บทที่ 131 แผนสาวงาม
คุณนายเหมาพูดขึ้นอีกครั้งว่า “ครั้งนี้ที่นางกลับมาได้ยินมาว่าครอบครัวฝ่ายสามีของนางเปิดร้านอาหารเล็กๆอยู่ แต่ชื่ออะไรข้าก็จำไม่ได้แล้วละ รู้แต่ว่าร้านอาหารนั้นไม่มีเหล้าฟู่โช่วของเจ้าวางขาย ดังนั้นจึงให้นางกลับมาเพราะคิดว่าคนหมู่บ้านเดียวกันน่าจะคุยกันง่ายหน่อย เลยให้นางมาขอซื้อสูตรเหล้ากับฉีจิงอย่างไรเล่า”
“ร้านอาหารหยุนหลาย?”
“ใช่ๆ” คุณนายเหมาพูดด้วยความดีใจ “ร้านอาหารหยุนหลาย ชื่อนี้แหละ”
ถังฉือเย่พยักหน้า เมื่อเริ่มเข้าใจมากขึ้น
“แต่ว่าตอนที่ข้าไปหานั้นสุ่ยจือกำลังอาละวาดอยู่ พ่อแม่พี่ป้าของนางกำลังเกลี้ยกล่อมนางอยู่ บอกให้นางอย่าไปทำให้เจ้าโกรธ ยิ่งอย่าทำให้พ่อหนุ่มฉีไม่พอใจ แต่พูดก็พูดเถอะ ผู้หญิงอย่างนั้นเล่ห์เหลี่ยมเยอะจะตายไป”
“ข้าต้องขอบใจท่านป้ามาก”
“อย่าได้เกรงใจเลย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้”
ถังฉือเย่พยักหน้าอีกครั้งก่อนที่คุณนายเหมาจะหันหลังเดินจากไป ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับคุณนายโจวที่ก่นด่าอยู่ด้านหลังนางว่า
“สุ่ยจือผู้หญิงคนนี้ก็ชั่วร้ายเกินไปแล้ว ข้าขอพูดอะไรที่ไม่น่าฟังหน่อยเถอะ ในตอนนั้นเจ้าก็เป็นแค่คนเสียสติคนหนึ่ง พ่อหนุ่มเมิ่งก็เพียงถามดูเท่านั้น เขาจะเอาคนเสียสติไปเป็นเมียหรือ ที่ซื้อไปก็เพื่อเอาไปเฆี่ยนตี จิตใจช่างเลวร้ายใจดำอำมหิต!”
“คนที่สุกลเมิ่งเป็นคนอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
คุณนายโจวยังไม่ทันพูดอะไร ฉีจิงก็ตอบคำถามนี้แทน “เป็นคนที่เมื่อเห็นคนหน้าตาดีก็อยากมีความสัมพันธ์ด้วยน่ะสิ”
คุณนายโจวเมื่อได้ฟังก็รู้สึกขำพลางเอ่ยว่า “ดูท่าทางเขาจะอายุสักยี่สิบ แต่กลับดูมีเสน่ห์หน้าตาหล่อเหลา เป็นคนค่อนข้างที่จะมีน้ำใจ”
“ดังนั้นนี่คือแผนสุดท้ายของร้านอาหารหยุนหลายงั้นหรือ?” ถังฉือเย่ครุ่นคิดพลางหันหน้าไปหาฉีจิง “สงสัยพวกเขาจะใช้แผนสาวงาม”
“ไม่ได้ผลหรอก”
“เจ้าแน่ใจงั้นเหรอ?” ถามยิ้มๆจนตาหยีเมื่อเห็นชายหนุ่มยังนิ่งเงียบถึงเปลี่ยนเรื่อง “เอาล่ะ เอาล่ะ เรามาคุยเรื่องอื่นกันดีกว่า”
หลังจากนั้นทุกคนก็อยู่พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งถังฉือหรงได้พาเด็กน้อยทั้งสองกลับมา ท่านอาสี่และคุณนายโจวจึงจะกลับบ้านไป
ตั้งแต่เรื่องหัวขโมยในครั้งก่อน ครอบครัวของฉีจิงทั้งพี่ทั้งน้องก็ได้อาศัยอยู่ที่บ้านของถังฉือเย่ หญิงสาวจึงได้ยกห้องรองทางทิศตะวันออกให้ทั้งสองพี่น้องพักอาศัย ดังนั้นพวกเขาต่างก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำที่ด้านหลังบ้าน ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินสวนกัน ฉีจิงก็พูดกับนางด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
“ข้าไม่ได้พบนาง”
ถังฉือเย่ที่งุนงงในตอนแรก แต่พอจับใจความที่เขาสื่อมาได้ก็อมยิ้มกับตัวเองพลางพยักหน้าให้กำลังใจเขา ใจจริงนั้นนางไม่ได้คิดว่าถังสุ่ยจือสวยอะไรมากมาย แม้ว่าจะมีดวงตากับจมูกที่สวย แต่ก็เป็นความสวยแบบธรรมดาพื้นฐาน ไม่ได้ดึงดูดใจอะไรเท่าไหร่นัก ดังนั้นนางจึงไม่ได้กังวลใจอะไรเลยแม้แต่น้อย
ถังฉือเย่ไม่รู้เลยว่าในเวลาเดียวกันนั้นเองหญิงสาวที่นางพูดถึงอย่างถังสุ่ยจือนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงด้วยความโกรธ ตั้งแต่เมื่อคืนที่นางกลับเข้าหมู่บ้านมา คนในครอบครัวก็เอาแต่ผลัดกันมาพูดจนหูของนางแทบจะชาอยู่แล้ว
หญิงสาวผู้โชคดีบ้าบออะไรกัน เป็นบุญคุณของคนทั้งหมู่บ้าน เป็นสหายกับท่านเจ้าเมืองอีก ในใจของถังสุ่ยจือรู้สึกหงุดหงิดและสับสนวุ่นวาย ตอนที่เมิ่งจื่อหยางสั่งให้กลับมาบ้านนั้น นางไม่คิดว่ามันจะยุ่งยากเช่นนี้ น่าเสียดายที่ไม่ได้พบฉีจิง ไม่อย่างนั้นแล้วคงใช้เสน่ห์เกลี้ยกล่อมเด็กหนุ่มบ้านนอกคนนั้นได้แล้วไม่ใช่พังไม่เป็นท่าเช่นนี้
หลังจากแต่งงานถังสุ่ยจืออาศัยอยู่ที่ท้ายสวนของเมิ่งจื่อหยาง นางอยู่มาได้เกือบครึ่งปีแล้ว แม้ว่าวันแรกๆอะไรจะสดใหม่ สามีดูแลนางเป็นอย่างดี แต่พอนานวันเข้าทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาไม่ได้รักทะนุถนอมนางอย่างเคย ดังนั้นหากทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ เมื่อกลับไปคงต้องถูกเมิ่งจื่อหนางเย็นชาใส่อย่างแน่นอน
ไม่ได้! นางต้องเอาสูตรเหล้านั้นมาให้ได้!
หลังจากฟังมารดาพูดพล่ามอยู่เป็นเวลานานมีเพียงหนึ่งประโยคที่ดูเหมือนจะมีประโยชน์ ประโยคนั้นคือ “ได้ยินมาว่าพ่อหนุ่มฉีได้ยกเรื่องสูตรเหล้าทั้งหมดให้ถังฉือเย่ดูแล แม้กระทั่งเหล้าฟู่โช่วทุกชุดก็ล้วนแต่ทดลองที่บ้านของถังฉือเย่ทั้งนั้น”
หญิงสาวยิ้มอย่างมีเลศนัยในเงามืด เพราะนั่นหมายความว่า ถึงแม้ถังฉือเย่ไม่มีสูตรเหล้า แต่อย่างน้อยก็มีเหล้าที่ต้มไว้เรียบร้อยแล้ว ได้ยินมาว่าช่วงนี้นางหมักเหล้าหยางเถาอยู่ คิดจะเข้าไปหยิบมาเฉยๆ ก็ติดอยู่ตรงที่ถังฉือเย่เลี้ยงแมวป่าอยู่สองตัว หรือจะเข้าไปแบบเปิดเผยก็คงไม่ได้รับการต้อนรับ
แต่การที่นางเข้าไปไม่ได้นั้นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะเข้าไปไม่ได้นี่นา การอาศัยอยู่ที่หลังสวนนั้นแม้จะไม่ได้เรียนรู้อะไรสักอย่าง แต่อย่างน้อยถังสุ่ยจือก็เรียนรู้มาอย่างหนึ่งว่า ก่อนจะลงมือทำอะไรต้องหาคนมารับเคราะห์แทนให้เรียบร้อยเสียก่อน
เมื่อคิดวางแผนในใจเรียบร้อยแล้วถังสุ่ยจือจึงผล็อยหลับไป เช้าตรู่ในวันถัดมานางจึงแอบไปที่บ้านตระกูลถัง
เมื่อวานท่านย่าซุนกลับมาจากบ้านของเฉินเอ้อหนิวอย่างพ่ายแพ้ ในที่สุดนางก็ได้เข้าใจว่าการที่อาละวาดโวยไปในนั้นไม่ได้เป็นผลไปเสียทุกเรื่อง ครั้งนี้ตระกูลถังจึงทะเลาะกันยกใหญ่
ถังฉือจิ้นที่นั่งอยู่ในห้องทางด้านซ้ายก็รู้สึกรำคาญเป็นอย่างมาก เขาตะคอกออกมาว่า “พวกท่านจะไม่หยุดกันใช่ไหม เสียงดังเอะอะโวยวายจนข้าอ่านหนังสือต่อไม่ได้แล้ว”
ท่านย่าซุนหยุดด่าในทันที มีแต่ถังกุ้ยฮวาเท่านั้นที่ยังไม่หยุด นางด่าว่าเฉินเอ้อหนิวไม่เห็นความหวังดีของผู้อื่น วันข้างหน้าต้องเสียใจในภายหลัง เขาต้องมาขอร้องอ้อนวอนนางอย่างแน่นอน!
