บทที่ 111 หากต้องตายก็ต้องตายด้วยกันทุกคน
หญิงสาวผู้นี้คงจะเสียสติเป็นแน่…สวี่เวิ่นชู่คิดในใจก่อนที่จะหมดความอดทน เขาหันไปพูดด้วยสีหน้าเรียบตึง น้ำเสียงเย็นชาว่า “หรงเอ๋อร์ ไม่ต้องก้มคำนับแล้ว”
ถังฉือหรงหยุดลงทันทีทั้งที่ก้มคำนับขึ้นลงจนหน้าผากเต็มไปด้วยเลือด จากนั้นเขาจึงพูดกับวังซื่อต่อว่า
“ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร ยังจะกล้ามาพูดจาไร้สาระต่อหน้าข้าอีกงั้นหรือ ถึงแม้จะเป็นท่านเจ้าเมืองหลินอยากให้ข้ารับใครเป็นศิษย์ ก็ต้องดูก่อนว่าข้าพอใจหรือไม่ แล้วผู้หญิงอย่างเจ้ามาหาข้าถึงที่ แล้วสั่งโน่นสั่งนี่ เจ้าเอาความกล้านี้มาจากไหน?”
วังซื่ออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหุบยิ้มฉับ นางคาดไม่ถึงว่าสวี่เวิ่นชู่จะไม่ไว้หน้าเช่นนี้ดังนั้นสีหน้าของนางจึงเปลี่ยนไปในทันที
“มีสิทธิ์อะไร ถังฉือเย่มีสิทธิ์อะไรที่นางขอให้ท่านรับพวกเขาเป็นสิทธิ์ท่านก็รับ ข้าขอให้ท่านรับท่านกลับไม่รับ ถังฉือจิ้นเป็นหลานแท้ๆของข้านะ”
“ถึงจะเป็นพ่อแท้ๆของเจ้า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ ข้าอยากรับข้าก็จะรับ หากไม่อยากใครจะบังคับข้าได้ พอได้แล้ว เจ้ารีบออกไปเดี๋ยวนี้ แล้วก็อย่ามารบกวนความสงบของข้าอีก”
“เจ้า!” วังซื่อโกรธจนหน้าแดง “เจ้ากล้าทำกับข้าเช่นนี้ ไม่กลัวว่าข้าจะเรียกถังฉือหรงกลับรึ?”
ถังฉือหรงที่คุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยท่าทางเศร้าโศก เขาหลับตาลง เมื่อเลือดตรงหน้าผากไหลลงมาที่คิ้วแล้วค่อยๆหยดลงบนพื้นอย่างช้าๆ ชายหนุ่มไม่มีอารมณ์ที่จะเช็ดมันด้วยซ้ำ
สวี่เวิ่นชู่หันมามองก่อนจะตอบอย่างสุขุม “ลูกศิษย์ของข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดแทนเขา?” จากนั้นเขาหันไปเรียกคนใช้
“วั่งซู เชิญนางออกไป แล้วคราวหลังก็ไม่อนุญาตให้นางเข้ามาอีก”
พ่อบ้านรีบเดินเข้าไปลากแขนวังซื่อออกไปทันที โดยไม่มีความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย จนนางถูกดึง เซไปเซมาถึงประตู วังซื่อน้ำตาไหลพรากพลางร้องไห้เสียงสั่นเครือ
“เสียแรงที่เจ้าได้เล่าเรียนและอ่านตำราของนักปราชญ์ แต่กลับไม่มีความเห็นใจกันบ้างเลย เจ้าจะมองดูนักเรียนที่มีความหมั่นเพียรแต่ไม่มีหนังสือให้ศึกษาได้จริงๆเหรอ?”
สวี่เวิ่นชู่ไม่ได้สนใจคำพูดของวังซื่อเลยแม้แต่น้อย เขาหันกลับมามองถังฉือหรง พลางสั่งพ่อบ้านว่า
“วั่งซู เจ้ารีบไปเชิญหมอประจำหมู่บ้านมา” จากนั้นก็โน้มตัวลงมาเพื่อที่จะช่วยพยุงถังฉือหรง
“ท่านอาจารย์ ข้า…”
“ไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว เรื่องนี้เจ้า…” ไม่ทันพูดจบประโยค หางตาของสวี่เวิ่นชู่ก็เหลือบเห็นมือของถังฉือหรง…เขาตกใจจนเบิกตากว้างในทันที
นี่วังซื่อเหยียบมือของลูกชายจริงๆเหรอ นางรู้หรือไม่ว่าสำหรับคนที่เรียนหนังสือนั้นมือมันสำคัญมากเพียงใด
และแน่นอนว่าคนอย่างวังซื่อไม่เคยรู้อะไรเลยสักนิด เพราะนางเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อกลับบ้าน ส่วนถังหย่งฟู่ที่เอาหูแนบติดอยู่กับกำแพงอยู่ตลอดจึงได้ยินเรื่องราวทั้งหมดทั้งสิ้น ในใจได้แต่นึกกล่าวโทษวังซื่อที่ทำให้เสียเรื่องจนได้ แต่ด้วยความที่วังซื่อร้องไห้ราวกับดอกสาลี่ที่มีหยาดน้ำฝนพรมอยู่อย่างนั้น เขาจึงจำใจเก็บคำพูดต่อว่าเอาไว้ได้แต่บ่นพึมพำว่า
“ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร”
“เหตุใดกัน มันเป็นเพราะอะไรกัน” วังซื่อสะอึกสะอื้นจนพูดไม่เป็นคำ “เหตุใดสวรรค์ถึงทำกับข้าเช่นนี้ สามีก็จากไปเร็วยิ่งนัก เหลือข้าไว้เพียงคนเดียวต้องเลี้ยงดูลูกสามคนอย่างยากลำบาก แต่พวกมันกลับเนรคุณกันทุกคน ทำให้ข้าต้องถูกดูถูกเหยียดหยามถึงเพียงนี้ ข้าอยู่ไปจะไปมีความหมายอะไร แบบนี้ตายไปเสียยังจะดีกว่า!”
นางร้องไห้ไปก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง แล้วล้มตัวนอนบนเตียง เมื่อถังหย่งฟู่มองไปรอบแล้วไม่เห็นใคร ในใจก็เกิดตัณหาขึ้นมา เขาจึงรีบปิดประตูรั้วทันที จากนั้นก็ตามนางเข้าไป และจัดการลั่นดาลประตูห้องโถงอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อถังหย่งฟู่เดินเข้าไปในห้องก็ได้เห็นร่างอ้อนแอ้นของวังซื่อที่ล้มตัวลงบนเตียงพลางร้องไห้ เอวที่พลิ้วไหวของนางนั้นเป็นเงาสวยสดงดงามอยู่ เขากลืนน้ำลายลงคือแล้วค่อยๆลูบไปตามขอบเตียงอย่างช้าๆ จากนั้นก็ปัดฝุ่นที่อยู่บนมือออก แล้วทำใจกล้าลูบไปบนตัวของนาง พลางพูดขึ้นว่า “ซื่อฉิน เจ้าอย่าร้องไห้เลย หยุดร้องได้แล้ว เจ้าร้องไห้จนข้าปวดใจไปหมดแล้วนะ”
………………………………………..
ในเวลาเดียวกันนั้นเองเมื่อรถเกวียนของถังฉือเย่กลับมาถึงร้านเหล้าฟู่โช่วแล้ว นางสั่งให้ถังจวิ้น เหลียงนำเกวียนไปจอดให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินกลับบ้าน เมื่อเดินผ่านบ้านของท่านสวี่ พอเห็นว่าประตูเปิดอยู่พลอยทำให้คิดอยู่เลยว่าพ่อบ้านของเขาลืมปิดประตูรั้วหรือเปล่า จึงตั้งใจจะเข้าไปเตือนสักหน่อย แต่ด้วยความที่ในมือยังเต็มไปด้วยเสื้อผ้าและขนมที่หลินเฉี่ยวเชี่ยนมอบให้ ดังนั้นจึงไม่ได้เข้าไปแล้วเดินกลับบ้านหินไปแทน
แต่แล้วทันทีที่นางเปิดประตูเข้ามาได้ไม่นาน หูก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากห้องนอน แถมเป็นกลางวันแสกๆ ประตูห้องโถงก็ปิดสนิท ถังฉือเย่ขมวดคิ้วพลางเดินเข้าไปแล้วเอ่ยว่า
“ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรหรือไม่?”
วังซื่อรีบปรับเสียงและพูดขึ้นว่า “อย่าเข้ามา เจ้าจะไปไหนก็ไป!”
สีหน้าของถังฉือเย่ขรึมขึ้นมาในทันที นางไม่ได้เป็นเด็กสาวที่ไม่เข้าใจอะไรเลย แล้วยิ่งเป็นคนประเภทวังซื่อด้วยแล้ว หญิงสาวจึงคิดอย่างอื่นไปไม่ได้เลย!
