บทที่ 116 พี่ใหญ่จะงัดไม้เด็ดออกมาแล้ว
ถังฉือเย่ครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่นาน ก่อนจะกล่าวด้วยความประหลาดใจ “แม่หม้ายหนิว?”
หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ด้วยความที่เจอแม่หม้ายหนิวผู้นี้น้อยครั้งมาก หากเป็นคนอื่นก็คงลืมไปแล้ว แต่สามีของแม่หม้ายหนิวที่ตายไปนามว่าเฉินคังนั้นเป็นพ่อค้าหาบเร่ตามถนนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับถังหยงหลี่ นางจึงจำได้ดี
ถังฉือเย่จำได้ตอนที่วังซื่อตั้งท้องเสี่ยวเหยานั้น ทุกครั้งที่เขากลับมาในหมู่บ้านเขามักจะเข้าไปหาที่บ้านบ่อยๆ อีกทั้งยังคุยกับถังหยงหลี่ว่าต้องการให้ลูกๆแต่งงานกัน เฉินคังเป็นคนสดใสร่าเริง และชอบเด็กเอามากๆ เขามักจะเอาข้าวของมาให้นางกินเป็นประจำโดยที่ไม่รังเกียจว่าเป็นเด็กโง่
ส่วนฮูหยินของเขา…แม่หม้ายหนิวมีชื่อว่าหนิวเยียน เป็นคนจากต่างหมู่บ้านที่หนีมาอยู่ที่นี่กับพ่อ พี่น้องของนางตายกันหมดแล้ว เหลือเพียงตัวนางเองและพ่อเท่านั้น โดยเมื่อสองพ่อลูก มาอาศัยที่หมู่บ้านจวี้เป่า พ่อของนางได้ป่วยหนัก ถังเหล่าฮั่น บิดาของเฉินคังจึงเข้ามาคอยช่วยเหลือและได้ช่วยชีวิตพ่อนางเอาไว้ จนสุดท้ายทั้งสองครอบครัวก็ได้เกี่ยวดองกัน
เฉินคังเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในครอบครัว เขายังมีพี่ชายอีกสี่คน เป็นครอบครัวที่มีเงินมีทองค่อนข้างดีทีเดียว จนใครๆต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชีวิตหลังจากนี้ของหนิวเยียนจะต้องมีความสุขมากแน่ๆ แต่ใครจะรู้ว่าช่วงเวลาดีๆของนางนั้นจะมีอยู่เพียงไม่กี่ปี
เมื่อเฉินคังเสียชีวิตด้วยอาการป่วยกะทันหันหลังจากแต่งงานได้ไม่นานนัก หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยพ่อของนางเอง จนท้ายที่สุดหนิวเยียนจึงกลายเป็นหญิงหม้ายโดยเลี้ยงลูกชายที่กำพร้าตามลำพัง แต่กระนั้นชีวิตของสองแม่ลูกก็ใช่ว่าลำบากนัก เนื่องจากยังมีครอบครัวของพี่ชายเฉินคังคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ดังนั้นแม้ว่าหนิวเยียนจะเป็นหม้ายแต่ก็อยู่สุขสบายกว่าคนทั่วไปมาก จะติดก็เพียงแต่ชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
หลายคนในหมู่บ้านพูดว่าแม่หม้ายหนิวผู้นี้เป็นผู้หญิงดวงแข็ง เจอเคราะห์กรรมยากลำบากเช่นนี้ ยังรอดมาได้ และอาจเป็นดวงของนางที่สังหารสามีของตัวเอง!
ถังฉือเย่กับฉีจิงมองหน้ากันไปมาทำอะไรไม่ถูก ทันใดนั้นก็ได้ยินเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่เด็กน้อยคนหนึ่งเดินออกมาด้วยความมึนงง พลางเอนตัวพิงกับฟืนที่อยู่ข้างประตูด้วยความคุ้นเคย จากนั้นก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง
บ้านของหนิวเยียนเป็นห้องใหญ่ห้องเดียว ดังนั้นหากถังหย่งฟู่ต้องการทำอะไรกันก็ต้องไล่เด็กชายออกมานอนอยู่ข้างนอก
ถังฉือเย่ยิ้มให้กับโชคดีที่เหนือความคาดหมายนี้ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลักฉีจิงออกไปทำท่าให้เขาเข้าไปดู ในใจของฉีจิงปฏิเสธ เพียงแต่เรื่องแบบนี้หากเขาไม่ไปเอง ถังฉือเย่จะต้องเข้าไปดูด้วยตาตัวเองเป็นแน่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขายอมไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องจำใจยืนขึ้นแล้วแฝงตัวเข้าไปด้วยความลำบากใจ
หญิงสาวเฝ้ามองด้วยใจระทึก หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เดินกลับมาพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำลามไปถึงใบหู เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของผู้เฝ้ารอจึงพยักหน้าเบาๆ
ถังฉือเย่หรี่ตาลงเล็กน้อย ด้วยความคาดไม่ถึงเลยว่าถังหย่งฟู่จะเจ้าชู้ขนาดนี้ เช่นนั้นก็จะโทษนางไม่ได้ ดังนั้นสิ่งแรกที่นางคิดก็คือต้องการจุดไฟ เพราะถึงอย่างไรการจุดไฟก็สามารถเรียกคนส่วนใหญ่ออกมาได้เร็วที่สุด เมื่อหันไปบอกฉีจิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาก็พยักหน้าลงอย่างเสียมิได้บอกว่า
“รอให้ข้าไปเอาฟืนมาจำนวนหนึ่งก่อน”
“อย่า หากอาหยางรู้เขาจะกลัวขึ้นมาได้”
ฉีจิงผงะไป พลางจ้องมองนางอย่างลึกซึ้งและขอบคุณ ในขณะที่ถังฉือเย่ก้มหน้าครุ่นคิด ก่อนจะยิ้มออกมา แล้วพูดกับเขาว่า
“พี่อาฉี เจ้าช่วยพาข้าขึ้นไปโดยไม่รู้ตัวได้หรือไม่?”
ฉีจิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับถังฉือเย่ที่ยืนขึ้นมองหาตำแหน่ง ก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ
“หลบหน่อย พี่ใหญ่จะงัดไม้เด็ดออกมาแล้ว”
ก่อนที่อึดใจต่อมาจะมีเสียงของชายหนุ่มดังขึ้น เขาร้องตะโกนซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งในลมหายใจเดียวว่า “แย่แล้ว! ในบ้านแย่แล้ว! ใครก็ได้ช่วยด้วย! รีบมาช่วยกันเร็ว”
ในยามนี้ที่ยังไม่ได้ค่ำหรือดึกเกินไปนัก บ้านทุกหลังล้วนเงียบสงบ แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่นอน เมื่อได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ทุกคนจึงวิ่งออกมาดู เมื่อถังฉือเย่เห็นว่าได้เวลาแล้ว พลางเตรียมจะถอยออกมา แต่กลับกลายเป็นว่านางต้องตกใจเมื่อร่างสูงๆของฉีจิงไม่อยู่เสียแล้ว ด้านหลังมีเพียงความว่างเปล่า
หญิงสาวหันมองไปรอบๆ ก่อนที่ทันใดนั้นจะมีเปลวไฟตกลงมาจากฟ้า แถมยังตกลงใส่สวนในบ้านของแม่หม้ายหนิวอย่างแม่นยำอีกด้วย ในระหว่างที่ที่ถังฉือเย่กำลังตกใจอยู่นั้น จู่ๆนางก็รู้สึกว่าเอวของนางแน่นขึ้นเหมือนกำลังถูกใครบางคนโอบเอาไว้ ก่อนจะออกแรงรั้งให้เดินถอยหลังสองสามก้าวและซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นไม้…เป็นฉีจิงนั่นเอง
ถังฉือเย่ผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะจับจ้องบ้านหลังนั้น มีผู้คนเข้าไปในสวนบ้านแม่หม้ายหนิวนับไม่ถ้วน ไม่นานแม่หม้ายหนิวและถังหย่งฟู่ที่เนื้อตัวเปลือยเปล่าก็วิ่งออกมา
นางเห็นแม่หม้ายหนิวกรีดร้องไม่หยุด เพราะไม่รู้ว่าจะเอามือปิดบังตรงไหนดี ฝูงชนรอบๆก็เริ่มโกลาหลขึ้นมาถังฉือเย่เอามือมาบังตาอย่างมีมารยาท พลางถามชายหนุ่มข้างกาย “เจ้ามีฝีมือทางด้านนี้ด้วยหรือ?”
ฉีจิงเองก็เอามือมาบังสายตาเช่นกัน ในระยะที่ใกล้ชิดนั้นเขาตอบเสียงเบา “เจ้าเองก็มีทักษะทางด้านนี้ด้วยเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
ถังฉือเย่ยิ้มรับในเงามืด…แน่นอนนี่เขาคิดว่านางเป็นนักแสดงนำยอดเยี่ยมตัวปลอมหรือ ทักษะการพากย์เสียงที่ได้เรียนรู้มาจากโลกปัจจุบันนั้นไม่เป็นสองรองใครจะให้เลียนเสียงคนแก่ เสียงเด็กน้อยผู้น่ารัก หรือเสียงอื่นๆ หญิงสาวก็ทำได้หมดทั้งนั้น
ทั้งสองคนหัวเราะพร้อมกัน หลังจากนั้นอีกพักใหญ่เสียงเอะอะโวยวายนั้นจึงสงบลง เมื่อถังฉือเย่หรี่ตามองไป ทั้งสองก็ได้ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว
“เหตุใดเสียงที่ข้าได้ยินเมื่อครู่ มันเหมือนกับเสียงของเฉินคัง?” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดปากคอสั่น
“ข้า....ข้าก็ได้ยินว่ามันคล้ายๆ ทำเอาข้าตกใจกลัวจนขนคอลุกไปหมดแล้ว ใครๆก็รู้ว่าเสียงของเฉินคังค่อนข้างมีเอกลักษณ์ เขามีสำเนียงท้องถิ่นติดสำเนียงฮกเกี้ยนเล็กน้อย”
จากนั้นแม่สามีนางถอนหายใจก่อนจะร่วงลงไปกับพื้น พลางกล่าวเสียงสั่น “เฉินคังปรากฏตัวแล้ว เฉินคังปรากฏตัวแล้ว!”
