำคัญ ทุกวันต้องมาฝึกเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามห้ามขาด”
“ได้”
“ไม่ว่าจะฝนตกแดดออกก็ห้ามขาด”
“ไม่ว่าจะฝนตกแดดออกก็ห้ามขาด”
ฉีจิงพยักหน้าอย่างพึงใจก่อนจะลุกขึ้นแล้วพานางไปที่ห้องเฉินจู ชายหนุ่มเริ่มสอนท่าทางการออกหมัดให้ก่อนเป็นอย่างแรก ด้วยความที่หญิงสาวนั้นเคยแสดงละครบู๊มาก่อน ดังนั้นนางจึงพยายามทำให้ท่าทางดูคล่องแคล่วขึ้น
ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆเฝ้ามองดูนางอย่างเงียบๆ นึกชื่นชมสาวน้อยผิวขาวตัวนุ่มที่ไม่นานนักก็เหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด จนเหงื่อท่วมตัว แม้กระทั่งผมก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่กลับไม่ปริปากบ่นสักคำจนครบกำหนดหนึ่งชั่วยามจริงๆ ซึ่งดูเหมือนอาจจะมากเกินไป ดังนั้นฉีจิงจึงตั้งใจว่าหากนางขอร้องอ้อนวอน เขาก็จะลดให้เป็นครึ่งชั่วยาม แต่กลับกลายเป็นว่าเขาคาดผิด!
สาวน้อยที่ก่อนหน้านี้ทั้งขี้เกียจและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้จนกระทั่งเริ่มการฝึก นางก็ได้กัดฟันทำต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าตอนหลังๆท่าทางของนางจะดูอ่อนปวกเปียก ราวกับกำลังเต้นอยู่ก็ตาม แต่นางก็ไม่ได้หยุดพักลงเลย จนกระทั่งฝึกจบหนึ่งชั่วยาม ถังฉือเย่ก็นอนลงบนพื้นทันทีเหนื่อยหอบ ไม่ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย
“อย่านอนบนพื้น ลุกขึ้น”
“ทำไม?”
“บนพื้นมันเย็น” เมื่อเห็นหญิงสาวยังนอนนิ่ง เขาก็พูดเสียงดังขึ้น “เจ้าจะเชื่อฟังหรือไม่ ถังฉือเย่!” แต่นางก็ยังไม่ขยับอยู่ดี และไม่ได้ตอบรับด้วย หญิงสาวหลับตาปี๋ รอจนเวลาผ่านไปสักพัก ฉีจิงจึงถอนหายใจ และนั่งลงข้างๆ
ด้วยความรู้สึกว่าเขากำลังจ้องมองนางอยู่ ถังฉือเย่จึงค่อยๆ หรี่ตาขึ้นเล็กน้อย แล้วก็เห็นว่าชายหนุ่มนั้นกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ และกำลังมองมาด้วยแววตาดูสุขุม ทันทีที่เห็นว่านางลืมตา เขาก็ไม่ได้หลบสายตาไปไหน เพียงพูดขึ้นว่า
“ไม่เลว วันนี้ในบรรดาคนที่มาทั้งหมด เจ้านั้นมีจิตใจที่แน่วแน่มากที่สุด”
ได้ยินคำชมถังฉือเย่ก็เม้มปากแน่น…ไม่รู้ว่านางควรดีใจหรือเสียใจดีกันแน่ที่สามารถเอาชนะเด็กสามขวบห้าขวบได้!
บทที่ 107 ข้าเห็นว่าอาฉีนั้นมีเสน่ห์ที่สุด
ดวงตานกเฟิงหวงสีดำขลับของฉีจิงคู่นั้นเมื่อมองดูดีๆ แล้วจะเห็นชัดว่ามีเสน่ห์เป็นพิเศษ ทั้งเปลือกตาที่ดูคมชัดและขนตาทั้งดกดำทั้งงอนยาว ถังฉือเย่จ้องมองดูเขาอย่างเงียบๆ จนฝ่ายที่ถูกมองนั้นต้องขมวดคิ้วมุ่น แล้วเสหน้ามองทางอื่น
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งชายหนุ่มจึงหันหน้ากลับมา แล้วก็พบว่านางยังคงจ้องมองเขาอยู่เช่นเดิม ฉีจิงเม้มปากเล็กน้อย ถามว่า
“เจ้าเอาแต่จ้องหน้าข้าอย่างนี้มีอะไรหรือเปล่า?”
“อาฉี เจ้ารู้ตัวหรือว่าว่าหน้าตาคล้ายกับอาหยางมาก จะแตกต่างกันก็ตรงที่ดวงตาของเจ้าเหมือนดวงตาของนกเฟิงหวง ส่วนดวงตาของอาหยางเป็นเหมือนลูกองุ่น
“ดวงตาของอาหยางเหมือนแม่ของข้า”
ฉีจิงเม้มริมฝีปากอีกครั้งก่อนจะพูดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยว่า “ดวงตาของเจ้าก็ไม่เหมือนกับคนในครอบครัวของเจ้าเลย”
ถังฉือเย่อึ้งไปครู่หนึ่ง…ไม่เหมือนอย่างนั้นหรือ แต่ดวงตาของถังฉือหรงเป็นดวงตาของกวางอย่างต้นฉบับเลยนะ ทั้งดำขลับทั้งกลมโตและดูไร้เดียงสา แถมยังมีชั้นใต้ตาที่น่ารักอีกด้วย ซึ่งดวงตาของเขานั้น ไม่เหมือนกับคนในครอบครัวเลยโดยเฉพาะกับวังซื่อที่ไม่เหมือนกันเลยสักนิด ผิดกับตัวนางเองที่คิดดวงตาเหมือนกับวังซื่อมากที่สุด
หญิงสาวถามอย่างใจจดใจจ่อว่า “ไม่เหมือนตรงไหน?”
ฉีจิงขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่จริงจังราวกับว่ากำลังพูดเรื่องที่สำคัญมากกว่า “ดวงตาของพวกเขางามไม่เท่าของเจ้า”
“อย่างนั้นหรือ?” ถังฉือเย่ใจเต้นโครมคราม ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “เอาเถอะ ข้าเห็นว่าอาฉีมีเสน่ห์มาก อาฉีก็เห็นว่าข้าเป็นแบบนั้นเช่นกัน” พูดพลางลุกขึ้นมานั่ง ก่อนจะกลับไปอาบน้ำ จากนั้นก็ทำอาหารและกินข้าวพร้อมกัน ทั้งสองคนสนทนาพูดคุยกันจนถึงช่วงบ่ายก่อนจะพากันไปที่ร้านเหล้า
คุณนายโจวพาคนงานมากินข้าวกันเรียบร้อยแล้ว เมื่อถังฉือเย่มาถึง นางใช้เวลาเล็กน้อยในการทักทาย ก่อนจะเริ่มลงมือทำเหลียงเฟินทันที
หญิงสาวทุกคนที่มาวันนี้นั้นต่างชื่นชมถังฉือเย่เป็นอย่างมาก พวกเขาคิดไม่ถึงว่าจะเจอคนมีฝีมือของแท้อย่างนี้ และที่สำคัญคือถังฉือเย่เองก็ไม่ได้เจาะจงว่าจะสอนใครเป็นพิเศษ ถังฉือเย่ขอให้ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนหลังจากนั้นไม่นานนักก็สามารถทำเหลียงเฟินออกมาได้หนึ่งหม้อ ถังฉือเย่จึงจัดการแบ่งเหลียงเฟินกันคนละก้อนใส่ลงไปในใบบัวเพื่อให้ทุกคนเอากลับไปกินที่บ้าน
สำนักศิลปะการต่อสู้เปิดตั้งแต่ห้าโมงเช้าจนถึงหกโมงเย็น ดังนั้นตั้งแต่เช้าตรู่ก็จะได้ยินเสียงผู้คนเดินไปเดินมาจากข้างนอกแล้ว
เมื่อวานหลังจากถังฉือเย่ฝึกมาทั้งวันทำให้นางปวดแขนปวดขาจนแทบเดินไม่ไหว หญิงสาวนั่งยองๆที่ด้านนอกห้องครัวด้วยท่าทางทุลักทุเล พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงคนพูดจากด้านนอกว่า
“เป่าเอ๋อร์ของพวกข้ายังเด็กนัก ชอบนอนอยู่ทั้งวัน สามารถเปลี่ยนเป็นมาส่งตอนเจ็ดโมงเช้าได้หรือไม่ พวกข้าจะกินข้าวที่บ้านเอง จะได้ประหยัดข้าวของพวกเจ้าด้วย”
ได้ยินถังฉือเย่ก็ถอนหายใจเบาๆ เพราะไม่ว่าจะไปที่ใดก็ต้องมีพ่อแม่ที่ประเภทนี้อยู่ทุกเสมอ ซึ่งนางก็แน่ใจว่าประโยคนี้ต้องทำให้ฉีจิงไม่พอใจอย่างแน่นอน
นางจึงพยายามเงี่ยหูฟังว่าพวกเขาพูดอะไรกัน แล้วผลก็เป็นไปตามที่หญิงสาวคิดไว้ไม่มีผิด เพราะได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนและเป็นเสียงที่ดูเย่อหยิ่งพูดขึ้นว่า
“ไม่ได้! หากไม่อยากเรียนก็คืนบัตรมาแล้วก็ไม่ต้องมาอีก ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ใครจะสายแม้แต่หนึ่งเค่อก็ไม่ได้ หากใครมาสายครบสามครั้งก็กลับบ้านไปได้เลย ไม่ต้องมาเรียนอีก อีกอย่างเมื่อวานข้าก็ได้บอกไปแล้วว่าศิษย์ที่เป็นเด็กนั้นสามารถเดินได้แค่ประตูทางทิศใต้เท่านั้น ส่วนประตูอื่นๆเช่น ประตูหลัก ประตูมุม หรือประตูด้านหลังห้ามเดินผ่านทั้งหมด เพียงเท่านี้ยังจำไม่ได้อีกหรือ?”
