superstar ep13

 บทที่ 13 ช่างโชคดีจริงๆ


วังซื่อเงียบสนิท มีเพียงสายตาเท่านั้นที่จับจ้องถังฉือเย่ไม่วางตา ในใจนึกว่าหากกลับไปที่บ้านตระกูลถังได้ข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องหาซื้อมาก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ก็ยังไม่กล้าเถียงออกไปเมื่อเห็นรอยยิ้มแปลกๆของอีกฝ่าย จึงได้แต่พูดออกไปว่า 


“ก็ดี! ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้า พรุ่งนี้เจ้าก็ออกไปซื้อของ แล้วก็อย่าลืมซื้อสบู่อาบน้ำ สบู่ล้างหน้า ชาดทาแก้ม แล้วก็เสื้อผ้ามาให้ข้าเปลี่ยนด้วยล่ะ ใส่ชุดเดิมมาหลายวัน เหม็นจะแย่แล้ว”


“ท่านแม่จะไปกับข้าด้วยหรือไม่?”


“ไม่ล่ะ” นางโบกมือปฏิเสธ “ข้าขี้เกียจที่จะขยับตัวแล้ว”


“ข้าก็คิดเช่นนั้น” ถังฉือเย่เหลือบมองอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะพูดประโยคต่อมาที่ทำให้วังซื่อตกใจ “เพราะดูจากใบหน้าและเรือนร่างของท่านตอนนี้แล้ว… ข้าว่าท่านอยู่แต่ในบ้านอย่าเพิ่งออกไปพบปะผู้คนเลยจะดีเสียกว่า”


“ทำไม?” 


“ก็มันดูสกปรกเหลือเกิน ข้ากลัวว่าคนเขาจะพากันรังเกียจท่านไปหมด”  


“อะไรนะ!” วังซื่อรีบลุกขึ้นนั่งทันทีก่อนจะรีบร้อนไปตักน้ำมาล้างหน้าล้างตา แล้วเริ่มใช้หวีสางเส้นผมที่พันกันยุ่งเหยิงให้เรียบร้อย 


โชคยังดีที่วังซื่อเป็นคนรักสวยรักงาม เพราะฉะนั้นจึงไม่ยอมให้อะไรมาลดทอนความงามของนาง จนเลยมาถึงการทำความสะอาดภายในบ้านด้วย มิเช่นนั้นดูแล้วบ้านหลังนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับ ‘รังแมงป่อง’ ที่สัตว์ร้ายอื่นๆจะต้องเข้ามาเดินเพ่นพ่านจนถังฉือเย่ไม่กล้าจินตนาการ 


เพราะฉะนั้นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ก่อนเป็นลำดับแรก คือการอาบน้ำสระผม! 


ทำไมนะ…ทำไมผู้อื่นเวลาข้ามกาลเวลากลับได้มาเป็นเทพธิดา ไม่ต้องกังวลกับการเข้าห้องน้ำ ไม่ต้องอาบน้ำ แต่นางกลับต้องมานั่งกังวลใจเรื่องพวกนี้! 


หญิงสาวครุ่นคิดด้วยความไม่เข้าใจในโชคชะตาของตัวเอง พอเช้าวันรุ่งขึ้นแสงแดดเพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า ถังฉือเย่ก็แบกตะกร้าขึ้นหลัง แล้วรีบขึ้นรถเกวียนที่หน้าประตูซึ่งเป็นเกวียนของร้านเหล้าเล็กๆของหมู่บ้านที่จะต้องเข้าเมืองทุกๆสองหรือสามวัน 


