บทที่ 146 พิจารณาคดีต่อหน้าผู้คน
ถังฉือเย่ถูกหญิงสาวจำนวนหนึ่งลากแขนออกมามองเห็นหยางซื่อยังยืนอยู่ในห้องโถงพร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ของทางการยืนอยู่ข้างๆ ทันทีที่เห็นฮูหยินของท่านเจ้าเมืองก็ตรงดิ่งเข้ามาหาพลางถามทันที “อาเย่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ท่านวางใจได้ ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ”
บรรดาทหารที่ยืนอยู่ด้านหลังกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปทักทาย “พี่ชายของเจ้าได้ฟ้องร้องผู้อื่นในข้อหาตั้งใจทำร้ายและฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เจ้าต้องไปกับพวกข้า”
ถังฉือเย่พยักหน้าก่อนจะเดินตามพวกเขาไป ทันทีที่พ้นจากคฤหาสน์ตระกูลเมิ่งนางก็เห็นถังฉือหรงรออยู่ด้านนอก แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือสวี่เวิ่นชู่ที่ยืนอยู่ข้างๆเช่นกัน
ถังฉือหรงรีบพูดขึ้นว่า “เย่เย่…เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นไร ท่านพี่ไมต้องกังวล”
แล้วตอนนั้นเองที่ฉีจิงรีบเดินเร็วๆออกมาจากถนน ทำเหมือนชายหนุ่มเพิ่งตามมาถึง ทั้งสองคนสบสายตากันโดยไม่ต้องมีคำพูดใด แต่ก็เข้าใจนัยที่แฝงอยู่อย่างชัดเจน
ถังสุ่ยจือที่ยืนอยู่เพียงลำพังโดดเดี่ยว แม้กระทั่งสาวใช้ที่จะติดตามก็ไม่มี นางจึงรู้สึกทั้งหวาดกลัวและร้อนรน พลางตะคอกเสียงดังว่า “เป็นไม่ซีกคิดจะไปงัดกับไม้ซุงมันไม่สำเร็จหรอก เจ้าจะดิ้นรนทำเรื่องพวกนี้ไปทำไมกัน สุดท้ายแล้วก็ต้องแต่งเข้ามาทำเป็นเล่นตัวดัดจริตไม่เข้าเรื่อง!”
ถังฉือเย่หันไปพูดเบาๆว่า “เจ้ายังจะมากังวลเรื่องข้าอีก ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เจ้าคิดว่าคนอย่างเมิ่งซื่อหยางจะปกป้องเจ้าเหรอ?”
สีหน้าของถังสุ่ยจือเปลี่ยนอย่างฉับพลัน และเมื่อเข้าไปในที่ว่าการอำเภอแล้ว ถังสุ่ยจือก็ถูกพาตัวไปทันที หยางซื่อเห็นว่าไม่มีบุคคลภายนอกแล้วนางจึงพูดออกมาด้วยความโกรธ
“คนอย่างเมิ่งจื่อหยางก็เป็นแค่เด็กคนที่มีกินมีใช้เพราะมรดกของพ่อแม่ช่างเป็นคนโง่จริงๆ ฟังคำคนไม่รู้เรื่อง ไม่ว่าพูดดีๆหรือพูดด้วยวาจาหยาบคายก็ไม่ฟัง ช่างน่าโมโหนัก!”
แล้วตอนนั้นเองถังฉือเย่คุกเข่าลงพลางพูดด้วยเสียงที่หนักแน่นว่า “ขอบใจฮูหยินเป็นอย่างมาก เย่เอ๋อร์ซาบซึ้งเป็นที่สุด”
“อย่าพูดอะไรที่ดูห่างเหินกันเช่นนั้น เราสองคนก็ใช่คนอื่นคนไกลกัน” หยางซื่อบอกก่อนจะช่วยพยุงถังฉือเย่ให้ลุกขึ้น “แล้วต่อไปพวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”
ในขณะนั้นท่านเจ้าเมืองหลินได้เดินออกมาในห้องโถง หญิงสาวเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟังอีกหนึ่งรอบ ก่อนที่สวี่เวิ่นชู่พูดขึ้นว่า
“เจ้าให้หรงเอ๋อร์มาเป็นคนฟ้องร้อง แล้วเจ้ามีแผนอะไรต่อ?”
“คนผู้นี้…ข้าได้ยินมาว่าเป็นคนของตระกูลเมิ่งแห่งเฉียนถัง” หยางซื่อตอบ “ถ้าให้ดีอย่าใช้กำลังไปสู้กับตระกูลที่มีอำนาจเช่นนี้เลย มาลองดูซิว่าจะหาคนมาช่วยพูดไกล่เกลี่ยได้หรือไม่”
“คนพวกนี้เป็นคนไม่มีเหตุผล ข้ากลัวว่าจะไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จน่ะสิ คงจะจดจำความแค้นในครั้งนี้ไว้แล้ว แต่ทุกคนก็อย่าได้ร้อนรนไป ข้ามีวิธีที่จะทำให้ตัวเองเป็นอิสระ ท่านเจ้าเมืองก็จะได้ตัดสินด้วยความเป็นธรรมอย่างแน่นอน”
“เจ้ามีวิธีอะไรงั้นเหรอ?” ท่านเจ้าถามรีบถาม ก่อนที่ถังฉือเย่จะเล่าแผนการของตัวเองออกมา หลังจากนั้นบรรยากาศภายในห้องโถงแห่งนั้นก็เงียบเสียงลง ถังฉือหรงคิดใคร่ครวญพลางหันไปมอง สวี่เวิ่นชู่ที่พูดออกมาว่า
“ข้าว่าแผนการของเจ้าไม่เลว…เป็นไปได้!”
“เพียงแต่วันพรุ่งนี้ เราจะต้องพิจารณาคดีต่อหน้าผู้คนเท่านั้น เมิ่งจื่อหยางเป็นคุณชายที่รักหน้าตาและชื่อเสียง ยิ่งผู้คนเยอะมากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งไม่กล้าผิดคำพูดอย่างแน่นอน”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องง่าย ไม่มีอะไรยากเลย” ฉีจิงแทรก “ยกเรื่องนี้ให้เถ้าแก่เฉินจัดการดีกว่า เขาเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่”
“แต่ละคนมีวิธีของตนเอง ข้าว่าบอกกับหวางฮุยจินด้วยสักคำ”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะปรึกษาหารือกัน หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไป ถังฉือเย่ค้างคืนอยู่ที่ว่าการอำเภอในขณะที่ถังฉือหรงรีบกลับไปบ้านเพื่อเตรียมคำให้การและพยานอยู่ทั้งคืน
กระทั่งวันถัดมา ผู้คนมากมายตามท้องตลาดต่างพากันพูดถึงข่าวนี้ ว่ากันว่าคุณชายของตระกูลเมิ่งตั้งใจจะรับเจ้าของร้านเหล้าฟู่โช่วถังฉือเย่มาเป็นอนุภรรยา ถึงขนาดถูกจับตัวเข้าไปในคฤหาสน์ แต่แม่นางถังไม่เพียงแต่จะไม่ยอมตกลง นางยังฟ้องร้องคุณชายตระกูลเมิ่งกลับอีกด้วย และวันนี้จะพิจารณาคดีต่อหน้าผู้คนที่ที่ว่าการอำเภอ
ความจริงแล้วเมิ่งจื่อหยางมาอยู่ที่ฉินโจวยังไม่ถึงครึ่งปี นอกจากมาทำการค้าขายแล้ว ก็ไม่ได้มีใครรู้จักคุณชายเมิ่งผู้นี้มากนัก แต่สำหรับร้านเหล้าฟู่โช่วและร้านเหล้าตระกูลถังนั้นในช่วงนี้ก็มีชื่อเสียงไปทั่ว ผู้คนในเมืองก็ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก
ดังนั้นข่าวซุบซิบนินทาที่เกี่ยวกับชายหญิงแบบนี้จึงดึงดูดผู้คนเป็นอย่างมาก และใช้เวลาไม่นานนักก็ขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ จากหนึ่งคนก็กลายเป็นสิบ จากสิบกลายเป็นร้อยอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกันนั้นเองเจ้าหน้าที่ของทางการก็ได้ไปที่หมู่บ้านจวี้เป่าเพื่อพาตัวพยานสองคน ในครอบครัวของถังสุ่ยจือ ท่านย่าซุน รวมทั้งท่านหัวหน้าประจำตระกูลและหลี่เจิ่งตรงไปที่ว่าการอำเภอ และยังมีท่านอาสี่ตระกูลถังและเฉินฉางหยวนรวมทั้งชาวบ้านจำนวนหนึ่งต่างตามไปพร้อมกันด้วย
ผู้คนหลายสิบชีวิตที่ชักขบวนเดินไปกับเจ้าหน้าที่ของทางการบวกกับข่าวลือเมื่อคืน จึงทำให้มีคนจำนวนมากรีบเดินตามไปเพราะอยากรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ โดยเฉพาะพวกเถ้าแก่จากโรงเหล้าและร้านอาหารก็ยิ่งให้ความสนใจเข้าไปใหญ่ ไม่พวกเขาไปด้วยตัวเองแต่ยังให้ลูกน้องไปดูแทนและต้องได้ข่าวมาเป็นคนแรก
ทุกคนรออยู่อย่างใจจดใจจ่อ หลังจากนั้นไม่นานนักเจ้าเมืองหลินก็ได้เข้ามาที่ห้องพิพากษาปล่อยให้ด้านนอกมีผู้คนล้อม พยายามชะโงกหน้าเข้ามามองเป็นจำนวนมาก
ท่านเจ้ามองกระแอมนิดหนึ่ง เจ้าหน้าที่เริ่มพูดขึ้นว่า “ถังฉือหรงแห่งหมู่บ้านจวี้เป่าได้มาฟ้องร้องถังสุ่ยจือที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันในข้อหาทำร้ายร่างกายน้องสาวของตนเอง เจ้าหน้าที่พาตัวถังฉือหรงและ ถังสุ่ยจือเข้ามา”
สิ้นเสียงถังฉือหรงที่เป็นโจทก์และถังสุ่ยจือซึ่งเป็นจำเลยต่างก็เดินเข้ามาในห้องพิจารณาโดยยืนแยกกันคนละฝั่ง
ถังฉือหรงมีนิสัยที่สุขุมหนักแน่น หลังจากที่คารวะสวี่เวิ่นชู่เป็นอาจารย์แล้ว เขาก็มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น โดยวันนี้เขาสวมชุดสีขาวทั้งชุด ดังนั้นเมื่อมองดูแล้วจึงดูเป็นผู้มีความรู้เป็นอย่างมาก ชายหนุ่มรีบทำความเคารพท่านเจ้าเมืองอย่างสุภาพ ผิดกับถังสุ่ยจือเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน นางจึงตกใจและตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก สีหน้าซีดเผือดแทบจะยืนไม่อยู่
ท่านเจ้าเมืองถามถังฉือหรงว่า “เจ้ามาฟ้องร้องถังสุ่ยจือในข้อหาทำร้ายร่างกายน้องสาวของเจ้า เหตุการณ์เป็นอย่างไร จงเล่ามาให้ละเอียด”
ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆว่า “เมื่อหลายเดือนก่อน น้องสาวของข้าถูกถังสุ่ยจือใช้แซ่ฟาดจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นไข้อยู่หลายวันแถมไข้ไม่ลดลงเลย นางสลบไปถึงสองวันสองคืนก็ยังไม่ฟื้น ข้าจึงไปเชิญท่านหมอประจำหมู่บ้านมารักษา ท่านหมอบอกว่าอาการนางหนักมาก จึงขอให้ท่านหมอช่วยฝังเข็ม หลังจากนั้นนางจึงฟื้นคืนสติก่อนจะพอกินน้ำข้าวต้มไปได้บ้างเล็กน้อย”
เขาพูดไปพลางสะอึกสะอื้นไป ถังฉือเย่ได้แต่นั่งฟัง นางจำเรื่องพวกนี้ไม่ได้เลยจึงได้แต่ขมวดคิ้วเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา โดยมีฉีจิงยืนอยู่ข้างๆ ทำสีหน้าเคร่งขรึม
ท่านเจ้าเมืองหลินพูดต่อไปว่า “เรื่องเมื่อหลายเดือนก่อน เหตุใดถึงได้มาฟ้องร้องเอาตอนนี้?”
