superstar ep126-130

 บทที่ 126 หญิงสาวที่อยากแต่งงานใจจะขาด


เมื่อถังฉือเย่มองดูอย่างละเอียดแล้ว นางก็พบว่ารอยสักนั้นถึงแม้จะมีเพียงสีแดงและสีดำเพียงสองสีเท่านั้น แต่มันกลับเข้ากันได้ดี ดูสวยงามแปลกตาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นของลู่อู๋ที่สามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนหางม้วนไปในทิศทางเดียวกับหางตาเป็นสีแดงตวัด เหมือนที่ช่างสักข่งพูดไว้ไม่มีผิด ดูแล้วเหมาะสมกับใบหน้าของเริ่มต่งมาก แถมยังไม่ได้ดูโดดเด่นจนเกินไป แต่ก็รอยสักนี้ได้ทำให้ใบหน้ายิ่งดูสว่างสดใสขึ้นและมีเสน่ห์มากขึ้นอีกด้วย


“ยอดไปเลย ดูดีเกินไปแล้ว” 


เริ่นตงก้มหน้าลงพยายามฝืนไว้อยู่เพราะไม่ชินที่จะไม่สามารถเอียงหน้าไปอีกทางได้ ถังฉือเย่อุตส่าห์เสียเงินเสียงแรงไปขนาดนี้แล้ว หากเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เช่นนั้นมิทำให้หญิงสาวผิดหวังหรอกเหรอ อีกอย่างเมื่อดูจากแววตาของนางแล้ว ทำให้เขารู้สึกว่ารอยสักนี้ได้เปลี่ยนให้สิ่งที่เป็นข้อบกพร่องของเขากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เริ่มตงจึงมีความมั่นใจมากขึ้น 


ท่านอาสี่และคุณนายโจวเองก็พูดขึ้นแทบจะพร้อมกันว่า “ไม่เลว ไม่เลว ทำแบบนี้แล้ว ถึงแม้จะดูแปลกไปเสียหน่อย แต่ก็ดูดีขึ้นมากๆ”


เริ่นตงยิ้มอย่างเขินอาย เขาถอยหลังไปสองก้าว ค่อยๆทำท่าทางอย่างช้าๆ ก่อนจะเริ่มสาธิตท่าไต่กำแพงให้ดู ด้วยการออกวิ่ง แล้วกระโดดตัวแนบไปกับกำแพง มือของเขาจับกำแพงและก็ได้เขย่งเท้า เพียงขยับไปมาไม่กี่ครั้งเขาก็ได้ปีนขึ้นไปแล้ว


ถังฉือเย่หันไปถามฉีจิงว่า “แล้วเจ้าขึ้นไปอย่างไรล่ะ?”


ชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนพื้นเขายกเท้าขึ้นมาอย่างง่ายดาย จากนั้นเขาก็เหาะขึ้นไปบนกำแพง จนท่านอาสี่ถึงกับตกใจจนเกือบหงายหลัง เปล่งเสียงที่ตกใจออกมา


ถังฉือเย่มองตาไม่กะพริบ วิชาตัวเบาของฉีจิงทำให้เขาสามารถยืนอยู่บนกำแพงนิ่งๆ พลางก้มมองลงมาด้านล่าง เสื้อผ้าที่พลิ้วไหวกลางสายลมดูแล้วงดงามราวกับเป็นภาพวาด


แล้วตอนนั้นเองที่มีคนทำใจกล้าและวิ่งเข้ามาพลางตะโกนออกมาแต่ไกล “พ่อหนุ่มฉีเหตุใดเพียงแค่พริบตาเดียวก็สามารถบินขึ้นไปราวกับนกได้ล่ะ”


ถังฉือเย่เหลือบมองดูด้วยหางตา นางก็เห็นเป็นเด็กคนหนึ่งที่บ้านส่งมาเรียนการต่อสู้แต่กลับเลิกไปกลางคัน เขาทำหน้ากรุ้มกริ่มเล็กน้อย 


“มิน่า! ท่านมีความสามารถอย่างนี้นี่เอง ถึงได้เปิดสำนักศิลปะการต่อสู้” 


เด็กหนุ่มคนนั้นแหงนหน้ามองด้วยสายตาชื่นชม ก่อนที่ท้ายสุดจะหันหลังแล้วเดินจากไปด้วยความเสียดายที่ไม่สามารถเข้าเรียนที่สำนักศิลปะการต่อสู้ของฉีจิงได้อีกต่อไป 


หญิงสาวตระกูลถังเฝ้ามองอาการเสียดายของเด็กหนุ่มก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนหันมาสนทนากับท่านอาสี่ ด้วยความที่ช่วงนี้ผู้คนในหมู่บ้านจวี้เป่าเกือบทุกครอบครัวขายเหลียงเฟิ่นกันทั้งนั้น และมีครอบครัวที่สนิทสนมกับท่านอาสี่อีกสองสามครอบครัวได้ฝากรถเกวียนของโรงเหล้าซื่อฟางไปขายโดยวันหนึ่งสามารถขายได้สิบห้าสิบหกชาม ส่วนคนที่มีหนทางอื่นก็ค่อยๆไปขายตามโรงเตี๊ยมและร้านอาหารต่างๆ หากรายได้ยังไม่เพียงพอก็สามารถเดินขายไปตามท้องถนนได้อีกด้วย 


ในหนึ่งวันสามารถขายได้สามถึงห้าชามถือว่าเป็นเรื่องปกติ ทุกบ้านต่างหาเงินกันได้ไม่น้อย ดังนั้นเมื่อเจอถังฉือเย่จึงรู้สึกเกรงใจนางมากขึ้นไปเป็นพิเศษ หากถูกนางต่อว่ากล่าวเล็กน้อยก็ไม่กล้าที่จะเก็บมาคิดเล็กคิดน้อย 


หญิงสาวปรึกษากับท่านอาสี่เรื่องโจรที่บุกเข้ามาในบ้านกับท่านอาสี่อยู่ครู่หนึ่ง ท่านอาสี่ก็พูดขึ้นว่า “ถ้าไม่ได้จริงๆก็ให้อาฉีมาที่นี่ มาอยู่กับอาหรงสักระยะ แบบนี้ค่อยวางใจหน่อย”


ฉีจิงยิ้มมุมปากรีบตอบรับในทันที จากนั้นทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง ถังฉือเย่เรียกให้ถังจวิ้นเหลียงไปบังคับเกวียนเพื่อเตรียมไปที่ว่าการอำเภอ อย่างแรกเพื่อเตรียมการป้องกัน อย่างที่สองก็เพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกกดดัน หรือพูดอีกอย่างคือเป็นการลองกำลังของอีกฝ่าย


ฉีจิงให้เริ่นตงเป็นคนรับผิดชอบสำนักศิลปะการต่อสู้ ตอนที่เขาเดินทางออกไปจากหมู่บ้าน เพื่อค้นหาร่องรอย มองเห็นคฤหาสน์ตระกูลถังที่อยู่ห่างจากปากทางเข้าหมู่บ้านไม่ไกลนักกำลังทำเหลียงเฟิ่นอยู่เช่นกัน


การทำเหลียงเฟิ่นนั้นไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรมากมาย โดยพวกเขานำไปขายที่ร้านอาหารของตระกูลชุยที่ถังหย่งหมิงแต่งงานออกไป วันๆหนึ่งขายได้หลายสิบชาม สร้างรายได้มากกว่าครอบครัวอื่นในหมู่บ้านเพียงแต่ทุกครั้งที่ทำท่านย่าซุนจะต้องด่าทุกครั้งไป ทั้งด่าว่าหลี่ซื่อที่ใจร้อนเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ด่าว่าถังฉือเย่เป็นตัวซวย บ่นว่าที่บ้านไม่มีรถเกวียน หรือแม้แต่ด่าว่าลูกสาวของตนเองที่กินอยู่เปล่าๆ ไม่เคยคิดจะช่วยอะไรเลย


ตั้งแต่หมู่บ้านจวี้เป่าเริ่มขายเหลียงเฟิ่น หญิงสาวในหมู่บ้านก็กลายเป็นเนื้อหอมขึ้นมาทันทีมีชายหนุ่มในหมู่บ้านไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยๆ ซึ่งตอนนี้ตระกูลถังก็เหลือถังกุ้ยฮวาที่มีอายุเกือบจะสิบเจ็ดปีแล้ว ถังฉือจูเองก็ใกล้จะสิบห้า แม้กระทั่งถังฉือหลิงก็โตกว่าถังฉือเย่เพียงหนึ่งเดือน แต่หญิงสาวทั้งสามกลับไม่มีใครมาดูตัวเลยแม้แต่คนเดียว กระทั่งเมื่อวานได้มีแม่สื่อคนหนึ่งมาหาและได้พูดถึงคนผู้หนึ่งสกุลหลิวที่อาศัยอยู่ในเมือง โดยบ้านเปิดโรงน้ำชา ร่ำรวยมหาศาลได้ยินมาว่าคนผู้นั้นก็เป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีและปีนี้เพิ่งจะมีอายุยี่สิบสองปีเท่านั้น โดยเขาเพิ่งสูญเสียฮูหยินไปจึงต้องการแต่งงานกับหญิงสาวคนใหม่เพื่อมาดูแลลูกสาวที่อายุยังไม่ถึงสองขวบ  