สตรีผู้นั้นตอบอย่างช้าๆว่า “เจ้านี่ไม่มีความเมตตาบ้างเลยนะ”
แล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น “การที่เปิดสำนักศิลปะการต่อสู้นั้นไม่ได้มีไว้ให้เด็กมาวิ่งเล่น แต่มีไว้ให้ฝึกกังฟูฝึกความสามารถ ใครจะมาพูดคุยปรึกษากับเจ้ากัน”
ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจที่เห็นชายหนุ่มเด็ดขาดอย่างนี้ ความจริงเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน นางชอบความรู้สึกที่มีระเบียบวินัย แต่เป็นเพราะคนในหมู่บ้านคงยังไม่คุ้นชินยิ่งเป็นลูกชายก็คงจะรักและทะนุถนอมเป็นอย่างมาก หญิงสาวจึงคาดว่าอีกเดี๋ยก็ยังคงมีมาอีกหลายคน จึงไม่น่าแปลกใจที่ฉีจิงบอกว่าสุดท้ายแล้วไม่รู้ว่าจะเหลือเด็กมาเรียนกี่คน
ว่าแต่ว่าคนผู้นี้เป็นใครกัน เหตุใดนางจึงไม่เคยได้ยินเสียงของชายผู้นี้มาก่อน ในใจนึกสงสัยแต่มือก็ยังคงทำงานไป ถังฉือเย่ทำอาหารอย่างรวดเร็ว ลองชิมแค่ไม่กี่คำก็มุ่งหน้าไปที่ร้านเหล้าเดิมของคุณนายโจวและเพราะฉีจิงมีเงื่อนไขว่านางต้องฝึกทุกวันวันละหนึ่งยาม ดังนั้นเมื่อจัดการทางนี้เรียบร้อยแล้ว นางจึงไปที่สำนักศิลปะการต่อสู้ต่อทันที โดยคนที่เปิดประตูให้ถังฉือเย่นั้นเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมชุดสั้น ผิวหน้าหมองคล้ำไว้หนวดยาวรุงรัง ท่าทางดูน่ากลัวมาก
เมื่อเห็นนาง เขาก็ยิ้มกว้างออกมาทันทีพลางพูดขึ้นว่า “แม่หญิง ข้าชื่อเหลียงจ่งต๋า ผู้คนเรียกข้าว่าเจ้าหนวดยาว”
เป็นเสียงที่ถังฉือเย่ได้ยินเมื่อเช้านั่นเอง…หญิงสาวยิ้มแล้วพยักหน้าก่อนจะเดินไปรอบๆ แล้วก็พบว่าภายในสำนักนั้นมีคนเพิ่มมากขึ้นจำนวนหนึ่ง และทั้งสี่ประตูล้วนมีคนเฝ้าอยู่ทั้งสิ้น
คนเหล่านี้มีอายุไม่น้อยแล้ว พวกเขาเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม คนหนึ่งที่มีรอยแผลอยู่บนไหล่ และอีกคนขาข้างขวาก็ขาดไปครึ่งหนึ่ง ดูแล้วน่าจะเป็นทหารที่ผ่านการรบมาแล้วทั้งสิ้น
ถังฉือเย่ทักทายพวกเขาทีละคน โดยที่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะทำการฝึกการต่อสู้กับฉีจิงต่อ เมื่อฝึกครบหนึ่งชั่วยาม แล้วนางก็กลับบ้านไปอาบน้ำ เมื่อถึงเวลาบ่ายก็ไปทำเหลียงเฟินที่ร้านเหล้าอีกครั้งหนึ่ง
การทำเหลียงเฟินนั้นง่ายมาก เพียงสอนแค่สองวันทุกคนก็ทำเป็นแล้ว พอตกตอนกลางคืนจึงมีคนไม่น้อยที่ลองทำดูด้วยตัวเอง แถมยังทำสำเร็จเสียด้วย!
จากนั้นในวันที่สามก็มีคนอ้างว่าที่บ้านมีธุระ แล้วก็ไม่มาอีกเลย ซึ่งในบรรดาคนที่ไม่มานั้นก็ยังมีคนที่ทำเหลียงเฟินแล้วรีบเอาไปขายที่ในเมือง
คนเหล่านี้ฉลาดเพราะอย่างไรเสียคนในหมู่บ้านล้วนเรียนทำเหลียงเฟินกันจนเป็นหมดแล้ว หาก ขายเร็วกว่าคนอื่นหนึ่งวันก็ได้เงินมากกว่าคนอื่นก่อนหนึ่งวัน โดยหลังจากนั้นในวันที่สี่จึงมีคนมาไม่เยอะ เพราะแม้แต่หลี่ซื่อก็ไม่ได้มาเช่นเดียวกัน
ถังฉือเย่ครุ่นคิดด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว พร้อมกับคิดแผนการขึ้นตรงนั้นและสิ่งที่นางทำคือ…อมยิ้ม ราวกับว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น รอจนถึงวันที่ห้าที่มีคนมาทำงานเพียงครึ่งเดียว วันนั้นในช่วงบ่าย ถังฉือเย่จึงได้สอนพวกเขาทำเหลียงเฟินถั่วเขียวซึ่งก็คือการนำถั่วเขียวและใส่เฮาจื่อเข้าไป
หลังจากนั้นในวันถัดมา ทุกคนที่ไม่ได้มาก็กลับมีเวลาขึ้นมาเสียอย่างนั้น พวกเขาต่างพากันมาหาถังฉือเย่แต่นอกจากคนที่มาเมื่อวานแล้ว คนอื่นถูกปฏิเสธกันไปหมดด้วยข้ออ้างว่ากำลังคนนั้นมีเพียงพอแล้ว
เมื่อทำเหลียงเฟินถั่วเขียวมาสองวัน ทุกคนก็สามารถทำเป็น รวมทั้งเสื้อผ้าก็ทำเสร็จแล้วเช่นกัน ถังฉือเย่จึงได้ประกาศว่าการฝึกอบรมได้สิ้นสุดลงพร้อมกับมอบหม้อเคลือบดินเผาให้พวกเขาคนละหนึ่งใบอีกด้วย
หม้อเคลือบดินเผานี้นางได้สั่งทำมาโดยเฉพาะให้มีขนาดนั้นเท่าหม้อใบใหญ่ ด้านในนั้นเรียบและมันวาว เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านในยังมีตัวอักษรสี่ตัว ‘หมู่บ้านจวี้เป่า’ ฝังอยู่ด้วย ราคาตกใบหนึ่งก็ประมาณสองร้อยสลึงเห็นจะได้
ถังฉือเย่ได้หาร้านเครื่องปั้นดินเผาที่ดีที่สุด โดยตอนที่รับงานนั้นนางได้สั่งเอาไว้ว่า ไม่อนุญาตให้ใครทำเครื่องดินเผาที่มีลักษณะคล้ายกันอีก ดังนั้นแม้กระทั่งแม่แบบก็ถูกทำลายลงทันที
ดังนั้นถึงแม้จะหาโรงเผาที่ทำออกมาในแบบเดียวกัน ตัวอักษรก็คงจะไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ทั้งที่เป็นเหลียงเฟินแบบเดียวกันแท้ๆ แต่กลับต้องทำหม้อของปลอมขึ้นมา หากมีตัวอักษรอยู่ก็คงจะสามารถขายได้ทั้งหมด หากไม่มีตัวอักษรก็คงจะขายได้ทีละชุดทีละชุดอย่างยากลำบาก
เมื่อท่านหัวหน้าตระกูลรู้เข้าก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เจ้าเด็กเย่เอ๋อร์คนนี้ช่างแยกแยะบุญคุณและความแค้นจริงๆ นางมีความสามารถและยังมีเล่ห์เหลี่ยมอีกด้วย ต่อไปนี้จะทำให้ใครไม่พอใจก็ได้แต่อย่าไปทำให้นางไม่พอใจ”