เกวียนชนิดนี้ไม่มีหลังคา สองฝั่งจะมีม้านั่งวางอยู่ สามารถนั่งได้ประมาณเจ็ดถึงแปดคน ถังฉือเย่เห็นบนเกวียนยังมีเหล้าสาเกอีกแปดไหกับอีกสองถังตั้งอยู่ ทุกคนในหมู่บ้านจวี้เป่าหากต้องการเดินทางเข้าไปทำธุระในเมืองก็จะต้องอาศัยเกวียนนี้เดินทาง ทุกคนต่างไปยืนรอที่ทางเข้าหมู่บ้านเพื่อโบกเรียก โดยมีค่าโดยสารคนละสองอีแปะ ซึ่งหนึ่งในจำนวนคนที่กำลังยืนรอโบกเกวียนเพื่อเข้าไปในเมืองก็คือ ท่านป้าโจวนั่นเอง


“เมื่อเจ้าเข้าไปในเมืองแล้วก็รอข้าสักครู่ ข้าไปส่งเหล้าเสร็จจะรีบไปพร้อมเจ้า มีร้านอยู่ร้านหนึ่งที่ข้ารู้จักคุ้นเคยดีอาจจะช่วยเจ้าต่อรองราคาได้” 


หญิงสาวคนหนึ่งในตระกูลเดียวกับคุณนายโจวหันมองถังฉือเย่พร้อมแย้มยิ้มและบอกว่า “สะใภ้สี่เป็นคนมีน้ำใจ แล้วก็คุ้นเคยกับเมืองนี้ดี แม่หนูเย่หากเจ้าเข้าเมืองไปกับนาง เจ้าจะไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน” 


ถังฉือเย่กล่าวขอบคุณ…เป็นคำขอบคุณที่ออกมาจากใจของนางจริงๆ ก่อนจะขึ้นไปนั่งข้างๆคุณนายโจวเพื่อเข้าเมืองไปด้วยกัน โดยในระหว่างทางนั้นก็พบหนุ่มสาวไม่น้อยจากในหมู่บ้านที่กำลังเดินเท้าเข้าไปในตัวเมือง คงเพื่อประหยัดเงินสองอีแปะ หญิงสาวจึงอดไม่ได้ที่จะถาม 


“ต้องเดินนานเพียงใดถึงจะตัวเมือง?”


“ที่นี่ก็ห่างจากตัวเมืองประมาณยี่สิบกว่าลี้ หากเดินเร็วหน่อยก็คงใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม” 


ถังฉือเย่พยักหน้ารับรู้ พร้อมกันนั้นก็ล้มเลิกความคิดที่จะเดินเท้าไปด้วยตัวเองในคราวหน้า หลังจากนั้นนางก็นั่งหัวสั่นหัวคลอนอยู่บนเกวียนมาได้ระยะหนึ่งก็เดินทางมาถึงตัวเมืองซึ่งไม่ได้มีร้านค้ามากมายอย่างที่นางคิดไว้แต่แรก


ทุกคนต่างลงจากรถ คุณนายโจวและสามีเดินหายเข้าไปในร้านอาหารอยู่หลายที่ นางจึงยืนรออยู่ด้านนอก มองเห็นทั้งสองพูดคุยกับคนผู้หนึ่งที่มีท่าทางเหมือนเป็นเจ้าของร้าน ถังฉือเย่เห็นพวกเขาก้มหน้าไม่หยุด แต่เจ้าของร้านผู้นั้นกลับมีทีท่ารำคาญ ขมวดคิ้วพลางโบกมือ จากนั้นก็หันหลังแล้วเดินจากไป 


หลังจากนั้นสองสามีภรรยาก็ก้มหน้าเดินออกมาจากร้าน เหล้าบนเกวียนก็ไม่ได้ถูกขนลง นางคิดว่าน่าจะมีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงยิ้มและบอกกับพวกเขาทั้งสองคนที่เพิ่งจะเดินออกมา “ท่านป้า ข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก มันอาจจะดูแปลกๆสักหน่อย แต่ข้าคิดว่าข้าเดินออกไปดูของเองก็ได้”


“ไม่เป็นไร…ข้าจะไปกับเจ้าเอง ข้าก็มีของบางอย่างที่ต้องซื้อเหมือนกัน”


หญิงสาวไม่ได้กล่าวอะไรมากกว่านั้น หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงมุ่งหน้าไปยังร้านขายยาก่อน คุณนายโจวไม่ค่อยคุ้นเคยกับร้านขายยาแห่งนี้เท่าไหร่นัก แค่เคยได้ยินมาว่าร้านยาเป่าเหอถังนี้ถือเป็นร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในเมือง 


ถังฉือเย่กระชับตะกร้าที่สะพายอยู่ซึ่งภายในมีหญ้าลิ้นงูดอกขาวแน่น เมื่อเข้ามาในร้านก็พบคนผู้หนึ่งท่าทางน่าจะเป็นเจ้าของร้านกำลังวุ่นวายสั่งลูกศิษย์วิ่งไปรอบๆ นางยืนรออยู่สักพักก่อนจะถามขึ้น 


“เถ้าแก่! ที่นี่รับซื้อยาหรือไม่?”


เถ้าแก่ของร้านไม่ได้หันกลับมามอง คนข้างๆจึงถามขึ้น “เจ้าจะขายอะไร?”


ถังฉือเย่วางตะกร้าลงก่อนจะหยิบสิ่งที่นางนำมาขายให้เขาดู ซึ่งก็ทำให้อีกฝ่ายนั้นดวงตาเบิกโพลงทันที เขาเก็บความดีใจเอาไว้ไม่อยู่ร้องเรียกชายผู้เป็นเจ้าของร้านเสียงดังลั่น


“เถ้าแก่ เถ้าแก่!”


เถ้าแก่เจ้าของร้านเป่าเหอถังดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่หันกลับมาเห็น เขารีบเดินมาพลิกดูในตะกร้า ก่อนที่ปมขมวดระหว่างคิ้วจะหายไปและถามราวกับไม่พอใจเล็กน้อย 


“เหตุใดเจ้าจึงเก็บสิ่งนี้มา?”


“ข้าก็มาเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนของท่านอย่างไรล่ะ” ถังฉือเย่ยิ้มพราย จนเถ้าแก่ผู้นั้นผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสำรวจนางสองสามรอบและกล่าว 


“ข้าแซ่หลิว” 


“เถ้าแก่หลิว” หญิงสาวพูดยิ้มๆ “ยาชนิดนี้อาจดูไม่ได้มีราคามากนัก แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ข้าจะมาได้จังหวะพอดี เถ้าแก่หลิวข้าคิดว่าท่านน่าจะได้กำไรมหาศาล แต่ข้าขอแค่กำไรเล็กๆน้อยๆจากท่านก็พอใจแล้ว ท่านว่าดีหรือไม่?”


เขาหรี่ตามองหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าอย่างสังเกตสังกา เสื้อผ้าที่ดูซอมซ่อ รูปร่างก็ทั้งเตี้ยและผอม ดูอย่างไรนางก็เป็นแค่เด็กสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แต่กลับมีดวงตาแวววาว รวมทั้งรอยยิ้มและท่าทางสบายๆ ไม่รีบร้อนที่แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกที่สุภาพและเยือกเย็น 


เถ้าแก่หลิวหัวเราะออกมา “แม่นางช่างเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดเสียจริงๆ วันนี้เจ้ามาได้ถูกเวลาพอดี แต่ก็ควรรีบมาให้เร็วหน่อย หากช้าไปกว่านี้มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว…แต่เอาเถอะ! ไหนๆ ของที่เจ้านำมาก็สามารถช่วยข้าได้มาก ดังนั้นข้าจะให้เจ้าสักสิบตำลึงเป็นค่าตอบแทน ตกลงไหม?”