ด้วยเหตุนี้นางจึงทิ้งสัมภาระในมือทันทีก่อนจะเดินไปหยิบไม้กระบองที่วางไว้ตรงริมประตูแล้วเดินไปถีบประตูของห้องโถงออก
ถังหย่งฟู่รีบเดินออกมาจากห้องทางทิศตะวันออกอย่างตื่นตกใจ พร้อมกับที่นางผลักประตู เห็นดังนั้นถังฉือเย่จึงตีเข้าไปตรงศีรษะของผู้บุกรุกอย่างไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
ถังหย่งฟู่หลบซ้ายหลบขวา ใจอยากที่จะพุ่งตัวออกไป แต่ทว่าถังฉือเย่ขวางประตูเอาไว้ ด้วยความที่เรียนการต่อสู้กับฉีจิงติดกันสามวันทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉงแข็งแรงขึ้นมาก นางจึงออกแรงฟาดไปด้วยแรงทั้งหมดที่มีอย่างไม่ยั้ง จนถังหย่งฟู่ทนไม่ไหวต้องถลึงตาใส่แล้วตะโกนบอกว่า
“หากเจ้ายังตีอยู่ข้าจะร้องออกมาแล้วนะ ดูสิว่าใครกันแน่ที่ต้องขายหน้า!”
ได้ยินดังนั้นถังฉือเย่ก็โกรธจนตัวสั่นไปหมด นางฟาดลงไปอย่างไม่ยั้ง ก่อนที่วังซื่อจะร้องออกมา แล้ววิ่งเข้ามาผลักนางออกไปพร้อมกับใช้สองแขนกันเอาไว้ ถังหย่งฟู่จึงได้โอกาสแย่งกระบองที่อยู่ในมือของถังฉือหรงมา แล้วตีเข้าไปที่ลำตัวของนางแทน
ถังฉือเย่ดิ้นไปมาสุดแรงแต่ก็ดิ้นไม่หลุด แถมยังถูกถังหย่งฟู่ฟาดเข้าไปอีกหลายครั้ง เขาฟาดไปพลางก็พูดไปพลาง “เจ้าเด็กบ้า ถึงคราข้าบ้างแล้ว ที่นี้แหละข้าจะตีเจ้าให้ตายคามือ!”
ไม่ทันได้พูดไม่ทันจบจู่ๆก็มีเงาเล็กๆวิ่งตรงเข้ามาแล้วกอดที่ตัวของถังฉือเย่แน่น เมื่อถังหย่งฟู่ฟาดลงไปครั้งนี้จึงโดนเข้าที่หลังของเขาเต็มๆ ซึ่งคนคนนั้นนั้นคือฉีหยางนั่นเอง
จังหวะนั้นเองที่ประตูถูกผลักออก พร้อมกับสวี่เวิ่นชู่และถังจวิ้นเชินพุ่งเข้ามา ในตอนนั้นถังหย่งฟู่ก็หวาดกลัว เขาไม่กล้าพูดอะไรสักคำนอกจากทิ้งกระบองแล้ววิ่งหนีไปในทันที
วังซื่อที่เห็นว่าชู้รักหนีไปได้ก็โล่งอกขึ้นมาทันทีก่อนจะปล่อยมือ เมื่อสวี่เวิ่นชู่ที่มองไปนั้นแล้วเห็นว่าเสื้อผ้าของนางนั้นยุ่งเหยิง จึงรีบหลบสายตา แต่วังซื่อกลับไม่ได้ใส่ใจอะไร แถมยังไม่ได้รีบหลบไปจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย นางทำราวกับว่าทุกคนจะต้องหลงใหลในเรือนร่างของตัวเอง
วังซื่อยิ้มในหน้าก่อนจะหันมาตะคอกถังฉือเย่ “ดูเจ้าสิว่าเจ้าเป็นอย่างไร บอกว่าอย่าเข้ามาก็ไม่ฟัง หูหนวกรึ พอเข้ามาก็เหมือนคนบ้าไล่ตีคนอื่นไปทั่ว นี่ใครเป็นคนสอนเจ้าให้ทำแบบนี้”
พลันนั้นเองโดยที่ไม่มีใครคาดคิด ถังฉือเย่ตบไปที่หน้าของวังซื่ออย่างแรกเสียงดังเพี๊ยะ! จนวังซื่อถึงกับนิ่งงัน ผ่านไปครู่หนึ่งจึงจะตะคอกออกมาว่า
“เจ้ากล้าดียังไง!”
“เพี๊ยะ!” เสียงตบดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ถังฉือเย่ตบด้วยหลังมืออีกครั้ง หญิงสาวใช้แรงทั้งหมดที่มีตบเข้าไปที่ใบหน้าของวังซื่อสุดแรงเกิด จนวังซื่ออาละวาดพลางตะคอกออกมาด้วยความโกรธว่า
“เนรคุณ! ข้าจะไปหาหัวหน้าตระกูลให้ช่วยตัดสิน”
“ไปสิ!” เสียงของถังฉือเย่แหบพร่าจนแทบจะไม่เป็นคำ จากนั้นก็จ้องมองด้วยความโกรธแค้น “เจ้ารีบไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ข้ามันอกตัญญูขนาดนี้ ข้าก็จะตายไปกับเจ้าด้วย ข้าทนมามากพอแล้ว เจ้ามันไม่มีค่าอะไรเลย น่าขยะแขยงที่สุด แม้แต่เงาของเจ้าข้าก็ไม่อยากเห็น!”
ถังฉือเย่พูดพลางชี้ไปที่ประตูด้วยความโกรธแค้น “ไปสิ ไปเดี๋ยวนี้ หากต้องตายก็ต้องตายด้วยกันทุกคน ไปสิ!”
วังซื่อตกใจเป็นอย่างมาก เดิมทีนางเป็นคนประเภทที่เจอผู้ชายก็จะทำเป็นออดอ้อน เมื่อเจอผู้หญิงก็จะทำตัวสูงส่ง หากเจอคนที่อ่อนแอก็จะรังแก แต่เมื่อเจอคนที่เก่งกว่าก็จะหวาดกลัว ดังนั้นเมื่อเห็นว่าถังฉือเย่ไม่นับว่านางเป็นแม่ แถมยังไม่สนอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ในใจจึงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที แต่ก็กลั้นใจ พูดด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า
“ข้า…ข้าไม่ได้ทำอะไร เจ้าอย่าเข้าใจผิดสิ ข้าเพียงพูดคุยกับเขาเท่านั้นเอง” แต่แล้วเมื่อเห็นดวงตาที่แดงก่ำของถังฉือเย่ดูแล้วราวกับปีศาจชั่วร้าย วังซื่อจึงกลัวจนถอยไปข้างหลัง
“ข้า…เย่เอ๋อร์ เจ้าไม่เข้าใจ ข้างในใจข้ามันรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก” วังซื่อพูดพร้อมกับใช้มือกดลงไปที่อกของตัวเอง สีหน้าท่าทางดูเศร้าระทม
“พ่อของเจ้า…เขาจากไปในช่วงเวลาที่ข้าต้องการเขามากที่สุด เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้านั้นเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ข้าคิดถึงเขาทุกวันทุกคืน พร่ำเพ้อแต่เขา ข้าจึงพูดคุยกับลุงของเจ้าก็เหมือนได้พบกับพ่อของเจ้าก็เท่านั้น ข้าพบเจอความยากลำบากมามากมาย ในใจของข้าเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ข้าเป็นผู้หญิงที่น่าเวทนาถึงเพียงนี้แล้ว จนวันนี้ข้าเพียงอยากหาคนมาปลอบใจ เหตุใดเจ้าถึงใจร้ายทำลายมันได้ลง เจ้าทำร้ายข้าลงได้อย่างไร”
โลกนี้มีคนประเภทนี้อยู่จริงๆด้วย…ถังฉือเย่รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาในทันที นางทำเสียงคลื่นไส้สองสามครั้ง ก่อนจะพุ่งออกไปข้างนอก แล้วพิงกำแพงอาเจียนทันที
บทที่ 112 เจ้านายของเตากวางและเสี้ยนอิ่ง
สวี่เวิ่นชู่ที่ยังยืนอยู่ที่เดิมขมวดคิ้วแน่น ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ดูแล้วมันน่าอับอายเกินไป แต่เขาก็ทนไม่ได้จริงๆที่จะปล่อยให้หญิงสาวคนนี้รับมือตามลำพัง
หญิงสาวที่ปกติแล้วจะหยิ่งผยองทรงพลัง สามารถจัดการทุกเรื่องได้อย่างฉลาดรอบคอบสง่างาม ในเวลานี้กลับต้องมาถูกคำว่ากตัญญูกดขี่ไว้ แถมยังต้องอดทนกับแม่ที่ใจดำน่ารังเกียจอย่างอธิบายไม่ถูก โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ถังฉือหรงยังคงมีอาการมึนอยู่ไม่น้อยโดยมีฉีหยางที่คอยอยู่ไม่ห่างอย่างเงียบๆไม่ได้พูดอะไร เสี่ยวเหยาที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังจ้องมองด้วยดวงตาคู่โต แม้ว่าจะตกใจแต่ก็รู้ว่าควรทำอย่างไร เวลานี้เด็กหญิง จึงอดทนไว้ไม่ร้องไห้ออกมา
สวี่เวิ่นชู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปเรียกถังจวิ้นเชินสั่งว่า “เจ้าไปตามฉีจิงมา”
ถังจวิ้นเชินรีบหันหลังและเดินออกไปทันที หลังจากนั้นไม่นานก็มาถึงที่สำนักศิลปะการต่อสู้ เขาเห็นฉีจิงกำลังสอนกังฟูให้กับเด็กๆอยู่ เขาจึงตะโกนเรียกจากระยะไกล
“พี่ฉี!”