ถังสุ่ยจือยืนพิงอยู่หน้าประตูและมองดูอย่างสนอกสนใจอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ยืดคอพลางยิ้มตาหยีและถามขึ้นว่า “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
เมื่อท่านย่าซุนหันมามองใบหน้าก็บึ้งตึง เพราะคิดว่าถังสุ่ยจือคงมาหัวเราะเยาะ แต่ด้วยความที่จำได้ว่าถังสุ่ยจือได้แต่งงานกับเศรษฐีในเมืองจึงไม่กล้าทำให้ไม่พอใจ ทำได้เพียงชักสีหน้าพลางพูดขึ้นว่า
“มีอะไรหรือ?”
“ท่านอย่าเพิ่งใจร้อนไป ข้าเอาเงินมาให้พวกท่าน” นางพูดพร้อมกับเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งด้วยท่าทางราวกับเป็นเจ้าใหญ่นายโต
“ให้เงินอะไร?” ท่านย่าซุนหรี่ตาลงอย่างไม่ไว้ใจ
ถังสุ่ยจือเหลือบมองเห็นว่าตรงขอบโต๊ะมีน้ำมูกที่ยังไม่แห้งติดอยู่รู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอาเจียน จึงกระแอมพลางรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้
“ได้ยินมาว่าคนที่เสียสติคนนั้น ตอนนี้เป็นเจ้าของร้านเหล้า เพียงแค่พวกท่านเอาเหล้าที่นางทดลองใหม่มาไว้ในมือได้ข้าก็จะให้เงินพวกท่านยี่สิบตำลึง”
เท่านั้นแหละดวงตาของท่านย่าซุนก็เป็นประกายขึ้นมาในทันที…เงินยี่สิบตำลึงเป็นเงินจำนวนที่ไม่ใช่น้อยๆเลย เพียงแต่เมื่อลองคิดดูอีกทีแล้ว เนื้อตัวก็สั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
คนอย่างท่านย่าซุนไม่กลัวอะไรทั้งนั้น จะมีก็เพียงเรื่องลี้ลับซับซ้อนที่ไม่สามารถอธิบายได้ ครั้งก่อนที่นางกลับมาจากบ้านของถังฉือเย่ บนพื้นก็มีหลุมกับดักขนาดใหญ่อยู่จนนางพลัดตกลงไป ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเพราะถังฉือเย่!
ท่านย่าซุนพูดด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมว่า “เจ้าเองก็ไม่ไปสืบมาให้ดีเสียก่อนว่าไอ้เด็กนั่นมันรู้เรื่องมันไม่เสียสติแล้ว ไอ้เด็กตัวซวยที่ไม่รู้จักบุญคุณของผู้ใหญ่ ข้าเอาอะไรจากตัวของมันมาไม่ได้เลยสักอย่าง เงินของเจ้า ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก”
ถังสุ่ยจืออึ้งไป ในใจก็คิดว่าท่านย่าซุนเปลี่ยนไปแล้วหรือ ดังนั้นนางจึงพูดขึ้นว่า “เงินน้อยไปหรือ ท่านจึงปฏิเสธข้า ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้หกสิบตำลึงเป็นไง”
ท่านย่าซุนกัดปากจนเลือดซิบ แต่ก็ยังยืนยันคำเดิม จนถังสุ่ยจือรู้สึกรำคาญในใจก็จึงหันหลังและเดินกลับออกมา และในขณะที่กำลังเดินพลางคิดไตร่ตรองไปอยู่นั้นก็ได้มีคนเรียกนางจากด้านหลังเบาๆ
“แม่นางถัง…ถังสุ่ยจือ…อาจือ!”
เมื่อถังสุ่ยจือหันหน้าไปก็เห็นถังหย่งฟู่กำลังเดินตามมาด้วยขาที่กะเผลกอยู่ นางจึงถามว่า “ท่านมีอะไรกับข้างั้นรึ?”
“เจ้าบอกว่าหากเอาเหล้ามาได้ เจ้าจะให้หกสิบตำลึงอย่างนั้นหรือ เป็นเรื่องจริงหรือไม่?”
“เป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน” ถังสุ่ยจือเหลือบมองไปขาพิการของชายตรงหน้าอย่างหมิ่นๆ “เจ้าไปเอามาได้งั้นรึ?”
ถังหย่งฟู่ทำหน้าเคร่งขรึม ผ่านไปครู่หนึ่งจึงจะตอบว่า “เหล้าอยู่ในมือของถังฉือเย่อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว เจ้าไม่รู้หรอกหรือ ทุกครั้งที่มีการทดลองเหล้าในแต่ละชุด ล้วนแต่เก็บเอาไว้ที่บ้านของถังฉือเย่ทั้งนั้นแหละ”
“ได้! เจ้าจะอยู่ที่บ้านสักกี่วัน?”
เมื่อถังสุ่ยจือได้ยินคำตกลง นางก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที “หากเจ้าเอามาได้ภายในสามถึงห้าวัน ข้าก็จะรอเจ้า แล้วเจ้าจะเข้าไปเอามาอย่างไร จะให้ข้าช่วยหรือไม่?”
บทที่ 132 ไม่ทำชั่ว…ไม่ตายหรอก
ถังหย่งฟู่พูดสวนทันควันอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม “ไม่ต้อง! หากได้มันมาแล้วข้าจะไปหาเจ้าเอง”
“เจ้าแน่ใจว่าจะทำสำเร็จ” ถ้งสุ่ยจือยังไม่วางใจ
เขาพยักหน้าแรงๆ สองสามทีไม่ได้กล่าวอะไรก่อนจะหันหลังแล้วเดินกลับเข้าบ้านไป จากเรื่องแม่หม้ายหนิวคราวที่แล้ว ถังหย่งฟู่โดนทุบตีด้วยไม้กระดาน แม้ว่าคนตีจะออมมือ แต่ตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ไม่ใช่น้อย แถมท่านย่าซุนยังไม่ยอมจ่ายค่ารักษา ทุกวันนี้ความเจ็บปวดนั้นจึงยังคงกัดกินให้เขาทุกข์ทรมานอยู่ทุกวัน
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่ถังหย่งฟู่ก็เดาได้ว่าเรื่องนี้มันจะต้องเกี่ยวข้องกับถังฉือเย่แน่นอนเพราะนางเด็กสารเลวนั่น ยอมเสียเปรียบใครที่ไหนกัน!
ถังหย่งฟู่ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น เพียงแต่ตอนนี้นางมีฉีจิงคอยหนุนหลังอยู่ คิดจะจัดการคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แค่ขโมยเหล้าสูตรใหม่ของนางมาได้สำเร็จ อาจจะทำให้นางต้องทะเลาะกับฉีจิงเป็นแน่
เขาต้องทำให้ถังฉือเย่สูญเสียที่พึ่งพาก่อน จึงจะหาโอกาสแก้แค้นได้!
คิดดังนี้ถังหย่งฟู่ก็ไม่สนใจแม้แต่ความเจ็บปวดที่มี เขารีบกลับไปเปลี่ยนเป็นชุด ล้างหน้า ตัดเล็บทำความสะอาดโคลนในเล็บ จนกลายเป็นคนใหม่ เมื่อเห็นถังฉือเย่ออกไป จึงรีบเดินอ้อมเข้าไปจากทางหลังทันที
หลังจากไปสอบถามมาแล้ว กลางวันแมวป่าทั้งสองตัวไม่อยู่บ้าน ขอเพียงถังฉือเย่ไม่อยู่ ในบ้านก็เหลือเพียงวังซื่อและแม่ครัวคนนั้นซึ่งเป็นเพียงหญิงชราคนหนึ่งเท่านั้น
เดิมทีแล้วผนังของบ้านหินสูงมาก แต่ตอนนี้ด้านหลังมีแปลงผักอยู่ จึงมีประตูเล็กๆ ซึ่งมันไม่สูงมากนัก ถังหย่งฟู่อดทนกับความเจ็บปวด ก้าวข้ามรั้วกั้นไปอย่างยากลำบาก จากนั้นจึงเดินเข้าไปสัมผัสหน้าต่างของวังซื่อทีละก้าวอย่างระมัดระวัง
หน้าต่างด้านหลังของห้องนอนวังซื่อนั้นอยู่สูงมาก ถังหย่งฟู่เหยียบถังข้างๆ พร้อมกับยืนขึ้นพลางมองอย่างละเอียด พอเห็นได้ลางๆว่าวังซื่อเอนกายอยู่บนเก้าอี้จึงเรียกเสียงต่ำ
“ซื่อฉิน! ซื่อฉิน!” เมื่อเห็นวังซื่อลุกขึ้นนั่งในทันที จึงรีบพูดซ้ำ “ข้าเอง อย่าส่งเสียง!”