“ตอนนั้นข้าและน้องสาวโชคดีมากที่รอดมาได้ พวกข้าดีใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่คิดที่อยากจะเอาเรื่องไปสักพัก คิดไม่ถึงว่าเมื่อวาน ถังสุ่ยจือที่ได้แต่งงานกับคุณชายเมิ่งแล้วจะบังคับให้น้องสาวของข้าแต่งงานกับสามีของนาง มิหนำซ้ำยังบังคับให้น้องของข้ามอบสูตรเหล้าฟู่โชว่และร้านเหล้าตระกูลถังให้กับพวกเขาอีกด้วย เดิมทีเหล้าฟู่โช่วก็มีสัญญาที่เขียนไว้อยู่แล้ว ร้านเหล้าตระกูลถังก็ได้รวมอยู่ในนั้นด้วย น้องสาวข้าจึงต้องปฏิเสธไปเป็นธรรมดา คิดไม่ถึงว่าถังสุ่ยจือและคนตระกูลเมิ่งจะบังคับให้น้องของข้าเข้าไปในคฤหาสน์ของพวกเขา แล้วยังบังคับให้เข้าเรือนหอ ข้าไม่มีทางเลือกจึงได้เข้าไปช่วยน้องของข้าออกมา”
ทุกคนที่ได้ฟังถ้อยคำของถังฉือหรงต่างก็รู้สึกตกใจไปตามๆกัน ชายหนุ่มพูดได้อย่างตรงไปตรงมา จึงเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก และยิ่งเพิ่มความน่าสงสารมากขึ้นเพราะเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายอยากได้สูตรเหล้าและร้านเหล้าของผู้อื่นแถมยังพยายามฉุดรั้งถังฉือเย่อีกด้วย”
ชาวบ้านต่างพากันโห่ร้องออกมาพร้อมกัน ท่านเจ้าเมืองหลินก็พูดขึ้นว่า “แล้วเจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”
“มีขอรับ” เขาตอบพลางหยิบกระดาษออกมาจากเสื้อจากนั้นก่อนจะมอบให้กับเจ้าหน้าที่ “ด้านในนี้มีคำให้การของท่านหมอประจำหมู่บ้านอยู่ ท่านหมอได้เขียนอาการของน้องสาวข้าอย่างชัดเจนเอาไว้ และมีคำให้การของคนในหมู่บ้านด้วยขอรับ ตอนที่น้องของข้ากลับมาในตอนนั้นทั้งตัวท่วมไปด้วยเลือด สลบไสลไม่ได้สติ คนในหมู่บ้านหลายคนก็เห็นและเป็นพยานให้ข้าได้ทั้งนั้น”
ถังฉือหรงคลี่กระดาษออก ด้านบนของกระดาษเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือจากการกลับไปที่หมู่บ้านของถังฉือหรงและขอให้ชาวบ้านช่วยกันประทับรอยนิ้วมืออยู่ทั้งคืน รวมทั้งยังมีคำให้การของท่านหมออีกหนึ่งฉบับ
ท่านเจ้าเมืองได้เชิญหมอประจำที่ว่าการเข้ามาเพื่อช่วยตรวจสอบ ทันทีที่ท่านหมอได้อ่านเรียบร้อยแล้ว เขาก็พูดด้วยความประหลาดใจว่า “บาดแผลหนักเช่นนี้ ยังสามารถฟื้นฟูร่างกายขึ้นมาได้ เป็นเรื่องยากจริงๆ”
ท่านเจ้าเมืองเหลือบมองดูเล็กน้อย จากนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วพูดเสียงเข้มว่า “ลงมือได้อย่างโหดเหี้ยมจริงๆ!”
แล้วตอนนั้นเองก็ปรากฏเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังชัดมาแต่ไกล พร้อมกับกระโจนฝ่าวงล้อมของประชาชนชาวเมืองเข้ามาในศาลาว่าการ…เมิ่งจื่อหยางนั่นเอง
“เหลวไหล! ท่านเจ้าเมืองเข้าข้างอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ไม่ใช่ว่าท่านรับเงินจากพวกเขาเพื่อที่จะบิดเบือนความจริงหรอกนะ” ชายหนุ่มพูดด้วยความโมโหสุดขีด
เจ้าเมืองหลินขมวดคิ้วมุ่น เริ่มไม่พอใจขึ้นมาอยู่ครามครัน จนคนที่อยู่ข้างๆเมิ่งจื่อหยางรีบห้ามเขาเอาไว้ก่อนจะพูดกล่อมว่า “คุณชาย… ท่านใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนไป!”
“ข้ากำลังพิจารณาคดีอยู่ยังไม่สิ้นสุด แล้วก็ยังไม่ได้ตัดสิน ข้าจะเข้าข้างอีกฝ่ายได้อย่างไร?”
เมิ่งจื่อหยางชะงักไปชั่วขณะ ผู้คนในห้องพิพากษาต่างพากันกระซิบกระซาบ ชายหนุ่มก็สะบัดมือของผู้ติดตามออก ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ถังฉือหรง
“ที่ถังฉือหรงพูดแบบนั้นก็เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามที่จะเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญแล้วพูดถึงแต่ประเด็นรอง ถังฉือเย่เป็นคนใช้ของบ้านข้าแท้ๆ ข้าจะทุบตีหรือจะฆ่ามันก็เรื่องของข้า เจ้าเป็นใคร ถึงกล้ามาฟ้องข้า!”
บทที่ 147 ไม่คู่ควรที่จะคิดกับเจ้าเช่นนั้น!
“คุณชายเมิ่ง ข้าขอถามหน่อยเมื่อวานท่านได้นัดเจอน้องข้าใช่หรือไม่?” ถังฉือหรงพูดอย่างถ่อมตน
ในขณะที่เมิ่งจื่อหยางจ้องมองกลับมาด้วยความโกรธราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ในดวงตา
“ถ้าเจอแล้วจะทำไม?”
“แล้วท่านได้เอ่ยปากว่าต้องการสูตรเหล้าฟู่โช่วและเหล้าของตระกูลถังใช่หรือไม่?” ชายหนุ่มถามต่อทันที ซึ่งคุณชายตระกูลเมิ่งก็ได้สวนกลับมาทันควันเช่นกัน
“ใช่แล้วจะทำไม?”
“น้องสาวของข้าปฏิเสธ ท่านจึงได้ให้คนมาพาตัวน้องข้าเข้าไปในคฤหาสน์ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริงหรือท่านจะปฏิเสธ?”