ชายหนุ่มหันหน้าตามเสียงเรียก เมื่อเห็นใบหน้าวิตกกังวลของถังจวิ้นเชิน จึงเดินปรี่เข้ามาถาม “เกิดเรื่องอะไรกับอาเย่หรือ?”
ถังจวิ้นเชินพยักหน้าอย่างเดือดดาลพลางดึงมือเขาออกไปด้านนอกแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ฉีจิงไม่พูดอะไรทั้งนั้น เขายืดตัวขึ้นพลางกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปในบ้านหินทันทีด้วยความว่องไว
ถังฉือเย่อาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง ส่วนวังซื่อยังคงสาธยายความรู้สึกที่นางมีต่อถังหย่งหลี่อยู่ตรงนั้น ฉีจิงขมวดคิ้วแน่น เขาไม่แม่แต่จะมองสักนิด ก่อนจะใช้ปลายเท้ายกก้อนหินขึ้นมา แล้วจู่โจมไปที่วังซื่อโดยตรง
วังซื่อกลอกตาแล้วล้มลงไปเสียงดังสนั่น!
ถังฉือเย่เอียงศีรษะ หอบหายใจเล็กน้อย เมื่อแก้มขวาถูกไม้เรียวตีจนเขียวช้ำ ซ้ำร้ายยังมีรอยเลือดจุดเล็กๆอีก เห็นแล้วน่าอนาถใจยิ่งนัก แต่นอกจากน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะการอาเจียนอย่างหนักแล้ว นางกลับไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมาแม้แต่หยดเดียว
หญิงสาวถามว่า “ท่านพี่ล่ะ?”
เมื่อเห็นทั้งสวี่เวิ่นชู่และถังจวิ้นเชินอึกอักไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี นางจึงถามย้ำอีกว่า “นางก็ไปหาพวกเจ้ามาเหมือนกันใช่หรือไม่หรือทั้งหมดก็เพื่อถังฉือจิ้น?”
เด็กสาวคนนี้ฉลาดและเฉียบแหลมเกินไปแล้ว จึงยากเหลือเกินที่จะปิดบังนาง สวี่เวิ่นชู่ได้แต่ถอนหายใจแล้วมองใบหน้าที่ซีดเผือดของนาง ทันใดนั้นเขาก็อดไม่ไหวเข้าไปลูบหัวนางเบาๆ
“อย่าได้ใส่ใจเลย ลูกศิษย์ข้า ข้าจะปกป้องเอง มันไม่สำคัญหรอกว่านางจะทำอะไร”
ถังฉือเย่ยิ้มอย่างน่าสังเวช “ท่านสวี่ หากจะจัดการนาง โดยไม่ทำให้ชื่อเสียงของท่านพี่ต้องเสื่อมเสีย มันพอมีวิธีไหม?”
สวี่เวิ่นชู่ครุ่นคิดเป็นเวลานานแล้วตอบว่า “ยากมาก”
ความจริงแล้วในยุคสมัยนี้เป็นเรื่องง่ายมากหากจะจัดการลงโทษผู้หญิงคนหนึ่งที่ล่วงประเวณี หรือจะให้ออกจากตระกูล เพียงแต่วังซื่อผู้นี้ นางเป็นแม่ของถังฉือหรง หากจะจัดการโดยไม่ทำให้ถังฉือหรงเสื่อมเสียเชื่อเสียงคงจะเป็นเรื่องที่ยากมาก
เมื่อนั้นถังฉือเย่ไม่ได้กล่าวอะไร นางพยักหน้า “ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าจะไปดูเขาหน่อย”
หลังจากนั้นทุกคนก็พากันไปบ้านของสวี่เวิ่นชู่ โดยไม่มีใครสนใจวังซื่อที่นอนอยู่บนพื้นเลย แผลบนหน้าผากของถังฉือหรงถูกพันด้วยผ้าพันแผล มือก็ถูกพันด้วยผ้าหนาๆ ตอนนี้หลังจากกินยาไปแล้วจึงยังนอนไม่ได้สติ
“มือของท่านพี่เป็นอะไร?”
ถังฉือเย่จึงหันกลับไปมองพวกเขา ถังจวิ้นเชินลังเลเล็กน้อย และเป็นฉีจิงที่พูดขึ้น
“บอกนางไปตามตรงเถอะ อาเย่ต้องรู้เรื่องราวทั้งหมด จึงจะสามารถตัดสินใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป”
ถังจวิ้นเชินเหลือบมองเขาพลางเกาหัว ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ถังฉือเย่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางกล่าวเสียงต่ำ “ท่านสวี่ เย่เอ๋อร์ละอายใจนัก”
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร ส่วนคนอื่นๆข้าไม่สนใจ”
“เจ้าค่ะ” ถังฉือเย่ยิ้มอย่างขมขื่น “เช่นนั้นข้าก็ไม่พูดอะไรมากแล้ว ช่วงสองวันนี้ก็รบกวนท่านช่วยดูแลพี่ชายข้าด้วย”
“เจ้าคิดจะทำอะไรงั้นหรือ?” สวี่เวิ่นชู่ขมวดคิ้ว
“ข้าต้องคิดก่อน แต่ท่านวางใจได้ ข้าไม่ทำเรื่องไม่ดีหรอก” นางยืนขึ้นพลางคำนับอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะยืดตัวขึ้นและเดินจากไป โดยมีฉีจิงเดินตามไปเงียบๆ
ถังฉือเย่มุ่งหน้าไปทางภูเขา ทันใดนั้นฉีจิงก็เดินขึ้นหน้าไปสองสามก้าว ก่อนจะกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน แล้วปลอบประโลมเบาๆว่า “ถ้าอยากร้องก็ร้องออกมาเลย ไม่ต้องเก็บไว้หรอก”
ถังฉือเย่หลับตาลงช้าๆในอ้อมแขนของเขา จากนั้นก็ผลักออก “ไม่ข้าไม่อยากร้องไห้ ข้าแค่อยากคิดวิธีแก้ไขปัญหา”
หญิงสาวนั่งลงบนก้อนหิน ในหัวครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เหตุใดนางจึงมักจะรู้สึกว่า สิ่งที่วังซื่อปฏิบัติกับพวกเขาสามคนพี่น้องมันแปลกๆ ไม่ต้องพูดถึงหัวใจของความเป็นแม่ แต่มันกลับรู้สึกถึงความเกลียดชังที่พูดออกมาไม่ถูก ถังฉือเย่หันไปถามชายหนุ่มที่ทรุดตัวลงนั่งอยู่ข้างๆว่า
“อาฉี เจ้าว่าแม่คนหนึ่งจะสามารถปฏิบัติกับลูกสาวตัวเองราวกับเป็นศัตรูคนหนึ่งได้ไหม?”
“คนเช่นนั้นไม่ถือว่าเป็นคนธรรมดาทั่วไป”
ถังฉือเย่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันหน้าไปถามเขาอีกครั้ง “เจ้าพอจะมียาที่สามารถทำให้นางรู้สึกง่วงจนหลับไปหรือไม่?”
“อย่าใช้วิธีแบบนั้น มือสกปรกเพราะคนประเภทนี้มันไม่คุ้มหรอก” ฉีจิงจ้องมองนาง “หมาไม่เชื่อฟัง ขังมันไว้ก็พอแล้ว หากปล่อยออกมาก็ต้องมานั่งคอยเฝ้าระวังไปทุกที่”
“เดี๋ยวนะ!” จู่ๆ ถังฉือเย่ก็นึกบางสิ่งออก “เจี้ยนอิ่งของข้าล่ะ แมวป่าของข้าอยู่ที่ไหน?”
ฉีจิงผงะไป เพราะหลังจากสร้างบ้านมาเป็นเวลาเดือนกว่า เขาจึงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย ชายหนุ่มยืนขึ้นแล้วบอกกับนาง “ข้าจะรีบไปพามันมาเดี๋ยวนี้ แต่เจ้าอยู่คนเดียวได้แน่นะ?”