บทที่ 108 ฆ่าคนโดยไม่เห็นเลือด
ในระหว่างที่ถังฉือเย่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่นั้น ทางฝั่งสำนักศิลปะการต่อสู้ของฉีจิงก็ไม่เคยได้หยุดเลยแม้แต่วันเดียว ซึ่งเดิมทีฉีจิงเป็นคนที่ไม่ชอบจัดการเรื่องอะไรเล็กๆน้อยๆ แถมยังรำคาญการโต้เถียง เขาจึงตัดสินใจสลักกฎของสำนักศิลปะการต่อสู้ไว้บนแผ่นไม้ ก่อนจะรีบนำไปวางไว้หน้าประตูทางทิศใต้ โดยไม่สนใจว่าใครจะอ่านออกหรือไม่
เวลาล่วงเข้าเช้าวันที่สามก็มีเด็กจำนวนสี่ห้าคนที่ขาดเรียน หลังจากผ่านไปอีกสองวันเด็กเหล่านั้น ยังมีเด็กอีกคนที่ต้องการจะกลับมาเรียกอีกครั้ง แต่ก็ถูกคนเฝ้าปฏิเสธและถอนป้ายคืนในทันที
หลังจากวันที่ห้า ฉีจิงจึงเริ่มสอนกังฟูอย่างเป็นทางการ ความเหน็ดเหนื่อย เอาจริงเอาจังของ ชายหนุ่มของชายหนุ่มทำให้เด็กอีกหลายคนเริ่มงอแงร้องไห้หาพ่อแม่ ท้ายสุดก็หายหน้าไปอีกเกินครึ่ง จำนวนนักเรียนที่น้อยลงทุกวันเช่นนี้ ทำให้เมื่อถังฉือเย่กลับไปดูอีกครั้งเหลือเด็กๆเพียงสิบเอ็ดคน ในจำนวนนี้เจ็ดถึงแปดล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจนที่ไม่มีสิทธิ์เลือกมานัก
พ่อแม่บางคนทนเห็นลูกลำบากไม่ได้ กลายเป็นตามใจเอาแต่ปลอบประโลมจนเคยตัว ท้ายที่สุดก็เหมือนกับพ่อแม่รังแกฉัน ที่เผลอทำร้ายลูกโดยที่ไม่รู้ตัว
ด้วยความเป็นห่วงถังฉือเย่จึงไปปรึกษากับฉีจิง แต่กลับกลายเป็นว่าชายหนุ่มไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร เขายิ้มแล้วยังบอกว่า “อาเย่ ข้ากับเจ้าเราไม่เหมือนกัน เจ้าสอนคนทำเหลียงเฟิน มันเป็นเงินที่สามารถมองเห็นได้ แต่สำหรับเด็กนักเรียนของข้า แม้จะจากไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสียใจไป เพราะหากเรียนจนสำเร็จ มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีอะไรก็ได้”
หญิงสาวผงะเล็กน้อย นางรู้สึกว่าคำพูดของฉีจิงแม้จะนุ่มนวล และเรียบเฉยเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา แต่ไม่รู้ว่าทำไมจึงทำให้นางรู้สึกโศกเศร้าและเจ็บปวดขึ้นมาเสียอย่างนั้น ถังฉือเย่ยื่นมือไปกุมมือเขาอย่างอดไม่ได้
“อีกไม่นานทุกอย่างจะเรียบร้อย เชื่อข้า…ข้าคือหญิงสาวที่มาพร้อมความโชคดี เจ้าจำไม่ได้แล้วเหรอ”
“ขอบใจมาก…อาเย่”
ถังฉือเย่ยิ้มปลอบใจเขาอีกครั้ง ความจริงเรื่องการเรียนศิลปะการต่อสู้นั้น มันอาจจะลำบากและเจ็บปวดในช่วงแรกๆ แต่เมื่อ อดทนเรียนและฝึกฝนไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่ามันผ่อนคลายไปเอง แขนขาก็ไม่ได้รู้สึกปวดเหมือนเดิมอีกแล้ว
ทุกวันถังฉือเย่จะต้องสวมชุดที่คุณนายโจวทำให้ แถมยังต้องเพิ่มสายรัดเอวเข้าไปอีกหลายเส้น ผลที่ได้คือยังไม่ทันได้ซ้อม เส้นสายพวกนั้นมันก็พันมั่วกันไปหมด จนเกือบจะล้มไม่เป็นท่า จนท้ายสุดนางนั่งลงบนพื้นพลางแก้เชือกที่พันกันนั้น
ฉีจิงยืนอยู่ข้างๆ พลางจ้องมองนางด้วยสายตานิ่งเป็นพิเศษ “หากทำเสร็จก็กลับไปฝึกต่อได้แล้ว” แล้วตอนนั้นเองที่ความอับอายในคราวแรกได้แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธพูดเสียงสะบัดสะบัดว่า
“เจ้าก็มาช่วยข้าหน่อยสิ!”
ฉีจิงส่ายหน้าช้าๆ แต่ก็ยอมเข้าไปช่วยแก้สายรัดแต่โดยดี และในขณะที่กำลังก้มๆเงยๆกันอยู่นั้น
ก็ปรากฏเสียงไม้ค้ำดังขึ้นมาจากทางประตู
ถังฉือเย่เงยหน้าขึ้นไปมองผ่านช่องว่างระหว่างแขนของเขา ทันใดนั้นเขาก็เห็นเข้ากับดวงตาขุ่นมัวที่ทรงพลังคู่หนึ่ง ชายคนนั้นมีนามว่าหราวซิว เป็นคนที่มีรอยแผลเป็นอยู่ที่ไหล่ ดูมอมแมม ผิวหนังบนใบหน้าก็ห้อยคล้อยลงมา ราวกับหมาหน้าย่นไม่ปาน
หญิงสาวจำได้ว่าตอนเช้าที่เอ่ยคำทักทายนั้น เขาไม่ได้เปิดเปลือกตาขึ้นด้วยซ้ำ อีกทั้งสองวันมานี้ ฉีจิงมาสอนเขาตลอด โดยต้องเดินผ่านจากประตูทางเข้า หราวซิวผู้นี้ก็จะใช้สายตานิ่งๆประณามนางทุกครั้งไป
ถังฉือเย่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น นางแก้สายรัดแล้วฝึกซ้อมกับฉีจิงต่อ กระทั่งเมื่อถึงตอนที่ต้องฝึกซ้อมด้วยตัวเองเอง ฉีจิงก็ได้ออกไปแล้ว จากนั้นก็ได้ยินเสียงของหราวซิวที่กำลังต่อว่าเขาอย่างเจ็บปวด
“คิดไม่ถึงว่าทุกวันนี้เจ้าจะตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่ปลอบใจเด็กๆ หยอกล้อหญิงสาวในหมู่บ้าน เพลิดเพลินอยู่กับสิ่งเหล่านี้จนขาดความทะเยอทะยาน หรือว่าเจ้ายินดีจะอยู่ในชนบทอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ใช้ชีวิตธรรมดาเช่นนี้ไปตลอดงั้นเหรอ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตอนนั้นท่านปู่สอนเจ้าไว้ว่าอย่างไร หรือว่าเจ้าอยากจะเดินตามรอยพ่อเจ้า ให้คนดูถูกหัวเราะเยาะไปทั้งชีวิต เจ้าจะคู่ควรกับเหล่าพี่น้องที่ตายไปในสนามรบได้อย่างไร เจ้าจะมีหน้าไปพบวิญญาณแห่งวีรบุรุษผู้เสียสละของปู่เจ้าและบรรพชนคนอื่นๆได้อย่างไร?”
