superstar ep121-125

 บทที่ 121 ยายเย่


วันรุ่งขึ้นถังฉือเย่ไปหาหญิงชรา…แม่ของหานอี้ที่ไม่อยู่ในตอนเที่ยง หญิงสาวจึงนั่งรอบนรถเกวียน จากนั้นไม่นานนักนางก็เห็นยายเย่เดินจูงมือเด็กชายคนหนึ่งเข้ามา 


หญิงชราผู้นี้รูปร่างผอม แต่ดูสะอาดสะอ้าน ผมจอนถูกหวีจนสลวย นางยืนหลังตรง แววตาสดใส แค่มองดูจากลักษณะภายนอกถังฉือเย่ก็รู้ว่าเป็นหญิงชราที่หยิ่งทระนงและมีความมั่นใจมากคนหนึ่ง


ตอนแรกที่ได้รู้เรื่องจากหานอี้ ถังฉือเย่รู้สึกพอใจกับคนที่คล่องแคล่วฉับไวอย่างนี้ เพียงแต่ยังกังวลว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อาจจะทำให้ยายเย่ดื้อรั้น ฉุนเฉียว แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้นางจะไม่มีท่าทีเช่นนั้นเลย หญิงชรามีหน้าตาที่เป็นมิตรขณะมองดูหลานชายด้วยรอยยิ้ม 


ถังฉือเย่ลงจากรถเกวียน ก่อนจะกล่าวคำทักทายพร้อมรอยยิ้ม “ยายเย่ใช่หรือไม่ ข้าคือคนที่หลิวยาป๋อแนะนำมา” 


หญิงชรารีบเปิดประตู เชิญให้นางเข้ามาด้านใน แล้วรินน้ำดื่มสองแก้วให้พวกเขาพลางกล่าว “เชิญคุณชายทั้งสองท่าน เชิญนั่งก่อน หลิวยาป๋อบอกแล้วใช่หรือไม่ ตอนนี้ข้าทำงานอยู่บ้านหนึ่ง หากทำเพิ่มอีก ก็คงจะได้ทำช่วงค่ำ” 


“ไม่ใช่” ถังฉือเย่บอก “พวกเราเป็นคนของหมู่บ้านจวี้เป่า เนื่องจากบ้านของข้า…เอ่อ…แม่ของข้าเป็นคนเจ้าอารมณ์ พี่ชายข้าต้องเรียนหนังสือ ข้าเองก็ต้องทำงานในร้านเหล้า ดังนั้นจึงอยากได้คนมาช่วยงาน คอยเฝ้าดูแลท่านแม่ด้วย ไม่ใช่เพียงเรื่องทำอาหารอย่างเดียว ความจริงมันไม่ค่อยเหมาะสมที่จะซื้อแม่บ้านในชนบท ข้าจึงอยากจะจ้างคนที่มีประสบการณ์สักหน่อย ก่อนหน้านี้ตระเวนหาไปทั่วก็ไม่เจอ จนมาพบท่านในที่สุด พวกข้าต้องการจ้างแบบระยะยาว และต้องอาศัยอยู่ในบ้าน”


“ขออภัยด้วยคุณชาย ข้ายังมีหลานชายอยู่ที่บ้าน ดังนั้นจึงรับได้เพียงงานชั่วคราว ระยะทางไกลเช่นนี้ ข้าทำไม่ได้หรอก”


“ท่านอย่ากังวลไปเลย ฟังข้าพูดให้จบก่อน” หญิงสาวพูดอย่างใจเย็น “ข้ารู้ว่าท่านมีหลานชายที่กำลังอยู่ในวัยเรียน ข้างบ้านข้ามีสำนักศิลปะการต่อสู้ สอนศิลปะการต่อสู้ให้กับเด็กๆ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย ในขณะเดียวกันพวกเขาก็จะได้ความรู้จากการเรียนด้วย ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งยังมีอาหารให้สามมื้อต่อวัน”


“จริงหรือ?” หญิงสาวชราพูดด้วยความดีใจ


“ละแวกแถวนี้ใครๆก็รู้เรื่องนี้ ข้าหลอกท่านไม่สำเร็จหรอก”


“เช่นนั้น ท่านก็ลองนั่งรถเกวียนพวกข้าเข้าไปดูก่อนเป็นอย่างไร ดีไหม?” 


เมื่อได้ยินข้อเสนอของถังฉือเย่ ยายเย่เงียบไปครู่ด้วยลังเลเล็กน้อย จนท้ายสุดจะบอกว่า “ไม่ต้องรีบร้อน ในเมื่อพวกท่านมาแล้ว ไม่สู้อยู่ชิมฝีมือข้าก่อน ข้าไม่ทำให้พวกท่านผิดหวังแน่”


หญิงสาวตระกูลถังยิ้มพลางตอบตกลง หลังจากนั้นยายเย่จึงไปซื้อหมูเห็ดเป็ดไก่เพื่อกลับมาลงมือทำอาหารโดยมีถังฉือเย่ยืนดูอยู่ข้างๆ แววตาเป็นประกายอย่างสมใจ ในเมื่อยายเย่เป็นแม่ครัว เพราะฉะนั้นจะต้องทำอาหารอร่อยเป็นแน่ อีกทั้งมือเท้าเสื้อผ้าก็สะอาดสะอ้าน นางจึงพอใจมาก


และเมื่อยายเย่นำอาหารขึ้นโต๊ะ รสชาติก็เป็นไปอย่างที่ถังฉือเย่คิดไว้จริงๆ หญิงชราทำอาหารได้รสชาติดีเสียกว่าที่ตัวนางทำเองเสียอีก เมื่อหันไปมองดูท่าทีของชางรุ่ยก็พอรู้ว่าปกติแล้วพวกเขาคงไม่ได้กินอาหารดีๆเช่นนี้แน่นอน 


หลังจากมื้ออาหารเลิศรสนี้ผ่านพ้นไป ถังฉือเย่จึงพายายเย่กลับไปที่หมู่บ้านจวี้เป่าทันที พอยายเย่เห็นสำนักศิลปะการต่อสู้ นางก็รู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อยได้เดินเข้าไปสำรวจด้านในที่มีข้าวของครบทุกอย่างทั้งห้องเรียนอย่างเป็นทางการ แถมยังเห็นเด็กหลายคนกำลังซ้อมกังฟูอยู่ในสนาม พอเข้าไปดูในครัวก็เห็นแม่ครัวสองคนกำลังทำอาหารอยู่ ข้าวสารอาหารแห้งมีเพียงพอ และอย่างน้อยแต่ละมื้อก็มีเนื้อสัตว์อยู่ไม่น้อย


“มีอะไรเหมาะสมหรือ?” ถังฉือเย่ถาม เมื่อเห็นยายเย่ไม่สบายใจเล็กน้อยขมวดคิ้วแน่น 


“ไม่ใช่ไม่เหมาะสม แต่มันเหมาะสมมากเกินไปต่างหาก” หญิงชราพูดอย่างจริงจัง “แต่ลูกชายที่ไร้ความสามารถคนนั้นของข้า มารบกวนพวกเจ้าหรือเปล่า?”


ถังฉือเย่ยิ้มเล็กน้อยตอบว่า “หากลูกชายผู้ไร้ความสามารถที่ท่านพูดถึงคือหานอี้ เขาก็แค่เคยพูดถึงอยู่บ้าง แต่ข้ากับหานอี้เป็นเพียงคนรู้จักกันทั่วไป ข้าไม่กลัวเขาหรอก อีกอย่างเขาเองก็ทำอะไรข้าไม่ได้ด้วย เขาแค่ได้ยินว่าข้ากำลังตามคนแบบนี้ ตามหาไปทั่วก็ยังไม่เจอคนที่เหมาะสม จึงได้แนะนำท่าน ข้าคิดว่าไม่เลว จึงได้ไปเยี่ยมทักทายเท่านั้น”


หญิงสาวหันไปมองหลานชายตัวน้อยของยายเย่ ก่อนจะพูดต่อ “คนอื่นมองว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบาก อย่างเช่นเรื่องหลานตัวน้อยของท่าน แต่ข้ากลับคิดว่ามันสะดวกพอดี ท่านต้องเลี้ยงหลานแต่ที่บ้านของข้าก็ทั้งที่ให้การศึกษาและอาหารการกินครบ ถือว่าเป็นจังหวะดีที่ได้แก้ไขเรื่องรีบร้อนของท่านด้วย ดังนั้นข้าจึงคิดว่าเราต่างก็บังเอิญเจอกันถูกเวลา ท่านคิดว่าอย่างไร?”


หญิงชราครุ่นคิดก่อนจะกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เช่นนั้นก็ขอบคุณเจ้ามาก!” 