วังซื่อทั้งตกใจทั้งดีใจรีบจัดระเบียบเสื้อผ้าหน้าผมทตรงหน้ากระจก ก่อนจะเปิดหน้าต่างมองดูเขาอย่างขมขื่น
“ซื่อฉิน ข้าคิดถึงเจ้าจะตายแล้ว”
“คิดถึงข้า แต่เจ้ากลับไปคิดถึงแม่หม้ายหนิวของเจ้าเถอะ” วังซื่อจับกรอบหน้าต่างไว้พลางร้องไห้ ไหล่ของนางสั่นสะเทือนจากการสะอื้น
สายตาของถังหย่งฟู่เป็นประกายของความรำคาญแวบเข้ามา ก่อนจะรีบปัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ปากก็พร่ำพูดคำปลอบโยน “ไม่ต้องไปพูดถึงนางแล้ว เป็นเพราะนางผู้นั้นหน้าด้าน มาลากข้าเข้าไปด้วย หญิงหน้าเหลืองเช่นนั้นจะสามารถเทียบกับซื่อฉินได้อย่างไรกัน นางไม่คู่ควรแม้แต่เป็นสาวใช้ล้างเท้าให้เจ้าด้วยซ้ำ”
บริเวณด้านนอก ยายเย่กำลังนั่งทำงานเย็บปักอยู่บนแท่นในห้องฝั่งปีกตะวันตกพลันได้ยินเสียงร้องไห้ของวังซื่อพร้อมกับเสียงสนทนาบางอย่างก็ตกใจเป็นอย่างมาก
หญิงชราเป็นคนที่มีไหวพริบ ทันใดนั้นนางก็นึกสิ่งที่คุณนายโจวอึกอักไม่กล้าพูดออกมาก่อนจะยืนขึ้นแล้วเดินไปที่หน้าต่างเงียบๆ เฝ้าฟังคำออดอ้อนทั้งพูดจาอ่อนหวานของวังซื่อกับชายชู้ที่พูดมาครึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไม่เข้าประเด็น
เมื่อนึกถึงพี่น้องถังฉือเย่และถังฉือหรง เรื่องนี้จะเอะอะให้เป็นเรื่องใหญ่ไม่ได้ ยายเย่กำลังคิดว่าจะแสร้งไปที่ด้านหลังแล้วทำให้เขาตกใจจนหนีไปดีหรือไม่ แต่แล้วก็ต้องชะงักฝีเท้าเมื่อจู่ๆก็ได้ยินเสียงของชายหนุ่มคนนั้นกล่าวว่า
“ขอแค่เจ้าช่วยข้าเรื่องหนึ่ง ข้าก็จะพาเจ้าไป”
“จริงหรือ?”
“จริงแน่นอน”
“อะไร” เสียงของวังซื่อพูดอย่างกระตือรือร้น “ท่านต้องการให้ข้าช่วยอะไร”
“ข้าต้องการขโมยเหล้าสูตรใหม่ของถังฉือเย่มาหนึ่งไห”
ยายเย่หยุดฝีเท้าในทันที พลางเอาหูแนบหน้าต่างและตั้งใจฟัง
……………………………………………..
วันนี้ถังฉือเย่ไม่ได้เข้าไปที่ร้านเหล้า นางเรียกถังจวิ้นเหลียงให้ไปนำรถมาเพื่อเข้าไปในเมืองดูองุ่นที่สั่งไว้ว่ากันว่าเป็นพันธุ์ท้องถิ่นที่ดีที่สุดพันธุ์หนึ่ง แต่ยังคงมีขนาดเล็ก สุกแล้วก็มีรสเปรี้ยว…ดูเหมือนว่าเหล้าองุ่นนั้นไม่ว่าจะกลั่นหรือว่าชงคงต้องพักความคิดนี้ไปก่อนชั่วคราว
หญิงสาวเสียเวลาอยู่ในเมืองตลอดจนช่วงเช้ากว่าจะกลับเข้ามาในหมู่บ้านก็เป็นเวลาที่พระอาทิตย์ตรงหัวแล้ว ขณะที่กำลังนั่งกินขนมอยู่บนรถนั้นก็ได้ยินเสียงของถังจวิ้นเหลียงที่อยู่ด้านนอกพร้อมกับรีบหยุดรถเกวียนโดยเร็ว
จากนั้นก็ดูเหมือนว่าเขาจะลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลงจากเกวียน พลางเรียกนาง “เจ้าบ้านถัง?”
“เกิดอะไรขึ้น?” ถังฉือเย่เปิดประตูออกมาแล้วก็เห็นว่ามีขอทานสวมเสื้อผ้าขาดๆอยู่ใต้รถกำลังสลบไปไม่ได้สติ
ถังฉือเย่รีบหันกลับไปรินชา จากนั้นจึงลงจากรถพยายามจับศีรษะเขาขึ้น ทันทีที่มือสัมผัสชายหนุ่มผู้นั้นก็รีบลืมตาขึ้นทันที ดวงตาของเขาเป็นประกาย ท่าทีดูตื่นตัว ราวกับว่าความอ่อนแอก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น
เขาจ้องมองนางอยู่อย่างนั้นอยู่อึดใจหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่เป็นอันตรายจึงสลบกลับไปอย่างเดิม
ถังฉือเย่จึงกวักมือเรียกถังจวิ้นเหลียงให้พาตัวเขาขึ้นไปไว้บนรถก่อนจะพาไปส่งที่โรงหมอประจำหมู่บ้าน และหลังจากวินิจฉัยแล้วจึงพบว่าสาเหตุที่ทำให้เขาหมดสตินั้นเป็นเพราะการเดินทางที่ยาวนาน ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ดังนั้นนางจึงให้ท่านหมอตุ๋นซุปข้าวให้เขาดื่ม ก่อนจะขอตัวกลับไปก่อน
หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ข้าวสักเม็ดก็ยังไม่ตกถึงท้อง เมื่อยายเย่ทำบะหมี่โป๋ทัวให้ถังฉือเย่จึงรีบกินอย่างรวดเร็ว
หญิงชราเหลียวมองรอบๆ เมื่อเห็นว่าปลอดคนแล้วจึงเดินเข้าไปกระซิบเสียงเล่าเรื่องของวังซื่อ ถังฉือเย่หยุดตะเกียบในมือทันที
“มันยากที่จะป้องกันโจรทั้งกลางวันและกลางคืน เดิมทีข้าคิดจะไปไล่ทุบตีเขา แต่ก็กลัวว่าตีหนูแล้วจะทำให้ขวดหยกเสียหาย”
“นางนับเป็นขวดหยกที่ไหนกัน” ถังฉือเย่เป่าปาก พร้อมกับรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ที่หน้าอก น่าขยะแขยงสุดทน แต่จะอาเจียนก็ทำไม่ได้ จะให้กลืนเข้าไปก็กลืนไม่ลง
บางครั้งนางก็ไม่เข้าใจคนที่มีความคิดรักๆใคร่ๆแบบนี้เลย เห็นกับตาว่าแม่หม้ายหนิวถูกจับใส่กรงหมูถ่วงน้ำกับตาตัวเองแท้ๆ ยังไม่รู้จักสำนึกและเกรงกลัว!
ในตอนนั้นวังซื่อทำเป็นตกใจ แต่พอมาถึงวันนี้กลับลืมหมดแล้วอย่างนั้นหรือ เอาเถอะหากนางหลงรักถังหย่งฟู่มากถึงขนาดควบคุมตัวเองไม่ได้เป็นไร แต่นี่เห็นได้ชัดว่านางรักแค่ตัวเองเท่านั้น
ถังฉือเย่พยายามสงบสติอารมณ์แล้วหันมาหายายเย่ “ข้าขอบใจท่านมาก”
หญิงชราค้อมศีรษะลงเล็กน้อยก่อนจะถอยหลังเดินกลับเข้าไปในครัว รอจนทานอาหารเสร็จ ถังฉือเย่จึงเดินไปที่ด้านหลังของบ้านมองรอยเท้าเปื้อนโคลนใหญ่ๆข้างแปลงผักพร้อมกับครุ่นคิดในหัว ตั้งใจจะหาบ่อโคลนสกปรก เทน้ำ ชุบผ้าลงไป จากนั้นจึงไปห้องเล็กทางฝั่งตะวันตก พลางทามันลงบนไห อย่างระมัดระวังโดยเหลือเพียงไหเดียวที่ไม่ได้ทาเพื่อรอจับหัวขโมด้วยใจที่จดจ่อ
ในขณะเดียวกันแม้ว่าวังซื่อจะไม่ปฏิเสธชายผู้เป็นที่รัก ตอบตกลงไปอย่างไม่ลังเล แต่ในใจของนางนั้นกลับยังคงน้อยใจอยู่ไม่น้อย หลังจากพูดคุยผ่านทางหน้าต่างไปได้ครู่หนึ่ง ถังหย่งฟู่ก็ไม่ลูบเอว ไม่หอมนางเลย ทั้งที่นานๆจะได้เจอกันอย่างนี้ หากไม่ทำอะไรเลยสู้ไม่ต้องเจอกันเลยยังจะดีเสียกว่า!