ถังฉือเย่ขมวดคิ้วมุ่น นึกสงสัยคำพูดของหราวซิว…อะไรคือ ‘เดินตามรอยพ่อเจ้า ให้คนดูถูกหัวเราะเยาะไปทั้งชีวิต’ นางหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยายามไม่คิดอะไร แล้วฝึกซ้อมต่อ นึกในใจว่าทุกคนล้วนมีอดีตกันทั้งนั้น ในเมื่อฉีจิงไม่พูด เช่นนั้นนางก็แสร้งทำเป็นเหมือนไม่ได้ยินแล้วกัน จะมีก็เพียงเรื่องเดียวที่นางรู้สึกแปลกใจ นั่นคือ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้สนิทและรู้จักกับฉีจิงเป็นอย่างดี น่าจะเป็นลูกน้องของผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่งของเขา จึงได้เรียกฉีจิงว่า ‘คุณชาย’ ซึ่งเป็นคำเรียกที่ค่อนข้างสนิทกันเป็นพิเศษ และอีกอย่างที่ถังฉือเย่สงสัยคือเพราะเหตุใดพวกเขาจึงจงใจหลีกเลี่ยงฉีหยางไม่ยอมพบหน้าเห็นตากันโดยตลอด
เรื่องเหล่านี้ชวนให้หญิงสาวรู้สึกสับสนระคนสงสัยจริงๆ ถังฉือเย่สะบัดหน้าแรงๆ ไล่ความคิดนั้นออกไป ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนักฉีจิงก็กลับมาและยังคงทำหน้านิ่งสอนนางต่อไป
ทั้งนี้หลังจากสอนครบทุกขั้นตอนเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามครบแล้ว ถังฉือเย่ก็กลับมาบ้านเพื่อทำอาหารเที่ยง หญิงสาวเลือกต้มซุปเพื่อสุขภาพ จนเวลาช่วงบ่ายแล้วนางจึงออกนำซุปนี้ไปให้สวี่เวิ่นชู่ที่ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ มีเพียงเสี่ยวเหยาที่ชื่นชมซุปอยู่ นางกลายเป็นที่ชื่นชอบของเด็กน้อยในสำนักศิลปะการต่อสู้ ทันทีที่นางเข้าไป แววตาเด็กๆก็จะเป็นประกายสดใส ไม่รู้ว่าเพราะชอบกินหรือว่าเพราะว่าสามารถใช้โอกาสนี้แอบอู้ได้กันแน่
หลังจากเสร็จธุระแล้ว ถังฉือเย่จึงกลับไปที่ร้านเหล้าอีกครั้ง แล้วก็ได้ยินเสียงใครบางคนเรียก “พ่อหนุ่มเยว่! เยว่ถัง!”
หญิงสาวตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะคิดถึงชุดของตัวเองได้ นางรีบหันกลับไปก็พบว่าด้านหลังมีหนุ่มคนหนึ่งกำลังวิ่งมา “พ่อหนุ่มเยว่อยู่ที่นี่หรือ?”
ถังฉือเย่ยิ้มแล้วพยักหน้าน้อยๆ จำได้ว่าคนคนนี้เป็นเพื่อนร่วมห้องของถังฉือหรง ชื่อว่าเซี๊ยะเจี่ย “พ่อหนุ่มเซี๊ยะมาที่นี่ได้อย่างไร?”
“วันนี้เป็นวันหยุดของข้า จึงอยากมาเยี่ยมอาหรงและพ่อหนุ่ม” ชายหนุ่มไปมองรุ่นน้องที่อยู่ด้านหลังก่อนจะบอกว่า “เขาบอกว่าจะพาข้าไปบ้านอาหรง เมื่อครู่ยังบอกอีกว่าเจอน้องสาวของอาหรง น้องสาวของอาหรงอยู่ที่ไหนหรือ?”
รุ่นน้องคนนั้นของเซี๊ยะเจี่ยมองถังฉือเย่ด้วยใบหน้าที่สับสน นางจึงอธิบายว่า “ขออภัย เพราะเรื่องราวก่อนหน้านี้ข้าจึงได้ใช้ชื่อและนามสกุลปลอม ข้าสกุลถัง”
“เจ้าคือน้องสาวของอาหรง?” เซี๊ยะเจี่ยผงะไปก่อนจะอ้าปากค้าง
เมื่อถังฉือเย่พยักหน้า ใบหน้าของเซี๊ยะเจี่ยก็แดงก่ำ เขารีบขอโทษในทันที “ข้าต้องขอโทษด้วย”
“ไม่เป็นหรอก พ่อหนุ่มเซี๊ยะอย่าได้กล่าวเช่นนี้เลย”
“ได้ยินมาว่าอาหรงได้คำนับสวี่ซื่อหยวนในฐานะอาจารย์แล้ว มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”
“ถูกต้อง” หญิงสาวรับคำก่อนจะเล่าเรื่องราวต่างๆให้เขาฟัง ถังฉือเย่เชิญเขาไปที่บ้าน จากนั้นก็ให้รุ่นน้องไปบอกถังฉือหรงที่บ้านของท่านสวี่ ไม่นานถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินก็กลับมา
เซี๊ยะเจี่ยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าสวี่เวิ่นชู่ไม่ได้คิดจะให้เขาเข้าไปทักทาย แต่ก็ปัดความผิดหวังนั้นไปโดยเร็วเมื่อได้พบเพื่อนร่วมห้องอีกครั้งก็ยังถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ถังฉือเย่ปล่อยให้ทั้งสามคนพูดคุยกันพลางถอยออกมา จากนั้นก็รินชาให้ ทันทีที่เดินกลับเข้าไปก็ได้ยินถังจวิ้นเชินกล่าวด้วยความโกรธ “ไร้ยางอายเสียจริง!”
หญิงสาวเลิกคิ้วเหลือบมองใบหน้าของถังฉือหรงที่ยังคงเรียบเฉยดั่งน้ำนิ่ง เมื่อเห็นนางเดินเข้ามา จึงได้อธิบายให้นางฟัง “วันนั้นบ้านสวี่มีขโมยขึ้น ต่อมาท่านอาจารย์จึงได้ตรวจสอบอย่างละเอียด เขาบอกว่ามีแค่หนังสือที่เขาฝึกเขียนลายมือเท่านั้นที่หายไป” พูดเสร็จก็หันไปทางเซี๊ยะเจี่ย
“อาเจี่ยบอกว่า ถังฉือจิ้นไปอวดอ้างในสำนักศึกษาว่าท่านอาจารย์มอบอักษรลายมือให้แก่เขา และบอกเขาว่าไม่ควรมุ่งเน้นการวาดภาพ ควรตั้งใจอ่านหนังสือ ควรตั้งใจกับอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะหากไม่ได้ทั้งสองอย่างขึ้นมาจะทำอย่างไร”
“เรื่องแบบนี้ก็มีคนเชื่อด้วยหรือ” ถังฉือเย่กล่าวด้วยความประหลาดใจ
“มีคนเชื่อแน่นอน” ถังฉือหรงตอบ “ตัวอักษรของท่านอาจารย์ คนมากมายล้วนรู้จัก”
ทุกคนส่ายหน้าด้วยความอิดหนาระอาใจ นี่ถังฉือจิ้นคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำทั้งหมดในสำนักศึกษาจะไม่มีทางหลุดมาถึงในหมู่บ้านหรืออย่างไร ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลาเสียจริง
พอตกค่ำถังฉือหรงจึงให้เซี๊ยะเจี่ยพักอาศัยหนึ่งคืน เช้าวันต่อมาก็ได้ส่งเขากลับสำนักศึกษา จากนั้นถังฉือหรงและถังจวิ้นเชิน ก็ได้เข้าไปเยี่ยมอาจารย์ในสำนักศึกษาในฐานะลูกศิษย์ของสวี่เวิ่นชู่
ทั้งสองคนได้เล่าว่าก่อนหน้าที่บ้านของท่านอาจารย์มีโจรขึ้น และก็ได้มีอักษรภาพหายไปโดยได้ยินว่ามันอยู่ในมือของใครบางคนในสำนักศึกษา ท่านอาจารย์จึงได้ส่งพวกเขาทั้งสองคนมาขอคืน
ถังฉือจิ้นในตอนนั้นกลัวจนฉี่แตก จากนั้นอาจารย์ก็สั่งให้เขาส่งอักษรภาพนั้นคืนมา ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินตรวจสอบก็พบว่ามันเป็นลายมือของอาจารย์ตนจริง จากนั้นจึงได้หยิบสมุดเล่มเล็กออกมาและจุดไฟเผาทันที
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ถังฉือหรงก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษาให้ทุกคนฟัง มีเพียงถังฉือเย่เท่านั้นที่เอ่ยปากชื่นชมการกระทำนี้เป็นอย่างมาก นางบอกว่า “ความสามารถฆ่าคนโดยไม่เห็นเลือดของปัญญาชนอย่างพวกเจ้า เจ้าบรรลุมันถึงขั้นสามแล้วล่ะ เป็นเช่นนี้แต่แรกก็ดี!”