“ข้าเองก็ต้องขอบคุณท่านเช่นกัน” 


หลังจากนั้นเมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ในคืนนั้นยายเย่จึงได้เก็บของย้ายเข้ามาที่หมู่บ้านจวี้เป่า แต่เนื่องจากตอนนี้พวกงานเขียนต่างๆล้วนอยู่ที่บ้านท่านสวี่หรือไม่ก็สำนักศิลปะการต่อสู้ ห้องหนังสือจึงไม่ได้ถูกใช้งาน ดังนั้นถังฉือเย่จึงจัดพื้นที่ทางทิศเหนือของปีกตะวันตก และให้ทั้งสองอาศัยอยู่


ยายเย่ต้องการอยู่ห้องเล็กที่ติดกับห้องใหญ่ ถังฉือเย่ยิ้มพลางปฏิเสธ เพราะห้องเล็กทั้งสองด้านนั้น นางคิดไว้ว่าจะให้ฝั่งหนึ่งเป็นที่เก็บธัญพืช อีกฝั่งหนึ่งไว้เก็บสิ่งของต่างๆ นอกจากนี้ห้องเล็กทั้งสองฝั่งก็เล็กและเตี้ยมากไม่เหมาะที่จะให้คนอาศัยอยู่ซึ่งตั้งแต่ยายเย่ย้ายมาอยู่ด้วยกันนั้น ข้อดีที่สุดคือถังฉือเย่ไม่ต้องตื่นเช้ามาทำอาหารเอง 


หญิงชราเป็นคนที่ขยันมาก นางตื่นตั้งแต่เช้ามืดทุกวันเพื่อมาทำอาหารเช้า จากนั้นจะพาหลานชาย ไปส่งที่สำนักศึกษา พอกลับมาถังฉือเย่จึงจะลุกขึ้นอย่างขี้เกียจ หากวันไหนนางไม่ได้ไปที่ร้านเหล้า ถังฉือเย่ก็จะคลุกอยู่ในครัวเพื่อทำอาหารกับยายเย่ตั้งแต่เที่ยงจนถึงเย็น 


ฝีมือการทำอาหารของถังฉือเย่ไม่ได้ถือว่าดีอะไรมากนัก เพียงแค่ทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ และมักจะเป็นวิธีใหม่ที่แปลกแหวกแนวกว่าผู้อื่นจึงทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจ ดังนั้นหลังจากแน่ใจว่าตนสามารถเชื่อใจหญิงชราผู้นี้ได้ นางจึงได้สอนวิธีทำอาหารแปลกๆใหม่ๆ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของตัวนางเอง 


ทุกวันนี้ถังฉือเย่ยุ่งมากทั้งเหล้าบ๊วยและผีผาก็ยังคงกลั่นอยู่ยังต้องทดลองหมักเหล้าใหม่ๆ อย่างพวกมะเฟือง สาลี่ รวมทั้งยังต้องส่งคนไปค้นหาองุ่นดีๆ ในแต่ละวันยุ่งจนไม่มีที่สิ้นสุด 


สำหรับยายเย่เองนั้นปกติก็ไม่ได้พูดอะไรมาก วันทั้งวันนางได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานไปอย่างเป็นขั้นตอนเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยหลังจากที่รู้ว่าถังฉือเย่เป็นเจ้าของร้านเหล้า นางก็ตกใจมากพลางมองกิจกรรมของวังซื่อด้วยสายตาเย็นชา วันๆนางสนใจแต่เรื่องแต่งหน้าทาปาก และเย็บปักเสื้อผ้าใหม่ 


ยายเย่เป็นคนที่อยู่ว่างไม่ได้ นางทำความสะอาดบ้านอย่างดี ในแปลงและผลไม้ก็ถูกเก็บกวาดเรียบร้อยอยู่เสมอ พอมีเวลาว่างก็ยังแบกจอบไปด้านหลังเพื่อขุดที่รกร้างสักหน่อย


ดังนั้นเมื่อถังฉือเย่กลับมาบ้านแล้วพบว่าไม่มีใครอยู่ก็โกรธขึ้นมาในทันที แม้ว่าด้วยสติปัญญาแล้วนางรู้ดีว่าคงจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ตอนนี้วังซื่อยังไม่กล้าแผลงฤทธิ์ แต่ในใจพลันคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น มันทั้งน่าสะอิดสะเอียนทั้งน่าโมโห และไม่สามารถอดทันอดกลั้นไว้ได้


ด้วยเหตุนี้พอตกเย็นถังฉือเย่จึงเดินไปพูดกับยายเย่โดยตรง “ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกไปแล้วว่าไม่ต้องการให้ท่านทำอะไรมาก และท่านก็ไม่จำเป็นต้องประหยัดเงินให้ข้า ท่านเพียงต้องทำให้ได้ คือเวลาที่ข้าไม่อยู่บ้าน ท่านจะต้องอยู่ในบ้าน ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไป และก็ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามา หากทำไม่ได้ ก็รีบออกไปโดยเร็ว”


เมื่อเห็นหญิงสาวโกรธจนหน้าซีด ยายเย่จึงรู้ว่าต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่ๆ หญิงชราจึงรีบคุกเข่าลงกับพื้นพลางเอ่ยว่า “แม่นางน้อยเจ้าอย่าโกรธเคืองเลย เรื่องในครั้งนี้เป็นเพราะข้าหละหลวม คราวหลังจะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก” 


แม้ว่าถังฉือเย่จะโกรธมาก แต่เมื่อเห็นหญิงชราที่มีอายุมากคุกเข่าลงกับพื้นเช่นนี้ นางก็โกรธต่อไปไม่ลงจึงโบกมือก่อนจะเดินจากไป หลังจากนั้นยายเย่ก็ได้ไปหาคุณนายโจวซึ่งเป็นผู้เห็นได้ชัดว่าในสายตาและในหัวใจของยายเย่มีเพียงหลานชายคนเดียวเท่านั้น ทุกวันนี้ชางรุ่ยอาศัยอยู่อย่างมีความสุขราวกับปลาได้น้ำ ดังนั้นตอนนี้ต่อให้เอาไม้มาไล่นางก็คงไม่ไป! 


คุณนายโจวจึงเล่าเรื่องราวบางเรื่องที่สามารถเล่าให้ได้ยายเย่ฟัง จนหญิงชราแทบไม่เชื่อเลยว่าจะมีแม่อย่างวังซื่ออยู่ในโลก ด้วยเหตุนี้หลังจากนั้นเป็นต้นมาตราบใดที่ถังฉือเย่ไม่อยู่บ้าน นางจะอยู่ที่สวนหน้าบ้านเท่านั้น แม้ว่าจะส่งอาหารให้กับบ้านข้างๆ ก็ต้องเรียกให้พ่อบ้านวั่งซูมาเอาไป


โชคดีที่ถังฉือเย่และตระกูลสวี่ รวมไปถึงฝ่ายสำนักศิลปะการต่อสู้ ไม่เคยแยกบัญชีเรื่องค่าอาหารกัน ตอนค่ำอยากได้อะไรก็เขียนเอาไว้ ตอนเช้าจะมีคนไปซื้อข้าวของในเมืองให้โดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีแมวป่าที่คอยคาบกระต่าย คาบไก่ฟ้าเข้ามาในบ้าน แต่ละมื้อล้วนไม่ขาดเนื้อ 


ถังฉือเย่เองก็ไม่เคยเสียดายเงิน ทั้งยังบอกว่าเด็กๆควรกินอาหารที่ดีโดยไม่เคยบ่นว่าเปลืองเงิน โดยชางรุ่ยเองก็ได้ทานอาหารกับพวกเขาทุกวัน โดยไม่เคยแยกแยะว่าเป็นเจ้านายหรือคนใช้ ผ่านไปไม่กี่วัน ชางรุ่ยก็กล้าทำตัวออดอ้อนถังฉือเย่เหมือนกับเสี่ยวเหยาทำเอาฉีจิงกลุ้มใจ


เจ้านายแบบนี้ กี่ชาติก็หาไม่ได้…ยิ่งนานวันยายเย่ก็ยิ่งนับถือเชื่อฟังอย่างสุดหัวใจ 



บทที่ 122 ปากคมดั่งใบมีด


เมื่อล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศภายในหมู่บ้านจวี้เป่าก็หนาวขึ้นทุกวัน ถังฉือเย่จึงชวนยายเย่ทำขนมไหว้พระจันทร์ปิงผีตั้งแต่เช้ามืด นางเพิ่งรู้ว่าในแผ่นดินของราชวงศ์ต้าเยี่ยนนั้นมีแป้งข้าวโพดแล้วที่เรียกว่า ‘เฟิ่นฉือ’ ซึ่งปกติแล้วจะมีแป้งรากบัว แป้งจากต้นเฟิร์นและแป้งถั่วเขียวมากมายหลายชนิดโดยทั่วไปที่มักพบในตลาดนั้นส่วนมากจะเป็นแป้งรากบัว


นอกจากนี้ก็ยังมีนมอีกด้วยในสมัยนี้คนที่มีฐานะหน่อยมักชอบกินเต้าทึงต้มน้ำตาลกัน ทั้งที่ความจริงแล้วเพียงแค่ใช้นมแพะนมม้าหรือนมวัวมาทำก็ได้แล้ว สำหรับหมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้นั้นมีเพียงนมแพะเท่านั้น ดังนั้นถังฉือเย่จึงนำแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งรากบัว นมแพะและน้ำตาลมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นค่อยใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย แล้วนำไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนวางไว้ให้เย็นจากนั้นจึงคลึงออกมาเป็น ‘ปิงผี’


ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่พอลงมือทำจริงๆแล้ว ทั้งถังฉือเย่กับยายเย่ก็ลองทำกันอยู่เป็นนานสองนานด้วยความที่นมแพะมีกลิ่นคาวอยู่บ้าง นางจึงลองใส่ชามะลิลงไปเล็กน้อยแทน ก่อนจะนำนมไปต้มแล้วเติมลงไปทีหลัง ผลที่ได้ดคือความคาวนั้นหายไป แถมยังมีรูปลักษณ์ดูดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ 


ยายเย่เอ่ยชมหญิงสาวไม่ขาดปาก ในขณะที่มือกำลังทำไส้ซึ่งทำทั้งหมดสองไส้ คือ ไส้ไข่แดงเต็มและไส้บ๊วย สำหรับไส้ไข่แดงเค็มนั้นทำง่ายไม่ยุ่งยาก เพียงแค่นำไข่แดงเค็มที่หมักเอาไว้ออกมาแล้วราดด้วยเหล้าเล็กน้อย ก่อนจะนำไปวางบนแผ่นเหล็กย่างไฟอ่อนๆ จนด้านล่างมีน้ำมันหยดออกมาก็ถือว่าใช้ได้ แล้วค่อยนำมาห่อด้วยถั่วกวนอีกหนึ่งชั้น


