บทที่ 15 วาดฝัน
วังซื่อสะอึกไปในทันที ท่ามกลางความมืดแห่งราตรีที่มีเพียงแสงมีเหลืองนวลจากดวงจันทร์คอยส่องสว่างอยู่กลางผืนฟ้า ถังฉือเย่เห็นนางหายใจเข้าออกแรงๆอยู่หลายครั้ง ไม่นานก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นพร่ำพรรณนาออกมา
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร! ข้าเป็นเพียงผู้หญิงบอบบางคนหนึ่ง หรือต้องให้ข้าไปทะเลาะตบตีอย่างคนอื่นเขาเจ้าถึงจะพอใจ ทะเลาะไปก็ไม่มีประโยชน์ อย่างไรเสียเขาก็มีบุญคุณกับเรา ที่นี่ก็ยังเป็นบ้านหลังเก่าของตระกูลถังอีก หากเขามาจะให้ข้าขับไล่ไสส่งไปได้อย่างไร?”
วังซื่อร้องไห้หยดน้ำตาไหลอาบเต็มหน้าอย่างน่าเวทนา “อย่างไรเสียที่ข้ายอมแลกศักดิ์ศรีทำดีก็หวังเพียงให้เขาดูแลพวกเราให้ดีๆบ้างก็เท่านั้น หรือเพียงแค่อยากให้เขาไปพูดเรื่องดีๆของเราให้ท่านย่าของเจ้าฟัง เผื่อท่านย่าเจ้าจะได้เห็นใจเราบ้าง พวกเจ้าสองคนพี่น้องก็จะได้มีที่พึ่งพิงมิใช่หรือ
พวกเจ้าอายุยังน้อยและข้าก็ทำงานอะไรไม่เป็นอีกด้วย ข้าไม่อาจทนเห็นพวกเจ้าต้องตกต่ำไปนอนอยู่ข้างถนนได้หรอก หึ! เจ้าคิดว่าข้ามีความสุขงั้นรึ ไม่เลย! ข้าไม่มีทางเลือกต่างหาก อีกอย่างข้าก็เป็นแม่คนนะ ไม่ว่าจะลำบากยากเย็นเพียงใดข้าก็ต้องปกป้องพวกเจ้าทุกทาง”
ถังฉือเย่นิ่งงันไปเมื่อฟังคำพูดยาวเหยียดบอกถึงเหตุผลในการกระทำของวังซื่อ ไม่ง่ายเลยที่นางจะจำได้ด้วยว่าตัวเองเป็นแม่…น่าซาบซึ้งเสียจริง และหญิงสาวคงเชื่อสนิทใจหากไม่ใช่เพราะเคยเห็นสีหน้าระรื่นของนางแสดงออกมาเสียก่อน
ถังฉือเย่รอให้วังซื่อพล่ามจนจบ ก่อนจะพูดด้วยสุ้มเสียงที่เย็นชาว่า “ความคิดนี้ของท่าน…ข้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ท่านไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองกำลังทำมันผิดบ้างเลยหรือ” เมื่อเห็นวังซื่อชะงักไป นางจึงพูดต่อว่า
“ยอมแลกศักดิ์ศรี… ศักดิ์ศรีและหน้าตาของลูกผู้หญิงสำคัญแค่ไหนท่านรู้หรือไม่ ยอมแลกไปแล้วท่านไม่กลัวเหรอว่าจะไม่สามารถนำกลับมาได้อีก?”
วังซื่อเงียบกริบ ไม่ได้เอ่ยคำใด มีเพียงลมหายใจเท่านั้นที่ฟึดฟัดไม่สบอารมณ์ ถังฉือเย่สูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ท่านก็รู้ว่าท่านพี่ของข้าต้องสอบจอหงวน ชื่อเสียงนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะแปดเปื้อนมิได้เด็ดขาด หากว่าท่านเดินผิดไปเพียงก้าวเดียว ก็เท่ากับว่าเป็นตัวท่านเองที่ได้ตัดโอกาสไม่ให้เขาไปรับราชการ ถังฉือหรงเขาเป็นบุตรชายของท่านนะ ความสามารถของเขาแม้แต่เพื่อนร่วมสำนักยังเอ่ยปากชมกันทั้งนั้น
ถ้าหากเขาได้เป็นซิ่วฉาย เขาก็ไม่ต้องถูกบังคับให้ไปใช้แรงงาน เป็นหน้าเป็นตาให้วงศ์ตระกูล และที่สำคัญหากเขาเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีกก็จะได้เป็นขุนนาง บางทีอาจจะทำให้ท่านได้รับบรรดาศักดิ์ด้วยก็ได้ ท่านเองก็เคยพบปะผู้คนที่มีหน้ามีตา หรือว่าท่านไม่อยากเป็นเหมือนพวกเขาเหล่านั้น มีชีวิตที่สุขสบายร่ำรวย มีคนรับใช้คอยติดตาม?”