“ข้าเป็นคนสั่งให้พาตัวนางมาเองแล้วจะทำไม?” เมิ่งจื่อหยางตอบโดยไม่หวั่นกลัวต่อสิ่งใดทำราวกับว่าเขาไม่เกรงกลัวอะไรเพราะมีคนหนุนหลังอยู่
ชาวบ้านต่างพากันส่งเสียงดังอื้ออึง ผู้ดูแลเฝิงเห็นท่าไม่ดี พอสังเกตเห็นผู้เป็นนายกำลังจะพูดอะไรออกมาอีกก็รีบพุ่งเข้าไปหาพยายามห้ามเอาไว้อย่างสุดกำลัง ส่วนคนที่ติดตามมาก็ช่วยกันดึงเมิ่งจื่อหยางให้ลงมา ผู้ดูแลเฝิงกล่าวขอโทษต่อท่านเจ้าเมืองและเจ้าหน้าที่ก่อนจะถอนตัวออกมา
แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะตอนนี้การกระทำทุกอย่างของเมิ่งจื่อหยางนั้นทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างตกใจกันเป็นแถว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทางที่ดูเย่อหยิ่งและไม่เคารพต่อผู้ใดนั้นยิ่งทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มไม่พอใจ
แม้กระทั่งต่อหน้าท่านเจ้าเมือง เขาก็ยังกล้าพูดจาหยาบคายและโอหังอย่างนี้ แล้วยังจะมีเรื่องอะไรที่ไม่กล้าทำอีกเล่า ดังนั้นชาวบ้านต่างก็แสดงความไม่พอใจโวยวายออกมาทันที
ถังฉือเย่มองดูอย่างสนุกสนาน นางยังอยากที่จะเข้าไปร่วมกับพวกชาวบ้านด้วย แต่สีหน้าของฉีจิงดูเคร่งขรึมมากจึงยังไม่กล้าได้แต่เหลียวมองไปรอบๆ พอมั่นใจว่าไม่มีใครได้ทันสังเกตจึงแอบยื่นมือออกไป จากนั้นก็ดึงแขนเสื้อของเขาเล็กน้อย
“อาจิง?”
ฉีจิงเหลือบมองแวบหนึ่ง ด้วยสายตาที่เฉียบแหลมราวกับเป็นเสือดาวที่ถูกรุกล้ำอาณาเขตที่พร้อมจะเผยเขี้ยวเล็บอันแหลมคมออกมาทำร้ายผู้บุกรุก เพียงแต่ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็เก็บสายตาที่เฉียบคมนั้นไป พร้อมกับพูดขึ้นว่า
“เขาไม่คู่ควร”
“ไม่คู่ควรอะไร?”
“ไม่คู่ควรที่จะคิดกับเจ้าเช่นนั้น!”
“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว” ถังฉือเย่พูดกลั้วหัวเราะ “เมิ่งจื่อหยางก็คิดที่อยากจะได้สูตรเหล้าและเงินของข้าเท่านั้น เขาไม่ได้อยากแต่งงานกับข้าจริงๆหรอก”
“แบบนั้นก็ไม่ได้” เขาข่มเสียงให้เบาลง และพยายามระงับความโกรธเอาไว้ “อยากได้ของของข้านี่เขาเห็นข้าเป็นตอไม้หรืออย่างไร ถึงจะยอมปล่อยให้เขาทำอะไรได้ตามใจอย่างนี้”
ใบหน้าที่ทั้งดูเยาว์วัยและหล่อเหลาบวกกับสายตาที่เย็นชาและโกรธแค้นคู่นั้นของฉีจิงทำให้เขามีเสน่ห์อย่างแปลกๆ ทำให้ถังฉือเย่ลืมคิดไปเลยว่าอะไรคือ ‘ของของเขา’
ในยามนี้ฉีจิงดูน่าเกรงขาม ความกล้าหาญและความฮึกเหิมของเขาที่ซ่อนเอาไว้ในฝักดาบนั้นถูกดึงออกมาด้วยความเฉียบแหลม
ดูแล้วช่างน่าดึงดูดเสียเหลือเกิน…เขาน่าหลงใหลเกินไปแล้วสำหรับนาง!
ในระหว่างที่ถังฉือเย่กำลังจมจ่อมอยู่ในความคิดของตัวเองนั้น ชาวบ้านต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก ก่อนที่ท่านเจ้าเมืองหลินจะตะโกนออกมาอีกครั้งว่า
“เงียบหน่อย! เงียบ!”
เขาพูดอยู่หลายครั้ง ผู้คนจึงค่อยๆเงียบลง ท่านเจ้าเมืองจึงหันมาถามถังสุ่ยจือ “เรื่องที่ถังฉือหรงฟ้องร้องเจ้า เจ้ายอมรับหรือไม่?”
ถังสุ่ยจือที่ยืนไม่ไหวนั่งลงไปกับพื้น จากนั้นก็พูดด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า “แต่ตอนนั้น…ตอนนั้นข้าได้ซื้อตัวนางไว้แล้ว ในเมื่อนางเป็นคนใช้ของข้า เหตุใดข้าจะตีนางไม่ได้”
เมิ่งจื่อหยางที่อยากจะพูดอะไรออกไปแต่ก็ถูกผู้ดูแลเฝิงห้ามเอาไว้ พร้อมกับกระซิบเบาๆให้อดทนฟังอย่างเงียบๆ แต่กระนั้นเขาก็ยังจ้องมองเจ้าเมืองหลินอย่างไม่ลดละ เพราะเขาคิดว่าท่านเจ้าเมืองต้องมองข้ามเรื่องนี้แล้วเข้าข้างถังฉือเย่อย่างแน่นอน…คิดไม่ถึงว่าท่านเจ้าเมืองจะพูดขึ้นว่า
“การเฆี่ยนตีญาติพี่น้องหรือคนในหมู่บ้านเดียวกันกับการเฆี่ยนตีคนใช้ มันก็ต่างกันอยู่แล้ว เจ้าบอกว่าได้ซื้อตัวนางมาแล้วได้ตกลงกันหรือไม่ว่าจะให้นางเป็นทาส?”
ถังสุ่ยจือรีบพูดขึ้นว่า “ใช่เจ้าค่ะ ตกลงกันแล้วว่าจะให้นางเป็นคนใช้”
“มีใครสามารถเป็นพยานได้บ้าง?”
“ครอบครัวของข้า คนในหมู่บ้าน ล้วนแล้ว…ล้วนแล้วแต่สามารถเป็นพยานได้ทั้งสิ้นเจ้าค่ะ!”
จังหวะนั้นผู้ดูแลเฝิงก็ก้าวขึ้นไปด้านหน้า “ข้าน้อยเป็นผู้ดูแลบ้านของตระกูลเมิ่ง คนผู้นี้เป็นภรรยารองของคุณชายเมิ่ง นางไม่มีความรู้ ไม่รู้กฎหมาย ข้าน้อยขอว่าความแทนนาง”
เมื่อท่านเจ้าเหมืองหลินตอบรับสั้นๆ ผู้ดูแลเฝิงพูดต่อ “เมื่อครู่เขาผู้นี้” ชี้ไปที่ถังฉือหรง “ได้เบี่ยงเบนประเด็นสำคัญแล้วพูดถึงแต่ประเด็นรองจริงๆขอรับ เรื่องจริงก็คือคุณชายของข้าได้รับถังสุ่ยจือมาเป็นภรรยารอง แต่ก่อนที่ถังสุ่ยจือจะแต่งงานเข้ามา ครอบครัวของนางก็อยากที่จะซื้อสาวใช้เพื่อมาดูแลรับใช้ ในราคาสิบตำลึงโดยตกลงซื้อถังฉือเย่ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน หรือก็เป็นน้องสาวของคนผู้นี้ แต่เมื่อซื้อมาแล้ว ถังฉือเย่กลับไม่เชื่อฟังไม่สามารถสั่งสอนได้ และเข้ามาทำร้ายเจ้านาย ถังสุ่ยจือที่ใจร้อนไปหน่อย จึงเฆี่ยนตีนางไปไม่กี่ครั้ง ไม่ได้สาหัสอะไรเลย ไม่อย่างนั้นแม่หญิงผู้นี้คงจะไม่ฟื้นตัวเร็วขนาดนั้นหรอก”
“เจ้าบอกว่าซื้อนางมาเป็นทาส มีหลักฐานหรือไม่?”
“มีขอรับ ข้ามีสัญญาและพยานมายืนยัน” พูดเสร็จเขาก็เอาสัญญายื่นให้เจ้าหน้าที่ เมื่อท่านเจ้าเมืองได้อ่านแล้วก็เรียกให้พยานเข้ามาในห้อง
พยานผู้นี้ความจริงแล้วเป็นเพื่อนบ้างที่อยู่ข้างๆคฤหาสน์ตระกูลถังนั่นเอง ส่วนคนทั้งสองเดินเข้ามาในห้องพิจารณาอย่างกล้าๆกลัวๆ เป็นท่านย่าซุนและถังอันเฉิง
ทุกคนในห้องนั้นคิดไม่ถึงว่าจะมีการพลิกแผนแบบนี้เกิดขึ้น จึงต่างพูดกันเสียงอื้ออึง เพราะถ้าหากซื้อตัวมาเป็นทาสจริงๆ สถานะระหว่างคนธรรมดากับทาสนั้นต้องต่างกันอยู่แล้วเพราะคนที่เป็นทาสจะถูกปฏิบัติไม่ต่างจากสัตว์ การเฆี่ยนตีจึงถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงอะไร เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเจ้าของร้านเหล้าตระกูลถังจะเป็นทาสจริงๆ แล้วอย่างนี้ฮูหยินของท่านเจ้าเมืองยังทำการค้าขายกับนางอีกเหรอ
เสียงกระซิบกระซาบนั้นทำให้เมิ่งจื่อหยางก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างมาก เพียงแค่ขึ้นชื่อว่าเป็นทาสที่หลบหนีก็ไม่ต้องกลัวว่าถังฉือเย่จะสามารถพลิกกลับมาชนะได้แล้ว เพราะอย่างมากพวกเขาก็สามารถฟ้องถังสุ่ยจือได้ว่าเฆี่ยนตีนางโดยไร้เหตุผล อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้ตายเสียหน่อย การฟาดด้วยกระบองยี่สิบสามสิบครั้งก็ถือว่าสูงสุดแล้ว
เมิ่งจื่อหยางได้คิดใคร่ครวญมาเรียบร้อยแล้ว และถ้าหากท่านเจ้าเมืองหลินตัดสินแบบนั้นจริงๆ เขาก็ไม่จำเป็นต้องต่อสู้อีก ปล่อยให้ถังสุ่ยจือถูกตีสักยกสองยก ถังฉือเย่ก็คงจะพอใจและสงบลงมาได้บ้าง แล้วหลังจากนี้ถังฉือเย่คงจะไม่กล้างัดข้อกับเขาได้อีก
แต่ถังฉือหรงกลับพูดขึ้นว่า “สัญญานั้นถูกเขียนขึ้นมาโดยชาวบ้านกันเอง จะเอามาเป็นหลักฐานได้อย่างไร น้องสาวของข้าที่เป็นชาวบ้านธรรมดา หากเพราะสัญญาฉบับนั้นฉบับเดียวแล้วต้องกลายมาเป็นทาส ข้าน้อยไม่ขอยอมรับ!”
ผู้ดูแลเฝิงพูดสวนทันที “หากพ่อหนุ่มถังไม่ยอมรับ อย่างนั้นก็ไปตรวจสอบได้ที่ที่ว่าการก็ได้”
พอพูดถึงตอนนี้ ไม่เพียงแต่เมิ่งจื่อหยางจะได้ใจ แม้กระทั่งผู้ดูแลเฝิงก็รู้สึกได้ใจขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน เมื่อวานพวกเขาได้รีบไปแก้ทะเบียนรายชื่อของคนในบ้าน ณ ที่ศาลาว่าการแล้ว เดิมทีคิดว่าท่านเจ้าเมืองหลินจะขัดขวาง คิดไม่ถึงว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นการกระทำของพวกเขาจึงรวดเร็ว แม้กระทั่งท่านเจ้าเมืองหลินก็ยังตามไม่ทัน
ด้วยเหตุนี้ในการพิจารณาวันนี้นั้นพวกเขามีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าจะชนะคดี
ท่านเจ้าเมืองหลินได้ให้คนส่งทะเบียนรายชื่อของคนในบ้านตระกูลเมิ่งมา เมื่อเห็นรอยหมึกที่บันทึกลงไปยังสดใหม่อยู่ เขาก็พูดขึ้นว่า “เพิ่งจะบันทึกเมื่อวาน เหตุใดถึงได้ยืดเยื้อให้นานเช่นนี้?”
“ในบ้านมีเรื่องวุ่นวายหลายเรื่อง ข้าเลยลืมไปชั่วขณะขอรับ” ผู้ดูแลเฝิงพูดด้วยความเย่อหยิ่ง ท่านเจ้าเมืองหลินพยักหน้า ก่อนจะวางทะเบียนรายชื่อลง
“ในเมื่อถังฉือเย่เป็นทาสของตระกูลเมิ่งแล้ว…”
ในขณะที่ท่านเจ้าเมืองกำลังพูดกลับมีเสียงคนพูดดังออกมา “ช้าก่อนขอรับท่านเจ้าเมือง!”
ท่านเจ้าเมืองหลินหยุดชะงักในทันที จากนั้นก็เห็นถังฉือเย่เดินขึ้นมาพลางคุกเข่าลงแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าน้อยถังฉือเย่ เป็นคนที่เขาบอกว่าเป็นทาสที่หลบหนีของตระกูลเมิ่ง”
“เจ้ามีอะไรที่อยากจะพูดหรือ?”
“ข้าน้อยคิดว่า เรื่องทาสที่หลบหนี ต้องมาปรึกษาพูดคุยกันหน่อยแล้ว”
ผู้ดูแลเฝิงขมวดคิ้ว “ตัวอักษรบนกระดาษขาวเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน แล้วยังจะมาคุยอะไรกันอีกเห็นได้ชัดว่าเจ้ากำลังเล่นลิ้นอยู่!”
“อย่าเพิ่งใจร้อนไป” ถังฉือเย่พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูนิ่งเรียบ “ข้าขอถามท่านเจ้าเมือง การซื้อขายทาสยึดสัญญาเป็นหลัก หรือทะเบียนบันทึกรายชื่อจากที่ว่าการเป็นหลักหรือเจ้าคะ”
“ประเทศนี้มีกฎมีเกณฑ์ แน่นอนว่าต้องยึดตามทะเบียนของที่ว่าการอยู่แล้ว โดยเฉพาะการที่เปลี่ยนจากคนธรรมดามากลายเป็นทาสเช่นนี้” ท่านเจ้าเมืองหลินพูดด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม ถังฉือเย่จึงหันไปถามเมิ่งจื่อหยางว่า
“คุณชายเมิ่ง ข้าขอถามหน่อยว่าท่านยึดสัญญาหรือทะเบียนจากที่ว่าการเป็นหลัก?”
ในใจของเมิ่งจื่อหยางไม่มีความกังวลใดๆ เขาพูดออกมาเสียงดังว่า “แน่นอนว่าต้องเป็นทะเบียนจากที่ว่าการอยู่แล้ว ใครจะไม่รู้ล่ะว่าหนังสือสัญญาเป็นเพียงก้าวบันได ส่วนคดีมีไว้ให้ชนะ”
“ดีมาก” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใสและชัดเจน “ในสัญญาระบุไว้เป็นเดือนเมษายน แต่ในทะเบียนกลับเพิ่งจะบันทึกเป็นเมื่อวาน ถึงแม้ว่าท่านเจ้าเมืองและคุณชายเมิ่งจะบอกว่ายึดตามทะเบียนจากที่ว่าการเป็นหลัก อย่างนั้นก็หมายความว่า ยึดตามเมื่อวานเป็นหลักใช่หรือไม่?”
เมิ่งจื่อหยางรู้สึกว่าชักจะไม่ชอบมาพากลเล็กน้อย แต่เมื่อลองคิดดูแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรจึงพูดอย่างอวดดี “แล้วมันจะทำไมล่ะ อย่างไรเสียก็ได้บันทึกลงไปแล้ว เจ้าก็คือทาสของข้า จะไปซักถามถึงวันเวลาเพื่ออะไรกัน?”
แล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่พูดออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “คงต้องบอกให้คุณชายเมิ่งรู้เสียหน่อยแล้ว ครอบครัวของพวกข้า ได้แยกครอบครัวตั้งแต่เดือนมิถุนายนแล้ว ตอนนี้ผู้นำของครอบครัวข้าคือถังฉือหรง แต่ในสัญญานั้นระบุว่าบ้านสามแห่งตระกูลถังซึ่งไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้าเลยแม้แต่น้อยน่ะสิ!”
บทที่ 148 เก่งลับหลัง
สิ้นคำพูดของถังฉือเย่ เมิ่งจื่อหยางก็นิ่งไปราวกับถูกหมัดชกเข้าที่ใบหน้า ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง เป็นเวลานานก่อนที่เขาได้สติกลับมา เขาพูดพึมพำกับตัวเองว่ายึดตามทะเบียนจากที่ว่าการเป็นหลัก และฉบับที่ว่าการก็คือเมื่อวาน แต่หญิงสาวแยกครอบครัวกันตั้งแต่เดือนหกแล้ว?
ทันใดนั้นเมิ่งจื่อหยางก็นึกบางอย่างออกเขาพูดโพล่งทันที “แม้ว่าจะแยกครอบครัวแล้วมันอย่างไร เพราะถึงอย่างไรพวกเจ้าก็ยังเป็นคนตระกูลเดียวกันอยู่ดี!”
ถังฉือเย่อมยิ้ม ก่อนที่หลี่เจิ่งเดินเข้ามา แล้วยื่นเอกสารการแยกครอบครัวรวมทั้งเอกสารที่ทางการได้จัดทำขึ้นในตอนนั้นขึ้นมา โดยปกติแล้ว ชาวบ้านธรรมดาแยกครอบครัวไม่จำเป็นต้องทำสัญญาที่ที่ว่าการอำเภอ เพียงแค่แบ่งที่ดิน แบ่งสิ่งของกันเองก็ได้แล้ว แต่ตอนนั้นท่านย่าซุนกลัวว่าจะเข้าไปพัวพันกับคดีของถังฉือเย่ ดังนั้นการแยกครอบครัวของนาง พวกเขาจึงได้ย้ายครอบครัวนางออกไปจากทะเบียนบ้านอย่างเป็นทางการ และในเมื่อย้ายออกมาแล้ว เช่นนั้นครอบครัวของถังฉือเย่ก็กลายเป็นครอบครัวที่แยกออกมาจากตระกูลถัง และตอนนี้ก็ไม่ได้มีบ้านที่สามตระกูลถังอยู่แล้ว พูดง่ายๆก็คือบ้านสี่ตระกูลถังได้ถัดลำดับขึ้นมา ถังหย่งหมิงจึงกลายเป็นบ้านสามแทนโดยปริยาย
ฉะนั้น…ลูกสาวคนโตของบ้านสามตระกูลถัง ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ถังฉือเย่อีกแล้ว!
และตามกฎของต้าเยี่ยนแล้ว ถึงแม้ว่าจะขายถังฉือเย่อีกครั้งก็มีเพียงถังฉือหรงซึ่งเป็นเสาหลักเท่านั้นที่จะขายนางได้ ท่านย่าซุนไม่มีสิทธิ์นี้อีกต่อไป หนังสือสัญญาที่เขียนชื่อและประทับลายมือไว้จึงเป็นเพียงกระดาษไร้ค่าใบหนึ่งเท่านั้น
การพลิกคดีในครั้งนี้ ทำเอาเมิ่งจื่อหยางมึนงง เมื่อลูกน้องแต่ละคนเมื่อเข้าใจก็พากันตกตะลึงในทันที ใครจะไปคาดคิดว่าจะมีคนเอาเรื่องวันเวลาจากหนังสือสัญญามาพูดอ้างได้ ใครใช้ให้คนตระกูลเมิ่ง รีบไปทำสัญญากับทางการล่ะ หากยืดเวลาเรื่องการทำสัญญาทะเบียนเป็นเดือนกัน เมื่อพวกเขาทำสัญญาก่อนที่นางจะแยกครอบครัว เช่นนั้นถังฉือเย่ก็หนีไปไหนไม่ได้แล้ว…ถังฉือเย่ช่างเป็นผู้หญิงที่โชคดีจริงๆ!