ส่วนคนอื่นนั้นได้แต่นิ่งเงียบ ไม่กล่าวอะไร แม้กระทั่งสวี่เวิ่นชู่ที่หันมาพูดเพียง “เช่นนั้นเย็นนี้ยังจะกินโจ๊กหมูไข่เยี่ยวม้าต่อได้หรือไม่?”
ถังฉือเย่จึงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มทันที เพราะหลังจากที่สวี่เวิ่นชู่ได้ลิ้มรสโจ๊กหมูไข่เยี่ยวม้าไปแล้ว เขาก็แทบจะไม่กินโจ๊กธรรมดาอีกเลย และด้วยความชอบนี้จึงทำให้เขาเขียนบทกวีบทหนึ่ง
สวี่เวิ่นชู่เขียนว่าชื่อไข่เยี่ยวม้านั้นไพเราะกว่าชื่อไข่สำเภา อีกทั้งยังเขียนว่าโจ๊กหมูไข่เยี่ยวม้านั้นอร่อยเพียงใด โดยแสดงถึงความชอบของเขาที่มีต่อโจ๊ก
ถังฉือเย่หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะนึกถึงซูตงโพที่น่าจะลองทำให้ทุกคนได้ชิมดูสักหน่อย!
บทที่ 109 หากเชื่อฟังข้าจะปกป้องเจ้าเอง
สำหรับผู้ดูแลของสำนักศึกษานั้น หลังจากผ่านเรื่องนี้เขายังต้องแบกหน้าไปรายงานให้ถังเหว่ยซ่านทราบ ซึ่งเขาก็โกรธเป็นอย่างมาก พูดเอ็ดตะโรเสียงดังลั่น
“คนเช่นนี้เจ้ายังไม่รีบไล่ออกไปอีก ขโมยซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งยังไปทำให้สวี่ซื่อหยวนไม่พอใจอีก จะเก็บเจ้าหนูชั่วช้านี่ไว้ทำลายชื่อเสียงของสำนักศึกษาต่อไปหรือ?”
ผู้ดูแลทำได้เพียงยอมรับและกลับรีบไปจัดการอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ถังเหว่ยซ่านเดินไปเดินมาด้วยความโกรธจัด ความจริงหลังจากที่ถังเหว่ยซ่านกลับมาในวันนั้นไม่ช้าเขาก็รู้ว่านักศึกษาทาสผู้ยากจนคนนั้ก็คือสวี่เวิ่นชู่นั่นเอง
ความรู้สึกตอนนั้นอับอายจนแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง ต่อไปไม่ว่าเขาจะสร้างสำนักศึกษาส่วนตัว หรือทำความดีมากเท่าไหร่ ก็คงไม่สามารถดึงดูดผู้มีการศึกษาได้อีกต่อไปแล้ว ทุกคนคงจะพูดว่า “นี่ก็คือคนที่หัวเราะเยาะสวี่เวิ่นชู่ว่าเป็นนักศึกษาทาสผู้ยากจนคนนั้นไง” จากนี้ไปเขาจะเป็นตัวตลกในสายตาผู้มีการศึกษาพวกนั้นเป็นแน่!
ดังนั้นเมื่อยิ่งคิดถังเหว่ยซ่านก็ยิ่งแค้น เขารีบตรงไปยังบ้านตระกูลชุย พลางไปบอกถังหย่งหมิงด้วยความเดือดดาล เมื่อหัวหน้าครอบครัวตระกูลชุยได้ยินเรื่องที่ถังหย่งหมิงไปผิดใจกับหลานสาวที่มีความสัมพันธ์อันดีกับท่านเจ้าเมือง อีกทั้งยังไปผิดใจกับลูกศิษย์ของสวี่เวิ่นชู่ เขาก็ด่าถังหย่งหมิงว่าโง่ พลางเรียกถังหย่งหมิงมาต่อว่าจนถังหย่งหมิงเกือบร้องไห้ แต่เพราะชุยฟูหรงจริงใจกับเขามาก ดังนั้นหลังจากเกิดเรื่องถังหย่งหมิงจึงไม่ได้ถูกไล่ออกไปจากตระกูลชุยแต่อย่างใด
เมื่อไม่สามารถจัดการถังหย่งหมิงได้ความโกรธทั้งหมดก็ไปลงที่ท่านย่าซุนแทน ถังเหว่ยซ่านยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เขาถ่มน้ำลายด้วยความโกรธ กัดฟันกรอด พูดอย่างเกรี้ยวกราด “นังย่าหน้าโง่ ตาบอดหรือไง จึงได้เอาคนโง่ๆมาเป็นหลานรัก ถ้าข้าไม่ได้อยู่ดี ก็อย่าหวังว่าพวกเจ้าจะอยู่กันอย่างสงบเลย แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!”
แล้วเรื่องทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่ถังเหว่ยซ่านคิด หลังจากนั้นไม่นานนักถังฉือจิ้นก็ถูกขับไล่ออกมาจากสำนักศึกษาในเย็นวันนั้น เมื่อหลานชายคนโตที่รักที่สุดถูกปฏิบัติเช่นนี้ท่านย่าซุนโกรธแค้นจนลืมแม้กระทั่งความกลัวที่มีต่อท่านเจ้าเมือง นางวิ่งไปยังหน้าประตูบ้านหินพลางตะโกนด่าถังฉือเย่
แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือไม่นานนักกลับมีแม่สามีและสะใภ้หลายคนต่างออกมาต่อว่านางเสียงดัง ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถังฉือจิ้นนั้นไม่ได้ขโมยของเป็นครั้งแรก ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินก็ถูกเขาใส่ร้ายจนต้องโดนสำนักศึกษาไล่ออกมา ต่อมาพวกเขาทั้งสองก็โชคดีได้ท่านสวี่เวิ่นชู่ผู้มีชื่อเสียงเป็นอาจารย์ แต่สำหรับถังฉือจิ้นน่ะเหรอ สิ่งชั่วร้ายที่เขาทำกับสิ่งที่ได้รับก็สมน้ำสมเนื้อกันทั้งนั้น…สมน้ำหน้า!
ท่านย่าซุนได้ยินก็เดือดดาลยิ่งกว่าเก่า แต่เอ่ยปากด่าได้ประโยคหนึ่งก็มีคนมากมายกำลังรอต่อว่านางพอคิดจะอาละวาดก็มีมือนับไม่ถ้วนมาขวางเอาไว้หรือคิดจะสร้างความวุ่นวายก็ทำไม่สำเร็จ เพราะมีคนมาลากนางออกมาก่อนแล้ว
ถังฉือเย่เพียงแค่ต้องออกมายืนดู จากนั้นนางอมยิ้มพลางขอบคุณทุกคนก่อนที่คนเหล่านั้นจะจากไปอย่างพึงพอใจ นี่อาจเป็นผลลัพธ์จากเรื่องเหลียงเฟินครั้งก่อน คนในหมู่บ้านต่างรู้ว่าถังฉือเย่มีความสามารถและเจ้าอารมณ์ ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามอย่างหนักที่จะทำให้นางพอใจ
หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้แล้ว ในขณะนี้ทุกคนกำลังนั่งทานอาหารกัน จู่ๆ ฉีจิงก็ถามขึ้น “เจ้าเคยคิดบ้างไหม ว่าหากวันหนึ่งเจ้าไม่มีอะไรจะให้พวกเขาแล้ว มันจะเป็นอย่างไร?”