“ขอบคุณท่านมาก… เถ้าแก่หลิว”


คุณนายโจวที่ยืนฟังอยู่ข้างๆถึงกับสูดลมหายใจเข้าด้วยความตกใจ หันมองถังฉือเย่อย่างไม่อยากเชื่อสายตา ส่วนถังฉือเย่ที่ยืนนิ่งอยู่ก็รู้สึกเคารพในความใจกว้างของเถ้าแก่หลิว 


หญิงสาวยื่นหญ้าลิ้นงูดอกสีขาวจำนวนครึ่งตะกร้าให้เถ้าแก่หลิว และเขาก็มอบเงินจำนวนสิบตำลึงให้นางอย่างตรงไปตรงมา รอจนกระทั่งออกมาจากร้านยา คุณนายโจวจึงผ่อนลมหายใจออกมา 


“เย่เอ๋อร์ เจ้าแทงข้าเสียเดี๋ยวนี้เถอะ! นี่ข้าไม่ได้กำลังฝันไปใช่มั้ย! หญ้าลิ้นงูดอกสีขาวนี่…ปกติสิบอีแปะก็ยังไม่มีคนซื้อ แต่วันนี้ทำไมเจ้าขายมันได้มากตั้งสิบตำลึง!”


“ข้าก็แค่โชคดีเท่านั้น” ถังฉือเย่ตอบยิ้มๆ 


“ใช่น่ะสิ! เจ้านี่ช่างโชคดีเสียจริง!” คุณนายโจวถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า 


“แต่เจ้ามองออกได้อย่างไร เจ้านี่ช่างกล้าหาญนักที่กล้าพูดเช่นนั้น!”


ถังฉือเย่หัวเราะและพูดว่า “หากไม่วางมาดสักหน่อย พวกเขาก็จะคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่และดูถูกลูกค้าอย่างเรา พวกเราแค่มีมารยาทให้ถึงที่สุดก็ไม่ต้องไปเกรงกลัวว่าจะมีใครมาดูถูก” 


ได้ฟังคำพูดของหญิงสาวซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคนโง่เขลา คุณนายโจวก็มองด้วยสายตาทึ่งๆ ก่อนจะเอ่ยถามถึงสิ่งที่สงสัย


“หญ้าลิ้นงูดอกสีขาวนี่ เหมือนว่าข้าจะเคยเห็นครั้งหนึ่งตอนที่ลงเขามา?” 


ถังฉือเย่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่คุณนายโจวกล่าว นางเพียงยิ้มออกมานิดหนึ่ง “ก็ต้นฉัตรจีนสามต้นที่อยู่ตรงทางลงเขานั่นแหละเจ้าค่ะ ข้าเก็บมาเพียงครึ่งตะกร้าเท่านั้น แต่ว่าท่านป้าท่านลองฟังที่เถ้าแก่หลิวพูดสิ ทุกอย่างมันประจวบเหมาะพอดีที่มีคนต้องการหญ้าลิ้นงูดอกขาวแถมยังต้องรีบใช้อีกด้วย ข้าก็เลยโชคดีขายให้เขาได้ในราคาสิบตำลึง หลังจากนี้ต่อไปก็คงไม่ได้ราคานี้แล้ว เช่นนั้นข้าก็จะไม่ไปเก็บมันอีกแล้วล่ะ”


คุณนายโจวครุ่นคิดถอนหายใจพลางพูดอย่างอดไม่ได้ “เจ้านี่ช่างโชคดีจริงๆ”


หญิงสาวยิ้มตรงมุมปากพร้อมกับถามเปลี่ยนเรื่อง “ท่านป้า ข้าต้องไปซื้อสบู่ให้ท่านแม่ มันมีขายที่ไหนบ้างหรือ?”


“โอ้!” คุณนายโจวร้อง “ข้าจะพาเจ้าไปเอง เดิมอ้อมไปจากที่นี่จะมีร้านขายชาดสำหรับทาแก้ม ร้านนี้น่ะเปิดมายาวนาน เถ้าแก่เป็นคนสกุลหวัง เขานิสัยดีมาก” 



จบตอน

Comments