บทที่ 141 ผูกอาฆาต
ถังฉือเย่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสักนิด นางยังคงกินถั่วเหลืองหมักในมืออยู่เช่นเดิม และที่สำคัญยังไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแต่อย่างใด หรือว่านางไม่เคยเห็นเถ้าแก่เฉินอยู่ในสายตา!
เถ้าแก่เฉินคิดอย่างขุ่นเคือง เดิมทีเขาคิดว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ต่อให้ฉลาดเพียงใด แต่ก็ยังเป็นเด็กอยู่ แค่หลอกให้ตกใจกลัวเสียหน่อยก็คงไม่กล้าทำอะไรขัดใจเขา แต่ที่ไหนได้พอถึงเวลาเข้าจริงถังฉือเย่กลับหนักแน่นมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ
หญิงสาวนำชามและตะเกียบวางไว้ด้านข้าง พลางเอนหลังพิงกับเสาด้านหลัง แล้วมองเขาด้วยสีหน้าจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม พูดสั้นๆว่า “ชดใช้ค่าชามให้ข้าด้วย”
เถ้าแก่เฉินเอาเงินออกมาก่อนจะส่งให้อย่างกระแทกกระทั้น
“เถ้าแก่เฉิน ท่านก็น่าจะรู้ว่าข้าไม่ละเมิดสัญญาหรอก ท่านคิดว่าข้ากลั่นได้เพียงเหล้าฟู่โช่วชนิดเดียวหรืออย่างไร?”
ได้ฟังเถ้าแก่เฉินก็พูดด้วยรอยยิ้ม “มีเหล้าอื่นอีก สู้นำมาขายให้ข้าจะดีกว่า เจ้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อย ราคาก็ต่อรองกันได้”
ถังฉือเย่ขี้เกียจแม้แต่จะอธิบายเหตุผลที่สำคัญคือคร้านที่จะแสดงท่าทีประนีประนอมแล้ว นางกล่าวเพียงว่า
“ไม่!”
“หรือว่าเงินไม่พอ?”
“ท่านคิดว่าข้ารักเงินมากหรือ?” ถังฉือเย่ยิ้มบางๆ “ข้าไม่ได้รักเงินขนาดนั้น เพราะข้ามีหนทางทำเงินได้อยู่แล้วไม่ว่าใครหรือไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม หากทำให้ข้าไม่พอใจ ข้าก็จะไม่ทำแล้ว และข้าก็ไม่ได้คิดเสียดายด้วย”
เถ้าแก่เฉินรู้หลังเย็นวาบขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เขาจึงรีบพูดอ้อมแอ้ม “เจ้าบ้านถังจริงจังเกินไปแล้ว ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้น”
“ทำให้คนยิ้มจึงจะเรียกว่าล้อเล่น ไม่ได้ทำให้คนยิ้ม ข้าไม่นับ” หญิงสาวพูดพลางผายมือ "เชิญ! ข้าไม่ส่ง”
เถ้าแก่เฉินชะงักไปนาน ก่อนจะหันหลังและเดินไปหาฉีจิง พร้อมกับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ชายหนุ่มฟังซึ่งเมื่อรู้แล้ว ฉีจิงก็หัวเราะออกมา “ใช่แล้ว ท่านทำให้เรื่องยุ่งยาก อาเย่ไม่เคยชอบทะเลาะกับใคร แต่นางผูกอาฆาตและมีความแค้นสูงมาก ครั้งนี้เจ้าไปทำให้นางไม่พอใจ หลังจากหมดสัญญาหนึ่งปี ต่อให้เจ้าให้เงินนางเป็นหมื่นๆตำลึง นางก็คงจะไม่ขายเหล้าให้เจ้าแล้ว”
“คงไม่หรอกกระมัง แต่หากเป็นเช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?” เถ้าแก่เฉินพูดอย่างเป็นกังวล
“ไม่มีวิธี”
“แต่มีเพียงร้านข้าร้านเดียวเท่านั้นที่จะสามารถหาเงินได้มากที่สุดด้วยเวลารวดเร็ว” เมื่อเห็นฉีจิงยังคงมีท่าทีไม่สนใจ เถ้าแก่เฉินจึงรีบกล่าวอย่างเป็นกังวล “คุณชายน้อย เจ้าพูดอะไรสักอย่างสิ เจ้าเงียบอย่างนี้ข้าใจคอไม่ดี”
“ข้าไม่มีอะไรจะพูด หากข้าต้องการใช้เงิน อาเย่จะไม่คิดมันกับข้า นางเคยบอกว่า ของของนางก็คือของของข้า”
เถ้าแก่เฉินจ้องมองเขาโดยไม่พูดอะไร จากนั้นฉีจิงจึงได้ก้มหน้า เมื่อรู้สึกอับอายกับการแสดงออกเมื่อครู่ก่อนจะกลั้นใจบอกไปว่า “ครั้งหน้า หากอาเย่คิดอะไรออกมาอีก ข้าจะบอกกับนางให้นางยกให้ข้าทำ เองก็แล้วกัน”
“ถ้าอย่างนั้นในเมื่อความสัมพันธ์พวกเจ้าดีเช่นนี้ เจ้าก็ช่วยควรช่วยยุยงให้ข้า อ่อ…ไม่ใช่ไม่ใช่ ข้าหมายถึงพูดดีๆ แนะนำนางให้ขายเหล้าให้ร้านของข้าได้หรือไม่?”
“ข้าทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ข้าจะไปพูด นางจะไม่สบายใจได้ ถ้าเจ้าอยากจะประจบนาง เจ้าก็ไปคิดวิธีเอาเองแล้วกัน”
เถ้าแก่เฉินเคร่งเครียด จนใบหน้าหมองคล้ำ เขายกขึ้นมากุมตรงหน้าอกก่อนจะยืนขึ้นแล้วจากไปเงียบๆ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนัก ร้านเหล้าตระกูลถังก็เปิดอย่างเป็นทางการ โดยในวันเปิดทำการวันนั้น เถ้าแก่เฉินได้แสดงความจริงใจช่วยออกแรงงานคน ออกเงิน นอกจากนี้ยังช่วยเชิญคณะเชิดสิงโตมาแสดงอย่างครึกครื้นอีกด้วย
ถังฉือเย่สั่งตัดเสื้อผ้าชุดใหม่แถมยังได้บอกกับหวางฮุยจินให้เรียกพี่ๆน้องๆมาร้องเพลงดอกบัวกันเต็มถนน ท่ามกลางเสียงประทัดก็มีเสียงดังสนั่นสอดแทรกไปทุกทิศว่า “เหล้าฟู่โช่วมีสมุนไพร เหล้าตระกูลถัง กลิ่นหอมผลไม้ หมู่บ้านจวี้เป่าจากภูเขาจวี้เป่า ร้านเหล้าฟู่โช่วรุ่งเรืองๆ”
ราคาของเหล้าผลไม้ตระกูลถังนั้นตั้งไว้ที่สามถึงเจ็ดตำลึง โดยจะลดราคาให้สิบส่วนในช่วงเปิดร้าน เท่านั้น บริเวณด้านนอกร้านนั้นมีผู้คนมายืนรอกันอย่างคึกคัก ถังฉือเย่และหยางซื่อฮูหยินท่านเจ้าเมืองต่างยุ่งกันอยู่ในร้าน
หยางซื่อนั่งอยู่เพื่อคุมเชิง ทุกคนถามไปถามมาจึงรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังร้านเหล้าแห่งนี้ นอกจากนี้แล้วยังมีลูกพี่ลูกน้องของหยางซื่อที่เรียกตัวมาช่วยงานจากบ้านชื่อว่า ‘หยางกวางต้า’ เขาเป็นคนเฉลียวฉลาดไม่เจ้าเล่ห์ เป็นคนที่มีความคิดซึ่งเป็นคนที่ถังฉือเย่ชอบใช้งานประเภทหนึ่ง นางจึงปล่อยให้เขารับหน้าที่ออกมาพูดคุยกับชาวบ้าน นอกจากนี้ก็เพื่อต่อรองกับเหล่าบรรดาเถ้าแก่ร้านเหล้าร้านอื่นที่มาขอซื้อเหล้าของนางต่อเพื่อไปขายอีกทอดหนึ่ง แม้แต่เถ้าแก่หยางจากร้านอาหารหยุนหลายก็มา ยังมีผู้ดูแลเฉินติดตามมาด้วย ถังฉือเย่ไม่ได้เข้าไปยุ่ง
หลังจากนั้นในชั่วระยะเวลาไม่นานร้านเหล้าตระกูลถังก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ใครๆก็รู้ว่าฮูหยินท่านเจ้าเมืองเป็นคนเปิดร้านนี้ ด้วยความที่คนในเมืองที่อยากกินเหล้าฟู่โช่วกันก่อนหน้า แต่ไม่มีเงินซื้อ ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าเป็นเหล้าจากร้านเดียวกัน ใครบ้างจะไม่อยากมาลองชิม…เหล้าที่ถังฉือเย่กลั่นถือเป็นเหล้าอยู่อันดับต้นๆ ใครที่แวะมาดื่มต่างก็กลายมาเป็นลูกค้าประจำทั้งหมด การค้าขายจะไม่ดีได้อย่างไรเล่า!
