superstar ep136-140

 บทที่ 136 ข้าเนี่ยนะ…รักษาภาวะมีบุตรยาก!


เช้าวันรุ่งขึ้นถังฉือเย่เดินไปคุยกับท่านหัวหน้าตระกูลรวมทั้งหลี่เจิ่งซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนัก เขาทั้งสองคนก็ป่าวประกาศให้คนทั้งหมู่บ้านรับรู้ ซึ่งครั้งนี้หญิงสาวตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ได้สอนให้เปล่าๆอย่างครั้งที่แล้ว ทุกคนที่ไปเรียนจะต้องนำถั่วเหลืองมาให้เป็นการตอบแทน จะเป็นชายหรือหญิงก็ได้ นอกเสียจากคู่สามีภรรยาสามารถจ่ายร่วมกันได้ ส่วนคนอื่นนั้นจำเป็นต้องจ่ายตามรายหัว


ในวันนั้นถังฉือเย่จึงลงมือทำฟองเต้าหู้และฟองเต้าหู้ตากแห้งสองหม้อใหญ่แล้วนำไปผัดกับเนื้อจนสุกเพื่อนำไปให้ชาวบ้านได้ลองชิมเป็นครั้งแรก ซึ่งทุกคนต่างเอ่ยชมไม่ขาดปาก เพราะไม่ว่านำไปผัดกับอะไรก็จะมีรสชาติเหมือนกับสิ่งนั้น ผัดกับเนื้อกินเข้าไปก็ให้รสชาติเหมือนกินเนื้อ สดใหม่และอร่อยเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าการมอบถั่วเหลืองให้นางหนึ่งถังนั้นยังเป็นสิ่งที่ทุกคนลังเล เพราะเป็นจำนวนไม่ใช่น้อยๆเลย จนทำให้คนในหมู่บ้านแบ่งออกเป็นสองพวก


พวกแรกคือคนที่ฉลาด คิดว่าการได้เรียนวิธีการทำเหลี่ยงเฟิ่นมานั้นทำให้สามารถทำไปขายได้เงินมาไม่ใช่น้อยๆ พอมาครั้งนี้ก็ถือเสียว่าเป็นค่าเรียนของทั้งสองรอบ แม้จะต้องทนกัดฟันก็ยอมจ่าย ส่วนคนอีกจำพวกกลับไม่คิดเช่นนั้น พยายามหาเหตุว่าทำไมนางถึงคิดค่าตอบแทนทั้งที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ร้านเหล้าของนางก็สามารถทำเงินได้มากมาย เด็กสาวผู้นี้เห็นแก่เงินเท่านั้นหรืออย่างไร


ในระหว่างที่หลายคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น บางคนยอมลงทุนวิ่งเข้าไปพูดกับถังฉือเย่โดยเฉพาะ หวังให้นางเปลี่ยนใจ แต่หญิงสาวก็ไม่สนใจเลยสักนิด


ถังฉือเย่ไม่อยากทำให้คนเหล่านี้เสียนิสัย ทำราวกับว่าเป็นเรื่องที่นางควรจะสอนอยู่แล้ว ดังนั้นครั้งนี้จึงต้องเก็บ ‘ค่าเล่าเรียน’ เสียหน่อยจะได้เห็นคุณค่า ดังนั้นจึงสั่งให้คนไปเตรียมหม้อฟองเต้าหู้และเตา นำไปไว้ที่สำนักศิลปะการต่อสู้ที่พื้นที่ว่างพอดี รอจนวันที่สิบแปดในเดือนสิงหาคมจึงเริ่มเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง


ท่านหัวหน้าตระกูลเป็นผู้อาวุโสที่ฉลาด เขาจึงให้ลูกชายสามคนจ่ายถั่วเหลืองหนึ่งถังเพื่อจะมาเรียน ส่วนหลี่เจิ่งก็เช่นเดียวกัน ในครอบครัวมีลูกชายสามคนเหมือนกัน เพียงแต่เฉินฉางชิงลูกชายคนเล็กยังไม่แต่งงานก็จ่ายถั่วเหลืองหนึ่งถังเช่นกัน ส่วนใครอีกหลายคนยังคงลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ่งยอมจ่าย พวกเขาก็คิดจะดำเนินรอยตาม หลงเหลืออีกเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ยังทำใจไม่ได้ในใจคิดว่ามีคนมาเรียนเยอะขนาดนี้ เอาไว้เมื่อถึงตอนนั้นที่พวกเขาลงมือทำค่อยแอบไปดูบ้านไหนเอาก็คงจะเรียนรู้และทำได้เอง 


วันนี้เป็นวันแรกที่ถังฉือเย่เปิดรับสมัครคนเรียนซึ่งนางตัดสินใจแล้วว่าจะเปิดรับแค่วันแรกวันเดียวเท่านั้น ชาวบ้านหลายคนต่างทยอยเดินมาที่สำนักศิลปะการต่อสู้ของฉีจิงกันอย่างคึกคักตั้งแต่เช้า  


ถังฉือเย่ยืนยิ้มรับถั่วเหลืองจากชาวบ้านหลายคน แต่คนที่ทำให้นางแปลกใจมากที่สุดเป็นถังหย่งฟู่และเหอซื่อที่ก้มหน้าก้มตายื่นถั่วเหลืองให้ถังหนึ่ง หญิงสาวจึงยื่นมือไปรับมาถือไว้ก่อนจะส่งให้ยายเย่ที่ยืนอยู่ข้างๆ 


หลังจากนั้นไม่นานนัก รอจนทุกคนพร้อมถังฉือเย่จึงลงมือสอนวิธีการทำฟองเต้าหู้และฟองเต้าหู้ตากแห้ง โดยจะเน้นที่การทำฟองเต้าหู้เป็นหลัก หญิงสาวทำการสอนด้วยตัวเองเพียงวันเดียวเท่านั้น จากนั้นมาก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของยายเย่แทน 


ความจริงแล้วการทำฟองเต้าหู้นี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย สิ่งสำคัญคือการควบคุมอุณหภูมิความร้อนซึ่งในบรรดาคนที่มาเรียนครั้งนี้มักจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่พี่น้องก็สามีภรรยา และมีหญิงสาวผู้หนึ่งได้มาขอลาครึ่งวันกับยายเย่เป็นพิเศษเนื่องจากลูกของนางป่วยกะทันหัน 


หญิงชรานึกแปลกใจ แต่พอได้ยินคุณนายโจวเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังจึงเข้าใจมากขึ้น โดยก่อนที่จะเริ่มเรียนจริงจังนั้น แม้คุณนายโจวจะได้เรียนจากถังฉือเย่มาบ้างแล้ว แต่นางก็ยังจ่ายถั่วเหลืองหนึ่งถังเพื่อมาเรียน เพราะคิดว่าคงเป็นงานที่ไม่หนัก แต่กลับปรากฏว่าหลังจากที่ทำไปเพียงสองวันกลับรู้สึกปวดหลังปวดเอวไปหมด กระทั่งวันที่สามร่างกายก็ระบมจนลุกไม่ขึ้น 


นางคิดว่าเป็นเพราะโดนลมโดนแดดจึงลาพัก จากนั้นเมื่อถังฉือเย่รู้ข่าวก็เข้าไปเยี่ยม และทันใดนั้นก็ถามด้วยความคิดแปลกๆว่า “ท่านป้า ท่านคงไม่ได้ท้องใช่ไหม?”


คุณนายโจวตกตะลึง อาจเป็นเพราะช่วงนี้ยุ่งมากจนไม่ทันได้สังเกตว่ารอบเดือนของตัวเองนั้นไม่มาเลย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่สบายอะไร นอกจากอากาศร้อนจึงไม่อยากกินข้าวเท่านั้น จำได้ว่าหลังจากที่ให้กำเนิดถังจวิ้นเชินไม่นานนึก คุณนายโจวก็ได้ตั้งท้องอีกครั้ง แต่ตอนนั้นบังเอิญล้มลงและได้รับบาดเจ็บขณะไปทำงานในนาข้าวจึงแท้งไป ผ่านมาสิบปีก็ไม่ได้ตั้งท้องอีกเลย…เป็นไปได้หรือว่าจะตั้งท้องลูกอีกคนหนึ่ง  


“คงไม่ เป็นไปไม่ได้” คุณนายโจวพูดพึมพำ 


“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ ข้าคิดว่าเป็นไปได้…เป็นไปได้อย่างแน่นอน” แล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่รีบไปตามท่านหมอประจำหมู่บ้านมา หลังจากตรวจอย่างละเอียดก็ปรากฏว่าคุณนายโจวตั้งท้องจริงๆ และอายุครรภ์ได้สองเดือนกว่าแล้ว


คุณนายโจวทั้งตกใจและดีใจในเวลาเดียวกัน ระหว่างทานอาหารยังกล่าวกับท่านอาสี่ “ข้าบอกตั้งนานแล้วว่าเย่เอ๋อร์เป็นหญิงสาวผู้โชคดี คราวก่อนพวกเราไปในเมือง เย่เอ๋อร์ยังพูดกับข้าว่า ข้าต้องมีลูกคนที่สองแน่ๆ แล้วตอนนี้ก็มีจริงๆ” 


ถังฉือเย่ยิ้มจับมือนางแล้วพูดว่า “ช่วงนี้พวกท่านก็มาทานอาหารด้วยกันสิ ข้าจะให้ยายเย่ตุ๋นซุปไก่หรืออะไรทำนองนั้นเอาไว้ ท่านจะได้เอาไว้บำรุงร่างกาย”


“ตัวข้าไม่มีปัญหาอะไร” ท่านอาสี่พูดพร้อมกับรอยยิ้มกระจ่าง “ให้ป้าเจ้ามากินกับเจ้าก็แล้วกัน”


“ตกลง” คุณนายโจวกล่าวยิ้มๆ “เช่นนั้นทุกเช้าข้าจะมาที่นี่ มาอยู่ที่บ้านเจ้าทั้งวัน อาหารทั้งสามมื้อก็กินที่บ้านเจ้า และมีเพียงกลางคืนที่จะกลับไปนอนที่บ้าน” 


ทุกคนเคยเมื่อได้ยินเรื่องนี้ต่างก็คิดถึงประโยคที่ว่า ‘กินข้าวทางทิศตะวันตก นอนหลับทางทิศตะวันออก’ ซึ่งเป็นคำอุปมาของคนโลภพยายามที่จะได้ผลประโยชน์ทั้งสองอย่าง และทันใดนั้นพวกเขาก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน 


เมื่อคุณนายโจวกลับไปทำฟองเต้าหู้อีกครั้ง ทุกคนที่ได้ยินเรื่องราวต่างก็พากันแสดงความยินดีกันถ้วนหน้า กระทั่งยามเย็นในขณะที่ถังฉือเย่เดินเข้ามา จู่ๆก็มีสะใภ้สาวนางหนึ่งเดินปรี่เข้ามาดึงมือของนาง พลางกล่าวอย่างเขินอายว่า


“เจ้าบ้านถัง…ท่านช่วยอวยพรข้าหน่อยได้หรือไม่?”  


“ข้า…เนี่ยนะ” หญิงสาวชี้นิ้วมาที่หน้าอกตัวเอง “จะให้ข้าอวยพรอะไร?” 


“ข้า…” หมิ่นซื่อ ผู้เป็นสะใภ้ตระกูลเฉิน นางมีหน้าตาสะสวย และความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ไม่เลวจะเสียก็แต่เพียงนางแต่งงานมาแปดปีแล้วยังไม่มีลูก 


แล้วตอนนั้นเองที่มีใครบางคนหัวเราะแล้วพูดแทนหมิ่นซื่อว่า “ให้ถังฉือเย่สาวน้อยผู้โชคดีอวยพรให้เจ้าสิ ให้เจ้ากำเนิดเด็กชายตัวอ้วนใหญ่ในปีหน้า”


ถังฉือเย่เงียบกริบหันมองคนโน้นทีคนนี้ที…นางทำให้ใครตั้งท้องได้ที่ไหนกัน แต่ในเมื่อไม่สามารถห้ามปรามได้สุดท้ายจึงต้องพูดอวยพรไปอย่างเสียมิได้ เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นานนักหมิ่นซื่อกลับตั้งท้องได้จริงๆ จนทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมาข่าวลือถึงความโชคดีของถังฉือเย่ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และมีหญิงสาวอีกหลายคนที่เดินทางมาเพื่อให้นางลูบที่ท้องเพราะอยากตั้งครรภ์โดยเฉพาะ! 


..........................................................


หม้อฟองเต้าหู้ที่สำนักศิลปะต่อสู้ของฉีจิงนั้นมีขนาดใหญ่มาก ทุกคนต่างทำงานกันอย่างรวดเร็ว ฉับไวจนสามารถทำถั่วเหลืองที่เพิ่งเก็บเกี่ยวได้แล้วเสร็จภายในเวลาเพียงไม่กี่วันซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ถั่วเหลืองครึ่งชั่งสามารถทำฟองเต้าหู้ได้ประมาณสองไหพร้อมกันนั้นถังฉือเย่ก็ยังแบ่งให้กับคนที่มาเรียนนำกลับบ้านไปคนละหนึ่งไห…เป็นเป็นความโชคดีที่ไม่คาดคิด ทุกคนต่างดีใจราวกับได้มาเรียนเปล่าๆ จนทำให้คนที่ไม่ได้มาเรียนต่างเสียใจกันเป็นแถว 


ถังฉือเย่เองก็มีความสุขมาก เพราะด้วยวิธีนี้ทำให้นางสามารถทำฟองเต้าหู้ได้มากถึงสิบกว่าชั่งซึ่งเพียงพอสำหรับการกินในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ แถมยังสามารถส่งไปให้ทางศาลาว่าการต่างๆ แล้วยังนำไปขายให้กับร้านซานฉวนและโรงเหล้าซื่อฟางได้อีกต่างหาก ชั่วพริบตาเดียวในมือล้วนเป็นเงินทั้งนั้น และยังไม่ต้องลงแรงเองอีกด้วย


หลังจากนั้นถังฉือเย่ก็นำเงินไปซื้อถั่วเหลืองที่สดใหม่ คุณนายโจวและยายเย่อยู่บ้านไม่มีอะไรก็จะทำฟองเต้าหู้ตากแห้งเพื่อฆ่าเวลาโดยแบ่งออกเป็นสองส่วนทั้งขายและเก็บไว้กินเอง 



บทที่ 137 สิงโตเหอตง


สวี่เวิ่นชู่กลับมาอยู่บ้านนานกว่าครึ่งเดือนแล้ว ทันทีที่กลับมาถังจวิ้นเชินก็เล่าทุกอย่างให้เขาฟังอย่างออกรสออกชาติ


ถังฉือเย่มาหาเขาและบังเอิญได้ยินถังจวิ้นเชินกำลังกล่าวอย่างจริงใจว่า “แผนการของเย่เอ๋อร์ มันสุดยอดจริงๆ เด็กสาวที่เก่งกาจเช่นนี้ ต่อไปใครจะกล้าขอนางแต่งงานกัน เพราะหากไม่ระวังก็จะกลายเป็นสิงโตเหอตงหรือคนกลัวเมียได้” 


ถังฉือเย่จึงยิ้มบางๆ พูดแทรกขึ้น “ท่านสวี่กลับมาแล้ว!” 


ทันทีที่ถังจวิ้นเชินหันกลับมา เขาตกใจมากจนก้าวถอยหลังสองก้าว ได้แต่แอบมองท่าทีของนาง เมื่อเห็นถังฉือเย่ยิ้มตาหยีจึงคิดว่าหญิงสาวน่าจะไม่ได้ยินจึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก


สวี่เวิ่นชู่ส่งเสียงตอบรับในลำคอ เขาชอบคำว่า ‘กลับมา’ สองคำที่ดูเป็นธรรมชาติของนางมาก มันให้ความรู้สึกราวกับว่าที่นี่เป็นบ้านของเขาจริงๆ 


“เย่เอ๋อร์ ข้าให้วั่งซูเอาของไปส่งให้แล้ว เจ้าเห็นหรือยัง?” สวี่เวิ่นชู่ถามยิ้มๆ ตอนที่เขากลับบ้านเดิมไปนั้น ถังฉือเย่เก็บข้าวของพื้นเมืองใส่ไปให้เขามากมาย ดังนั้นเมื่อกลับมาที่หมู่บ้านจวี้เป่าอีกครั้งจึงได้นำของฝากมากมายมามอบให้นางเป็นการตอบแทน 


หญิงสาวตระกูลถังพยักหน้าหงึกหงัก กล่าวว่า “ได้รับแล้วเจ้าค่ะ แต่ยังไม่ทันได้ดู ข้าเพิ่งจะกลับมาบ้าน เมื่อได้ยินว่าท่านกลับมาแล้ว จึงได้มาหาท่านที่นี่ก่อน”


“เจ้าว่าข้าไม่เอาหนังสือนิยายพื้นบ้านมาให้ใช่ไหม ข้าให้คนซื้อให้เจ้าแล้ว ถึงตอนนั้นจะได้ชมมัน”


“จริงหรือ?” ถังฉือเย่พูดด้วยสุ้มเสียงดีใจ “ขอบคุณท่านสวี่!” 


ถังจวิ้นเชินเมื่อได้ยินก็ตื่นเต้นมากเช่นกันหันไปถามบัณฑิตผู้เป็นอาจารย์ว่า “ท่านอาจารย์…ท่านซื้อนวนิยายพื้นบ้านมาให้เย่เอ๋อร์ด้วยหรือ?” 


สวี่เวิ่นชู่ยิ้มเล็กน้อยตรงมุมปากพลางชำเลืองมอง ถังจวิ้นเชินจึงลดเสียงลงแล้วหันกลับไปทันทีก่อนที่ท่านสวี่จะหันกลับมายิ้มกับหญิงสาวอีกครั้ง “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าทำอาหารชนิดใหม่ออกมาอีกแล้วหรือ เรียกว่าฟองเต้าหู้งั้นรึ?” 


“เจ้าค่ะ…เวลาเที่ยงจะทำให้ท่านทาน ยังมีฟองเต้าหู้ตากแห้ง พวกเรากินติดต่อกันตั้งหลายวันแล้ว กินจนเบื่อ วันนี้จะทำให้ท่านกินคนเดียวเลยแล้วกัน” 


บัณฑิตสวี่ยิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นก็ได้ยินเสียงถังฉือเย่ถอนหายใจด้วยความเกลียดชัง “การหาเงินนี่มันไม่ใช่เรื่องยาก หนทางแห่งการหาเงินก็มีตั้งเยอะแยะ หากไม่ใช่เพราะทางนี้มันเหนื่อย ข้าคงจะสอนให้คนอื่นอย่างเต็มใจ” 


“เจ้าพูดเช่นนี้ก็อาจจะทำให้คนอิจฉาริษยาได้เอานะเย่เอ๋อร์” ถังจวิ้นเชินพูดอย่างอดไม่ได้ แต่ถังฉือเย่กับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระยิ้มจนตาหยี แล้วตอบว่า


“เพราะเป็นคนเก่งจึงได้มีคนอิจฉา ถ้าไม่มีใครอิจฉาก็แสดงว่าเป็นคนธรรมดาน่ะสิ!” 


ถังจวิ้นเชินมองกลับมาอย่างไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ถังฉือเย่จึงได้หยิบกระดาษสองสามใบออกมาจากอกพลางว่า


“ท่านสวี่ ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ศิษย์ของท่านได้เขียนกลอนกัน ท่านช่วยดูหน่อยสิว่าเขียนออกมาเป็นอย่างไร”


“เย่เอ๋อร์ อย่านะ!” ถังจวิ้นเชินผงะไป ก่อนจะร้องเสียงหลงรีบพุ่งเข้ามาคิดจะคว้าไหว้ แต่ก็โดนสวี่เวิ่นชู่เหลือบสายตาดุๆมองมา ดังนั้นเขาจึงเอามือทาบอกหยุดชะงักบ่นอุบอิบ


“เย่เอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงทำกับข้าเช่นนี้” 


“เพราะว่าขาคือสิงโตเหอตงยังไงเล่า” ถังฉือเย่ยิ้ม “ท่านพี่เขียนเร็วที่สุด โดยไม่ได้ทำอย่างขอไปทีด้วย เจ้าคิดเช่นนั้นไหม?” 


สวี่เวิ่นชู่อยากรู้อยากเห็นขึ้นมาและเมื่อเปิดออกดู เขาก็ต้องหัวเราะออกมา จากนั้นก็พับกระดาษใบนั้นในมือก่อนจะวางลงบนโต๊ะ 


บัณฑิตสวี่ยืนขึ้น เอามือไพล่หลัง และกำลังจะตำหนิอะไรสักหน่อยแต่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะจาก ถังฉือเย่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆก่อน “ท่านสวี่ เมื่อท่านได้กลายเป็นหวางเฉิงเจีย ท่านช่วยเขียนอะไรให้ข้าอย่างได้หรือไม่ ท่านดูสิตู้ฝู่ยังเขียนเรื่องป้ากงซุนรำดาบ แม้แต่โจสิดก็ยังเขียนเรื่องลั่วเซินฟู่” 


ถังฉือเย่ตั้งตารอพลางพูดต่อ “ข้าจะบอกให้ ท่านต้องพยายามใช้คำที่สละสลวย เขียนให้ข้าดูเป็นสิ่งของที่หายากในสวรรค์ และหาไม่ได้ตามโลกมนุษย์ แต่ไม่ต้องเขียนว่าข้าเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหนนะเช่นนี้คนรุ่นต่อไปจะต้องคับแค้นใจและอยากรู้ว่ามีหญิงงามเช่นนี้อยู่ที่ไหนกันแน่ และจะได้ไม่ต้องมาหาข้าที่นี่”


เมื่อได้ยินแล้ว สวี่เวิ่นชู่จึงเอามือแตะหน้าผากนางครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเป็นปกติดีก็ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวเสียงเบาๆ 


“ตกลง…หากข้ามีชื่อเสียงในอนาคต ข้าจะต้องเขียนเรื่องของเจ้าแน่” 


“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” หญิงสาวตบไหล่เขาก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไป เมื่อสวี่เวิ่นชู่หันหน้ากลับมาอีกครั้ง เขาก็ไม่มีอารมณ์จะสั่งสอนแล้ว ได้แต่ยืนตัวตรงอยู่นานบอกกับถังจวิ้นเชินว่า 


“ข้าจากไปครึ่งเดือน ข้าว่าวันนี้เรามาทดสอบความคืบหน้าของพวกเจ้ากันหน่อยดีกว่า” 


ถังจวิ้นเชินทำหน้าเหนื่อยๆ เพราะรู้ดีว่าการทดสอบนั้นก็ยากลำบากพอๆกับโดนดุนั่นแหละ บุตรชายคุณนายโจวเหลือบมองถังฉือหรงแวบหนึ่ง ในใจคิดว่าต่อไปจะไม่พูดถึงถังฉือเย่ลับหลังอย่างนี้อีกแล้วเพราะกรรมนี้สนองในทันทีจริงๆ


…………………………………………………..


ในช่วงระยะเวลาการเรียนทำฟองเต้าหู้นั้น เกือบทุกคนในหมู่บ้านจวี้เป่าล้วนหยุดงานกันทั้งนั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นๆพากันอิจฉาริษยา และต่างหาคิดวิธีไปขอร้องถังฉือเย่และท่านอาสี่


ท่านอาสี่ทนไม่ไหวจึงต้องลาหยุดงานให้หนึ่งวันอย่างเสียไม่ได้ วันนี้เพิ่งจะเริ่มทำงานตามปกติอีกครั้งซึ่งโดยปกติแล้วเหล้าสาลี่หมักจะใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน ส่วนเหล้ามะเฟืองหมักต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน 


ดังนั้นจึงถึงเวลาเหล้าสาลี่ก่อนเป็นอย่างแรก ถังฉือเย่จัดการให้คนนำเหล้าสาลี่ไปส่งให้โรงเหล้า ซื่อฟางเช่นเคยโดยต้องใช้เกวียนสี่ล้อส่งไปมาหลายครั้งเพราะหมักได้มากกว่าหกพันชั่ง!


และทันทีที่เหล้าสาลี่ของนางออกสู่ตลาด ฝ่ายตระกูลเมิ่งก็เริ่มนั่งกันไม่ติดแล้ว ด้วยความที่พวกเขาไม่มีสูตรเหล้าสาลี่ จะมีก็เพียงสูตรเหล้ามะเฟืองที่ไปขโมยมาเท่านั้น เมิ่งจื่อหยางไปที่ร้านเหล้าตระกูลเมิ่ง พลางเรียกคนให้มาเปิดไหเหล้าเพื่อชิม


เหล้าถูกบ่มไว้ครึ่งเดือน เมื่อเปิดออกมาก็มีกลิ่นอมเปรี้ยวอมหวาน ดูไปดูมาน้ำกลับมีลักษณะขุ่นๆ หลังจากชิมยังมีรสชาติแปลก


เมิ่งจื่อหยางรู้สึกว่ามีบางอย่างปิดปกติ เขาขมวดคิ้วมุ่น “เหตุใดจึงไม่เหมือนกัน เจ้าแน่ใจไหมว่าใช้สูตรเดียวกัน?” 


“ถูกต้องเป็นสูตรเดียวกันแน่นอน!” ผู้ดูแลเฉินยังคงมั่นใจ “ข้าได้ให้ท่านหมอหลายคนคำนวณปริมาณออกมาอย่างละเอียดแล้ว มะเฟืองก็ใส่ทีละชิ้น แถมยังนับมาหมดแล้ว ไม่ผิดแน่นอน คาดว่าน่าจะยังไม่ถึงเวลากระมัง” 


เมิ่งจื่อหยางครุ่นคิด พยายามระงับความกังวลของตัวเองไว้ภายใต้ท่าทีสุขุม “ก็ได้ ก็ได้ รออีกหน่อย เจ้าให้คนคอยจับตาดูฝั่งนั้นไว้อย่าให้คลาดสายตา ระยะห่างระหว่างเราเพียงสามสี่วัน พวกเขาเปิดไหเหล้า พวกเราก็เปิด เข้าใจใช่มั้ย?” 


ผู้ดูแลเฉินรีบตอบรับ หลังจากนั้นเมื่อรอไปอีกประมาณสิบวัน ผู้ดูแลเฉินก็สืบได้ว่าเหล้ามะเฟืองนั้นต้องบ่มไว้หนึ่งเดือนจึงจะได้ที่ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะเปิดมันในวันที่แปดต้นเดือนเก้า พอถึงเวลาเมิ่งจื่อหยางก็ให้คนไปนำเหล้ามาเปิดอย่างมีความสุข มั่นใจในความคิดของตัวเองที่จะกดดันโรงเหล้าซื่อฟาง สำเร็จแน่ ด้วยการกลั่นเหล้าออกมามากถึงแปดพันกว่าชั่ง ขอแค่สำเร็จก็จะรีบกรองออกมาแล้วส่งไปในอำเภอทันที 


แต่ทุกสิ่งกลับไม่เป็นอย่างที่เมิ่งจื่อหยางคิด เพราะทันทีที่เปิดไหเหล้า จมูกกลับได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยมาทันที รอยยิ้มของเมิ่งจื่อหยางค่อยๆหายไปทีละน้อย


ผู้ดูแลเฉินรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง จึงรีบหยิบช้อนขึ้นมาคนดูก็พบว่าเหล้าในไหนั้นกลายเป็นสีขุ่นและมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ด้านในมีชิ้นผลไม้เน่าลอยอยู่เต็มไปหมด เขาตัวแข็งทื่ออยู่นาน ก่อนจะหันหน้าไปมองช้าๆ 


เมิ่งจื่อหยางจ้องมองเหล้าเหล่านั้นด้วยใบหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใด จนผู้ดูแลเฉินกล่าวเสียงสั่นว่า “อาจเพราะ…อาจเพราะยังไม่ถึงวันก็เป็นได้” 



บทที่ 138 เลี้ยงหมาดีๆหนึ่งตัว


เมิ่งจื่อหยางตบหัวเขาไปหนึ่งครั้งก่อนจะตะโกนด่าเสียงดังลั่น “ยังไม่ถึงวันบ้าอะไร เหล้าเหม็นไปหมดแล้วอย่างนี้ เจ้าคิดว่าข้าไม่ได้กลิ่นหรืออย่างไร คิดว่าข้าเป็นคนโง่อย่างนั้นเหรอ?”  


ไม่พูดเปล่าเมิ่งจื่อหยางยังตรงเข้าไปบีบคอของผู้ดูแลเฉินแล้วลากเข้าไปใกล้กระบวยตักเหล้า “เจ้าชิมดู แบบนี้จะดื่มเข้าไปได้อย่างไร นี่มันเหม็นยิ่งกว่าห้องน้ำ สกปรกยิ่งกว่าดินโคลนเสียอีก!” 


ผู้ดูแลเฉินดิ้นไปมาพลางบีบจมูกแล้วดื่มเข้าไปหนึ่งอึก ก่อนจะอาเจียนออกมาตรงนั้นเลย หลังจากนั้นจึงค่อยไปทยอยเปิดไหเหล้าที่เหลือซึ่งล้วนแต่มีกลิ่นเหม็นทั้งสิ้น ผลไม้ได้เน่าทั้งหมด…เหล้าชั้นดีเสียไปพริบตา! 


เมิ่งจื่อหยางโกรธเป็นอย่างมาก เขาทั้งเตะทั้งต่อย ผู้ดูแลเฉินเอาแต่กุมหัวไว้ ไม่กล้าหลบ จนผ่านไปครู่หนึ่งเขาถึงจะพูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ 


“พวกข้าก็ได้ใส่วัตถุดิบต่างๆลงไปในไห ไม่มีตกหล่นผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว นอกเสียจากว่าไหเหล้าเองที่มีปัญหา” 


เมิ่งจื่อหยางชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อผู้ดูแลเฉินเห็นว่ามีทางเอาตัวรอดเขาก็รีบพูดต่อว่า “พวกข้าตรวจสอบปริมาณไปมาอยู่หลายรอบ ท่านหมอหลายคนก็ได้ดูแล้ว ย่อมไม่ผิดอย่างแน่นอน” 


“ตอนที่เหล้ามาถึงมือข้า ดินเหนียวที่ปิดผลึกไว้ก็ไม่ได้ถูกแกะออก จะมีปัญหาได้อย่างไร”


“ใครจะไปรู้ล่ะ” ผู้ดูแลเฉินกล่าวด้วยสีหน้าที่บึ้งตึงว่า “บางทีตอนที่ปิดปากไห พวกเขาอาจจะเล่นตุกติกอะไรก็ได้ อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นแค่คนในชนบทเท่านั้นมิใช่เหรอ?”


สีหน้าของเมิ่งจื่อหยางเคร่งขรึมขึ้นมาทันที อยู่ๆเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า ก่อนที่ถังสุ่ยจือจะกลับมานั้น เขาได้ให้พ่อบ้านไปที่หมู่บ้านจวี้เป่าครั้งหนึ่ง แล้วตอนนั้นก็ได้ถูกแมวป่าที่ถังฉือเย่เลี้ยงไว้กัด แต่ก็ยังได้ข่าวกลับมาว่าหญิงสาวตระกูลถังคนนั้นมีชายหนุ่มชื่อฉีจิงซึ่งเป็นคนมากฝีมือคอยหนุนหลังอยู่  


ดังนั้น…นี่เป็นแผนที่ทำขึ้นมาเพื่อล่อเขาให้ติดกับกระนั้นหรือ? 


เมิ่งจื่อหยางหันหน้าพรืดแล้วเดินจากไป ทันทีที่กลับมาถึงบ้านก็มุ่งตรงไปหาถังสุ่ยจือที่อยู่ในสวนก่อนเป็นอย่างลำดับแรก ช่วงนี้เขาค่อนข้างที่จะรักและตามใจนางอยู่ไม่น้อย 


เมื่อถังสุ่ยจือเห็นว่าสามีเดินตรงดิ่งเข้ามาหา นางก็รีบเดินเข้าไปรับพร้อมกับพูดทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “ท่านกลับมาแล้ว” 


แต่เมิ่งจื่อหยางกลับยกเท้าถีบนางล้มลงไปกับพื้นทันทีพลางตวาดลั่น “เจ้ามันกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา กล้ามาเล่นกับตระกูลข้าอย่างนั้นรึ คิดว่าเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!” 


ในตอนนั้นถังสุ่ยจือตกใจจนแทบบ้าพูดละล่ำละลักว่า “ท่าน…ข้าไม่กล้าทำแบบนั้นอย่างแน่นอน” 


ถังสุ่ยจือตกใจจนขวัญกระเจิงได้แต่ก้มคำนับขออภัยอยู่อย่างนั้น เมิ่งจื่อหยางตบโต๊ะเตะเก้าอี้ระบายอารมณ์ไปยกหนึ่ง จนกระทั่งความโกรธลดลงแล้ว เขาก็พาดเท้าไว้บนเก้าอี้พูดอย่างเย็นชาว่า “เหล้าของตระกูลถัง สรุปแล้วเจ้าได้มันมาได้อย่างไร ไหนเล่ามาให้ข้าฟังอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ”


หญิงสาวเพิ่งจะได้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่เหล้า นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติก่อนจะรีบเล่าเรื่องราวให้เขาฟังตั้งแต่ต้นจนจบ 


เมิ่งจื่อหยางนั่งฟังด้วยสีหน้าบึ้งตึง ในใจไม่ได้คิดสงสัยถังสุ่ยจือแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรเสียนางก็เป็นผู้หญิงของเขา ชายหนุ่มจึงมั่นใจว่าไม่มีทางถูกนางหักหลังแน่นอน  


ดังนั้นเมื่อได้ฟังถังสุ่ยจือพูดอีกครั้ง เขาก็เยาะเย้ยในทันที “เจ้าเป็นหมาโง่แท้ๆ ไอ้ถังหย่งฟู่นั่นเป็นฝ่ายมาหาเจ้าก่อน เจ้าก็ยังจะเชื่อ ไม่ถึงสองวันเขาก็เอาเหล้ามาได้ เจ้าก็ยังกล้ารับมา แล้วยังจะกลับมาพูดประจบข้าอีก ทำไมนะ…ทำไมเจ้าถึงโง่อย่างนี้!” ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห เมิ่งจื่อหยางจึงถีบนางไปอีกหนึ่งครั้ง


“สูตรของเหล้าเป็นของที่สำคัญมาก ดังนั้นพวกเขาต้องซ่อนไว้อย่างแน่นอน มีอย่างที่ไหนที่จะขโมยมาอย่างง่ายดายเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่านี่เป็นแผนที่ถังฉือเย่สร้างขึ้นมาเพื่อล่อให้หมาโง่อย่างเจ้าติดกับดัก ข้าคงประเมินเจ้าสูงเกินไป เจ้าทำให้ข้าพลาดการใหญ่รู้ตัวหรือไม่” 


“ถังหย่งฟู่กล้าหลอกข้าอย่างนั้นเหรอ มิน่าล่ะในตอนนั้นข้าถึงได้รู้สึกว่าท่าทีของเขาแปลกๆ”


เมิ่งจื่อหยางทำเสียงหึๆในลำคอพร้อมกับหันหน้าหนี ถังฉือเย่มีเจ้าเมืองหลินหนุนหลังอยู่ เขาจึงไม่กล้าทำอะไร จำใจต้องปล่อยนางไปสักระยะ แต่ถึงแม้จะจัดการเจ้าบ้านถังคนนั้นไม่ได้ก็จริง แล้วชายชาวบ้านธรรมดาอย่างถังหย่งฟู่ล่ะจะทำอะไรไม่ได้เชียวเหรอ 


ถังฉือเย่เลี้ยงหมาที่ดีไว้ตัวหนึ่งจริงๆ จึงได้กล้ารวมหัวกันหลอกเขาอย่างนี้…เมิ่งจื่อหยางคิดอย่างแค้นใจก่อนจะพูดอย่างเย็นชาว่า “ตอนนี้เจ้าไปหาใครสักคน แล้วให้เขาไปบอกถังหย่งฟู่ บอกให้เขามาในเมืองเดี๋ยวนี้!” 


เมื่อได้ยินคำสั่งถังสุ่ยจือก็ไม่กล้าทำให้เสียเวลา นางรีบลุกขึ้นและเดินออกไปทันที ตอนนี้ที่หมู่บ้านจวี้เป่ากำลังขายเหลียงเฟิ่นและฟองเต้าหู้กันแทบทุกครัวเรือน พวกเขาจึงต้องเดินทางเข้าไปขายไปในเมืองในทุกวัน ฉะนั้นถังสุ่ยจือจึงได้มองหาชาวบ้านคนหนึ่งมาแล้วฝากบอกเรื่องราวไปถึงถังหย่งฟู่…คนผู้นั้นชื่อถังซาน เขายังรู้สึกสงสัยว่าถังสุ่ยจือกับถังหย่งฟู่มีความสัมพันธ์เช่นไรกันแน่ แต่ก็มิได้กล้าเอ่ยปากถามออกไป 


ถังสุ่ยจือเป็นคนฉลาดแน่นอนว่านางย่อมไม่เอ่ยถึงการขโมยเหล้าที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน นางเพียงพูดว่า “ข้ากลับมาจากบ้านมาก่อนหน้านี้สองสามวัน เขาก็พยายามยัดกระดาษแผ่นเล็กๆมาใส่ในมือแล้วบอกว่าเอามาจากถังฉือเย่ ข้าเองก็ไม่รู้ตัวหนังสือจึงไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่พอให้สามีของข้าอ่าน เขาก็เลยบอกให้เชิญถังหย่งฟู่มาหาสักหน่อย”


ถังซานพยักหน้าหงึกหงัก เชื่อสนิทใจ เขาจึงรับปากจากนั้นก็รีบเดินทางกลับหมู่บ้านเพื่อไปแจ้งข่าวให้ถังหย่งฟู่ทันที 


เมื่อทราบข่าวถังหย่งฟู่ยังไม่กล้าถามให้ละเอียดอะไรมาก นอกจากตอบรับ เมื่อถังซานไปแล้วก็รีบเอาเสื้อผ้าที่ดูเป็นทางการที่สุดออกมาสวมใส่ ก่อนจะรีบเข้าไปในเมืองอย่างรวดเร็ว เขาคิดว่าสามีของ ถังสุ่ยจือจะต้องให้เงินรางวัลอย่างแน่นอน หากจำนวนเงินเยอะ เขาก็คิดจะหาซื้อแมวป่าคู่หนึ่งมาเลี้ยงไว้เหมือนถังฉือเย่


พอถังหย่งฟู่เดินทางมาถึงในตัวเมือง เขาก็หันซ้ายหันขวาถามคนแถวนั้นว่าคฤหาสน์ตระกูลเมิ่งอยู่ที่ไหน รอสักพักก็มีคนลากแขนเขาไปอีกฝั่ง ยังไม่ทันพูดอะไรก็ลงมือทั้งเตะทั้งต่อยชายหนุ่มอย่างไร้ความเมตตา แม้กระทั่งขาทั้งสองข้างก็ถูกตีจนหัก 


ถังหย่งฟู่ทั้งเจ็บทั้งกลัว เขาจึงเป็นลมล้มลงไปกองกับพื้นในทันที ส่วนถังซานหลังจากแจ้งข่าวบอกกล่าวให้ชายหนุ่มรู้แล้วนั้น เมื่อกลับบ้านก็ได้ไปบอกแม่ของเขาให้รู้ด้วย เมื่อฟังก็รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ


ตอนนี้ในสายตาของคนในหมู่บ้าน ถังฉือเย่ถือว่าเป็นคนที่มีความสามารถเป็นอย่างมาก จนแยกครอบครัวได้สำเร็จ ดังนั้นหากอะไรก็ตามที่ถังหย่งฟู่ได้มาจากถังฉือเย่จะต้องเป็นการขโมยมาอย่างแน่นอน!


ท่านป้าคนนั้นยังไม่ทันจะได้กินข้าวก็รีบวิ่งไปที่บ้านหินเพื่อบอกเรื่องนี้กับถังฉือเย่ หญิงสาวยิ้มรับ อย่างมีความสุข ในใจคิดว่าสิ่งสนุกได้เริ่มขึ้นแล้ว 


ถังฉือเย่ขมวดคิ้วพลางพูดกับมารดาของถังซานไปว่า “ข้าจำได้ว่าไม่มีกระดาษอะไรหายไปเลย แต่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เหล้าของข้าได้หายไปหนึ่งไห น่าจะเป็นเขาที่เอาไปอย่างนั้นหรือ?” 


“เหล้าหายไป แล้วจะมีปัญหาอะไรงั้นเหรอ?” 


ถังฉือเย่ไม่ตอบ นางเพียงอมยิ้มนิดๆตรงมุมปากเท่านั้น!  


ในช่วงเวลาเดียวกันอีกฝั่งหนึ่งของหมู่บ้าน ถังหย่งฟู่ไม่ได้กลับมาบ้านทั้งคืน กระทั่งถึงตอนเช้า ท่านย่าซุนจึงต้องให้เหอซื่อและถังฉือจิ้นเข้าไปในเมืองซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะหาคฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง จนเจอกับถังสุ่ยจือที่พูดอย่างไม่ยี่หระว่า 


“เมื่อวานข้ารออยู่ทั้งคืนแต่ก็ไม่เห็นว่าจะมาหาข้าเลย คิดว่าจะส่งจดหมายกลับไปอยู่พอดี”


ได้ฟังเหอซื่อก็ร้อนรนขึ้นมาทันที นางรีบกลับไปหมู่บ้านจวี้เป่าและขอให้ชาวบ้านช่วยออกตามหาแต่ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านต่างก็ยุ่งด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะทำงานบ้าง ทำเหลียงเฟิ่นบ้าง ทำฟองเต้าหู้บ้าง ดังนั้นจึงไม่มีใครว่างเลยสักคน อีกอย่างก็ด้วยความสัมพันธ์ของตระกูลถังกับคนในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยดีนัก เหอซื่อ จึงต้องขอร้องอยู่นาน กว่าจะหาคนออกมาช่วยได้โดยเริ่มลงมือค้นหาจากในหมู่บ้านก่อนเป็นลำดับแรก แต่หาจนทั่วก็ยังหาไม่เจอ มีคนผู้หนึ่งอดที่จะตำหนิออกมาไม่ได้ว่า 


“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว จะเข้าไปในเมืองอะไรกัน เหตุใดถึงไม่รอตอนกลางวันเล่า?”


มีคนได้ยินเรื่องที่เหล้าหายไปก็พูดขึ้น “บางทีอาจจะมีเรื่องน่าอับอายอะไรก็ได้ ก็เลยต้องแอบๆซ่อนๆ ออกไปหรือเปล่า?”


เหอซื่อเมื่อได้ยินก็โกรธขึ้นมาทันที แต่ถูกถังฉือจิ้นห้ามเอาไว้เสียก่อน หลังจากนั้นพวกเขาจึงออกเดินค้นหาอีกครั้ง จนกระทั่งถึงในเมืองก็มีคนพูดขึ้นว่า “ได้ยินมาว่าในเมืองนี้พี่ใหญ่หานกับถังฉือเย่สนิทกัน หรือไม่พวกเจ้าก็ลองไปขอร้องถังฉือเย่ดูล่ะ?”


ถังฉือจิ้นหน้าเสียขึ้นมาทันที หากจะเกลียดใครสักคน คนที่เขาเกลียดที่สุดก็คือถังฉือเย่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไปขอร้องนางเด็ดขาด 


ส่วนเหอซื่อร้อนรนจนแทบจะเป็นบ้า นางพูดขึ้นว่า “หากกลับไปที่หมู่บ้านอีกต้องใช้เวลาไปถึงเมื่อไหร่กัน สามีของข้า ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหน”


“ได้ยินมาว่าอันธพาลในเมืองนี้ก็เป็นลูกน้องของพี่ใหญ่หานกันทั้งนั้น หากไม่ได้จริงๆ พวกเจ้าก็ลองถามเขาดูก่อนสิ?”


เมื่อเหอซื่อได้ยิน นางก็ไม่สนอะไรทั้งนั้นรีบเดินไปหาขอทานคนหนึ่งพลางถาม “ข้าเป็นป้าของถังฉือเย่ พี่ใหญ่หานของเจ้าอยู่หรือไม่?”


“อ๋อ!” ขอทานผู้นั้นพยักหน้าลงก่อนจะพูดอย่างสบายๆว่า “ข้าได้ยินมาว่าถังฉือเย่แยกครอบครัวกับพวกท่านนานแล้วไม่ใช่เหรอ?”



บทที่ 139 อยู่เหนือผู้อื่น


เหอซื่อถึงกับหน้าเสียขึ้นมาในทันที นางรีบพูดว่า “ถึงจะแยกครอบครัวไปแล้ว แต่ข้าก็ยังเป็นป้าของนางอยู่นะ คนเป็นญาติพี่น้องในหมู่บ้านเดียวกัน นางจะไม่สนใจได้อย่างไร เจ้าแค่บอกมาว่าพี่ใหญ่หานของเจ้าอยู่ที่ไหนกันก็พอแล้ว เรื่องที่เหลือเดี๋ยวข้าจัดการเอง!” 


“พี่ใหญ่หานไม่อยู่แล้ว” ขอทานผู้นั้นพูดไปก็แคะหูไป “อีกอย่าง พี่ใหญ่หานของพวกข้าก็เป็นคนที่มีหน้ามีตา ไม่ใช่ใครจะเข้ามาพบก็ได้ เจ้าบอกมาก่อนว่าเจ้ามีเรื่องอะไรกันแน่”


“สามีของข้า เมื่อวานได้เข้ามาในเมือง แล้วก็ไม่ได้กลับบ้านเลยทั้งคืน พวกข้าตามหาอยู่ตลอดทางก็หาไม่เจอ ข้าจึงอยากถามว่าเห็นเขาอยู่ในเมืองหรือไม่?”


“สามีของเจ้ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรล่ะ?”


“สามีของข้าสูงประมาณนี้” เหอซื่อยกมือทำท่าประมาณ “คิ้วเข้มตาโต ผิวคล้ำๆหน่อย ชุดที่เขาใส่เมื่อคืนเป็นชุดยาวสีคราม” 


“อ๋อ” ขอทานหนุ่มพยักหน้าหงึกหงัก “ข้ารู้แล้ว เมื่อวานตอนสองทุ่มข้าเห็นเขาเพิ่งจะเข้ามาในเมือง”


“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?” เหอซื่อพูดด้วยความดีใจ


ขอทานทำท่ายื่นมือมาขอเงิน เหอซื่อชะงักไปครู่หนึ่งจึงจะเข้าใจ จากนั้นก็ตะคอกว่า “เหตุใดถึงต้องขอเงินด้วย?”