ส่วนไส้บ๊วยนั้นต้องนำบ๊วยมาหั่นเป็นชิ้น บดให้ละเอียด แล้วจึงนำไปใส่กระทะและผัดไปช้าๆ ตามด้วยเครื่องปรุงอย่างน้ำตาล น้ำผึ้ง และเติมเกลือเล็กน้อยเพื่อชูรส ผัดไปเรื่อยๆจนน้ำแห้ง จากนั้นจึงเติมแป้งข้าวเหนียวที่สุกลงไป ผสมให้เข้ากันก็ถือว่าเป็นอันเสร็จ


หญิงสาวต่างวัยทั้งสองคนยุ่งขิงอยู่ทั้งวัน ถังฉือเย่เลือกใช้พิมพ์ขนาดเล็ก เมื่อทำออกมาก็ดูสวยงาม น่ารัก ยายเย่หัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “ขนมไหว้พระจันทร์แบบนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน มองดูแล้วก็ทำให้น่าหลงใหล”


“ลองชิมดูสิเจ้าคะ”


หญิงชราเริ่มสนิทคุ้นเคยแล้วจึงไม่ต้องเกรงใจอะไรมาก นางหยิบมาหนึ่งชิ้น ถังฉือเย่เองก็หยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น และขณะที่กำลังชิมรสอยู่นั้น จู่ๆก็ได้ยินเสียงคนพูดจากด้านนอกดังขึ้น…เป็นเถ้าแก่หยางจากร้านอาหารหยุนหลายอีกแล้ว


ตั้งแต่ร้านเหล้าฟู่โช่วมีชื่อเสียง ทุกคนต่างก็ค่อยรับรู้ว่าเหล้าฟู่โช่วนั้นมาจากหมู่บ้านจวี้เป่า มีร้านเหล้าน้อยใหญ่เข้ามาหาอย่างไม่ขาดสาย หนึ่งในนั้นก็คือร้านอาหารหยุนหลาย 


เมื่อเถ้าแก่หยางมาถึงถังฉือเย่ก็ได้ให้ท่านอาสี่ออกไปต้อนรับเป็นพิเศษ แม้ไม่มีคำพูดใด แต่ท่านอาสี่ก็รับรู้ได้ถึงสถานการณ์ตอนนี้ที่ตนเองมีอำนาจเหนือเถ้าแก่หยางเมื่อในอดีต คุณนายโจวบอกว่าคืนนั้นท่านอาสี่ดีใจจนกินข้าวเพิ่มขึ้นอีกจาน 


แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์และจริงใจ ถึงแม้จะแอบสะใจอยู่ลึกๆ แต่สีหน้าก็ยังดูเกรงอกเกรงใจอยู่ไม่น้อย ยิ่งมาทุกวันแบบนี้เขาคงรับไม่ไหว! 


ร้านอาหารร้านอื่นมากันเพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น เมื่อรู้ว่าโรงเหล้าของนางได้เขียนสัญญาไว้แล้วก็ยอมแพ้ไป แต่เถ้าแก่หยางผู้นั้นมาที่นี่แทบทุกวัน เมื่อได้ยินพวกเขาโวยวาย ถังฉือเย่ก็เดาได้ทันทีว่าเถ้าแก่ หยางน่าจะมาขอซื้อสูตรจากฉีจิง แต่คงจะถูกลุงหนวดเหลียงขวางเอาไว้จึงไม่ได้เข้าไปข้างใน ทั้งสองคนจึงทะเลาะกันอยู่ที่หน้าประตู


ถังฉือเย่ถือขนมไหว้พระจันทร์ปิงผีออกไปซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ได้ยินท่านอาสี่พูดด้วยเสียงที่ดังว่า “สูตรเหล้าเป็นสิ่งที่ตกทอดของตระกูล พ่อหนุ่มฉีก็บอกไปแล้วว่าไม่ว่าเงินจะมากเพียงใดก็จะไม่ขาย เรื่องแบบนี้ บังคับให้ขายได้ที่ไหนกัน แบบนี้ไม่ใช่การขโมยความสามารถและการทำมาหากินของผู้อื่นหรอกหรือ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไร้เหตุผลอยู่ดี”


เถ้าแก่หยางตะคอกกลับมาว่า “นี่ไม่ใช่ตอนที่พวกเจ้าคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนต่อหน้าข้าแล้ว คนจนในชนบทอย่างเจ้า เพียงทำเงินได้ไม่กี่วัน จะมาทำเป็นรู้หลักการบ้าบออะไร กลับมาทำเป็นอวดร่ำอวดรวยต่อหน้าข้า พวกเจ้าก็เป็นเพียงคนต่ำต้อยที่มีอำนาจก็เท่านั้น!” 


ถังฉือเย่เม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกับผลักประตูออกไปแล้วพูดว่า “ก็คงเป็นคนต่ำต้อยที่มีอำนาจอย่างเจ้าว่านั่นแหละ!” 


เถ้าแก่หยางสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที หญิงสาวยิ้มจนตาหยี “คนต่ำต้อยจากชนบทอย่างพวกข้า เมื่อมีอำนาจมีเงินทองก็จะบ้าคลั่งอย่างนี้เสมอ ตอนนั้นพวกข้าขอร้องจะเป็นจะตายเจ้าก็ไม่ยอมรับของไป วันนี้ถึงคราวที่เจ้าต้องมาขอร้องอ้อนวอนจะซื้ออย่างนี้ดูท่าจะเสียดายมากละสิ เรื่องน่าดีใจแบบนี้จะไม่ให้ข้าดีใจได้อย่างไร” 


เมื่อได้ยินเถ้าแก่หยางก็ถลึงตาใส่ ด้วยความที่เคยติดต่อกับถังฉือเย่มาแล้วหลายครั้ง ทำให้รู้ดีว่าถึงแม้ว่านางจะเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง แต่กลับรับมือยากมากจริงๆ ไม่ว่าเล่ห์กลอุบายใดก็ใช้ไม่ได้ทำให้เขาต้องปวดหัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นเถ้าแก่หยางจึงยอมมาหาท่านอาสี่ดีกว่าจะไปหานางคิดไม่ถึงว่านางจะอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย


“ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าจะอวดดีไปได้สักกี่น้ำ!” 


“คนเราเมื่ออยู่บนโลกใบนี้ทันพอที่จะมีความสุขก่อนตาย เมื่อสามารถอวดดีได้ชั่วขณะก็อวดดีไปชั่วขณะ หากไม่ระวังได้อวดดีไปทั้งชาติ ถ้าอย่างนั้นพวกข้าไม่รวยไปกันใหญ่หรือ?” 


“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้านะ” เถ้าแก่หยางจ้องมองดูนางก่อนจะเค้นเสียงพูดว่า “อย่าคิดว่าตัวเองมีเหล้าที่ผู้อื่นไม่มี แล้วจะนั่งบนกองเงินกองทอง อย่างพวกเจ้าแล้วก็ไม่แน่ว่าจะเก็บความลับได้อยู่ตลอดไป”


“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องมาเหนื่อยใจแทนข้าหรอกหรอก” ถังฉือเย่จิ๊ปาก “เจ้าว่างแค่ไหนกัน ร้านของตัวเองแทบจะไม่มีใครเข้ายังไม่กังวล มากังวลว่าคนอื่นจะเก็บความลับได้หรือไม่ เดี๋ยวนี้ชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่นขนาดนี้เชียวเหรอ?”


เถ้าแก่หยางโกรธจนแทบจะกระอักเลือด คำพูดของนางจัดจ้านคมราวกับใบมีด สิ่งที่พูดออกมาก็ทิ่มแทงผู้อื่นไปเสียทุกคำ


“ดี…ก็ดี! เหล้าคารวะไม่ดื่ม อยากดื่มเหล้าปรับโทษแทน ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน!” 


“ดูที่เจ้าพูดสิ ราวกับเจ้าเกรงใจตายล่ะ” หญิงสาวพูดเยาะเย้ย “ข้าไม่อยากเสียเวลากับเจ้าแล้ว มีกลอุบายอะไรก็ใช้มาได้เลย ข้าจะรอดู” 


เมื่อเถ้าแก่หยางโกรธจัดจนตัวสั่นเทิ้มจนกลับบ้านไป ถังฉือเย่นำขนมไหว้พระจันทร์ปิงผีให้ท่านอาสี่ขากลับก็แวะส่งไปให้บ้านของท่านสวี่อีกหนึ่งจาน ตอนนี้ทั้งสองบ้านได้ทำช่องประตูเล็กๆไว้ตรงกำแพง เพื่อจะได้เข้าออกได้อย่างสะดวก


สวี่เวิ่นชู่ยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะหิน เมื่อเห็นนางเดินมา เขาจึงยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “คนดีจะไม่ไปยุ่งกับคนที่ไม่มีคุณธรรม เหตุใดเจ้าต้องไปยั่วโมโหเขาด้วย”


“ท่านพูดผิดแล้ว” ถังฉือเย่วางขนมไหว้พระจันทร์ไว้บนโต๊ะ “มีเพียงแต่จะเป็นโจรตลอดไป ไม่มีวิธีที่จะป้องกันโจรตลอดไปหรอกท่านรู้หรือไม่ เหตุใดข้าต้องไปยั่วโมโหเขาอย่างนั้นหรือ เพราะเดิมทีเถ้าแก่ หยางผู้นี้ไม่ได้เป็นคนดีนะสิ แล้วเรื่องของพวกข้าก็ไม่มีทางแก้ไขได้ ไม่ช้าก็เร็วต้องทะเลาะกันใหญ่โตอยู่ดี แทนที่จะรอเขาด้วยความกลัวเช่นนี้ สู้เป็นฝ่ายเริ่มไปเลยดีกว่า อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็ได้รู้แล้วว่าไม่เกินสามวัน เขาต้องแก้แค้นข้าอย่างแน่นอน คนที่ลงมือทำอะไรตอนที่จิตใจยังไม่สงบก็คงจะไม่ระมัดระวังรอบคอบอยู่วันยังค่ำ คงจะรับมือได้ไม่ยากนัก!”  