“ไม่ต้องสนใจข้า ข้าไม่เป็นไร” ชายหนุ่มตระกูลฉีมองดูแววตาของอีกฝ่ายอย่างละเอียด ก่อนจะหันหลังและเดินจากไป โดยมีสายตาของถังฉือเย่ที่จ้องมองดูแผ่นหลังของเขาค่อยๆหายไปในความมืด พร้อมกับกำลังคิดเรื่องหนึ่ง
แม้ว่าความผิดของวังซื่อจะไม่ถึงตาย แต่ถ้าหากถึงคราวที่จำเป็นจริงๆ หากนางยังอยู่ นางจะทำลายถังฉือหรงหรือไม่ นางคงต้องคิดแผนการอะไรบางอย่างเพื่อป้องกันไว้ก่อน พูดตามตรงถังฉือเย่รู้สึกว่าคนอย่างวังซื่อเป็นคนที่จัดการได้ยากกว่าท่านย่าซุนเสียอีก
เพราะไม่เพียงแต่ปัญหาเรื่องสถานะของวังซื่อเท่านั้น แต่คนอย่างท่านย่าซุนเป็นคนแก่ที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา ไม่ถูกใจก็ด่าทอสาปแช่ง นางปิดบังความชั่วร้ายของตัวเองไว้ไม่ได้นานนัก ผิดกับวังซื่อที่เจ้ามารยาและมีคิดแผนการซับซ้อน คนประเภทนี้มองไม่ออกในทันทีว่าเป็นคนเลวหรือคนที่น่ารังเกียจ นอกจากจะสัมผัสด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ยังมีถังหย่งฟู่ นางจัดการกับวังซื่อไม่ได้ หมายความว่านางก็ไม่สามารถจัดการกับ ถังหย่งฟู่ได้อย่างนั้นหรือ…คนสารเลวแบบนี้ ควรจะจัดการอย่างไรดี
ถังฉือเย่นั่งเงียบๆบนก้อนหิน พลางกอดเข่าด้วยสองมือ แล้วจู่ๆกลับคิดถึงบ้านขึ้นมา…คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่และคิดถึงพี่ชาย
หญิงสาวนั่งกอดเข่าแน่น น้ำตาที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนเริ่มเอ่อล้นออกมาจากดวงตา และไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน กระทั่งได้ยินเสียงแปลกๆดังขึ้นทางด้านหลัง ถังฉือเย่ตกใจรีบหันไปดู บนใบหน้าของนางยังคงมีคราบน้ำตาอยู่ นางก็เห็นเงาของสัตว์ร้ายสองตัว กำลังวิ่งเข้ามาราวกับว่ากำลังบิน!
บทที่ 113 กัดนางให้ตาย!
“อาฉี เป็นเจ้าอย่างนั้นหรือ?” ถังฉือเย่รีบยืนขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนจะได้ยินเสียงฉีจิงดังมาจากระยะไกล
“ข้าเอง เจ้าไม่ต้องกลัว” พร้อมกันนั้นแมวป่าสองตัวก็กระโดดข้ามมาพลางวนรอบตัวนางและดมกลิ่น ด้านหลังฉีจิงยังมีชายชราคนหนึ่งเดินมาพร้อมกัน
ชายชราผู้นั้นสูงไม่มาก ผมเผ้าเป็นสีขาวทั้งศีรษะ หนวดเครายาวรุงรัง เสื้อผ้าที่สวมเป็นเส้นๆสายรัด พาดวุ่นวายเต็มไปหมด มองแวบแรกนางนึกว่าเขาเป็นขอทาน
“ท่านผู้นี้ก็คือผู้ฝึกสัตว์ใช่หรือไม่?”
“ข้าชื่อเหมาต้าหู่!” ชายชรากล่าว
ถังฉือเย่มองดูแมวป่าสองตัวที่ดูเหมือนจะยืนยันตัวตน และเริ่มจะคลอเคลียไปมากับขาของนางจึงถามว่า “พวกมันรู้จักข้าไหม?”
“แน่นอน” เหมาต้าหู่กล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ข้าเอาชุดเจ้ามาใช่ว่าจะเอามาโดยเปล่าประโยชน์”
“ข้าลูบมันได้หรือไม่?”
“ย่อมได้!” เหมาต้าหู่โบกมือ “พวกเจ้าเป็นเจ้านายของมัน ลูบได้ตามใจชอบ”
ถังฉือเย่จะย่อตัวลงพลางกอดเจ้าแมวป่าเข้ามาในอ้อมแขน จากนั้นก็ลูบมันไปมาอย่างมีความสุขเหมาต้าหู่มองด้วยความประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะกล้าหาญถึงเพียงนี้ “เจ้าเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ แต่กลับกล้าหาญยิ่งนัก”
“กลัวอะไรเล่า” ถังฉือเย่พูดพร้อมรอยยิ้ม “แค่เห็นท่านก็รู้สึกว่าท่านดูน่าเชื่อถือ สัตว์ที่ท่านฝึกในเมื่อท่านบอกแตะต้องได้ มันก็ต้องแตะต้องได้อย่างแน่นอน”
“ถือว่าเจ้ามีตาที่เฉียบแหลม”
“อีกอย่างอาฉีก็อยู่ หากเกิดเรื่องอะไรเขาก็ช่วยข้าได้”
ฉีจิงยิ้มมุมปาก พอสังเกตเห็นดวงตาของนางทั้งสองข้างที่บวมแดง เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะร้องไห้มา เขาจึงค่อยๆหุบยิ้มทันที
ถังฉือเย่ทั้งกอดทั้งลูบเจ้าแมวป่าสองตัวด้วยความรักใคร่ นางรู้สึกว่ามันไม่ต่างจากแมวธรรมดา และดูเหมือนว่าสัตว์จำพวกแมวทุกตัวจะชอบให้ลูบ นางจึงลูบไล้มันด้วยความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ก่อนที่นางจะคิดถึงบางอย่างขึ้นมาได้
“ทั้งเตากวางและเจี้ยนอิ่งเจ้ามอบให้ข้าหมดเลยหรือ เจ้าไม่ต้องการแล้วหรือ”
“ใช่” ฉีจิงบอก “พวกมันจะฟังคำสั่งเจ้าผู้เดียวเท่านั้น”
“แล้วมันจะไม่ฟังคำสั่งของท่านอาจารย์เหมาต้าหรือ?” ถังฉือเย่รู้สึกสงสัย
“อย่าเรียกข้าว่าท่านอาจารย์อะไรนั่นเลย เรียกข้าว่าต้าหู่ ราชาแห่งสัตว์ร้ายดีกว่า” เหมาต้าหู่อธิบาย “สำหรับเจ้าสองตัวนี้ เจ้ากับข้านั้นต่างกัน พวกมันเมื่ออยู่กับเจ้า เจ้าคือนายของมัน แต่เวลาที่อยู่กับข้า ข้าคือเพื่อนของมัน เพราะฉะนั้นในความคิดของพวกมันแล้ว ข้าก็คือแมวป่าตัวหนึ่งเท่านั้น”
เขาลูบเคราที่ยุ่งเหยิงอย่างภาคภูมิใจ “เคล็ดลับในการล่าสัตว์ป่าของข้า คือข้าฝึกอะไร ข้าก็เป็นอย่างนั้น”
ถังฉือเย่นั่งฟังคำอธิบายนั้นอยู่พักหนึ่งพร้อมกับถามรายละเอียดเล็กน้อยจากเขา จากนั้นเหมาต้าหู่ก็ยื่นนกหวีดให้นางหนึ่งอัน เขาบอกว่าเนื่องจากแมวป่าไม่เหมือนสุนัข ที่จะนอนอาบแดดอยู่ในบ้านทั้งวันได้อย่างสบายใจ บางครั้งพวกมันอาจจะออกไปล่าสัตว์บนภูเขาได้ตลอดเวลา ดังนั้นมีนกหวีดอันนี้ ก็จะสามารถเรียกมันได้จากระยะไกล
หญิงสาวรับนกหวีดมาถือไว้ พร้อมกับลูบที่ศีรษะของเจ้าแมวป่าสองตัวนี้ด้วยความรักใคร่ก่อนจะเดินกลับบ้านพร้อมกัน!
วังซื่อเพิ่งจะตื่น และกำลังเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมถือจานในมือ เมื่อเห็นถังฉือเย่นางก็ตกใจจนตัวสั่น ถังฉือเย่นั่งลงที่ขั้นประตู พลางเรียก “เตากวาง เจี้ยนอิ่ง”
วังซื่อยังไม่ทันที่จะได้สติเมื่อเห็นเข้ากับเงาสัตว์สองตัวที่กำลังพุ่งเข้ามาจึงกรีดร้องเสียงแหลมก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ จานในมือตกกระแทกลงกับพื้น จนแตกกระจายเต็มไปหมด ส่วนถังฉือเย่ลูบหัวเจ้าแมวป่าอย่างสบายใจ จากนั้นก็ชี้ไปที่วังซื่อก่อนจะบอกกับพวกมัน
“ต่อไปนี้พวกเจ้าจงคอยเฝ้าประตู คนคนนี้ เห็นหรือยัง หากนางกล้าออกไปนอกประตู เจ้าก็กัดนางให้ตาย”
แมวป่าตัวหนึ่งจึงยืดตัวขึ้น พลางเดินไปดมวังซื่อ ราวกับว่ามันสามารถเข้าใจในสิ่งที่ผู้เป็นนายพูดดวงตาของวังซื่อแข็งทื่อ นางอยากกรีดร้องด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา แต่ก็ทำได้เพียงนั่งลงกับพื้นด้วยขาที่อ่อนแรง พร้อมกบปัสสาวะของนางที่ไหลซึมออกมาจากกระโปรงอย่างรวดเร็ว
ถังฉือเย่หัวเราะเยาะก่อนจะกล่าวต่อ “ไว้คราวหน้าข้าจะพาพวกเจ้าไปทำความรู้จักคนอื่นๆ นอกจากคนที่สนิทแล้ว ใครที่มันกล้าเหยียบเข้ามาในบ้าน พวกเจ้าจงกัดมันให้ตายให้หมด ได้ยินหรือไม่?”