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเย่เอ๋อร์จะไม่เป็นไร เย่เอ๋อร์คือสาวน้อยผู้โชคดีในสิบลี้นี่อย่างไรล่ะ” คุณนายโจวพูดด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด ทุกคนด้านนอกที่ได้ยินคำพูดของนางต่างก็ร้องเสียงดังอื้ออึง
“ที่แท้นางก็คือหญิงสาวผู้โชคดีคนนั้น”
“ข้าเคยได้ยินมาว่าที่ที่นางอยู่นั้น จู่ๆบ่อน้ำที่เหือดแห้งก็กลับมีชีวิตขึ้นมา”
ท่านเจ้าเมืองเมื่อได้ยินเสียงดังก็พูดเตือนเสียงเข้ม “พวกเจ้าเงียบหน่อย…” ก่อนหันมาพูดกับถังฉือเย่ “ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล หากยึดเอาทะเบียนทางการเป็นหลัก เช่นนั้น ‘ลูกสาวคนโตของบ้านสาม’ ก็ไม่ใช่เจ้าแล้ว”
เมิ่งจื่อหยางเริ่มเห็นข้อสรุปในคดีนี้อย่างชัดเจน เขาก็ไม่มีอะไรจะเถียงต่อได้แต่ยืนนิ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อและเดินจากไป
ผู้ดูแลเฝิงและคนอื่นๆก็รีบตามไปทิ้งถังสุ่ยจือเอาไว้ตรงนั้น ถังสุ่ยจือตกใจมากรีบวิ่งตามไปพลางร้องเรียก
“ท่านพี่ ท่านพี่ ผู้ดูแลเฝิง รอข้าก่อน พวกท่านไปกันหมดแล้วข้าจะทำอย่างไร!?”
ถังฉือเย่ได้แต่มองด้วยความเวทนาอยู่ลึกๆ ความจริงแล้วนางเพียงแค่จะป้องกันตัวเองไม่ได้ตัดสินใจว่าจะจัดการกับถังสุ่ยจืออย่างไร เพราะสำหรับนางแล้ว ถังสุ่ยจือก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งในยุคสมัยนี้ที่ทำอะไรตามอย่างที่คิดเท่านั้น สำหรับแค้นที่ทุบตี ถึงอย่างไรเสียคนที่โดนทุบตีก็ไม่ใช่นางจริงๆ จึงไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย จะให้โกรธก็โกรธไม่ลง
ถังฉือเย่ยืนดูอยู่นิ่งๆเมื่อถังสุ่ยจือเห็นว่าเมิ่งจื่อหยางไปแล้วจริงๆ นางก็ร้องไห้ออกมาทันทีก่อนจะมาจ้องมองมาที่ถังฉือเย่อย่างอาฆาตแค้น
หญิงสาวดึงแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่สนใจ ท่านเจ้าเมืองหลินจึงตัดสินไปตามรูปคดี ซึ่งเมื่อถูกถามเรื่องการทุบตีถังฉือเย่ ถังสุ่ยจือก็ลนลานพลางรีบพูด
“ข้าไม่ได้ตีนาง ข้าไม่ได้ทำ ชาวบ้านเหล่านั้นต้องช่วยนางแน่ นางเปิดร้านเหล้า และยังทำเหลียงเฟิ่นอะไรนั่นอีก บุญคุณเล็กๆน้อยๆก็ซื้อคนพวกนั้นไว้ คนพวกนั้นก็ต้องช่วยนางอยู่แล้ว”
ทันทีที่ได้ยินคำให้การของถังสุ่ยจือคนเหล่านั้นก็ทนฟังไม่ได้อีกต่อไป เฉินฉางหยวนกล่าวว่า
“แม้พวกเราจะพวกเราติดหนี้บุญคุณถังฉือเย่จริง แต่ครอบครัวพวกเจ้าก็มาเรียนทำเหลียงเฟิ่นทำฟองเต้าหู้กับแม่นางถังด้วยไม่ใช่หรือ แต่พวกเราไม่กล้าโกหกท่านเจ้ามืองเพียงเพราะเรื่องนี้หรอก ตอนที่แม่นางถังถูกหามกลับไปนั้นชุดของนางล้วนเต็มไปด้วยเลือด ผู้คนมากมายในหมู่บ้านก็เห็นกับตา ต่อมาเมื่อแบกกลับไปที่บ้าน ท่านหมอก็ได้มาตรวจและมีคนมากมายที่ส่งข้าวส่งไข่ไก่ไปให้ ข้อเท็จจริงนี้ ปิดบังไม่ได้ ใครๆก็รู้ก็เห็นกันทั้งนั้น”
ถังสุ่ยจือตั้งท่าจะโต้เถียงถังเหล่าฮั่นก็ก้าวขึ้นมาด้วยตัวที่สั่นเทา พลางคุกเข่าลงกับพื้น “ท่านเจ้ามือง วันนั้นข้าน้อยเป็นคนทุบตีถังฉือเย่เอง ท่านเจ้าเมืองโปรดลงโทษข้า ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง”
“เจ้าเป็นคนทุบตีหรือ เหตุใดจึงทำเช่นนั้น?”
“ข้า...” ถังเหล่าฮั่นชำเลืองมองถังสุ่ยจือที่ไม่ได้โต้แย้งอะไรนิ่ง “คือข้า…ข้าไม่อยากให้นางติดตามจือเอ๋อร์ เพราะกลัวว่านางจะทำให้จือเอ๋อร์ต้องอับอายขายหน้า”
ท่านเจ้าเมืองหลินหันไปถามถังสุ่ยจือ “เรื่องมันเป็นเช่นนั้นจริงๆงั้นรึ?”
ถังสุ่ยจือก้มหัวต่ำเป็นเวลานาน ก่อนจะพูดเสียงอุบอิบกับพื้นว่า “เป็นอย่างนั้นจริงๆเจ้าค่ะ”
สีหน้าของท่านเจ้าเมืองหลินเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าถังเหล่าฮั่นสองสามีภรรยานั้นเป็นคนซื่อสัตย์ หนึ่งเพราะรู้สึกผิด สองอาจจะเพราะความกลัว จึงได้ออกมายอมรับผิด แต่ก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ขึ้น พวกเขาก็ยังยืนอย่างมั่นคงอยู่หลังเมิ่งจื่อหยาง เหตุผลก็เพราะเตรียมเป็นพยานให้กับชายหนุ่มตระกูลเมิ่งอย่างไรล่ะ
ด้วยความสงสาร ท้ายที่สุดถังฉือหรงจึงอ้อนวอนให้ตีถังเหล่าฮั่นเพียงสิบครั้ง พร้อมกับให้ครอบครัวพวกเขาชดใช้ถังฉือเย่สิบตำลึงเท่านั้น
เมื่อการแสดงละครฉากนี้สิ้นสุดลง เหล่าบรรดาผู้ชมต่างก็ซุบซิบนินทาก่อนจะแยกย้ายกันไป ถังฉือเย่เดินออกมา นางสวมชุดผู้ชายพลางยิ้มให้กับฝูงชนแล้วพูดว่า “ข้าต้องขอบคุณทุกคนมากที่ช่วยให้ข้าได้รับความยุติธรรม หากไม่ใช่เพราะทุกคนอยู่ที่นี่ ตระกูลเมิ่งก็คงจะไม่ยอมแพ้ง่ายดายเช่นนี้เป็นแน่”
จังหวะนั้นหญิงสาวส่งสัญญาณกับคนข้างๆ ซึ่งเป็นพนักงานของร้านเหล้าให้รีบนำไหเหล้าเข้ามา ถังฉือเย่รินเหล้าสองสามชามพูดว่า
“ข้าเปิดร้านเหล้า และไม่มีสิ่งของอื่นใด ดังนั้นจึงอยากจะใช้เหล้านี้เป็นการขอบคุณ”
ชาวบ้านทุกคนต่างพยักหน้าซาบซึ้งในน้ำใจของนาง พลางสรรเสริญความกล้าหาญของถังฉือเย่ให้ขจรขจายไปในวงกว้าง
ท่านเจ้าเมืองหลินมองด้วยความเลื่อมใส สาวน้อยผู้นี้ถนัดเรื่องควบคุมจิตใจคนจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนมีคุณธรรมสูงส่งอย่างสวี่เวิ่นชู่ก็ยังปฏิบัติกับนางแตกต่างออกไป ถึงขนาดเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเอง
ครอบครัวของถังสุ่ยจือได้จากไปอย่างเงียบๆก่อนแล้ว หลังจากที่ถังฉือเย่ดื่มเหล้าขอบคุณเสร็จ นางก็กล่าวคำอำลากับทุกคน ทุกคนแยกรถกัน สวี่เวิ่นชู่ ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิ่งนั่งอยู่บนรถ คนอื่นๆมีนั่งรถบ้าง และก็มีเดินตามบ้าง
ในช่วงแรกยังไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งออกมาจากเมืองแล้วนั่นแหละท่านหัวหน้าตระกูลจึงสูดลมหายใจลึกๆ พลางกล่าวคำพูดที่มาจากใจจริง
“การกระทำของเราเมื่อครู่ มันช่างเปิดเผยเกินไปแล้ว”
ชายชราที่อยู่ข้างๆเองก็เห็นด้วย “ใช่แล้ว ยังทำเสื้อผ้า ทำรถเกวียน ข้าบอกแล้วว่าแบบนี้มันไม่สำเร็จ ทำให้เกิดปัญหา”
“ถูกต้อง แต่ข้าว่าตราบใดที่เราระมัดระวังตัวหน่อย ก็ไม่มีใครคอยจับตามอง ไม่เกิดเรื่องเช่นนี้อีก” หลายคนต่างแสดงความคิดเห็นออกมา เพราะไม่ว่าที่ไหนเมื่อใดก็ต้องมีคนที่เก่งลับหลังเช่นนี้อยู่เสมอ เรื่องราวทั้งหมดผ่านไปแล้วค่อยมาแสดงความคิดเห็น!
บทที่ 149 หากไม่ใช่เจ้าข้าก็ไม่แต่ง
สวี่เวิ่นชู่นั่งอยู่ในรถเกวียนคันเดียวกับท่านหัวหน้าตระกูล เขาเพียงแค่ฟังเฉยๆไม่ได้พูดแทรกอะไร ก่อนจะสบตากับฉีจิงโดยไม่ตั้งใจ
สีหน้าแววตาของชายหนุ่มตอนนี้นั้นให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังรอบางอย่างเกิดขึ้นอย่างใจเย็น สวี่เวิ่นชู่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยพลางเหลือบมองถังฉือเย่เล็กน้อย แล้วก็เห็นว่านางกำลังยิ้มพลางกล่าวว่า
“ท่านลุง คนของท่านกำลังแกล้งข้าเล่นงั้นรึ?”
เมื่อเห็นท่านหัวหน้าตระกูลสะอึก หญิงสาวจึงพูดต่อย่างไร้กังวล “เหล้าฟู่โช่ว เหล้าผลไม้ตระกูลถัง ก็วางอยู่ตรงนี้ มีเพียงแห่งเดียวในโลก มันเลี่ยงไม่ได้ที่พวกคนโลภจะอยากได้ หากข้าแอบซ่อน ท่านคิดว่าจะทำได้นานแค่ไหน คิดเหรอว่าคนรอบข้างจะไม่รู้ว่าเหล้าพวกนี้มาจากไหนในเมื่อต้องซื้อธัญพืชและผลไม้แต่ละครั้งเป็นถังๆ เหล้าก็ส่งเข้าออกเป็นไหๆ นี่เป็นเรื่องที่ปิดบังกันได้หรือ วันสองวันก็ยังพอปิดบังได้ แต่สามารถปิดบังไปได้ตลอดเดือนสองเดือนหรือ…เป็นไปไม่ได้แน่นอน”
ทุกคนเงียบกริบ เอาแต่นั่งฟังนางที่ยังคงพูดต่อ “เมื่อเผชิญกับผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ การเป็นคนต่ำต้อยและซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุด พึ่งพาแต่ความเห็นอกเห็นใจของผู้อื่น โดยคิดว่าอีกฝ่ายจะมาคุกเข่าขอร้องที่หน้าประตู หรือจะร้องไห้อ้อนวอนก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ความคิดเช่นนี้มันไร้เดียงสาเกินไป ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น ข้าขอถามหน่อยหากท่านล่าหมู่ป่าได้หนึ่งตัว และเจอคนแปลกหน้า ที่เขาบอกว่าตัวเองยากจน ร้องไห้อ้อนวอนให้มอบหมู่ป่าตัวนั้นให้ พวกท่านยังจะให้ไหม นี่ขนาดหมู่ป่าตัวหนึ่งยังเป็นถึงเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโรงเหล้าหรือร้านเหล้า
ดังนั้นสถานที่ปลอดภัยที่สุดก็คือการเอาตัวเองออกมาในที่สว่างต่อหน้าผู้คน เพื่อให้ทุกคนเห็นว่ามันที่แห่งนี้อยู่ และถึงตอนนั้นเมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็จะมีคนสังเกตเห็น เช่นนี้แล้วอีกฝ่ายก็จะต้องมองเห็นความเสี่ยงหลังจากเผยตัวออกมา จึงไม่กล้าก่อเรื่องลงมือง่ายๆ อย่างนี้จึงจะปลอดภัยกว่า”
คำพูดของถังฉือเย่ที่กำลังพูดกับท่านหัวหน้าตระกูลนั้นแม้ไม่ได้พูดถึงใคร แต่ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกอับอายราวกับกำลังถูกตบหน้าอย่างแรง ท่านอาสี่จึงพูดแทรกเพื่อเปลี่ยนเรื่องไปว่า
“เรื่องในวันนี้มันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย ทุกคนก็อย่าคิดมากกันเกินไป โชคดีแล้วที่ไม่มีอันตรายอะไรเกิดขึ้น”
คุณนายโจวกล่าวอย่างอดไม่ได้ “ข้ากลับคิดว่าเรื่องมงคลของอาเย่ก็ควรรีบตกลงไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากตกลงกันเร็ว ก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้แล้ว?”
“ท่านป้า” ถังฉือเย่พูดน้ำเสียงติดจะรำคาญอยู่หน่อยๆ “ท่านยังไม่เข้าใจที่ข้าพูดอีกหรือ เมื่อเผชิญหน้ากับผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเหตุผลอย่างท่าน ความคิดที่ว่าเราอยู่เฉยๆนิ่งๆไม่หาเรื่องใคร คนอื่นก็คงไม่มาหาเรื่องเราเช่นนั้น มันใช้ไม่ได้ อย่างข้าตอนนี้ก็เป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งในหมู่บ้าน เป็นหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ท่านว่าเมื่อคนอื่นคำนวณสิ่งที่อยู่ในมือข้า สิ่งแรกที่คนอื่นจะคิดคืออะไร?”
“กลอุบายในการทำให้เสียหาย หรือกลอุบายในการฆ่า!” ฉีจิงกล่าวนิ่งๆ
“ใช่! พวกเขาจะใช้กลอุบายนี้ทำให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือไม่ก็ไปลงมือกับฝ่ายชายโดยตรงซึ่งมันเป็นเรื่องที่รับมือยากใช่หรือไม่?”
หลายคนต่างอยู่ในความเงียบ คำพูดของนางแต่ละคำล้วนมีเหตุผลและถูกต้องที่สุด แม้แต่ท่านหัวหน้าตระกูลเองก็ยังพูดไม่ออกแล้วจะให้พวกเขาพูดอะไรล่ะ
ในตอนนี้ภายในใจของท่านหัวหน้าตระกูลนั้นสับสนเป็นที่สุด ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้โดนคนอื่นสั่งสอนเช่นนี้ แม้แต่เฉินฉางหยวนเองก็มองมานิ่งๆ กลัวว่าเขาจะไม่พอใจ แต่ความเป็นจริงท่านหัวหน้าตระกูลไม่มีอาการไม่พอใจเลยสักนิดเดียว
เด็กสาวผู้นี้ดูยิ่งใหญ่มีมุมมองที่กว้างไกล มองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างทะลุปรุโปร่งจนต้องยอมรับในความเหตุผลและความสามารถของนางด้วยความจริงใจ เช่นเดียวกับฉีจิง…ซึ่งก็เป็นอีกคนที่มองไม่ออก ทั้งที่อายุยังน้อย แต่กลับสามารถจัดการเรื่องราวได้อย่างสุขุมเยือกเย็น มีความสงบนิ่งภายในจิตใจ คงมีเพียงเขาแล้วล่ะที่จะปราบถังฉือเย่ได้
ในเย็นวันนั้นเมื่อถังฉือเย่กลับไปที่บ้านแล้ว นางก็ข่าวว่าถังสุ่ยจือกลับมาที่บ้านแล้ว ชาวบ้านพูดกันปากต่อปากว่าเมิ่งจื่อหยางไม่ต้องการนางแล้วจึงขับไล่ออกมาจากตระกูลเมิ่ง
เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจอะไรเลย เพราะถึงอย่างไรนี่นับเป็นครั้งแรกที่เมิ่งจื่อหยางอับอายต่อหน้าผู้คน สำหรับนายน้อยที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมมาตลอดชีวิต ทุกอย่างต้องราบรื่นตามที่คิดเสมอ แน่นอนว่าเขาจะต้องรับไม่ได้ และถังสุ่ยจือก็เปรียบเสมือนหลักฐานที่มีชีวิต เขายังจะเก็บนางไว้ให้เจ็บใจไปทำไมกัน
เมิ่งจื่อหยางช่างไม่ใส่ใจในการกระทำของตนเองเสียเลย แต่ถังฉือเย่จะทำอะไรได้ ไม่ใช่ว่านางไม่สนใจชีวิตคน แต่การจัดการเช่นนี้ในเมื่อการกระทำเช่นนี้สอดคล้องตามกฎเกณฑ์ที่สังคมกำหนด อนุภรรยาที่รับตัวเข้าไปแล้ว หากไม่ต้องการแล้วก็คือไม่ต้องการ ใครจะไปทำอะไรได้…ถังฉือเย่ขมวดคิ้วแน่น ฉีจิงสังเกตเห็นจึงถาม
“ไม่ต้องคิดมากแล้ว ข้าจะจัดการเอง”
“เจ้าจะจัดการอย่างไร?”
“คนประเภทนี้ คนรอบตัวเขาไม่ได้เป็นคนที่ซื่อสัตย์อะไร ซื้อสุ่มๆมาสักคนก็ได้แล้ว”
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อหาวิธีที่ดีไปกว่านี้ไม่ได้จึงพยักหน้าลงพลางตอบว่า “ตกลง…ทำอย่างที่เจ้าพูดก็ได้”
ชายหนุ่มเหลือบมองแวบหนึ่งพลางรีบถอนสายตาอย่างรวดเร็ว ผ่านไปสักพักหนึ่งก็กระแอมออกมา และจ้องมองนางอีกครั้ง
ถังฉือเย่หันกลับไปมองเขาไม่หลบตา และเป็นฉีจิงเองที่รีบเบือนหน้าหนี พลางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อาเย่…”
“หืม?”
“ความจริง ถ้าไม่อย่างนั้น พวกเราควรหมั้นกันไว้ก่อนไหม หากเขาอยากจะฆ่าคนอยากจะวางเพลิง ก็มาทำที่ข้า ข้าไม่กลัว ข้ารับมือได้”
“หมั้นอะไรกัน!” ถังฉือเย่พูดเสียงดัง “ใครจะแต่งกับเจ้า?”
ฉีจิงหันกลับมาในทันที สีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าไม่แต่งกับข้า เช่นนั้นเจ้าจะแต่งกับใคร?”
ถังฉือเย่มองเห็นดวงตาของเขาลุกโชนขึ้น หากนางไม่มีคำอธิบายที่น่าพอใจ เขาก็คงจะไม่ลดละแววตาดุดันคู่นั้นเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
“เจ้ากลัวว่าข้าเป็นสายลับประเทศศัตรูหรือ?”
ฉีจิงขมวดคิ้ว “อะไรนะ?”
นางขยับเข้าไปใกล้จ้องตานิ่ง “ข้าไม่ใช่สายลับประเทศศัตรูเสียหน่อย นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ระดับประเทศ เจ้าจะดุดันเช่นนี้ไปเพื่ออะไรกัน?” ว่าแล้วก็ตีไปที่หน้าผากของเขาทีหนึ่ง
“ปลอบข้าหน่อยเจ้าทำไม่เป็นหรือ?”
ชายหนุ่มผงะไปและทันใดนั้นความโกรธก็หายไป มือไม้อ่อนไปหมด ฉีจิงเงียบไปนานก่อนจะกระซิบเบาๆ ถามอย่างคนไม่มั่นใจตัวเองว่า
“ข้าต้อง…ปลอบอย่างไร?”
“ชมว่าข้าสวยยังไงล่ะ”
ฉีจิงสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะกลั้นใจพูดออกมาว่า “อาเย่สวยมากๆ หน้าตางดงามพริ้มเพรา เป็นสาวงามล่มเมือง”
ถังฉือเย่ยิ้มออกมาอย่างไม่อาจกลั้นอยู่ ฉีจิงจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก “แต่เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเลย?”
“ตอนนี้ข้ายังไม่รู้หรอกอาฉี พวกเราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ข้าชอบเจ้ามาก แต่เป็นความชอบแบบเพื่อน ข้ายังไม่มีความรู้สึกที่ ‘หากไม่ใช่เจ้าข้าก็ไม่แต่ง’ ในตอนนี้ ข้าไม่สามารถตัดสินใจอย่างขอไปทีได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบ”
ชายหนุ่มสกุลฉีนิ่งเงียบไปในทันที เขามองนางนิ่งๆ ในใจอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เลือกที่จะไม่พูด ผ่านไปพักใหญ่จึงลุกขึ้น หันหลังแล้วรีบเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง!
บทที่ 150 หญิงสาวผู้เพียบพร้อมย่อมเป็นที่หมายปองของชายมากมาย
ถังฉือเย่สูดลมหายใจเข้าลึกพลางถอยไปข้างหลังแล้วพิงแผ่นหลังกับเสาบ้าน หญิงสาวรู้ดีคงว่าฉีจิงรู้สึกไม่พอใจเองซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่างไรเสียในยุคสมัยนี้ ความคิดที่ว่า ‘ลองคบกันก่อน’ นั้นหามีไม่ หากคิดจะคบกันก็มีเพียงวิธีเดียวคือการแต่งงานกันไปเลย
ก่อนหน้านี้ฉีจิงคงคิดว่าเขากับหล่อนต่างเป็นคนรู้ใจกันแล้ว แต่ตอนนี้นางได้พูดออกไปอย่างชัดเจนแบบนั้น สำหรับเขาแล้วคงต้องรู้สึกน้อยใจและอึดอัดใจอย่างแน่นอน!
แล้วก็เป็นอย่างที่ถังฉือเย่คิดไว้จริงๆ เพราะตอนกลางคืนฉีจิงก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านหิน แม้แต่ตอนกลางวันก็ไม่ได้กลับมากินข้าว แม้ว่าตอนอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า สีหน้าแววตาของเขาจะยังดูเป็นปกติทุกอย่าง แต่กระนั้นหลายคนก็ยังสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง คุณนายโจวเอ่ยปากถามถึงสองครั้งว่า
“พวกเจ้าทั้งสองคนทะเลาะกันรึ?”
ถังฉือเย่อมยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “เปล่าเจ้าค่ะ?”
ฉีจิงเองก็บอกเบาๆเช่นกันว่า “เปล่า”
คุณนายโจวได้แต่ถอนหายใจดังเฮือก ส่วนเถ้าแก่เฉินเมื่อได้รู้เรื่องนี้แล้ว เขาก็หัวเราะออกมาไม่หยุด นึกในใจว่าสมัยก่อนฉีจิงชอบพูดว่าถังฉือเย่เป็นคนของเขา น่าขำที่ผลสุดท้ายแล้วนางกลับยังไม่ได้คิดจะแต่งงานด้วยเสียหน่อย
เถ้าแก่เฉินหัวเราะอยู่นาน จนฉีจิงเหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา จนเขาต้องรีบหยุดหัวเราะในทันที ก่อนจะพูดกล่อมด้วยท่าทางที่จริงจัง
“พ่อหนุ่มน้อยความจริงแล้วเจ้าไม่ต้องไปใส่ใจอะไรมากหรอก เมื่อในครอบครัวมีหญิงสาวที่เพียบพร้อมก็ย่อมมีคนหมายปองเยอะเป็นธรรมดา เจ้าคิดว่าการขอผู้หญิงแต่งงานเป็นเรื่องง่ายอย่างนั้นรึ?”
“ข้าเพียงแค่คิดไม่ถึงก็เท่านั้น” พ่อหนุ่มฉีรู้สึกน้อยใจมาก “ถ้าหากนางไม่รู้สึกอะไรกับข้า…”
“พูดอะไรอย่างนั้น!” เถ้าแก่เฉินรีบพูดตัดบท “เจ้าอย่าได้คิดแบบนั้นเป็นอันขาด เจ้าต้องคิดว่าต้องมุ่งไปที่เหล้าฟู่โช่วและร้านเหล้าตระกูลถังในมือนาง อีกอย่างนางก็เป็นคนที่ฉลาดมีความสามารถ สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ออกมาไม่มีหยุด นี่มันคือสมบัติอันล้ำค่าเชียวนะ เพื่อเงินแล้ว เจ้าต้องทำให้นางแต่งงานกับเจ้าให้ได้!”
ฉีจิงถลึงตาใส่เขาพูดเสียงดังว่า “ข้าไม่ได้ทำเพื่อสิ่งนั้น”
“เจ้าจะทำเพื่อสิ่งนั้นก็ดี หรือจะไม่ใช่ก็ช่าง อย่างไรเสียคนที่อยากจะขอนางแต่งงานก็มีเยอะแยะไป เจ้าต้องระวังให้ดี ลองคิดดูสิ พวกเจ้าก็รู้จักกันมาไม่ใช่น้อย ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันหลายครั้งหลายหน ข้าเชื่อว่าคงยากที่จะมีชายใดเข้ามาแทรกตรงกลาง”
ฉีจิงคร้านที่จะพูดอีกเขาจึงเปลี่ยนเรื่องที่พูดไปว่า “ฝั่งเมิ่งจื่อหยาง เป็นอย่างไรบ้าง?”
“จัดการเรียบร้อยแล้ว” เถ้าแก่เฉินพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “คุณชายที่ไร้ความสามารถแบบนั้น เพียงแค่เอาเงินมาล่อคนรอบข้างเขาหน่อย ทุกอย่างที่ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ เมื่อคืนก็ได้พาเขาไปที่ซ่องหร่วนหงเพื่อไปพบ ‘นางโลมที่มีชื่อเสียงที่สุด’ ไม่ต้องลงแรงอะไรก็ติดกับง่ายๆ โม่ชิงได้บอกแล้วว่าเขาชอบคุณชายที่โง่และมีเงินเยอะแบบนี้ หากมีงานแบบนี้อีกก็ขอให้บอก”
เถ้าแก่เฉินพูดพลางลุกขึ้น “มาๆ ข้าจะพาเจ้าไปดู การที่จะเอาใจผู้หญิงน่ะต้องลองถามพวกนางถึงจะถูก!”
ฉิจิงอยากที่จะปฏิเสธ แต่เขาก็ลังเลขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจไปกับเถ้าแก่เฉิน ซึ่งในขณะนั้นถังสุ่ยจือกำลังนั่งอยู่บนโรงน้ำชาข้างถนน
เดิมทีนางอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเมิ่งดีๆ มีคนคอยปรนนิบัติล้อมหน้าล้อมหลัง แต่เพียงไม่กี่วัน เพราะเรื่องฟ้องร้องในครั้งนั้นทำให้ต้องถูกไล่ออกมาจากตระกูล แล้วเหตุนี้จะให้ถังสุ่ยจือยินดีได้อย่างไร
ถึงแม้เมิ่งจื่อหยางจะอารมณ์ไม่ดีชอบทำร้ายนางอยู่เสมอ แต่ตระกูลเมิ่งก็ร่ำรวยนางจึงคุ้นเคยกับการที่มีเสื้อผ้าดีๆสวยงาม มีอาหารเลิศรสให้รับประทานมากมาย แม้กระทั่งจะกินข้าวใส่เสื้อผ้าก็มีคนมาปรนนิบัติรับใช้ แต่ตอนนี้ต้องกลับมาอยู่บ้านในชนบท นางจะรับอย่างไรไหว!
ถังสุ่ยจือเพียรไปที่คฤหาสน์ตระกูลเมิ่งอยู่หลายครั้ง แต่คนใช้ในตระกูลก็ไม่ยอมเปิดประตูให้นางเลยสักครั้ง หรือแม้กระทั่งเงินเล็กๆน้อยๆก็ไม่ได้หยิบยื่นให้ สุดท้ายนางจึงทำได้เพียงเฝ้าอยู่ที่โรงน้ำชาหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลเมิ่งเพื่อรอเวลาอันเหมาะสมเท่านั้น
ถังสุ่ยจือเฝ้าดูอยู่จนกระทั่งใกล้บ่า สายตาจึงมองเห็นรถม้าของตระกูลเมิ่งแล่นมาจากที่ไกลๆ หญิงสาวก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที นางรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผม จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปหาพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่คร่ำครวญ
“ท่านพี่! ท่านมาแล้ว!”