เมื่อสวี่เวิ่นชู่ฟังจบก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะหัวเราะพลางส่ายหน้า เขาหยิบผ้าออกมาเช็ดมือขณะหยิบขนมไหว้พระจันทร์ขึ้นมากินพูดอย่างช้าๆว่า “เจ้าไม่กลัวว่าจะรับมือกับเล่ห์กลอุบายของเขาไม่ไหวอย่างนั้นหรือ?”


“ไม่หรอกเจ้าค่ะ ตั้งแต่เขามาที่นี่ตั้งหลายครั้งก็มาด้วยตัวเองทั้งนั้น ข้าจึงมั่นใจว่าถึงแม้จะมีคนที่สูงศักดิ์อยู่ข้างหลังเขาก็คงจะไม่เข้ามายุ่งง่ายๆ อย่างน้อยครั้งแรกนี้ เขาต้องรับมือกับพวกข้า เขาก็ยังต้องใช้อำนาจของร้านอาหารหยุนหลายอย่างเก่า ไม่เหมือนกับตอนที่ท่านด่าว่าท่านผู้ตรวจการในตอนนั้นหรอก ท่าน…”  


หญิงสาวหยุดพูดในทันที สวี่เวิ่นชู่ก็ทำเหมือนไม่ได้ยินยังคงกินขนมไหว้พระจันทร์อย่างช้าๆต่อไป ถังฉือเย่รีบยกจานแล้วเดินเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว นางพึมพำเป็นเวลานาน เมื่อกินขนมไหว้พระจันทร์เสร็จแล้ว นางจึงถือจานขึ้นแล้วค่อยๆแอบออกไปจากทางด้านหลัง


สวี่เวิ่นชู่ก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ตลอด ทำราวกับไม่ได้ยินซึ่งในระหว่างที่นางกำลังโล่งใจอยู่นั้น เขาก็เอ่ยปากเรียก “เย่เอ๋อร์” 



บทที่ 123 ท่านสวี่…ท่านใจแคบเกินไปแล้ว


ถังฉือเย่ขานรับ น้ำเสียงดูเชื่อฟังเป็นอย่างมาก “ท่านสวี่?” 


สวี่เวิ่นชู่พยักหน้าแต่ยังคงก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ อึดใจจะพูดขึ้นว่า “ช่วยรินน้ำชาให้ข้าหน่อยสิ” หญิงสาวรีบตอบรับในทันที ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในห้อง แล้วรินชาร้อนมาให้เขาหนึ่งถ้วย 


“ท่านเจ้าเมืองหลินเป็นคนพูดรึ?”


ถังฉือเย่กะพริบตาปริบๆ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ท่านสวี่จึงหัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้ติดใจอะไรเมื่อพูดถึงเรื่องนี้” พูดพร้อมกับวางถ้วยชาในมือลง “หากเป็นตัวเจ้าเองเย่เอ๋อร์ ข้าอยากรู้ว่า เจ้าจะทำอย่างไร?”


“ข้าไม่ติดใจอะไรจริงๆ ข้าอยากให้เจ้าช่วยสั่งสอนด้วยใจจริง ข้ารู้สึกว่าเจ้าทำอะไรก็มีหลักการจึง อยากลองฟังดู”


“ถ้าอย่างนั้นข้าขอพูดหน่อยเลยแล้วกัน” ถังฉือเย่พูดพลางพับแขนเสื้อขึ้น “ข้าขอถามก่อนว่าท่านต้องการอะไรอย่างนั้นหรือ?”


“เจ้าหมายความว่าอะไร?”


“ท่านคิดว่ามันหมายความว่าอย่างไรล่ะ สิ่งที่ท่านต้องการ หากการที่มางานเลี้ยงฉลองในหนึ่งครั้งแล้วมีชื่อเสียงไปทั่ว ทุกคนต่างก็รู้จักสวี่เวิ่นชู่ การที่บัณฑิตต้องพบกับความย่ำแย่เพราะระหว่างนั้นได้พบกับความยากลำบากก็มากพอที่จะกลายเป็นตำนาน และทุกคนก็รู้เรื่องนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ ดังนั้นจึงทำให้ผู้คนยินดีที่จะสรรเสริญมากขึ้นไปอีก”  


“แล้วมันอย่างไรเล่า?” 


นางมองเขาด้วยความจริงจังก่อนจะเอ่ยต่อไปอีกว่า “จริงๆแล้วข้าพอจะเดาความคิดของท่านได้ข้าคิดว่าในตอนนั้นท่านคงไม่ได้รู้สึกว่าหากไม่พูดออกไปก็คงอึดอัดใจตายไปทั้งหมดหรอก ท่านเองก็ไม่ได้หุนหันพลันแล่น คงจะรู้สึกว่ามีผู้มีความรู้มาชุมนุมกันอยู่มากมายจึงได้ใช้โอกาสนี้ประกาศออกไป เช่นนี้แล้วอาจจะดูมีค่ามากกว่าการเขียนลงไปในกระดาษก็เป็นได้ และยิ่งจะทำให้เบื้องบนรับรู้ได้มากขึ้นไปอีก ดังนั้นท่านจึงได้พูดออกไปตามอำเภอใจ ข้าพูดถูกใช่หรือไม่?” 


สวี่เวินชู่มองดูนางด้วยความมึนงง ความจริงเหตุการณ์ในครั้งนั้นผ่านไปนานมากแล้ว คนที่มาพูดเกลี้ยกล่อมมาคอยตามติดเขานั้นมีจำนวนเยอะแยะมากมายไม่รู้กี่คนต่อกี่คน แต่นางเป็นคนแรกที่สามารถพูดถึงความคิดของเขาในตอนนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง 


ในตอนนั้นเอง จู่ๆเขาก็เกิดความรู้สึกยอมรับหญิงสาวผู้นี้เป็นสหายได้อย่างไม่มีข้อสงสัย สวี่เวิ่นชู่ถามออกไป 


“ข้าทำผิดไปหรือ?”


“ผิดแน่นอน ผิดมหันต์เลยล่ะ!” 


“ใช่…ใช่แล้ว” สีหน้าของสวี่เวิ่นชู่เปลี่ยนไปในทันที ผ่านไปครู่หนึ่งเขาถึงจะถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “บางทีข้าอาจจะต้องทนอีกหน่อย รอให้สอบได้ในระดับสูงกว่านี้ ได้รับตำแหน่งขุนนางแล้วค่อยมีอำนาจไปรับมือคนพวกนั้นได้ หรือไม่ข้าก็แสร้งทำเป็นนอบน้อมเชื่อฟัง จากนั้นค่อยๆแอบสะสมหลักฐาน รอมีโอกาสที่เหมาะสมแล้วค่อยดึงให้พวกเขาตกลงมาในคราเดียว บางทีตอนนั้นอาจจะโดนผู้คนรุมประณาม แต่อย่างน้อยข้าก็คงไม่ต้องรู้สึกละอายใจ” 


ถังฉือเย่เหลือบมองดูชายหนุ่มอย่างเงียบๆ นางยืนขึ้นเต็มความสูง ดวงตาที่สวยงามราวกับน้ำแร่ที่ใสสะอาดคู่นั้นแฝงไปด้วยการปลอบโยน  


สวี่เวิ่นชู่มึนงงเล็กน้อย “หรือว่า…ข้าพูดผิดอย่างนั้นเหรอ?”


“ท่านสวี่เวิ่นชู่” ถังฉือเย่เอ่ยอย่างเคร่งขรึม “ถ้าอย่างนั้นท่านเคยคิดหรือไม่ว่า ความคิดของท่านนั้น บางทีท่านเองเป็นคนผิด?”


ท่านสวี่นิ่งอึ้งไปในทันที ก่อนจะโมโหขึ้นมาตบหนังสือเสียงดัง “ยินเจียน ลี่เจียนก็เปรียบเหมือนกับมอดที่กัดกินประเทศ เป็นภัยต่อประเทศยิ่งนัก ข้าต้องกำจัดให้หมดให้สิ้น แบบนี้จะเกินไปได้อย่างไร!” 


ด้วยน้ำเสียงของเขาค่อนข้างดัง จนทำให้แม้กระทั่งถังฉือหรงและอีกสองสามคนที่อยู่ในห้องหนังสือต่างชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความตกใจ ผิดกับหญิงสาวที่พูดช้าๆว่า


“ใจเย็นก่อน ข้าขอถามท่านสักสองสามคำถาม ข้อแรกการตัดขาหรือต้องตายสิ่งไหนร้ายแรงกว่ากัน ข้อที่สอง เหตุใดโลกนี้ถึงต้องมียินเจียน และลี่เจียนด้วยล่ะ และข้อที่สามคนที่เกิดมายากจนและต้องเรียนหนังสือด้วยความยากลำบากก็จะไม่มีความโลภหรือกดขี่ประชาชนอย่างนั้นหรือ?” 