จากนั้นไม่นานก็มีคนไปตามท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ่งมา ดึกดื่นค่ำคืนแต่กลับมามีเรื่องน่าอับอายเช่นนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้าน สีหน้าของทั้งสองไม่สู้ดีนัก แม่หม้ายหนิวทั้งตื่นตระหนกและหวาดกลัว นางเอาแต่ร้องไห้ ถังหย่งฟู่ก็ไปยืนที่กำแพงด้วยความอับอาย และไม่สามารถพูดอะไรได้เลย
เมื่อทุกคนมาพร้อมก็มีคนเรียกลูกชายของเฉินคังที่มีอายุมากกว่าเสี่ยวเหยาเพียงสามเดือนออกมา ด้วยความที่ยังเป็นเด็กอยู่มากและไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ทำให้เมื่อมีคนถามเขาก็ตอบทุกอย่างออกมาหมดด้วยน้ำเสียงที่ดังชัดเจน
“ท่านแม่ให้ข้าไปเล่นที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลถังในตอนกลางวัน หากท่านอาถังเอาไข่ไก่ออกมาให้ข้า ก็แสดงว่ากลางคืนเขาจะมา แต่หากไม่เอาออกมาให้ ก็แสดงว่าตอนกลางคืนเขาจะไม่มา” เด็กชายทำท่าครุ่นคิดพลางกล่าวต่อ “ท่านอาถังมาในตอนกลางคืน ท่านแม่จึงให้ข้าออกมาเฝ้าหน้าประตู หากมีคนมาก็ให้ข้าร้องไห้พลางกอดขาเขาเอาไว้ห้ามปล่อยเด็ดขาด”
แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นเรื่องของตระกูลเฉิน แต่คนที่แอบเข้ามาก็คือคนของตระกูลถัง หลี่เจิ่งจึงให้คนไปแจ้งข่าวกับพี่น้องทั้งสี่ของเฉินคังให้มาที่นี่อย่างหน้าดำคร่ำเครียด อีกทั้งยังให้คนมามัดแม่หม้ายหนิวและถังหย่งฟู่ พลางเฝ้าเอาไว้ และรอจะลากตัวไปยังศาลบรรพบุรุษในวันพรุ่งนี้
หลังจากนั้นภายในชั่วข้ามคืน เรื่องการปรากฏตัวของเฉินคัง จนนำไปสู่การจับการล่วงประเวณีของแม่หม้ายหนิวและถังหย่งฟู่ได้ในที่สุดก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็วราวกับไฟไหม้ฟาง และทันทีที่ทานอาหารเช้าเสร็จ พวกเขาจึงถูกพาตัวไปที่ศาลบรรพบุรุษ
หลังจากที่ถังฉือเย่เก็บของเสร็จ นางก็ไปที่ห้องนอนทางทิศตะวันออก ก่อนจะยิ้มและกล่าวนิ่งๆ “ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปดูอะไรสนุกๆ”
วังซื่อไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่นางก็ไม่กล้ามองถังฉือเย่ตรงๆ ได้แต่ก้มหน้าพูดเสียงอุบอิบ “ข้าไม่ไป วันนี้ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย”
ถังฉือเย่ขี้เกียจที่จะพูดมากนางหันไปเรียกแมวป่า “เตากวาง เจี้ยนอิ่ง”
สิ้นเสียงแมวป่าทั้งสองก็พุ่งตัวเข้ามาทันที หญิงสาวจึงหันไปแสยะยิ้มพลางกล่าว “เจ้าจะเดินไปเอง หรือให้เตากวางและเจี้ยนอิ่งของข้าช่วย?”
“เจ้า…อย่าให้มันมากเกินไปนะ!” วังซื่อกำหมัดแน่น
“ข้าจะทำให้มากกว่านี้อีก” ถังฉือเย่ยิ้มอย่างเย็นยะเยือก “เจ้าอยากจะลองดูไหมล่ะ ข้าให้เวลาเจ้าเพียงชาครึ่งถ้วย หากเจ้ายังไม่ออกไป ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว” นางกล่าวพลางหันหลังกลับไป เตากวางและเจี้ยนอิ่งยังคงนั่งยองๆ เฝ้าวังซื่ออยู่หน้าประตู…ไม่นานวังซื่อก็ออกมา
เมื่อมองดูการแต่งกายของนางแล้วถังฉือเย่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะ เพราะแม้แต่ในเวลานี้ วังซื่อก็ยังรีบแต่งตัวโดยสวมกระโปรงยาวเอวสูง แต่งหน้าทาปาก
ทันทีที่ออกมาจากบ้านเมื่อเห็นทุกคนกำลังมุ่งหน้าไปที่ศาลบรรพบุรุษ วังซื่อประหลาดใจไม่ได้ นางเหลือบมองถังฉือเย่อยู่เนืองๆ แต่กลับไม่กล้าเอ่ยปากถาม อาศัยได้ยินเสียงซุบซิบระหว่างทาง จับใจความได้เพียงว่า
“ได้ยินมาว่าเมื่อคืนเฉินคังปรากฏตัว!”
ตระกูลเฉินมีพระคุณต่อแม่หม้ายหนิว แต่สุดท้ายนางกลับทำเช่นนี้ แม่แต่วิญญาณก็ยังทนดูไม่ได้!”
“ใช่แล้วล่ะ มองไม่ออกเลยว่าคนซื่อๆ และเหนียมอายอย่างถังหย่งฟู่จะแอบไปมีอะไรกับเมียชาวบ้าน”
แม่หม้ายหนิวเองก็ไม่เลือกหน้า เฉินคังหน้าตาหล่อเหลาขนาดนั้น แต่ตอนนี้กลับมาลักกินขโมยกินกับชายผิวคล้ำอย่างเขา”
บทที่ 117 จับใส่กรงหมูถ่วงน้ำ
วังซื่อปิดปากด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างตระหนกสุดขีด นางส่ายหน้าทั้งน้ำตาอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินได้แต่พึมพำเบาๆกับตัวเอง
“ไม่! เป็นไปไม่ได้ เขาจะทำแบบนั้นกับข้าได้อย่างไร เขาจะไปชอบหญิงเช่นนั้นได้อย่างไร เขาเคยบอกว่าเขาชอบข้าเพียงคนเดียว”
ถังฉือเย่ยิ้มเย็นชา “หากรักกันมากขนาดนี้เจ้าจะตายเป็นเพื่อนเขาก็ได้นะ ถ่วงน้ำกรงหมูไปด้วยกัน!”
วังซื่อหันมาถลึงตามองถังฉือเย่ เกือบจะหลุดปากพูดออกไปว่า ‘เจ้ามันไร้ความรู้สึก เจ้ามันใจเหี้ยมอำมหิต เจ้ามันตัวสร้างปัญหา’ แต่ก็ไม่มีความกล้านอกจากปาดน้ำตาพูดเสียงสั่น
“ไม่ๆ เขาทำกับข้าเช่นนี้ ข้าจะ...”
“ถ้าไม่อยากตายก็เงียบปากไว้!” ถังฉือเย่เว้นลมหายใจ “เก็บท่าทางน่าขยะแขยงของเจ้ากลับไปเถอะอย่ามาทำให้ข้ารำคาญลูกตาเลย”
วังซื่อไม่กล้าแย้งอะไรนางรีบก้มหน้าแล้วเดินเร็วๆ จนไปถึงศาลบรรพบุรุษที่ตอนนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเกือบทั้งหมู่บ้านที่ห้อมล้อมยืนดูทั้งด้านในด้านนอกอยู่สามชั้น ตอนนี้ถังฉือเย่เป็น‘เจ้าบ้านถัง’แล้ว ดังนั้นเมื่อนางเดินเข้ามา ทุกคนจึงทักทายนางไปทั่วทุกที่
หญิงสาวทักทายสองสามคำ ก่อนจะหาก้อนหินสูงๆ แล้วขึ้นไปยืนดูเหตุการณ์ พี่ชายทั้งสี่ของเฉินคังล้วนมากันครบแล้ว แต่ละคนล้วนมีอาการโมโหเป็นอย่างมาก ด้วยความที่พวกเขาพี่น้องมีความสัมพันธ์ที่ดีและรักกันมาก คอยให้ความช่วยเหลือดูแลสองแม่ลูกอย่างดีตลอด ทั้งหมดนี่ก็เพื่อน้องชายคนเล็กที่ด่วนจากไป แต่สุดท้ายนางกลับมาแอบเล่นชู้มั่วโลกีย์ นำสิ่งของที่พวกเขาให้ไปเลี้ยงผู้ชายอื่น ทำให้ตระกูลต้องอับอาย!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินว่าเฉินคังปรากฏตัว พวกเขาก็ยิ่งเสียใจหนักขึ้นไปอีก น่าเสียดายที่พวกเขารู้ช้าไป ไม่อย่างนั้นคงทำอะไรเพื่อบรรเทาความแค้นของวิญญาณน้องชายเป็นแน่
ดังนั้นทันทีที่หลี่เจิ่งพูดจบ พี่ชายคนโตของตระกูลเฉินจึงกล่าวอย่างเคียดแค้น “จับใส่กรงหมูถ่วงน้ำสะใภ้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎ ทำตัวไร้ยางอาย ไม่มีจิตใจของความเป็นแม่เช่นนี้ สมควรจับใส่กรงหมูถ่วงน้ำ!”
ถังฉือเย่เหลือบมองวังซื่อก็เห็นนางเนื้อตัวสั่นเทาขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินหลี่เจิ่งตอบตกลงอย่างไม่ลังเล จากนั้นเขาจึงถามท่านหัวหน้าตระกูลว่าจะจัดการกับถังหย่งฟู่อย่างไร
ท่านหัวหน้าตระกูลถังกล่าวอย่างขมขื่น “ท่านอื่นๆมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง?”
และเป็นลูกชายคนโตตระกูลเฉินเช่นเคยยิ้มพลางกล่าวเสียงดัง “คนทรยศและหญิงโสเภณี ล้วนไม่ใช่คนดีอะไร แน่นอนว่าต้องตายด้วยกัน!”