“คนที่รู้คุณคน เจ้าให้น้ำเขาแก้วเดียวเขาก็จะจดจำเจ้าไปตลอดชีวิต คนที่เห็นแก่ได้ แม้ว่าเจ้าจะเฉือนเนื้อตัวเองให้เขา เขาก็ยังรังเกียจมัน ข้าไม่เคยคิดจะผูกมิตรกับทุกคน ข้าเพียงต้องการผูกมิตรกับคนที่ข้าชอบก็พอแล้ว หลักการของข้าก็คือ...” ถังฉือยิ้มพลางยืนกายยืนขึ้นในขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งอยู่ นางก็ลูบศีรษะเขาพลางกล่าว
“หากเจ้าเชื่อฟัง ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
ฉีจิงจ้องมองก่อนจะรีบยืนขึ้นและหลบออก ถังฉือเย่จึงนั่งลงด้วยรอยยิ้ม จนทุกคนต่างหัวเราะเสียงดัง เขาจึงนั่งลงเงียบๆอีกครั้ง
กระทั่งในวันรุ่งขึ้นเมื่อเหล้าบ๊วยและเหล้าผีผาก็ครบยี่สิบวันเต็ม ทั้งฉีจิงและถังฉือเย่จึงพากันไปที่ ร้านเหล้าตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อควบคุมให้คนงานในร้านเหล้าช่วยกันกรองเหล้าออกมาที่ยังคงต้องรักษาคุณภาพความสดใหม่ของเหล้าไว้ และปราศจากสิ่งสกปรก
ผลบ๊วยและผีผาที่อยู่ด้านใน ความจริงแล้วก็เหมือนกับสาลี่หมักเหล้าทั้งหอมหวานและอร่อย ทุกคนต่างหยิบกระชอนและเอามันออกมาอย่างระมัดระวัง พลางหยิบถ้วยใบเล็กมาใส่และแจกจ่ายให้คนในร้านเหล้ากินกันถ้วนหน้า เหล้าที่เหลือจากการกรองออกมามีความขุ่นเล็กน้อยก็เตรียมแยกเก็บเอาไว้ต่างหากเพื่อดื่มกันเอง ส่วนกากเหล้าที่เหลือก็เทใส่ในบ่อเก็บกากเหล้าที่เพิ่งสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ จากนั้นเหล้าก็ค่อยๆซึมไหลลงสู่พื้น ส่วนกากสมุนไพรและผลไม้ก็รอตากแดดให้แห้ง จากนั้นก็ค่อยเผาไฟ
รอจนเช้าวันรุ่งขึ้นจึงตรงไปในเมืองเพื่อเอาเหล้าไปส่งที่โรงเหล้าซื่อฟาง โดยเหล้าจำนวนสามพันชั่งต้องอาศัยรถเกวียนมากถึงสี่คันเรียงกันเป็นแถว มีราวกั้นแต่ไม่มีหลังคา ในเกวียนหนึ่งคันมีชายหนุ่มรูปงามสองคนสวมเสื้อแขนสั้นอักษรสีแดงพื้นหลังสีดำ แม้แต่เกวียนก็มีตัวอักษรขนาดใหญ่สีแดงเขียนว่า ‘ร้านเหล้าฟู่โซ่ว’ สี่คำใหญ่ๆเห็นเด่นชัด
ฉีจิงและท่านอาสี่ก็ได้เปลี่ยนชุดใหม่ พลางจูงรถเดินเข้าไปอย่างภาคภูมิใจ แค่คิดก็รู้ได้แล้วว่ามันจะต้องมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินอย่างแน่นอน
ถังฉือเย่หยิบสมุดบัญชีออกมาอย่างมีความสุข พลางคำนวณเหล้าที่เหลือ นางหยิบเอาออกมาสิบไหหนึ่งชั่ง ชนิดละหกไหเพื่อเตรียมอบให้กับเหล่าขุนนาง จากนั้นก็นำออกมาสี่ไห ไหละครึ่งชั่ง เป็นส่วนที่เคยรับปากกับกูซูเซิงไว้ แม้ว่าตอนนี้ช่างตระกูลเฉิงจะได้จากหมู่บ้านจวี้เป่าไปแล้ว แต่เรื่องที่ได้สัญญากันไว้แล้ว นางก็ไม่ได้คิดจะกลับคำ
นอกจากนี้ดูเหมือนว่าถังฉือเย่จะได้สัญญาว่าจะให้เหล้าสองไหกับพี่ใหญ่หานด้วย ส่วนนี้ก็ต้องเอาออกมาด้วย ทั้งหมดนี้คิดในบัญชีส่วนตัวของนางเอง ส่วนของท่านหัวหน้าตระกูล และหลี่เจิ่งนั้น คนละสองไหก็จดลงบัญชีกลาง
ในระหว่างที่กำลังคิดบัญชีอยู่นั้น คุณนายโจวก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม พลางกระซิบเบาๆที่ข้างหู “เมื่อคืนวานเกิดเรื่องขึ้น เจ้ารู้หรือไม่?”
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
คุณนายโจวกลั้นยิ้มพลางกล่าว “เป็นท่านย่าของเจ้า ไม่ใช่ว่านางมาอาละวาดที่บ้านเจ้าเมื่อคืนหรือ เจ้าลองเดาสิว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร ตอนนางกลับไป บังเอิญจู่ๆก็มีหลุมขนาดใหญ่อยู่บนถนน นางบังเอิญสะดุดและตกลงไปในหลุมทั้งตัวน้ำเท่าหน้าอก น่าตกใจไหมล่ะ นางร้องตะโกนอยู่นาน ก่อนที่จะมีคนได้ยินและเข้าไปช่วยดึงขึ้นมา วันนี้ยังมีคนไปดูหลุมนั่นอยู่เลย!”
คุณนายโจวโน้มตัวเข้ามาใกล้ถังฉือเย่ ก่อนจะพูดต่อ “มีคนบอกว่า ตอนแยกครอบครัวนางสาบานไว้ว่าหากไปรบกวนเจ้าอีก ก็ขอให้จมน้ำ ให้หมาป่ากัด ครั้งนี้คำสาบานเป็นจริง นางตกลงไปในน้ำจริงๆ หากไม่เดินดีๆจะเจอหลุมได้อย่างไรกันล่ะ เจ้าว่าจริงไหม”
เมื่อรับฟังถังฉือเย่มีความสุขเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือคำนับขอบคุณเหล่าเทพเทวดาที่อยู่บนฟ้า ก่อนจะหันไปเรียกให้ถังจวิ้นเหลียงขึ้นรถพานางไปส่งที่ศาลาว่าการ และในเวลาเดียวกันก็ฆ่าเวลาด้วยการให้ท่านอาสามพาถังตงจึไปส่งเหล้าให้กูซูเซิงที่เมืองข้างเคียง
ในช่วงหลังๆนี้ถังฉือเย่มักเรียกใช้งานหนุ่มสองคนนี้ ถังจวิ้นเหลียงเป็นลูกของน้องชายรองของท่านอาสี่ที่เสียไปแล้ว ที่บ้านเขามีแม่ที่เป็นหม้ายและมีน้องชายที่ยังเล็ก อายุเพียงสิบสี่ขวบต้องกลายมาเป็นเสาหลักของบ้านจึงเป็นเด็กที่ดูเหมือนผู้ใหญ่มาก ส่วนถังตงจึ ตามศักดิ์แล้วเขาก็คือลูกพี่ลูกน้อง โดยเป็นหลานชายของถังต้าหวยท่านปู่รองของนาง แม้ว่านางจะไม่ค่อยชอบครอบครัวนั้นนัก แต่ถังตงจึคนนี้ฉลาดและปากหวานดังนั้นหญิงสาวจึงรู้สึกสบายใจที่ใช้งานเขา
ถังฉือเย่ไม่รู้เลยว่าหลังจากที่เกวียนของนางได้ออกมาจากหมู่บ้านไปแล้วนั้น ด้านหลังถังหย่งฟู่จะค่อยๆออกมาจากบ้านอย่างเงียบๆ พยายามหลบหลีกผู้คนระหว่างทางไปที่บ้านหินอย่างระมัดระวัง
ในเวลานี้ถังฉือหรงและเสี่ยวเหยาล้วนเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านข้างๆ มีเพียงวังซื่อเท่านั้นที่อยู่บ้าน ถังหย่งฟู่มองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีคนก็ได้ผลักประตู และเดินเข้าไป จนกระทั่งเดินมาถึงห้องโถงจึงเรียกเสียงแผ่วเบา
“น้องสะใภ้ เจ้าอยู่บ้านหรือไม่?”