แมวป่าส่งเสียงคำรามในลำคอราวกับมันกำลังตอบรับ ความจริงนางก็เพิ่งจะรู้จักพวกมัน ยังไม่ทันได้เลี้ยงและสอนการสื่อสารกับมันเลย ตอนนี้จึงอาศัยแค่การทำท่าทางเป็นหลัก แต่เพียงเท่านี้ก็เห็นได้ชัดว่าในสายตาของวังซื่อนั้นเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากคำว่าปกติมาก นางกลัวจนตัวสั่น และไม่กล้าร้องออกมาสักนิดเดียว
ถังฉือเย่ยิ้มอย่างพึงใจก่อนจะนำกระต่ายที่ล่ามาได้ตัวหนึ่งโยนลงไปที่พื้น พลางชี้ “เตากวาง เจี้ยนอิ่ง ไปกินซะ!”
ตอนนั้นเองที่เจ้าแมวป่าทั้งสองตัวรีบพุ่งเข้าไปฉีกกัดเนื้อกระต่าย และทันใดนั้นก็มีเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว
เมื่อเห็นสัตว์ร้ายทั้งสองตัวกัดกินกระต่ายเสร็จ วังซื่อก็ตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ถังฉือเย่ มองพร้อมสายตาดูถูก นางเดินไปถือซากของกระต่ายขึ้นมา “เตากวางเจี้ยนอิ่งไปกัน ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปที่อื่น”
ทั้งสองตัวทำตามคำสั่ง และเดินตามนางไป จากนั้นถังฉือเย่ก็พาพวกมันมาที่บ้านข้างๆ ซึ่งเหล่าบัณฑิตพวกนั้นต่างตกอกตกใจเป็นอย่างมาก ถังฉือเย่เดินวนรอบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วพูดกับสัตว์เลี้ยงของตัวเองว่า
“พวกเราไปเล่นกันเถอะ ตอนกลับมาก็ล้างตัวมาด้วยเลย”
แมวป่าส่งเสียงคำราม จากนั้นก็วิ่งออกไปข้างนอก สวี่เวิ่นชู่และคนอื่นๆต่างออกไปดูด้วยความประหลาดใจ
ถังฉือเย่ยิ้มก่อนจะเข้าไปในห้องครัวของสวี่เวิ่นชู่พลางจัดการกับกระต่ายซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ฉีหยางก็เดินเข้ามาเกาะที่หลังพลางใช้แขนสองข้างโอบรอบคอนางไว้
“พี่สาว อย่าเสียใจไปเลย”
คนเป็น ‘พี่สาว’ ใจอ่อนหันกลับไปกอด “ขอบใจมากนะอาหยาง ตอนนี้พี่สาวไม่เศร้าแล้ว พี่สาวมีอาหยาง มีอาฉี มีทุกคน ทั้งยังมีเตากวางและเจี้ยนอิ่ง พี่สาวเก่งที่สุด และไร้ซึ่งคู่ต่อสู้แล้วล่ะ”
“อืม” ฉีหยางกอดนางไว้แน่น ร่างกายเล็กๆของเขานุ่มนิ่ม ดวงตาสีดำกลมโตจ้องมองมาเขม็ง “พี่สาว…เก่งที่สุด”
ถังฉือเย่หัวเราะโดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกสวี่เวิ่นชู่เหลือบมองจากระยะไกล เขาคิดในใจว่าลูกศิษย์ทั้งสี่คนนี้นั้นแต่ละคนล้วนมีจุดเด่นแตกต่างกันไป อย่างเช่นถังฉือหรงมีสติปัญญาและมีความอดทนพยายาม เพียงแต่เขาจิตใจลังเลและไม่มีความเด็ดขาด ถังจวิ้นเชินฉลาดปราดเปรียว เพียงแต่ชอบเล่นสนุกนิสัยไม่แน่ไม่นอน
เสี่ยวเหยา นางเป็นเด็กที่เชื่อฟังเป็นอย่างมาก ให้ทำอะไร ไม่ว่ายากแค่ไหน เสียเวลามากเท่าใด นางก็จะดื้อดึงทำทุกอย่างจนเสร็จ และนางเป็นคนที่สอนง่ายและไร้กังวลที่สุด แต่ฉีหยางนั้นเขากลับไม่เหมือนคนปกติทั่วไป เด็กชายฉลาดมาก อีกทั้งความรู้เดิมของเขาก็ไม่เลวเลยทีเดียว เพียงแต่โดยส่วนใหญ่ ราวกับว่าไม่รู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ อย่างเช่นในยามปกติเมื่อเขาสอนหนังสือถังฉือหรงและคนอื่นๆ ฉีหยางมักจะไม่ฟัง
สวี่เวิ่นชู่ไม่รู้จริงๆว่าฉีหยางทำได้หรือไม่ เขามอบหมายให้ฉีหยางทำอะไรก็ไม่ฟัง เด็กชายเพียงมองและทำในสิ่งที่ตัวเองคิดเท่านั้น โดยเฉพาะในเวลาปกติหากฉีหยางกำลังฝึกคัดอักษรหรืออ่านตำรา แล้วสวี่เวิ่นชู่หรือใครเอ่ยปากเรียก ฉีหยางก็ไม่ได้ยินเลยสักนิด แม้ว่าจะบังคับให้ฟัง แต่เมื่อฟังเสร็จ เขาก็ทำราวกับไม่เคยฟังสิ่งนั้นมาก่อนเพียงรอให้สวี่เวิ่นชู่พูดจบ จากนั้นจึงกลับไปทำงานที่ตัวเองยังทำไม่เสร็จอยู่ก่อนหน้านี้
ด้วยเหตุนี้สวี่เวิ่นชู่จึงหมดหนทางที่จะสอนแล้ว จึงทำได้เพียงปล่อยให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่กับถังฉือเย่นั้นแตกต่างออกไป ฉีหยางทำราวกับว่ามองไม่เห็นคนรอบข้าง และยิ่งไม่รับรู้ถึงความสุขทุกข์ของคนอื่น โดยเลือกที่จะรับรู้ความรู้สึกของหญิงสาวเพียงผู้เดียว
นี่มันเพราะอะไรกัน…สวี่เวิ่นชู่ขมวดคิ้วรู้สึกทั้งสับสนและประหลาดใจไปพร้อมกัน ฉีจิงสังเกตเห็นสายตาของเขาจึงเดินเข้าไปถาม
“ท่านสวี่ มีอะไรอย่างนั้นหรือ?”
สวี่เวิ่นชู่สงบจิตใจลง เมื่อเห็นว่าฉีหยางคุยกับถังฉือเย่เสร็จแล้ว จึงได้ให้ฉีหยางกลับไปที่ห้องหนังสือ และส่งสัญญาณให้ฉีจิงตามไปเขาไป จากนั้นก็พูดคุยกับทั้งสอง
ฉีจิงหลุบสายต่ำเล็กน้อย เพราะตอนที่ถังฉือเย่บอกให้ฉีหยางคำนับอาจารย์นั้น ความจริงแล้วเขากลับรู้สึกเฉยๆ เพราะเดิมทีฉีหยางก็เป็นเด็กฉลาดอยู่แล้ว จนกระทั่งถึงตอนนี้ เมื่อได้รู้สึกถึงความจริงใจของสวี่เวิ่นชู่ในฐานะอาจารย์ชายหนุ่มจึงรู้สึกผิดเล็กน้อยพลางมองไปทางนั้นแล้วก้มคำนับกล่าวเสียงต่ำ
“ท่านสวี่ ท่านไม่จำเป็นต้องใส่ใจมาก ฉีหยางเขาค่อนข้างแปลก ปล่อยให้เขาเรียนเองก็พอแล้ว”
บทที่ 114 ฆ่าลูกตัวเอง!
ในหัวของสวี่เวิ่นชู่นั้นมีแต่คำว่า ‘ภรรยาที่เข้มงวด’ ผุดขึ้นมา เขาจึงอดกระแอมออกมาไม่ได้ ก่อนที่ถังฉือเย่จะพูดด้วยสุ้มเสียงจริงจังว่า
“ความจริงแล้วข้าก็เคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อน หากท่านต้องการสื่อสารกับอาหยาง ก็แค่เขียนเอาก็ได้ อย่างเช่นวันถัดไป ท่านอยากให้เขาทำอะไร ท่านก็แค่เขียนสิ่งนั้นก่อนหน้าหนึ่งวัน แล้ววางมันไว้บนโต๊ะ ข้ามั่นใจว่าในวันถัดมาอาหยางก็จะทำตามสิ่งที่ท่านต้องการแน่นอน หรือท่านจะให้เขาเขียนเรื่องราวที่เคยทำมา ทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจลงไปในกระดาษเขาก็น่าจะเขียนอย่างละเอียดเลยล่ะ
สวี่เวิ่นชู่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “เป็นเพราะอะไรหรือ?”
“ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่” ถังฉือเย่บอก “หากใจของคนเป็นดั่งห้องหนึ่งห้อง พวกเราคนธรรมดา เมื่อนั่งอยู่ในห้องแล้ว ก็ยังได้ยินเสียงนกหรือกลิ่นหอมของดอกไม้ หรือแม้แต่เสียงลม แต่ห้องของอาหยางนั้นทั้งประตูและหน้าต่างกลับถูกปิดเอาไว้ทั้งหมด เขาจึงไม่รู้ว่าด้านนอกนั้นมีอะไรอยู่บ้าง”
หญิงสาวยังตั้งใจทำท่าทางปิดประตูให้เขาดูพร้อมกับอธิบายต่อ “และห้องของเขาก็เล็กมากๆ พวกท่านเข้าไปในห้องของเขาไม่ได้หรอก มีเพียงข้าเท่านั้นเพราะข้าเคยช่วยชีวิตเขาจากอุบัติเหตุเอาไว้ ข้าจึงสามารถผลักหน้าต่างของเขาให้เปิดออกได้ สามารถพูดคุยหรือบางครั้งก็เรียกให้เขาออกมาหาได้”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงให้ข้าใช้วิธีเขียนหนังสือสื่อสารกับเขา”
“นั่นเป็นเพราะในห้องเล็กๆของเขาเดิมทีก็มีหนังสืออยู่ข้างใน ท่านเขียนตัวอักษรลงไปก็เหมือนกับว่าได้แอบสอดหนังสือเข้าไปในกองหนังสือที่เขาอ่านหนึ่งเล่ม หากเขายอมรับกระดาษแผ่นนี้อย่างหนังสือที่เขาอ่านประจำละก็เหมือนกับการที่อาหยางได้โต้ตอบอย่างการแก้ไขโจทย์ในหนังสืออย่างไรเล่า”
ฉีจิงมองดูถังฉือเย่อย่างเงียบๆ แววตานั้นดูอบอุ่นราวกับแสงจันทร์ ส่วนสวี่เวิ่นชู่พยักหน้าอย่างช้าๆ ก่อนจะหัวเราะพลางพูดขึ้นว่า
“ตอนนี้ข้าคิดว่าเจ้าพูดถูก รับลูกศิษย์หลายคนหน่อยก็สนุกดีเหมือนกัน”
“แล้วเหตุใดท่านไม่รับถังฉือจิ้นล่ะ”
สวี่เวิ่นชู่ขำจนน้ำตาไหล เขาหาหัวข้อสนทนานี้เพื่อมาปลอบนางด้วยความหวังดี แต่ท้ายสุดกลับเป็นนางที่ไม่เป็นไรเสียอย่างนั้น มิหนำซ้ำยังหยอกล้อเขากลับอีกด้วย ชายหนุ่มเขกศีรษะนางเบาๆ จากนั้นก็หันหลังและเดินจากไป
จวบจนเป็นเวลากลางคืนถังฉือหรงถึงจะฟื้นขึ้นมา บาดแผลของเขาไม่ได้ร้ายแรงนัก เพียงแต่คนสมัยโบราณนั้นค่อนข้างให้ความสำคัญกับบาดแผลบนใบหน้าและศีรษะ ดังนั้นท่านหมอจึงเพิ่มยานอนหลับให้เขานิดหน่อย เพื่อให้ได้หลับพักผ่อนสักสี่ชั่วยาม และตอนที่ถังฉือเย่ไปเยี่ยมนั้น ชายหนุ่มก็กำลังก้มหน้าลงอย่างเงียบๆ พลางมองดูผ้าพันแผลที่พันอยู่บนมือ
หญิงสาวหยุดอยู่ตรงประตูครู่หนึ่ง นางรู้สึกว่าตัวของเขานั้นถูกห่อหุ้มไปด้วยความโศกเศร้าที่หนาเป็นอย่างมาก แต่นางไม่ได้เป็นถังฉือเย่ตัวจริง จึงไม่ได้มีเยื่อใยอะไรกับวังซื่อ เพียงแค่รู้สึกว่าไม่กล้าทำอะไรลงไปมากนักเพราะกลัวไปกระทบกับเขาจึงอึดอัดเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย
ถังฉือเย่ก้าวเท้าเดินเข้าไปหา ถังฉือหรงเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มมาให้เป็นรอยยิ้มนั้นดูย่ำแย่กว่าตอนร้องไห้เสียอีก
“เย่เย่”
“เอาล่ะ ไม่ต้องคิดแล้ว” นางเกลี้ยกล่อมเขาด้วยเสียงที่อ่อนโยน “พี่แค่ตั้งใจเรียนก็พอ ไม่ต้องไปสนเรื่องอื่น”
ถังฉือหรงยิ้มอย่างฝืนๆ พูดเสียงอ่อยๆ “พี่…พี่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ไม่เข้าใจจริงๆ เย่เย่ ความคิดของนางนั้นไม่ปกติพี่ก็เข้าใจมาตลอดจะทำอะไรแล้วหลงๆลืมๆ พี่ก็ไม่ได้โทษนาง แต่พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมนางต้องเหยียบลงบนมือของพี่ นาง…นางเกลียดพี่ถึงเพียงนี้เลยหรืออยากทำลายอนาคตของพี่ได้อย่างสบายใจอย่างนั้นหรือ”
“ท่านพี่คิดมากเกินไปแล้ว”
เขาเงยหน้ามองในดวงตากวางคู่นั้นมีความคาดหวังแฝงอยู่ แต่ถังฉือเย่กลับพูดต่อว่า “สำหรับพี่แล้วการเรียนหนังสือและสอบจอหงวนนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก แต่สำหรับนางแล้ว นางไม่เคยจะคิดถึงมันเลยสักครั้ง ในเมื่อนางไม่เคยจะสนใจเลยสักนิด แล้วจะตั้งใจไปรับมือเพื่ออะไร นางเหยียบมือของท่านก็เพราะทำอะไรก็ต้องจับจุดสำคัญ ทั้งพอที่จะทำให้เจ็บทั้งประหยัดแรง นี่เพียงแค่การลงโทษจากการที่ไม่เชื่อฟัง เพราะฉะนั้นพี่ควรจะดีใจที่นางไม่มีลูกน้อง ไม่อย่างนั้นแล้วนางก็คงให้ลูกน้องของนางลากพี่ออกไปข้างนอกแล้วทุบตีจนตายไปแล้ว”
สีหน้าของถังฉือหรงค่อยซีดขึ้นเรื่อยๆ ถังฉือเย่จึงพูดเน้นไปทีละคำ “ในสายตาของนางก็มีเพียงตัวนางเองเท่านั้น ท่านพี่กับข้าล้วนเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ช่วยประคับประคองชีวิตของนางไปก็เท่านั้น เมื่อเครื่องมือใช้การได้ไม่ดีแล้วก็ทิ้งไปเหมือนกับของไร้ค่านั่นแหละ ท่านพี่เชื่อหรือไม่ว่าสมมุติว่าตอนนี้พี่ยืนอยู่ด้านนอกสนามสอบ ในไม่ช้าก็ต้องเข้าไปในสนามสอบแล้ว แต่ที่อื่นนั้นมีคนตะโกนขึ้นมาว่ามีคนขายแป้งหอม นางก็คงจะไม่ลังเลที่จะเรียกให้พี่ไปซื้อมัน หากพี่ไม่ไปนางก็คงจะด่าว่าพี่เนรคุณต่อหน้าผู้คนอย่างแน่นอน แล้วไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยว่าทำแบบนั้นแล้วจะทำลายอนาคตของท่านหรือไม่”
ถังฉือเย่อธิบายเสียยืดยาว แต่ก็ยังรักษาน้ำใจของลูกชายแท้ๆอย่างถังฉือหรง ทั้งที่ความจริงแล้ว หญิงสาวคิดว่า วังซื่อช่างเป็นคนโง่ที่ไร้สมองเพียงแค่มองอะไรแค่สั้นๆ ไม่เข้าใจแม้กระทั่งหลักการเหวี่ยงเบ็ดตกปลาให้ไกลทอดสายให้ยาวเลยแม้แต่น้อย
สำหรับวังซื่อแล้ว ผู้ชายทุกคนบนโลกควรที่จะเอาใจและเชื่อฟังนางเท่านั้น แต่จะต้องพลีชีพจนชีวิตจะหาไม่เพื่อแลกกับการที่ได้ครอบครองนางก็ควรทำ
ถังฉือหรงเมื่อได้ยินถ้อยคำของถังฉือเย่ก็พูดสะอึกสะอื้นว่า “เหตุใด…เหตุใดต้องเป็นเช่นนี้ด้วย?”
“แล้วพี่คิดว่าแค่นี้มันยังไม่พออีกหรือ?”
เมื่อเห็นถังฉือหรงก้มหน้า นางจึงพูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะเล่าอะไรให้พี่ฟังเรื่องหนึ่ง จริงๆแล้วท่านพ่อหน้าตาเป็นอย่างไร ข้าก็จำไม่ค่อยได้ แต่ข้ายังคงจำเรื่องเรื่องหนึ่งได้เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านพ่อลืมข้าไว้บนเครื่องโม่ หลังจากที่ทำธุระเสร็จถึงจะกลับมาหา ทั้งตัวของข้าเต็มไปด้วยหิมะ ท่านพ่อช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็ก่อไฟ เขายุ่งเป็นอย่างมาก เหนื่อยจนแทบแย่ แต่หลังจากที่เขาออกไปแล้ว วังซื่อฉินอยู่ๆนางก็เดินมาจ้องเขม็งใส่ข้า จากนั้นนางก็หยิบผ้าห่มมาแล้วพูดว่า ‘เจ้าอย่าโทษข้าเลย ใครให้เจ้าเป็นคนเสียสติแบบนี้ล่ะ หากเป็นแบบนี้ต่อไป สามีของข้าก็จะถูกเจ้าถ่วงจนแย่’ จากนั้นนางก็ยกผ้าห่มขึ้นมา แล้วก็เอามาอุดที่หน้าข้าในทันที”
ถังฉือหรงตัวสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองไปที่ถังฉือเย่เขม็ง หญิงสาวพูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ข้าดิ้นอย่างสุดชีวิตและตะโกนเรียกหาท่านพ่อสุดเสียง ข่วนโดนมือนางจนเป็นแผล ท่านพ่อก็เลยเข้ามาข้าจึงยังไม่ตาย”
ชายหนุ่มตกใจจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ถังฉือเย่หลับตาลงและสูดหายใจเข้าออกเพื่อให้ตนเองสงบ เรื่องนี้สำหรับนางแล้ว เห็นได้ชัดว่ามันฝังลึกในใจมากแค่ไหน ดังนั้นในความทรงจำเรื่องนี้จึงเป็น เรื่องเดียวที่นางจำภาพได้ชัดเจนที่สุด แม้กระทั่งแววตาของวังซื่อในตอนนั้น ถังฉือเย่ก็ยังคงจำได้อย่างแม่นยำ
“พี่ฟังเรื่องนี้แล้ว รู้สึกหรือไม่ว่าถึงแม้นางจะใจดำอำมหิตกับลูกๆ แต่นางกลับมีความรักที่ลึกซึ้งกับท่านพ่อ?”