ทันใดนั้นเหอซื่อก็ร้องออกมาด้วยความโศกเศร้าทันที ท่านย่าซุนก็ล้มลงกับพื้น แม้ว่าจะไม่ได้รักลูกชายคนนี้มากมาย แต่เขาก็เป็นลูกของนาง ท่านย่าซุนลงไปนอนร้องไห้ “ท่านหัวหน้าตระกูลช่วยด้วย หลี่เจิ่งได้โปรดเมตตาพวกข้าสักครั้งเถอะ”
ทั้งท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ่งต่างไม่มีใครแย้งอะไร พวกเขายืนมองหญิงสาวสองคนด้วยสายตาที่เย็นชา ถังฉือจิ้นก็ยืนอยู่ข้างๆ แม้จะรู้สึกว่าน่าอับอาย แต่เขาก็ยังต้องอ้อนวอนเพื่อถังหย่งฟู่ จึงบากหน้าเดินเข้ามาพลางคุกเข่าต่อหน้าท่านหัวหน้าตระกูลพร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญ
“แม้ว่าท่านพ่อข้าจะมีความผิด แต่ก็เพราะโดนล่อลวง โทษเล็กน้อยไม่ถึงตาย ท่านหัวหน้าตระกูลและท่านหลี่เจิ่งโปรดเมตตา ลงโทษเล็กน้อยสั่งสอนเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างได้หรือไม่ขอรับ”
“โดนล่อลวงมันหมายความว่าอย่างไรกัน พวกข้าสิต้องพูดว่าพ่อเจ้าบังคับขืนใจภรรยาน้องชายข้า!” ประโยคนี้ทำให้แม่หม้ายหนิวที่กำลังร้องไห้เกิดฉุกคิดขึ้นมา นางจึงร้องไห้อย่างหนักในทันที “เป็นเพราะถังหย่งฟู่บังคับข้า ทั้งหมดเป็นเพราะเขาบังคับขืนใจข้า ท่านพี่ต้องให้ความเป็นธรรมกับข้านะ!”
“เหลวไหล นังอสรพิษ!” ความโกรธของถังหย่งฟู่แล่นเป็นริ้วๆทันทีที่ได้ยิน “เจ้ามายั่วยวนข้าตั้งสองสามครั้ง ข้าจึงจำเป็นต้องมาที่นี่ เจ้าอย่ามาพูดจาไร้สาระใส่ร้ายข้า”
“ข้าไม่เคยคิดจะยั่วยวนอะไรเจ้า ชายเดียวที่ข้ารักคือสามีของข้าเท่านั้น”
ถังหย่งฟู่พูดไม่ออก เขาจ้องตาเขม็ง “ใครจะไปรู้ว่าเจ้าใช้แผนการอะไร แล้วก็ไม่รู้ว่าไปยั่วยวนผู้ชายมาแล้วกี่คน”
ทั้งสองพูดเถียงกันไม่หยุด หลี่เจิ่งทนความรำคาญไม่ไหวพูดตะโกนว่า “พอได้แล้ว อุดปากพวกเขาไว้ให้หมด”
ชายหนุ่มหลายคนต่างรีบร้อนเข้าไป เมื่อมองหาอุปกรณ์อะไรไม่พบ พวกเขาจึงได้ถอดถุงเท้า อุดปากเอาไว้แทน
ถังฉือจิ้นเดินไปเดินมาอย่างไร้ทิศทาง ทันใดนั้นเขาก็หันกลับไป พลางคุกเข่าคำนับต่อถังฉือเย่ อ้อนวอนขอ “เย่เอ๋อร์ เรื่องก่อนหน้านี้พวกเราขอโทษ แต่สุดท้ายแล้วนี่มันเป็นเรื่องความเป็นความตาย พ่อของข้า ก็คือญาติของเจ้านะ เจ้าได้โปรดเห็นแก่ความสัมพันธ์ญาติสนิทด้วย ได้โปรดช่วยขอร้องให้ท่านพ่อด้วยขอร้องล่ะ”
ฝูงชนเงียบลงในทันที แม้แต่คนในตระกูลเฉินที่กำลังโกรธแค้นก็ยังเก็บอาการเล็กน้อย สายตาของท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ่งต่างจ้องมองไปที่นางเป็นตาเดียว ด้วยความที่สมาชิกสองในสี่ของตระกูลเฉินทำงานอยู่ในร้านเหล้า ทั้งยังมีเด็กๆของตระกูลที่กำลังเรียนอยู่ในสำนักศิลปะการต่อสู้ด้วย ดังนั้นท่าทีของถังฉือเย่จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่หญิงสาวคิดเอาไว้อยู่แล้ว
นางจึงชี้ไปที่แผลบนใบหน้าของตัวเองนิ่งๆ “เจ้ารู้ไหมว่าแผลนี้ข้าได้มาอย่างไร?”
สีหน้าของถังฉือจิ้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เจ้าถูกไล่ออกมาจากสำนักศึกษาก็เพราะลักขโมย วันก่อนท่านอาไปหาท่านสวี่ก็เพราะเรื่องของเจ้า เขาพูดจาไม่ดี ซ้ำยังบังคับเขาให้รับเจ้าเป็นศิษย์ ข้ากลัวว่าจะทำให้ท่านสวี่ขุ่นเคืองจึงได้เข้าไปกล่อมให้เขาออกไป เขาจึงลงไม้ลงมือกับข้า” ถังฉือเย่พูดพร้อมกับม้วนแขนเสื้อขึ้นมา
“ใบหน้าและร่างกายของข้าล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล หากฉีจิงมาช่วยข้าไว้ไม่ทัน ข้าก็คงจะถูกเขาทำร้ายจนตายอยู่ตรงนั้นแล้ว เขาเห็นข้าเป็นหลานสาวแท้ๆจริงหรือ?”
ถังหย่งฟู่ที่ถูกปิดปากเอาไว้ได้แต่ร้องอื้ออึง แต่ก็ไม่สามารถแก้ต่างอะไรให้ตัวเองได้ ส่วนถังฉือจิ้นก็ยิ่งหน้าซีดขึ้นไปอีก ในใจนึกว่านางโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว เขาต้องการบีบบังคับให้นางช่วยคน แต่กลับถูก พลิกสถานการณ์กลับมาเล่นงานแทน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ทนเห็นท่านพ่อต้องตายไปแบบนี้ไม่ได้!
ท่านย่าซุนรีบลุกขึ้นมาต้องการจะกล่าวบางอย่าง ถังฉือเย่จึงเอ่ยนิ่งๆ “แต่ถึงอย่างไรก็เคยเป็นคนครอบครัวเดียวกันมาก่อน หักกระดูกเชื่อมเส้นเอ็น หากอยู่ข้างๆข้าคงไม่ยอมทนเห็นคนตายโดยไม่ช่วยเหลือแน่นอน แต่เขาก่อเรื่องเช่นนี้ เจ้าจะให้เด็กสาวตัวน้อยๆอย่างข้าขอร้องให้เขาได้อย่างไรเล่า ดังนั้นพวกเจ้าไม่ต้องคุยกันแล้ว ข้าเชื่อว่าท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ่งจะตัดสินอย่างเป็นธรรม”
ถังฉือเย่หันหน้าไปสบสายตาเพื่อบอกกับตระกูลเฉินว่านางและถังหย่งฟู่ไม่ได้มีไมตรีต่อกันและยังมีความเกลียดแค้น ได้โปรดอย่าปล่อยถังหย่งฟู่ไปง่ายๆเพียงเพราะเกรงใจนาง ซึ่งเดิมทีพวกเขาทั้งสี่พี่น้องจากตระกูลเฉินก็โกรธมากพอแล้ว ตอนนี้ไร้ความกังวล ไม่ต้องคอยพะว้าพะวังอะไรอีกแล้ว พวกเขาจึงเอะอะโวยวายมากยิ่งขึ้นอย่างไม่ไว้หน้าใคร
ท่านย่าซุนผู้แข็งแกร่งและแน่วแน่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก ทั้งสองครอบครัวเอะอะกันไม่หยุด ท้ายที่สุดท่านหัวหน้าตระกูลก็ถอนหายใจออกมา เขาลุกขึ้นก่อนจะพูดอย่างเคร่งขรึม “ถังหย่งฟู่สมควรตายจริงๆ แต่ลูกชายเฉินคังเด็กคนนี้เพิ่งจะห้าขวบในปีนี้ วันข้างหน้าเขาจะใช้ชีวิตยากลำบาก ข้าว่าเอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ถังหย่งฟู่รับโทษตามกฎต้องถูกตียี่สิบไม้ และให้ตระกูลถังชดใช้ให้เด็กคนนี้เป็นเงินสิบกว่าตำลึง ใครที่จะเลี้ยงเด็กผู้นี้ก็ให้คนนั้นเลี้ยง ถือเสียว่าดูแลชีวิตในอนาคตของเขา”
หลี่เจิ่งผงะไปครู่หนึ่งเพราะเข้าใจความหายของท่านหัวหน้าตระกูลดี ทั้งสองสกุลตอนนี้ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ที่ร้านเหล้า อีกทั้งยังอยู่หมู่บ้านเดียวกัน หากทั้งสองต้องตายไปจริงๆ ความสัมพันธ์ก็จะยิ่งแย่มากขึ้นไม่สู้เปลี่ยนมาถอยคนละก้าวจะดีเสียกว่า
หลี่เจิ่งครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกพวกเขาทั้งสี่มาปรึกษาหารือ และในที่สุดก็ตกลงกันว่า ตระกูลถังจะต้องชดใช้เป็นเงินห้าสิบตำลึง จากนั้นก็ตีถังหย่งฟู่ยี่สิบครั้ง
ทันทีที่ได้ยินว่าต้องชดใช้เงินห้าสิบตำลึง ท่านย่าซุนก็ร้องไห้หนักยิ่งกว่าเก่า เพียงแต่เงินห้าสิบตำลึงนี้เพื่อซื้อชีวิตของลูกชาย นางจึงไม่กล้าโวยวาย และก็ไม่กล้าต่อรองราคา
หลังจากนั้นถังหย่งฟู่จึงถูกลากไปตียี่สิบครั้ง ก่อนจะให้คนลากสังขารที่ราวกับสุนัขนั้นกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลถังพร้อมจ่ายค่าเสียหายห้าสิบตำลึงตรงนั้น
ต่อไปจึงต้องจัดการกับแม่หม้ายหนิวด้วยการจับใส่กรงหมูถ่วงน้ำ ด้วยการใช้เชือกมัดปากกรงเอาไว้ และถ่วงลงไปในน้ำปล่อยให้จมน้ำตายทั้งเป็น
กระแสน้ำที่ปลายแม่น้ำนั้นมีใสราวกระจก ทุกคนจึงสามารถมองเห็นแม่หม้ายหนิวดิ้นทุรนทุรายจนตายคากรงหมู โดยเฉพาะถังฉือเย่ที่ตั้งใจเลือกตำแหน่งที่ใกล้กับแม่น้ำ พลางกดหัวของวังซื่อให้นางเห็นแม่หม้ายหนิวจมน้ำตายด้วยตาของนางเอง
หญิงสาวโน้มตัวไปกระซิบเบาๆที่ข้างหูวังซื่อ “สนุกไหม อยากลองดูบ้างไหมละ?”
วังซื่อตัวสั่นเทาส่ายหน้าแรงๆ ถังฉือเย่จ้องมองนิ่ง นางไม่ได้คาดหวังว่าวังซื่อจะเชื่อฟังแต่อย่างใด วันนี้นางอาจหวาดกลัว แต่พอหากนานไปอำนาจใฝ่ต่ำอาจทำให้หวนกลับไปสู่เส้นทางเดิมอีกครั้ง ดังนั้นเพื่อเป็นการกันไว้ก่อนจะต้องมาคอยแก้ไขทีหลัง ถังฉือเย่จึงคิดจะขังนางไว้อีกขั้นหนึ่ง!
บทที่ 118 ศิษย์เอก
ถังฉือเย่ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามเข้าไปในเมือง เพื่อเตรียมหานายหน้าและมองหาคนที่เหมาะสมสักคนด้วยความที่ไม่อยากซื้อสาวใช้ที่ยังอายุน้อย นางอยากได้ผู้หญิงคนที่แต่งงานแล้ว ค่อนข้างมีอายุสักหน่อย ช่างพูดช่างจา มีนิสัยที่เข้มแข็งไม่อ่อนแอโดยเฉพาะเวลาด่าก็ด่าได้ไม่แพ้ท่านย่าซุน เช่นนั้นแล้วก็ไม่เพียงแต่จะช่วยดูวังซื่อเท่านั้นยังดูแลเสี่ยวเหยาได้และสามารถทำอาหารได้อีกด้วย แต่เมื่อไปถามนายหน้าแล้วกลับไม่ผู้หญิงแบบที่นางต้องการ ยิ่งไม่ได้เป็นปีที่ข้าวยากหมากแพงอะไร นายหน้าจึงนำมาให้เลือกจึงมีแต่หนุ่มสาวเสียเป็นส่วนมาก
ถังฉือเย่รู้สึกผิดหวังนิดหน่อย แต่สำหรับนายหน้านั้นเมื่อนานๆทีจึงจะมีลูกค้ามาถึงที่เขาจึงเรียกให้คนออกมายืนเรียงแถวตั้งแต่เนิ่นๆ พลางพูดขึ้นว่า “ข้าไม่ได้โม้นะ แต่หนุ่มสาวของข้าที่นี่ขยันและมีความสามารถกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะทำอาหารหรือทำความสะอาดบ้านก็ล้วนแต่ทำให้ท่านพอใจได้ ดีกว่าจะไปซื้อผู้หญิงวัยกลางคนที่แต่งงานแล้วเป็นไหนๆ”
ถังฉือเย่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก นางจึงมีความอยากรู้อยากเห็น เมื่อมองไปด้านหน้าก็เห็นทั้งชายและหญิงยืนเรียงกันหลายสิบคน แต่กลับไม่เหมือนที่เคยจินตนาการเอาไว้เลยว่าชายหนุ่มหญิงสาวเหล่านี้จะต้องสวมเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง ผิวซีดเหลืองตัวผอมแห้ง พอได้มาเห็นของจริงเมื่อมองเผินๆแล้วก็ถือว่าไม่เลวนัก เสื้อผ้าดูสะอาดเรียบร้อยมีอายุตั้งแต่หกปีถึงสิบสี่ปีเสียเป็นส่วนใหญ่
ฉีจิงก้าวไปข้างหน้าพลางลูบไปที่ไหล่ของชายคนหนึ่งเบาๆ จากนั้นก็บอกให้เขายื่นมือออกมา ก่อนจะถามว่า
“เจ้าเคยฝึกการต่อสู้มาก่อนหรือเปล่า?”
ชายผู้นั้นดูจากลักษณะภายนอกแล้วน่าจะมีอายุราวๆสิบสี่ปี มีปานสีดำอยู่บนใบหน้าตั้งแต่แก้มลากยาวมาจนถึงใบหูด้านขวา
เมื่อได้ยินคำถาม เขาก็รีบหลบหน้าในทันที จากนั้นก็คุกเข่าลงแล้วตอบว่า “ตอนเด็กๆ ข้าเคยฝึกกับคนที่ดูแลความปลอดภัยของท่านอาจารย์ไม่กี่ครั้ง”
ฉีจิงพยักหน้าพร้อมกับหันไปมองถังฉือเย่แวบหนึ่ง เดิมทีเขาอยากถามความเห็นของนางสักหน่อย คิดไม่ถึงว่าถังฉือเย่จะรู้ใจรีบพูดขึ้นมาในทันทีว่า
“อาฉี ข้าไม่อยากได้เขา หน้าตาไม่ดี”
นายหน้ารีบบอก “ถึงแม้ว่าเขาจะหน้าตาไม่ดี แต่เขาก็มีความซื่อสัตย์เป็นอย่างมาก แล้วเขาก็ยังเก่งเรื่องต่อสู้เสียด้วย”
“ยิ่งไม่ชำนาญอย่างนี้แหละถึงได้น่ากลัว ยิ่งเป็นแบบนั้นก็จะยิ่งทำให้เกิดเรื่อง สู้ทำอะไรไม่เป็นเลยยังจะดีกว่า”
ถังฉือเย่รู้สึกไม่ชอบจริงๆ แต่กระนั้นก็ยังถามว่า “เท่าไหร่ล่ะ?”
ด้วยความที่คนที่มีปานบนใบหน้าในสมัยโบราณถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นมงคลเป็นอย่างมาก ดังนั้นปกติแล้วจึงไม่ค่อยมีคนซื้อ นายหน้าจึงไม่กล้าเรียกที่ราคาสูงเกินไปนัก เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดขึ้นว่า “เดิมทีราคาก็ต้องแปดตำลึงอยู่แล้ว แต่วันนี้พวกท่านมาเป็นครั้งแรก ข้าก็ต้องผูกมิตรกับพวกท่านไว้ก่อน ถ้าเช่นนั้นก็ห้าตำลึงแล้วกัน”
ห้าตำลึง…ราคาเท่านี้ขายเหล้าเพียงครึ่งชั่งก็ได้แล้ว ถังฉือเย่ครุ่นคิดด้วยสีหน้านิ่งสุดท้ายจึงสามารถ ซื้อมาได้ในราคาสี่ตำลึงเท่านั้น เมื่อออกมาจากร้านขายคนใช้แล้ว ถังฉือเย่หันไปถามหนุ่มรับใช้
“เจ้าชื่ออะไร?”
ชายผู้นั้นเอียงศีรษะเล็กน้อยเพื่อพยายามที่จะหลบใบหน้าด้านที่มีปานอยู่ “ข้าสกุลเริ่น ที่บ้านพ่อของข้าเรียกข้าว่าต้าหลาง ข้าจึงไม่มีชื่อ”
คำว่าต้าหลางนี้สำหรับคนในยุคปัจจุบันอาจจะทำให้นึกถึงความหมายที่ไม่สู้ดีนัก ถังฉือเย่จึงไม่ได้เรียกเขาด้วยชื่อนี้ นางหยิบเงินออกมาจำนวนหนึ่งแล้วถามว่า “เจ้ารู้ตัวหนังสือหรือไม่?”
“ข้าพอจะรู้จักบ้างบางตัว”
“พวกข้ายังมีธุระอีก เจ้าไปหาอะไรกินเองก่อน จากนั้นก็ไปที่ประตูเมืองและหาเกวียนที่เขียนว่าร้านเหล้าฟู่โช่วและรอพวกข้าอยู่ที่นั่น” นางพูดพร้อมกับยื่นเงินให้ จนพ่อหนุ่มเริ่นอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปรับเงิน
“ขอรับ”
หลังจากนั้นถังฉือเย่และฉีจิงจึงเดินออกไปอย่างสบายใจ โดยไม่ได้กลัวว่าชายผู้นี้จะหลบหนีเลยสักนิด เพราะสัญญาซื้อตัวอยู่ในมือนางแล้ว ปกติจะไม่มีใครกล้าหนีเพราะตามกฎของราชวงศ์ ทาสที่หลบหนีต้องได้รับโทษด้วยการถูกเนรเทศไปอยู่ตามชายแดน
ในขณะที่เดินอยู่นั้นถังฉือเย่ก็ถามฉีจิงว่า “เขาเก่งมากเลยหรือ?”