ตอนนี้วังซื่อเริ่มหายใจช้าลง เห็นได้ชัดว่าคำพูดพวกนี้ของถังฉือเย่ไม่สูญเปล่า น่าจะจับจุดนางถูกเสียแล้ว! เมื่อหยุดไปครู่หนึ่งหญิงสาวจึงพูดต่อ
“แต่ในทางกลับกัน ถังหย่งฟู่ผู้นั้นอายุเกือบจะสี่สิบอยู่รอมร่อ ดูแล้วก็ปาไปเกือบครึ่งอายุขัยของคน ทั้งแก่ทั้งน่าเกลียด ผมเผ้าก็ไม่เคยได้สระ ใบหน้าก็มีแต่ฝุ่นและรอยด่าง เขาเป็นผู้ชายที่สกปรกที่สุดในหมู่บ้าน อีกหน่อยในภายภาคหน้าหากท่านมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ให้เขามาเป็นคนลากรถยังไม่สมควรเลย แล้วท่านไปชอบอะไรในตัวเขา ที่หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้ล้วนแต่เป็นญาติพี่น้องที่สนิทกันทั้งนั้น ท่านคิดว่าพวกเขาจะไม่เห็นอย่างนั้นรึ?
หากเรื่องนี้หลุดออกไป เหอซื่อที่เป็นคนมีเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดนั้น เพียงแค่นางยกมือขึ้นมาก็สามารถตบตีท่านถึงตายได้ และที่สำคัญอารมณ์ของท่านย่าเป็นอย่างไรก็คงไม่ต้องให้ข้าพูด หากท่านโชคดีรอดไปล่ะก็ ชั่วชีวิตนี้ก็คงหนีไม่พ้นต้องมีโชคชะตาอย่างหมูในเล้าเป็นแน่”
ท่ามกลางความมืดนั้น ถังฉือเย่ซ่อนแววตาเย็นชาไว้ภายใต้คำพูดอ่อนโยนและจริงใจ “ข้านึกไม่ออกเลยจริงๆว่าเพราะเหตุผลอะไรถึงทำให้ท่านเลือกที่จะทิ้งอนาคตอันรุ่งเรืองมายุ่งกับตาแก่น่าสมเพชเช่นนี้ ท่านไม่รู้สึกขยะแขยงบ้างเชียวรึ?”
“ข้า..ข้า” วังซื่ออึกอัก ถังฉือเย่จึงผุดลุกขึ้น จากนั้นก็ใช้สายตาจับจ้องไปที่วังซื่อพร้อมกับพูดเสียงเข้ม
“ท่านแม่ ท่านฟังให้ดีนะ พวกเรามีเงิน มีข้าว ใช้ชีวิตได้อย่างสบายและจะยิ่งสุขสบายมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าไม่ต้องการชื่อเสียงอะไรของท่านหรอก หากท่านไม่ระวังตัวเยี่ยงนี้อีก นั่นก็หมายความว่าท่านยินดีที่จะทำลายครอบครัวของเราด้วยมือของท่านเอง
หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าก็คงทำได้เพียงให้ท่านพี่เชิญหัวหน้าวงศ์ตระกูลมาเป็นท่านพ่อแทนและตัดขาดความเป็นแม่ลูกกับท่าน แล้วก็ขับไล่ท่านออกนอกตระกูล เพื่อไม่ให้ท่านต้องมาทำให้ครอบครัวพบเจอกับความยากลำบากและจะไม่สามารถกลับมามีวันที่ดีได้อีก!”
หลังจากนั้นถังฉือเย่ก็เอนกายลงท่ามกลางความมืด ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ทั้งขู่และปลอบมีเท่าไหร่นางงัดเอาออกมาใช้จนหมด ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผลอยู่ไม่น้อย
วันนี้หญิงสาวแอบถามคนในตลาดมา จนรู้แล้วว่า ตอนนี้คือแผ่นดินของราชวงศ์ต้าเยี่ยนที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งได้ก่อตั้งประเทศมาเพียงร้อยกว่าปีเท่านั้น โดยมีหมิงเหยียนตี้เป็นฮ่องเต้พระองค์ที่หก แต่จากประวัติศาสตร์ตั้งแต่ราชวงศ์ถังเป็นต้นมาก็เปลี่ยนไปจากเดิม
ต้าถังปกครองแผ่นดินไม่ถึงสองร้อยปี แถมยังไม่ได้มีบูเช็กเทียนอีกด้วย นี่ไม่เหมือนกับประวัติศาสตร์ที่เรียนมาทั้งหมด…แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก เพราะถึงอย่างไรนางก็คงไม่มีโอกาสจะได้ไปอยู่ในจุดที่สูงขนาดนั้น ต่อให้รู้ไปก็คงไม่ได้มีประโยชน์อะไร ที่สำคัญตอนนี้คือการหาทางใช้ชีวิตที่นี่ให้ดีเท่านั้น ฉะนั้นไม่ว่าความจริงแล้วถังฉือหรงจะเรียนดีหรือไม่ดี นางก็จำเป็นต้องพูดให้วังซื่อวาดฝันไว้ก่อน จะได้ไม่กล้าทำอะไรเสื่อมเสีย!