“ทำไมล่ะ พวกข้าหาเงินจากตรงนี้ มาซักถามข้าแล้วจะไม่ให้เงินอย่างนั้นรึ?” เขาหาวออกมา ก่อนจะเอนหลังพิงตรงกำแพง “ไม่อยากให้ก็ไม่เป็นไร พวกเจ้าก็ค่อยๆหาไปก็แล้วกัน”


เหอซื่อร้อนใจขึ้นมาทันที แต่ด้วยความที่ไม่พกเงินติดตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร นางลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยอมกัดฟันถอดปิ่นปักผมออกมาพลางยื่นให้เขา “ปิ่นอันนี้ จ่ายเป็นค่าตอบแทนได้หรือไม่?” 


ขอทานหมุนดูไปมา ปิ่นนี้ดูแล้วก็ไม่ได้เล็กมาก เพียงแต่เมื่อลองถือดูแล้วกลับพบว่าเบามาก ดูแล้วข้างในต้องกลวงอย่างแน่นอน เขาจึงสบถออกมาด้วยท่าทีที่รังเกียจ จากนั้นก็ชี้ไปทางขวา


“เมื่อวานตอนที่เขามาถึงในเมือง ข้าก็มีคนลากเข้าไปในตรอกตรงนั้น แล้วหายไปเลยข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้ตอนเช้าก็เห็นว่ามีคนพาตัวเขาไปส่งที่โรงหมอทางด้านนั้น” 


เหอซื่อตกใจจนเกือบจะเป็นลม จากนั้นนางก็รีบเดินเข้าไปโรงหมอริมถนน พวกชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็พากันตามไปด้วย กระทั่งมาถึงท้ายซอยก็พบกับรอยกองเลือดขนาดใหญ่กองหนึ่ง 


เหอซื่อใจไม่ดี นางรีบวิ่งไปอ้อมไปทางด้านหลัง ไม่นานนักนางก็หาโรงหมอที่อยู่ในละแวกนั้นเจอ พอก้าวเท้าเข้าไปข้างในจึงเห็นถังหย่งฟู่นอนอยู่ด้านหน้าโรงหมอ กำลังคร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บปวดและตอนนั้นเองที่เหอซื่อก็ร้องไห้ออกมาในทันที 


“ท่านพี่!” 


“เขาเป็นคนในครอบครัวของเจ้าหรือ?” ท่านหมอทักด้วยความโล่งอก “ถ้าเช่นนั้นก็รีบเอาเงินค่ายาและค่ารักษามาให้ข้า ข้าจะได้ต่อกระดูกให้เขา”


เหอซื่อเอาแต่ร้องไห้ไม่ลืมหูลืมตา ถังฉือจิ้นเรียกนางอยู่หลายครั้ง จนเงยขึ้นมาพร้อมกับน้ำตานองหน้า มองเห็นบนตัวของถังหย่งฟู่นั้นมีคราบเลือดและดินเลอะเทอะไปหมด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ 


ถังฉือจิ้นอดกลั้นเอาไว้ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นแล้วถอยออกมาสองสามก้าว เขาถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ไม่ทราบว่าท่านต้องการเงินเท่าไหร่?”


“เขาขาหักทั้งสองข้าง ยากที่จะกลับมาเป็นปกติดังเดิม การที่จะกลับมาเดินได้อย่างปกติก็คงเป็นไปไม่ได้ ข้าเพียงรับประกันได้ว่าเขาคงพอที่จะเดินกะเผลก กะเผลกได้ก็เท่านั้น อีกอย่างทั้งตัวของเขาก็เต็มไปด้วยบาดแผล คงต้องรักษาไปทั่วทั้งร่างกายเสียก่อน” ท่านหมอพล่ามอยู่นานก่อนจะทิ้งท้ายด้วย “จ่ายมาก่อนยี่สิบตำลึงที่เหลือค่อยทยอยจ่ายมาก็แล้วกัน”  


“ต้องใช้เงินเยอะขนาดนี้เลยหรือ?” ถังฉือจิ้นพูดโพล่งด้วยความตกใจ


“การรักษากระดูก เจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กอย่างนั้นเหรอ ตอนที่เขาถูกพาตัวมา เขาเกือบจะหยุดหายใจไปแล้ว หากว่าไม่ใช่เพราะความเมตตาของข้าที่ได้ช่วยรักษาเขาไว้ก่อน เขาก็คงตายไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไม่ได้อยู่รอดมาถึงตอนนี้หรอก” เขาพูดพลางโบกมือไปมา 


“หากพวกเจ้าไม่อยากรักษาที่นี่ก็เชิญไปรักษาที่อื่นได้ตามสบาย เพียงแต่จ่ายค่ายาและค่ารักษาของวันนี้มาก่อน ทั้งหมดแปดตำลึงกับอีกเก้าสลึง”


“ท่านหมอ บ้านของข้าอยู่ไกล ส่วนตัวข้าเองก็ไม่ได้พกเงินติดตัวมาเยอะขนาดนั้น ถ้าอย่างไรท่านช่วยรักษาพ่อของข้าก่อน แล้วข้าจะกลับไปขอเงินจากท่านย่าของข้านำกลับมาจ่ายได้หรือไม่?”


เมื่อเห็นท่านหมอขมวดคิ้วเล็กน้อย ถังฉือจิ้นก็รีบพูดขึ้นว่า “ท่านวางใจได้ บ้านพวกข้ามีเงิน ไม่เบี้ยวอย่างแน่นอน”


ชาวบ้านที่อยู่ข้างๆสนับสนุนพูดแทรก “ท่านวางใจเถอะ พวกข้าเป็นคนของหมู่บ้านจวี้เป่า พวกข้ารับประกันให้เขาเอง”


“ร้านเหล้าฟู่โช่วใช่หรือไม่?” สีหน้าของท่านหมอดูดีขึ้นมาเล็กน้อย “หมู่บ้านของพวกเจ้า มีแต่คนมากฝีมือทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ข้าจะช่วยรักษาเขาก่อน พวกเจ้าก็รีบเอาเงินมาให้ข้าก็แล้วกัน”


พูดเสร็จเขาก็บอกให้เหอซื่อหลีกทาง จากนั้นก็เรียกให้คนงานในร้านมาช่วยแบกถังหย่งฟู่เข้าไป ทุกคนปรึกษากันว่าจะกลับไปส่งจดหมายที่หมู่บ้านก่อน เดิมทีก็จะให้เหอซื่อและถังฉือจิ้นรอที่นี่ แต่ ถังฉือจิ้นกลับพูดขึ้นว่า 


“ข้าร้อนรนแทบไม่ไหว ข้าอยากกลับไปบอกท่านย่าก่อน หากข้าไม่กลับไป ข้ากลัวท่านย่าจะเสียดายเงิน ไม่ยอมให้มา อีกอย่างข้าอยู่ที่นี่ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ให้ท่านแม่ของข้าอยู่ที่นี่ก็พอแล้ว”


ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นทุกคนจึงเดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน ถังฉือจิ้นเร่งฝีเท้าเดินโดยไม่หยุดพักจนทำให้กว่าจะกลับมาถึงก็เล่นเอาหมดเรี่ยวหมดแรง เหนื่อยหอบ ท่านย่าซุนเห็นก็ถามไม่หยุด เขานั่งลงและสูดลมหายใจเข้าออกอยู่นาน จากนั้นจึงเล่าเรื่องให้นางฟัง


หญิงชราทั้งตกใจและโกรธ “ปกติแล้วลูกคนโตของข้าจะไม่เข้าไปในเมืองง่ายๆ เหตุใดถึงได้ไปยั่วโมโหพวกนั้นได้ ไม่รู้ไปอาฆาตแค้นที่ไหนมา ถึงได้ตีเขาจนปางตายเช่นนี้”


ถังฉือจิ้นหรี่ตาลงเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งเขาถึงจะพูดเบาๆว่า “อาจจะไม่ใช่ท่านพ่อที่ไปยั่วโมโหพวกมันก็ได้ ท่านลองคิดดูสิหมู่บ้านของพวกเรา ใครที่จะมีอำนาจและรู้จักกับคนใหญ่คนโต และรู้จักกับคนในเมืองมากมาย แถมยังรู้จักพวกอันธพาลอีกด้วย”


“ถังฉือเย่!” ท่านย่าซุนพูดโพล่งออกมาโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ไอ้เด็กนรกคนนี้ช่างมีจิตใจที่ชั่วร้ายใจดำอำมหิตจริงๆ มันชั่วร้ายขนาดที่คิดแผนแบบนี้ออกมาได้ ความแค้นของมันสามารถทำร้ายผู้อื่นได้ถึงเพียงนี้เชียวเหรอ?” 


ถังฉือจิ้นถอนหายใจออกมาพลางพูดขึ้นว่า “ยี่สิบตำลึง…สำหรับนางแล้วก็ไม่ได้ถือว่ามากมายอะไร แต่สำหรับพวกเราแล้ว เป็นเงินที่ใช้จ่ายในการกินอยู่ตลอดทั้งป อีกอย่างบาดแผลของท่านพ่อในครั้งนี้ ยี่สิบตำลึงก็ใช่ว่าจะพอ แล้วอย่างนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?” 


“ให้มันจ่ายเงินให้ มันทำร้ายคนอื่น ยังจะมาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ข้าไม่ยอมหรอก” ท่านย่าซุนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟพูดจาเสียงดุดัน “ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้เด็กเวรนี่จะมีความสามารถมากแค่ไหนกันเชียว คอยดูสิว่าข้าจะจัดการกับมันอย่างไร!” 


ด้วยความโกรธทำให้แม้กระทั่งความกลัวก็ลืมไปหมดสิ้น หญิงชราก่นด่าไปตลอดทางจนถึงบ้านหิน เมื่อมาถึงนางก็นั่งลงกับพื้นตรงหน้าประตู แล้วร้องไห้คร่ำครวญ พร้อมกับด่าออกไปไม่นานนักก็มีชาวบ้านมาล้อมวงดู 


ท่านย่าซุนไม่กล้าที่จะเดินไปเคาะประตู นางจึงแสร้งทำเป็นร้องไห้น่าสมเพชอยู่แบบนั้น ถังฉือเย่อยู่ในสวนกำลังดื่มน้ำอ้อยอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้น เมื่อได้ยินท่านย่าซุนด่ามาได้สักพักแล้วจึงจะเดินออกไปเปิดประตู


ทันทีที่ประตูเปิดออกชาวบ้านที่พูดวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ก็หยุดเสียงลงฉับพลัน เสียงร้องไห้ของท่านย่าซุนก็หยุดลงเช่นกัน  


“ท่านย่าอย่าเพิ่งรีบร้องไห้ไปเลย ฟังข้าพูดก่อน” ถังฉือเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงธรรมดา “อย่างแรกพวกเราได้แยกครอบครัวกันแล้ว หลายวันมานี้ ข้าไม่ได้เจอท่านลุงเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วเหตุใดข้าจะต้องสั่งให้พวกอันธพาลไปทำร้ายเขาด้วย”


นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทั้งที่เหล้าของข้าหายไปหนึ่งไห แล้วก็มีคนบอกว่าเขาขโมยเหล้าของข้าไป แต่ก่อนที่ซานจึจะมาบอก ข้าก็ไม่เคยสงสัยเลยว่าจะเป็นท่านลุงที่ขโมย หากข้ารู้ว่าใครขโมยไป ข้าก็คงไม่ยอมให้เขาขโมยไปหรอก จริงไหม แล้วก็อย่างที่สองเมื่อวานที่ท่านลุงออกจากบ้านไปกลางดึกก็เป็นเพราะถังสุ่ยจือเป็นคนส่งจดหมายมา ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะออกจากบ้าน แล้วข้าจะไปทำร้ายเขาได้อย่างไร เหตุใดท่านย่าถึงไม่ไปหาถังสุ่ยจือ แล้วมาหาข้าแทนล่ะ ไม่ว่าจะโยนความผิดมา ให้ข้าหรอกนะ”


ถังฉือเย่อมยิ้มตรงมุมปากพลางพูดต่อว่า “อีกอย่างไม่ว่าใครจะมีปัญหาอะไร ท่านย่าก็มักจะมาโวยวายใส่ข้าก่อนตลอด ครั้งนี้ข้าไม่รู้เรื่องด้วยจริงๆ” 


เมื่อได้ฟังท่านย่าซุนถึงกับพูดอะไรไม่ออกได้แต่ถามเสียงอ่อยๆ “ถ้าอย่างนั้น มันเกิดอะไรขึ้นล่ะ”


“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”


“ถึงเจ้าจะไม่รู้ แต่นั่นมันก็ลุงของเจ้านะ เจ้าจะช่วยออกเงินบ้างไม่ได้หรือ ช่วยเหลือกัน?”


แล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่เข้าใจทุกอย่าง นางแสร้งถอนหายใจเฮือกใหญ่พูดออกมาอย่างเย็นชาว่า “ที่แท้ก็เพราะเรื่องเงินนี่เอง”


ท่านย่าซุนพูดอะไรไม่ออกอีกครั้ง! 



บทที่ 140 คำสาบาน


ถังฉือเย่พูดอย่างจริงจังและใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกว่า “ให้เงินก็ต้องแยกแยะว่าเรื่องอะไร หากเป็นวันเกิดท่านย่า ข้าเองก็จะให้ของขวัญ หรือหากข้าได้ยินว่าท่านลุงเกิดเรื่อง เรื่องที่ควรช่วย ข้าก็จะช่วยโดยไม่เกี่ยงงอน แต่นี่เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้มีลับลมคมในผิดสังเกต ท่านย่าก็รีบมาเอะอะที่บ้านข้าแล้ว หากครั้งนี้ข้าช่วยออกเงิน คนอื่นจะไม่คิดว่าข้ามีความผิดจริงอย่างนั้นหรือ…ดังนั้นไม่ว่าท่านจะอ้างอะไร ข้าก็ให้เงินไม่ได้…ไม่ได้เด็ดขาด” 


“เจ้า!” ท่านย่าซุนชี้นิ้ว หน้าสั่นด้วยความโกรธ ถังฉือเย่ไม่พูดอะไรอีก นอกจากถอยหลังมาสองสามก้าวก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป พร้อมกับเสียงเอะอะที่ดังไล่หลังมา


ท่านย่าซุนตะโกนด่าท่าอีกหลายยกจนเหนื่อยหอบ พอรู้ว่าไม่ได้ผลแน่นางก็คิดขึ้นมาได้ว่าต้นเหตุทั้งหมดถังสุ่ยจือจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องแน่ หญิงชราจึงเปลี่ยนเป้าหมายพุ่งตรงไปที่บ้านของถังสุ่ยจือแทน 


พ่อแม่ของถังสุ่ยจือนั้นเป็นคนที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา พวกเขาต่างก็รู้เหตุผลที่ถังสุ่ยจือกลับมา บ้านครั้งนั้นจึงรู้สึกกังวลและรู้อยู่ลึกๆว่าเรื่องนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุตรสาวเป็นแน่!


ท่านย่าซุนตะโกนด่าอยู่นาน ในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าจะไปที่บ้านตระกูลเมิ่งเพื่อสอบถามด้วยกัน แถมยังบังคับให้พ่อแม่ของถังสุ่ยจือนำเงินออกมามอบให้เป็นค่ารักษาถังหย่งฟู่อีกด้วย 


หญิงชรากลับมารอที่บ้านเห็นถังฉือจิ้นนั่งอยู่บนเตากำลังเอามือลูบเท้าด้วยความเจ็บปวดจึงรีบเดินตรงเข้าไปหา 


“ท่านย่า ข้าเจ็บเท้ามาก ท่านรอให้ข้าบรรเทาก่อนค่อยไปได้หรือไม่?” 


“ไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องไปแล้ว นั่งอ่านหนังสืออุ่นๆอยู่ที่บ้านเถอะ ข้าจะไปเอง” หลังจากนั้นท่านย่าซุนจึงพาถังเหล่าฮั่นและท่านพี่ใหญ่ถังไปพร้อมกัน ด้วยพร้อมกันนั้นก็ได้เรียกคนที่เคยไปมาแล้วให้มานำทางแล้วไปยืมรถเกวียนจากท่านหัวหน้าตระกูล


ทันทีที่เดินทางมาถึง ถังสุ่ยจือยังคงยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าไม่เคยเห็นถังหย่งฟู่มาก่อน ท่านย่าซุนไม่เชื่อเลยสักนิด จนถังสุ่ยจือจึงต้องเรียกคนเฝ้าประตูมาสอบถามซึ่งคนเฝ้าประตูผู้นั้นก็บอกว่าไม่เคยเห็นและไม่ทราบเรื่องอะไรมาก่อนเช่นเดียวกัน


ทั้งที่ยังสงสัยแต่ท่านย่าซุนก็หมดปัญญาที่จะซักไซ้ต่อ นางเดินทางกลับไปเยี่ยมบุตรชายที่โรงหมอเห็นสภาพของถังหย่งฟู่ที่ขาถูกพันแผลเอาไว้อย่างแน่นหนาก็ตกอกตกใจ รีบปรี่เข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง


“ตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใครทำร้ายเจ้า บอกข้ามาเดี๋ยวนี้”


ถังหย่งฟู่ตัวสั่นขึ้นมาในทันที เขารู้ดีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของตระกูลเมิ่งแน่ๆ เพราะคนร้ายเหล่านั้นไม่ได้คิดจะปิดบังตัวเองเลยสักนิด พวกมันบอกว่าเหล้าที่เขาขโมยมานั้น ตระกูลเมิ่งได้เอาไปกลั่นตามสูตร แต่ผลปรากฏว่าเหล้ากว่าพันชั่งกลั่นออกมาล้วนเน่าเสียทั้งหมด สูญเสียเงินไปกว่าหมื่นตำลึง ดังนั้นเขาจะต้องชดใช้ 


ถังหย่งฟู่ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวสุดชีวิต ยิ่งไม่กล้าไปสู้กับตระกูลเมิ่ง เงินตั้งหมื่นตำลึง แม้แต่เขาเองก็ไม่กล้าที่จะคิด เพราะทั้งชีวิตก็คงจะหาไม่ได้ ดังนั้นเมื่อได้ยินมารดาถาม เขาจึงพูดตัดบทอย่างรำคาญว่า “ข้าโชคร้ายไปเจอกลุ่มนักเลงที่กำลังทะเลาะวิวาทกัน ท่านไม่ต้องถามอะไรแล้ว” 


“ไม่ถามแต่ก็ต้องจ่ายเงิน” ท่านย่าซุนพูดด้วยความโกรธ “เงินที่สะสมมาทั้งชีวิต ข้าจ่ายเพื่อช่วยชีวิตเจ้าไปหมดแล้ว อย่างนี้ข้ายังถามเจ้าไม่ได้อีกงั้นรึ?” 