เมื่อได้ยินคำถามทั้งสามข้อของถังฉือเย่ดวงตาของสวี่เวิ่นชู่ก็ค่อยๆเบิกกว้างขึ้น บัณฑิตอย่างเขาที่เมื่อเอ่ยปากพูดเมื่อไหร่ก็พูดได้อย่างเฉียบแหลมมาแต่ไหนแต่ไรนั้น คำพูดของนางกลับทำให้พูดอะไรไม่ออกไปในทันที


“เหตุใดถึงมียินเจียน ก็เพราะตระกูลของขุนนาง เงินทองของตระกูลขุนนางนั้นคอยประคับประคอง ราชสำนักอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องขอให้มีการปฏิบัติที่พิเศษเป็นธรรมดา แล้วเหตุใดถึงต้องมีลี่เจียนล่ะก็เพราะในตอนนั้นท้องพระคลังว่างเปล่า กำลังทหารไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องนำผู้ที่มีสิทธิ์เข้าเรียนที่สำนักศึกษาชั้นสูงของราชสำนัก มาผลัดเปลี่ยนเป็นทหาร พูดอีกอย่างก็คือ ความจริงแล้วสองอย่างนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำออกมาตอนที่ไม่มีทางเลือกทั้งสิ้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ที่ร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง ดังนั้นราชสำนักจึงต้องเลือกสิ่งที่เลวร้ายน้อยกว่า เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว หากท่านอยากที่จะปฏิเสธสองสิ่งนี้ก็มีเงื่อนไข ให้ท่านเลือก อย่างแรกท่านต้องไปแก้ไขเหตุของสองสิ่งนี้ก่อน จึงจะมีสิทธิ์ไปพูดถึงผลที่จะได้ มิเช่นนั้นแล้วท่านพูดไปโดยที่ไม่รู้ความเป็นจริง เช่นนี้แล้วก็ไม่มีความหมายอะไรเลยแม้แต่น้อย”


ถังฉือเย่เงียบเสียงไปครู่หนึ่ง ในขณะที่สวี่เวิ่นชู่เองก็นิ่งงันไป นางจึงพูดต่อ “ผู้ที่เกิดมายากจนสามารถเป็นขุนนางชั่วร้ายชอบติดสินบน ความจริงแล้วสำหรับลูกหลานของขุนนางหรือตระกูลที่ร่ำรวยแล้ว ตั้งแต่เด็กจนโตพวกเขาก็ได้พบเห็นเหตุการณ์ต่างๆมามากมาย ดังนั้นจึงไม่ง่ายที่จะถูกล่อลวง รากฐานความรู้จากวงศ์ตระกูล การที่ได้เห็นได้ฟังบ่อยๆจนรู้ได้อย่างถ่องแท้นั้น เมื่อทำอะไรแล้วก็จะยิ่งมีลำดับขั้นตอนในการทำงานมากกว่า ดังนั้นข้าหมายความว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เดิมทีทรัพย์สินสิ่งต่างๆก็มีความเอนเอียงอยู่แล้ว ไม่ต้องถามว่าวีรบุรุษเกิดมาในฐานะที่ต่ำต้อยหรือไม่ แต่ก็ไม่ควรถามเช่นกันว่าเกิดในฐานะที่สูงส่งหรือไม่ การที่เกิดมาในฐานะใดก็ตามก็ไม่ใช่มาตรฐานที่จะไปตำหนิว่าผู้อื่นนั้นดีหรือเลว แบบนั้นเป็นการที่ตัดสินอย่างไม่มีเหตุผลเกินไป”


ถังฉือเย่มองดูอีกฝ่ายด้วยสายตาจริงจัง “ท่านสวี่ ด้วยความเคารพ ท่านและบัณฑิตอีกหลายท่าน  เหตุใดถึงไม่สามารถทนพวกยินเจียนและลี่เจียนได้เล่า ท้ายที่สุดแล้วพวกท่านคิดว่ามันไม่ยุติธรรม มีสิทธิ์อะไรที่พวกท่านอุตส่าห์เล่าเรียนมาด้วยความยากลำบากเป็นทหารผ่านศึกสงครามมาก็หลายครา แต่พวกเขากลับใช้สิทธิ์ที่พวกเขาเกิดมาในฐานะที่สูงส่งมีเงินมีทองก็สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น พวกท่านจึงไม่ยอมและรู้สึกอิจฉาริษยา แต่ลูกหลานของตระกูลขุนนางเหล่านั้น หากพวกเขาได้เล่าเรียนด้วยความยากลำบากเหมือนพวกท่าน พวกพ่อแม่ของพวกเขาก็คงจะคิดว่ามันไม่ยุติธรรมเช่นกัน มีสิทธิ์อะไรที่ข้าลำบากมาทั้งชีวิต มีฐานะที่สูงส่ง แต่กลับไม่สามารถส่งเสริมลูกหลานของตัวเองได้ ความจริงแล้วก็เป็นเหตุผลง่ายๆ ลองคิดในมุมของอีกฝ่ายดู คนที่เห็นด้วยกับท่าน ถ้าหากกลายเป็นพวกขุนนางไม่ต้องสอบก็สามารถเป็นขุนนางได้ อย่างนั้นแล้วข้าก็เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดที่จะคัดค้านยินเจียนและลี่เจียนอีกต่อไป”


และตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่ยืนตัวตรงก่อนจะกล่าวด้วยสุ้มเสียงจริงจัง “ดังนั้น ท่านสวี่ ข้าคิดว่าท่านใจแคบเกินไปแล้ว”


สีหน้าของสวี่เวิ่นชู่ซีดลงเล็กน้อย เพราะคำพูดของถังฉือเย่นั้นเป็นการโค่นล้มสิ่งที่เขาคิดอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เฉพาะกับตัวเขาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแนวคิดของราชวงศ์ต่างๆ ก่อนหน้านี้อีกด้วยถ้อยคำของนางนั้น ทำให้เขาบรรลุและรู้สึกตกใจกับการกระทำและคำพูดที่ไม่ธรรมดา หากพูดออกไปก็คงต้องทำให้บัณฑิตที่ยากจนทุกคนออกมาต่อต้านจนตายกันไปข้างหนึ่ง


มีคนกล่าวไว้ว่าทุกวันนี้คนที่ยากจนและยังสามารถสอบจอหงวนได้แถมยังเป็นคนดีมีคุณธรรมนั้นมีน้อยเหลือเกิน การที่ตระกูลตนเองสามารถให้ทรัพย์สินต่างๆได้ เดิมทีก็ต่างกันมากอยู่แล้ว คนจนที่แม้แต่หนังสือหนึ่งเล่มก็ไม่มีเงินจะซื้อจะไปแข่งกับคนที่เกิดมาก็มีหนังสือกองเท่าภูเขาได้อย่างไรเล่า 


เช่นเดียวกับคนที่ได้พบเจอกับขุนนางคุ้นเคยกับราชสำนักตั้งแต่เด็กกับคนที่เจอท่านเจ้าเมืองครั้งแรกก็ถึงกับเข่าอ่อนจะไปเทียบกันได้อย่างไร 


สวี่เวิ่นชู่สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะบอกว่า “เจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ให้ข้าคิดทบทวนเสียหน่อย”


ถังฉือเย่ส่งเสียงตอบรับ ก่อนจะถือจานแล้วเดินกลับออกไป ทันทีที่ผ่านประตูเล็กก็เห็นฉีจิงและ เริ่นตงกำลังนั่งกินขนมไหว้พระจันทร์ที่โต๊ะหิน พอเห็นนางเดินเข้ามาแล้ว ฉีจิงก็พูดด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกว่า 


“นี่คือสิ่งที่เจ้าบอกว่าจะให้มันกับข้าอย่างนั้นหรือ?”


เริ่นตงรีบลุกขึ้นในทันทีเพื่อหลีกให้นางนั่ง ถังฉือเย่โบกมือไปมา ยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “ถึงจะไม่ให้ เจ้าก็กินเข้าไปแล้วไม่ใช่เหรอ” 


ทั้งที่ไม่ชอบกินของหวานเท่าใดนัก แต่เมื่อนางเป็นคนทำ เขาจึงลองชิมทั้งหมดอย่างละครึ่ง ก่อนจะยื่นอีกครึ่งชิ้นที่เหลือให้ถังฉือเย่รับมาและกินอย่างช้าๆ


เริ่นตงที่นั่งอยู่ข้างๆ กินขนมไหว้พระจันทร์อย่างระมัดระวัง เมื่อหญิงสาวเหลือบมองดูแวบหนึ่ง เขาก็รีบหลบหน้าในทันที แม้เริ่นตงเพิ่งมาได้ไม่กี่วันแต่เขากลับเป็นคนที่ฉีจิงต้องการ เพราะนอกจากจะมีฝีมือการต่อสู้ที่ดีอยู่แล้ว เขายังมีความอดทนสูง ดังนั้นการสอนในขั้นเริ่มต้นจึงไม่ต้องให้ฉีจิงลงมือเองเลยแม้แต่น้อย จะมีข้อเสียอยู่บ้างก็คงเป็นทุกครั้งเมื่อพบเจอผู้คนแล้วก็ชอบหลบหน้าหนีซึ่งเป็นนิสัยที่แก้ไม่หายเสียที


แล้วตอนนั้นเองที่หญิงสาวคิดอะไรบางอย่างได้ นางยิ้มนิดหนึ่งตรงมุมปาก พลางกวักมือเรียกเขา “เริ่นตง เจ้ามานี่หน่อยสิ”


เริ่นตงคิดสงสัยเล็กน้อย แต่ก็รีบเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว ถังฉือเย่นั่งอยู่บนขั้นบันได เขาจึงต้องนั่ง คุกเข่าลง หญิงสาวยื่นหน้าเข้าไปมองใกล้ๆอย่างละเอียด จนเริ่นตงอยากที่จะหลบหน้า แต่ถูกคำสั่งของนางดักไว้ก่อนว่า 


“อย่าขยับ!”