ถังฉือเย่ตั้งใจไว้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะเกลี้ยกล่อมวังซื่อ เพราะถ้าหากยังไม่ยอมเปลี่ยนใจล่ะ นางก็จะไม่พูดให้เปลืองน้ำลายอีก ส่วนท่าทางที่ดูเหมือนจะผลักไสแต่กลับอยากกระโจนเข้าไปหาใจแทบขาดนั้น หญิงสาวจะยอมเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ทำเป็นไม่รับรู้ไปเสีย
แต่กระนั้นก็คงต้องหาวิธีรับมืออะไรเสียหน่อย หากไม่เป็นไปตามที่คิด ด้วยเหตุนี้เช้าวันถัดมา ถังฉือเย่จึงไปขอความช่วยเหลือจากคุณนายโจว และได้เชิญผู้หญิงในหมู่บ้านที่รู้จักมาสองสามคน ทุกคนจะได้รับเงินสิบอีแปะในการทำงานทุกวันแลกกับการรีบตัดเย็บเสื้อออกมาให้ครอบครัวนางให้เร็วที่สุด
ทุกคนในหมู่บ้านต่างสวมเสื้อผ้าที่มีทั้งชุดคลุมที่อยู่ด้านนอกและชุดที่อยู่ด้านใน กระโปรงชั้นนอกของวังซื่อนั้นปักลายดอกไม้ซึ่งต้องทำด้วยตัวเอง ส่วนตัวนอกของถังฉือหรงก็ต้องเพิ่มฝีมือเข้าไปอีกหน่อย หากเร่งมือภายในหนึ่งวันก็น่าจะทำได้สักหนึ่งชุดรวมกับชุดเครื่องนอน
หญิงสาวคิดอย่างโล่งใจเมื่อปัญหาอย่างน้อยหนึ่งอย่างก็ถูกจัดการลงได้อย่างเรียบร้อย จะมีเรื่องที่ต้องเป็นกังวลอยู่หน่อยๆก็คงเป็นเรื่องท่านย่าซุน หากนางได้ล่วงรู้ถึงเงินสิบกว่าตำลึงนี่ล่ะก็ คงต้องมาต่อว่าอีกครั้งอย่างอีกแน่นอน…ยังดีที่ยังมีเรื่องงานแต่งงานของท่านอาสี่ ถังหย่งหมิงกันเอาไว้อยู่ นางจึงไม่กล้าโวยวาย และที่สำคัญคือตอนนี้ที่บ้านก็มีคนนอกอยู่หลายคน เช่นนี้ก็เหมาะเลย!
ในขณะนั้นเองบริเวณหน้าประตูบ้านก็ราวกับมีวิญญาณร้ายสิงอยู่ ซึ่งก็คือชายหนุ่มผู้สะพายธนูที่ขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยเมื่อสายตามองมาที่นางนั่นเอง เขาทำท่าราวกับจะกล่าวคำทักทาย แต่ด้วยความที่เวลานั้นถังฉือเย่กำลังเดินไปครุ่นคิดไปจึงทำให้นางไม่ทันสังเกตเห็นเขา
หญิงสาวเดินขึ้นไปบนภูเขาเรื่อยๆ และเริ่มเดินไปทางที่ไม่มีผู้คน จากนั้นจึงหันซ้ายหันขวาหาสถานที่ซึ่งไม่มีร่องรอยของผู้คนและเริ่มลงมือสร้างบ่วงขึ้น
การสร้างบ่วงนี้ก็เพื่อเอาไว้ดักจับกระต่ายป่า ตอนที่นางถ่ายหนังอยู่นั้นเคยทำมาอยู่หลายครั้ง พอจะพูดได้ว่ามีฝีมืออยู่บ้างนิดหน่อย เพียงแต่ตอนนั้นสร้างบ่วงท่ามกลางหิมะสีขาวโพลนจึงสามารถหาร่องรอยของกระต่ายได้ง่าย แต่ตอนนี้ต้องมาทำบ่วงบนพื้นหญ้าเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะสามารถดักจับกระต่ายป่าได้มากน้อยเพียงใด ไม่แน่ว่ามันอาจจะไม่มีประโยชน์เลยก็ได้ แต่นางก็ต้องลงมือทำอะไรบ้าง ดีกว่านอนอยู่เฉยๆ ไม่ขยับตัวทำอะไรเลยอย่างวังซื่อ!