แต่วังซื่อก็รีบตัดใจ เพราะยังคิดไม่ออกว่าจะขโมยเหล้าของถังฉือเย่โดยวิธีใด ตอนนี้ยายเย่ไม่ทำอาหารให้แล้ว นางจึงต้องลงมือทำเองทั้งหมด โชคดีที่ในเตามีไฟอยู่ตลอด ข้าวก็พอมีเหลืออยู่บ้าง เผื่อใครหิวจะได้ไปกิน
วังซื่อรอจนถึงตอนเที่ยงเมื่อทุกคนออกจากบ้านไปแล้วจึงเปิดประตู นางเห็นยายเย่นั่งเย็บผ้าอยู่ที่หน้าประตู ทันทีที่เห็นนางหญิงชราผู้นั้นก็ถ่มน้ำลายออกมา
ถังฉือเย่ทานอาหารเที่ยงอยู่ที่บ้านท่านสวี่ นางหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา พลางนั่งอ่านสบายๆบนโต๊ะหินที่ท่านสวี่มักจะอ่านหนังสือเป็นประจำ หลังจากนั้นกว่าครึ่งชั่วยาม จึงเห็นยายเย่เดินเข้ามาอย่างเงียบๆ
“เหตุให้จึงเลือกมาเวลานี้?” หญิงสาวถาม โดยที่ยายเย่ยังไม่เข้าใจ “ออกจากบ้านเวลานี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่น่าสงสัยที่สุดหรือเวลานี้ นางกำลังนอนกลางวัน”
ยายเย่ชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจกล่าว ‘ข้ารู้ว่านางจะนอนกลางวัน นางนอนในทุกๆวัน ดังนั้นนางจึงเลือกออกมาเวลานี้ มันผิดตรงไหนกัน’
บทที่ 133 พยายามอย่างเต็มที่
หลังจากนั้นไม่นานนักยายเย่ก็รู้ว่าผิดตรงไหนขณะที่กำลังฟังผ่านกำแพงประตูห้องของวังซื่อที่ปิดสนิท…ยายเย่พูดไม่ออก นางไม่เข้าใจคนประเภทที่เอาแต่ความสบายของตนเป็นหลัก ต่อให้ฟ้าจะถล่มทลายอย่างไรก็ไม่สนใจ
ดังนั้นวันถัดมาหญิงชราจึงทำได้เพียงหาเหตุผลแล้วออกมาข้างนอกโดยไม่ทำอาหารกลางวันเพื่อเปิดโอกาสให้วังซื่อ ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนพอถึงเวลาอาหารกลางวันเมื่อวังซื่อเดินออกมาจากห้อง ตามปกติบ้านทั้งหลังก็เงียบกริบ
วังซื่อยิ้มให้กับโชคของตัวเอง นางเดินไปมาพลางกวาดสายตามองอยู่หลายรอบ เมื่อแน่ใจว่า ถังฉือเย่รวมทั้งคนอื่นไม่อยู่บ้านจึงเริ่มค้นหาไหเหล้า โดยเริ่มจากห้องนอนของถังฉือเย่ก่อนเป็นที่แรกแต่ก็ไม่พบ จึงเดินตรงไปที่ห้องเล็กและปรากฏว่ามันอยู่ที่ห้องเล็กจริงๆ
หญิงสาวเดินเข้าไปด้วยใจที่เต้นตุ้มๆต่อมๆ ไหหมักเหล้าทุกใบดูเลอะโคลนสกปรกไปหมด วังซื่อทำหน้ารังเกียจ ขยะแขยง ก่อนจะตัดสินใจหยิบไหใบที่สะอาดมาใบหนึ่ง นางกอดเอาไว้แล้วรีบเดินออกมา
ยามบ่ายเมื่อถังหย่งฟู่แอบย่องมาตามเดิม วังซื่อจึงส่งเสียงออดอ้อนเสียนานก่อนจะนำเหล้าส่งให้เขา พลางกำชับอย่างจริงจัง
“เจ้าอย่าลืมข้านะ”
ถังหย่งฟู่รับไหเหล้ามาถือทั้งที่ใจยังนึกกังวล “เจ้าแน่ใจนะว่าเป็นเหล้าไหนี้เป็นสูตรใหม่ที่ถังฉือเย่ กลั่นจริงๆ”
“เจ้าบอกแล้วว่าจะพาข้าไปด้วย ข้าจะรอเจ้ามารับ”
“ตกลงนี่เป็นเหล้าสูตรใหม่ที่ถังฉือเย่กลั่นจริงๆใช่ไหม?”
“เอาแต่ถามเรื่องเหล้าอยู่นั่นแหละ เจ้ายังสนใจข้าอยู่ไหม” วังซื่อพูดอย่างขุ่นเคือง
ถังหย่งฟู่เกือบหยุดหายใจ เมื่อเหลือบมองอีกครั้งก็เห็นโคลนสัญลักษณ์แปลกๆ เป็นสูตรที่ถังฉือเย่เขียนขึ้นมาง่ายๆ โดยด้วยตัวอักษรย่อและตัวเลขอารบิก เมื่อดูแล้วไม่รู้จัก ถังหย่งฟู่จึงเชื่อว่าถังฉือเย่ทำมันขึ้นมา เพราะคนอื่นไม่สามารถทำอะไรแปลกๆอย่างนี้ได้หรอก เขาถึงหันหลังแล้วเดินแกมวิ่งจากไปทันที ทิ้งให้วังซื่อได้แต่ร้องไห้ด้วยความคับแค้นใจอยู่ตลอดบ่าย
จากนั้นก็ได้ยินมาว่าถังสุ่ยจือออกจากหมู่บ้านจวี้เป่าไปในคืนนั้น และกลับไปบ้านตระกูลเมิ่ง เมื่อเมิ่งจื่อหยางได้ยินว่าถังสุ่ยจือกลับมาแล้ว ก็รีบไปหาทันที
ความจริงแล้วร้านอาหารหยุนหลายเป็นเพียงร้านอาหารเก่าแก่เล็กๆไม่ได้มีค่าอะไร เพียงแต่ตระกูลเมิ่งมีร้านเหล้าร้านอาหารอยู่หลายแห่งในอำเภอ ช่วงนี้โดนเหล้าฟู่โซ่วของโรงเหล้าซื่อฟางกดดัน จนทำการค้าอะไรไม่ได้เลย ดังนั้นเขาจำเป็นต้องมีเหล้าฟู่โซ่วอยู่ในกำมือให้ได้ เพราะมันหมายถึงเงินของตระกูลเมิ่ง หากไม่สามารถพลิกเหตุการณ์ได้ พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะประคับประคองการค้าของตระกูลให้อยู่ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน!
เพราะฉะนั้นทันทีที่เข้าไป เขาก็ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เป็นอย่างไร เจ้าได้มาหรือไม่?”
“จือเอ๋อร์ทำความเคารพท่านพี่ ยินดีด้วยท่านพี่” ถังสุ่ยจือกล่าวอย่างนอบน้อม “โชคดีทั้งหมดของท่านพี่ จือเอ๋อร์ได้มันมาแล้ว”
นางพูดพร้อมรอยยิ้มกระจ่างพลางหันไปเรียกคนมาเอาไหเหล้าเข้ามา จากนั้นจึงเล่าเรื่องใส่ไฟเต็มที่โดยเน้นไปที่ความเฉลียวฉลาดของตัวเองเป็นหลัก
เมิ่งจื่อหยางเอ่ยปากชื่นชมไปสองสามคำ เขาวางมือบนไหเหล้า ลังเลอยู่นานเพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเหล้านี่ต้องกลั่นนานแค่ไหน หรือกลั่นมาแล้วนานเท่าไหร่ ชายหนุ่มยืนไม่ลังเลนาน ก่อนจะตัดสินใจเรียกให้คนมาเปิดฝาไหออก
เมื่อเปิดก็ได้กลิ่นผลไม้ที่เข้มข้นโชยออกมา เหล้ามีสีเหลืองอ่อนอมเขียว ด้านในยังมีผลมะเฟือง ที่แวววาวสดใสราวกับใบหยก สีสันสวดสดงดงาม เมิ่งจื่อหยางดมกลิ่นของมันก่อนจะชิมอย่างช้าๆ มันมีรสชาติที่กลมกล่อมและสดชื่นมาก
“เหล้าชั้นดี!”
เมื่อมองลงไปด้านล่างก็มองเห็นสมุนไพรอยู่ที่ก้นไห แค่อิงตามสมุนไพรเหล่านี้ก็จะดูออกทันทีว่ามันคือสมุนไพรอะไร ปริมาณเท่าไหร่ เมิ่งจื่อหยางดีใจเป็นอย่างมาก
“ครั้งนี้จือเอ๋อร์ของเราทำงานใหญ่สำเร็จแล้ว กลับไปข้าจะตกรางวัลให้เจ้าอย่างงาม”
“ขอบคุณท่านพี่มาก จือเอ๋อร์ไม่ต้องการรางวัล ขอเพียงท่านพี่รักจือเอ๋อร์ก็พอ”
เมิ่งจื่อหยางเพียงพยักหน้ารับแล้วยกไหเดินออกไปอย่างมีความสุข เขาส่งไหเหล้าให้ลูกน้องผู้ดูแลที่อยู่เบื้องล่างจัดการ แล้วบอกให้ไปหาท่านหมอ ต้องรู้ให้ได้ว่าส่วนผสมของสมุนไพรมีอะไรบ้าง
หลังจากนั้นหนึ่งวันผ่านไป หวางฮุยจินก็มาที่หมู่บ้านจวี้เป่าด้วยตัวเอง พลางพูดกับถังฉือเย่ว่า “ข้าได้ข่าวมาว่า ตระกูลเมิ่งตอนนี้กำลังรวบรวมฉางฉู่ไว้เป็นจำนวนมาก ได้ยินมาว่ารวบรวมได้มากกว่าพันชั่งสูญเสียเงินไปตั้งหมื่นตำลึงเลยทีเดียว!”
ถังฉือเย่รับฟังด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย นางคิดว่าเมื่อพวกเขาได้เหล้าไปแล้ว ก็คงจะลองกลั่นน้อยๆดูก่อน คาดไม่ถึงว่าจะกล้ากลั่นเหล้ามากมายเช่นนี้…นี่คงต้องเรียกว่ามีเงินมากแต่โง่
หญิงสาวรู้สึกว่าละครฉากนี้สนุกว่าที่คิดไว้ตอนแรก จนสามารถสงบใจระงับความโกรธได้ แต่คนรอบข้างกลับเป็นกังวล ดูอย่างเถ้าแก่เฉินที่พเพิ่งรับรู้ข่าวหลังจากผ่านไปหนึ่งวันก็รีบตรงมาหานาง หลังจากที่ทั้งคู่ได้พูดคุยกับอย่างลับๆครู่หนึ่ง เถ้าแก่เฉินก็กลับไปด้วยสีหน้ากังวลใจ
การสนทนาของทั้งสองอยู่ในสายตาของถังหย่งฟู่โดยตลอด เขารู้สึกสดชื่นเบิกบานเป็นอย่างมากราวกับว่าได้เห็นอนาคตที่น่าสังเวชของถังฉือเย่อยู่รำไร โดยที่เขาหารู้ไม่ว่าทุกอย่างนั้นอยู่ในการควบคุมของถังฉือเย่ทั้งหมด ดังนั้นเพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเป็นกังวลและตื่นตระหนก นางจึงรีบเชิญทุกคนมาชิมเหล้าอย่างรวดเร็ว และเริ่มผลิตในทันที
ครั้งนี้ถังฉือเย่ผลิตเหล้าออกมาสองชนิดเหมือนเดิม ชนิดหนึ่งคือสาลี่ อีกชนิดคือมะเฟือง เหล้าสาลี่ช่วยขับเสมหะลดอาการไอ เหล้ามะเฟืองช่วยบำรุงหัวใจ ดังนั้นจึงแยกเป็นเหล้าเพิ่มความชุ่มชื้นฟู่โช่ว และเหล้าบำรุงหัวใจฟู่โช่ว
นอกจากนี้ ถังฉือเย่ยังคิดอยากจะกลั่นเหล้าสาลี่และเหล้ามะเฟืองด้วย ไม่ใช่การหมักเหล้า แต่นำสาลี่และมะเฟืองมากลั่นเหล้าโดยตรง หญิงสาวจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยอ่านหนังสือ เรื่องเบ็ดเตล็ดกุ่ยซิน บันทึกของโจวมี่ ระบุไว้ว่าลูกสาลี่หลายร้อยลูกถูกเก็บไว้ในถังขนาดใหญ่ ปกคลุมด้วยผ้าไหม และปิดผนึกด้วยโคลนในวันพฤหัสบดี เขาต้องการวางทิ้งไว้ระยะหนึ่ง อยากกินก็สามารถมากินได้ตลอดเวลา ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปนานก็ลืมเรื่องลูกสาลี่เก็บเอาไว้ ครึ่งปีให้หลังในสวนสาลี่ จู่ๆก็ได้กลิ่นเหล้าโชยมา ด้วยความสงสัยว่าเหล้าที่ทำโดยคนที่ดูแลสวนนั้นคงจะสุกแล้ว จึงได้ไปขอเขา ถามไปถามมาปรากฏว่าเขาไม่ได้กลั่นเหล้ามาก่อน ดังนั้นจึงนึกถึงสาลี่ที่ตนเองเก็บไว้ก่อนหน้านี้จึงรีบไปเปิดถังเก็บสาลี่ ปรากฏว่าทั้งหมดล้วนละลายกลายเป็นน้ำใสๆ เมื่อชิมดูก็พบว่ารสชาติดีมาก เป็นเหล้าชั้นดีที่แท้จริง ดื่มมากก็ไม่เมา
ถังฉือเย่ต้องการกลั่นเหล้าอย่างนั้น นางจึงตระเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสรรพ ความจริงแล้วเหล้าชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องหมักถึงครึ่งปี ปกติแล้วใช้เวลาประมาณสองเดือนก็ได้แล้ว ยิ่งแก่ก็ยิ่งหอม สัญญาเดิมที่เคยทำไว้กับโรงเหล้าซื่อฟางนั้นได้ตกลงกันเพียงแค่เหล้าเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากผลไม้และสมุนไพรเท่านั้น หากเหล้าชนิดนี้เปิดตัวออกไป ก็ไม่จำเป็นต้องส่งให้พวกเขาแล้วก็ได้
ดังนั้นถังฉือเย่จึงเกลี้ยกล่อมให้หยางซื่อ ฮูหยินของท่านเจ้าเมือง เตรียมการร่วมลงทุนของทั้งสองฝ่ายเพื่อเปิดร้านเหล้า อย่างนี้จึงเรียกว่าการผูกมัดทางผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ก็จะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น โดยเหล้าให้เรียกว่าเหล้าผลไม้ตระกูลถัง ร้านเหล้าก็ให้ชื่อว่าร้านเหล้าตระกูลถัง
สองวันมานี้หยางซื่อยุ่งๆอยู่กับการเลือกสถานที่ก่อตั้งร้าน ถังฉือเย่จึงได้เชิญให้สวี่เวิ่นชู่มาเขียนป้ายเปิดร้าน ดังนั้นตระกูลเมิ่งที่ยังรวบรวมมะเฟืองไม่เสร็จก็ได้เริ่มรวบรวมสาลี่และมะเฟือง ซึ่งมีปริมาณเยอะกว่าพวกเขาหลายเท่า
ถังสุ่ยจือยังได้เรียกให้คนนำจดหมายไปส่งให้กับถังหย่งฟู่ หากว่าเขาสามารถแอบขโมยไหเหล้าสาลี่มาได้ นางจะให้หนึ่งร้อยตำลึง แค่ได้ยินถังหย่งฟู่ใจเต้นแรงขึ้นมาทันที เพียงแต่ว่าเขาไม่กล้าจริงๆ
ในเมื่อถังฉือเย่ได้เริ่มกลั่นเหล้า นั่นก็แสดงว่านางรู้เรื่องเหล้าที่หายไปแล้ว แต่แม้ว่าจะรู้อย่างนี้แล้ว ในใจก็ยังอดเสียดายเงินไม่ได้ เห็นดังนั้นต่อมาถังสุ่ยจือจึงได้เพิ่มเงินเป็นสองร้อยตำลึง
แล้วตอนนั้นเองที่ถังหย่งฟู่คิดจะเทหมดหน้าตัก เป็นไงเป็นกัน เขาหันมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่ารอบๆ ก่อนจะเดินไปที่หลังบ้านของถังฉือเย่อีกครั้ง!
บทที่ 134 ลูกหมาป่า
ถังหย่งฟู่ไม่รู้ว่าประตูด้านหลังของบ้านหินหลังนี้แข็งแรงแน่นหนาขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาออกแรงดึงอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงกระดิ่งดังขึ้น ด้วยความตกใจจึงรีบปล่อยมือในทันที พร้อมกับหงายหลังลงมาก้นกระแทกพื้น เขาเจ็บจนร้องโอดโอยออกพร้อมกับเม็ดเหงื่อเย็นๆที่ผุดพรายบนใบหน้าไม่หยุด
ในขณะนั้น เสียงร้องของแมวป่าก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ ก่อนที่พวกมันทั้งสองตัวจะกระโจนพุ่งเข้ากัดที่แขนของจนเต็มเขี้ยว!
ถังหย่งฟู่ร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดและตกใจอย่างน่าสมเพช พลางรีบกระโดดขึ้นมาในทันที ก่อนจะวิ่งกลับไปด้วยท่าทางที่ทุลักทุเล และตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่กล้าโผล่หน้ามาที่นี่อีกเลย
เตากวางเจี้ยนอิ่งคาบผ้ามาชิ้นหนึ่งแล้ววิ่งไปรายงานผู้เป็นนาย ถังฉือเย่ลูบตัวพวกมันอยู่เป็นเวลานาน นางรู้สึกว่าแมวป่าคู่นี้เป็นสัตว์เลี้ยงที่มีประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ว่าสั่งให้ทำอะไรก็ทำตาม พวกมันก็ทำได้หมดทุกอย่าง แถมยังทำได้ดีแม่นยำกว่าการที่ให้คนควบคุมเสียอีก
ในระหว่างที่กำลังชื่นชมอยู่นั้นเองที่หน้าประตูด้านนอกก็มีเสียงคนมาตะโกนเรียก “เจ้าบ้านถัง ท่านหมอเฉินต้องการพบท่านน่ะ”
“ท่านหมอเฉิน…หมอประจำหมู่บ้าน เขามาทำอะไรกัน” ถังฉือเย่พึมพำกับตัวเอง ยันกายลุกขึ้นแล้วดินออกมาเปิดประตูก็พบว่าท่านหมอเฉินพาเด็กหนุ่มอายุสิบห้าคนหนึ่งมาด้วย ทั้งสองยืนกันอยู่ด้านนอก
“ท่านหมอมาหาข้าถึงที่บ้าน มีอะไรหรือ?”