แล้วตอนนั้นเองก็มีเสียงดังออกมาจากในห้องนอน เหมือนทำของบางอย่างตกพื้น จากนั้นวังซื่อก็เปิดม่านออก นางพิงตัวกับประตู แววตามีความดีใจและเคืองใจเล็กน้อยพูดเสียงออดอ้อน
“ท่านพี่มาแล้ว”
เมื่อได้ยินเสียงอ่อนหวานนั้น ถังหย่งฟู่ก็เริ่มทนไม่ไหว เขาถูมือไปมาพลางเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว “ข้า…ข้าเอง”
สายตาของวังซื่อจ้องมองไปที่เขาเหมือนจะโกรธแต่ก็ไม่โกรธ นางก้มลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถ้อยคำ ด้วยน้ำเสียงที่หวานปานน้ำผึ้ง “ท่านพี่มาที่นี่มีเรื่องอะไรหรือ?”
“ข้ามีเรื่องนิดหน่อย” ถังหย่งฟู่กลืนน้ำลาย พลางเข้าไปใกล้นางมากขึ้น “พวกเราเข้าไปคุยกันในห้องดีไหม?”
บทที่ 110 หากรับลูกศิษย์เพิ่มอีกสักหน่อยจะเป็นไร
เกวียนของถังจวิ้นเหลียงนั้นเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆสม่ำเสมอกระทั่งเข้ามาถึงตัวเมือง ถังฉือเย่ทอดสายตามองออกไปนอกเกวียนก็เห็นลูกน้องของพี่ใหญ่หานสองคนกำลังนั่งยองๆอยู่ที่หน้าประตูเมือง ตรงไหล่ของพวกเขานั้นมีเชือกฟางผูกอยู่ หญิงสาวจึงเดินเข้าไปทักทายและหนึ่งในนั้นยังคงจำนางได้รีบวิ่งเข้ามายิ้มพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“สวัสดีพ่อหนุ่มถัง”
“สวัสดี” ถังฉือเย่โค้งตัวเล็กน้อย “ลูกพี่หานของพวกเจ้าล่ะ?”
“ลูกพี่อยู่ขอรับ ท่านจะมาหาเขาหรือ ข้าจะไปแจ้งให้”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องเจอก็ได้” นางยิ้มพลางเอื้อมตัวไปหยิบไหเหล้าลงมาจากรถ “ไหเหล้าสองใบนี้เป็นสิ่งที่ข้ารับปากลูกพี่หานของพวกเจ้าว่าจะมอบให้ เป็นเหล้าบำรุงปอดฟู่โช่วทั้งหมด อยากให้เขาลองชิมดูเป็นการขอบคุณที่ลูกพี่หานยึดมั่นในคุณธรรม ส่วนไหใบนี้เป็นเหล้าสำหรับผู้หญิงเพื่อบำรุงผิวพรรณ เผื่อลูกพี่หานจะมอบให้ผู้อื่น”
ชายหนุ่มทั้งสองคนโค้งคำนับยิ้มพลางรับเหล้าไหนั้นมาถือไว้ในมือ ถังฉือเย่จึงมอบเงินให้พวกเขาจำนวนหนึ่งสำหรับค่าเดิน
ตั้งแต่มาถึงจนถึงตอนนี้ถังจวิ้นเหลียงไม่ได้ถามอะไรเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นจึงพากันไปทานข้าวกลางวันกว่าจะมาถึงจวนท่านเจ้าเมืองก็เวลาบ่าย ถังฉือเย่เห็นหานอี้ยืนไขว้ขาพิงกำแพงอย่างสบายอารมณ์ ทันทีที่เห็นรถเกวียนผ่านมา เขาก็เดินตรงเข้าไปแล้วทักทายผู้อยู่ด้านใน
“พ่อหนุ่มน้อย ขอบใจสำหรับเหล้าของเจ้ามาก”
“ไม่ต้องขอบใจหรอก” ถังฉือเย่หัวเราะเบาๆ “ตั้งแต่จากกันครั้งก่อนลูกพี่หานสบายดีหรือไม่?”
“ข้าสบายดี” หานอี้โบกมือไปมา “เจ้าอย่าพูดอะไรที่ดูเป็นทางการเช่นนี้ได้หรือไม่ ข้าอึดอัดนะ เดิมทีอยากจะเลี้ยงข้าวเจ้าเสียหน่อย แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะเข้าไปในจวนท่านเจ้าเมือง”
“ข้าขอบใจท่านมาก แต่คงต้องเป็นโอกาสหน้า” ถังฉือเย่พูดยิ้มๆ ก่อนจะนึกเอะใจบางอย่างถึงเอ่ยปากถามเขาไปว่า “พอดีเลยข้าขอถามอะไรสักหน่อย ข้าได้ยินมาว่าบางครั้งจะมีพ่อค้าจากเมืองทางทิศตะวันตกผ่านมาที่นี่ ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเขาจะมากันเมื่อไหร่กัน?
หานอี้ทำท่านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ปกติแล้วพวกเขาจะมาในช่วงหน้าหนาว เจ้าจะหาพ่อค้าจากเมืองทางทิศตะวันตกไปทำไมรึ?”
“ไม่มีอะไรมากหรอก ข้าแค่อยากซื้อของจากพวกเขาสักหน่อย ลูกพี่หาน ท่านช่วยถามไถ่ให้ข้าสักหน่อย หากพวกเขามาแล้วก็ให้คนไปบอกข้าที่หมู่บ้าน ข้าจะมีของตอบแทนอย่างดีเลยล่ะ”
“ได้ ไม่มีปัญหา” หานอี้รับปากด้วยท่าทางที่ขี้เกียจ เขาชอบพูดคุยกับสาวน้อยคนนี้มาก ถึงแม้ว่านางจะเป็นแค่เด็กน้อย แต่เมื่อลงมือทำอะไรแล้วกลับทำได้ตรงไปตรงมาและเปิดเผยยิ่งกว่าชายหนุ่มบางคนเสียอีก แถมยังปฏิบัติกับเขาอย่างไม่ถือตัวและดูถูกดูแคลนเลยแม้แต่น้อย
ถังฉือเย่กับหานอี้พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงจะแยกย้ายกันไป หญิงสาวนำเหล้าเข้าไปมอบให้ท่านเจ้าเมืองและขุนนางอีกสองสามคนก่อนจะเดินทางกลับบ้านก่อนฟ้าจะมืด
ถังฉือเย่ครุ่นคิดมาตลอดทาง ด้วยวันนี้นางได้ยินท่านเจ้าเมืองหลินพูดเรื่องหนึ่งขึ้นมาจนทำให้นางนึกขึ้นได้ว่าองุ่นถือได้ว่าเป็นราชาผลไม้แห่งการหมักเหล้า ไม่ใช่การต้มเหล้า แต่คือการหมัก เพียงแต่น่าเสียดายที่องุ่นของที่นี่เป็นองุ่นธรรมดาเท่านั้น หากต้องการองุ่นที่มีคุณภาพดีจะต้องมาจากเมืองทางทิศตะวันตก ซึ่งไม่เพียงแต่องุ่นเท่านั้นแม้แต่แตงโมก็คาดว่าน่าจะมีอยู่ที่เมืองทางทิศตะวันตกเท่านั้น
สำหรับต้นองุ่นนั้นหากคิดจะเปลี่ยนมาปลูกที่หมู่บ้านจวี้เป่าคงเจริญเติบโตได้มาดี ผิดกับแตงโมที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ดินทรายหรือดินชนิดอื่นก็สามารถปลูกได้ทั้งนั้น นางจึงคิดจะหาซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกเพื่อรอสำหรับหน้าร้อนปีหน้าจะได้ทันเก็บเกี่ยวผลผลิต
ตั้งแต่ทำเหลียงเฟิ่นครั้งนั้น ถังฉือเย่ก็เริ่มมีการคาดคิดเอาไว้ล่วงหน้า เพราะของบางสิ่งบางอย่าง ต้องวางแผนเอาไว้ก่อนจึงจะสำเร็จ
ในขณะที่ถังฉือเย่นั่งรถเกวียนกลับมาอยู่นั้น วังซื่อก็ได้ไปเคาะประตูของบ้านของสวี่เวิ่นชู่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยนว่า “มีใครอยู่บ้านหรือไม่?”
ตั้งแต่ที่ถูกคนขโมยของจากครั้งก่อน พ่อบ้านของสวี่เวิ่นชู่ก็ระมัดระวังเป็นพิเศษ ด้วยการลั่นดาลประตูทุกบานอย่างแน่นหนา เมื่อได้ยินว่ามีคนมาเรียกที่ประตู เขาก็เดินออกมาพอเห็นว่าเป็นผู้หญิงก็ถามขึ้นว่า
“เจ้าเป็นใครกัน?”