ท่านย่าซุนพยักหน้าพอใจ เพราะตระกูลนี้ก็ถือว่าไม่ลวเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะเคยแต่งงานมาแล้ว แต่ก็เป็นคนในเมืองมีกิจการเป็นของตัวเอง ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนในหมู่บ้าน อีกอย่างฝ่ายชายก็ไม่ได้มีอายุมาก พื้นเพของตระกูลก็ดี พี่สาวสองคนก็ได้แต่งออกไปแล้ว เท่ากับว่าเพียงแค่ก้าวเข้าไปในบ้านก็จะได้เป็นคุณนายของบ้านได้อย่างเต็มตัว ลูกติดของเขาอายุก็ยังน้อย เลี้ยงดูง่าย ยิ่งเป็นเด็กผู้หญิงอีกจึงไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ เพียงแต่ถังกุ้ยฮวาโวยวายเป็นยกใหญ่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมแต่งด้วยเด็ดขาด 


ท่านย่าซุนขวางประตูไว้พลางด่า “เจ้าบอกข้ามาสิ ว่าเจ้าไม่ถูกใจเขาตรงไหน”


ถังกุ้ยฮวาหลบไปร้องไห้อยู่ในห้องตะโกนออกไปข้างนอกห้องว่า “ไม่มีตรงไหนที่ข้าถูกใจเลยแม้แต่น้อย”  


“เขาเป็นเศรษฐีในเมืองที่บ้านก็เปิดโรงน้ำชา มีแต่เงินทอง แต่งออกไปก็มีแต่จะอยู่ดีกินดี เหตุใดเจ้าจึงไม่พอใจ” 


ตอนนั้นเองที่ถังกุ้ยฮวาพุ่งออกไปข้างนอกประตูพลางถุยน้ำลายออกมา ในใจก็พูดดูถูกว่าแค่เปิดโรงน้ำชาเล็กๆเท่านั้น โรงน้ำชาจะทำเงินได้เท่าไหร่กันเชียว คนที่เปิดร้านเหล้าขนาดใหญ่และเปิดสำนักศิลปะการต่อสู้สิ เหตุใดท่านแม่ของนางจึงไม่เอ่ยถึง! 


ในเมื่อถังกุ้ยฮวาถูกใจฉีจิงมาหลายปี และหากไม่มีถังฉือเย่มาเป็นก้างขวางคอ ป่านนี้นางคงได้แต่งกับฉีจิงไปนานแล้ว ชายหนุ่มตัวคนเดียวสามารถเปิดกิจการใหญ่โตขนาดนั้น แถมยังเป็นหนุ่มรูปงามที่สุดในหมู่บ้านจะต้องเป็นของนางเพียงคนเดียว แล้วยังจะมองเห็นเจ้าของโรงน้ำชาในสายตาทำไม แต่ดูเหมือนท่านย่าจะซุนจะไม่รู้ทันความคิดของนาง จึงพูดเสียงอ่อนลงนิดหน่อยว่า


“เจ้าเองก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว เลือกไปเลือกมา แล้วมันจะมีคนที่เหมาะสมขนาดนั้นได้อย่างไร คนผู้นี้เจ้าไม่ถูกใจก็คงต้องเลือกจากคนในหมู่บ้านแล้วล่ะ ต้องเป็นชาวไร่ชาวนาพวกนั้นเจ้าถึงจะถูกใจหรือ?”


“ไม่! ข้าจะไม่แต่งกับชาวไร่ชาวนาเด็ดขาด ข้าจะไม่แต่งกับพวกชาวไร่ชาวนาที่ไม่มีอนาคตพวกนั้นแน่ ไอ้พวกที่ตัวเหม็นสาบโคลน ไม่อยู่ในสายตาของข้าหรอก” หญิงสาวลุกขึ้นมานั่งในทันที จากนั้นก็ตะคอกออกไปว่า 


“ข้าถังกุ้ยฮวาถึงแม้ว่าจะต้องตายก็จะไม่แต่งกับพวกชาวไร่ชาวนาในหมู่บ้านเด็ดขาด พวกมันมองข้าด้วยสายตาที่หื่นกามแบบนั้น ข้ารู้สึกขยะแขยงสิ้นดี”


หลังจากนั้นแม่ลูกทั้งสองเถียงกันไปมา มีเพียงหลี่ซื่อที่ทำเหลียงเฟิ่นอย่างสงบ ความคิดของ ถังกุ้ยฮวา นางมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพียงแต่ไม่อยากเข้าไปยุ่ง 


ตอนที่ถังกุ้ยฮวายังเด็กๆนั้น พวกเขาก็ต้องพึ่งพิงถังหย่งหลี่ ท่านย่าซุนทั้งเป็นคนที่ฉุนเฉียวแต่กลับ รักและเอ็นดูลูกสาวคนนี้มากๆ นางเลี้ยงดูอย่างตามใจจนถังกุ้ยฮวาเสียนิสัยตั้งแต่เด็ก ทุกคนต้องเยินยอ ต้องพูดคำที่น่าฟังในทุกวัน ด้วยเหตุนี้ถังกุ้ยฮวาจึงคิดว่าตัวเองนั้นเป็นสาวงามประจำหมู่บ้านไม่ว่าใครนางก็ไม่ต้องตา เพียงนางกลับไม่คิดบ้างเลยว่า คนอื่นนั้นถูกใจนางหรือไม่


หากให้หลี่ซื่อพูด นางกลับคิดว่าพ่อหม้ายคนนี้เป็นคนที่เหมาะที่จะแต่งงานด้วย…มีชื่อเสียงแล้วจะไปมีประโยชน์อะไร หากไม่สามารถทำให้ชีวิตสุขสบายได้ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรตระกูลนี้ก็เป็นตระกูลที่ใหญ่โตที่บ้านก็มีคนรับใช้ ไม่ว่าอะไรก็ไม่ต้องทำเอง ถึงแม้ว่าจะต้องเจอความลำบากนิดหน่อย แล้วอย่างไรเล่า…มีสะใภ้ที่ไหนที่จะไม่ได้รับความลำบากบ้าง 


ดังนั้นถังกุ้ยฮวาไม่ยอมแต่งก็ดี บางทีอาจจะให้ถังฉือจูแต่งก็ได้…หลี่ซื่อคิดอยู่ในใจ 


ถึงแม้ว่าท่านย่าซุนจะเป็นคนฉุนเฉียว โมโหร้ายแต่กับลูกสาวของตัวเองแล้วนางยังมีความรักมีเยื่อใยอยู่เมื่อด่าว่าไปแล้วและเห็นว่าไม่ยินยอม ท่านย่าซุนจึงยอมแพ้พูดขึ้นว่า 


“ยังไม่รีบออกมาทำงานอีก รอกินแต่ข้าวไม่ทำประโยชน์อะไรเลย” 


ผ่านไปพักใหญ่ถังกุ้ยฮวาจึงเดินออกมา แต่เมื่อออกมาแล้วนางก็ไม่ได้ทำอะไรได้แต่นั่งทำหน้าบูดอยู่อย่างนั้น


และในขณะนั้นเองฉีจิงก็ได้เดินผ่านประตูหน้าบ้าน ถังกุ้ยฮวาจึงหยุดร้องไห้ในทันที ก่อนจะรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพลันพิงลงที่ประตูและมองออกไปข้างนอก 



บทที่ 127 ถึงคราที่นางจะเป็นภรรยาของฉีจิงแล้ว


ในขณะที่กำลังมองดูแผ่นหลังที่เหยียดตรงของฉีจิงอยู่นั้น ใบหน้าของถังกุ้ยฮวาก็ร้อนวูบวาบขึ้นมาทันที นางจึงก้มหน้าลงมองพื้นในหัวคิดใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ ความจริงแล้วตั้งแต่ฉีจิงฉีกหน้าถังซิ่วต่อหน้าผู้คนมากมายครั้งนั้น ซึ่งหลังจากนั้นถังฉือเย่ก็ได้สอนให้คนอื่นๆทำเหลียงเฟิ่น ชาวบ้านบางคนก็ริษยา บางคนก็สำนึกบุญคุณ หรือบางคนก็เข้าใจ แต่ทุกคนต่างก็พร้อมใจกันไม่ตอแยกับฉีจิงเพราะเกรงใจนาง ถึงแม้จะมีหญิงสาวบางคนที่ยังไม่ยอมแพ้ แต่พวกนางก็ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ แต่ถังกุ้ยฮวากลับไม่คิดเช่นนั้น ผู้ชายดีๆอย่างนี้รอบกายมีอยู่ไม่มาก หากไม่แย่งมาก็คงจะไม่ได้ครอบครอง 


ท่านย่าซุนพูดถูก ปีนี้นางก็อายุสิบเจ็ดแล้ว สำหรับคนในหมู่บ้านนั้นถือว่าโตเป็นสาวแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงเวลาที่จะต้องแต่งงานมีครอบครัว และในเมื่อตอนนี้นางมีชายหนุ่มที่ร่ำรวยอยู่ข้างกาย แล้วเหตุใดจะต้องทำให้ตัวเองรู้สึกน้อยใจ ไปแต่งงานกับไอ้พวกไม่มีอนาคตพวกนั้นด้วยเล่า ไม่สู้คิดแผนการมารยาออกไปทำกลอุบายกับฉีจิงดีกว่า เพียงแค่นางได้ลูบไล้ จูบกอดหรือสัมผัสร่างกาย ชายหนุ่มจะไม่ขอนางแต่งงานก็ต้องขอแล้วล่ะ


ถังกุ้ยฮวาคิดด้วยความมั่นใจว่าแม้ว่าฉีจิงจะไม่ได้รักนาง แต่เมื่อได้เป็นผัวเมียกันแล้ว นางก็จะยั่วยวนเขาด้วยเรือนร่างงดงาม เมื่อชายหนุ่มได้ลิ้มรสเรื่องบนเตียงแล้วก็จะต้องลุ่มหลงจนมาอยู่ในกำมือของอย่างแน่นอน ส่วนถังฉือเย่ ปีนี้เพิ่งจะมีอายุไม่เท่าไหร่ ร่างกายก็ยังไม่โตเต็มวัยจะเอาอะไรมาเปรียบกับสาวสะพรั่งอย่างนาง 


ดังนั้นเมื่อเห็นร่างสูงๆของฉีจิงเดินผ่านไปซึ่งโอกาสดีๆแบบนี้นางจะพลาดไม่ได้ ทุกวันนี้ชายหนุ่มมักคลุกอยู่ที่สำนักการต่อสู้แทบทั้งวัน เมื่อออกมาแล้วก็จะอยู่กับนางเด็กถังฉือเย่ตลอด ยากนักที่หาโอกาสซึ่งเขาจะได้อยู่คนเดียว คงต้องขอบคุณสวรรค์ที่มอบโอกาสแสนพิเศษเช่นนี้มาให้ตรงหน้า เพราะตอนนี้คงถึงเวลาแล้วที่นางจะได้เป็นเมียของฉีจิงเสียที 


ถังกุ้ยฮวายิ้มออกมานิดหนึ่งอย่างมีเลศนัย จากนั้นจึงแอบเดินตามหลังเขาไปอย่างเงียบๆ ส่วนฉีจิงที่กำลังเดินตามริมถนนของหมู่บ้านอยู่นั้นด้วยความที่สมาธิของเขากำลังพุ่งไปที่การเสาะหาร่องรอยของคนร้ายจนทำให้ไม่ทันสังเกตว่าตัวเองกำลังถูกสะกดรอยตามจนกระทั่งมาถึงริมแม่น้ำ  


เขาเดินเรียบริมฝั่งแม่น้ำหนึ่งรอบ ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งหางตาก็เหลือบไปเห็นรอยฝ่ามือที่ค่อนข้างลึกอยู่ตรงนั้น ฉีจิงจึงทรุดกายนั่งลงพลางมองดูอย่างละเอียด โดยบนลำต้นนั้น สามารถเห็นแรงกดที่จับลงบนต้นไม้ของรอยนิ้วมือทั้งห้านิ้วอย่างเห็นได้ชัดเจน รวมถึงรอยเท้าสดใหม่บนพื้นดินโคลน ดูท่าแล้วคนร้ายน่าจะเกาะที่ต้นไม้ต้นนี้ ก่อนจะกระโดดลงไปในน้ำ เขาจึงหาไม่เจอ 


ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอนนั้นเองที่ปรากฎเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านข้าง เสียงนั้นค่อยๆก้าวทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ฝีเท้าของคนผู้นั้นได้เดินมาถึงด้านหลังต้นไม้ที่ไม่ห่างมากนักและยังยืนอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง


ฉีจิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมอง ก่อนที่จะได้ยินเสียงอะไรสักอย่างตกลงไปในน้ำ ตามมาด้วยเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ


“ช่วยด้วย ช่วยด้วย! ใครก็ได้รีบมาช่วยข้าที!”


ฉีจิงตวัดสายตาหันขวับไปมองทางต้นเสียงนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็ได้เห็นคนผู้นั้นตกน้ำอยู่ห่างจากริมแม่น้ำไม่มากนัก และที่สำคัญคือนางเป็นผู้กระโดดลงไปเอง ไม่ได้มีใครผลักลงไปแต่อย่างใด


ชายหนุ่มสกุลฉีลุกขึ้น ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไปโดยที่ไม่หันกลับมามองเลยด้วยซ้ำ ถังกุ้ยฮวาคิดไม่ถึงเลยว่าฉีจิงจะเป็นคนที่เจอคนที่ใกล้ตายแล้วจะไม่ช่วยเหลืออย่างนี้ นางอึ้งทำอะไรไม่ถูกเมื่อแผนของตัวเองล่มไม่เป็นท่า 


ผ่านไปครู่หนึ่งถังกุ้ยฮวาจึงจะร้องออกมาด้วยความตกใจ “พ่อหนุ่มฉี เจ้าเดินไปได้อย่างไร ข้ายังอยู่ตรงนี้นะ!” 


เวลาเดียวกันนั้นเอง บรรดาพวกชาวบ้านที่ซักผ้าและตกปลาอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักเมื่อได้ยินเสียงต่างก็พากันวิ่งเข้ามาดู ตะโกนบอกต่อๆกันไปว่า 


“มีคนตกน้ำ รีบมาช่วยเร็ว!” 


ถังกุ้ยฮวาตกใจทำอะไรไม่ถูก คิดที่จะรีบขึ้นไปบนฝั่ง แต่ด้วยทักษะการว่ายน้ำของนางนั้นก็ไม่ได้ดีมากนัก แถมเมื่อครู่เพื่อที่จะทำให้สมจริงนางจึงกระโดดออกมาห่างจากฝั่งมากไปหน่อย ตอนนี้ว่ายกลับไปไม่ได้แล้ว 


ในระหว่างที่กำลังพยายามว่ายน้ำกลับเข้าหาฝั่งอยู่นั้น จู่ๆก็มีคนกระโดดลงไปในน้ำ แล้วว่ายน้ำเข้าไปหานางอย่างรวดเร็ว ทันทีที่เห็นว่าเป็นใครถังกุ้ยฮวาก็ตกใจเป็นอย่างมาก เพราะชายคนนั้นคือชายสกปรกรูปร่างหน้าตาทั้งดำและน่าเกลียด ชายคนที่นางไม่คิดจะสนใจเลยสักนิด…เฉินเอ้อหนิว!


“เจ้าอย่าเข้ามานะ!” ถังกุ้ยฮวารีบตะโกนร้องห้ามเสียงหลงพร้อมกันนั้นก็พยายามว่ายเข้าฝั่ง เฉินเอ้อหนิวเป็นคนมีน้ำใจ ในใจตอนนั้นมุ่งแต่จะอยากเข้าไปช่วย จึงไม่ได้สังเกตว่านางพูดว่าอะไร เขาว่ายเข้าไปหา จากนั้นก็อุ้มนางขึ้นมาจากด้านหลัง แล้วลากเข้าหาฝั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพลิกตัวแล้วก็เห็นว่า ถังกุ้ยฮวาไม่เป็นไร ยังคงลืมตาอยู่ จึงโล่งอก ก่อนที่ความทรงจำต่อมาจะนึกขึ้นได้ว่า เมื่อครู่แขนของเขาที่ได้อุ้มนางเอาไว้นั้นได้ไปถูกส่วนที่นุ่มนิ่มของนางเข้าเต็มมือ! 


สำหรับคนที่มีประสบการณ์ต่างก็รู้กันดีว่าการที่ช่วยคนตกน้ำนั้น ต้องเข้าไปช่วยจากทางด้านหลัง เพราะคนที่ตกน้ำก็มักจะตื่นตกใจ บางทีอาจจะสะบัดมือไปมาทำให้ยากที่จะช่วยเหลือ ดังนั้นการที่เข้าไปช่วยทางด้านหน้าก็จะเป็นอันตราย แต่การช่วยเหลืออย่างนี้แล้วยากเหลือเกินที่จะหลีกเลี่ยงในส่วนที่ไม่ควรสัมผัส เฉินเอ้อหนิวรู้สึกเขินอาย ยกมือขึ้นเกาศีรษะเล็กน้อย


ในตอนนั้น ชาวบ้านจำนวนหนึ่งก็วิ่งกรูกันเข้ามา ปากก็ตะโกนมาแต่ไกลว่า “ช่วยขึ้นมาได้แล้วหรือนางไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”


พอเข้ามาถึงพวกเขาก็เห็นว่าถังกุ้ยฮวารีบลุกขึ้นมา ก่อนจะอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับตบเข้าไปที่ใบหน้าของเฉินเอ้อหนิวอย่างแรง “แกไอ้คนเสเพล ไอ้บ้า หน้าตาน่ารังเกียจ ใครบอกให้แกมาแตะต้องตัวข้ากัน!” 


เฉินเอ้อหนิวถูกนางตบจนมึนงงไปชั่วขณะ ได้แต่พูดอุบอิบอยู่ในลำคอ “ข้า…หากข้าไม่ช่วย เจ้าก็จมน้ำตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?” 


“ถุ้ย! แกนั่นแหละจะทำให้ข้าจมน้ำตาย ทั้งครอบครัวของเจ้านั่นแหละจะจมน้ำตาย!” ถังกุ้ยฮวา ตวาดออกมาด้วยความโกรธ “ข้ารอให้พ่อหนุ่มฉีมาช่วยต่างหาก ใครให้เจ้ามาแส่ไม่เข้าเรื่อง ยังจะมาจับหน้าอกของข้าอีก เจ้าลวนลามข้า หน้าไม่อาย!” 


ทุกคนได้ยินคำพูดของถังกุ้ยฮวาชัดเจนทุกถ้อยคำ แล้วก็พลอยทำให้อึ้งไปตามๆกัน จากนั้นเมื่อดึงสติกลับมาได้ก็มีคนพูดขึ้นอย่างสงสัยว่า “ถังกุ้ยฮวา เจ้าตั้งใจกระโดดน้ำลงไปรึ?”


“มิน่าล่ะ เมื่อครู่ถึงได้เห็นพ่อหนุ่มฉีเดินผ่านมาจากทางด้านบน”


“เจ้าทำแบบนี้ไปทำไมกัน ตั้งใจกระโดดลงน้ำเพื่อจับเขาอย่างนั้นหรือ?”


ถังกุ้ยฮวาเป็นคนที่ทำอะไรไม่รอบคอบ เมื่อครู่นางรู้สึกโกรธและอับอายจึงอาละวาดออกมาเสียงดัง จนหลุดปากพูดอะไรต่อมิอะไรออกไป เมื่อถูกคนอื่นพูดจี้จุด นางก็ค่อยๆดึงสติกลับมาได้


“ข้าไม่ระวังพลัดตกลงไปต่างหาก” 


“เจ้าก็ใช่ว่าจะว่ายน้ำไม่เป็น เติบโตมากับริมแม่น้ำ จะว่ายน้ำไม่เป็นได้อย่างไร”


ถังกุ้ยฮวาร้อนรนขึ้นมาทันทีตวัดสายตาขุ่นๆ มองไปรอบกาย “ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ทันระวัง”


“ใครจะดูไม่ออกว่าเจ้าน่ะตั้งใจ คงอยากที่จะจับพ่อหนุ่มฉีเนื้อตัวสั่นเลยล่ะสิ ทั้งๆที่รู้ว่าพ่อหนุ่มฉีคู่กับถังฉือเย่” 


“มีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าพวกนางเป็นคู่กัน อย่ามาพูดพล่อยๆ” 


“ข้าไม่ได้พูดพล่อยๆ คนทั้งหมู่บ้านจวี้เป่าใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้น แต่ช่างเถอะเพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้มันก็ไมเกี่ยวกับครอบครัวของเจ้า ถังฉือเย่ นางแยกครอบครัวมานานแล้ว แล้วอีกอย่างพ่อหนุ่มฉีก็ไม่ได้หน้ามืดตามัว ถึงแม้จะไม่มีถังฉือเย่ เขาก็ไม่เลือกคนมีตาสามมุมอย่างเจ้าหรอก” 


เมื่อทุกคนนึกถึงดวงตาที่มีมุมมากกว่าผู้อื่นหนึ่งมุมต่างก็พากันหัวเราะออกมา ถังกุ้ยฮวาทนไม่ไหว ได้ทะเลาะกับคนในหมู่บ้านไปยกใหญ่ แล้วเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ดังไปทั่วหมู่บ้านด้วยเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ถังกุ้ยฮวาถูกเฉินเอ้อหนิวจับหน้าอก! 


หากพูดกันตามหลักแล้วเมื่อสตรีใดถูกลวนลาม ทั้งสองครอบครัวก็ต้องมาพูดคุยกันเรื่องแต่งงาน กันให้เป็นเรื่องเป็นราว เพียงแต่ถังกุ้ยฮวากลับดึงดันประกาศที่จะไม่แต่งกับผู้ชายคนไหนนอกจากฉีจิง จนทำให้เฉินเอ้อ หนิวนั้นรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก


ความจริงเฉินเอ้อหนิวผู้นี้สำหรับในหมู่บ้าน เขาก็ถือเป็นชายหนุ่มที่ยังไม่เคยแต่งงานมาก่อน นับว่าไม่เลวเลยสำหรับการเป็นเจ้าบ่าว โดยเขามีพี่ชายหนึ่งคนและพี่สาวอีกหนึ่งคน ซึ่งพี่สาวได้แต่งงานออกไปแล้ว ส่วนพี่สะใภ้ก็เป็นคนที่มีเมตตา พ่อแม่ของเขาก็เป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งบ้านเป็นคนที่มีน้ำใจและซื่อตรง ส่วนรูปร่างหน้าตาก็ถือว่าปกติดี ผิดก็ตรงที่ผิวค่อนข้างคล้ำ แต่ชาวไร่ชาวนาที่ไหนจะไม่ดำบ้างเล่า 


หลังจากผ่านเหตุการณ์ริมแม่น้ำ ตามหลักควรจะเป็นครอบครัวของฝ่ายชายที่จะต้องเป็นคนเริ่มพูดเรื่องแต่งงานก่อน เพียงแต่ชื่อเสียงของทุกคนในตระกูลถังก็ไม่ดีเอาเสียเลย ถังกุ้ยฮวาเองก็เป็นคนที่สุดแสน จะบรรยาย และเห็นได้ชัดว่านางวางแผนเพื่อที่จะจับฉีจิงเท่านั้น ส่วนเฉินเอ้อหนิวเป็นเพียงชายผู้โชคร้ายเท่านั้น! 


กระนั้นแม้จะไม่ปรารถนาจะได้สะใภ้เช่นนี้ แต่ก็คงจะไม่ดีถ้าหากจะบอกว่าครอบครัวของเขาไม่อยากได้นางมาเป็นสะใภ้ บิดามารดาของเฉินเอ้อหนิวเป็นกังวลและนอนไม่หลับกันอยู่ทั้งคืน ก่อนที่เฉินต้าหนิว ผู้เป็นบิดาจะตัดสินใจได้ว่าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีวันยอมรับสะใภ้ที่วันๆเอาแต่เกียจคร้านนอนอยู่บ้านและหาแต่เรื่องอย่างถังกุ้ยฮวาเด็ดขาด เพราะวันข้างหน้าจะต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน เขาจึงแอบส่งจดหมายไปหาลูกสาวคนโตในที่สุด! 



บทที่ 128 สู่ขอ


เฉินเหมาพี่สาวคนโตของเฉินเอ้อหนิวซึ่งแต่งงานอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวเย่วโดยสามีของนางทำงานอยู่ที่ร้านเหล้า ดังนั้นเมื่อเขาได้รู้เรื่องราวทั้งหมดอย่างชัดเจน จึงรีบกลับมาบ้านด้วยความโมโห รีบปิดประตู พลางปรึกษากับฮูหยินของตน


พอได้ยินว่าเฉินเหล่าฮั่นต้องการหาคนไปสู่ขอถังกุ้ยฮวา เฉินเหมาก็พูดอย่างดูถูก “ก็แค่หญิงสารเลวไร้ยางอาย ขนาดยังไม่แต่งงานยังก่อเรื่องมากมายเช่นนี้ หากแต่งเข้ามาจริงๆ ต่อไปหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก ไม่ต้องอับอายแย่เหรอ” 


“คงไม่หรอก”


“ไม่หรอกอะไร ตอนนี้นางยังกล้าทำเรื่องน่าขยะแขยงไว้มากขนาดนี้แล้ว ต่อจะไปไม่ทำอย่างนั้นหรือ อีกอย่างนางก็พูดต่อหน้าทุกคนแล้วว่าที่กระโดดน้ำลงไปก็เพราะต้องการแต่งงานกับพ่อหนุ่มฉี พวกเจ้ายังให้น้องรองยอมรับอีกอย่างนั้นหรือ นี่มันไม่เท่ากับสาปแช่งน้องรองอย่างนั้นหรือ?” 


“ข้าเข้าใจดี เพียงแต่เกรงว่าหากพวกเราไม่ได้สู่ขอนางให้เป็นเรื่องเป็นราว คนในหมู่บ้านอาจจะนินทาลับหลังได้” 


“แต่งเข้ามาแล้วน่ะสิจึงจะโดนคนต่อว่านินทาลับหลัง” เฉินเหมาสวนทันควัน ก่อนจะเสนอกลอุบาย “เจ้าลองคิดดูสิ ความสัมพันธ์ของพวกเขากับตระกูลถัง บอกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นศัตรู หากพวกเจ้าเกี่ยวดองกับครอบครัวนาง ต่อไปยังจะเห็นตระกูลถังอยู่ไหม ยังอยากที่จะทำงานในสำนักศิลปะการต่อสู้ หรือในร้านเหล้าอยู่ไหม?” 


เมื่อได้ยินถ้อยคำของฮูหยิน เฉินเหล่าฮั่นก็ฉุกคิดขึ้นมาทันที เขาเงียบไปนานก่อนจะกล่าว “ตามความหมายของเจ้า พวกเราก็ไม่ต้องสนใจงั้นหรือ แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป?”


“ไม่จำเป็นหรอก ความจริงนิสัยเจ้าอารมณ์ของท่านย่าซุนนั้นใครๆก็รู้ว่านางสนใจแต่ความมั่งคั่งร่ำรวย ดังนั้นพวกเราทำเช่นนี้ดีกว่า” นางโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูของเขาหลายประโยคก่อนจะปิดท้ายด้วย


“ทำแบบนั้น ต่อไปก็ไม่มีใครว่าพวกเราผิดหรอก” 


เฉินเหล่าฮั่นพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบา ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ข่าวการไปสู่ขอถังกุ้ยฮวาของสกุลเฉินก็แพร่สะพัดออกไป หลายคนในหมู่บ้านต่างบอกเป็นเสียงเดียวกัน ตระกูลเฉินช่างมีคุณธรรมจริงๆ ที่กล้าทำกล้ารับผิดชอบกับผู้หญิงอย่างถังกุ้ยฮวา 


จนเมื่อแม่สื่อของตระกูลเฉินซึ่งก็เป็นท่านป้าท่านหนึ่งในหมู่บ้านเดินทางมาถึงคฤหาสน์ตระกูลถังแล้วก็เข้าใจความหมายได้อย่างชัดเจน การแต่งงานครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุ เฉินเอ้อหนิวหวังดีช่วยเหลือคน ไม่ได้คิดจะแต่งงานกับถังกุ้ยฮวาแต่อย่างใด เพียงแต่เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นคงไม่มีให้อย่างตระกูลถังต้องการ  


ทันทีที่ได้ฟังท่านย่าซุนก็ระเบิดอารมณ์ขับไล่ท่านป้าผู้นั้นออกไปจากบ้าน ส่วนถังกุ้ยฮวาเมื่อได้ยินก็โมโหขึ้นเช่นกัน ในใจนึกดูหมิ่นว่าเฉินเอ้อหนิวเป็นเพียงคนหน้าตาอัปลักษณ์ คนบ้านนอกคนหนึ่งเท่านั้น กล้าดียังไงมารังเกียจนาง เพราะฉะนั้นเมื่อทำให้นางต้องอับอายอย่างนี้ เขาจึงต้องชดใช้อย่างสาสม! 