คนบังคับรถดึงเชือกให้ม้าหยุดลง ภายในรถเมิ่งจื่อหยางกำลังจะไปซ่องหร่วนหงเพื่อพบนางโลมชื่อจื่อหลิงใจจะขาด เขาจึงไม่มีเวลาไปสนใจนางเลยสักนิด
คนรับใช้ใกล้ชิดอวี๋เอ๋อร์รู้ดีเสมอว่าผู้เป็นเจ้านายต้องการอะไร ดังนั้นเขาจึงโบกมือไปมาแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องหยุดรถ หลังจากนั้นรถม้าจึงเคลื่อนไปข้างหน้าทันที
ถังสุ่ยจือร้อนใจ หน้าเสียทำอะไรไม่ถูก นางเองก็ไม่รู้ว่าไปเอาเรี่ยวแรงนี้มาจากไหนจึงกระโดดขึ้นไปเกาะบนรถม้า ครึ่งตัวห้อยอยู่กับคานรถพร้อมกับพูดอย่างโศกเศร้าว่า
“ท่านพี่! ข้าคือจือเอ๋อร์ของท่านไงเจ้าคะ ท่านสนใจข้าหน่อยเถอะ หากไม่มีท่าน จือเอ๋อร์จะอยู่ได้อย่างไร!”
ถังสุ่ยจือรู้จักนิสัยของเมิ่งจื่อหยางดี เขาเป็นพวกที่ชอบทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามจากภัยอันตราย
ดังนั้นท่าทีของนางก็ต้องดูตกต่ำและโศกเศร้าเป็นทุกข์ให้มากที่สุด
ด้วยน้ำหนักตัวของถังสุ่ยจือนั้นทำให้รถนั้นเอียงกระเท่เร่ คนบังคับรถม้าจึงรีบตะโกนเสียงดังลั่น พลางดึงเชือกให้ม้าหยุดเดิน จากนั้นก็ตะคอกออกมาว่า “เจ้าอยากตายอย่างนั้นรึ!”
สีหน้าของถังสุ่ยจือยังคงเปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตา นิ้วของนางยังคงเกาะกับตัวรถอยู่มองเห็นเลือดไหลออกมาไม่ขาดสาย
เมิ่งจื่อหยางรู้สึกรำคาญขึ้นมา เขากระชากผ้าม่านออก ถังสุ่ยจือจึงรีบเกาะขาของเขาเอาไว้แน่นก่อนจะร้องไห้แล้วพูดว่า “ท่านพี่! ข้าคือจือเอ๋อร์เองเจ้าค่ะ”
“ตัวซวย!” เมิ่งจื่อหยางก้มหน้าลงมาดูก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นพลางด่าออกมาแล้วเตะไปที่นางหนึ่งครั้งถังสุ่ยจือไม่ได้ป้องกันอะไรเลย ทันทีที่ถูกปลายเท้าของเขาเตะเข้าที่หน้าอกก็ร้องด้วยความตกใจ ก่อนจะล้มหน้าคะมำเท้าชี้ฟ้าล้มลงไปกับพื้น
คุณชายตระกูลเมิ่งมองดูด้วยหางตาก็เห็นละอองเลือดเปื้อนรองเท้าอยู่ก็บ่นพึมพำกับตัวเองว่า “เจ้าตัวซวย ทำให้รองเท้าของข้าเปื้อน อย่าให้ข้าเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้อีกเด็ดขาด ได้ยินหรือไม่!”
อวี๋เอ๋อร์รีบพูดขึ้นว่า “ขอรับนายท่าน!”
จากนั้นก็กระโดดลงมาจากรถม้า โบกมือให้คนบังคับรถออกเดินทางไปก่อน ก่อนที่เขาจะเดินมาที่ด้านหน้าของถังสุ่ยจือที่เจ็บจนลุกขึ้นมาไม่ไหว นางนั่งลงกับพื้นพลางร้องขอว่า
“อวี๋เอ๋อร์ เจ้าช้วยพูดกับคุณชายให้ข้าหน่อย ข้าคือจือเอ๋อร์นะ”
อวี๋เอ๋อร์หัวเราะออกมาพลางว่า “เจ้าคิดว่าคุณชายมองไม่เห็นหรือว่าเจ้าคือใคร ข้าคือจือเอ๋อร์เอง…” เขาเลียนแบบน้ำเสียงของนางพลางหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ “ที่คฤหาสน์มีทั้งจือเอ๋อร์เหลียนเอ๋อร์หงเอ๋อร์เยอะแยะมากมาย เจ้าจะไปมีค่าอะไร เรื่องเล็กๆยังทำไม่สำเร็จ เจ้ายังจะมีหน้ามาขวางรถไว้อีกรึ?”
“เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเสียหน่อย ข้าก็ทำตามที่คุณชายสั่งทั้งหมด”
“อย่ามาพูดอย่างนี้กับข้านะ” อวี๋เอ๋อร์เยาะเย้ย “คำพูดของคุณชายเมื่อครู่ เจ้าก็ได้ยินแล้ว คุณชายไม่ต้องการเจ้าแล้ว หากเจ้ายังมาก่อกวนอีกละก็…ชายที่มาจากหมู่บ้านของเจ้าชื่อว่าอะไรแล้วนะ เจ้ายังจำจุดจบของเขาได้หรือไม่?”
ถังสุ่ยจือก็นึกถึงถังหย่งฟู่ขึ้นมาในทันที…ขาทั้งสองข้างของเขาใช้การไม่ได้แล้ว ตอนนี้จึงทำได้เพียงนอนอยู่บนเตียงขยับไม่ได้ นางจึงตัวสั่นขึ้นมาในทันที เมื่ออวี๋เอ๋อร์เห็นว่านางเข้าใจพยักหน้าแล้วจึงตะคอกเสียงดัง
“เข้าใจก็ดี รีบไสหัวไป!”
“อวี๋เอ๋อร์!” ถังสุ่ยจือน้ำตาไหลเป็นทาง “ข้าจะไม่ร้องขอให้ตัวเองกลับไปอยู่ที่คฤหาสน์ แต่ข้าขอกลับไปเก็บของได้หรือไม่?”
“ของ?” อวี๋เอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้นพลางหัวเราะเสียงดังราวกับได้ยินเรื่องตลกชุดใหญ่ “ตอนที่เจ้าย้ายเข้ามา เงินสักสลึงก็ไม่มี ข้าวของในคฤหาสน์มีอะไรที่เป็นของเจ้าหรือ ข้าไม่ได้ให้เจ้าชดใช้เงินที่เจ้าใช้ไปในสองสามวันนี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว” พูดพลางชี้ไปที่นาง “สรุปคือหากข้าได้เห็นหน้าเจ้าอีก ข้าจะให้คนไปกรีดหน้าเจ้า ถอดเสื้อผ้าให้หมด แล้วโยนเจ้าเข้าไปในรังของขอทาน”
ถังสุ่ยจือตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว อวี๋เอ๋อร์จึงจะเอามือไขว้หลังแล้วค่อยเดินจากไป
หญิงสาวทั้งรู้สึกโกรธและเจ็บใจ ชาวบ้านที่อยู่รอบๆต่างพากันซุบซิบนินทาไม่ขาดสาย นางจึงพยายามฝืนลุกขึ้นจากพื้น แต่เมื่อนึกถึงเงินทองรวมทั้งหยกในห้องนอนแล้วก็เสียดาย นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ค่อยๆเดินตามหลังอวี๋เอ๋อร์ไป
การเคลื่อนที่ของรถม้านั้นไม่เร็วมาก ใช้เวลาไม่นานนักนางก็เห็นพวกเขาเข้าไปในซ่องหร่วนหง ถังสุ่ยจือรู้สึกอิจฉาริษยาทั้งสิ้นหวัง หากเมิ่งจื่อหยางหลงหญิงงามคนอื่นแล้ว เกรงว่าต่อไปความหวังของนางที่จะกลับเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลเมิ่งจะดับสูญ!
และในขณะนั้นเอง จู่ๆนางก็เห็นคนผู้หนึ่งที่รู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก ถังสุ่ยจือรีบแฝงกายหลบหลังต้นไม้ พร้อมกันนั้นก็มองเห็นชายสองคนเดินออกมาจากซ่องหร่วนหง พวกเขาพูดคุยกัน ก่อนจะเดินออกไป
ถังสุ่ยจือเบิกตากว้างในทันทีเป็นฉีจิง…ต้องใช่เขาแน่ๆ ไม่ใช่ว่าเขาคุยเรื่องแต่งงานกับถังฉือเย่ไปตั้งนานแล้วหรือ สุดท้ายแล้วก็มาที่ซ่องนางโลมจนได้!
หญิงสาวยิ้มเยาะ…ไม่มีผู้ชายคนไหนหรอกที่จะอดใจได้กับเรื่องอย่างนี้ ถังฉือเย่อายุยังน้อย เสน่ห์ยั่วยวนก็ไม่มีสักนิดจะไปมัดใจชายได้เสียที่ไหน
ความทุกข์ของถังสุ่ยจือหายไปในทันที จากนั้นก็ค่อยๆยิ้มมุมปาก เมิ่งจื่อหยางไม่ต้องการนางแล้วก็ช่างเถอะ ขอเพียงแค่จับฉีจิงได้ บางทีความสุขสบายอย่างเก่าอาจจะหวนกลับมาอีกครั้งก็เป็นได้!
จบตอน
Comments
Post a Comment