แต่เนื่องจากขายเหล้าผลไม้ราคาถูกเช่นนี้ สถานะของเหล้าฟู่โช่วจึงเพิ่มขึ้นแทนที่จะตกลงมา เหล่าเศรษฐีนั้นพยายามสร้างความแตกต่างและแยกตัวเองออกจากคนอื่นๆจึงเต็มใจไปที่โรงเหล้าซื่อฟาง จนกระทั่งความจุของโรงเหล้าซื่อฟางไม่เพียงพอ และได้เปิดสาขาใหม่ทางฝั่งตะวันออกของเมือง
เถ้าแก่เฉินเห็นความสำคัญของเหล้าฟู่โช่ว และยิ่งรู้สึกเสียใจกับเรื่องก่อนหน้านี้ จึงได้คอยวิ่งมาประจบประแจงเอาใจถังฉือเย่เกือบทุกวัน…เล่นบทศักดิ์ศรีน่าเกรงขามไปครั้งเดียว แต่ราคาที่ต้องจ่ายกลับยิ่งใหญ่มาก
และในขณะเดียวกันเอง เมิ่งจื่อหยางได้ดื่มเหล้าผลไม้จากตระกูลถังแล้วทั้งสองชนิด แม้จะรู้สึกว่าหวานละมุนและนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย เป็นเหล้าที่ผู้หญิงดื่ม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารสชาติดีจริงๆ
คิดไปก็ชวนให้กลัดกลุ้มเหล้าฟู่โช่วยังเอื้อมไม่ถึง แล้วยังจะมีเหล้าผลไม้ตระกูลถังมาอีก ซ้ำยังขายในปริมาณจำกัด เพียงหกร้อยชั่งต่อโรงเหล้าแล้วอย่างนี้จะไปทำอะไรได้ ขายแค่ไม่กี่วันก็หมดแล้ว ยังไม่พอจะดื่มในครอบครัวเลยด้วยซ้ำ
เมิ่งจื่อหยางรู้สึกหงุดหงิดได้แต่พูดกับผู้ดูแลเฉินว่า “เจ้าบอกมาสิว่าเหตุใดเด็กสาวคนนี้จึงได้มีความสามารถขนาดนี้?”
“นายท่าน ข้าได้ยินมาว่าเจ้าบ้านถังผู้นั้นคือหญิงสาวผู้โชคดีที่ได้รับพรจากสวรรค์”
“หญิงสาวผู้โชคดีอะไรกัน?”
“มีหลายสิ่งหลายอย่างเลย!” ผู้ดูแลเฉินพูดด้วยสุ้มเสียงเป็นจริงจัง “ข้าได้ยินมาว่าบ้านที่นางอยู่ตอนนี้ เดิมทีเป็นบ้านของท่านหัวหน้าตระกูล ครอบครัวท่านหัวหน้าตระกูลถังสามรุ่น ใครก็ตามที่เข้าไปอาศัยอยู่จะต้องมีอันเป็นไป ปรากฏว่าเมื่อนางเข้าไปอยู่ ไม่เพียงไม่เกิดเรื่องอะไร แต่วันที่ย้ายเข้าไปอยู่วันนั้น ยังได้ขุดเงินออกมาไหหนึ่ง ด้านในมีเงินมากกว่าพันตำลึง และที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือ บ่อน้ำด้านหลังสวนที่แห้งเหือดมาหลายปี จู่ๆก็มีน้ำผุดออกมา ท่านว่าลึกลับมั้ยล่ะดังนั้น ไม่แน่ว่า เหล้าในตอนแรกที่เรากลั่นออกมาเดิมทีอาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่เป็นเพราะว่าหญิงสาวผู้โชคดีไม่ได้กลั่นมันออกมาเอง ดังนั้นจึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ก็เป็นได้”
บทที่ 142 หญิงสาวผู้โชคดีที่ฟ้าลิขิต
“มีเรื่องแบบนี้จริงๆงั้นหรือ?” เมิ่งจื่อหยางพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัยปนความแปลกใจ
“ข้าน้อยไม่กล้าโกหกหรอกขอรับ เรื่องพวกนี้ คนในหมู่บ้านของพวกนางต่างก็รู้กันทั้งนั้น คนที่อยู่รอบๆหมู่บ้านก็รู้เช่นกัน”
เมิ่งจื่อหยางลองคิดดูแล้วว่าเหล้าที่เสียไปมหาศาลนั้น เขาเป็นคนเปิดผนึกเองกับมือในใจจึงรู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย เขาจึงกลับไปเรียกถังสุ่ยจือให้มาหาก่อนจะถามนางว่า “ถังฉือเย่นางนั้น หมู่บ้านของเจ้าเรียกนางว่าหญิงสาวผู้โชคดีหรือ?”
“ใช่! ทุกคนต่างก็เรียกนางว่าหญิงสาวผู้โชคดี” ถังสุ่งจือรีบตอบโดยไม่ปิดบังหลังจากถูกเมิ่งจื่อ หยางตบตีจนรู้สึกกลัว
“มีเรื่องแบบนี้จริงๆงั้นเหรอ คนที่เกิดมาพร้อมกับความโชคดีที่ฟ้าลิขิต”
“แต่เมื่อก่อนนาง เป็นคนที่เสียสตินะ” ถังสุ่ยจือพูดเสียงแผ่ว
“เจ้าอย่าพูดอะไรเหลวไหล!” เมิ่งจื่อหยางสะบัดแขนเสื้อ “ผู้หญิงอย่างเจ้าจะไปเข้าใจอะไร หากนางแสดงความโชคดีที่นางมีออกมาตั้งแต่เด็กก็ต้องมีใครหลายคนที่หวังอยากได้ในสิ่งที่ไม่สมควรได้ หากไม่ระวังให้ดีก็อาจนำมาซึ่งความหายนะได้ หรือบางทีครอบครัวของนางเป็นแค่คนธรรมดาไม่มีความสามารถอะไร จึงควบคุมความโชคดีแบบนี้ไม่อยู่ ดังนั้นจึงได้ไล่นางออกจากบ้านไป ในขณะเดียวกัน พรสวรรค์ของนางก็ปรากฏขึ้น…ใช่! มันต้องเป็นอย่างนี้แน่ๆ”
เมิ่งจื่อหยางพูดด้วยความมั่นใจพยางพยักหน้าขึ้นลง “หญิงสาวผู้โชคดีที่ฟ้าลิขิตผู้นี้ เราควรที่จะรู้จักเอาไว้ ถ้าหากว่า…” เขากำลังนึกย้อนไปในความทรงจำในอดีตที่เลือนราง
“หากไม่ได้เสียสติจริงๆแล้ว ก็แต่งเข้ามาได้ไม่มีปัญหาอะไร”
เวลาเดียวกันหญิงสาวที่ตกเป็นหัวข้อสนทนานั้นก็กำลังเดินทางเข้าเมืองอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันถึงโรงเหล้าก็มีคนมาเรียกเอาไว้ก่อน คนผู้นี้เมื่อมองดูแล้วก็เป็นคนที่เรียนการต่อสู้มา เขาเชิญถังฉือเย่ขึ้นไปบนร้านอาหารชั้นสองด้วยความสุภาพพลางได้อธิบายให้ฟัง
หญิงสาวมองดูเสื้อผ้าสีดำปักด้วยลายเส้นสีทองที่เขาสวมด้วยความสนใจ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อหางตาเหลือบเห็นท่อนแขนของเขาด้านในมีผ้าพันแผลพันอยู่
ความทรงจำเมื่อครั้งที่เจี้ยนอิ่งกัดโจรที่ลอบเข้ามาในบ้านหินแล่นเข้าในหัว…ไม่ใช่ว่าเจ้าหัวขโมยคนนั้นจะเป็นเขาหรอกนะ ดังนั้นนางจึงยิ้มตาหยีพลางถามเขาว่า “ขอถามหน่อยเถิด แมวป่ากัดเจ็บหรือไม่?”
คนผู้นั้นเปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย เขาก้มหน้าลงและไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เมื่อถังฉือเย่ลงมาจากรถเกวียน นางจึงได้บอกให้ถังจวิ้นเหลียงเข้าไปที่ร้านอาหารก่อน แล้วหันมาพูดกับเขาพร้อมรอยยิ้มว่า
“นำทางไปเถอะ”
จากนั้นก็เดินทางหลังเขาไปอย่างเงียบๆ ถังฉือเย่คิดว่าตอนนี้ตระกูลเมิ่งคงจะนั่งไม่ติดกันแล้วซึ่งไม่ช้าก็เร็วต้องได้เจอกันสักครั้งแน่ ดังนั้นหญิงสาวจึงต้องการรู้จักเมิ่งจื่อหยางให้มากกว่านี้ว่าความจริงแล้วเขาเป็นคนดีหรือคนชั่ว ทันทีที่ก้าวขึ้นไปถึงชั้นบนชายหนุ่มในชุดยาวก็ลุกขึ้นอย่างมีมารยาท ทั้งสองฝ่ายก็ได้โค้งคำนับให้กันเมื่อได้แนะนำตัวกันแล้วต่างก็ทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้
ถังฉือเย่เหลือบมองแวบหนึ่งรู้สึกว่ามันแปลกๆบางอย่าง เพราะเมิ่งจื่อหยางผู้นี้เมื่อมองดูแล้วอายุก็เพียงแค่ยี่สิบต้นๆเท่านั้น แต่ท่าทางกิริยาช่างดูเย่อหยิ่งอวดดี แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณราคาแพง ผิวกาย นุ่มเนียน ร่างท้วมเล็กน้อยมองดูแล้วเหมือนกับลูกหมีตัวใหญ่ ไม่เหมือนกับคนค้าขายอย่างที่นางจินตนาการไว้เลยแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกันเมิ่งจื่อหยางเองก็มองดูและพิจารณาอีกฝ่ายอย่างละเอียดเช่นกัน เมื่อก่อนตอนที่เขาได้ไปหมู่บ้านจวี้เป่านั้นไม่เคยคิดที่จะเหลือบมองถังฉือเย่เลยสักนิด แม้จะมีใบหน้าที่สะสวยแต่กลับเป็นคนเสียสติ แววตาเหม่อลอย ผิดกับตอนนี้ดวงตาของนางเป็นประกาย มีชีวิตชีวา ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงทำให้เขามีความรู้สึกคุ้นเคยโดยไม่มีสาเหตุ เป็นความรู้สึกที่เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อนเพียงแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก…ผ่านไปไม่เท่าไหร่ ทำไมนางจึงงดงามมากขนาดนี้!
