บทที่ 12 เตือนสติ
ถังฉือเย่แอบกระซิบถามตัวเองในใจ ก่อนจะเล่าเรื่องที่พอจะเล่าได้ในตลอดหลายวันที่ผ่านให้กับถังจวิ้นเชินฟังเพื่อให้เขานำไปบอกกับถังฉือหรงอีกทีหนึ่ง เขาจะได้วางใจว่านางสามารถดูแลวังซื่อและเสี่ยวเหยาได้ จากนั้นนางก็หยิบเงินออกมาสองเหรียญยื่นให้ถังจวิ้นเชินเพื่อให้เขานำไปให้ถังฉือหรง
ชายหนุ่มรับเงินสองเหรียญนั้นมาอย่างงงๆ ส่วนคุณนายโจวได้แต่มองมาด้วยความแปลกใจ ถังฉือเย่จึงเล่าเรื่องที่ได้เงินมาบางส่วนจากท่านย่าซุนให้พวกเขาฟัง ซึ่งก็ยิ่งสร้างความแปลกใจให้คุณนายโจวมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก เนื่องจากรู้นิสัยใจคอของหญิงชราผู้นั้นดี ผิดกับบุตรชายที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรได้แต่ยิ้มพร้อมกับพูดกับหญิงสาวว่า
“เย่เอ๋อร์ คำพูดน่ะข้าพูดแทนเจ้าได้ แต่สำหรับเรื่องเงินนี้ข้าคิดว่าเจ้าควรเก็บเอาไว้เองจะดีกว่า ข้าคงช่วยนำกลับไปคืนหรงเอ๋อร์ไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะหากทำเยี่ยงนั้นเขาก็จะยิ่งไม่สบายใจน่ะสิ ข้าคิดว่าหรงเอ๋อร์เขาคงรีบกลับมาบ้านภายในคืนนี้เลยล่ะ” ถังจวิ้นเชินคืนเงินนั้นให้ด้วยรอยยิ้มที่แต่งแต้มบนใบหน้า “ในเมื่อเขาให้เงินนี้กับเจ้าแล้ว เจ้าก็จงเก็บไว้ให้ดีๆเถอะ ถึงอย่างไรก็มีข้าอยู่ ข้าไม่มีทางปล่อยให้ท่านพี่ของเจ้าต้องหิวตายหรอก หากมีเรื่องอะไรก็รอให้เขาลาหยุดกลับมาแล้วค่อยพูดกันต่อหน้าจะดีที่สุด”
ถังฉือเย่หน้าแดงเล็กน้อยยิ้มเก้อ ๆ คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะถูกเด็กอายุสิบหกมาสั่งสอนได้ ทั้งที่ในยุคนี้นั้นอายุขนาดนี้ก็น่าจะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว นางจะมองเขาเป็นเด็กไม่ได้แล้ว ปกติถังฉือเย่มักทำทุกอย่างตามใจของตัวเอง เพราะคิดว่าคิดทุกอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว แต่ครั้งนี้นางคงต้องยอมเชื่อฟังเขา
หญิงสาวจึงตอบตกลงอย่างเต็มใจ โดยที่นางหารู้ไม่ว่าการยอมเชื่อฟังคำพูดของถังจวิ้นเชินนั้นยิ่งทำให้รอยยิ้มของเขากว้างขึ้นไปกว่าเดิมอีก
“เจ้าคงไม่ว่าอะไร หากข้าจะกล่าวอะไรสักหน่อย ท่านพี่เจ้าเป็นชายหนุ่มที่มีความสามารถ ในอนาคตจะต้องประสบความสำเร็จได้แน่ เพราะฉะนั้นเจ้าที่อยู่ทางนี้ก็จงตั้งใจดูแลครอบครัวให้ดี เพื่อให้เขาวางใจไร้กังวล การเรียนจะต้องพัฒนาได้ดีกว่านี้แน่…เจ้าอายุยังน้อยจะทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลังระมัดระวังให้มาก อย่ามุทะลุทำเรื่องที่ผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องท่านพ่อท่านแม่และผู้อาวุโส จะต้องระมัดระวังให้มาก”