“ข้าเป็นแม่ของถังฉือหรง ข้ามาหาท่านสวี่เพราะมีธุระ ท่านจะให้ข้าเข้าไปได้หรือไม่?”
“แม่หญิงเข้ามาข้างในก่อน ข้าจะไปบอกนายท่านให้”
วังซื่อเปล่งเสียงตอบรับออกมาก่อนจะเดินทอดน่องนวยนาดเข้ามาข้างใน พลางมองของตกแต่งที่อยู่รอบๆ
พ่อบ้านได้เดินเข้าไปรายงานเรียบร้อยให้ผู้เป็นนายทราบ ซึ่งเมื่อได้ยินสีหน้าของถังฉือหรงก็ดูแปลกไปเล็กน้อย เขารีบพูดว่า
“ท่านอาจารย์ ข้าจะออกไปพูดให้ท่านแม่กลับไปนะขอรับ”
สวี่เวิ่นชู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้า เดิมทีเขาเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาสายตาเฉียบแหลมและเป็นคนที่มีความยุติธรรม ก่อนหน้านี้ที่ด้วยความที่ยังไม่ได้รู้จักกับใคร แต่ก็เดาได้ว่าวังซื่อนั้นเป็นคนอย่างไร เพราะเคยได้ยินนางก่นด่าผู้อื่นด้วยหูของตัวเอง
หลายวันที่ผ่านมานั้น สวี่เวิ่นชู่ไม่เคยเจอวังซื่อเลยสักครั้ง แม้กระทั่งเรื่องพิธีไหว้ครูของถังฉือหรงก็เป็นถังฉือเย่เองทั้งนั้นที่จัดทำขึ้นมา หลังจากพยักหน้าอนุญาตไปไม่นานนัก เขาก็ได้ยินเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
“ปล่อยนะ! ข้าไม่ไป ข้ามาหาท่านสวี่เพราะมีเรื่องสำคัญ เจ้ามาขวางข้าไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ด้วยกัน เด็กอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์มายุ่ง!”
เมื่อได้ยินเสียงเหมือนว่าทั้งสองกำลังฉุดกระชากลากดึงกันอยู่ เสียงร้องของวังซื่อยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ “เจ้ามันอกตัญญู เนรคุณ เจ้ายังมีหน้ามาเรียนหนังสือได้อย่างไร ข้าจะไปถามท่านสวี่ว่าสอนอะไรเจ้าไป”
คนเป็นมารดามาด่าว่าลูกชายหาว่าเนรคุณต่อหน้าอาจารย์ และเป็นถังจวิ้นเชินที่ไม่อาจทนหนังสือ เขียนต่อไปได้ เขาพูดขึ้นมาด้วยความโกรธว่า
“อาจารย์…ข้า!”
“เขียนของเจ้าไป” สวี่เวิ่นชู่พูดขึ้นอย่างสุขุมว่า “ทำจิตใจให้สงบ ดูอย่างหยางเอ๋อร์สิ”
ถังจวิ้นเชินจึงทำได้เพียงกัดฟันแล้วก้มหน้าเขียนหนังสือต่อ จนผ่านไปครู่หนึ่งสวี่เวิ่นชู่จึงเดินออกไปอย่างช้าๆ และเห็นว่าถังฉือหรงที่อยู่ด้านนอกกำลังคุกเข่าอยู่กับพื้น
สวี่เวิ่นชู่มองด้วยสายตาที่เย็นชา วังซื่อส่งเสียงตำหนิอยู่นานสองนาน เมื่อเห็นว่าตรงทางเดินมีคนยืนอยู่ นางก็ถึงกับตกใจและรีบดึงสติกลับมา ก่อนจะรีบสำรวมอาการที่นางอาละวาดเมื่อครู่นี้ทันที
นางย่อคำนับพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานว่า “สวัสดีท่านสวี่”
“ชายหญิงนั้นต่างกัน ไม่สะดวกที่จะต้อนรับ แม่นางวังมีธุระอันใด ก็รีบพูดมาเถอะ”
วังซื่อหน้าชาไปในทันทีในใจคิดโทษว่าเขานั้นเป็นพวกที่ชอบจมปลักกับการอ่านตำรามากเกินไป นางมาแล้วแม้กระทั่งจะใช้โอกาสนี้เชิญเข้าไปข้างในอยู่ใกล้ชิดกันสองต่อสองก็ไม่เข้าใจสักนิด
วังซื่อดึงผ้าออกมาพลางแสร้งซับน้ำตาเล็กน้อยแล้วค่อยพูดขึ้นด้วยท่าทางที่เศร้าสร้อยว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าขอพูดตรงนี้เลยแล้วกัน” ว่าแล้วนางก็ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว เงยหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างสวยงาม
“ท่านสวี่ ข้ามีลูกพี่ลูกน้องอยู่คนหนึ่ง อยากที่จะมาไหว้ท่านเพื่อขอเป็นลูกศิษย์ ท่านว่าท่านสะดวกตอนไหน ข้าจะได้เรียกเขามาไหว้ท่านเสียหน่อย จะได้หรือไม่?”
ถังฉือหรงถึงกับหน้าซีดไปในทันที อับอายจนไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองอาจารย์ จึงทำได้เพียงพูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าขอร้องท่านอย่าได้พูดอะไรอีกเลย ไม่ต้องพูดแล้ว”
วังซื่อไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย นางส่งยิ้มให้สวี่เวิ่นชู่พยายามผลักดันให้เขาพยักหน้าด้วยแววตาที่บอกอย่างชัดเจนว่า ‘ข้าเชื่อในตัวเจ้า ดังนั้นจึงได้ฝากฝังญาติคนสนิทไว้ รีบซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตาออกมาสิ’เพียงแต่สวี่เวิ่นชู่รู้ทันจึงถามกลับไปแทนว่า
“เหตุใดถึงต้องมาไหว้ข้าให้เป็นอาจารย์?”
มารดาของถังฉือหรงเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่ออดอ้อนราวกับสาวแรกรุ่นว่า “ตอนนี้เขาไม่มีที่ให้เรียนหนังสืออีกแล้ว ท่านอยู่ใกล้บ้าน มาเรียนก็สะดวก และอีกอย่างท่านก็เป็นอาจารย์ของถังฉือหรง เพิ่มลูกศิษย์มาอีกสักคนคงไม่เป็นไรหรอกนะ”
“ท่านแม่!” ถังฉือหรงขยับเข้าไปใกล้ จากนั้นก็ก้มคำนับลงไปกับพื้น “ท่านแม่ ข้าขอล่ะอย่าไปบังคับท่านอาจารย์เลย”
ชายหนุ่มพูดไปก็ก้มคำนับลงไปด้วย “ความคิดของถังฉือจิ้นนั้นกลับกลอก ชอบพูดจาใส่ร้ายผู้อื่น นิสัยหยาบช้าเย็นชา เขาสร้างสถานการณ์วางกับดักขึ้นมาทั้งสองครั้ง ไร้ซึ่งคุณธรรม มิหนำซ้ำยังมีนิสัยลักขโมย ความผิดเล็กๆน้อยๆก็มีอยู่เยอะแยะ คนแบบนี้อาจารย์ของข้าคงไม่รับเป็นศิษย์อย่างแน่นอน ท่านรีบกลับไปเถอะไม่อย่างนั้นลูกคงไม่มีหน้ากลับมาพบท่านอาจารย์อีกเป็นแน่”
“เหลวไหล!” วังซื่อก่นด่าเสียงดัง นางเหยียบลงบนมือของบุตรชายด้วยความโมโห “ขนาดเจ้า อาจารย์ยังรับเลย แล้วเหตุใดจะรับคนอื่นไม่ได้ อีกอย่างคนก็ไม่ใช่เทพเทวดาจะทำผิดกันไม่ได้เลยหรือความผิดเล็กๆน้อยๆยังจะเก็บมาคิดไม่เลิกรา เขาเป็นพี่ใหญ่ของเจ้านะ หากเจ้าเย็นชาไร้ความเมตตาเช่นนี้ หลังจากนี้ก็ไม่ต้องเรียกข้าว่าแม่อีก”
แล้วตอนนั้นเองเมื่อวังซื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง นางก็เปลี่ยนสีหน้าทันที พร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินออกมาแล้วหันมาถามสวี่เวิ่นชู่ว่า
“ท่านว่าข้าพูดถูกหรือไม่ ท่านสวี่?”
จบตอน
Comments
Post a Comment