เมิ่งจื่อหยางนั่งมองอย่างตะลึงเพราะถึงแม้ถังฉือเย่จะอายุยังน้อย แต่กลับดูอ่อนหวานมีเสน่ห์ราวกับดอกไม้แรกแย้ม…สวยจนแทบจะทำให้ไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย
ทั้งสองฝ่ายต่างมองดูพิจารณากันอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งเมิ่งจื่อหยางยิ้มและพูดออกมาว่า “แม่นางถัง วันนี้ที่ข้าเชิญท่านมา ก็เพราะเรื่องร้านเหล้าฟู่โชว่แล้วก็เรื่องเหล้าผลไม้ตระกูลถัง”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆพลางพูดขึ้นว่า “เกี่ยวกับเรื่องเหล้านี้ ตามท้องตลาดทั่วไปก็คงจะรู้กันหมดแล้ว ไม่ทราบว่าคุณชายเมิ่งยังมีข้อสงสัยอะไรอีกหรือ?”
“ท่านคงยังไม่รู้ว่า ข้าคือเมิ่งซื่อแห่งเฉียนถัง!”
ถังฉือเย่พยักหน้าด้วยท่าทางที่ทำให้อีกฝ่ายคาดเดาได้ยาก นางไม่กล้าที่จะเสียมารยาทพูดออกไปว่าเมิ่งซื่อแห่งเฉียนถังอะไรนางไม่รู้จัก ได้แต่นิ่งเงียบไว้
เมื่อไม่ได้รับปฏิกิริยาที่คาดหวังไว้จากอีกฝ่าย เมิ่งจื่อหยางจึงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เขาพูดเสียงดังว่า “ข้าเมิ่งซื่อแห่งเฉียนถังเป็นที่รู้จักในฐานะตระกูลที่ร่ำรวย ทำการค้าขายมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ และตอนนี้รุ่นหลังที่ได้แต่งงานมีครอบครัวได้เข้าไปเป็นขุนนางที่ราชสำนักกันก็หลายคน มีกระทั่งมีตำแหน่งปกครองประเทศ ถึงแม้ว่าพวกข้าจะไม่ได้ใช้อำนาจข่มเหงรังแกผู้อื่น แต่ก็ไม่มีใครกล้ามาดูถูกข้าเช่นกัน”
ถังฉือเย่นั่งฟังเขาพูดอยู่นานโดยไม่ปริปาก ก่อนจะสามารถเก็บข้อมูลได้ว่า สรุปแล้วเมิ่งซื่ออะไรนั่นเริ่มต้นมาจากเฉียนถังที่ทำการค้าขายผ้าไหมและผ้าชนิดต่างๆจนร่ำรวย ตอนนี้ทำกิจการร้านขายผ้าร้านขายเหล้าที่ทำการเงินร้านต่างๆมากมาย และตอนนี้ตระกูลของเขาก็ได้ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหลวงฉางอันเป็นเวลาหลายสิบปี แถมหญิงสาวในตระกูลเองก็แต่งงานกับคนใหญ่คนโตทั้งสิ้น มีหญิงสาวในตระกูลไม่น้อยที่แต่งงานกับขุนนางระดับสูงที่อยู่ในเมืองหลวงที่ใหญ่โตและร่ำรวยมหาศาล
ถังฉือเย่พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะพูดด้วยท่าทางที่สุภาพว่า “ดังนั้น?”
“อะไรหรือ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ดังนั้น…ตระกูลเมิ่งซื่อเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ ดังนั้นวันนี้ที่คุณชายเมิ่งเรียกข้ามามีอะไรเหรอ?”
“ข้าแค่ต้องการจะบอกว่าหากท่านฉลาดสักหน่อย ท่านก็ควรที่จะมาทำการค้าขายกับพวกข้ายังไงเล่า”
“ข้าได้เขียนสัญญากับโรงเหล้าซื่อฟางไว้แล้ว สัญญากำหนดเอาไว้หนึ่งปี คุณชายเมิ่งกำลังหมายความว่าข้าสามารถผิดสัญญาได้อย่างนั้นรึ?”
เมิ่งจื่อหยางขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นผู้ใหญ่ “การค้าขาย รวมทั้งทำผิดสัญญาอย่างเปิดเผยก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านสามารถเอาสูตรเหล้าฟู่โช่วมาให้ข้าได้ ข้าจะไม่ขายในพื้นที่นี้หรอก โรงเหล้าซื่อฟางจะไม่มีทางรู้ แบบนี้ก็ถือว่าไม่ได้ทำผิดสัญญาแล้วใช่หรือไม่?”
ถังฉือเย่จ้องมองชายคนผู้นี้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลายทั้งสมเพชและชิงชังเล็กน้อย เมิ่งจื่อหยางช่างเป็นคนเจ้าเล่ห์เสียจริงที่สำคัญคือเห็นได้ชัดว่าเขาคิดว่าทุกคนบนโลกต้องหมุนตามเขา เมื่อพูดไปพูดมาไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่า การมีอยู่ของฉีจิงนั้นเริ่มลดลงเรื่อยๆ ทุกคนต่างคิดว่าสูตรเหล้านี้เป็นของนางไปเสียแล้ว
ถังฉือเย่หัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “เหตุใดข้าต้องทำเช่นนั้นด้วย?”
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านเสียเปรียบอย่างแน่นอน” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างมีเลศนัย เมื่อเห็นดวงตาที่เป็นประกายของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า พร้อมกับท่าทางที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คน เมิ่งจื่อหยางก็ตัดสินใจได้ เขาเอียงตัวเล็กน้อย ดวงตาทั้งสองจ้องมองไปที่นาง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ตนเองเป็นใหญ่
“ข้าสามารถให้เจ้าอยู่ในฐานะภรรยารองได้!”
เมื่อได้ยินถังฉือเย่ก็ถึงกับอึ้งและนิ่งเงียบและพูดอะไรไม่ออกอยู่นาน จากนั้นก็ได้ยินเขาพูดต่อว่า “แต่เจ้าต้องเอาสูตรเหล้าฟู่โช่วและสูตรเหล้าผลไม้ตระกูลถังมาให้ข้าทั้งหมดก่อน เจ้าสบายใจได้ หลังจากที่เจ้าแต่งงานกับข้าแล้ว ข้าจะไม่ให้ภรรยารองคนอื่นๆมีลูกก่อนเจ้าอย่างแน่นอน”
เมิ่งจื่อหยางแสร้งหัวเราะพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน “ท่านสบายใจได้ ตระกูลเมิ่งของข้าไม่ถือสาเรื่องฐานะของอีกฝ่ายหรอก และข้าก็ไม่ได้สนใจเรื่องชาติกำเนิดด้วย ข้าจะปกป้องท่านเองจะไม่ทำให้ท่านต้องรู้สึกน้อยใจอย่างเด็ดขาด”
แล้วตอนนั้น จู่ๆ ถังฉือเย่ก็นึกถึงประโยคประโยคหนึ่งของทายาทที่ได้รับมรดกตกทอดมหาศาลในยุคสมัยของตัวเอง ‘เวลาข้าจะคบเพื่อนข้าไม่สนใจว่าเขาจะมีเงินหรือไม่ อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่มีเงินเท่าข้าหรอก’ ซึ่งคำพูดของเมิ่งจื่อหยางตอนนี้ก็มีความหมายที่เหมือนกัน
หญิงสาวรู้สึกสนุกขึ้นมาเล็กน้อย…คุณชายผู้นี้แทนที่จะบอกว่าโง่ น่าจะใช้คำว่าไร้เดียงสายังจะดีเสียกว่า…เขาเป็นต้นแบบของการที่ถูกหญิงสาวที่อยู่แต่ในคฤหาสน์เลี้ยงดูมาอย่างแท้จริง และคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ว่าใครได้พบเจอพูดคุยก็จะต้องรักและเอ็นดูทั้งนั้น
ความจริงแล้วคนแบบนี้จัดการได้อย่างง่ายดาย เพราะไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ดังนั้นจึงง่ายที่จะหลอกล่อตั้งแต่ที่เขาจัดการกับถังหย่งฟู่ก็สามารถดูออกแล้ว
ถังฉือเย่ยิ้มออกมาในทันที เมิ่งจื่อหยางเผยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความรักที่มีต่ออีกฝ่ายอย่างชัดเจนและคิดว่าการที่อีกฝ่ายจะร่วมมือด้วยนั้นสำเร็จแล้วเป็นแน่
“ท่านคงเกิดจากภรรยาเอกอย่างแน่นอน” หญิงสาวเอ่ยถาม
“ใช่สิ! ข้าเกิดจากภรรยาเอกอย่างแน่นอน”
“แล้วท่านไม่มีน้องชายหรือน้องสาวที่เกิดมาจากภรรยารองเลยเหรอ?”
เมื่อเรื่องที่พูดคุยกันก็ได้เปลี่ยนมาจนถึงหัวข้อนี้ เมิ่งจื่อหยางรู้สึกตกใจเล็กน้อย “เจ้ารู้ได้อย่างไร ข้าไม่มีน้องชายจริงๆ มีเพียงน้องสาวที่เกิดจากภรรยารองของพ่อเท่านั้น”
“ท่านแม่ของท่านคงจะรักและเอ็นดูท่านมาก ความสัมพันธ์ของท่านกับแม่คงจะดีมากๆ อีกอย่างท่านคงจะทำอะไรผิดสักอย่างจึงได้มาที่ฉินโจว คนที่ติดตามท่านมาก็ต้องเป็นคนเก่าคนแก่ที่ท่านแม่ของท่านคัดสรรมาอย่างดี”
ยิ่งคิดถังฉือเย่ก็ยิ่งง่ายเข้าไปอีก เมิ่งจื่อหยางเป็นไข่ในหินเยี่ยงนี้ หากไม่ทำความผิดแล้วจะถูกส่งมาไกลเช่นนี้หรือ…และมีเพียงผู้เป็นแม่ที่มีความรักต่อลูกมากเท่านั้นที่จะเป็นคนเลือกคนติดตามพร้อมกับกำชับว่า อย่าทำให้เขาต้องลำบาก ดังนั้นจึงไม่มีใครคอยตักเตือนสั่งสอนเขา
เมิ่งจื่อหยางถึงกับนิ่งไปเลย เขาอดพูดไม่ได้ว่า “ใช่! ใช่แล้ว! เจ้ารู้ได้อย่างไร!”
บทที่ 143 ไม่ยึดกฎเกณฑ์ไม่ใช้เหตุผล
ถังฉือเย่พูดต่อว่า “ท่านคงจะเป็นคนที่ใจกว้าง ทำอะไรก็มีความแน่วแน่ ไม่เอนเอียงเพราะความคิดของผู้อื่น”
หญิงสาวทอดสายตามองชายหนุ่มที่เคยชินกับการให้เงินรางวัลลูกน้องเป็นประจำ ดังนั้นเหล่าบรรดาคนสนิทของเขาจึงต่างพยายามเอาใจประจบประแจง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องตามใจและคล้อยตามความคิดของเขาอยู่เสมอ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นเพียงแค่เวลาสั้นๆ เขาก็คงไม่กล้าหมักเหล้าจำนวนมากมายขนาดนี้ในครั้งแรกโดยไม่ทำการทดลองก่อน
สีหน้าของเมิ่งจื่อหยางค่อยๆเปลี่ยนเป็นเคารพและเกรงกลัวพูดเสียงสั่นยากระงับ “ใช่ๆ นี่ท่านสามารถดูดวงได้ด้วยรึ?”
“เปล่า…ข้าไม่สามารถดูดวงให้ใครได้หรอก”
ชายหนุ่มทำสีหน้าแหยๆ แต่ก็ไม่กล้าถามละเอียดทำได้เพียงแอบชำเลืองมองนางอยู่เรื่อยๆ ตอนนี้ความรู้สึกในใจเขานั้นได้มองถังฉือเย่จากหญิงชาวบ้านธรรมดาที่ได้รับพรจากสวรรค์จนกลายเป็นผู้มีอำนาจหยั่งรู้ฟ้าดิน!
ถังฉือเย่ค่อยๆดื่มชาทีละนิด ก่อนจะพูดว่า “ข้าไม่สามารถแต่งงานกับท่านได้”
เมิ่งจื่อหยางอึ้งไปครู่หนึ่งมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “เพราะเหตุใดกัน ทำไมท่านถึงแต่งงานกับข้าไม่ได้?”
“ข้าอาจจะไม่ได้มีเงินมากเท่าท่าน ไม่มีอำนาจเท่ากับตระกูลเมิ่ง แต่ข้ากับท่านมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน ท่านรู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร?”
“มันคืออะไรงั้นหรือ?”
“ที่พึ่งพาของข้าคือตัวข้าเอง แต่ท่านกลับเอาแต่พึ่งพาตระกูล”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่าสิ่งที่ข้ามีทั้งหมดในตอนนี้ แล้วแต่มาจากความพยายามและความขยันของข้าทั้งสิ้นหากไม่มีข้า ร้านเหล้าฟู่โช่ว ร้านเหล้าตระกูลถังก็คงจะพังทลายลงในทันที ไม่มีทางจะคงอยู่ได้อีก” หญิงสาวนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะพูดขึ้นทีละคำว่า
“แต่ถ้าหากตระกูลเมิ่งไม่มีท่าน พวกเขาก็สามารถดำเนินต่อไปได้ดังเดิม ไม่ว่าจะกิจการอะไร ล้วนแล้วก็ไม่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น”
เมิ่งจื่อหยางถึงกับพูดไม่ออกเพราะสิ่งที่ถังฉือเย่พูดออกมานั้นเป็นความจริงทุกคำ!
หญิงสาวตระกูลถังอมยิ้มเล็กน้อยตรงมุมปากพลางพูดขึ้นว่า “ดังนั้น ท่านเอาตระกูลเมิ่งมากดให้ข้าต่ำลง ไม่ได้เป็นการชนะที่ใสสะอาด หากท่านต้องการที่จะขอข้าแต่งงานจริงก็ควรที่จะใช้ ‘เมิ่งจื่อหยาง’ สิ่งของที่เป็นของท่านเองแบบนี้ถึงจะยุติธรรม หญิงสาวชาวบ้านที่ไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างข้าก็สามารถเปิดร้านเหล้าได้ ท่านที่เป็นถึงคุณชายของตระกูลเมิ่งจะไม่สามารถทำกิจการอะไรออกมาด้วยตัวเองได้อย่างนั้นเหรอ?”
เมิ่งจื่อหยางผู้นี้ใช้อำนาจของตระกูลมาเกี้ยวหญิงสาวทั้งที่ยังไม่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ซึ่งไม่ได้ทำให้ดูสง่างามเลยแม้แต่น้อยซึ่งหลังจากนั้นชายหนุ่มก็ไม่ได้เอ่ยปากขอนางเป็นภรรยารองอีก นอกจากเดินออกมาส่งที่หน้าร้านด้วยท่าทางที่สุภาพ แถมยังทำท่าทางกล้าๆกลัวๆ คงอยากทำความรู้สึกนางในรูปแบบสหาย
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง ถังฉือเย่มองเห็นถังจวิ้นเหลียงยังคงรอด้วยท่าทางสงบนิ่ง นางจึงพยักหน้าให้เขานิดหนึ่งก่อนจะกลับไปที่ร้านเหล้าตระกูลถังต่อ
ทันทีที่เกวียนได้เคลื่อนตัวไปไกลแล้วสีหน้าของเมิ่งจื่อหยางก็ดูแปลกไปเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงจะถามขึ้นว่า
“อาหยวน เจ้าว่าหญิงสาวคนนี้ เป็นอย่างไร?”
สีหน้าชายที่ใส่เสื้อสีดำนาม…หลิวหยวนส่ายหน้าดิกเพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถคาดเดาได้
ถึงแม้ว่าเขาจะเฝ้าอยู่ด้านนอกประตู แต่บทสนทนาที่ทั้งสองคนพูดคุยกันนั้นเขากลับได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำแผนการของสาวน้อยผู้นี้เกินกว่าจะเปรียบเทียบกับคนธรรมดาได้ ต่อให้มีเมิ่งจื่อหยางสิบคนก็คงไม่อาจทำอะไรนางได้
ในขณะที่หลิวหยวนกำลังลังเลอยู่ว่าจะเตือนเมิ่งจื่อหยางดีหรือไม่ก็ได้ยินเสียงของเขาพูดก่อนว่า “ช่างเถอะ! ก็แค่คนใช้คนหนึ่งจะไปเข้าใจอะไร คุณชายอย่างข้ามีความคิดเป็นของตัวเอง ถามเจ้าไปก็เท่านั้น!”
เมิ่งจื่อหยางพลางเอามือไขว้หลังและเดินกลับเข้าไปข้างในร้าน โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าในใจของเขานั้น ความฝันอันยิ่งใหญ่ได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เดิมทีเมิ่งจื่อหยางก็ไม่รู้ว่าเขาสามารถทำอะไรได้ เพียงแต่เมื่อถูกหญิงสาวผู้นี้พูดล้อเลียนแล้วรู้สึกเจ็บใจ ดังนั้นเมื่อกลับบ้านมาถึงบ้านเขาจึงเรียกถังสุ่ยจือออกมาพบ อย่างไรเสียในคฤหาสน์หลังนี้ก็มีแต่นางที่รู้จักถังฉือเย่ ดังนั้นจึงสามารถคุยเรื่องนี้กับนางได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
ถังสุ่ยจือพูดขึ้นอย่างเอาอกเอาใจ “ท่านพี่อยากฟังเรื่องอะไรล่ะเจ้าค่ะ?”
เมิ่งจื่อหยางดื่มชาแล้วถามว่า “เล่าอะไรมาก็ได้ เล่าเรื่องที่เจ้ารู้เกี่ยวกับถังฉือเย่มาให้หมด”
ถังสุ่ยจือทำหน้าจืดเจื่อน เมื่อก่อนถังฉือเย่เป็นคนที่เสียสติคนหนึ่งเท่านั้น แต่นางกลับเป็นสาวสวยประจำหมู่บ้านแล้วจะไปมีเวลาสนใจได้อย่างไรจึงได้แต่พูดอ้อมแอ้มไปว่า
“เมื่อก่อนพ่อของนางทำการค้าขาย เขาพอจะมีเงินอยู่บ้าง แต่หลังจากที่เขาตาย สภาพครอบครัวของนางก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ท่านย่าของนายเป็นคนละโมบโลภมาก ตอนที่ข้าแต่งมาที่นี่ก็คิดว่าหากข้างกายไม่มีคนติดตามเลยก็กลัวจะถูกดูหมิ่นเอา จึงได้ไปปรึกษาย่าของนางเพื่อขอซื้อนางมาเป็นสาวใช้ในราคาสิบตำลึงใครจะรู้ว่าหลังจากที่นางมาที่นี่แล้ว นางจะอาละวาดแบบนั้น ข้าก็เลยตีนางไปครั้งสองครั้ง”
เมิ่งจื่อหยางลุกขึ้นมาในทันที “เจ้าว่าอะไรนะ?”
ถังสุ่ยจือตกใจจนสะดุ้งโหยง เพราะคิดว่าเขาจะโทษนางที่ไปตีถังฉือเย่ นางจึงรีบพูดขึ้นว่า “แต่ก็ไม่ได้ตีแรงอะไรนะเจ้าคะ”
“ไม่ใช่ เมื่อกี้เจ้าบอกว่า เจ้าซื้อนางรึ?”
“ใช่…ใช่เจ้าค่ะย่าของนางเป็นคนตกลงเองเจ้าค่ะ”
“ดีมาก!” ดวงตาของเมิ่งจื่อหยางเป็นประกาย “เหตุใดเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ครั้งนี้ข้าจะดูสิว่าเด็กสาวคนนั้นยังจะรอดจากเงื้อมมือของข้าไปได้อีกหรือไม่!”
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองเมื่อเข้ามาในร้านเหล้าตระกูลถังแล้ว ถังฉือเย่กำลังพูดคุยกับเถ้าแก่หยางอยู่หลังร้านก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากด้านนอก พนักงานของร้านคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามา
“เถ้าแก่ เถ้าแก่ มีคนกลุ่มหนึ่งมาหาแม่นางถังขอรับ!”
“มาหาแม่นางถังก็มาหาแม่นางถังสิ แล้วจะร้อนรนไปไยกัน เขาเป็นใคร?”
“มีหลายคนเลยขอรับ!” พนักงานผู้นั้นพูดด้วยสีหน้าไม่รู้ดีนัก “ดูจากการแต่งตัวแล้วก็เหมือนจะเป็นคนใหญ่คนโต พวกเขาบุกเข้ามาข้างในแล้วขอรับ พวกเขาบอกว่าจะมาจับทาสที่หนีออกมาจากบ้านของพวกเขา!”
โดยไม่ต้องให้ใครเข้าไปบอก ถังฉือเย่ได้ยินที่เขาพูดหมดแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้ยินคนที่อยู่ด้านนอกพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าเป็นใครกัน ไม่รู้หรือว่าร้านของพวกข้าเป็นของใคร!”
คนผู้นั้นพูดขึ้นว่า “พวกข้ามีสัญญาอยู่ในมือ พวกข้าจะมาจับทาสที่หนีไปของตระกูลเมิ่ง ไม่ว่าจะที่ไหนก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้พวกข้าเข้าไปจับ”
ทาสที่หลบหนี?
ถังฉือเย่ขมวดคิ้วไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่กลัวว่าจะทำให้ชื่อเสียงของร้านเสียหายมากไปนี้หากยังปล่อยให้พวกเขาเอะอะโวยวายกันต่อไป นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันไปพูดกับเถ้าแก่หยางว่า
“รบกวนท่านช่วยบอกคุณหนูหยางด้วย” จากนั้นก็พูดกับถังจวิ้นเหลียงที่อยู่ข้างๆ “เมื่อพวกข้าไปแล้วเจ้าก็รีบกลับหมู่บ้านไปบอกพ่อหนุ่มฉีด้วย”
หลังจากนั้นนางก็เดินออกไป ทันทีที่คนเหล่านั้นเห็นนางก็รีบเข้ามาล้อม ถังฉือเย่จึงพูดออกไปว่า
“เป็นเมิ่งจื่อหยางใช่หรือไม่ที่ให้มาหาข้า?”
เมื่อคนเหล่านั้นเห็นว่าหญิงสาวผู้นี้มีท่าทีที่เรียบเฉยก็รู้สึกกลัวขึ้นมา พวกเขาไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรไปชั่วขณะ ถังฉือเย่พูดขึ้นว่า
“ใช่หรือไม่?”
“ช่างกล้านัก!” มีคนหนึ่งกลั้นใจตะคอกออกมา “คุณชายของพวกข้าเป็นคนที่มีชื่อเสียงและก็เป็นเจ้านายของเจ้าเช่นกันจะมาเรียกเล่นๆเช่นนี้ได้อย่างไร”
…เป็นเมิ่งจื่อหยางจริงๆด้วย…ถังฉือเย่หัวเราะหึๆ พลางพูดขึ้นว่า “นำทางไปสิ ข้าจะไปพบเขาเอง” จากนั้นนางก็เดินนำไป คนอื่นๆต่างอึ้งกันไปชั่วขณะ จากนั้นพวกเขาก็รีบเดินล้อมไป ดูแล้วเหมือน กำลังล้อมวงเพื่อปกป้องนางมากกว่าคุกคาม
เถ้าแก่ถังรีบให้คนสะกดรอยตาม เพื่อดูว่าพวกเขาได้เข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลเมิ่งจริงหรือไม่ จากนั้นเขาก็ไปที่ว่าการอำเภอเพื่อบอกคุณหนูหยางด้วยตัวของเขาเอง พร้อมกันนั้นถังจวิ้นเหลียงก็รีบมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านในทันที
ถังฉือเย่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว นางหันหลังมาดูเล็กน้อย และเห็นว่าคนที่แอบตามมาเป็นคนของร้านเหล้าจึงแอบพยักหน้า ในใจคิดว่าเถ้าแก่หยางผู้นี้ก็น่าเชื่อถืออยู่ไม่ใช่น้อย ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนักทั้งหมดก็เดินมาถึงถึงคฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง
หญิงสาวเดินเข้าไปในห้องรับแขก นางเห็นเมิ่งจื่อหยางเดินออกมาต้อนรับ เขายิ้มพลางพูดขึ้นว่า “เจ้ามาแล้วรึ?”
ถังฉือเย่มองดูสีหน้าที่ดูได้ใจของเขา นางก็เผยรอยยิ้มออกมานิดหนึ่ง จากนั้นจึงถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าได้กลายเป็นทาสที่หลบหนีจากตระกูลของท่านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?” ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของบ้านพูดกลั้วหัวเราะด้วยความมั่นใจว่าตนอยู่ในสถานะที่เหนือกว่า โดยไม่รู้เลยว่าเห็นท่าทางแบบนี้แล้ว ถังฉือเย่ได้แต่นึกขำอยู่ในใจ นางรออย่างเงียบๆ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ชายหนุ่มก็หัวเราะและพูดออกมาว่า
“เจ้าคงจะไม่ได้ลืมไปแล้วหรอกนะว่าจือเอ๋อร์ได้ซื้อเจ้ามาเป็นสาวใช้!”
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ ข้าไม่เชื่อ ทำไมข้าถึงไม่รู้มาก่อนเลย”
“มันเป็นเรื่องจริง…เรื่องที่เจ้าต้องยอมรับ”
ถังฉือเย่ยืนนิ่งใบหน้าของนางเรียบเฉยก่อนจะลองโยนหินถามทางเมื่อถามเขาว่า “ตอนนั้นข้ายังเสียสติอยู่ เจ้ารังแกทุบตีข้าอะไรก็จำไม่ได้แล้ว เจ้ามีหลักฐานหรือว่าข้าเป็นทาสของตระกูลเมิ่งจริง?”
เมิ่งจื่อหยางดูมีความมั่นใจและไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยิ้มพลางหันกลับไปสั่งภรรยาตน “พวกเจ้าเอาออกมาให้นางดูเดี๋ยวนี้!”
สีหน้าของถังสุ่ยจือเต็มด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย ก่อนจะหยิบสัญญาฉบับนั้นออกมา!
บทที่ 144 สัญญาขายตัว
ถังฉือเย่รับสัญญานั้นมาถือไว้พลางก้มมองดูอย่างละเอียด ความจริงสัญญาใบนี้ เป็นสัญญาที่ทำขึ้นง่ายๆระหว่างทั้งสองฝ่าย ข้อความระบุไว้เพียงว่า เนื่องจากความยากจนของครอบครัว จึงได้ขายลูกสาวจากบ้านสามตระกูลถังในราคาสิบตำลึงให้กับอันเฉิง เกรงว่าต่อไปจะไม่มีหลักฐาน และนางไม่สามารถกลับมาได้อีกจึงรีบขายถังฉือเย่ไปพร้อมกับเก็บสัญญาไว้ตรวจสอบ
คนที่ขายนางก็คือท่านย่าซุน ด้านหลังยังมีตราประทับลายมือ มีผู้ค้ำประกันสองคน หญิงสาวจำไม่ได้ว่าเป็นชื่อใคร โดยผู้ซื้อคือถังอันเฉิง หรือก็คือพ่อของถังสุ่ยจือ และเขาเองก็ได้ประทับรอยนิ้วมือเรียบร้อย ด้านล่างเป็นวันเดือนปี
ถังฉือเย่ยังไม่ทันจะดูเสร็จ ถังสุ่ยจือก็รีบแย่งมันกลับคืนไป หญิงสาวไม่ได้พยายามแย่งคืนมา นางเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเท่านั้น
เรื่องทุกอย่างยากกว่าที่คิดไว้แต่แรก คงต้องถ่วงเวลารอหยางซื่อมาก่อน แล้วหลังจากนี้จะทำอย่างไรค่อยว่ากันอีกที คิดดังนี้ถังฉือเย่จึงพูดว่า “เช่นนั้นข้าคืนเงินให้เจ้าสิบตำลึงก็สิ้นเรื่อง!”
เมิ่งจื่อหยางเลิกคิ้วกล่าวอย่างเป็นต่อ “เจ้าคิดว่าข้าต้องการเงินสิบตำลึงนี้หรือ ทาสที่เราซื้อมาแม้ว่าจะไถ่ตัวเอง ก็ต้องได้รับการอนุญาตจากข้าก่อน”
“คนที่ซื้อข้ามาคือถังเหล่าจ้างต่างหากไม่ใช่เจ้า”
“แล้วอย่างไรล่ะ ในเมื่อถังสุ่ยจือเป็นเมียน้อยของข้า คนของนาง ก็คือคนของข้า”
ถังฉือเย่ขมวดคิ้ว เมิ่งจื่อหยางเหลือบมองนางแล้ว จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกหวงแหนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขายิ้มเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า “แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ทำให้เจ้าเสียเปรียบหรอก ถึงอย่างไรในสัญญาก็ไม่ได้เขียนว่าซื้อเจ้ามาเพื่อทำอะไร ข้าไม่ให้เจ้าไปทำงานปรนนิบัติรับใช้หรอก”
ชายหนุ่มจงใจหยุดไปครู่หนึ่ง พลางจ้องมองสีหน้าของอีกฝ่าย “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เรื่องก่อนหน้าที่เราตกลงกันไว้ที่ร้านอาหารก็ยังคงมีผล ขอแค่เจ้าตอบตกลง ข้าก็จะให้ตำแหน่งเจ้าเทียบเท่าภรรยา!”
แล้วตอนนั้นเองที่ถังสุ่ยจือแสดงความหึงหวงออกมาอย่างอดไว้ไม่ได้ ใบหน้าสะสวยของนาง เมื่อเข้าไปในคฤหาสน์ก็เป็นได้แค่อนุภรรยาคนหนึ่งเท่านั้น แต่สาวใช้ที่ติดหนี้อย่างถังฉือเย่ กลับมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเอกภรรยา…มีสิทธิ์อะไรกัน!
ถังฉือเย่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “คุณชายเมิ่ง ข้าบอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่สามารถบังคับข้าได้ กิจการตระกูลเจ้ายิ่งใหญ่ หรือว่าเจ้าสามารถพูดแล้วคืนคำได้อย่างนั้นรึ?”
“เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน!” เมิ่งจื่อหยางยิ้มพูดอย่างไม่ละอาย “ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าเจ้าก็เป็นคนของตระกูลเมิ่ง ข้าเองก็ไม่ได้โง่ ในเมื่อจ่ายเงินซื้อมาแล้ว คนในครอบครัวเดียวกันจะพูดอ้อมค้อมไปทำไม?”
ถังสุ่ยจือทนฟังต่อไปไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว…นางจะทนได้อย่างไรเล่าเมื่อจะสาวชาวบ้านคนหนึ่งเดินแค่ก้าวเดียวก็ถึงฟ้าแล้ว ในขณะที่นางต้องใช้ความพยายามมาหลายปียังไม่สำเร็จ แต่ในเมื่อไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากพูดด้วยความเจ็บใจ
“พอได้แล้ว ท่านพี่ของเราไม่ชอบคนที่เสแสร้งเป็นที่สุด หากเจ้ายังเสแสร้งต่อไป ท่านพี่ก็จะไม่พอใจเอานะ อย่าเล่นตัวให้มากนักเลย”
พร้อมกันนั้นถังสุ่ยจือก็เดินเข้ามาดึงมือของถังฉือเย่แล้วจิกอย่างแรงทั้งที่ใบหน้ายิ้มแย้ม “มาเป็นพี่น้องดีๆของข้า เป็นอนุภรรยาของท่านพี่จะดีกว่า อย่าดื้อไปเลย”
เมิ่งจื่อหยางหัวเราะเสียงดัง “จื่อเอ๋อร์ของเรารู้ใจดีจริงๆ!”
ในขณะนั้นก็มีใครบางคนวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน พลางกระซิบที่ข้างหูเมิ่งจื่อหยางหลายประโยค ซึ่งก็ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที “เหตุใดนางจึงว่างมากเช่นนี้ มายุ่งเรื่องชาวบ้าน?”
คุณชายตระกูลเมิ่งครุ่นคิด พลางชี้ไปที่ถังฉือเย่ “ดึงนางลงมา จับตาดูไว้ให้ดี เกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเจ้าต้องรับผิดชอบ”
ทันใดนั้นก็มีสาวใช้หลายคนกรูกันเข้ามา ถังฉือเย่ขมวดคิ้ว พลางรีบกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆอย่างรวดเร็ว นึกในใจว่าหยางซื่อน่าจะมาถึงแล้ว
เมิ่งจื่อหยางผู้นี้ชอบความหรูหราโอ่อ่า คนรับใช้ในคฤหาสน์มีเยอะมาก นอกจากนี้เขาก็มีเงินมากมายแถมยังใช้จ่ายเงินอย่างใจกว้าง เมื่อกล่าวเพียงคำเดียวทุกคนก็พร้อมจะตอบสนองเขาทันที ด้วยร่างกายที่เล็กบอบบางของตัวเอง หากขัดขืนดิ้นรนไป ก็รังแต่จะทำให้บาดเจ็บอย่างแน่นอน ดังนั้นถังฉือเย่จึงนั่งนิ่ง หวังเพียงว่าหยางซื่อจะช่วยนางได้สำเร็จ ถังฉือเย่ยอมปล่อยให้พวกเขาลากตัวไปแต่โดยดี
และคนที่มาเยือนจวนสกุลเมิ่งก็คือหยางซื่อจริงๆ ฮูหยินครุ่นคิดมากกว่านั้น ในเมื่อเมิ่งจื่อหยางรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังร้านเหล้าก็คือท่านเจ้าเมืองหลิน แต่ยังกล้ามาจับตัวถังฉือเย่ไปมีสองเหตุผลเท่านั้น อย่างแรกคือถังฉือเย่เป็นทาสที่หลบหนีจริงๆ อีกอย่างคือเขามีคนใหญ่คนโตอยู่เบื้องหลังและไม่เกรงกลัวท่านเจ้าเมืองหรือไม่ก็ทั้งคู่ แต่ไม่ว่าจะเพราะพื้นฐานความเมตตา หรือว่าการร่วมมือกันในตอนนี้ หยางซื่อก็ไม่สามารถปฏิเสธที่จะช่วยเหลือถังฉือเย่ได้ ดังนั้นทันทีที่ทราบข่าว หยางซื่อก็รีบมาในทันที
เมิ่งจื่อหยางได้แต่งภรรยาเข้าบ้านแล้ว แต่ไม่ได้พามาที่นี่ด้วย ดังนั้นนอกจากคนใช้แล้ว ก็ยังมีห้องของอนุภรรยาอีกหลายห้องที่เพิ่มเข้ามาในคฤหาสน์ ปกติหัวหน้าพ่อบ้านผู้ดูแลคนหนึ่งสกุลเฝิง
ฉะนั้นเมื่อหยางซื่อมา จึงมีเพียงเมิ่งจื่อหยางเท่านั้นที่ออกไปต้อนรับได้ แต่กระนั้นเขาก็เป็นคนที่ไม่ได้สนใจเคารพกฎเกณฑ์ และเขาก็มาจากในเมืองหลวงพบเจอคนใหญ่โตมามาก ดังนั้นจึงมีท่าทีดูถูกท่านเจ้าเมือง หลังจากพูดไปสองสามคำเขาก็หมดความอดทน
เมื่อหยางซื่อได้ฟังก็รู้สึกว่าเรื่องทุกอย่างค่อนข้างจัดการยาก นางจึงยิ้มแล้วพูดอย่างมั่นใจ “คุณชายเมิ่ง เรื่องนี้มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นี่มันเป็นการแต่งงานไม่ใช่การแก้แค้น ในเมื่อคุณชายเมิ่งตัดสินใจจะรับอาเย่ เช่นนั้นก็ให้ข้าพาอาเย่กลับไปก่อน จากนั้นเราก็มาตกลงเรื่องวันกันดีๆ แล้วค่อยมาจัดงานให้ครึกครื้นกันดีกว่า”
“มีอะไรน่าครึกครื้นกัน ในเมื่อนางก็เป็นคนของข้ามานานแล้ว เหตุใดจึงต้องให้คนอื่นมาเอาตัวไปแล้วทำเรื่องเสียเวลาเช่นนี้ด้วยเล่า?”
“คุณชายมิ่งเพิ่งจะบอกว่าเป็นภรรยา...” หยางซื่อพูดอย่างไม่แน่ใจเท่าใดนัก
“เรื่องตำแหน่งภรรยา กลับไปข้าก็ต้องมอบให้อยู่แล้ว ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”
“ถึงอย่างไรก็ต้องแต่งงานไม่ใช่การรับอนุ ท่านไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้ กฎของการแต่งงานตำราสามธรรมเนียมหก แม่สื่อรับรองอีกต่างหาก”
“พ่อแม่ของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ จะทำพิธีจอมปลอมนั่นไปทำไมกัน?” เมิ่งจื่อหยางโบกมือก่อนหันกลับไปและออกคำสั่ง “พวกเจ้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ถังฉือเย่ และให้ผู้ดูแลเฝิงจัดเตรียมข้าวปลาอาหาร คืนนี้ข้าจะเข้าหอกับนาง!”
ถังฉือเย่รออยู่ด้านหลัง หยางซื่อก็ยังไม่เข้ามา แต่กลับมีใครบางคนเข้ามาแทน แถมยัสั่งให้นางไปอาบน้ำแต่งตัว หญิงสาวถึงกับทรุดลงกับพื้น นางประเมินศัตรูต่ำไปและไม่ควรมาคฤหาสน์ตระกูลเมิ่งง่าย ตั้งแต่แรก ต่อให้ร้านเหล้าสำคัญแค่ไหนก็ไม่สำคัญไปกว่าตัวนางเอง!
ถังฉือเย่บอกตัวเองว่าจะค้างคืนที่บ้านตระกูลเมิ่งไม่ได้เด็ดขาด ชื่อเสียงของหญิงสาวในยุคนี้มันอ่อนแอเกินไป หลังจากผ่านคืนนี้ไปสถานะของนางก็จะพูดได้ไม่ชัดเจนอีกแล้ว
คนอย่างเมิ่งจื่อหยางเดิมทีก็เป็นคนไร้ยางอายอยู่แล้ว เขาคงมั่นใจว่าหากได้ครอบครองเรือนร่างของผู้หญิงคนไหนแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็จะต้องอยู่กับเขาและรักเขาอย่างแน่นอน ถังฉือเย่พยายามดิ้นรนขัดขืน ก่อนที่สาวใช้คนหนึ่งจะหมดความอดทนพูดเสียงดัง
“รีบนำตัวแม่นางถังไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้!”
ถังฉือเย่รีบหลบอย่างรวดเร็วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “พวกเจ้าคิดจะทำให้ข้าไม่พอใจ พวกเจ้าคิดดีแล้วหรือ?”
เหล่าบรรดาสาวใช้จ้องตากันอย่างลังเล หญิงสาวจึงพูดนิ่งๆ “ข้าคือเจ้านายของร้านเหล้าฟู่โช่ว และก็เป็นเจ้าของร้านเหล้าตระกูลถัง ในมือข้ามีเงินมากมาย ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าคิดว่าเมิ่งจื่อหยางจะพยายามแหกกฎมาแต่งงานกับข้าไปทำไม แม้ว่าเมิ่งจื่อหยางจะยืนอยู่ต่อหน้าข้าตอนนี้ แต่ถ้าข้าบอกว่าไม่ไปก็คือไม่ไป ดูสิว่าใครจะกล้าบังคับข้า?”
ถังฉือเย่กวาดสายตามองทุกคน “คนฉลาดก็ควรรู้วิธีมองสายตา อย่าประจบสอพลอจนจนได้ผลลัพธ์แย่ๆ และต้องมาเสียใจในภายหลัง”
ด้วยท่าทีมั่นใจและหยิ่งทระนงเช่นนี้นางจึงสามารถหยุดพวกสาวใช้ได้สำเร็จ สาวใช้คนหนึ่งยิ้ม พลางส่งสายตาข่มขู่พูดว่า
“นายหญิงว่าอย่างไร พวกเราก็จะปรนนิบัตินายหญิงเช่นนั้น จะกล้าทำให้นายหญิงไม่พอใจได้อย่างไร เพียงแต่ตระกูลเมิ่งเป็นตระกูลใหญ่ นายท่านก็เป็นคนที่มีความสามารถคนหนึ่ง ในเมื่อนายท่านใส่ใจท่าน และรับท่านเข้ามาแล้ว นั่นก็เป็นโชคดีอันยิ่งใหญ่ แต่อย่าได้เสแสร้งเล่นแง่ ทำให้นายท่านไม่พอใจเลยนะเจ้าคะ”
บทที่ 145 ฉีจิงที่สวรรค์ส่งลงมา
ถังฉือเย่ปล่อยให้นางพูดพร่ำไป ในใจพลางคิดหาวิธีรับมือ แต่แล้วพลันนั้นเองก็ได้ยินเสียงนกชนิดหนึ่งร้องดังขึ้นมาจากนอกหน้าต่าง หญิงสาวรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันทีรีบยืนขึ้นแล้วหันไปบอกกับเหล่าบรรดาสาวรับใช้ว่า
“จะอาบน้ำไม่ใช่หรือ ไปสิ! ที่ไหนล่ะ?”
เมื่อสาวใช้หลายคนเห็นว่านางคิดได้แล้วต่างก็ดีใจรีบนำไปอย่างรวดเร็ว ถังฉือเย่ถูกพาเข้าไปในห้องหนึ่งด้านใน ก่อนจะจัดการไล่ทุกคนออกไป ชั่วอึดใจต่อมา หน้าต่างห้องก็เปิดออกอย่างเงียบๆ พร้อมกับร่างสูงของฉีจิงก็กระโดดเข้ามาด้วยความรวดเร็ว
ถังฉือเย่ชอบฉากที่ ‘สวรรค์ส่งฉีจิงลงมา’ ฉากนี้จริงๆ ความรู้สึกเหมือนไม่ว่านางจะอยู่ที่ไหน เขาก็สามารถตามมาหานางได้ง่ายๆ
ฉีจิงกวาดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง และทันทีที่หันหลังกลับมา ถังฉือเย่ก็พุ่งตัวเข้าไปในอ้อมกอดพร้อมกับใช้สองมือโอบเอวของเขาไว้แน่นจนชายหนุ่มตัวแข็งทื่อไปหมด
ชายหนุ่มคิดว่านางจะต้องตกใจมากเป็นแน่ จึงลูบเรือนผมเบาๆ สงสารพลางกล่าวเสียงเบา “อาเย่เจ้าไม่ต้องกลัว ข้ามาแล้ว”
หญิงสาวได้ฟังก็อมยิ้มกับตัวเอง…ในใจกลับคิดว่าเอวของฉีจิงนั้นทั้งบางแล้วก็นุ่มนิ่ม สัมผัสของมือมันช่างสุดยอดเสียจริง!
นางลูบไปสองครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะรีบเล่าเรื่องทั้งหมด “หนังสือสัญญาอยู่ในมือของ ถังสุ่ยจือทางที่ดีควรคิดวิธีขโมยมันมา หรือไม่ก็ทำลายมันเสีย เพราะหากตระกูลเมิ่งไม่มีสัญญา เรื่องมันก็จะจบไปเอง”
ฉีจิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “พวกเขาได้ไปแก้สถานะกับทางการหรือไม่?”
เมื่อเขาพูดถังฉือเย่ก็นึกอะไรบางอย่างได้อย่างฉับพลัน…นี่นางลืมไปได้อย่างไร ความจริงแล้วเรื่องทะเบียนราษฎร์ในยุคสมัยต้าเยี่ยนนั้นยังเข้มงวดมาก ไม่ใช่ว่าทั้งสองร่างต้องสัญญาขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังต้องนำหนังสือสัญญาไปที่ว่าการและแก้สถานะทะเบียนราษฎร์ของทางการด้วย
ตอนนั้นถังสุ่ยจือก็ไม่ได้เจตนาที่จะซื้อตัวนางมาเป็นสาวใช้จริงๆ เพราะผ่านไปเพียงวันเดียว หลังจากที่นางทุบตีถังฉือเย่อย่างโหดเหี้ยม ถังสุ่ยจือก็ได้แต่งงานเข้าสกุลเมิ่ง ในช่วงระยะเวลาสั้นๆแค่นี้ ถังสุ่ยจือคงไม่มีเวลาไปแจ้งทะเบียนต่อทางการแน่นอน…หากเป็นเช่นนั้นนางก็ยังพอมีหนทางรอด
ถังฉือเย่ดึงตัวออกมาจากอ้อมกอดของเขา ก่อนจะถามทันทีว่า “เจ้าลองหาวิธีตรวจสอบดูก่อนว่าทะเบียนถูกแก้แล้วหรือยัง หากยังไม่ได้แก้ ก็ให้คนไปรับตัวพี่ข้ามา และยื่นฟ้องว่าถังสุ่ยจือพยายามฆ่าข้า จากนั้นท่านเจ้าเมืองหลินก็จะสามารถทำตามกระบวนการยุติธรรมและช่วยข้าออกไปได้แล้ว”
ฉีจิงเผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด เพราะในกฎหมายของต้าเยี่ยนนั้นได้ระบุการฆาตกรรมไว้ละเอียดมาก บทลงโทษของการฆาตกรรมมีเจ็ดประเภท แบ่งออกเป็นฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เจตนาฆ่า การฆ่าเนื่องด้วยทะเลาะวิวาท การฆ่าโดยไม่เจตนา การพลั้งมือฆ่าจากการละเล่น ฆ่าด้วยความประมาทเลินเล่อและการฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนก็ยังแบ่งออกเป็นสามประเภท คือไม่ได้รับบาดเจ็บจากการฆ่าได้รับบาดเจ็บจากการฆ่า และเสียชีวิตจากการฆ่า
คดีของถังฉือเย่สามารถจัดอยู่ในประเภทที่ได้รับบาดเจ็บการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งจะต้องโดนลงโทษด้วยการแขวนคอทีเดียว หากเป็นเรื่องใหญ่เช่นนี้ เมื่อฟ้องร้องไป ผู้พิพากษาก็สามารถมาเอาตัวไปลงโทษตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแน่นอน
ฉีจิงตอบรับในทันทีก่อนจะรีบเปิดหน้าต่างและกระโดดออกไปทันที ไม่นักเขาก็กลับมาแล้วพูดด้วยสุ้มเสียงเบาๆอยู่นอกหน้าต่าง “ข้าให้คนไปตรวจสอบแล้ว ข้าจะอยู่ที่เป็นเพื่อนเจ้า”
เมื่อได้ฟังถังฉือเย่ก็รู้สึกมีความมั่นใจในทันที แม้ว่าพ่อชายหนุ่มอายุจะน้อย แต่เวลาเขาทำอะไรกลับดูจริงจังน่าเชื่อถือมาก
หลังจากนั้นไม่นานนัก ข่าวคราวก็ถูกส่งมาซึ่งปรากฏว่าพวกเขายังไม่ได้ไปแจ้งเปลี่ยนสถานะกับทางการจริงๆ ถังฉือเย่ยิ่งสงบใจได้มากขึ้น จากนั้นไม่นานนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังมาไกลๆ ก่อนจะหยุดที่หน้าประตูห้อง
เมิ่งจื่อหยางเปิดประตูห้องแล้วรีบสืบเท้าเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเคือง ทันทีที่เห็นหญิงสาวนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างเชื่อฟัง สีหน้าท่าทางของเขาก็ผ่อนคลายลง
“หากเจ้าเป็นอย่างนี้แต่แรกก็ดีไปแล้ว มาอยู่ดีกินดีกับข้า มันไม่ดีกว่าไปลำบากตรากตรำด้วยตัวเองหรอกหรือ?”