เริ่นตงตัวแข็งทื่อไม่ขยับ ใบหน้าของทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก ฉีจิงขมวดคิ้วพลางถามขึ้นในทันทีว่า “ทำไมหรือ?”



บทที่ 124 เจ้ากล้าหรือไม่


ถังฉือเย่เงยหน้าขึ้นก่อนจะถามฉีจิงว่า “อาฉี เจ้าว่าปานบนใบหน้าเริ่นตงหากไปสักแทนเจ้าว่าอย่างไร?” 


ฉีจิงผงะไปเล็กน้อย หันกลับมามองหญิงสาวเขม็ง แต่ก็ยังปล่อยให้นางพูดต่อไป


“แม้ว่าข้าจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่ก็มีคนมากมายที่ตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก ในเมื่อไม่มีวิธีรักษา เริ่นตงเองก็ใส่ใจ เช่นนั้นเราก็ใจกว้างสักลายให้เขาไปเสียเลย ทำออกมาทั้งดูยิ่งใหญ่และสวยงาม ดูสิว่าใครจะกล้าพูดจาดูถูกเขาอีก?”


ชายหนุ่มครุ่นคิด พลางถามเริ่นตง “เจ้าคิดว่าอย่างไร?” 


“ข้า…ข้าชอบคุณพวกท่านมาก” เริ่นตงตอบรับด้วยความดีใจ พลางก้มลงคำนับ ความจริงปานบนใบหน้าของเขาเป็นเพียงปานคล้ำๆเท่านั้น ไม่ใช่ปานที่นูนและมีสีแดงประเภทนั้นแต่อย่างใด ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอันตรายอะไร


แต่สำหรับถังฉือเย่นั้นในเมื่อบอกว่าจะทำก็ต้องทำให้ได้ ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นนางจึงพาเริ่นตงเข้าไปในเมืองพร้อมกัน พอมาถึงก็เดินเข้าไปถามขอทานเกี่ยวกับช่างสักฝีมือดี จนหานอี้ที่มองเห็นจึงเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม


ตั้งแต่ยายเย่ไปทำงานที่บ้านตระกูลถัง หานอี้ก็ดูแลเอาใจใส่ถังฉือเย่เป็นอย่างมาก เมื่อได้ยินว่านางกำลังหาช่างสักฝีมือดีสักคน เขาจึงไปเอารถมาและพาไปด้วยตัวเอง ในระหว่างทางคุยโอ้อวดไม่หยุด


“ไม่เพียงแค่ข้าหรือในตัวเมืองของเรา แม้ว่าจะเป็นในมณฑลก็ตาม ฝีมือของช่างสักข่งนั้นดีที่สุด” 


ถังฉือเย่พยักหน้าอมยิ้มเล็กน้อย และหลังจากนั้นไม่นานนักหานอี้ก็พานางมาถึงบ้านของช่างสัก  คนในยุคสมัยนี้ชอบเรียกชื่อคนตามอาชีพ ช่างสักคนนี้เป็นคนต่างหมู่บ้าน สกุลข่ง ชื่อว่าหมิงตาน โดยเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอม


หญิงสาวแจ้งความต้องการของตัวเองทันที เขามองดูปานนั่นของเริ่นตงอย่างละเอียด ก่อนจะลงมือวาดภาพลงบนกระดาษ ถังฉือเย่รอด้วยความเบื่อหน่าย นางนั่งพูดคุยกับหานอี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งต้องรอเป็นเวลามากกว่าครึ่งชั่วยาม ช่างสักข่งจึงจะนำภาพที่วาดเสร็จมาให้ดู เป็นรูปของเสือโคร่งที่กำลังเดินสามขุมลงมาจากภูเขา หางทั้งเก้ากางออกดูสง่างามและน่าเกรงขามไปในตัว 


“นี่คือลู่อู๋…ลู่อู๋มีร่างเป็นเสือและมีเก้าหาง มันมีหน้าเป็นคนแต่มีกรงเล็บของเสือ แต่เพราะไม่สามารถสักรูปเทพเจ้าบนร่างกายได้ กลัวว่าวาสนาจะรับไม่ถึง ดังนั้นข้าจึงได้ทำการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ข้าได้แก้ใบหน้าของคน เหลือเพียงแค่ร่างเสือเก้าหางเท่านั้น” 


ถังฉือเย่พยักหน้าในทันที พลางเทียบกับใบหน้าของเริ่นตงด้วยความพอใจ สิ่งที่ช่างสักหนุ่มรายนี้เรียกว่าลู่อู๋นั้นมีชื่ออีกอย่างว่าเจียนอู๋มาจากตำราขุนเขามหาสมุทร ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าบนยอดภูเขาคุนหลุนนั้นเป็นเมืองหลวงของสวรรค์และโลกมนุษย์ที่อยู่ในตำนานเทพ บนภูเขาคุนหลุนมีเทพเจ้า ซ้ำยังมีสัตว์และพืชพันธุ์แปลกประหลาดมากมายหลายชนิด ลู่อู๋คือเทพผู้รับผิดชอบปกป้องเทือกเขาคุนหลุน และเป็นผู้ทรงพลังที่มีอำนาจที่แท้จริงภายใต้คำสั่งเง็กเซียนฮ่องเต้ ขาไม่เพียงควบคุมฤดูกาลเลี้ยงสัตว์ในสวนของฮ่องเต้เท่านั้น แต่ยังจัดการทั้งเก้าส่วนของท้องฟ้าทั้งจักรวาล ลู่อู๋มีร่างกายเหมือนเสือโคร่งและหน้าเหมือนมนุษย์ มีกรงเล็บเสือและมีเก้าหาง


ช่างสักข่งสืบเท้าเดินเข้ามาพลางชี้นิ้วอธิบาย “ตรงนี้คือหางตา ตรงนี้จะติดกับจอนผม ประสาทสัมผัสทั้งห้าบนใบหน้ายังคงเป็นแก่นแท้ของร่างกายมนุษย์ รอยสักจะต้องไม่ทำลายใบหน้า ต้องไม่เข้ามาแทนใบหน้าหลัก มันควรเติมเต็มซึ่งกันและกันให้ดีที่สุด”


“ตกลง ข้าพอใจมาก” 


ช่างสักข่งเก็บกระดาษแล้วบอกราคา “ทั้งหมดสี่สิบตำลึง” 


เมื่อได้ยินราคาเริ่นตงตกตะลึง รีบหันไปมองนาง ถังฉือเย่เองก็เลิกคิ้ว ไม่คิดว่ารอยสักบนใบหน้ามีค่ามากกว่าคนคนหนึ่ง “แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าจะสักออกมาดีเหมือนในรูป?”


“หากสักไม่ดี ข้าไม่คิดเงิน”


“ดี ถ้าเช่นนั้นก็ลงมือได้เลย” ถังฉือเย่พูดพลางจ่ายเงิน หลังจากนั้นอีกหลายชั่วยามที่เริ่มตงต้องนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนให้ช่างสักข่งสักรูปลู่อู๋ บนใบหน้าตน ถังฉือเย่ไม่ได้รอ นางทิ้งรถเกวียนไว้ให้เขา จากนั้นก็ไปเดินเล่นในตัวเมือง


เมื่อฤดูกาลผันเปลี่ยนหญิงสาวจึงอยากซื้อเสื้อผ้าใหม่สักชุดสองชุด ทันใดนั้นถังฉือเย่ก็นึกบางอย่างออกพลางหันไปถามหานอี้ “พี่ใหญ่หาน เจ้ารู้ไหมว่าที่ไหนขายขนแกะบ้าง?”


“เจ้าอย่าเรียกข้าว่าพี่ใหญ่หานเลย ข้าเป็นไม่ได้หรอก” หานอี้เกาหัวแกรกๆ “เจ้าจะซื้อขนแกะไปทำอะไร เจ้าอยากซื้อหนังแกะอย่างนั้นหรือ?”


“ข้าไม่ได้อยากซื้อหนังแกะ เจ้าช่วยถามให้ข้าหน่อยว่าพอจะมีขนแกะที่สะอาดๆบ้างไหม ข้าจะซื้อ” เมื่อพูดไปถังฉือเย่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าแกะที่นี่ล้วนเป็นแกะภูเขา ซึ่งแกะภูเขานี้เองที่สามารถผลิตขนมาทำผ้าขนสัตว์ได้และจะพบได้เพียงในทุ่งหญ้าเท่านั้น โดยในยุคต้าเยี่ยนนี้ไม่มีเสื้อผ้าขนสัตว์ นางเองยังไม่เคยได้ยินมาก่อน เท่าที่จำได้ในประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์หมิงนั้นเริ่มมีเสื้อผ้าขนสัตว์แล้ว ซึ่งผลิตในหลานโจวเท่านั้น และมันถูกเรียกว่า ‘หรงเฮ่อ’ เป็นของบรรณาการ นอกจากนี้ยังเคยมีพ่อค้าทำบางคนสวมเสื้อผ้าขนสัตว์ในเดือนสี่จนถูกคนเขียนบทกวีเยาะเย้ยสืบทอดกลายเป็นตำนานเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้แกะมากถึงสิบตัวจึงจะเพียงพอต่อชุดชุดหนึ่ง จึงเป็นสินค้าที่ค่อนข้างฟุ่มเฟือย


เมื่อเห็นถังฉือเย่ครุ่นคิดเป็นเวลานาน หานอี้จึงโน้มตัวเข้าไปแตะ “เป็นอะไรไปอาเย่ เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?” 