ถังฉือหรงยังคงตกอยู่ในอาการตกใจและยังไม่ได้สติกลับมา เขาจึงพยักหน้าด้วยสัญชาตญาณ ภาพความทรงจำต่างๆเริ่มทยอยเข้ามาในหัว ความจริงแล้วในตอนนั้นการเสียสติของถังฉือเย่เป็นประเภทที่อยู่อย่างเงียบๆนิ่งๆ เมื่อเอานางไปไว้ที่ไหนก็จะนั่งไม่ขยับอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าฝนจะตกหิมะจะตกนางก็ไม่รู้จักที่จะหลบ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือให้ถังฉือเย่อยู่ที่บ้านให้วังซื่อดูแล แต่ในความเป็นจริงนั้นกลับเป็นถังหย่งหลี่ที่ดูแลทั้งหมด ทั้งที่ตามหลักแล้วลูกสาวที่โตแล้วก็ต้องหลบเลี่ยงจากบิดา แต่สำหรับตัวนางเองแม้แต่เปลี่ยนเสื้อผ้าก็เป็นถังหย่งหลี่ที่เปลี่ยนให้ วังซื่อไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง
เมื่อถังฉือหรงคิดถึงตอนนั้นขึ้นมาได้ หลังมือของวังซื่อที่มีรอยข่วนจากเล็บที่ทั้งยาวทั้งลึก นางบอกกับทุกคนว่าถูกเย่เย่ข่วน แถมยังร้องไห้ไปหลายวันเพราะไม่อยากมีรอยแผลเป็น…ถังฉือหรงตัวเย็นไปหมดถังฉือเย่พูดขึ้นว่า
“ดังนั้นข้าจึงบอกว่าในใจของนางมีแค่ตัวนางเองเท่านั้น หากไม่กลัวที่จะบอกพี่ ข้าคงไม่นับว่านางเป็นแม่ไปตั้งนานแล้ว พี่เองก็คิดดูดีๆ”
เมื่อพูดเสร็จหญิงสาวก็หันหลังแล้วเดินออกไป !
บทที่ 115 คิดจะดูถูกทักษะการแสดงของข้าอย่างนั้นหรือ?
เช้าวันถัดมา ถังฉือเย่ได้พาแมวป่าสองตัวของตัวเองออกไปเดินเล่นรอบหมู่บ้าน คนที่ได้พบเจอต่างก็ต่างพากันหนีกระเจิงไปคนละทิศละทาง เพราะรูปร่างหน้าตาของแมวป่านั้นดูไม่น่ารักเลยสักนิด ขาที่ยาวเกินไป หูแหลมๆ แม้แต่ลายเสือทั้งตัวนั้นดูช่างน่าเกรงขามมากว่าน่ารักและเป็นสัตว์เลี้ยง แล้วยิ่งถังฉือเย่ซึ่งมีรูปร่างเล็กมากเมื่อเดินคู่มากับแมวป่าจึงทำให้แมวป่าทั้งสองตัวนั้นดูตัวใหญ่เป็นพิเศษ จนไม่อยากเชื่อว่านางจะลากมันไว้ได้ด้วยเชือกเส้นเล็กๆที่คล้องคอ
ชาวบ้านจึงต่างกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ได้เพียงแต่มองจากที่ไกลๆ ก่อนจะมีคนถามขึ้นอย่างกล้าหาญว่า “เจ้าบ้านถัง เจ้าเลี้ยงสิ่งที่น่ากลัวเช่นนี้ไว้ทำไมกัน?”
“ไว้เฝ้าบ้านไงล่ะ” ถังฉือเย่หัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “เจ้าเตากวางและเจี้ยนอิ่งฉลาดมากๆเลยนะ”
“ในบ้านมีทองกองเป็นภูเขาหรืออย่างไรถึงได้ใช้สิ่งที่น่ากลัวเช่นนี้เฝ้าประตูไว้”
“ต่อไปข้าต้องมีทองกองเป็นภูเขาอย่างแน่นอน ข้าก็ต้องเตรียมการไว้ก่อน”
นางยิ้มตาหยีพลางกวาดสายตามองไปรอบๆท่ามกลางผู้คน จู่ๆ ถังหย่งฟู่ก็รีบถอยหลังไปหนึ่งก้าวในทันที ถังฉือเย่จ้องไปทางนั้นพลางพูดกลั้วหัวเราะ
“ผู้ใดกล้าเข้าไปขโมยของในบ้านข้า เจ้าเตากวางเจี้ยนอิ่งก็จะกัดผู้นั้นจนตาย กัดเนื้องับกระดูกให้แหลกเป็นเสี่ยงๆ แล้วค่อยๆกลืนลงไปทีละชิ้นทีละชิ้น”
ชาวบ้านทุกคนต่างคิดว่าถังฉือเย่แค่คุยอวดเท่านั้น มีเพียงถังหย่งฟู่ที่ใจเต้นระรัว ผมเผ้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ ถังฉือเย่เดินเล่นไปหนึ่งรอบจนถึงบ้าน จากนั้นจึงปล่อยให้แมวป่าทั้งสองตัวขึ้นภูเขาไปล่าสัตว์ แล้วเข้ามาค้นหาเสื้อผ้าในตู้
นางได้นำเสื้อสีดำและเสื้อสีแดงออกมาอย่าละตัว ก่อนจะลงมือตัดมันเป็นเส้นๆ แล้วนำมาถักเป็นเชือก เตรียมไว้สำหรับใช้คล้องคอเจ้าเตากวางและเจี้ยนอิ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่านางนั้นเลี้ยงแมวป่า
หลังจากนั้นคุณนายโจวได้มาช่วยนางบดยาสำหรับทำเหล้า เมื่อบดเสร็จเห็นร่างของวัซื่อก็วิ่งลงข้างล่างพร้อมกับด่าออกมาเสียงดังลั่น
“เจ้ามันไม่มีเมตตาไร้คุณธรรมน่าขยะแขยงสมควรตาย เหตุใดฟ้าถึงไม่ผ่าเจ้าให้ตายไปเสีย เจ้ามันไร้ความเมตตาใจดำอำมหิต แม่เฒ่าซุนพูดถูกจริงๆ หมาจรจัดข้างถนนยังดีกว่าเจ้าเป็นไหนๆ!”
วังซื่อเงียบกริบไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงออกมา ถังฉือเย่จึงเดินมาห้ามไว้ “ท่านป้าช่างมันเถอะจะไปใช้เหตุผลกับสัตว์ที่กำลังติดสัดอย่างนี้ไปทำไมมานั่งเถอะเจ้าค่ะ” พูดพลางรินน้ำชาให้คุณนายโจวหนึ่งแก้ว
“ข้าแช่มันในบ่อน้ำ กำลังเย็นๆอยู่เลย ยังใส่น้ำตาลลงไปอีกด้วยรีบดื่มเถอะเจ้าค่ะจะได้ใจเย็นลง”
คุณนายโจวรับมาดื่มก่อนจะระบายลมหายใจออกมาช้าๆ รอจนเมื่อฉีจิงเดินทางมาถึงคุณนายโจวก็ได้ช่วยนางทายาบนบาดแผลตรงใบหน้าเรียบร้อยแล้ว
ฉีจิงนำป้ายไม้ที่แกะสลักเสร็จแล้วยื่นให้พลางมองดูสีหน้าของถังฉือเย่อย่างละเอียด “เจ้าไม่เป็นไรแน่นะ?”
“ข้าไม่เป็นไร ต้องขอบใจแมวป่าของเจ้าด้วยซ้ำ ครั้งนี้ข้าสะใจมากจริงๆ” นางโน้มตัวลงมาพลางนำป้ายชื่อผูกไว้ที่คอของแมวป่า
“ไม่เป็นไรจริงๆหรือ?”
“ไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นอะไรตั้งนานแล้ว อย่ากังวลไปเลย ไปพวกเราไปกินข้างด้วยกันเถอะ” ถังฉือเย่พูดยิ้มๆ ก่อนจะเดินนำไปกินข้าวพร้อมกับพร้อมกับพูดคุยอย่างสนุกสนาน เมื่อกินข้าวเสร็จแล้วต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน เมื่อถึงเวลาค่ำถังฉือเย่จึงลุกขึ้นจากเตียง จากนั้นก็เรียกเตากวางและเจี้ยนอิ่งเบาๆ พลางเดินออกจากบ้านไป
แมวป่าทั้งสองตัวนี้สามารถเข้าใจถึงความรู้สึกของนางได้จริงๆ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นเจ้านายค่อยๆย่องออกไปเบาๆ พวกมันก็เดินอย่างเงียบเชียบเช่นกัน ไม่ได้ส่งเสียงออกมาเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ออกจากบ้านแล้ว ถังฉือเย่หันไปปิดประตูรั้วอย่างระมัดระวัง เดินไปได้เพียงแค่สองก้าวก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากด้านบนศีรษะ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทันทีจึงได้เห็นเงาคนเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตรงหน้า…เป็นฉีจิงที่กระโดดลงมาจากต้นไม้พร้อมกับกระซิบว่า
“ข้ามีประโยชน์มากกว่าแมวป่าอีกนะ”
“เจ้า!” ถังฉือเย่เบิกตากว้างจ้องมองเขา นางพูดไม่ออกไปพักใหญ่ ยิ่งตอนที่เขากระโดดลงมาจากต้นไม้ด้านหลังเป็นเงาจากพระจันทร์เต็มดวงที่ส่องแสงสีเหลืองนวลลงมาจากผืนฟ้าให้หญิงสาวมีความรู้สึกอธิบายไม่ถูก ราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงในแม่น้ำของหัวใจมันกลายเป็นระลอกคลื่นที่แผ่ออกมาเป็นวงกลม
ฉีจิงเห็นว่าถังฉือเย่ยืนนิ่งไม่ตอบเขาจึงอธิบายว่า “ตอนที่เจ้าแสร้งทำเป็นดีใจ ดวงตาของเจ้าจะไม่ยิ้มไปด้วยข้าดูออก”
ในใจของนางนักคิดว่านี่เขากำลังดูถูกทักษะการแสดงของนางอยู่หรือเปล่านะ เพียงแต่ตอนนี้ เหมือนลำคอนั้นตีบตันมีอะไรติดอยู่ ดวงตาก็เริ่มจะอุ่นขึ้นมา น่าอายจนแทบอยากจะร้องไห้!
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ถังฉือเย่จึงสูดลมหายใจเข้า โดยยังไม่ได้เปล่งเสียงอะไรออกมา นางหันไปลูบหัวของแมวป่าสองตัวก่อนจะปล่อยให้พวกมันออกเดินนำไป ก่อนที่ถังฉือเย่จะก้าวเท้าไปพร้อมกับชายหนุ่ม
“เจ้าจะทำอะไร?” ฉีจิงถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ไม่รู้สิ” ถังฉือเย่ตอบ “จริงๆแล้ว ข้าเองก็ไม่รู้ว่าข้าจะทำอะไร รู้แค่เพียงว่าข้าไม่สามารถปล่อยถังหย่งฟู่ไปง่ายๆอย่างแน่นอนนั้น ให้เจ้าเตากวางเจี้ยนอิ่งกัดเขาก็ได้หรือให้ข้าไปต่อยเขาก็ยังได้!”
ฉีจิงหัวเราะออกมาเบาๆ
“หัวเราะอะไร?” ถังฉือเย่ถลึงตาใส่ “ข้าไม่เก่งหรืออย่างไร เจ้าเป็นคนสอนข้ามาเองนะ”
เมื่อพูดจบนางก็หัวเราะออกมาเช่นกัน ก่อนจะเงยหน้ามองพระจันทร์ พลางถอนหายใจ “หากข้าเก่งเหมือนเจ้าก็คงจะดีนะก็คงไม่…”
ฉีจิงพูดแทรกขึ้น “ข้าเก่ง ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
ถังฉือเย่ยิ้มในเงามืด คืนนี้เด็กคนนี้กินยามาผิดขนาดหรืออย่างไร แต่ละคำที่พูดมานั้นจึงเหมือนพูดจีบนางไปเสียหมด ส่วนฉีจิงคิดว่าที่เขาพูดไปนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยสักนิด จากนั้นเขายังคงพูดคุยถึงแผนการต่อไป
“แต่เขาอยู่ในบ้าน เจ้าจะปีนเข้าไปในบ้านแล้วจัดการอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าก็ซุ่มตัวแล้วค่อยเข้าไปจัดการเขาสิ ข้าจะซุ่มดูสักสิบวันหรือครึ่งเดือนศึกษาพฤติกรรมและกิจวัตรประจำวันของเขาให้เข้าใจ ข้าไม่เชื่อว่าค่ำคืนของหน้าร้อน เข้าจะไม่ออกจากบ้าน”
“แล้วเจ้าจะต้องซุ่มดูไปถึงเมื่อไหร่ จริงๆแล้วหากมองจากศาลาของพวกเราก็สามารถมองเห็นฝั่งนั้นได้ หรือเจ้าพูดกับแมวป่าเสียหน่อยว่าให้พวกมันมาคอยจับตาดู”
“พวกมันสามารถทำงานที่ละเอียดแบบนั้นได้ด้วยหรือ แบบนั้นพวกมันมีประโยชน์มากกว่าข้าอีกนะ” หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ภายใต้แสงจันทร์ สาวน้อยผิวขาวผ่อง ดวงตาใสสะอาดดุจผิวน้ำเมื่อมองดูจนทำให้ชายหนุ่มใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาที่ไม่เหมือนใครนั้นที่แฝงความปรารถนาแรงกล้า เป็นแบบมีหัวตาที่เฉี่ยวและหางตาที่ตวัดขึ้นเหมือนปีกนก ขอบตาดูคมและชัด ขนตาทั้งดกดำงอนราวกับปีกของผีเสื้อที่กำลังกระพือปีกบินอยู่ เมื่อนางมองผู้อื่นแล้วก็มักจะแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่น่าเย้ายวนเสมอ แต่แววตาของนางกลับดูสดใสเปล่งประกาย ดูสะอาดบริสุทธิ์และซื่อตรง
ฉีจิงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบศีรษะของนางเบาๆ และจ้องมองดวงตาของนางอยู่อย่างนั้น
ด้วยเหตุนี้เช้าวันถัดมา ถังฉือเย่จึงได้เชิญเหมาต้าหู่มาที่บ้าน และเมื่อชายชราได้ฟังแล้วก็ตบอกพลางบอกว่ารับประกันได้เลยว่าความปรารถนาของนางนั้นถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก
ฉีจิงแอบเอาชุดของถังหย่งฟู่ออกมาชุดหนึ่ง เพื่อมอบให้เหมาต้าหู่ที่ทำราวกับว่าแมวป่านั้นเป็นเหมือนสุนัข เขาพูดกับมันอยู่นานสองนาน เมื่อถึงเวลากลางคืน เขาก็ได้พามันทั้งสองตัวไปฝึกในสถานที่จริงหนึ่งครั้ง ก่อนจะบอกกับนางว่าเรียบร้อยแล้ว
ถังฉือเย่ยิ้มรับ ก่อนจะนำเตากวางและเจี้ยนอิ่งผลัดกันออกไปเฝ้าดู ตอนแรกคิดว่าน่าจะต้องใช้เวลาหลายวันหน่อย ไม่คิดว่าเรื่องจะเกิดขึ้นเร็วอย่างนี้
เนื่องด้วยในวันถัดมาก็จะถึงวันที่ต้องเพิ่มเหล้าบ๊วยชุดนั้นแล้ว ถังฉือเย่และคนในร้านเหล้าต่างก็ยุ่งกันทั้งวัน เมื่อถึงกลางคืนนางก็หลับเกือบสนิทแล้ว จากนั้นนางก็รู้สึกได้ถึงอะไรสักอย่างที่เป็นขนๆ มาแตะที่ไหล่ของนางอยู่ตลอดเวลา
หญิงสาวผลักออกสองครั้ง จากนั้นจึงจะได้สติ และรับลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ไม่กี่วันมานี้นางใส่เสื้อผ้านอน จากนั้นนางจึงรีบสวมรองเท้าพลางกระซิบบอกกับแมวป่าว่า
“ไปเรียกฉีจิงมา”
แมวป่าทั้งสองตัวนั้นทำราวกับเข้าใจคำพูดของนาง พวกมันรีบหันหลังแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อนางผลักประตูออกไปอย่างเงียบๆ นั้นก็ได้เห็นฉีจิงยืนรออยู่ข้างนอกก่อนแล้ว
เมื่อมีชายหนุ่มอยู่ด้วย พวกเขาจึงทำอะไรรวดเร็วไปหมด เดินไปได้ไม่นานก็เห็นถังหย่งฟู่เดินมาอย่างหลบๆซ่อนๆ มองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดทาง
ทั้งสองคนสบตากันในความมืด จากนั้นจึงแอบเดินตามไป กระทั่งได้เห็นว่าถังหย่งฟู่เดินไปที่ท้ายหมู่บ้าน พลางเคาะประตูของบ้านหลังหนึ่งเบาๆสามครั้ง ประตูก็ค่อยๆเปิดออกโดยไร้เสียง ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว
จบตอน
Comments
Post a Comment