ถังฉือเย่ยิ้มเบาๆ พูดขึ้นว่า “ความจริงแล้วข้าไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าจึงต้องแต่งงานกับข้า?”
และก่อนที่เมิ่งจื่อหยางจะตอบถังฉือเย่ก็รีบกล่าวต่อ “ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องแต่งงานเป็นภรรยา แม้แต่เป็นอนุภรรยา สินสอดของฝ่ายหญิงก็เป็นทรัพย์สินส่วนตัว โรงเหล้า ร้านเหล้า โรงกลั่นเหล้าของข้า เหล่านี้ล้วนเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของข้า ข้าไม่จำเป็นต้องมอบให้ตระกูลเมิ่ง ความจริงตระกูลเมิ่งเป็นพ่อค้าราชวงศ์มาหลายชั่วอายุคน หรือว่ายังต้องการจะแย่งชิงทรัพย์สินของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างข้าอีกอย่างนั้นเหรอ?”
สีหน้าของเมิ่งจื่อหยางเปลี่ยนไปทันที เขานิ่งอยู่นานก่อนจะยิ้มเยาะ “เจ้านี่ทางดีๆมีไม่เดิน แต่ทำไมถึงชอบเดินทางลำบาก ข้าอุตส่าห์เมตตาอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่เจ้าไม่เข้าใจความหวังดีของข้าเลยรึ?”
“ข้าพูดความจริง” ถังฉือเย่พูดอย่างจริงจัง “คุณชายเมิ่ง เหล้าฟู่โช่วมีสัญญา หลังจากที่สัญญาหมดก็สามารถเจรจากันได้ และเหล้าของร้านเหล้าตระกูลถัง หากเจ้าไม่ได้ขายมันที่นี่ ข้าก็สามารถขายเพิ่มให้เจ้าได้เยอะกว่านี้ เช่นนั้นแล้วพวกเราก็มาเจรจาการค้ากันดีๆ เหตุใดจึงต้องทำให้เรื่องวุ่นวายเช่นนี้?”
“เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ เจ้าคือทาสที่ครอบครัวข้าซื้อตัวมา แม้แต่ชีวิตน้อยๆของเจ้าก็เป็นของข้า แล้วทำไมข้ายังต้องเจรจาการค้าอะไรกับเจ้าอีก?”
“คนที่ซื้อข้าคือครอบครัวถังสุ่ยจือ ไม่ใช่เจ้า!”
“เขาโอนให้ข้าก็เสร็จเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ?”
“เจ้ามีหลักฐานอะไร อย่าเอาสัญญามาพูดกับข้า เจ้ามีใบรับรองการตรวจสอบจากทางการหรือไม่เล่า?” ถังฉือเย่เถียง แล้วทั้งสองก็โต้แย้งกันเป็นเวลานาน ก่อนที่ผู้ดูแลเฝิงจะรีบเข้ามาอย่างรีบร้อน
“แย่แล้วนายท่าน ท่านเจ้าเมืองส่งคนมา ให้พาตัวถัง…ถังสุ่ยจือและแม่นางถังไป”
“อะไรกัน! ท่านเจ้าเมืองหลินจะฉีกหน้าข้า บังคับเอาตัวคนของตระกูลเมิ่งไปหรือ?”
“ไม่ใช่! แต่มีคนไปฟ้องร้องว่าตระกูลถังฆ่าคนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทางการจึงมานำตัวผู้ต้องสงสัยและพยานไป”
เมิ่งจื่อหยางผงะไป เขาเหลือบมองถังฉือเย่ด้วยความสงสัยซึ่งนางก็ไม่หลบไม่ถอยปล่อยให้เขามองอยู่อย่างนั้น ก่อนที่ชายหนุ่มจะยิ้มเยาะพลางพูดว่า
“ข้าประเมินเจ้าต่ำไป อย่าคิดว่าทำแค่นี้แล้วข้าจะกลัว!”
ถังฉือเย่ไม่ตอบ ผู้ดูแลเฝิงพยายามเกลี้ยกล่อมเขาสองสามคำ ไม่นานเมิ่งจื่อหยางจึงโบกมือด้วยสีหน้านิ่งๆ อนุญาตให้สาวใช้รีบพาตัวถังฉือเย่ออกไปพร้อมกับถังสุ่ยจือ
ถังสุ่ยจือจะเป็นหรือตาย เมิ่งจื่อหยางก็ไม่ได้สนใจ เพียงแต่ถังฉือเย่ถูกซื้อตัวมาโดยตระกูลถังจริงๆ เป็นทาสของตระกูลถัง พูดกันตามตรงนางก็คือทรัพย์สินของตระกูลถัง ไม่ใช่ว่านางจะตกเป็นของตระกูลเมิ่งเพียงเพราะตระกูลถังรับนางเข้ามาเสียเมื่อไหร่
ยิ่งคิดเมิ่งจื่อหยางก็ยิ่งโมโห เขาใช้เท้าเตะแจกันแตกเป็นเสี่ยงๆ พลางกวาดจานบนโต๊ะร่วงลงไปกับพื้น ผู้ดูแลเฝิงเห็นท่านไม่ดีรีบเข้ามาพูดเกลี้ยกล่อม “นายท่าน อย่าโกรธไปเลย ทำเรื่องดีๆมักจะมีอุปสรรคขัดขวาง แม่นางถังดิ้นรนไปเช่นนี้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“นายท่านอย่าลืมว่าทาสเป็นสมบัติของเจ้านาย”
คุณชายเมิ่งขมวดคิ้วครุ่นคิด…ต้าเยี่ยนมีกฎว่าทาสจะต้องเชื่อฟังเจ้านายหรือกล่าวอีกอย่างคือ นอกจากการก่ออาชญากรรม การทรยศหักหลังเรื่องใหญ่เหล่านี้แล้ว ทาสจะไม่ได้รับอนุญาตให้ฟ้องร้องเจ้านาย หรือญาติสนิทไม่เช่นนั้นจะต้องโดนลงโทษด้วยการแขวนคอ และเแม้ว่าเจ้านายจะฆ่าทาสไปก็โดนลงโทษเพียงการตีร้อยครั้งเท่านั้น หากหาเหตุผลหรือข้ออ้างหน่อยก็ไม่มีความผิดแล้ว
ชายหนุ่มไม่ใช่คนโง่ เขาได้สติกลับมาในทันที “พูดง่ายๆก็คือขอเพียงทำให้ถังฉือเย่กลายมาเป็นทาสของตระกูลเมิ่งสำเร็จ แม้ว่าจะทำร้ายนางก็ไม่มีความผิด ในเมื่อไม่มีความผิด เช่นนั้นไม่ว่าใครแจ้งก็จะไร้ประโยชน์ไปเอง”
“ถูกต้องแล้ว นายท่านฉลาดหลักแหลมจริงๆ”
“เช่นนั้นก็ดีเจ้ารีบไปรับตัวพ่อของถังสุ่ยจือมา และบอกเขาว่าเขาต้องพูดอย่างไร” แล้วทันใดนั้นเมิ่งจื่อหยางก็นึกขึ้นมาได้ “อ่อ…ใช่แล้ว อย่าลืมไปลงทะเบียนสถานะที่ศาลาว่าการด้วย”
“ข้าจะให้คนไปจัดการเดี๋ยวนี้ แต่เกรงว่าท่านเจ้าเมืองหลินจะขัดขวาง”
“กลัวอะไร!” เมิ่งจื่อหยางถลึงตา “ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะกล้าใช้อำนาจปิดหูปิดตาประชาชน ข้ามีสัญญาอยู่ในมือ พวกเขามีสิทธิ์อะไรมาห้ามปราม ไปเจ้ารีบไปได้แล้วอย่าได้ชักช้า!”
“ขอรับนายท่าน ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้” ผู้ดูแลเฝิงตอบรับก่อนจะรีบหันหลังแล้วเดินจากไปทันที ทิ้งไว้เพียงดวงตาวาวโรจน์ของเมิ่งจื่อหยางไว้เบื้องหลัง!
จบตอน
Comments
Post a Comment