“ก็ไม่เลวนะ เขาน่าจะฝึกมาหลายปี ดูจากร่างกายของเขาก็พอจะมองออก ข้าต้องการหาคนที่รูปร่างใหญ่มาสอนให้เด็กๆพอดี จากนั้นข้าก็อยากให้สำนักเปิดสอนคนที่อายุมากกว่านี้อีกหน่อย ดูซิว่าจะมีคนที่พอจะมีพื้นฐานมาหรือไม่”
“จริงๆแล้วเจ้าก็แค่แอบขี้เกียจใช่ไหมล่ะ หากขี้เกียจก็ไม่เห็นจะต้องพูดอะไรมากเลย”
ฉีจิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา “อืม…การที่สอนเด็กๆนั้นทำให้ข้ายุ่งยากจริงๆ โดยเฉพาะเวลาที่ไม่เชื่อฟัง ต้องพูดไปตั้งหลายรอบ”
“ข้าก็ว่าอยู่แล้ว!” ถังฉือเย่ยิ้มตาหยีพลางตบไปที่บ่าของเขา “ดังนั้นเจ้าจึงอยากรับลูกศิษย์ หากมีอะไรก็ให้ลูกศิษย์ทำงานไปใช่หรือไม่”
“ลองดูก่อน ลูกศิษย์ไม่ใช่จะรับกันง่ายๆ”
“ไม่หรอก ข้ามีลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่าคนผู้นี้จะต้องได้เป็นศิษย์เอกของเจ้าอย่างแน่นอน”
“เหตุใดถึงคิดเช่นนั้น”
“เพราะข้ากับเจ้าเลือกด้วยกันอย่างไรล่ะ”
“ใช่แล้ว” ฉีจิงพูดกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เจ้าเป็นหญิงสาวผู้โชคดี ข้ามีเจ้าอยู่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สำเร็จ เจอเรื่องแย่ๆก็กลายเป็นเรื่องดีได้ทั้งนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าอยากสอนคนอายุเท่าไหร่ล่ะ เจ้าบอกว่าอายุมากแล้วสอนไม่สะดวกไม่ใช่เหรอ”
“ข้าก็ยังบอกไม่ได้ แต่ข้าจะสอนสิ่งที่ใช้ได้จริงให้พวกเขา”
ทั้งสองคนคุยไปเดินไป จากนั้นก็ไปหานายหน้าเพื่อหาคนรับใช้ผู้หญิงอีกสองคน แต่กลับไม่มีคนที่เหมาะสม ทำได้เพียงฝากบอกว่าหากมีคนที่เหมาะสมแล้วให้มารายงานด้วย จากนั้นนางจึงเดินกลับไป
พ่อหนุ่มเริ่นรออยู่บนรถเกวียนอย่างซื่อๆ ขอทานที่เฝ้ารถเกวียนให้นางจ้องมองไปที่เขา เมื่อเห็นถังฉือเย่กำลังเดินมาก็พูดขึ้นว่า “พ่อหนุ่มถัง คนผู้นี้บอกว่าท่านเป็นคนซื้อเขา”
“ใช่ข้าเป็นคนซื้อเอง” ถังฉือเย่พูดขึ้นว่า “มีอะไรหรือ?”
“ท่านซื้อเขาจริงๆหรือ เพราะเหตุใดท่านถึงซื้อคนลักษณะเช่นนี้ ท่านซื้อคนแบบนี้สู้ซื้อข้าไม่ดีกว่าหรือไม่ว่าอย่างไรก็เป็นได้เพียงขอทานที่ประตูเมือง”
ถังฉือเย่หัวเราะออกมา “ข้าจะต้องการขอทานไปทำไมกัน ข้าต้องการคนที่มีประโยชน์”
“คนที่มีประโยชน์คือข้าไง” ขอทานคนนั้นพูดต่อ “ข้าวิ่งเร็วแถมยังต่อสู้ได้อีกด้วย ข้ามีประโยชน์จะตายไป”
“เจ้าจะล้มเขาได้ในกี่ครั้ง?” ฉีจิงถามแทรก ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับพ่อหนุ่มเริ่นเงยหน้าขึ้นจึงจะรู้ว่า ฉีจิงกำลังถามตัวเองอยู่ เขาจึงยืดอกแล้วพูดขึ้นว่า
“ครั้งเดียว”
“เจ้าช่างขี้โม้เสียจริง ยังจะกล้าพูดว่าแค่ครั้งเดียว อย่าหาว่าข้าโม้เลย ข้าโตมาข้างถนน มีเรื่องชกต่อยมาตั้งแต่เด็กไม่มีใครสู้ข้าได้หรอก”
เมื่อเห็นขอทานพูดโม้โอ้อวดไม่หยุด ฉีจิงจึงพูดบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ลองดูกัน”
พ่อหนุ่มเริ่นหันหลังไปจากนั้นก็ล้มขอทานคนนั้นในทันที ท่าทางการเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วมาก แม้แต่ถังฉือเย่ยังเห็นได้ไม่ชัด ส่วนขอทานคนนั้นก็ถึงกับตกใจรีบลุกขึ้นมาก่อนจะถูกล้มลงไปอีกครั้ง จนขอทานผู้นั้นผู้นั้นยอมแพ้ เขาล้มอยู่บนพื้นพลางพูดขึ้นว่า
“เจ้า…เจ้ามีฝีมือแต่ไม่เปิดเผยนี่นา!”
“ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหม” ถังฉือเย่พูดพลางหัวเราะร่วน “ว่าเจ้าก็เป็นได้เพียงขอทานที่ประตูเมือง”
ขอทานถอนหายใจด้วยความเศร้าคร่ำครวญไม่หยุด หญิงสาวให้เงินไปจำนวนหนึ่ง นางยิ้มพลางพูดขึ้นว่า
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว วันนี้ทำเจ้าเจ็บตัว ไปหาอะไรดีๆกินสักหน่อยแล้วกัน”
ขอทานรีบลุกขึ้นรับเงินมาในมือ “ขอบใจพ่อหนุ่มถัง ครั้งต่อไปหากอยากให้ใครเฝ้าเกวียนให้ก็เรียกข้านะ”
ยิ้มพลางโบกมือก่อนที่ทั้งสามจึงจะขึ้นไปบนเกวียน ฉีจิงหันไปถามคนรับใช้หนุ่ม “พ่อหนุ่ม เจ้าบังคับเกวียนเป็นหรือไม่?”
เมื่อพ่อหนุ่มเริ่มพยักหน้า ฉีจิงจึงให้เขาบังคับเกวียนแทน ถังฉือเย่คิดว่าการที่เรียกว่าพ่อหนุ่มนั้นดูแปลกๆ จึงพูดขึ้นว่า “ตั้งชื่อให้เจ้าเสียหน่อยดีกว่า?”
“ขอบใจท่านมาก”
“มีกลอนประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า การที่ผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วนแต่ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ไม่ว่าจะเป็นลมหนาวเพียงใดก็ไม่อาจล้มได้ ฟังดูน่าเกรงขามใช่หรือไม่ ดูสิเจ้าเองก็สกุลเริ่น ข้าว่าเจ้าชื่อเริ่นตงซีหรือเริ่นหนานเป่ยดีกว่า เจ้าเลือกดูสิว่าชอบชื่อไหน”
ฉีจิงลูบหน้าผากอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะตอบว่า “ต่อไปเจ้าชื่อเริ่นตงก็แล้วกัน”
“ขอบใจพ่อหนุ่มมาก ที่มอบชื่อนี้ให้ข้า”
ถังฉือเย่เห็นว่าตอนที่พูดนั้น เขาชอบเอียงศีรษะเพื่อหลบปานบนใบหน้า นางจึงอดที่จะพูดดีกับเขาไม่ได้ “เริ่นตง เมื่อครู่ที่ข้าบอกว่าเจ้าหน้าตาน่าเกลียดก็เพื่อที่จะกดราคาเท่านั้น ไม่ได้รังเกียจว่าเจ้าหน้าตาน่าเกลียดจริงๆ ใครจะหน้าตาเป็นอย่างไรเป็นเรื่องธรรมชาติ ผู้ชายไม่ได้ใช้หน้าตาทำมาหากินไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะพูดอย่างไรหรอกนะ”
ฉีจิงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก เริ่นตงเองก็ตกใจเช่นกัน เขาอยากหันไปมองนาง แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่บังคับรถเกวียนให้ขับได้อย่างนิ่งเรียบไปตลอดทาง เดินทางมาได้พักหนึ่งขบวนเกวียนจึงเคลื่อนเข้าสู่หมู่บ้าน
พลันนั้นก็มีคนวิ่งเข้ามาหาพร้อมกับบอกรัวเร็ว “เจ้าบ้านถัง ท่านกลับมาแล้ว เจ้าบ้านสี่ตามหาท่านไปทั่ว เขาให้ข้ามารอเจอท่านที่นี่!”
บทที่ 119 ขโมยเหล้า
และชายคนที่วิ่งปรี่เข้ามาดักหน้าขบวนเกวียนของนางก็ถือถังตงจึนั่นเอง ถังฉือเย่ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“อย่าพูดถึงเลย” ถังตงจึบอก “วันนี้พวกเราไปส่งเหล้าในเมือง ผลปรากฏว่าเหล้าหายไปหนึ่งไห”
“หายไปหนึ่งไห?” ถังฉือเย่หรี่ตาลงเล็กน้อยพลางหันไปสบตากับฉีจิงแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เรื่องมันเป็นยังไงกัน เจ้าพูดให้มันชัดๆหน่อย”
“ก็ฝาแฝดคู่นั้นของหมู่บ้านต้าเยว่นะสิ ต้าเฉียงต้าหนิว พวกเขาบอกว่าเหล้าที่วางอยู่บนรถลากหายไปแล้ว”
หญิงสาวครุ่นคิด ไม่ได้พูดอะไรออกมา หลังจากนั้นไม่นานเกวียนก็ได้มาถึงร้านเหล้าแล้ว ด้านหน้าร้านเหล้าที่เป็นที่โล่งนั้นบัดนี้ได้มีคนมาชุมนุมกัน โดยมีท่านอาสี่นั่งอยู่ตรงกลางด้วยใบหน้างิ้วคิ้วขมวด เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี
หลิวต้าเฉียงและหลิวต้าหนิวคุกเข่าพลางก้มหัวคำนับไปกับพื้นมองดูแล้วช่างน่าเวทนา ถังฉือเย่ยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของทั้งสองคนนั้นกลอกไปกลอกมาทำท่าทางมีพิรุธ แถมยังขยี้จมูกอยู่บ่อยครั้งอีกด้วย
การที่ขยี้จมูกนั้นคือการแสดงออกถึงการพูดโกหกอย่างแน่นอน ฝาแฝดสองคนนี้เป็นคนของหมู่บ้านต้าเว่ นางไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เพียงแต่เคยได้ยินว่าบ้านของพวกเขานั้นยากจนมาก ครั้งก่อนที่เปิดไหเหล้าบ๊วย ทั้งสองจึงดื่มไปด้วยหลายสิบถ้วย ดื่มจนท้องเสีย วิ่งไปห้องน้ำกันตั้งหลายรอบ แล้วก็ยังกลับมาดื่มอีก
วันนี้เมื่อมองดูแล้ว เหล้านี้อาจจะถูกพวกเขาขโมยไปแล้วจริงๆ ความจริงเหล้าหนึ่งไหเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย เพียงแต่ตอนที่ทำสัญญากับโรงเหล้าซื่อฟางนั้นระบุไว้ว่าจะขายให้ร้านเขาร้านเดียว ถังฉือเย่กลัวแค่เพียงว่าพวกเขาจะเอาไปขายให้กับร้านอื่น หากเป็นเช่นนั้นก็คงจะเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน!