สองแม่ลูกทะเลาะโต้เถียงกันเป็นเวลานาน กระทั่งท่านย่าซุนได้ยินว่าการที่ถังหย่งฟู่นอนในโรงหมอยังต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก นางก็โมโหทันที ต้องใช้พยายามแทบตายที่จะ‘ยืม’ เงินมาจากบ้านของถังสุ่ยจือ เพื่อจ่ายค่ารักษาและรับยามา ก่อนจะขอแรงชาวบ้านให้ช่วยแบกถังหย่งฟู่ขึ้นรถเกวียนกลับเข้าหมู่บ้านซึ่งเพิ่งจะมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวเยว่เวลาก็ล่วงเลยอาหารเย็นไปนานแล้ว 


ท่านย่าซุนก็ไม่คิดจะเลี้ยงข้าวใครทั้งครอบครัวของถังสุ่ยจือก็ดี คนช่วยเหลือ คนนำทาง หรือแม้แต่หลานของหัวหน้าตระกูลที่ขับรถ พวกเขาจึงได้แต่กลับบ้านไปทั้งท้องหิวแบบนั้น


เหอซื่อร้องห่มร้องไห้มาตลอดทางได้แต่กอดขาสามีไว้แน่น แล้วพลันนั้นเองก็ได้ยินเสียงหมาป่าหอนในระยะกระชั้นชิด ทุกคนล้วนตกใจรู้สึกถึงลมที่พัดผ่าน ทันใดนั้นล่อที่ลากเกวียนอยู่ก็สะดุ้งตกใจ พลขับก็ยืนขึ้นพลางร้องเสียงหลงจนรถเกวียนทั้งคันสั่นอย่างรุนแรง ถังหย่งฟู่ เหอซื่อวมทั้งท่านย่าซุนซึ่งนั่งด้านหน้าก็ตกลงมาพร้อมกัน 


ก่อนที่อึดใจต่อมาจะปรากฏเงาดำพุ่งเข้ามาทับร่างของท่านย่าซุนอย่างรวดเร็ว หญิงชรากรีดร้องด้วยความตกใจกลัว แสงไฟที่สั่นไหวอยู่หน้ารถทำให้ทุกคนเห็นดวงตาคู่นั้นชัดเจน…เป็นดวงตาของหมาป่า!


ถังเหล่าฮั่นและคนอื่นๆ พยายามเอาเท้ากระแทกพื้นพลางตะโกนเสียงดังแต่หมาป่าตัวนั้นกลับสะบัดหัวไปมาแล้วก้มลงฝังคมเขี้ยวงับเนื้อของท่านย่าซุนก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งหนีไปในเงามืด 


หญิงชราทั้งเจ็บและตกใจได้แต่นอนนิ่งอยู่บนพื้นพูดอะไรไม่ออก พร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาเต็มพื้นไปหมด เหอซื่อรีบเข้าไปประคองแม่สามี ก่อนจะทำแผลห้ามเลือดไว้เบื้องต้นแล้วรีบกลับเข้าหมู่บ้าน ก่อนจะพุ่งตรงไปที่โรงหมอประจำหมู่บ้าน 


หลายคนที่เห็นบาดแผลของท่านย่าซุนต่างร้องเสียงดังและตกใจกลัว คนที่อยู่ใกล้ๆก็ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเอะอะโวยวาย มีใครบางคนเข้ามาถาม เมื่อได้ยินว่าท่านย่าซุนถูกหมาป่ากัดก็ตกตะลึงทันทีพูดเพียงแต่ว่า


“โดนอีกแล้วเหรอ!”  


“อะไรคือโดนอีกแล้ว?”


“โดนคำสาบานอีกแล้วไง ตอนนั้นท่านย่าซุนบอกไว้ว่า หากไปยุ่งเกี่ยวกับถังฉือเย่อีกก็ขอให้จมน้ำ ขอให้โดนหมาป่ากัด ขอให้ฟ้าผ่า คราวก่อนก็ตกน้ำไปแล้ว ครั้งนี้ก็โดนหมาป่ากัด ครั้งหน้า…” ผู้พูดกลืนน้ำลายคงคออย่างยากลำบาก บรรยากาศในห้องเงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก เพราะแม้แต่ท่านย่าซุนก็ตกใจจนอ้าปากค้าง พูดไม่ออก…คนตั้งมากตั้งมายแต่ทำไมหมาป่าตัวนั้นต้องพุ่งเข้ามากัดแค่นางคนเดียวหรืออาจเป็นเพราะนางไปผิดใจกับสาวน้อยผู้โชคดี สวรรค์จึงลงโทษกระนั้นหรือ!?  


หญิงชรารู้สึกทั้งละอายใจและหวาดวิตกก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด จนกระทั่งถึงวันรุ่งขึ้น ถังฉือเย่จึงรู้เรื่องนี้ซึ่งเมื่อพูดตามจริงตระกูลเมิ่งนั้นไม่ธรรมดากว่าที่นางคิดไว้เสียอีก สามารถทำร้ายคนโดยไร้หลักฐานมัดตัว แถมยังมีเงินลงทุนทำเหล้าครั้งแรกได้เกือบหนึ่งหมื่นตำลึง! แล้วยังมีท่านย่าซุนอีก โชคดีที่ครั้งนี้มีพยานอยู่ในเหตุการณ์หลายคน ไม่อย่างนั้นถึงแม้ว่าจะโดนหมาป่ากัด แต่ทุกคนก็อาจจะสงสัยว่าเป็นฝีมือเตากวางเจี้ยนอิ่งอย่างแน่นอน…ว่าแต่ว่าทำไมหมาป่าจึงกัดแค่นางล่ะ?


หญิงสาวปัดแก้มอยู่หน้ากระจกพลางครุ่นคิดแล้วก็ได้ข้อสรุปว่าอาจเป็นเพราะหญิงชราไปสัมผัสกับถังหย่งฟู่ที่มีแต่เลือดจึงทำให้หมาป่าพุ่งเป้าไปทำร้าย เพราะตามที่พวกเขาเล่านั้น เหอซื่อและถังหย่งฟู่นั่งด้านในรถ ท่านย่าซุนและสะใภ้อีกคนนั่งด้านนอก ถ้าหมาป่าตัวนั้นเข้ามา มันก็อาจจะกัดแค่นางเท่านั้น 


ถังฉือเย่ยิ้มให้กับตัวเองในยุคของการนับถือกราบไหว้เทพเจ้าอย่างนี้ การที่นางมีชื่อเสียงของหญิงสาวผู้โชคดีซึ่งถูกส่งต่อไปเรื่อยๆนั้นยิ่งมีประโยชน์แล้วก็ยิ่งทำให้นางปลอดภัยมากยิ่งขึ้น… เด็กสาวผู้โชคดีที่ได้รับพรจากสวรรค์ ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไร ก็ไม่จำเป็นจะต้องอธิบายให้มากความ 


...............................................................


ร้านเหล้าตระกูลเมิ่งเทเหล้าออกมาเป็นพันชั่งจนส่งกลิ่นเหม็นเน่า และมีคนรู้เรื่องนี้อยู่ไม่น้อย เถ้าแก่เฉินที่คอยติดตามเรื่องนี้มาตลอดก็รับรู้เรื่องราวด้วยเช่นกัน ตอนที่เขามาถึงนั้นถังฉือเย่กำลังนั่งกินถั่วเหลืองหมักอยู่พอดี


ถังฉือเย่แบ่งใส่ชามเล็กๆให้เถ้าแก่เฉินได้ลองชิม ทั้งสองคนกินไปพลางเถ้าแก่เฉินก็เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับร้านเหล้าตระกูลเมิ่งให้ถังฉือเย่ฟังอย่างออกรสออกชาติ


ถังฉือเย่หัวเราะเสียงใด นางพูดว่า “ตระกูลเมิ่งร่ำรวยจริงๆ เงินตั้งหมื่นตำลึงกลับโยนทิ้งไปอย่างนั้นโดยไม่เสียดาย” 


“ต่อให้เห็นได้กลิ่นหรือแม้กระทั่งลองชิมก็ไม่ลอกเลียนแบบได้ เจ้านี่ช่างเป็นผู้ที่มีความสามารถจริงๆ ข้าขอนับถือ” เถ้าแก่เฉินพูดพลางยกนิ้วโป้งให้นาง ก่อนจะกวาดสายตามองแสร้งพูดอย่างไม่ได้ตั้งใจ


“อ่อ…ยังมีอีกเรื่อง ฮูหยินของท่านเจ้าเมือง ช่วงนี้นางเพิ่งเปิดร้านเหล้า เรื่องนี้เจ้ารู้หรือไม่?”


“รู้สิ ร้านข้าเอง”


ตอนนั้นเองที่สีหน้าของเถ้าแก่เฉินเปลี่ยนไปทันที เขายืนขึ้นแล้วโยนชามลงอย่างแรง “ถังฉือเย่ พวกเราทำสัญญากันแล้วนะ เจ้าคิดว่าเถ้าแก่เฉินอย่างข้าเป็นคนที่ถูกรังแกได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ เจ้ากล้าขายเหล้าต่อหน้าต่อตาข้า ข้าก็สามารถทำให้เจ้าขายต่อไปไม่ได้เช่นกัน!” 



จบตอน

Comments