ดังนั้นเมื่อนางเช็ดน้ำตาแล้วจึงหันไปพูดกับมารดาว่า “ท่านแม่ ท่านไปตอบตกลงกับตระกูลที่อยู่ในตัวเมืองด้วย ข้ายอมแล้ว ข้าจะไปเป็นภรรยาคนใหม่ให้กับเขา ข้าอยากให้พวกคนตาต่ำในหมู่บ้านได้เห็นว่าข้าถังกุ้ยฮวาแม้ว่าจะโชคร้ายแค่ไหน ก็ไม่ตกต่ำถึงขั้นไปเป็นภรรยาในครอบครัวชั้นต่ำแบบนั้นหรอก” 


ท่านย่าซุนได้ยินก็ตอบตกลงในทันที เพราะถึงอย่างไรคนในเมืองก็คงไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นแน่ ดังนั้นจะต้องรีบตอบรับ รีบจัดการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จ ขอเพียงถังกุ้ยฮวาแต่งงานออกไป เรื่องเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กแล้ว


ดังนั้นท่านย่าซุนจึงให้คนไปพูดกับแม่สื่อ เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าแม่สื่อคนนั้นจะเดินทางมาหาในบ่ายวันนั้นเองพร้อมกับตะโกนด่าหน้าประตู “เจ้าสารเลวไร้คุณธรรม ข้าเดินทางไปจนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่เคยพบเจอการแต่งงานที่หลอกลวงเช่นนี้ ลูกสาวถูกแตะเนื้อต้องตัวไปแล้ว ความบริสุทธิ์ก็ไม่เหลือแล้ว ยังกล้าที่จะแต่งงานกับเศรษฐีในเมือง เจ้าคิดอยากจะทำลายชื่อเสียงของข้าหรือ ไม่กลัวว่าพวกเขาจะแจ้งทางการมาจับเจ้าหรืออย่างไร?”


ท่านย่าซุนรีบออกมาทักทาย พลางเชิญนางเข้าไปคุณอย่างละเอียด แต่แม่สื่อผู้นั้นไม่ยอม เอาแต่ยืนต่อว่าอยู่หน้าประตูเป็นเวลานาน ก่อนจะทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ “ลูกสาวของเจ้า…เจ้าก็เก็บไว้เองเถอะ พวกเราไม่กล้าขอ” จากนั้นจึงได้จากไป


ชาวบ้านหลายคนออกมามองดูจนกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน เพราะเมื่อถึงขั้นนี้แล้วดูเหมือนว่าครอบครัวสกุลถังจะเหลือเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น ก็คือต้องแต่งงานกับเฉินเอ้อหนิว แต่มีหรือที่ถังกุ้ยฮวาจะยอมตกลง


“ไม่! ข้าไม่แต่ง ไม่ว่ายังไงข้าก็จะไม่แต่งกับคนอัปลักษณ์อย่างนั้นเด็ดขาด!”  


“หากเจ้าไม่แต่งงาน ก็ไปแขวนคอตายซะ ข้าไม่มีบุตรสาวที่น่าอับอายเช่นนี้” ท่านย่าซุนหมดความอดทน ถังกุ้ยฮวาน้อยใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่อยากตาย นางอยากไปหาฉีจิง แต่แค่จะออกจากบ้านยังทำไม่ได้ 


ถังกุ้ยฮวาเกลียดการถูกบังคับให้แต่งงานกับเฉินเอ้อหนิว คิดในใจว่าเขาใช้กลอุบายเช่นนี้เพื่อแต่งงานกับนางแล้วอย่างไร ถึงตอนนั้นนางจะไม่ไว้หน้าเขาอย่างแน่นอน จากนั้นทั้งบ้านก็รอคอยการมาสู่ขออีกครั้งของตระกูลเฉินอย่างสงบ


ท้ายที่สุดถังกุ้ยฮวาก็ต้องลดสถานะลงแต่งงานกับชายชาวนาผิวดำที่หน้าตาอัปลักษณ์อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง! 


ถังกุ้ยฮวาพูดกับท่านย่าซุนอย่างขมขื่น “อย่าตอบตกลงง่ายๆเช่นนี้ ให้พวกเขามาอีกสักสองสามครั้ง” 


“เจ้าวางใจได้ ข้าคิดไว้หมดแล้ว รับรองจะรีดเงินจากมือพวกเขามาเสียหน่อย หากข้าจะกดดันเขามากๆ เจ้าจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น” 


สองแม่ลูกคิดเหมือนกัน เพียงแต่รอแล้วรอเล่า ตระกูลเฉินก็ไม่มาสู่ขออีกครั้ง หลังจากเฝ้ารอไปอีกสองวันก็ได้ข่าวว่าตระกูลเฉินได้หมั้นกับถังเสว่เอ๋อร์แทน!  


ท่านย่าซุนได้รับข่าวสารล่าช้า เมื่อทราบเรื่องราวทั้งสองตระกูลก็แลกใบเกิดกันเรียบร้อยแล้ว หญิงชราโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นางคิดไม่ถึงจริงๆว่าตระกูลเฉินกล้าทิ้งถังกุ้ยฮวาไว้ที่นี่!


นางจึงรีบไปหาครอบครัวตระกูลเฉินเพื่อต่อว่า “พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน เอาเปรียบบุตรสาวของข้าไปแล้ว คิดจะปล่อยไว้อย่างนี้หรือ?” 


จ้าวจื่อสะใภ้ใหญ่ตระกูลเฉินออกมา พลางพูดขึ้นอย่างช้าๆ “พวกข้าไม่เข้าใจที่ท่านย่ากล่าว วันรุ่งขึ้นพวกเราก็ได้ไปสู่ขอแล้ว แต่ปรากฎว่าเจ้ากลับต่อว่าและไล่แม่สื่อออกมา อีกทั้งยังบอกว่ากุ้ยฮวาของพวกเจ้ายอมให้แต่กับหมูกับหมา แต่ไม่ยอมให้แต่งกับคนตระกูลเฉิน พวกข้าจึงมารวมตัวปรึกษากันดู คิดว่าถังกุ้ยฮวาของพวกเจ้าอาจจะอยากแต่งงานกับพ่อหนุ่มฉีก็ได้จึงได้ดูถูกเอ้อหนิว พอดีว่าพวกเรากับครอบครัวของเสว่เอ๋อร์คุยเรื่องนี้กันไปประมาณหนึ่งแล้ว พวกเราจึงหมั้นกันไว้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับท่านย่าด้วยเล่า?”  


ท่านย่าซุนกลั้นจนหน้าแดงก่ำไปหมด นางเงียบอยู่นานก่อนจะกัดฟันพูด “พวกเจ้าแม้แต่สินสอดทองหมั้นก็ยังไม่มี ไม่ให้ข้าไล่ออกไป จะให้ข้าไว้หน้าพวกเจ้าหรือ?”


“ท่านย่าจะให้สินสอดก็ต้องดูก่อนว่าสถานการณ์มันเป็นอย่างไร กุ้ยฮวาของพวกท่านกระโดดลงน้ำก็เพื่อต้องการอ่อยพ่อหนุ่มฉี เอ้อหนิวของพวกข้าก็แค่จิตใจดีไปช่วยเหลือคน ถึงอย่างไรก็จะมาพึ่งพาพวกเราไม่ได้ พวกเรายินดีรับผิดชอบนั่นก็เป็นเพราะพวกเรามีคุณธรรม เช่นนี้ยังต้องมีสินสอดด้วยหรือ พวกเราไม่ใช่คนผิดนะ” 


หลังจากนั้นทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะ ส่วนท่านยาซุนโมโหจนเหนื่อยหอบ แต่กลับไร้ทางสู้ ท้ายที่สุดนางจึงกล่าวอย่างดุดัน “ก็ได้ พวกเราไม่ต้องการสินสอด พวกเจ้าส่งคนมาสู่ขอเถอะ” 


“ท่านย่า พวกเราได้แลกใบเกิดกับทางเสว่เอ๋อร์แล้ว เรื่องแต่งงานก็ได้ตกลงกันแล้ว และไม่สามารถยกเลิกได้ ท่านย่าไปหาคนอื่นเถอะ”


เมื่อนั้นแหละหญิงชราโกรธจนสติหลุดขาดผึง นางตะโกนด่าทออาละวาดครั้งใหญ่ จนกระทั่งลามไปถึงต่อหน้าท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ่ง แต่แม้แต่ท่านหัวหน้าตระกูลหรือหลี่เจิ่งก็ไม่คิดจะช่วยนาง ท้ายที่สุดถังกุ้ยฮวาผู้มีชื่อเสียงที่ไม่ดี แม้แต่ตระกูลชาวนาต่ำต้อยก็ดูถูกและไม่อยากแต่งงานด้วย 


เรื่องนี้จะถูกหรือผิดนั้น นอกจากฉีจิงที่เป็นบุคคลเบื้องหลังซึ่งถูกพูดถึงบ่อยๆแล้ว ถังฉือเย่และคนอื่นๆต่างเป็นผู้ชมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรได้แต่คอยฟังเรื่องราวที่คุณนายโจวนำมาถ่ายทอด 


ถังฉือเย่นั่งฟังเป็นเรื่องสนุก ในขณะที่คุณนายโจวพยายามเกลี้ยกล่อม “เย่เอ๋อร์ เรื่องที่ข้าพูดกับเจ้าก่อนหน้านี้ เจ้าต้องกลับไปคิดนะ พ่อหนุ่มฉีดีเช่นนี้ ต้องรีบหมั้นไว้แต่เนิ่นๆ หากหมั้นเอาไว้แล้ว พวกเจ้าทำอะไรก็จะสะดวกขึ้น และก็ลดคำซุบซิบนินทาของผู้อื่นลงไปด้วย”


ถังฉือเย่ยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพราะนางตัดสินใจแล้วว่าจะไม่คิดเรื่องนี้ก่อนอายุสิบแปดอย่างแน่นอน! 



บทที่ 129 ถังสุ่ยจือ


คุณนายโจวคิดแทนถังฉือเย่ด้วยใจจริง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเฉยไม่พูดอะไร นางจึงแอบไปหาฉีจิงด้วยตัวเองพลางพูดเกลี้ยกล่อมเขาอยู่เป็นเวลานาน ชายหนุ่มนั่งก้มหน้าฟังเงียบๆ ก่อนจะเอ่ย “ท่านป้า ทุกวันนี้ข้ายังไม่ประสบความสำเร็จอะไร ไม่มีหน้าที่จะไปคุยเรื่องสู่ขอ แต่ท่านป้าท่านวางใจเถอะ ข้า…”


ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแดงก่ำ ฉีจิงกลั้นไว้เป็นเวลานานก่อนจะพูดออกมาในที่สุด “กล่าวคือข้าจะไม่ทำให้เย่เอ๋อร์ผิดหวัง” 


คุณนายโจวส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจ การเปิดสำนักศึกษาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ยังเรียกว่าไม่ประสบความสำเร็จอีกอย่างนั้นหรือ?


เมื่อนางเอาเรื่องนี้กลับมาเล่าให้ท่านอาสี่ผู้เป็นสามีฟัง เขาก็พูดยิ้มๆว่า “เย่เอ๋อร์และฉีจิงต่างก็เป็นคนที่มีความคิด เจ้าคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าพวกเขาหรือ ดังนั้นก็เลิกใช้อุบายได้แล้ว พวกเขารู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วล่ะ” 


ในขณะเดียวกันนั้นเอง หานอี้ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าสีตาจริงจัง หลังกลับมาจากหลานโจว ครั้งนี้เขาได้รู้จักกับคนท้องถิ่นนามว่าหูเฉิง หากมีความจำเป็นอะไรก็สามารถติดต่อเขาได้ ไม่มีปัญหาอะไร


ถังฉือเย่ตั้งใจฟังเขาพูดจนจบ คิดว่าน่าเชื่อถือจึงมอบเงินสดสองพันตำลึงและจดหมายที่ฉีจิงเขียนเสร็จแล้วให้กับหานอี้ พลางบอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา และเมื่อถึงเวลานั้นก็ปล่อยให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเอง 


หานอี้บอกกับถังฉือเย่ว่าหากต่อไปหลังจากที่เขาจากไปจากเมืองแล้ว หากนางมีเรื่องอะไรก็ให้ไปหาพี่น้องของเขาที่อยู่ในเมือง มีนามว่าหวางฮุยจิน 


หญิงสาวพยักหน้ารับเบาๆ “ข้าขอพูดอะไรสักอย่าง ขอให้ท่านจำไว้ว่าอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับชีวิต ข้าไม่ต้องการให้เจ้าทำงานหนักสละชีวิตเพื่อเงินหรือสิ่งของ หานอี้เจ้ามีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด”


ชายร่างใหญ่ได้ฟังแล้วก็หูแดงไปหมด เขากระสับกระส่าย พลางกล่าวเสียงต่ำ “ตกลง เจ้าวางใจได้ ข้าหานอี้จะทำตัวเป็นคนดีให้เจ้าเห็นแน่นอน”


ในขณะที่ถังฉือเย่เดินกลับมาหลังจากส่งหานอี้ตรงหน้าประตูนั้น นางก็เห็นยายเย่ยังคงยืนมองอยู่ไม่วางตา หญิงสาวพูด “ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก” 


“จะไม่ให้กังวลได้อย่างไร” ยายเย่ยิ้มแห้งๆ “แต่เรื่องที่จำเป็นต้องทำ แม้ว่ากังวลแต่ก็ยังต้องให้เขาทำ ลูกผู้ชายต้องทำอะไรที่จริงจังบ้าง ไม่สามารถเอาแต่ทำเรื่องลักขโมยและไร้ยางอายไปวันๆ มันเป็นโชคดีของเข้าที่ได้มาเจอเจ้านายเช่นเจ้า” 


“ข้าเองก็โชคดีที่ได้เจอท่าน” 


“อ่อ…วันนี้พวกเราจะทำเจียนปิ่งกินกันนะ” 


“เช่นนั้นก็ดี ท่านทำเจียนปิ่งได้อร่อยที่สุด” ถังฉือเย่ชื่นชมอย่างจริงใจ เจียนปิ่งชนิดนี้ไม่ใช่ข้าวโพดที่บางราวกับกระดาษ หรือเจียนปิ่งของร้านขายข้าวในซานตงประเภทนั้น แต่ควรเรียกว่าลูกชิ้นผักมากกว่าเป็นการนำผักและแป้งมารวมกัน แล้วทอดในหม้อจนกลายมาเป็นลูกชิ้นขนาดใหญ่ 


ยายเย่ทำออกมาไม่เลี่ยนเลยสักนิด ผักโขมสีแดงทั้งสดและนุ่มมาก ด้านนอกกรอบและไหม้เล็กน้อย ถังฉือเย่ชอบอาหารชนิดนี้มากที่สุด จนสามารถนำมากินแทนข้าวได้เลย


ในขณะที่ทำไป ถังฉือเย่ก็กินอยู่ข้างๆ เพิ่งจะทอดได้ครึ่งหนึ่ง หญิงสาวก็กินจนอิ่มแล้ว ยายเย่จึงหยิบตะกร้ามาใส่ แล้วส่งให้ถังฉือเย่นำไปส่งที่บ้านของท่านสวี่ก่อน จากนั้นก็ส่งไปให้ที่สำนักศิลปะการต่อสู้ 


นับตั้งแต่คราวก่อนที่แนะนำท่านสวี่ไป เมื่อสวี่เวิ่นชู่เจอนางอีกครั้ง เขาก็มักจะมีท่าทางอึกอักลังเลอยู่เสมอ ถังฉือเย่วางตะกร้าลงก่อนจะวิ่งเข้าไปดักหน้าพลางเรียกว่า


“ท่านสวี่!” 


สวี่เวิ่นชู่ถูกนางทำให้ตกใจ “เจ้า…เจ้ามีอะไรอย่างนั้นหรือ?” 


“คุยกับข้าวันนี้ ข้าคิดเพียงประโยคละสิบสลึงเท่านั้น” 


สวี่เวิ่นชู่กะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง “พูดกับเจ้า ยังต้องจ่ายเงินหรือ ?” 


“หากไม่เก็บเงินเจ้าก็ไม่พูด วันๆเอาแต่อึกอักลังเล อยากจะให้ข้ากลั้นใจจนตายหรือ!” 


สวี่เวิ่นชู่เงียบไปอึดใจ ก่อนจะหัวเราะลั่น ขำจนจับตะเกียบไม่ได้ เขาวางตะเกียบลงแล้วนั่งบนเก้าอี้ทั้งที่ยังหัวเราะไม่หยุด 


ถังฉือเย่เลิกคิ้ว เมื่อสวี่เวิ่นชู่เห็นท่าทีของนางก็ยิ่งขำไปใหญ่ เขาหัวเราะจนกระทั่งเงยหน้าขึ้นมาจึงพูดกลั้วหัวเราะว่า “ข้าผิดเอง ข้าเพียงคิดว่า ความรู้ของข้าเทียบไม่ได้กับเด็กสาวอายุสิบกว่าขวบ จึงรู้สึกละอายใจเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังรู้สึกว่าขาที่หักของข้ามันเสียเปรียบเล็กน้อยก็เท่านั้น”


หญิงสาวพยักหน้าอย่างพึงใจซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเองที่สำนักศิลปะการต่อสู้ก็มีแขกผู้มาเยือน และกำลังยืนเคาะประตูอยู่อย่างนั้น ลุงหนวดเหลียงคือคนที่คอยเฝ้าประตู เขาหาวพลางเปิดประตู ก่อนจะผงะไปแล้วถามว่า 


“เจ้ามาหาใคร?” 


หญิงสาวที่อยู่ด้านนอกสวมรองเท้าที่ประดับด้วยลูกปัดด้วย มีผิวที่เหมือนดอกไม้หิมะ ดูสูงส่งราวกับเมฆที่สูงตระหง่าน ชุดของนางดูแตกต่างไปจากผู้หญิงในหมู่บ้านอย่างสิ้นเชิง แม่นางผู้นั้นยิ้มพลางตอบว่า


“พ่อหนุ่มฉีอยู่หรือไม่?”


ชายผู้เฝ้าประตูสำรวจอย่างละเอียดลูบคาง “อยู่ก็อยู่นั่นแหละ แต่ว่าข้าให้เจ้าเข้าไปไม่ได้หรอก เขาเองก็ไม่ได้ชอบเรื่องนี้แบบนี้เท่าไหร่นัก แต่ข้าสามารถไปที่นั่นได้เป็นบางครั้ง บ้านเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ?”


“บ้านของแม่ข้าอยู่ในหมู่บ้านนี้ ข้าสกุลถัง รบกวนท่านพาข้าไปพบพ่อหนุ่มฉีหน่อยได้หรือไม่?”


“บอกแล้วไงว่าไม่ได้” เขาทำเสียงจิ๊ปากอย่างเสียดาย “คนในหมู่บ้านนี้ คุณชายไม่ให้แตะต้อง ช่างเถอะ เจ้ารีบไปเถอะ” 


แม่นางผู้นั้นยิ่งไม่เข้าใจ นางถามว่า “ที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไร ข้าฟังแล้วไม่เข้าใจ?”


ในขณะนั้นถังฉือเย่ได้เดินถือตะกร้าสานเดินเข้ามาพอดี ลุงหนวดเหลียงจึงได้เก็บท่าทางพฤติกรรมที่ไม่ชอบอย่างเนียนๆ พลางยิ้มและกล่าวทักทาย 


“อาเย่ มาส่งอาหารอีกแล้วหรือ?” เขาถามพลางรับตะกร้ามาถือไว้


ถังฉือเย่ส่งเสียงตอบรับ พลางเหลือบมองไปยังแขกผู้มาเยือน ซึ่งทันทีที่นางเห็นหญิงสาวผู้นั้น ร่างกายของนางก็สั่นสะท้าน หน้าอกของนางราวกับถูกโจมตีอย่างแรง ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีดำ ปอดรู้สึกเจ็บปวด และหลังของนางก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อทันที 


ถังฉือเย่กัดฟันอดทนไว้ ไม่ส่งเสียงออกมา แม้ว่าจะสูญเสียความทรงจำไปช่วงหนึ่ง แต่ก็ดูเหมือนว่าในใจนางจะรู้ได้อย่างชัดเจน…หญิงสาวผู้นี้คือถังสุ่ยจือ คนที่ซื้อถังฉือเย่และทุบตีจนตายจนเป็นเหตุให้นางเดินทางข้ามกาลเวลาเข้ามาอยู่ในร่างของถังฉือเย่อยู่ทุกวันนี้นั่นเอง! 


จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ถังฉือเย่ยังไม่ได้คิดบัญชีนี้กับนางเลย!


ถังสุ่ยจือก็กำลังจ้องมองเขม็ง ด้วยความที่ถังฉือเคยเป็นลูกน้องของตนเอง ดังนั้นในใจจึงรู้สึกว่าอยู่เหนือกว่า ไม่ว่าจะได้ยินเรื่องราวของนางมามากแค่ไหน หญิงสาวยังคิดว่าตนเองนั้นอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าอยู่ดี ดังนั้นจึงได้กวาดสายตามองถังฉือเย่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า 


“เป็นเจ้าเองเหรอ?” 


ถังฉือเย่ไม่กล่าวอะไร นางหันไปถามชายเฝ้าประตู “ท่านนี้คือใคร?”


“ไม่ต้องไปสนใจนาง เป็นเพียงหญิงโคมเขียวเท่านั้น ไป…พวกเราไปกันเถอะ” 


ถังฉือเย่พยักหน้า “อ้อ…หญิงโคมเขียวก็คือหญิงโสเภณีขายตัว!” 


ถังสุ่ยจือได้ยินก็เดือดดาลขึ้นมาทันที นางกล่าวอย่างโมโห “เจ้าพูดอะไรน่ะ เจ้าว่าใครเป็นโสเภณี”


และลุงหนวดเหลียงที่ผงะไป 


“เจ้าไม่ใช่โสเภณีหรือ?” 


“ข้าเป็นหญิงสาวดีๆ จะเป็นโสเภณีได้อย่างไร!” 


“ข้าเห็นตอนเจ้าพูด เจ้าทำแบบนี้ๆ” เขาทำท่ายืดอก พลางทำท่าถลกคอเสื้อ และพูดด้วยใบหน้าว่างเปล่า “ข้าเคยเห็นพวกผู้หญิงโคมเขียวชอบทำท่าอย่างนี้กันทั้งนั้น” 


ถังสุ่ยจือโกรธจนแทบหายใจไม่ออก แต่ก็ไม่กล้าที่จะอาละวาดออกมาดังใจนึก ได้แต่หันไปใส่อารมณ์กับถังฉือเย่แทน  


“พวกเขาพูดอย่างนี้มันเป็นการทำลายชื่อเสียงของข้าชัดๆใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่เจ้าบอกมาสิ!”


ถังฉือเย่ใช้ทักษะการแสดงของนักแสดงยอดเยี่ยมของตัวเอง นางทำหน้านิ่งๆแล้วถามกลับว่า “ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น เพราะแม้แต่เจ้าเป็นใครกันข้ายังไม่รู้เลย?” 


“นี่เจ้า จำข้าไม่ได้เลยเหรอ?” ถังสุ่ยจือเลิกคิ้วมอง เชื่อสนิทใจ หรืออาจเป็นเพราะตอนที่เจอกันนั้นถังฉือเย่ยังเล็กและโง่อยู่มาก บางทีอาจจะจำนางไม่ได้จริงๆ 



บทที่ 130 ใครกันแน่ที่โชคร้าย!


“นางคือถังสุ่ยจือเดิมทีก็เป็นคนในหมู่บ้านของเรา แต่ได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในเมืองนานแล้ว” คนในหมู่บ้านที่ยืนอยู่ละแวกนั้นคนหนึ่งบอก ถังฉือเย่ก้มหน้าลงเล็กน้อยพลางว่า


“ที่แท้ก็คือถังสุ่ยจือนี่เอง” 


ถังสุ่ยจือที่สังเกตเห็นว่าสีหน้าของอดีตคนรับใช้เปลี่ยนไป จึงเริ่มกลับมารู้สึกว่าตัวเองนั้นเหนือกว่า นางหัวเราะพลางพูดขึ้นอย่างสำรวมว่า “เวลาผ่านไปอะไรๆก็เปลี่ยนไป แต่ข้าไม่คิดเลยว่าตอนนี้เจ้าจะลืมตาอ้าปากได้แล้ว”


หญิงสาวทำเสียงหัวเราะในลำคอ “เจ้ามาหาอาจิงมีธุระหรือ?”


“ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรหรอก” ถังสุ่ยจือสะบัดผมด้วยท่าทางที่มีเสน่ห์ เมื่อลดมือลงมาก็มักจะชอบดึงคอเสื้อลงมาตามความเคยชิน จนลุงหนวดเหลียงที่นั่งกินเจียนปิ่งอยู่ข้างๆนั้นพูดขึ้นเบาๆว่า 


“ดูเจ้าสิ! นี่ยังจะบอกว่าไม่ได้เป็นหญิงโคมเขียวอีกหรือ หน้าอกแทบจะถลนออกมาอยู่แล้ว มีผู้หญิงดีๆที่ไหนที่แต่งงานแล้วทำตัวแบบนี้กัน” 


“เจ้า! เจ้าคนชั้นต่ำ ข้ามาหาฉีจิงเพื่อจะขอซื้อสูตรเหล้าต่างหาก รีบพาข้าไปพบเขาเร็วเข้า” 


“ที่แท้ก็เรื่องสูตรเหล้านี่เอง เรื่องสูตรเหล้าข้าเป็นคนตัดสินใจเพียงผู้เดียว ไม่ขายและไม่ขอเจอเจ้าอีกเชิญกลับไปได้แล้ว” ถังฉือเย่พูดกลั้วหัวเราะพลางหันมาสั่งลุงหนวดเหลียงว่า 


“ท่านลุงหนวด ปิดประตูเดี๋ยวนี้!”


ลุงหนวดเหลียงขานรับพร้อมกับลงมือปิดประตูทันที ถังสุ่ยจือพุ่งเข้ามาด้วยความโกรธพร้อมกับใช้มือค้ำประตูเอาไว้ 


“ถังฉือเย่ จ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร คนเสียสติอย่างเจ้ากล้ามาทำอวดดีต่อหน้าข้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ต่อให้เจ้าจะมาเป็นคนใช้ของข้าข้าก็ไม่เอา พอวันนี้เจ้าได้คบค้าทำกิจการกับพ่อหนุ่มฉีเข้าหน่อยก็ทำตัวหยิ่งยโสขึ้นมาเชียวนะ”


“พูดถึงเรื่องสาวใช้ ข้าขอถามเจ้าหน่อยในตอนนั้นเหตุใดเจ้าถึงซื้อข้ามาเป็นสาวใช้”


“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย ข้ามีเงิน ข้าสบายใจอยากจะซื้อคนเสียสติมาฆ่าเวลาเล่นๆก็เท่านั้น”


“ชีวิตของข้าเกือบจะตกอยู่ในมือของเจ้าแล้ว สูตรเหล้านี้ข้าจะขายให้ใครก็ได้ที่ไม่ใช่เจ้า!”


ถังสุ่ยจือพูดเยาะเย้ยลอยหน้าลอยตาต่อว่า “นี่เจ้าจะโทษข้าไม่ได้นะ ถ้าอยากโทษก็ไปโทษย่าของเจ้าหรือไม่ก็โทษที่เจ้าโชคไม่ดี เจ้ามันสมควรตาย ข้า…” 


ในขณะนั้นเองไม่ทันที่ถังสุ่ยจือจะพูดจบประโยค จู่ๆก็ได้ยินเสียงนกร้องจนแสบแก้วหู พร้อมกันนั้นก็มีนกปีกสีดำตัวหนึ่งบินโฉบมาจากฟากฟ้า พร้อมกับถ่ายของเสียก้อนใหญ่ตกลงมารดใส่ศีรษะของ ถังสุ่ยจืออย่างพอเหมาะพอเจาะราวกับจับวางจนนางเลอะเทอะไปทั้งศีรษะ!


ถังฉือเย่หัวเราะก๊ากเพราะไม่รู้ว่านกตัวนั้นไปกินอะไรมามูลของมันจึงเหลวเป็นน้ำ มีสีขาวสีเหลืองรดเต็มใบหน้าที่ตกแต่งอย่างงดงามของถังสุ่ยจือ จนแม้กระทั่งจะลืมตาก็ทำไม่ได้ นางรีบเอาผ้าออกมาเช็ด พลางกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ 


ชาวบ้านที่อยู่ข้างๆสองคนนั้นก็อึ้งไปตามๆกัน นึกในใจว่าถังสุ่ยจือที่เมื่อครู่เพิ่งจะดุด่าต่อว่าถังฉือเย่ไปหมาดๆ ไม่ทันไรก็ได้รับเคราะห์กรรม…ไม่แปลกที่ทุกคนในหมู่บ้านจวี้เป่าต่างพูดกันว่านางเป็นหญิงสาวผู้โชคดี ห้ามไปยั่วโมโหนางเด็ดขาด!” 


หญิงสาวผู้โชคดีได้แต่เห็นว่าชายหนุ่มสองคนในหมู่บ้านที่แทบจะคุกเข่าลงไปกับพื้นแล้วก็ทำได้เพียงยิ้มอย่างไร้เดียงสา เพราะเรื่องทั้งหมดนี่เป็นเพราะเหตุบังเอิญเท่านั้น! 


ถังสุ่ยจือกรีดร้องเสียงดังลั่นทันทีที่ตั้งหลักได้ก็พลางวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกไป ถังฉือเย่ส่ายหน้าช้าๆ แล้วจึงเดินกลับเข้าไปในสำนัก ความจริงแล้วตอนนี้พ่อและพี่ชายคนโตของถังสุ่ยจือเองก็ได้ทำงานที่ร้านเหล้า แถมครอบครัวของนางก็ได้มาเรียนทำเหลียงเฟิ่นไปด้วย 


ในตอนแรกถังฉือเย่ไม่ได้สนใจถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อยจึงไม่ได้คิดตอบโต้อะไร กระทั่งถังสุ่ยจือบุกมาถึงสำนักศิลปะการต่อสู้ นางจึงฉุกคิดและสงสัยว่าเพราะเหตุใดในตอนนั้นถังสุ่ยจือถึงได้ซื้อนางไป มันมีเรื่องอะไรเบื้องลึกเบื้องหลังหรือไม่ 


หญิงสาวยังคงรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อคิดไปคิดมานางก็นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา ดังนั้นนางจึงยืนรอที่ประตูอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งมองเห็นคุณนายเหมาและสามีของนางกลับมาจากการขายเหลียงเฟิ่น


คุณนายเหมาผู้นี้เป็นคนที่ฉลาดและปากจัด นางไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเพียงแต่ปากจัดไปหน่อยเท่านั้นแถมยังชอบเอาเปรียบเล็กๆน้อยๆ โดยอาศัยอยู่ใกล้บ้านของถังสุ่ยจือ


ถังฉือเย่ยิ้มพลางเดินเข้าไปทักทาย “ท่านป้า ข้าขอรบกวนอะไรท่านหน่อยสิ”


ตอนนี้คุณนายเหมาหยุดฝีเท้าลงและตอบรับในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ถังฉือเย่เชิญนางเข้ามาข้างใน จากนั้นก็รินน้ำอ้อยให้นางดื่มหนึ่งถ้วยพลางพูดขอร้องว่า 


“วันนี้ข้าได้เจอถังสุ่ยจือก็เลยนึกถึงเรื่องเมื่อก่อนขึ้นมา ในใจก็เกิดสงสัยว่าเหตุใดในตอนนั้นนางถึงได้ซื้อคนเสียสติอย่างข้าไป แล้วตอนนี้นางมาขอซื้อสูตรเหล้าไปเพื่อใครกัน?”


หญิงสาวเพียงแค่เริ่มพูดเท่านั้น คุณนายเหมาก็เข้าใจและพยักหน้า ถังฉือเย่จึงยิ้มแล้วบอกนางไปว่า


“ท่านป้าวางใจได้ ข้าไม่ได้จะซักไซ้หรือต่อว่าอะไร อย่างไรเสียตอนนั้นท่านย่าของข้าก็เป็นคนที่ขายข้าเอง ไม่สามารถโทษนางได้ เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจ และรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อยเท่านั้น ท่านช่วยถามแทนข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าจะไม่บอกใครว่ารู้มาจากท่านอย่างแน่นอน”


“ไม่ว่าเจ้าจะลงมือทำอะไรข้าก็วางใจทั้งนั้นแหละ เจ้ารอได้เลย ข้าจะหาเวลาไปถามให้”


ถังฉือเย่อมยิ้มพลางพูดขอบคุณ จากนั้นจึงยังเอาเจียนปิ่งมอบให้คุณนายเหมาอีกหนึ่งตะกร้า 


หลังจากนั้นเมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ ถังฉือหรงและพวกอีกสี่คนได้อยู่กินข้าวที่บ้านของท่านสวี่ เพื่อนร่วมโต๊ะของถังฉือเย่จึงมีเพียงฉีจิง เริ่นตง ยายเย่ และชางรุ่ย ท่านอาสี่และคุณนายโจวเท่านั้น 


สำหรับอาหารมื้อค่ำวันนี้มีอาหารพิเศษอยู่หนึ่งอย่างที่ยายเย่ถนัดมากที่สุด นั่นคือ ฮั่นหลินจี วิธีการทำคือนำผักตามฤดูหลากหลายชนิดมาเด็ดใบแก่หรือใบชั้นนอกสุดออกให้หมด จากนั้นนำมาหมักไว้ในโถ เวลาหมักต้องเติมผักให้เต็มโถ และต้องปิดฝาให้แน่นหนา ตรวจสอบให้ละเอียด เมื่อสีซีดและมีกลิ่นหอมฟุ้งแล้วจึงจะถือว่าหมักได้ที่ เมื่อเวลาจะนำมารับประทานก็ต้องทำยงโจวซูก่อน นั่นก็คือ ใช้น้ำมันของยงโจวซู ใส่ลงไปในเครื่องปรุงรสและเกลือ โดยในแต่ละฤดูก็จะใช้ผักมาดองแตกต่างกันอย่างเช่นฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิจะใช้เป็นหน่อไม้ ฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงจะใช้เป็นรากบัว ครั้งนี้ยายเย่เลือกใช้รากบัวหั่นเป็นชิ้นๆ เมื่อผัดจนสุกแล้วก็นำมาใส่ในน้ำซุปที่เข้มข้น เมื่อกินแล้วก็จะรู้สึกโล่งคอ แม้กระทั่งฉีจิงเองก็ยังเอ่ยปากชม


หญิงชราตักกับข้าวแล้วหยิบถ้วยมาใส่กับสองอย่าง ข้าวหนึ่งถ้วย จากนั้นก็เดินเอาไปให้วังซื่อข้างในห้อง วังซื่อได้ยินเสียงชมมาจากด้านนอกนานแล้ว พวกเขาชมเจียนปิ่งก่อน จากนั้นก็มาชมฮั่นหลินจีอีกนางไม่เคยกินฮั่นหลินจีมาก่อน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนใช้จึงต้องแสร้งทำเป็นรู้จักพูดขึ้นว่า 


“มันย่องแบบนี้ ใครจะไปอยากกินลง มีเพียงคนบ้านนอกชนบทเท่านั้นแหละที่จะชอบ” 


ยายเย่ไม่ใส่ใจ ยกอาหารออกมาพลางพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกิน”


วังซื่ออึ้งไปชั่วขณะก่อนจะพูดด้วยความโมโหว่า “เจ้ากล้ารึ เจ้าทาสต่ำต้อย กล้าดีอย่างไรถึงไม่เคารพข้าเช่นนี้ ข้าเป็นเจ้านายของเจ้าน่ะ”


ยังไม่ทันพูดจบถังฉือเย่ก็เปิดม่านเข้ามาถามเสียงเข้ม “เกิดอะไรขึ้น?”


วังซื่อก็รู้สึกกลัวขึ้นมาในทันที นางตอบเสียงแผ่วๆว่า “ข้าก็แค่จะสั่งสอนนางเท่านั้น มีคนใช้ที่ไหนเป็นแบบนี้บ้าง นางไม่ได้มองข้าเป็นเจ้านายด้วยซ้ำ” 


“เดิมทีท่านก็ไม่ได้เป็นเจ้านายของนางอยู่แล้ว” ถังฉือเย่หัวเราะเยาะ “รบกวนท่านช่วยเข้าใจอะไรใหม่ด้วย ยายเย่เป็นคนของข้า นางฟังคำสั่งจากคนเพียงคนเดียว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่านแม้แต่นิดเดียว” 


วังซื่อถึงกับพูดอะไรไม่ออก ถังฉือเย่จึงหันไปกำชับกับยายเย่ว่า “นางไม่อยากกินก็เก็บไป คราวหลังเวลาท่านทำอาหารก็ไม่ต้องทำเผื่อนาง เพราะอย่างไรเสียนางก็ไม่ชอบ ให้นางไปทำเองก็แล้วกัน”


ได้ยินวังซื่อก็โกรธจนหน้าเขียวหน้าแดง ได้แต่จ้องมองด้วยความโกรธแค้น แต่ถังฉือเย่ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวเบะปากเล็กน้อยก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไป เรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับอารมณ์ของคนในบ้าน ทุกคนต่างก็ยังสนุกสนานเฮฮาเหมือนอย่างเคย


เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ในขณะที่กำลังนั่งพูดคุยกันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูอยู่สองครั้ง ถังฉือเย่เดินออกไปดูก็เห็นคุณนายเหมากำลังเดินเข้ามาในตะกร้าก็มีหูปิ่งอยู่สามสี่ชิ้น  


“เจ้าบ้านถัง ข้าได้ถามมาเรียบร้อยแล้ว คนที่ถังสุ่ยจือแต่งงานด้วยตอนนั้น เป็นคนสกุลเมิ่ง ก่อนที่จะตกลงกันเรื่องแต่งงาน เขาก็ได้มาที่หมู่บ้านแล้วสองครั้งไม่ใช่หรือ ได้ยินมาว่าเคยเจอเจ้าแล้วหนึ่งครั้ง สุ่ยจือรู้สึกไม่สบายใจ ภายหลังจึงได้ทะเลาะกันจนเป็นเรื่องใหญ่โต”


หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร!



จบตอน

Comments