ฝาแฝดทั้งสองคนเอาแต่ก้มหน้าลงกับพื้นร้องไห้เสียงดัง คนที่อยู่รอบๆทนเห็นไม่ได้ พูดเบาๆว่า “พวกเขาไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องถึงขนาดนี้ก็ได้?”
“ร้านเหล้าก็ทำเงินได้ไม่น้อย ยังจะเสียดายกับเหล้าแค่หนึ่งไหอีกหรือ?”
ในระหว่างที่ท่านอาสี่คิดวิธีไม่ออกอยู่นั้น หางตาก็เหลือบเห็นถังฉือเย่ที่กำลังเดินมาอย่างเร่งรีบ ท่านอาสี่ดีใจมากรีบลุกขึ้น “เย่เอ๋อร์ เจ้ากลับมาแล้ว รีบนั่งลงเร็วเข้า!”
ถังฉือเย่พยักหน้าพลางทรุดตัวลงบนเก้าอี้แล้วพูดน้ำเสียงเย็นชา “เหล้าหายไปหนึ่งไหรึ?”
“ข้าขอโทษ พวกข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” หลิวต้าเฉียงร้องไห้
“เป็นผู้ชายจะพูดก็พูด ร้องไห้อะไรกัน” นางนิ่งไปครู่หนึ่ง “ข้าถามเจ้าว่าเหล้าหายไปหนึ่งไหใช่หรือไม่ ตอบมาตรงๆว่าใช่หรือไม่ใช่”
หลิวต้าเฉียงรีบซับน้ำตา “ใช่ขอรับ”
“หายที่ไหน หายได้อย่างไร?”
“คือมันหายตรงแถวประตูเมือง ข้าผิดเอง ข้าคิดว่านานๆครั้งจะได้เข้าไปในเมือง ข้าเลยออกไปซื้อของนิดหน่อย ปรากฏว่าต้าหนิวปวดฉี่ เขาเลยไปฉี่ตรงกำแพง ตอนที่หันหลังไปเพียงแวบเดียว เหล้าก็ถูกคนขโมยไปแล้ว”
ถังฉือเย่หัวเราะด้วยใบหน้าเรียบเฉย “พื้นที่ตรงประตูเมืองนั้นราบเรียบ เหล้าไหหนึ่งหนักสิบชั่งเพียงแค่เจ้าหันหลังก็มีคนขโมยไปแล้วอย่างนั้นรึ พวกเจ้ามีรถลาก มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แล้วไม่ดูแลอย่างนั้นหรือ?”
หลิวต้าเฉียงร้องไห้พูดละล่ำละลัก “มันเป็นความประมาทจริงๆ พวกข้าผิดเอง แต่พวกข้าชดใช้ไม่ไหวจริงๆ”
“ไม่เป็นไร เหล้าหายน่ะเรื่องเล็ก”
หลิวต้าเฉียงและหลิวต้าหนิวก็โล่งอกในทันที ส่วนคนที่อยู่รอบๆ คิดว่าอย่างไรเสียก็เป็นเด็กผู้หญิง คงจะใจจืดใจดำไม่ลง จึงต่างพากันตกใจเมื่อได้ยินหญิงสาวพูดต่อว่า “ข้ามีสหายอยู่ในเมืองสกุลหาน พวกผู้ชายที่ไม่ได้ทำงานค้าขาย หรือเป็นชาวนาชาวไร่หรือคนงานในเมือง ล้วนแล้วแต่ก็เป็นคนของเขา”
เมื่อได้ฟังแล้วทุกคนต่างก็เข้าใจในความหมายว่าสหายของนางผู้นี้ จะต้องเป็นหัวหน้ากลุ่มอันธพาลในเมืองแน่นอน
ถังฉือเย่กวาดสายตามองรอบๆ “ตอนที่ร้านเหล้าของพวกเรายังไม่เปิดกิจการ ข้าได้บอกกับเขาไว้แล้วว่าให้ดูแลคนของร้านเหล้าให้ดี ไม่ว่าจะเป็นที่ประตูเมือง หรือที่มีคนพลุกพล่านทุกที่ในเมืองก็มีคนของเขาอยู่ทั้งนั้น แล้วเหตุใดที่ป้ายร้านเหล้าของพวกเราออกจะโดดเด่นเช่นนี้ พวกเขาจะดูแลไม่ทั่วถึงล่ะในเมื่อเหล้าหายไป ข้าไปถามพวกเขาแค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว”
หลิวต้าเฉียงและหลิวต้าหนิวอึ้งไปในทันที ถังฉือเย่หัวเราะพลางกล่าวต่อไปอีกว่า “เจ้าพูดมาให้ละเอียดสิว่ามันหายไปที่ไหนกันแน่ เวลาประมาณเท่าไหร่ ข้าจะให้คนไปถามเดี๋ยวนี้”
สองพี่น้องหน้ากันด้วยท่าทางอึกอัก สีหน้าของหลิวต้าเฉียงดูแปลกไป เขาพูดตะกุกตะกัก “คือ ตรงที่ประตูเมือง”
“ตรงไหนของประตูเมืองล่ะ พูดให้ชัดเจน”
ทั้งสองพี่น้องมองหน้ากันไปมา เพียงเท่านี้ทุกคนต่างก็ดูออกแล้ว จึงมีคนพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าไม่ได้เอาเหล้าไปซ่อนไว้แล้วหรอกรึ!”
“จะต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ แค่มองก็รู้แล้วว่ามันแปลกๆ ใครกันจะมาขโมยเหล้า”
“เปล่านะ ข้าไม่ได้ทำ”
ถังฉือเย่หัวเราะออกมาอย่างเย็นชาก่อนจะหันไปเรียกถังจวิ้นเหลียงที่รีบขานรับ นางพูดขึ้นว่า “เจ้าเข้าไปในเมือง เหมือนคราที่พวกเราไปในครั้งก่อนไปหาผู้ชายที่ว่างงานสักคน แล้วบอกเขาว่าให้ไปหาพี่ใหญ่หาน เมื่อเจอเขาแล้วก็บอกไปว่าพ่อหนุ่มถังจากร้านเหล้าฟู่โช่วเชิญเขามาดื่มเหล้าที่หมู่บ้านจวี้เป่า”
ถังจวิ้นเหลียงขานรับจากนั้นก็วิ่งออกไปในทันที ส่วนถังฉือเย่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พูดออกมาเบาๆ “เดี๋ยวพี่ใหญ่หานก็จะมาแล้ว หากเหล้าหายไปจริงๆ ก็มีเขาอยู่จะต้องหาเหล้ากลับมาได้อย่างแน่นอน พวกเจ้าสบายใจได้”
ฝาแฝดทั้งสองคนพูดอะไรไม่ออกทำได้เพียงแต่ก้มศีรษะจนติดพื้นเนื้อตัวสั่นเทา ถังฉือเย่โน้มตัวลงมาเล็กน้อยแล้วพูดทีละคำว่า
“แต่ถ้าหากไม่ได้หายละก็…พวกเจ้าทำอะไรไว้ก็ต้องมีคนเห็นอย่างแน่นอน รีบบอกมาเร็วเข้า เพื่อไม่ให้เจ้าขายหน้าไปจนถึงคนภายนอก”
“ข้า…ข้า…” หลิวต้าเฉียงพูดพึมพำอึกๆอักๆ จนถูกถังฉือเย่ตะคอก
“ยังไม่พูดอีก!”
“ข้าบอกแล้ว ข้าบอกแล้ว พวกข้าหน้ามืดตามัว ข้านั้นจนมากจริงๆ ก็เลยคิดแค่อยากจะขโมยเหล้าไปขาย ข้าได้ให้เงินกับร้านซาลาเปาในเมืองไว้นิดหน่อย และได้แอบขโมยเหล้าไปซ่อนไว้ที่นั่น”
ถังฉือเย่ฟังอย่างเงียบๆ จนอีกฝ่ายพูดจบ นางจึงลุกขึ้น “ตอนนี้เรื่องราวได้กระจ่างแล้ว เป็นต้าเฉียงและต้าหนิวที่เกิดความโลภและขโมยเหล้าไป ดังนั้นวันนี้ต้าเฉียงและต้าหนิวต้องถูกไล่ออกแล้ว เดิมทีพวกข้าว่าจ้างงานโดยไม่เลือกหน้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คนของหมู่บ้านต้าเย่วทุกคนไม่อนุญาตให้มาทำงานที่ร้านเหล้าอีก”
ต้าหนิวต้าเฉียงตัวอ่อนและทรุดลงไปกับพื้น ทุกคนก็ต่างตกใจกันเป็นยกใหญ่ เพราะหากเป็นแบบนี้แล้วไม่เท่ากับว่าต้าเฉียงและต้าหนิวไม่กลายเป็นศัตรูของทุกคนอย่างนั้นหรือ
“พวกเจ้าคิดว่าข้าลงโทษหนักเกินไปใช่หรือไม่?” นางหันไปถามทุกคนที่อยู่รอบๆ “ข้าจะบอกอะไรพวกเจ้าสักอย่าง พวกข้าได้เขียนสัญญากับโรงเหล้าซื่อฟางไว้ว่าสามารถขายเหล้าให้เพียงโรงเหล้าซื่อฟางร้านเดียวเท่านั้น ถ้าหากวันนี้เหล้าไหนั้น ถูกพวกเขาขายไปให้ร้านอื่นแบบนั้นแล้วก็หมายความว่าพวกข้าทำผิดสัญญา ภายหลังหากหมักเหล้าแล้วก็ไม่เพียงแต่จะไม่ได้เงินยังต้องชดใช้ให้โรงเหล้าซื่อฟางด้วย พวกข้าต้องเสียเงิน ทุกคนก็ทำงานโดยไม่ได้เงินไปเปล่าๆ ดังนั้นพวกเจ้ายังคิดว่าเหล้าหนึ่งไหเป็นเรื่องเล็กอีกหรือไม่?”
ทุกคนต่างพากันตกตะลึง จนไม่กล้าส่งเสียงออกมา ถังฉือเย่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “คนงานของร้านเหล้าได้เงินค่าแรงเยอะกว่าในเมือง งานที่ทำก็สบายกว่าในเมือง มิหนำซ้ำยังใกล้บ้านอีก ท่านอาสี่เองยอมที่จะได้เงินเพียงน้อยนิดก็เพื่ออยากจะให้พี่น้องในหมู่บ้านอยู่ดีกินดีให้ทุกคนได้มีงานทำ มาวันนี้ทุกคนกลับตอบแทนเขาเช่นนี้หรือ ยังจะทำให้พ่อหนุ่มฉีและท่านอาสี่ขาดทุนและยังจะทำให้พวกเขาถูกฟ้องร้องอีก คนงานแบบนี้พวกข้าจ้างไว้ไม่ไหวหรอก วันนี้ข้ายกเอาต้าหนิวต้าเฉียงมาเป็นตัวอย่างเตือนพวกเจ้า หากมีการขโมยเกิดขึ้นอีก ข้าก็จะไปแจ้งความ เหล้าหนึ่งไหหนึ่งร้อยตำลึงและสามารถติดคุกของที่ว่าการจนตายได้ หากใครไม่เชื่อพวกเจ้าก็ลองดู!”
หลังจากนั้นนางก็ชี้ไปที่คนคนหนึ่ง “ตงจึ…เจ้าไปที่บ้านของท่านหัวหน้าตระกูล เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังทั้งหมด และก็ยังมีเฉินเอ้อหลาง รบกวนเจ้าไปบอกให้เฉินหลี่เจิ่งฟังอีกคนด้วย อาฉางหยวน ท่านพูดจาดีที่หมู่บ้านฉือหลี่ปาก็มีหน้ามีตา รบกวนท่านพาสองคนนี้ส่งกลับหมู่บ้านต้าเย่วหน่อย จากนั้นก็บอกกับหัวหน้าหมู่บ้านสักคำ”
งานนี้ไม่ใช่งานง่ายแต่จะปฏิเสธถังฉือเย่ก็คงไม่ได้ สุดท้ายเฉินฉางหยวนจึงตอบรับก่อนจะพาพวกเขาไปในที่สุด
ความวุ่นวายนี้สามารถจัดการได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายเช่นนี้ เป็นการเตือนสติให้ใครหลายคนด้วยว่าเรื่องเงินทองนั้นต้องตาต้องใจ คนพวกนั้นที่ดูถูกเจ้าของร้านตัวน้อยคนนี้และคิดจะวางแผนกลอุบายต่างๆได้อย่างง่ายดายนั้น ความจริงกลับไม่สามารถหลอกอะไรนางได้เลย
จากนั้นไม่กี่อึดใจ เมื่อหานอี้และลูกน้องเดินทางมาถึงเรื่องราวก็ได้จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หานอี้หัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “พ่อหนุ่ม เจ้าต้องการเจอข้ารึ?”
“ใช่แล้ว” ถังฉือเย่หัวเราะแล้วบอกว่า “เชิญพี่ใหญ่หานมาดื่มเหล้า”
“เหล้าน่ะ พวกข้าเตรียมไว้แล้ว เพียงแค่เถ้าแก่ถังจะทนได้หรือไม่เท่านั้นแหละ”
เมื่อหันไปโบกมือ ลูกน้องของหานอี้ก็พากันยกเหล้าไหหนึ่งออกมาจากเกวียน
บทที่ 120 เรื่องในอดีตของพี่ใหญ่หาน
เดิมทีสองพี่น้องฝาแฝดต้าเฉียงและต้าหนิวได้เอาไหเหล้าไปฝากไว้ที่ร้านซาลาเปา ซึ่งเป็นเวลาที่คนของหานอี้ได้มาเห็นเข้าพอดี เมื่อได้ยินว่าถังฉือเย่บอกให้คนมาเชิญ เขาจึงเรียกลูกน้องเข้ามาถามและได้สั่งให้ไปเอาไหเหล้าจากร้านซาลาเปากลับมา
ต้าเฉียงต้าหนิวเจรจากับร้านซาลาเปาอย่างไร แอบซ่อนเหล้าด้วยวิธีใด เขาพูดออกมาอย่างละเอียด ราวกับเห็นกับตาตัวเองไม่ปาน ทำเอาคนฟังเหงื่อไหลท่วมตัว
ถังฉือเย่ยิ้มพลางกล่าวกับชายหนุ่มว่า “ในเมื่อพี่ใหญ่หานเป็นคนหาเหล้าไหนี้กลับมาได้ เช่นนั้นก็ให้ท่านแล้วกัน มาถึงที่นี่แน่นอนว่าต้องดื่มเหล้าของข้า”
“ข้าชอบความเย่อหยิ่งของเจ้านี่แหละ”
หญิงสาวพาเขาเข้าไปที่โรงงานเพื่อเลือกเหล้า ด้วยความที่หานอี้เป็นอันธพาลมั่วสุมอยู่ในเมืองมานานหลายปี เขาชำนาญกับเรื่องเหล่าที่สุด เขานำคนกลุ่มหนึ่งเดินไปเดินมารอบหนึ่งแสดงท่าทางอันธพาลเกเรอย่างเต็มที่
หากเป็นเช่นนี้แล้วจะมีใครกล้าขโมยเหล้าของนางอีก จากนั้นในช่วงเย็นนางจึงได้เชิญพวกเขาดื่มเหล้าทานอาหาร หานอี้ผู้นี้เป็นคนอารมณ์ดีแต่กลับไม่หยาบคาย ทั้งสองยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอเป็นอย่างมากหลังจากกินไปได้ครึ่งหนึ่งเขาจึงหันถาม
“วันนี้เจ้าหาซื้อคนใช้ทั้งวันเลยหรือ?”
เมื่อเห็นถังฉือเย่พยักหน้า หานอี้จึงกล่าวต่อ “ต้องการจะซื้อคนแบบไหน ข้าจะช่วยเจ้าหาเอง”
“ข้ารบกวนท่านได้อย่างนั้นหรือ?”
“ทำไมจะไม่ได้เล่า?”
ถังฉือเย่ยิ้มรับพลางกล่าวขอบคุณก่อนจะบอกอย่างละเอียด หานอี้ตกตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะกล่าว “หากเจ้าต้องการหาคนเช่นนี้ ข้าก็รู้จักอยู่คนหนึ่ง”
หญิงสาวเห็นว่าสีหน้าของเขาแตกต่างจากปกติ จึงได้วางแก้วลงและรอฟัง แต่หานอี้กลับไม่ได้กล่าวอะไรอีก เขายืดตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดกับนางว่า “เป็นแม่ของพี่ชายข้าคนหนึ่ง ข้าเองก็เรียกนางว่าแม่ สกุลเย่ สามีสกุลชาง ตอนนี้เหลือเพียงชางรุ่ยหลานชายคนเดียว ปีนี้เขาอายุเจ็ดขวบ ส่วนพี่ชายคนนั้นของข้าชื่อว่าชางม่าว ครอบครัวของเขากับข้าอาศัยอยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง และเติบโตมาด้วยกัน พ่อแม่ของข้าด่วนจากไปเร็ว ต่อมาข้าก็ใช้เวลาที่เหลืออาศัยอยู่ในบ้านตระกูลชาง แม่นางเย่คู่สามีภรรยา สำหรับข้าแล้วทั้งสองก็เปรียบเสมือนพ่อแม่ข้าเอง”
ถังฉือเย่พยักหน้า นั่งฟังหานอี้กล่าวต่อไปว่าชางม่าวได้แต่งงาน และให้กำเนิดเด็กชายตัวอ้วนใหญ่ พวกเขาใช้ชีวิตน้อยๆหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง แต่ใครจะไปรู้ว่าไม่กี่วันต่อมา ตอนที่ทั้งคู่ออกไปข้างนอกนั้นจะพบกับลูกน้องหลายคนของพี่ใหญ่ซ่ง คนพวกนั้นลวนลามภรรยาของชางม่าว ทั้งสองฝ่ายเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น ชางม่าวทุบตีพวกคนเหล่านั้นไปหลายคน จากนั้นพี่ใหญ่ซ่งก็พาคนกลับมาตามหาแล้วเริ่มลงมือทำร้าย!
เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ไม่ถูกต้อง ทุกคนก็ต่างเข้ามาขวางไว้ และให้ยายเย่พาชางรุ่ยข้ามกำแพงหนีไป ชางม่าวจึงโดนทำร้ายจนตายตรงนั้น ฮูหยินของเขาก็ถูกทำร้ายและถูกฆ่าตายเช่นกัน ส่วนพ่อของชางม่าวก็บาดเจ็บสาหัส และได้เสียชีวิตไปในคืนวันนั้น
ตอนนั้นหานอี้ออกมาข้างนอกกับพ่อค้า เขาไม่ได้อยู่ในเมือง พอกลับมาและได้ยินเรื่องราวเขาก็แทบคลั่ง เขาต้องการตามหาพี่ใหญ่ซ่ง แต่พ่อของชางม่าวก็บอกว่าให้เขาคอยช่วยดูแลยายเย่และชางรุ่ยแทนอย่าได้คิดแก้แค้น หานอี้จึงได้อดทนมาถึงทุกวันนี้!
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นหานอี้จึงค่อยๆสร้างพรรคพวกพี่น้องทีละน้อยทีละน้อย โดยใช้เวลามากกว่าห้าปี จนกลายมาเป็นพี่ใหญ่หานในเวลาต่อมา และนี่ก็ถือเป็นต้นเหตุความขัดแย้งครั้งสุดท้ายระหว่างทั้งสองกลุ่ม
เมื่อได้ฟังถังฉือเย่ก็ตกใจอยู่ไม่น้อย แม้ว่าจะมีหลายอย่างที่หานอี้ไม่ได้พูดออกมา แต่ก็รู้ได้ว่าเขาผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย หญิงสาวจึงยืนขึ้นด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง พลางก้มตัวคำนับ “เรื่องคราวก่อน เป็นเพราะข้าพูดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ขออภัยด้วย”
หานอี้เข้าใจว่านางหมายถึง ‘คนของพี่ใหญ่ซ่ง’ ประโยคนั้น เขาโบกมือไปมา “ไม่เป็นไร คนที่ควรตายตั้งแต่สองปีก่อนก็ได้ตายไปแล้ว ซ่งผิงเป็นน้องชายของเขา เป็นคนที่ไม่เอาไหนคนหนึ่งเท่านั้น”
“แต่ข้าไม่เข้าใจนิดหน่อย ตอนนี้เจ้าเป็นคนที่มีอำนาจหนึ่งเดียวในครอบครัว เจ้าดูแลนางให้ดีๆไม่ได้หรือ เหตุใดจึงอยากให้นางออกมาทำงานด้วยเล่า?”
“เจ้าไม่เข้าใจ” หานอี้กล่าวอย่างช่วยไม่ได้ “ท่านแม่เป็นคนนิสัยตรงไปตรงมาและพูดจาโผงผางมาก ตอนแรกที่ข้าคิดจะแก้แค้นให้อาม่าว ได้กลายเป็นอันธพาล นางทำเป็นไม่รู้จักข้ามาตลอด หลายปีมานี้ข้าให้เงินให้สิ่งของแก่นางไป ทำอย่างไรนางก็ไม่ยอมรับ ที่ข้าขโมยโสมเจ้าครั้งก่อน ความจริงก็มันเป็นวันเกิดของนาง แต่นางก็ไม่ต้องการ”
หานอี้ยกหลังมือขึ้นเช็ดหน้า ก่อนจะกล่าวต่อ “ตอนนี้นางเป็นแม่ครัวให้ผู้อื่นไปทั่วทุกแห่ง ไม่รู้ว่าต้องอดทนกับเรื่องไร้สาระเพียงใด ต่อหน้าข้าก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง หากแอบจัดการ นางก็จะไล่ข้าออกไป แล้วหนักก็ไม่ได้ เบาก็ไม่ดี ข้ากำลังคิดว่าถ้าให้นางมาช่วยเหลือเจ้า อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนกับเรื่องไร้สาระเหล่านี้หากเจ้าช่วยข้าได้ ข้าจะดูแลร้านเหล้าของพวกเจ้าเป็นอย่างดีแน่นอน ตราบใดที่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในเมือง เจ้าสามารถมาหาข้าได้ตลอด”
หลังพูดจบเขาก็หงุดหงิดเล็กน้อย “อันที่จริง แม้ว่าเจ้าจะไม่ช่วยข้า เพียงแค่โสมชิ้นนั้นของเจ้า ข้าก็ดูแลปกป้องเจ้าแล้วล่ะ หลักๆคือแม่ของข้ายังมีรุ่ยเอ๋อร์อยู่อีกคนจึงลำบากอยู่ไม่น้อย เจ้าไม่รู้ว่าตอนนี้รุ่ยเอ๋อร์ก็โตแล้ว นางอยากส่งรุ่ยเอ๋อร์เข้าไปในสำนักศึกษา นางจึงยอมทนเหนื่อยทำงานหนัก ข้าเองรู้สึกแย่มาก ข้าไม่มีญาติที่ไหนแล้ว หากเกิดเรื่องอะไรกับพวกเขาอีก ชีวิตข้าคงไม่มีความหมายที่จะอยู่ต่อไปอีก”
หานอี้มีอาการเมาเล็กน้อยเริ่มพูดมากขึ้นเรื่อยๆไม่หยุด ถังฉือเย่ครุ่นคิดเป็นเวลานาน ก่อนจะบอกไปว่า “ข้าเองก็จะไม่ปิดบังเจ้า ทุกครอบครัวมีเรื่องที่พูดยาก หากมาทำงานที่บ้านข้า ก็อาจจะมีเรื่องที่ไม่ถูกใจกันได้”
“เรื่องแม่ของเจ้าใช่ไหม?” หานอี้กล่าว “เรื่องนี้ข้ารู้…ไม่เป็นไรหรอก แม่ของข้ามีจิตใจที่สดใส นางเข้าใจทุกอย่าง”
ถังฉือเย่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนที่ท้ายสุดจะตอบหานอี้ไปว่า “ตกลง…ข้าจะพิจารณาเรื่องนี้”
“ปกตินางจะไปหาหลิวยาป๋อในตรอกติ้นหลิว เจ้าลองไปถามดูได้ แต่ว่าห้ามบอกเด็ดขาดว่าข้าแนะนำมา”
ถังฉือเย่ส่งเสียงรับในลำคอ เดิมทีนางอยากให้เขาพักสักคืนหนึ่งเพราะถึงอย่างไรที่สำนักศิลปะการต่อสู้ก็ยังมีห้องพักอยู่ แต่หานอี้กลับปฏิเสธ หลังพูดคุยกันเสร็จ เขาจึงพาลูกน้องหลายคนขึ้นรถม้าและขับออกไป
เมื่อรถม้าของหานอี้ค่อยๆเคลื่อนจนพ้นสายตา ถังฉือเย่หันมาพูดกับฉีจิงว่า “คนคนนี้แยกแยะบุญคุณและความแค้นออกได้อย่างชัดเจน และเป็นคนที่สามารถคบได้คนหนึ่ง เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ชายหนุ่มเม้มปาก เขาคิดอยู่นานก่อนจะพยักหน้า ถังฉือเย่กพูดยิ้มๆ “ข้าหมายถึงเรื่องยายเย่ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“พรุ่งนี้ข้าจะให้คนไปถามดู”
“ความจริงข้ายังอยากจะจ้างอีกสักคน ข้ากังวลว่าคนที่จ้างมาจะมีฝีปากเบา คนคนนั้นใครจะไปรู้ว่านางจะทำอะไร”
“ข้ากลับคิดว่า เจ้าควรมีหญิงชราอยู่ข้างกายสักคน” พูดกลางลูบศีรษะนางเบาๆ “ไปนอนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าได้ความอย่างไรจะมาบอกเจ้า”
ถังฉือเย่จึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง หลังจากนั้นบ่ายวันรุ่งขึ้น ฉีจิงได้มาบอกกับนางว่า “ได้ข่าวมาชัดเจนแล้ว เรื่องราวไม่ต่างจากที่หานอี้บอกมากนัก แม่นางผู้นี้เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมากคนหนึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนกล้าหาญก็ว่าได้”
“ได้ยินมาว่าพี่ใหญ่ในตอนนั้นชื่อว่าซ่งจื้อ เขาเป็นคนชั่วร้าย และไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น ตอนนั้นเมื่อตระกูลชางเห็นว่าท่าไม่ดี ยายเย่จึงได้อุ้มหลานหนีไป ระหว่างทางก็มีใครบางคนใช้เคียวฆ่าเจ้าอันธพาลสองคน ต่อมาซ่งจื้อโมโหมาก เขาส่งคนไปเจ็ดแปดคนเพื่อไปไล่ตาม และต้องเอาชีวิตมาให้ได้ ท่านป้าผู้นั้นโกนผมตัวเองไปขโมยชุดนักบวชในวัด เพื่อปลอมตัวเป็นนักบวช คนของซ่งจื้อที่ตามไปจำนางไม่ได้ ซ้ำยังถามนางอยู่หลายประโยค นางสงบนิ่งและมั่นคงอยู่ตลอด ไม่หลุดเผยตัวตนสักนิด จากนั้นนางจึงได้พาหลานชายหลบซ่อนตัวอยู่ในภูเขานานกว่าสองปี จนกระทั่งหานอี้ไปพบนาง ทุกวันนี้นางเป็นแม่ครัวให้กับคนทั่วไปมาตลอด ตอนจากไปเด็กคนนั้นอายุเพียงสามขวบกว่า สามารถมีชีวิตรอดในภูเขาได้มันไม่ง่ายเลยจริงๆ”
ชายหนุ่มหยุดไปครู่หนึ่งคิดอยากจะถามเรื่องราวของหานอี้เสียหน่อย แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่ทั้งสองหัวเราะกันเมื่อคืน เขาจึงได้กลืนมันกลับไปอีกครั้ง
ถังฉือเย่คิดถึงสถานการณ์ตามคำบอกเล่าของฉีจิงนางก็รู้สึกนับถือหญิงชราผู้นั้นจริงๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยหันไปถามชายหนุ่ม “แล้วเหตุใดจึงไม่แจ้งต่อทางการล่ะ?”
“อย่างแรกคือก่อนหน้านี้พวกเขาลงไม้ลงมือทำร้ายคน สองคือพวกเขาอาศัยอยู่ไกลมาก ไม่มีใครเห็น ไม่มีหลักฐาน อีกทั้งท่านเจ้าเมืองในตอนนั้น ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องของซ่งจื้อ แจ้งต่อทางการไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ความจริงแล้วเจ้าไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องความจงรักภักดีหรอก ตอนนี้เรื่องเดียวที่นางคิดก็คือหลานชายตัวน้อยคนนี้ อยากจะเหลือคนสืบทอดตระกูลชางไว้ ดังนั้นเจ้าแค่ต้องช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเริ่มเรียนหนังสือของเด็ก แล้วนางจะต้องช่วยเหลือเจ้าอย่างสุดใจเป็นแน่”
ฉีจิงหยุดพูดหันหน้ามาจ้องมองนางเงียบๆ “อีกอย่างเรื่องนี้ สำหรับพวกเราแล้วมันก็ง่ายมากที่จะทำไม่ใช่เหรอ?”
จบตอน
Comments
Post a Comment