ถังฉือเย่เรียกสติกลับมาหันมาตอบว่า “ข้าต้องการหาคนสองสามคนช่วยไปที่หลานโจว” 


“หลานโจว?” หานอี้ถามด้วยความประหลาดใจ “ไปทำอะไรที่หลานโจว?”


“ทำการค้า” หญิงสาวกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าอยากหาคนที่ไว้ใจได้ ไปเอาขนแกะที่นั่น และสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาไว้ แล้วลองดูสิว่าจะสามารถสร้างเส้นทางการค้าที่มั่นคงได้หรือไม่…เจ้าสนใจมั้ย?”


“หืม?” หานอี้ชี้นิ้วมาที่หน้าอกตัวเอง “แม้ว่าข้าจะอายุขนาดนี้ แต่ก็ไม่เคยออกนอกฉินโจวเลยนะ” 


“ความจริงระยะทางระหว่างหลานโจวกับฉินโจวไม่ได้ห่างกันมาก แค่ไม่กี่ร้อยลี้ เดินทางไม่กี่วันก็คงถึง อาอี้ เจ้ารู้ไหมว่าทำไมเจ้าจนแล้วข้าถึงรวย?” 


“ทำไมล่ะ?”


“เพราะว่าข้ารู้วิธีที่จะใช้เงินทำเงิน แต่เจ้าเพียงเงินถึงมือเจ้าก็ม่กล้าเอา เช่นนั้นเจ้าก็เป็นอันธพาลต่อไปเถอะ ข้าจะไปถามพวกพ่อค้าดู ไม่คาดหวังกับเจ้าแล้ว” 


“เดี๋ยวๆ หยุดก่อน!” หานอี้รีบเคาะผนังรถเกวียน “แม่นางน้อย เลิกกระตุ้นข้าได้แล้ว ตกลงแล้วเจ้าคิดจะทำอะไร เจ้าว่ามา” 


“ข้าพูดไปอย่างชัดเจนแล้ว เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?” ถังฉือเย่กพูดอย่างเหนื่อยหน่าย “ข้าจะให้เงิน เจ้าไปหาคนที่ไว้ใจได้มาสองสามคนและไปที่หลานโจว ไปทำเรื่องซื้อขนแกะ เข้าใจแล้วหรือไม่?”


“เจ้าจะเอาขนแกะไปทำอะไร?” 


“เจ้าจะมาสนใจอะไร นี่มันเป็นปัญหาของข้า เจ้าแค่บอกมาว่า กล้าทำหรือไม่ก็เท่านั้น” 


“พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ข้าบอกว่าไม่กล้าได้หรือ เจ้ากล้าเชื่อใจข้า ข้าก็กล้ารับ”


“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้” ถังฉือเย่ยิ้มออกมานิดหนึ่ง “ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้เคยทำการค้าหนังสัตว์มาก่อนหรอกหรือ ตอนนี้ข้าบอกเไปแล้วว่าข้าต้องการขนแกะ แถมยังต้องการอยู่ตลอด เจ้าก็ช่วยข้าคิดกฎข้อบังคับออกมาสักหน่อย” 


หานอี้จ้องนางเป็นเวลานานเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย “แค่ไปเอาก็ได้แล้ว ยังต้องคิดกฎข้อบังคับอะไร นี่เจ้าล้อข้าเล่นหรือเปล่า?” 


“เจ้าคิดว่าการหาเงินจากข้ามันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ คิดว่าข้าเป็นคนที่ใช้เงินโดยไม่คิดหรืออย่างไร” 


“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าลงเรือลำเดียวกับโจรเสียแล้ว?” เขาพูดเสียงอ่อยๆ 


“ไม่ใช่เรือโจร แต่เป็นเรือนางฟ้าต่างหาก เมื่อเจ้าตัดสินใจขึ้นเรือ ข้าก็จะพาพวกเจ้าไปหาความร่ำรวย และทำตัวเป็นคนใหม่อีกครั้ง” ถังฉือเย่พูดพลางวาดภาพบางอย่างลงบนขนมปัง 


หานอี้พยักหน้าหงึกหงักรับคำ แม้จะไม่เข้าใจถ้อยคำของนางเท่าใดนัก แต่ไม่รู้เหตุใดคำพูดเหล่านี้ถึงได้ดูน่าเชื่อถือมาก ถึงขั้นตื่นเต้นกับภาพที่นางวาดไว้ และปรารถนาอยากได้มัน! 



บทที่ 125 แขกในยามวิกาล


เมื่อหานอี้ส่งถังฉือเย่กลับถึงบ้าน ยายเย่ที่ยืนรออยู่หน้าประตูเห็นเข้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่นอกจากยิ้มบางๆแล้ว หานอี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรนางเลย


ยายเย่เห็นเขานั่งยองๆพลางกุมหัวครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะวิ่งไปคุยกับถังฉือเย่ จากนั้นหญิงสาวสวนกลับคำสองคำ แล้วเดินกลับมาอย่างหงอยๆพลางกุมหัวและครุ่นคิดต่อไป จนถึงเวลาอาหารพวกเขาก็ยังคงพูดคุยกันอยู่ 


หญิงชราที่ยืนฟังอยู่ได้ยินชัดเจน อดไม่ได้ที่จะถาม “เย่เอ๋อร์ เจ้าจะให้เขาไปหลานโจวอย่างนั้นเหรอ?” 


“ใช่แล้ว ข้าให้เขาหาคนที่ไว้ใจได้ไปที่หลานโจว” 


ยายเย่พยักหน้า พลางทอดถอนใจแล้วหันไปกล่าวกับหานอี้ “ในที่สุดเจ้าก็เริ่มทำอะไรจริงจังได้เสียที”  


“ท่านแม่ ท่านวางใจได้ ต่อไปข้าจะเริ่มทำอะไรจริงจังแล้ว”


ถังฉือเย่อมยิ้มกับตัวเองเมื่อเห็นสองแม่ลูกพูดจากันดีๆ นางบอกว่า “หากทำเรื่องนี้สำเร็จ มันจะได้เงินมากกว่าการเป็นอันธพาลแน่นอน และมีอนาคตที่ดีกว่าการเป็นนักเลงด้วย” 


“สาธุขอให้เป็นดังเจ้าพูดเถอะ” หานอี้กล่าวอย่างดีใจ “เช่นนั้นเรามาลองทำกันสักตั้ง” 


“ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เรื่องความปลอดภัยสำคัญที่สุด ข้าเพียงวางแผนไปตามนั้น เจ้ายังต้องไปสอบถามคนที่รู้เรื่องกิจการนั้นๆด้วย”


“ข้าเข้าใจ” หานอี้เอ่ยด้วยสุ้มเสียงจริงจัง “พรุ่งนี้ข้าจะไปถาม ไว้ได้เรื่องราวอะไรแล้วข้าจะมาบอก ถ้าเจ้าพยักหน้าตกลง ข้าจึงจะเริ่มลงมือทำ” 


ในระหว่างนี้ฉีจิงไม่ขยับ ไม่พูดแทรกเลยสักนิด เขาเพียงทานอาหารอย่างช้าๆ ทั้งที่ความจริงแล้วคำพูดของทั้งสองคนนั้นล้วนได้ยินเต็มสองหู 


เขารอให้ผ่านพ้นมื้ออาหารนี้แล้วอยู่กันสองคนจึงพูดกับนาง “หากเจ้าจะส่งคนไปที่หลานโจว พ่อของข้ามีเพื่อนเก่าอยู่ที่นั่น หากมีเรื่องอะไร สามารถไปหาเขาได้”


“ตกลง เมื่อต้องไปแล้วจริงๆ ก็ค่อยคุยกับเจ้าอีกครั้งหนึ่ง” 


ฉีจิงพยักหน้าจ้องมองอีกฝ่ายเหมือนกับต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับไม่พูด ทั้งสองนั่งเงียบๆเช่นนั้นอยู่นาน จนกระทั่งได้ยินเสียงดังมาจากบ้านข้างๆ ดูเหมือนว่าถังฉือหรงจะกลับมาแล้ว ชายหนุ่มจึงพูดเสียงต่ำ 


“เจ้าเดินเร็วเกินไปแล้ว ข้ากลัวว่าจะตามเจ้าไม่ทัน”


ถังฉือเย่ยิ้ม ได้ยินเสียงหัวเราะของถังฉือหรงและเสี่ยวเหยาอยู่ตรงประตู “แต่ละเรื่องเราก็ทำมันด้วยกันนะ”


“อืม” ชายหนุ่มตระกูลฉีทอดสายตามองยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะลุกออกไปไปรับฉีหยาง เขาพยักหน้าให้ถังฉือหรงเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังและจากไป


ถังฉือเย่หยิบนกหวีดที่ผูกบนคอออกมา แล้วเป่าไปสองครั้ง แมวป่าทั้งสองตัวก็รีบกลับมาเฝ้าประตูราวกับติดปีกบิน หญิงสาวจึงปิดประตู หลังจากอาบน้ำเสร็จก็ผล็อยหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน 


นางเคลิ้มหลับไปถึงเที่ยงคืน แล้วพลันนั้นเองก็ได้ยินเสียงคำรามของแมวป่าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบและความมืด!