ท่านหมอเฉินชี้ไปที่เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ พลางว่า “เจ้าบ้านถัง คนที่ท่านส่งมาในวันนั้น ตอนนี้ก็ได้รับการรักษาจนเกือบจะหายดีแล้ว ไม่กี่วันมานี้รวมค่ายาและข้าวแล้วก็สามตำลึงกว่าๆ เจ้าให้มาสามตำลึงแล้วกัน”
ถังฉือเย่ใช้เวลานึกอยู่ครู่หนึ่งจึงจะนึกออก เด็กหนุ่มคนนี้น่าจะเป็นคนที่นางช่วยเอาไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้านเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง…นิสัยชอบหาผลประโยชน์จากทุกๆเรื่องของท่านหมอผู้นี้เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ พลางเหลือบมองดูคนผู้นั้นแวบหนึ่ง เด็กหนุ่มผู้นี้มีคิ้วดกดำเรียวยาวราวกับเส้นผม แววตาที่ปกปิดความโกรธแค้นไว้ไม่อยู่ ลักษณะท่าทางก็ดูเหมือนมีความชั่วร้ายที่แผ่ออกมา เป็นดังลูกหมาป่าที่ซ่อนความชั่วร้ายไว้ข้างใน ดูจากภายนอกก็รู้สึกว่าเขาเป็นพวกที่อารมณ์ฉุนเฉียว นางจึงถามว่า
“เจ้าเป็นใคร มาที่หมู่บ้านของพวกข้าจะมาหาใครเหรอ?”
คนผู้นั้นโค้งคำนับอย่างเกร็งๆ ตอบว่า “ข้าอยากไปสำนักศิลปะการต่อสู้”
แล้วตอนนั้นเองที่ท่านหมอประจำหมู่บ้านพูดแทรกขึ้นว่า “คนผู้นี้ไม่ได้จะมาหาญาติพี่น้อง ไม่รู้ว่าเขาไปฟังมาจากใครว่าที่นี่มีสำนักศิลปะการต่อสู้ที่ไม่รับค่าเล่าเรียน เขาจึงอยากมาเรียนการต่อสู้ที่นี่ ข้าบอกกับเขาแล้วว่าที่สำนักศิลปะการต่อสู้รับเพียงเด็กอายุสามถึงเจ็ดปีเท่านั้น เขาก็ไม่เชื่อข้า”
ท่านหมอเฉินหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันหน้ามาทางถังฉือเย่ “เรื่องนั้นข้าไม่สนหรอก อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนที่เจ้าพามา ข้านั้นดูแลรักษาเขาเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเจ้าจะต้องจ่ายค่ายาค่ารักษามาให้ข้า”
ถังฉือเย่สูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นก็หยิบเงินออกมาจากห่อผ้าสามตำลึงแล้วยื่นให้ก่อนที่ท่านหมอจะเดินจากไปอย่างมีความสุข หญิงสาวจึงหันมาสนใจเด็กหนุ่มตรงหน้าแทน
“เจ้าชื่อว่าอะไร?”
“ข้า…ไม่มีชื่อ”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าสกุลอะไรล่ะ?”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างเสียมิได้ “ข้าลืมไปแล้ว”
“แล้วเหตุใดถึงอยากเรียนการต่อสู้?”
ถังฉือเย่มองเห็นแววตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะหายไปอย่างเน้นคำพูดขึ้นทีละคำว่า “แก้แค้น!”
“แก้แค้น…เจ้าจะไปแก้แค้นใคร?” ถังฉือเย่คิดทบทวน นางรู้สึกได้ว่าตอนที่เขาพูดคำนี้ออกมานั้นมันแฝงไปด้วยความเศร้าและโกรธแค้นที่เก็บไว้ไม่อยู่
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ เจ้ายังไม่อยากบอกข้าก็ไม่เป็นไร”
“ข้าไปที่สำนักศิลปะการต่อสู้มาแล้ว แต่คนคนนั้นไม่ให้ข้าเข้าไป บอกแค่เพียงว่ารับแค่เด็กอายุสามถึงเจ็ดปี ข้าสู้เขาไม่ได้” เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองนาง “ท่านหมอบอกว่า ท่านเป็นภรรยาของเจ้าของสำนัก หากท่านช่วยพูดให้ เขาก็คงจะรับฟัง ดังนั้นจึงให้ข้ามาขอร้องท่าน”
“เจ้าดูไม่ออกหรือว่าเพื่อเงินแล้วเขาจึงได้หลอกใช้เจ้าน่ะ”
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองต่ำลงอีกครั้งพลางกำหมัดเอาไว้แน่น “ข้าดูออก แต่…”
“ช่างเถอะ…ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ตามข้ามา”
ถังฉือเย่เดินนำพาเขาเข้าไปที่สำนักศิลปะการต่อสู้ จากนั้นก็ให้ลุงหนวดเหลียงไปเรียกให้ฉีจิงออกมาพบก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง
การที่ฉีจิงจะรับคนนั้นดูเหมือนจะไม่ได้คัดเลือกอะไรมากมาย แต่เขากลับมีวิธีของตัวเอง นางจึงไม่อยากเข้าไปยุ่ง ส่วนหนึ่งก็เพราะช่วงนี้ที่ร้านเหล้ากำลังยุ่งเป็นอย่างมาก จนต้องเพิ่มเวลาทำงานมากขึ้นไปอีก เป็นเวลาครึ่งเดือนกว่าๆ จึงจะหมักเหล้าชุดนี้แล้วเสร็จ แล้วไหนจะต้องหมักเหล้าผลไม้ตระกูลถังอีกซึ่งไม่เพียงแต่พวกผู้ชายในร้านจะยุ่งกันเท่านั้น พวกผู้หญิงที่จ้างมาต่างก็ยุ่งขิงไม่แพ้กัน
กาลเวลาเดินไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่นานก็มาถึงวันที่สิบห้าสิงหาคมซึ่งถือเป็นวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่มีความหมายเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งสวี่เวิ่นชู่ก็ยังกลับบ้านที่หัวเมืองไปก่อนหน้าสามวัน ดังนั้น ที่บ้านจึงเหลือเพียงพวกของฉีจิงและถังฉือเย่เท่านั้น
ยายเย่ได้ทำกุ้ยฮวาปิ่งและอาหารมาเต็มโต๊ะ ทุกคนต่างก็ไหว้พระจันทร์กันด้วยความครึกครื้น สนุกสนาน ถังฉือเย่ยังบังคับให้พวกของถังฉือหรงทั้งสี่คน แต่งกลอนพระจันทร์ชมถังฉือเย่คนละบท จะแต่งดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่เมื่อฟังแล้วก็ที่จะรู้สึกไพเราะถึงแม้จะดูแปลกๆอยู่สักหน่อยก็ตาม
และอาจเป็นเพราะบรรยากาศของเทศกาลที่ลึกซึ้งมีความหมายเช่นนี้ที่ทำให้ถังฉือเย่จึงรู้สึกโศกเศร้าอย่างพูดไม่ถูก และไม่รู้ว่านางยกถ้วยเหล้าดื่มไปกี่ครั้งแล้วเมื่อฉีจิงพูดเบาๆว่า
“ดื่มเถอะ”
ถังฉือเย่หันไปมองก็เห็นดวงตาสีดำขลับของเขาภายใต้แสงจันทร์นั้นดูล้ำลึกและสดใสเป็นประกาย ชายหนุ่มอมยิ้มนิดหนึ่งตรงมุมปากพลางบอกว่า
“ข้าดูแลเจ้าเอง ไม่เป็นไร ดื่มเถอะ”
“ข้าขอบใจเจ้ามากนะ” ถังฉือเย่เริ่มดื่มไปทีละถ้วยไม่หยุด กระทั่งหลังจากนั้นไม่นานนักก็เมามายจนแทบจะยืนไม่อยู่แล้ว
ถังฉือหรงพยุงนางอย่างยากลำบากเพราะถูกฉุดกระชากจนตัวโซไปเซมา ฉีจิงทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเดินเข้าไปพร้อมกับจับแขนของหญิงสาวเอาไว้
“เจ้าเมามากแล้ว”
“ไม่…ข้าไม่ได้เมา” ถังฉือเย่พูดเสียงอ้อแอ้ “วันนี้เป็นวันเกิดของข้า”
“วันเกิดของเจ้าคือสิบค่ำเดือนธันวาต่างหาก เจ้าจำผิดแล้ว” ถังฉือหรงพูดอย่างเหนื่อยใจ แต่นางก็ไม่ฟังยังคงออกแรงดึงแขนเสื้อของฉีจิงไว้
“อาฉี วันนี้เป็นวันเกิดของข้า เหตุใดเจ้าถึงไม่ให้ของขวัญกับข้าล่ะ”
“เจ้าอยากได้อะไร?”
ดวงตาของนางเป็นประกายวิบวับ ถังฉือเย่คิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มตาหยีพลางพูดขึ้นว่า “หรือไม่ เจ้ากลับบ้านกลับข้าเถอะ?”
“อืม”
“เบาๆหน่อย” ถังฉือหรงรู้สึกเหนื่อยใจเป็นอย่างมาก “ดื่มไปไม่กี่ถ้วยก็เมาจนเป็นแบบนี้แล้ว”
หลังจากนั้นนางก็ประคองตัวเองเดินตรงไปที่ริมแม่น้ำที่กำลังคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ฉีจิงยื่นมือออกไปจับเสื้อเอาไว้เพื่อช่วยพยุงตัว ก่อนที่นางจะใช้มองมือป้องปากตะโกนออกไปทางฝั่งของแม่น้ำสุดเสียงว่า
“พ่อ แม่ พี่ เย่เย่คิดถึงพวกท่านที่สุดเลย พวกท่านต้องอยู่อย่างสุขสบาย พวกท่านต้องอายุยืนยาวเป็นร้อยๆปี”
คนที่อยู่ข้างๆ ต่างพากันหลุดหัวเราะออกมา “เจ้าบ้านถังเมาจนอยู่ในสภาพนี้เลยหรือ นางตะโกนออกมาว่าอะไรน่ะ”
ฉีจิงขมวดคิ้วนึกสงสัยในคำพูดของนาง ผิดกับถังฉือหรงที่ได้แต่พูดออกมาอย่างเหนื่อยใจว่า “คิดไม่ถึงจริงๆว่าเย่เย่จะคออ่อนเช่นนี้”
“เปิดร้านเหล้าแล้วจะคออ่อนเช่นนี้ไม่ได้นะ”
“ไม่เป็นไร” อีกคนพูดขึ้นแทรก “แค่คุณชายสี่คอแข็งก็พอแล้ว”
“ใช่ๆ เจ้าบ้านถังแค่จัดการเรื่องต่างๆก็พอแล้ว ไม่ต้องดื่มเหล้าหรอก”
ด้วยความที่ถังฉือเย่รู้สึกมึนหัว นางจึงไม่ได้ยินผู้คนที่อยู่รอบกายพูดเลยแม้แต่น้อย เมื่อตัวเองตะโกนเสร็จแล้วก็หันไปดึงแขนฉีจิงเอาไว้ ก่อนจะร้องไห้พลางเอาหน้าเกยไปที่ไหล่ของเขา
“ข้าอยากกลับบ้าน…อาฉี…ข้าอยากกลับบ้าน”
“ได้สิ” ฉีจิงเมื่อเห็นนางร้องไห้ก็ตกใจ รีบปลอบประโลมด้วยเสียงที่อ่อนโยน “ข้าจะพาเจ้ากลับบ้านเอง”
ถังฉือหรงรีบเดินเข้ามาหาทันที แต่ถังฉือเย่ก็ไม่ได้ปล่อยมือออก นางยังคงกอดฉีจิงพลางร้องไห้อยู่อย่างนั้น เมื่อเห็นว่ารอบๆไม่มีผู้คนแล้วฉีจิงจึงพูดขึ้นว่า
“อาหรง ข้าไปก่อนนะ” ว่าแล้วเขาช้อนตัวถังฉือเย่ขึ้น ก่อนจะเดินกลืนหายไปกับความมืด
ถังฉือหรงยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง เขาส่ายหน้าไปมาด้วยความเหนื่อยใจ ได้แต่บ่นกับตัวเองเพียงลำพังว่า “สุดท้ายแล้ว คนที่ไม่มีประโยชน์อะไรก็คือบัณฑิตอย่างข้าหรอกหรือ”
ชายหนุ่มเอามือไขว้หลัง แล้วเดินกลับบ้านอย่างช้าๆ เงยหน้าชมพระจันทร์อยู่ตลอดทาง โดยที่ตัวเขาหรือแม้แต่ตัวฉีจิงเองก็ไม่ทันสังเกตว่าหลังจากที่พวกเขาเดินกลับไปนั้นก็ได้ปรากฏเงาของใครคนหนึ่งที่ค่อยๆเคลื่อนออกมาจากใต้ต้นไม้ พร้อมกับไฟแห่งความโกรธแค้นกำลังปะทุอยู่ในแววตา…ถังกุ้ยฮวา!
บทที่ 135 สิ่งที่แอบแฝงกลับถูกเปิดโปงในค่ำคืนเดียว
ฉีจิงไม่ได้พาถังฉือเย่กลับบ้านหิน จิตใต้สำนึกของเขาบอกว่า ‘บ้าน’ ที่นางพูดถึงนั้นคงไม่ใช่บ้านหลังนี้ เขาจึงพานางไปที่ศาลาซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาของบ้านตัวเองแทน
ถังฉือเย่ทรุดกายนั่งเคียงข้างกับฉีจิงในศาลาพลางแหงนหน้ามองพระจันทร์ดวงกลมโตที่ลอยกระจ่างอยู่กลางผืนฟ้ากว้าง กระแสลมเย็นๆพัดโชยหอบเอากลิ่นดอกกุ้ยฮวาหอมชื่นใจโรยรินอยู่รอบกาย งดงามสุดบรรยาย
ถังฉือเย่ที่ยังคงมึนเมาด้วยฤทธิ์ของสุรานั้นส่งเสียงบ่นพึมพำอยู่ตลอด อีกทั้งยังพยายามที่จะเข้าไปนั่งในอ้อมอกของเขาอีกด้วย แต่ด้วยความที่ฉีจิงเป็นคนหัวโบราณจึงพยายามบ่ายเบี่ยงกับการถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้
ชายหนุ่มพร่ำพูดอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ยอมฟัง เขาเองก็ไม่กล้าผลักนางออก และยิ่งไม่กล้าที่จะดึงมือนางอีกด้วย สถานการณ์ตอนนี้จึงดูอิหลักอิเหลื่อจนหูของเขาแดงด้วยความเขินอาย ได้แต่กลั้นใจถามนางด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า
“เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?”
ถังฉือย่ไม่ได้สนใจยังคงพยายามมุดอยู่ในอ้อมอกของฉีจิงอยู่อย่างนั้น ไม่วายที่เขาจะใช้มือดันหน้าผากอย่างไรก็ไร้ผล
“อาเย่เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?”
หญิงสาวถูกบังคับให้เงยหน้ามองเขา นางกะพริบดวงตากลมโต ก่อนจะตอบด้วยความเคยชินว่า “อาเย่อายุสิบแปดตลอดไป”
“ผู้หญิงที่อายุเจ็ดขวบก็ไม่สามารถกอดได้แล้ว ดังนั้นตอนนี้ข้าไม่สามารถกอดอาเย่ได้ เข้าใจหรือไม่?”
ถังฉือเย่ชะงักกึกในทันที นางทำหน้ามุ่ยครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอวิธีแก้ปัญหาออกมาว่า “ถ้าอย่างนั้นอาเย่จะขี่หลังแทนได้หรือไม่?”
ไม่พูดเปล่านางยังเดินอ้อมไปทางด้านหลังของฉีจิง ก่อนจะโน้มตัวลงมาบนหลัง พลางใช้แขนกอดคอของเขาเอาไว้
ใบหน้าคร้ามคมหล่อเหลาของฉีจิงแดงระเรื่อขึ้นทันที เขายื่นมือออกไปจับแขนเล็กๆของนางด้วยความเหนื่อยใจ ในใจคิดว่าคราวหน้าคราวหลังคงจะไม่ยอมให้นางดื่มเหล้าอีกเป็นเด็ดขาด หรือจะดื่มก็ต้องเป็นเวลาที่มีเพียงแค่เขาและนางเท่านั้น
ด้วยความที่กำลังจมอยู่กับความคิดจึงไม่ทันระวังตัวเมื่อหญิงสาวที่กำลังกอดเขาอยู่ เอียงศีรษะเล็กน้อยมาจูบที่แก้มเสียงดัง!
“อาฉี เจ้ารู้ตัวไหมว่าหล่อขนาดไหน โดยเฉพาะดวงตาของเจ้านี่ดูดีที่สุดเลย แต่ว่าน่าเสียดายจัง”
ฉีจิงขมวดคิ้วหันไปถาม “เสียดายอะไร?”
“เสียดาย เหตุใดเจ้าถึงไม่อายุมากกว่านี้เสียอีกหน่อยนะ”
ชายหนุ่มนึกสงสัยจนลืมแม้กระทั่งความเขินอายของตัวเอง เขาพูดด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบว่า “เหตุใดต้องอายุมากกว่านี้อีกหน่อยล่ะ?”
“หากเจ้าเป็นชายวัยกลางคน ข้าก็จะแต่งงานกับเจ้า”
เขาหยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่ง “เหตุใดต้องเป็นชายวัยกลางคนเจ้าถึงจะแต่งงานด้วย?”
“เพราะว่า…เด็กเกินไป ข้าทำอะไรไม่ลงน่ะสิ”
ฉีจิงอึ้งไป เขาไม่ไม่กล้าที่จะคิดลึกถึงความหมายที่นางพูดออกมา เพราะเพียงเท่านั้นใบหน้าของเขาก็ร้อนวูบวาบไปทั้งร่างแล้ว ได้แต่นั่งตัวตรงอยู่อย่างนั้นราวกับก้อนหิน ไม่รู้ว่าจะรับมือกับหญิงสาวผู้นี้ได้อย่างไร และยิ่งไม่รู้ว่าจะรับมือกับสภาวะของร่างกายตัวเองที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันในตอนนี้ได้อย่างไร
ถังฉือเย่พูดพร่ำเพ้อ เงอะงะงุ่มง่ามโวยวายอยู่สักพัก อาการมึนเมากจึงค่อยๆเบาบางลง จากนั้นนางก็ล้มตัวลงบนร่างกายของเขา สักพักนางก็ผล็อยหลับไป
เมื่อความร้อนบนใบหน้าของฉีจิงเริ่มลดลง เขาก็แบกนางกลับมาถึงบ้านหินแล้ว ภายใต้แววตาที่ดูประหลาดใจของถังฉือหรงและยายเย่ เขาจึงรีบส่งตัวนางกลับไป จากนั้นก็กลับออกมายืนอยู่ริมแม่น้ำอย่างลังเลครู่หนึ่ง
ฉีจิงเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ จึงจะหากระทงดอกบัวของถังฉือเย่เจอ ชายหนุ่มรีบคว้ามันขึ้นมาจากน้ำแล้วเปิดมันออก พบว่าด้านในมีกระดาษแผ่นเล็กๆซ่อนอยู่เขียนอย่างบิดไปเบี้ยวมาว่า
‘พ่อ แม่ พี่ชายมีความสุขตลอดไป’
ฉีจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงวางกระดาษลงไปในกระทงดอกบัวตามเดิม ก่อนจะวางลงในน้ำอีกครั้งเฝ้ามองกระทงใบนั้นที่กำลังล่องลอยอยู่ในกระแสน้ำเย็นยามค่ำคืนด้วยความสงสัย
เช้าวันถัดมาถังฉือเย่ลุกขึ้นแทบไม่ไหว กระทั่งบ่ายนางจึงลุกขึ้นมาดื่มโจ๊กไปหนึ่งถ้วยราวกับเป็นคนป่วยหนัก เมื่อฉีจิงมาหานั้นหญิงสาวก็กำลังเอนตัวลงนอนอยู่บนเตียงด้วยท่าทางที่อ่อนแรง
“เมื่อวานข้าไม่ได้โวยวายอะไรใช่ไหม?”
“ใครว่าล่ะ เจ้าโวยวายใช้ได้เลยล่ะ”
“จริงหรือ?” นางเบิกตากว้างพลางมองไปที่เขาเขม็ง “อย่ามาโกหกข้า”
“ข้าจะไปโกหกเจ้าทำไม”
ถังฉือเย่กระวนกระวายเล็กน้อยผุดลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน “ถ้าอย่างนั้นข้าได้พูดอะไรออกไปหรือไม่?”
“ไม่ได้พูดอะไร” ฉีจิงตอบ ถังฉือเย่ลอบถอนหายใจแผ่วๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเขาบอกว่า “เจ้าก็แค่บอกว่าอยากกลับบ้านกับข้าเท่านั้น”
“ห๊า!” ถังฉือเย่เบิกตากว้าง ละล่ำละลักพูดติดๆขัดๆ “อ่า…ใช่แล้ว มันก็ถูกอยู่แล้ว ในเมื่อเจ้าทั้งฉลาดทั้งมีความสามารถ ข้าก็ต้องอยากพาเจ้ากลับบ้านด้วยอยู่แล้ว”
“เจ้ายังบอกอีกว่าข้าหน้าตาดี” ฉีจิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “บอกว่าข้ามีดวงตาที่สวย บอกว่าหากข้าเป็นชายวัยกลางคนเจ้าจะแต่งงานกับข้า และบอกว่าเด็กเกินไปจึงทำอะไรไม่ลง”
แต่ละประโยคที่ได้ยินทำเอาถังฉือเย่ถึงกับเบิกตาและอ้าปากค้าง และเป็นครั้งแรกที่นางพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ เพียงแค่ค่ำคืนเดียวสิ่งที่นางเก็บอาการเอาไว้ก็ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมดอย่างนั้นเหรอ
ฉีจิงยิ้มมุมปากเมื่อเห็นท่าทางเขินอายของนางจึงเก็บคำพูดที่ตั้งใจจะบอกว่า ‘เจ้ายังจูบข้า แล้วก็ยังลูบไล้ข้าอีกด้วย’ เอาไว้ เอื้อมมือไปลูบศีรษะอีกฝ่าย
“เด็กดี ข้าไม่พูดออกไปหรอก”…เพียงแต่ว่าเจ้าต้องแต่งงานกับข้าเท่านั้น…ฉีจิงคิดต่อเองในใจเพียงลำพัง
เมื่อเห็นถังฉือเย่ยังคงขัดเขินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉีจิงจึงหยิบตราประทับออกมาจากเสื้อพูดเปลี่ยนเรื่องไปว่า “แกะสลักอย่างรีบร้อนไปหน่อย มันไม่ค่อยประณีตเท่าไหร่ เจ้าเอาไปเล่นก่อนนะ”
ถึงแม้ว่าถังฉือเย่จะไม่รู้ว่าทำไม ฉีจิงจึงมอบของให้แต่นางก็รับมาด้วยความดีใจ ตราประทับทำมาจากหยกขนาดเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มสามารถเอามาห้อยไว้บนตัว โดยสลักด้วยอักษรกู่จ้วนว่า ‘เหล้าทิพย์หมิงจู’สี่ตัวอักษร
ถังฉือเย่พูดด้วยความดีใจ “นี่เจ้าสลักเองหรือ ขอบใจมากนะ”
พ่อหนุ่มฉีพยักหน้าพลางลูบศีรษะนางอีกครั้ง “เจ้าพักผ่อนเถอะ” จากนั้นเขาก็เดินออกไป ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกว่าวันนี้ชายหนุ่มดูแปลกไปจากเดิมดูการกระทำทั้งหมดเป็นธรรมชาติไร้ความกังวลมากขึ้นไม่เหมือนเมื่อก่อน
ถังฉือเย่ก้มมองตราประทับในมือด้วยความสงสัย!
……………………………..……………….
กาลเวลาในหมู่บ้านจวี้เป่าเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ จนเมื่อผ่านวันที่สิบห้าไปแล้ว ธัญพืชที่ปลูกไว้ในนาได้ได้เวลาสามารถเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่ชาวบ้านปลูกมากเป็นพิเศษ
ถั่วเหลืองของฉินโจวนั้นจะสุกค่อนข้างเร็วกว่าที่อื่นถึงครึ่งเดือน เมื่อเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองจนเสร็จ ถังฉือเย่จึงเริ่มต้มน้ำเต้าหู้ไว้ดื่ม นางจึงเรียกช่างหินให้มาทำเครื่องโม่หินขนาดเล็กและขนาดใหญ่อย่างละหนึ่งเครื่อง เมื่อฉีจิงมีเวลาว่าง นางก็ขอให้เขามาช่วยทำแท่นวางของให้เพื่อเตรียมที่จะใช้ตากฟองเต้าหู้ไว้สำหรับกินในหน้าหนาว วิธีการทำก็ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนด้วยการนำเมล็ดถั่วสดใหม่มาแช่น้ำ จากนั้นก็บดให้เป็นน้ำแล้วกรองเอาเศษถั่วออกมาก่อนจะนำไปต้ม ตรงผิวน้ำเต้าหูก็จะมีเยื่อลอยอยู่ชั้นหนึ่ง…สิ่งนั้นคือฟองเต้าหู้หรือเรียกอีกอย่างว่าฟุ่ผีนั่นเอง
เมื่อถึงเวลาที่จะตักขึ้นมา โดยใช้ไม้เล็กๆช้อนขึ้นมาแล้วจึงนำไปตากแห้ง เพียงเท่านี้ก็สามารถเก็บไว้กินตอนหน้าหนาวได้แล้ว
ตอนที่ถังฉือเย่ลงมือทำนั้นยายเย่เห็นก็ตกใจไม่น้อย นางคิดไม่ถึงว่าน้ำเต้าหู้สามารถรับประทานแบบนี้ได้ด้วย
“ท่านรู้จักฟองเต้าหู้หรือไม่?” หญิงสาวถาม ยายเย่ส่ายหน้าไปมาในทันที
“มันคืออะไรงั้นรึ?”
“ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าจะสอนให้” ว่าแล้วถังฉือเย่ก็นำถั่วเหลืองมาปอกเปลือกออก จากนั้นก็แช่น้ำสักสองสามชั่วยาม รอจนถั่วเหลืองขยายใหญ่ขึ้นจากนั้นจึงนำมาบดเป็นน้ำ แล้วค่อยนำมากรองบีบจนกากถั่วไม่มีน้ำหลงเหลืออยู่แล้ว นำมาต้มจนสุกอีกครั้ง ก่อนจะนำมาใส่หม้อฟุ่จู๋ซึ่งขั้นตอนนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ต้องรักษาอุณหภูมิให้สม่ำเสมอ รอจนผ่านไปหลายประมาณหนึ่งเค่อก็จะปรากฏชั้นฟองเต้าหู้ขึ้น
ในตอนนี้นางใช้มีดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ กรีดลงไปตรงกลางเยื่อฟองเต้าหู้เพื่อแบ่งเป็นสองฝั่ง จากนั้นก็ตักขึ้นมาแล้วม้วนเป็นทรงกระบอก ก่อนจะนำไปตากแห้งบนไม้ไผ่ เมื่อสีของฟองเต้าหู้เป็นสีเหลือง โปร่งแสง ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
ยายเย่มองดูวิธีการทำทุกขั้นตอนด้วยความรู้สึกทึ่งและชื่นชมไม่หยุดปาก นางทำหน้าที่เป็นแม่ครัว แต่ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ถังฉือเย่ไปสอบถามในเมืองดูอีกครั้งก็ยังไม่มีของสิ่งนี้วางขาย ดังนั้นนางจึงเตรียมที่จะสอนสิ่งนี้ให้กับคนในหมู่บ้านซึ่งหญิงสาวมั่นใจว่าในยุคที่อาหารประเภทเนื้อหายากเช่นนี้ การที่ทำฟองเต้าหู้ออกมา ต้องเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน
จบตอน
Comments
Post a Comment