ถังฉือเย่ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย รับฟังด้วยความเคารพ จากนั้นคุณนายโจวก็ได้เตรียมอาหารไว้ให้นางนำกลับบ้าน แต่หญิงสาวปฏิเสธเสียงหนักแน่น จังหวะนั้นเองเกวียนที่ถังจวิ้นเชินจะต้องขึ้นเพื่อกลับไปที่สำนึกศึกษาก็มาถึง ชายหนุ่มหันมากล่าวคำลากับมารดาของเขาและหันมองนางแวบหนึ่งก่อนจะขึ้นเกวียนนั้นจากไป
คุณนายโจวรอให้เกวียนของบุตรชายเคลื่อนไปจนลับสายตาจึงเดินมาส่งถังฉือเย่ที่บ้าน ก่อนจะพูดเสียงอย่างกระซิบกระซิบเพียงสองสามคำ “ย่ากับแม่ของเจ้า รวมทั้งคนในบ้านแต่ละคนล้วนมีบุคลิกลักษณะรวมทั้งนิสัยที่แตกต่างกัน มีเรื่องมากมายที่ข้าไม่อาจพูด แต่ข้าแอบได้ยินมาว่าการสอบขุนนางยิ่งสูงเท่าไหร่ก็จะต้องพิจารณาถึงความประพฤติสูงเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นพวกที่มีความรู้สูงๆ มักจะชอบจับผิดโดยเฉพาะเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ยังสามารถสืบเสาะและจัดการได้ไม่จบสิ้น ดังนั้นเมื่อพวกเราอยู่ที่บ้าน ช่วยเหลืออะไรพวกเขาไม่ได้ก็อย่าได้เที่ยวไปสร้างเรื่องก่อความวุ่นวาย”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของคุณนายโจวทำให้ถังฉือเย่ได้สติขึ้นมาจริงๆอย่างที่คนโบราณให้ความสำคัญกับ ‘การเคารพผู้ใหญ่’ เพราะคำว่ากตัญญูนั้นสามารถทำให้คนคนหนึ่งหมดอนาคตได้ ดังนั้นไม่ว่าจะทำเพื่อถังฉือหรงหรือเพื่อตัวนางเอง ฉะนั้นบางเรื่องหลังจากนี้นางคงต้องใช้ความระมัดระวังให้มากกว่าเดิม!
ถังฉือเย่ซาบซึ้งเป็นอย่างมากก่อนจะกล่าวคำขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อมาหยุดยืนที่หน้าบ้านพอดีพร้อมกับท้องฟ้าที่มืดแล้ว หญิงสาวจึงเอ่ยคำลาแล้วรีบกลับเข้าบ้าน เสี่ยวเหยาวิ่งออกมาต้อนรับ
“หิวหรือเปล่า พี่จะทำอาหารให้กิน?”
“ไม่หิว เหยาเอ๋อร์กินกับท่านแม่แล้ว ยังเหลือส่วนของท่านพี่ไว้ด้วย”
ถังฉือเย่เลิกคิ้ว เมื่อเดินเข้าไปในบ้านก็พบว่าบนโต๊ะมีชามอาหารที่มีทั้งเนื้อสัตว์และข้าวอยู่ถึงครึ่งชาม หญิงสาวใช้ตะเกียบเขี่ยอาหารไปมาไม่รู้กี่ครั้ง นางกินไม่หมดจริงๆ จึงหยิบชามกับข้าวออกไปแล้วจัดการล้างผลแอปเปิ้ลป่าพลางส่งให้เสี่ยวเหยาเอาไปให้วังซื่อลูกหนึ่ง
ในระหว่างที่ทานอาหารต่อถังฉือเย่ก็นั่งจัดการหญ้าลิ้นงูดอกสีขาวไปพลาง ความจริงสาเหตุที่นางรู้จักวัตถุดิบยาก็เพราะเคยแสดงเรื่องเทพธิดาเหอเมื่อหลายปีก่อน เพียงแต่ยังไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับการแปรรูปยาจีน หญิงสาวจึงเลือกพวกมันออกมาแล้วล้างทำความสะอาด ตั้งใจไว้ว่าจะนำไปขายที่ร้านยา ที่เหลือก็ปล่อยให้พวกเขาจัดการต้มทำยาต่อไป
ถังฉือเย่ยิ้มเมื่อหันไปหาเสี่ยวเหยาที่กำลังนั่งแทะผลแอปเปิ้ลป่าเสียงดังอยู่ข้างๆ ราวกับกระรอกตัวน้อย พร้อมพูดยิ้มๆว่า “เหยาเอ๋อร์ วันนี้ที่พี่ไม่อยู่ที่บ้านมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
เสี่ยวเหยาเพิ่งจะมีอายุสี่ขวบครึ่ง แต่เชื่อฟังและฉลาดมาก เด็กสาวจึงเล่าให้นางฟังว่าวันนี้ไม่รู้ว่าวังซื่อไปได้ยินมาจากไหนว่าญาติทางฝั่งเจ้าสาวของถังหย่งหมิงจะมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน นางไม่เพียงไม่หลบแต่กลับวิ่งเข้าไปช่วยเหลือจนทำให้ท่านย่าซุนโกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า โชคดีที่ไม่กล้าลงมือทำอะไรรุนแรงในวันมงคลของบุตรชายผู้เป็นแก้วตาดวงใจ ได้แต่สั่งให้เหอซื่อเรียกคนมาพาตัวออกไปและเตือนไม่ให้วังซื่อกลับเข้าไปอีกเท่านั้น
สำหรับถังหย่งหมิงนั้นเขาแต่งตัวอย่างดีเพื่อมารอรับ มิหนำซ้ำยังเชิญคุณนายในหมู่บ้านเข้ามาร่วมงานด้วยเพื่อเป็นเกียรติให้ฝั่งเขา แต่ใครจะไปรู้ว่ารอกันจนเหี่ยวแล้วก็ยังไม่มีใครมา ถังหย่งหมิงทนไม่ไหวจึงออกไปถาม พอกลับมาก็หัวเสียเป็นอย่างมาก ชาวบ้านคิดว่างานวันนี้อาจจะต้องล่มเสียแล้ว ต่อมาท่านย่าซุนเลยออกมาตะโกนบอกอธิบายว่าฝ่ายหญิงนั้นไม่สบาย จึงขอเลื่อนและจะกลับมาใหม่ในอีกสองวันข้างหน้า
…จู่ๆ ฝ่ายหญิงก็ไม่มาอย่างนั้นหรือ?...
ถังฉือเย่ตกใจขึ้นมาหน่อยๆ คิดในใจว่าหากเรื่องนี้ไม่เป็นไปตามที่คิด นางคาดว่าท่านย่าซุนน่าจะรีบมาหาเรื่องเพื่อทวงเงินคืนกลับไปแน่นอน! ด้วยเหตุนี้นางจึงหันไปถามเสี่ยวเหยาอีกครั้ง
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“ข้าเห็นจากตรงประตู” เด็กหญิงตอบเสียงใส ดวงตาเป็นประกายใสซื่อ “เด็กๆหลายคนกำลังรอดูสะใภ้คนใหม่น่ะ ท่านย่าเดินไปเดินมาตั้งหลายรอบ”
“แล้ว…อาหารในบ้านไปเอามาจากไหนหรือ?” นางถามอีกครั้งกับเรื่องที่ยังคาใจ และคำตอบที่ได้รับก็เป็นไปอย่างที่คาดไม่มีผิด
“ท่านลุงเอามาให้…ท่านลุงบอกว่าแขกไม่มาแล้ว อาหารที่บ้านก็กินกันไม่หมด ท่านลุงกลัวว่าจะเสียของ รู้สึกเสียดายของจึงนำมาแบ่งปันให้”
“ท่านลุงได้พูดอะไรอีกบ้าง?”
เสี่ยวเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ก็แค่บอกว่าอาหารที่บ้านกินไม่หมดเท่านั้นเจ้าค่ะ”
เมื่อยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการถังฉือเย่จึงเปลี่ยนคำถาม “หลังจากที่ท่านลุงมา มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง? เจ้าจงคิดให้ดีแล้วเล่าให้ข้าฟังตั้งแต่ต้น”
“อืมมม” เสี่ยวเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเล่า “ท่านลุงถืออาหารเข้ามาบอกว่าที่บ้านกินกันไม่หมดจึงนำมาแบ่งให้…ท่านลุงยังพูดอีกหลายประโยคแต่ข้าจำไม่ได้แล้ว ท่านแม่กล่าวขอบคุณและเรียกให้ข้าไปนำจานมา ข้าหาตั้งนานก็หาไม่เจอ ข้าจึงกลับไปถามท่านแม่ ท่านแม่ก็เลยบอกว่าอาจจะอยู่ในห้อง สั่งให้ข้าเข้าไปหาในห้อง พอหาเจอข้าก็นำอาหารใส่ลงไป”
ถังฉือเย่หายใจเข้าลึกๆ กัดฟันถามต่อ “แล้วต่อจากนั้นล่ะ?”
“จากนั้นในอาหารมีเนื้อ ข้าก็มองเนื้อ ท่านลุงบอกว่าเสี่ยวเหยารีบกินเถอะ ท่านแม่พูดว่าทานลุงนั่งลงก่อน จากนั้นพวกเราก็นั่งลงกินข้าว ข้ากินเนื้อไปตั้งสี่ชิ้นแน่ะ! แถมยังกินข้าวไปครึ่งถ้วยด้วย”
หญิงสาวพยักหน้า…เพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว นางไม่อยากทำให้เด็กน้อยคนหนึ่งที่อยากจะกินอาหารดีๆสักมื้อเพื่อให้อิ่มท้องต้องลำบากใจ เสี่ยวเหยาเพิ่งจะอายุสี่ขวบแม้ว่านางจะส่งสายตาบางอย่างไปให้ เด็กหญิงก็ยังมองไม่ออกอยู่ดี
เพียงแต่ว่าเรื่องนี้นางได้บอกวังซื่อไปอย่างชัดเจนแล้ว…ช่างเถอะ หากจะให้วังซื่อเชื่อฟังง่ายๆ มันก็ไม่ใช่วังซื่อที่นางรู้จัก ถ้าเช่นนั้นก็ต้องลองเปลี่ยนแผนดูบ้าง ไม่สู้ลองให้ความหวังเล็กๆน้อยๆกับนางดูบางทีอาจได้ผล
ถังฉือเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางหยิบเงินจำนวนสองตำลึงขึ้นมาก่อนจะลุกขึ้นแล้วนำเงินนี้ไปมอบให้กับวังซื่อที่พูดด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าไปเอาเงินพวกนี้มาจากไหน?”
หญิงสาวขมวดคิ้วนิดหนึ่ง แปลกใจที่ถังหย่งฟู่ไม่ได้บอกเรื่องเงินที่ได้มาจากท่านย่าซุนให้วังซื่อรู้นางจึงบอกเสียเอง “นี่เป็นเงินที่ข้าได้มาจากท่านย่า…”
ไม่ทันที่ถังฉือเย่จะอธิบายจบ วังซื่อก็สวนกลับมาด้วยความประหลาดใจและดีใจ “จริงเหรอ!? นี่นางยังคงเป็นห่วงเป็นใยหลานอย่างพวกเจ้าสามคนอยู่จริงๆ”
“ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดหรอก” ถังฉือเย่อดทนอดกลั้นพูดต่อว่า “ที่ท่านย่าให้เงินมาเป็นเพราะข้าไปขู่นางว่าหากนางไม่ยอมให้เงิน ข้าก็จะไปก่อกวนที่งานแต่งงานของท่านอาสี่ นางจึงยอมให้มาเพราะถูกบังคับ”
“อะไรนะ!” วังซื่อกล่าวด้วยความตกใจพลางชี้นิ้วมา “เจ้า…เจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร เจ้าคิดว่าแค่นี้นางยังเกลียดพวกเราไม่พออีกหรือ เจ้าทำเรื่องเช่นนี้แล้วต่อไปพวกเราจะกลับไปที่นั่นได้อย่างไร ทำไมเจ้าถึงไม่มีหัวคิดบ้างเลยหรือว่าจะกลับไปเป็นคนปัญญาอ่อนอีกครั้ง!”
ถังฉือเย่สงบนิ่งลงในทันที ริมฝีปากบางเม้มแน่นก่อนจะโพล่งออกไปอย่างเหลืออด “แล้วอย่างไรล่ะ ท่านจะให้พวกเราใช้ชีวิตกันอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่น หม้อชามไห สิ่งของต่างๆพวกนี้ล้วนต้องมีเงินซื้อหามาทั้งนั้น ที่นอนหมอนมุ้งก็ต้องซื้อไหม หรือจะมีแค่เสื้อผ้าไว้เปลี่ยน หรือท่านเองก็ไม่ต้องซื้อสบู่เอาไว้อาบน้ำไว้ล้างหน้าล้างตาอย่างนั้นสิ?”
จบตอน
Comments
Post a Comment