เสียงคำรามของแมวป่าคล้ายกับหมาทิเบต เป็นเสียงที่แหบพร่าและดุร้าย จู่ๆก็ได้ยินขึ้นกลางดึก ทำเอาถังฉือเย่ตกใจจนรีบลุกขึ้นนั่งทันที หัวใจของนางเต้นแรง ก้มมองแมวป่าที่ยังคำรามไม่หยุด อีกทั้งยังเดินไปข้างใต้หน้าต่างของนางราวกับต้องการบอกอะไรบางอย่าง 


คำสั่งที่แมวป่าได้รับคือการดูแลความปลอดภัยของถังฉือเย่ ดังนั้นพวกมันเฝ้าอยู่อย่างนั้นไม่ไล่ตามออกไป หญิงสาวรีบแต่งตัวทันที แต่เสื้อผ้าในยุคนี้มันลำบากวุ่นวาย ยิ่งรีบก็ยิ่งใส่ยาก ในระหว่างนี้เองก็ได้ยินเสียงผิวปากแผ่วเบาดังขึ้นมาจากภายนอก จากน้้นก็มีเสียงฉีจิงกพูดเบาๆคลอกับสายลม “อาเย่เจ้าไม่ต้องกังวล ทางนี้ไม่มีอะไร ข้าจะออกไปดูหน่อย” 


นางถอนหายใจด้วยความโล่งอกและสงบลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อตั้งสติได้แล้วถังฉือเย่จึงแต่งตัวแล้วเดินออกมาด้านนอก ตอนนี้ถังฉือหรงและยายเย่ก็ตื่นกันหมดกำลังจุดเทียนไขกันอยู่ตรงริมหน้าต่าง 


ถังฉือเย่เห็นเตากวางยังคงวนเดินไปวนมา และคำรามอย่างต่อเนื่อง เจี้ยนอิ่งรีบวิ่งไปด้านหน้าของนาง มันเงยหน้าขึ้นหลังจากที่ถังฉือเย่มองดูก็พบว่าในปากของเจี้ยนอิ่งมีคราบเลือดอยู่แถมยังมีเศษผ้าอีกบางส่วน 


หญิงสาวใช้ผ้ารองบนมือ พลางหยิบเศษผ้านั้นออกมาอย่างระมัดระวัง มันเป็นชิ้นส่วนผ้าสีดำที่ปักด้วยด้ายสีทอง เวลาเดียวกันนั้นบริเวณด้านนอกก็มีใครบางคนร้องเรียก


“เจ้าบ้านถัง ไม่เป็นอะไรใช่ไหม ข้าได้ยินแมวป่าของเจ้าร้องคำราม เสียงของมันดังมาก”


ถังฉือเย่ขานรับก่อนจะเปิดประตูออก ด้านนอกมีชาวบ้านหลายคนเข้ามาพร้อมกับคบเพลิงสอบถามเรื่องราว 


“คาดว่าน่าจะมาขโมยสูตรเหล้าน่ะ แล้วคงถูกเตากวางเจี้ยนอิ่งของข้ากัดเข้าให้ ตอนนี้คงจะหนีไป อาฉีกำลังตามไปจับแล้ว” พูดพลางนำเศษผ้าส่งให้ท่านป้าผู้เชี่ยวชาญด้านการเย็บปักดู 


“ท่านป้าลองดูผ้าชิ้นนี้”


ท่านป้าผู้นั้นรับไปแล้วส่องคบไฟดู “นี่มันคือหางลัวเป็นเทคนิคการทอผ้าไหมแบบจีน มันมีราคาแพงมาก ชุดหนึ่งก็หลายสิบตำลึง” 


“แล้วตกลงคนผู้นี้เป็นใครกัน ใส่เสื้อผ้าดีเช่นนี้ ยังจะมาทำตัวเป็นขโมย?”


ความเงียบเคลื่อนเข้ามาปกคลุมอยู่รอบบริเวณหลังจากนั้นด้วยทุกคนกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเอง ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนักฉีจิงก็กลับมาอย่างเร่งรีบ เขาพุ่งเข้ามาสำรวจถังฉือเย่


“เจ้าหาตัวเจ้าหัวขโมยคนนั้นเจอเหรอไม่ ตกลงมันเป็นใครกัน?”


“ข้าหาไม่พบ คาดว่าน่าจะหลบอยู่ที่ไหนสักแห่ง”


ถังฉือเย่ถอนหายใจเบาๆ ก้มมองดูเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อยของฉีจิง คาดว่าเมื่อได้ยินเสียงก็คงจะรีบลุกออกมาเลย อาจจะเพราะว่าเป็นห่วงนาง จึงไม่กล้าตามไปไกล ใจของนางจึงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว


“ไม่เป็นไร ข้าพอจะเดาได้แล้วว่าเป็นใคร” 


แล้วตอนนั้นเองที่ทุกคนฮือขึ้นพร้อมกัน มีใครบางคนถามด้วยความอยากรู้ “เป็นใครกัน?”


“เหล้าของเราส่งให้แค่ที่โรงเหล้าซื่อฟางเท่านั้น โรงเหล้าที่อยู่ติดกันจึงได้รีบผลกระทบอย่างหนัก คาดว่าน่าจะเป็นโรงเหล้าเหล่านั้น ที่เริ่มจะคิดแผนการสกปรกอย่างนี้!” 


“เหตุใดคนในเมืองจริงไร้เหตุผลเพียงนี้ ซื้อไม่ได้ ยังคิดจะมาขโมยอีก”


“ใช่แล้วล่ะ โชคดีที่เจ้าบ้านถังนำสัตว์ร้ายคู่นี้มาเลี้ยงตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นอีก” 


“แล้วเรื่องนี้พวกเราต้องรายงานต่อทางการหรือไม่?”


“โบราณว่าไว้จะจับผิดใครก็ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา ตอนนี้เรายังจับโจรไม่ได้ อีกอย่างก็ไม่มีของที่ถูกขโมยไป แจ้งต่อทางการไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร” นางหยุดหายใจครู่หนึ่ง “พวกเขาคงจะไม่กล้ามาแล้วล่ะ ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเถอะ ข้าทำให้พวกเจ้าต้องลำบากอีกแล้ว” 


“ไม่ลำบากอะไรเลย พวกเรายินดี” 


ฉีจิงยืนรอจนชาวบ้านทุกคนจากไป เขาจึงถามถังฉือเย่ด้วยความสงสัย สีหน้าที่มักจะเรียบเฉยอยู่เนืองนิตย์นั้นเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด 


“ร้านอาหารหยุนหลายไหม?”


“ข้าคิดว่าน่าจะใช่ ข้าบอกนานแล้วว่าพวกเขาสร้างกลอุบายที่ยอดเยี่ยมไม่ได้หรอก และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ”


“อย่าชะล่าใจไป คนผู้นี้มีทักษะไม่เลว ไม่เช่นนั้นไม่มีทางที่ข้าจะหาไม่พบอย่างนี้” เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับ เขาจึงค่อยถามต่อ “แล้วนี่เจ้าคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป?”


หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ “ไม่รู้ ข้าคิดมาตลอดว่าร้านอาหารหยุนหลายต้องมีเบื้องหลัง หากเถ้าแก่จัดการไม่ได้ คนที่อยู่เบื้องหลังก็คงจะลงมือเอง เมื่อถึงตอนนั้นไม่ว่าพวกเขาจะมาแบบไหน เราก็จะรับมือแบบนั้น” 


“เจ้านี่นะ ชอบทำให้ข้าเป็นห่วงอยู่เรื่อย” 


“เอาล่ะ ไม่มีอะไรแล้ว เจ้ารีบไปนอนเถอะ” นางยิ้มพลางผลักเขาเบาๆ เพียงแต่ฉีจิงยังคงไม่วางใจ เขาขมวดคิ้วแน่นเหลียวมองไปสวนรอบๆ 


ถังฉือเย่ย่อตัวลง พลางใช้ผ้าจุ่มน้ำและเช็ดคราบเลือดบนปากของแมวป่า “ครั้งนี้โชคดีที่มีพวกเจ้าพวกเจ้าเก่งจริงๆ”


นางเช็ดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้างมือแล้วค่อยเดินกลับเข้าบ้าน แต่กลับไม่สามารถข่มตาหนอนหลับได้เลยจนเกือบครึ่งคืน  


กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อท่านอาสี่และคุณนายโจวได้ข่าวจึงรีบมาหานางในทันที ถังฉือเย่เดินสำรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง นางก็เห็นรอยเลือดบนพื้นได้อย่างชัดเจน บนผนังมีรอยข่วน เดาได้ว่าคนผู้นั้นน่าจะปีนข้ามกำแพงเข้ามา บ้านของถังฉือเย่และท่านสวี่ล้วนเป็นบ้านหิน กำแพงรอบๆจึงใช้ร่วมกันซึ่งอยู่สูงหัวขโมยคนนั้นคงไม่รู้ว่าทั้งสองฝั่งเชื่อมถึงกันจึงได้ข้ามมาจากฝั่งทางประตู


ฉีจิงมองอย่างละเอียดพลางพูดพึมพำ “ฝีมือไม่เลวเลย”


“เก่งกว่าเจ้าหรือ?” 


ชายหนุ่มอมยิ้มไม่ได้ตอบตรงๆ พูดเพียงว่า “น่าจะฝีมือดีกว่าเริ่นตงหน่อย เจ้าดูรอยนี่ ท่าตุ๊กแกเดินกำแพงรู้จักไหม พูดอีกอย่างก็คือตอนที่เขาปีนขึ้นไป ต้องใช้แรงของมือและเท้าเกาะอยู่บนกำแพง” 


ว่าแล้วฉีจิงก็หันไปสั่งเริ่นตงให้ลองแสดงให้นางดู แต่เมื่อเริ่นตงเดินเข้ามานั้น ถังฉือเย่จึงจำเรื่องรอยสักของเขาได้ นางพูดเสียงดังว่า 


“รอเดี๋ยว!”  


เริ่นตงรู้ว่าถังฉือเย่คิดจะทำอะไร เขาจึงเดินเข้าไปหานางอย่างเชื่อฟังพลางคุกเข่าลงเล็กน้อย



จบตอน

Comments