ถังฉือเย่ใช้เคียวที่เพิ่งซื้อมาใหม่ตัดกิ่งไม้ที่พันอยู่อย่างขันแข็งเพื่อเอามากั้นทางเอาไว้ ก่อนจะกลับมาเลือกกิ่งไม้ที่แง่งเป็นรูปสามเหลี่ยมขึ้นมา จากนั้นก็ใช้เถาวัลย์มาทำเป็นบ่วง
หญิงสาวใคร่ครวญคิดตามนิสัยของกระต่ายป่าดูแล้ว หากมันถูกไล่ต้อนมาปกติก็ต้องหนีมาตรงนี้ วนหนึ่งรอบแล้วค่อยกลับไปตรงที่มันตกใจ จากนั้นมันก็จะเข้ามาติดบ่วง…บ่วงที่นางเคยเรียนรู้มาจากการถ่ายหนัง ยิ่งกระต่ายป่าดิ้นเท่าไหร่มันก็จะยิ่งแน่นขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งตายในที่สุด
ถังฉือเย่คิดอย่างพึงใจพร้อมกับยิ้มออกมานิดหนึ่ง หลังจากนั้นนางก็เสียเวลาไปทั้งช่วงเช้าแต่เพิ่งจะทำบ่วงได้เพียงแค่สี่อันเท่านั้น เหนื่อยลมแทบจับ จึงหลบไปนั่งพักตรงขอนไม้ใต้ร่มไม้ใหญ่ แล้วจู่ๆ เสียงพูดเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เจ้าทำแบบนี้ไม่ถูก”
นางตกใจจนร้องกรีดพร้อมกันนั้นก็ล้มลงไปข้างหน้าจนเข่าทั้งสองข้างกระแทกกับพื้นเข้าอย่างจัง… เจ็บจนน้ำตาไหลออกมา
เพียงชั่วพริบตาเดียวถังฉือเย่ก็รู้ทันทีว่าเจ้าของเสียงนี้เป็นใคร… หญิงสาวโมโหขึ้นทันที นางกัดฟันแน่นแล้วค่อยๆหันหน้าไปมอง
ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน แต่ดูเหมือนเขาไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิด เพียงแค่มองดูนางอย่างเงียบๆแล้วสอนว่า
“เจ้าทำแบบนี้ไม่ถูก ทำแบบนี้จะอีกกี่วันก็จับกระต่ายไม่ได้หรอก” พูดพลางวาดวงกลมในอากาศ “การดักจับกระต่าย อย่างแรกต้องเลือกสถานที่ล่าก่อน หลังจากนั้นค่อยๆหาร่องรอย สองอย่างนี้เจ้าทำมันไม่ถูกสักข้อ… ที่ตรงนี้ไม่ปรากฏร่องรอยของกระต่ายอยู่เลย แถมไม้ค้ำที่เจ้าทำก็วางไม่ถูกตำแหน่งด้วย ถึงแม้จะเลือกกิ่งไม้และบ่วงได้เหมาะแล้ว แต่ข้ากลับมองไม่ออกว่าเจ้าจะมาล่ากระต่าย”
“เจ้าหัวขโมย!” ถังฉือเย่พูดแทรกขึ้น เห็นเขาตะลึงไปชั่วขณะ งุนงงในคราแรกก่อนจะนึกออก ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น ได้ยินหญิงสาวหัวเราะอย่างเย็นชาเมื่อเอ่ยว่า
“เจ้าพูดพล่ามอยู่นั่นแหละ ทำยังกับตัวเองเก่งมากนัก งั้นข้าขอถามสักหน่อย เจ้าเคยจับกระต่ายมาได้แล้วกี่ตัวกัน?”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มๆคู่นั้นขมวดขึ้นก่อนจะหันหน้าหนี เดิมทีถังฉือเย่เพียงแค่พูดท้าทายกวนประสาทเท่านั้น เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของเขาแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะยกคิ้วขึ้นถามอย่างยั่วเย้าต่อ
“อย่างนั้นแล้ว คนที่หวังดีสอนคนอื่นอย่างเจ้า ดักจับสัตว์มาตลอด คงไม่ใช่ว่าจะไม่เคยดักจับกระต่ายป่ามาก่อนหรอกนะ?”
ถังฉือเย่ยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างเป็นต่อ…ไม่สิ! อาชีพพรานป่าอย่างเขาน่าจะต้องเคยจับกระต่ายป่ามาแล้วแน่ๆ เพียงแต่ว่าจะต้องน้อยมาก…น้อยมากๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment